รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ นะครับ จะให้ปรึกษาท่านละ ๒ นาที ท่านแรก ท่านธนยศ ทิมสุวรรณ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายธนยศ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย วันนี้ขอหารือท่านประธาน ๒ ประเด็นนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓-๔ ตุลาคมที่ผ่านมา จังหวัดเลย ในพื้นที่ตำบลเขาหลวง แล้วก็ตำบลหนองงิ้วของอำเภอวังสะพุง รวมถึง ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ ประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก แล้วก็น้ำท่วมเฉียบพลัน ทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากนะครับ เฉพาะอำเภอวังสะพุงได้รับ ความเสียหายเกือบ ๑,๐๐๐ ครัวเรือน โดยได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าไม่มีระบบ แจ้งเตือนภัยก่อนที่มวลน้ำจะมาถึงพื้นที่ เป็นเพียงการเตือนแบบปากต่อปากนะครับ บางพื้นที่สัญญาณโทรศัพท์ขาดหายไปไม่สามารถได้รับการแจ้งเตือนนะครับ ผมขอความกรุณา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ให้ออกสำรวจพื้นที่เสี่ยงที่จะมีดินถล่ม และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เฉียบพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดเลยนะครับ พร้อมทั้งสำรวจออกแบบระบบ แจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แล้วก็ลดความเสียหายจากภัยในอนาคต🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนบ้านน้ำจันทร์ ตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุงนะครับ จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากสะพาน แล้วก็ Box Culvert บริเวณทางเข้าหมู่บ้านไปขวางทางน้ำนะครับ ทำให้น้ำที่มาเอ่อล้น แล้วก็เข้าท่วมพื้นที่นะครับ จึงขอความกรุณาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปสำรวจออกแบบ แล้วก็สนับสนุนงบประมาณ เพื่อบำบัดทุกข์และบำรุงสุขนะครับ🔗
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนนะครับ ไม่ว่าจะผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน รวมถึง จิตอาสาด้วยนะครับ ที่มาช่วยเหลือแล้วก็ให้กำลังใจกับผู้ประสบภัยทั้งหมด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เขต ๗ วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เกี่ยวกับปัญหาบนเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข ๒๑๔ เกิดปัญหาน้ำท่วมบริเวณแยกศรีโพธิ์ครับ สามแยกศรีโพธิ์เป็นสามแยกสัญจรที่จะเดินทางเข้า อำเภอปราสาท เข้าสู่เมืองสุรินทร์ เกิดปัญหาน้ำท่วมสะสมซ้ำซากทั้ง ๒ ฝั่งจราจรเลยครับ จนแทบจะไม่เหลือทางในการเดินทางสัญจรเข้าไปในตัวจังหวัดได้เลย เป็นปัญหาอย่างมาก อยากฝากไปถึงกรมทางหลวงช่วยลงมาดูแลจัดการ แล้วก็ประสานงบประมาณลงมาในพื้นที่ด้วย🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ เรื่องปัญหาเกี่ยวกับระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเคยได้ศึกษา ออกแบบ เมื่อปี ๒๕๖๑ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาเกิดขึ้นครับ เวลาปริมาณน้ำฝนตกมา ในพื้นที่เขตเทศบาลมาก ๆ น้ำไม่สามารถระบายออกได้เลยจากการศึกษา แล้วก็ดูในแบบ ที่ทางโยธาได้ทำ เป็นการแก้ปัญหาแบบระยะยาวแล้วก็ยั่งยืนครับ ทุกปัญหาต้องได้รับ การวางแผนที่ดีที่จะสามารถทำได้ จากปี ๒๕๖๑ มาถึงปีนี้ผ่านมา ๖ ปีแล้วครับท่านประธาน มันมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิศาสตร์เกี่ยวกับการเดินทางของน้ำไปในหลายรูปแบบ อยากฝากถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยจัดการลงมาดู แล้วก็มาติดตาม จัดสรรงบประมาณลงมาแก้ไขปัญหาให้พี่น้องในเขตอำเภอปราสาทให้ผมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเท่าพิภพนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลอง สาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ ผมขอนำเรื่องมาปรึกษาหารือท่านประธาน ๔ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรกปัญหาการระบายน้ำ บริเวณชุมชนหน้าตลาดศิรินทร์ แล้วก็ติดกับด้านหลังของห้าง ICS บริเวณนี้ครับ หลังจากมีการ ก่อสร้างห้างขึ้นมาก็พบว่ามีการยกระดับห้างขึ้นมาสูงกว่าปกติ ลำประโดงที่เคยระบายน้ำ ให้ในชุมชนก็หายไปด้วย อย่างไรผมฝากเขตคลองสานเข้าไปตรวจสอบ แล้วก็กรมที่ดินด้วยว่า มีการรุกล้ำหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าหายไปแล้วทำให้น้ำขังในชุมชนไม่สามารถระบายออกได้ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ปัญหาของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ทำให้บ้านร้าว ถนนทรุด บริเวณซอยตากสิน ๑-๕ เขตคลองสาน เรื่องนี้ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยที่ได้ไปลงพื้นที่ตอนที่ผมถามกระทู้ครับ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเริ่มย่ามใจ ปล่อยปละละเลยกัน สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน อย่างไรฝากกำชับผู้รับเหมาให้ ดูแลชาวบ้านด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ ถนนเจริญนคร ซอยเจริญนคร ๒๙/๒ มีปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากอยู่ นอกเขตของพนังกั้นน้ำครับ รบกวนกรมเจ้าท่า ท่วมเป็นประจำก็จริงครับ แต่อยากให้ไป กำชับเรือที่สัญจรไปมาให้ลดความเร็วด้วย เพราะว่ามาทีไรผมไปก็คลื่นซัด แล้วพื้นบ้าน ที่เป็นไม้ก็กระดกขึ้นเลย อย่างไรก็ต้องฝากท่านประธานด้วย🔗
เรื่องสุดท้ายครับหารือไปหลายรอบเดี๋ยวจะทำหนังสือหากรรมาธิการ การคมนาคมแล้วนะครับ เรื่องปัญหาฝุ่นใต้ทางด่วนเขตราษฎร์บูรณะ ถนนจอมทองบูรณะ หารือไปประมาณ ๕ รอบแล้วครับท่านประธาน กำชับผู้รับเหมาเก็บกวาดโคลนต่าง ๆ ด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านชยพล สท้อนดี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องหารือสักเล็กน้อยครับประมาณ ๓ เรื่องครับ🔗
อย่างแรกเลยก็คือเรื่องของปัญหายุงลายระบาดทั่วทั้ง กทม. ตรงนี้เอาจริง ๆ คืออยากให้เคลียร์ว่า เราจะจัดการกับปัญหาเรื่องของการจัดการกับยุงลายอย่างไรดี เพราะ ณ ตอนนี้วิธีการเดียวที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แล้วก็เขต แล้วก็หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งหลายสามารถที่จะจัดการให้กับประชาชนได้คือการพ่นยุงด้วยหมอกควัน แต่ทีนี้คือมันก็มี รายงานวิจัยหลายฉบับที่ยืนยันว่า การพ่นหมอกควันไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา เป็นแค่การไล่ ให้ยุงนั้นบินออกไปจากพื้นที่สักแป๊บหนึ่ง แล้วพอควันจางมันจะกลับมาใหม่ที่เดิม ผมก็อยากให้เคลียร์กันชัด ๆ ว่า ตกลงมันจะได้ผลหรือไม่ได้ผล ถ้าเกิดมันไม่ได้ผลเราก็ควร ต้องหาวิธีที่มันดีกว่านี้หรือไม่ ที่จะจัดการกับปัญหายุงลายที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ เพราะตอนนี้ ระบาดเยอะและหนักมากนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอฝากหารือก็คือเรื่องของฝุ่น PM2.5 ช่วงนี้ ชาวภูมิแพ้โพรงจมูกก็เจ็บเป็นพิเศษ อย่างผมก็จะต้อง Suffer กับความเป็นภูมิแพ้หนักหน่อย ช่วงนี้ จมูกก็จะอู้อี้หนักหน่อยนิดหนึ่ง ก็อยากจะขอฝากท่านประธานหารือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ก็คาดว่าน่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย จัดการกับปัญหาเรื่องของฝุ่นมลภาวะ PM2.5🔗
แล้วก็ด้วยความที่เวลายังเหลือ ผมขอฝากเรื่องหารือเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งแล้วกันครับ เรื่องที่ผมหารือเรียกว่าซ้ำ ๆ ทุกรอบ คือเรื่องของถนนกำแพงเพชร ที่อยู่ริม Hopewell ตลอดแนวทางรถไฟ ก็ยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ ถนนก็ยัง เป็นหลุมเป็นบ่อ เริ่มกลับมาเป็นหลุมเป็นบ่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ไฟที่อยู่ด้านบนก็ไม่ติดเลย ถ้าเกิดไม่ได้อยู่เป็นพื้นที่บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง ก็เป็นปัญหาที่เรื้อรังกันมานาน แล้วการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่ซ่อมให้เสียที จะโอนให้ กทม. ก็ไม่โอนให้เสียที สุดท้าย มันก็อยู่ในจุดที่เหมือนช่องว่างระหว่าง Sofa จุดเกรงใจ เหมือนลูกเทนนิสตกตรง เส้นตรงกลางแล้วไม่มีใคร ทางซ้าย ทางขวาจะรับลูกเลยสักคน ก็อยากจะขอฝากหารือ แล้วก็อยากจะขอแก้ไขปัญหาตรงนี้เสียทีครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือผ่านท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เรื่องราคายางพารา วันนี้ประกาศเลื่อนบังคับยางพารา EUDR ออกไปอีก ๑ ปี ราคายางพาราลดลง ๓-๕ บาทครับท่านประธาน เมื่อวานนี้สหกรณ์นครตาลเดี่ยว ไม่มีผู้ประมูลรับซื้อเลย ท้ายที่สุดก็ต้องขอบคุณประธานบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยครับ ผู้ใหญ่เพิก เลิศวังพง บอกว่าไม่มีใครซื้อ การยางแห่งประเทศไทยจะซื้อเอง ท้ายที่สุดตลาด กลางยางพาราไปซื้อราคา ๓๙ บาท ก็ต้องขอบคุณครับ อย่างนั้นไม่ได้ต่อไปนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ ชาวเกษตรกรสวนยางลำบากครับ อย่างนั้นฝากถึงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ต้องหามาตรการป้องกันเรื่องพ่อค้าลดราคา แบบกะทันหันอย่างนี้นะครับท่านประธาน เรื่องแรก🔗
เรื่องที่ ๒ วันนี้เรื่องข้าว ใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้นวันนี้บ้านผมข้าวออกราคา ลดทันทีเลยครับ ข้าวเปลือก พอข้าวออกสู่ตลาดราคาก็จะลด ก็ฝากมาตรการกระทรวง พาณิชย์นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ ดูแลราคาข้าวใกล้จะออกนี้ สิ่งสำคัญครับ ชาวบ้านฝากมาอีกว่า อย่าลืมชดเชยค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เมื่อชาวบ้านเขาเคยได้มาครับท่านประธาน วันนี้เขาก็เรียกร้อง ผ่านท่านผู้แทน คิดว่าทุกพื้นที่ละครับที่มีการทำนา ชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ฝากให้กับ ชาวนาที่ฤดูเก็บเกี่ยวนี้นะครับ ก็ขอฝากผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาลครับ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง วันนี้ขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก อ.เอทตั้งชื่อว่า ลักไก่ ลักไก่คืออะไรครับ คือจะมีคนที่ใช้เส้นทางขนานกับกาญจนาสาย ๙ มาจากเสรีไทย มุ่งหน้าสู่ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เวลาจะวิ่งเส้นนี้ เส้นที่ผ่ากลางก็คือเส้นรามคำแหง คนทั่วไป ต้องวิ่งเส้นรามคำแหงแล้วก็ไปกลับรถและถึงจะย้อนกลับเข้ามาเข้าเส้น เขาเรียกว่า เลียบทางด่วนกาญจนาสาย ๙ เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปทางศรีนครินทร์-ร่มเกล้า แต่จะมีพวกลักไก่ พวกนี้นะครับ ตำรวจเคยเอา Barrier มากั้นตรงแยกซอยรามคำแหง ๑๕๑ เลยครับ ตรงโรงเรียนธนบุรีศึกษาครับ เขาเอา Barrier มากั้นนะครับ แต่คนพวกนี้ก็ยังเอา Barrier ออกครับ แล้วก็ยังขวางตัดเลน ตรงแยกนั้นมีพื้นที่ประมาณไม่เกิน ๑๐๐ เมตรครับ ท่านประธาน เขาก็พยายามตัดประมาณ ๔-๕ เลนนะครับ ฝั่งขาออก แล้วก็ตัดอีก ๔-๕ เลน ฝั่งขาเข้า รวมแล้วเกือบ ๑๐ เลนครับ เขาทำได้ นี่คือการลักไก่อย่างสุดยอดที่สุดในประเทศแล้ว อ.เอทว่าเพราะฉะนั้นก็ฝากเลยครับ ฝากไปทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือจะเป็น สจส. หรือสำนักงานจราจรและการขนส่งครับ ให้เขาช่วยเอากล้องมาจับเลยครับ แล้วจะได้รู้ว่า ใครผิดส่งบิลไปให้ เก็บเงินเข้าภาษีเลยนะครับ นี่คือเรื่องที่ ๑ ลักไก่ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ อ.เอทตั้งชื่อว่า ม้าลายหายไปไหน ม้าลายหายไปไหนคือช่องตรง รามคำแหงถนนเส้นเดิม ๑๕๙/๑ ครับ ตรงนั้นก่อนที่จะมีการสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม เคยมีทางม้าลายครับ ชาวบ้านเคยใช้ข้ามไปข้ามมา ล่าสุดท่านเห็นไหมครับ เกิดอุบัติเหตุแล้ว คนที่ข้ามไปข้ามมาตอนนี้อยู่ห้อง ICU แล้ว นอนมาหลายคืนแล้ว เพราะฉะนั้นครับ ม้าลายกลับคืนมา ท่าน ผอ. เขตลงไปพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังคิดว่าต้องปรึกษาหารือกับ อีกหลายหน่วยงาน อ.เอท ขออนุญาตปรึกษาเลยครับ ถนนทางเดินยังแย่อยู่นะครับ สะพานลอยก็ไม่มี จะเดินข้ามสะพานลอยก็ไกลจริง ๆ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยัง สำนักการโยธา สจส. และ กทม. ให้ท่านช่วยกันครับ ทำให้คนรามคำแหง ๑๕๙/๑ เขามีทางเดินที่ปลอดภัยครับ ขอบพระคุณครับ Respect🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอภิชา เลิศพชรกมล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม อภิชา เลิศพชรกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะนำปัญหาของพี่น้องชาว อำเภอโชคชัยมาหารือ แล้วก็ให้ส่วนราชการได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวอำเภอโชคชัย เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่า ณ วันนี้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ของภาคเหนือภาคกลางและ ภาคอีสานเป็นวงกว้าง🔗
แต่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีเพียงอำเภอเดียวครับ คืออำเภอโชคชัยที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมขัง เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ท่านประธานครับ มีฝนตกหนักเกิดขึ้นที่อำเภอโชคชัย น้ำบริเวณที่สูงหรือที่ชาวบ้านเขาเรียก กันว่า ที่โคก ไหลลงมาในพื้นที่ ในเขตชุมชนไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบลโชคชัยก็ดี หรือเทศบาลตำบลด่านเกวียนก็ดี เกิดน้ำท่วมขัง นี่เป็นครั้งแรกในรอบ ๕๐ ปีนะครับ ที่เกิดขึ้น น้ำท่วมขังบริเวณโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนโชคชัยสามัคคี โรงเรียนบ้านกุดจอกใหญ่ และหลาย ๆ โรงที่เกิดน้ำท่วมขึ้นมา ณ วันนี้จึงอยากจะให้ทางกรมทางหลวง ซึ่งน้ำจากพื้นที่ สูงไหลมานี้มีถนนสาย ๒๒๔ โชคชัย-นครราชสีมาขวางอยู่ เพราะฉะนั้นถนนเส้น ๒๒๔ นั้น ก่อสร้างมานานนะครับ มีการวางระบบท่อระบายน้ำ ซึ่งก็เชื่อว่ารองรับไม่ได้แล้ว ณ สถานการณ์ปัจจุบัน จึงอยากจะให้ทางกรมทางหลวงได้สำรวจออกแบบและทำระบบ ระบายน้ำ ในถนนสาย ๒๒๔ ขึ้นมาใหม่ โดยเพิ่มขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยระบายน้ำจากฝั่งซ้ายไป ฝั่งขวา เพื่อให้ช่วยลดการท่วมขังของน้ำท่วมบริเวณเทศบาลโชคชัย แล้วก็เทศบาลด่านเกวียน🔗
อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของชลประทาน ที่ลำพระเพลิงมีคลองชลประทาน ดังนั้นจึงอยากจะให้ทางชลประทานเพิ่มท่อข้ามถนนจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวาอีกนะครับ ทั้งสอง หน่วยงานนี้ จึงอยากจะให้ทางส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้อง ชาวอำเภอโชคชัยด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุขสมรวย วันทนียกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน สุขสมรวย วันทนียกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทยค่ะ ท่านประธานคะ เรื่องที่ดิฉันจะขอหารือในวันนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้าน อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ฝากความหวังมากับดิฉันว่าต้องการพิสูจน์ ความจริงเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อจะนำกลับมาใช้เป็นของส่วนรวมอีกครั้งค่ะ เมื่อปี ๒๕๖๓ ชาวบ้านได้ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม อำเภอหัวตะพานว่ามีนายทุน ได้กว้านซื้อและบุกรุกที่สาธารณประโยชน์หลายร้อยไร่ ริมห้วยนกกดและริมลำห้วยลำเซบาย โดยชาวบ้านเรียกพื้นที่นี้ว่าป่าบุ่งป่าทาม ห้วยนกกด ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน ได้มีการนำรถไถปรับสภาพให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการตัดต้นไม้ทำลายผืนป่าเดิม จนระบบนิเวศเสียหาย แต่เรื่องก็เงียบไป จากการตรวจสอบพบว่านายทุนได้อ้างเอกสารสิทธิ ในพื้นที่ป่าชุ่มน้ำดังกล่าว คือโฉนดที่ดินจำนวน ๒ แปลง รวมที่ ๕๙ ไร่ ๒ งาน น.ส.๓ ก. ๑๖ แปลง รวมพื้นที่ ๓๕๒ ไร่ ๒๕ ตารางวา ท่านประธานคะ พอเรื่องนี้ทราบถึง ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอหัวตะพาน เจ้าพนักงานที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายนที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่นี้ ที่นายทุนอ้างนั้น เป็นพื้นที่บางจุดน้ำท่วมสูง ๑.๕ เมตร เพราะอยู่ติดลำน้ำเกินไป บางจุดชิด ติดคันลำเซบาย เป็นลำน้ำสาธารณะ ผู้นำชุมชนทุกคนต่างยืนยันว่าที่ตรงนี้ในอดีตชาวบ้านได้ ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ภายหลังกลับมีนายทุนอ้างเป็นเจ้าของจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน🔗
สุดท้ายนี้ ดิฉันมีข้อเรียกร้องให้ติดตามกรณีที่สาธารณะดังกล่าว ให้จังหวัด อำนาจเจริญ โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตรวจสอบเขตอย่างเร่งด่วน โดยให้ตรวจสอบว่าการออกเอกสารสิทธิดังกล่าว ถูกต้องตามกระบวนกฎหมายหรือไม่ หากมีการรุกล้ำจริง การออกเอกสารไม่ถูกต้อง ต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิโดยเร็ว เพื่อนำพื้นที่กลับมาเป็นที่สาธารณะ และขอฝากให้ เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อพิทักษ์ทรัพยากรของชุมชนค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านคุณากร มั่นนทีรัย เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ไวท์ คุณากร มั่นนทีรัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตอำเภอบางใหญ่ คนบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน ขอปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับวันนี้นะครับ🔗
เรื่องแรก ปัญหาการขยายผิวจราจรในตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ ถนนหมายเลข ๓๒๑๕ เส้นถนนหน้าวัดสวนแก้วนะครับ ปัจจุบันมีเพียง ๒ เลนวิ่งสวนกัน ไม่มีการชะลอและไม่มีจุดเกาะกลางทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายนะครับ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมและ สส. ปรีติ เจริญศิลป์ เพื่อนสมาชิกได้มีการร่วมประสานหารือปัญหาต่าง ๆ รวมถึง ปัญหาดังกล่าวกับแขวงทางหลวงนนทบุรี จึงทราบว่าปัจจุบันแขวงทางหลวงได้เคยทำแผน ของบประมาณเพื่อการขยายพื้นที่ถนนแล้ว ในเส้น ๓๒๑๕ แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัตินะครับ วันนี้จึงอยากช่วยสะท้อนอีก ๑ เสียง ผ่านไปยังประธานนะครับ ไปยังอธิบดีกรมทางหลวง เพื่อโปรดพิจารณาให้มีการขยายพื้นที่ถนนให้เต็มรูปแบบ ตามที่เสนอในปีงบประมาณถัดไป เป็น ๓ เลน🔗
เรื่องที่ ๒ ในพื้นที่บางใหญ่มีประชาชนร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากว่า มีคนต่างด้าวทำมาค้าขายในตลาด เป็นเจ้าของกิจการเองรับเงินเองนะครับ โอนเงินเอง ซึ่งผิดกฎหมายนะครับ และเพื่อเป็นการป้องกันการแย่งงานของคนไทย จึงฝากสำนักงาน จัดหาแรงงานจังหวัดนนทบุรีนะครับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาช่วยสำรวจพื้นที่อำเภอ บางใหญ่ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ปัญหาแพทย์ในโรงพยาบาลบางใหญ่ มีประชาชนร้องเรียนมาว่า แพทย์มีจำนวนไม่เพียงพอในการรักษานะครับ จึงขอฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุข ช่วยตรวจสอบเพื่อการพัฒนาระบบโรงพยาบาลรัฐต่อไปนะครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ภาพซ้ายก็จะเป็นบริเวณถนนริมคลองประปามหาสวัสดิ์ในช่วง กลางวัน สังเกตว่าจะไม่มีเสาไฟฟ้า ไม่มีระบบส่องสว่างนะครับ ด้านขวาคือตอนกลางคืน ตอนแรกมีเป้าหมายว่าจะไปกลับ ขับไปขับมามืดอย่างนี้นะครับ ไม่รู้จะขับลงคลองหรือ ขับไปไหนนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ก็ขอฝากให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและปรับปรุงด้วยนะครับ🔗
ทั้ง ๔ เรื่องนะครับ ขอฝากประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ปัญหา และพิจารณาตรวจสอบแก้ไขด้วยครับ ผม ไวท์ คุณากร มั่นนทีรัย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ด้วยพี่น้องประชาชน มีความเดือดร้อนร้องเรียนจำนวนมาก จากการไฟฟ้าตัดกระแสไฟฟ้าและถูกถอดยกมิเตอร์ ออกไป เพราะค้างค่าไฟฟ้าแค่ ๒ เดือน และเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณยายอายุ ๖๘ ปี ผู้ป่วย ติดเตียงอยู่ที่อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม เสียชีวิต เพราะถูกตัดไฟฟ้าทำให้อุปกรณ์ ทางการแพทย์ เครื่องให้ออกซิเจนหยุดทำงาน🔗
กระผมขอเสนอให้รัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย บำบัดทุกข์บำรุงสุข ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้ติดค้างค่าไฟฟ้า ได้ ๓ เดือน หรือติดค้างได้ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คนยากจนให้ใช้ไฟฟ้า ฟรี ๓,๐๐๐ บาทต่อปี พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครพนมและกระผม ขอขอบพระคุณ ผู้ว่าการและทุกท่านของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ได้บริการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และอนุมัติติดตั้งไฟฟ้าขยายเขตเพื่อการเกษตร และไฟฟ้าครัวเรือนให้แก่ ชาวจังหวัดนครพนมที่เดือดร้อนมานานเป็นเวลา ๒๐ ปี ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน มีหนี้สิน ดอกเบี้ยแพง และหนี้นอก ระบบกันเป็นจำนวนมาก ขอให้กระทรวงการคลังได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร และสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกสหกรณ์ จากดอกเบี้ยร้อยละ ๗ บาท ลดลงเหลือร้อยละ ๔ บาทต่อปี เพราะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ยเพียง ๕๐ สตางค์ต่อปี เป็นช่องว่างดอกเบี้ย เงินกู้กับเงินฝากต่างกันถึง ๖.๕๐ บาท ไม่ยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชน แต่ละธนาคารกำไรปีละ แสนกว่าล้านบาท ส่วนประชาชน ข้าราชการ ภาคเอกชน มีหนี้สินกันมากขึ้น กระผมได้ขอร้อง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ประชุมร่วมกับท่านไป ลดดอกเบี้ยลงร้อยละ ๔ บาท เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย มีเรื่องขอหารือท่านประธานดังนี้นะคะ🔗
เรื่องที่ ๑ ถนนสาย ๓๑๙๖ เป็นถนนคันคลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก สัญจรระหว่างอำเภอเมืองไปอำเภอบ้านหมี่ มีไฟฟ้าบ้างเป็นบางช่วงนะคะ ทีนี้ช่วงระยะจาก สะพานท่าแคเข้าเมืองช่วงนี้กลางคืนมืดมากค่ะ พี่น้องก็ฝากมาบอกว่ามันอันตราย ขับขี่แล้ว มองไม่เห็นเลย ยิ่งช่วงนี้ฝนตก ฝากท่านประธานถึงกรมทางหลวง ช่วยติดไฟฟ้าส่องสว่าง ให้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนหมายเลข ลบ. ๔๑๓๑ ตอนนี้ผิวจราจรแตกแยก แล้วไฟฟ้า ส่องสว่างก็ไม่มีเช่นกัน พื้นถนนก็ทรุด เป็นถนนที่สัญจรอยู่ข้างโรงเรียนบ้านหมี่วิทยา ออกไปถึง ตำบลบางพึ่ง ฝากท่านประธานถึงกรมทางหลวงชนบท ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้อง ประชาชนด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ ที่ตำบลโพตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง มีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่านตั้งแต่ หมู่ ๑ ไปถึงหมู่ ๗ ระยะทางยาวประมาณ ๒,๔๐๐ เมตร ปัญหาที่พบก็คือว่า น้ำกัดเซาะตลิ่ง ฝากท่านประธานถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ช่วยทำเขื่อนป้องกันตลิ่งให้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๔ ผักตบชวาหน้าวัดบางพึ่ง อำเภอบ้านหมี่ หนาแน่นมาก ฝากท่านประธาน ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็หน่วยงานที่ไปบรรเทานะคะ เก็บผักตบชวา แล้วก็กำจัดวัชพืชให้ด้วย🔗
สุดท้ายท่านประธาน ขอบคุณกรมเจ้าท่าและผู้ว่าราชการจังหวัดเช่นกันที่กำจัด ผักตบชวา แล้วก็วัชพืชในบริเวณแม่น้ำลพบุรี อำเภอท่าวุ้ง อำเภอเมือง ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต ๔ พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้ ผมมีเรื่องหารือ ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ได้รับแจ้งจากนายเมธี สกุลธนาศร นายก อบต. ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ว่าระบบส่งน้ำ ของกรมชลประทาน หมู่ที่ ๗ ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี สร้างเสร็จมา ๒ ปีแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้นะครับ หนักกว่านั้นนะครับ ในช่วงฤดูฝนเวลาฝนตก น้ำก็ยังไป ท่วมไร่นาของประชาชน ได้รับความเสียหายอีกด้วย อยากให้กรมชลประทานเข้ามา ดำเนินการแก้ไขโดยด่วน แล้วก็ให้หน่วยงาน สตง. ลงไปตรวจสอบความคุ้มค่าของโครงการนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับแจ้งจากนายชาติชาย ฉัตรเมธี นายก อบต. ตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ว่าอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยเทียน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เวลาหน้าฝนน้ำไม่เคยเต็มอ่างเลยครับ อ่างนี้สร้างมาหลายสิบปีนะครับ อยากให้ กรมชลประทานแก้ไขปัญหาน้ำในอ่างด้วย เพราะว่าเวลาหน้าแล้งน้ำแห้งขอดนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่จุฑามาศ เวทยานนท์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองนกแก้ว อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรีว่าอ่างเก็บน้ำบ้านหนองจั่น สร้างมา ๒ ปีแล้วครับ มีน้ำอยู่แค่นี้ครับ ในฤดูฝน ๒ ปีชาวบ้านไม่เคยใช้น้ำเลยครับอยากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขโดยด่วน🔗
ท่านประธานครับ ผมหารือเรื่องระบบน้ำของกรมชลประทาน แล้วก็กรม ทรัพยากรน้ำมาหลายโครงการ อยากให้ท่านประธานให้เจ้าหน้าที่สภาช่วยประสานงานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยปฏิบัติหรือหน่วยตรวจสอบความคุ้มค่าของโครงการ แต่ละโครงการจะขอบพระคุณมากครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเจษฎา ดนตรีเสนาะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม เจษฎา ดนตรีเสนาะ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๒ พรรคประชาชน คนปทุม ลุ่มน้ำเจ้าพระยาครับ วันนี้ขอปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ก็คือเป็นเรื่องของน้ำท่วมครับ น้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี ถ้าหากเราแบ่งการเตรียมการเป็นก่อนน้ำท่วม ขณะน้ำท่วม แล้วก็ หลังน้ำท่วมนี่ ต้องบอกว่าก่อนน้ำท่วมนี่มีการเตรียมการได้ดีนะครับ ต้องขอบพระคุณ ท่านผู้ว่าภาสกร ที่มีการเรียกประชุมหน่วยงาน มีการเตรียมการก่อนน้ำที่จะท่วมได้ดีนะครับ แต่พอถึงในช่วงที่ขณะน้ำท่วมนะครับท่านประธาน เรายังดูแลประชาชนได้ไม่ทั่วถึงกับพื้นที่ ที่น้ำท่วมนะครับ ของช่วยเหลือต่าง ๆ มาตรการการดูแลต่าง ๆ ยังไม่ทั่วถึงประชาชน ทุกคนทุกครัวเรือนนะครับ บางทีของที่เอาไปช่วยบรรเทาได้เฉพาะคนริมแม่น้ำ แต่คนที่อยู่ บ้านด้านไหนถัดมาอีกหลังหนึ่ง แต่กำแพงเดียวกันนี้ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ🔗
อีกอันหนึ่งก็คือ เมื่อวานครับ มติ ครม. ออกมาให้มีมาตรการเยียวยาดูแล ผู้ประสบภัยน้ำท่วมแบบเหมา ครัวเรือนละ ๙,๐๐๐ บาทนะครับ แต่ในประกาศนั้นมีทั้งหมด ๕๗ จังหวัด แต่ไม่มีจังหวัดปทุมธานี มีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็จังหวัดนนทบุรีครับ ผมก็อยากจะถามว่าน้ำที่มาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก่อนไปถึงจังหวัดนนทบุรีนี่ เปิดประตูมิติผ่านไปจังหวัดนนทบุรีหรือครับท่านประธาน ไม่ผ่านจังหวัดปทุมธานีหรือครับ ทำไมถึงไม่มีจังหวัดปทุมธานี อันนี้คือสภาพน้ำท่วมของจังหวัดปทุมธานีที่ผมไปติดตาม สถานการณ์มา ขอสไลด์ถัดไปครับ นี่มันท่วมเยอะครับท่านประธาน ทั้งหมด ๒ ฝั่ง ๒ อำเภอ ร่วม ๆ ๖,๐๐๐ หลังครับท่านประธาน ก็อยากจะฝากหน่วยงานช่วยดูแลเงินช่วยเหลือของ จังหวัดปทุมธานีในส่วนนี้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องถัดไปครับ เป็นเรื่องของถนน Local Road ที่มีความย่ำแย่มากนี่ครับ ระยะ ๓๐๐ เมตร มีถึง ๓๐ หลุมนะครับ ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย กลางคืนไม่มีไฟก็ทำให้เสียชีวิตได้ นี่มันเป็นหลุมเป็นบ่อมากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย อย่างไรฝากการรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณา🔗
สไลด์ถัดไปครับ กลางคืนก็ไม่มีแสงสว่างครับท่านประธาน ตั้งแต่ช่วงสถานี ไฟฟ้าสีแดงรังสิต จนสุดเขตของจังหวัดปทุมธานีนี่มืดมาก ต้องขอบคุณอาสาหลักหกนะครับ ที่เอาไฟโซลาร์เซลล์มาติดกันเอง อย่างไรฝากการรถไฟแห่งประเทศไทยช่วยพิจารณาแก้ไขให้ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุไลมาน บือแนปีแน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ วันนี้มีเรื่องหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่เราทราบดี วันนี้ท้องถิ่นมีความผูกพันใกล้ชิดกับพี่น้อง ประชาชนอย่างมาก แล้วก็พยายามที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่น แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณครับ มันทำให้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน🔗
วันนี้ผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่นะครับ ที่แรกนั่นก็คือผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปกับท่านนายกดิง ลิดล ท่านประธาน อบต. ลิดล ท่านสมาชิก อบต. ลิดล แล้วก็ฝ่ายปกครองที่อยู่ในหมู่ ๕ บ้านตือโล๊ะ ตำบลลิดล เนื่องจากว่า มีถนนที่มีความชำรุดอยู่เป็นถนนที่เป็นรอยต่อกับตำบลบาโงยซิแนด้วยนะครับ มีสภาพที่ชำรุด แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ถนนเส้นนี้ยังไม่ได้มีคูระบายน้ำ ฉะนั้นแล้วก็อยากให้ท่านประธาน มีหนังสือไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองนะครับ เพื่อให้ดำเนินการช่วยท้องถิ่นในการที่จะ สร้างถนนเส้นนี้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องต่อไปครับท่านประธาน ผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่กับทางท่านนายกดี ท่านนายกเทศบาลตำบลยะหา พร้อมด้วยสมาชิก ส.ท. เทศบาลตำบลยะหา เนื่องจากว่า ถนนเส้นหลังสำนักงานอำเภอยะหานี้เป็นถนนที่ยังคงเป็นลูกรังอยู่ ทางเทศบาลก็มีวิธีคิด ที่อยากจะขยายเมือง ฉะนั้นแล้วด้วยงบประมาณที่จำกัด ก็อยากให้ท่านนั้นมีหนังสือ ไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อที่จะดำเนินการในการทำผังเมืองเพิ่มการขยายตัวเมือง แล้วก็ทำถนน พร้อมคูระบายน้ำ เพื่อที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของการระบายน้ำด้วย อีกทั้ง อีกเส้นหนึ่งที่ตรงไปยังตำบลละแอด้วยนะครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน อีกเส้นหนึ่ง นั่นก็คือผมมีโอกาสได้ลงพื้นที่กับท่าน นายกอัมรัล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงยซิแน เนื่องจากว่าเส้นนี้เป็นถนน ถ้าสังเกตจากรูปภาพ สะพานทางเข้ามีขนาดที่กว้าง แต่ว่าถนนข้างในยังคงแคบ ซึ่งเป็นเส้น ที่เข้าสู่น้ำตกเซาะลาตอ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่เนื่องจากว่าถนนดังกล่าวยังแคบอยู่ แล้วก็ไม่มีคูระบายน้ำ ก็เลยอยากจะให้ท่านประธาน มีหนังสือไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อที่จะดำเนินการทำถนนเพื่อที่จะขยาย แล้วก็ทำในเรื่องของคูระบายน้ำอีกด้วย เพื่อที่เวลารถสวนไปสวนมาจะได้คล่อง เพื่อที่คนที่ จะไปแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกเซาะลาตอนี้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวีรภัทร คันธะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชน กระบอกเสียงของคนพระประแดงครับ ท่านประธานครับ ขอปรึกษาหารือ🔗
เรื่องแรกครับ อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของ ปัญหาบ้านเรือนประชาชน มี ๒ หลังน่าเป็นห่วง หลังแรกคือหมู่ ๑๓ ชุมชนครุในที่มี การทำเขื่อน ๑๐ ปีแล้วยังไม่เสร็จ เนื่องจากการก่อสร้างติดปัญหากับโรงงานในพื้นที่แถวนั้น สร้างนานแต่ยังไม่เสร็จ ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมเขื่อนเอียงลงคลอง แล้วก็อีกหลังหนึ่งสำโรงกลางหมู่ ๑ บ้านเรือนผู้อยู่อาศัยเป็นผู้สูงอายุ น้ำก็ทะลักเข้าท่วม ในบ้าน บ้านทรุดตัว ซึ่งเท่าที่ทราบ บ้าน ๒ หลังนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือดูแล ก็ฝากท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗
เรื่องถัดมาครับ ขอสไลด์ครับ ถนนแคบนะครับ รถจักรยานยนต์หมดสิทธิ สวนกัน ก็ต้องใช้สัญญาณบีบแตร ซึ่งจากที่เห็นนะครับท่านประธาน บนสไลด์ก็จะเห็นว่า ทางแคบมาก ผมกางแขนก็เต็มแล้ว ซึ่งในลักษณะนี้ชุมชนนี้จะเป็นชุมชนที่อยู่เชื่อมกัน ระหว่างหมู่ ๑ บางครุ กับชุมชนกรมทรัพยากรธรณี อยากฝากไปถึงหน่วยงาน เช่น กรมทรัพยากรธรณี ถ้าสมมุติว่าสามารถแบ่งพื้นที่ในการช่วยขยายถนนซอยนี้ได้ ก็จะช่วย บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้นะครับ🔗
ประเด็นถัดมาครับ ท่านประธานครับ ที่เห็นถนนขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ ฝุ่นสร้างมลพิษอีกแล้ว สุขสวัสดิ์ ๗๐ เรื่องนี้ไม่จบสักที ตั้งแต่แยก ๑ มีการขุดวางท่อ ซึ่งทราบว่าเทศบาลลัดหลวง แล้วก็การประปามีการขุดวางท่อใหม่ แต่ว่ายังไม่มีการปรับหน้าผิว ให้เรียบร้อย ก็ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลลัดหลวง หรือการประปานะครับ เร่งผู้รับเหมามาดำเนินการแก้ไขปรับหน้าดินให้เรียบร้อยนะครับ หากไม่เร่งดำเนินการประชาชนจะประสบปัญหาเป็นอย่างมากนะครับ สัญจรแล้วอาจเกิด อุบัติเหตุได้🔗
เรื่องสุดท้ายนะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ เรื่องนี้เป็น เรื่องเร่งด่วนนะครับ ซึ่งเมื่อคืนก่อนบริเวณถนนตะแกรงเหล็ก บางพึ่ง หลังห้างบิ๊กซีนะครับ ชาวบ้านขอลูกระนาดชะลอความเร็ว เนื่องจากว่าจากในรูปเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการ ขับขี่รถอย่างรวดเร็วนะครับ แล้วก็ถนนลื่น ทำให้ชนผู้สัญจรบนถนนนะครับ ถนนนี้ เกิดอุบัติเหตุประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการใช้ความเร็วบ่อยครั้ง ถนนก็ไม่ได้กว้างมาก ติดริมคลอง อาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำอีกได้ ก็ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ อย่างเช่น เทศบาลนครลัดหลวงดำเนินการขอลูกระนาดชะลอความเร็ว แล้วก็วอนผู้ใช้รถใช้ถนน ขับขี่รถอย่างปลอดภัยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทียบจุฑา ขาวขำ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องที่ได้หารือไปแล้วหลายครั้งนะคะ ดิฉันขอติดตามเรื่องการขอขยายถนน ๒๓๔๘ ช่วงอ่างเก็บน้ำโครงการพระราชดำริ หรือเขา เรียกกันว่า เขาขาด ในช่วงตอนนี้มืดมิดสนิทเลย กลางค่ำกลางคืนเดินทางลำบากมาก แล้วก็ เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อย ๆ ถนนก็คับแคบ ดิฉันได้ขอขยายไหล่ทาง ขอไฟฟ้าส่องสว่างมาแล้ว ๓ ปีค่ะ จนปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบความคืบหน้าเลย วันนี้ดิฉันลงพื้นที่พี่น้องประชาชนก็ถาม อยู่ตลอดเวลาว่าตรงนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง ด้วยนะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน ก็ติดตามอีกแล้วค่ะ ประปาหมู่บ้านของตำบล คำด้วง ตอนนี้น้ำประปาหมู่บ้านไม่พอใช้ ในตำบลคำด้วงนี้มี ๔ หมู่บ้าน มี ๒,๐๐๐ หลังคา แต่น้ำบริการได้แค่ ๒๐๐ หลังคาเรือน นายก อบต. นายกธวัชจะต้องขนน้ำไปบริการพี่น้อง ประชาชนอยู่ทุกวันนะคะ ดังนั้นจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง สทนช. หรือกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ช่วยเข้ามาแก้ปัญหาประปาหมู่บ้านให้กับบ้านคำด้วง ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ ค่ะท่านประธาน ดิฉันก็มา ติดตามการก่อสร้างเกาะกลางถนน ซึ่งเกาะกลางถนนนี่ได้พูดถึงเรื่องปัญหาความเดือดร้อน เพราะว่าถนนไปทำเกาะกลางถนน ไปทำ Barriers ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนสายรอง ซึ่งเป็น แบบมาตรฐานของกรมทางหลวง ดิฉันขอฝากนิดหนึ่งค่ะ เป็นแบบมาตรฐานของกรมทางหลวง ที่ใช้กันทั่วประเทศ แต่แบบนี้ไม่เหมาะสมกับเส้นรองระหว่างอำเภอกับอำเภอ ทำให้ถนน คับแคบ และบริบทชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นชาวเกษตรนะคะ จะต้องขนอ้อย ทางก็คับแคบ U-turn ก็ลำบาก แล้วก็ขอบคุณกรมทางหลวงได้ส่งเจ้าหน้าที่ มาสำรวจพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกรมทางหลวงด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดชลบุรี เขต ๖ ศรีราชา ขอปรึกษาหารือท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดังนี้🔗
เนื่องจากมีโรคใบด่างขาวระบาดตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ มีแมลงพาหะนำโรคโดย แมลงหวี่ขาวใบยาสูบเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสกุลบีโกโมไวรัส ทำให้เกิดใบหงิกงอ มันไม่มีหัว หากจะกำจัดโรคจะต้องถอนทำลาย และรัฐบาลนี่ชดเชยค่าเสียหายเพียงไร่ละ ๑,๘๐๐ บาท ซึ่งมันไม่คุ้มกับที่เกษตรกรลงทุนไปตั้งไร่ละ ๔,๐๐๐ บาท ดังนั้นอยากจะขอให้พิจารณาเพิ่ม ค่าชดเชยให้เกษตรกรเป็นไร่ละ ๔,๐๐๐ บาทเป็นอย่างต่ำนะคะ และเพาะพันธุ์มันที่มี ความทนทานต่อโรค เช่น พันธุ์ระยอง ๗๒ เกษตร ๕๐ และห้วยบง ๘๐ หรือพันธุ์อื่น ๆ ที่สามารถต้านทานไวรัสและให้ผลผลิตเปอร์เซ็นต์แป้งที่สูง แจกจ่ายแก่เกษตรกรเพื่อเป็น การหยุดการลุกลามของโรคด้วยค่ะ🔗
ต่อมาเป็นปัญหาด้วงมะพร้าวที่ระบาดหนักมาไม่ต่ำกว่า ๔ ปี เป็นสาเหตุให้ มะพร้าวไม่มีผล เพราะใบแห้งเสียหายรุนแรงทั้งต้น สาเหตุเกิดจากด้วงแรดมะพร้าว และยังมีด้วงงวงมะพร้าว ด้วงสาคู ด้วงลานและด้วงอีกหลายชนิด ซึ่งทำลายพืชประเภท ปาล์มทุกชนิด จนทำให้หลายปีที่ผ่านมาไทยต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ และมะพร้าวเหล่านั้นดังกล่าวยังเป็นพาหะนำแมลงเหล่านี้เข้ามาในประเทศด้วย ซึ่งเป็นการ ซ้ำเติมเกษตรกร จึงอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าการจะทำการป้องกันแมลงที่ติดมากับ มะพร้าวที่นำเข้าอย่างไร และกำจัดแมลงที่รบกวนเหล่านี้ให้หมดสิ้นอย่างถาวรได้อย่างไรคะ ขอบคุณท่านมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านโกศล ปัทมะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๖🔗
ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือ ท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ๑ เรื่อง คือผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน หมายเลขถนน ทล. ๒๑๖๐ ที่เชื่อมระหว่าง อำเภอบ้านเหลื่อมและอำเภอแก้งสนามนาง ตอนบ้านดอนไผ่ถึงอำเภอแก้งสนามนาง มีสภาพคับแคบ ไม่มีไหล่ทาง แล้วก็ถนนชำรุด ไฟส่องสว่างก็ไม่มี ทำให้พี่น้องประชาชน ประสบอุบัติเหตุ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการชนประสานงาระหว่างรถของโรงพยาบาลแก้งสนามนาง ที่ทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วย ไปยังตัวจังหวัดนครราชสีมาประสบอุบัติเหตุ ประสานงากับรถของพี่น้องประชาชน ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ๕-๖ คน ก็ฝากกรมทางหลวงให้จัดสรรงบประมาณ ไปดำเนินการขยายช่องทางจราจร เพิ่มประสิทธิภาพถนนเส้นดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชน เป็นกรณีเร่งด่วนด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้ลงพื้นที่พร้อมกับตัวแทนของ อบต. บึงพะไล อำเภอแก้งสนามนางและกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างห้วยยาง ตำบลบึงพะไล ท่านประธานทราบไหมครับว่า สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่กรมชลประทานไปดำเนินการ แล้วก็ส่งต่อถ่ายโอนให้กับท้องถิ่น ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเรียบร้อย แต่โอนให้กับท้องถิ่น ท้องถิ่นไม่มี งบประมาณที่จะไปดูแล หรือว่าไปซ่อมแซม พี่น้องประชาชนขาดโอกาสในการใช้น้ำ แล้วก็ฝากกรมชลประทานจัดสรรงบประมาณไปดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชน ชาวตำบลบึงพะไลอย่างเร่งด่วนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๕ พรรคประชาชน ดิฉันขอหารือท่านประธานเรื่องปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือน และทางสัญจรของชาวบ้าน หมู่ที่ ๑ ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง🔗
ได้รับแจ้งจากชาวบ้านถึงปัญหา ดังกล่าวว่าทุกครั้งที่ฝนตกหนัก น้ำจะท่วมขังประมาณ ๖-๗ ชั่วโมง ชาวบ้านได้รับความ เสียหาย ทั้งทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ น้ำก็ท่วมถนนด้วยค่ะ ซึ่งเป็นถนนหลักของชุมชน เป็นอุปสรรคในการเดินทาง แล้วก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ จากการสำรวจพื้นที่พบปัญหา ๒ จุดค่ะ🔗
จุดที่ ๑ เหตุเกิดจากการวางท่อลอดใต้ถนนสาย ๔๐๐๖ ของทางหลวงชนบท ที่มีการปรับปรุงถนนใหม่ พบว่าปลายท่ออุดตันด้วยตะกอนทรายที่ไหลมากับน้ำ อีกทั้งปลายท่อที่น้ำไหลสู่ลำรางสาธารณะก็พบว่า ลำรางแคบไม่มีการขุดลอก มีการสะสม ของตะกอนดินโคลน ต้นหญ้า ขยะ ส่งผลให้การไหลของน้ำช้าลง และเมื่อเกิดฝนตกหนัก ก็จะทำให้น้ำระบายไม่ทัน จึงท่วมบ้านของชาวบ้านบริเวณต้นน้ำ รวมถึงถนนด้วยค่ะ🔗
จุดที่ ๒ เป็นจุดที่ระบบระบายน้ำเลียบถนนเดียวกัน เมื่อน้ำระบายผ่านท่อลอด ถนนช้าลง น้ำก็ไหลไปจุดที่ ๒ ซึ่งเป็นถนนทางเข้า ชุมชนกะเฉดล่างซอย ๓ เชื่อมกับถนนหลัก พบว่ามีการวางท่อระบายน้ำใหม่ ซึ่งเปลี่ยนขนาดให้เล็กลงจากเดิมเมื่อท่อเล็กกระแสน้ำมีดิน ทรายมาด้วย ก็ทำให้ท่ออุดตันซ้ำเติมปัญหาในข้อแรก น้ำที่ท่วมอยู่แล้วก็ท่วมสูงขึ้นอีก รวมถึงอาจจะเป็นเหตุให้ถนนทางเข้าซอย แล้วก็ถนนเชื่อมเข้าบ้านของชาวบ้านชำรุด เสียหายเร็วขึ้นนะคะ การแก้ไขปัญหานี้มีความจำเป็นจะต้องร่วมมือจากหลาย ๆ หน่วยงานค่ะ ดิฉันจึงขอหารือมายังท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนา เจ้าของพื้นที่ ซึ่งอาจจะติดขัดในเรื่องเครื่องจักร ต้องขอความอนุเคราะห์ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ระยองในการขุดลอกคลอง แล้วก็ขอให้กรมทางหลวงชนบทนั้นมาแก้ไขปัญหาการระบายน้ำ ให้กับประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๖ พรรคเพื่อไทย🔗
ขอหารือปัญหาในพื้นที่ อำเภอเขมราฐ นาตาล โพธิ์ไทร ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๒ เรื่อง ดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กรุณา พิจารณาหาแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาความแออัดของผู้ป่วยนอกที่มารับบริการที่โรงพยาบาล โพธิ์ไทรด้วยค่ะ เนื่องจากมีประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้เกินศักยภาพของโรงพยาบาลที่จะรับได้ ประชาชนที่มาใช้บริการ จึงไม่ได้รับความ สะดวกสบาย ทั้งต้องเจอกับสภาพพื้นที่แออัด ส่งผลให้อากาศไม่ถ่ายเท จึงทำให้เชื้ออาจ แพร่กระจายระหว่างกันได้ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นโรงพยาบาลก็ได้มีการหาแนวทางแก้ไขปัญหา ความแออัดด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ไปเบื้องต้นแล้ว แต่ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นเกินศักยภาพของ โรงพยาบาลที่ได้ดำเนินการ จึงทำให้ปัญหาความแออัดของผู้ป่วยนอกยังคงมีอยู่🔗
เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๖ ดิฉันได้นำเรียนปัญหาของ ผู้ป่วยในมีจำนวนมากกว่าเตียงของโรงพยาบาลนาตาลผ่านการหารือต่อสภา โดยขอให้ กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยแห่งที่ ๒ ให้กับโรงพยาบาลนาตาล เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่มารับบริการ อย่างไรก็ตามขณะนี้เวลาผ่านมาเกือบ ๑ ปีแล้ว และเพื่อเป็นการติดตาม ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดิฉันจึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวง สาธารณสุข สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอทราบแนวทางในการแก้ไข ปัญหา รวมทั้งขอให้พิจารณาและจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยแห่งที่ ๒ ให้กับโรงพยาบาลนาตาลด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประดิษฐ์ สังขจาย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๕ พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางซ้าย อำเภอลาดบัวหลวง🔗
ขออนุญาตนำปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม ณ ขณะนี้หารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ได้รับการประสานงานจาก ท่านนายก ตวงทอง โพธิ์ทอง นายกเทศมนตรี ตำบลสามกอ เรื่อง เขื่อนป้องกันน้ำบริเวณประตูระบายน้ำ G2 ซึ่งอยู่ที่พื้นที่หมู่ที่ ๑ ตำบลสามกอ อำเภอเสนา สภาพมีแตกร้าวแล้วก็ทรุดตัว ซึ่งเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแห่งนี้มีความสำคัญมาก มีประชากรอาศัยอยู่หลังเขื่อนป้องกันน้ำท่วมประมาณ ๒,๐๐๐ ครอบครัว พื้นที่ดังกล่าว ตั้งติดกับเทศบาลเมืองเสนา ซึ่งมีพื้นที่เศรษฐกิจ ก็คือ ตลาดบ้านแพน แล้วก็ที่ว่าการอำเภอเสนา ส่วนราชการต่าง ๆ รวมไปถึงวัดและโรงเรียนอีกหลายแห่งที่จะได้รับผลกระทบหากเขื่อน ป้องกันน้ำนี้มีปัญหา กระผมจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้ช่วยจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซมเขื่อนดังกล่าวด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ของอำเภอผักไห่ และอำเภอเสนา ณ ขณะนี้มีครอบครัว ประชาชน บ้านเรือน ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเสียหายใน ๒ อำเภอนี้ จำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าครอบครัวแล้ว กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่ได้มีมติ ครม. เมื่อวานนี้นะครับ วันที่ ๘ ตุลาคม ให้จ่ายเงินช่วยเหลือ ให้กับผู้ที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ไม่เกิน ๗ วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหายหรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกิน ๗ วัน ให้ความช่วยเหลืออัตราเดียวครับ ครอบครัวละ ๙,๐๐๐ บาท ต้องขอกราบ ขอบพระคุณ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กรุณานำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุม ครม. ที่ผ่านมา กระผมขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ช่วยเร่ง สำรวจและตรวจสอบบัญชีรายชื่อครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมทุกครัวเรือน เพื่อที่จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลได้เร็วที่สุด🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน กระผมในนามตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เขต ๕ ต้องกราบขอบพระคุณ ทุกสายธารน้ำใจที่ทุกท่านนั้นได้ลงไปมอบ ถุงยังชีพมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับครอบครัวประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของอำเภอเสนา และอำเภอผักไห่ที่ถูกน้ำท่วม กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ วันนี้ผมขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก เกี่ยวกับมลพิษทางเสียง จากการร่วมฝึกบินรบจากมิตรประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ หรือว่าประเทศสวีเดน ในสนามบินนานาชาติอุดรธานี ในสมัยที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันผมมีโอกาสตั้งกระทู้ถามเจ้ากระทรวง และนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน จนในที่สุด ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าชาวจังหวัดอุดรธานีจะต้องทนฟังมลภาวะที่เป็นพิษ ทางเสียงเหล่านี้ไปอีกนานขนาดไหน เพราะฉะนั้นวันนี้ขออนุญาตโอกาสในการปรึกษาหารือ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการทำข้อตกลงระหว่างมิตรประเทศเหล่านี้ ไม่เอาอีกแล้ว โครงการซีเอสอาร์แบบเอาตู้น้ำมาตั้งอย่างนี้ หย่อนประสิทธิภาพและไม่ยั่งยืน อยากจะให้ทำ ข้อตกลงเป็นลักษณะทุนการศึกษาให้ลูกหลานชาวจังหวัดอุดรธานีที่เดือดร้อน การมีโอกาส ไปเรียนหนังสือต่อ ไปฝึกงานในประเทศมิตรสหายเหล่านี้ รวมถึงการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ให้กับน้อง ๆ ในอนาคต🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับปัญหาของเยาวชนในพื้นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากัน วันที่ ๗ และวันที่ ๑๔ มิถุนายน ที่ผ่านมา ตัวผมและทีมงานมีโอกาสลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาจาก รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่งรวมถึงที่ผ่านมามีการร้องเรียน อย่างต่อเนื่องจากคุณครู ผู้ปกครองต่าง ๆ ในพื้นที่ว่าปัจจุบันเพดานในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของ น้อง ๆ เยาวชนลงไปถึง ป.๔ หรือประมาณอายุ ๑๐ ขวบ ก็ต้องถามดัง ๆ ไปยังผู้ขายว่า ขายให้เด็กเหล่านี้ได้อย่างไร เขาเป็นเด็ก แล้วกรณีที่ผมพูดถึงไม่ใช่แค่ ๑๐ เคส ๒๐ เคสต่อปีนะครับ เรากำลังพูดถึงหลักหลายร้อยเคสต่อปี ต่อโรงเรียนด้วยนะครับ เนื่องจากว่าสไลด์ต่อมา สถานที่ขายในการเข้าถึงนี่มันเข้าถึงง่ายมากมันอยู่ติดกับโรงเรียนเลย รูปที่ ๒ นี่คือลักษณะ สภาพหน้าร้าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าร้านอย่างนี้ขายอะไร เด็กยังรู้ แล้วผู้กำกับควบคุมดูแลไม่รู้ หรือครับว่า สถานที่อย่างนี้เขาขายอะไรและขายให้กับใคร แล้วเปิดประตูเข้าไปเรียงกันเป็นแถว อย่างกับของเล่น มีไฟ LED สีรุ้ง น้อง ๆ อาจจะลืมไปบุหรี่ไฟฟ้าอย่างนี้มีพิษต่อร่างกาย รวมถึงมันอาจจะเหนี่ยวนำไปการใช้ยาเสพติดอย่างอื่นในอนาคต🔗
เรื่องสุดท้าย ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเข้ามา เสียงดังจากสถานบันเทิงครับ ท่านประธาน นอนไม่หลับ ทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่กำลังจะเข้ามาถึงช่วยกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านผู้การจังหวัดอุดรธานี ท่านช่วยไปดูด้วย สส. มาร้องเรียน บุหรี่ไฟฟ้าครับ ต่อไปนะครับ ท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้กระผม มีเรื่องหารือความเดือดร้อนต่อท่านประธาน ๑ เรื่องด้วยกัน ดังนี้ ปัญหาขบวนการลักลอบ ตัดไม้พะยูงในพื้นที่อุทยานเขาใหญ่ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี🔗
จากภาพท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสัก ๑ เคส ขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงเขตพื้นที่อุทยานเขาใหญ่ พื้นที่ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบหน่วยพิทักษ์อุทยานเขาใหญ่ หรือ ขญ. ๙ แก่งหินเพิง ซึ่งขบวนการลักลอบตัดไม้ล้วนเป็นแรงงานกัมพูชา แม้ว่าจะโดน เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ ขญ. ๙ จับกุมได้พร้อมไม้ของกลาง แต่ข้อสังเกตก็คือขบวนการกลุ่มนี้ สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ใหม่ แม้ว่าจะถูกจับกุมไปแล้วก่อนหน้า ประเด็นปัญหาคือ หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่หน่วย ขญ. ๙ หรือหน่วยพิทักษ์ หรือ ขญ. อื่น ๆ ในพื้นที่อุทยานเขาใหญ่ มีการจับกุมขบวนการพร้อมของกลาง แต่ไม่นานถึงปีครับท่านประธาน แรงงานกัมพูชากลุ่ม เดิมหน้าเดิมก็ย้อนกลับเข้ามาทำซ้ำใหม่ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายประเทศไทย เพราะสาเหตุ เพียงแค่ว่าการส่งกลับประเทศไม่โดนปรับ ไม่ติดคุก ในภาพจะเห็นว่าการส่งกลับไปยัง ประเทศเขาในมือถือที่ตรวจยึดยังพบว่าส่งภาพไปชวนเพื่อนว่าประเทศไทยมีไม้พะยูงเยอะ แชร์พิกัด แชร์ตำแหน่งของไม้ ที่ผ่านมาปัญหานี้ผมได้หารือกับ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง ถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหานี้ โดยอยากฝากท่านประธาน ถึงหน่วยงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยตรวจสอบรายชื่อแรงงานกัมพูชาที่เคยมีประวัติถูกจับในการลักลอบเข้ามาตัดไม้ ไม่ให้เดินทางกลับเข้าประเทศไทยวนซ้ำ ๆ แบบเดิมอยู่เช่นนี้ เพื่อรักษาชีวิตเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่ต้องเสี่ยงในการเข้าไปจับกุม เพื่อรักษาผืนป่าของประเทศไทยให้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่อไป ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน🔗
ประเด็นแรก ที่ผมจะปรึกษาหารือกับท่านประธานในวันนี้ คือเรื่องของ ฝายดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ฝายแห่งนี้เป็นฝายที่กักเก็บน้ำ แล้วก็จะ ระบายน้ำจากต้นน้ำของแม่น้ำปิง จากอำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง อำเภอสันทราย อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอดอยหล่อ แล้วก็ระบายไปสู่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ปัญหาปัจจุบันฝายนี้มีประตูน้ำทั้งหมด ๖ บาน ใช้งานได้ปกติ เปิดได้เต็มที่ ๖ เมตร เพียงแค่ ๑ บานเท่านั้น ส่วนอีก ๕ บานเปิดได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ปัญหานั้นก็คือว่า สลิงของอีก ๕ บานขาด จากปัญหานี้ทำให้การระบายน้ำปิงจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำทำได้ลดลง อ้างอิงจาก ผอ. สทนช. อัตราการระบายน้ำที่ควรจะทำได้ของฝายนี้ คือ ๑,๒๐๐ ลูกบาศก์ เมตรต่อวินาที ตอนนี้เหลือเพียงแค่ ๘๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น ๔๐๐ ลูกบาศก์ เมตรที่หายไป ท่านประธานลองคิดภาพนะครับ ถ้าท่านยืนอยู่บนสะพานนวรัฐ มองระดับน้ำปิง ที่มันกำลังจะท่วมที่ ๓.๗ เมตร นั่นละครับ ปริมาณน้ำ ๔๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั่นละครับ คือปริมาณน้ำที่เราระบายน้ำได้ช้าลง เพราะความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ แล้วฝายแห่งนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า อายุการใช้งาน ของสลิงมันจะอยู่ที่ประมาณ ๕-๗ ปี เพราะฉะนั้นตรงนี้เราเห็นอยู่แล้วว่า ปัญหามันน่าจะ เป็นอะไร แล้วเราทำไมถึงไม่มีการตรวจสอบสลิงก่อนที่จะถึงฤดูกาลน้ำ เราทราบอยู่แล้วว่า น้ำมันจะมาช่วงตุลาคม ทำไมถึงไม่มีการตรวจสอบ ทำไมกรมชลประทานถึงยังปล่อยให้ เกิดปัญหาวัวหายล้อมคอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่แบบนี้ ผมขอตั้งคำถามนี้ไปยังกรมชลประทาน ส่วนกลางนะครับ ไม่ต้องส่งให้ทางจังหวัดตอบ เพราะปัญหานี้ผมไม่ได้มองแค่ฝายดอยน้อย ของอำเภอดอยหล่อ ผมไม่ได้มองแค่แม่น้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผมมองถึงภาพรวมทั้ง ประเทศของการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน แล้วก็จากปัญหานี้ทางประชาชน ก็ฝากบอกมานะครับว่า น้ำท่วมเพราะน้ำเยอะประชาชนเขารับได้ แต่น้ำท่วมแล้วระบายได้ช้า จากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดแบบนี้ ประชาชนรับไม่ได้ นี่คือเสียงของประชาชน ชาวเชียงใหม่ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ🔗
วันนี้ดิฉันมีหัวข้อหารือต่อ ท่านประธานสภาไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของพ่อแม่พี่น้อง ๒ เรื่องนะคะ🔗
ประเด็นแรก เรื่องสัญญาณไฟจราจร ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณการจัดสรร งบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างจุดสัญญาณไฟจราจร ช่วงจุดตัดไร่กล้วยหลังโรบินสัน ซึ่งก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งลดอุบัติเหตุได้เยอะมาก แต่ก็ยังมีอีก ๓ จุดนะคะ ซึ่งมี พี่น้องมาร้องเรียนกับดิฉันเพื่อที่จะขอเพิ่ม จุดที่ ๑ ได้รับหนังสือจากนายณรงค์ศักดิ์ เรืองสิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพลับ ขอสัญญาณไฟจราจรบริเวณจุดตัดแยกทางเข้า วัดธรรมรังษี ตำบลหนองพลับ อำเภอเมืองเพชรบุรี จุดที่ ๒ ได้รับเรื่องจากนายชัยวัฒน์ หว่านผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากทะเล ให้ฝากติดตามเรื่องสัญญาณไฟจราจร บริเวณถนนทางหลวง หมายเลข ๔๐๒๘ ช่วงตำบลบางขุนไทร ตำบลปากทะเล ซึ่งขอมานาน มากกว่า ๒ ปีแล้ว ไม่ทราบว่าติดอยู่ตรงไหน และจุดที่ ๓ ได้รับเรื่องจาก สิบเอก วัลลภ แจ่มจำรัส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพไร่หวาน ขอสัญญาณไฟจราจรถนนทางหลวง แผ่นดิน หมายเลข ๓๑๗๗ ช่วง กม. ๑+๕๕๐ ตำบลโพไร่หวาน เนื่องจากทั้ง ๓ จุดนี้ เป็นทางแยกที่มีประชาชนทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ใช้จำนวนมาก และยังเป็นจุดตัดแยก ที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตบ่อยครั้ง ส่งผลให้ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการแก้ไขและเร่งรัดการติดตั้ง ไฟสัญญาณจราจรให้ด้วยนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ รับปัญหาจากเทศบาลหัวสะพาน ว่าโค้งหัวสะพานเพชรบุรี ซึ่งเป็นจุดอันตรายอันดับ ๗ ของประเทศ และเป็นเส้นทางหลักของรถยนต์ที่มุ่งสู่ภาคใต้และ มีรถใช้ปริมาณมาก แต่มีพื้นผิวถนนชำรุด ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถหลุดโค้งเสียหลักและเสียชีวิต บ่อยครั้ง โดยโค้งดังกล่าวอยู่บริเวณหัวสะพาน ขาล่องใต้ ทล. กม. ๑๕๑-๑๕๒ ตำบลหัวสะพาน อำเภอเมือง ดิฉันจึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดแก้ไข ปัญหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด เพราะเข้าช่วงฤดูฝนแล้ว และใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ ทุกจังหวัด ของภาคใต้จะต้องใช้ถนนเส้นนี้นะคะ ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเข้ามาดำเนินการ โดยเร่งด่วน เพื่อลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นใหม่ด้วยนะคะ และดิฉันขอฝากโครงการก่อสร้าง สะพานลอยข้ามทางรถไฟรางคู่ บริเวณทางแยกต้นมะม่วงไปมหาวิทยาลัยราชภัฏ จังหวัดเพชรบุรีด้วย ซึ่งดิฉันได้นำเสนอผ่านสภาไปหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อ ความคืบหน้ากลับมาเลย🔗
ท้ายที่สุดนี้ ดิฉันขอเป็นตัวแทนพี่น้องของจังหวัดเพชรบุรี ฝากความห่วงใย และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับอุทกภัยจากน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และอีก หลายจังหวัดด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขตพื้นที่ อำเภอแม่สาย อำเภอแม่ฟ้าหลวง แล้วก็อำเภอแม่จัน ๔ ตำบลนะคะ ซึ่งวันนี้ดิฉันมีเรื่อง จะหารือท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน เป็นความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องในปัจจุบันเลยนะคะ🔗
เรื่องแรกก็จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟู เยียวยา สำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงนะคะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบดีอยู่แล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีกระแสน้ำที่ไหลทะลักเข้ามาในเขต พื้นที่อำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภัยพิบัติครั้งนี้ก็นำทั้งโคลน ที่สูงหนา บ้านเรือนเสียหาย อีกทั้งมีผู้เสียชีวิตด้วยนะคะ ซึ่งหลังจากน้ำลดแล้วก็จะต้องใช้ เวลา แล้วก็ทุนทรัพย์เป็นจำนวนมาก ที่จะฟื้นฟูสภาพบ้านเรือนและเศรษฐกิจที่เสียหายไป ซึ่งในสถานการณ์นี้มีคณะรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ หลังจากนั้นก็มีคำสั่ง อนุมัติงบประมาณ ๓,๐๔๕ ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม แต่ปรากฏว่า เฉลี่ยค่าเยียวยาตกครัวเรือนละ ๕,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท แต่สภาพความเสียหายของพี่น้อง ในพื้นที่สภาพบ้านเป็นแบบนี้ ซึ่งดิฉันมองว่าไม่เพียงพออย่างแน่นอน จึงฝากเรียนไปยัง คณะรัฐมนตรี แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีทบทวนในเรื่องของค่าเยียวยาในส่วนนี้ใหม่นะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ เป็นปัญหาการบริหารจัดการแม่น้ำสาย เป็นแม่น้ำระหว่าง พรมแดนไทย-พม่า ซึ่งเมื่อน้ำลดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา ก็คือว่าทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้นำรถรถแบคโฮขุดดินโคลนที่อยู่ในประเทศของเขา หมู่บ้านเขามาถมรุกล้ำเข้ามา ในลำน้ำแม่สายซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ เกิดข้อกังวลของพี่น้องบ้านถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่าจะมีการรุกล้ำ แล้วก็เข้ามาทำให้เขตแดนของประเทศทั้ง ๒ ฝั่ง เปลี่ยนแปลงไป เรื่องนี้ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานไปยังกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะมีการบริหารจัดการแม่น้ำสายระหว่างพรมแดนนี้ขึ้นใหม่ ให้มีความชัดเจนขึ้น🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน เป็นปัญหาถนนเลียบชายแดนไทย-พม่า ถูกแม่น้ำรวกกัดเซาะพังทลายอีกแล้วนะคะ อันนี้ก็จะเป็นแม่น้ำระหว่างพรมแดนอีกเช่นกัน จากสภาพถนนเส้นเดิมจะอยู่เลยขึ้นมาตรงลูกศร แต่ปัจจุบันโดนน้ำกัดเซาะไปจนสภาพถนน เป็นแบบนี้ใช้การไม่ได้นะคะ ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ช่วยเร่งรัดแก้ไขซ่อมแซมให้พ่อแม่พี่น้องด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านชุติมา คชพันธ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่อง มาทวงถามความคืบหน้าทั้งหมด ๔ เรื่อง เป็นเรื่องที่ทวงถามหมดเลย ดิฉันเคยอภิปรายไปแล้ว🔗
เรื่องแรกค่ะ เรื่องของถนน หมายเลข ๔๑๖๓ เส้นควนดินสอ-สหัสคุณ จังหวัดพัทลุง ดิฉันอภิปรายไปแล้ว เมื่อ ๒๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ได้รับคำตอบจากกรมทางหลวงชนบทว่าจะใช้งบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ตอนนี้จะสิ้นปี ๒๕๖๗ แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเลยและประชาชนก็ทวงถามมา ที่ดิฉัน ดังนั้นดิฉันขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการด้วยค่ะ🔗
ต่อมาอีกปัญหาหนึ่ง ในเรื่องของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประตูระบายน้ำรั่ว ที่ตำบลท่าไร่ อำเภอเมือง อันนี้ตอบมาแบบไม่ตรงคำถามเลยค่ะ ตอบมาแบบเหมือนไม่ได้ตอบ มีทั้งหมดกี่ที่และทำไปแล้วกี่ที่ แต่ไม่ได้บอกเลยว่าจุดที่ดิฉันบอกทำไปหรือยังนะคะ คือดิฉัน ก็ไม่เข้าใจว่าหน่วยงานราชการทำไมถึงสื่อสารกันแบบนี้🔗
ต่อมาอีกเรื่องหนึ่งนะคะ ในส่วนของเครือข่ายองค์กรชุมชนเทือกเขาบรรทัด ที่ได้ร้องเรียนกับดิฉันมา ขอให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการตัดโค่นไม้ยางพาราที่หมดสภาพ เพื่อปลูกใหม่ คณะทำงานชุดนี้ลงนามตั้งแต่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๖ จนตอนนี้จะครบ ๑ ปีแล้ว ยังไม่มีการเรียกประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ดิฉันอภิปรายไปแล้วเมื่อ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ก็ยังไม่มีการเรียกประชุมอีกนะคะ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ดิฉันอยากจะถามไปว่า ท่านใช้เวลานานขนาดนี้เลยหรือคะ ท่านติดอะไรอยู่ ทำไมต้องใช้เวลานานในการที่จะเรียกประชุม มันนานเกินไปนะคะ ดิฉันอยากให้รีบดำเนินการโดยเร่งด่วนนะคะ🔗
ต่อมาเรื่องที่ ๔ ในเกาะหมากน้อย หมู่ที่ ๔ เกาะปันหยี จังหวัดพังงา ขอให้ ตำรวจสายตรวจเข้าไปดูแลความเรียบร้อย ดิฉันทำหนังสือไปแล้วที่ตำรวจโดยตรงด้วย ปรากฏว่าชาวบ้านบอกดิฉันว่าไปแค่ ๑-๒ ครั้งค่ะ แล้วก็ไม่ไปอีกเลย ดังนั้นขอให้ไป อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้งเป็นประจำนะคะ🔗
ท่านประธานคะ ตอนนี้ดิฉันขอเรียกร้องไปยังท่านประธานแล้วค่ะ ท่านประธานต้องแก้ปัญหาแล้วค่ะ คือจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะคะ ดิฉันฟังเพื่อนสมาชิก มาหลายครั้งตั้งแต่เช้าแล้ว ตั้งแต่คนแรกเลยก็จะบอกว่า เรื่องนี้เคยพูดแล้ว เคยพูดแล้ว เคยพูดแล้ว แล้วกลายเป็นว่าประชาชนจะพึ่งใครคะ ถ้าประชาชนพึ่งผู้แทนอย่างเราไม่ได้ พึ่ง สส. แบบพวกเราไม่ได้ สิ่งที่เดือดร้อนของประชาชนเราบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ชักช้าก็ไม่ได้แก้ปัญหาและประชาชนจะพึ่งใครได้อีกนะคะ ดิฉันคิดว่าท่านประธาน ต้องทำอะไรบางอย่างให้สิ่งที่ สส. พูดไปแล้วนี่ได้ผล แล้วก็มีการดำเนินการอย่างจริงจัง และเร่งด่วนนะคะ ไม่อย่างนั้นประชาชนพึ่งใครไม่ได้เลยค่ะท่านประธาน ดิฉันขอฝากไปยัง ท่านประธานนะคะ แล้วก็ขอให้เรื่องที่ดิฉันกล่าวไปแล้วได้ดำเนินการแก้ไขด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เรื่องที่เราหารือในสภานะครับ ทุกเรื่องจะมีการตอบกลับไปยังท่าน สส. แล้วก็ยังพื้นที่ด้วยครับว่า เรื่องที่เราหารือนั้นดำเนินการไปถึงไหนนะครับ ลองถามพื้นที่ดูว่า มีหนังสือตอบรับจากหน่วยงานไหมว่า เขากำลังดำเนินการอย่างไรนะครับ ทุกเรื่องจะถูก ส่งไปองค์กรต่าง ๆ ที่เราหารือนะครับ เสร็จแล้วเขาก็จะตอบรับนะครับว่า ตอนนี้เรื่องของ เราอยู่ตรงไหนลองดูนะครับ อย่างไรก็ลองติดตามจากเจ้าหน้าที่ก็ได้นะครับที่หารือไป เชิญครับ🔗
ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งค่ะ ท่านประธาน คือเนื่องจากดิฉันได้ติดตามแล้วค่ะ แล้วดิฉันก็ติดตามตลอดเลยนะคะ จึงรู้ ความคืบหน้า ปรากฏว่าก็ที่เป็นปัญหาคือไม่คืบหน้านี่ละค่ะ สิ่งที่ดิฉันต้องการคือแก้ไขปัญหา จริง ๆ แล้วสิ้นสุดจริง ๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่บอกว่าทำแล้วส่งต่อหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ ซึ่งมัน ไม่ได้เกิดการแก้ปัญหาใด ๆ ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
คืออย่างนี้นะครับ พอเราส่งเอกสารไปหน่วยงานแล้ว หน่วยงานตอบมาว่าอย่างไรนะครับ ลองเอาเอกสารมาคุยกับผมว่าคืบหน้าเป็นอย่างไร ต่อไปท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต ๑ พรรครวมไทยสร้างชาติ🔗
กระผมกับท่านสุพล จุลใส ได้รับเรื่องร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ป่าเสม็ด ห้วยเข้ คอเขา ตำบลบางมะพร้าว และตำบลนาพญา ทั้งหมด ๔-๕ หมู่บ้านด้วยกัน ได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายทุน เบนน้ำที่ออกจากนาที่เลี้ยงกุ้งอยู่ เบนน้ำเข้าไปในทุ่งเสม็ดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการ ขุดคลองนะครับ ไม่ทราบว่าเขาเองนั้นขออนุญาตจากหน่วยงานใดนะครับ เพราะว่า เป็นพื้นที่ป่าประโยชน์ร่วมกัน ก็คือในพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนใช้ร่วมกันในพื้นที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้พี่น้องเดือดร้อนอย่างมาก เมื่อก่อนนี้ในทุ่งเสม็ดนี้ครับ พี่น้องประชาชน เข้าไปตัดไม้เสม็ดเพื่อไปประกอบอาชีพในเรื่องของการประมงโดนเจ้าหน้าที่จับ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ น้ำเค็มไหลผ่านเป็นคลองใหญ่มาก น้ำเค็มไหลผ่านแล้วทำให้พื้นที่ตรงนี้ไม้ตายหมดเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนทำเรื่องถึงทางอำเภอ ถึงจังหวัดนะครับ ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเป็นเวลา ๒ ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมขอนำเรียน ท่านประธานนะครับ ฝากถึงหน่วยงาน โดยเฉพาะในเรื่องของกรมประมง ในเรื่องของพื้นที่ ตรงนี้นะครับ ผมเชื่อว่าอย่างน้อย ๆ คนที่ขุดคลองนี้เกิดขึ้นต้องได้รับอนุญาตจากทางจังหวัด หรือว่าทางอำเภอนะครับ แล้วก็ขอให้ประมงเข้าตรวจสอบ น้ำเค็มไหลผ่านเข้าไปในเขตพื้นที่ ที่เป็นน้ำจืด เพราะฉะนั้นแล้วการเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของการทำมาหากิน เรา สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะท่านสุพล จุลใส นั้นเป็นห่วงอย่างมากก็เลย ฝากผมมาว่าให้ช่วยนำเรียนให้กับท่านประธาน ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ในเรื่องของน้ำเค็มรุกพื้นที่เกษตรเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการขุดคลองของจังหวัดชุมพรนะครับ เป็นคลองที่ช่วยเหลือแก้ไข ปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่ ณ ปัจจุบันนี้กรมชลประทานไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมา ๒-๓ ปีแล้วในพื้นที่ที่เป็น การเกษตร ในพื้นที่การปลูกปาล์มนะครับ ในพื้นที่ของตำบลทุ่งคา โดยท่านนายกเกรียงศักดิ์ บัวสุวรรณ ได้หารือและร้องเรียนมาทางผม อยากจะให้นำเรียนให้ถึงกรมชลประทานให้แก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยด่วนนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการทำประตูระบาย น้ำเค็มให้ออกจากพื้นที่นะครับ ผมไปตรวจสอบด้วยตัวเองครับท่านประธาน แต่เห็น การทำงานของหน่วยงานนั้นใช้คน ๒ คนกับประตูน้ำที่ใหญ่โตมาก เพราะไม่รู้ว่ากี่ปี ถึงจะเสร็จ ก็นำเรียนท่านประธานฝากถึงกรมชลประทานให้แก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนชาวตำบลทุ่งคาโดยด่วน ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ กรมประมงนะครับ ติดต่อท่าน สส. วิชัย สุดสวาสดิ์ ด่วนนะครับ เรื่องปล่อย น้ำเค็มจากบ่อกุ้ง อย่างไรถ้ายังไม่ได้ติดต่อท่านมาบอกผมด้วยนะครับ ต่อไปนะครับ ท่านมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วน ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผมอยากจะปรึกษาท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมครับ สืบเนื่องมาจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วครับ คำสั่งนี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิกนะครับ เป็นคำสั่งที่เกิดการประนีประนอมระหว่างความขัดแย้ง ทางความคิด กรณีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่สู้รบกับรัฐบาลนะครับ คำสั่งนี้ทำให้ พี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ในคำสั่งนี้บอกว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจะได้รับที่ดินทำกิน ๑๕ ไร่ จะได้รับเรื่องวัว เรื่องควายในการประกอบ อาชีพ ณ เวลานี้คำสั่งนี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ว่าหลายพื้นที่ปรากฏว่า พื้นที่ที่มีการจัดสรร ซึ่งยังไม่ได้รับสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ กรมธนารักษ์ได้ไปประกาศทับที่ของพี่น้อง ประชาชน เรื่องนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยตรง อันที่ ๑ เป็นรองนายกรัฐมนตรี อันที่ ๒ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันที่ ๓ เคยเป็นสหายเก่า🔗
ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน สืบเนื่องมาจากเรื่องนี้เหมือนกัน กรณีทหารอาสา ชาวเขา ๖ กองร้อยครับ รัฐบาลในสมัยนั้นโดยกองทัพภาคที่ ๓ ได้สัญญาว่า ขอให้ทหาร อาสาชาวเขาไปสู้รบกับคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นก็คือจะได้รับที่ดิน กรณีที่บ้านเข็กน้อยที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ครับท่านประธาน พื้นที่ ๒๐,๐๐๐ ไร่ กันออกเรียบร้อยนะครับว่า ขอให้พี่ น้องทหารอาสาชาวเขา ชาวม้งอยู่ในพื้นที่ แต่วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ รัฐบาล โดยหน่วยงานราชการได้ประกาศพื้นที่ของพี่น้อง ๒๐,๐๐๐ ไร่ตรงนี้เป็นที่ของกรมธนารักษ์ พี่น้องอาสาชาวเขากลุ่มนี้ ๖ กองร้อยเป็นผู้ร่วมในการรบช่วยรัฐบาล วันนี้ถูกละเลย ถูกทอดทิ้ง พวกเขายังยืนหยัดว่าสิ่งที่กองทัพภาคที่ ๓ กับรัฐบาลสมัยนั้นได้สัญญากับเขานะครับ วันนี้หลักฐานยังอยู่นะครับท่านประธาน ทั้งแผนที่ ทั้งรูปภาพ และสำนักงานธงชาติของ กองร้อยที่เข็กน้อยยังอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผู้ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ คือท่านรองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม แล้ววันนี้ท่านก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านมีความชอบธรรมที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสัญญา นิลสุพรรณ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สัญญา นิลสุพรรณ นครสวรรค์ เขต ๓ พรรครวมไทยสร้างชาติครับ เนื่องด้วย ณ ปัจจุบันนี้ครับ ท่านประธาน ที่บริเวณบ้านปากคลองหมู่ที่ ๓ ตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัยนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่ามีปัญหาน้ำปิงมีกระแสน้ำที่รุนแรง แล้วก็กัดเซาะบริเวณตลิ่งหมู่ที่ ๓ ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตรครับท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมและท่านนายอำเภอ ชุมพล ศิริครินทร์ ก็ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ และได้ทราบว่าทางองค์การบริหารส่วนตำบล บางแก้วเองก็ได้ทำเรื่องถึงท่านผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ ๒ ของกรมเจ้าท่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครับท่านประธานครับ ผมได้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการเข้าดำเนินการ เนื่องจากกระแสน้ำที่รุนแรง แต่ผมอยากจะปรึกษาท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมว่า ปัจจุบันนี้จะมีเกาะกลาง ปัญหาเกิดขึ้นคือมีสันดอนทรายไปเป็นเกาะกลาง และทำให้ กระแสน้ำพุ่งตรงมายังตลิ่ง ปัจจุบันจึงอยากให้ทางกรมเจ้าท่าได้ลงพื้นที่ดูว่า เราจะสามารถ เบี่ยงทางน้ำได้ไหมนะครับ มีวิธีการใดที่จะทำให้น้ำในปัจจุบันนี้ไม่พุ่งมายังตลิ่ง ถ้าสภาพปัจจุบันผมคิดว่าถนนก็คงจะไปแน่นอนจากกระแสน้ำที่รุนแรง ณ ขณะนี้ ฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗
เรื่องต่อมาครับท่านประธานครับ จากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ที่ตำบลบางเคียน อำเภอชุมแสง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำทุกปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้ลงพื้นที่กัน พร้อมท่านนายอำเภอ อุทิศ คงรอด ก็ได้เห็นสภาพน้ำก็สูงกว่าปีที่แล้วพอสมควรครับ ขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลาย ๆ หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือ ทางจังหวัดนครสวรรค์เอง ทางสภากาชาดเอง ทางมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ที่ได้เตรียมการในการช่วยเหลือ ซึ่งก็อยากจะนำเรียน ท่านประธานว่า หลังจากน้ำลดท่านประธานครับ จากที่เห็นนี่อยากจะให้มีการกักเก็บน้ำ ในพื้นที่ของอำเภอชุมแสงไว้ พอน้ำมาท่วมอย่างนี้ครับ พอน้ำไปก็หายเลย ฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้แทนราษฎรคนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียน พรรคไทยก้าวหน้าครับ เรื่องแรงงานเถื่อนผมก็พูดแล้ว วันนี้ขอพูด อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องของแรงงานกร่าง ท่านประธานดูสไลด์นะครับ🔗
นี่คือภาพของแรงงาน เมียนมาที่กร่างโชว์อาวุธที่มีลักษณะคล้ายกับอาวุธปืน ท่านประธานครับ คำถามก็คือ ๑. ถ้าเป็นอาวุธปืนจริงถามว่าผิด พ.ร.บ. อาวุธปืนหรือไม่ ผิดแน่นอน ๒. ปืนมีใบอนุญาต หรือไม่ ก็คงตอบตรงนี้เลยว่าไม่มีทาง ๓. ผิด พ.ร.บ. คอมฯ หรือไม่ ผิดแน่นอนท่านประธาน มาตรา ๑๔ (๒) (๓) และ ๔. ถ้าเป็นปืนจริง ปืนใคร ท่านประธานลองมาดูอีกสไลด์นะครับ แก๊งเดียวกัน เหมือนกันท่านประธานติดตราธงชาติ ติดอาร์มหน่วยหนังสือพิมพ์อินไซด์ตํารวจ ซึ่งโลโกก็คล้ายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซ้ำร้ายไม่พอ เพราะลายเซ็นท่านประธานดูนะ ที่ออกบัตรเป็นยศถึงพลตำรวจตรี คำถามคืออย่างนี้แรงงานพม่าที่มาทำงานในประเทศไทย เขามีสิทธิแต่งกายแบบนี้หรือไม่ แล้วติดตราที่คล้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เพื่อแอบทำ รับผลประโยชน์ใต้โต๊ะหรือเปล่า มาดูอีกสไลด์ท่านประธาน นี่คือเหตุผลที่ผมมาพูดในสภา เพราะว่าทั้ง ๒ เคส ข้างต้นนี้ สน. ท่าข้าม รวบตัวเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ปล่อยตัวในวันเดียวกัน คำถามคือ พ.ร.บ. คอมฯ ก็คุก ๕ ปีแล้วครับ แล้วนี่ สน. ท่าข้าม ปล่อยตัวได้อย่างไร หรือจะอ้างว่าไม่มีเจ้าทุกข์ แต่นี่คือภัยความมั่นคงของชาติ เพราะฉะนั้นเคสนี้ ท่านประธานครับ ขอรับน้องเลยครับท่านว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ ขอฝากเรื่องแรงงานกร่างนี้ด้วย ถามไปหน่อยครับลูกน้องท่านว่าที่เป็น ตม. ไม่ว่าเป็น บก.น.๙ หรือตำรวจในพื้นที่ว่าปล่อยไป ได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับต่อไปท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทยครับ ท่านประธานครับ ผมขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะครับ🔗
เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ หลังจากที่น้ำ เริ่มจะดีขึ้นต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้มีการเยียวยาช่วงน้ำท่วม ก็คือให้ครัวเรือนละ ๙,๐๐๐ บาท แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดครับท่านประธานครับ ก็คือช่วงหลังจากน้ำลดแล้ว เราจะมี การเยียวยาหรือบูรณาการหรือบูรณะในเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงรายในพื้นที่ของท่านประธานเองครับ เชียงใหม่ผมอ่านข่าวเมื่อเช้านี้ครับ ทุบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานครับ ผมยังไม่ทราบเลยว่า ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดน่าน จังหวัดเมืองรองในการท่องเที่ยวต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอีกเท่าไร ตรงนี้ครับท่านประธานครับ อยากจะฝากทางท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเร่งบูรณะ แล้วก็ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวต่าง ๆ ในภาคเหนือ ซึ่งเป็นช่วง High Season ในระหว่างไตรมาสที่ ๔ นี้ให้รวดเร็วครับ เพื่อที่จะเปลี่ยนผ่านและขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการแจกเงิน Digital Wallet ครับต้องเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่า ปี ๒๕๖๗ ในกลุ่มเปราะบางได้มีการแจกไปแล้วทั้งหมด ๑๔.๕๕ ล้านคน หรือ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ในขณะนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผมเข้าใจ ว่ากระเตื้องขึ้นมาบ้างแล้ว อยากจะฝากท่านประธานครับ ในปี ๒๕๖๘ เราได้มีการ ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้แล้ว ๑๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งจะแจกทั้งหมด ๑๘.๗๗ ล้านคน ฝากท่านประธานด้วยครับว่า ขอให้เร่งดำเนินการให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนโดยเร็วครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๙ จังหวัดเชียงใหม่ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องใคร่ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท เนื่องจากผมได้รับการประสานจากท่านนายกรุ่งสุริยา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่🔗
กรณีการทรุดตัวของสะพานวังสะแกง ซึ่งเชื่อมถนนสาย ชม.๓๐๐๓ แยกทางหลวง ๑๐๘ ระหว่างบ้านท่าศาลา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ไปยังอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ซึ่งเคยทรุดตัวไปแล้วเมื่อครั้ง น้ำไหลหลากเมื่อปี ๒๕๖๖ กรมทางหลวงชนบทได้จัดสรร ซึ่งผมได้หารือผ่านท่านประธาน ไปแล้วนะครับ ได้จัดสรรงบประมาณไป ๓๕ ล้านบาท ในการที่จะซ่อมแซมสะพานดังกล่าว นะครับ แต่พอมาในปีนี้น้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่อีก น้ำไหลหลากอีกทำให้สะพานอีกช่วง ตัวหนึ่งได้ทรุดไป ทรุดลงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะครับ สะพานส่วนที่เหลือก็เลยพังลงไปอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วงบ ๓๕ ล้านบาทนี้กำลังจะดำเนินการพาดผ่านตัวสะพานในเดือนพฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ แต่ก็มาทรุดตัวลงในน้ำท่วมครั้งนี้อีก จึงขอหารือไปยังกรมทางหลวงชนบท ผ่านท่านประธานไปขอเร่งรัดดำเนินการ แล้วหางบที่ฉุกเฉินหรือว่างบเหลือจ่าย เพื่อการก่อสร้างจะได้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ถ้าตั้งงบเป็นปี ๒๕๖๙ หรืองบต่อไปก็จะใช้เวลาประมาณ ๓-๔ ปี ตอนนี้ล่วงมา ๑ ปีแล้วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือเรื่องที่ ๑ นะครับ ผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์และประสบอุบัติเหตุบนสะพานเดชาติวงศ์ จังหวัดนครสวรรค์ ผมได้ลงพื้นที่กับนายมาโนช ชาวสวน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวง นครสวรรค์ที่ ๑ และ พันตำรวจโท อรรฆพันธ์ บัวสำลี รองผู้กำกับจราจร สภ. เมืองนครสวรรค์ รวมทั้ง ร้อยตำรวจเอก ภาณุเดช ทองสิน รองสารวัตรจราจรเมืองนครสวรรค์ครับ ได้ตรวจดูสภาพ สะพานเดชาติวงศ์ที่มีความชำรุดทรุดตัวและแยกเป็นร่องกลางถนน ทำให้พี่น้องประชาชน ที่ใช้รถใช้ถนนเกิดประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗
จากสถิติปี ๒๕๖๕ จนถึง ปัจจุบันขาขึ้นจังหวัดนครสวรรค์ ๗๐ ครั้ง มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ๑ ราย และประสบ อุบัติเหตุเสียชีวิตที่โรงพยาบาลและภูมิลำเนาไม่ทราบจำนวนครับ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่สัญจรไปมา เพราะเป็นเวลา ๒ ปีกว่าแล้วที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนถึงปัญหาไฟแดงในตัวเมืองนครสวรรค์ ที่บอกเวลาและไม่บอกเวลา ที่มีเวลาก็เสีย ทำให้พี่น้องประชาชนมีปัญหาเกิดความไม่สะดวก ในการสัญจรไปมา ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน หมู่ที่ ๓ ตำบลเขากะลา ผมได้ลงพื้นที่กับนายวีระ โกยผดุงเกียรติ หัวหน้าหมวดทางหลวงท่าตะโก แขวงทางหลวง นครสวรรค์ที่ ๒ (ตากฟ้า) ถึงปัญหาเวลาฝนตกน้ำหลากท่วมบ้านเรือนเรือกสวนไร่นามาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว ผมกับพี่น้องประชาชนได้ลงมาสำรวจพื้นที่และยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา อยากให้กรมทางหลวงลงมาดำเนินการดูแลแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วนครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านองอาจ วงษ์ประยูร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม องอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ ท่านประธานครับ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับวันนี้🔗
ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ทางกรมทางหลวง แขวงการทางสระบุรี ที่ปรับปรุงขยายถนน ๓๐๓๔ บริเวณตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอครับ จาก ๒ เลน เป็น ๔ ช่องจราจรครับ ระยะทาง ๑.๑๗ กิโลเมตร แต่ประเด็นปัญหาคือที่เป็นห่วง เนื่องจากท่าน สจ. เขตพื้นที่บ้านหมอและพี่น้องประชาชน ร้องมาว่าถนนสายนี้เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานครับ แต่ว่าไหล่ทางหินดินทรุดตัวนะครับ ตลอดแนว ประมาณ ๕๐ เมตร ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายเศรษฐกิจเป็นสายอุตสาหกรรมมีรถบรรทุก รถพ่วงจากโรงปูนซีเมนต์ไทย จากโรงโม่ต่าง ๆ วิ่งตลอดทั้งวันนะครับ ฝากท่านประธานไปยัง ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลซ่อมแซมปรับปรุงแก้ไขโดยด่วนครับ ถ้าช้านี่จะไม่ทันการณ์ ถนนพัง ก็จะสูญเสียงบประมาณแผ่นดินนะครับ ภาษีอากรของพวกเรา ถนนเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ยิ่งถ้าต่อไปเกิดอุบัติเหตุถึงขนาดสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ถึงตอนนั้น แขวงการทางสระบุรีเกรงว่าจะรับผิดชอบไม่ไหวนะครับท่านประธาน ถนนใหม่เพิ่งสร้างเสร็จ ถ้าข้างล่าง Soft และกลวงดินสไลด์ลงมาอย่างไรก็พังครับท่านประธาน ฝากด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ต่อเนื่องเลยครับ บริเวณเดียวกันสาย ๓๐๓๔ ไฟส่องสว่างดับตั้งแต่ บริเวณหน้าวัดบ้านครัวไปยังโรงเรียนวัดบ้านครัวไฟดับมานานแล้วครับ ดังที่เห็นในภาพ พี่น้องในเขตเทศบาลตำบลท่าลาน ร้องเรียนมาว่าเดือดร้อนมากในยามค่ำคืนครับ ฝากท่านประธานดูแลด้วยครับขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากพี่น้อง ชาวอยุธยาและบางบาลที่ในขณะนี้กำลังถูกน้ำท่วมอยู่ เพื่อเสียสละปกป้องกรุงเทพมหานคร และสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ แต่ปัญหาน้ำท่วมที่พระนครศรีอยุธยาและภาคกลางครับ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราไม่ได้ถูกน้ำท่วมจากภัยพิบัติแบบภาคเหนือครับ จากน้ำป่าไหลหลาก หรือจากฝนที่ตกหนักโดยพายุครับ แต่พระนครศรีอยุธยาและภาคกลางถูกน้ำท่วม จากการบริหารจัดการน้ำ โดยรัฐบาลอย่างไม่รอบคอบ รัฐบาลและชลประทานออกแบบให้ พระนครศรีอยุธยาเป็นจุดรับมวลน้ำมหาศาลจากเขื่อนเจ้าพระยาทางเหนือ โดยไม่มี การเตรียมพื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดอื่น ๆ เลย แต่กลับบริหารน้ำให้ไหลมา กองอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาเพียงแค่จังหวัดเดียวเท่านั้น แถมยังออกแบบให้มีคันกั้นน้ำครับ ออกแบบให้บ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำนี่ต้องกลายเป็นอยู่นอกคันป้องกันน้ำครับ ต้องได้รับ ผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่น้ำท่วมแล้วครับ จึงขอเสนอ ให้การชดเชยเยียวยาค่าเสียโอกาสครับ ต้องเป็นแบบ ๙,๐๐๐ บาททุกหลังคาเรือนอย่างไม่มี เงื่อนไข ย้ำนะครับว่าต้องอย่างไม่มีเงื่อนไข แล้วจะดีกว่านั้นครับ ต้องชดเชยเยียวยาในทุก ๆ เดือนที่ถูกน้ำท่วมโดยไม่ต้องรอน้ำลดครับโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบครับ ในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบนะครับ ด้วยการซ้อนระหว่างภาพดาวเทียมพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมนะครับ และภาพของข้อมูลทะเบียนบ้านจะทราบได้ทันทีเลยว่าบ้านใดบ้างที่ถูกน้ำท่วมครับ มากไปกว่านั้นนะครับ ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามารับเรื่องขอชดเชยเยียวยาของพี่น้องประชาชนครับ เปลี่ยนจากการใช้กระดาษในการตรวจสอบความเสียหายครับ เปลี่ยนมาเป็นระบบออนไลน์ ครับ เป็นแบบฟอร์มออนไลน์ครับ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและส่งข้อมูล ส่งรูปภาพความ เสียหายในขณะนั้นได้ทันทีเข้ามาจัดเก็บในคลังข้อมูลออนไลน์ของรัฐบาลได้เลยครับ เพื่อให้ สามารถชดเชยเยียวยาความเสียหายได้จริงเป็นการลดขั้นตอนครับ และสามารถให้ค่าชดเชย เยียวยาถึงมือพี่น้องได้เร็วที่สุดครับ และอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนที่กำลัง ถูกน้ำท่วมอยู่ด้วยครับ ที่ผ่านมาเป็นการออกสำรวจความเสียหายหลังจากน้ำลดแล้วครับ ซึ่งประชาชนที่รอไม่ได้เขาก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซ่อมแซมบ้านครับ ใครเขาจะรอให้บ้าน ที่ไม่มีประตูไม่มีพื้นบ้านและอยู่อย่างไม่ปลอดภัย แล้วต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบครับ จึงเป็นเหตุให้เราต้องให้พี่น้องประชาชนสามารถส่งข้อมูลความเสียหายทางออนไลน์ ในขณะที่ได้รับผลกระทบได้เลย เพื่อให้รัฐบาลสามารถชดเชยเยียวยาความเสียหายได้ ตามความเสียหายจริง จึงขอฝากข้อเสนอผ่านไปถึงรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิทักษ์เดช เดชเดโช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ผมได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากนายเรวัต ด่านตันติศุภกุล นายกเทศมนเทศมนตรีตำบลหัวไทร เนื่องจาก โครงการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคลองหัวไทรเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นความรับผิดชอบของ จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ดำเนินการเป็นเวลานานและยังไม่แล้วเสร็จ ฝากจังหวัด นครศรีธรรมราชเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นการเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนอันเป็นที่รัก สืบเนื่องจาก ถนนสาย นศ. ๓๐๓๒ แยกทางหลวงหมายเลข ๔๐๘ ถึงบ้านท่าเสม็ดช่วงตำบลหน้าสตน ตำบลรวมแก้ว ตำบลเขาพังไกร และตำบลแหลม มีความชำรุดทรุดโทรม ซึ่งถนนสายนี้ เป็นถนนที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจร และลำเลียงสินค้าพืชผลทางการเกษตร ฝากกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นการเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับร้องเรียนจากนายขวัญชัย รอดมณี นายกเทศมนตรี เมืองปากพนัง และพี่น้องประชาชนอันเป็นที่รัก เนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในช่วง น้ำทะเลหนุนสูงในเทศบาลเมืองปากพนัง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจและเกิดปัญหาน้ำเสีย ท้ายบานประตูอุทกวิภาชประสิทธิ ฝากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการปรับปรุงขยายประตูระบายน้ำคลองลัด จาก ๔ บาน เป็น ๘ บาน เพื่อเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ และลดปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองปากพนัง เป็นการเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายโสภา แก้วจีน นายก อบต. ปากแพรก และพี่น้องประชาชนอันเป็นที่รัก เนื่องจากถนนสาย นศ. ๔๐๔๕ ถึงแยกทางหลวง ๔๐๑๓ บ้านบางหญ้า อำเภอปากพนัง ยังไม่แล้วเสร็จตลอดสาย ฝากกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการปรับปรุงถนนสายนี้ พร้อมติดตั้งไฟแสงสว่างและอุปกรณ์ อำนวยความปลอดภัยในช่วงตำบลบางพระ ตำบลบ้านเพิง ตำบลปากแพรก ตำบลขนำนาค ให้แล้วเสร็จเป็นการเร่งด่วนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือเรื่อง การของบประมาณเพื่อพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้แก่โรงเรียน ในชุมชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์มีโรงเรียนภายใต้สังกัด สพฐ. กว่า ๕๐๐ โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการของบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพในการเรียน การสอน รวมถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งโดยภาพรวมเป็นไปตามเกณฑ์ของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้หลักธรรมาภิบาลและมีการนำหลัก Economic of Scale มาช่วยบริหารเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ด้านการศึกษา ได้แก่ อาคารเรียนและห้องเรียนที่เพียงพอและมีคุณภาพ ห้องสมุด และอุปกรณ์การเรียนที่เพียงพอและทันสมัย สนามกีฬาและอุปกรณ์กีฬาที่เพียงพอและ ปลอดภัย สื่อสารสนเทศที่เพียงพอและเข้าถึงได้ แต่ในขณะเดียวกันเรายังพบว่ามีโรงเรียน อีกหลายแห่งที่อยู่รอบนอก และอาจตกสำรวจในเรื่องของการของบประมาณ เพียงเพื่อ ต้องการของบประมาณในสิ่งที่อาจดูว่าเล็ก สำหรับคำว่าพื้นฐานด้านการศึกษา เช่น งบประมาณเพื่อสร้างห้องน้ำสำหรับนักเรียน งบสร้างหลังคา งบปรับปรุงโครงสร้าง อาคารเรียน งบปรับปรุงบ้านพักครู ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของโรงเรียนเหล่านี้จะใช้วิธีรวบรวมเงิน ในชุมชน ผู้นำ วัด หรือแม้กระทั่งทอดผ้าป่าเพื่อนำเงินมาช่วยโรงเรียน ดิฉันจึงอยาก ขอความกรุณากระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อให้น้อง ๆ เยาวชน เด็กนักเรียน รวมถึงคุณครูได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษา ให้พวกเขาได้เรียน ได้สอนอย่างมีความสุขและปลอดภัยมากขึ้น และสำคัญที่สุดเพื่อให้สอดคล้องเป็นไป ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต นำปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนมาหารือดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. ขอให้กรมทรัพยากรน้ำ ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพขุดสระ เก็บน้ำห้วยน้ำเย็น ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๑๐ บ้านศาลาทวด ตำบลดอนประดู่ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ให้สามารถเก็บน้ำได้มากขึ้น โดยปัจจุบันสระดังกล่าวบรรจุน้ำได้น้อย พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง หากได้รับ การปรับปรุงจะช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาให้เพียงพอต่อความต้องการของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๙ แล้วก็หมู่ที่ ๑๐ ของตำบลดอนประดู่ได้ครับ🔗
๒. ขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และสำนักงบประมาณได้จัดสรร งบประมาณในการจัดหาและสร้างแหล่งน้ำบาดาล และพัฒนาระบบประปาบาดาล เพื่อส่งน้ำไปใช้ในพื้นที่ตำบลดอนประดู่ ซึ่งเป็นพื้นที่หาน้ำยากครับ หากได้รับการจัดสรร งบประมาณและดำเนินการโครงการจนแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ในด้านการขาดแคลนน้ำของพี่น้องประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๒ แล้วก็หมู่ที่ ๗ ของตำบลดอนประดู่ได้ครับ🔗
๓. เรื่องสุดท้ายครับ ผมขอขอบคุณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหากรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการ ขออนุญาตใช้พื้นที่อนุรักษ์เพื่อทำประโยชน์ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันการอนุญาตยังมีความล่าช้าและมีคำขอที่ค้างอยู่ทั้งใน จังหวัดพัทลุง แล้วก็ทั่วประเทศจำนวนมากนับแสนคำขอครับ โดยผมทราบว่าท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ แล้วก็ได้จัดประชุมหารือร่วมกับตัวแทนผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วครับ แล้วก็ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่ง ดำเนินการลดขั้นตอนในการอนุญาต เร่งรัดการพิจารณาคำขอที่ค้างอยู่ แล้วก็ปรับปรุง กฎระเบียบเพื่อทำให้การขออนุญาตสะดวก แล้วก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้นครับ ผมจึงขอขอบคุณ มา ณ ที่นี้ แล้วก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการโดยเร่งด่วนครับ เพราะหากได้รับ การแก้ไขครับ จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าส่วนราชการสามารถพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็สาธารณูปโภค เช่น ถนนหนทาง สะพาน ไฟฟ้า น้ำประปา เพื่อสามารถ บรรเทาความเดือดร้อน แล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะอาจารย์ นักศึกษา สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือท่านประธาน ๓ ประเด็นนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรียนผ่าน ท่านประธานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จากภาพเบื้องต้นนะคะ เป็นน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีค่ะ จากประตูน้ำบางแก้วเป็นจุดที่รวมน้ำของแม่น้ำยมสายเก่า และแม่น้ำยมสายหลักค่ะ มาบรรจบกันที่หมู่ที่ ๗ และหมู่ที่ ๑๕ ตำบลบางระกำ ซึ่งขณะนี้ น้ำปริมาณมากไหลเข้าท่วมเขตชุมชนริมน้ำยมความลึกกว่า ๒ เมตร ทำให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมาก ดิฉันจึงขอความอนุเคราะห์ก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชุมชน บางระกำ หมู่ที่ ๗ ที่บริเวณชุมชนโรงเลื่อย ชุมชนปากคลอง ชุมชนบ้านเหนือ และชุมชนศรีสุนทร หมู่ที่ ๑๕ บริเวณคุ้มสันเขื่อน คุ้มแม่ย่า และคุ้มวังกุ่ม ไปถึงบริเวณริมน้ำยม หมู่ที่ ๔ คลองวัดไร่ หมู่ที่ ๓ บ้านท่าโก หมู่ที่ ๒ บ้านวังเป็ด ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สนับสนุนสุขาลอยน้ำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบางระกำ อย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมชาวไร่อ้อย จังหวัด พิษณุโลกและจังหวัดพิจิตรว่า โครงการเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ ในราคาตันละ ๑๒๐ บาท ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือค่ะ จึงขอเร่งรัดให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรไร่อ้อยด้วยค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๓ เรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากพี่น้องชาวนากำลังเผชิญปัญหากับราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ราคาเพียงตันละ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท อีกทั้งน้ำยังท่วมนาข้าวและพืชไร่ ทำให้พี่น้องเดือดร้อนน้ำตาร่วง ลงทุนไปแล้วหายไปกับน้ำ จึงขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของค่าใช้จ่าย ในการเก็บเกี่ยวข้าว ในอัตราไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และเยียวยาเกษตรกรที่น้ำท่วมนาข้าว และพืชไร่ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีทุนหมุนเวียนในฤดูกาลถัดไปด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเอกราชมีอะไรครับ🔗
เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นวิปฝ่ายค้านนะครับ ก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ หารือเล็กน้อยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระก็คือตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๒๔ เราจะต้องมีการหารือ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็หารือ ในข้อบังคับเขียนว่าตามหลักเกณฑ์ และวิธีการนะครับ แล้วก็ให้ประธานส่งเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน ๓๐ วัน แล้วแจ้งให้สมาชิกทราบ เท่าที่ติดตาม และในห้องวิปฝ่ายค้านคุยกันนะครับ เรื่องร้องเรียนของเพื่อนสมาชิกค้างจำนวนมากครับ ท่านประธาน มีการส่งหนังสือแจ้งไปจากสภาจริง แต่ว่าหนังสือที่ตอบกลับมานี้ตอบกลับว่า รับแจ้งแล้วบางหน่วย บางหน่วยไม่แจ้ง ไม่ตอบกลับ ไม่หือไม่อือครับท่านประธาน สภาของเรา จะศักดิ์สิทธิ์ได้ เราจะทำอย่างไรครับ ในส่วนของการส่งเรื่องร้องเรียน🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าอย่างกรณีการหารือ บางเรื่องหนังสือสามารถแทง ไปที่หน่วยงานได้เลย แต่บางเรื่องผม Check ดูปรากฏว่าแทงไปที่นายกรัฐมนตรี มันก็เหมือนอ้อมโลกครับกว่าจะมา อยากจะหารือท่านประธานประเด็นนี้ว่าจะทำอย่างไร ที่ข้อหารือของเพื่อนสมาชิกจะได้รับการตอบกลับ อย่างน้อยผมเข้าไป Check ในระบบล่าสุด เดือน ๓ เดือนนี้เดือนอะไรแล้วครับท่านประธาน ดังนั้นวันนี้ผมก็เลยอยากจะให้ท่านประธาน ช่วยกำชับ แล้วก็ช่วยติดตามเรื่องหารือของเพื่อนสมาชิกทั้งหมู่มวลในสภาชุดที่ ๒๖ ของเรานี้ครับ ความเดือดร้อนของประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ขั้นแรกนะครับ เอกสารที่ท่านสมาชิกได้กรอกว่าหารือกี่เรื่องนะครับ ๑ เรื่อง ๒ เรื่อง ๓ เรื่อง เสร็จแล้วต้องระบุให้ชัดเจนว่าหน่วยงานไหนที่เขารับผิดชอบ อันนี้อันดับแรก คือบางที คลุมเครือนะครับ เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปค้นว่าตกลงแล้วเรื่องนี้มันน่าจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหน อันดับแรก ทีนี้บางทีส่งไปผิดกระทรวงเพราะว่าความไม่ชัดเจนนี้ ทำให้ทางกระทรวง ก็ส่งเรื่องกลับมาว่าไม่ได้มีความรับผิดชอบตรงนี้นะครับ อันนี้เรื่องแรก🔗
เรื่องที่ ๒ เวลาส่งไปหน่วยงาน เขาก็ตอบรับนะครับ แต่ว่าการแก้ไขบางที มันเยอะเกินไป ก็คงต้องทยอยนะครับ ทีนี้พอมาถึงตรงนี้แล้ว เดี๋ยวจะประชุมกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่เราส่งไปมีการตอบรับ มีการส่งคืน ให้คำตอบมากน้อยเท่าไร อันนี้ก็จะไปดำเนินการต่อ ท่านหารือมานะครับ จะไปดำเนินการต่อให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้นะครับ เพื่อแก้ปัญหา ให้กับท่านสมาชิกนะครับ🔗
ตอนนี้ มีผู้เข้ามาลงชื่อนะครับ ๔๔๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ ขอเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ ดังนั้น ผมจะให้กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ไว้ได้อภิปรายก่อน ส่วนท่านสมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่คณะกรรมาธิการ แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ขอย้ำนะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบแล้ว จะเป็นการลงมติ ในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ พร้อมแล้วนะครับ เชิญท่านประธานแถลงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง ได้รับมอบหมายจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ทำหน้าที่รายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ครับ🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยกำหนดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วันนั้น🔗
บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสร็จสิ้นแล้ว โดยได้ให้ความสำคัญและนำคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการ พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นประกอบ การพิจารณาโดยรอบคอบ ปรากฏผลการพิจารณาดังนี้🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งมีหลักการสำคัญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้🔗
๑. เพิ่มบทนิยามคำว่า กองทุน คณะกรรมการบริหารกองทุน ผู้อำนวยการ และปลัดกระทรวง🔗
๒. แก้ไขเพิ่มเติมการทำคำขอ และการจัดสรรงบประมาณสำหรับ การอุดมศึกษาและยกเลิกการจัดสรรเงินเข้ากองทุนให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน🔗
๓. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา🔗
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๓ มาตรา คณะกรรมาธิการได้มี การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๖ มาตรา คือ🔗
ร่างมาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๔๕ ซึ่งเกี่ยวกับการทำคำขอและจัดสรร งบประมาณสำหรับการอุดมศึกษา โดยเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๕ (๓) วรรคสอง และวรรคสาม เพื่อให้งบลงทุนและงบอุดหนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษานำมาใช้ ในการพัฒนาการอุดมศึกษาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕๐/๑ และให้การจัดสรร งบประมาณตามมาตรา ๔๕ (๑) (๒) และ (๓) ดำเนินการให้สอดคล้องและสมดุลตาม การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามมาตรา ๒๔🔗
ร่างมาตรา ๖ เพิ่มส่วนที่ ๓ กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา มาตรา ๕๐/๑ ถึงมาตรา ๕๐/๒๒ โดยเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๕๐/๑ มาตรา ๕๐/๕ มาตรา ๕๐/๖ และมาตรา ๕๐/๑๐ ดังนี้🔗
มาตรา ๕๐/๑ ซึ่งเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา การอุดมศึกษา โดยเห็นควรให้เพิ่มเติมถ้อยคำว่า ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่ม บนฐาน ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนครอบคลุมถึง การพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรของประเทศ ที่มีอยู่ และนำความรู้ชั้นสูงมาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ🔗
มาตรา ๕๐/๕ ตัดคำว่า ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้ การจัดสรรกองทุนเป็นไปตามคำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุน และการพัฒนาการอุดมศึกษา ต้องคำนึงถึงความคล่องตัว มีความโปร่งใส และไม่มีการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม🔗
มาตรา ๕๐/๖ วรรคสอง โดยเห็นควรให้เพิ่มเติมใช้คำเต็มว่า รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้เนื้อหา มีความชัดเจนขึ้น🔗
มาตรา ๕๐/๑๐ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มหน้าที่ของสำนักงาน บริหารกองทุน ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่งานธุรการแล้ว จะต้องทำหน้าที่สนับสนุน การดำเนินงานของคณะกรรมการการบริหารกองทุน คณะอนุกรรมการและบุคคลที่ซึ่ง คณะกรรมการบริหารกองทุนแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้🔗
ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานบริหารกองทุนทำหน้าที่งานธุรการ และสนับสนุน การดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารกองทุนครอบคลุมตามมาตรา ๕๐/๗ ร่างมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๑๒ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องและเป็นไปตามรูปแบบของ การร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของบทเฉพาะกาล นอกจากนี้คณะกรรมาธิการ วิสามัญได้มีข้อสังเกตเพื่อให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบ หรือควร ปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของข้อสังเกตก็ได้มีการบันทึกข้อสังเกตไว้ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทุกท่านนะครับว่า เนื่องจากคณะกรรมาธิการ ได้ขอแก้ไขในส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และได้ทำใบแทรกแก้ไขรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้ คือในหน้า ๙ ถึงหน้า ๑๐ ในส่วนข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยตัดข้อความ ในข้อ ๘ ออกทั้งหมด คณะกรรมาธิการขอแก้ไขในส่วนของมาตรา ๕๐/๑๕ ความเดิมนะครับ มาตรา ๕๐/๑๕ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายการบริหาร ทุนหมุนเวียนกำหนด ขอแก้ไขเป็น มาตรา ๕๐/๑๕ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุน เป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหาร ทุนหมุนเวียนกำหนด จึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน เพื่อท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ใบแทรกได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจสอบแล้วนะครับ ข้อแก้ไขได้วางไว้ ให้ท่านดูแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ เนื่องจากประเด็นใบแทรก มันเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผมอาจจะต้องอภิปรายด้วยครับ พอดียังไม่ได้ใบแทรกมาครับ ถ้าเป็นไปได้อยากจะขอรบกวนเจ้าหน้าที่ได้กรุณาแจกเร็วสักนิดหนึ่งครับ จะได้รู้ว่า มันจะเกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราจะอภิปรายหรือไม่ อย่างไรครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็อยู่ท้าย ๆ เดี๋ยวได้ดูนะครับ เขาให้แล้วนะครับ เชิญท่านเลขาธิการ ดำเนินการครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
เชิญท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ท่านจะอภิปรายไหมครับ มีท่านวรวัจน์ ท่านสุรวาทและท่านสุชัชวีย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ที่ผมสงวนความเห็นไว้นั้นแตกต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากเพียงนิดหน่อยนะครับ ถ้าเราเห็นในเอกสารรายงานนี้ จะเห็นว่ามาตรา ๔ นี้ เป็นมาตราที่แก้ไขมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาใน (๓) นั้น กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็มีความเห็นว่าแก้ตามเอกสารนี้ และข้อความส่วนกลางที่เป็นวรรคสองของ มาตรานี้ก็เป็นข้อความที่ยกขึ้นไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องไม่ได้มีการแก้ไข แต่อย่างใด ท่านประธานครับ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ในประเด็นวรรคท้าย การจัดสรร งบประมาณตาม (๑) (๒) และ (๓) นั้นต้องดำเนินการให้สอดคล้องและสมดุลด้วย🔗
ในประเด็นนี้ให้มีการตัดคำว่า มาตรา ๒๔ ออก ในมาตรา ๒๔ นี้ กำหนดให้มี การออกกฎกระทรวง แล้วก็แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามความพร้อม ตามศักยภาพของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กองทุนนี้ชื่อว่า กองทุนเพื่อพัฒนา สถาบันอุดมศึกษา เราฟังแล้วนั่นก็ หมายความว่ากองทุนนี้จะดูแล จะโอบอุ้ม ในทุกสถาบันอุดมศึกษา ในทุกกลุ่มนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม พอมาดูในถ้อยคำข้างใน รวมทั้งกรรมาธิการหลายท่านก็กังวลว่า กองทุนนี้จะเอื้อให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่มี ความเข้มแข็งที่มีความเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำอยู่แล้ว มีความได้เปรียบทั้งเรื่องของ บุคลากร ทั้งเรื่องห้องปฏิบัติการ อาคาร สถานที่ อะไรทุก ๆ อย่าง กับประสบการณ์ ที่มีมาอย่างยาวนาน เรากังวลว่ามหาวิทยาลัยที่วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันมีความเหลื่อมล้ำมาก เราดูจากอะไรต่าง ๆ ในขณะที่มหาวิทยาลัยมีหลายกลุ่ม มีกลุ่มที่ต้องโอบอุ้มคนจำนวนมาก ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร อันนี้คือข้อกังวล ทีนี้การที่ผมให้ตัดมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๔ บอกให้เป็นกลุ่ม ๆ เรียนอย่างนี้ครับว่า ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ การแบ่งกลุ่มเหมือนกับ กำแพงกั้นโอกาสที่จะข้ามแดนกันค่อนข้างจะลำบาก เราบอกว่ามหาวิทยาลัยบางกลุ่มเป็นไป เพื่อการพัฒนาชุมชน หรือท้องถิ่น หรืออนุภูมิภาคต่าง ๆ แต่ว่ามหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ก็สามารถเอื้อมมือ หรือว่าไปดำเนินกิจการ หรือใช้ท้องถิ่น หรือภูมิภาคนั้น เป็นพื้นที่ ในการปฏิบัติการในการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นได้ด้วย แต่ว่ามหาวิทยาลัย ที่อยู่ตรงนั้น จริง ๆ แล้วมหาวิทยาลัยทุกแห่งมันทำหน้าที่เช่นเดียวกันหมด คือ วิจัย จัดการเรียนการสอน บริการ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และจะมีอื่น ๆ เข้ามา อย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏก็อาจจะเป็นไปเพื่อพัฒนาท้องถิ่น แล้วก็เสริมสร้างความเข้มแข็ง ของวิชาชีพครู เป็นต้น แต่แท้จริงแล้ววันนี้ทุกแห่งมันพัฒนาตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการ ของผู้เรียนในทุกถิ่น อาจจะเรียกว่าทุกแห่งจะเดินหน้าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ หรือก็ Comprehensive University ทุกแห่ง เพราะฉะนั้นเราจะเห็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่เคยเป็นมหาวิทยาลัยทางสังคมศาสตร์ ก็มาทำวิทยาศาสตร์ มาทำเทคโนโลยี มุ่งไปสู่ คณะแพทย์กันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการกำหนดให้มหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มโน้น กลุ่มนี่ จึงเป็น เส้นกั้นนะครับ ข้อดีของมัน ก็คือในการรับการประเมินเท่านั้นที่ว่าถ้ามหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ น้ำหนักการประเมินอาจจะลดหลั่นลงหน่อย ไม่เข้มข้นในเรื่องการวิจัย อาจจะเข้มข้นในเรื่อง ของการพัฒนาท้องถิ่น หรือชุมชนอะไรประมาณนี้เท่านั้นเอง แต่ว่าในการที่จะเดินไปข้างหน้านั้น กลุ่มไม่ควรจะสกัดกั้น และการที่จะขอทุนกองทุนเพื่อพัฒนานี้ ก็ต้องเท่าเทียมกันไม่ได้ต้อง คำนึงถึงว่าอยู่ในกลุ่มไหน ต้องดูว่าความต้องการของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นอย่างไร ถ้ามหาวิทยาลัยยังอ่อนแอ จริงอยู่ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะไปแข่งขันกับกลุ่มโน้นได้อย่างไร เราไม่ต้องการแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องแข่งขัน ถ้ามหาวิทยาลัยที่สู้ไม่ได้ รัฐต่างหากหรือกองทุนนี้ ต่างหากที่จะต้องอุ้มชูให้เขาขึ้นมาในการแข่งขัน ไม่ใช่แข่งขันกันเพื่อรับงบประมาณ ในกองทุนนี้ซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ด้วยกัน🔗
แต่อย่างไรก็ตามที่ผมสงวนไว้ แล้วก็มีการแก้ไขในวรรคท้ายข้อความที่มาแก้ ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมอยากจะให้เป็น ซึ่งตัดออกว่า การจัดตั้งงบประมาณทั้ง ๓ อนุนี้ ให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๔ ก็ตัดมาตรา ๒๔ ออก ก็เหลือสอดคล้องและสมดุลซึ่งเป็น ข้อความที่ไม่สมบูรณ์ แล้วผมเองได้รับคำชี้แจงจากกรรมาธิการที่มาจากฝ่ายบริหารว่า อย่างไรเสียข้อสังเกตหรือข้ออภิปรายของผมนี่ท่านจะนำเอาไปพิจารณาให้มหาวิทยาลัย ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนแอได้รับกองทุนนี้ เพราะฉะนั้นแล้วผมคงไม่ยืนกับ คำสงวนของผม เพราะว่าข้อความไม่สมบูรณ์ จริง ๆ แล้วอยากให้สอดคล้องกับบริบท หรือความต้องการของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่าขอถอน การสงวนความเห็นในมาตรานี้ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ไม่มีท่านที่ขอสงวนความเห็นนะครับ ต่อไปท่านสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่าน ท่านเอกราช อุดมอำนวย นะครับ🔗
ขอสละสิทธิแล้วครับ ท่านประธาน🔗
สละสิทธินะครับ เป็นอันว่าในมาตรานี้ท่านผู้สงวนไม่ได้ติดใจนะครับ แต่เนื่องจากว่า ในมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ต่อไปเชิญท่านสมาชิกได้แสดงตน และกดปุ่มแสดงตน ได้เลย เชิญเข้าห้องประชุมนะครับ🔗
เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนได้เลยครับ🔗
เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกกำลังลงมา จากห้องประชุมกรรมาธิการครับ ขอท่านประธานรอเพื่อนสมาชิกอีกสักครู่ครับ ขอบคุณครับ🔗
รอครับ🔗
ท่านประธานครับ นิคม ๑๘๕ ครับ🔗
๑๘๕ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ๐๐๑ แสดงตนค่ะ🔗
๐๐๑ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ บุญเรือง ๒๑๗ แสดงตนครับ🔗
๒๑๗ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เท่าพิภพ ๑๕๕ แสดงตนครับ🔗
๑๕๕ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๘๙ ยศวัฒน์ แสดงตนครับ🔗
๒๘๙ แสดงตนครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธาน ๓๑๓ แสดงตนค่ะ🔗
๓๑๓ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๒๗ วรสิทธิ์ แสดงตนครับ🔗
๓๒๗ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๙๓ แสดงตนครับ🔗
๒๙๓ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๐๗ แสดงตนครับ🔗
มีแสดงตนอีก ๑ ท่านนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักเรียน และผู้ช่วย ปฏิบัติงานประจำตัวของท่าน สส. เชิงชาย ชาลีรินทร์ ยินดีต้อนรับนะครับ แสดงตนกัน เรียบร้อยหรือยังครับ ยังมีสมาชิกท่านใดยังมาไม่ถึงครับ ท่านวิปช่วยประสานนะครับ แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวน ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้เลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๒๖ เห็นด้วยครับ🔗
๓๒๖ เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๓๖ เห็นด้วยครับ🔗
๒๓๖ เห็นด้วยนะครับ เมื่อสักครู่แสดงตน ๓๗๗ ท่าน ลืมบวกไปอีก ๑๐ ท่าน เป็น ๓๘๗ ท่าน เจ้าหน้าที่ ๓๘๗ ท่านนะครับแสดงตน🔗
๒๙๐ เห็นด้วยครับ🔗
๒๙๐ เห็นด้วยนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๑ ท่าน บวก ๔ ท่าน เป็น ๓๘๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปมาตรา ๕ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๕ ยกเลิกมาตรา ๔๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ เพิ่มส่วนที่ ๓ กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา มาตรา ๕๐/๑ ถึงมาตรา ๕๐/๒๒ มีการแก้ไข🔗
เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ไม่มีผู้ขอสงวนความเห็นนะครับ แต่มีสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่าน เชิญท่านอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗
เดี๋ยวสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมขอทำตามขั้นตอนก่อน เนื่องจากมาตรา ๖ เพิ่มส่วนที่ ๓ ของกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา มาตรา ๕๐/๑ ถึงมาตรา ๕๐/๒๒ คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะให้ที่ประชุมพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราที่เพิ่มเติมในกฎหมายเดิม ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ วรรคสอง เชิญท่านสมาชิกนะครับ ท่านเลขาธิการพูดก่อนนะครับ เชิญครับ🔗
ส่วนที่ ๓ กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นมีไหมครับ ไม่มีท่านใดอภิปรายนะครับ เชิญท่านอาสพลธ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายวาระ ๒ ในมาตรา ๕๐/๑ ซึ่งมีการแก้ไข🔗
ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นในการอภิปรายนะครับ ผมก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและกรรมาธิการทุกท่านนะครับว่า ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ก็คือเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันตามความต้องการของประเทศ และด้านการผลิตกำลังคน ระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ พัฒนาการเรียน การสอน การวิจัยและการสร้าง นวัตกรรมร่วมกับนักวิชาการสถาบันวิชาการ และองค์กรชั้นนำของโลก กับสถานประกอบการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ ของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมามีการแก้ไข ผมเองมีความเชื่อมั่นนะครับ ท่านประธานว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวผมเองและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านทุกคน ต่างก็เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แน่นอน และเห็นว่ามีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๕๐/๑ การจัดตั้งกองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ มากถึง ๙ ข้อ แต่การจะบรรลุ วัตถุประสงค์ได้นั้นก็ต้องอาศัยตามที่ระบุในมาตรา ๕๐/๒ (๒) ก็คือต้องมีเงินทุนประเดิมที่ รัฐบาลจัดสรรให้ และมาตรา ๕๐/๒ (๓) รัฐบาลต้องจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปีตามกรอบ วงเงินที่ ครม. กำหนด คำถามของผมถึงท่านกรรมาธิการก็คือว่า เงินทุนประเดิมที่รัฐบาล จัดสรรให้ ซึ่งมีกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า อยากจะให้รัฐบาลจัดสรรเป็นจำนวนเงิน ที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ โดยเทียบเคียงจากการจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในปัจจุบัน คำถาม ก็คือว่าท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไร ทำไมถึงต้องอยากได้เงินกองทุนจำนวนมากถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับกองทุน ววน. ผมอยากจะทราบว่าจริง ๆ แล้วกองทุนนี้ต้องการเงินตั้งต้นเท่าไร มีหลักคิดอย่างไร ก็อยากจะให้ทางท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานจะตอบไหมครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ศุภชัย ปทุมนากุล กรรมาธิการครับ ในงบของกองทุนนี้วัตถุประสงค์ที่สำคัญจะมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือการพัฒนาความเป็นเลิศ แล้วก็การพัฒนากำลังคนทักษะสูงของประเทศนะครับ ซึ่งตัวงบประมาณที่มีการจัดตั้งขึ้นนะครับ แล้วก็ในตามงบเงินประเดิมที่มีการกำหนดไว้ โดยหลักแล้วนอกจากจะเทียบเคียงกับกองทุนวิจัย หรือ กสว. แล้ว ก็ยังเป็นการกะประมาณ ตามขีดความสามารถของประเทศในการที่จะพัฒนากำลังคนในสาขาต่าง ๆ ที่จะต้องสอดรับ กับการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคตนะครับ ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็จะเป็นทั้งส่วนของการพัฒนากำลังคนและพัฒนาของความเป็นเลิศ ซึ่งจะมี ในด้านต่าง ๆ นี่ก็จะเป็นส่วนของงบประมาณที่จะประมาณตามสิ่งที่จะต้องเพิ่ม ขีดความสามารถของประเทศจากกองทุนครับ🔗
มีท่านสมาชิกติดใจจะสอบถามอีก ๑ ท่านนะครับ เชิญท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอมีส่วนร่วมในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นะคะ ที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขส่วนที่ ๓ กองทุนเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาที่แก้ไขนะคะ ดิฉัน เห็นด้วยในเรื่องของการแก้ไขที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่ม บนฐานทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ในจุดนี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสถาบัน การอุดมศึกษาควรจะได้คิดถึงเรื่องตอบโจทย์บริบทของประเทศในการพัฒนาประเทศ ด้านเศรษฐกิจ🔗
โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา วิจัยและพัฒนา เป็นการยกระดับการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศในด้านทางเศรษฐกิจและสังคมนะคะ ซึ่งกล่าวได้ง่าย ๆ ว่า สถาบันอุดมศึกษานี้จะต้องผลักดันความรู้ การเรียนการสอนของตนเอง เขาเรียกว่า งานศึกษา งานวิจัยดึงจากหิ้งมาสู่ห้างค่ะท่านประธาน เพื่อประโยชน์ของชุมชน ในบริบทของ ชุมชน จะได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของชุมชนได้อย่างดีค่ะท่านประธาน นอกจากนี้ก็ยังมี การแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ซึ่งดิฉันเองก็ไม่ได้แปรญัตติ ดิฉันก็ขอโอกาสนี้อยากจะเสนอ คณะกรรมาธิการ ที่ประชุมว่า นอกจากทรัพยากรแห่งชาติแล้ว ทรัพยากรทางวัฒนธรรม มีหลายอย่างนะคะท่านประธาน ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านี้ หลาย ๆ อย่างทรัพยากร ทางวัฒนธรรม ในฐานะที่ดิฉันเป็นประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและ วัฒนธรรม ดิฉันก็อยากจะเห็นมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มใด ๆ ก็ตาม อยากจะขอให้สนับสนุนในการยกระดับศิลปะพื้นบ้าน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และมรดกทาง วัฒนธรรม เช่น โบราณสถาน หรืออื่น ๆ แล้วก็แพทย์แผนไทยด้วย แพทย์ทางเลือก ศิลปะการแสดง หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน และอาจจะไปถึงเรื่องการเกษตรหรือการบริหาร จัดการระบบน้ำทางด้านการเกษตร การจัดการต่าง ๆ อันนี้มหาวิทยาลัยควรให้ความรู้กับ ชุมชน ดิฉันจึงขออภิปรายไว้เป็นหลักฐานในสภาแห่งนี้ว่า อยากจะให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนา ไปถึงระดับโลกเลย เป็นการยกระดับความรู้ความสามารถเชิงการแข่งขันด้านเศรษฐกิจนะคะ ดิฉันเองก็หวังว่าเราจะได้ให้วัฒนธรรมของเรา หรือลูก ๆ หลาน ๆ ไม่ลืม เขาเรียกว่า ภูมิปัญญา หรือรากเหง้าทางวัฒนธรรมของเรานะคะ หรือเป็นการย้อนยุค หรือการเรียนรู้ต่าง ๆ อยากให้สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้สืบทอด ฝากไปให้กับชุมชนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีนะคะ ซึ่งขณะนี้ในเรื่องวัฒนธรรมทางธรรมชาติ ก็ได้รับการยกย่องขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว เช่น มรดกโลก ทางวัฒนธรรมที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อันนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมทางธรรมชาตินะคะ ดิฉันก็ฝากข้อเสนอนี้ไว้ให้กับท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นไว้ ๑ ท่าน เชิญท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ ต้องเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ประเด็นนี้คือ ในมาตรา ๕๐/๑ มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่ง เรียกว่า กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา แต่เวลาเราไปเขียนเราบอกว่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาตามความต้องการของประเทศและด้าน การผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทาง ท่านประธานครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ คำว่า เฉพาะทาง ผมได้สอบถามในกรรมาธิการ การที่เราจะผลิตกำลังคน แล้วเราไประบุบอก เฉพาะทาง ผมถามว่าเฉพาะทางแปลว่าอะไร กำหนดอยู่ในระเบียบ กฎเกณฑ์ข้อไหน ไปปิดกั้นเพื่อสถาบันอุดมศึกษาขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ตรงไหนหรือไม่ เพราะถ้า ไปเขียนไว้แบบนี้วันหนึ่ง ผมตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ถ้าให้คำนี้ออกไปปิดกั้นเฉพาะทาง แน่นอนครับ ในกฎเกณฑ์จะต้องออกมาวันหนึ่งแน่นอนว่า การจัดสรรเม็ดเงินก้อนนี้ ให้เฉพาะตรงนี้ เฉพาะตรงนี้ เฉพาะตรงนี้ มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมา ผมจึงได้ แปรญัตติว่าขอให้ตัดเถอะครับ ว่าคำว่าเฉพาะทาง จริง ๆ ผมได้สอบถามท่านปลัดกระทรวง การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมว่าท่านให้คำนิยามได้หรือยังครับว่า เฉพาะทางคืออะไร แล้วแน่ใจได้อย่างไรครับ ถ้าใส่คำนี้เข้าไปแล้ว ท่านจะไม่ปิดกั้น การเรียนสาขาใดสาขาหนึ่ง ซึ่งเรามีหลายสาขามาก แต่ท่านบอกว่าเงินก้อนนี้ตั้งขึ้นมาให้เพื่อ บางคนเท่านั้นเอง บางกลุ่ม บางสาขา ผมถามว่าตั้งขึ้นไว้แบบนี้ตั้งทำไม ทำไมต้องปิดกั้น ทำไมท่านไม่เปิดไปเลยครับว่า ในอนาคตไม่ว่าสาขาใดก็ตามที่มีความสำคัญก็เสนอขอมา ได้ครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปปิดกั้นตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นก็ยังคงอยากให้ท่านกรรมาธิการ ชี้แจงนะครับว่า คำถามที่ไม่เคยได้คำตอบในกรรมาธิการคือคำว่า เฉพาะทาง ที่ท่านใส่เอาไว้ มันหมายถึงสาขาใดบ้าง แล้วจะก่อให้เกิดการปิดกั้นสาขาอื่นต่อไปในอนาคตหรือไม่ ซึ่งผม เห็นว่าเป็นจุดอ่อนของการร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ ขอให้ท่านกรรมาธิการลองชี้แจงให้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟังสิครับว่า ทำไมต้องปิดกั้นครับ ทำไมต้องไปกีดกันสาขา การเรียนสาขาใดสาขาหนึ่ง ผมเชื่อว่าการเรียนทุกสาขามีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด แต่ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน แต่ถ้าไม่มีเกณฑ์นี้นะครับ สุดท้ายตรงนี้เกิดการปิดกั้นแล้ว ความเสียหายนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นยังคงขอเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับว่า ยังคงเห็นว่าไม่ควรไปปิดกั้นเอาไว้ เพื่อก่อให้เกิดการใช้ดุลพินิจในอนาคต ควรจะเปิดกว้างไว้ ให้เกิดความจำเป็นกับประเทศจริง ๆ ถึงดำเนินการครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการจะตอบไหมครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ศุภชัย ปทุมนากุล กรรมาธิการครับ ก็จะขอชี้แจงในส่วนในคำพูดที่พูดถึงกำลังคน ระดับสูงเฉพาะทาง ซึ่งอันนี้ก็จะแบ่งออกเป็น ๒ นะครับ ส่วนที่ ๑ คือกำลังคนระดับสูง ทักษะสูง ก็คือ High Skilled Workforce ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการผลิตคนในกลุ่มนี้ ส่วนความหมายของคำว่า เฉพาะทาง เนื่องจากว่าตัวกองทุนนี้จะแยกออกมาจากงบประมาณปกติของสถาบันอุดมศึกษา ความจริงสถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการพัฒนากำลังคนทักษะสูงอยู่แล้ว แต่พอเราจะใช้ เงินกองทุนนี้ก็จะเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล เป็นลักษณะของการที่จะต้อง Top Down ลงไปตามความต้องการของประเทศ ฉะนั้นการที่มีความสามารถเฉพาะทางก็จะมองได้ว่า เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญและเฉพาะเจาะจงลงไปในแต่ละเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปปิดกั้น อันนี้ก็จะต้องเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ผมอาจจะยกตัวอย่างให้เห็น ภาพง่าย ๆ นะครับว่า ถ้าเราพูดถึงการพัฒนากำลังคนทักษะสูง ถ้าบอกว่าเป็นการผลิตคน เพื่อเป็นวิศวกร นั่นก็คือกำลังคนทักษะสูง แต่ถ้าเราบอกว่าในปัจจุบันนี้เราจำเป็นที่จะต้อง ผลิตคนที่เป็น Semiconductor Engineer หรือทางด้าน Cyber Security ที่จะต้องตอบ โจทย์การพัฒนาประเทศ เราอาจจะสามารถใช้เงินในกองทุนนี้ในการที่จะ Top Down ลงไปที่ สถาบันอุดมศึกษาในการผลิตกำลังคนในส่วนนี้ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงไปกับการแบ่งกลุ่ม มหาวิทยาลัย ซึ่งทางกระทรวง อว. ก็มีกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งกลุ่ม ซึ่งจะเป็นการใช้ งบประมาณตามกองทุน ตามภารกิจของในแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ ๑ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า เป็นกลุ่มวิจัยระดับโลกจะไปทำงานเชิง พื้นที่ไม่ได้ แต่การใช้เงินในกองทุนนี้ก็จะต้องอยู่ในกลุ่มที่จะต้องในการพัฒนาท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งความหมาย ก็คือไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้ปิดกั้น ก็ยังมีความหลากหลายตามนโยบายของรัฐบาล แต่เพียงแต่ว่าการที่จะใช้เงินจากกองทุนจะต้องมีการระบุความเชี่ยวชาญเฉพาะทางลงไปจริง ๆ ซึ่งก็จะแตกต่างจากงบประมาณโดยปกติที่มหาวิทยาลัยได้รับครับ🔗
ท่านวรวัจน์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ ตอบไม่ได้ครับว่า คำว่า เฉพาะทาง คืออะไร ปิดกั้นไว้เพื่อให้มหาวิทยาลัยชั้นสูงส่วนหนึ่งขอได้ ผมถามว่าแล้ว มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดละครับ ในต่างจังหวัดที่อาจจะมีสาขาที่พวกเราเห็นว่ามีความ จำเป็น อาจจะขอไม่ได้นะครับ วันนี้ท่านยังชี้แจงไม่ได้เลยนะครับว่า คำว่า เฉพาะทาง คืออะไร แล้วท่านปิดกั้นทำไมครับ นั่นแปลว่าต่อไปนี้มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดอาจจะถูก ปิดกั้นก็ได้ ท่านตั้งนโยบายว่า เฉพาะมหาวิทยาลัยชั้นสูงเท่านั้นที่แข่งขันระดับโลกเท่านั้น ผมถามว่าบนความเป็นจริงนี้ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากให้มีการผลักดันหลักสูตร ในสาขาที่เราเห็นว่ามีความจำเป็น เรากำลังบอกเราเพิ่มคำว่า ตามฐานทรัพยากรของแต่ละ พื้นที่ คือให้แต่ละจังหวัดสามารถพัฒนาทรัพยากรอยู่ได้ ให้คนที่อยู่ในต่างจังหวัดเลยครับ สามารถที่จะของบประมาณได้ แต่วันนี้พอบอกว่าเฉพาะทางพอพัฒนากำลังคนท่านปิด เขาเลยครับ ท่านชัดเจนนะครับ ท่านบอกปิดกั้นให้เฉพาะสถาบันชั้นสูงเท่านั้นเองที่ขอได้ แล้วพวกต่างจังหวัดละครับ ท่านทิ้งหรือครับ ผมเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ การที่ท่านเขียน อย่างนี้ เปิดกว้างเถอะครับ เปิดกว้างให้คนต่างจังหวัด เปิดกว้างให้สถาบันอุดมศึกษา ในต่างจังหวัดที่อยู่กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีโอกาสขอบ้างครับ อย่าไปปิดกั้น เพราะฉะนั้นท่านต้องชี้แจงให้ชัดนะครับ ท่านชี้แจงแบบนี้บอกว่าเพื่อสถาบันอุดมศึกษา ที่แข่งขันในระดับโลก อะไรละครับที่แข่งขันในระดับโลก ชี้แจงให้ชัดครับ แต่ถ้าเขียนลอย ๆ ออกไปอย่างนี้ เพื่อการปิดกั้นพวกคนอยู่ในต่างจังหวัด ผมฐานะเป็น สส. ต่างจังหวัด ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ และผมก็เคยเป็นผู้บริหารมา ผมก็คิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้น โอกาสของพี่น้องประชาชน โอกาสของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด เราเปิดโอกาส ให้สถาบันอุดมศึกษาชั้นสูงบางแห่งขอรับงบประมาณได้ ผมว่าไม่ควรทำแบบนั้นครับ ขอให้ตัดออกเถอะครับ อย่าไปปิดกั้นเลย คำว่า เฉพาะทาง ท่านชี้แจงไม่ได้เลยว่าตรงนี้ มันแปลว่าอะไรครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้แสดงความคิดเห็นถึงคำ เฉพาะทาง จริง ๆ เมื่อสักครู่ ท่านกรรมาธิการ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ศุภชัย ปทุมนากุล ชื่อเหมือนผมนี้ได้ชี้แจงไปแล้วว่า จริง ๆ กรณีที่ท่านบอกว่าปิดกั้นนี้ ไม่ได้ปิดกั้นนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วในมาตรา ๔๕ (๑) (๒) ก็ได้มีงบประมาณปกติให้ ยกตัวอย่างเช่น ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้นิสิต นักศึกษา ที่เรียนวิศวะ แต่ถ้า ณ เวลาหนึ่งรัฐบาลมีนโยบายในการที่จะสนับสนุนให้มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านไหนเป็นพิเศษ เช่น Semiconductor กรณีนี้ที่เราเรียกว่า เฉพาะทาง เฉพาะทาง ที่มันไม่เหมือนวิศวกรทั่วไป จริง ๆ เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นคำสามัญที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงกรณีใด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่าน ก็คือกรณีนี้เป็นเรื่องกองทุนเพื่อสำหรับ มาตรา ๔๕ (๓) ซึ่งเป็นการแตกต่างสำหรับการผลิตกำลังคนในระบบการอุดมศึกษาทั่วไป ซึ่งรัฐบาลหรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ได้มีงบให้กับกรณีนี้ เป็นปกติอยู่แล้ว ผมขออนุญาตที่จะข้ามไปยังประเทศอื่นนิดหนึ่งนะครับ ยกตัวอย่างประเทศ สิงคโปร์ครับ สิงคโปร์มีตัวอย่างที่ให้ทุกท่านได้เห็นว่ากำลังคนสูงเฉพาะทางตามความต้องการ มันเป็นบริบทของแต่ละประเทศในช่วง ๆ หนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นกรณีที่เป็นทั่ว ๆ ไป ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ในปี ๑๙๙๐-๒๐๐๐ สิงคโปร์มุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนในสาขาวิศวกรรม และอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของภาคการผลิตและการพัฒนา อุตสาหกรรม นอกจากนั้นก็ให้ความสำคัญในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ICT และการเงิน หรือ Finance เพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต เพราะฉะนั้นสิงคโปร์ก็สนับสนุน เป็นการเฉพาะทางให้กับเรื่องของ ICT หรือเรื่อง Finance ในปี ๒๐๑๐-๒๐๑๙ สิงคโปร์เน้นการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีชีวภาพและวิทยาศาสตร์ การแพทย์ โดยสร้างศูนย์วิจัยที่ทันสมัยอย่าง Bio Propolis ซึ่งรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี ทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และการวิจัยการแพทย์ชั้นสูง เฉพาะทางในช่วงเวลานั้น ก็แตกต่างจากเรื่องเดิม แต่การสนับสนุนเรื่องวิศวกรรมโดยทั่วไปของบประมาณของสิงคโปร์ ก็เป็นปกตินะครับ ในปี ๒๐๒๐ เป็นต้นไปปัจจุบันสิงคโปร์เน้นการพัฒนาคนด้าน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics พลังงานสะอาดและ เทคโนโลยีการแพทย์ โดยเฉพาะการพัฒนาความยั่งยืนในภาคพลังงานและสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงความสามารถในการวิจัยทางเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในระดับโลก สิ่งที่ผมยกตัวอย่างสิงคโปร์มา เพื่อบอกว่า วันนี้กองทุนที่ท่านกำลังพิจารณาผ่านกฎหมายให้เป็นกองทุนเพื่อเฉพาะทางตรงนี้นะครับ ไม่ใช่เป็นการทั่วไป ให้กับนักศึกษาหรือสถาบันการอุดมศึกษาทั่ว ๆ ไป แต่เป็นกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมหรือท่านปลัดกระทรวงได้ชี้แจงต่อที่ประชุมก็คิดว่าท่านคงมีความเข้าใจ ก็เรียนเพื่อโปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่ติดใจนะครับ🔗
ที่จริงให้เป็นดุลยพินิจของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับว่า ถ้าจะเปิดกว้างเอาไว้ หรือถ้าจะปิดเอาไว้แบบนี้ ถ้าเรา ไปดูงบประมาณเรื่องของการวิจัยนี่ครับ นั่นถูกควบคุมไปแล้วส่วนหนึ่ง อันนี้เป็นการจัด การเรียนการสอนในอุดมศึกษานั้น เป็นคนละหมวดกันเลย เป็นคนละตัวกัน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่า ถ้าเราจะพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละจังหวัดปิดกั้นไว้ทำไม ซึ่งวันนี้ในต่างจังหวัด ก็มีความสำคัญนะครับ วันนี้เราถูกทอดทิ้งเยอะมากเลย สถาบันอุดมศึกษาใหญ่ ๆ งบประมาณเยอะครับ แต่ว่าในต่างจังหวัดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏ ราชมงคล หรืออะไร ถูกทิ้งหมดเลย ซึ่งตรงนี้เองผมห่วงครับว่า ถ้าไปขีดกรอบตรงนี้เอาไว้ วันหนึ่งการพัฒนา การเรียนการสอนนะครับ อันนี้ไม่ใช่การวิจัยนะครับ การเรียนการสอนในต่างจังหวัดนี่นะครับ พวกที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยงถูกปิดกั้นจะเสียโอกาสมาก ไม่ต่างกันนะครับ เพียงแต่ว่าขอให้เปิด กว้างนะครับ ขอท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ดูประเด็นนี้ดี ๆ นะครับว่า อยากให้ เปิดกว้างเท่านั้นเองครับ ไม่มีอะไรครับ เนื้อหาหลักการคล้ายกัน เพียงแต่ว่าปิดกั้นเอาไว้ เฉพาะทางหรือเปิดกว้างเอาไว้ให้เป็นไปไม่เกิดความเหลื่อมล้ำหรือว่าติดใจว่า ทำไม ไปตั้งไว้เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ขอท่านเวลาท่านลงคะแนนกรุณาช่วยดู ด้วยนะครับว่า จะกรุณาเปิดกว้างให้ทุกคน ทุกสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดมีโอกาสที่จะ ได้เสนอขอใช้งบประมาณก้อนนี้ตามความจำเป็นหรือไม่นะครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ นะครับ ผมเป็นหมอเฉพาะทางผ่าตัดหัวใจ แล้วก็ในผ่าตัดหัวใจยังมีผ่าตัดหัวใจเด็ก หัวใจผู้ใหญ่ หัวใจอื่น ๆ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ท่านประธานครับ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ต่างจังหวัด ผมเป็นอาจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นนะครับ แล้วก็มี การสอนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ความเจริญต่าง ๆ มันต้องไปต่างจังหวัด ทีนี้ถ้าเราดูเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้นะครับ มันเริ่มจากมีกองทุน ที่สนับสนุนเอกชน แล้วก็ไม่ได้ใช้ก็เอาเงินส่วนนี้มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนนะครับ ถ้าเราดูในหลักการและเหตุผล กฎหมายทุกอย่างต้องมีหลักการและเหตุผลนะครับ โดยที่ การจัดการอุดมศึกษาหรือเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ การเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการสร้างความเป็นเลิศในสรรพวิทยาการ จำเป็นต้องมีกองทุน เพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ทำหน้าที่จัดสรรเงินกองทุน และกำกับติดตามให้มีการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและส่งเสริมการผลิต กำลังคนระดับสูงเฉพาะทาง บรรลุวัตถุประสงค์ตามความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง อันนี้เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนะครับ เราต้องแข่งขันยิ่งปัจจุบันนี้โลกเหมือน ใบเดียวกัน ต้องมีการเปรียบเทียบ แล้วผมเห็นด้วยกับท่านศุภชัยกับท่านประธานที่พูด เมื่อสักครู่นี้นะครับ ไม่ใช่ไปปิดกั้น ถ้าเราไปดูมาตรา ๔ ที่ผ่านมานะครับ มันมีปกติอยู่แล้วเรา ก็ของบประมาณไปตามปกติ แต่ทีนี้ถ้าเราต้องการแข่งขันกับเขา เราไม่มีคน เราต้องการ สนับสนุนด้านนั้น ๆ ซึ่งด้านนั้น ๆ ใครเป็นคนเสนอละครับ ก็เป็นพวกสภาการศึกษาต่าง ๆ เสนอขึ้นมา มันเปิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการตั้งกองทุนเป็นการเฉพาะในประเทศที่เงิน ไม่ค่อยเยอะ แล้วก็ต้องใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดจริง ๆ ที่จะแข่งกับคนอื่นเขา และเหมาะกับ ความต้องการของประเทศก็มีความสำคัญ ท่านประธานครับ ผมเพิ่งประชุมนะครับ มีการประชุม คุณหมอผ่าตัดหัวใจเด็กที่จังหวัดขอนแก่น ในประเทศมีอยู่ประมาณ ๓๐ คน แล้วก็ไม่มี การผลิต ผลิตก็น้อยมาก ต้องการเงินแล้วก็ใช้เงินรายได้ของคณะมาสนับสนุน หรือไม่ก็เป็นเงิน ของสมาคมวิชาชีพเข้ามาช่วย ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐบาลเลยนะครับ แต่ถ้ามีกองทุน เรามีการทำวิจัยเรื่องพวกนี้ออกไปอีก การผ่าตัดรักษาโรคเด็กหัวใจพิการแต่กำเนิดหรืออะไร ต่าง ๆ ซึ่งคนที่จะมารักษาเรานี่นะครับ ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยครับ ทั้งพม่า ทั้งลาว ก็เขมร ก็ส่งมานะครับ เวียดนาม เพราะเรามีความชำนาญมากจริง ๆ อันนี้ผมมองให้เห็นว่าความเป็น เฉพาะทางมันมี แล้วต้องเลือก ถ้าเราให้สะเปะสะปะซึ่งมันมีอยู่แล้ว มันก็จะมีคนที่เป็นกำลัง ผลิตขั้นสูงได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาเพื่อการสนับสนุนผลิตกำลังคน ระดับสูงด้วย เฉพาะทางจริง ๆ ครับ ถ้าไม่ได้อันนี้ก็ใช้งบปกติที่เราขอได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า โอกาสที่จะไปได้รับเงินจากส่วนต่าง ๆ มันก็ลดลงไปตามลำดับ แต่ถ้าเราขอมากองทุนนี้ ก็มีโอกาสจะได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เลยเห็นความสำคัญ แล้วก็ตรงไปตามหลักการและเหตุผล ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านวรวัจน์เอาไว้เป็นข้อสังเกตก็พอแล้วกระมังครับ ท่านไม่ไม่ติดใจนะครับ แต่ว่าท่านประธานเอาไว้เป็นข้อสังเกตหน่อยนะครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้ไม่มีท่านใดติดใจ แต่เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะ เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่นะครับ ก่อนอื่นขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านใดอยู่ในห้องประชุมแล้วก็ เสียบบัตรแสดงตนเลยนะครับ🔗
แสดงตนได้เลยนะครับ🔗
๓๘๗ แสดงตนครับ🔗
๓๘๗ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๙ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๓๙๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรด กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้เลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธาน ๐๒๕ แสดงตนค่ะ🔗
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ🔗
เห็นด้วยค่ะ🔗
เห็นด้วยนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยหรือยังครับ ขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๐ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๓๙๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน🔗
เป็นอันว่าที่ ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๕๐/๒ มาตรา ๕๐/๓ มาตรา ๕๐/๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๕ มีการแก้ไข🔗
เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ ไม่มีท่านกรรมาธิการ สงวนความเห็นนะครับ มีสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่านนะครับ เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ก่อนอื่นก็ต้องส่งความห่วงใยให้พี่น้องชาวอ่างทองในสถานการณ์ตั้งรับกับสถานการณ์น้ำท่วม ในขณะนี้ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมจำเป็นต้องขอใช้สิทธิสมาชิกในการอภิปราย ต่อมาตรา ๕๐/๕ ที่มีการแก้ไขนั้น ความเป็นจริงก็ต้องนำเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับว่ามีความเกี่ยวพันกับข้อสังเกต ข้อ ๘ เพราะว่า ถ้าไม่อภิปรายเสียตรงนี้ก็คงไม่มีมาตราอื่นที่จะอภิปรายไปถึงได้ แต่อย่างไรก็ตามข้อสังเกต ข้อ ๘ นั้น ทางคณะกรรมาธิการได้มีการประชุมและมีการตัดออกแล้ว กระนั้นก็ตาม ผมเอง ก็ยังมีความคลางแคลงต่อประเด็นเรื่องของการตัดถ้อยคำในมาตรา ๕๐/๕ แล้วก็การตัด ถ้อยคำในข้อสังเกต ข้อ ๘ นั้นว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันแบบใด อย่างไร เป็นเหตุเป็นผล กันหรือไม่ ดังประเด็นที่ผมจะนำเรียนต่อไปนี้ครับ🔗
ท่านประธานครับ มาตรา ๕๐/๕ นั้น พูดเรื่องของการจัดการกองทุนว่า การจัดการกองทุนนั้นจำเป็นต้องมีเงื่อนไขอยู่ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน ก็คือเป็นไปตามคำ รับรองเรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เกิดขึ้นระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงและสถาบัน อุดมศึกษาต่าง ๆ ที่ได้รับการจัดสรร อันนี้เราเข้าใจได้ครับ ต้องเป็นไปตามกำหนดผลสัมฤทธิ์ และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เราเองก็เข้าใจได้ครับ ต้องเป็นไปตามนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนการด้านการอุดมศึกษาต่าง ๆ อันนี้ก็เข้าใจได้ และสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นไป ตามความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง อันนี้แน่นอนครับว่าในท้ายที่สุดก็คงต้องมาดูกันว่า สถานการณ์ของประเทศอันนี้เป็นอย่างไร🔗
แต่ความในวรรคสองครับ ความในวรรคสองนั้นเป็นการคำนึงถึงเรื่องของ การจัดสรรว่าเวลาที่จะพูดถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ โดยอาศัย รูปแบบของกองทุนเฉพาะขึ้นมานี้นะครับ มันอาจจะต้องมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเพิ่มเติม อีก ๓-๔ ประเด็นด้วยกันนะครับ ๑. ก็คือความคล่องตัวครับ ๒. คือเพื่อความโปร่งใสครับ ๓. คือหลักการที่บอกว่าต้องไม่มีการขัดกันระหว่างส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และ ๔. ต้องปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แน่นอนครับ ผมเองจำเป็นต้องย้อนกลับไป ตั้งต้นถามตั้งแต่ต้นว่าขณะที่มีการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ และมีการใส่คำว่า ปราศจาก การแทรกแซงทางการเมืองนั้น ขณะนั้นท่านคิดอะไรอยู่ ขณะนั้นท่านคิดอยู่ใช่หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วในกองทุนในประเทศนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกองทุนหมุนเวียน ซึ่งขณะนี้ ตัวเลขกองทุนหมุนเวียนสูงขึ้นเป็นหลักหลายแสนล้านบาท ในงบประมาณรวมทั้งหมด ๓.๗๕ ล้านล้านบาท ก็สูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ความจริงมีข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง บอกว่างบประมาณ ที่จะมีการจัดสรรในเงินอุดหนุนนั้นจะเพิ่มจาก ๓๐๐ ล้านบาท เป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับ ข้อสังเกตอภิปรายไม่ได้ แต่ผมก็ต้องตั้งคำถามคล้าย ๆ กันว่าแล้วมันเกี่ยวกัน หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้อาจจะเคยมีกองทุนในลักษณะใด ๆ ที่มีการแทรกแซง ทางการเมืองใช่หรือไม่ อย่างไร และด้วยเหตุนั้นหรือไม่ครับ ท่านถึงพยายามไปใส่ ในข้อสังเกต ข้อ ๘ เพราะว่าถ้าตัดคำนี้ออกนะครับ ตัดคำว่า ปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง อีกนัยหนึ่งก็เท่ากับว่าอาจจะปล่อยให้มีการแทรกแซงทางการเมืองได้ใช่หรือไม่ ถึงแม้ในทางกฎหมายไม่อาจจะทำได้ด้วยขัดต่อรัฐธรรมนูญและจริยธรรมทางการเมือง อันเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์แน่ ๆ คนละประเด็นกับจริยธรรมในเรื่องอื่นที่ขณะนี้ สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่🔗
ข้อสังเกตที่อยู่ในรายงานฉบับนี้ผมยังไม่พูดถึงใบแทรกที่มานะครับ แต่ข้อสังเกตที่อยู่ในรายงานถึงมีข้อ ๘ พูดในลักษณะว่าการจัดตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามกฎหมายนี้ ผมไม่รู้ว่าใครคิดนะครับ ท่านใช้คำถึงขนาดว่าต้องปราศจาก อาจจะมีอคติ ทางปัญญา ผมเองก็เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดชาติในหลายคณะ ก่อนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านไม่น่าจะเขียนคำนี้เลยครับ เพราะว่าเราต้องเคารพให้เกียรติ ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระหว่างกัน ท่านประธานครับ เกี่ยวพันอยู่ครับ และในขณะเดียวกัน ในตอนท้ายท่านก็บอกว่าต้องห้าม ก็อาจจะเปิดช่องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็น สส. ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนผมเห็นด้วยครับ จำเป็นต้องตัด ข้อสังเกต ข้อ ๘ ออกไปครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ เท่ากับว่าการตัดคำว่า ปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง ในมาตรา ๕๐/๕ นั้น คำถามที่สำคัญที่สุดที่ผมเองอยากได้ยินว่า เหตุและผลที่ท่านตัดคำนี้ออกในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการนั้นเป็นเพราะเหตุใด🔗
และในท้ายที่สุดครับ การตัดคำนี้จะมีหลักประกันใช่หรือไม่ว่าต่อไป เมื่อมีกองทุนนี้ มีการจัดสรรเงินอุดหนุนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ก็จะไม่มีการใช้ ประเด็นการแทรกแซงทางการเมืองเข้าไปขอใช้งบประมาณอยู่ดีนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็น ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน แล้วผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง อย่างน้อยที่สุด กรรมาธิการต้องสร้างหลักประกัน สร้างความมั่นใจ และบอกกับสถาบันอุดมศึกษาที่จะมี การรับเงินจัดสรรอุดหนุนในอนาคตว่า ประเด็นเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองต้อง ไม่เกิดขึ้นกับการใช้เงินกองทุนนี้ ซึ่งในท้ายที่สุดก็ล้วนเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนที่ต้อง เข้าไปอุดหนุนครับ ขอบพระคุณครับ เป็นคำถามที่ถามต่อทางกรรมาธิการครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวท่านประธานจดไว้ก่อนนะครับ จดไว้ก่อน ยังเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ เชิญท่านเอกราช อุดมอำนวย แล้วก็ตามด้วยท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านวรวัจน์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจาก พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สำหรับมาตรา ๕๐/๕ ที่กรรมาธิการขอแก้ไขนั้น ผมก็มีประเด็นที่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกลองพิจารณาดูนะครับ เรื่องของการบัญญัติถ้อยคำ เรื่องของการทำคำรับรองในเรื่องของการรับเงินในการพัฒนาการอุดมศึกษา ระหว่างปลัด โดยคำรับรองดังกล่าวนี้จะต้องกำหนดผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัด ท่านประธานครับ ในร่าง พระราชบัญญัติที่แก้ไขนี้นะครับ ประกอบไปด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับนะครับ ๒ ฉบับอย่างน้อย ก็คือ พ.ร.บ. บริหารทุนหมุนเวียน รวมถึงเรื่องของ พ.ร.บ. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียนสำหรับพัฒนาเอกชน และมาใช้การจัดสรร เงินทุนตามตัวร่างพระราชบัญญัตินี้และกำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นมาใหม่ โดยมีมาตราท้าย ๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้ลงรายละเอียดในการอภิปราย แต่อย่างนี้ครับท่านประธาน ก็คือว่าเรื่องของ ตัวชี้วัดและนโยบาย ด้วยสภานโยบายการอุดมศึกษานี่นะครับ ซึ่งส่วนของสภานโยบาย โครงสร้างต่าง ๆ ก็เป็นไปด้วย มีทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังอยู่ในสภานโยบาย การอุดมศึกษาเลย เพราะฉะนั้นก็จะมีระเบียบและยุทธศาสตร์ นโยบายต่าง ๆ ในการทำ คำรับรองในการขอเงินอุดหนุน ซึ่งก็เป็นห่วงในเรื่องของการคล่องตัวและความโปร่งใส ตามที่กฎหมายเขียนไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะว่ากว่าเรื่องจากสภานโยบาย จากการ ประเมินตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ แล้วก็นำเสนอ และตัวที่มันอ่านแล้วงงมากเลย โดยเฉพาะ เรื่องของการไม่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวม โอเค กฎหมายเขียนไว้ก็ดี นะครับ เป็นการป้องกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติไม่มีรายละเอียดเลยครับว่า การดำเนินการตาม วรรคหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการจัดสรรเงินกองทุนและการทำคำรับรองนี่ รายละเอียดของความ คล่องตัว โปร่งใสนี่เป็นไปตามหลักเกณฑ์อะไร เป็นไปตามวิธีการส่วนไหน ซึ่งจริง ๆ เสียดาย นะครับ ก็คือมันน่าจะมีรายละเอียดว่าการดำเนินการตามวรรคหนึ่งนี่นะครับ ที่จะคล่องตัว โปร่งใสนี่จะต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง อันนี้ไม่มีนิติวิธีที่ใส่ลงไป แต่อย่างไรก็ดีครับ เขาก็ยังตัด เรื่องของการปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ก็เป็นทั้งบวกและลบนะครับ เพราะจริง ๆ นโยบายทางการศึกษานี่นะครับ แน่นอนว่าเราเป็นผู้แทนราษฎร เราใช้ระบบ เรื่องของการเป็นตัวแทนเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ก็มีความรับผิดรับชอบ แต่ว่าปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองนี่ อันนี้ถูกนิยามและถูกตีความในรูปแบบว่า คน ๆ นั้นมองเรื่องนี้อย่างไร ถ้านักวิชาการก็อาจจะมองว่าไม่อยากให้การเมืองเข้ามา เกี่ยวข้องนะครับ แต่มีคำถามเข้าไปกว่านั้นว่ารายละเอียดและวิธีการคำว่า แทรกแซง นี่อย่างไรครับ เพราะว่าสภานโยบายก็มาจากรัฐมนตรีซึ่งมาจากสภาแห่งนี้ทั้งหมด นโยบายต่าง ๆ ขับเคลื่อนนี่นะครับ ก็ต้องเป็นไปตามกรอบที่ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร🔗
นอกจากนี้เรื่องของคณะกรรมการบริหารกองทุนบอกว่าจะติดตามผลสัมฤทธิ์ และรับรองการประเมินผลการปฏิบัติให้รัฐมนตรีทราบ ซึ่งแม้ว่าร่างอันนี้เป็น ร่างเดิม กรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนะครับ แต่ว่าผมท้วงติงไว้นิดหนึ่งว่าโดยปกติแล้วนะครับ การรายงานผลการปฏิบัติงานนอกจาก ครม. นี้ เขาก็จะรายงานที่สภาด้วยนะครับ โดยภาพรวม แต่ว่าผมดูไว ๆ นี้ไม่แน่ใจว่าพอเวลาไปยุบกฎหมายเก่าตามมาตรา ๗ ที่ไปยุบ กองทุนนี้ แล้วการรายงานนี้ยังมีไหม หรือรายงานผลการปฏิบัติงานเฉพาะทุนหมุนเวียน ที่เข้ามาสู่การรายงานของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น🔗
ในอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของการให้คณะกรรมการบริหารกองทุน รายงานตามผลตามวรรคสาม แล้วก็ตามมาตรา ๒๒ (๓) ประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในการเขียนแบบนี้ถึงเวลาในการบริหารกองทุนก็ต้องตั้งคำของบประมาณ ที่สำหรับทำการติดตามไว้อีกนะครับ หรือว่าจะเป็นภาระกับงบประมาณในการติดตาม ตรงนี้ไหมนะครับ ตรงนี้ก็ไม่แน่ใจในรายละเอียด แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของการติดตามและ การประเมินผลก็เป็นสิ่งที่ดีเพื่อจะได้สะท้อนไป แต่ว่ามันก็วนกลับมาว่า สุดท้ายในการขอ คำรับรองและเงื่อนไขระหว่างการวัดผลสัมฤทธิ์ออกโดยสภานโยบายการศึกษา ซึ่งโอ้โห แบบอยู่อีกชั้นหนึ่งเลยดังนั้น ก็ไม่แน่ใจ Process ที่จะส่งเข้ามานะครับ แต่สุดท้ายผมก็ยังคิดว่า การที่กรรมาธิการตัดคำว่า และปราศจากแทรกแซงทางการเมือง ก็หวังว่าจะเป็น ผลประโยชน์ที่จะถูกกำหนดเอาไว้โดยฝ่ายนโยบาย อย่างคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
(รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง) ขอบคุณมากครับ ต่อไปมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขออภิปราย เชิญท่านวรวัจน์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ ในฐานะของกรรมาธิการ ผมต้องขออนุญาตเรียนและปรึกษาท่านประธานด้วย คือส่วนนี้คือส่วนที่เรากำลังงงกันอยู่ว่าต้องดำเนินการอย่างไร มันมีข้อความไปปรากฏ อยู่ในข้อสังเกตครับท่านประธาน ซึ่งเดี๋ยวพอถ้าเราลงมติ เราจะเห็นว่ามันจะไปเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตเท่านั้นเอง🔗
อันที่ ๑ ก็คือในข้อสังเกตใน (๗) ท่านประธาน (๗) ไปเขียนว่าในระยะเริ่มแรก ให้สำนักงบประมาณควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน เป็นทุนประเดิม ในการดำเนินการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์กองทุนในจำนวนที่ไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามกรรมาธิการที่เข้าประชุมด้วยกัน พยายามไล่ถามดูก็ไม่ได้พูดประเด็นนี้ในกรรมาธิการ และจริง ๆ แล้วการจัดสรรงบประมาณ มันเป็นเรื่องของความจำเป็นที่ต้องไปชี้แจง แต่ไม่ควรไปตั้งเป็นข้อสังเกตอยู่ในตรงนี้ครับว่า ตั้ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เคยได้คุย อันนี้ ผมเข้าประชุมกันก็ไม่เคยได้พูดคำนี้เลย เพราะฉะนั้นผมไม่ทราบเหมือนกันครับตรงนี้ จะตัดออกได้ไหมว่า ไปตั้งข้อสังเกตให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณให้ถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่ควรนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือข้อ (๘) อันนี้อันตรายครับ อันตรายตรงไหนครับ หลักการ ให้ของกองทุนนี้นะครับ แล้วก็บอกว่าหากกำหนดเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหาร กองทุน โดยให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านก็เป็นการดี ผมว่าประเด็นนี้ได้พูดคุยกันแล้วในกรรมาธิการนะครับว่า มีไม่ได้ เพราะว่ามันไปขัดต่อมาตรา ๑๘๕ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ เขียนอย่างไรครับ เขียนบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะ หรือตำแหน่ง การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการ ก้าวก่าย หรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม เขาไม่ให้ สส. เข้าไปยุ่งครับ แต่เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกพูดถึงว่าห้ามไม่ให้ ฝ่ายการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้อง ตรงนั้นเป็นประเด็นของการเมืองที่เป็นกรรมาธิการ การเมืองที่เป็น รัฐมนตรีอย่างนี้ต้องยุ่งได้ครับ ไม่อย่างนั้นเราพิจารณางบประมาณไม่ได้เลยถึงต้องตัด ข้อความนั้นออก แต่การที่ไปเขียนอยู่ในข้อสังเกตบอกว่า ควรต้องมีกรรมการมาจาก สส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล อันนี้ผมเห็นว่าตรงนี้เราก็พูดคุยกัน ในกรรมาธิการแล้วว่าตรงนี้ทำไม่ได้ เพราะไปขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ ทีนี้ผมไม่ทราบ ท่านประธานในข้อสังเกตตรงนี้เราจะเอาออกได้อย่างไร เพราะมันไปอยู่ในข้อสังเกต และในขั้นตอนการพิจารณา เดี๋ยวพอถึงเวลาเราโหวตกันเรียบร้อยแล้ว ก็ไปมีข้อสังเกต เพียงเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ในตรงนี้เนื่องจากเราพูดแล้วแต่ข้อสังเกตมันไม่ได้ออกมาตามที่ เราอภิปรายกัน ตรงนี้ต้องทำอย่างไรครับ🔗
ครับ เดี๋ยวให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ชี้แจงนะครับ เชิญท่านศุภชัย🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมชี้แจง เฉพาะข้อสังเกตก่อนนะครับ เรื่องอื่นเดี๋ยวจะกราบเรียนตามลำดับ คือ เรื่องข้อสังเกต ข้อ ๘ เมื่อสักครู่ก่อนเข้าที่ประชุมแห่งนี้ เราได้มีการประชุมกัน แล้วก็เห็นพ้องอย่างที่ ท่านกรรมาธิการวรวัจน์ว่านะครับว่าเราจะตัด เพราะมันเป็นถ้อยคำ พอดีท่านไม่ได้ เข้าประชุม แต่เราได้ตัดข้อความของข้อ ๘ ไปทั้งหมดแล้ว ซึ่งก็เป็นแนวที่ จริง ๆ ก็ต้องเรียนยกว่า ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านเป็นวิปฝ่ายค้านแล้วก็ได้ตั้งข้อสังเกตมา เราก็ได้พิจารณาก็เห็น พ้องต้องกัน แล้วเราก็ได้มีการประชุม เพราะฉะนั้นข้อ ๘ ไม่มีแล้วครับ ข้อ ๘ ตัดไปเรียบร้อย แล้วครับ เพราะฉะนั้นไม่มีผู้ใดที่จะทำผิดรัฐธรรมนูญตามข้อ ๘ แล้วครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านวรวัจน์🔗
ท่านประธานครับ ข้อ ๗ ที่ไม่ได้ คุยกันในกรรมาธิการ ตอนประชุมกันไม่มีเรื่องนี้เลย แล้วผมคิดว่าจริง ๆ ไม่สมควรไปเขียนไว้ ตรงนี้เลยครับว่า สภามีความเห็นว่า ให้สำนักงบประมาณไปตั้งงบประมาณไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่ามันควรจะเป็นเรื่องของกระบวนการจัดการงบประมาณมากกว่า ก็ขอว่าตัดออกไปได้ไหมครับ ให้เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นของสำนักงบประมาณ เป็นของ ผู้พิจารณางบประมาณ ดูตามความจำเป็น แต่ไม่ควรเป็นความเห็นของกรรมาธิการ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ แบบนี้นะครับ ตามข้อบังคับนี้ จริง ๆ ข้อสังเกตเราอภิปรายไม่ได้ เราเพียงแต่ลงมติเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้น แต่ว่าขณะนี้กำลังอภิปรายอยู่ในมาตรา ๕๐/๕ ซึ่งท่านก็คาบเกี่ยวไปถึงข้อสังเกตนิดหน่อยก็อนุโลมกัน แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นตามข้อบังคับ ไม่อนุญาตให้อภิปรายในข้อสังเกต อย่างไรก็ดี ท่านศุภชัยมีข้อชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจงประเด็น ข้อ ๗ คือฟังดูเสมือนว่ากรรมาธิการเขียนเอาเอง ผมนั่งเป็น ประธานในที่ประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยความเคารพบางทีท่านวรวัจน์ ท่านก็ติดภาระอื่น ท่านไม่ได้นั่งอยู่ตลอดเวลา แต่ยืนยันครับว่ามีกรรมาธิการท่านอื่นได้เสนอในเรื่อง ข้อ ๗ ผมเรียนต่อท่านประธานว่า ในการนั่งเป็นประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการนี้เป็นกรรมาธิการ ที่ประกอบไปด้วยผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์ทางด้านการอุดมศึกษามากเพราะฉะนั้น ความรู้อันหลั่งไหลมาจากท่าน บางทีก็จะขอแก้ในร่างพระราชบัญญัติ แต่เราก็เห็นว่า ไม่สมควรแก้ คงไว้ตามร่างเดิม ท่านก็ขอว่าถ้าอย่างนั้นจะขอมาเป็นข้อสังเกตได้ไหม ผมเองก็ ทำงานลักษณะประนีประนอมกับ Guru ทั้งหลาย ก็เลยเป็นที่มาว่าบางข้อก็มาเป็นตรงนี้ครับ แต่ทั้งหมดก็ต้องเรียนว่า ต่อไปจะเป็นกี่หมื่นล้านบาทก็ตาม ก็เป็นคำแนะนำจาก ฝ่ายนิติบัญญัติที่แนะนำฝ่ายบริหารไป ส่วนบริหารจะเอาข้อไหนมาทำ ไม่เอาข้อไหน ก็เป็นเรื่องอำนาจสิทธิขาดของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชี้แจงเผื่อจะมีพี่น้องประชาชน ฟังอยู่ทางบ้านก็จะทราบว่า การทำงานของกรรมาธิการไม่ได้ทำกันโดยพลการ ไม่ได้คิดเขียน กันเองนะครับ ก็ต้องเรียนให้ทำความเข้าใจ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ก็เป็นความเห็นของกรรมาธิการ ซึ่งเห็นต่างกันนะครับ แต่จริง ๆ อย่างที่ผมได้เรียนไปแต่แรกว่า ข้อสังเกตมันอภิปรายไม่ได้ อย่างไรก็ดีท่านมีสิทธิในการที่จะลงมติในข้อสังเกต หากไม่เห็นด้วย ก็ลงมติไม่เห็นด้วยในข้อสังเกตนะครับ มีผู้อภิปรายท่านอื่นไหมครับ ในมาตรา ๕๐/๕ นะครับ ข้อสังเกตไม่เอาแล้วนะครับ ท่านวรวัจน์ครับ ถ้าในประเด็น ๕๐/๕ ดีกว่าครับ🔗
ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตว่า บางทีต้องพูดถึงเพราะมันไปเกี่ยวพันตรงนี้ด้วย คืออย่างนี้เวลาเราไปมองกองทุนวิจัย ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนวิจัยเป็นการออกกฎหมายร่วมงบประมาณ วิจัยของทุกหน่วยงานในประเทศเอาไว้ที่กองทุนกองเดียว เพราะฉะนั้นฐานของการตั้ง งบประมาณพอมีว่างบที่ไปอยู่กรมวิชาการเกษตร งบที่ไปอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือไปอยู่ที่กระทรวงใด ๆ ก็ตาม สามารถมาขอใช้งบประมาณวิจัยที่อยู่กองทุนวิจัยที่อยู่ กระทรวง อว. ได้ อันนั้นพอฟังได้ว่าตั้งมา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะไปรวบเอามาทั้งหมด ไว้ที่เดียว แต่พอเป็นกองทุนอุดมศึกษาซึ่งไม่ได้มีฐานอย่างนั้น แล้วก็บอกว่าให้ตั้งเพื่อ เทียบเคียงกับกองทุนวิจัยตรงนี้คนละฐานแล้ว ที่มาก็คนละตัวกัน แล้วก็ต้องเรียนผมก็ไม่ เข้าใจเหมือนกันว่าพวกผมไปตกสำรวจในห้องคณะกรรมาธิการตรงไหน เพราะว่าเข้าประชุม กันตลอด แต่ว่าไปกำหนดให้ไปตั้งโดยใช้ฐานจากกองทุนวิจัย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่า มันไม่ควรเขียนแล้ว แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะออกอย่างไร แต่เพิ่งมาเห็นว่ามันมีการเขียนขึ้นมา แต่ไม่ควรครับ เพราะว่าฐานที่มาก็ไม่ตรงกัน ผมก็ถามท่านเทอดชาติ ถามคุณหมอเชิดชัยครับ ก็ไม่มีใครเคยได้ยินว่าเราพูดเรื่องนี้กันในคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นจะเป็นไปไม่ได้ครับว่า พรรคผมตกขบวนกันหมดเลยมันไม่น่าใช่ ผมไม่ทราบไปปรากฏตอนไหน แล้วก็ไปชี้แจงบอก ว่าบังเอิญผมคงไม่นั่งตลอด เสียหายมากเลยอย่างนี้ แต่ผมไม่เห็นจริง ๆ อันนี้ต้องเรียนว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเกิดออกไปอย่างนี้พวกผมก็ต้องไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตนะครับ แล้วมัน จะเสียหายเพราะว่าบางข้อควรจะมี บางข้อก็ไม่ควรจะมี แต่ถ้าจะมาดันไปโดยที่ไปตั้ง ข้อสังเกตว่าต้องตั้ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มีฐานไม่เหมือนกัน อันนั้นคือเอางบวิจัยทั้งประเทศ มาตั้งกองทุนวิจัยพอฟังได้ครับ แต่งบอุดมศึกษาฯ มันไม่เกี่ยวเลยเป็นของกระทรวงเดียว แต่เขียนอย่างนี้ ผมเห็นว่ามันไม่สมควรเขียนครับ เลยไม่ทราบจะออกอย่างไร ท่านประธาน ช่วยหาทางออกให้หน่อย ขอบคุณครับ🔗
อย่างนี้นะครับท่านวรวัจน์ครับ ก็เป็นมติของคณะกรรมาธิการมาแล้ว ซึ่งรายงานการประชุม ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเรา เป็นมติของคณะกรรมาธิการเรียบร้อยถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อในกรรมาธิการท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ท่านก็พูดคุยกัน ในกรรมาธิการมาเสร็จสรรพเรียบร้อยก่อนที่จะมาเสนอ ทีนี้ขั้นตอนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวข้อสังเกต จริง ๆ ผมไม่สามารถที่จะอนุญาตให้อภิปรายในข้อสังเกตได้ แต่ว่าเพื่อความ อะลุ่มอล่วยกันก็ได้อนุญาตให้ไป ๒-๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นทางออกทางเดียวก็คือว่า เดี๋ยวถึง เวลาลงมติในข้อสังเกตท่านก็ตัดสินใจว่าท่านจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยท่านก็กดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย นะครับ หรืออีกทางหนึ่ง ท่านก็ไปคุยกันในกรรมาธิการ ถ้าจะตัดข้อ ๗ ออก ก็เป็นมติของกรรมาธิการ ถ้าจะตัดออก ก็เชิญครับ มีท่านสมาชิกท่านใดจะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ ไม่มีนะครับ เมื่อไม่มีท่านใด อภิปรายแล้ว ในมาตรา ๕๐/๕ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไขก็ต้องลงมติ ก่อนจะลงมติ ผมขอถือโอกาสตรงนี้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับ เมื่อสักครูที่ท่านประธาน ตั้งประเด็นว่า หากจะมีการแก้ไขก็ให้กรรมาธิการไปคุยกันเอง อยากจะฟังคำชัดเจนครับ เพื่อการบริหารจัดการการเตรียมเพื่อนสมาชิกในการลงมติครับว่า ทางกรรมาธิการยืนยันว่า จะไม่มีการกลับไปคุยแล้วใช่ไหมครับ พวกผมก็จะได้วางเรื่องการลงมติเป็นระยะ ซึ่งพวกผม ก็จะได้เดินหน้าแบบนั้นครับท่านประธาน🔗
เสียงข้างมากว่าอย่างไรครับ เชิญท่านศุภชัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ เราได้มีการพิจารณาเฉพาะข้อ ๘ ครับ ข้ออื่น ๆ เราเห็นชอบไปแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่มีการประชุมนะครับ เชิญทุกท่านลงมติกันจนแล้วเสร็จ ก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๔๔๐ แสดงตนครับ🔗
๔๔๐ แสดงตนครับ เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องอาหารเชิญลงมตินะครับ🔗
ท่านประธานคะ ๑๖๙ แสดงตนค่ะ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๔ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิลงคะแนนในมาตรา ๕๐/๕ มีการแก้ไข ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขของกรรมาธิการให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรงดออกเสียงกรุณา กดปุ่ม งดออกเสียงครับ เชิญใช้สิทธิกันได้เลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
ใช้สิทธิกันเรียบร้อยนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๘๘ บวก ๑ เป็น ๓๘๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๗ บวก ๑ เป็น ๓๘๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย มาตราถัดไป ๕๐/๖ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๕๐/๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรานี้มีการแก้ไขและกรรมาธิการขอสงวนความเห็นไว้นะครับ ท่านวรวัจน์ท่านจะใช้สิทธิ อภิปรายหรือไม่ครับ ใช้สิทธินะครับ ระหว่างรอท่านวรวัจน์นะครับ เดี๋ยวหลังจากท่านวรวัจน์ แล้วก็จะมีท่านเอกราช อุดมอำนวย ท่านเตรียมตัวนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ เช่นกันครับท่านประธานครับ ใน (๑) มาตรา ๕๐/๖ จะเขียนบอกว่าประธานกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ ไปเขียนคำว่าอย่างสูงครับ อย่างสูงในด้านการ อุดมศึกษา พอไปเขียนล็อกไว้อย่างสูง ผมถามว่าเวลาแต่งตั้งผมเคยพบประสบการณ์นี้ในการ บริหารตอนอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็คือมันถูกล็อก เหลือคนไม่กี่คนที่แต่งตั้งได้ ยิ่งถ้าบอกว่าอย่างสูงครับ ลองให้คำจำกัดความอย่างสูงหมายถึงใครบ้าง ปลัดกระทรวง อธิการบดีในด้านอุดมศึกษามีกี่คนที่จะแต่งตั้งได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการขีดข้อจำกัดให้คน กลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ในการที่จะแต่งตั้งว่ามีโอกาสที่จะไปดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ เพราะฉะนั้นผมเองเห็นว่าควรจะตัดคำว่าอย่างสูงออกครับ แล้วก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของ ผู้บริหารว่า ใครมีความเหมาะสมที่สุดที่จะมาบริหารเม็ดเงินก้อนนี้ ไม่ควรจะไปปิดกั้นครับ ในกฎหมายฉบับนี้มีหลายจุดที่ปิดกั้นเพื่อบางกลุ่ม แล้วตอนนี้ก็จะเหลือบางคน แล้วก็มีการ ตั้งเป็นข้อสังเกตจะต้องได้อีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นการเขียนงบประมาณที่ผมเห็นว่า ไม่เหมาะสมในการเขียนแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้เปิดกว้างครับ ไม่อยากไปให้ปิดกั้นว่า แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ก็พอแล้วนะครับ ขอตัดคำว่าอย่างสูงออก เพราะอย่างสูงในด้านการอุดมศึกษาด้วยนะครับ ซึ่งมันจะเหลือคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง ซึ่งผมว่าถ้าท่านจะผ่านท่านก็ต้องตอบให้ได้ว่าอย่างสูงมันหมายถึงใครบ้างที่อยู่ในตรงนี้ หมายถึงระดับใดบ้าง ด้านการอุดมศึกษาเหลือกี่คนที่มาอยู่ตรงนี้และต้องการเงินตั้ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มาบริหารเลือกคนบางคน ถึงวันหนึ่งฝ่ายบริหารเอง คณะรัฐมนตรีเอง แม้แต่รัฐมนตรีเอง จะไปคัดสรรคนที่เห็นว่ามีประสบการณ์ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา ที่ตรงกับในแต่ละสาขาตามทรัพยากรธรรมชาติ ตามอะไร เราตั้งไม่ได้เลย เพราะท่านไปติดคำ ว่าอย่างสูง แล้วก็ไม่มีข้อจำกัดความด้วยนะครับว่า คำว่าอย่างสูงของท่านนี้หมายถึง ระดับใดบ้าง กว้างแค่ไหนก็ไม่มีครับ เป็นการใช้ดุลพินิจเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้เองครับ ก็อยากให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ลงมตินะครับ ถ้าเห็นด้วยว่าไม่ควรปิดกั้น ตัดออกเถอะครับ เปิดกว้างเอาไว้ผมว่าเป็นประโยชน์มากกว่าที่ไปจำกัดแล้วทำให้มี ข้อสงสัยนะครับ ซึ่งมันก็เคยเกิดขึ้นแล้วในการบริหารจัดการในหน่วยงานนี้ในช่วงที่ผ่านมา ถึงได้ขออนุญาตแปรญัตติว่า ถ้าจะเปิดกว้างไว้จะเป็นการดีกว่า ขอตัดคำว่า อย่างสูง ออกครับ ให้เหลือแต่เป็นแค่ว่า ประธานกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านการอบรมศึกษาครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปมีกรรมาธิการได้ขอสงวนความเห็นไว้อีกท่านหนึ่งนะครับ คือท่าน รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ท่านยังติดใจไหมครับ ท่านอภิปรายไหมครับ เชิญท่าน สุรวาทครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นเพื่อแก้ไขมาตรา ๕๐/ ๖ (๔) ที่เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุน ท่านประธานครับ เรียนอย่างนี้นะครับว่า การที่มีคณะกรรมการบริหารกองทุนนี่ ก็คือเป็นการอาศัยหลัก ประชาธิปไตย หลักการมีส่วนร่วม หลักธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นแล้วเราจะเห็นว่า (๑) (๒) (๓) นี้กระผมไม่ได้ติดใจแต่อย่างไรนะครับ แต่ (๔) นี่นะครับจะเห็นว่า ในร่างนี้ กำหนดให้มีผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีผู้แทนจากสถาบันเอกชน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ ประเภทละ ๑ คน ผมเองเห็นว่าเรามีมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็น มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ๘๐ กว่าแห่ง รับผิดชอบ จัดการอุดมศึกษามากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีผู้เรียน มีคณาจารย์ มีอะไรต่ออะไร ความรับผิดชอบต่อการดำเนินการอุดมศึกษานี่มากที่สุด แต่ไม่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ คณะกรรมการกองทุนที่จะพิจารณาเงินอาจจะถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ำ ตามข้อสังเกตนะครับ นั่นก็คือจะเห็นว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงแท้ ๆ นะครับ ไม่ได้มีส่วนร่วมตรงนี้ การที่ผู้แทนที่มาอยู่ตรงนี้จะทำหน้าที่ ยึดโยง ก็เหมือนพวกเราเป็นผู้แทนราษฎรถ้ามาจากเขตเลือกตั้งใด ก็จะเป็นปากเป็นเสียง เป็นผู้ที่รับรู้สภาพปัญหาปัจจุบันของสถาบันที่ตัวเองเป็นผู้แทนนะครับ แต่ตอนนี้ไม่มี ท่านกรรมาธิการบางท่านที่เป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ได้อธิบายว่า เนื่องจากว่ามี (๓) คือ ผู้แทนที่มาจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานแล้ว ซึ่งน่าจะมาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อไปดูในคณะกรรมการเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ที่เคยเป็น อธิการบดี เป็นผู้เคยเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย คำว่า ผู้เคย ก็คือออกไปแล้วไม่ได้อยู่ ในสถาบัน และการที่ท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้แทนของคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือผู้แทน ของคณะกรรมการมาตรฐานมาอยู่ในคณะกรรมการบริหารกองทุนนี้ ทั้ง ๒ ท่านนั้นก็จะต้อง ดำรงตนให้เป็นกลางนะครับ มีการอธิบายว่าคณะกรรมการ ๒ ชุดนี้ดูแลมหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม แล้วไม่ให้มีผู้แทนจากสถาบันของรัฐ ในขณะที่ให้มีผู้แทนของสถาบันของรัฐที่ไม่สังกัด อว. อย่างเช่นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ อย่างนี้เป็นต้น ที่สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา แล้วก็ผู้แทนจากสถาบันเอกชน เพราะฉะนั้นแล้วผมเห็นว่า ถ้าไม่มีนี้ข้อมูลข่าวสาร หรืออะไรทั้งหลาย คณะกรรมการที่มาไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในการปฏิบัติการอยู่ เป็นผู้เคยหรือ เป็นอดีต แล้วท่านก็ดำรงความเป็นกลาง แล้วใครที่จะยึดโยง ที่จะแจ้งข้อมูลข่าวสารให้กับ สถาบันของรัฐที่เป็นส่วนราชการ และ ม. ในกำกับ ใครที่มาเป็นตัวแทนก็ย่อมที่จะรักษาสิทธิ ผลประโยชน์ของกลุ่มนั้น ถ้าขาดไปแล้วก็จะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันของสถาบันอุดมศึกษา บางกลุ่ม และเรียนอย่างนี้ครับว่า เราเห็นคณะกรรมการในหลายองค์กรที่ไม่ครอบคลุม ผู้มีส่วนได้เสียมักจะถูกคัดค้าน มักจะถูกโต้แย้งอยู่ตลอดเวลา การที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งหมดได้มีส่วนมาเป็นเจ้าของในการคิด ในการกำหนดอะไรต่าง ๆ แบ่งสันปันส่วน ก็ย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือศรัทธาของคณะกรรมการนี้ แล้วก็จะนำไปสู่ความเป็นธรรม โปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้ ผมจึงสงวนความเห็นว่าควรเพิ่มคณะกรรมการบริหารกองทุนนี้ ขึ้นอีกเพียง ๒ คน คือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ซึ่งมีอยู่เกือบ ๖๐ แห่ง แล้วก็สถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในกำกับของรัฐ ประมาณ ๒๐ กว่าแห่งนะครับ ประเภทละ ๑ คนขึ้นมาเท่านั้นเองนะครับ ก็จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ การตัดสินใจ อะไรต่าง ๆ เป็นไปด้วยความรอบคอบ โอบรับคนทุกกลุ่ม สถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มได้ อย่างเท่าเทียมกันครับ ก็ขอฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านได้พิจารณาว่า ถ้าจะลงมติตามเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้ววันนั้นที่พิจารณามาตรานี้ในคณะกรรมาธิการ มีการโหวตอะไรต่าง ๆ ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงนะครับ แล้วผมก็วิ่งขึ้นไปแล้วก็ไปทักท้วงมาตรานี้ ก็บอกว่าได้พิจารณาผ่านไปแล้ว ก็เอาไว้อภิปรายในสภาแล้วก็โหวตในสภา ซึ่งกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน ก็เห็นด้วย แต่ว่ามันผ่านไปแล้วในชั้นของท่านกรรมาธิการในวันนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอได้โปรดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรถึงจะโอบรับ แล้วก็ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งหมดมาเป็นคณะกรรมการบริหารกองทุนครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ หมดผู้สงวนความเห็นไว้แล้วนะครับ ก็จะเป็นสมาชิกที่ขออภิปราย ในมาตราที่มีการแก้ไข มีท่านเดียวนะครับท่านเอกราช อุดมอำนวย มาตรานี้มีการแก้ไขใน (๕) วรรคสองเท่านั้นนะครับ ท่านเอกราชอภิปรายในส่วนที่มีการแก้ไขเท่านั้นนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ ในวรรคสองที่มีการเพิ่มมาว่า ให้เป็นกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเชิงเทคนิคที่ว่า เวลาผู้ที่มาอ่านแล้วเดี๋ยวพออ่านแล้วก็จะไม่เข้าใจว่า ให้รองปลัดกระทรวง กระทรวงไหนล่ะ เดี๋ยวก็มีการเถียงหรือการตีความขึ้นมาอีก ดังนั้นก็จึงมีการเพิ่มขึ้นไป ซึ่งก็เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการที่มีการเพิ่มเติมคำว่า การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้าไป แต่ว่าแบบนี้ครับท่านประธานก็คือว่า ในส่วนของ พ.ร.บ. ทุนหมุนเวียน เขาก็จะมี ๒ ส่วน ก็คือทุนที่เป็นนิติบุคคลกับทุนที่ไม่เป็นนิติบุคคล ซึ่งโครงสร้างที่เป็นกรรมการบริหารกองทุน แน่นอนว่า เขาให้ผู้บริหารระดับสูงอย่างรองปลัดหรือปลัดกระทรวงเป็นคนทำหน้าที่ แล้วก็มีการกำหนดให้ผู้บริหารระดับสูงเป็นเลขานุการของคณะกรรมการในการพิจารณาต่าง ๆ แต่ว่า มีบัญญัติในเรื่องของวรรคท้ายที่บอกว่า ห้ามมิให้กรรมการสภา ผู้บริหาร และบุคลากรเป็นท่านประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๕) ตรงนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุใดเป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าก็อาจจะเป็นเพราะว่าใน (๕) เขาบอกไว้ว่า กรรมการ ๗ คน ซึ่ง ครม. นี้มาจากผู้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ ระบุด้านลงไปแล้ว ก็คือด้านการคลัง เศรษฐกิจ ลงทุน กฎหมายหรือด้านอื่น ๆ ก็กลัวว่าจะไปซ้ำกับผู้ทรงที่อาจจะมาตามวงเล็บ ๑ ต่าง ๆ ตรงนี้ก็ ไม่ได้ติดใจก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่จะไประบุว่า ให้มีความชัดเจนมากขึ้น คิดว่าน่าจะมี ความชัดเจนมากขึ้น ฝากไปถึงร่างต่าง ๆ ของคณะรัฐมนตรีที่มาด้วย อันนี้ส่วนหนึ่งก็คือว่า อาจจะไม่ได้ตรวจเพิ่มเติมให้รอบคอบก็ต้องมาปรับกันในชั้นกรรมาธิการ เพื่อความชัดเจน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านกรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ศุภชัย กรรมาธิการครับ ขออนุญาตตอบคำถามของท่านวรวัจน์ว่า ในการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์อย่างสูงในด้านการอุดมศึกษา ก็จะขอเรียนว่า จริง ๆ ในเรื่องของกองทุนอุดมศึกษานั้นมีความสำคัญอย่างที่เรียนตั้งแต่ต้นว่า เป็นทางด้าน การพัฒนากำลังคนทักษะสูง แล้วก็การสร้างความเป็นเลิศ ถ้าเราระบุในเรื่องของความรู้และ ประสบการณ์ด้านการอุดมศึกษาเฉย ๆ มันก็มีได้หลายมิติ อาจจะความรู้และประสบการณ์ ในการเป็นนักวิชาการ ความรู้ประสบการณ์การเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัย แต่อาจจะไม่มี ในมิติอื่นของการบริหารการอุดมศึกษา อาจจะไม่เคยบริหารในระดับคณะเลย หรือระดับมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นในการกำหนดว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ และประสบการณ์อย่างสูงในด้านการอุดมศึกษา เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่จะมา เป็นประธานกรรมาธิการจะต้องมีความรู้ ประสบการณ์ในหลากหลายมิติของการจัดการ อุดมศึกษา เพราะว่าเรื่องของกองทุนนี้ก็จะเป็นการกำหนดของการพัฒนากำลังคนและ การสร้างความเป็นเลิศตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน🔗
สำหรับที่ท่านอาจารย์สุรวาทได้พูดถึงว่า ทำไมถึงไม่มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัย ในกำกับ และมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับว่า ใน (๓) ผู้แทน คณะกรรมการการอุดมศึกษาและผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา จะถูกเสนอชื่อโดยที่ประชุมอธิการบดี ทั้งที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วก็ มหาวิทยาลัยเอกชน ฉะนั้นในการเป็นผู้แทนคณะกรรมการการอุดมศึกษาและผู้แทนจาก คณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา จึงถือว่าเป็นผู้แทนของกลุ่มมหาวิทยาลัยในทุกกลุ่มอยู่แล้ว ส่วนใน (๔) ที่บอกไม่อยู่ในสังกัดของกระทรวงจำเป็นที่จะต้องมี เนื่องจากว่าในการแต่งตั้ง กกอ. กมอ. หรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาและคณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา ในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่นอกสังกัดกระทรวงนี้ ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ แล้วก็เนื่องจากกองทุนนี้ กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษานี้จะเป็นกองทุนที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน สถาบันอุดมศึกษา ที่อยู่ใน อว. เท่านั้นนะครับ ก็จะอยู่นอก อว. ด้วยนะครับ🔗
อีกเหตุผลประการหนึ่งนะครับ การที่จะมีผู้แทนในกลุ่มมหาวิทยาลัยอยู่ใน คณะกรรมการบริหารกองทุน ก็อาจจะมีประเด็นของการขัดกันซึ่งผลประโยชน์อยู่ด้วยได้ เนื่องจากว่าในการที่มีผู้แทนกลุ่มมหาวิทยาลัยอาจจะมีความคิดเห็น หรือการจัดสรร งบประมาณ หรือการบริหารกองทุนที่อาจจะเป็นไปตามกลุ่มมหาวิทยาลัยมากเกินไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าในข้อนี้ก็เลยจะมีเพียงแต่ผู้แทนของรัฐที่ไม่อยู่ในสังกัดกระทรวง และผู้แทนของสถาบันอุดมศึกษา เพราะว่าผู้แทนอื่นถือว่าอยู่ในคณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษาแล้วครับ🔗
ขอบคุณกรรมาธิการนะครับ ทางกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ ท่านวรวัจน์ยังติดใจนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ที่จริงคำถามผมง่ายมากครับ ตอบหน่อยว่าอย่างสูงนี้หมายถึงระดับใด แต่ไม่ใช่ท่านบอกว่าไม่ให้ความสำคัญเรื่อง การอุดมศึกษา ให้ได้ครับ แต่ช่วยบอกหน่อยว่าท่านไปปิดกั้นคำว่า อย่างสูง นี้หมายถึง ระดับใดบ้าง ตอบง่าย ๆ ครับ เพราะว่าทำไมคนที่มีความชำนาญในการบริหารประเทศ คนที่มีความชำนาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การคลัง หรือการพัฒนาประเทศนี้ เป็นไม่ได้เลยต้องอุดมศึกษา ก็ไม่ว่าหรอกครับส่วนหนึ่ง แต่จะถามเจาะไปว่า ที่กำหนดว่า อย่างสูงนี้หมายถึงระดับใดบ้าง นับไหมครับอธิการบดี นับไหมครับว่าปลัดกระทรวงอื่น มีได้ไหม หรือว่าเก่งมาจากการศึกษาเอกชนได้ไหม หรือว่าอะไร คืออยากฟังตรงนี้ คำว่า อย่างสูง ท่านจะจำกัดไปให้ใคร เพราะต้องเรียนนะครับ จากประสบการณ์ที่เคยบริหารมา ไป โดนคำนี้เลยครับ ถึงเวลามาแต่งตั้งไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านยกร่างขึ้นมานี้ แล้วก็ให้ฝ่ายบริหารเดินตามและให้สภาเดินตามนี้ แต่ไปปิดกั้นเพื่อคนบางกลุ่ม บางคน ผมว่ามันไม่ควรทำครับ เพราะฉะนั้นเราคุยกันในสภาแห่งนี้ครับ บอกหน่อยครับ คำว่า อย่างสูง ท่านนี้ ท่านให้ระดับใดบ้างที่สามารถเป็นได้ ถ้าท่านตอบไม่ได้ เอาคำว่า อย่างสูง ออกเถอะครับ เปิดกว้างไว้ก็ยังดี อย่าปิดกั้นเพื่อคนใดคนหนึ่งครับ🔗
กรรมาธิการเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ในส่วนของอย่างสูงนี้ผมคิดว่าก็จะเป็นดุลยพินิจของ ครม. นะครับ แต่ที่ต้องมีและไม่ได้ เป็นการปิดกั้นเพื่อที่จะบอกว่าจะต้องเป็นในระดับใด อย่างที่ได้เรียนเมื่อตอนต้นนะครับว่า กองทุนนี้จะต้องครอบคลุมทั้งการผลิตกำลังคนและการสร้างความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้น ถ้าความรู้และประสบการณ์ด้านอุดมศึกษาจะต้องมีครอบคลุมในทุกด้านนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านเป็นนักวิชาการเอง ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับทางวิชาการการอุดมศึกษาทั้งปัจจุบัน และในอนาคตนะครับ การสร้างความเป็นเลิศก็หมายถึงการต้องเป็นทั้งนักวิจัยด้วย และในขณะเดียวกันก็ต้องมีมิติอื่น ๆ เช่น การบริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะไม่ได้ หมายความว่าจะต้องเป็นอธิการบดีหรือต้องเป็นอดีตนายกสภา แต่เป็นคำจำกัดความ ที่เปิดกว้างเพื่อที่จะให้ ครม. ได้มีดุลยพินิจนะครับ ก็ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้นแล้วก็ไม่ได้ตั้งว่า จะต้องเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะครับ🔗
ท่านสุรวาทเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กรรมาธิการนะครับ ผมก็ยังยืนยันนะครับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้แทนสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการและของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับมาเป็น คณะกรรมการบริหารกองทุนด้วย จากที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้อธิบายว่า มีคณะกรรมการการอุดมศึกษาและคณะกรรมการมาตรฐานอยู่แล้ว🔗
อันนี้ผมเรียนว่าผู้แทนก็หมายความว่า ต้องหยิบคนใดคนหนึ่งมา ทั้ง ๒ คณะนั้น ถ้าไปหยิบได้ผู้แทนที่มาจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ ก็จะขาดผู้แทนที่มา จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในกำกับอยู่ดี ถ้าเขียนไว้อย่างที่ผมสงวนความเห็น มันจะรับรอง ได้ว่าผู้มีส่วนได้เสียจากทุกสถาบันมาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ และที่สำคัญผมเรียนย้ำว่า การที่เขาเป็นผู้แทนคณะกรรมการการอุดมศึกษาและผู้แทนกรรมการมาตรฐานนั้น มาในนามของบทบาทที่เป็นกลาง ถ้าเป็นกลางก็คือจะต้องดูแลทั้งหมด รวมทั้งเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ไม่สังกัดกระทรวงก็ดูแลอยู่ครับ แต่ท่านก็ยังให้เขามาอีก อันนี้ ผมเรียนว่าเอาผู้แทนนั้นบอกว่าเพื่อมาเป็นผู้แทนของสถาบันของรัฐ ส่วนราชการ และสถาบัน ในกำกับ จึงไม่สามารถแทนค่ากันได้ ผมยังยืนยันว่า ยืนยันตามคำสงวนความเห็นครับ ท่านประธาน🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่หอสมุดรัฐสภาเกาหลี ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมก่อนนะครับว่า เราจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ แล้วจากนั้นก็จะถาม ที่ประชุมต่อว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็น ก็จะถามมติก่อนว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ระหว่างรอผมอนุญาตให้คุณหมอสั้น ๆ เพราะว่าจบไปแล้ว คุณหมอ มาตรา ๕๐/๖ มีการแก้ไขใน (๕) สั้น ๆ นะครับ เพียงการเติมให้เต็มคำว่า การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เท่านั้น คุณหมออภิปรายได้เท่านี้นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดแพร่ ต่อมาตรานี้ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านวรวัจน์ได้ถามคำว่า อย่างสูง หมายความว่าอย่างไร ผมก็พยายามเงี่ยหูฟังกรรมาธิการ เสียงข้างมากตอบ ก็ยังตอบไม่ชัดอยู่ดี🔗
คุณหมอครับ ผมขออนุญาตนะครับ มาตรานี้มีการแก้ไขในส่วนของ (๕) ในวรรคสองเท่านั้น สิ่งที่คุณหมอกำลังจะอภิปราย คุณหมอกำลังจะอภิปรายในคำสงวนความเห็นของท่าน กรรมาธิการ ซึ่งข้อบังคับไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะคุณหมอไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ มาตรานี้ มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นผมไม่สามารถที่จะอนุญาตให้คุณหมออภิปรายได้ ขออภัยนะครับ เชิญท่านสมาชิกครับ🔗
เชิญท่านวรวัจน์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ ในฐานะของกรรมาธิการ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ วันนี้เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ คำถามก็คือว่า คำว่า อย่างสูง หมายถึงใคร ทีนี้ท่านปลัด อว. ในฐานะที่เป็นตัวแทนกรรมาธิการตอบ ยืนยันไหมครับว่าท่านตอบว่า ไม่ปิดกั้น เป็นใครในมหาวิทยาลัยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น อธิการบดี ไม่จำเป็นจะต้องเป็นประธานสภาเท่านั้น หมายความว่าคำว่า อย่างสูง นี่คือท่าน เปิดกว้างใช่ไหมครับ ต้องยืนยันนะครับ เพราะว่าถึงเวลาปฏิบัติจริง ถ้าท่านจะไม่ตัดคำว่า อย่างสูง ออก ก็ต้องจำกัดความให้ชัดครับว่า อย่างสูง ของท่านคืออะไร เพราะที่ท่านตอบมา ท่านไม่ได้ตอบนะครับว่าอย่างสูงเปิดกว้างถึงระดับใด เดี๋ยวพอถึงเวลามาในการพิจารณา ก็จะบอกว่าอย่างสูงก็คือ ในระดับอธิการบดีได้ไหม หรือต้องเป็นปลัดกระทรวงเท่านั้น หรือเฉพาะผู้บริหารในกระทรวงเท่านั้น อันนี้ต้องชัดเจนนะครับ ไม่อย่างนั้นกฎหมายออกไป จะเป็นการเปิดช่องโหว่อย่างมาก ก็ขอให้ตอบให้ชัดครับว่า ตกลงแล้วเปิดกว้างได้แค่ไหนครับ🔗
ท่านวรวัจน์ครับ เมื่อสักครู่นี้ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันแล้วนะครับว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอย่างที่ว่า คือไม่จำเป็นต้องเป็นคณบดี หรืออธิการบดี ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบ แล้วก็บันทึกเอาไว้ในห้องประชุมแล้ว หากในอนาคตมีปัญหาข้างหน้า สามารถเอาบันทึกรายงานการประชุมมาดูเจตนารมณ์ของ กฎหมายได้ ท่านสมาชิกที่อยู่ด้านนอกเชิญเข้ามาลงมตินะครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้แสดงตนทั้งสิ้น ๓๙๖ ท่าน🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไขในมาตรา ๕๐/๖ ก็จะถามท่านสมาชิกว่า ท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าหากว่าเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ นั่นหมายความว่า ให้กลับไปใช้ร่างเดิม ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ผมถาม ๒ ครั้งครับ เชิญท่านสมาชิกครับ คำถามที่ ๑ เห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน ๔๓๔ สุพัชรี เห็น ด้วยค่ะ🔗
เจ้าหน้าที่แสดงผลได้ครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๙ บวก ๒ เป็น ๔๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๕ บวก ๒ เป็น ๓๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมนะครับว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็น ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ครบถ้วนนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วม ประชุมทั้งสิ้น ๓๘๙ บวก ๑ เป็น ๓๙๐ ท่านนะครับ🔗
ท่านสมาชิกเชิญลงมตินะครับ ท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงกรุณา กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ จุลพันธ์ ๐๖๐ เห็นชอบครับ🔗
๐๖๐ เห็นชอบ🔗
ท่านประธานคะ ๔๐๓ เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๓ เห็นชอบนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้ลงมติจำนวนทั้งสิ้น ๔๐๘ บวก ๓ เป็น ๔๑๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๕ บวก ๒ เป็น ๒๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๐ บวก ๑ เป็น ๑๕๑ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๕๐/๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๙ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๐ มีการแก้ไข🔗
ท่านประธานกรรมาธิการเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่กรรมาธิการได้หารือกันแบบไม่เป็นทางการ ประเด็นเรื่องข้อสังเกต ข้อที่ ๗ เราก็เลยมีความเห็นว่า ถ้าท่านประธานและที่ประชุมจะได้กรุณาให้เราพักสัก ๑๐ นาที เพื่อไปประชุมหารือกัน เพื่อจะทบทวนมติ แล้วก็จะได้มาเรียนต่อที่ประชุมในกรณีเรื่อง ข้อสังเกต ถ้าท่านประธานอนุญาต ก็จะขอสัก ๑๐ นาทีครับ🔗
ยินดีครับ พักการประชุม ๑๐ นาทีครับ🔗
พักประชุมเวลา ๑๒.๕๘ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๑๕ นาฬิกา🔗
เพื่อนสมาชิกครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการได้ไปประชุมปรึกษาหารือกัน มีผลอย่างไรบ้าง ชี้แจงต่อที่ประชุมสักนิดครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ จากกรณีที่คณะกรรมาธิการขอพักเพื่อมีการหารือประชุมกัน ในประเด็นที่มีการเสนอว่า นอกจากที่เราจะขอตัดในข้อสังเกต ข้อ ๘ แล้ว มีข้อ ๗ ที่สมควรที่จะให้กรรมาธิการ ไปทบทวนพิจารณา แล้วเราได้ไปทบทวนพิจารณากันแล้ว เราก็เห็นชอบกันในการที่จะตัด ข้อความในข้อ ๗ ด้วยครับ เพราะฉะนั้นในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอไปก็คือ มีการตัดข้อ ๗ และข้อ ๘ ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านมีเอกสารมติใหม่ของคณะกรรมาธิการไหมครับ ถ้ามีกรุณาส่งให้ ท่านสมาชิกได้พิจารณาด้วยนะครับ จะได้เป็นประโยชน์ต่อการลงมติในชั้นการลงมติข้อสังเกต ก็ฝากท่านกรรมาธิการให้นำเอาเอกสารแจกท่านสมาชิกด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ จะขออนุญาตว่า ในข้อสังเกตในร่างที่ได้เสนอต่อท่านสมาชิกทุกท่าน มันก็จะมีข้อ ๗ ข้อ ๘ อยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมกราบเรียนต่อท่านก็คือว่า ในใบแทรกเมื่อเช้าเราได้มีการขอแก้ไขในส่วนนั้นว่า เราขอตัด ข้อ ๘ แปลว่าท่านไม่ต้องไปดูข้อ ๘ แต่ตรงนี้เพิ่มเติมก็คือนอกจากไม่ดูข้อ ๘ แล้ว ไม่ต้องไปดู ข้อ ๗ ด้วย ก็อยู่ตรงนั้นครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ เชิญท่านเลขาต่อเลยครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ด้วยความเคารพต่อความเห็น แต่ว่าข้อบังคับก็คือข้อบังคับ ท่านเสียเวลา ทำบันทึกข้อสังเกตดังกล่าวที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่สภา จะได้ไม่ขัดข้องในการตีความ ต่อไปครับ เพราะว่าข้อสังเกตความจริงก็คือไส้ติ่งครับ ไม่ใช่กฎหมายหรอก มันเป็นไส้ติ่ง แต่ว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ให้บันทึกข้อสังเกตดังกล่าวไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการ กรุณาเสียเวลาสักนิดนะครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธานครับ ฝ่ายเลขากำลัง ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ครับ🔗
ได้ครับ ขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านอดิศรเช่นกันนะครับ เราเห็นตรงกันครับ ท่านเลขาเชิญมาตราต่อไปเลยครับ🔗
มาตรา ๕๐/๑๐ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๕๐/๑๐ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นไหมครับ ไม่มีนะครับ มีผู้ขอ แปรญัตติไหมครับ มีสมาชิกจะอภิปรายไหมครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไข มีท่าน สมาชิกได้ลงชื่อไว้ไหมครับ ไม่มีนะครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนจะลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๑๗ แสดงตนครับ🔗
๔๐๗ แสดงตนครับ🔗
๓๘๗ แสดงตนครับ🔗
๔๓๖ แสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ เชิญครับ รอครับ ไม่มีแล้วนะครับ แสดงตนครบทุกท่านแล้ว เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๓ บวก ๕ เป็น ๓๘๘ ท่านครับ🔗
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ เนื่องจากว่ามาตรา ๕๐/๑๐ มีการแก้ไข จะถามมติ จากที่ประชุมว่า ท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใด ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ นั่นคือกลับไปใช้ร่างเดิม ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีผู้ใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ขอปิดการลงมตินะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้ลงมติ ๓๙๔ บวก ๑ เป็น ๓๙๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๑ บวก ๑ เป็น ๓๙๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่ามติที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการครับ🔗
เชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไปครับ🔗
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เครื่องกดบัตร น่าจะไม่ติด ๓๑๘ เห็นด้วยครับ ฝากบันทึกไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
บันทึกไว้ครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๕๐/๑๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๕ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๕๐/๑๕ มีการแก้ไข เป็นใบแทรก ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้ส่งให้กับท่านสมาชิกแล้ว มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นไหมครับ ไม่มีนะครับ มีท่านผู้ขอแปรญัตติหรือไม่ ไม่มีนะครับ มีท่านสมาชิกขอแสดงความเห็น เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ๑ ท่าน ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ เผอิญผมถอนชื่อแล้วครับ ขออภัยครับ🔗
ได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ดังนั้น ขอถามมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ครบถ้วนนะครับ มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ ผู้เข้าร่วม ประชุม ๓๘๑ ท่าน บวก ๑ เป็น ๓๘๒ ท่าน🔗
เชิญท่านสมาชิกลงมติครับ ท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใด งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธาน ๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่ครับ ผมรบกวนหาบัตรให้ หมายเลข ๓๗๐ นะครับ ท่านจะได้ไม่ต้องขานบ่อย ๆ ครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๒๘ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับ ปิดการลงมตินะครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีจำนวน ผู้ลงมติ ๓๙๘ บวก ๒ เป็น ๔๐๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๓ บวก ๒ บวก เป็น ๓๙๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม มีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๕๐/๑๕ นะครับ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับท่านเลขา เชิญครับ🔗
มาตรา ๕๐/๑๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๑๙ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๒๐ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๒๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๐/๒๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๗ มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติ และไม่มีผู้อภิปราย ฉะนั้นก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๙ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๘๐ ท่าน🔗
ท่านสมาชิกครับ มาตรานี้มีการแก้ไขนะครับ จึงต้องขอมติจากที่ประชุมครับว่า ท่านสมาชิก มีความเห็นว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่ หากท่านเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการท่านกดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ นั่นหมายความว่า กลับไปใช้ร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกเลยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับ ขอปิดการลงมตินะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีจำนวน ผู้ลงมติ ๓๙๕ บวก ๑ เป็น ๓๙๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๒ บวก ๑ เป็น ๓๙๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี และไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไข ในมาตรา ๗ นะครับ🔗
ต่อไปมาตรา ๘ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข เพื่อนสมาชิกอย่าเพิ่งออกไปไหน เชิญฝ่ายเลขา มาตรา ๘ ครับ🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติ และไม่มีผู้ขออภิปราย ฉะนั้นจะถามมติจากที่ประชุมว่า เห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๘ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกแสดงตนด้วยครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วม ประชุม ๓๘๐ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๘๑ ท่าน🔗
เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไข ก็จะถามมติจากที่ประชุมว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ หากว่าท่านเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และท่านต้องการจะงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับ ครบถ้วนแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๙ บวก ๑ เป็น ๔๐๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๔ บวก ๑ เป็น ๓๙๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๘🔗
ต่อไปมาตรา ๙ เชิญฝ่ายเลขาครับ🔗
มาตรา ๙ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๐ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข🔗
ท่านสมาชิก เนื่องจากมาตรา ๑๑ มีการแก้ไข แต่ว่าไม่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น ไม่มีผู้ขอ แปรญัตติ และไม่มีผู้ขออภิปรายนะครับ จึงต้องถามมติจากที่ประชุมนะครับว่า เห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ระหว่างรอตรวจสอบองค์ประชุม ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการได้ทำใบแทรกแก้ไขในตัว ข้อสังเกตให้กับเพื่อนสมาชิกแล้ว เพื่อนสมาชิกลองพิจารณาดู เพื่อลงมติในโอกาสถัดไป ว่าจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกต ท่านอดิศรได้รับใบแทรกหรือยังครับ ยังนะครับ เจ้าหน้าที่ดูท่านอดิศรด้วยครับ เมื่อสักครู่ท่านขอไว้นะครับ มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผล มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๙๓ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๙๔ ท่าน🔗
ท่านสมาชิกเชิญลงมติครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไข ท่านใดเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญเลยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
เชิญท่านจุลพันธ์เชิญครับ เรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีจำนวนผู้ลงมติ ๓๙๒ บวก ๑ เป็น ๓๙๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๘ บวก ๑ เป็น ๓๘๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๑๑ นะครับ🔗
มาตราถัดไป มาตรา ๑๒ เชิญฝ่ายเลขาครับ🔗
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข🔗
เช่นกันนะครับ มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข แต่ว่าไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มี ผู้แปรญัตติ และไม่มีผู้ขออภิปราย ก่อนลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๘๘ บวก ๑ เป็น ๓๘๙ ท่าน🔗
เชิญท่านสมาชิกลงมตินะครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีการแก้ไข ท่านสมาชิกจะเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ หากท่านเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วย กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านเห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ใช้สิทธิ ได้เลยนะครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ลงมติไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลเลยครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๙ บวก ๑ เป็น ๔๐๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๑ บวก ๑ เป็น ๓๙๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๑๒ นะครับ🔗
ต่อไปเชิญทางท่านเลขาธิการเลยครับ มาตรา ๑๓ เชิญครับ🔗
มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข🔗
จบการพิจารณาเรียงตามมาตราแล้วนะครับ ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ถือว่า เป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่ ๒ นะครับ🔗
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ เพื่อให้สภาได้ลงมติว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกแสดงตนเลยครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๓๙๑ บวก ๑ เป็น ๓๙๒ ท่าน🔗
ต่อไปผมถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรว่างดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ🔗
๓๗๐ เห็นชอบครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๔๐๐ บวก ๑ เป็น ๔๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๔ บวก ๑ เป็น ๓๙๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน เพื่อให้ท่าน สมาชิกได้พิจารณาลงมติว่า เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยจะไม่มี การอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตนี้ไปที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบและดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ วรรคสอง ประกอบ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตได้ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว แล้วก็ เมื่อสักครู่ได้ทำใบแทรกไปให้เพิ่มเติม กรรมาธิการได้จัดทำเพิ่ม ซึ่งท่านสมาชิกน่าจะได้รับ ครบถ้วนแล้ว ฉะนั้นก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม🔗
ท่านประธานนิดเดียวครับ ณัฐวุฒิครับ คือใบแทรกเนื่องจากว่ายังแจกไม่ครบนะครับ ฉะนั้นเป็นไปได้อยากจะให้ทาง กรรมาธิการสรุปอีกสักนิดได้ไหมครับว่าท่านไปแก้อะไรมาครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการ ในข้อสังเกตที่อยู่ในรายงาน คือมีข้อ ๗ และข้อ ๘ อยู่ สิ่งที่เราได้มีการประชุมกันแล้วก็ได้ตัด เมื่อเช้าเราได้มีการตัดข้อ ๘ การประชุมครั้งนั้น เมื่อสักครู่เรามีการไปประชุมกันใหม่แล้วตัดข้อ ๗ ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราตัดก็คือข้อ ๗ และข้อ ๘ ขอบพระคุณครับ🔗
ได้ไหมครับท่านณัฐวุฒิ ฉะนั้นก่อนลงมติขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่าน สมาชิกแสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๙๓ บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๙๔ ท่าน🔗
เชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิเลยว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ หากท่านเห็นด้วยกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย หากท่าน เห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งออกไปไหนนะครับ จะมีกฎหมายสั้น ๆ อีก ๓ ฉบับ เป็นกฎหมายพ่วง ของ อว. เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งออกไปไหนนะครับ มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ขอปิดการลงมติ เจ้าหน้าที่แสดงผลได้เลยครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๑ บวก ๑ เป็น ๓๙๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๒ บวก ๑ เป็น ๓๘๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนะครับ🔗
ต่อไป🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้พิจารณาเสร็จแล้ว การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะมีการพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงตาม ลำดับมาตราจนจบร่าง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลง ได้เลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง ขอรายงานต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ดังนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และให้คณะกรรมาธิการคณะเดียวกันกับที่พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นผู้พิจารณา โดยกำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วันนั้น บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสร็จสิ้นแล้ว โดยได้ให้ความสำคัญและนำคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการมาประกอบการพิจารณาโดยรอบคอบ ผลการพิจารณาเป็น ดังนี้🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งมีหลักการสำคัญ เพียงแก้ไขข้อความว่า ข้อตกลงให้ดำเนินการโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือโครงการวิจัยและ นวัตกรรม เป็น คำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุนให้ดำเนินโครงการ พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหรือโครงการวิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาแห่งนี้ได้มีการรับรองไปแล้ว ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพียง ๓ มาตรา คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาและมีมติ คงไว้ตามร่างเดิมทุกประการ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญฝ่ายเลขาดำเนินการเลยครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข🔗
จบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้วนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่างครับ เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งว่าเรามีข้อแก้ไขอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ ท่านสมาชิกจะมีการแก้ถ้อยคำหรือไม่ครับ หากไม่มี ก็เป็นอันว่าจบการพิจารณา ในวาระที่ ๒🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ เพื่อให้สภาได้ลงมติว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ท่านสมาชิกแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ท่านประธานวิปเชิญครับ ครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๓๙๖ บวก ๑ เป็น ๓๙๗ ท่าน🔗
ต่อไปขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงเชิญท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ เชิญแสดงผลเลยครับ มีจำนวน ผู้ลงมติทั้งสิ้น ๔๐๐ บวก ๑ เป็น ๔๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๗ บวก ๑ เป็น ๓๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ต่อไป🔗
๓. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพิจารณา ในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงลำดับตามมาตราจนจบร่าง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... คนที่หนึ่ง ขอรายงานต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ดังนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และให้คณะกรรมาธิการ คณะเดียวกันกับที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นผู้พิจารณา กำหนดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วันนั้น บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว โดยให้ความสำคัญและนำคำอภิปราย ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการ มาประกอบการพิจารณา โดยรอบคอบ ปรากฏผลการพิจารณา ดังนี้🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการสำคัญ เพื่อแก้ไขข้อความว่า ข้อตกลงการพัฒนาการอุดมศึกษา เป็นคำรับรองการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับเงิน อุดหนุนการพัฒนาการอุดมศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติ การอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๔ มาตราครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาและมีมติให้คงไว้ตามร่างเดิม จึงกราบเรียนมา เพื่อโปรดพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านอดิศรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ พรรคเพื่อไทยครับ ด้วยความเคารพและเกรงใจอย่างยิ่ง เพราะกฎหมาย มีความสำคัญ ผมขอสอบถามทางกรรมาธิการครับ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ ทำไมไม่มาครับ หลายครั้งแล้ว ผมว่างานสภาเป็นงานหลัก ผมเคยให้ข้อสังเกตว่าอย่าเอาคนนอกมาเป็นประธาน เมื่อหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วเขาก็หายไป ผมอยากถามทางกรรมาธิการว่า วันนี้ทำไมท่านไม่มา มีใบลาต่อกรรมาธิการหรือเปล่าครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขออนุญาตเรียนว่า เฉพาะวันนี้ท่านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ท่านเดินทางไปราชการ ที่ต่างประเทศ และที่ผ่านมาท่านอาจจะติดประชุมอื่น ซึ่งซ้อนกัน และผมก็ทำหน้าที่แทน แต่อย่างไรก็ตามเราปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด ทำงานกันเป็นทีมครับ เหมือนท่านอดิศร ตอนที่ผมเป็นกรรมาธิการ วว. ท่านก็ให้คำปรึกษาหารือในลักษณะแบบเดียวกันกับที่ประชุม ตอนนั้น เพราะฉะนั้นท่านจะอยู่หรือไม่อยู่ ทำงานใกล้ชิดกันครับ แล้วท่านก็ Update ข้อมูล อยู่ตลอดเวลาครับ ก็เรียนว่าไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการที่ท่านจะอยู่หรือไม่อยู่ เพราะหลังจากนั้น ท่านก็ได้ทราบในเรื่องที่เรากำลังพิจารณากันครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญฝ่ายเลขาเลยครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข🔗
จบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้ว ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี เป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่ ๒🔗
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ เพื่อให้สภาได้ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
แสดงตนครบทุกท่านแล้วนะครับ ผมปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วม ประชุมทั้งสิ้น ๓๘๐ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๘๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลยนะครับ ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรว่างดออกเสียงให้กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ครบถ้วนแล้ว ขอปิดการลงมติ เชิญเจ้าหน้าที่ได้แสดงผลครับ มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๙ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๔๐๐ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ต่อไป🔗
๔. ร่างพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงลำดับ จนครบมาตรา จนจบร่าง โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข และไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ ดังนั้น ผมจะให้กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นไว้ได้อภิปราย เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจนจบแล้ว จะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ขอเชิญทางท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คนที่หนึ่ง ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และให้คณะกรรมาธิการคณะเดียวกันกับที่พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นผู้พิจารณา กำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วันนั้น บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว โดยได้ให้ความสำคัญและนำคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ ๑ ชั้นรับหลักการมาประกอบการพิจารณาโดยรอบคอบ ปรากฏผลการพิจารณา ดังนี้🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการสำคัญ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมในส่วน ที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการพิจารณางบประมาณด้านการอุดมศึกษา ในการพิจารณาคำของบประมาณของกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้ สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีจำนวนทั้งสิ้น ๓ มาตรา คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาและมีมติให้คงไว้ตาม ร่างเดิม ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านเลขาดำเนินการต่อครับ🔗
ชื่อร่าง พระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข แต่ว่ามีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น เชิญกรรมาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ เป็นประเด็นเดียวกันนะครับ ก็คือเรื่องของงบประมาณด้านการอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษา และเพื่อพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทาง ซึ่งจริง ๆ ไม่อยากให้ปิดกั้นนะครับ แต่ก็ฟังเสียง ของกรรมาธิการที่ผ่านมาในร่าง พ.ร.บ. ครั้งที่แล้ว ก็คิดว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ ก็ขอผ่านในประเด็นนี้ไปครับ🔗
ท่านกรรมาธิการวรวัจน์ไม่ติดใจนะครับ มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข เมื่อกรรมาธิการขอสงวน ความเห็นไม่ติดใจ จึงไม่จำเป็นต้องลงมตินะครับ จบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้ว ต่อไปจะเป็นการพิจารณาร่างและการสรุปอีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิก ท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ก็เป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ ครับ เพื่อให้สภาได้ลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ก่อนลงมติผมขออนุญาต ตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญท่านสมาชิกครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีจำนวนผู้เข้าร่วม ประชุมทั้งสิ้น ๓๘๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เลยนะครับ ผู้ใดเห็นชอบกับร่าง พระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านผู้ใดเห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ🔗
๓๗๐ เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ขออนุญาตปิดการลงมติครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผล มีจำนวนผู้ลงมติทั้งสิ้น ๓๙๖ บวก ๑ เป็น ๓๙๗ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๓ บวก ๑ เป็น ๓๙๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นอันเรียบร้อยนะครับ ขอบพระคุณ ทางคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ🔗
ด้วยที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระ เรื่องด่วนออกไปก่อน ดังนี้🔗
๑. ให้เลื่อนเรื่องด่วนที่ ๑ และเรื่องด่วนที่ ๒ ออกไปก่อน เพื่อรอพิจารณา พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอ มายังสภาผู้แทนราษฎร🔗
๒. ให้เลื่อนเรื่องด่วนที่ ๓ และเรื่องด่วนที่ ๔ ออกไปก่อน เพื่อรอการพิจารณา พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกัน🔗
ดังนั้น ผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไปเลยนะครับ ท่านบุญเลิศ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม บุญเลิศ แสงพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ ผมขออนุญาต ทวงถาม พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อยากจะถามผ่านท่านประธานไปยัง วิปรัฐบาลว่า พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน จะเข้ามาทันในวาระการประชุมในสมัยนี้หรือไม่ เพราะว่า จากการที่มีการเลื่อน จากเพื่อนสมาชิกทวงถาม ๓-๕ ครั้ง ผมอยากจะถามและขอคำตอบครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายว่า จะสามารถเข้ามาพิจารณาในสมัยการประชุมครั้งนี้หรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
เชิญท่านเลขาวิปครับ ท่านศรัณย์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของการติดตามสถานะของร่างกฎหมายการจัดสรรที่ดินทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งของ ท่านณัฐพงษ์และของท่านธีรรัตน์ ล่าสุด Update อย่างนี้ครับว่า ในวันจันทร์ได้เสนอไปที่ทาง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเรื่องไป ให้บรรจุเป็นวาระของ ครม. แล้ว อยู่ในระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่ากรมที่ดิน ต้องขอเท้าความสักเล็กน้อยว่ากรมที่ดินได้เคยเสนอร่างมาแล้ว และได้ขอนำร่างกลับไปแก้ไขถ้อยคำบางประการ หลังจากนั้นจึงเสนอขึ้นมาที่ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็อนุมัติ อย่างเร็วที่สุด เพื่อที่จะเตรียมพร้อมเข้า ครม. คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า หรือน่าจะเป็นไปได้ อันนี้ต้องขออภัย ในส่วนของการดำเนินงานของหน่วยงานผมอาจจะไม่สามารถตอบแทนได้ แต่ยืนยันว่าสถานะในตอนนี้ คือรอเข้ารับการพิจารณาของ ครม. ครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านเอกราชครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนครับ ในฐานะผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกจากฝั่งพรรคเพื่อไทย ท่านอดิศร ก็ได้ยื่นร่างนี้เอาไว้ แล้วก็จะมีร่างอีกร่างหนึ่ง ที่ได้มีการพูดคุยกันระหว่างวิปว่าจะมีการพิจารณาไปในคราวเดียวกัน แต่ปรากฏว่าร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เป็นร่างที่เพื่อนสมาชิกได้ยื่น แต่ว่าเป็นร่างการเงินที่ อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะเซ็น เพื่อกลับมาให้สภาพิจารณา ขณะนี้ ผมอยากจะทวงถามว่า ถ้าเราจะเลื่อนเรื่องด่วนไปเรื่อย ๆ จะมีกำหนดแนวทางว่าจะมีกรอบ ระยะเวลาในการพิจารณาประมาณเท่าไร เพราะว่านายกรัฐมนตรีก็เริ่มทำงานแล้ว จึงคิดว่า ร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ที่เป็นร่างการเงิน น่าจะมีโอกาสที่รัฐบาลจะส่งกลับมาให้สภาพิจารณา ได้บ้าง อย่างร่างนี้เพื่อนสมาชิกทั้งฝั่งพรรคเพื่อไทย ฝั่งฝ่ายค้าน ก็เห็นด้วยกันว่าจะต้อง แก้ปัญหาให้กับวิทยุชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้จริง ๆ เขาจะมาทวงถามว่าเรื่องนี้จะอยู่ที่ไหน ผมบอกขอไว้ก่อน เดี๋ยวผมจะพยายามทวงถามว่าท่านให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาวิทยุ ชุมชนไหม อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งออกประกาศ ระเบียบต่าง ๆ เดินหน้าเข้าไป ทำให้วิทยุชุมชนได้รับความเดือดร้อน ผมเห็นความสำคัญของวิทยุชุมชน จริง ๆ ครับ อยากจะสอบถาม ทวงถามครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านศรัณย์อีกครั้งครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลครับ ต่อกรณีร่างของท่านเอกราชและของท่านอดิศรครับ ผมขอเท้าความอย่างนี้สักเล็กน้อยครับ ท่านประธาน เนื่องจากร่างแก้ไขประกอบกิจการของทั้ง ๒ ท่าน มีเนื้อหาในส่วนที่ต้องการ แก้ไขแหล่งที่มาของวิทยุชุมชน ซึ่งประกอบว่าจะต้องมีการแก้ไขในกฎหมายการจัดสรร คลื่นความถี่ ส่วนในกรณีของกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ของเพื่อนสมาชิก ที่เป็นกฎหมาย การเงินนั้น เนื่องจากในการแก้ไขร่างในการเสนอในครั้งนั้น มีการเสนอเรื่องการประมูลคลื่น เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่ ถ้าท่านอยากที่จะแก้ไขและให้นำเข้ามาพิจารณาได้ก่อน โดยไม่ต้องรอติดการเงิน เราแก้ไข เฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายประกอบกิจการวิทยุ ก็คือช่องทางการหารายได้ของ วิทยุชุมชน โดยไม่ได้ไปเขียนว่าต้องแก้ในส่วนอื่น ๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงให้ไม่เป็นร่างการเงิน เราสามารถพิจารณาเรื่องของวิทยุชุมชนนี้ได้ก่อน แต่เนื่องจากกฎหมายของเพื่อนสมาชิก ที่เป็น พ.ร.บ. จัดสรรคลื่นความถี่นั้น มีการขอแก้ไขในส่วนของการประมูล ทำให้เกิดเป็น ร่าง พ.ร.บ. การเงินที่ต้องไปสอบถามหน่วยงานต่าง ๆ เนื่องจากไม่มีร่างของ ครม. ก็ขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ครับว่า เราคงจะคุยกันแล้วก็ขอยื่นร่างในส่วนที่เป็น พ.ร.บ. การจัดสรรคลื่นความถี่ที่ไม่ต้องไปแก้ไขในส่วนของการประมูล ก็จะสามารถทำให้เรา นำเข้ามาพิจารณาได้ก่อน โดยที่ไม่ต้องรอกฎหมายการเงินครับ🔗
ก็เป็นทางออกที่ดี วิปทั้ง ๒ ฝ่ายลองไปหารือกัน ท่านเอกราชลองหารือกับทางวิปดูนะครับ ต่อไปครับ🔗
เรื่องด่วน ๕ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้ลงมติให้แก้ไข เพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จึงได้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓)🔗
ทั้งนี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมก็จะได้ ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ ต่อไป แต่ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วย ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาและเสนอรายงาน ต่อสภาทั้งสองเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบแล้ว ก็จะดำเนินการ ต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ แต่ถ้าหากว่าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ให้ยับยั้ง ร่างพระราชบัญญัติไว้ก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) ขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปราย เลยนะครับ มีผู้ที่เข้าชื่อไว้หลายท่านด้วยกัน ผมเริ่มที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และต่อด้วย ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญท่านพริษฐ์ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคก้าวไกล จากพรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ทางวุฒิสภานั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจาก ร่างแก้ไขที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบไป และได้มีการส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นพิจารณากันในวาระนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ ท่านประธานครับ สาระสำคัญในการแก้ไขของวุฒิสภานั้นอยู่ที่ประเด็นเดียวครับ ก็คือประเด็นในส่วนของ มาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ประชามติ ที่เกี่ยวกับว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไร ในการมากำหนดว่า ประชามตินั้นผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ จากเดิมทีครับ พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ มีการกำหนดให้ใช้กติกาที่เรียกกันว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority แต่พอเดินทางมาถึงเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางสภาผู้แทนราษฎรของเรานั้น ก็มีมติ เอกฉันท์ในวาระที่ ๓ เห็นชอบให้เปลี่ยนไปใช้กติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น หรือว่า Single Majority แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางวุฒิสภานั้นก็ได้มีมติเห็นชอบให้กลับไปใช้กติกา เสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือว่า Double Majority สำหรับประชามติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา ๙ (๑) แล้วก็มาตรา ๙ (๒) ท่านประธานครับ โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นเรื่องปกติที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้นอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ในแต่ละเรื่อง แต่มันเป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า พอเราไปย้อนดูบันทึกการประชุมของกรรมาธิการ วิสามัญในส่วนของวุฒิสภาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประชามติในครั้งนี้ เราจะเห็น ถึงอาการกลับไปกลับมาของกรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภา เราจะค้นพบว่าพอไปดูในการ ประชุม ครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นวันที่ ๑๘ กันยายน คณะกรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภามีมติ ๒๐ ต่อ ๓ ให้คงกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้นตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่ผ่านไปเพียงแค่ ๗ วัน ในการประชุม ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๕ กันยายน คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดเดียวกันเลย กลับมีมติ ๑๗ ต่อ ๑ ให้ฟื้นคืนชีพกติกา Double Majority หรือว่าเสียงข้างมาก ๒ ชั้น และทำให้เราต้องมาพิจารณากันอยู่ในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่รู้หรอกครับว่าเหตุการณ์ อะไรในห้วงเวลาของวันที่ ๑๘-๒๕ กันยายน ได้ไปดลบันดาลให้คณะกรรมาธิการวุฒิสภานั้น ได้กลับลำแบบ ๑๘๐ องศา แต่ผมก็หวังว่ากรรมาธิการในส่วนของวุฒิสภาที่ตัดสินใจกลับลำกัน อย่างพร้อมเพรียงแบบนี้ จะมีเหตุผลในเชิงหลักการมารองรับว่าทำไมพวกท่านนั้น ถึงตัดสินใจเปลี่ยนใจมาสนับสนุนกติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น เพื่อพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นครับ ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มใด ที่ลึก ๆ แล้ว ไม่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่อยากจะเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเดินหน้า อย่างรวดเร็วและราบรื่น ดังนั้นหากทางวุฒิสภาจะยืนยันว่ามีเหตุผลในเชิงหลักการที่มา รองรับการเปลี่ยนใจและการตัดสินใจดังกล่าวจริง ๆ ว่าทำไมเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้นถึงเป็น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย ผมก็ต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ในสภาแห่งนี้ในวันนี้ เพื่ออภิปรายยืนยันว่า ทำไมผมถึงมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพกติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ท่านประธานครับ ผมเข้าใจนะครับว่ากติกา Double Majority หรือเสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้นเป็นกติกาที่มีการใช้กันอยู่ในบางประเทศทั่วโลก แล้วก็เป็นกติกาที่ถูกคิดค้นขึ้นมา ด้วยเจตนาที่ดีครับ ในเมื่อประชามติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะประชามติเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมเข้าใจครับว่าบางคนก็อาจจะมี มุมมองว่าประชามติจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนไปได้นั้น ก็ควรจะต้องผ่าน ๒ เกณฑ์ สำคัญ เกณฑ์ที่ ๑ หรือที่เราเรียกกันว่าเกณฑ์ชั้นบน คือการกำหนดว่าจำนวนคนที่ใช้สิทธิ ออกเสียงนั้นจะต้องคิดเป็นเสียงข้างมากของจำนวนคนที่มีสิทธิออกเสียง เพื่อยืนยันว่าประชาชน ส่วนใหญ่ในสังคมนั้นให้ความสนใจกับประเด็นที่ถูกถามในประชามติ ส่วนเกณฑ์ชั้นที่ ๒ หรือที่เราเรียกกันว่าเกณฑ์ชั้นล่าง คือการกำหนดว่าจำนวนคนที่ลงคะแนนเห็นชอบนั้นจะต้อง คิดเป็นเสียงข้างมากในบรรดาคนที่มาใช้สิทธิออกเสียง เพื่อยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่นั้น อย่างน้อยในบรรดาคนที่ออกมาลงคะแนน ส่วนใหญ่มีทิศทางความเห็นที่เห็นชอบกับประเด็นที่ ถูกถาม หรือถูกเสนอในตัวคำถามประชามติ ฟังมาถึงตรงนี้บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าทุกอย่าง ก็ฟังดูดีนะครับ คำถามที่ตามมาคือแล้วทำไมผมถึงเสนอว่าเราควรจะยืนยันให้ตัดเกณฑ์ชั้นที่ ๑ หรือว่าชั้นบนออกไป แล้วปรับจากเกณฑ์เสียงข้างมาก ๒ ชั้นมาเหลือเกณฑ์เสียงข้างมาก ๑ ชั้น สัปดาห์ที่แล้วผมได้ฟังคำอภิปรายของวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้ตั้งคำถามในการประชุม วุฒิสภาว่า เหตุผลที่พวกเราเสนอให้หันมาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ๑ ชั้นนั้น เป็นเพราะเรา อยากให้ประชามติผ่านได้ง่ายขึ้นหรือไม่ ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ในเชิงคณิตศาสตร์การลดจากเกณฑ์ ๒ ชั้น เหลือ ๑ ชั้นนั้นมันก็ย่อม ทำให้ประชามตินั้นอาจจะผ่านได้ง่ายขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วพอเหลือแค่เกณฑ์ชั้นเดียว มันหมายความว่า ไม่ว่าจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิในประชามติครั้งนั้นจะมีมากหรือน้อย แค่ไหน ตราบใดที่ในบรรดาคนที่ออกมาใช้สิทธิส่วนใหญ่ลงคะแนนเห็นชอบ ประชามติ ก็จะถือว่าผ่านความเห็นชอบของประชาชน อันนี้ไม่ปฏิเสธ แล้วผมก็คงจะพูดแทนเพื่อน สมาชิกท่านอื่นไม่ได้ว่าแต่ละคนนั้นยึดเหตุผลอะไรในการสนับสนุนให้เปลี่ยนจากเสียง ข้างมาก ๒ ชั้น มาเป็นเสียงข้างมาก ๑ ชั้น แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมยืนยันมาตลอดในส่วน จุดยืนของผมว่า เหตุผลที่ผมเสนอให้เราตัดเกณฑ์ชั้นบนออกนั้น มันไม่ใช่เพื่อทำให้ประชามติ นั้นผ่านง่ายขึ้น แต่เพื่อทำให้ประชามตินั้นมีกติกาที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น ที่ผมพูดแบบนี้ ครับก็เพราะว่าแม้อาจจะเริ่มต้นมาจากเจตนาที่ดีครับ แต่การไปกำหนดเกณฑ์ชั้นบนว่า ประชามติจะมีผลต่อเมื่อคนออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ จะกลายเป็นส่งผลให้ฝ่ายที่ ไม่อยากให้ประชามติผ่านนั้นมีความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับฝ่ายที่ อยากจะเห็นประชามติผ่าน เพราะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายที่ไม่อยากเห็นประชามติผ่านนั้น มีแรงจูงใจในการไม่ออกมาลงคะแนนอย่างตรงไปตรงมา แต่เลือกนอนอยู่บ้าน เพื่อกด จำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง ด้วยความหวังว่าจะสามารถคว่ำประชามติได้ เพราะว่าจะ ไม่ผ่านเกณฑ์ชั้นบน เพื่อให้ท่านประธานเห็นภาพชัด ๆ ขออนุญาตยกตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง ก็คือประชามติ ปี ๒๕๕๙ ที่มีการลงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ แม้กติกาที่เราใช้สำหรับประชามติในวันนั้นเป็นกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น แต่คำถาม ที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือว่า หากวันนั้นเราใช้กติกาเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ผลลัพธ์นั้นจะออกมา เป็นอย่างไร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ สว. ท่านหนึ่งได้อภิปรายไว้ว่าความจริงแล้วดูจากตัวเลข หากเราใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น ประชามติก็ดูเหมือนน่าจะยังคงผ่านอยู่ดี เพราะว่า ในประการที่ ๑ เราจะเห็นว่าจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ๕๐.๑ ล้านคน มีจำนวนคนที่ ออกมาใช้สิทธินั้นอยู่ที่ ๒๙.๗ ล้านคน หรือคิดเป็น ๕๙ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ มีสิทธิออกเสียง และประการที่ ๒ ในบรรดาจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ ๒๙.๗ ล้านคน ก็มีคนลงคะแนนเห็นชอบ ๑๖.๘ ล้านคน หรือคิดเป็น ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เกินกึ่งหนึ่ง ของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ดังนั้นดูเหมือนกับว่าใช้ Double Majority ก็จะผ่านไปได้อยู่ดี แต่ท่านประธานครับ หากวันนั้นเรามีการใช้กติกา Double Majority จริง ๆ พฤติกรรมของ ผู้ลงคะแนนเสียงมันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ เพราะหากเราใช้กติกา Double Majority ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ว่ามีอย่างน้อย ๑๐.๖ ล้านคนนั้น เขาก็ย่อมรู้ดีครับว่าหากประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่ถึง ๒๕ ล้านคน หรือกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง เขาก็สามารถจะคว่ำประชามติได้ ดังนั้นมันก็มี ความเป็นไปได้ว่าแทนที่พวกเขา ๑๐.๖ ล้านคน จะออกมาใช้สิทธิและลงคะแนนไม่เห็นชอบ อย่างตรงไปตรงมา พวกเขาอาจจะเลือกใช้วิธีไม่ออกไปใช้สิทธิและนอนอยู่บ้าน อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อกดจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิให้เหลือเพียงไม่ถึง ๒๐ ล้านคน ซึ่งก็จะ ทำให้ประชามติและรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นถูกคว่ำได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ ณ วันนั้นก็ต้อง ยอมรับว่าคนที่อยากให้ประชามติผ่านนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่อยากให้ประชามติผ่าน ดังนั้น ความจริงแล้วตลกร้ายของเรื่องนี้ ก็คือกติกา Double Majority ที่ผู้สนับสนุนมักจะให้ เหตุผลว่าเป็นกติกาที่ให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง กลับจะกลายมา เป็นกติกาที่ไปเพิ่มแรงจูงใจให้คนบางกลุ่มนั้นตัดสินใจไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียง และทำให้ จำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลง🔗
ดังนั้น กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ผมยืนยันว่าสภาแห่งนี้ควรจะยืน เรื่องหลักการของการหันมาใช้กติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้น ไม่ใช่เพื่อจะทำให้ประชามตินั้น ผ่านง่ายขึ้น ไม่ใช่เพื่อจะทำให้ประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีโอกาสจะประสบความสำเร็จ มากขึ้น แต่เพื่อให้เรามีกติกาสำหรับการทำประชามติในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นในอนาคต ที่มีความเป็นธรรมระหว่างฝ่ายที่อยากจะเห็นประชามติผ่าน กับฝ่าย ที่ไม่อยากจะเห็นประชามติผ่าน จะเป็นกติกาประชามติครับ ที่ไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ได้ประโยชน์จากการรณรงค์ให้คนนั้นไม่ออกไปใช้สิทธิ และเป็นกติกาประชามติที่ทำให้ ทุกฝ่ายนั้นมีแรงจูงใจในการรณรงค์เชิงความคิด และเชิญชวนคนที่คิดคล้าย ๆ กันให้ออกมา ลงคะแนนเสียงเยอะที่สุด เพื่อให้สังคมนั้นใช้คูหาประชามติเป็นช่องทางในการหาข้อสรุป ร่วมกันว่าสังคมนั้นจะเดินไปในทิศทางไหน ดังนั้นด้วยเหตุผลประการนี้ ผมเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรนี้ควรจะยืนพื้น แล้วก็ยืนยันหลักการเรื่องของกติกาเสียงข้างมาก ๑ ชั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แล้วต่อด้วยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตวิเคราะห์ถึงผล ที่จะเกิดขึ้นจากการที่วุฒิสภาส่งร่างที่มีการแก้ไขกลับมาที่สภาแห่งนี้ ผลที่จะเป็นไปได้ มีความเป็นไปได้ ๒ ทางครับ🔗
ทางที่ ๑ ก็คือเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการร่วมแล้ว กรรมาธิการร่วมพิจารณา อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ส่งร่างให้ทั้ง ๒ สภาพิจารณา แล้วทั้ง ๒ สภาเห็นชอบ เราก็จะมี ร่าง พ.ร.บ. ประชามติใหม่ขึ้นมาพิจารณาประมาณอาจจะภายใน ๒ อาทิตย์ครับ ถ้ารวดเร็ว อาจจะสัก ๒ อาทิตย์ ๑๕ วัน ก็เป็นไปได้ ก็จะได้ใช้ พ.ร.บ. ประชามติ ฉบับใหม่🔗
กับอีกทางหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือหลังจากที่คณะกรรมาธิการร่วม พิจารณา แล้วส่งมาที่สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่ามีสภาใดสภาหนึ่ง ไม่เห็นชอบด้วย แล้วก็มีการยับยั้งร่างตามมาตรา ๑๓๗ มาตรา ๑๓๘ ผลก็จะทำให้ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ล่าช้าไปอีกประมาณ ๑๘๐ วัน บวกกับตอนที่กรรมาธิการพิจารณา รวม ๆ แล้วน่าจะต้องถึงประมาณ ๗ เดือน ๘ เดือนขึ้นไป ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งผมก็รู้สึกค่อนข้างกังวล เนื่องจากอย่างที่เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตไว้ครับว่า วุฒิสภามีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการทำ ประชามติ จากเดิมเห็นด้วยกับการทำ Simple Majority เปลี่ยนมาเป็น Double Majority อย่างกะทันหัน โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งผมก็สงสัยมาก ก็คงจะได้มีโอกาสไปพิจารณา ขอรายงานการประชุมมาพิจารณาต่อไป ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตไว้ว่าที่มีการเปลี่ยนท่าที ของวุฒิสภา ทำให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ เป็นผลกระทบต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย ที่ผมกล่าวเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่า ถ้าหากท่านประธานจำได้นะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการร่างรัฐธรรมนูญในอดีต ที่ผ่านมา เราไม่เคยต้องทำประชามตินะครับ เพิ่งมีการทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เท่านั้นที่เริ่ม มีการทำประชามติ แล้วก็เป็นการทำประชามติที่ไม่ปกติครับ คือในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แล้วมีการตั้งกติกาบอกว่าเวลาทำประชามติห้ามรณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น การทำประชามติที่ผมไม่เคยเห็นที่ใดในโลก หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ถูกบังคับใช้ แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยากที่สุดครับท่านประธาน และถ้าหากว่าเราดูพฤติการณ์ที่มี การทำประชามติในอดีต แล้วมาดูกับร่าง พ.ร.บ. ประชามติปัจจุบัน ถ้าหากท่านประธาน ดูละเอียด ก็จะสังเกตเห็นว่าการทำประชามติในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นการทำประชามติที่ง่ายมาก เงื่อนไขแทบจะไม่มี เอื้อต่อการรับร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก แต่ในร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ทางวุฒิสภาแก้ไขกลับมานั้น ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างร้ายแรงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่จะทำให้การทำประชามติไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เพื่อนสมาชิก ก่อนหน้านี้ได้อภิปรายไว้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลครับว่า จริง ๆ แล้วเราจะสามารถ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างกังวลมาก ๆ เลยนะครับ แล้วด้วยเนื้อหาของร่างประชามติที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมา ท่านก็บอกว่าถ้าในเรื่องของการทำ ประชามติในเรื่องของเรื่องทั่วไป ก็ใช้ Simple Majority แต่เฉพาะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ใช้ Double Majority ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีการแยกให้เป็น ๒ อย่างเช่นนั้น ในเมื่อร่างเดิมของ พ.ร.บ. ประชามติ ที่เคยอยู่ในมาตรา ๑๓ ก็ไม่ได้มีการแยกนะครับว่า ถ้าเป็นกรณีหนึ่งให้ทำอย่างหนึ่ง เป็นกรณีหนึ่งให้ทำอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการตั้งเงื่อนไข ซึ่งไม่มีเหตุผลที่จะรองรับได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างกังวลกับร่าง พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้ แล้วผมก็ขออนุญาตสนับสนุนครับว่า ในการทำประชามตินั้น ควรที่จะยึดหลักเดิม คือใช้เสียง ข้างมากปกติ ที่เรียกกันว่า Simple Majority กล่าวคือมีผู้มาออกเสียงเท่าใด เสียงข้างมาก ว่าอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเสียงข้างมากนั้นอาจจะต้องมากกว่า เสียงที่ไม่ลงความเห็น ผมก็คิดว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว และจะทำให้กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประชามติ จาก Double Majority เป็น Simple Majority ผมก็เชื่อว่าในการทำประชามติครั้งหน้า เราก็จะเห็นการรณรงค์แปลก ๆ อย่างเช่น รณรงค์บอกว่าอย่าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อย่าไปออกเสียง เพราะว่าเวลาไม่ไปออกเสียง ก็จะทำให้คะแนนของผู้มาออกเสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ก็จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป ดังนั้น โอกาสที่พวกเรา จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ค่อนข้างยากครับ ก็ขออนุญาตฝากความกังวลไปยัง ท่านประธานสภาว่า อย่างไรเสียร่างพระราชบัญญัติประชามตินั้น ขอให้มีการคงหลักการ เสียงข้างมากปกติ หรือที่เรียกว่า Simple Majority ไว้ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วต่อด้วยท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในส่วนที่วุฒิสภามีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เราเองก็คุ้นเคยกับกรณีของการแก้ไข กฎหมายของวุฒิสภา แล้วส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร มิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใดครับ หลายครั้งเราเห็นด้วยกับสิ่งที่วุฒิสภามีการแก้ไข เราก็ลงมติเห็นชอบ หลายครั้งเรายังไม่เห็น ด้วย หรือไม่รู้ว่าเหตุผลที่วุฒิสภามีการแก้ไขนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด เราก็ลงมติยืนในส่วนของ สภาผู้แทนราษฎร นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม นี่เป็นเรื่องปกติของระบบ ๒ สภา ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การมีสภาเดียว แต่ก็ต้องทบทวนและยืนยัน ครับว่า ในการแก้ไขพระราชบัญญัติประชามติรอบนี้นั้น ต้องยอมรับว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมนั้น คือเป็นการแก้ไขเพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกรอบหนึ่ง แน่นอนครับ เราคุ้นเคยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ฉะนั้นโดยเงื่อนไขเวลาและสิ่งที่เห็นว่ามี ความจำเป็น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๗๐ คือความคาดหวังหนึ่งของพวกเรา เพื่อนสมาชิกทุกพรรค การเมือง และพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเบื้องต้นจึงไม่อาจเห็นด้วยกับ สิ่งที่วุฒิสภามีการแก้ไข และยืนยันสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรได้เคยดำเนินการมา ด้วยเหตุผล ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกันครับ🔗
ประการที่ ๑ เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยนครับ ผมเองเป็นกรรมาธิการ พ.ร.บ. ประชามติ ในสภาชุดที่ ๒๕ ร่วมกับ สว. ชุดที่ผ่านมา แน่นอนครับ ในขณะนั้นเราเอง ก็ยังสับสนงุนงงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า กรณีการรับฟังและออกเสียงประชามตินั้น จะต้องใช้เกณฑ์แบบใด อย่างไร เราเห็นแต่เพียงว่าความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ความชอบธรรมของการประชามตินั้น ควรจะได้รับเสียงข้างมากถึง ๒ ชั้น ที่เรียกว่า Double Majority คือชอบธรรมทั้งกรณีของคนที่ออกมา และชอบธรรมทั้งกรณีของคะแนนเสียงที่มี การลงและเห็นชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิด ณ ขณะนั้น แต่เมื่อตรวจสอบย้อนไปเจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่า การลงประชามติไม่ว่ารูปแบบใดก็แล้วแต่นั้น ต้องเป็นการลง ประชามติเพื่อนำไปสู่ข้อยุติเท่านั้น จึงไม่อาจมีการลงประชามติในรูปแบบอื่นที่ไม่นำไปสู่ ข้อยุติได้ อาจจะมีก็ได้ครับ แต่ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย เช่น กรณีของการลงประชามติ เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะมีกฎหมายอื่น ๆ รองรับไว้ สิ่งที่สงสัยมากที่สุด ก็คือว่า ในกรณีของรายงานบันทึกการประชุมของสมาชิกวุฒิสภาทุกครั้ง พวกผมเองก็กลับไปอ่าน แม้ครั้งสุดท้ายอาจจะยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ เพราะส่งเรื่องนี้มาที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน แต่เราไม่รู้เลยว่าเหตุใดครับ วันหนึ่งลงคะแนนเสียง ๒๐ ต่อ ๓ เห็นด้วยกับร่างของ สส. วัน ถัดมาอีก ๗ วัน กลับเป็น ๑๗ ต่อ ๑ ขอปรับปรุงแก้ไข โดยที่ไม่ได้ย้อนไปดูว่าสิ่งที่แก้นั้น อาจจะขัดกับหลักการที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปให้ท่านด้วยซ้ำ อาจจะขัดกับเหตุผลที่อยู่ในตัว กฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรส่งไปด้วยซ้ำ ฉะนั้นเราไม่ได้ยินเหตุผล เราจำเป็นต้องขอเหตุผล นี้ชัด ๆ ในการประชุมของกรรมาธิการร่วมกันที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ มีคำพูดที่สื่อออกมาครับ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา หรือคนโดยทั่วไปที่เข้าใจว่าสิ่งที่ สส. ต้องการ คือการต้องการว่าให้การผ่านเรื่องต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การลงประชามตินั้นเป็นไปโดยง่ายใช่ไหม ท่านต้องแยกนะครับ ระหว่างการที่ ผ่านโดยง่ายกับการที่ผ่านแบบชอบธรรม เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ท่านจิตติพจน์ก็พูดถึง การรณรงค์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา เพราะท่านอย่าลืมว่าอย่างน้อยที่สุดมี ๔ กลุ่มแน่นอน ๑. กลุ่มที่ไม่ออกมาใช้เสียง ๒. กลุ่มที่ลงมติเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือเห็นอย่างไร ก็แล้วแต่ภายใต้คำถาม ๓. กลุ่มที่ลงมติไม่เห็นด้วย และ ๔. คือกลุ่มที่อาจจะมีช่องให้ลงมติ ว่างดออกเสียง หรือไม่ประสงค์ที่จะลงคะแนนเสียง แต่ท้ายที่สุดหากใช้ระบบ Double Majority หรือระบบ ๒ ชั้น ๓ กลุ่มจะถูกนำคะแนนไปรวมกัน ก็คือกลุ่มที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และอาจจะรวมถึงกลุ่มที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเสียง แต่ไม่อาจผ่านได้ โดยกลุ่มที่ต้องการจะเห็นด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการอยากให้การทำประชามตินั้นผ่านไปโดยง่าย แต่เป็นความชอบธรรม ของกระบวนการในการทำประชามติไม่ให้มีการใช้เจตนารมณ์เบี่ยงออกไปในการรณรงค์ แบบใดแบบหนึ่ง แล้วร่างที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนถึงหลายสิบมาตรานั้น ๑๒ มาตรา ก็มีมาตราอื่น ๆ ที่รองรับกระบวนการรณรงค์ กระบวนการเปิดให้มีการหาข้อมูล อย่างรอบด้าน กระบวนการเปิดอย่างเสรีที่จะมีการรณรงค์ต่าง ๆ เป็นต้น แต่มิใช่เป็นไป เพื่อให้ผ่านโดยง่าย แต่เพื่อสร้างความชอบธรรมที่เหมาะสม ในกรณีของร่าง สส. ที่ผ่านไป ที่ใช้ระบบ Single Majority🔗
ท่านประธานครับ ประการที่ ๓ นี้คือความย้อนแย้งที่เราอาจจะต้องดูว่ากรณี ของมาตรา ๙ ซึ่งบอกว่าการลงประชามตินั้นมีอยู่ทั้งหมด ๕ รูปแบบด้วยกัน รูปแบบที่ ๑ คือการลงประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ นี่เขาใช้คำว่า (๑) รูปแบบที่ ๒ คือ การลงประชามติ กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ใช้ (๒) รูปแบบที่ ๓ กรณี การลงประชามติที่มีกฎหมายกำหนดให้มีการออกเสียง เช่น ข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ เทศบาลต่าง ๆ นี่อยู่ใน (๓) รูปแบบประการที่ ๔ คือรัฐสภาพิจารณาและมีมติเห็นควรให้มี การลงประชามติ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสภาชุดที่ ๒๕ ถึงแม้มีความเห็นต่างและส่งไปให้ คณะรัฐมนตรีว่าเห็นควรให้มีการประชามติหรือไม่ และรูปแบบที่ ๕ คือการเข้าชื่อของพี่น้อง ประชาชนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ในการเสนอให้มีการทำประชามติ ผมขออนุญาตเวลา ท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งครับ คาดว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกอภิปรายไม่เยอะ แต่สิ่งที่สมาชิก วุฒิสภาไประบุนั้น ระบุเฉพาะกรณีรูปแบบที่ ๑ และรูปแบบที่ ๒ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ท่านประธานทราบไหมครับ แล้วผมก็ทวงคำถามนี้ ไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยนะครับว่า วันนี้มีพี่น้องประชาชนเกิน ๕๐,๐๐๐ ชื่อไปยื่นขอให้ คณะรัฐมนตรีทำประชามติ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายเดือนแล้ว มาเป็นเดือนแล้ว ตั้งแต่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ยังไม่เคยมีเสียงตอบรับจากคณะรัฐมนตรีว่าตกลงจะทำ ประชามติหรือไม่ แล้วในกรณีที่เขียนมาในร่างของ สว. วรรคสอง ท่านพูดแต่รูปแบบที่ ๑ และรูปแบบที่ ๒ เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงรูปแบบที่ ๕ ที่ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อไปเข้าชื่อขอให้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แค่อันนี้อันเดียวก็เพียงพอที่ต้องตั้งข้อสังเกตว่าตกลง สว. เอง หรือ ครม. เห็นใช่ไหมครับว่า รูปแบบที่ ๕ ถ้าประชาชนเข้าชื่อ ถึงแม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำประชามติโดยใช้เสียงข้างมากข้างเดียว หรือ Simple หรือ Single Majority ก็ได้ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗
ประการที่ ๔ ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกกังวลว่า ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการของพวกเราที่ล่าช้า อาจจะไม่สามารถนำไปสู่การทำประชามติ ถามประชาชนครั้งแรกในการเลือก สจ. เลือกนายก อบจ. เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๘ ห่วงว่าจะไม่ทันสมัยประชุมนี้ ผมก็ต้องนำเรียนนะครับว่า ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการร่วม และมีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย มาทำความเข้าใจ สัปดาห์หน้าก็เสร็จครับ สัปดาห์ถัดไป ก็สามารถบรรจุวาระการประชุมในวันที่ ๓๐ เป็นอย่างช้านะครับ ตุลาคมซึ่งเป็นวันปิด สมัยประชุมก็ยังทัน ถ้าท่านห่วงว่าไม่ทันจริง ๆ ผมก็อ่านรัฐธรรมนูญให้ท่านฟัง มาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๓ ว่าเราสามารถขอให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ฉะนั้นเราไม่ห่วงกังวล เรื่องเงื่อนเวลาครับ แต่ขอเพียงอย่างเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน เขียนมาครบถ้วนถูกต้องจริงหรือไม่ อย่างไร ฉะนั้นในนามของ พรรคประชาชน พวกผมเองยืนยันครับว่า ต้องยืนยันร่างที่ผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร และหากสภาแห่งนี้ลงมติเห็นชอบแบบนั้น เราก็เห็นด้วยกับการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลดังที่ผมได้นำเรียนมา ทั้งหมด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช แล้วต่อด้วยท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นของร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ส่ง กลับคืนมาที่สภาของเรา มันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะท่านประธาน คนเราก็ย่อมมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันไป จริง ๆ จะบอกว่าการที่เราใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น คล้ายกันกับร่างตอนที่ พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้าสภาครั้งแรก อาจจะไม่เหมือนทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายคลึง ก็สืบเนื่องจากเมื่อ ๓๐ กันยายน ถ้าเราจะเท้าความไป ขอสไลด์ที่ ๑ นะคะ🔗
ทางวุฒิสภาก็ส่งคืนร่างกลับมา ทีนี้พอกลับมาปุ๊บ มันก็เป็นเรื่องปกติที่อย่างไรเดี๋ยวเราก็จะต้องมาตั้งกรรมาธิการร่วมกัน อยู่แล้ว เพราะว่าในเมื่อ ๒ สภาความคิดเห็นเราต่างกัน เราก็ต้องมานั่งคุยกันใหม่ ท่านประธานคะ เรื่องเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หลาย ๆ ท่านก็จะงง ๆ ก็อยากจะอธิบาย ให้เพิ่มเติมว่า คำว่า เสียงข้างมาก ๒ ชั้นมันเป็นอย่างไร ชั้นแรกต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิ นั่นหมายความว่าผู้มามากกว่าผู้มี ชั้นที่ ๒ เวลาโหวตก็จะต้องเกินกึ่งหนึ่งของ ผู้มาใช้สิทธิ จริง ๆ สมาชิกในห้องอาจจะเข้าใจ แต่บางทีพี่น้องประชาชนที่ฟังเราอภิปรายอยู่ อาจจะงง ๆ ว่าทำไมต้อง ๒ ชั้น ก็เลยถึงต้องพยายามอธิบายให้ละเอียดขึ้น แล้วมี การแบ่งด้วยนะคะว่าประชามติที่เราจะทำคือจะต้องแบ่งเป็น ๒ ประเภท ก็คือว่าถ้าเป็นเรื่อง ประชามติทั่วไปใช้เสียงข้างมากได้ แต่ถ้าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเราจะต้องใช้ ๒ ชั้น อย่างที่ เพื่อนสมาชิกบอกว่าทำไมไม่ทำเป็นเกณฑ์เดียวกัน อันนี้จริง ๆ ทำเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ หรือไม่ทำเป็นเกณฑ์เดียวกันก็ได้ อันนี้ไม่ได้ติดใจนะคะ เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญมันเป็น กฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นอะไรที่เราทำ เราต้องมี ความละเอียดอ่อน แล้วเราก็ต้องมีความรู้สึกว่ามันเชื่อถือได้ มั่นใจได้ ทีนี้พอเราคุยกันแล้วว่า มันจะต้องมีการทำเสียงข้างมาก ๒ ชั้น อยากจะอธิบายว่าเรื่องของตัวเลข ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในประเทศไทยมีอยู่ ๕๒.๒๘ ล้านคน ทีนี้การลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๗ ถ้าเรารวมเด็ก ที่อายุ ๑๘ ปี ที่มีจำนวนมากขึ้น เราก็คาดหมายนะคะว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะต้องเพิ่มขึ้น เป็น ๕๓ ล้านคน เพราะฉะนั้นในชั้นที่ ๑ ก็ต้องมีผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเกินครึ่ง หรือ ๒๖.๕ ล้านคน พอชั้นที่ ๒ ก็ต้องมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบเกินครึ่ง คือ ๑๓.๒๕ ล้านคน ถ้าเกิดว่าไม่ได้ เข้าเงื่อนไข ๒ ข้อนี้ สรุปก็คือว่าไม่ผ่านนะคะ ทีนี้การที่เราจะต้องมาอภิปรายกันอีกครั้งในวันนี้ เพราะเราก็ต้องมาถามกันว่า ถ้าวันนี้ เราเห็นชอบกับข้อแก้ไขของวุฒิสภาแล้ว เราก็ไม่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกัน แต่จากที่ฟังดู ก็มีเพื่อนสมาชิกที่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นถามว่าจากวันนี้ไปผลของความล่าช้ามันก็อาจจะ กินระยะเวลาไปอีกหลายเดือน ไม่ได้หมายความว่าตั้งพรุ่งนี้แล้วก็อีก ๒-๓ วันจะเสร็จ หรือ ๑ อาทิตย์จะเสร็จนะคะ เพราะที่ผ่านมาเราก็ใช้เวลาในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันค่อนข้างมาก ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะนำเสนอ ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ ถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติของผู้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ ในปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๙ ก็จะพบว่ามีอัตราผู้ออกมาใช้สิทธิมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบให้ดูในสไลด์ที่ ๔ ทีนี้การออกเสียงประชามติเพื่อที่จะรองรับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ มีประชาชนมาใช้สิทธิ ๒๕,๙๗๘,๙๕๔ คน คิดเป็น ๕๗.๖๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ๔๕.๐๙ ล้านเสียง แล้วพอมาปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ มีผู้มาใช้สิทธิ ๒๙,๗๔๐,๖๗๗ คน คิดเป็น ๕๙.๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานดู ๒ ปีที่ทำเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ เราก็พยายามรณรงค์ที่ ให้ประชาชนนั้นออกมาบอกว่า ถ้าใครเห็นด้วยก็ให้มาลงประชามติ🔗
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายเขากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ยกตัวอย่าง อย่างถ้าบอกว่า เลือกตั้ง สส. ไม่มีคู่แข่ง สมมุติว่าไม่มีใครเลย คนที่มาใช้สิทธิต้องมีอย่างน้อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ยังมีการระบุเห็นไหมคะ หรือถ้าเกิดเลือกนายก อบต. หรือเลือก สจ. ต้องกำหนดบอก ว่าคนมาใช้สิทธินั้นจะต้องไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย ที่สำคัญ เราไม่กำหนดอะไรเอาไว้เลยหรือคะ แล้วมันจะเชื่อถือได้อย่างไร🔗
ทีนี้เราบอกว่าการที่เราจะกำหนดให้ใช้ Double Majority ก็เป็นการที่ สะท้อนให้เห็นความสำคัญถึงความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย เป็นการรับประกันว่า ถ้าเราทำประชามติหัวข้อใด ๆ ก็จะต้องเป็นประเด็นที่สังคมสนใจแล้วก็อยากมีส่วนร่วม🔗
เพราะฉะนั้นจากทั้ง ๓ ประเด็นที่ดิฉันกล่าวมา ดิฉันบอกว่าดิฉันก็มีความเห็น ด้วยกับการที่ใช้ Double Majority เพราะอะไร เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เราจะเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อเราใช้เสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็พิจารณาร่วมกัน ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านสหัสวัต คุ้มคง แล้วต่อด้วยท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติครับ ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. ประชามติฉบับนี้ เป็นฉบับที่ทางสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่านกันไปแล้ว ครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ก็ต้องนำกลับมาพูดกันใหม่ นำมาถกเถียงกันใหม่อีกครั้ง เพราะตาม กฎหมายแล้วเมื่อเราพิจารณาเสร็จ ก็ต้องส่งให้ทางวุฒิสภาพิจารณา แล้วทางวุฒิสภาเอง ก็มีมติแก้ไขแล้วส่งกลับมาให้เราพิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยประเด็นที่ทางวุฒิสภามีปัญหา และติดใจ ก็คือมาตรา ๗ ที่ไปแก้ไขมาตรา ๑๓ พูดง่าย ๆ ครับ คือเรื่องของเสียงข้างมาก ชั้นเดียวและเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority กับ Simple Majority นั่นละครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราในสภาผู้แทนราษฎรเคยถกเถียงกันไปแล้วครับ เราชี้ข้อดี ข้อเสีย ต่าง ๆ มากมาย จนได้ข้อสรุปออกมาว่าควรที่จะต้องใช้เสียงข้างมากแบบธรรมดา วันนี้ผมอยากจะย้ำอีกรอบว่า ทำไมเราต้องใช้เสียงข้างมากแบบธรรมดาครับ เรื่องที่ผม อยากจะย้ำ คือความง่ายและความสะดวกครับ เสียงข้างมากแบบธรรมดา หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า Simple Majority ที่เราเรียกกันว่า Simple เพราะมันง่ายครับ ง่ายในที่นี้คือง่ายต่อ พี่น้องประชาชน ส่วนการใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นนั้น เรื่องนี้เป็นปัญหาที่สุด คือมันก่อความยุ่งยาก ผมจะขอแบ่งความยุ่งยากออกเป็น ๓ ยาก🔗
เรื่องความยุ่งยากที่ ๑ คือการทำประชามติยุ่งยากครับ คิดง่าย ๆ ถ้าผู้มีสิทธิ เลือกตั้งมี ๔๐ ล้านคน มีคนไปลงคะแนนเห็นชอบ ๑๓ ล้านคน ไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคน แปลว่า มีผู้ใช้สิทธิมา ๒๓ ล้านคน เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งด้วย แบบนี้ประชามติผ่าน ในขณะที่ถ้ามีผู้ออกไปใช้สิทธิเห็นชอบ ๑๕ ล้านคน ออกไปไม่เห็นชอบ ๓ ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิรวม ๑๘ ล้านคน ผู้เห็นชอบเยอะกว่าไม่เห็นชอบถึง ๑๒ ล้านคน แต่แบบนี้ก็ไม่ผ่านประชามติครับ เพราะเงื่อนไขที่ว่าผู้ออกไปใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แบบนี้ทำให้การประชามติยุ่งยาก และอาจจะต้องจัดใหม่กันอีก🔗
ซึ่งนำไปสู่ความยุ่งยากที่ ๒ คือความยุ่งยากในเชิงงบประมาณครับ ถ้าเราคิดว่า การแก้ พ.ร.บ. ประชามติ ครั้งนี้เป็นประตูบานแรกไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นว่า เพื่อนสมาชิกทุกท่านในสภาแห่งนี้เอง ก็มองว่าเป็นภารกิจร่วมกันที่อย่าไปทำให้มันยุ่งยากครับ เพราะตอนนี้เองก็มีแนวโน้มว่าเราอาจจะต้องทำประชามติกันถึง ๓ ครั้ง ถึงจะได้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ถ้าหากมาดู Timeline กันจริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจนหมดสมัยของสภาเรา ๔ ปี เราจะได้ทำประชามติกันกี่ครั้ง แล้วถ้าเราทำให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยการใช้ Double Majority ก็จะยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณครับ ยิ่งหากมีการคว่ำประชามติบ่อยแค่ไหน ก็จะยิ่ง ทำให้การใช้งบประมาณมากขึ้นเท่านั้น เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งก็ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทำ ๓ ครั้ง ก็เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้ามีการคว่ำ ประชามติไปสักครั้ง งบประมาณก็จะบวกเพิ่มเข้าไปอีก ความฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของสภาเรา หรือของพี่น้องประชาชนของเรา ก็จะยิ่งห่างไกลขึ้นไปอีก นี่คือความยุ่งยากที่ ๒🔗
ความยุ่งยากที่ ๓ คือยุ่งยากต่อกระเป๋าเงินของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เราในฐานะผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากพี่น้องประชาชน แต่ละก็มีคนไว้วางใจ ให้เรามาทำหน้าที่นี้นับหมื่น ๆ คน เราย่อมใกล้ชิดประชาชน ย่อมเข้าใจปัญหาของ พี่น้องประชาชนดีว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจย่ำแย่แค่ไหน เงินในกระเป๋าก็ไม่ค่อยจะมี การออกจาก บ้านแต่ละครั้งไปเลือกตั้ง ไปออกเสียง ไปมีส่วนร่วมทางการเมืองแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย ไม่น้อย บางคนที่อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะใช้เงินหลักร้อย หลักพัน บางคนที่อยู่นอกพื้นที่ต้อง เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดก็อาจจะใช้หลักพัน หลักหมื่น ในการไปออกเสียงแสดงเจตจำนง ของพวกเขา ต้นทุนที่พี่น้องประชาชนเสียไปก็ไม่ใช่แค่ต้นทุนในกระเป๋านะครับ แต่ต้อง รวมถึงต้นทุนเวลาที่ต้องเสียไปด้วย บางคนอาจจะใช้วันดังกล่าวในการทำ OT อาจได้ ค่าตอบแทนหลายร้อย หลายพัน เลี้ยงคนในครอบครัวเพิ่มได้ นี่ก็ต้องขาดรายได้ตรงนั้นไปครับ ต้นทุนของพี่น้องประชาชนจึงไม่ใช่แค่การออกไป ๑ ครั้ง แต่รวมถึงการเสียโอกาสที่จะได้เงิน เพิ่มเข้ามาในกระเป๋าอีกอย่างน้อย ๑ วันด้วย นี่คือความยุ่งยาก ประการที่ ๓🔗
ท่านประธานครับ หากจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่าง ๒ สภาจริง ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นของผมเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุมด้วยเช่นกันครับ ทั้งความยุ่งยาก ๓ ข้อที่ผมกล่าวมา แล้วผมอยากจะย้ำอีกครั้งครับ เราพูดกันเสมอ เราภูมิใจกันนักหนาครับว่า เราคือรัฐเดี่ยวแบ่งแยกไม่ได้ รัฐเดี่ยวทั่วโลกส่วนมากเขาใช้ Simple Majority กันทั้งนั้น Double มันไว้ใช้กับพวกประเทศที่เป็นมลรัฐที่ต้องพิจารณาหลายอย่าง แต่ของเราใช้แบบ ธรรมดาอย่างง่ายได้เลย จะได้ไม่ต้องเกิดความยุ่งยากต่อประชาชนครับ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราอยากแก้กัน ก็มาจากเสียงข้างมากธรรมดา เราใช้เสียงข้างมากธรรมดา กันมาตลอด ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าทำไมอยู่ดี ๆ อยากจะใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้นกัน หรือจริง ๆ พวกท่านแค่ไม่อยากให้ประชาชนแก้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือครับ จึงต้องสร้างความยุ่งยาก วุ่นวายให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากจะแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตัวเองเหลือเกิน ผมไม่เข้าใจเลยครับ ขอบคุณครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับพี่น้องประชาชนจากอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ต่อไป สส. คนอุบลราชธานีพอดีนะครับ ท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย แล้วต่อด้วยท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ เชิญท่านแนนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทยค่ะ ท่านประธานคะ ในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติการทำประชามติที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไข เพิ่มเติมนั้น ในส่วนประเด็นการอภิปรายของดิฉันก็คงจะต้องบอกว่า มีในส่วนทั้งเห็นด้วย และกึ่ง ๆ ไม่เห็นด้วยในประเด็นที่ทางวุฒิสภาได้แก้ลงมา ท่านประธานคะ ถ้าดูจากเนื้อหา ในมาตรา ๑๓ ที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไขมานั้น เอาเข้าจริง ๆ ก็จะคล้ายกับประเด็นที่ท่านมัลลิกา ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ว่าจะคล้าย ๆ กับที่ร่างของพรรคภูมิใจไทย เราได้เสนอไปตั้งแต่ ครั้งแรกในการทำนะคะ ทีนี้ประเด็นหลักที่ดิฉันมอง คืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน ประเด็น การกำหนดวิธีการทำประชามติ ท่านประธานคะ ดิฉันมองในประเด็นของวุฒิสภาที่ไป กำหนดเฉพาะในเรื่องของการมี Double Majority เฉพาะในส่วนของการทำรัฐธรรมนูญ แต่จริง ๆ แล้วดิฉันกลับมองอีกมุมหนึ่งค่ะ ในมุมของการทำประชามตินั้น ท่านอย่าลืมค่ะว่า การทำประชามติไม่ได้ใช้กันเฉพาะแค่เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียว การทำประชามติของ ประเทศนั้นเป็นประเด็นสำคัญต่าง ๆ เวลาเราจะใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่ต้องตัดสินใจอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราจะปล่อยไม่ให้มีการเซตมาตรฐาน หรือว่าเซต Percentage ขึ้นมา มีการล็อกเอาไว้ ๑ ชั้น ๒ ชั้น เพื่อความปลอดภัยในการทำประชามติ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามแต่ เมื่อไม่มีบาร์มาตรฐานเอาไว้ เราจะสามารถอ้างอิงได้อย่างไรว่า นี่คือเสียงข้างมาก หรือนี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการทำประชามติในประเด็นนั้น ๆ ถ้าอันนี้ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเดียวนะคะท่านประธาน ถ้าเกิดมีประเด็นสำคัญ เรื่องอื่นในการต้องการทำประชามติ แต่สุดท้ายแล้วประเด็นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สนใจกับ สังคมมากนัก มีผู้คนออกมาใช้สิทธิหลักแสนคนหรือเพียงแค่ล้านต้น ๆ อย่างนี้เราจะสามารถ อ้างได้อย่างไรว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าในประเด็นของการทำประชามตินะคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ทางวุฒิสภาล็อกเอาไว้เฉพาะการทำประชามติที่มี Double Majority ให้ล็อกไว้เฉพาะรัฐธรรมนูญนั้น ประเด็นนี้ดิฉันก็อาจจะเห็นต่างในส่วนของวุฒิสภา แต่จริง ๆ ที่ดิฉันเห็นด้วยเลย ในประเด็นของการทำประชามติ ซึ่งแน่นอนค่ะ เรื่องที่เราทำกันอยู่ขณะนี้ นี่คือหนทางเบื้องต้นที่เราจะนำไปสู่การทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ทีนี้ การเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องบอกไว้ก่อนนะคะ ทางพรรคภูมิใจไทยของเรา เราเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเว้นหมวด ๑ และหมวด ๒ แต่หนทางในการไปสู่ การแก้ไขนั้น หนทางที่สง่างามมันต้องมีค่ะท่านประธาน หนทางที่สง่างามในที่นี้หมายถึงอะไร หมายถึงการทำประชามติที่มีเสียงมากพอที่จะกล่าวอ้างได้ว่าเราเห็นควรแล้ว เวลานี้ถูกต้อง แล้วที่จะต้องแก้ประชามติ ที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะอะไรคะ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ท่านอย่าลืมนะคะว่ามีผู้ออกมาใช้เสียง มาใช้สิทธิลงคะแนนประชามติ ๒๙ ล้านคน จาก ๕๐ ล้านคน แล้วอยู่ดี ๆ ท่านจะมาแก้การทำประชามติในรอบนี้ โดยท่าน จะมาบอกว่าไม่เป็นไร เราไม่ต้องเซตเป็น Standard ไม่ต้องเป็นบาร์เอาไว้ ไม่ต้องมี Percentage ใครจะมาเท่าไรก็ได้ แน่นอนค่ะ เรื่องรัฐธรรมนูญมีคนมาเยอะ แต่ถ้าเป็น เรื่องอื่นอาจจะมีคนมาน้อย แต่ถามว่าถ้าเราไม่เซตเอาไว้ท่านจะใช้สิทธิอันใดที่จะอ้างว่าเรา ถึงเวลาที่เหมาะสมและสมควรแล้วในการแก้ไขธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคนออกมาใช้เสียงถึง ๒๙ ล้านคน แน่นอนค่ะ ทั้ง ๒๙ ล้านคน ไม่ได้เห็นด้วย มี ๑๖ ล้านเสียง มี ๑๐ ล้านเสียง ที่อยู่ใน ๒๙ ล้านเสียงนั้น แต่ใด ๆ ก็ตามแต่ แน่นอนละค่ะ ท่านประธาน อย่างที่บอก มันต้องมีความสง่างามในการที่จะเดินไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะบอกว่าเรากลัว กลัวการล็อก กลัวว่าคนจะไม่ออกมาใช้มติ ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่ ท่านมัลลิกาอภิปรายแล้ว แม้กระทั่งการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ยังเซตเอาไว้ที่อย่างน้อย ๆ ต้องมี ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้ง สส. ถ้าไม่มีคู่แข่ง เราก็ต้องมีผู้มาใช้สิทธิ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการทำประชามติ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ท่านจะไม่เซตมาตรฐานเอาไว้หรือคะ ท่านจะไม่ทำในเรื่องที่ สมควรเพื่อที่จะอ้างอิงได้ว่า นี่เป็นความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แน่นอนค่ะท่านประธาน วันนี้มีหลายความเห็นและฟังมาช่วงต้น ถึงแม้จะไม่กี่ท่านก็ตามแต่ ประเด็นที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือการมีทางเลือก ๒ ทาง ระหว่างการไม่กำหนดเสียงขั้นต่ำ หรือการกำหนดเสียงกึ่งหนึ่งที่ สว. เขาแก้กลับมา ถ้าให้เลือกระหว่าง ๒ ทางนี้ แน่นอนค่ะ พรรคภูมิใจไทยเราก็คงต้องบอกว่า ถ้าจะให้สง่างามที่สุด ถ้าจะให้สวยที่สุด และเป็นข้ออ้าง ได้ดีที่สุด ก็คือการกำหนดเสียงขั้นต่ำค่ะ กำหนดเสนอขั้นต่ำคือการกำหนดเสียงกึ่งหนึ่ง แต่ทีนี้ค่ะท่านประธานแน่นอนละ หลังจากนี้ถ้าจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่าง ๒ สภา ในชั้นกรรมาธิการนั้น ถ้าท่านที่ไปเป็นกรรมาธิการท่านจะบอกว่า สุดท้ายแล้วท่านกังวลใน เรื่องประเด็นของเสียงกึ่งหนึ่งอาจจะใช้เสียงเยอะเกินไป อาจจะกังวลว่าจะมีคนออกมา หรือไม่ สุดท้ายแล้วท่านจะเลือกประเด็นของใช้เสียงเกิน ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ ก็ย่อมได้ค่ะ ท่านประธาน อย่างน้อย ๆ เราควรจะมีมาตรฐานเอาไว้ ไม่ใช่ปล่อยไปเลย ปล่อยไปเลย มันผูกพันไปกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นค่ะท่านประธาน ถ้าเราใช้ประชามติ ทำเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญไปด้วย ในประเด็นอื่น ๆ นะคะท่านประธาน ถ้าเราไม่ เซตเสียงเอาไว้ แล้วเกิดบางเรื่องเรามีคนมาใช้สิทธิแค่ ๑ ล้านคน ในการทำ ประชามติ เราจะอ้างได้อย่างไรว่านี่คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วมีเพื่อนสมาชิก เป็นห่วงเรื่องการใช้งบประมาณ ใช้ซ้ำ ใช้ซ้อน ใช้หลายครั้ง งบประมาณที่ใช้สุดท้ายแล้วก็คือ ใช้ในประเทศนี่ละค่ะ เราไม่ได้เอางบไปใช้ในส่วนของต่างประเทศเลยในการทำประชามติ ต่างประเทศก็คือการส่งไปที่ผู้อาศัยอยู่ในต่างประเทศใช้เท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วงบประมาณ ทั้งหมดก็ใช้ในประเทศ หมุนอยู่ในประเทศนี่ละค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นในประเด็น การทำประชามติดิฉันก็ยังมองว่าสิ่งที่ทางวุฒิสภาแก้ไขมาก็พอรับฟังได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากกรรมาธิการ ทางเราไม่ติดค่ะ ถ้าท่านจะใช้เสียงกึ่งหนึ่ง ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ แล้วต่อด้วยท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอบคุณ ในความเห็นทุกความเห็นนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราฟังมากกว่าพูด บางทีการประชุม มันจะออกมรรคผล ผมไม่ขออภิปรายในเรื่องการออกเสียง ไม่ว่าจะ Single Majority หรือ Double Majority เพราะเราก็ต่างได้ฟังเหตุผลทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว แต่ผมมีความสงสัยครับ ผมมีความสงสัยว่าทำไมคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา จึงได้มีการแก้ไขให้มาเป็นตามที่เห็น ในจอนี้ครับ ผมสงสัย คือก่อนที่จะไปตำหนิว่าเขา ลองไปฟังเหตุผล ไปอ่านเหตุผลที่เขายก เรื่องนี้ขึ้นมา แล้วสรุปแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีโอกาสอ่านบันทึกการประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติของวุฒิสภา ในการประชุม ครั้งที่ ๕ ในวันพุธที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ มี กมธ. เข้าประชุม ๑๙ คน ขาดประชุม ๖ คน แต่อันนั้นไม่ใช่ประเด็นครับ ในการประชุมก็มีการเสนอให้มีการทบทวน ร่างที่ สส. เสนอมา ที่น่าสนใจมีเหตุผลเดียวเท่านั้นที่เสนอให้มีการทบทวน ผมขออนุญาต อ่านชื่อท่านนะครับ ไม่เสียหาย เผื่อท่านจะปฏิเสธ มันปรากฏในบันทึกรายงานการประชุม คือท่านวุฒิสมาชิก พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์🔗
ขออนุญาต อย่าไปเอ่ยชื่อท่านเลยครับ🔗
โอเคครับ ขอบคุณครับ คือมีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่ง ท่านขอเพิ่มข้อความวรรคสองในมาตรา ๑๓ ดังนี้ ขออนุญาต ท่านประธานอ่านนะครับ ท่านขอเพิ่มดังนี้ ในกรณีที่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงตามที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๗ (๑) การออกเสียงที่ถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำรัฐธรรมนูญ ให้ใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น ท่านให้เหตุผลว่าควรจะมีการทบทวน โดยเหตุผลที่ท่านเสนอวรรคสอง แต่ถ้าท่านไปดู วรรคสอง ตามที่วุฒิสภาแก้มานี้ ไม่ตรงกับท่านวุฒิสมาชิกนี้เสนอเลย พอท่านวุฒิสมาชิกท่าน นี้ ยกข้อความนี้ แล้วเสนอให้มีการทบทวน กรรมาธิการเห็นชอบให้มีการทบทวน เห็นด้วยให้มีการทบทวนมาตรา ๑๓ ๑๗ คน ไม่เห็นด้วย ๑ คน และงดออกเสียง ๑ คน แต่ว่าอยู่ ๆ หลังจากที่มีการลงมติว่าทบทวนแล้ว ก็มีกรรมาธิการท่านหนึ่งมอบหมาย ให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ นำเสนอร่างมาตรา ๗ ที่แก้ มาตรา ๑๓ ให้เป็นไปตามข้อความที่เราเห็นนี้ครับ คือเสนอข้อความหนึ่งเพื่อให้วุฒิสภา ทบทวน แต่ว่าเวลาเสนอขอลงมติเห็นชอบด้วยหรือไม่ กลับกลายเป็นมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และท่านวุฒิสมาชิกที่เสนอให้ทบทวน ไม่ได้เสนอให้มีการแก้วรรคหนึ่ง เสนอให้มี การแก้วรรคสอง แต่ไม่ใช่ข้อความที่ปรากฏที่เห็นในจอแต่อย่างใด อันนี้ผมไม่เป็นไร ถือว่าก็มีการแก้ไขกันได้ แต่ที่แปลกก็คือผมดูในบันทึกการประชุมแล้วนี้ ผมไม่เห็นมีเหตุผล อะไรเลยครับ ที่มีกรรมาธิการที่จะเสนอและสนับสนุนการแก้ไขตามมาตรา ๑๓ มีเหตุผล เดียวครับ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง คือมีกรรมาธิการท่านยกตัวอย่างขึ้นมานะครับว่า เหตุที่จะต้องเป็นการแก้ตามมาตรา ๑๓ วรรคสอง ที่เห็นนี้ ท่านยกตัวอย่างเช่น หากยึดถือ มาตรา ๑๓ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา กรณีหากผู้มีสิทธิออกเสียง จำนวน ๔๘ ล้านคน แต่มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเพียง ๕๐๐,๐๐๐ คน มีผู้ออกเสียงเห็นด้วย ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่เห็นด้วย ๑๙๐,๐๐๐ คน งดออกเสียง ๑๑,๐๐๐ คนเช่นนี้ การออกเสียงประชามติดังกล่าว ถือว่ามีมติให้ความเห็นชอบแล้ว จะเห็นว่ามีผู้เห็นด้วยเพียง ๒๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น จากผู้มี สิทธิออกเสียงทั้งสิ้น ๔๘ ล้านคน ซึ่งเห็นว่าไม่ถูกต้องเท่าใดนัก มันคุ้น ๆ กับเหตุผลที่เราเพิ่ง ได้ยินไปไหมครับ อันนี้ก็ไม่ว่าเหมือนกัน แต่ที่แปลกใจคือมันไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่ยกมาในชั้น กรรมาธิการ ในที่สุดกรรมาธิการหลังจากที่เลขานุการกรรมาธิการนำเสนอแล้ว ก็ลงมติ เห็นชอบกับการแก้ไขที่ปรากฏบนจอ ด้วยคะแนนเสียง ๑๗ เสียง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ๑ เสียง และงดออกเสียง ๑ เสียง ผมจึงขอฝากกรรมาธิการร่วมต่อไป ช่วยถามเหตุผล เถอะว่า จริง ๆ แก้ไขให้เป็นแบบนี้ เพราะอะไร คืออยากจะฟังเหตุผลนอกเหนือจากที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว หรือเพียงแต่ยกตัวอย่างที่คนมาลงคะแนน ๕๐๐,๐๐๐ คน ถือว่าเป็นฐาน ในการแก้ไขอันนี้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นข้อกฎหมายครับ คือศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ในคดีที่ ๔/๒๕๖๔ ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ นะครับ รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติ เสียก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคุยกับนักกฎหมาย ๑๐ คน ก็ตอบเหมือนกัน ทำใหม่ ไม่เหมือนการแก้ไขนะครับ ทำใหม่นี้ไม่เหมือนการแก้ไข กรณีทำใหม่ทั้งฉบับ ที่ตามแนวทาง ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมถามหน่อยครับว่า การลงประชามติจะเป็นไปตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง เพราะวรรคสองบอกว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ศาลชี้ไว้แล้วว่าเป็นการทำใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ ๒ นี้ ผมขอฝาก ไปยังกรรมาธิการร่วมอีกประเด็นหนึ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาได้กรุณาส่งกลับมา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ทางวุฒิสภา ถึงแม้ว่าเราจะเป็นปลาคนละน้ำ แต่ก็มาจากประชาชนเช่นเดียวกัน แต่ผมมา จากประชาชนโดยตรงครับ มาจากการเลือกตั้ง แต่วุฒิสมาชิกมาจากทางอ้อมครับ มาจาก การเลือกตั้งเช่นเดียวกัน อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับที่ทำให้ ประชาชนงงกันทั้งประเทศนี่ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอกราบเรียน กับท่านประธานว่า วุฒิสภาได้ลงมติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ มาตรา ๗ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๓ เรื่องนี้กระผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องมาพูดคุยกันนะครับ เราจะต้องคุยกันอย่างรอบคอบว่าเราจะเอาอย่างไร เราจะต้องมา คิดกันอย่างจริงจังว่าจะยึดหลักพวกเราที่ร่วมกัน หรือเราจะยินยอมตาม สว. ท่านประธานที่ เคารพครับ มาตรา ๗ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๓ มาตรานี้มีความสำคัญที่สุดในการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะว่ามาตรานี้เป็นหัวใจและเป็นองค์ประกอบเงื่อนไขสำคัญ ให้พี่น้องประชาชนออกเสียงประชามติ เป็นเงื่อนไขที่จะเปิดทางเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมในการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แต่ท่านประธานครับ ครั้งก่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของเรามีมติแก้ไขมาตรานี้ เพราะพวกเราเห็นตรงกันว่า การที่มีเงื่อนไข เสียงข้างมากเด็ดขาด ๒ ชั้น เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินครับ มันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินที่จะ ขยับแก้ไขรัฐธรรมนูญเจ้าปัญหานี้ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผมจะไม่พูดเรื่องที่มาของ รัฐธรรมนูญหรอก เดี๋ยวมันจะมีปัญหา สภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานั้น พวกเราเห็นตรงกันว่าเราต้องยกเลิกหลักเกณฑ์เสียงข้างมาก ๒ ชั้น และยกเลิกหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า การทำประชามติผ่านความเห็นชอบต่อเมื่อ ผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีผู้เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ โดยให้ไปใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา หรือยึดเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเป็นสำคัญ ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านอาจจะงุนงงเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นไรครับ เราก็ต้องพูดในหลัก เพราะว่าเรามีส่วนในการมาแก้กฎหมายอยู่แล้ว เรื่องนี้มันเป็นผลดีต่อการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ และเป็นการสุ่มเสี่ยงครับ แล้วจะทำให้ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มันเหมือน จะดับสูญเลย ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าแค่จะแก้กฎหมายเพื่อที่ประชามติในการที่จะร่าง รัฐธรรมนูญนี้ ไม่รู้ชาติไหนเราถึงจะได้แก้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่วุฒิสภา กลับมติของสภาผู้แทนราษฎรของเรา ให้กลับไปใช้เงื่อนไขเสียงข้างมากเด็ดขาด ๒ ชั้น ที่เห็นอยู่ในร่างมาตรา ๑๓ ที่บัญญัติว่า การออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะถือว่ามีข้อยุติได้ หรือใช้บังคับได้ จะต้อง🔗
๑. ต้องมีผู้มาใช้สิทธิในการออกเสียงลงคะแนนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ในการลงคะแนน นั่นหมายความว่า ถ้าเกิดพวกเราอยากจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ดีขึ้น จะต้องลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าจะมีพี่น้องประชาชนออกเสียงลงคะแนนเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ ถ้าวันนั้น เกิดสถานการณ์ไม่เป็นปกติละครับ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะเกิดเหตุการณ์อะไร ก็แล้วแต่ จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นหมันอีกละครับท่านประธาน แล้วไปจูงใจ ให้พี่น้องประชาชนไม่ออกมาลงคะแนนเสียง เพื่อที่จะเป็นการไปใช้สิทธิอีก เพื่อที่จะเป็น ประชามติ นั่นก็คือพี่น้องประชาชนมากกว่า ๕๐ ล้านคน จะไม่มีผลอะไรเลย ท่านประธานครับ ตามหลักการทั่วไปของประเทศต่าง ๆ การใช้หลักเสียงข้างมาก ๒ ชั้น ก็คือประเทศที่เขามีรัฐหลาย ๆ รัฐ มีหลาย ๆ เกาะ หลาย ๆ รัฐ เพื่อรักษาสิทธิของรัฐที่เป็น ประชากรน้อย แต่ในประเทศไทยของเรามันมีรัฐเดียวนะครับ มันมีประเทศเดียว มีรัฐเดียว มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเท่าไร ก็เคยมีการออกเสียงประชามติ และเราก็เคยมีการออกเสียง ประชามติ รัฐธรรมนูญก็ใช้หลักเกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดาชั้นเดียวเท่านั้น ก็ ๒-๓ ครั้ง ที่มีประชามติว่าเวลาจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ เราก็ใช้เสียงข้างมาก รวมถึง การจัดการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกันครับ กฎหมายซึ่งเป็น กฎหมายหลักที่ยังใช้เป็นเสียงข้างมากธรรมดาอยู่ ณ วันนี้ ก็ไม่ได้ใช้เสียง ๒ ชั้นอะไร ดังนั้น กฎหมายหลักใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว กระผมอยากจะถามท่านประธานนะครับว่า ก็ไม่รู้ พวกท่านมีเหตุผลอะไรหรือครับในการจัดการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องกลับไปใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือจะทำให้เรื่องมันยากขึ้นครับ นี่ก็เปรียบเสมือนว่า ร่างประชามติที่พวกเรา สส. ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นปากเป็นเสียงของพี่น้อง ประชาชนนั้น เสนอแก้ไปแทบจะต้องกลับมานับหนึ่งกันใหม่แล้วละครับท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๒ ทาง สว. ก็ยังแก้ไขมาอีกว่า การทำประชามติที่จะทำให้ไม่ได้ ข้อยุติในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะต้องมีจำนวนเสียงกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในเรื่องที่จัดทำประชามติเรื่องนั้น นี่ก็เป็นเงื่อนไขอีกชั้นหนึ่งครับท่านประธาน กระผม ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าตอนนี้ประเทศไทยเรามีผู้มีสิทธิออกเสียง ๕๐ ล้านคน ถ้าคิดเกินกึ่งหนึ่งก็ ๒๕ ล้านคน และใน ๒๕ ล้านคนนี้ ถ้าเรากลับไปใช้การแก้ไขของ สว. คือใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ๒ ชั้น การที่จะทำให้ประชามติมีผลบังคับใช้ เราจะต้องได้รับเสียง เห็นชอบกึ่งหนึ่ง นั่นก็คือ ๑๒,๕๐๐,๐๐๐ คน ออกเสียงว่าต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งแนวทางปฏิบัติของคน ๒๕ ล้านคน หากมีพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเห็นชอบว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญสัก ๑๒ ล้านคน ไม่เห็นชอบสัก ๑๐ ล้านคน งดออกเสียง ๓ ล้านคน ก็จะกลายเป็นว่าผู้ใช้สิทธิไม่เห็นชอบ ๑๐ ล้านคนนี้ จะชนะพี่น้องประชาชน ๑๒ ล้านคน นี่ทำให้ผมงงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วที่ผ่านมาเราก็สรุปได้นะครับว่า การจัดการ ออกเสียงประชามติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน หลาย ๆ ครั้งจะต้องมีการจัดการตั้ง ๓ ครั้งครับ เราอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ตั้ง ๓ ครั้งนะครับ แล้วหากครั้งใดครั้งหนึ่งแค่ครั้งเดียว มันไม่เกินหรอกครับ แล้วมันจะไปตีความกันวุ่นวายฉิบหายวายป่วงหรือในประเทศนี้ แล้วที่สำคัญท่านประธานครับ โอกาสความหวังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้ประเทศเรา ดีขึ้น มันก็กลายเป็นหมอกควันเฉย ๆ ดังนั้นกระผมเห็นควรว่า สภาผู้แทนราษฎรของเรา ต้องยืนยันในหลักการเดิมของเรา สภาผู้แทนราษฎรของเรามาจากความต้องการของพี่น้อง ประชาชน ในทุกพื้นที่กระผมเห็นว่าต้องยึดมั่นในหลักการเพิ่มเติมของเราเหมือนเดิม ส่วนจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม หรืออะไร อย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไปว่าในคณะกรรมาธิการ ก็แล้วกัน ผมขออภิปรายแต่เพียงเท่านี้ละครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเป็น ๑ ใน ๓๑ กรรมาธิการที่มีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ทุก ๆ คน ก็มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย อย่างไรก็ดี ก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน ก็คือเรื่องของ Simple Majority หรือการยึดผลลงคะแนนแบบชั้นเดียว ผลจากรายงานนั้น ก็นำมาสู่สภาผู้แทนราษฎรของเรา จนนำไปสู่การลงมติ มติที่เรียกได้ว่า ถล่มทลายเอกฉันท์ จนนำไปสู่การส่งเรื่องไปที่วุฒิสภาครับ เมื่อไปถึงแล้วผมก็ได้ติดตามข่าว ในเบื้องต้นก็ทราบว่า ไม่ได้มีข้อโต้แย้งหรือเห็นต่างแต่อย่างใด ผมเองก็แปลกใจว่า ๑๘-๒๕ กันยายน พอมาถึงวันสุดท้ายในเบื้องท้ายเกิดอะไรขึ้น จึงทำให้ผลออกมาแบบเรียกได้ว่าหักมุมย้อนศร U-turn กลับกันไม่ทันเลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเองไม่เห็นด้วยกับสมาชิกวุฒิสภาครับ ที่แก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การออกเสียงประชามติ มาตรา ๗ ที่แก้ไขมาตรา ๑๓ โดยแก้ไขจากเดิม การออกเสียงที่จะ ถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียง ข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น เป็นการยึดผลลงคะแนนแบบชั้นเดียว Single Majority เป็นกำหนดให้ยึดผลการลงมติ ๒ ชั้นก็คือการออกเสียงที่ถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง และมี จำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงด้วย ซึ่งมาตรา ๙ (๑) คือการออกเสียง เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา ๙ (๒) คือการออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายนี้ ก็ได้มีการพูดคุยกันเพื่อหา ข้อยุติในมาตราดังกล่าว โดยมีความเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในการ กำหนดกลไก ๒ ระดับ เช่น ฝ่ายที่เห็นด้วย ก็เห็นว่าการออกเสียงประชามติเป็นการนำเรื่องที่ มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือกระทบต่อสิทธิ หรือเสรีภาพของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการให้ประชาชนมีการแสดง ความเห็น หากถือเพียงเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง จะทำให้ไม่สามารถสะท้อนความเห็น ที่แท้จริงของประชาชนได้ ควรมีการกำหนดจำนวนอัตราขั้นต่ำของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ในจำนวนอัตราที่เหมาะสม อันนี้คือจากที่เห็นด้วยนะครับ ในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยครับ เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องอาศัยอำนาจจาก ประชาชน จึงควรพิจารณาการออกเสียงประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา แม้จะมี การถกเถียงว่าการออกเสียงประชามติในครั้งนั้นเป็นธรรมหรือไม่ แต่ก็ใช้กลไกการออกเสียง เพียงชั้นเดียว ครั้งนี้จึงควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้บัญญัติไว้ เป็นการเฉพาะ ย่อมต้องดำเนินการหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติสืบมาเป็นประเพณี เพื่อให้สามารถ อธิบายที่มาที่ไปกับประชาชนได้ รวมถึงการจัดทำประชามติ จะมีช่วงเวลาพอสมควร ให้การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นสิทธิหน้าที่ของประชาชน ในการไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ การกำหนดว่าจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจำนวน เท่าใด ย่อมเป็นการสร้างเงื่อนไขเกินความจำเป็นครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๗ ก็มีการกำหนด เรื่องการออกเสียงประชามติไว้ ซึ่งวางหลักว่าการออกเสียง ประชามติใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญของไทย ในอดีตก็มิได้มีการกำหนดกลไกการออกเสียง ๒ ชั้นเช่นเดียวกันนะครับ ผมมีตัวอย่างครับ จริง ๆ เราก็ได้อภิปรายกันมากมายในตอนแรก ๆ มาแล้ว อยากจะยกตัวอย่างเรื่องของ การออกเสียงประชามติของต่างประเทศ ยกตัวอย่างสั้น ๆ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางมาตรา ต้องผ่านการรับรองโดยเสียงประชามติส่วนใหญ่ใน ๒ ระดับ หรือ Double Majority ได้แก่ ๑. เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ และ ๒. เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในมลรัฐ ทั้งหมดที่มีอยู่ ๒๒ มลรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ Double Majority ก็จริง แต่เป็นระดับประเทศ กับมลรัฐ ไม่ใช่กำหนดกลไกการออกเสียง ๒ ระดับ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างของพรรค ประชาชนเองที่เคยเสนอ แม้จะแตกต่างจากร่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบอยู่บ้าง เล็กน้อยในบางประเด็นปลีกย่อย แต่ก็ยังเป็นการกำหนดกลไกเพียงชั้นเดียว อันนี้ขีดเส้นใต้ ๒ เส้นนะครับ ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของสมาชิกวุฒิสภาและขอยืนยัน ในหลักการเดิมที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ใช้กลไกการออกเสียงเพียงชั้นเดียว เพื่อไม่ให้เกิด ความยุ่งยากเกินความจำเป็น และอาจนำไปสู่การไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในกรณีที่ร่าง พ.ร.บ. ประชามตินี้ได้ส่งมาจาก สว. บอกว่าไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ การลงประชามติเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เราต้องรู้จริง ๆ ว่าสาเหตุที่เราจะแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติเพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ฉบับของพวกเราอะไรต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาเยอะแยะ บ้านเมืองติดกับ เดินไปข้างหน้าก็ยาก ถ้าไม่ใช่ฝ่ายตัวเองก็จะโดนสอยประมาณนั้น แล้วก็ที่ผ่านมาผมไม่แน่ใจว่า มีพรรคการเมืองไหนบ้างที่เสนอนโยบายว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่แน่นอนครับ พรรคเพื่อไทยหรือไม่ เท่าที่ผมฟังดูอาจจะมีอีกพรรคหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ไม่อยากเอ่ยนามนะครับ ก็เห็นด้วย แล้วประชาชนก็เลือกมาตั้งเกินครึ่ง ไม่เป็นไรครับ ก็ไม่ว่ากัน แล้วท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐาก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องแก้ภายใน ๑ ปี ท่านก็ตั้งกรรมการขึ้นมาเมื่อเดือน เมษายน ปี ๒๕๖๖ ก็บอกว่า พ.ร.บ. ประชามติ เป็นเหตุที่ว่าอาจจะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขทั้งหมดเป็นไปได้ยาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้บังคับเลยนะครับ บอกว่าถ้าจะแก้ทั้งฉบับกรุณาไปหาเจ้าของอำนาจ ก็คือทำประชามตินี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่มาครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ สภาผู้แทนราษฎรเขียนอย่างนี้ ในวาระที่ ๑ ผ่านมติ ๔๐๙ ต่อ ๐ เอกฉันท์นะครับ ผมไม่อยากจะพูดมาก ๑ ชั้น ๒ ชั้น ผ่านไปเรียบร้อย แต่พอไปถึง สว. วาระที่ ๑ ก็รับหลักการครับ แต่พอปุ๊บปั๊บแก้ไขเรียกว่า กลับหลังหันเลยนะครับ ๑๖๗ ต่อ ๑๗ มันเป็นไปได้อย่างไร แต่ผมไม่ว่าครับ เพราะว่าเป็นเรื่อง ของแต่ละคนจะมีความเข้าใจในเรื่องประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ ของแต่ละท่าน ท่านประธานครับ การแก้ไขการลงประชามติ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยครับ ใช้ Simple Majority คือชั้นเดียวนี่ละครับ อีกครั้งหนึ่งก็คือ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ก็แบบเดียวกันครับ เพื่อรับรอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่เห็นมีอะไร ท่านประธานครับ การลงประชามติเป็นการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชน อันที่ ๑ เราไปเลือกตั้ง แล้วก็ใช้เสียงข้างมาก อันที่ ๒ การลงประชามติเป็นการใช้อำนาจโดยตรง ไม่ต้องผ่าน สส. กับ สว. อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ มากเลยนะครับ ท่านประธานครับ พูดต่อนะครับ เราต้องการให้มี สสร. ใช่ไหมครับ ก็ต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในหมวดที่ ๑๕ ซึ่งถ้าอันนี้ไม่ผ่านไปก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้มีท่านสมาชิกได้อภิปรายว่า ถ้าเราช้าในเรื่องนี้ก็อาจจะทำให้ เราเสียเวลาไปประมาณ ๘ เดือน ทั้งตั้งกรรมการร่วม แล้วก็พูดกัน แล้วถ้าเขายับยั้งมาอีก ก็ต้องเสียเวลาไปอีก ๑๘๐ วัน แต่ผมเชื่อว่าวุฒิสภาได้ฟังเราพูดแล้ว ก็คงกลับไปคิด แล้วกรรมการร่วมก็คงจะสามารถคุยกันได้ว่าทำไมท่านถึงตีลังกากลับอย่างนี้ เหตุผล เพราะอะไร ท่านก็อ้างประชาชนต่าง ๆ เขาต้องมีข้อยุติ จริง ๆ แล้วประชาชนเขาชอบง่าย ๆ เหมือนการเลือกตั้งครับ มันต้อง Free Fair แล้วก็ Regular แล้วง่าย ๆ ถ้าไม่ง่าย ๆ แล้วประชาชนจะสับสนครับ เดี๋ยวนั่น เดี๋ยวนี่ มันก็ทำให้เมืองไทยไปไหนไม่ได้สักที เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมไม่อยากพูดวาระที่ ๑ ของการแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติ อีกครั้งหนึ่ง แต่ขอสนับสนุนว่าสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ควรจะต้องยืนหยัดในหลักการที่เรารับไปแล้ว ส่วนท่าน สว. ท่านจะรับหลักการเหมือนเรา หรือไม่ ก็ไปเจรจากันเอง คิดว่าน่าจะทำได้ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ท่านจะเสียหายครับ ต่อให้มีใบสั่งอะไรมาก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าจะรอดหูรอดตาของประชาชนไปได้ พรรคที่กลับไป กลับมานี่ละครับ จะได้รับความเสียหาย ขาดความศรัทธาจากประชาชน เมื่อขาดความ ศรัทธาประชาชนไปแล้ว ผลก็ออกมาในเวลาถ้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปว่าพรรคต่าง ๆ เหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็มาคุยกันอีกรอบหนึ่ง ก็ยังยืนหยัดตาม สภาผู้แทนราษฎร ใช้มาตรา ๑๓๗ ตรงไปตรงมาก่อน แล้วก็เจรจากันให้รู้เรื่อง ถ้าไม่ได้ก็ใช้ ต่อไปอีก เสียเวลาอย่างไรก็ช่างมัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับประชาชน แล้วจะทำให้เราก้าวข้ามความขัดแย้งต่าง ๆ ความชัดเจนในบ้านเมืองจะดีขึ้น บ้านเมือง ก็จะได้รับการพัฒนาเจริญรุ่งเรือง เหมือนประเทศที่เขาเจริญรุ่งเรืองนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้ง ที่ ๔ อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ ครับ🔗
วันนี้ขอร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ถูกส่งกลับมาจากวุฒิสภา ผมนิยามสั้น ๆ กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เลยว่า เป็นกระบวนการซื้อเวลา ถ่วงเวลา พากันพายเรือในอ่าง ภาวะแบบนี้มันจะไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่ เราอยากจะไปถึง ตามที่พรรคการเมืองทุกพรรคหาเสียงไว้ครับ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะหัวใจสำคัญต้องมีการทำประชามติ แต่ตอนนี้เรากำลังติดขัดกันว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ที่ถูกตีกลับมา จากทาง สว. โจทย์แรกของเราที่มีการเตรียมการกันไว้ คือเรื่องของการที่เราต้องทำ ประชามติให้ทันภายในการเลือกตั้ง ส.อบจ. ซึ่งเป็นต้นปีหน้า แต่ตอนนี้ก็มีการแก้กลับมา ให้เป็นแบบเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้มี การอภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ทีนี้ครับตอนแรกผมก็เห็นร่างที่ส่งเข้าไปจากฝั่ง สส. สว. อภิปรายพูดคุยกันเสร็จปุ๊บเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการ พอถึงการประชุม ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๕ กันยายน ไม่ทราบว่าไปกินยาผิดมาหรืออย่างไร อยู่ ๆ ก็กลับมาเป็นร่างแบบนี้ ประเด็นก็คือ เนื้อหาการกลับลำแก้ไขร่างกฎหมายที่ถูกส่งกลับมา มันมีเนื้อหาที่ผมดูแล้วมีความคล้ายกัน อยู่ ๓ ฉบับ🔗
สไลด์ถัดไป ถ้าเกิดดูนะครับ มันจะมีร่างของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกับร่าง ของ สว. ที่ส่งกลับมา กับร่างเดิมของร่าง พ.ร.บ. ประชามติ ปี ๒๕๖๔ เนื้อหาเหมือนกัน ก็คือ เนื้อหาที่จะใช้รูปแบบ Double Majority ในการออกเสียง บังเอิญจริง ๆ ทำไมถึงได้ มาเหมือนกันได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ก็เอาเถอะครับ ตอนนี้ก็ถูกส่งกลับมา เรียบร้อยแล้ว ประเด็นก็คือพอส่งกลับมาเราก็เลยต้องกลับมาคุยกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ว่าเนื้อหา ของการพายเรือวนอยู่ในอ่างแบบนี้มันจะนำไปสู่อะไร ถ้าเกิดตั้งกรรมาธิการแล้วเห็นพ้อง ไม่ตรงกันอีก สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือการจัดประชามติหลังจากนี้ การพายเรือในอ่าง ก็จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา แล้วจะจัดไม่ทันในการเลือกตั้ง ส.อบจ. แล้วอย่างไรครับ เรื่องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเราทุกคนได้รับฟังในวันแถลงนโยบาย เราทุกคนได้รับฟังกัน มาแล้วว่า นี่คือสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาชน เป็นสิ่งที่เราทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค ก็ได้พูดถึงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับพวกเรา คำถามคือ สว. ที่มีที่มาโดยทางอ้อม ผ่านการเลือกตั้งกันมา ทำไมถึงได้มีท่าทีในวินาทีสุดท้ายที่กลับลำ ขัดขวางเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประชามติครั้งนี้ก่อน จนออกมาเป็นรูปแบบนี้ ผมก็เลยคิดว่าคงไม่ได้อาศัยเวลานานในการอภิปราย แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องแสดงจุดยืน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกัน ให้เหมือนที่เราส่งร่างออกไปจากสภาแห่งนี้ ว่าเราจะต้องเดินหน้าผลักดัน และยืนยันว่าการออกเสียงประชามติจำเป็นที่จะต้องทำให้ง่าย และประหยัดเวลาการเดินทาง ประหยัดงบประมาณประเทศ เราต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้มันผ่านให้ทันพอที่จะมีการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.อบจ. ที่เกิดขึ้น และหวังว่าคงจะไม่มีกลไกใดมาพยายามถ่วงรั้ง ฉุดรั้ง ไม่ให้การแก้ พ.ร.บ. ประชามติ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เราได้หาเสียงไว้กับประชาชนเกิดขึ้น ดังนั้นผมก็ขอ ยืนยันสนับสนุนครับ ว่าสภาเราต้องเดินหน้าเพื่อพากันไปต่อสู้การแก้แบบ Simple Majority แล้วก็ฝากไปถึงทางกรรมาธิการร่วมที่จะตั้งขึ้นมาด้วยนะครับว่า เราต้องไปต่อทางนี้ให้ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งวุฒิสภา ลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติมนั้น การที่วุฒิสภาส่งคืนมา ก็แสดงให้เห็นว่าวุฒิสภานั้นมีความเห็น ไม่ตรงกับที่ทางสภาผู้แทนราษฎรเสนอไป แต่อย่างไรก็ตามครับ การแก้ไขกฎหมายนั้น เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง การที่จะต้องแก้ไขกฎหมาย และออกกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ สำคัญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เมื่อดำเนินการมาระยะหนึ่ง ก็จะเห็นว่าต้องมีการปรับแก้ไขในหลายมาตรา ซึ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตรง กฎหมายฉบับนี้เมื่อส่งเข้าไปแล้ว ในมาตรา ๗ นั้น แก้ไขเป็นมาตรา ๑๓ ให้ถือเสียง จำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง นี่ก็ถือว่าไม่ได้ดูฐานข้อมูลเดิมที่มีการเลือกตั้ง ในปี ๒๕๖๖ ซึ่งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน ๕๒ ล้านคน ท่านประธานครับ การเลือกตั้งทุกครั้งมีผู้มีสิทธิมาเลือกตั้งไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓๗ กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๒ ล้านคน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งที่ออกมาใช้สิทธิ เพราะฉะนั้น การที่เราจะต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ถือว่าเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาจึงมี หน้าที่ที่จะต้องมีความเห็นสอดคล้องกับสภาผู้แทนราษฎรในการดำเนินการ จึงจะถือว่า เป็นไปตามที่ประชาชนนั้นได้เลือกผู้แทนราษฎรมา เพื่อจะให้ทำหน้าที่ทางสภาเป็นหลัก อันนี้ก็เป็นหน้าที่โดยตรงนะครับ อย่างไรก็ตาม การลงเสียงประชามตินั้น ง่าย ๆ ถ้าหมู่บ้าน เขาเรียกว่าประชาคมหมู่บ้าน มีความเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่ลงกัน ประชาชนเขาก็จะ ประชุมกันแล้วบอกว่าเอาอย่างไร ถ้าคนที่มาประชุมวันนั้นเขายกมือ ไม่ใช่คนทั้งหมู่บ้านนะครับ วันนั้นคนมายกมือเขาบอกว่าเห็นด้วยเกินกึ่งหนึ่งแล้ว เห็นชอบนะ ก็ดำเนินการตามนี้ได้ เพราะฉะนั้นการที่ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ เพื่อที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เช่นเดียวกันครับ เราก็ต้องดูว่าจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ใช้สิทธิในการออกเสียง ประชามตินั้นเท่าไร จำนวนผู้ที่เห็นชอบนั้นเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ อันนี้ถือว่าเป็นความถูกต้อง ง่าย ๆ ตามหลักง่าย ๆ เราไม่ต้องไปคิดซับซ้อนว่าจะต้องได้ใช้กี่ชั้น ใช้อย่างไร อันนั้นเป็น เรื่องของเกณฑ์ดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งผมถือว่าไม่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและ ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามตินั้น จึงมีความเห็นว่าจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิออกเสียงตามผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนั้น จำนวนเท่าไรที่ใช้สิทธิออกเสียง และมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นสิทธิ ที่ชอบธรรมและใช้ได้แล้ว เป็นไปตามแนวทางที่เราได้ดำเนินการมา ก็ถือว่าเป็นวิถีปฏิบัติ ที่เห็นชอบและถูกต้องในการดำเนินการทั้งหมด ผมก็อยากจะกราบเรียนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่ดำเนินการแก้ไขได้ครับ หากว่ามีปัญหาไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ แล้วก็เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด อันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราเองนั้น ในฐานะ ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน จึงจำเป็นที่จะต้องมาดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไข กฎหมายก็ดี การยกร่างกฎหมายต่าง ๆ ก็ดี จึงเป็นหน้าที่โดยตรง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ก็เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยกฎหมายสำคัญ หากกฎหมายนี้ไม่สอดคล้อง กับสถานการณ์ภาวการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ส่งไปแล้วให้เกิดมีปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการแก้ไข ผมเชื่อว่านั่นเป็นความเห็นส่วนหนึ่งครับ แต่อย่างไรก็ตาม คงจะใช้มติร่วมกันในการที่จะพิจารณาว่า การที่จะยึดเสียงข้างมากนั้น ก็เป็นเสียงที่เกิดจาก การที่มีสิทธิมาใช้ในการลงประชามติในแต่ละครั้งเป็นหลักการสำคัญ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ความจริงการอภิปรายในวันนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะกล่าว ได้ว่าส่วนใหญ่มากก็เห็นไปในทางเดียวกัน แต่ว่าในฐานะที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ในตอนแปรญัตติของสภาผู้แทนราษฎร และเคยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับ ประเด็นสำคัญ ก็คือประเด็นที่ที่ประชุมแห่งนี้พิจารณากันมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือเรื่อง Double Majority จึงจะขออภิปรายเพื่อเป็นการบันทึกไว้ ท่านประธานครับ ย้อนไป เล็กน้อยว่า ทำไมสภาผู้แทนราษฎรเราจึงได้แก้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติไป อย่างที่ ได้แก้ไป ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถ้ารัฐสภาจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ จะต้องทำประชามติเสียก่อน ขณะนี้ต้องยอมรับครับว่า พ.ร.บ. ประชามตินั้น ความจริงก็สามารถใช้กับการถามความเห็น การหาข้อยุติ ในเรื่องต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าที่เราต้องมาแก้กัน ก็เพราะว่า จะต้องมีการไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเราพบว่า พระราชบัญญัติประชามติที่พิจารณากันมา โดยที่ประชุมร่วม ๒ สภา สมัยก่อนพิจารณากัน ใน ๒ สภา มีปัญหาที่สำคัญ คือเรื่องการกำหนดให้มีเสียงข้างมาก ๒ ชั้น คือผู้มาใช้สิทธิ ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และเมื่อมาลงคะแนนก็ต้องใช้เสียงข้างมากอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ เสียงข้างมากผ่านประชามตินั้นไปได้ ท่านประธานครับ การกำหนดแบบนี้เป็นการกำหนด ที่เป็นปัญหา สภาผู้แทนราษฎรเราลงมติกันไป กล่าวได้ว่าเป็นเอกฉันท์ ท่านที่เคยมีความเห็น แตกต่างก็ถอนความเห็นออกไป ทั้งในชั้นกรรมาธิการและในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกได้ว่ามีความเห็นไปในทางเดียวกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า จะต้องแก้ให้เป็นเสียงข้างมาก เพียงชั้นเดียว ขณะนี้วุฒิสภาแก้กลับมา จุดสำคัญที่สุด คือแก้กลับมาเป็น Double Majority ก็คือแก้ในประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดการแก้ พ.ร.บ. ประชามติ โดยสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าต้องแก้ เนื่องจากเป็น Double Majority และแก้กลับไปเป็น เสียงข้างมากชั้นเดียว วุฒิสภาไปแก้กลับมาเป็นเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority ก็หมายความว่าเท่ากับยกเลิกการแก้ของสภาผู้แทนราษฎรไปเลย ถ้าหากว่าเราเห็นชอบ ไปตามร่างของวุฒิสภา ท่านประธานครับ วันนี้มีการให้เหตุผลกันไปในที่ประชุม แล้วก็ในชั้นของ สว. เราจะพบว่า ที่เขาแก้กลับไปเป็น Double Majority ในชั้นกรรมาธิการจะไม่ค่อยพบเหตุผลที่ชัดเจนอะไร เนื่องจากกรรมาธิการก็ไปทางเดียวกัน คือต้องการแก้เรื่อง Double Majority คือไปในทาง เดียวกันกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าในช่วงสุดท้าย โค้งสุดท้าย เกิดการไปเปลี่ยน จับใจความได้บ้างว่าตอนที่พลิกไปนั้นเขาก็บอกว่า เมื่อเป็นการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ได้เสียงมาก ๆ เหมือนอย่างการลงประชามติ ที่ผ่านมา มีคนมาใช้สิทธิเกินครึ่งหนึ่ง และได้เสียงเป็นจำนวนมากเป็น ๑๐ กว่าล้านเสียง ถ้าหากว่าลงประชามติกันคราวต่อไปที่จะทำนี้มีเสียงมาน้อย ๆ แล้วจะสง่างามได้อย่างไร วันนี้ในที่ประชุมนี้ ก็มีบางความเห็นที่ให้ความเห็นไปในทำนองนั้น ผมก็อยากจะเรียน เป็นการทบทวนที่เราได้เคยอภิปรายกันไป รวมทั้งที่ท่านสมาชิกส่วนใหญ่วันนี้ก็ยังได้ยืนยัน หลักเกณฑ์อย่างเดิม เหตุผลอย่างเดิมที่ไม่ควรเป็น Double Majority ท่านประธานครับ การกำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิจะต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เป็นการกำหนดเพื่อให้มีผล เท่ากับว่าคนไม่มาออกเสียงกับคนไม่เห็นด้วยกลายเป็นฝ่ายเดียวกัน ก็คือคนไม่มาออกมา ออกเสียง ซึ่งธรรมดาแล้วจะต้องถือว่าเขาไม่ให้ความสนใจใยดีอะไรทั้งนั้น จะบอกว่า เขาเห็นด้วยก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรนับ แต่พอเราบอกว่า ผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่ง มันก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ไม่เห็นด้วยก็ใช้วิธีนอนอยู่กับบ้าน เมื่อนอนอยู่กับบ้าน สมมุติว่าผู้ไม่มาออกเสียงมีสัก ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผู้ไม่เห็นด้วยอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็กลายเป็น ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มาออกเสียง คนที่เป็นเสียง ข้างมากจริง ๆ กลายเป็นมาออกเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง กลายเป็นเสียงข้างน้อยไป เนื่องจาก เราไปให้ผู้ที่ไม่มาออกเสียงมาเป็นฝ่ายเดียวกันกับผู้ที่ไม่เห็นด้วย อันนี้คือหลักเหตุผลในแง่ ของการที่เขาไม่กำหนดเรื่องเสียงข้างมากชั้นแรก ไม่กำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิ นี่เป็นเรื่องยาก ง่าย เป็นเรื่อง เป็นเหตุผลหรือไม่ แต่ว่าท่านประธานที่เคารพ ครับ จริง ๆ แล้วที่เราพิจารณายกเลิก Double Majority บอกว่าให้ใช้เสียงข้างมากตอนมา ออกเสียงลงประชามติกันเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องยากง่าย มันเป็นเรื่องของหลักการที่สำคัญ หลักการที่สำคัญบางท่านบอกว่าทำไมไม่กำหนดเป็น ๑ ใน ๔ บางท่านบอกว่าท้องถิ่น เลือกตั้งกันยังกำหนดเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเลือกฝ่ายเดียว คือมีคนมา สมัครคนเดียว ไม่มีคู่แข่ง เขาเลยบอกว่ากำหนดเงื่อนไขไว้บ้าง แต่การทำประชามติ รัฐธรรมนูญนี้ เป็นเรื่อง ๒ ฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วย ถ้ากำหนดเป็น ๑ ใน ๔ จะเป็นอย่างไร ๑ ใน ๔ ฟังดูแล้วจะไม่มีเหตุผลอีกว่าทำไมไม่กำหนดให้มากกว่านั้น ปัญหา จึงเป็นว่าบางท่านอาจจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ๒ ใน ๓ บางท่านอาจจะบอกว่า ๓ ใน ๕ เสนอตัวเลขได้ต่าง ๆ กันทั้งนั้นละครับ แต่สำคัญคือว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ได้ทำกันมา ๒ ครั้ง นอกนั้นไม่ได้ทำประชามติกันมาก่อน การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒ ครั้ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทำเหมือนกัน มีกติกากำหนด อย่างชัดเจนสำหรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือกฎหมายในปี ๒๕๕๙ กำหนดไว้ว่าให้ใช้เสียง ข้างมาก เป็นอันผ่านประชามติ เขากำหนดไว้อย่างนั้น ขณะนี้ที่เราจะทำประชามติกัน ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าการทำประชามติจะต้องใช้เสียง ข้างมาก ข้างน้อยอย่างไร จะต้อง ๒ ชั้น หรือชั้นเดียว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะต้องไปทำ ประชามติ ถ้าร่างฉบับใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่าจะทำประชามติ โดยมีเสียง ข้างมากกี่ชั้น เมื่อไม่ได้กำหนดอย่างนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ ต้องย้อน ไปดูว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแม่ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ตอนทำประชามติ ใช้หลักเกณฑ์อย่างไร เราก็ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างจากหลักเกณฑ์ที่ใช้กันในการทำ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับแม่ ไม่ควรจะทำให้ไม่ว่าจะง่ายขึ้น หรือยากขึ้น ไม่ควรทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ ย้อนกลับไปเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ ก็คือใช้เสียงข้างมากเพียงชั้นเดียว ไม่ต้องกำหนดว่า ผู้มาใช้ สิทธิจะต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ กำหนดอย่างนี้ละครับ คนถึงจะมา ลงคะแนน ประชามติกันมาก ๆ ถ้าไปกำหนดกติกาหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิเมื่อไร ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะนอนอยู่กับบ้าน เพื่อได้คะแนนร่วมกับผู้ที่ไม่ออกเสียง อันนั้นละจะเป็น ปัญหา ทำให้การทำประชามติมีคนมาออกเสียงน้อยมาก ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องยืนยัน ยืนยันมติของตนเองที่สภาผู้แทนราษฎรเคยลงมติไป อย่างเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ให้ใช้หลักการเรื่อง Double Majority แต่ใช้เสียงข้างมาก เพียงชั้นเดียว ไม่ต้องกลัวเสียเวลาครับ ถ้าหากว่าเห็นชอบตามวุฒิสภาไปอาจจะเร็ว แต่นั่นคือการปิดประตูตอกฝาโลงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ กติกาเกี่ยวกับการทำประชามติอย่างเดียวกันกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ดีที่สุด แล้วก็จะเป็นประโยชน์ที่สุด ให้ประชาชน มาตัดสินกันว่าจะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อร่างมาแล้ว ก็ให้ประชาชน ตัดสินด้วยการทำประชามติในหลักเกณฑ์ที่มันมีเหตุมีผลนี่ละ ตามที่เคยทำกันมา เพื่อที่จะให้ ประชาชนผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นั้น แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น กฎหมายประชามติ ถูกแปรเปลี่ยนไปอย่างที่วุฒิสภาทำมา จะกลายเป็นว่าเราไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเป็น เรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่หลวงมากสำหรับประเทศไทย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการลงมติร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและได้ส่งคืน มายังสภาผู้แทนราษฎร ต่อไปก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่าน สมาชิกเข้าห้องประชุมได้เลยครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนได้เลยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ๔๓๐ สุทิน คลังแสง ขอแสดงตนครับ🔗
๔๓๐ แสดงตนนะครับ แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๙๗ บวก ๑ เป็น ๓๙๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาหรือไม่ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของ วุฒิสภา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียง ลงคะแนนได้เลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง ๔๓๐ ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๓๐ ไม่เห็นชอบนะครับ ทุกท่านลงคะแนนเรียบร้อยหรือยังครับ เชิญครับ รีบ ๆ ครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขออนุญาต ลงคะแนนครับ กดบัตรไม่ทัน ผม นายแพทย์ชลน่าน ครับ🔗
ท่านชลน่านเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยครับ🔗
ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ไม่เห็นด้วยนะครับ🔗
๒๓๐ ปิยะรัฐชย์ ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
ไม่เห็นชอบนะครับ ทุกท่านลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลเลยครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๑๔ ท่าน เห็นด้วย ไม่มี นะครับ ไม่เห็นด้วย ๓๔๕ บวก ๓ เป็น ๓๔๘ ท่าน งดออกเสียง ๖๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ ไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภานะครับ🔗
เนื่องจากที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา จึงต้องให้ สภาผู้แทนราษฎรกำหนดจำนวน และตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) ประกอบข้อบังคับ ข้อ ๑๓๗ วรรคสอง เชิญกำหนดจำนวนกรรมาธิการได้เลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการร่วม ๒๘ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง จำนวน ๒๘ ท่าน ดังนั้นสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ๑๔ ท่าน สัดส่วนของวุฒิสภา ๑๔ ท่าน ถ้าท่านเห็นต่างกันทั้งคู่ แล้วท่านจะเอาใครมาช่วยโหวต ทำไมไม่เอา ๒๙ ท่านล่ะครับ เอา ๒๘ ท่านนะครับ ดังนั้น สัดส่วนกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคการเมือง ดังนี้ พรรคประชาชน จำนวน ๔ ท่าน พรรคเพื่อไทย จำนวน ๔ ท่าน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๒ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๑ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑ ท่าน พรรคชาติไทย พัฒนา จำนวน ๑ ท่าน ต่อไปขอเชิญแต่ละพรรคการเมืองเสนอรายชื่อกรรมาธิการตามสัดส่วน แล้วก็ขอผู้รับรองด้วยนะครับ พรรคประชาชนเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สัดส่วนพรรคประชาชน จำนวน ๔ ท่าน ดังนี้ ๑. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ๒. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓. นายปกป้อง จันวิทย์ ๔. นายณัชปกร นามเมือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๔ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ จำนวน ๔ ท่าน ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ดังนี้ครับ ๑. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๒. นายนพดล ปัทมะ ๓. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๔. นายกฤช เอื้อวงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย กระผมขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการทั้งหมด ๒ ท่าน ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยครับ ๑. ท่าน สส. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ๒. ท่าน สส. ไชยชนก ชิดชอบ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ท่าน คือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทย สร้างชาติ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการ ๑ ท่าน คือ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต เสนอรายชื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑ ท่าน คือ ท่านยุทธการ รัตนมาศ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา กระผมขอเสนอท่านนิกร จำนง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญท่านเลขาครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๑๔ คน ๑. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ๒. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓. นายปกป้อง จันวิทย์ ๔. นายณัชปกร นามเมือง ๕. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๖. นายนพดล ปัทมะ ๗. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๘. นายกฤช เอื้อวงศ์ ๙. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๑๐. นายไชยชนก ชิดชอบ ๑๑. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๑๒. นายวิทยา แก้วภราดัย ๑๓. ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ และ ๑๔. นายนิกร จำนง🔗
ขอบคุณครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
เอาไว้ต่อสัปดาห์หน้านะครับ วันนี้ขอปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗