unknown · · 452 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๒ คน
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ ๒๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

- ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ🔗

ท่านสมาชิกครับ ผมขอแจ้งสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงาน สภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... กำหนดกรอบเวลาพิจารณา โดยเริ่มประชุมเวลา ๐๙.๐๐-๒๒.๐๐ นาฬิกา โดยจัดสรรเวลา ดังนี้ เวลาที่ใช้ในการอภิปรายทั้งหมด จำนวน ๑๓ ชั่วโมง ประธานของที่ประชุม จำนวน ๑ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล จำนวน ๖ ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวน ๖ ชั่วโมง กรณีผู้ประท้วงให้หักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐๕ วันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง โดยร่างพระราชบัญญัติ ได้มาถึงสภาผู้แทนราษฎร ในวันอังคารที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ จึงจะครบกำหนด ๑๐๕ วัน ในวันจันทร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ นะครับ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เสนอรายงานการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก กฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ต่อไปเชิญท่านนายกรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผล เชิญครับ🔗

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗

หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เป็นจำนวนไม่เกิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

เหตุผล รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพ ชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่ กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ อันเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้ จึงต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้🔗

สำหรับประมาณการเงินที่พึงได้มาสำหรับจ่ายตามงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ดังนี้🔗

๑. ภาษีและรายได้อื่น โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บรายได้ที่เดิมไม่ได้ กำหนดไว้ในประมาณการ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗

๒. เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท🔗

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วย ความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป🔗

เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๗ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ ๒.๐-๓.๐ (ค่ากลางร้อยละ ๒.๕) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายและการลงทุน ภาครัฐ การฟื้นตัวของภาครัฐ การท่องเที่ยวและภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง การขยายตัวของ อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการอุปโภค บริโภค และการลงทุน และการกลับมาขยายตัวอย่างช้า ๆ ของการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก🔗

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงของภาระหนี้ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบ ต่อผลผลิตภาคเกษตร ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ ๐.๑–๑.๑ (ค่ากลางร้อยละ ๐.๖) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ ๑.๒ ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง🔗

ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รัฐบาล จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากส่วนราชการอื่น รวมสุทธิ ทั้งสิ้นจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบกับเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับวงเงิน งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม🔗

การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล จึงมีความสำคัญและจำเป็นในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า ให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ก่อให้เกิดการสั่งซื้อสินค้า การบริการ และหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ฐานะการคลัง🔗

หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ มีจำนวน ๑๑,๕๒๓,๗๐๐.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๗๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหาร หนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ🔗

ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ มีจำนวน ๓๙๔,๒๕๙.๗ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ฐานะและนโยบายการเงิน🔗

คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ ๒.๕ ต่อปี ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ โดยมีเหตุผลว่าเป็นอัตราที่สอดคล้องกับ แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การเงินในระยะยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องและ การเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นได้ในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๖๗ รวมถึงแรงกระตุ้นจาก นโยบายภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง🔗

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความท้าทายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้เกิด ความสามารถในการแข่งขันลดลง และภาค SMEs จำนวนมากที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยการดำเนินการที่สอดประสานกัน ระหว่างภาคการเงินและการคลัง🔗

ฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน มีมูลค่าเงินสำรองระหว่าง ประเทศ ณ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จำนวน ๒๒๑,๐๖๙.๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น ๒.๕ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยมีรายได้รัฐบาล จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท จำแนก เป็นรายจ่ายประจำ จำนวน ๒๔,๔๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๐ ของวงเงิน งบประมาณและรายจ่ายลงทุน จำนวน ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๘๐ ของวงเงินงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ และจำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำแนกเป็น กลุ่มงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงินรวมทั้งสิ้น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๑๐๐ ของวงเงินงบประมาณ และได้ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยกำหนดไว้ในรายการ ค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจของประเทศ🔗

สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๓ ประกอบกับ พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนี้🔗

๑. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

๒. เอกสารงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ฉบับที่ ๑ ประกอบด้วย รายงานภาวะเศรษฐกิจ ฐานะการเงินการคลังของประเทศ ประมาณการเงินที่พึงได้มาสำหรับจ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจ ภาระหนี้และการก่อหนี้ภาครัฐ ประมาณการ รายรับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

๓. เอกสารงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ฉบับที่ ๒ ประกอบด้วย บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. ....🔗

๔. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สรุป🔗

งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท มีที่มาจากรายได้รัฐบาล จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นการกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อรวมกับกรอบวงเงินเดิม ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๓,๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จะทำให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ มีงบประมาณรายจ่ายรวม ๓,๖๐๒,๐๐๐ ล้านบาท🔗

แม้ว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เมื่อรวม กับกรอบวงเงินเดิมตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้จัดสรรรายจ่ายลงทุนไว้ในงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท โดยเมื่อรวม กับรายจ่ายลงทุนตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๗๑๐,๐๘๐.๕ ล้านบาท จะทำให้มีรายจ่ายลงทุน จำนวน ๘๐๗,๖๘๐.๕ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากรายจ่ายการลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ร้อยละ ๑๗.๑ และคิดเป็น สัดส่วนร้อยละ ๒๒.๔ ของวงเงินงบประมาณรวม🔗

การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบ วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเม็ดเงินไหลไปสู่ประชาชน และภาคธุรกิจ สร้างการเจริญเติบโตให้กับ ประเทศ พัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามกฎหมาย ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขอแก้ไขนะครับว่า การพิจารณาในครั้งนี้ ภายใน ๑๐๕ วันนี้จะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ การพิจารณาจะต้อง เสร็จสิ้นนะครับ ต่อไปท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่นั่นคือร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของปี ๒๕๖๗ นะคะ ที่วันนี้เราต้องมาพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ แล้วของปีนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ก็คือร่างที่เรามีเรียกชื่อกัน เล่น ๆ ว่า งบกลางปีบ้าง งบเพิ่มเติมบ้างนะคะ นั่นก็มาจากที่มาที่เดียวเลย นั่นก็คือโครงการ เรือธงของรัฐบาล เพื่อที่จะทำโครงการ Digital Wallet และนี่ก็คือวงเงินและแหล่งที่มา ล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดนะคะ และไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่นะคะ งบปี ๒๕๖๘ ที่เราเพิ่งผ่านวาระที่ ๑ ไปเมื่อไม่นานมานี้เองนะคะ ก็ปรากฏว่า นอกจากที่จะเป็นการกู้เพิ่ม ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อจะทำ Digital Wallet แล้ว ยังจะต้อง กลับไปบริหารจัดการภายในงบประมาณปี ๒๕๖๘ อีก ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่ทราบว่า บริหารจัดการนี้มันคืออะไรนะคะ เดี๋ยวก็คงจะต้องให้ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการชี้แจงนะคะ แต่วันนี้ที่เรากำลังจะมาคุยกันอยู่คือในส่วนของงบปี ๒๕๖๗ ค่ะ รัฐบาลกำลังจะมาขอสภา กู้เพิ่มอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะไปหารายได้อื่นมาโปะเพิ่มอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจว่าน่าจะมาจากเงินสดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชีอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนการบริหารจัดการของปี ๒๕๖๗ นายกรัฐมนตรีก็ได้มาบอกกับ สภาแห่งนี้ว่าจะมาจากงบกลาง เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น จะเห็นได้ว่าพอไม่มีแหล่งเงิน จาก ธ.ก.ส. แล้ว ซึ่งก็เป็นการดีแล้วที่ไม่ได้ใช้เงินจาก ธ.ก.ส. เพราะว่าเราก็ได้ท้วงติง มาโดยตลอดว่ามันผิดวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ. ของ ธ.ก.ส. เอง ทั้งสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. ก็อาจจะไม่ได้เพียงพอ ที่สุดท้ายแล้วถ้าจะใช้นี่ก็อาจจะต้องให้กระทรวงการคลังไปกู้มาให้ ธ.ก.ส. กู้ต่ออยู่ดีนะคะ แต่ว่าเราก็จะเห็นว่าวงเงินงบประมาณสุดท้ายมันลดลงมาแล้ว เหลือเพียงแค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวทางตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลก็คงจะมาตอบว่า ที่ลดลงเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มาจากการที่ผ่านมาลงทะเบียนรับเงินโครงการอื่น ๆ ก็จะมีคนมาลงทะเบียนเพียงแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวก็คงจะได้มีเพื่อนสมาชิกได้มาเล่า ให้ฟังว่า การทำแบบนี้มันมีปัญหาอย่างไรค่ะ🔗

ประเด็นสำคัญที่ปีนี้จะมีการกู้เพิ่มอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่า งบประมาณของปี ๒๕๖๗ จะมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลทั้งสิ้น ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังสูง เป็นประวัติการณ์อยู่ดีถ้าไม่นับของปี ๒๕๖๘ นะคะ เป็นรองแค่ปี ๒๕๖๘ เท่านั้นเอง ทำให้ สัดส่วนของการกู้ชดเชยขาดดุลสูงถึง ๔.๓๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่ก็เป็นการทำสถิติอีกแล้วถ้าเราดู ย้อนกลับไปเราไม่เคยตั้งงบประมาณเพื่อจะขาดดุลสูงขนาดนี้ แล้วก็ปกติแล้วมันจะต้อง กดลงมาให้เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าของท่านเองนี่น่าจะติดใจจากการที่สามารถที่จะเบ่งงบ ออกไปเรื่อย ๆ แล้วก็กู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึง ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันก็จะเป็น ปัญหาในเรื่องของการที่จะเพิ่มหนี้สาธารณะ เพิ่มภาระในการชำระดอกเบี้ยชำระหนี้ตามมา แต่ที่เป็นปัญหามากกว่านั้นก็คือปัญหาเฉพาะหน้าที่มันจะเกิดขึ้นจากการที่เรากู้ จนเต็มเพดาน งบประมาณปี ๒๕๖๗ เราเพิ่งผ่านวาระที่ ๑ ไปตอนต้นปี แล้วก็ประกาศลงใน ราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนเมษายนนี้เอง งบประมาณตอนนั้นสภาอนุมัติไป ๓.๔๘ ล้านล้านบาท วันนี้มันจะกลายไปเป็น ๓.๖๐๒ ล้านล้านบาท จะมีการกู้เพิ่มจากเดิมจะกู้ชดเชยขาดดุล ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะกู้เป็น ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูเพดานของการกู้จากเดิม ถ้าไม่ได้มีการขยายเพดานของการกู้จะกู้ได้แค่ ๗๙๐,๖๕๖ ล้านบาท ซึ่งนั่นแน่นอนว่า ไม่เพียงพอที่จะทำให้ท่านสามารถที่จะทำโครงการ Digital Wallet ได้ ก็เลยต้องมี การขยายเพดานเงินกู้ โดยการขยายงบประมาณรายจ่ายประจำปีออกไปเป็น ๘๑๕,๐๕๖ ล้านบาท แต่มันก็เป็นการกู้จนเกือบสุดเพดานอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็เหลือพื้นที่ให้กู้เพิ่มได้อีกเพียงแค่ ๑๐,๐๕๖ ล้านบาท มันเหมือนกับว่า ถ้ารัฐบาลนึกอะไรไม่ออกก็ใช้วิธีการเบ่งงบ กู้เพิ่ม เบ่งรายจ่ายให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้มีรายได้เพิ่ม รายได้เพิ่มที่เพิ่มเข้ามา มันเป็นแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง และถ้าไม่มาเท่ากับว่าเราจะไม่เหลือพื้นที่ให้กู้เพิ่ม ได้อีกเลย🔗

ปัญหาก็คือ พอเราหาเงินไม่ทันแบบนี้มันต้องไปดูที่ฝั่งรายได้ด้วยว่ารัฐบาล จะสามารถที่จะมีงบประมาณเหลือเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงเวลาที่จะจัดเก็บรายได้ ไม่เข้าเป้าได้หรือไม่ เพดานการกู้มันบอกว่าเราจะกู้ได้สูงสุดเต็มที่ก็เท่านี้ละ ไม่เกิน ๘๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ว่าจะจัดเก็บรายได้เท่าไรเราก็จะกู้ได้แค่ ๘๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเก็บ รายได้ไม่ได้ตามที่คาดไว้ สมมุติว่าหลุดเป้าไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สมมุตินะคะ เราก็จะกู้โปะ ได้แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทำให้งบประมาณที่สภาอนุมัติไป ๓.๔๘ ล้านล้านบาท สุดท้ายแล้วมันอาจจะใช้ได้ไม่ครบทั้ง ๓.๔๘ ล้านล้านบาท เพราะว่ารายได้มันไม่เข้าเป้า แล้วเราก็กู้โปะได้ไม่เพียงพอ ก็เท่ากับว่าหน่วยงานไหนที่มาเบิกจ่ายในช่วงหลัง ๆ ของปีงบประมาณนี่ก็ถือว่าโชคร้าย เพราะว่าเงินเขาอาจจะไม่ได้มีแล้วนะคะ แต่ที่รัฐบาล กำลังทำอยู่ก็คือว่า ก็ไม่ได้สนใจไม่ได้แคร์อะไรนะคะว่าที่ประเทศจะต้องมาอยู่ในภาวะของความเสี่ยงแบบนี้ ก็เพียงเพื่อที่จะให้ได้ทำโครงการ Digital Wallet นะคะ แล้วก็ทำให้ต้องกู้จนสุดเพดานขนาดนี้ ปัญหามันจะมีก็ต่อเมื่อเราจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอถูกต้องไหมคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าประมาณ การรายได้ของประเทศเป็นอย่างไร ในเอกสารงบประมาณที่ทางสภาได้รับมา ในเอกสารจะมี การประมาณการตัว GDP ใหม่ด้วยนะคะ มีการเปลี่ยนสมมุติฐานทางเศรษฐกิจบอกว่า GDP จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ว่าจะโตได้เฉลี่ยตรงกลางอยู่ประมาณ ๒.๗ ตอนนี้ก็เปลี่ยนมา เหลืออยู่แค่ ๒.๕ เงินเฟ้อก็ลดลงอะไรต่าง ๆ แต่พอไปดูเอกสารงบประมาณเกี่ยวกับการ ประมาณการรายได้ ปรากฏว่าไม่มีการประมาณการรายได้ใหม่ บอกว่าจะจัดเก็บรายได้ ได้เท่าเดิมเป๊ะเลย ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไม่ได้โตตามคาด และที่เพิ่มมา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่บอกนี้มันคือของใหม่ล้วน ๆ นะคะ ไม่ได้มีของเก่า ไม่ได้บอกว่าจัดเก็บได้น้อยลง แล้วเราจะหาเงินมาเพิ่มอีก ๓๐,๐๐๐ แล้วก็เหลืออยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ แบบนี้ไม่ใช่ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้าน เพิ่มขึ้นมา แล้วก็มีอยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้าน ที่จะได้เพิ่มด้วยนะคะ แต่ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะไม่ประมาณการรายได้ใหม่เลยทั้ง ๆ ที่ระยะเวลานี้ มันก็ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วจากการที่ได้เคยประมาณการไว้ครั้งล่าสุด ผลการจัดเก็บ ก็เห็นอยู่ว่ามันไม่มีทางจะได้เท่าเดิมนะคะ เมื่อตอนต้นปีดิฉันเคยได้อภิปรายเอาไว้ว่ารายได้ มันจะจัดเก็บได้ไม่เข้าเป้า เพราะว่าภาษีขายหุ้นไม่มีแล้วนะคะ มีการลดหย่อนภาษีเงินได้เพิ่ม ผ่านการลงทุน Thai ESG เคยพูดไว้ว่า กฟผ. นำส่งรายได้ของรัฐได้ลดลง แล้วก็เรื่องของ กรมสรรพสามิตที่จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้ลดลงนะคะ ตอนนี้ตัวเลขทางการออกมา เฉพาะของตอน ๘ เดือนแรกก็ปรากฏว่าต่ำกว่าเป้าไปแล้ว ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ผล ๙ เดือน ก็น่าจะออกวันนี้พรุ่งนี้แล้วละค่ะ แต่ละกรมเขาก็ทยอยออกมาแถลงข่าวกันแล้วเขาจัดเก็บ ได้เท่าไรนะคะ สรรพสามิตก็บอกว่าจะจัดเก็บต่ำกว่าเป้า ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท กฟผ. ไปดู จนถึงเดือน ๙ กฟผ. ก็นำส่งมาได้เพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังต่ำกว่าเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้อยู่ที่ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ดีหน่อยก็คือศุลกากรจัดเก็บภาษีได้เกินเป้า ๒,๘๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ก็น้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่เราจะไป สรรพากรจัดเก็บได้เกินเป้าแต่เพียงแค่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีกองทุนวายุภักษ์นำส่งรายได้เกิน จากที่ประมาณการไว้ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ดูท่าทีแล้วมันไม่มีทางเลยที่รัฐบาลจะสามารถ จัดเก็บภาษีได้ตามเป้านะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพสามิตที่เพิ่งออกมาแถลงข่าวไปว่า จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท จากภาษีน้ำมันที่หายไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จากภาษีรถยนต์ที่มีการส่งเสริมรถยนต์ EV หายไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ภาษียาสูบ ที่จัดเก็บไม่ได้เนื่องจากคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หายไปอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอธิบดียังมาชี้แจงในห้องงบประมาณด้วยค่ะว่าทั้งปีก็อาจจะหลุดเป้าไปจนถึง ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยสถานการณ์แบบนี้ที่เรายังไม่รู้ว่าเราจะมีรายได้เพียง พอที่จะใช้สำหรับงบปี ๒๕๖๗ หรือไม่ ท่านก็ยังจะมาขอกู้สภาแบบเต็มเพดานอีกหรือคะ จะไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้ได้บริหารความเสี่ยงอะไรเลยใช่หรือไม่คะ นอกจากนี้ในส่วนของการ บริหารจัดการ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่นายกรัฐมนตรีได้มายืนยันกับในสภาบอกว่าจะใช้งบกลาง เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ก็ไปทำมาให้ดูแล้วค่ะว่าไปสืบค้นมาได้จากมติ ครม. ว่าท่าน ใช้ไปเท่าไรแล้วใช้ไปที่ไหนบ้างนะคะ แน่นอนว่ามีมาตรการการลดค่าใช้จ่ายพลังงานนะคะ จะมีแต่เรื่องค่าไฟอย่างเดียว ๒ ครั้ง เกือบ ๆ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นการช่วยค่าไฟในกลุ่ม ของคนที่ใช้ไฟน้อยเท่านั้น ในส่วนของน้ำมันไม่มีนะคะ มีการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล ช่วยเรื่องแก้ฝุ่น PM2.5 แจกงบให้กับกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ตามที่เวลาไป ครม. สัญจรจะมีก้อน ใหญ่หน่อยก็คือแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ๗,๖๐๐ ล้านบาท ในท้ายที่สุดนี้คือผ่านมา ๗ เดือน แล้วค่ะ ผ่านมา ๗ เดือนแล้วงบกลางนี่ยังใช้ไปไม่ถึงไหนเลยยังอนุมัติไปแค่เท่านี้ ท่านมีแผน อย่างไรเดี๋ยวมาเล่าให้เราฟังได้ แต่ว่าเท่าที่สืบค้นที่อนุมัติไปแล้ว มันมีอยู่แค่นี้จริง ๆ แล้วยังไม่ต้องนับว่าเบิกจ่ายนี้มันน้อยกว่านี้อีก บางโครงการอาจจะไม่ได้ เบิกจ่ายด้วยซ้ำไปนะคะ ก็ถึงว่าว่าทำไมท่านบอกว่าเศรษฐกิจแย่ เศรษฐกิจแย่ แต่ว่าไม่มี มาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย พอเราตั้งกระทู้ถามสดหน่อยเมื่อวานนี้ออกมา หลายเรื่องเลยด้วยกันเพื่อที่จะช่วยปัญหาประชาชน แต่ว่าเท่าที่ดูก็มีแต่มาตรการเดิม ๆ ไม่ได้มีมาตรการอะไรที่น่าจะช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่จะต้องรอ Digital Wallet ได้ ไม่มี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ที่เป็นอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ค่ะ เราก็คงต้องสรุปว่าที่งบกลาง เงินสำรองที่สภาอนุมัติไว้เกือบแสนล้านบาท ที่มันไม่ออกมาเลยก็เพราะว่ารัฐบาลยังไม่รู้ ณ ตอนนั้นว่าตกลงจะต้องเอามาใช้กับ Digital Wallet กี่บาท ตอนนี้น่าจะเคาะแล้วว่าใช้แค่ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเงินในส่วนนี้มันก็จะไม่ถูกออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือว่าไปสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปีงบประมาณนี้ใช่หรือไม่ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องถูกกั๊กเอาไว้ไปจนถึงปลายปีอยู่ดี งบกลางในส่วนนี้ถ้าจะต้องเอามาเบิกจ่ายข้ามปีมา ในปี ๒๕๖๘ เพื่อมาแจก Digital Wallet พร้อม ๆ กับงบอีกส่วนหนึ่งที่มาขอจากสภาวันนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท มันจะถูกโยกข้ามมาใช้หลังจบปีงบ ๒๕๖๗ ในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ เงินที่จะต้องไหลเวียนหลังจากที่อั้นไว้เพราะงบปี ๒๕๖๗ มันออกมา ล่าช้าก็จะถูกปล่อยออกมาไม่สุด เพราะว่าต้องถูกกั๊กเอาไว้ไปใช้กับ Digital Wallet อีก ปัญหา ก็คือว่าตกลงแล้วมันทำได้จริง ๆ ใช่ไหม กับการที่จะโยกงบจากปี ๒๕๖๗ ไปใช้ข้ามปีไป ในปี ๒๕๖๘ ก็ต้องบอกว่าไม่น่าจะได้ งบกลางปีหรือว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ตามมาตรา ๒๑ เขาก็บอกไว้ชัดเจนว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมต้องใช้จ่ายเงิน ระหว่างปีงบประมาณ ก็ชื่อมันงบกลางปีก็จะไปใช้ข้ามปีมันก็คงจะทำไม่ได้นะคะ มันก็ผิดตัว มาตรา ๒๑ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องไม่สามารถที่จะรอ งบประมาณรายจ่ายประจำปีของในปีต่อไปได้ด้วย อันนี้เราไม่ใช่แค่ว่ารอค่ะ เรารอไม่ได้ค่ะ แต่ว่าเรารอใช้พร้อมกันเลย หรือท่านจะบอกว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้มันก็เหมือนกับ งบประมาณประจำปีนั่นล่ะ ใช้ข้ามปีได้ แต่มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็บอกว่า มันต้องก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี แล้วเราจะก่อหนี้ผูกพันกันอย่างไรคะ เดาว่าเดี๋ยวท่าน ก็คงจะออกมาสีข้างถลอกกันต่อว่า การลงทะเบียนก็ถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันแล้ว แต่ก็บอก มันไม่ใช่ค่ะ การก่อหนี้ผูกพันมันต้องเป็นสัญญาที่ทำทั้ง ๒ ฝ่าย ถ้าทำฝ่ายเดียวมันถือว่า เป็นการให้ แล้วการลงทะเบียนมันก็ถือว่าเป็นการให้ฝ่ายเดียว เป็นการทำสัญญาฝ่ายเดียว แต่ถ้าถือว่าการลงทะเบียนเป็นการก่อหนี้แล้วนี้ วันข้างหน้าเดี๋ยวจะมีหน่วยงานรัฐเอาเยี่ยง เอาอย่างนะคะ ใช้งบประมาณประจำปีไม่ทัน แล้วก็เรียกประชาชนมาลงทะเบียนไว้ก่อน แล้วก็ ไปเบิกจ่ายข้ามปี ทีนี้งบประมาณในแต่ละปีมันก็จะใช้ไม่หมดเอานะคะ แล้วก็เป็นการสร้าง บรรทัดฐานที่ผิด ๆ ที่จะทำให้การบริหารงบประมาณนี้มันผิดพลาด จริง ๆ ดิฉันวันนี้อาจจะ พูดเรื่องกฎหมายเยอะนิดหนึ่ง แต่ว่าดิฉันไม่ได้เป็นคนที่เคร่งครัดในเรื่องกฎหมายอะไร ขนาดนั้น แต่ท่านประธานสภาไม่สงสัยหรือคะว่าถ้ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ ทำไมถึงไม่แก้ไขกฎหมายให้มันเรียบร้อยก่อน มันแก้ได้อยู่แล้วค่ะ ท่านมีเสียงข้างมาก ในสภาอยู่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลเขาก็คงไม่ขัดข้องถ้ารัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังก็ทำให้มันถูกต้องไปเลย ดิฉันขอเสนอว่าท่านก็เติมท่อนสร้อย แก้ไขมาตรา ๒๑ เติมท่อนสร้อยไปว่า เว้นแต่มีเหตุให้เป็นอย่างอื่น โดยได้รับความเห็นชอบจาก ครม. มันจะได้ เห็นชัด ๆ กันไปเลยว่ามันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายการเมือง หรือจะเอาให้ชัดว่า โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี อันนี้ชัดมากว่าใครที่จะเอาคอขึ้นเขียงเวลาที่เรา ต้องผิดกฎหมายแบบนี้ เพราะว่าตอนนี้เวลาที่เรากำลังเดินหน้าลุยไฟทำผิดกฎหมายกันอยู่นี้ คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือข้าราชการประจำ ตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นคนชงเรื่อง ที่เป็นคนเซ็นเรื่องต่าง ๆ โดยที่ ณ วันนี้ฝ่ายการเมืองเองยังไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไรเลยในเวลาที่ตัดสินใจ ที่จะทำอะไรที่มันเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ยังมีอีกค่ะ อีก ๑ ประเด็นที่น่าจะทำให้ท่าน เลือกใช้งบกลางเงินสำรองจ่ายของ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท จากงบประมาณปี ๒๕๖๗ นั่นก็คือว่า ถ้างบกลางเงินสำรองจ่ายไม่พอเมื่อไรสามารถที่จะเบิกจ่ายทุนสำรองจ่ายได้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินทุนสำรองจ่ายก็บัญญัติไว้ตามมาตรา ๔๕ นี่ละค่ะ ที่บอกว่าจะใช้ได้ เมื่องบกลางเงินสำรองจ่ายไม่เพียงพอ อันนี้ก็อาจจะตอบข้อสงสัยว่าทำไมถึงได้กล้าลดวงเงิน ลงเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าดูวงเงินทุนสำรองจ่ายสิคะ เท่าไรคะ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ได้ตอนไหนคะ ใช้ได้เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน จำเป็น เร่งด่วนจริงไหมในเมื่อก็ต้องไปแจกในไตรมาส ๔ อยู่ดี ก็อาจจะไม่นะคะ จริง ๆ แล้วทุนสำรอง จ่ายมันเคยถูกใช้มาก่อนในช่วงที่เราเกิดโควิด-๑๙ ในช่วงแรก ๆ แล้วก็จะต้องเอาออกมา เพื่อใช้แจกเงินเยียวยาในครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นหน้าสิ่วหน้าขวานมาก นาทีชี้เป็นชี้ตาย แต่ว่ารอบนี้ความจำเป็นเร่งด่วนอย่างเดียวที่ดิฉันเห็นก็คือความจำเป็นที่จะต้องรักษาหน้า ของรัฐบาล แต่อย่าลืมว่างบก้อนนี้ถึงจะใช้มันก็ต้องโอนคืน มันจะต้องตั้งงบคืนในโอกาสแรก ถ้าใช้ตรงนี้ไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายก็ต้องมาตั้งคืนในปี ๒๕๖๙ ต่อไปอยู่ดี เงินทุน สำรองจ่ายแบบนี้เขาเรียกว่ายืมเงินข้ามปีค่ะท่านประธาน แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านไม่เคยคิดจะใช้ ก็ถือว่าดีค่ะ ก็ถือว่าเป็นวาสนาของประเทศที่จะไม่ได้มีการใช้เงินทุนสำรองจ่ายตัวนี้ แต่ก็วนกลับมาอีกค่ะ พอถึงเวลาลงทะเบียนจริงแล้วงบไม่พอจะแจกทุกคน คนมาลงทะเบียนเกิน ๔๕ ล้านคน แล้วทำอย่างไรกันต่อ จะเสี่ยงผิด พ.ร.บ. เงินตราหรือไม่ หรือว่าสุดท้าย จะยิ่งไปทำให้ร้านค้าที่เขาจะต้องไปขึ้นเงินสดเขาก็จะขาดความเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า สุดท้าย ถ้าเขาไปแลกช้าเขาจะได้เงินคืนหรือเปล่า อันนี้น่าจะได้คำตอบที่ชัด ๆ ว่าสรุปแล้ว การบริหารจัดการเพื่อให้ได้จะได้ทั้งหมด ๔๕ ล้านคน หรือ ๕๐ ล้านคน จากทางรัฐบาล เพราะว่าเราก็ต้องไปพิจารณากันว่าสรุปแล้วควรจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินจำนวนนี้ ยังไม่หมดค่ะท่านประธาน ที่ทำผิดกฎหมายวันนี้ดิฉันไม่ได้อยากที่จะพูดแต่เรื่องกฎหมาย แต่ว่ามันมีปรากฏขึ้นอยู่ตลอดเวลาค่ะ ไปกันต่อกับการตีความค่ะว่างบประมาณโครงการนี้ เมื่อสักครู่นี้นายกรัฐมนตรีท่านเพิ่งพูดเลยว่ารายจ่ายลงทุนสูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นรายจ่ายประจำอีกแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนทำงบ ๒๕๖๘ ก็ทำแบบนี้ แต่ก็อาจจะยังไม่เสียหายมาก เพราะว่าถึงตัดทิ้งไปก็ยังเป็นไปตามกฎหมายอยู่ แต่สำหรับของงบปี ๒๕๖๗ ไม่ได้แล้วค่ะ ถ้าเราดูปกติรายจ่ายลงทุนตามความเข้าใจ หรือว่าตามนิยามตามปกติที่ใช้ก็คืองบประมาณที่เอาไปใช้ในการซื้อสิ่งของ หรือว่าไปสร้าง สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่อาจจะมีอายุเกิน ๑ ปี หรือพวกค่าจ้างที่เอามาใช้ทำของ หรือว่าไปปลูกสร้าง สิ่งเหล่านั้นนะคะ แต่ของโครงการ Digital Wallet เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วไหมคะว่า คนใช้นี่ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก แต่ก็ยังอุตส่าห์ตีความว่าเป็นรายจ่ายลงทุนได้สูงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ กลับหัวกลับหางกันไปหมดค่ะ คำอธิบายก็แปลกประหลาดมากบอกว่า ดิฉันยกตัวอย่างให้มันดูง่าย ๆ นะคะ เขาบอกว่าถ้า นาย ก ได้เงินเพิ่มมา ๑๐๐ บาท ก็จะเอาไปใช้ซื้อสินค้าทุน ๕๐ บาท แล้วก็ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอีก ๕๐ บาท ฟังตอนนี้ ก็อาจจะใช่สินค้าทุนคืออะไร อะไรนับว่าเป็นสินค้าทุนบ้างนะคะ แต่ว่าพอท่อน ๒ มันเริ่ม แหม่ง ๆ มากแล้วค่ะ แต่ว่าในสินค้าอุปโภคบริโภคนี่ก็ยังมีส่วนที่นับเป็นรายจ่ายลงทุนอีกนะ ก็คืออีก ๓๐ บาท ที่คิดเป็นต้นทุนการผลิต ใช่หรือคะ ต้นทุนการผลิตมันไม่จำเป็นที่จะต้อง เป็นสินค้าทุนเสมอไป ถูกต้องไหมคะ แล้วสินค้าแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกันอีก สุดท้าย ท่านก็เอามารวมกันบอกว่า ๕๐ บาทที่จะไปซื้อสินค้าทุนกับอีก ๓๐ บาทที่จะเป็นต้นทุน การผลิต รวมเป็น ๘๐ บาท ที่เป็นรายจ่ายลงทุน ดิฉันคิดว่ามันเป็นคำอธิบายที่แปลกประหลาดมาก ๆ นะคะ แล้วก็อยากจะบอกประชาชน หรือว่านักวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่จะต้องใช้รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลในการประมาณการต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจท่านต้องใช้ข้อมูลนี้อย่างระมัดระวังแล้วค่ะ ถ้าท่านเผลอเอาตัวรายจ่าย ลงทุนที่เป็นของ Digital Wallet ไปใช้ในการประมาณการในเรื่องของการลงทุนภาครัฐ มันจะผิดพลาดกันไปหมดนะคะ ทีนี้ถ้าไม่นับว่า Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ก็มาสู่มาตรา ๒๐ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง บอกว่าถ้าตั้งงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้อง ๑. ไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และ ๒. ต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าเราดูถ้าเรารวมก้อน Digital Wallet แปลกประหลาด ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั่นเข้าไป แน่นอนว่า มันผ่านค่ะ ทั้งข้อ ๑ และข้อ ๒ รายจ่ายลงทุนจะมีสัดส่วนสูงมากถึง ๒๒.๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในส่วนของรายจ่ายลงทุนก็ยังจะเกินกว่าการขาดดุลงบประมาณที่ ๘๐๗,๖๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อไรที่ไม่รวม Digital Wallet อันนี้ก็คือได้ข้อมูลจาก PBO มานะคะ ถ้าไม่รวม Digital Wallet ก็คือตกค่ะ ไม่ผ่านในเรื่องของรายจ่ายลงทุนต้องเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ไม่ผ่านทั้งเกณฑ์ที่ ๒ ที่จะต้องมากกว่าการขาดดุลงบประมาณด้วย อันนี้มันเป็นปัญหานะคะ ถ้าเราจะตีความกันจริง ๆ ว่าตกลงอะไรคือรายจ่ายลงทุน อะไรคือไม่ และถ้าเมื่อไร ที่มันตีความออกมาแล้วว่ามันไม่ใช่มันจะเป็นการทำผิด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังอีกครั้งนะคะ และท่านกำลังจะบอกว่างบเพิ่มเติมไม่ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือว่าอะไรมันก็อาจจะฟังไม่ค่อยขึ้นนะคะ อันนี้เป็นปัญหาที่ทางรัฐบาลอาจจะต้องแก้ไข แล้วก็ทำให้มันถูกต้องนะคะ🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ นอกจากเรื่องของการสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจนถึงตรงนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปแก้กฎหมายให้มันถูกใจเสียก่อนแล้วค่อยมาทำ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ กลับมาเลือกทางที่มันสุ่มเสี่ยงลุยไฟขนาดนี้ ก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของความไม่พร้อมค่ะ อีก ๑๕ วัน นายกรัฐมนตรีแถลงไปแล้วค่ะ Post ลง Social ลง Twitter ไปแล้วค่ะว่าจะลงทะเบียนวันที่ ๑ สิงหาคม อีก ๑๕ วันจะลงทะเบียน วันนี้ ยังหาเจ้าภาพไม่ได้ค่ะ เห็นได้จากการที่เขียนไว้ว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมไว้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ยังมีรัฐวิสาหกิจอยู่เลยนะคะ และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมาย ให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องเสนอเป็นภาพรวมไว้ในงบกลาง มาตรา ๒๒ อีกเช่นเดียวกันบอกว่างบกลางจะตั้งไว้ก็เฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรให้กับ หน่วยรับงบ หรือว่าไม่ควรจัดสรรให้กับหน่วยรับงบ ตรงนี้มันไม่มีเหตุผลอะไรแล้วค่ะ ที่จะต้องเอาใส่ไว้ในงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ และอีก ๑๕ วันจะลงทะเบียนยังหาเจ้าภาพไม่ได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไร โครงการนี้มันจะเดินหน้าต่อกันได้อย่างไร ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าภาพ ยังหาไม่ได้ อีก ๑๕ วันจะลงทะเบียน ระบบลงทะเบียน เพิ่งจะได้ผู้ชนะการประมูล ได้ผู้ชนะ การประมูลของระบบลงทะเบียนมา ๒ เจ้า ซึ่งอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเพิ่งชนะวันที่ ๑๐ กรกฎาคม กับวันที่ ๑๑ กรกฎาคมเพิ่งจะมีการประกาศผู้ชนะไปเท่านั้นเอง ในส่วนของ ระบบชำระเงินค่ะ ยังไม่ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อคืนดิฉันเช็กครั้งล่าสุดก็ยังคงไม่ประกาศ จัดซื้อจัดจ้าง บอกแค่ว่ารายการที่ ๑ ก็คืองานจ้างพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินหรือว่า Payment Platform เข้าไปดูล่าสุดก็ยังขึ้นแผนเหมือนเดิมค่ะว่า คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง ในเดือน ๗ ซึ่งเขาก็ยังทำตามแผนเพราะตอนนี้ก็ยังเป็นเดือน ๗ อยู่ แต่ว่าอีก ๑๕ วัน จะลงทะเบียน ปลายปีนี้จะต้องแจกเงิน แล้วระบบการชำระเงินมันจะทันได้อย่างไรคะ ท่านประธาน นี่ยังไม่ต้องพูดถึงนะคะว่างบที่ใช้นี่ก็แปลกประหลาดมาก ระบบลงทะเบียน ที่เป็นการต่อยอดจาก Application ทางรัฐที่มีอยู่แล้วใช้งบประมาณประมาณ ๘๙.๕ ล้านบาท ระบบ Payment ที่สุดยอดซับซ้อนไม่รู้ใครคิดมาได้อย่างไร ที่จะต้องใช้เป็น Open Loop System ต้องให้แบงก์พาณิชย์ต่าง ๆ มามี Interface ที่จะต้องรับชำระเงิน Digital Wallet ได้ด้วย ทุก ๆ แบงก์พาณิชย์ถ้าเขาเข้าร่วมโครงการใช้เงินแค่ ๙๕ ล้านบาท ก็มีการสอบถาม กับ DGA ว่าทำไมราคามันถึงได้ใกล้เคียงกันทั้งที่ความซับซ้อนมันแตกต่างกันขนาดนี้ DGA ก็ตอบว่า ราคานี้เป็นแค่การพัฒนาระบบค่ะ แต่ว่าไม่การันตีว่าจะเป็นเจ้าของระบบ อันนี้ ก็อาจจะตีความได้ว่าคนที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบเขาก็จะกลายมาเป็นเจ้าของระบบ ในที่สุด แล้ว ๙๕ ล้านบาทของเราก็ถือว่าเป็นการทำบุญไปกับบริษัทเอกชนที่จะได้เป็น เจ้าของ หรือว่าบริษัทเอกชนนั้นก็ถือว่าเป็นการทำการกุศลก็ได้ เพราะว่าต้นทุนที่แท้จริง ก็อาจจะมากกว่านั้น ท่านประธานที่เคารพคะ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งยังมีเรื่องของเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเฉพาะสำหรับตัวสินค้าที่จะสามารถที่จะเข้าร่วมได้ วันหนึ่ง มือถือได้ วันหนึ่งมือถือไม่ได้ วันหนึ่งปุ๋ยไม่ได้ วันนี้ปุ๋ยได้ ยาฆ่าแมลงยังไม่รู้เอาอย่างไร สุดท้ายเตะกลับไปที่กระทรวงพาณิชย์ ให้กระทรวงพาณิชย์เป็นคนไปทำมา แต่ที่ดิฉันกังวล มากที่สุดก็คือในส่วนของร้านค้าค่ะ อีก ๑๕ วันต้องลงทะเบียนร้านค้าแล้วนะคะ แต่ยังไม่มี มาตรการอะไรที่จะมาสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้ารายเล็กรายย่อยตัวจริงเขาสามารถที่จะมา เข้าร่วมโครงการได้ อย่างที่บอกว่าระบบที่มันถูกออกแบบมามันเอื้อให้กับร้านค้าที่เขามี สายป่านยาว แต่ว่าร้านค้ารายเล็กรายย่อยที่เป็นเงินหมุนเงินสดเขาจะอยู่ไม่ได้ เขาก็จะ เข้าร่วมโครงการไม่ได้ เนื่องจากว่าเงิน Digital Wallet ใช้ซื้อวัตถุดิบได้ก็จริง แต่ก็อาจจะ ไม่ทุกร้าน หรือเขาก็ไม่ได้มีต้นทุนที่มีแต่ค่าวัตถุดิบอย่างเดียว เขาก็ต้องจ่ายค่าแรง จ่ายค่าเช่า จ่ายค่าน้ำมัน ธุรกิจที่มันเป็นเงินสดเงินหมุนเขาเข้าไม่ได้ค่ะท่านประธาน แล้วเราจะทำ อย่างไร อีก ๑๕ วัน จะลงทะเบียนเราจะให้เขามาลงทะเบียนได้อย่างไร หรือแม้แต่คนที่ อยากจะลงทะเบียน พร้อมแล้ว มีเงินสดพร้อมหมุน แต่ยังไม่ได้อยู่ในฐานภาษี แต่ว่าอยาก ที่จะแลกเป็นเงินสดได้ ทุกวันนี้มีบอกเขาว่าคุณต้องเข้าฐานภาษีเมื่อไร คุณต้องจ่ายเงินได้ ภาษีบุคคลธรรมดาในกรณีที่เป็นบุคคลทั่วไปครั้งสุดท้ายเมื่อไร จ่ายย้อนหลังได้ไหม จ่ายวันนี้ ได้ไหม ใครที่ยังไม่ได้จด VAT จด VAT วันนี้ทันไหม ไม่มีอะไรบอกเลย แล้วถ้าเขามีเงินสด ไม่พอจริง ๆ มีสินเชื่อให้เขาไหมเพื่อจูงใจให้เขาอยากที่จะเข้ามา ไม่มีเลยค่ะท่านประธาน โดยปกติที่มันออกแบบมาแล้วมันเอื้อให้กับทุนที่มีขนาดใหญ่ ที่มีเงินสดมากพอที่มีสายป่าน มากพอ มันก็แย่มากพออยู่แล้ว แต่นี่กลับไม่ทำอะไรเลยที่จะลดอุปสรรคที่รายย่อยจะเข้า มาได้ มันก็คือการกีดกันรายย่อยไปในกลาย ๆ ค่ะท่านประธาน โดยสรุปสำหรับโครงการนี้ มันก็บอกได้คำเดียวว่าการลงทุนไม่รู้ว่าจะเป็นเท่าไร ก็ตีไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไว้ก่อน ดิฉัน ยังแทงฝั่งที่ได้แจก ๕๐ ล้านคนอยู่นะคะ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ลงทุนไปได้อะไร ได้รักษาหน้าว่า ได้ทำตามที่ได้หาเสียงไว้แล้ว ถึงแม้ว่าหน้าตาของนโยบายนี้มันจะไม่ได้เหมือนกับตอนที่ได้ หาเสียงเอาไว้เลยตั้งแต่ต้น ได้เพิ่ม GDP เต็มที่เลยนะ นี่เอาประมาณการของทาง กระทรวงการคลังเลยที่บอกว่าได้ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประมาณการอย่างสูงที่สุดเท่าที่จะมี สำนักวิจัยไหนวิจัยมาแล้วนะคะ ก็ยังได้แค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วิญญูชนลงทุน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้คืน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้มันเรียกคุ้มไหม แล้วสิ่งที่เราจะเสีย เราเพิ่มความเสี่ยงทางการคลังให้กับประเทศ ตอนนี้ไม่มีปัญญาจะรับมือกับสถานการณ์อะไร ที่มันฉุกเฉินเข้ามา แค่ฝ่ายค้านพูดว่าต้องมีมาตรการเฉพาะหน้าวิ่งหาเงิน อ้าว เงินไม่เหลือแล้ว เพราะว่าต้องเก็บไว้ทำ Digital Wallet ยังต้องเสียอีก คือว่าต้องทำผิดกฎหมายอีกหลายข้อ แล้ววันนี้ไม่ได้มีการแก้🔗

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประท้วงข้อไหนครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ผมประท้วง ข้อ ๙ แล้วก็ข้อ ๖๙ เดี๋ยวผู้ฟังทางบ้านจะไม่เข้าใจ ผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ท่านผู้อภิปรายขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศิริกัญญา ตันสกุล ได้พูดว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ไม่ต่ำกว่า ๔ ครั้ง ถ้าผมไม่ลุกขึ้นประท้วง จะทำให้ผู้ฟังทางบ้านถ่ายทอดสดทั่วประเทศนะครับ จะเข้าใจว่า ครม. ชุดนี้เสนอกฎหมาย เสนอร่างนี้ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นแล้วเป็นการใส่ร้าย ในข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ซ้ำ ๆ ไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ครั้ง คำว่า ร่างนี้ผิดกฎหมาย ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมวินิจฉัยนะครับ เขาเรียกว่าเป็นข้อตักเตือน เป็นข้อกล่าวหา เดี๋ยวรัฐบาลจะได้ตอบว่า มันผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เชิญท่านศิริกัญญาต่อเลยครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ศิริกัญญา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สุ่มเสี่ยงค่ะ สุ่มเสี่ยงที่จะทำ ผิดกฎหมาย ซึ่งการทำผิดกฎหมายในครั้งนี้ถ้าสามารถทำต่อไปได้มันจะสร้างบรรทัดฐาน ที่ผิด ๆ ในการบริหารจัดการงบประมาณไปในอนาคต ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายที่เรา ประเมินไม่ได้ สิ่งที่จะเสียอีกก็คือว่าเราอุตส่าห์ลงเงินไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับสร้าง กลไกเงื่อนไขโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจเพื่อที่จะเอื้อค้าปลีกรายใหญ่ แล้วก็กีดกันรายย่อย โดยไม่รู้ตัว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข เสียโอกาสที่จะได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ เฉพาะหน้าให้กับประชาชน เพียงเพราะว่าเราจะต้องกั๊กเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อไปทำ โครงการนี้ในตอนปลายปี และยังมีอีกหลายโอกาสที่จะต้องเสียไปที่จะได้ทำนโยบายอื่น ๆ เพราะภาระที่มันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันไม่ได้จบแค่งบประมาณปี ๒๕๖๗ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ มันจะตามเราไปอีกจนถึงปี ๒๕๖๙ ปี ๒๕๗๐ ต่อไป แล้วก็จะไปทำให้พื้นที่ที่จะมีงบประมาณ ไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ นี่จะเป็นกระสุนนัดใหญ่ นัดแรก นัดเดียว และนัดสุดท้ายของทางรัฐบาลที่จะได้มีโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ ด้วยข้อจำกัด ทางงบประมาณที่มันจะเกิดขึ้นตามมาค่ะท่านประธาน ครั้งที่แล้วงบปี ๒๕๖๗ ดิฉันได้ส่ง ความห่วงใยผ่านท่านประธานไปยังข้าราชการประจำที่ยังซื่อตรงต่อหลักการให้ออกมา กล้าที่จะท้วงติงกับโครงการนี้ที่มันมีปัญหา ที่มันไม่ตรงไปตรงมา ที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการ ตามหลักวิชาการ แต่วันนี้ดิฉันจะขอส่งความห่วงใยผ่านท่านประธานไปยังพรรคร่วมรัฐบาล ว่าท่านจะกลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำผิดกฎหมายครั้งนี้ ในการกระทำที่สุ่มเสี่ยง ต่อการผิดกฎหมายครั้งนี้หรือไม่ ถ้าท่านเองก็ยังพอมียึดถือหลักการอะไรอยู่ในหัวใจ ยังนับถือหลักวิชาการ มีความรู้เรื่องงบประมาณและการคลัง ท่านคงรู้ได้โดยที่ไม่ต้องสงสัย ว่าทำแบบนี้มันจะทำให้ประเทศเราสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร ก็ต้องขอโน้มน้าวผ่านท่านประธานไปให้ สส. ฝ่ายรัฐบาลช่วยกันคว่ำร่างพระราชบัญญัติ รายจ่ายประจำปีฉบับเพิ่มเติมฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของท่านคอซีย์ มามุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคพลังประชารัฐ สภายินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เชิญครับ🔗

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องมาพูดกันเรื่อง Digital Wallet ทั้งที่ความจริง ควรจะจบไปนานแล้ว แต่เพราะว่ารัฐบาลจากที่เคยสัญญาว่าจะทำทันที วันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ต้องมาพูดกันวันนี้ก็เพราะว่าวันนี้รัฐบาลเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งมีสาระสำคัญแค่ประการเดียว สาระที่ว่าก็คือเพื่อขอกู้มาแจก ๑.๑๒ แสนล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขล่าสุดที่รัฐบาลจะเอาไปทำ Digital Wallet ผมติดตามข่าวมาโดยลำดับ มีคนในรัฐบาลอ้างว่าเราก็ทำเหมือนสิงคโปร์ สิงคโปร์ก็แจก นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นคนประกาศแจกเอง แต่ขอทำความเข้าใจกับท่านประธานครับ สิงคโปร์ที่เขาแจกเขาแจกจริง แต่เขาแจกเพราะเขามีเงินเหลือพอให้แจก แต่ประเทศไทย ของเรานี่มันกู้มาแจก มันคนละ Version กันเลยครับ ก่อนอื่นขออนุญาตที่จะย้ำว่าผมไม่เคย ต่อต้านโครงการ Digital Wallet ของรัฐบาล เพื่อความชัดเจน และในทางตรงกันข้าม ผมทวงถามแทนประชาชนทุกครั้งว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่รัฐบาลประกาศจะแจกตั้งแต่ ตอนหาเสียงจะได้เมื่อไร แล้วก็จะได้กี่โมง จนวันนี้ก็ยังขอทำหน้าที่ทวงถามอีกรอบ เพราะผมถือหลักว่าเมื่อพรรคการเมืองไปหาเสียงได้เป็นรัฐบาลแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะไปสัญญาแลกเอาคะแนนมาแล้ว ต้องชดใช้กับประชาชน โดยจะต้องทำให้ทันเวลา ถูกกฎหมาย โปร่งใส แล้วก็คุ้มค่ากับประเทศ ที่กระผมต้องพูดวันนี้อีกรอบก็เพราะว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลไม่ได้บอกกับประชาชน รัฐบาลบอก แต่บางเรื่องบอกไม่หมด บางเรื่องบอกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงที่ควรจะบอก จึงเป็นหน้าที่ของกระผม ในฐานะ ที่ทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบจะต้องทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐบาล ให้ประชาชนได้เห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการที่รัฐบาลจะได้นำไปปรับปรุงการบริหารโครงการต่อไป และที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ร่วมกันว่าหลังจากแจกเงินคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ประชาชนแล้ว ผลที่จะตามมากับประเทศมีอะไรบ้าง ซึ่งจะขออนุญาตท่านประธาน พูดทีละประเด็น ไม่ยาวครับ ดังต่อไปนี้🔗

ประเด็นแรก เรื่องความล่าช้าของโครงการ ที่โครงการนี้ล่าช้าไม่ใช่แรงค้าน ของฝ่ายไหนนะครับ แต่ที่โครงการนี้มันล่าช้าเพราะความโหลยโท่ยของรัฐบาลเอง ขออนุญาตพูดภาษาจีนสักคำ ที่บริหารราชการแผ่นดินเหมือนเด็กเล่นขายของ เป็นไม้หลัก ปักขี้เลน โอนไปเอนมา เอาแน่อะไรไม่ได้ เรื่องเวลา ท่านประธานไปดูครับ เลื่อนมากี่รอบ จนวันนี้ประชาชนลงเรือเก้อมาแล้วกี่ลำครับ แหล่งเงิน กลับไปกลับมา ขนาดนายกรัฐมนตรี ออกมาโชว์ Power นำทีมแถลงเองบอกว่าต่อไปนี้ชัดเจน แล้วก็ต่อมาก็ยกเลิกสิ่งที่ตัวเองแถลง นายกรัฐมนตรีท่านนี้เชื่อถือได้กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ตอนหาเสียงท่านประธานคงจำได้ แจกทันที ไม่มีกู้ พอเป็นรัฐบาลไม่กี่วันออกลาย เลื่อนทันทีมีแต่กู้ ถึงขั้นออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สุดท้ายยกธงขาว เพราะจำนนด้วยข้อกฎหมายว่าทำไม่ได้ เพราะที่ รัฐบาลพยายามสร้างประเด็นว่าเศรษฐกิจกำลังวิกฤติ เอาเข้าจริงมันไม่ได้วิกฤติถึงขั้นต้อง กู้มาแจก เปลี่ยนมาเป็นใช้เงิน ธ.ก.ส. แทนหลังจากนั้น ท่ามกลางเสียงเตือนว่ามันสุ่มเสี่ยง ผิดกฎหมาย เพราะเงิน ธ.ก.ส. มีไว้แจกเกษตรกรหรือดูแลเกษตรกรเท่านั้น แต่จะเอามาแจก แบบเหวี่ยงแห แบบ Helicopter Money ที่ผมอภิปรายไปเมื่อคราวที่แล้ว มันทำไม่ได้ มันสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลก็เสียงแข็งยืนยันว่าทำได้ เสียเวลาไป ๓ เดือนครับ เพราะความดื้อรั้นดันทุรังของรัฐบาล จนสุดท้ายโยนผ้าอีกรอบ แสดงว่าที่ยืนยันมาตลอด แค่ปากกล้าขาสั่น สร้างความหวังให้ประชาชนไปวัน ๆ เท่านั้นนะครับ🔗

เมื่อวานซืนมาใหม่อีกแล้วครับ ขอเปลี่ยนเป็นแหล่งเงินที่จะมาแจกมาแค่ ๒ แหล่ง ๑. จากงบประมาณปี ๒๕๖๗ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒. งบปี ๒๕๖๘ ๒๘๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็น ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยงบปี ๒๕๖๗ แยกเป็น ๒ ก้อน งบปี ๒๕๖๘ ก็แยกเป็น ๒ ก้อน รวมแล้วเป็น ๔ ก้อน งบปี ๒๕๖๗ ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นงบกลางปี ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็ที่กำลังขอสภาอยู่เดี๋ยวนี้ครับ นี่กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะได้หรือไม่ได้ แล้วก็อีกก้อนหนึ่งใช้คำว่าไปบริหารจัดการอีก ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบปี ๒๕๖๘ แยก ๒ ก้อน ก้อนแรกงบกลางของปี ๒๕๖๘ ที่กำลัง พิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของสภาวันนี้ยังไม่จบ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท อยู่ในจอนั่นละครับ แล้วก็อีกก้อนหนึ่งรัฐบาลก็ใช้คำเสียหรูว่าเป็นงบเกิดจากการบริหารจัดการอีก ท่านประธาน ฟังนะครับ ไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ อีก ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้อยู่ไหนเลยครับ แต่ความจริง ก็คือจนวันนี้เหมือนที่ผมเรียน เม็ดเงินจริงยังไม่มีสักบาทเดียว ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ เพราะว่ายังจะต้องรอขั้นตอนกระบวนการทั้ง ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หลายประเด็นยังไม่นิ่ง แล้วมันนิ่งไม่ได้ เพราะรัฐบาลบริหารแบบคิดไปทำไป แล้วที่ร้ายที่สุดถ้าใครติดตามอย่างละเอียด สวนกันมาสวนกันไปด้วยครับ ตัวอย่าง ๑-๒ วันนี้ถ้าท่านประธานติดตามสถานการณ์ การเมือง รัฐมนตรีประจำสำนักออกมาแถลงเรื่องแหล่งเงิน ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าจะเอามาจากงบกลางปี ๒๕๖๗ ไม่ทันขาดคำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาแถลงว่า ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเอามาจากงบกลางทั้งหมดก็ได้ นี่มัน ครม. ชุดเดียวกันไหมครับ🔗

เรื่องวันลงทะเบียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลงหลังการ ประชุมคณะกรรมการ Digital Wallet ชุดใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงการคลัง ประชุมเสร็จนายกมอบรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลังแถลง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็ออกมาแถลงว่า วันลงทะเบียนจะมอบให้คณะอนุกรรมการไปพิจารณาว่าวันไหน ยืนแถลงอยู่ต่อหน้านักข่าว นายกรัฐมนตรีโพสต์ X แล้วครับ ลงทะเบียน ๑ สิงหาคม ผมเห็นใจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจริง ๆ ไปไม่เป็นเลยครับ เพราะนายกรัฐมนตรีมาตัดหน้าแย่งซีน แถลงไปก่อนหน้าไปดื้อ ๆ เรื่องสินค้าอะไรซื้อได้ อะไรซื้อไม่ได้นี่ก็ยังไม่จบ เพราะคณะกรรมการชุดใหญ่มอบกระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาอีก อะไรได้ อะไรไม่ได้ ผมถึงบอกมันคิดไปทำไป แล้วแถมยังสวนกันมาสวนกันไป ยอดเงินลดมา ๓ รอบแล้วครับ จากเริ่มต้นยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดลงมาเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดอีกเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากเรือยอร์ชก็เลยกลายเป็น เรือแจวแล้วครับวันนี้ แต่ยังคงเป้าหมาย ๕๐ ล้านคนไว้ไม่ลด อ้างว่าที่ไม่ลด ๕๐ ล้าน แต่ไม่เตรียมไว้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เตรียมไว้แค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะหวังว่า ๕ ล้านคน คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะไม่มาใช้สิทธิ แต่มันมีคำถามว่าแล้วถ้า ๕ ล้านคนเกิดมาใช้สิทธิล่ะครับ ท่านจะเอาเงินไหนอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปแจก ผมถึงบอกว่านี่มันนั่งเรือแจว ไปตายเอาดาบหน้าหน้าชัด ๆ เลยครับ ที่สำคัญการหาเม็ดเงินมาแจก โดยเฉพาะที่รัฐบาล อ้างว่าจะเอามาจากการบริหารจัดการ ๒ ก้อน เมื่อสักครู่ผมเรียนไปแล้วท่านประธาน คงจำได้ว่าคือ ๑. จากงบปี ๒๕๖๗ เดิมที่ผ่านสภาแล้ว ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๒. จากงบปี ๒๕๖๘ ที่ยังไม่รู้อยู่ไหน ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ขอเริ่มต้นด้วยงบปี ๒๕๖๗ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลหวังว่าจะไปเอามา นายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้สัปดาห์ที่แล้ว บอกว่าเรื่องงบกลาง ที่ฝ่ายค้านท้วงติงว่าไม่ได้ใช้เลย ไม่จริง ใช้ไปเยอะแยะ ขอกราบเรียนครับ ผมไปตรวจสอบ ตัวเลขแล้วครับ นายกรัฐมนตรีพูดความจริงครึ่งเดียว เพราะว่าคำว่างบกลางที่ไม่ได้ใช้ และรัฐบาลหวังจะเอามาทำ Digital Wallet คือเอามาแจกนั้นมันอยู่ในงบกลางฉุกเฉิน ซึ่งมีอยู่ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับวันนี้ใช้ไปกี่สตางค์ ตัวเลขวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ สัปดาห์ที่แล้วนี้ครับ ตัวเลขจากกรมบัญชีกลางขึ้นจออยู่นั่นละครับ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลใช้ไปแค่ ๓,๒๓๘ ล้านบาท แค่ ๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไร แปลว่าการเบิกจ่ายเงินของจริง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินเกียร์ว่าง เพื่อให้เงินก้อนนี้จะได้เหลือใช้เอามาแจกสัก ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นที่พยายามออกข่าวสร้างภาพใหญ่โตเชิญหน่วยงานมากำชับ เร่งเบิกจ่าย งบประมาณ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่มันแค่การละคร ชัด ๆ เลยครับ เพราะพอลงลึกงบนายกเองยังไม่ได้ใช้เพราะจะยักไว้เอามาแจก สนองนโยบาย พรรคการเมืองและรัฐบาล อีกก้อนงบปี ๒๕๖๘ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท นี่มันเยอะนะครับ ที่บอกจะใช้บริหารจัดการไปควักเอามา จนวันนี้ยังไม่รู้อยู่ไหนแล้วก็จะเอามาจากไหนครับ ตั้ง ๑๓๒,๓๐๐ ขอให้รัฐบาลช่วยตอบด้วย วันนี้กรรมาธิการกำลังพิจารณางบปี ๒๕๖๘ อยู่จะเอามาอย่างไร หรือ ๑. จะใช้เสียงข้างมากในกรรมาธิการไปตัดงบมากองไว้เยอะที่สุด ตัดจากกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ของพรรคร่วมโน้นพรรคร่วมนี้ แล้วใช้มติ ครม. ใส่ไปในงบกลางเพื่อเอาไปทำ Digital Wallet แทน และพรรคร่วมรัฐบาล ว่าอย่างไรครับ จะนั่งเป็นตัวการ์ตูนอยู่หรือครับ และท่านจะบรรลุนโยบายพรรคการเมือง ของท่านเฉพาะที่ไปสัญญาประชาชนไว้ทำได้ไหมครับ ในเมื่อเอาไปให้พรรคเดียวเขาทำ หมดแล้ว แล้วประชาชนจะเสียหายขนาดไหนครับ กระทรวงแต่ละกระทรวงจะเอาเงินไหน ไปบริหาร เพราะเขาวางแผนกันมาครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว หรือจะต้องมาเสนองบกลาง ปี ๒๕๖๘ อีกเพื่อให้ได้เงินพอ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็บวก ๕๐,๐๐๐ อีกนะครับ ที่บอกว่า คนจะไม่มาใช้สิทธิ ๕ ล้านคน นี่คือความจริงที่รัฐบาลไม่ได้บอกแล้วผมต้องบอกอย่างไรครับ และนี่คือวิบากกรรมที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาเอง และไม่ได้บอกฝ่ายประชาชนให้ได้รับทราบ จนผมต้องมาทำหน้าที่บอกกับประชาชนแทนรัฐบาล🔗

อีกเรื่องครับ เรื่องตัวพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ที่รัฐบาลกำลังเสนอ และสภากำลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้ ขอเอ่ยถึงหน่อยหนึ่งครับ ว่ากฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย หลักการ เหตุผล แล้วก็เนื้อหาแค่ ๖ มาตรา ขอเงินมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายใส่ไว้ในงบกลาง ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำ Digital Wallet โดยเฉพาะย้อนไป อีกนิดเดียว แล้วก็ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเฉพาะ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ๓. ระบุรายได้ว่าไม่ได้กู้ทั้งดุ้นเพื่อแก้เกี้ยว ว่าอย่างน้อยยังมีรายได้มาสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไปอ่านเอกสารดูระบุไว้ว่ารายได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ว่ามาจากภาษีและรายได้อื่น โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บรายได้ ที่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ในประมาณการ ดีใจคิดว่า อย่างน้อยก็จะมีเงินภาษีหรือเงินที่เกิดจากฝีมือรัฐบาลเพิ่มขึ้นมาสัก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้ที่ผ่านมางบปี ๒๕๖๗ รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าตลอดก็ตาม แต่มันก็ยังเห็นแสงสว่าง ตรงปลายอุโมงค์เล็ก ๆ ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาล แต่พอไปดูลึกเข้าจริงไม่หรอกครับ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มาจากรายได้ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เขาต้องโอนให้คลัง ก็เลยถือโอกาสโดยสารใส่มาเป็นรายได้ของรัฐบาลจะได้แก้เกี้ยวว่าไม่ได้กู้ทั้งดุ้น เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้จึงกลายเป็นเงินบุญหล่นทับ ไม่ใช่เงินที่เกิดจากฝีมือรัฐบาลจริง เมื่อรายจ่าย ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าจะอนุมัติ พระราชบัญญัติวันนี้จะเท่ากับการอนุมัติให้รัฐบาลไปกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพียงเพื่อเอามาแจกสนองนโยบาย ส่วนการใช้หนี้ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ย เป็นเรื่องอนาคตที่ต้องไปใช้หนี้กันเองสำหรับประเทศ🔗

มีอีกประเด็นหนึ่งครับ เมื่อสักครู่พูดกันไปบ้างแล้วแต่ผมขอพูดอีกมุมหนึ่ง ให้ประธานได้เห็น คือรายจ่ายลงทุนที่ใส่ไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องนี้วิจารณ์กันมากนะครับ ทุกวงการของคนมีความรู้ เพราะงบปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมฉบับนี้ระบุรายจ่ายไว้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้รัฐบาลไปตีความว่าจะแบ่งเป็น ๒ ก้อน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่าย ประจำ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน รายจ่ายลงทุนจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท คือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นเงินรายจ่ายลงทุน คำถาม ทำไมรัฐบาลไปตีความว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่น่าจะจริง เพราะ Digital Wallet ไม่ใช่เงินลงทุนแต่เป็นเงินโอนเพื่อการบริโภค นิยามคำว่ารายจ่ายลงทุนของสำนักงบก็ระบุชัดครับ ขออ่านให้ประธานฟังนิดหนึ่งจะได้ชัดว่า งบลงทุน ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันเข้ากรณีนิยามรายจ่ายลงทุนของสำนักงบประมาณไหม นิยามรายจ่ายลงทุนนี่เขาระบุไว้ชัดครับอยู่ในจอ หมายถึงรายจ่ายที่รัฐบาลจ่ายเพื่อ ๑. จัดหาสินทรัพย์ประเภททุนทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่มีตัวตนก็อย่างเช่น ครุภัณฑ์ ที่ดิน อาคาร สิ่งก่อสร้าง เป็นต้น ที่ไม่มีตัวตนก็อย่างเช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทานที่เกี่ยวกับที่ดินด้วย เป็นต้น ตลอดจนรายจ่ายลงทุน คือรายจ่ายที่รัฐบาลอุดหนุน หรือโอนให้แก่บุคคล องค์กร รัฐวิสาหกิจ โดยผู้รับไม่ต้องจ่ายคืน คือรัฐบาลให้เปล่านั่นเอง มีและกำกับ ผู้รับต้องนำไปใช้จัดหาสินทรัพย์ประเภททุน ไม่ใช่เอาไปบริโภค ผมแปลเติมให้ นอกจากนี้ยังรวมถึงรายจ่ายเพื่อการเพิ่มทุนทรัพย์ทางการเงิน โดยผู้รับตั้งใจ นำไปลงทุน ผมเติมให้อีก ไม่ใช่ไปบริโภค เพราะฉะนั้นการไปวินิจฉัยเอาเองว่าเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาขออนุมัติสภาวันนี้เท่ากับเงินลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันคาบลูกคาบดอก ไปหน่อยไหมครับ แล้วสุดท้ายอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๑) ต่อไป ผมเข้าใจครับ รัฐบาลพยายามที่จะใส่ฟองสบู่ให้เห็นว่าเงินที่มาขอกู้ วันนี้จริง ๆ แล้วเอาไปลงทุนเยอะ ไม่ได้เอาไปบริโภคอย่างเดียว แล้วก็จะเป็นประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจในการพัฒนาต่อไป แต่มันหนีความจริงไม่พ้นว่าที่แจกไปนี่แจกให้ไปบริโภค ไม่อย่างนั้นจะไปกำหนดสินค้าทำไมครับว่าซื้ออะไรได้บ้าง แล้วนี่มันไม่ใช่บริโภคมันเรียกว่า อะไรครับ แต่หวังการลงทุนทอด ๒ ทอด ๓ ว่าพอซื้อมาก ๆ โรงงานจะได้ผลิตสินค้ามากขึ้น ไปลงทุนมากขึ้น แต่มันแจก ๖ เดือน แว๊บเดียวมันก็หายไปแล้ว มันจะมาคิดเป็นลงทุนตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร เรื่องใหญ่อีกเรื่องที่ผมต้องพูดครับ คือเรื่องความคุ้มค่า รัฐบาล ตีปี๊บมาตลอดว่าทำ Digital Wallet แล้วจะทำให้เศรษฐกิจโต ๕ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรี พูดเองหลายรอบครับ และจะทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะมันจะเอาเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมแก้ให้ ไปใส่มือคนไทย หลังจากนั้น ก็หมุนไปหาร้านค้า จากร้านค้าก็จะหมุนไปหาโรงงาน แล้วก็เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ๖ เดือนที่แจก และจะทำให้ GDP เฉพาะ Digital Wallet โต ๑.๒–๑.๘ ตัวเลขกลางก็คือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น พูดอย่างกับตลกคาเฟ่ ดูถูกคนคิดเลขเป็นทั้งประเทศเลยครับ ที่บอกว่าจะโตเท่านี้ เพราะอะไร เพราะไม่ว่านักวิชาการ สถาบันการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ แบงก์ชาติ องค์กรอิสระ สภาพัฒน์ หน่วยงานของรัฐเองที่เป็นหน่วยงานกลางในการกำหนด ตัวเลขทางเศรษฐกิจพูดตรงกันว่า ที่บอกว่าจะได้ ได้จริง แต่มันได้ไม่คุ้มเสีย เพราะดูตัวเลข ง่าย ๆ ที่สุด ที่ผมบอกว่าได้ไม่คุ้มเสียก็คือ ลงทุนกู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาถ้าคน มาใช้สิทธิเต็มบรรทัดนะครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ลงทุนกู้มา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น กี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP ครับ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง ขออภัยจะได้เข้าใจง่าย ๆ เท่ากับลงทุนกู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP แต่ผลได้ ทุกหน่วยพูดตรงกันครับ ไม่กี่วันนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเชิญ สภาพัฒน์มาชี้แจงตรง ๆ เขาบอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตในปี ๒๕๖๗ ได้แค่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วก็คือตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ คิดคร่าว ๆ ๐.๕ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือจะได้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ก็แปลว่า ลงทุนไป ๕๐๐,๐๐๐ ได้มา ๑๐๐,๐๐๐ แถมให้อีกตามที่รัฐบาลประเมินว่าจะโต ๑.๕ ๑.๕ มันก็เท่าไรล่ะครับ ๐.๕ แสน ก็ได้สัก ๒๕๐,๐๐๐ ลงไป ๕๐๐,๐๐๐ มันก็ยังได้ไม่คุ้มเสียอยู่ดี นี่คือสิ่งที่ขอฉายคร่าว ๆ มันไม่เป๊ะตามนี้หรอกครับ ไม่อย่างนั้นจะพูดกันยาวทางวิชาการ แต่ผมต้องการอธิบายให้ประธานและประชาชนได้เข้าใจร่วมกันไปด้วยว่า ทำไมผมบอกได้ ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลที่บอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจหมุนโตอย่างที่ผมกราบเรียน มันได้ไม่คุ้มเสีย แค่ตัวเลขที่รัฐบาลบอกกับตัวเลขที่ผมเปรียบเทียบให้ดู มันยังมีค่าเสียโอกาส ถ้ารัฐบาล เอาเม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปทำอย่างอื่นจะได้มากกว่านี้ เช่น เอาไปแจก กลุ่มเปราะบาง ไปแจกคนจน ซึ่งจะทำให้เขาใช้เงินทันที เศรษฐกิจหมุนเวียนทันที ไม่ไปเก็บ ไปยักไว้ และเอาเงินอีกก้อนที่เหลือเอาไปใช้ในการลงทุนด้านอื่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ยั่งยืนจะได้ประโยชน์มากกว่าไหมครับ เช่น เอาไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างคน ในระบบเศรษฐกิจ สร้างคนในระบบการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ รองรับการลงทุน ในอุตสาหกรรมใหม่ ธุรกิจใหม่ และธุรกิจสมัยใหม่ ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ เพราะต่อไป EU เขาจะไม่ค้าขายด้วยกับประเทศที่ไม่ให้ ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สหรัฐเขาก็จะไม่ค้าขายด้วย ลูกค้ารายใหญ่ของเราจะไม่ค้าด้วย ทำไมไม่ลงทุนเตรียมไว้กับเรื่องนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เรากำลังเดินเข้าสู่เศรษฐกิจ Digital Economy เหล่านี้คุ้มกว่าไหมครับ แทนการกู้มาแจกเพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ สั้น เพราะฉะนั้นการกู้มาแจกแค่ ๖ เดือน ผมกราบเรียนเลยครับ มันถึงเหมือนโยนหินลงน้ำ ๑ ก้อน เกิดแรงกระเพื่อมจ๋อมเดียวแล้วก็หายไป แต่ที่จะเกิดตามมาก็คือพายุหมุน แต่เป็นพายุหมุนที่หมุนเอาหนี้ก้อนโตมาให้คนไทยต้องชดใช้ไปอีกนานเท่านาน เข้าทำนอง ประเทศเสียหายไม่ว่าขอให้ข้าได้หาเสียง ที่พวกเราพูดกันอยู่ในสภานี้ครับ🔗

สุดท้ายครับ เรื่องความไม่โปร่งใส ผมยังไม่ขอพูดวันนี้หรอกครับ เพราะยัง ไม่ได้ลงมือแจก แต่ว่าขอเตือนรัฐบาลให้ระวัง อย่าทำให้แรงกู้เที่ยวนี้กลายเป็นแรงกู้ไร้อนาคต เพราะการทุจริตคอร์รัปชันเป็นอันขาด เพราะจนวันนี้ยังมีคำถามเดิม ๆ จากประชาชน เพราะประชาชนเขาสงสัยรัฐบาล เช่น ๑. ทำไมไม่แจกเป็นเงินสด ทำไมต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ๒. ทำไมไม่แจกผ่าน Application เป๋าตังค์ที่คนไทยคุ้นชินอยู่แล้ว ๓. มีคนถามว่า และทำไม ต้องแจกอายุ ๑๖ ปีขึ้นไป ไม่แจกตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี อายุ ๑๓ ปีไม่ต้องเรียน ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องกินหรือครับ แต่ว่ารัฐบาลยังไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่ผมช่วยตอบแทนไปแล้วครับ ว่าที่แจก อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป เพราะอีก ๒ ปีอายุ ๑๘ ปี ลงคะแนนได้อย่างไรครับ แต่ถ้าแจกอายุ ๑๓ ปี อีก ๔ ปีเพิ่งอายุ ๑๗ ปี ยังลงคะแนนไม่ได้แจกไปก็เสียของ ตรงนี้จึงเป็นคำตอบว่าสุดท้ายแล้ว ที่แจกไปนี้เพื่อใคร มีคนถามสุดท้ายอีกว่า รัฐบาลเคยถามตัวเองหรือไม่ครับ ว่าตอนรัฐบาล เข้ามาใหม่ ๆ ช่วงเดือนมกราคมมีการทำผลสำรวจ ถามว่าถ้ารัฐบาลยกเลิกโครงการ Digital Wallet ประชาชนจะโกรธไหม ท่านประธานคงจำได้ ประชาชนตอบตรงกัน ๖๘.๘๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขกลม ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จะได้จำง่าย ๆ ตอบตรงกันว่า ไม่โกรธเลย ผมอนุมานเอาเองว่าที่ประชาชนบอกว่าไม่โกรธเลย เพราะว่า ตอนนั้นเศรษฐกิจยังพอไปได้ แต่ถ้ามาถามใหม่ ผมไม่แน่ใจว่าคำตอบมันอาจจะเปลี่ยนไป หรือไม่ ที่อาจจะเปลี่ยนไปไม่ใช่เพราะประชาชนหันมาพิศวาสโครงการ Digital Wallet แต่เป็นเพราะว่ารัฐบาลนี้บริหารมาเกือบปี เกือบไม่เหลืออะไรให้ประชาชนหวังได้อีกแล้ว นอกจากน้ำข้าวต้มชื่อ Digital Wallet ชามเดียวนี่ครับ และเพราะเกือบปีที่ผ่านมา ผลงานรัฐบาล ผมไม่สาธยายแล้วครับ บอกตรง ๆ ว่าที่สุดเห่ยจริง ๆ ทุกด้าน แต่สิ่งหนึ่ง ที่อยากขอกราบเรียนก่อนจบสุดท้ายก็คืออยากจะบอกสั้น ๆ ว่า ขอให้รัฐบาลได้รับทราบ แม้จะเปลี่ยนไปใช้ Application ทางรัฐ แต่ Digital Wallet จะเป็นแค่ทางรอดของประชาชน คนจนและกลุ่มเปราะบาง ชั่วคราวเฉพาะกิจเท่านั้น แม้มันอาจจะเป็นทางรอดของ บางพรรคการเมือง แต่ที่แน่นอนไม่ใช่ทางรอดของประเทศ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านจุรินทร์ครับ ท่านรัฐมนตรีจะขอตอบก่อนนะครับ เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะพยายามตอบประเด็นที่มีท่านสมาชิกได้ซักถาม แล้วก็ทิ้งประเด็นไว้หลายประเด็น พอสมควรนะครับ🔗

ข้อแรกเลยนะครับ มีเพื่อนสมาชิกก็สอบถามพอสมควรนะครับ เมื่อสักครู่นี้ อย่างท่านศิริกัญญาก็บอกว่ามีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ครั้งล่าสุดนี้เปลี่ยนเรื่องของ แหล่งงบประมาณนะครับ ในเรื่องของมาตรา ๒๘ ออกนะครับ ก็เห็นใส่ชุดเขียวนึกว่ามาเชียร์ ธ.ก.ส. นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กลไกที่เปลี่ยนเป็นข้อเสนอของทางส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับ หลังจากไปดูในรายละเอียดมาแล้วว่าสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้ งบประมาณที่มีอยู่ ก็จึงเป็นกลไกซึ่งทางคณะอนุกรรมการกำกับซึ่งผมเองได้นั่งเป็นประธาน อยู่ได้ดำเนินการในการนำข้อเสนอนี้มายังคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณา แล้วก็ได้มีมติ เห็นชอบไปแล้วนะครับ ก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแหล่งเงินเพื่อให้มีความเหมาะสมขึ้น ถ้าถามว่าทำไมมันมีหลายส่วน ๑. คือหลังจากเวลาผ่านล่วงเลยมาระยะหนึ่งนะครับ เราเริ่มเห็นสภาพในเรื่องของการบริหารจัดการงบโดยสิ่งที่เรียกว่าการบริหารทางการคลัง สามารถบริหารจัดการได้รองรับได้นะครับ เราจึงได้มีความเห็นเช่นนั้น ๒. คือในเรื่องของกลไก ที่จะใช้มาตรา ๒๘ ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า กลไกนี้ สามารถดำเนินการได้ครับ เท่าที่ไปดูมาแล้วหน่วยงานไม่ได้มีปัญหาหรือข้อขัดข้องใด ในการที่จะใช้หน่วยงานของรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ในการดำเนินการ อันนี้ไม่ได้มีประเด็นปัญหานะครับ แต่ว่าหลังจากไปดูรายละเอียดเราก็คิดว่ามันอาจจะจำเป็นต้องมีข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับ การใช้หากเป็น ธ.ก.ส. อันนี้ก็เรียนด้วยความเคารพเพื่อให้รับทราบตรงกันนะครับ ในเรื่อง ของการใช้มาตรา ๒๘ นี้มันอาจจะมีความจำเป็นจะต้องไปบอกว่า หากใช้แล้วจะต้องจำกัด อยู่ในกลุ่มสินค้าที่มันเป็นปัจจัยการผลิต เป็นต้น ซึ่งเราไม่ต้องการ เพราะเรารู้ว่าพี่น้อง เกษตรกรนี้มีความลำบากที่สุด เป็นกลุ่มที่ต้องการเงินนี้มากที่สุด เอาไปใช้ในการลงทุน เอาไปซื้อในเรื่องของปัจจัยการผลิตก็ตาม แต่ถ้าเราไปใส่ข้อจำกัดที่มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่งให้เขา พวกผมในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารเราก็ไม่ต้องการ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราได้คิดว่าเมื่อมันมี ช่องทางอื่นในการดำเนินการได้เราก็เปลี่ยน มีข้อห่วงใยในเรื่องของการเปลี่ยนในเรื่องของ กรอบเวลา ในเรื่องของรายละเอียดโครงการในระยะทางที่ผ่านมา ผมยอมรับว่ามีการ เปลี่ยนแปลงจริง แต่อย่างไรก็ตามเรายืนยันในกรอบเวลาครั้งนี้ เราก็ยืนยันมาตั้งแต่ ช่วงประมาณ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาว่าปลายปีนี้เงินถึงมือพี่น้องประชาชนแน่นอน ก็ยังยืนยัน ในกรอบเวลานี้อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดบ้าง เรื่อง Negative List ก็ตาม เรื่องของแหล่งเงินมีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ยืนยันกับท่านสมาชิกทุกคนว่าขณะนี้ เราเดินหน้ามาจนถึงจุดที่เราสามารถยืนยันได้ว่า ระบบเราสามารถเสร็จได้ทัน ในเรื่องของตัวเงิน เองเราสามารถมีเพียงพอในการที่จะดำเนินโครงการ ซึ่งมีขนาดโครงการถึง ๕๐ ล้านคน หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ทันในกรอบเวลาแน่นอนนะครับ🔗

มีการอภิปรายในเรื่องของกลไกด้านงบประมาณต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ผมก็ต้องขอบคุณที่ท่านสมาชิก ได้ชี้แจงแทนทางรัฐบาล ท่านออกมาพูดทั้งหมดนี่ท่านก็บอกว่ามีความสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อ กฎหมายหรืออะไรก็ตาม คำว่า สุ่มเสี่ยง ก็ชัดเจนอย่างหนึ่งว่าท่านก็รู้ว่ามันไม่ได้ผิด มันเป็นไปตามกรอบ ตัวเลขที่ท่านยกมาทั้งหมดนี่ท่านก็ชี้แจงแทนผมแล้วว่าทั้งหมด อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็เป็นไปตามกระบวนการวิธีการงบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่า กระบวนการที่ทำนี่นะครับ มันไม่ใช่รัฐบาล หรือ ครม. นั่งคิดกัน ๓ คน ๕ คน มันไม่ใช่นะครับ มันผ่านกระบวนการพิจารณาจาก ส่วนงานราชการจำนวนมาก ความเห็นที่จะต้องเข้าสู่ ครม. หน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ทุกคนพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ยืนยันว่าทั้งหมดมันเป็นไปตามกรอบของกฎหมายเราถึงได้เดินมาทางนี้ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกทุกท่านว่า กระบวนการที่เราทำทั้งหมดนี้ เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย สักพักหนึ่งเดี๋ยวคงจะมีท่านรัฐมนตรีท่านอื่นขึ้นมาช่วยอธิบาย ในเรื่องของกรอบกฎหมายทั้งหมดเพื่อให้มันเกิดความชัดเจนนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า วันนี้นโยบายนี้เรายืนยันว่าเราต้องการเดินหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำความเข้าใจตรงกัน ก่อนนะครับว่านี่ไม่ใช่นโยบายในการสงเคราะห์พี่น้องประชาชน เราจะไม่พูดกันถึงเรื่องของ กลุ่มเปราะบางหรืออะไร วันนี้ถ้ายังเถียงกันอยู่ในเรื่องของว่าวิกฤติหรือไม่ พวกผม เคยยกสถานการณ์ให้ดูแล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจมันไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีตั้งแต่วันที่เรารับ การเป็นรัฐบาลมานี่ ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวก็ชี้ชัด เพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านหลายคน ก็บอกว่ามันดีอยู่ มันกำลังเติบโตอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่เราเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคนี้มา หลายปีนะครับ ในขณะนี้เราโตต่ำที่สุดในอาเซียน ผมต้องเรียนต่อเพื่อนสมาชิกว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก และมีความจำเป็นจะต้องกระตุ้น เศรษฐกิจเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ และอย่างที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่ กลไกนี้ไม่ใช่กลไกในการมาสงเคราะห์ประชาชน วันนี้รัฐบาลใช้พี่น้องประชาชนเป็นกลไก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นก็คือเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ให้ถึงมือ พี่น้องประชาชน แล้วประชาชนเป็นคนใช้ ผมต้องเรียนต่อท่านว่าเราต้องให้ความเชื่อมั่นกับ ประชาชนว่า ประชาชนได้เงินไปแล้วเขาจะไปใช้จ่าย เขาจะไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ของเขา และเริ่มในการลงทุนประกอบอาชีพ ทำมาหาเลี้ยงตัวเอง นี่คือกลไกที่เราได้กำหนดไว้ และข้อจำกัดที่มีอยู่นะครับ ข้อจำกัดที่มีอยู่ในรายละเอียดของโครงการนี้ ผมยืนยัน กับท่านสมาชิกว่าไม่เคยมีนโยบายของรัฐใด ๆ ในอดีตที่จะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูงเท่า นโยบายนี้ ด้วยข้อจำกัดที่เราใส่เข้าไปในเรื่องของสินค้าที่ซื้อได้และซื้อไม่ได้ ด้วยข้อจำกัด เรื่องของพื้นที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นกลไกที่เติมเข้าไปเพื่อให้การที่เม็ดเงินที่เติมเข้าไป มันจะสามารถมีผลในการไปหมุนเวียนในเรื่องของเศรษฐกิจได้มากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถ ทำได้นะครับ ผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่พูดมาหลายสิ่งนี้มันก็อาจจะเป็นความเข้าใจที่แตกต่าง อาจจะเป็นมุมมองที่ต่างกันนะครับ พวกผมยังเชื่อมั่นในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้สามารถลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจเติบโตในที่สุดเราก็สามารถมีขนาด GDP ที่ใหญ่ขึ้น การจัดเก็บภาษีที่มากขึ้นก็จะหมุนวนกลับมาในการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชนต่อ ๆ ไป อันนี้เป็นความเชื่อที่มาจากคนละมุมนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า กลไกที่ผมจำเป็นจะต้องชี้แจงต่อท่านสมาชิกอีกเรื่องหนึ่งนะครับ มีความเป็นห่วงว่า เราตั้งงบประมาณในการขาดดุลนี่สูงเกือบเต็มเพดาน อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ผมก็ต้องพูดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของกลไกทางงบประมาณนะครับ ผมต้องชี้แจงก่อน ผมเข้าใจว่าท่านรู้นะครับ แต่ท่านอาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้หรอก เพราะอะไรครับ เพราะกลไกของเรานี่เรามีพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ เรามี พ.ร.บ. ในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง มันสามารถรองรับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบครับ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยไม่อยู่มาได้จนถึงวันนี้หรอก เพราะเราผ่านวิกฤติ เราผ่านเหตุการณ์ อะไรมาหลายครั้งหลายหน พ.ร.บ. เหล่านี้มีการปรับแก้ มีการต่อเติม มีการพัฒนา Evolve ของตัวเองมาจนถึงปัจจุบันนี้สามารถรองรับได้ทุกสถานการณ์นะครับ ผมยืนยันอย่างนี้ วันนี้ในกรณีที่รัฐบาลหากเกิดการจัดเก็บพลาดเป้านะครับ ผมใช้คำว่าหากนะครับ ไม่ใช่บอกว่า จัดเก็บพลาดเป้านะครับ หากจัดเก็บพลาดเป้าอย่างแรกเลยท่านก็ยกตัวเลขมาบอกว่า ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขจริงนะครับ อันนั้นอาจจะเกิดจากการประมาณการ อันนี้ผม เข้าใจได้ เพราะว่าท่านอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้ข้อมูลเท่าพวกผม ซึ่งก็คงจะมีการชี้แจงต่อไป นะครับ เราก็มีการทำงานในหลายหน้างานในเรื่องของการดูในเรื่องของการจัดเก็บ อันนี้ แน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนกับท่านอย่างนี้ว่า ในกรณีใด ๆ ก็ตามไม่เคยมีนะครับ ในอดีตประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ตั้งงบประมาณแล้วบอกว่าจะจัดเก็บได้ ๑ ล้านล้านบาท แล้วเก็บได้ ๑ ล้านล้านบาท เป๊ะ มันไม่มีนะครับ บางปีก็จัดเก็บได้เกิน บางปีก็จัดเก็บได้ขาด มันเป็นเรื่องปกตินะครับ ถ้าท่านทำงานเอกชนท่านทำบริษัทท่านจะรู้ การประมาณการต้นปีกับตัวเลขที่เกิดขึ้นแท้จริงในปลายปีบางปีก็เกิน บางปีก็ขาด ซึ่งเรามีหน้าที่ ในการบริหารจัดการให้มันใกล้จริงที่สุดหรือเกินมากที่สุดในข้อเท็จจริงนะครับ เราก็ต้อง พยายามให้มันจัดเก็บได้มากที่สุด อันนี้มันเป็นกลไกปกติ แต่กลไกทาง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ แล้วก็เรื่องของ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง ในการรองรับกรณีใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเกินหรือจะขาด มันมีกลไกของมันครับ ตัวเลขที่หากจะจัดเก็บพลาดเป้า หรือเกินเป้าอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีนัยสำคัญมันก็มีกลไกรองรับเข้ามา ซึ่งมันสามารถเดินหน้าได้ ไม่มีเหตุการณ์ที่ท่านเป็นห่วงนะครับว่า ปลายปีงบประมาณพอขาดดุลเต็มเพดานแล้ว ไม่สามารถกู้เพิ่มได้ สุดท้ายจะต้องมีโครงการหรือมีหน่วยงานไหนมาขอเงินในช่วงปลายปี แล้วจะไม่ได้เงินหรือจะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ อันนี้ไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแน่นอน เพราะว่า กลไกของ พ.ร.บ. ของเรามันค่อนข้างครบถ้วนนะครับ🔗

ในส่วนของข้อห่วงใยในเรื่องของเม็ดเงิน อันนี้เป็นข้อห่วงใยที่มีการพูดกัน ท่านสมาชิกก็บอกว่าเม็ดเงินจริงมันยังไม่มี อันนี้ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ก็คงเข้าใจ ตรงกัน นี่คือสาเหตุที่เรามาที่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้นะครับ กลไกในการจะทำโครงการ ใด ๆ ก็ตามต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ วิธีการ และกฎหมาย นี่คือสาเหตุที่เรามารวมตัวกัน แล้วก็ประชุมกันในเรื่องของ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติม หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่ากลไก ที่เราทำอยู่นี้เป็นกลไกในการเดินหน้าเพื่อที่จะอนุมัติกรอบวงเงิน ให้กับโครงการที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่าวันนี้ไม่มีเม็ดเงินรองรับ พูดอย่างนั้นก็ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้เราพิจารณาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือการพิจารณาในชั้น ของกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๘ ก็ทำกันไปแล้ว แล้วก็อยู่ในชั้นของกรรมาธิการ เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นตามกรอบเวลา ซึ่งแน่นอนว่าต้องก่อนเดือนตุลาคม วันนั้นหากสภา ให้ความเห็นชอบทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มันก็ประกาศใช้เป็นกฎหมาย นั่นก็คือ จะมีเม็ดเงินเต็มจำนวนมารองรับสำหรับการบริหารจัดการ ข้อขัดแย้งที่ท่านเป็นห่วง ในเรื่องของรัฐบาลเองว่ามีการให้ข้อมูลหรืออะไรก็ตาม ซึ่งท่านยกตัวอย่างมาค่อนข้างตลก ในเรื่องของวันที่ที่พวกผมประกาศกันนี้ว่ามันเป็นวันที่ ๑ สิงหาคมในการลงทะเบียน ผมก็เรียนด้วยความเคารพครับ มันเป็นเรื่องเล็กมาก รัฐบาลไม่มีข้อขัดแย้งใด ๆ กัน แล้วก็ ทุกฝ่ายนี้มีการพูดคุยกันตลอด ทุกคนรู้เท่ากัน ท่านอาจจะรู้น้อยกว่า อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าท่านไม่ได้อยู่ในการประชุมกับพวกผม แต่เราก็มีหน้าที่มาอธิบายให้ท่านฟังในวันนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมต้องเรียนว่ามันเป็นกลไกที่เราได้กำหนดขึ้นมานะครับ🔗

ส่วนประเด็นที่ท่านถามว่าทำไมถึงมีข้อสงสัยในสังคมหลาย ๆ ข้อนะครับ ผมฟังข้อสงสัยหลายข้อผมก็เรียนด้วยความเคารพนะครับ ผมเพิ่งฟังครั้งแรกจากท่านผู้อาวุโส ท่านได้อภิปรายในเรื่องของข้อห่วงใยในการทุจริตของรัฐ ผมทำเรื่องนี้มาเกือบปี ผมก็เรียน ด้วยความเคารพ ผมยังไม่เคยได้ยินนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะนโยบายนี้จ่ายเงินตรง กับพี่น้องประชาชนผูกกับบัตรประชาชนมีผู้รับ ๑ ต่อ ๑ ทุกคน จะมีคนรับเงิน ๑ คน ต่อ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นโครงการนี้ในการทุจริตของฝ่ายภาครัฐนี้ผมยังมองช่องทาง ไม่ออก ผมก็ดูอย่างละเอียด แล้วเราก็เป็นห่วงในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน ก็ได้ยินจากท่าน เป็นคนแรกว่ามีข้อห่วงใยในเรื่องของการทุจริต ผมก็ยืนยันว่าไม่มี รัฐบาลนี้ไม่มี และเราดู อย่างละเอียดรอบคอบ ส่วนการทุจริตในเรื่องของผู้รับเงิน อันนี้เป็นข้อห่วงใยหนึ่งครับ หมายความว่าอะไร หมายความว่ากลไกที่เติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทเข้าไปแล้ว เอาไปใช้ผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปทำอะไรที่ผิดไปจากกลไกที่เรากำหนดไว้ โครงการในอดีตถามว่า เคยเกิดไหม เคยเกิด อันนี้ก็ยอมรับ เคยเกิดอย่างไร เช่น ในอดีตมีการที่ให้เงินไปแล้วไม่ได้ซื้อ สินค้าจริง แต่แลกเป็นเงินสดออกมา อันนี้เคยเกิดขึ้น แต่เหล่านั้นรัฐสามารถดำเนินการ ตามกฎหมาย คือไปติดตามฟ้องร้องคืนได้ สิ่งที่เราใส่ข้อกำหนดไปในครั้งนี้ก็คือเราไม่ต้องการ ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก ในกรณีที่ใครก็ตามเคยกระทำผิดข้อจำกัดของรัฐในเรื่องของรายละเอียด โครงการต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วมีคดีความเป็นฟ้องร้อง แล้วก็เรียกเงินคืนกันแล้ว คนเหล่านั้น จะถูกตัดสิทธิจากโครงการนี้เช่นเดียวกัน เพราะเราก็เป็นห่วงในเรื่องของการใช้ผิดประเภท ในเรื่องของการใช้ที่มันเป็นการทุจริต เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าโครงการนี้เราป้องกันเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างเต็มที่นะครับ🔗

ในประเด็นที่บอกว่าทำไมถึงไม่แจกเป็นเงินสด ทำไมถึงไม่ใช้ Application เก่า ทำไมถึงให้คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป บางประเด็นเหล่านี้ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๑๖ ปีขึ้นไปนี้ ท่านค่อนข้างใช้คำรุนแรงนะครับ ท่านบอกว่าเพราะว่า ๑๖ ปี อีก ๒ ปีมันจะเลือกตั้งได้ ถ้าคิดอย่างนั้นพวกผมกำหนด ๑๔ ปีครับ เพราะ ๑๔ ปีพอถึงเวลาหมดสมัยของรัฐบาลชุดนี้ เลือกตั้งได้พอดีเลยครับ แต่พวกผมไม่ทำนะครับ ไม่ใช่ แต่เป็นกลไกที่คิดมาอย่างดีแล้วว่า อายุเหล่านี้เป็นอายุที่จะสามารถรับเงินไปและมีศักยภาพในการไปใช้จ่าย และสามารถ นำไปใช้จ่ายเป็นกลไกในการไปหมุนเศรษฐกิจให้กับเงินงบประมาณที่จะมอบให้เขาได้อย่างมี ความเหมาะสม เด็กเกินไปก็อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยกับเงิน จำนวนมาก ในเรื่องของทำไมถึงไม่แจกเป็นเงินสด อันนี้ชัดเจนนะครับ ท่านคงยังติด ในเรื่องของข้อห่วงใยเก่า ๆ เพราะว่ามันเคยมี Fake New ที่ไปหมุนเวียนอยู่ในกลุ่ม Line ต่าง ๆ ว่า เป็น Cryptocurrency จะมีบริษัทไหนได้กำไรค้าขาย แล้วได้ทีละ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่มีนะครับ อันนี้มันไม่ใช่ Cryptocurrency อันนี้ก็ยืนยันให้ชัดเจน ทุกคนก็เข้าใจ ตรงกันแล้ว ผมเชื่อว่าในห้องนี้น่าจะรู้ตรงกัน เพราะฉะนั้นมันไม่มีการรั่วไหลใด ๆ จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เรากำลังจะทำ เรากำลังจะวางรากฐานทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัล ให้กับประเทศ ให้กับคนไทย และที่สำคัญเราต้องการที่จะสร้างระบบ Settlement ระบบ การแลกเปลี่ยนกลางของรัฐนะครับ นั่นก็คือเราจะทำระบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า ตัว Digital Wallet นี่ ต้องเข้าใจนะครับ ผมจะพยายามอธิบาย ๑. คือทางรัฐเป็น Front-End คือเป็น ทางเข้าที่จะเชื่อมไปยังบริการต่าง ๆ ที่ภาครัฐจะจัดสรรให้กับประชาชน หนึ่งในนั้นคือระบบ การแลกเปลี่ยน หรือ Settlement ก็คือตัวระบบของ Digital Wallet เองนะครับ ซึ่งประชาชนที่ได้เงินไปจะได้รับเงินตรงเข้าไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีอยู่ใน Wallet และสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามกลไกแล้วก็ตามข้อจำกัดที่เรากำหนดนะครับ ซึ่งตรงนี้ ผมยืนยันว่ามันจะพลิกเปลี่ยนกลไกของประเทศไทยในการจับจ่ายใช้สอย ในการแลกเปลี่ยน เงินตรา ในอดีตเราเคยทำโครงการ อย่างเช่น PromptPay วันแรกที่ออกมาคนก็สงสัยกัน ทั้งเมืองนะครับ วันที่กระทรวงการคลังดำเนินการเรื่องนี้ แต่วันนี้มันก็เป็นกลไกหนึ่งที่คนใช้กัน อย่างทั่วถึง วันนี้เราก็มีการพัฒนาตัวเอง พัฒนาประเทศ พัฒนาศักยภาพของเราไปเรื่อย ๆ ซึ่งกลไกที่เรากำหนดขึ้นมา ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่ง Infrastructure ทางด้านดิจิทัลที่สำคัญให้กับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้ต่อไป ท่านครับ ผมเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าโครงการทั้งหมดนี้เป็นโครงการที่จะเกิดประโยชน์มหาศาล กับพี่น้องประชาชน แล้วก็แน่นอนครับว่าเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างที่ท่านว่า ถูกต้องมันเป็นทางรอดครับ มันเป็นทางรัฐ แล้วก็เป็นทางรอดของประชาชนนะครับ ประเทศชาติก็จะเดินหน้าได้ด้วยกลไกนี้ รัฐบาลไม่ได้ทำนโยบายแต่เพียงข้อเดียว แน่นอนว่า เรื่องของ Digital Wallet เป็นหนึ่งในเรือธงของพวกเรา แต่นโยบายของพวกเราที่ทำกันมา ในมิติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ในการดูแลสินค้าเกษตร ราคาของมัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การ Upskill Reskill แรงงาน ทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่กันครับ อย่ามองนโยบายใดเป็นชิ้นนะครับ ถ้ามองเป็นชิ้นท่านจะมองไม่เห็น เดินเข้ามาใกล้จ่อหน้านี้ ท่านจะมองอะไรไม่ออก อ่านอะไรไม่เห็น ขอให้ท่านเดินกลับไปก้าวหนึ่งแล้วท่านมองกลับมา กับการทำงานของรัฐบาล ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่เราทำมีทุกมิติ และนี่เป็นหนึ่งในกลไก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการหมุนเวียน ให้มีการเติบโต แล้วเรายังมีการพัฒนาปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาวต่อไป ขอตอบรอบแรกในประเด็นเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขอตอบต่อนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพแล้วก็ท่านผู้มีเกียรตินะครับ ผมคงจะขอใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ ผมเข้าใจว่าท่านคงจะมีคำถามมากมายเหมือนกับคนที่อยู่ทางบ้าน ก็ใช้คำถามเมื่อเจอผม ก็จะตั้งคำถามเหล่านี้เสมอ แล้วผมคิดว่าผมก็อยากจะให้ความเห็นอะไรบางอย่าง เพื่อจะทำ ให้คำถามหรือปัญหาที่อยู่ในใจนั้นจะต้องมานั่งดูว่าคำถามและปัญหาเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่ ตามมาจากความพยายามแก้ปัญหาหรือไม่ ผมคงจะเข้าไปในประเด็นที่ว่าเรามีปัญหา มากมายว่าการทำอันนี้เราแจกเงินเข้าไปมีการสร้างหนี้ ผมขอเรียนตามตรงครับ ถ้ามีการใช้ งบประมาณ ถ้าเราเก็บรายได้ไม่พอ ไม่สามารถมีเงินออม ก็ต้องกู้ทั้งนั้น ไม่ว่าท่านจะใช้จาก เงินงบประมาณ หรือท่านจะใช้จาก ม. ๒๘ ก็ตาม ทั้งนั้นก็คือภาระในวันนี้ที่จะต้องกู้ หรือภาระในอนาคต แต่สิ่งที่จะต้องมีคำถามอันหนึ่งก็คือว่าเราเห็นความจำเป็นหรือไม่ ในการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมก็อยากจะขอทบทวนสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าดังที่ทราบ เศรษฐกิจของเรามีลักษณะที่หดตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แล้วเราทุกคนก็ทราบปัญหาลึก ๆ ว่า ปัญหาของการที่หดตัวและลดลงอย่างต่อเนื่อง บางคนก็บอกว่าเป็น ๑๐ ปีที่สูญเปล่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอะไร แล้วเราทุกคนก็เห็นหมดนะครับว่าเราไม่ทำอะไร เพราะว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้พูดหลายเรื่องนะครับว่าทำไมไม่ใช้เงินไปเพื่อการนั้น เพราะฉะนั้นผมก็จะขอเรียนว่าวันนี้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว วิกฤติมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นวิกฤติที่ไม่ใช่เกิดขึ้นทันที เป็นวิกฤติที่เรามองเห็นข้างหน้า ถ้าเราแผ่วหรือไม่ทำอะไร ที่เป็นการกระตุ้นช้าเร็วมาแน่นอน ดังนั้นผมอยากจะให้เห็นผลลัพธ์ว่าอันนี้ผลจากการที่เกิด วิกฤติเศรษฐกิจนี้นะครับ ผู้ที่ประสบความลำบากมีใครบ้าง ผมอยากจะไปมองที่คน ๓ กลุ่มครับ🔗

กลุ่มแรกก็คือประชาชนหรือพูดง่ายหนี้ครัวเรือน ท่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับ ว่าวันนี้อัตราเพิ่มขึ้นสูง สูงจนกระทั่งใคร ๆ ก็บอกว่าสูงเกินไปแล้ว เลย ๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว และมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อเนื่องถ้าเราไม่ทำอะไร🔗

กลุ่มที่ ๒ ก็คือหนี้ของร้านค้า ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริโภค เป็นผู้ใช้เงินเพื่อจะ บริโภคมีหนี้ ถ้าเราจะมองไปแล้วสาเหตุก็คืออะไรครับ รายได้ไม่พอ การที่มีหนี้มองได้ ๒ อย่างนะครับว่าเขาใช้ฟุ่มเฟือย หรือเขามีรายได้ไม่พอ ก็อย่างที่ผมเกริ่นนำนะครับ เศรษฐกิจที่เติบโตช้าอย่างนี้ผมอยากจะคิดอุปมานเอาว่า เกิดจากเหตุผลของการที่รายได้ ประเทศต่ำไป ดังนั้นเราต้องไปแก้ที่รายได้นะครับ อย่างไรเสียท่านไม่แก้ หนี้ก็ต้องขึ้นแน่นอน🔗

และอีกหนึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้กำลังซื้อลง ท่านจะเห็นว่าเงินเฟ้อประเทศไทย มีลักษณะพิเศษค่อนข้างต่ำ ถ้าค่อนข้างต่ำบางครั้งจะเห็นว่ามันสูงขึ้นมาบ้างเราก็จะมานั่ง วิเคราะห์กันว่าที่มันสูงนั้นมันเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือว่าทาง Supply Side โชคดี ที่ประเทศไทยการบริโภคอาศัยกำลังการผลิตในประเทศเสียส่วนใหญ่ พวก Consumer Product ทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังต้องพึ่งพาต้นทุนจากภายนอกประเทศ ภาวะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาสิ่งเหล่านั้นจะขึ้นมา เช่น ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย หรือเกิดเหตุ ที่จะบอกเรื่องการเก็งราคาในภาวะสงคราม แน่นอนครับ เงินเฟ้อก็จะขึ้นตามมาจาก สิ่งเหล่านั้นในการที่เราทำ แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติของเราแล้วเป็นประเทศที่มีเงินเฟ้อ ค่อนข้างต่ำเป็นความโชคดีของเรา เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ซึ่งเป็นเสาที่ ๓ และเป็นเสาหลักในการที่จะดูแลประชาชนใน ๒ ภาค คือภาคบริโภค คือประชาชน และภาคผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐทำก็ต้องสร้างหนี้ ถ้าท่านถามผมว่ารัฐบาลไม่สร้างหนี้ได้ไหมระหว่าง ๓ คนนี้ ผมคิดว่าถ้าจำเป็นจะต้องสร้าง หนี้ก็ต้องสร้างครับ เพื่อจะแก้ปัญหาใน ๒ ส่วนแรก คือหนี้ครัวเรือนประชาชน หนี้ร้านค้า ให้กลับขึ้นมาตั้งตัวได้ฮึดสู้อีกครั้งหนึ่งในภาวะที่เราพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกัน ให้มันเกิดงาน การจ้างงานและเกิดการบริโภค ดังนั้นผมคิดว่าผมจะไม่มีคำถามในเรื่องของ การว่า ทำไมหนี้ภาครัฐจะต้องเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มเราก็ต้องอยู่ในวิสัยที่คิดว่า หนี้มากไปไหม น้อยไปไหม ในความสามารถของประเทศถ้าเราสร้างเศรษฐกิจได้ เรามีความสามารถในการจ่ายไหม หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าหนี้จะมากหรือจะน้อยขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสามารถที่จะชำระคืนหรือไม่นั่นต่างหากนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเศรษฐกิจ ที่เข้มแข็งจะทำให้ภาครัฐ ซึ่งเป็นเสาสุดท้ายที่จะคอยดูแล ๒ เสาแรกมีความเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมก็ตอบว่าวันนี้มีความจำเป็นนะครับ ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น คำว่ากระตุ้นเศรษฐกิจถ้ากระตุ้นครั้งเดียวผมก็ไม่เรียกว่าการกระตุ้นนะครับ ถ้าการกระตุ้นนี้ แล้วเกิดผลต่อเนื่องของการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ก็จะถือเป็นการกระตุ้น แล้วเมื่ออะไร ก็ตามที่กระตุ้นแล้วมีผลต่อเนื่องผมก็อยากจะเรียนว่าความพยายามนั้นคือความพยายาม ที่ทำเป็นโครงการ หรือเป็นรายจ่ายประเภททุน ในหลักสากลทั้งหลายถ้าท่านทำอะไร ที่สามารถจะทำให้ก่อเกิดแรงกระตุ้นและไปในทิศทางที่ยาวนานขึ้น จะมากหรือน้อย มันก็มีอายุของการกระตุ้นอยู่ระดับหนึ่ง อันนั้นก็ถือว่าเป็นรายจ่ายประเภททุน ไม่ใช่เป็นรายจ่าย ที่ว่าจำเป็นจะต้องจ่าย ไม่ว่าจะจ่ายหรือไม่ก็ต้องจ่าย ไม่เกิดผลใด ๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ท่าน จะต้องจ่ายอยู่แล้ว อันนี้เป็นรายจ่ายพิเศษเพื่อกระตุ้นนะครับ ดังนั้นผมก็เลยอยากจะเรียนว่า ทำไมเราไม่เอาทางเลือกนี้แทนที่จะไปกระตุ้นหรือเรียกว่าอุดหนุนตามนิยามของบางท่าน แต่ผมถือว่าอันนี้เป็นการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นทั้งโครงสร้าง มีการบริโภค อาจจะมีการลงทุนบ้าง ในส่วนของผู้บริโภค มีการกระตุ้นภาคการผลิต โดยทั่วไปเราก็พยายามเลือกที่จะเป็นสินค้า ที่ผลิตในประเทศไทยให้มากที่สุดนะครับ แน่นอนครับบางท่านอาจจะบอกว่า Loop นี้ จะขึ้นไปหานายทุนใหญ่ ถ้าท่านสังเกตให้ดีนะครับ Value Chain หรือ Supply Chain หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดในเมืองไทยก็เกิดจากผู้บริโภคไปสู่รายย่อย ร้านค้าย่อย ไปสู่ร้านค้ากลาง และไปสู่ร้านค้ารายใหญ่ ก็จะเป็น Loop กลับมาจ้างงานสู่ร้านค้ารายย่อย อย่างไรก็หนีไม่พ้น วงจรนี้ถ้าได้กระตุ้นทุกคนก็ได้รับอานิสงส์เหมือนกันหมด ทีนี้ถามว่าทำไมไม่รีบเอาเงินไปใช้ แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทุกคนเห็นหมดเลยเราไม่ได้ทำอะไร แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผมยกตัวอย่างเช่น ท่านทำเรื่องแหล่งน้ำ ท่านทำเรื่องพลังงานสีเขียว ถามว่าทำให้ใครใช้ครับ เพราะฉะนั้น ในกระบวนการแก้ปัญหาทางเชิงโครงสร้างท่านต้องถามตัวเองก่อนว่า ท่านทราบแล้วว่า ท่านจะแก้ปัญหาโครงสร้าง ปัญหาที่ท่านจะต้องแก้เป็นเรื่องอะไร ดังนั้นก่อนที่ท่าน จะทราบว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อมาสนับสนุนเศรษฐกิจ สนับสนุนเรื่องกระบวนการผลิต ท่านต้องทราบเสียก่อนว่าท่านกำลังจะขายสินค้าอะไร ตลาดของท่านคืออะไร ลูกค้าของท่าน คือส่วนไหน วันนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าในส่วนหนึ่งอย่างน้อยเราก็รู้ว่ากระบวนการผลิตของเรา เป็น Old Fashion Production Platform แล้ววันนี้กำลังสร้างขีดความสามารถ ของ New Technology ในเรื่อง Production Platform ใหม่ แน่นอนครับ ต้องไปชวนก่อน ทำการตลาดก่อน บอกว่าเรามีความเหมาะสมที่จะสนับสนุนให้เกิดในแนวนี้ และผมก็อยากจะถือโอกาสว่าจะเรียนทีหลังว่าตัวเลขใน BOI ขึ้นมาอย่างมีสาระสำคัญ อยู่ในระหว่างการพิจารณาและอยู่ในระหว่างการจะเซ็นสัญญา แน่นอนครับ สิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวที่บอกเราว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราจะต้องรีบแก้เพื่อให้ Match กับผู้ที่จะมาลงทุน เป็นประเภทอะไร ประเภทไหน ถ้าแก้ไปเลยไม่มีผู้ใช้ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างท่านก็รู้แก้วันนี้ไม่ออกผลวันนี้หรอกครับ มันจะออกผลควบคู่ไปกับ กระบวนการผลิต กระบวนการลงทุนจนกระทั่งมันเกินขีดความสามารถในการแข่งขัน อยากลงครับ แต่ต้องคิดนะครับ ลงวันนี้ไม่เกิดทันที กระตุ้นไม่ได้ทันที แต่เป็นความจำเป็น ที่จะต้องทำ ทำในจังหวะที่เหมาะสมสอดคล้องกับผู้ที่มาใช้🔗

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องล่าช้า คิดไปทำไป ทุกคนก็ถามผมว่าทำไมช้า ทำไมไม่คิด ให้จบเสียทีเดียว ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า โครงการนี้เป็นโครงการก็ใหญ่นะครับ แล้วเป็น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถามว่าคิดไปทำไปหรือไม่ ไม่ใช่ครับ คิดตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเป็น นโยบายที่ต้องทำ จากปัจจัยที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เมื่อเป็นปัจจัยที่จะต้องทำ แต่แน่นอนครับ ระหว่างการที่เราจะสร้างให้นโยบายนั้นบรรลุลุล่วง มันก็จะต้องมีสิ่งที่เราจะต้องคิดตลอดไปเสมอ จะต้องปรับปรุง คิดไปทำไป ทางเลือกต่าง ๆ ว่ามีอะไรไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งของเงิน อันไหนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อันไหนเป็นทางเลือกถัดมา สินค้าประเภทไหนที่เราควรจะใส่ หรือไม่ใส่ มีผลอย่างไร เราควรจะเริ่มอย่างไร เอ๊ะมันมีผลต่องบประมาณค่อนข้างมาก หลายท่านก็จะบอกว่าเงินที่เราใส่เข้าไปนี้ไม่ว่าจะ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลต่องบประมาณใกล้ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะจัดงบประมาณ เราก็จะดึงได้ ถ้าหากว่าผมใช้ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นไปตามตัวเลขที่ท่านได้ให้กับผมไว้ และทุกท่านก็ทราบอย่างดี ๒ ปี ท่านก็จะเห็นว่าปีแรก ปี ๒๕๖๗ รวมแล้ว ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ๒๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อันนี้เกิดจากการใช้หรือจัดสรร งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดของรายจ่ายงบประมาณ ๒ ปี เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ ขนาดของเศรษฐกิจซึ่งมีประมาณ ๑๘ ล้านล้านกว่า ผมอยากจะเรียนว่าเงินที่จ่ายนี้คิดเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าของงบประมาณ ๑ ปี แต่ถ้าท่านดูในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ บวก ปี ๒๕๖๘ ซึ่งเราทำให้มันต่อเนื่องกันจะเห็นว่าในปีแรกไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ดี ปีถัดมาอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นรวมแล้วก็คือ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ ๑ ปี แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ การจัดสรรงบประมาณในจังหวะเวลาที่เราคิดว่าเลือกแล้ว เพื่อจะได้ให้เหลืองบประมาณ ไปใช้จ่ายในสิ่งที่มี ดังนั้นผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในการปรับปรุง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต อันนั้นเป็นทางเลือกที่ ๑ จะต้องให้ใช้ก่อน ส่วนเรื่องการหาเม็ดเงิน หรือมาปรับปรุงเพื่อมาทำโครงการที่จำเป็นเหมือนกันในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเราก็จะให้ เป็น Priority ที่ ๒ แต่เป็นการจัดเม็ดเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ผมเรียนก็หวังว่า จะตอบคำถามที่ว่าทำไมเราถึงมีความจำเป็นจะต้องทำ ทำไมไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ทำไมถึงทำล่าช้า ทำไมถึงคิดไปทำไป ผมก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คำถามที่มีท่านสามารถ ตอบด้วยตัวเองได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่จะทำความเข้าใจครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ขออนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังอีกท่านหนึ่งท่านเผ่าภูมิ ช่วยชี้แจงเพิ่มเติมครับ เชิญครับ🔗

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้มีความเห็นในเชิงของ การชี้แนะ ในเชิงของการเสนอแนะ ในเชิงของการอภิปรายถึงข้อจำกัดต่าง ๆ แต่ก็ต้อง กราบเรียนว่าทุกความเห็น ทุกมิติ ทุกมุมมองนั้นมันเสมือนที่เป็นเหรียญ ๒ ด้าน ที่เราอาจจะ มองยังไม่ตรงกัน ซึ่งผมจะขอกราบเรียนไปทีละด้าน แล้วก็จะขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ไม่ตรงกันนั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง🔗

ด้านที่ ๑ หรือเหรียญชิ้นที่ ๑ สิ่งที่ท่านมองคือมองว่าเศรษฐกิจของ ประเทศไทยนั้นอยู่ในภาวะชะลอตัว ยังไม่ต้องการกระตุ้นการเศรษฐกิจอย่างหนัก สามารถแก้ไขได้โดยการทำด้าน Supply อย่างเดียว หรือด้านการปรับโครงสร้างอย่างเดียวได้ กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนั่นคือสิ่งที่ท่านมอง แต่ในสิ่งที่เรามอง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นในปัจจุบันตัวเลขทุก Indicator บ่งบอกว่าเราอยู่ในภาวะ ที่มีปัญหาเราต้องทำอะไรสักอย่าง ตัวเลขหนี้ครัวเรือนเป็นตัวเลขที่บ่งบอกและสะท้อนไปถึง กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนที่กำลังจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ถ้าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการอะไร ตัวเลขของการลงทุน ตัวเลขของอะไรต่าง ๆ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความแปรปรวนต่าง ๆ เหล่านี้บ่งบอกว่าในฐานะที่เป็นรัฐบาลเรามีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเปรียบประเทศไทยง่าย ๆ ครับ เหมือนบ้านหลังหนึ่ง ปัจจุบันเราคงเห็นตรงกันว่า บ้านหลังนี้หลังคามันมีรอยรั่ว เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ฝนตกลงมาฝนมันตรงเข้าบ้าน วิธีคิดของท่านนั่นคือปล่อยให้รอยรั่วยังคงอยู่ไม่ต้องทำอะไรกับมัน แล้วน้ำที่ลงเข้าบ้านท่าน ก็วักน้ำทิ้ง วักน้ำทิ้ง นั่นคือวิธีคิดที่ท่านนำเสนอ แต่วิธีคิดที่เรานำเสนอครับ เมื่อบ้านเรา มันรั่วเราอาจจะต้องมีการขาดดุลงบประมาณ เราอาจจะต้องมีการกู้หนี้ยืมสินมาบ้าง เพื่ออุดรอยรั่ว อันนี้เพื่อทำให้น้ำไม่เข้าบ้าน แล้วเราใช้เวลาที่ท่านเอาไปตักน้ำออกจากบ้าน เราเอาไปทำงานอย่างอื่น เราออกไปทำงาน เราไปออกไปหารายได้ นั่นคือวิธีคิดที่แตกต่างกัน🔗

จึงนำไปสู่เหรียญชิ้นที่ ๒ ที่เป็นมุมมองที่แตกต่างกันว่าการที่เราต้องกู้หนี้ ยืมสินมาอุดรอยรั่วหรือขาดดุลงบประมาณมาอุดรอยรั่วนั้นเราสามารถทำได้ไหมในภาวะ ทางการคลังในปัจจุบัน ผมเรียนแบบนี้ครับ จริง ๆ ในประเด็นนี้ได้มีการสื่อสารไปแล้ว หลายครั้ง แต่จะสื่อสารอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจน ในมุมมองของท่านท่านมองว่า เรากู้เต็มเพดาน เราขาดดุลงบประมาณเป็นประวัติศาสตร์ เรามีการไม่เหลือพื้นที่ทางการคลัง สำหรับการเอาไว้ดูแลพี่น้องประชาชน แต่ในเหรียญอีกด้านหนึ่งหรือเป็นเหรียญที่เป็น ข้อเท็จจริง ผมพาท่านไปดูตัวหนี้สาธารณะครับ หนี้สาธารณะของประเทศไทยนั้นปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แต่หากท่านดูลงลึกไปในตัวหนี้สาธารณะ ไปดูคำนิยามของ หนี้สาธารณะ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ประเทศไทยใช้คำนิยามหนี้สาธารณะ เข้มข้นกว่า มาตรฐานสากล เข้มข้นกว่ามาตรฐาน IMF นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยนั้น นับในสิ่งที่ IMF หรือสากลไม่นับ นั่นคือเรื่องรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลไม่ได้ค้ำประกันและไม่เป็น ภาระต่อรัฐบาล ซึ่งหากถ้าเรานับหนี้สาธารณะตรงตามคำนิยามของสากลแล้ว หนี้สาธารณะ ของเราจะอยู่เพียงแค่ ๕๘.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และนอกเหนือจากนั้นมองลึกเข้าไปอีก ในหนี้สาธารณะ ถ้าหากมองหนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่อรัฐบาล ที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณ ไปชดใช้ หนี้สาธารณะของประเทศไทยจะลงเหลือแค่ ๕๔.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ เป็นภาระต่อรัฐบาลจริง ๆ และถ้าเรามองตัวเลข ๕๔.๓ เปอร์เซ็นต์นี้เทียบกับต่างชาติ เทียบกับภาวะทางการคลังที่เกิดขึ้น เทียบกับมาตรฐานสากลแล้ว หนี้สาธารณะก้อนนี้ ไม่ได้อยู่ในความกังวลครับ อยู่ในระดับต่ำเสียด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเราพูดถึง การขาดดุลงบประมาณ เราพูดถึงการกู้ เราพูดถึงการเต็มเพดานอะไรต่าง ๆ แต่เราไม่ยอม ไปดูปลายทางว่าหนี้สาธารณะของเราที่เป็นจุดมุ่งหมายของเรานี่เป็นปัญหาหรือไม่ ซึ่งคำตอบผมเรียนด้วยตัวเลขครับ ผมโชว์ด้วยตัวเลขว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันของประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด🔗

เหรียญชิ้นที่ ๓ ครับ ที่เรายังมองต่างกัน ที่ท่านมองด้านหนึ่งแล้วเราก็มอง อีกด้านหนึ่ง ท่านผู้อภิปรายและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มีการหยิบยกตัวเลขมาว่าเราใช้เงิน จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และกลับเป็นผลตอบแทนมาเพียงแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และผู้อภิปรายอีกท่านก็ได้มีการยกตัวเลขว่าเราใช้งบประมาณประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP แต่ได้ผลตอบกลับมา ๑ เปอร์เซ็นต์ต่าง ๆ ของ GDP ผมเรียนแบบนี้ครับ นี่คือความผิดพลาดทางวิชาการครับ ๒ ตัวเลขนี้เทียบกันไม่ได้ ตัวเลข ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขในมิติของ Nominal Term ในการที่เราไปเทียบกับก้อน GDP ทั้งก้อน แต่ตัวเลข ที่ท่านยกมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือแม้กระทั่งที่เป็น ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ นั้น นั่นคือ Real Term ครับ นั่นคือมิติของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเป็นความ ผิดพลาดทางวิชาการครับ ที่เราเอา Nominal Term มาเปรียบเทียบกับ Real Term แล้วบอกว่านั่นคือการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า นอกเหนือจากนั้นในการที่จะคิดถึงความคุ้มค่าของ โครงการ Digital Wallet นั้นไม่ได้มองไปแค่มุมของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจครับ อีกด้านหนึ่งที่เราพูดแล้วพูดอีกแล้วอยากจะพูดอีกครั้งในวันนี้ นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานด้าน ดิจิทัลนั่นคือข้อมูลของพี่น้องประชาชนที่จะเข้ามาอยู่ในระบบ นั่นคือการเฉพาะเจาะจงแล้ว เราสามารถชี้ สามารถระบุตัวตนของพี่น้องประชาชนได้ มาตรการภาครัฐต่อจากนี้สามารถ ช่วยเหลือตรงไปที่พี่น้องประชาชนได้ ประโยชน์เหล่านี้มหาศาลครับ ท่านต้องเอา เข้าไปรวมอยู่ในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ ไม่ได้มองแค่ตัวเลขล้วน ๆ ซึ่งเป็น การมองที่ผิดด้วยนะครับ เพราะว่ามันเรื่องของ Nominal กับเรื่อง Real Term นะครับ แล้วก็ต้องอยากให้รวมอีกมิติหนึ่งในเรื่องของความคุ้มค่าของระบบ ความคุ้มค่าของระบบ ชำระเงิน และการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล🔗

เหรียญชิ้นที่ ๔ ครับ ที่ยังมองไม่ตรงกัน ท่านมองในมุมของโครงการนี้ เป็นการเอื้อรายใหญ่ โครงการนี้เป็นการที่เงินจะไหลเข้าสู่ร้านค้าขนาดใหญ่ แต่เหรียญที่เรา มองครับ ด้านที่เรามอง เรามองแตกต่างกัน ทำไมเราถึงต้องมีการกำหนดรัศมีการใช้ให้มันอยู่ ในอำเภอ เพราะเราไม่อยากให้มันไหลเข้ากรุงเทพฯ เพราะเราไม่อยากให้ไหลเข้าเมืองใหญ่ ๆ เราอยากให้มันวนอยู่ในเมืองรอง วนอยู่ในตลาด วนอยู่ในชุมชนของท่าน ทำไมเราต้องตัด โทรศัพท์มือถือ ทำไมเราต้องตัดเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเราไม่อยากให้เงินมันไหลออกนอกประเทศ เราอยากให้เงินมันหมุนอยู่ในหมู่บ้าน หมุนอยู่ในชุมชน เกิดการจ้างงาน เกิดการผลิต ทำไมเราถึงต้องตัดร้านค้าใหญ่ ๆ ในรอบที่ ๑ ทำไมเราต้องอยากให้มีแต่ร้านค้าเล็ก ๆ ที่รับเงิน นี่ต่างหากครับที่เป็นมุมมองของเราเพื่อที่จะตัดรายใหญ่ เพื่อที่จะทำให้เงินหมุนอยู่ในหมู่บ้าน หมุนอยู่ในชุมชน เพราะฉะนั้นนี่คือมุมมองของเราที่แตกต่างจากท่าน ท่านอาจจะมองว่า มันเป็นการเอื้อรายใหญ่อะไรต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนว่าด้วยเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ ที่เรามีการกำหนด ทุกอย่าง ทุกเงื่อนไข ทุกวิธีคิด ทำให้เงินลงไปสู่ชุมชนให้มากที่สุด ลงไปสู่พี่น้องตัวเล็ก ๆ ให้มากที่สุด🔗

เหรียญชิ้นที่ ๕ ครับ ท่านมีมิติมุมมองว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการในการกระตุ้น เศรษฐกิจอื่น ๆ รอแต่ตัว Digital Wallet ผมเรียนแบบนี้ครับ มาตรการในการกระตุ้น เศรษฐกิจในการใส่เม็ดเงินลงสู่ระบบนั้น เราทำได้ทั้งในมิติของการอัดเม็ดเงินจริง และการอัดเม็ดเงินในลักษณะของสินเชื่อ ซึ่งทั้งคู่มีผลทางเศรษฐกิจคล้าย ๆ กัน ลงไปเป็น เม็ดเงินเหมือนกัน ลงไปเป็นการลงทุนได้เหมือนกัน นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมกระทรวงการคลัง จึงใส่มาตรการในมิติของสินเชื่อในระหว่างรอตัว Digital Wallet ค่อนข้างเยอะ ผมกำลังพูด ถึง Soft Loan ของออมสิน จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงนะครับ ถ้าเทียบกับตัว Soft Loan ของทางแบงก์ชาติที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วงของโควิด ทำไมเราถึงมีมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพราะเราต้องการให้คนที่มีความเสี่ยงนั้นเข้าถึง สินเชื่อให้ได้ เราไม่ได้ใส่แค่เม็ดเงิน เราใส่ระบบค้ำประกันลงไป เพื่อที่จะทำให้คนที่มี ความเสี่ยงนั้นได้รับเม็ดเงินตรงนั้นจริง ทำไมเราต้องมีการปรับลดเงินนำส่ง SFIF เพราะเราต้องการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ของรัฐนั้นส่งผ่านเม็ดเงินลงไปสู่การช่วยพี่น้องประชาชนจริง ๆ นั่นต่างหากครับที่เป็นการ ใส่เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจด้วยอีกวิธีหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเม็ดเงินที่ลงไปผ่าน มาตรการทางการคลังใช้งบประมาณ แต่เราสามารถใช้ในระบบสินเชื่อ ในระบบที่สามารถ ทำให้พี่น้องประชาชนที่เป็น SMEs นั้นมีรายรับมีเงินทุนสำหรับการเอาไปลงทุน เอาไปเกิด การผลิต เอาไปเกิดการจ้างงาน ท่านประธานครับ นี่คือ ๕ ประเด็นที่อาจจะมีมุมมอง ยังไม่เหมือนกัน ไม่ได้บอกว่าใครผิดไม่ได้บอกว่าใครถูก เป็นแค่มุมมองที่ยังไม่ตรงกัน ซึ่งในฐานะรัฐบาลเราก็มีหน้าที่ในการรับฟังมุมมองของท่าน รับฟังมุมมองของสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเอามาปรับปรุง เอามาแก้ไขให้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีหน้าที่ ในการที่จะชี้แจงเพื่อที่จะให้เห็นมุมมอง ให้เห็นวิธีคิด และให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ จะเป็นการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลนะครับ ท่านแรก ขอเชิญท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะพูดถึงเรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ จำนวนเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณจำนวนนี้ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วนะครับ จริง ๆ แล้วรัฐบาล ตั้งใจจะมาดำเนินโครงการ Digital Wallet แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่าโครงการ Digital Wallet คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ Digital Wallet เป็นนวัตกรรมทางการเงินจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน แล้วก็สร้างรายได้ให้กับประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ แนวคิดของโครงการ Digital Wallet ไม่เหมือนกับแนวคิดของคำว่ารัฐสวัสดิการ ที่คิดว่าพอไปเป็นรัฐบาลแล้ว ต้องไปหาเงินเอามาแจก แจกแล้วก็แจกอีก ปีนี้แจกปีหน้าแจก แจกแล้วก็แจกอีก แจกเท่าไร ก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นครับ เพราะนั่นคือเป็นการแจกเงินไปเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำให้ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ไม่เหมือนกับที่พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินโครงการ เรื่อง Digital Wallet ที่จริงต้องบอกว่าท่านที่อภิปรายบอกว่าโครงการ Digital Wallet ทำได้อย่างไร เอาเงินที่ไหน จะทำอย่างไร ท่านต้องมาศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่อย่างนั้นท่านไม่มีสิทธิที่จะไปพูดโครงการของรัฐสวัสดิการ ซึ่งใช้เงินมากกว่านี้ และใช้ทุกปี และมีแต่จ่ายออกไม่มีรับเข้าเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ท่านต้องศึกษานะครับว่า วันนี้รัฐบาลเขาทำอย่างไร ไม่อย่างนั้นท่านจะไม่มีโอกาสที่จะมาตอบโต้เลยครับว่า นี่เป็นโครงการที่ท่านก็ยังไม่เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร ต้องกราบเรียนนะครับ โครงการ Digital Wallet เป็นนวัตกรรมทางการเงินในการบริหารการเงินภาครัฐครับ ซึ่งใหม่มาก มีการใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นการสร้างระบบเงินหมุนเวียนให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะมี การบริหารจัดการเป็นระบบอยู่ในระดับจังหวัด อำเภอ กระจายไปทั้งประเทศ ไม่ใช่แจกไปทั่ว ไม่มีเป้าหมายไม่ใช่ครับ เขามีเป้าหมาย เขาวิธีการ เขามีระบบ เขามีแผนกำกับ ท่านอาจจะถามว่า แล้วระบบนี้แตกต่างจากระบบการแจกเงินหรือการใช้จ่ายเงินอย่างไร ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ต้องมาดูข้อเท็จจริงของการใช้งบประมาณ ในช่วงที่ผ่านมาของหลาย ๆ รัฐบาล ส่วนใหญ่รัฐบาลเป็นรัฐบาลแล้วก็จะใช้จ่ายงบประมาณ ใส่ลงไปตามหน่วยงานของรัฐแล้วเอาไปดำเนินโครงการกับพี่น้องประชาชน บางโครงการ เหมือนจะได้ใช้นะครับ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประชาชนเท่าที่ควร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟัง ประวัติศาสตร์เรื่องของการทำนวัตกรรมทางการเงิน ที่เคยเกิดขึ้น ขออนุญาตย้อนกลับไป ท่านประธานคงจำได้ในสมัยประมาณปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล เป็นครั้งแรกครับ แล้วก็เริ่มนำนวัตกรรมทางการเงิน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ท่านคิดใหม่มากครับ ท่านคิดแตกต่างจากรัฐบาล ในอดีตทั้งสิ้นเลย ท่านเริ่มแนวคิดในการบริหารการเงินภาครัฐ โดยท่านบอกว่าจะมีการรดน้ำ ต้นไม้หรือว่าที่ราก ก็คือการใส่เงินลงไปสู่พี่น้องประชาชนโดยให้ผ่านหน่วยงานของรัฐน้อยที่สุด ท่านประธานคงจำได้นะครับ ช่วงนั้นเราพูดกันถึงเรื่องโครงการกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท ตอนนั้นมีแต่เสียงคัดค้านครับ เอาเงินที่ไหน เป็นไปได้อย่างไร โครงการหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ แล้วเป็นอย่างไรครับ พรรคไทยรักไทยทำสำเร็จครับ แล้วโครงการกองทุนหมู่บ้านเป็นหนึ่งในโครงการที่ครองใจพี่น้องประชาชนมาจนถึง ทุกวันนี้ครับ นั่นเป็นการเริ่มต้นใส่เงินลงไปที่พี่น้องประชาชนให้ประชาชนบริหารเอง แต่นั่นบริหารในระดับหมู่บ้าน นอกจากนั้นหลายท่านคงยังจำได้ครับ โครงการอย่าง SML คือโครงการหมู่บ้านขนาดเล็ก หมู่บ้านขนาดกลาง หมู่บ้านขนาดใหญ่ ใส่เงินลงไปที่หมู่บ้าน ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณเอง ดีไหมครับ ดีครับ พี่น้องประชาชนชอบ รวมไปถึงโครงการที่ลงไปดูแลพี่น้องประชาชนโดยตรงเลย สมัยก่อนพี่น้องประชาชนมีปัญหา เรื่องการรักษาพยาบาล ใครป่วยไปโรงพยาบาลทีหนึ่งก็ใช้จ่ายเม็ดเงินหมดเนื้อหมดตัว กู้หนี้ ยืมสิน ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคิดโครงการครับ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ยังจำได้ไหมครับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศบอกว่าเป็นโครงการที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะดูแลพี่น้อง ประชาชนที่รากเลย รวมถึงยังมีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ลงไปกระตุ้นที่ราก กระตุ้นที่ชุมชนให้เกิดการผลิตสินค้าทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน รายได้หมุนเวียนสะพัด สร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนเป็นกอบเป็นกำ แต่ตอนนั้นก็มีคนไม่เข้าใจเหมือนช่วงนี้เลยครับ มันทำอย่างไร เป็นไปได้อย่างไร เขาจะบริหารอย่างไร เอาเงินที่ไหน คิดเหมือนกันเลยครับ แต่ขอโทษครับ วันนี้เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการที่สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชน แล้วโครงการ Digital Wallet เป็นอย่างไรครับ เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างไร แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรกับโครงการนี้ ท่านต้องตั้งใจฟัง โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่จะใช้เม็ดเงินผ่านโครงการ Application ทางรัฐของรัฐบาล จะรวมพี่น้อง ประชาชนทั้งหมดมาอยู่ในโครงการนี้ ใช้จ่ายเม็ดเงินไปที่คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป ซึ่งเริ่มมีศักยภาพ ในการใช้จ่ายเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุน ซึ่งประชาชนทุกคนจะเป็นทั้งผู้ใช้จ่ายเม็ดเงิน จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะที่เขาจ่ายออกไปครับ มี ๒ ขา ขณะที่จ่ายออกไปแล้ว ในขณะเดียวกันคนอื่นก็จะนำเงินมาจ่ายให้เขาเหมือนกัน เขาก็จะรับเงินจากที่อื่นลงมา รับเงินจากหลาย ๆ ที่มา ไม่ใช่การจ่ายขาดนะครับ เพราะมันเป็นระบบ มันหมุนเวียน เงินที่จะมาหมดจากที่ทุกที่ มาหมดเลยครับ มาจากทุกที่เลย เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจ่ายไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วหมดนะครับ ในขณะที่จ่ายออกไปแล้ว เขาเป็นทั้งผู้จ่ายและเป็นทั้งผู้รับด้วยครับ สุดท้ายเม็ดเงินก้อนนี้ก็จะใหญ่พอที่เขาจะนำไป ลงทุนทำโน่นทำนี่ บ้านหนึ่งมี ๕ คน มี ๑๐ คน ก็มี ๕๐,๐๐๐ บาท มี ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีการค้าขาย มีการรับเงินกลับเข้ามาอีก ผมว่าเงินนี่เขาหมุนอย่างเป็นระบบ แล้วเงินหมุน เป็นระบบนี่เป็นอย่างไรครับ เมื่อหมุนมากขึ้น ๆ มากขึ้น รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษี เก็บมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เราเอาเม็ดเงินภาษีนั้นครับ เอาไปจ่ายคืนโครงการ Digital Wallet มันจะหมุนกันอย่างเป็นระบบ นี่คือการบริหารการเงินภาครัฐเป็นระบบครับ ไม่ใช่รายจ่าย ไม่เหมือนที่ท่านคิดครับ รัฐสวัสดิการ แบบนั้นใช้เท่าไรมันก็ไม่มีวันที่ จะเพียงพอ รัฐจ่ายทุกปีด้วย จ่ายมากกว่านี้ด้วยครับ ถึงบอกว่านวัตกรรมทางการเงิน ที่ท่านต้องทำความเข้าใจ ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมานี้ผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า เกิดจากการใช้จ่ายเงินเม็ดเงินของภาครัฐเป็นลักษณะ Top Down นะครับ เป็นโครงการ ที่จ่ายไปแล้วไม่สร้างรายได้ให้เกิดกับพี่น้องประชาชน และสิ่งที่เกิดขึ้นมาคืออะไรครับ ท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ประชาชนก็มีเม็ดเงินไม่เพียงพอ ในการใช้จ่ายแล้วก็เกิดหนี้สินขึ้นมาเยอะ ตลอด ๑ ปีที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ เราเห็นปัญหามากมายที่สะสมอยู่มาจากอดีต วันนี้โดยสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้หมุนอย่างเป็นระบบด้วย จำเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานทราบไหมครับ จากข้อมูล ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือว่า Credit Bureau เขาบอกว่า ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ของคนไทยมีหนี้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนอกจากนั้นครับ กลุ่มที่มีหนี้เกิน ๑ ล้านบาท มีถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมที่ผ่านมาคนไทยมีรายได้ที่น้อยลง แล้วมีหนี้สินเพิ่มเกือบ ๒ เท่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ แล้วปัจจุบันนี้ที่ผ่านมานั้น ปริมาณหนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ และมีโอกาสขึ้นไปแตะถึงร้อยละ ๙๑ ของ GDP ครับ ท่านประธาน สูงมากนะครับ นี่คือปัญหาเรื่องหนี้ของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ทำให้พี่น้องประชาชนขาดสภาพคล่องไม่สามารถสร้างรายได้มาใหม่ได้ การเงินติดขัดหมด ไปดูพี่น้องประชาชนวันนี้สิครับ ลำบากมากนะครับ ไม่มีเงินติดขัดหมดครับ แล้วจะจับจ่ายใช้สอยอย่างไร หมุนเวียนอย่างไร ไปไม่ได้เลย แล้วนอกจากนั้น ๒ ใน ๓ ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเป็นสินเชื่อที่เอาไปแล้วไม่สร้างรายได้ และกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็น ๒ กลุ่มที่มีสัดส่วนของภาระหนี้ต่อรายได้สูงที่สุดครับ สูงอย่างไรครับ ท่านประธานครับ โดยเฉลี่ยในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรอยู่ที่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าหารายได้มา ๑๐๐ บาท ต้องไปจ่ายหนี้แล้ว ๓๔ บาท ผู้มีรายได้น้อยถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือหามาได้ ๑๐๐ บาท ต้องไปจ่ายหนี้ถึง ๔๑ บาท แล้วมันจะเพียงพอได้อย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการสร้างรายได้ใหม่ ให้กับพี่น้องประชาชนโดยรดน้ำที่ราก คือให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ดำเนินการสร้างรายได้เอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ แล้วเราก็มีประวัติศาสตร์นะครับ เราก็มีสิ่งที่รัฐบาลในอดีต เช่น พรรคไทยรักไทยทำสำเร็จมาแล้วนะครับ ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะดำเนินการแก้ไข ปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน โครงการ Digital Wallet ก็คือ โครงการใส่เม็ดเงินไปในมือของพี่น้องประชาชนทุกคนที่อยู่ในวัยที่พร้อมจะทำงานครับ ท่านประธาน ซึ่งผู้จ่ายออกไป ๑๐,๐๐๐ บาท ก็มีโอกาสเป็นผู้รับเช่นกัน แล้วก็จะเชื่อมโยง ไปเรื่อย ๆ เป็นระบบ ๆ ระบบ อยู่ในวงจรย่อย ๆ ในระดับจังหวัด อำเภอ ไม่หมุนเวียน กลับมาสู่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นจะหมุนหลายรอบมากครับ หมุนไปหมุนมาอยู่ในระบบ นี่คือ การสร้างรายได้ที่ท่านต้องทำความเข้าใจนะครับ นี่คือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ที่ท่านต้อง ทำความเข้าใจนะครับ แล้วแน่นอนครับ ท่านบอกว่าจ่ายเงินออกไปแล้วเงินมาที่ไหน เดี๋ยวพอจ่ายหมุนหลายรอบเข้า หลายรอบเข้า คนมีเงิน มีรายได้ มีกำไรเยอะ ๆ เดี๋ยวรัฐบาล ก็มีเม็ดเงินภาษีกลับคืนมาเอง ผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า ในปี ๒๕๕๖ จากการที่ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลช่วงนั้นครับ เราสามารถเก็บภาษีได้ถึงร้อยละ ๑๘.๔๔ ของ GDP ในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ และพอหลังจากนั้นถูกปฏิวัติการเก็บภาษีก็ ลดลง ๆ ลดลง ลงเหลือแค่ ๑๕.๗๑ ต่ำลง เพราะฉะนั้นครั้งนี้ถ้าเรากระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนเดิม แน่นอนครับ อนาคตรัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ โครงการ Digital Wallet นี้ก็ยังทำให้ทุกคนมีบัญชีส่วนตัว ไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยธนาคาร เหมือนอย่างในปัจจุบัน สามารถโอนต่อกันไปได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม โอนกันข้ามไปได้ ทั่วโลก ปัญหาพวก Call Center ที่อยู่นอกระบบเหมือน Application ทางรัฐของรัฐบาล ก็จะไม่มีโอกาสมาฉ้อโกงพี่น้องประชาชน เป็นการปิดโอกาสหลาย ๆ อย่าง ทำให้เกิด ความมั่นคงทางการเงิน เกิดความปลอดภัยทางการเงินมากขึ้นครับ แล้วพี่น้องประชาชนก็ เอาเม็ดเงินเหล่านี้ไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สร้างรายได้กลับเข้ามาได้ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากให้พวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พี่น้อง ประชาชนไว้วางใจมานี้ได้มองเห็นประโยชน์จากการใช้จ่ายเม็ดเงินในโครงการ Digital Wallet นะครับ ขอได้โปรดคำนึงถึงหนี้ครัวเรือนและวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น อยู่ในปัจจุบัน พวกเราเป็น สส. ที่ประชาชนเลือกมา ผมอยากให้ทุกท่านได้มองเห็นประโยชน์ แล้วก็ร่วมกันสนับสนุนการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาลในครั้งนี้ครับ ผมอยากให้ ท่านปล่อยวางความคิดที่จะคัดค้าน คิดถึงความลำบากของพี่น้องประชาชนบ้าง เขารอเงิน เม็ดนี้อยู่นะครับ ขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่วันนี้ท่านตั้งใจทำโครงการนี้ แม้จะได้รับแรงกระแทก ได้รับเสียงกล่าวถึงแต่ว่าท่านตั้งใจ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านทำนี้จะเกิด ประโยชน์อเนกอนันต์ต่อพี่น้องประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ในอนาคตต่อไป เหมือนเช่นสมัยของพรรคไทยรักไทย เหมือนเช่นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เหมือนเช่นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เคยได้ทำไว้ กราบเรียนท่าน สส. ทุกท่านนะครับ ขอความกรุณาช่วยสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล เพื่อทำโครงการ Digital Wallet ในครั้งนี้ด้วยครับ โปรดคิดถึงพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ เราจะแก้หนี้ด้วยการสร้างรายได้ Digital Wallet จะแก้วิกฤติให้กับประเทศ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณธนกร วังบุญคงชนะ ครับ🔗

นายธนกร วังบุญคงชนะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ผมมี ๓ ประเด็นที่อยากจะฝาก ไปยังท่านรัฐบาล แล้วก็ตั้งข้อสังเกตนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ นะครับท่านประธาน ผมอยากให้เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านดิจิทัลที่ดีนะครับ วันนี้ที่ผ่านมารัฐบาลในอดีต ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เราได้มีการ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผ่านโครงการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน แล้วก็อีกหลาย ๆ โครงการ การเยียวยาพี่น้องประชาชนต่าง ๆ สิ่งตรงนี้ ก็เป็นระบบดิจิทัลที่ดีนะครับ ซึ่งผมอยากจะให้รัฐบาลได้ดำเนินการต่อในการที่จะจัดทำ มาตรการ มาตรฐานต่าง ๆ นะครับ เพราะว่าเมื่อเรามีองค์ความรู้ เรามีตัวเลขของพี่น้อง ประชาชนแล้ว เราสามารถที่จะออกแบบนโยบายต่าง ๆ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้อย่างตรงเป้าหมายนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสามารถนำฐานข้อมูลเหล่านี้เรียนรู้ พฤติกรรมผู้บริโภคแล้วก็การใช้จ่ายต่าง ๆ ผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ มาวิเคราะห์แล้วก็ออกแบบ สร้างแรงจูงใจในทางธุรกิจ แล้วก็สามารถที่จะทำให้การทำงานนี้ เข้าสู่ระบบมากขึ้น ตรงนี้เองผมอยากจะให้รัฐบาลได้คำนึงตรงนี้นะครับ ในเรื่องของการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องนี้สำคัญนะครับ เพราะว่ารัฐบาลเองนี้เราใช้เงินแล้ว แต่ผมอยากจะให้รัฐบาลได้มีแผนในการที่จะหารายได้ให้กับประชาชนให้กับประเทศชาติ มากขึ้นด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้เองรัฐบาลจะต้องมีการวางแผนในการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ ผมเองทราบว่าทางกระทรวงการคลังได้มีแผนตรงนี้อยู่แล้วนะครับ แต่ทราบว่าอาจจะไม่ตกผลึก เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเรามีการวางแผนในการจัดเก็บภาษี หารายได้ให้กับประเทศ ผมเชื่อว่า ตรงนี้ควรที่จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ การเก็บภาษีในเรื่องของออนไลน์ต่าง ๆ ตรงนี้มันสามารถ ที่จะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศอย่างมากมายนะครับ ต้องยอมรับนะครับว่าในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลหรือประเทศมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวนะครับ ก่อนโควิดเรามีนักท่องเที่ยวถึง ๔๐ ล้านคน เงินเข้าประเทศถึง ๒.๗ ล้านล้านบาท เรามีรายได้จากการส่งออก เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าถ้าเราบริหารจัดการที่ดีเราสามารถที่จะหารายได้ให้กับประเทศได้นะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ผมเองผมอยากจะให้รัฐบาลได้มีนโยบาย ในระยะปานกลางและระยะยาวด้วยนะครับ เพื่อที่จะต้องทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่เติบโตที่ต่ำในปัจจุบันนี้ตรงนี้เราต้องดูนะครับ เพราะว่า GDP ของไทยยังขยายตัวได้ แต่ก็มีอัตราการขยายตัวที่ต่ำเมื่อเทียบกับก่อนโควิดนะครับ เพราะฉะนั้นในช่วงก่อนโควิด เศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ว่าหลังจากโควิดไทยขยายตัวต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ล่าสุดไตรมาสที่ ๑ ปี ๒๕๖๗ GDP ของไทยขยายตัวเพียง ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านท่านประธาน มาเลเซียขยายตัว ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหา เพราะว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหาตรงนี้ ในอนาคตการขยายการลงทุนต่าง ๆ จากต่างประเทศก็จะไปในประเทศเพื่อนบ้านหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องแก้ไขนะครับ แล้วก็สิ่งที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย ตอนนี้นะครับ สำคัญที่สุดท่านประธาน ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่สูงขึ้น แก้ปัญหาข้อจำกัดในการพัฒนาเพื่อให้เป้าหมายการเกิดพัฒนาเศรษฐกิจเติบโตในอัตรา ที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน ตรงนี้เราก็ต้องไปดูในเรื่องของทักษะแรงงานต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผมเห็นรัฐบาลชุดนี้ก็ดำเนินการอยู่แล้วนะครับ นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ ผมคิดว่าควรส่งเสริมในเรื่องของระบบอัตโนมัติเทคโนโลยีต่าง ๆ ในภาคการผลิตนะครับ รัฐกับเอกชนจะต้องร่วมกัน เพิ่มการลงทุนในพื้นฐานที่ทันสมัยนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ตรงนี้ถ้ารัฐบาลเร่งดำเนินการก็สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากจะให้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าของงบประมาณ และให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา เศรษฐกิจให้ถูกจุดนะครับ จัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณ ซึ่งเป็นต้นทุนของประเทศนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อพี่น้องประชาชน🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ วันนี้ท่านขยันที่จะลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนทุกวันนะครับ ผมเห็นว่าการที่ท่านลงพื้นที่ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วนะครับ ไม่ว่าท่านไหนจะกระแนะกระแหนท่านนะครับ แต่ผมเชื่อว่า การที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงไป นั่นคือการรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน อย่างน้อยที่สุด ท่านประธาน กลไกในระบบราชการต่าง ๆ ก็จะได้มีการเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน เพราะวันนี้ต้องยอมรับนะครับว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่บางหน่วยงานไม่สามารถ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เลยนะครับ มันจึงทำให้เกิด Influencer ไม่ว่าจะเป็นกัน จอมพลัง หรือทนายความต่าง ๆ ซึ่งต้องขอชื่นชมนะครับ ตรงนี้ผมถึงบอกว่าการที่นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่มันเป็นประโยชน์ อย่างน้อยที่สุดท่านไม่ได้นั่งอยู่ในหอคอยงาช้าง แต่ลงพื้นที่ ไปเจอปัญหา ไปพบกับพี่น้องประชาชน สร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมให้กำลังใจนะครับ เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อะไรที่เราแนะนำเสนอแนะได้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องยอมรับว่าท่านก็ฟัง พวกผมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเดินมาวันนี้ต้องยอมรับนะครับว่าภาวะ เศรษฐกิจของประเทศมันไม่ค่อยดี การค้าขายต่าง ๆ เราได้รับผลกระทบมาจากต่างประเทศ สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า มันเป็นภาวะที่มันไม่ดีนะครับ แต่ถ้าเราแก้ปัญหาอย่างถูกจุดได้ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนได้นะครับ แล้วก็ฝากให้กำลังใจท่านรัฐมนตรีทุกท่านด้วยนะครับ ให้กำลังใจ สส. ในสภาแห่งนี้ทุกท่านด้วยในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ ครับ🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ภายใต้กรอบวงเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายใน ๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก คือข้อห่วงใย ต่อร่าง พ.ร.บ. อาจจะสุ่มเสี่ยงขัดกฎหมายครับ ประเด็นที่ ๒ เป็นข้อเสนอแนะและแนวทางการ ดำเนินการที่จะให้สำเร็จและมีความสุ่มเสี่ยงน้อยที่สุดครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๓ เป็นคำถามจากพี่น้องประชาชนครับ🔗

ประเด็นแรกครับท่านประธานครับ เป็นข้อห่วงใยต่อร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ภายใต้กรอบวงเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท อาจสุ่มเสี่ยงขัดกับข้อกฎหมาย ๓ ประเด็นดังนี้ครับท่านประธานครับ ขอฝ่ายเลขาขึ้นสไลด์ที่ ๑ นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ประเด็นแรกครับ ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๑ ซึ่งระบุไว้ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมให้กระทำได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงิน ที่จะใช้จ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วย ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ขีดเส้นใต้ คำว่า โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ ครับท่านประธานครับ จากหลักกฎหมายดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๘ เข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ ภายใต้กรอบวงเงิน งบประมาณ ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาทครับ แล้วสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ได้ให้ความเห็นชอบ ในวาระที่ ๑ อยู่ในขั้นของการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ. งบประมาณอยู่ และที่สำคัญครับ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ได้มีการตั้งเงินงบกลางครับ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หรือที่เราเรียกกันว่าเงิน Digital Wallet ตั้งงบประมาณไว้วงเงิน ๑,๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ดังนั้นข้อห่วงใยของผมคือรัฐบาลไม่น่าจะมีอำนาจที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ สู่การพิจารณาของสภาได้แล้ว เพราะจะเกิดความขัดแย้ง หรือย้อนแย้งกับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๑ ได้ ผมขออนุญาตเปรียบเทียบ ถ้าจะเปรียบเทียบกับรถยนต์ก็เหมือนรถยนต์ที่ล้อหน้าวิ่งตามล้อหลังครับ ท่านประธานครับ ล้อหลังคือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๘ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนแล้ว ล้อหลังคือร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ภายหลังที่ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ เข้าสู่การพิจารณาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่สำคัญ มากกว่านั้นอีกท่านประธานครับ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ มีรายการเดียว ในวันนี้ที่ตั้งไว้ ก็คือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็ง ในระบบเศรษฐกิจ หรือ Digital Wallet อีกครับ จำนวนเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เข้ามาซ้ำ กับรายการงบกลางของปี ๒๕๖๘ ครับท่านประธาน🔗

คำถามแรก ที่อยากจะถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ คำถามแรกของผมคือเหตุใดรัฐบาลจึงไม่เสนอตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๘ ในเงิน Digital Wallet ให้ครบ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งเดียว ผมมีคำตอบให้ครับ คำตอบคือรัฐบาล ไม่มีเงินเพียงพอในปี ๒๕๖๘🔗

คำถามที่ ๒ ครับท่านประธาน อยากจะถามต่อไปอีกว่ารัฐบาลเคยเสนอ ร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้เกี่ยวกับ Digital Wallet ใช่หรือไม่ คำตอบ ตอบง่ายครับ ใช่ แต่มีหลายองค์กรออกมาคัดค้านรัฐบาล รัฐบาลจึงถอยหลังเรื่องนี้กลับไป ไม่ยอมทำ🔗

เพราะฉะนั้นจะมาเกี่ยวกับคำถามที่ ๓ ครับท่านประธานครับ รัฐบาลจึงได้เสนอ ขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ โดยที่เราเรียกกันว่าเป็นการขอกู้เงิน แต่เป็นการกู้เงินที่เราเรียกกันว่าใช้ขั้นตอนของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณในการกู้เงิน ซึ่งเราเรียกกันภาษาให้หรู ๆ ว่าเป็นการตั้งงบประมาณขาดดุล สรุปแล้วก็คือ เป็นการตั้งงบประมาณขาดดุลในปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามาอีก คือ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับเงินที่รัฐบาลบอกว่าหามาได้อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท กลายเป็น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้ที่ผมบอกว่าจะกู้โดย พ.ร.บ. เงินกู้ทำไม่ได้ เพราะว่ามีหลายหน่วยงาน ออกมาคัดค้าน ก็เลยเปลี่ยนเป็นมากู้โดยที่เราเรียกกันว่า กู้ผ่าน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ โดยใช้วิธีการงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มเติมอีกครับท่านประธาน ตรงนี้ผมถึงเรียน ท่านประธานว่า นี่ละคือสิ่งที่รัฐบาลมีความสุ่มเสี่ยง เมื่อกู้เงินไม่ได้ก็มาใช้วิธีการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุล ปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามาอีกครับ นี่คือข้อห่วงใย และสุ่มเสี่ยงที่ ๑ ของผมครับท่านประธาน🔗

ข้อห่วงใยที่ ๒ ครับท่านประธานที่สุ่มเสี่ยง ผมจะยืนยันกฎหมายที่จะยืนยันว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามาหลังจากที่มีพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ เสนอต่อสภาแล้วครับ กล่าวคือใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ เขียนไว้ว่าอย่างไรครับ ท่านประธาน มาตรา ๑๐ เขียนไว้ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่เสนอต่อรัฐสภา อย่างน้อยต้องมีเอกสารประกอบดังต่อไปนี้ ใน (๘) ผลการดำเนินงานและการใช้จ่าย งบประมาณของปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้ว ผมแปลให้ชัด ๆ นะครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ที่เสนอต่อสภามาแล้วจะต้องมีรายงานการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ มาแสดง ซึ่งในขณะนี้ถามว่ามีไหมครับ มีครับ มีเพราะว่าเขามีในรายละเอียดแล้วว่ามีการเบิกจ่ายเงินไปเท่าไร ทำอะไร อย่างไรบ้างครับ แต่ร่างเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ที่กำลังเสนอต่อสภาในวันนี้มันเสนอมาหลังจากปี ๒๕๖๘ แล้วจะไป มีรายการผลการดำเนินการการใช้จ่ายงบประมาณปี ๒๕๖๘ แสดงอยู่ในวาระนี้ได้อย่างไรครับ ผมพยายามเปิดอยู่ครับ มันไม่มีของร่าง พ.ร.บ. เพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ เพราะรัฐบาลเพิ่งเสนอมา สู่ที่ประชุมของสภาในวันนี้ แล้วจะมีผลการเบิกจ่ายได้อย่างไรครับ ตรงนี้ละครับที่ผมกำลัง บอกว่า กำลังขัดหรือย้อนแย้งกับกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับอยู่ครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ต่อไปครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ อยากจะเรียนต่อไปอีกครับว่า ประเด็นที่ ๓ ครับ การดำเนินการ ในลักษณะเช่นนี้ ถ้าเป็นรถก็คือล้อหน้าวิ่งแซงล้อหลัง ล้อหน้าวิ่งตามล้อหลังนะครับ ถามท่านประธานครับว่าเคยเกิดในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ถึงปัจจุบัน หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังและ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ประกาศบังคับใช้แล้วในปี ๒๕๖๑ รัฐบาลชุดไหนเคยทำวิธีการ งบประมาณเช่นนี้มาก่อนหรือไม่ ถ้าทำนะครับ ผมพร้อมที่จะยินดีกับรัฐบาลครับ ถามบอกว่า ๕ ปีงบประมาณที่ล่วงมารัฐบาลชุดใดเคยดำเนินการในลักษณะนี้หรือไม่ในการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมเข้ามาในลักษณะล้อหน้าวิ่งตามล้อหลังครับท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้เห็นความสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับปัญหาข้อกฎหมายกับรัฐบาลชุดนี้เลยครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนถามรัฐบาลว่าเรื่องนี้ทางรัฐบาลได้หารือกับกฤษฎีกา ในประเด็นเรื่องนี้แล้วหรือยัง หากได้หารือและรอบคอบแล้วนะครับ ถ้าไม่ขัดกฎหมาย หรือไม่สุ่มเสี่ยง ผมยินดีด้วยครับ เพราะว่าวันนี้พี่น้องประชาชน ๕๐ ล้านคน อยู่ในข่าย ที่จะได้รับเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะที่ผมอภิปรายอยู่นี้ผมรู้ว่าพี่น้องประชาชน กำลังรอคอยด้วยความระทึกใจจริง ๆ ท่านประธานครับ แต่หากรัฐบาลยังไม่ได้หารือ ผมว่ามันมีความสุ่มเสี่ยงสูงครับท่านประธานครับ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องกับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ด้วยครับ ในรายการงบดังกล่าว ผมเสนอรัฐบาลครับ ถอนร่างฉบับนี้ ออกไปก่อนเถอะครับ ผมเสนอด้วยความจริงใจครับ แล้วมาทำตามวิธีการของผม ผมเป็นฝ่ายค้านแบบสร้างสรรค์ครับ สิ่งไหนรัฐบาลทำถูก ผมสนับสนุน สิ่งไหนมีข้อสุ่มเสี่ยง ผมเสนอแนะ แล้วผมจะหาทางออกให้ครับท่านประธานครับ ทางออกของผมที่จะเสนอ ในวันนี้ รัฐบาลอยากได้เงินในวันนี้ก็คือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธานครับ เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องเรียนว่า อย่างไรก็ตามเจตนาของผมในการอภิปราย ผมไม่มีการที่จะขัดขวางหรือกีดกันไม่ให้เงินดิจิทัลเกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงข้าม ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า เมื่อเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศหาเสียงไว้แล้ว ผมทราบว่าอย่างไรต้องเดินหน้าโครงการนี้ให้ได้ทุกอย่าง ประกอบกับขณะนี้สถานการณ์ ของประเทศไทยอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีครับท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกว่าวิกฤตินะ ไม่ดี กำลังซื้อหด ประชาชนมีรายได้ลดลง คนตกงานมากขึ้น สินค้ามีราคาแพงขึ้น ค่าไฟ น้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นจนประชาชนและพี่น้องรับภาระไม่ได้หรอกครับ ผมอยากเห็นประชาชน ได้รับเงิน Digital Wallet เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ด้วยความจริงใจครับ แต่ที่รัฐบาลทำมามันจะสุ่มเสี่ยง ผมเสนอทางออกให้ ๓ ทาง เพื่อที่จะได้ กรอบวงเงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในส่วนของโครงการ Digital Wallet เพื่อให้เดินหน้าและมีความสุ่มเสี่ยงน้อยที่สุดครับ ส่วนรัฐบาลจะรับหรือไม่รับข้อเสนอนั้น ผมอภิปรายแล้ว อยากให้รัฐบาลเดินหน้าให้ได้ครับ🔗

ขอสไลด์ที่ ๒ ด้วยครับ ขึ้นช้าท่านประธานทดเวลาให้ผมด้วยนะครับ สไลด์ที่ ๒ ทางออกครับ ผมมีทางออกอยู่ ๓ ทางครับท่านประธาน วันนี้งบประมาณปี ๒๕๖๗ รัฐบาล ตั้งงบประมาณไว้ทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติจากทางรัฐสภาแล้ว ๓.๔๘ ล้านล้านบาทครับ ท่านประธาน เป็นรายการงบกลาง ๙๙,๕๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้มาตอบกระทู้สดในวันนั้น ได้มีการกันเงินงบกลางไว้แล้ว ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาใช้จ่าย ในโครงการ Digital Wallet ครับท่านประธาน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า วันนี้ถึงเวลาหรือยังครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะนั่งหัวโต๊ะพิจารณาปรับเปลี่ยนงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ตั้งอยู่ งานโครงการ หรือโครงการใด ที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ทันในเดือนกันยายน ขอให้ปรับลดออกไปก่อนครับ งบประมาณ เพิ่งประกาศใช้เดือนพฤษภาคมนี้เองครับ มีหลายงานหลายโครงการที่ไม่สามารถลงนาม ในสัญญาได้ทันในปี ๒๕๖๗ เพราะฉะนั้นอย่าอนุมัติให้กันเงินเบิกจ่ายเหลื่อมปีไว้ ขอให้นำเงิน ดังกล่าวมาใช้จ่ายในส่วนของเงิน Digital Wallet ครับ ผมประมาณการคร่าว ๆ ให้นะครับ ท่านประธาน เพียงแต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ เรียกมาทุกกระทรวง ทบวง กรมครับ ท่านประธาน ปรับลดเงินงบประมาณให้มันได้ในปี ๒๕๖๗ ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ไปรวมกับเงิน ที่ขอกันไว้แล้ว ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วปี ๒๕๖๗ สามารถใช้อำนาจบริหารของตนเอง มีเงินในกระเป๋าแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาดูปี ๒๕๖๘ เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะนั่งหัวโต๊ะ ในการที่จะเป็นประธาน ในการที่จะพิจารณาปรับเปลี่ยนงบประมาณปี ๒๕๖๘ เพื่อที่จะปรับลด เอามาทำเกี่ยวกับ Digital Wallet ครับ ปี ๒๕๖๘ เสนอตั้งงบประมาณไว้ ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท อยู่ในงบกลางที่ตั้งเป็นงบ Digital Wallet ไว้ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องนั่งหัวโต๊ะพิจารณางบประมาณปี ๒๕๖๘ ปรับเปลี่ยน แต่อย่างใด ชั้นนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณ อยู่ครับ จะปรับลดงานโครงการต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ หรือว่า มีโครงการต่าง ๆ ที่ยังไม่มีความพร้อมต่าง ๆ เงินจาก ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท จะปรับลด ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้หรือครับท่านประธาน ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่ามันปรับได้ อย่างแน่นอน แต่เราจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณา งบประมาณอยู่ในขณะนี้ ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเรียนท่านประธาน เลยครับว่า ชี้แจงทุกกระทรวง ทบวง กรมนี้มันปรับลดได้แน่นอน ที่เราเรียกกันว่ารีดไขมันครับ ท่านประธาน สัก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมจะเป็นปี ๒๕๖๘ จะสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ เกี่ยวกับ Digital Wallet ได้อีก ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน แนวทางสุดท้ายครับ ตอนนี้มาถึงตรงนี้แล้ว รัฐบาลมีเงินในกระเป๋า ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วครับ ใกล้ความจริงแล้วนะครับท่านประธาน ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว มาดูข้อเสนอสุดท้ายครับ ท่านประธาน ข้อเสนอสุดท้ายที่จะได้เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่ต้องสุ่มเสี่ยง ท่านประธานดูในรายงานประจำปีของสำนักงาน กสทช. ที่อยู่ในวาระที่ ๒.๓ ซึ่งขณะนี้ รัฐสภาเรายังไม่ได้พิจารณาวาระนี้ ท่านเปิดดูในเอกสารนะครับ ผมขอโชว์เอกสารนะครับว่า เอกสารที่ผมพิมพ์ออกมา รายงานประจำปีของสำนักงาน กสทช. เขาเขียนไว้ว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ผมเคยเรียนรัฐบาลไปแล้วเมื่อปี ๒๕๖๗ ตอนอภิปรายงบประมาณ เขียนไว้ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขียนไว้ว่ารายได้แผ่นดินรอนำส่งคลัง เป็นเงินเท่าไรรู้ไหมครับท่านประธาน เขียนไว้ครับ รายได้แผ่นดินรอนำส่งคลัง ๑๓๒,๒๐๗ ล้านบาทครับท่านประธานครับ เขาไม่ได้บอกว่า รายได้ กสทช. นะครับ รายได้แผ่นดินรอนำส่งคลัง ๑๓๒,๒๐๗ ล้านบาท ผมเรียนไปแล้วครับ ว่าอยู่ในเอกสาร ตอนนี้อ่านให้ชัดนะครับ รอนำส่งคลัง เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นประธานคณะกรรมการ DE เชิญคณะกรรมการ กสทช. หารือเรื่องนี้ได้แล้ว รายได้แผ่นดินรอนำส่งคลัง มันคือเงินของรัฐบาล เงินของแผ่นดินครับ มันไม่ใช่เงินของ กสทช. เมื่อท่านเอาเงินตรงนี้มารวมกันนะครับเกิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับท่านประธาน ท่านจะไปสุ่มเสี่ยงทำไมครับ ทำแค่นี้ก็สามารถที่จะหาทางออกแล้วก็ดำเนินการโครงการ Digital Wallet ที่พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่ครับ ถอนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ ที่เข้ามาออกไปครับ ทำอย่างที่ผมบอกนี่ พี่น้องประชาชนรอคอย จะไม่ต้องรอคอยด้วยความระทึกใจ จะได้รอคอยด้วยความสบายใจ เพราะฉะนั้นสบายใจได้ครับ ท่านประธาน🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน เป็นข้อสุดท้ายที่คำถามจากพี่น้องประชาชน ถามมาครับ🔗

ประเด็นแรก ขอขึ้นสไลด์ที่ ๓ ด้วยนะครับ ประเด็นแรกผมเข้าใจว่าเมื่อวาน รัฐบาลได้มีการแถลงในเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ผมก็ต้องเรียนบอกว่าผมต้องถามแทนพี่น้อง ประชาชน เพราะว่าเขาข้องใจมาหลายประเด็นครับ🔗

ข้อที่ ๑ โครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้มากน้อย แค่ไหน รัฐบาลน่าจะมีผลการศึกษาต่อผลกระทบในภาพรวมระบบเศรษฐกิจ จะเป็นแบบ พายุหมุนอย่างที่รัฐบาลเสนอมาเลยหรือไม่ครับ🔗

ข้อที่ ๒ จำนวนผู้ได้รับสิทธิจริง ๆ เป็นจำนวนเท่าไรครับ รัฐบาลแถลงว่า ๕๐ ล้านคน แต่รัฐบาลตั้งงบไว้จะมาขอเงินประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามจริง ๆ ผมรับทราบข้อมูลมาว่าเมื่อเราเอาเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ว่าต้องไม่มีเงินฝากเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒. อายุต้อง ๑๖ ปีขึ้นไป ทำเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ออกมา รายได้ต้องต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท เมื่อเอาเงื่อนไขนี้ไปจับแล้วนี่ผมเข้าใจว่ามันได้ ๔๐ กว่าล้านคนเองครับ แต่รัฐบาลแถลง ๕๐ ล้านคน คือจริง ๆ ตัวเลขมันเท่าไรครับ อยากจะทราบจริง ๆ ว่า ถ้าตัวเลขออกมา ๔๔ ล้านคน ก็บอกว่า ๔๔ ล้านคนครับ จะได้ตั้งงบประมาณไว้ ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้จำนวนผู้ได้รับสิทธิจริง ๆ เป็นจำนวนเท่าไรครับ ท่านประธาน🔗

ข้อที่ ๓ ผู้ได้รับสิทธิจะทราบได้อย่างไรว่าตนเองได้รับสิทธิ เมื่อวาน ทางรัฐบาลก็ได้มาพูดเรื่องนี้นะครับ อธิบายหลังจากมีมติ ครม. ผมไปเปิดดูใน Application ครับท่านประธาน ผมจะเข้าไปลองดูนะครับ มันยากมาก ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ผมว่าทำสัก ๓๐-๓๕ ขั้นตอน คนที่อยู่ในห้องประชุมของรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ผมเรียนนะครับว่าคนรุ่นผม นี่กดเข้าไปยังกดยากเลยครับ ว่าจะกดเข้าไปให้ตัวเองได้รับสิทธิ ได้รู้สิทธิอย่างไร กดเข้าไป ไม่มี Smartphone หรือถ้ามี Smartphone เองก็ลำบาก จริง ๆ ครับในการที่จะใช้ ก็ต้องไปพึ่ง เด็กรุ่นใหม่หรือลูก ๆ หลาน ๆ ของตัวเอง🔗

ข้อที่ ๔ การลงทะเบียนสิทธิเพื่อรับสิทธิขอให้มีขั้นตอนที่ง่ายและสะดวก กับประชาชนให้มากที่สุด ในเมื่อจะแจกอยู่แล้วครับ เอาให้มันง่าย ๆ ครับท่านประธาน ง่ายที่สุดให้ประชาชนรับสิทธิให้เต็มที่ครับ🔗

ข้อที่ ๕ หากประชาชนเข้าเกณฑ์ดังกล่าวแต่ไม่ได้รับสิทธิ จะยื่นเรื่องอุทธรณ์ ได้ที่ไหน สรุปก็คือยื่นเรื่องอุทธรณ์ได้ใน Application นั่นละครับ แล้วพี่น้องทางบ้านผม อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะไปยื่นเรื่องอุทธรณ์ผ่าน Application โอ้โฮ Application มันเขียนอย่างไร ยังเขียนไม่ถูกเลยครับ จะยื่นเรื่องอุทธรณ์นี่ผมลำบากใจจริง ๆ ครับท่านประธาน🔗

ข้อที่ ๖ เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินในขณะนี้ยังไม่นิ่ง ยังมีความสับสนวุ่นวาย วันนั้นซื้ออันนี้ได้ วันหลังซื้อไม่ได้ วันแรกซื้อได้ วันหลังซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อประกาศแล้ว ในวันที่ ๑ สิงหาคมที่จะให้พี่น้องประชาชนมาลงทะเบียนเอาให้ทุกอย่างมันนิ่งประกาศ ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจครับ นี่คือคำถามที่ออกมา🔗

ข้อที่ ๗ สุดท้ายครับท่านประธานก่อนที่จะจบนะครับ มาตรการในการป้องกัน การทุจริตในเรื่องนี้ได้เตรียมการไว้อย่างไร เมื่อวานผมฟังทางรัฐบาลได้แถลงบอกว่ามันเป็น Blockchain ผมเข้าใจครับ Blockchain มันจะเป็นมาตรการในการที่จะป้องกันการทุจริตได้ แต่ที่ผมถามคือมาตรการที่จะมีการโกงกันนอกระบบของ Blockchain ครับท่านประธาน เขาได้รับไปแล้วมันไม่ได้อยู่ใน Blockchain ครับ คนที่ได้รับสิทธิแล้ว เขาจะเอาสิทธิของเขา ไปทำไปขึ้นเงินก่อน ให้คนนี้มาทำนี้มาทำเพื่อที่จะเอาเงินไปก่อน มันจะทำได้หรือไม่ คือได้รับมา ๑๐,๐๐๐ บาท จะเอาไปซื้อสินค้าหลอกกันเพื่อที่จะเอาเงินมา ๘,๐๐๐ บาท ก่อนหยิบเงินสดนะครับท่านประธานที่ตั้งรับกันไว้อยู่ ผมพูดในระบบของ Blockchain ครับ ที่จะมีการป้องกันการทุจริตดังกล่าวจะมีระบบป้องกันได้อย่างไรครับท่านประธาน เวลาหมด ผมขอเวลาทดนะครับ ครึ่งวินาทีครับ🔗

สุดท้ายครับ ฝากเรื่องนี้จริง ๆ ครับว่าด้วยความจริงใจ อยากให้โครงการ ดังกล่าวมันเกิดขึ้นให้ได้ วันนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี กราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่งครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณธนา กิจไพบูลย์ชัย ครับ🔗

นายธนา กิจไพบูลย์ชัย ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ก่อนอื่นผมและพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยว่าปัจจุบันประเทศไทยของเรา มีปัญหาด้านเศรษฐกิจครับ ผมและพรรคภูมิใจไทยจึงขอสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้ และขออนุญาตชื่นชมความกล้าหาญของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ที่กำลังจะผลักดันประเทศไทยของเราไปสู่ Cashless Society หรือยุคสังคมไร้เงินสด อย่างเต็มรูปแบบครับ ผมเห็นด้วยครับว่าการแจกเงิน Digital Wallet เป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจที่ดี เป็นหลักการที่สากลทั่วโลกใช้กัน แต่วันนี้สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะ เป็นข้อสังเกตให้ทางรัฐบาลได้รับฟัง เพื่อปรับใช้ให้การแจกเงิน Digital Wallet ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลได้วางไว้ เพิ่มเงินหมุนเวียน ในระบบให้มากขึ้น ตรงตามเป้าหมาย เพิ่มศักยภาพให้ประชาชนมีกำลังซื้อที่มากขึ้น และเพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้าขนาดเล็กและร้านค้าตามชุมชน ในวันนี้ผมจึงขอเสนอแนะ ฝากท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวนี้ทั้งหมด ๔ ประเด็น ดังนี้🔗

ประเด็นแรกครับท่านประธาน คือการรับสิทธิและการเข้าถึงสิทธิของ ประชาชน เราจะทำอย่างไรครับ ให้การแจกเงิน Digital Wallet ในครั้งนี้ ประชาชน ที่ควรจะได้รับสิทธิหรือร้านค้าที่เขามีความประสงค์ที่จะขายในโครงการนี้ ไม่ตกหล่น ในการได้รับสิทธินี้ครับ สำหรับคนที่ไม่มี Smartphone หรือโทรศัพท์ทางรัฐบาล จะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อช่วยเหลือในการลงทะเบียนหรือยืนยันตนให้ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการทางสายตา อื่น ๆ อีกมากมายครับ ที่เขาไม่มี Smartphone หรือไม่มีโทรศัพท์ ผมกลัวว่าบุคคลเหล่านี้จะเสียสิทธิในการลงทะเบียนในครั้งนี้ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องร้านค้าที่จะสามารถขายสินค้าในโครงการนี้ ร้านค้า ที่จะเข้าร่วมทางรัฐบาลจะมีแนวทางลดความยุ่งยากในการลงทะเบียนอย่างไร เขาจะได้รับ สิทธิประโยชน์อะไรจากรัฐบาลในการช่วยเหลือในการลงทะเบียนในรอบนี้ครับ เพราะการกระตุ้น เศรษฐกิจตามความคาดหวังของพวกเราในรอบนี้คือการกระตุ้นให้ร้านค้าขนาดเล็ก แม่ค้าตามตลาดนัด แม่ค้าร้านสะดวกซื้อในชุมชนเป็นผู้มีสิทธิในการขายมากกว่าครับ ร้านค้าแผงลอยก็คืออีกหนึ่งเหตุผลครับ ที่เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการนี้ เนื่องจากไม่ได้ยื่นจดภาษี และการที่เงินไม่สามารถถอนออกได้ในทันที ทำให้ผู้ประกอบการ รายย่อยที่สายป่านสั้นและไม่มีเงินทุนสำรองไม่สามารถเข้าร่วมได้ครับท่านประธาน ประเด็นที่ร้านค้าขนาดเล็ก และร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก เขากลัวครับท่านประธาน คือเรื่องภาษีครับ เขาไม่อยากเข้าสู่ระบบทางภาษี ทางรัฐบาล จะจัดการอย่างไร จะมีนโยบายลดหย่อนภาษีให้เขาหรือไม่ ผมขออนุญาตเสนอแนะว่า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้ามาลงทะเบียนกับรัฐบาลในโครงการนี้ให้มากขึ้น รัฐบาลควรจะงดเก็บ ภาษีสำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนในรอบนี้ ๓-๕ ปี ไปเลยครับท่านประธาน🔗

ประเด็นที่ ๓ การกำหนดพื้นที่ในการใช้เงิน Digital Wallet ในรอบนี้ ประเด็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เวลาผมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ผม จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พี่น้องถามกันมาเยอะว่าทำไมถึงจำกัด Area หรือระยะทาง ในการซื้อ ผมว่าเราไม่ควรจำกัดครับ แต่เป็นใช้ได้กับร้านค้าขนาดเล็กทั่วประเทศไทย ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง จังหวัดศรีสะเกษของผม มีประชากรอยู่ในพื้นที่ก็จริงครับ มีชื่อในพื้นที่ แต่เขาทำงานอยู่ต่างจังหวัด ถ้าสมมุติเราไม่กำหนดระยะทางเขาสามารถ ใช้ในพื้นที่ที่เขาสามารถทำงานอยู่ได้เลยครับท่านประธาน เขาจะได้ไม่ต้องเดินทางกลับมาใช้ ในภูมิลำเนาของเขาครับ🔗

ประเด็นที่ ๔ คือ เรื่อง Application กับความสับสนในเรื่องข่าวสาร ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสุดท้ายครับ ที่ผมอยากให้รัฐบาลอาศัยโอกาสนี้ทำให้ประเทศไทยของเรา มี Application ทางการเหลือเพียง Application เดียว เราควรพัฒนา Application นี้ ให้มี SMS Alert เพื่อธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ในอนาคต เพราะประเทศไทยของเรา มี Application ทางการของรัฐบาลที่เยอะจนเกินไป ทำให้ประชาชนโดนหลอกง่ายและ โดนหลอกบ่อยครับ ดังนั้นผมมีความเห็นว่าเราควรใช้ Application เป๋าตัง เพราะอาจจะ สร้างแรงจูงใจ เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าเคยใช้ Application นี้ เขามีความรู้ ความเข้าใจและไม่ต้องเรียนรู้วิธีใหม่ แต่ถ้าโครงการนี้มีการใช้ Application ใหม่ นอกจาก รัฐจะต้องใช้งบประมาณในการทำ Application หรือแพลตฟอร์มเพิ่ม ขั้นตอน และความยุ่งยากจะเพิ่มขึ้นให้แก่ร้านค้า แล้วก็ประชาชนที่ใช้ครับ การให้ข้อมูลข่าวสาร ความชัดเจนในการให้ข้อมูลข่าวสารจะลงทะเบียนในวันที่ ๑ สิงหาคมนี้แล้ว แต่คราวนี้ ทางรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมในด้านการให้ข้อมูลข่าวสารที่แน่นอนกับประชาชน ในกลุ่มแรก ๑๖.๕ ล้านคนอย่างไร กลุ่มแรกที่จะใช้เงินที่ Digital Wallet คือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งก็คือผู้สูงวัย ผู้พิการ เป็นกลุ่มที่โดนหลอกจาก Scammer มากที่สุดในประเทศครับตอนนี้ เราควรจะมี Official Account ในการให้ข้อมูลข่าวสารเพียงช่องทางเดียว เพื่อป้องกัน ความสับสนและป้องกันประชาชนโดนหลอก เพราะผมมั่นใจครับว่า ถ้าสมมุติเราไม่ใช้ ช่องทางเดียว ประชาชนก็จะต้องโดนส่ง Link ปลอมมา โดนดูดเงิน สูญเสียมูลค่ามากกว่า ที่ประชาชนจะได้รับครับท่านประธาน🔗

สุดท้ายนี้ผมอยากให้เงินก้อนนี้เป็นเงินที่กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทย อย่างแท้จริง และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก และร้านค้าขนาดเล็ก พ่อค้า ตามตลาดนัด ร้านค้าในชุมชนได้รับประโยชน์ โดยที่ไม่มีผู้รับเงินรายใด หรือร้านค้ารายใด เสียสิทธิที่เขาควรจะได้รับ ทุกคนที่มีสิทธิเข้าถึงสิทธิกันทุกคน สำหรับผู้ขายก็ควรจะเป็น ร้านค้าขนาดเล็กจริง ๆ ครับ ผมอยากเน้นย้ำว่ารัฐบาลควรจะอาศัยจังหวะและโอกาสนี้ พัฒนา Application ทางการของรัฐบาลให้เหลือเพียงแค่ Application เดียว และมีการทำ SMS Alert ใน Application นี้เลย ผมอยากให้โครงการนี้เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ครับ แต่เราควรจะมี ความระมัดระวังและมีการเตรียมการที่ดีก่อนใช้งานจริงครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณวรภพ วิริยะโรจน์🔗

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ. โอนงบกลางปีฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่สรุปได้สั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า นอกจากจะไม่คุ้มค่า คือไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงนะครับ เป็นเพียงแค่โครงการที่กู้เงินมา ๓ บาท เพื่อมาแจกเงิน แต่ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๑ บาท แต่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผมนะครับ ก็คือว่าเงื่อนไขที่กีดกันรายย่อยออกจากการร่วมโครงการของเงินดิจิทัลนี่ละครับ โดยเฉพาะ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็หวังว่ารัฐบาลจะรับไปพิจารณา ก็คือเงื่อนไขที่กำหนดว่า ห้ามร้านค้าแลกเป็นเงินสดในการรับเงินดิจิทัลที่สุดท้ายโครงการนี้ มันจะกลายเป็นเพียงการกู้ครั้งใหญ่ที่จะทิ้งหนี้ไว้ให้กับประชาชน แต่จะเปลี่ยนให้เกิดพายุหมุน เข้ากระเป๋าเจ้าสัวห้างร้านขนาดใหญ่แทนครับ ผมขออภิปรายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ ครับ ว่าโครงการแจกเงินแบบนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่อะไรในโลกใบนี้นะครับ เป็นโครงการ ที่รัฐบาลหลายประเทศเขาก็แจกเงินให้ประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งก็พิสูจน์มาแล้วว่า มาตรการโอนเงินจากรัฐก็จะมีผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ คือน้อยกว่า ๑ เท่า ก็คือ นักเศรษฐศาสตร์เขาประเมินว่ากู้เงินมาแจก ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ GDP ก็จะกระตุ้นได้แค่ ประมาณ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ GDP อธิบายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ ก็คือกู้เงินมา ๓ บาท แจกเงินให้ประชาชน แต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๑ บาท อันนี้ตรงกันทั้งโลกนะครับ ตรงกัน ที่หลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประเมินไว้ตรงกัน ที่มีประเมินไว้สูงสุดก็จะเป็นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ประเมินไว้ว่า กู้เงินมา ๓ บาท แต่แจกแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ๒ บาท อันนี้สูงที่สุดแล้วเท่าที่มี การประเมินขึ้นมา ทีนี้มันมองอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าครับ ซึ่งแน่นอนมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพราะว่าเวลาเราแจกเงินนี่ประชาชนเขาก็จะเก็บบางส่วนไว้ อันนั้นเอาไปใช้หนี้หรือใช้ อย่างอื่นนะครับ หรือเช่นเดียวกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นระบบเปิดที่เรียกว่า สัดส่วน การนำเข้าสินค้าก็คือสูงถึง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ GDP ดังนั้นเมื่อเวลาไปบริโภคจับจ่ายใช้สอยอะไร มันก็จะมีชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าเข้ามานี้อยู่แล้ว ดังนั้นผลลัพธ์มันก็จะน้อยกว่า ๑ เท่า อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องปกติ แต่แน่นอนนโยบายแจกเงินคือมาตรการช่วยเหลือประชาชน อันนี้เห็นด้วยครับ ว่ามันคือการช่วยเหลือค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน อันนี้ไม่ได้ผิด ในวัตถุประสงค์นี้ แต่ถ้าเป้าหมายของการแจกเงินคือการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ เงื่อนไข ของมาตรการนี้มันก็จะไปอยู่ที่ว่าการกำหนดให้เงื่อนไขนี่เกิดการกระจายรายได้สูงสุด เกิดการหมุนเวียนให้อยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยให้มากที่สุด ให้นานที่สุด ให้อยู่กับเงินชุมชน เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีอธิบายอะไรนี่ครับ ซึ่งอันนี้มันจะเป็นเงื่อนไขที่ทุกรัฐบาลทั่วโลกเขาทำกัน แต่ถ้ามาดูในของเงินดิจิทัลมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจ ผมก็ต้องอธิบายอีก ทีว่ารายย่อยเมื่อเขาได้รับเงินมาเขาก็จะหมุนแน่นอนครับ มันต่างกับรายใหญ่ที่เขาได้เงิน มาแล้วกว่าจะตั้งเบิกจ่าย กว่าจะวางแผนลงทุนอะไรนี่มันมีขั้นมีตอน ดังนั้นทุกรัฐบาลทั่วโลก เขาก็เลยตั้งเงื่อนไขทำอย่างไรก็ได้ให้รายย่อยเข้าโครงการมากที่สุด ทำอย่างไรเมื่อรายย่อย ได้รับกันมาก็ใช้จ่ายกันเองในกลุ่มรายย่อยในชุมชนได้มากที่สุดได้นานที่สุด🔗

ทีนี้ผมจะไล่ให้ท่านประธานเข้าใจนะครับว่าแต่ละเงื่อนไขของโครงการ เงินดิจิทัลมันมีปัญหาอย่างไร แล้วทำไมมันถึงจะไม่บรรลุตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้ ผมขอไล่จาก เงื่อนไขแรกนะครับ เงื่อนไขที่ผมว่าน่ากังวลที่สุดนะครับ ที่ออกแบบมากีดกัน ผมใช้คำว่า กีดกันนะครับ ให้ร้านค้ารายย่อย และไม่ใช่แค่ขนาดเล็กนะครับ ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่สายป่านไม่ยาวพอจะไม่เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลก็ด้วยเงื่อนไขที่กระทรวงการคลัง แถลงไว้นะครับว่า ร้านค้าจะไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังประชาชนใช้จ่าย แต่ร้านค้า จะสามารถถอนเป็นเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ ๒ เป็นต้นไปนะครับ ผมขอขยาย ความอย่างนี้ก็คือง่าย ๆ ว่าประชาชนรับเงินดิจิทัลมา ๑๐,๐๐๐ บาท ใช้กับร้านค้าในอำเภอ เป็นร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น แต่เมื่อร้านค้าถอนเป็นเงินสดไม่ได้เมื่อได้รับเงิน Digital มา มันก็หมายความว่าร้านค้านี้ก็ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อสินค้าต่อในรอบ ๒ คือเป็นรอบร้านค้า กับร้านค้า ซึ่งอันนี้รอบนี้ก็จะไม่มีเงื่อนไขของขนาดร้าน หรือว่าพื้นที่ร้านเข้ามาแล้วนะครับ คือซื้อได้กับร้านค้าทั่วประเทศทุกขนาด ขอเพียงเป็นสินค้าที่ร่วมโครงการตามนิยามของเงิน ดิจิทัลซึ่งเงื่อนไขที่ว่าแลกเงินสดไม่ได้มันเป็นเงื่อนไขสำคัญนะครับ ที่ว่าทำไมร้านรายย่อย ที่สายป่านสั้นจะตัดสินใจไม่ร่วมโครงการเงินดิจิทัลหรือประกาศไม่รับเงินดิจิทัล จากประชาชนในอำเภอด้วยซ้ำ หรือถ้ารับก็จะต้องรับแบบอั้น คือรับเงินดิจิทัลแบบมีข้อจำกัดครับ ว่าวันหนึ่งจะรับเงินดิจิทัล ไม่เกินเท่าไรครับ จะจำกัดว่าไม่เกินเท่าไรเท่านั้น เหตุผลง่าย ๆ ครับ ก็คือร้านค้าขนาดเล็ก เหล่านี้ อย่าว่าแต่ขนาดเล็กนะครับ ขนาดกลางนี่ ถ้ารับเงินดิจิทัลมาแล้วเขาจะหาเงิน จากไหนมาหมุนจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ใช้เงินดิจิทัลไปจ่ายต่อไม่ได้ ผมลองเอารายการต้นทุน ของร้านค้ามาอธิบายให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าใครเป็นผู้ประกอบการ จริง ๆ อาจจะเข้าใจตามได้ไม่ยากนะครับ คือเงื่อนไขของเงินดิจิทัลก็ถือว่าเป็นเฉพาะสินค้า ที่อยู่ในรายการ ก็คือเฉพาะสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการต้องห้าม อันนี้ก็เอาเงินดิจิทัลไปซื้อต่อได้ แต่ต้นทุนอื่น ๆ ละครับ มันมีอะไรบ้าง อันนี้เพียบเลย สัดส่วนเยอะด้วย ที่ผมจะขออนุญาต อธิบายไล่ทีละประเด็นนะครับ ไม่ว่าจะแค่เป็นสินค้าที่อยู่ใน Negative List หรือรายการ ต้องห้าม อย่างน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ก็ใช้ไม่ได้ ทีนี้ร้านอาหารเมื่อรับเงินดิจิทัลมา จะเอาไปซื้อ ก๊าซหุงต้มเอามาทำอาหาร ก็เอาเงินดิจิทัลไปซื้อไม่ได้ก็คือต้องควักหาเงินมาหมุนเพื่อไปซื้อ ก๊าซหุงต้มเอง หรือค่าน้ำมันขับรถไปซื้อของที่ตลาดเอากลับมาที่ร้าน ก็เอาเงินดิจิทัล ไปเติมน้ำมันไม่ได้นะครับ ก็ต้องหาเงินอีกก้อนหนึ่งมาจ่ายน้ำมันเติมเอง เพื่อเดินทางไปตลาด ค่าแรงลูกน้องก็เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้อีก ค่าเช่าร้าน เช่าห้องแถว แผงตลาด ก็เอาเงินดิจิทัล ไปจ่ายไม่ได้ สิ้นเดือนทำอย่างไรล่ะครับ ก็ต้องไปหาเงินหมุนมาจ่ายค่าแรงอีกทีหนึ่ง หรือรัฐบาลจะประกาศครับว่าเอาเงินดิจิทัลไปตึ๊งออมสินแล้วเอามาหมุนให้จ่ายลูกน้องก่อน ได้หรือเปล่า เอาแบบนี้หรือเปล่าครับ แต่ถ้าตึ๊งแล้วเอาไปชำระหนี้ เงินดิจิทัลนี้ก็ชำระหนี้ ไม่ได้นะครับ แต่ค่างวดต้องจ่าย ทีนี้ค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้าที่กำลังจะขึ้นราคาก็จ่ายไม่ได้ ค่าน้ำก็จ่ายไม่ได้ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตก็จ่ายไม่ได้อีก ค่าบริการ ค่าการตลาด ค่าโฆษณา เข้าใจว่า ค่าวิน ค่า Delivery อะไรก็จ่ายไม่ได้หมดนะครับ ทีนี้ต้นทุนตรงนี้ร้านค้า ที่รับเงินดิจิทัลมาเขาจะเอาเงินจากไหนมาหมุนจ่าย ซึ่งแน่นอนครับว่า แต่ละประเภทร้านค้า แต่ละธุรกิจ มันจะมีสัดส่วนต้นทุนที่เอาเงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้แตกต่างกันนะครับ เอาแค่ค้าปลีก โชห่วยสัดส่วนตรงนี้อาจจะน้อยหน่อย ก็ประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าท่านประธานนึกตาม นะครับว่าถ้าร้านโชห่วยรับเงินดิจิทัลมา ๕๐,๐๐๐ บาท เขาจะหาเงินจากไหนอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เอามาจ่ายต้นทุนส่วนนี้ ต้นทุนส่วนที่เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ หนักกว่านี้ก็จะเป็นพวก ร้านอาหาร ร้านกาแฟนะครับ คือร้านพวกนี้สัดส่วนที่เอาเงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้เป็นครึ่งหนึ่งของ ต้นทุนเกินครึ่งหนึ่งแล้ว ทีนี้เขาเอาไปซื้ออะไรต่อได้น้อย เขาก็ต้องประกาศอั้นครับ ว่าวันหนึ่ง รับเงินดิจิทัลไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท อันนี้เยอะแล้วนะครับ เพราะต้องลำบากไปหาเงินหมุนมา เมื่อมีเงินดิจิทัลเข้ามา หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องมีการประกาศครับ ว่ากาแฟแก้วนี้จ่ายเงิน ธรรมดา ๕๐ บาท แต่ถ้าจ่ายเงินดิจิทัล ๖๐ บาท ก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีครับว่าถ้าร้านค้า ทำแบบนี้ผิดเงื่อนไขหรือเปล่า เพราะนี่คือต้นทุนของการหาเงินมาหมุนจ่ายในส่วนที่ใช้เงิน ดิจิทัลจ่ายไม่ได้ อันนี้มันเลยเป็นประเด็นนะครับว่าการที่ตั้งเงื่อนไขว่าร้านค้าที่รับเงินดิจิทัล มาแล้วไปแลกเป็นเงินสดไม่ได้ คือการกีดกันร้านค้ารายย่อยออกจากโครงการเงินดิจิทัลเอง คือมันไม่เหมือนร้านค้ารายใหญ่นะครับ ที่เขาเอาเงินดิจิทัลไป Stock สินค้า Stock เก็บไว้ เป็นเดือน ๆ ได้ อันนี้เขาทำได้ เขาหมุนได้ แล้วเขาก็หาเงินส่วนอื่นมาหมุนจ่ายค่าใช้จ่ายที่ใช้ เงินดิจิทัลจ่ายไม่ได้ เขาทำได้ครับ นี่เป็นร้านรายใหญ่ แต่ร้านรายย่อยนี่ไม่ใช่นะครับ ซึ่งอันนี้ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนที่ยืนยันที่สุดนะครับว่าคนคิดนโยบายมันไม่เคยเป็นผู้ประกอบการ รายย่อย ไม่เคยต้องหมุนเงินนะครับ เขาถึงคิดเงื่อนไขประหลาดโลกแบบนี้ออกมาที่ไม่มี ประเทศไหนเขาคิดกัน แล้วภูมิใจว่านี่เป็นประเทศแรกที่ทำ ถูกต้องเลยครับ เพราะมันคิดมา จากคนที่ไม่เคยทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนครับ มันก็เลยเป็นคำถามครับ แล้วก็คงอาจจะมาเป็นเฉลย ในเงื่อนไขต่อมา ที่เป็นปัญหาเหมือนกัน ว่าทำไมเงื่อนไขของเงินดิจิทัลนี้ถึงเปิดช่องไว้ว่า ในรอบแรกร้านค้าขนาดเล็กรวมถึงร้านสะดวกซื้อไว้ด้วย อันนี้ก็ไม่แน่ใจครับว่ารัฐบาล เปิดช่องไว้ เพราะรัฐบาลกังวลว่าจะไม่มีร้านค้าขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการในอำเภอนี้หรือเปล่า ก็เลยต้องเปิดช่องให้เป็นร้านสะดวกซื้อถือว่าเป็นร้านค้าขนาดเล็กด้วย คราวนี้เรามั่นใจได้แน่นอนครับว่ามีร้านค้าขนาดเล็กที่ประชาชนใช้ได้อยู่ในอำเภอ เพราะมันมี อยู่ทุกอำเภอ ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัวนี่ครับ อันนี้ใช่หรือเปล่าที่รัฐบาลตั้งเงื่อนไขประหลาดโลก ไว้แบบนี้ นี่ยังไม่นับว่าร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัว คือมันไม่มีทางที่เงินมันจะหมุนในชุมชน อย่างที่กล่าวอ้างไว้ มันเป็นไปไม่ได้ ไปดู Bill ใบเสร็จก็รู้นะครับว่าเลข VAT ของร้านสะดวกซื้อ เจ้าสัวเป็นเลขเดียวกัน คือเงินทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอำเภอมันก็ไหลกองกลับเข้าไปที่บริษัทใหญ่ ที่กรุงเทพฯ ดังนั้นมันก็ยิ่งผิดวัตถุประสงค์ใหญ่ ว่าทำไมถึงให้ร้านค้าสะดวกซื้อของเจ้าสัว นับเป็นร้านค้าขนาดเล็ก แล้วมาอธิบายว่าเพื่อให้เม็ดเงินอยู่ในชุมชน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อันนี้ต้องบอกว่าโดยปกติของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เขาต้องการเกิดการกระจายรายได้ เกิดการหมุนเวียน เขาจะตั้งเงื่อนไขเลยครับว่ากันไม่ให้ร้านค้ารายใหญ่ของรายใหญ่ อยู่ในเงื่อนไขด้วยนะครับ ต้องบอกว่าร้านรายใหญ่ไม่ใช่แค่ขนาดร้านใหญ่ และร้านขนาดเล็ก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นร้านรายย่อยเสมอไป อันนี้ต้องอธิบายกันให้ชัด ๆ นะครับ ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ทำใจยากจริง ๆ ที่มาต้องอธิบายว่าโครงการคนละครึ่งอย่างน้อย เงื่อนไขมันดีกว่าเงินดิจิทัลอย่างไร อันนี้ผมทำใจยากจังที่ต้องอธิบายด้วยประโยคแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมรับนะครับ เพราะอย่างน้อยในโครงการเดิมเขาก็ยังกันร้านสะดวกซื้อเจ้าสัวไว้ หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วเงินดิจิทัลก็ยังกีดกันร้านบริการของรายย่อยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวย ทำผม ทำเล็บ ก็รับเงินดิจิทัลไม่ได้ คนละครึ่งนี่ทำได้นะครับ ดังนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าจริง ๆ ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุไว้ ประเทศไทยเรามีร้านเสริมสวยประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ร้าน มีการจ้างงานต่อเนื่อง ๔๐๐,๐๐๐ คน แน่นอนครับ ธุรกิจรายย่อยบริการเหล่านี้เมื่อรับเงินมาก็จะไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้ากระตุ้น เศรษฐกิจได้เหมือนกัน ก็คงต้องขอให้กระทรวงพาณิชย์นำข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์เอง ไปนำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นคนกำหนดเงื่อนไขว่าให้คำนึงถึงร้านค้ารายย่อยเหล่านี้ด้วย อันนี้ต่างหากถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนอย่างที่ท่านกล่าวอ้าง ไม่ใช่เปิดช่อง ให้ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัว จะมองเป็น Soft Power ก็ยังได้นะครับ ผมว่ายังอยู่ในเงื่อนไข ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันนี้ผมขอเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการรายย่อย ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายในกลุ่มบริการตรงนี้นะครับ🔗

ทีนี้ยิ่งเป็นเงื่อนไขสุดท้ายนะครับ ที่บอกว่าเป็นร้านค้าที่เมื่อรับเงินดิจิทัล ในรอบแรกและขึ้นเงินสดไม่ได้ ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อกับร้านค้าต่อเท่านั้น แต่ก็จะมี เงื่อนไขต่อมาครับว่าเฉพาะร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเท่านั้น ที่เมื่อรับเงินดิจิทัลมาจากร้านค้า แล้วถึงแลกเป็นเงินสดได้ ซึ่งผมต้องอธิบายอย่างนี้ครับ ร้านค้าที่ไม่อยู่ในระบบภาษี มันมีหลายประเภทนะครับ คือถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี แต่หนีภาษีไม่ยอมจ่าย อันนี้ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ ผมว่าอันนี้ทุกคนเห็นตรงกันนะครับ เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง แต่กฎหมายเองกำหนดไว้ว่าถ้าเป็น ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ขาย เกษตรกรรายย่อยนะครับ รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็เลย ยังไม่ต้องเสียภาษี กลุ่มนี้เป็นผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมายทุกประการนะครับ คำถามก็คือว่า ทำไมโครงการเงินดิจิทัลกลับมาตั้งเงื่อนไขที่กีดกันร้านค้ารายย่อยที่ทำถูกกฎหมายกลุ่มนี้ออกไป ตั้งเงื่อนไขให้แตกต่างกับรายใหญ่ ในทางที่เป็นโทษไม่ใช่เป็นทางที่เป็นคุณนะครับ คือรับเงิน ดิจิทัลมาแล้วแลกเป็นเงินสดไม่ได้ แต่พอเป็นรายใหญ่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้ามาก็แลกเป็น เงินสดได้ แบบนี้มันก็จะมีแต่ร้านค้ารายใหญ่สิครับ ที่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้าขนาดเล็ก ในรอบแรก เพราะเขาไปแลกเงินสดได้ แต่รายย่อยเกษตรกรรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จะประกาศ ไม่รับเงินดิจิทัลครับ เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่ามีต้นทุนที่เขาเอาเงินดิจิทัลไปซื้อต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการจะอ้างว่าการใช้เงินดิจิทัลเพื่อเพิ่มภาษี รัฐบาลก็กำหนดให้เชื่อมข้อมูล รายได้ไปเลย ให้หน่วยงานจัดเก็บเขาไปดำเนินการถูกต้อง ใครถึงเกณฑ์เสียภาษีก็เสียภาษีครับ ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขมากีดกันไม่ให้รายย่อยที่ทำถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์แลกเงินสดไม่ได้ นี่คือเงื่อนไขที่กีดกันนะครับ มันกลายเป็นการลงโทษ แล้วก็ทั้งร้านค้ารายย่อย เกษตรกร รายย่อยออกไปจากโครงการเงินดิจิทัลทั้งหมด ด้วยเงื่อนไขที่สำคัญคือแลกเป็นเงินสดไม่ได้ อย่างแนบเนียนและแยบยลนะครับ คือผลลัพธ์สุดท้ายของการตั้งเงื่อนไขที่ว่าแลกเงินสด ไม่ได้นี่ครับ ยิ่งรายย่อยถูกกีดกันออกไปจาก Supply Chain จากห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจมากเท่าไร มันก็จะกลายเป็นว่านอกจากที่รายย่อยจะไม่ได้รับกระตุ้นเศรษฐกิจจากเงินดิจิทัลเลยนะครับ แต่มันคือการสูบเงินจาก Supply Chain จากรายย่อยด้วยกัน จากพ่อค้าแม่ขายในตลาดด้วยกัน หรือจากเกษตรกรให้กลับเข้าไปสู่ห้างร้านของเจ้าสัวทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นเงื่อนไข ที่เลือดเย็นมาก ที่ต้องการจะเปลี่ยนมูลค่าเศรษฐกิจให้กลับไปกระจุกกองกันอยู่ที่ห้างร้าน เจ้าสัวอย่างเป็นระบบ ผมให้ท่านประธานนึกตามง่าย ๆ คือจากเดิมถ้าประชาชนจะซื้อลูกชิ้น จากรถเข็นหน้าปากซอย แต่ถ้ารถเข็นลูกชิ้นเขาไม่รับเงินดิจิทัลคนก็ต้องไปซื้อร้านสะดวกซื้อแทน อันนี้ไม่ใช่แค่ว่าร้านค้าบอกว่าไม่เข้าเงินดิจิทัลแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์นะครับ รายได้เดิมที่ควรได้เขาก็หายไปด้วย ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งครับ นึกภาพคนไปซื้อ ร้านข้าวมันไก่ก็ได้ ข้าวมันไก่เมื่อได้เงินมาเขาอาจจะซื้อไก่จากแม่ค้าตลาด ซื้อซีอิ๊วจากโชห่วย ซึ่งแม่ค้าขายไก่จากตลาดเขาก็อาจจะไปซื้อเกษตรกรรายย่อยอีกทีหนึ่ง แต่ถ้าร้านข้าวมันไก่ รับเงินดิจิทัลเขาอาจจะอั้นได้วันละ ๑,๐๐๐ บาท แต่พอร้านข้าวมันไก่รับเงินดิจิทัลมาแล้ว แม่ค้ากับโชห่วยหรือเกษตรกรเขาไม่รับเงินดิจิทัลต่อ สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ ร้านข้าวมันไก่นี้ก็ ต้องซื้อทุกอย่างจากห้างร้านเจ้าสัวครับ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น มันก็กลายเป็นว่าทั้ง Supply Chain รายย่อยรับเงินดิจิทัลน้อยเท่าไร สุดท้ายประโยชน์ของการเกิดขึ้นที่ไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล แต่คือมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดนี่ก็กลับไปสู่รายใหญ่ทั้งหมด นี่คือความคาดหวังของผลลัพธ์ ของเงินดิจิทัลที่รัฐบาลอาจจะคิดไม่ถึง หรือท่านอาจจะคิดไว้แล้ว ดังนั้นผมขอเป็นตัวแทน ผู้ประกอบการรายย่อยทุกคนถามคำถามดัง ๆ ไปยังรัฐบาลชุดนี้ครับ ว่าทำไมแทนที่จะกำหนด ให้ร้านค้าแลกเป็นเงินสดได้ ร้านค้ารายย่อยเข้าจะได้ร่วมโครงการเยอะ ๆ แต่ถึงกำหนดไว้ว่า ต้องเอาเงินดิจิทัลไปซื้อสินค้าต่อเท่านั้น ทำให้เฉพาะร้านค้าที่หมุนเงินจ่ายต้นทุนอื่นไหว เข้าถึงเข้าร่วมโครงการรับเงินดิจิทัล🔗

ข้อ ๒ ทำไมแทนที่จะกำหนดให้เฉพาะร้านรายย่อยที่ไม่รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ของเจ้าสัวนี่เป็นร้านค้าขนาดเล็ก แต่ทำไมถึงเปิดช่องให้ร้านสะดวกซื้อต้องเป็นร้านค้า ขนาดเล็กที่ร่วมโครงการจากประชาชนในรอบแรกได้ อันนี้คือเสียโอกาสที่เม็ดเงิน จะหมุนเวียนอยู่ในชุมชนขนาดเล็กในอำเภอได้จริง ๆ🔗

ข้อ ๓ ทำไมแทนที่จะกำหนดให้ร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลจากร้านค้าด้วยกัน แลกเป็นเงินสดได้ทั้งหมด ทำไมถึงต้องกีดกันเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ตามกฎหมายถูกกีดกันออกไปจากการรับเงินดิจิทัลแล้วแลกเป็นเงินสด เพราะสุดท้าย มันจะทำให้มูลค่าของ Supply Chain ของรายย่อยด้วยกันมันกลับเข้าสู่ห้างร้านขนาดใหญ่ ของเจ้าสัวหมด หรือนี่คือความคาดหวังของผลลัพธ์ของโครงการเงินดิจิทัลของรัฐบาล หรือเปล่าครับ ของรัฐบาลที่อ้างว่าคิดใหญ่ทำเป็น ที่จะทิ้งก้อนหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ให้กับประชาชน ให้ประชาชนมีเงินใช้ ๑๐,๐๐๐ บาทเพิ่มขึ้น แต่ให้ผลประโยชน์ ของเศรษฐกิจทั้งหมดถูกดึงไหลกลับกองไปอยู่ที่ห้างร้านเจ้าสัวไม่กี่คน ผมและเพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลจึงไม่อาจเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้และเงื่อนไขของโครงการดิจิทัลเหล่านี้ ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ ผมเฝ้ามองสถานการณ์ ในประเทศไทยด้วยความเป็นห่วงกังวลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ผมค่อนข้าง เป็นห่วงกับสถานการณ์ในประเทศไทยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ปัจจุบันเราเผชิญวิกฤติ ผมขอนิยามคำว่าวิกฤติก็คือปัญหาใหญ่ ๆ ที่เราแก้ได้ยาก แต่ต้องเผชิญหน้ากับมัน มีวิกฤติใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ ๔ ด้านครับท่านประธาน🔗

วิกฤติอันแรกครับท่านประธาน เป็นเรื่องของหนี้ครัวเรือน ซึ่งทุกคน ทราบดีครับว่า ครัวเรือนไทยเป็นหนี้มากมายมหาศาลถึง ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ครับ ท่านประธาน ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่ากังวล เนื่องจากว่าครัวเรือนส่วนมากจะมีการกู้ Personal Loan ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้เก็บอัตราดอกเบี้ยสูง ๆ ๒๕-๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก นอกจากนี้เมื่อสถานการณ์ผ่านไปสินทรัพย์ของครัวเรือนซึ่งได้แก่ รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ไปกู้มา ซื้อมา ก็มีมูลค่าตกลง เพราะฉะนั้นในแง่ของครัวเรือนแล้วความรู้สึกยากลำบากมาก ส่วนหนึ่งคือสินทรัพย์ลดลง ส่วนหนึ่งคือภาระหนี้ไม่ลดลง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ไม่ยินยอมที่จะลดดอกเบี้ยลง ครัวเรือนลำบากมาก เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้ได้รับ ผลกระทบสูงสุดครับท่านประธานครับ🔗

ส่วนที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นวิกฤติในเรื่องของการจัดเก็บภาษีครับ ท่านประธาน การจัดเก็บภาษีของเราเก็บได้เพียง ๑๕.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองของ GDP ซึ่งเป็นอัตราการจัดเก็บที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของอินเดียก็ดี มาเลเซียก็ดี อินโดนีเซียก็ดี กลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านี้ กลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถเก็บภาษีได้สูงกว่าเราครับท่านประธาน ปัญหาของการจัดเก็บภาษีไม่เข้าเป้าก็คือ เราก็จะมีงบประมาณที่จะไปช่วยในการช่วยเหลือประชาชนหรือลงทุนในด้านโครงสร้าง พื้นฐานลดลงครับท่านประธาน🔗

ส่วนที่ ๓ เป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจของเราครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานติดตามดูท่านประธานก็คงจะเห็นนะครับว่า เศรษฐกิจของไทยปัจจุบันไม่ได้มี ความสามารถในการแข่งขันที่ดีเช่นเดิมกับในอดีต ในอดีตเราเคยเป็นประเทศที่เป็นผู้นำ ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้าว ยางพารา หรือหลาย ๆ อย่าง แต่ปัจจุบันนี้สินค้า ที่เคยเป็น Champion เคยเป็นพระเอกของเรา ความสามารถในการแข่งขันลดลงไปมาก มีคู่แข่งมาแย่งชิง อุตสาหกรรมการผลิตเราก็เผชิญหน้าการแข่งขันจากประเทศจีน ประเทศเวียดนาม อาจจะกล่าวได้ว่าธุรกิจอุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างของเรากลายเป็น อุตสาหกรรมที่อาทิตย์อัสดง หรือเป็นอุตสาหกรรมที่โอกาสที่จะทำกำไรหรือทำความเจริญก้าวหน้า มาสู่ประเทศไทยเป็นไปได้โดยยากลำบาก กฎหมายต่าง ๆ ในหลายมาตรการก็ไม่เอื้ออำนวย ที่จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะทำให้ประเทศเราสามารถที่เปลี่ยนแปลง และมีความเจริญก้าวหน้า อย่างก้าวกระโดดได้🔗

ส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องของปัญหาวิกฤติในเรื่องประชาชนที่มีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ UN ได้นิยามครับว่า ประชากรที่มีลักษณะเป็น Super Aging Society หรือประชากร ที่มีผู้อาวุโสอย่างยิ่งยวดไว้ว่า ถ้ามีอายุเกิน ๕๐ ๖๕ แล้วก็มีเกินกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือได้ว่า เป็น Super Aging Society และเป็นที่น่ากังวลครับท่านประธาน ประเทศของเรากำลัง จะเข้าสู่สภาวะนั้นในปี ๒๕๗๓ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ยังมีปัญหาอีกมากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคม ทั้งทางสังคม ทั้งทางเศรษฐกิจนะครับ ปัญหาใหญ่ ปัญหาในเรื่องการเมืองที่มีปัญหามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปัจจุบันนี้ ๑๘ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีทางคลี่คลายได้ เป็นผลทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งในเรื่อง ของนโยบายการเงินนะครับ ซึ่งผู้บริหารนโยบายการเงินปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้นโยบาย การคลังแต่เพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับคนเดินด้วยขาเดียวซึ่งย่อมไม่สามารถ ที่จะเดินได้เร็ว แล้วก็ไม่สามารถที่จะเดินได้ไกลด้วย เป็นปัญหาที่น่ากลัว น่ากังวล ปัญหาในเรื่องของ Capacity Utilization หรือการใช้กำลังผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบัน ใช้อยู่เพียงแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัญหาในเรื่องของ GDP ของเราที่ใน Quarter แรก ในปีนี้เติบโตเพียงแค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับสิงคโปร์ที่โต ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ เวียดนามที่โต ๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราปล่อยไปตามยถากรรม ไม่มีการดำเนินการ อย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เศรษฐกิจของเราก็คงจะโตแบบที่ท่านผู้ว่าแบงก์ชาติพูดไว้นะครับ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เรื่อยไป ซึ่งก็น่าเสียดายที่ทางผู้มีอำนาจในการบริหารเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็มิได้ที่จะปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยลง ทั้ง ๆ ที่เรื่องเป้าหมายในเรื่องของเงินเฟ้อก็ตกจากเป้ามาหลายปีแล้ว ปีที่แล้วก็ตก ปีนี้ก็ตกนะครับ ก็น่าเสียดายมากครับที่ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างนั้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็น ที่รัฐบาลไทย หรือพรรคเพื่อไทยจะต้องออกแบบนโยบายมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอันนี้ เพราะมิฉะนั้นประเทศเราก็จะติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปอีกนานแสนนาน ก็ไม่ทราบเมื่อไรเราจะได้เป็นประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วนะครับ ตอนนี้ เราก็กำลังพัฒนาต่อไป มี GDP ต่อหัว ๗,๐๐๐ U.S. Dollar ต่อไปนะครับ เป็นที่น่าเสียดายมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีนโยบาย Digital Wallet ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายเรือธงของ พรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลเศรษฐา และผมก็จะขออนุญาตเรียกว่า เป็นนโยบายเรือธงของประเทศไทยที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ที่ผมกล่าว เช่นนั้นครับท่านประธานก็เนื่องจากว่าผมมีความเห็นว่าโครงการ Digital Wallet นั้น เป็นโครงการที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจ เป็นโครงการที่สร้าง Digital Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ Digital ให้กับประเทศไทยครับท่านประธาน โครงการนี้ ถ้าจะเปรียบนะครับว่าประเทศไทยเป็นเหมือน Startup แห่งหนึ่ง โครงการ Digital Wallet ก็คงคล้าย ๆ กับ GPU หรือว่า Graphic Processing Unit ที่บริษัท Startup เล็ก ๆ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเริ่มผลิต GPU แล้วปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นบริษัท NVIDIA ซึ่งมีขนาดใหญ่ Top Three ของโลก มี Market Capital สูงถึง ๓ ล้านล้าน U.S. Dollars หรือมากกว่า ๑๐๐ ล้านล้านบาท ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ ด้วยโครงการ Digital Wallet ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวาง Digital Infrastructure เราจะสามารถเปลี่ยนประเทศไทย ให้เป็นประเทศพัฒนาได้ในเวลาไม่นานครับท่านประธาน ในเวลาในอนาคตอันใกล้ ที่ผมกล่าวเช่นนั้นจะขออนุญาตนำท่านประธานลองคิดตามดูนะครับ โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่มี User หรือคนใช้งานถึง ๕๐ ล้านคน แล้วผู้ใช้งานแต่ละคนก็มีเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน แล้วมีการทำ KYC อย่างชัดเจนทราบว่าใครเป็นใคร เทียบกับ Twitter หรือปัจจุบันเรียกว่า X มี User ๕๕๐ ล้านคน แต่ไม่ทราบมี Avatar เท่าไร มีบุคคลที่เสีย Blue Tick และจ่ายเงิน ผมไม่แน่ใจว่าถึง ๑๐ ล้านคนหรือไม่ แต่โครงการ Digital Wallet เป็นโครงการที่วางรากฐานทางเศรษฐกิจ Digital และมีการกำหนดชัดเจนครับว่าเป็นใคร และมีเงินด้วยนะครับ โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่เป็นรากฐานสำคัญครับท่านประธาน โครงการนี้ต่อยอดได้ ต่อไปภาครัฐเวลาจ่ายเงินเดือนข้าราชการสามารถจ่ายผ่าน Digital Wallet ได้ การศึกษา สถาบันการศึกษาคนจบสามารถที่จะบันทึกปริญญาบัตรในระบบ Digital Wallet ได้ การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรไม่ว่าจะเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ หรือการจำนำราคา หรือประกันราคาสามารถจ่ายผ่านระบบดิจิทัลได้ การช่วยเหลือคนชรา สามารถใช้โครงการนี้ช่วยได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งเมื่อถ้าหากภาครัฐดำเนินการไปแล้วนะครับ ถ้าจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เป็นฐานลูกค้าที่น่าสนใจครับ ก็คงจะมีบริษัทใหญ่ ๆ ใน ต่างประเทศมากมายที่อยากจะเชื่อมกับข้อมูลของ User ๕๐ ล้านคนนี้ รวมทั้ง คนไทยของเราเองด้วยครับ Startup ไทยแต่เดิมถ้าจะทำเรื่องของโครงการดิจิทัล จะทำ Startup ในเรื่องของ IT AI แม้คนของเราจะมีความสามารถ แต่ตลาดในประเทศ ของเราในเรื่องของ AI ในเรื่องของ IT ไม่มีตลาดที่ใหญ่เพียงพอ แต่ฐานลูกค้า ๕๐ ล้านคนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ Startup ของไทย ไม่ว่าท่านจะเปิดขายสินค้าหรือจะ ทำ Software ใด ๆ ที่จะให้บริการประชาชน ท่านก็มีฐาน User ถึง ๕๐ ล้านคน ที่จะคอยรองรับให้ท่านได้เจริญเติบโต จนกระทั่ง มีความแข็งแรงที่จะไปแข่งขันกับในต่างประเทศได้ ในอนาคตไม่แน่นะครับ เราก็อาจจะมี Alibaba Version ประเทศไทย เราก็อาจจะมี Uber Version ประเทศไทย เราก็อาจจะมี Taobao หรือบริษัทอะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่เป็นเรื่องของ Digital ดังนั้นโครงการนี้ จึงกล่าวได้ว่าเป็นการวางรากฐานทางโครงสร้าง Digital Infrastructure ที่แท้จริง ที่จะยังประโยชน์ให้ประเทศไทยอย่างมากมายมหาศาล รวมทั้งจะทำให้ประชากรของไทย จำนวนมากที่ยังห่างไกล ยังขาดความรอบรู้หรือรับรู้ในเรื่องของดิจิทัลเทคโนโลยี จะมีโอกาสได้เรียนรู้ มีความรอบรู้ในเรื่องของระบบดิจิทัลหรือที่เรียกกันว่า Digital Literacy ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าโครงการ Digital Wallet เป็นโครงการลงทุน เป็น Investment อย่างหนึ่ง เป็นการ Investment ซึ่งมีทั้งเรื่องของ Hardware มีทั้งเรื่องของ Software แล้วก็มีทั้งเรื่อง ของ Human Resourcess หรือการลงทุนในบุคคลด้วย ทั้งบุคคลที่จะเป็นผู้ใช้ บุคคลที่จะเป็น ผู้เขียนระบบ Digital Wallet หรือโครงการต่าง ๆ ที่จะต่อยอดต่อไป ถ้าหากทำได้สำเร็จนะครับ ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม และเราก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในเวลาไม่ช้าไม่นานนะครับ🔗

ผลประโยชน์อีกอันหนึ่งของ Digital Wallet ที่มีการพูดกันมาก แล้วก็ มีความสงสัยกันนะครับ และตัวเลขส่วนมากก็จะเป็นตัวเลขลอย ๆ ที่ไม่สามารถที่จะยืนยัน ได้ว่ามีที่มาที่ไปจากการทดลอง และมีการเก็บข้อมูลอย่างไร ก็คือเรื่องของ Multiplier หรือตัวคูณทางเศรษฐกิจ ว่าเงินลงทุนใน Digital Wallet ๑ บาท จะได้ผลตอบแทนเท่าไร บางท่านก็บอกว่าลงทุนไป ๓ ได้ ๑ สำนักงบประมาณของรัฐสภาบอกว่า ๑.๑๙ นะครับ ซึ่งผมก็พยายามหานะครับว่าที่มาที่ไปของอัตราต่าง ๆ เหล่านี้มาจากไหน ก็ปรากฏว่า ก็ยังไม่สามารถหาที่มาที่ไปได้ชัดเจน พยายามค้นแล้วครับแต่ไม่เจอ แต่ผมอยากจะบอก ท่านประธานครับว่า จริง ๆ แล้วในเรื่องของ Multiplier มันมีหลักการอยู่ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้ Model ที่ค่อนข้างจะเรียบง่าย Simplify แล้วนะครับ เพื่อให้มันเข้าใจ ได้ง่ายขึ้น ตัว Multiplier นี้มีค่าเท่ากับ ๑ หารด้วย ๑ ลบ MPC ครับ MPC ก็คือ Marginal Propensity to Consume อธิบายง่าย ๆ ถ้าประชาชนมีเงิน ๑๐๐ บาท ถ้าท่านมีรายได้น้อย ท่านก็คงใช้ไป ๙๐ บาท ถ้าท่านมีรายได้มากท่านก็อาจใช้ ๕๐ บาท บุคคลรายได้น้อย มี ๑๐๐ บาท ใช้ ๙๐ บาท MPC ก็เท่ากับ ๐.๙ คำนวณเป็นตัวคูณออกมาก็จะได้ ๑๐ เท่า ถ้าท่านมีรายได้มากหน่อยนะครับ MPC ๐.๕ เป็นตัวคูณก็คือ ๒ เพราะฉะนั้นในแง่ของ ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ตัวคูณสามารถทำได้ถึง ๑๐ เท่า อันนี้เป็น Fact เป็นข้อเท็จจริง ทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ต้องมีข้อสงสัยครับ แต่สาเหตุที่อัตราตัวคูณไม่ถึง ๑๐ หรือต่ำกว่า ๕ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าในเรื่องของกระบวนการทางเศรษฐกิจนั้น มันมีจุดรั่วไหล มันมีจุดที่ทำให้เงินที่เคยหมุนไปแล้วรอบแล้วรอบเล่าเกิดปัญหาว่าไม่สามารถ หมุนได้อย่างเต็มที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็ได้แก่ภาษี ภาษีก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้การหมุนเงินหมุน ได้รอบน้อยลง การซื้อสินค้านำเข้าก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้การหมุนเงินลดลง ท่านประธานครับ ถ้ามีคนไปซื้อกระเป๋า Brand Name จากต่างประเทศนะครับ ซื้อเสร็จเงินก้อนนั้นก็ส่งออก ไปต่างประเทศเลย เงินตัวนี้ไม่ได้มาช่วยเศรษฐกิจเลยนะครับ จะเป็นตัวที่ทำให้ Multiplier หรือตัวคูณลดลงเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นอะไรก็ตามที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ใช้เพื่อประโยชน์ในเรื่องความพึงพอใจเท่านั้น แล้วก็เป็นสินค้านำเข้า ควรจะเป็นสินค้าที่อยู่ ใน Negative List หรือ List รายการที่รัฐบาลควรจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอย่าไป ใช้จ่ายในเรื่องนั้นนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ดูเรื่องของตัวคูณเพื่อให้ท่านประธาน ได้เข้าใจ อาจจะคิดตามผมช่วยผมคิดนะครับ มี ก ไปทำเป็นร้านอาหารได้เงินไป ๑๐,๐๐๐ บาท ขายในท้องตลาด ๑๐,๐๐๐ บาท วันแรกขายท่านก็มีฝีมือก็ขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท กำไร ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ก็เก็บไว้ ๘,๐๐๐ บาท ก็ลงทุนขายอีก พรุ่งนี้ก็ขายอีก ก็ขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาทอีก วันที่ ๓ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๔ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๕ ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท เพียงแค่ ๓๐ วันเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ก็หมุนไปถึง ๓๐ รอบครับท่านประธาน หรือถ้าหากว่า ข ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทไปนะครับ ผมจะขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องว่าในที่สุดรัฐบาลจะห้าม ให้ใช้จ่ายตัวไหน หรือไม่ใช้จ่ายตัวไหนนะครับ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นผมเชื่อว่ารัฐบาล ก็ยังไม่ได้ถึงที่สิ้นสุดนะครับ ก็จะขอ Assume ว่าขอสมมุติฐานว่าสิ่งต่าง ๆ ที่พูดนี้ยังเป็นไปได้ อยู่นะครับ ถ้าไปทำร้านตัดผมนะครับ ตัดผม ๑ วันได้ ๑๐ หัวนะครับ หัวละ ๑๐๐ บาท ก็ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ วันก็ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓๐ วัน เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทก็หมุน ๓ รอบครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นอัตราที่บอกว่า ๑๐ รอบ ๕ รอบมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถโน้มน้าวให้ประชาชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ช่วยเศรษฐกิจไทยอย่างไร ถ้าประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือนะครับ ทำอย่างร้าน ขายก๋วยเตี๋ยว ทำอย่างร้านตัดผมตามที่ผมว่า หรือว่าประชาชน ๑๐ ราย ก ถึง ฟ ๑๐ คน ร่วมทุนกัน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เปิดร้านขายกาแฟ วันหนึ่งขายได้ ๒๐๐ แก้ว แก้วละ ๕๐ บาท ก็ ๑๐,๐๐๐ บาทครับ เงินก็หมุนไปครับหลายรอบ ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรนะครับ หรือว่า มือถือที่มีความสงสัยกันมากว่ามันควรจะได้หรือไม่ได้ ผมขออนุญาตให้ความเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าเป็นมือถือซื้อแล้วเอาไว้เฉพาะเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ส่วนนี้มีประโยชน์น้อยจะทำให้ ตัวคูณลดลง แต่ถ้ามือถือซื้อไปแล้วนะครับท่านประธาน แล้วเอาไปใช้ในการพัฒนา อย่างเช่น มัคคุเทศก์ไปใช้ในการพัฒนาเรื่องของภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ แต่เดิมเคยมีรายได้วันละ ๕๐๐ บาท ท่านใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปพัฒนาความสามารถในเรื่องของภาษารายได้ท่าน ก็อาจจะเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อวัน การหมุนเวียนของเงินคุ้มค่ามากนะครับ เพราะฉะนั้น การที่ตัวคูณจะเป็นเท่าไรนั้นจึงขึ้นกับประชาชน การที่รัฐบาลมอบเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับประชาชนก็เป็นการให้อำนาจกับประชาชนที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง เป็นการ Empowering the People เป็นการให้โอกาสประชาชนที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเราว่าหากเราจะให้ เศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร เราอยากจะให้ประเทศของเราก้าวสู่ความเป็นอุตสาหกรรม ดิจิทัลเร็วเท่าไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับประชาชนครับท่านประธาน ประโยชน์อื่น ๆ ของ Digital Wallet การลดความเหลื่อมล้ำครับท่านประธาน การเอาเงินจากเจ้าสัวหรือนายทุน ด้านบนที่ไม่ได้รับ Digital Wallet มาจ่ายให้กับประชาชนที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ยากไร้ ด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นตามชุมชนแออัด ซึ่งผมคิดว่าเขาคงไม่เคยจับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในชีวิตนี้ บางท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้เก็บเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือครอบครัวที่มีสัก ๕ คน ๑๐ คน ก็คงไม่เคยเห็นเงินแสนครับ หรือในชุมชนแออัดบางแห่งสัก ๑๐๐ คนก็เป็นเงินล้าน เงินจำนวนนี้สำหรับประชาชนที่อยู่ด้านล่างเป็นเงินที่มีความสำคัญมาก ส่วนนี้จะช่วยลด ความเหลื่อมล้ำให้กับเขาได้อย่างมีนัยสำคัญครับ🔗

ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาเลยมาพอสมควรจริง ๆ มีเรื่องอยากจะ ขอให้ข้อมูลกับท่านประธานเพิ่มเติมครับ แต่เนื่องจากเวลาจำกัดนะครับ ก็ขออนุญาตสรุป เลยก็แล้วกันนะครับว่า ในเรื่องของโครงการ Digital Wallet นั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องของ การลงทุนนะครับ ผมเห็นว่าเป็นการลงทุนใน Digital Infrastructure เป็นการลงทุนในเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เป็นการลงทุนในเรื่องความรอบรู้ทางดิจิทัลให้กับประชาชนเป็นการส่งเสริมให้ Digital Literacy ของประชาชนมากขึ้น เป็นการ Investment ใน Human Resources เป็นการลงทุนในคน เป็นโครงการที่สำคัญ และจะให้ผลตอบแทนในเรื่องของการเติบโตของ GDP ได้อย่างเหมาะสม ถ้าหากมีการบริหารจัดการที่ดี ลด Ligate ต่าง ๆ ลดจุดรั่วไหล GDP ของเราจะโตเพิ่มขึ้นเฉพาะตัวดิจิทัลนี่โตขึ้นอีก ๓.๕ เท่าขึ้นไป มีความเป็นไปได้ครับ ท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในครั้งนี้ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เทศบาลนครอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อไปท่านรัฐมนตรีจะขอชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอใช้เวลาสั้น ๆ ในการตอบคำถาม แล้วก็กราบเรียนต่อท่านสมาชิกนะครับ ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณนะครับ หลายท่านได้มีความเข้าใจตรงกัน แล้วก็มีความประสงค์เดียวกันกับรัฐบาลในการเดินหน้า นโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ส่วนที่ยังมีคำถามก็จะพยายามตอบ ซึ่งยังมี การย้ำประเด็นในเรื่องของการเอื้อรายใหญ่ ซึ่งต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าใน ๒ ประเด็น ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตามเป็นงานที่อยู่ใน คณะกรรมการเกี่ยวกับด้าน Digital Wallet ก็จะเรียนให้ทราบ🔗

ประเด็นแรก ในเรื่องของ Negative List ซึ่งมีการปรับเพิ่ม ปรับลดได้ แล้วก็ มีการเพิ่มในเรื่องของรายการต้องห้าม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เรื่องของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือสื่อสาร หลักคิดที่อยากจะมอบให้กับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานก็คือกลไกที่เราคิด ก็คือเรื่องของการว่าเงินเมื่อลงไปแล้วจะต้องเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน เกิดการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก สินค้าที่โดนตัดออกเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ น้ำมันหรือว่าอะไรต่าง ๆ กลไกที่มีก็คือเป็นเรื่องของสินค้าที่มี Import Content เป็นหลัก คือเป็นการนำเข้า ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน หรืออย่างเช่น มือถือก็ตามซื้อปุ๊บเงินไปต่างประเทศ ทันทีนะครับ เราต้องการให้มีการผลิต การจ้างงานในประเทศเป็นหลัก🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือในส่วนที่ยังมอบหมายให้กับกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณา สามารถแก้ไขในเรื่องของ Negative List ได้ โดยความยินยอมของคณะอนุกรรมการกำกับ นโยบาย สาเหตุนั้นก็เพราะว่าเราต้องมีความยืดหยุ่นครับ มันยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับ ข้อแนะนำมาเราก็รับฟังตลอดเวลา ถ้ายกตัวอย่างตรงนี้ก็มีการพูดกันที่ประชุมนโยบาย เมื่อวันก่อนนั่นก็คือเรื่องของสินค้า เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ควรจะซื้อได้หรือไม่ได้นะครับ โดยหลักคิดเราก็ต้องบอกว่าไม่ได้ แต่ว่ายังไม่ได้บรรจุอยู่ในเรื่องของ Negative List ซึ่งต้องมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาเพิ่มเติม แล้วก็มานำเสนอต่อคณะกรรมการ เพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง นะครับ อันนี้ก็เป็นกลไกที่ทำให้นโยบายสามารถเดินหน้าได้โดยที่ไม่ต้อง สะดุดติดขัดและมีความยืดหยุ่นเพียงพอนะครับ🔗

ในส่วนของเรื่องว่าเป็นร้านใหญ่ ร้านเล็ก ต้องเรียนอย่างนี้ว่า เราก็พยายาม อย่างสูงที่สุดในการที่จะกำหนด อย่างเช่น เรื่องของพื้นที่ที่เป็นระดับอำเภอ ๒. ก็คือกำหนด ในเรื่องของขนาดร้านค้า ซึ่งต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็กลงมานะครับ กลไกเหล่านี้ล้วนเป็นกลไก ที่จะพยายามกำกับให้เงินมันตกกับรายย่อยมากที่สุด กลไกที่เราตัดสินค้าบางประเภท อย่างเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าซื้อแอร์ ๑ เครื่อง ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่พอ ก็ต้องจ่ายเติมเข้าไป มันก็จะไปตกอยู่กับผู้ค้ารายเดียว เราก็พยายามที่จะจำกัดให้เกิดการกระจาย ของเม็ดเงินลงไปยังพี่น้องประชาชน และร้านค้าที่มันกระจายตัวได้มากที่สุด นี่เป็นกลไก ที่เรากำหนดขึ้น และยืนยันว่าสิ่งที่เราทำในอดีตที่ผ่านมาโครงการของรัฐนะครับ ต้องเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิก มีร้านค้าที่เข้าร่วมราว ๑,๒๐๐,๐๐๐ ร้านค้า นี่คือ Maximum สูงสุดที่เคยมีมา แต่ในโครงการนี้เราจะสามารถดึงเอาร้านค้าเข้ามาอยู่ใน ระบบได้ไม่ต่ำกว่า ๒-๓ ล้านร้านค้านะครับ โดยยกตัวอย่าง ร้านค้าที่จะเติมเอารายละเอียด เอา Database ของเขาใส่เข้ามาในระบบเลยเพื่อให้เขาสามารถมีความสะดวกในการเข้าสู่ การลงทะเบียนเป็นร้านค้านี่นะครับ ได้แก่ ร้านค้าที่อยู่ในกลุ่มของกรมพัฒนาธุรกิจร้านค้า ราว ๙๑๐,๐๐๐ ร้านค้านะครับ รวมถึงร้านอาหารธงฟ้าอีกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ร้าน ร้านในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนหรือว่ากลุ่มสหกรณ์ที่อยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกราว ๑๐๐,๐๐๐ ร้าน รวมถึงร้านที่เป็นโชห่วย หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ร้านตลาดนัด ซึ่งร้านเหล่านี้ยังไม่มี การลงทะเบียนกับรัฐนะครับ วันนี้เราก็ใช้กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อที่จะให้เขาได้มีโอกาสได้ขึ้นทะเบียนในระยะเวลาที่เราจะกำหนด คาดว่าจะมีมาอีก ๔๐๐,๐๐๐ ร้านค้า รวมถึงร้านที่เป็นเครือข่าย Supply Chain เป็น Value Chain ของห้างร้านหรือว่าร้านสะดวกซื้อหรืออะไรก็ตามอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ร้าน และในส่วนที่ ท่านเป็นห่วงผมก็เข้าใจก็คืออย่างเช่น ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อมีเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ร้านค้าครับ ที่เขาน่าจะเข้าร่วมนะครับ เพราะฉะนั้นสัดส่วนจำนวนอย่างแรก เลยนะครับ ส่วนมากจะเป็นร้านขนาดเล็ก เป็นร้านของประชาชน เป็นร้านของวิสาหกิจ เป็นสหกรณ์ ในขณะที่ร้านที่เป็นเครือข่ายใหญ่ ซึ่งท่านเป็นห่วงมีอยู่เพียงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ร้าน แต่ก็ต้องเข้าใจครับว่ากลไกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะไหลไปทางนั้นได้ แต่ในประเด็นหนึ่งที่จะต้องชี้แจงก็คือ สำหรับรัฐบาลในครั้งนี้เราพยายามที่จะกระตุ้นให้เกิด การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจนะครับ การจะไปดัดเอาโครงสร้างทางธุรกิจในปัจจุบันด้วยกลไก โครงสร้างของนโยบายนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ ทำในระยะเวลานี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องไปอุดหนุนไปช่วยเหลือสร้างกลไกที่จะทำให้ร้านค้าขนาดเล็กร้านค้าของพี่น้อง ประชาชนมีความเข้มแข็งต่อไปนะครับ ซึ่งตรงจุดนี้ผมเรียนว่าถึงแม้ว่าเงินบางส่วน อาจจะต้องไปใช้ในร้านค้าที่ท่านเป็นห่วงก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าร้านค้าเหล่านั้น ก็ไม่ใช่ผู้ผลิตครับ สุดท้ายก็ต้องนำเม็ดเงินส่งต่อไปยัง Supplier ก็คือตัวผู้ผลิตสินค้าต่อไป เพราะเขาไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้ามาขาย เขาเป็นเพียงแค่ Point of Sale เขาเป็นเพียง แค่จุดขายจุดตั้งวางของเท่านั้นนะครับ🔗

ในเรื่องต่อมาที่จะเรียนให้ทราบก็คือ ในเรื่องของตัวคูณทางเศรษฐกิจ ขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ท่านมีความเข้าใจ แล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่า กลไกนี้อย่าไปมองเพียงแค่ ๒ รอบที่เราได้กำหนดโครงการเอาไว้ โครงการเราพยายาม ที่จะให้ยืนยันว่าอย่างน้อยมีการหมุน ๒ รอบ มีการกระตุ้นการผลิตการจ้างงานในกลุ่ม ที่เราต้องการ เราถึงได้กำหนด ๒ รอบเป็นอย่างน้อยในการที่จะใช้เงินผ่าน Digital Wallet คือต้องมีรอบแรกเป็นรอบระหว่างประชาชนกับร้านค้า รอบที่ ๒ คือร้านค้ากับร้านค้า คือไปซื้อ Supply ไปซื้อสินค้าทุนนะครับ ในขณะเดียวกันหากในกรณีที่ครบรอบ ๒ แล้ว จะมีร้านค้าตัดสินใจในการที่จะไปขึ้นเงินสดก็ตาม อันนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าเงินมันไม่ได้หายไปไหน เม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะอยู่ในรูปแบบของเงิน ใน Digital Wallet หรือมันจะขึ้นเป็นเงินสดกลายเป็นเงินบาท ปกติเป็นแบงก์ที่อยู่ใน กระเป๋าเราก็ตาม สุดท้ายเงินเหล่านี้ยังจะเป็นกลไกในการเคลื่อนหมุนเศรษฐกิจต่อไปอีก หลาย ๆ รอบ เพราะเงินบาทเดิมมันก็จะใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ประเทศไทย อยู่ในภาวะที่เหมือนกับบ่อน้ำที่น้ำไม่พอ ปลาอยู่เยอะเกินไปมันก็ตาย มันก็อยู่ไม่ได้ เราต้องการเติมน้ำเข้าไปในบ่อให้เพียงพอ เพื่อให้ทุกคนมีอากาศเพียงพอสามารถที่จะอยู่ ในระบบเศรษฐกิจร่วมกันได้ แล้วก็สามารถที่จะมีเงินที่จะใช้เพียงพอ Cash Flow มีเพียงพอ ที่จะเดินหน้าระบบเศรษฐกิจต่อไปนะครับ🔗

ในประเด็นสุดท้าย ขอบคุณท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายมา มีความเข้าใจในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งมันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องของเม็ดเงิน ที่ลงไปถึงประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจที่มี ซึ่งเราเชื่อมั่นครับว่ากลไกนี้จะสามารถกระตุ้น เศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมนะครับ แต่อย่างไรก็ตามมันมีประโยชน์อื่น ๆ อย่างเช่น เรื่องของข้อมูลมีการอภิปราย ซึ่งท่านมี Vision มีความเข้าใจได้ลึก ผมเรียนเลยครับว่า ข้อมูลที่จะได้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ระบบ Application กลางของรัฐในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์สูงสุดในการที่จะบริหารจัดการภาครัฐในการที่จะกำหนดนโยบาย ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลเกือบทุกยุครวมถึงสภาก็มีการอภิปรายกันว่า ทำไมไม่หากลไกไปช่วยเหลือพี่น้องกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น แล้วก็บอกจะช่วยอย่างไร จะช่วยในเรื่องของพลังงานนะครับ แต่เราทำไม่ได้ เพราะว่าเราจับตัวไม่เจอ เราหาตัวไม่ได้ กลไกนี้ในอนาคตเราจะเชื่อมโยง ฐานข้อมูล ถังข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เปลี่ยนข้อมูลที่มีเป็นสิ่งที่เรียกว่า Data Lake ซึ่งตรงจุดนี้ จะสามารถวิเคราะห์บริหารในการที่จะจัดสรรเงินงบประมาณที่มีเพื่อไปช่วยเหลือประชาชน ไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างตรงจุดขึ้น เราจะสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมาย เราจะสามารถ ติดตามผลได้อย่างเหมาะสมที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ต่อไปขอเชิญคุณชุติมา คชพันธ์ ครับ🔗

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เนื่องด้วยโครงการนี้ เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ดิฉันไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงขอร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยค่ะ การตัดสินใจครั้งนี้ในวันนี้จะเป็นการกำหนดว่า ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าจะต้องมาแบกรับภาระแทนพวกเราทุกคนหรือไม่ ถ้าได้ผลดี ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจ ประเทศเราก็จะได้กลับมาคึกคัก เศรษฐกิจก็จะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าไม่ดี เม็ดเงินมหาศาลก็จะสูญเปล่าไป ประเทศเราก็จะกลับสู่สถานะยากลำบาก ทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะคะท่านประธาน วันนี้นโยบายนี้จึงเป็นเดิมพัน ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ สำหรับประเทศไทย ในวันนี้ดิฉันขออภิปรายโดยเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจท้องถิ่น และผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ดิฉันมีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของเศรษฐกิจจุลภาค ดังจะได้เห็นในภาพถัดไปนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉันมีคำถามมาตลอดว่า โครงการนี้คุ้มค่าเพียงใด ช่วยได้จริงหรือไม่ ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ และโครงการนี้ทำเพื่อใคร เหตุใดรัฐบาลอยากจะผลักดันนโยบายแจกเงินนี้ให้ได้แม้หลาย ๆ ฝ่าย จะไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ หลาย ๆ คนล้วนแสดง ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสภาพเศรษฐกิจของไทยในตอนนี้ยังไม่วิกฤติถึงขนาด ที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องมีมาตรการอันนี้ออกมา ดิฉันได้พบข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่ง จากอนุกรรมการในการทำงานชุดนี้นี่ละค่ะ มีผลออกมาแล้วว่าโครงการนี้จะทำให้เกิด สภาวะเงินเฟ้อราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงที่มีโครงการ และไม่ได้ส่งผลกระตุ้น เศรษฐกิจในทางบวกมากมายนัก โครงการนี้ไม่ยั่งยืน เศรษฐกิจจะหดตัวเมื่อสิ้นสุดโครงการลง ดังนั้นจึงไม่ควรทำ เนื่องจากสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น นี่คือความเห็นของหน่วยงาน ราชการที่เกี่ยวข้องนะคะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลยังดึงดันที่อยากจะทำตรงนี้อยู่ ดิฉันฟังมาตั้งแต่เช้าที่ท่านพูดมาทั้งหมดดิฉันก็ยังมองไม่เห็นความจำเป็นอยู่ดี ดิฉันมองหา ข้อมูลไปเรื่อย ๆ ดิฉันก็ยังพบว่าโครงการนี้ไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจในชุมชนมากมายอย่างที่รัฐบาล โฆษณาชวนเชื่อเอาไว้แต่อย่างใด โดยเฉพาะเมื่อเราไปดูกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ยุ่งยากมากมาย มีเงื่อนไขเยอะแยะ คนที่จะเข้าถึงก็ไม่เท่าเทียมกัน ไม่ทั่วถึง ถ้าดูจากเกณฑ์ดังกล่าวตอนแรกเลย จากภาพเมื่อสักครู่คนตอนแรกจะได้ประมาณ ๕๕ ล้านคน ตัดโน่นตัดนี่ไป ๆ มา ๆ เหลือ ๕๐ ล้านคน ตอนนี้ดูเหมือนจะเหลือแค่ ๔๕ ล้านคนอีกแล้วค่ะ กฎเกณฑ์เยอะแยะมากมาย ดิฉันเคยได้ยินรัฐบาลพูดว่าโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายในภูมิภาค เลยให้ทุกคนจับจ่าย ในพื้นที่ที่มีทะเบียนบ้านของตัวเอง รวมแล้วประมาณ ๘๗๘ อำเภอ ด้วยการที่ไปซื้อของ จะได้เป็นแบบ Face to Face นี่คือความคิดของรัฐบาล แต่ดิฉันมองว่าเป็นเงื่อนไข ที่ไม่ถี่ถ้วนเลย ท่านกำหนดเงื่อนไขโดยที่ไม่ได้คำนวณให้รอบคอบใช่หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว เงื่อนไขแบบนี้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายอะไรตามมาบ้าง ยกตัวอย่างค่ะ คนที่อยู่ต่างถิ่นต้องลางาน เพื่อไปใช้เงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านคิดว่าเขาไปได้อย่างไรคะ ค่ารถทัวร์ ค่ารถไฟ ค่าเครื่องบิน เขาต้องใช้เงินสดในการซื้อตั๋วใช่หรือไม่ เงิน Digital Wallet ยังอยู่ ในอากาศอยู่เลยนะคะ สมมุติว่าดิฉันมาทำงานกรุงเทพมหานคร ดิฉันจะกลับไปพัทลุง ดิฉันต้องจ่ายค่าตั๋วก่อนใช่ไหมคะ นั่นคือเงินสดนะคะ และเมื่อไปถึงดิฉันก็ต้องซื้อของ ทีนี้ลักษณะของการซื้อของคนที่อยู่ต่างถิ่นเขาต้องลางานไป เพราะฉะนั้นเวลาซื้อของ ก็จะซื้อของเยอะแยะไปหมดเลย นั่นกลายเป็นว่าเม็ดเงินก็จะกระจุกอยู่แค่บางส่วนบางร้าน เท่านั้น เงินไม่ได้กระจายเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ท่านพูด ทีนี้ในลักษณะของคนที่อยู่ในพื้นที่ อยู่แล้วเขาก็จะซื้อเรื่อย ๆ ของใช้ประจำวัน อุปโภคบริโภค อย่างที่ท่านต้องการนั่นละค่ะ นั่นคือพฤติกรรมก็จะแตกต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะที่บอกว่าให้กลับไปในท้องถิ่นของตัวเอง แล้วกลับไปซื้อ แล้วยิ่งในกรณีที่บอกว่าในอำเภอนั้นซื้อของที่นั่น แล้วถ้าบางอำเภอไม่ได้มีของ ที่เราอยากจะได้ อำเภอที่ห่างไกลออกไปเป็นชนบทและมีของขายไม่เยอะ รัฐบาลรู้ได้อย่างไร ว่าประชาชนต้องการอะไรบ้าง สุดท้ายโครงการนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของ ประชาชนนะคะ สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งที่ตามมาค่ะ คืออาจจะมีการขายสิทธิเกิดขึ้น ความหมายของดิฉันก็คือว่า เมื่อไม่มีของที่ตัวเองอยากจะได้ก็ขายสิทธิให้คนอื่น ซื้อของ ที่คนอื่นอยากได้แต่เราเอาเป็นเงินสดมา นี่คือเกิดการแลกเปลี่ยนนอกระบบขึ้นมา ดิฉันอยากจะถามรัฐบาลว่าท่านคิดดีแล้วจริง ๆ หรือกับกฎเกณฑ์นี้ นี่คือการเปิดโอกาส ให้ปลาใหญ่กินปลาเล็กมากขึ้นแล้วก็มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นานานอกระบบเกิดขึ้นมาอีกมากมาย🔗

ประการต่อมา ที่ดิฉันอยากจะเห็นในภาพถัดไปนะคะ ที่ดิฉันเป็นกังวล ในเรื่องเงื่อนไขแปลก ๆ ที่ท่านตั้งขึ้นมานี่ละค่ะ ที่บอกว่าถ้าเงินฝากไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดูจากเงินฝากประจำ เงินออมทรัพย์มารวมกัน แต่ไม่นับสลากออมสิน ไม่นับสลากออมทรัพย์ หุ้นพันธบัตร นี่คือช่องโหว่ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานไปบอกรัฐบาลนะคะ รัฐบาล ไม่ทราบหรือคะ หรือทราบแล้วหลงลืมไปว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่ คนทั่วไปเขาเก็บเงินนี่เขาไป เก็บไว้ในสลากออมสิน เขาไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตรกัน เงินในบัญชีจริง ๆ ออมทรัพย์จริง ๆ อาจจะเหลือไม่เยอะค่ะ เก็บไว้แค่พอใช้จ่ายในรายเดือนเท่านั้น นั่นแปลว่าอะไร บางคน มีสลากออมสินเป็นล้านนะคะ แปลว่าถ้าเขาเข้าเกณฑ์ข้ออื่นข้อนี้เขาก็ผ่านใช่ไหมคะ เขาก็ได้ด้วยถูกหรือไม่ นี่คือช่องโหว่ที่เราควรต้องมานั่งคิดกันดี ๆ ว่ามันไม่มีทางทั่วถึง เท่าเทียมได้หรอกค่ะ กับกฎเกณฑ์นี้ของท่าน🔗

สไลด์ถัดไปนะคะที่เป็นกังวลอีกประการหนึ่งที่อยากจะเห็น เพราะว่าดิฉัน มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณเยอะมาก ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา ด้านอื่น ๆ เงินไม่ได้กระจายสู่ชุมชนอย่างจริงจัง ธุรกิจที่โดนมองข้ามคือธุรกิจบริการ ดิฉันไม่เชื่อว่าเงินนี้จะหมุนเวียนในชุมชนได้อย่างแท้จริง ทำไมหรือคะ ท่านดูนะคะ ธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ ความงาม สปา นวดแผนไทยโดนตัดออกไปหมดเลยค่ะ ไม่เข้าเกณฑ์เลย อันนี้คือน่ากังวลนะคะ เช่น ยกตัวอย่างให้ฟังค่ะ ร้านเสริมสวยใช้ Digital Wallet ไม่ได้ โดนตัดออกไปนะคะ แต่ในขณะที่มีข้อมูลระบุว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีร้านเสริมสวยหรือร้านทำผม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าร้านทั่วประเทศ ธุรกิจความงาม และเสริมสวยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๓.๔ แสนล้านบาท ขยายตัวเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจนี้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนรายได้สู่ชุมชนมากขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่อยู่ในเกณฑ์ การได้เงินล่ะคะ🔗

ประการต่อมาคือร้านนวด ร้านสปา นี่ก็ใช้ Digital Wallet ไม่ได้นะคะ ท่านตัดออกไป ประเทศไทยมีผู้ประกอบการสปานวดทั้งหมดมากกว่า ๔๐,๐๐๐ แห่งนะคะ มูลค่าทางเศรษฐกิจปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท มีเฉลี่ยเติบโตปีละประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมสปาและนวดแผนไทยมีความเกี่ยวข้องกับแรงงานไทยจำนวนมาก ถึง ๖.๕ แสนคน นี่ยังไม่รวมที่เราส่งออกคนที่มีฝีมือด้านนวดแล้วไปต่างประเทศอีก เม็ดเงิน หมุนเวียนขณะนี้ทำไมถึงไม่อยู่ในเกณฑ์การใช้เงินได้คะ ร้านค้าในภาคบริการนี้โดนตัดออกไป หมดเลย การท่องเที่ยวอะไรก็โดนตัดออกไปหมดเลย ท่านประธานคะ ทุกครั้ง ที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคผลิตไปต่อไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็มีแต่ภาคบริการนี้ที่โอบอุ้มไว้ ให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้า แต่ในเวลาแบบนี้รัฐบาลประกาศปาว ๆ ว่าท่านจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านจะช่วยอย่างทั่วถึง แต่ภาคบริการโดนลืมไป โดนทิ้งเอาไว้แบบนี้ ท่านช่วยอย่างทั่วถึง ได้อย่างไร ท่านพูดคำนี้ได้อย่างไรคะ🔗

ต่อมาค่ะที่ดิฉันอยากจะให้เห็นนะคะ ดิฉันยกตัวอย่างให้ดูในห่วงโซ่อุปทาน ของภาคบริการเลย ท่านอาจจะบอกว่าไม่ให้ภาคบริการ เพราะว่าอาจจะไม่ได้หมุนเวียน หลายต่ออย่างที่ท่านต้องการ แต่ดิฉันไม่เห็นแบบนั้นนะคะ ยกตัวอย่างอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไปเที่ยวแน่นอนค่ะเกิดรายได้ต่อไกด์ทัวร์ บริษัททัวร์ พนักงาน แรงงานที่อยู่ในวงการนั้นทั้งหมด ในอุตสาหกรรมนั้น ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ไม่ว่าจะขับรถ ไปเองหรืออะไรก็ตามเดินทางทุกแบบทุกอย่างเกิดรายได้หมดเลย นี่คือยกตัวอย่างแค่ ภาคอุตสาหกรรมเดียวนะคะ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไปไม่ได้เลยค่ะที่บอกว่าท่านต้องการให้มันมี การหมุนเวียนหลายรอบ และการบริการไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ทำได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นรายได้ควรจะทั่วถึง เช่นเดียวกันธุรกิจภาคบริการโดยรวมมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย อย่างต่อเนื่อง มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เลยนะคะ ในภาคบริการมีการจ้างงานสูงถึงร้อยละ ๕๓ ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ มีการจ้างงาน ถึงประมาณ ๒๐ ล้านตำแหน่ง ดิฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ให้เงินใช้กับภาคบริการ ให้เข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ได้ หรือเพราะว่าการเบิกเงินมันไม่ใช่เงินสด ท่านก็เลยคิดว่า มันยุ่งยากก็เลยละเลย มองข้าม แล้วก็ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวแบบนี้สำหรับธุรกิจภาคบริการ ดิฉันจึงอยากจะขอถามเสียงดัง ๆ แทนพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการภาคบริการว่าท่านจะทำ โครงการนี้ไปทำไม ในเมื่อไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียมกันแบบนี้แล้วใครจะดูแลภาคบริการคะ ถ้ารัฐบาลไม่ดูแล ต่อมาค่ะ ที่ดิฉันดูแล้วดิฉันเจ็บปวดใจเมื่อดิฉันอ่านเงื่อนไขของท่านนะคะ ในภาพถัดไปเลยนะคะ คือ Digital Wallet ไม่สามารถซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีเพิ่งบอกไปนะคะว่า เหตุผลที่ไม่ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาสูง และอยากจะให้กระจายไป ดิฉันมองว่าท่านไม่ต้องคิดแทนประชาชนหรอกค่ะว่าเขาจะอยากได้ สินค้าอะไร หน้าที่ของท่านคือเปิด หน้าที่ของท่านคือทำให้เงื่อนไขมัน Flexible ที่สุด ให้ยืดหยุ่นที่สุด ให้ประชาชนใช้งานได้ที่มากที่สุดนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะให้ท่าน เปิดเงื่อนไขนี้และดิฉันอยากจะบอกนะคะ ฝากท่านประธานไปบอกยังรัฐบาลว่าเคยมีคน ในรัฐบาลออกมาแถลงนะคะว่า ไม่อนุญาตให้นำเงินไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะ Brand ส่วนใหญ่ เป็น Brand ต่างประเทศ ท่านประธานคะ รัฐบาลไม่ทราบหรือลืมคะว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เป็น Brand ไทยมีหลายยี่ห้อแล้ว เราส่งออกไปเยอะค่ะ ในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๖๖ เราส่งออกถึง ๑ ล้านล้านบาท ในขณะที่นำเข้าแค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราส่งออกเกินดุลนะคะสำหรับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการที่ให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้นี้มันจะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เกิดการจ้างงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ Dealer ทั้งหมดได้รับผลดีหมดเลย แต่การที่ทำ แบบนี้คนได้รับผลกระทบคือประชาชนนะคะ รวมถึงแรงงานทั้งหมดค่ะ🔗

ประการต่อมาค่ะ ดิฉันยังมีข้อกังวลอีกนิดหนึ่งนะคะ ในเรื่องของร้านค้า ที่เข้าร่วมโครงการ ดิฉันจะขอพูดสั้น ๆ อีกนิดหนึ่ง เกี่ยวกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ในภาพถัดไปนะคะ เนื่องจากว่าถ้ามองในมุมผู้ประกอบการดิฉันก็รับฟังมาเยอะนะคะ ผู้ประกอบการก็กังวลว่าเขาไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะว่าผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีทั้งหมด ๑.๔ ล้านรายในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบบภาษี นิติบุคคลมีแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในเมื่อใช้ไม่ได้แล้วเงินจะถึงรายย่อยได้อย่างไรนะคะ ดิฉันก็ยังคงยืนยันอยากจะขอฝากว่า อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องนี้ให้คุ้มค่า และเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเดี๋ยวท่านจะเพิ่มมาท่านรัฐมนตรี บอกว่าอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย ดิฉันก็นั่งเกาหัวเลยค่ะว่า เอ๊ะ แล้วท่านจะเปลี่ยนเงื่อนไข หรือไม่ หรือทำอย่างไรอีก ๔๐๐,๐๐๐ รายเมื่อสักครู่นี้จะเพิ่มไปได้อย่างไร ถ้าเพิ่มได้ก็ดีค่ะ แต่ดิฉันฟังแล้วดิฉันก็ยังสงสัยนะคะ คือทำไมเงื่อนไขมันซับซ้อนยุ่งยากขนาดนี้เมื่อพูดถึง เศรษฐกิจชุมชน ดิฉันก็อดที่จะเป็นห่วงพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้จากเงื่อนไขข้างบน เพราะว่า เงื่อนไขมันเยอะแยะจริง ๆ เลย สุดท้ายแล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินที่เกิดจากโครงการนี้ ไม่ไปกองอยู่ที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง หรือนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ ในขณะที่หนี้ที่กู้มานี้ประชาชนต้องมารับแทน ต้องจ่ายแทนตลอดเวลา ดิฉันหวังว่าสุดท้ายแล้วนะคะ คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ว่ามีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่บางราย รวยแล้วรวยอีก รวยต่อ ส่วนประชาชนก็จะเป็นเครื่องมือจนแล้ว จนอยู่ จนต่อไป ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก วน Loop อยู่แบบนี้ไม่รู้จบ เงินกำลังจะหมุนไป หมุนไป หมุนไปเรื่อย ๆ แต่หมุนไป ที่ใครก็ไม่รู้นะคะ🔗

อีกนิดหนึ่งค่ะ สุดท้ายแล้วนะคะ ดิฉันอยากให้ดูกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพราะว่าดิฉันเคยได้ยินว่ารัฐบาลบอกว่าโครงการนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ดิฉันไปศึกษามาค่ะ ดิฉันพบว่าญี่ปุ่นเคยทำโครงการนี้จริงค่ะ ใช่ค่ะ เขาเคยทำ แต่ผลสุดท้ายที่เคยทำเขาบอกว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วมันก็ไม่ได้เกิดผลดีค่ะ เพราะที่ผ่านมามันเกิดการทดแทนการบริโภค ข้ามเวลาแปลว่าผู้บริโภคซื้อในช่วงเวลาที่เร็วขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของโครงการ แต่ไม่ได้มีการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้นแต่อย่างใดเลย พอเราไปดูเกาหลีใต้ค่ะ เกาหลีใต้ ก็เคยทำที่คล้ายเคียงกัน ปรากฏว่าเขาก็ซื้อแค่ช่วงนั้น ยอดขายเพิ่มขึ้นช่วงนั้น แต่นอกนั้น พอจบโครงการก็ไม่ได้มีผลอะไร เพราะผู้บริโภคไม่ได้มีการใช้เงินที่เป็นส่วนของตัวเองเพิ่มเติม แต่เป็นเงินที่รัฐบาลนำมาแจก นี่คือปัญหานะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นข้อดีของโครงการนี้เลย ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ ดิฉันจึงไม่รับหลักการ🔗

และสุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากไปเพื่อนสมาชิกทุกท่าน อยากจะฝากไปที่ สส. ทุกพรรคที่อยู่ในที่นี้นะคะ ดิฉันอยากจะให้ท่านถามตัวเองอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ท่าน จะปล่อยให้โครงการแบบนี้เกิดขึ้น ก่อนที่ท่านจะโหวตในวันนี้นะคะ ถ้าโครงการนี้ล้มเหลว และสร้างปัญหาให้ประเทศตามมาแบบที่ต้องชดใช้อีกหลายสิบปี ท่านจะอธิบายกับตัวท่านเอง ในหลายสิบปีข้างหน้าอย่างไร ท่านจะอธิบายกับลูกหลานอย่างไร ดิฉันอยากจะให้ท่านนึกถึง ตัวท่านในวันที่ไม่ได้มานั่งในห้องนี้ วันที่ท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้ วันที่ท่านไม่ได้เป็น สส. แล้ว ท่านจะภูมิใจกับตัวท่านในวันนี้หรือไม่ ท่านคิดให้ดีนะคะ นี่คือผลพวงมหาศาลที่จะไป ในวันข้างหน้า ท่านจะชื่นชมตัวเองหรือจะก่นด่าตัวเองย้อนหลัง ท่านคิดให้ดี ๆ นะคะ ท่านยังเลือกได้นะคะ แต่ท่านยังดึงดันที่จะทำกันต่อไปก็ขอให้รับผิดชอบผลที่จะตามมา รับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมาด้วย ขอให้โชคดี ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เราคิดว่าวิกฤตินะคะ ตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวมา ความต้องการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ให้ทันสมัย ก้าวทันโลก รัฐบาลจำเป็นต้องมีชุดนโยบายเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะกลาง นโยบาย Digital Wallet เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน ในพื้นที่ต่าง ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ของพี่น้องประชาชน นโยบาย Digital Wallet คือการมุ่งสร้างความหวังให้กับประชาชน ทุกคนกลับมายืนขึ้นมีกำลังอีกครั้ง โดยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนการรดน้ำ ที่รากของต้นไม้ โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนภายในชาติ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ นโยบาย Digital Wallet ของรัฐบาลนี้จึงเหมือนการยื่นการดน้ำให้กับประชาชนคนไทยกว่า ๕๐ ล้านคน และขอความร่วมมือให้ช่วยกันรดน้ำต้นไม้ในครัวเรือนไปพร้อม ๆ กัน รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และพรรคเพื่อไทย เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของพี่น้องประชาชนค่ะ เราเคยประสบความสำเร็จจากการใช้ Dual Track Policy เพื่อฟื้นฟูประเทศจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ๒๕๔๔ โดยสร้างความต้องการจับจ่ายให้เกิดขึ้น กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร โครงการ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อธนาคารประชาชนและอีกมากมาย ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ การท่องเที่ยว การส่งออก เพื่อสร้างความเติบโตในระยะยาว ทำให้ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๔๔ พุ่งขึ้นเป็น ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ในยุคนั้น ว่าจะอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าสูงเกินกว่าที่ประมาณการไว้ถึง ๓ เท่า ช่วงปี ๒๕๔๔-๒๕๔๘ ประเทศไทยเจอสารพัดวิกฤติ อย่างเช่น ไข้หวัดนก สึนามิ น้ำมันราคาพุ่ง เศรษฐกิจไทย ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉลี่ย ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ตลอดมา ท่านประธานคะ เพื่อให้ประชาชน มีความมั่นใจกับยุคสมัยปัจจุบัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง Digital Wallet ได้ผ่าน การศึกษาค่ะ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้อย่างมี ประสิทธิภาพ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างนะคะ ซึ่งอาจจะมีมุมมองต่างกับท่านที่อภิปรายไว้นะคะ ซึ่งเราก็มีหลายมุมในการที่เราจะยกตัวอย่างประเทศที่ใช้แล้วประสบความสำเร็จนะคะ ดิฉันขอยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในวิกฤติทางการเงิน ที่เรียกว่า Hamburger ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง ทางการเงิน ในไตรมาสที่ ๔ ของ พ.ศ. ๒๕๕๐ การเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือเราเรียกว่า Real GDP เหลือแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George Walker Bush) จึงนำเสนอ พ.ร.บ. กระตุ้นเศรษฐกิจที่เรียกว่า Economic Stimulus Act of 2008 ด้วยการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์นะคะ ย้ำว่าอย่างเป็นเอกฉันท์ จากรัฐสภา จาก พ.ร.บ. นี้ทำให้คนอเมริกัน ๑๓๐ ล้านคน ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ในรูปแบบของเช็ค สามารถขึ้นเงินได้จากธนาคารท้องถิ่น ๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ ๒๑,๐๐๐ บาท ๓๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๑๐,๕๐๐ บาทสำหรับบุตร คุณสมบัติของบุคคล ที่ได้รับเงินก้อนนี้ต้องมีรายได้ประจำปีต่ำกว่า ๗๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๒,๖๒๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานคะ ด้วยนโยบายนี้ใช้เงินไปทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๓,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้การบริโภคของครอบครัวปกติในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ การบริโภคส่วนตัว Personal Consumption Expenditures ได้เพิ่มขึ้น ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๒ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ ๓ สำคัญที่สุดค่ะ นโยบายนี้ ได้ประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา Real GDP ไม่ให้ตกอย่างที่ คาดการณ์ สามารถเพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจในยามวิกฤติทางการเงินได้จริง🔗

ตัวอย่างที่ ๒ ซึ่งเมื่อสักครู่ทางท่านสมาชิกก็ได้ยกตัวอย่าง แต่อาจจะเป็น คนละมุมมองกัน ตัวอย่างที่ ๒ คือประเทศญี่ปุ่นค่ะท่านประธาน ประเทศญี่ปุ่นได้รับ ผลกระทบสาหัสจากการระบาดของโควิด-๑๙ ในปี ๒๕๖๓ ญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉิน ทั่วประเทศ งดการเดินทางเข้าประเทศ เลื่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียว ออกไป ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า Recesession นะคะ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นท่านชินโซ อาเบะ (Abe Shinzo) จึงนำเสนอโครงการแจกเงิน พิเศษที่เราเรียกว่า Special Cash Payment Program ปี ๒๕๖๓ ใต้โครงการนี้ทุกคน ที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบ Basic Resident Registration จะมีสิทธิรับเงิน ๑๐๐,๐๐๐ เยน หรือราว ๆ ๒๓,๐๐๐ บาท ซึ่ง Package การกระตุ้นเศรษฐกิจนี้มีมูลค่าเป็นจำนวนเงิน ๑๒,๘๘๐,๐๐๐ ล้านเยน หรือเท่ากับใช้เงินทั้งหมด ๓ ล้านล้านบาท ทำให้การบริโภค ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงการบริโภคที่เราเรียกว่า MPC หรือ Marginal Propensity to Consume ได้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ และการใช้จ่ายในสินค้าและบริการ ในญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ด้วย ท่านประธานคะ โครงการแจกเงินพิเศษ Special Cash Program ได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มการบริโภคของญี่ปุ่นในยามวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์และยุโรปก็เริ่มทำโครงการคล้ายกับ ที่ญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงการลักษณะนี้สามารถช่วยประเทศที่อยู่ในสภาวะวิกฤติ ทางเศรษฐกิจได้จริง🔗

ทีนี้กลับมาที่ประเทศไทยนะคะ ในประเทศไทยแน่นอนเรามีภาวะวิกฤติ เศรษฐกิจ นโยบาย Digital Wallet จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทย นโยบาย Digital Wallet ได้เรียนรู้จากนโยบายการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติจากหลายโมเดลจากต่างประเทศ ทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงิน การถอนออกมาเป็นเงินสด ที่เทคโนโลยีสมัยก่อนทำไม่ได้ เราศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพของการหมุนเวียนของเงิน ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ใหญ่มากขึ้น เช่น กำหนดว่าเงินดิจิทัลนั้นต้องหมุน ๑ รอบก่อนที่จะเบิกออกมาเป็นเงินสดได้ ส่งผลให้มีการหมุนของรอบของเงินในระบบ เศรษฐกิจมากขึ้น อีกทั้งเมื่อทำการเบิกเป็นเงินสดได้แล้วต้องมีขั้นตอนแรก การแลกเงิน ซึ่งแม้จะไม่เรื่องยากแต่การใช้เงินดิจิทัลที่ยังอยู่ในระบบย่อมง่ายกว่า ซึ่งอันนี้ก็จะส่งผลให้ พี่น้องประชาชนอาจจะเก็บเงินในรูปของ Digital ไว้เพื่อการหมุนในระบบได้หลายรอบขึ้น นานขึ้น ส่งผลให้นโยบายนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการปรับปรุงด้านเทคโนโลยีที่สมัยก่อน ไม่สามารถทำได้🔗

อีกประการหนึ่งในการปรับปรุงนโยบาย Digital Wallet คือการกำหนด สินค้าต้องห้ามหรือที่เราเรียกว่า Negative List ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ประชาชน ซื้อสินค้าอบายมุขที่ลดทอนความสามารถและศักยภาพของบุคคล รวมถึงกำหนดไม่ให้ ซื้อสินค้าที่เป็นลักษณะการนำเข้า เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะเป็นการลดประสิทธิภาพของ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ จากการคาดการณ์นโยบาย Digital Wallet จะส่งผลให้ เศรษฐกิจไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ การกำหนด Negative List ใหม่จะส่งผลให้เกิดการเติบโต มากขึ้นกว่าการคาดการณ์ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนในการร่วมกันกระตุ้น เศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เราคาดหวังจะได้เห็นตัวเลข GDP ไทยโตถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ บางท่านชอบบอกว่าเศรษฐกิจไม่วิกฤติ แต่ทายผิดทุกไตรมาส ประชาชน จำนวนมากยังลำบากค่ะ รายได้ยังไม่ฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนอันดับ ๗ ของโลก การลงทุนอยู่ใน ระดับต่ำกว่าศักยภาพมานาน🔗

ดิฉันขอย้ำว่านโยบาย Digital Wallet ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการมอบ โอกาสและตัวช่วยให้ประชาชนทุกคนฟื้นจากเศรษฐกิจที่ติดหล่มมากว่าครึ่งทศวรรษ เพื่อให้ทุกคนสามารถฟื้นตัวขึ้นมา ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศไปด้วยกัน โดยเริ่มต้นจาก การฟื้นเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย โดยการขับเคลื่อนของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ที่มีนโยบาย Digital Wallet นี้ เป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญค่ะ ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ไม่น่าจะมี ปัญหาในหลักการของโครงการนี้ เพราะท่านคงจำได้ว่า พรรคก้าวไกลเคยยอมรับหลักการ ที่จะใส่นโยบาย Digital Wallet ไปใน MOU ในช่วงจัดตั้งรัฐบาล ฉบับเดียวกันกับที่ สส. ท่านหนึ่งที่ยังไม่ Move On และยังถามถึงเมื่อการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมานะคะ🔗

ท่านประธานคะ ท้ายสุดนี้ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ครับ🔗

นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รวมถึงตั้งประเด็นคำถามหลาย ๆ ประเด็น เพื่อให้คลายข้อสงสัย ในโครงการ Digital Wallet แจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากผมไม่คิดว่าโครงการนี้ จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ลึกถึงรากฐาน และสามารถสร้างพายุหมุนไปถึงรากหญ้า ได้อย่างจริง ต้องขอขอบคุณนะครับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการมานั่งฟัง ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าผมมีหลายคำถามที่อยากจะถามท่าน และหวังว่าท่านจะได้ตอบให้หายสงสัย ยอมรับครับท่านประธานว่าตั้งแต่มีการเลือกตั้งหาเสียง นโยบาย Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นที่น่าสนใจต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก อย่างที่ผมเคยอภิปรายตอนแถลงนโยบายครับ ว่าสิ่งที่ผมกังวลที่สุดไม่ใช่แหล่งเงินทุน เพราะสุดท้ายผมเชื่อครับว่ารัฐบาลจะสามารถ หาเงินมาได้ แต่จะเป็นเงินประเภทไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าการทำงานของรัฐบาล แต่ดีครับ ที่รัฐบาลชุดนี้ โดยมีท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านบอกครับ โครงการนี้ไม่กู้ แน่นอนครับ ขออนุญาตเปิดคลิปได้ไหมครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สงขลา

ขอบคุณครับ นั่นละครับ ท่านบอกแล้วครับ ท่านไม่กู้ สิ่งที่ผมกังวลและคิดว่าหลายท่านก็ได้ศึกษากับนโยบายฉบับนี้ คิดเห็นเหมือนกันครับ คือการกำหนดเม็ดเงินลงทุนว่าจะสามารถดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาไปจนถึงกระตุ้น เศรษฐกิจได้ตรงเป้าหรือไม่ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายยกตัวอย่าง ถึงประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจจะเป็นอย่างญี่ปุ่น อย่างเกาหลี ท่านยกตัวอย่างในประเทศ ที่พัฒนาที่เจริญครับ เหมือนยกตัวอย่างหนังที่จบแบบ Happy Ending แล้วทำไม ไม่ยกตัวอย่างประเทศที่แจกเงินแล้วไม่พัฒนาบ้างละครับ ทำไมไม่คิดถึง Worst Case ที่จะตามมาและผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนบ้างละครับ และที่สำคัญครับ นโยบายโครงการ Digital Wallet ผมก็เพิ่งเห็นนี่ครับ ทุก ๆ นโยบายเวลาเราหาเสียงกับพี่น้องประชาชนมันต้อง คิดเสร็จ ครบ จบทุกอย่างหมดแล้วครับท่านประธาน เพิ่งจะมีนโยบายนี้ละครับ คิดไปทำไป วันที่หาเสียงก็คิดแบบหนึ่ง จะแจกจะจ่ายทุกคน วันที่ชี้แจง กกต. ก็พูดอีกแบบหนึ่ง ตั้งรัฐบาลมาแล้วก็บอกอีกแบบหนึ่ง ก็ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนมาเปลี่ยนไป จนเกิด การสับสนครับ ผมมองว่าความไม่ชัดเจนและการกำหนดนโยบายนี้ยังไม่ครอบคลุม ผมได้มีโอกาสได้อ่าน เอกสาร PBO ของรัฐสภาฉบับนี้ ฟังบทสัมภาษณ์หลายครั้งของท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่าน ก็ยังงง ๆ สงสัยอยู่ว่าสรุปนโยบายนี้จะเอาเงินมาจาก ตรงไหนบ้าง จะทำอย่างไร จะแจกใครบ้าง ตรงจุดหรือไม่ ท่านบอกเหตุผลว่าจะกระตุ้น เศรษฐกิจลงทุนระยะสั้น แต่หลังจากศึกษาครับ เงินจำนวน ๔.๕ แสนล้านบาท ถ้าท่าน ไปลงทุนมันควรจะได้ระยะกลาง ระยะยาว และได้สิ่งดี ๆ กลับเข้ามาหรือเปล่าครับ วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถึงรากหญ้า ท่านคิดว่าจะตรงจุด จะเข้าเป้าได้มากน้อยแค่ไหนครับ คุณสมบัติกลุ่มเป้าหมายอายุ ๑๖ ปี จริง ๆ ผมก็มีคำถามครับ แต่ท่านรัฐมนตรีตอบไปแล้วว่าไม่ได้มองว่าอีก ๔ ปี เขาจะเป็น First Voter แต่ตอนขึ้นเวที หาเสียงครับ ตอบคำถามบอกพี่น้องประชาชนบ้านนั้นมีเด็กเกิน ๑๖ ปีกี่คน ๖ คนเอาไป ๖๐,๐๐๐ บาท ๑๐ คนเอาไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมยอมรับครับ ผมชื่นชมนะนโยบายนี้ ผมยอมรับวิธีหาเสียงท่านว่าสุดยอด ท่านใจถึงมาก ใจถึงเงินแผ่นดิน เงินพี่น้องประชาชน เป็นบ้านผม ขออนุญาตนะครับ เขาเรียกว่าหรอยเบี้ยเพื่อนครับ ไม่ได้เบี้ยตัวเองครับ ท่านประธาน มาถึงการกำหนดประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นร้านขนาดเล็ก และต้องเล็กขนาดไหนครับ ไม่รวมห้างสรรพสินค้า ใช้กฎเกณฑ์อะไรในการกำหนดคุณสมบัติ ถ้าสมมุติว่ามีร้านเพิ่งก่อสร้างกำลังจะจด VAT จดช้าสุดได้เมื่อไร ลงทะเบียนได้ช้าสุด ได้เมื่อไร ผ่อนผันได้ไหม เพราะท่านอยากให้ตรงจุดนี่ครับ อยากให้ถึงรากหญ้า ผมมองว่า ทรัพย์สินเงินของรัฐบาลที่จะเอาไปใช้ใน พ.ร.บ. เพิ่มเติมฉบับนี้ สุดท้ายผมกังวลว่าจะตกถึง กลุ่มทุนไม่กี่คน เพราะผมเชื่อว่าก็อาจจะต้องมีการ Lock Spec ต้องเป็นร้านที่ใบเสร็จ ร้านที่มี Slip แล้วร้านที่เป็นโชห่วยจะทำอย่างไรครับ🔗

ต่อมาครับท่านประธาน ประเภทสินค้าและจำพวกที่สามารถใช้จ่ายได้ ผมเห็นด้วยครับกับ Negative List ที่ท่านคิดขึ้นมา ไม่เอาแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาสูบ แต่ผมแค่ สงสัยน้ำมันครับ เกิดวันนี้พี่น้องขับแท็กซี่ ขับมอเตอร์ไซค์ หรือพี่น้องแถวบ้านผมต้องการ ตัดยางครับ จะขับรถไปตัดยางต่างก็ต้องใช้น้ำมันทั้งสิ้น และที่สำคัญเวลาไปเติมที่ปั๊มต่าง ๆ ก็ต่างมีใบเสร็จ มีใบกำกับภาษีทุกอย่างเรียบร้อย ทำไมน้ำมันตรงนี้ใช้ไม่ได้ครับ เครื่องใช้ไฟฟ้าครับ ท่านก็เพิ่งกำหนดออกมาว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่อนุญาต ไม่สามารถจับจ่าย ใช้สอยได้ ท่านครับ วันนี้ข้างนอก ประเทศไทยบ้านเราร้อนกี่องศาแล้วครับ จะซื้อพัดสักตัว เอาเงิน Digital Wallet ก็ซื้อไม่ได้ ก็ต้องร้อนกันต่อไปอย่างนี้ครับ ไหนจะตู้เย็น บางคน กลับบ้านมาเหนื่อย ๆ อยากกินน้ำเย็นก็ต้องไปซื้อน้ำแข็งมาอีก ซื้อกระติกมาอีก หรือบางคน โชคดีหน่อยครับมีตู้เย็น วันดีคืนดีอยากอุ่นกับข้าวไมโครเวฟก็ซื้อไม่ได้ ท่านต้องระบุ ให้ชัดนะครับ บางอย่างมันควรจะอะลุ่มอล่วยได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทไหนบ้าง🔗

ต่อมาครับ กำหนดเงื่อนไขของจ่ายระหว่างประชาชนกับร้านค้า อำเภอ เดียวกัน ต้องอำเภอเดียวกันกับทะเบียนบ้านที่อยู่ ผมขอบคุณนะครับที่ท่านไปรับฟัง แล้วท่านไปปรับ จากตอนแรกที่ท่านบอกระยะรัศมีอยู่ที่ ๔ กิโลเมตร ตอนนี้ท่านบอก เป็นอำเภอเดียวกัน ผมก็เชื่อครับว่าหลังจากที่พวกเราสะท้อนไปเยอะ ติไปเยอะ ท่านก็รู้จัก ปรับปรุง นับเป็นสิ่งที่ดีครับ ไหนจะชำระเงินแบบ Face to Face นี่ก็จะเป็นปัญหาครับ เป็นปัญหาอย่างไรครับ คนที่อยู่ต่างภูมิลำเนา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คนทำงาน จะต้อง ทำอย่างไรครับ สมมุติผมบ้านอยู่จังหวัดสงขลา มาทำงานในเมือง จะไปซื้อของก็ซื้อไม่ได้ ต้องกลับไปซื้อที่สงขลา ท่านลองนึกภาพนักเรียน นักศึกษาสิครับ ถ้าเขาจะบินกลับไป บ้านเขา แค่ค่าเครื่องบินผมว่าก็หมดแล้วครับ ยังไม่รวมค่าเดินทาง ถ้าเป็นค่ารถอีก ค่าอะไรอีก เสียเวลาอีก เราจะดูแลเขาอย่างไรครับ เราจะเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ถูก จริงหรือครับ นี่ยังไม่ต้องนับผู้ป่วยติดเตียงนะครับ ที่แม้แต่จะลุกจะเดินออกจากบ้าน ก็ยังไม่ได้ จะไปซื้อของยิ่ง Scan หน้า ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เงินไม่ได้ทุกคนครับท่านประธาน แต่หนี้ได้ทุกคนครับ🔗

ข้อต่อมาครับ เงื่อนไขของการถอนเงินสดระหว่างร้านค้า ร้านค้าก็ต้องจ่าย ผ่านไปอีก สมมุติร้านโชห่วยครับ ร้านโชห่วยก็ต้องไปซื้อของที่มา Stock ต่อไปอีกทอด ๒ ทอด ถึงจะสามารถหมุนเป็นเงินสดได้ แต่ผมถามครับว่ามันจะช่วยเหลือร้านโชห่วยได้จริง หรือครับ กระแสเงินทำให้เขาหมุนได้ มันจะจริงหรือครับ มันจะช้าหรือเปล่า ที่สำคัญครับ ต้องเป็นคุณสมบัติตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ท่านกำหนดสิครับ ท่านชี้แจงมาเลยครับ คุณสมบัติมีอะไรบ้าง ทุกวันนี้ต้องชี้แจงคุณสมบัติร้านค้าได้แล้วครับ ไม่ใช่ชี้แจงแค่ใคร จะได้รับสิทธิ แล้วร้านค้าท่านอยากให้เศรษฐกิจหมุนเวียนถึงรากหญ้า แต่วันนี้ท่านไม่บอก แล้วเขาจะหมุนเวียนอย่างไรครับ🔗

สุดท้ายครับ สิ่งที่ผมกังวล ผมกังวลว่าพายุหมุนใหญ่ทางเศรษฐกิจนี้ที่ท่าน กล่าวอ้างมาตลอด มันจะกลายเป็นพายุฝุ่นตลบ พัดพาทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เราบอกว่า GDP จะโต เศรษฐกิจจะโต เราไม่พูดถึงหนี้ก้อนนี้ที่กำลังจะโตด้วยหรือครับ ท่านต้องพูดสิครับ ต้องอธิบาย ต้องเปรียบเทียบกัน อย่าให้นโยบายนี้เป็นนโยบายที่เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ ถ้าท่านมองเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ต้นทางก็คือเงินที่เรากู้มาในวันนี้ส่วนหนึ่ง กลางทางก็คือพี่น้องประชาชนเอาไปจับจ่ายใช้สอย ปลายทางนี้ต้องเป็นกลุ่มทุนแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจมันจะหมุนอย่างไร ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธที่เขาจะได้เงิน แต่ต้องไม่เป็น ภาระมรดกหนี้ตกไปถึงลูกหลานของเขา ท่านประธานครับ ลูกผมยังเล็กครับ เมียก็เด็กครับ ท่านประธาน ต้องมาใช้หนี้อีกแล้วหรือครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีครับ ท่านรัฐมนตรี มักจะพูดเสมอว่า จะปรับเปลี่ยนกี่ครั้งกี่หนเงินก็ถึงมือแน่นอน แต่ที่ท่านกู้มาท่านจะจัดการ อย่างไรกับเงินหนี้ก้อนนี้ครับ หลังจากโควิดผ่านไปตอนนี้ประเทศเราเปิดครับ นักท่องเที่ยว นักลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยเยอะ เศรษฐกิจกำลังจะดีครับ หลาย ๆ คน อยากมาลงทุนประเทศไทย ถ้าพายุเศรษฐกิจก้อนนี้เป็นพายุฝนที่มีน้ำท่วมหลาก ผมกังวลครับ ว่าประเทศเราจะสูญเสียตลาดที่จะเข้ามาในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านน่าจะทราบดีกว่าผมนะครับ เพราะท่านเคยเป็นผู้บริหารระดับเอกชนมาก่อน ท่านคงทราบดีว่าถ้าเราเสียตลาดไปแล้วกว่าเราจะได้คืนมายากมาก เพราะยิ่งประเทศ เพื่อนบ้านรอบข้างเราต่างก็พัฒนาตัวเอง Active อยู่ตลอดเวลา ผมไม่อยากให้พี่น้อง ประชาชนคนไทยรวยกระจุกจนกระจาย คุ้น ๆ นะครับคำนี้ และที่สำคัญครับ ท่านอย่ามัวแต่ เตรียมงบเพื่อ Digital Wallet ท่านต้องเตรียมงบเผื่อเกิด La Nina เผื่อเกิดอุทกภัย เกิดภัย พิบัติไว้บ้างครับ ว่านั่นถ้ามันเกิดจริง ๆ ผมก็มั่นใจว่า Digital Wallet ก็ไม่สามารถใช้ได้ ตอนน้ำท่วมหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมย้ำอีกครั้งนะครับว่าที่ผมพูดมาทั้งหมด ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับโครงการ Digital Wallet เพียงแต่ผมไม่เห็นภาพครับ ไม่เห็นภาพว่า จะออกมารูปแบบไหน เป็นแบบไหน ทำอย่างไร ผมเห็นด้วยกับ Digital Wallet นะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินมาทำ Digital Wallet ผมไม่เชื่อว่าการกู้มาแจกแล้ว จะเกิดประโยชน์ที่ดีต่อชาติบ้านเมือง เศรษฐกิจโตได้ครับ ท่านทำได้ แต่ท่านกู้มาแจก ไม่เหมาะ ผมอยากให้ท่านกลับไปคิดไปทบทวน ผิดพลาดก็แค่ถอยครับท่าน มานั่งคิดใหม่ เหมือนที่ท่านถอยจาก ๔ กิโลเมตรมาเป็นต่ออำเภอ ท่านลองกลับไปคิดไปทบทวนดูได้🔗

สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมอยากฝากถึงรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ท่านอาจจะหลอกประชาชนได้บางคน ท่านอาจจะหลอกประชาชนได้บางเวลา แต่ท่านไม่สามารถ หลอกตัวเองได้ตลอดเวลา กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ครับ🔗

นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ ผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ มีดังนี้ครับ ๑. เงินภาษี และรายได้โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บภาษี รายได้ที่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ในประมาณการ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒. เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท หากอ้างถึงตามเอกสารงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ฉบับที่ ๑ กรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงสุดที่รัฐบาลกู้ได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๑ จะมีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๘๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตามพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จะมีการขาดดุล งบประมาณรวมแล้ว ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นยังมีกรอบวงเงินกู้คงเหลืออีกเพียง จำนวน ๑๐,๐๕๖ ล้านบาทเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่น่ากังวลครับ หากเป็นจำนวน ดังนี้ เท่าที่ว่าเรากู้จนแทบจะชนเพดานกู้ที่สามารถกู้ได้แล้ว ถ้าหากเกิดวิกฤติหรือเหตุการณ์ ฉุกเฉินอันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกู้มาดำเนินการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ยังจะมีเงินเหลือพอที่จะให้กู้เพิ่มมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งผมเข้าใจว่า รัฐบาลต้องดำเนินการกู้เงิน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณในการทำโครงการ Digital Wallet ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมายของโครงการนี้ ก็เพื่อเป็นการอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้มีการหมุนเวียนกระจายตัวสู่ระดับท้องถิ่น และชุมชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากการบริโภคของประชาชนในหลายพื้นที่ลดลง ซึ่งการทำให้ เงิน Digital Wallet ที่รัฐบาลหวังเอาไว้ว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจ ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยในทุกพื้นที่ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการมีการขยาย การลงทุน ผลิตสินค้ามากขึ้น นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และการหมุนเวียนของเงิน ในระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผมมีความกังวลในการเตรียมความพร้อม สำหรับโครงการนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถนำงบประมาณไปจัดการดำเนินการวางนโยบาย หรือมาตรการอื่น ๆ เพื่อจ่ายเหลือ จ่ายเยียวยามากกว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในช่วงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น รวมถึงการลดจำนวนงบประมาณเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากพี่น้องประชาชนร่วมใช้สิทธิมากกว่าที่ประมาณการไว้จะเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ และแหล่งที่มาของเงินที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้มาจากไหน จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานอื่น หรือไม่ ผมจึงหวังว่าการกู้เงินเป็นจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เพื่อนำไปใช้ในโครงการ Digital Wallet จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจ รวมถึง ช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนทุกคนทุกพื้นที่ที่กำลังลำบากและเดือดร้อนอยู่ในตอนนี้ และพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป ดังที่รัฐบาลได้มุ่งหมายไว้ครับ การที่รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณ เพื่อแจกเงินคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินโครงการ Digital Wallet นี้ รัฐบาลไม่ได้ขาดทุน และไม่กำไร คนที่ได้ประโยชน์ รับประโยชน์คือพี่น้องประชาชนครับ ผมขอสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ครับ🔗

นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ขอนแก่น

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ภูมิใจไทย ขอนแก่น ผู้แทนบ้าน ๆ บ้านไผ่ บ้านแฮด ชนบทครับ ท่านประธานครับ โครงการดิจิทัลเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เชื่อว่าทุกท่านก็คงจะทราบกันดี ทุกคนแล้วครับ เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ว่ากล่าวมานั้นล้วนแล้วแต่มาจากสื่อต่าง ๆ รวมถึง พี่น้องในสภาแห่งนี้ แต่ว่าท่านประธานครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลได้กลั่นกรอง ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ไตร่ตรองโครงการนี้มาอย่างดี ผมเข้าใจถึงความห่วงใยครับท่านประธาน เข้าใจสิ่งดี ๆ ที่จะมีให้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ต่าง ๆ แต่วันนี้ผมขออนุญาตแบกเอาคำถามที่พี่น้อง ประชาชนในเขตพื้นที่ฝากมาถามถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ คำถามต่าง ๆ มีมากมาย ก่ายกองครับ แต่ว่าคำถามที่สำคัญที่สุดแล้วก็มากที่สุด แล้วก็ได้ยินบ่อยที่สุด ซึ่งเชื่อว่าพี่น้อง พวกเราน่าจะได้ยินคำถามแบบเดียวกันกับที่ผมได้ยินก็คือ มันเป็นตาได้ง่ายบ่เงินดิจิทัล มันไซ้จังได๋ล่ะน้อเงินดิจิทัลนี่ สส. อันนี้ต่างหากที่จะแบกเอาคำถามมาถามท่านประธานผ่าน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี มันเป็นตาได้ง่ายบ่ มันมีข่าวดีมาแล้วครับว่า Lot แรกนี้จะได้ ในวันที่ ๑ สิงหาคม แต่ประเด็นที่มันไซ้จังได๋น้อ อันนี้คือประเด็นที่จะต้องไปทำความเข้าใจกับ พี่น้องในเขตพื้นที่ ฝากถึงท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า อยากให้ทางรัฐบาล ลดความยุ่งยากในการใช้งานให้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ครับ การเข้าถึงยาก การทำความเข้าใจยาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมเข้าใจในกรอบที่มีการกำหนดอย่างมากมาย แต่ว่าเพื่ออำนวยความสะดวก อยากที่จะให้พี่น้องได้ประโยชน์แล้วบรรลุวัตถุประสงค์ของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่มีความหวังดีต่อพี่น้องให้ได้มากที่สุด ท่านประธานครับผมเชื่อ เป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยครับที่ไม่เข้าใจ และยังเข้าไม่ถึงกับ การใช้งาน แล้วผมก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนพ้องน้องพี่ในสภาแห่งนี้หลายคนก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นท่านประธานครับ ขออนุญาตอาจจะมีการตกหล่นบ้างจากการลงทะเบียน คนลงทะเบียนไม่เป็น คนใช้มือถือไม่เป็น และที่สำคัญคนที่ไม่มีมือถือ อันนี้ยังไม่รวม คนที่ลงทะเบียนไม่ผ่าน กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนจนแท้ ๆ คือกลุ่มเป้าหมายที่ควร ที่จะได้รับงบประมาณก้อนนี้เข้าไป ท่านประธานครับ ช่องโหว่ตรงนี้ ผลประโยชน์ตรงนี้ อาจตกไปอยู่ในมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้ ผมเข้าใจครับว่าทุกสังคมต้องมีเงื่อนไข ครับท่านประธาน อยากให้มีเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ หม้อหุงข้าว เชื่อหรือไม่ครับว่าบางครอบครัวหม้อหุงข้าวคือสมบัติอันมีค่า ของครอบครัวของเขา ครอบครัวบางครอบครัวไม่มีแม้กระทั่งหม้อหุงข้าว โทรศัพท์มือถือ ลูกหลานเรียนหนังสือ ครูบาอาจารย์สอนผ่านระบบดิจิทัลครูบาอาจารย์สอนผ่านระบบ เทคโนโลยี แต่ว่าลูกหลานบางคนไม่มีมือถือ กติกาบอกว่า ๑๖ ปีขึ้นไปถึงจะสามารถที่จะใช้ โครงการตรงนี้ได้ แต่เชื่อหรือไม่ครับท่านประธานผมเชื่อว่าในครอบครัวแต่ละครอบครัวนั้น นี่เด็ก ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๑๓ ปี ล้วนแล้วแต่มีสิทธิในการตัดสินใจช่วยปู่ย่าตายาย ช่วยพ่อแม่ ตัดสินใจในการที่จะเรียกร้องในสิ่งที่เขาต้องการ ท่านประธานครับ มีคนฝากมาบอกว่า ในชีวิตนี้ยังไม่เคยเข้าร้านเสริมสวยเลยก็มี ถ้าได้เงินก้อนนี้สิ่งแรกที่จะทำก็คือขอเข้าไป เสริมสวยในร้านเสริมสวย ขอไปนอนให้คนสระผม ขอไปนั่งให้คน Dry ผม แต่ว่าไม่สามารถทำได้ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นคำถามที่ผมแบกมาถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ก็แค่อยากจะนำเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ขอบคุณสำหรับความหวังดีที่ท่านนายกรัฐมนตรี มีให้กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณที่กำลังจะสร้างฝันที่พี่น้องประชาชนรอคอยให้บรรลุ ความฝันที่เขารอคอยมานานแสนนาน และที่สำคัญก็คือผมไม่อยากที่จะให้โครงการ ที่มีความหวังดีจากรัฐบาลเป็นความรักความห่วงใยที่เป็นความรักแบบมีเงื่อนไข เป็นความห่วงใยแบบมีข้อจำกัด อยากที่จะให้ขยายกรอบความเข้าใจ ขยายกรอบการใช้ ให้เกิดประโยชน์ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ให้เต็มกำลังความสามารถของแต่ละคน อยากให้เขา มีสิทธิที่จะใช้ อยากให้เขามีสิทธิที่จะคิดในสิ่งที่เขาควรจะคิด ในสิ่งที่เขาควรจะได้🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ขออนุญาตขอบคุณไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ที่จัดโครงการดี ๆ แบบนี้ ขอบคุณไปถึงความห่วงใยที่มีต่อพี่น้อง ภูมิใจครับ ภูมิใจไทย ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณภัณฑิล น่วมเจิม🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลนะครับ ก็ขอร่วมอภิปรายงบเพิ่มเติม กลางปี ๒๕๖๗ เอาเฉพาะในประเด็นร้านค้าเลยนะครับ ผมไม่พูดประเด็นอื่นครับ ร้านค้า ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการ Digital Wallet เอาแบบ Version ที่ร้านทั่วไป พี่น้อง ประชาชนสามารถเข้าใจได้นะครับ ฟังมาเยอะแล้วนะครับ ไม่ว่าเรื่องตัวเลข แหล่งที่มา ของเงินกู้เต็มเพดาน ข้อกังวลต่าง ๆ แต่เดี๋ยวผมจะช่วยรัฐบาลประชาสัมพันธ์เลยครับ ร้านแบบไหนถึงจะเข้าเกณฑ์ เป็นคุณคุณจะเอาร้านคุณเข้าหรือไม่ อันนี้สำคัญที่สุดนะครับ เพราะว่าถ้าเผื่อไม่มีคนเข้าโครงการคุณก็ไม่ Work ถูกหรือไม่ครับ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จะสามารถถอนเงินสดได้นะครับ Cash Out ได้นี่ต้องเป็นร้านค้าที่จด VAT ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา Personal Income Tax เฉพาะผู้มีเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๘) หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล Corporate Income Tax อย่างไรก็ตามครับ ร้านค้าไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีหลังจากประชาชนใช้จ่ายนะครับ แต่ร้านค้าจะสามารถ ถอนเงินสดได้เมื่อมีการใช้จ่ายตั้งแต่รอบที่ ๒ เป็นต้นไปนะครับ จากนาย ก ไปนาย ข ร้าน ข แล้วก็ไปร้าน ค คือต้อง ๒ รอบนะครับ ระหว่างประชาชนกับร้านค้าเข้าใจง่ายนะครับผมเดิน ไปกำหนดให้ใช้จ่ายกับร้านค้าขนาดเล็กที่รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กด้วยที่มีสาขานะครับ ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กที่มีสาขาท่านไปได้นะครับ อันนี้สะดวกมากเลยนะครับ มีทุกที่เลยครับ จากการสำรวจของธนาคารไทยพาณิชย์นะครับ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ ๔๐ เลือกจะใช้ เงินโครงการไหนร้านค้าขายสินค้าอุปโภค บริโภคหรือ Consumer Products ของกินของใช้ ตามมาด้วยหมวดร้านอาหาร รู้แล้วนะครับ คนได้สตางค์ Digital Wallet อยากจะซื้ออะไร มากที่สุด ซื้อของเข้าบ้าน ยอดขายค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น ในชีวิตประจำวันนะครับ ก็คือเวลาจะมี Digital Wallet มันก็เหมือนกับของที่ต้องซื้ออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเอา Shift เอา Demand หรือการซื้อใน ๓ เดือน ๖ เดือนข้างหน้านี้ก็มาซื้อตุน เอาไว้ ถูกหรือไม่ครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เพิ่ม ทำให้มีการบริโภคเพิ่มเติมขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพียงแต่การย้ายซื้อในอนาคตมาให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง เป็น Shift in Demand เข้ามาเร็วขึ้นแค่นั้นเองนะครับ🔗

Step ที่ ๒ ครับ ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ร้านค้าที่จะรับการใช้จ่าย จากประชาชนต้องเป็นร้านค้าขนาดเล็กนะครับ รวมถึงร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก โดยไม่รวม ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก ค้าส่งขนาดใหญ่ระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ส่วนร้านค้า ที่สามารถรับการใช้จ่ายจากร้านค้าไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเชิงพื้นที่ลักษณะของร้าน เข้าประเด็นที่สำคัญนะครับ การดำเนินการโครงการนี้จะทำให้มีผู้ค้ารายที่ ๓ คือผู้โชคดี คนที่ ๑ คือคนใช้เงินใช่หรือไม่ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

ไปคนที่ ๒ ร้านค้าจะไปร้าน ข้าวมันไก่ หรือจะไปร้านกาแฟ ร้านอะไรนี่ เขายังไม่สามารถถอนเงินสดได้ทันทีนะครับ แต่กลายเป็นว่าผู้ค้ารายที่ ๓ นี่จะได้รับเงิน Digital Wallet ซื้อสินค้าอีกทอดหนึ่งนำไปขึ้น เงินสดได้ แม้ว่าตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็เคยให้เหตุผลว่าต้องการช่วย รายเล็กก่อน ถ้าหากผู้ค้ารายเล็กเหมือน ๆ กัน มีการใช้เงิน Digital Wallet เป็นทอด ทอด ทอด โดยไม่คำนึงว่าผู้ค้าแต่ละรายต้องการใช้เงินสดเช่นกัน คือเหมือนเราถือเงินดิจิทัลไว้แล้ว มันจะเอาไปแปลงเป็นเงินสดอย่างไรครับ มันต้องส่งไปกี่ทอดจนถึงอีก ๓ วัน ๕ วันอย่างนี้ เอาเงินลงไปจมและเราอยากจะเอาเงินสดออกมาใช้เพื่อไปจ่ายเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างที่ เพื่อน สส. ผม ท่านวรภพได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะครับ ใช้เป็นทอด ทอด ทอดไป แล้วถ้าเผื่อไม่ไปจบที่รายใหญ่นี่ Cash Out ไม่ได้อยู่ดีนะครับ อันนี้ท่านเห็นปัญหานะครับ นอกจากนี้มีการสะท้อนถึงปัญหาของประชาชนในฐานะผู้ขายจากนโยบายของที่ศูนย์วิจัยกสิกร เขาวิจัยมา เขาพบเงื่อนไขประเภทร้านค้าถอนเงินอาจจำกัดร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการนะครับ ปัญหาคือร้านค้าส่วนใหญ่ปัจจุบันนี้ ๑.๔ ล้านรายที่เป็น SMEs หรือรายย่อยมาก ๆ จดทะเบียนแค่ ๒.๘ แสนราย คือส่วนน้อย คือส่วนใหญ่อยู่นอกระบบภาษี อันนี้คือเงื่อนไขเลย ถ้าเผื่อร้านจะเข้าร่วมต้องจด VAT ต้องเสียภาษีนะครับ อันนี้ร้านค้าที่เข้าร่วมต้องชั่งน้ำหนัก แล้วว่าคุ้มหรือเปล่า มิติยอดขายว่าผู้บริโภคจะมาใช้จ่ายร้านตัวเองเยอะขนาดไหน ซื้อสินค้า ประเภทไหนเพื่อจะมา Stock ของล่วงหน้านะครับ รวมถึงมิติการถอนเงินต่าง ๆ ตามที่ กำหนด โดยหากเป็นร้านขนาดเล็กต้องใช้เงินสดทันที ผมอยากจะขายไก่ย่างนี่ผมต้องไปกู้ นอกระบบมาแล้ว เพราะผมจะต้องเอาเงินมา Stock ต้องไปซื้อของมา Stock สินค้า เพื่อจะขายในปริมาณที่มากขึ้น รองรับ Digital Wallet จะไหวหรือเปล่านะครับ คนที่ไม่อยู่ ในระบบภาษีก็อาจจะต้องชั่งใจแล้ว คุ้มค่าหรือเปล่า จะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ อันนี้ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งนะครับ ทำให้ร้านค้าที่จะเข้าร่วมสุดท้ายก็อาจจะน้อยลง กระจายรายได้ ไปยังร้านค้าต่าง ๆ อาจจะไม่ทั่วถึงหรือจำกัดลดลงไปตามกันนะครับ🔗

คำถามสุดท้ายของข้อนี้นะครับ สุดท้ายจะหาร้านรับ Digital Wallet ได้หรือไม่ครับ ผมก็อยากจะรู้จริง ๆ เพราะท่านประกาศปั๊บจะมีกี่ร้านเข้าร่วมโครงการ และเรา Walk In ไปกินข้าวมันไก่ ไปร้านกาแฟ ดูสิจะเห็นร้านที่มี Sign หรือมีสัญลักษณ์ รับ Digital Wallet ผมอยากจะรู้ ๑๐๐ ร้านจะมีสักกี่ร้านที่เข้าร่วม ย้ำนะครับ ร้านค้าที่เข้าร่วม โครงการจะต้องเป็นร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ ต้องอยู่ในระบบภาษี ร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อถือว่าเข้าโครงการนะครับ คือเอาจริง ๆ ท่านไปเดินถามร้านแผง ตามตลาด หลายท่านอาจจะมีความกังวลจากโครงการคนละครึ่งจากรัฐบาลที่แล้ว ว่าจะมี การดึงร้านเข้าฐานภาษี เก็บภาษีย้อนหลัง ท่านจะมีการนิรโทษกรรมภาษีหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่มีใครกล้าเข้าหรอกครับ เขารู้ครับว่าท่านจะต้อนคนเข้าร้าน เข้าระบบนะครับ ข้อมูลการจดทะเบียนก็อย่างที่บอกไปแล้ว นิติบุคคลที่จดทะเบียนมันมีอยู่หลักแสนรายครับ แบ่งเป็นบริษัทจำกัด หจก. มหาชน แล้วยิ่งซ้ำร้ายคนที่จด VAT มันยิ่งมีหลักไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ราย จด e-Tax ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ รายเอง ถ้าเผื่ออยากเป็นร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องทำอย่างไรครับ ต้องไปจด VAT ครับ ต้องไปจดทะเบียน ท่านจะทำได้หรือไม่ครับ อีก ๑๕ วันเองนะครับ ๑ สิงหาคมนี้ท่านจะต้องต้อนคนเข้าระบบทั้งหมด ก็มีคำถาม ข้อสงสัยที่อยากจะอภิปรายเพิ่มเติมครับ ข้อกำหนดผู้ประกอบการและกระบวนการ ขึ้นเงินสดจากเงินดิจิทัลมันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจริงหรือครับ หรือมันเป็น เพียงแค่ย้ายงบประมาณของรัฐบาล มูลค่า ๔.๕ แสนล้านบาทที่ไปกู้มานี้ไปสู่ผู้ประกอบการ รายใหญ่ ทุนผูกขาดค้าปลีกครับ บวกประเด็นระบบนิเวศนะครับ คือข้อจำกัดผู้ประกอบการที่สามารถรองรับการชำระ ค่าบริการผ่าน Digital Wallet ก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันต้องผ่าน Application มีข้อบังคับ คือ Supply Chain สุดท้ายก็ไปจบคนที่มีระบบพร้อมครับ ห่วงโซ่อุปทานเขาต้องพร้อมด้วย แล้วก็ระบบการชำระเงินก็ต้องพร้อม ก็ไม่รู้เหมือนกันรายเล็กเขาจะมีร้านค้าย่อย แผงตามตลาด ร้านข้าวมันไก่เขาจะมีอุปกรณ์หรือเปล่านะครับ สามารถที่จะเข้าร่วมได้ อธิบายง่าย ๆ อีกรอบหนึ่งนะครับ พูดซ้ำหลายรอบเพื่อให้เข้าใจจริง ๆ ผู้คนธรรมดานี้ อยากจะไปซื้อของในร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ พ่อค้าเขาก็รับเงินดิจิทัลมา ๑๐,๐๐๐ บาท เอาขึ้น Cash out ไม่ได้นะครับ ไม่สามารถนำเงินดิจิทัลนี้ไปขึ้นเงินสดได้นะครับ อันนี้ ข้อที่ ๑ ต้องเอา ๑๐,๐๐๐ บาทนี่ที่ได้จากประชาชนไปซื้อสินค้าคนที่ ๒ ซึ่งอาจจะเป็น ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วไปก็ได้นะครับ แล้วก็ต้องอยู่ในระบบภาษี VAT ภาษีนิติบุคคลถึงจะ เอาไปขึ้นเงินสดได้ อันนี้คือปัญหา ยกตัวอย่างอีกเคสหนึ่งก็ได้ครับให้เห็นภาพ ในปี ๒๕๖๖ บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่บริษัทหนึ่ง ขอไม่เอ่ยชื่อ เดี๋ยวโดนฟ้อง เดี๋ยวผมจะสิ้นเนื้อประดาตัว ซื้อสินค้าบริการจากบริษัทย่อย ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท บริษัทที่เกี่ยวเนื่องกัน ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวม ๖๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาเรียกเป็นรายการระหว่างกัน เหมือนมีบริษัทแม่ใช่หรือไม่ บริษัทลูก บริษัทที่เกี่ยวกัน เขาก็ต้องชี้แจงในงบดุลการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นการใช้จ่าย ในการซื้อสินค้าสำเร็จรูป ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลง่าย ๆ กลุ่มทุนค้าปลีก ผูกขาดขนาดใหญ่ซื้อของจากบริษัทตัวเอง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ครับ มันก็ไม่ต้องหมุนไปที่อื่น คือเขามีบริษัทครบใน Supply Chain เขาหมดเลย มันไม่ต้องไปรายที่ ๑ รายที่ ๒ รายที่ ๓ คือเขามีบริษัทพร้อมอยู่แล้วในรายที่ ๑ รายที่ ๒ รายที่ ๓ ขึ้นเงินได้ทันทีเลยจากร้านที่มีอยู่ ทุกอำเภอเลย ทุกตลาด ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าก็ลำบากอยู่แล้ว ต้องไปแข่งกับพวกร้านสะดวกซื้อ พวกนี้นะครับ อธิบายอีกตัวอย่างหนึ่งเพิ่มเติม เวลาเราไปซื้อของร้านสะดวกซื้อ ท่านเคยเอา Bill มาดูหรือไม่ครับ หัว Bill เงินไม่ได้เข้าที่ Franchise นะครับ เงินเข้าที่ บริษัทใหญ่เลยนะครับ แล้วเขาหักลบต้นทุนสินค้าเหลือเท่าไรถึงมาจ่ายค่า Franchise ให้ หมายถึงว่าจ่ายให้เจ้าของที่เป็นเจ้าของ Franchise เพราะแน่นอนเขาต้องรัดกุม เงินต้องเข้าเขาก่อน ถึงจะไปเข้า Franchise ถูกหรือไม่ครับ ท่านลองไปสังเกตดูครับ หัว Bill หัวที่จดเลข VAT เป็นบริษัทใหญ่บริษัทเดียว อันนี้ก็งงเหมือนกัน คือมันไม่ควรถูกนิยามเป็นร้านค้าเล็กนะครับ เพราะจริง ๆ Bill มันไปเข้าร้านใหญ่ มันไปเข้าบริษัทผู้ประกอบการทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ค้าปลีก อันนี้ท่านก็ลองไปพิจารณาดูนะครับ มันก็มองได้ทั้ง ๒ แง่นะครับ ยิ่งร้านขนาดเล็ก เข้าร่วมน้อยเท่าไร คนก็จะยิ่งไม่ใช้ คือเหมือนผมนี่ผมเดินออกไปผมจะเจอร้านข้าวมันไก่ ร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการเท่าไร ถ้าเผื่อแม่ค้าเขารู้ว่าคนนั้นก็ไม่ร่วม คนนี้ก็ไม่ร่วม ติดเรื่องการขึ้นเงินสด ติดเรื่อง Cash Out สุดท้ายก็ไม่มีใครร่วม มันก็จะมีคนที่ร่วมอยู่แค่ไม่กี่ราย ก็คือรายใหญ่ มันก็ไม่ได้กระตุ้นหรือหนุนผู้ประกอบการค้าปลีกให้มียอดขายที่ดีขึ้นนะครับ🔗

อีกคำถามหนึ่งครับ ความพร้อมของท่านนี้ ร้านค้าที่สามารถรับการจ่าย จากร้านค้าไม่มีกำหนดเงื่อนไข ทั้งในรูปแบบ ขั้นตอนการยืนยันตัวตน เงื่อนไขการสมัคร วิธีการสมัครของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้เป็นตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด คือระหว่าง ร้านกับร้านนี่ออนไลน์ได้ไหมครับ สามารถที่จะซื้อออนไลน์กันได้ไหมครับ หรือต้องไป Face to Face เหมือนเดิม ต้องเจอตัว ระหว่างร้านกับร้านนะครับ ประชาชนกับร้านนี่ ต้องไปที่ร้านเขาอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าอย่างถ้าเกิดยี่ปั๊วไปซาปั๊วหรือไปผู้ผลิตนี่อย่างไรนะครับ ร้านค้าที่จะสามารถถอนเงินสดได้เฉพาะร้านที่มีคุณสมบัติตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ โดยมีการยื่นขอเบิกจ่ายผู้จัดทำระบบและผู้จัดทำระบบมีหน้าที่โอนเงินให้ร้านค้าที่เบิกจ่าย โดยตรง อันนี้ก็ไปดูดี ๆ ครับเงื่อนไข อีก ๑๕ วันจะลงทะเบียนแล้ว เงื่อนไขก็ยังไม่นิ่ง อีก ๑๕ วัน จะลงทะเบียน ฝ่ายค้าน ประชาชนก็ส่งเสียงตลอด ทำเป็นไม่เห็นไม่ฟัง จะต้องมีกักเงินดิจิทัล ให้หมุน ๒ รอบ มันทำให้ร้านค้ารายย่อยต้องพึ่งเงินหมุน เขาไม่อยากจะเข้ากีดกันรายย่อย เอื้อให้ร้านค้าที่มีสายป่านยาว โดยเฉพาะร้านค้าสะดวกซื้อ Chain ขนาดใหญ่ ถ้ามีร้านค้า อยากที่จะเข้าฐานภาษีตอนนี้ทำอย่างไร เหลืออีก ๑๕ วัน ต้องจ่ายภาษีตอนไหน จ่ายย้อนหลังไหม สุดท้ายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พายุหมุนลูกนี้ก็คงหมุนไปสู่ร้านค้าปลีก ขนาดใหญ่ที่มาในรูปแบบร้านค้าสะดวกซื้อขนาดเล็ก และห้างค้าส่งขนาดใหญ่สายป่านยาว ทุนหนาในเครือเดียวกัน แน่นอนว่าการกระจายรายได้ไม่ใช่วัตถุประสงค์โครงการ แต่นั่นอาจจะเป็นปัจจัยความสำเร็จที่ท่านมองข้าม ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ และไม่เห็นชอบในการของบเพิ่มเติมกลางปีนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมต้องขอกดไมค์ลุกขึ้นนะครับ เพื่อขอใช้สิทธิ พาดพิงในฐานะตัวแทนของพรรคก้าวไกลนะครับ เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานะครับ ท่าน สส. ศรีญาดา จากพรรคเพื่อไทย ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ได้พาดพิงถึงพรรคก้าวไกล ที่อาจจะทำให้ทางพรรคเสียหาย ท่านแพทย์หญิงศรีญาดาได้อภิปรายว่าพรรคก้าวไกล เมื่อปีที่แล้วได้รับหลักการและบรรจุหลักการของนโยบาย Digital Wallet ลงใน MOU ที่ทำร่วมกันกับ ๘ พรรคร่วมเมื่อปีที่แล้วนะครับ ผมต้องชี้แจงแบบนี้ครับ ในมือที่ผมถืออยู่นะครับ คือสำเนาของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับนะครับ ไม่มีหลักการของนโยบาย Digital Wallet ใน MOU ทั้ง ๒ ฉบับเลย ฉบับแรก คือฉบับที่เซ็น ในการร่วมพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันนะครับ ๒๓ บวก ๕ ข้อ รวมเป็น ๒๘ ข้อนะครับ ไม่มีหลักการนโยบาย Digital Wallet อยู่ในนี้ และฉบับที่ ๒ ก็คือฉบับที่ตกลงร่วมกันว่า จะเสนอท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีทั้งสิ้น ๔ ข้อ ก็ไม่มี หลักการของนโยบาย Digital Wallet อยู่ใน MOU นี้เช่นกัน เดี๋ยวผมจะฝากสำเนาไว้ที่หน้า บัลลังก์ เพื่อให้ท่านศรีญาดาได้มารับทราบและลองนำกลับไปอ่านดู ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าท่านได้ข้อมูลเท็จเหล่านี้มาจากไหน แต่ถ้าท่านจะชี้แจงหรือว่ามีข้อมูลที่ท่านถืออยู่ในมือแล้ว ปรากฏว่ามีก็ฝากไว้ที่หน้าบัลลังก์ให้ผมได้รับทราบก็ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชนก จันทาทอง ครับ🔗

นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรค เพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านประธานคะ ตลอด ๒๓ ปีที่ผ่านมาค่ะ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนเป็นพรรคเพื่อไทยค่ะ มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของ พรรคเพื่อไทยนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานและหลักความเชื่อที่พรรคของเรายึดมั่นมาโดยตลอดค่ะ นั่นคือความเชื่อที่มีต่อศักยภาพของประชาชนแล้วก็ผู้ประกอบการไทย เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่านโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยในทุกยุคทุกสมัยนั้นจะมีหลักการง่าย ๆ ค่ะ เราต้องการเพียงแค่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนเท่านั้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมือง ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท ๑ นักเรียน ๑ แท็บเล็ต จากนโยบายเรือธงในอดีต ที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างข้างต้นไป จะเห็นได้ว่ารัฐมีหน้าที่เหมือนเพื่อนคู่คิดที่คอยช่วยเหลือและ สนับสนุนเพียงเท่านั้นค่ะ พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่ารัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนประชาชนแล้วก็ ผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างแข็งแรงเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นนโยบาย Digital Wallet ของพรรคเพื่อไทย หากไม่รู้จักเราจริงก็จะคิดว่าพรรคเพื่อไทยนั้นนำเงิน มาแจกพี่น้องประชาชน แต่จากหลักความคิดและความเชื่อข้างต้นที่ดิฉันได้กล่าวมา วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้ค่ะ เราต้องการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ดังนั้นการกระจายตัวเราต้องการให้ประเทศนั้นเคลื่อนตัวให้หลุดพ้นจาก กลุ่มวิกฤติเศรษฐกิจที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ การกระจายทุนและโอกาสให้ประชาชน กว่า ๕๐ ล้านคนนั้นจึงเป็นเสมือนการรดน้ำให้กับต้นไม้ที่ราก🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

ซึ่งต้นไม้นั้นก็เปรียบเหมือน ประเทศไทยค่ะ แล้วในที่สุดน้ำแล้วก็สารอาหารที่เราเติมลงไปให้กับต้นไม้ใหญ่ก็จะเติบโต อีกครั้งหลังจากแห้งแล้งมาเกือบ ๑๐ ปีค่ะ ท่านประธานคะ จากที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวมา และอภิปรายมาก่อนดิฉันค่ะ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบถ้วนหน้านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ และจริง ๆ แล้วหลาย ๆ ประเทศก็เลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยในลักษณะ Model นี้ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาหรือประเทศญี่ปุ่นค่ะ รัฐบาลเพื่อไทยเรามีประสบการณ์ค่ะ เราเรียนรู้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากประเทศอื่น ๆ บวกกับเทคโนโลยีที่ใหม่ เอา ๒ ตัวนี้ มารวมกันค่ะ แล้วผลลัพธ์ที่เราอยากได้คือการใช้ภาษีของพี่น้องประชาชนให้เกิดความคุ้มค่า และประสิทธิภาพมากที่สุด🔗

สุดท้ายค่ะ ความคาดหวังที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องการนั้น เราต้องการให้เกิด พายุหมุนทางเศรษฐกิจ และยิ่งจำนวนรอบของการส่งผ่านเงินไปหาประชาชนและ ผู้ประกอบการยิ่งมากเท่าไร การกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยิ่งจะมีขนาดมหึมามากเท่านั้นค่ะ ซึ่งนอกจากที่ดิฉันได้กล่าวมา รัฐบาลเพื่อไทยยังออกเงื่อนไขเพิ่มเติมอีก ๓ ข้อ เพื่อให้การใช้ ภาษีของพี่น้องประชาชนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงสุด🔗

เงื่อนไขข้อแรกค่ะ กำหนดรายชื่อสิ่งของต้องห้าม ความหมายหมายถึงว่า ไม่ใช่ว่านโยบาย Digital Wallet จะซื้อของได้ทุกเรื่อง นโยบาย Digital Wallet นั้นเราทำภายใต้ หลักคิดที่ว่าให้นำเงินนั้นไปใช้จ่าย ห้ามเก็บออม ห้ามใช้หนี้ ห้ามซื้อสิ่งของที่ทำลายสุขภาพ ห้ามซื้อสิ่งของที่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ห้ามซื้อสิ่งของที่ไม่ได้ผลิตในเมืองไทย ยกตัวอย่างเช่น ห้ามเก็บออมก็คือห้ามนำเงินนี้ไปซื้อ ยกตัวอย่างเช่นซื้อสลากออมสิน ห้ามนำเงินไปใช้หนี้ ก็คือห้ามนำเงิน Digital Wallet นั้นไปใช้หนี้เงินกู้ตามสถาบันการเงินต่าง ๆ ห้ามซื้อสิ่งของ ที่ทำลายสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น เหล้า ไวน์ บุหรี่ ห้ามซื้อสิ่งของชิ้นใหญ่ที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจนั้น เกิดการกระตุ้น ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ห้ามซื้อสิ่งของที่ผลิตออกมาจาก ต่างประเทศ เหตุผลนี้คือเราต้องการให้มีการผลิตในประเทศไทย มีการหมุนเวียนเงิน ในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือค่ะ จากที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างข้างต้นนี้ ในสิ่งของต้องห้ามที่ห้ามซื้อ รัฐบาลเพื่อไทยต้องการให้เกิดการกระจายตัวของการเติบโต การบริโภคโดยเร็ว ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ที่ว่าการรดน้ำที่รากให้ตรงจุดนั่นเอง เงื่อนไขนี้ ดิฉันเห็นเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่เช้าถึงลักษณะสิ่งของต้องห้าม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม รัฐบาลถึงจะต้องออกเงื่อนไขเรื่องนี้ค่ะ🔗

เงื่อนไขข้อที่ ๒ หมุนเงินกี่รอบจึงจะสามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้ เมื่อเรารดน้ำให้ถูกจุดที่รากแล้ว เราก็ต้องการให้ดินนั้นมีความชุ่มน้ำ สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้นาน เฉกเช่นเดียวกันเมื่อเราเติมเงินดิจิทัลให้กับประชาชนได้ใช้จ่ายแล้ว เราต้องการให้เงินดิจิทัลนี้ อยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ได้นานแล้วก็มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่นกันค่ะ เพื่อนสมาชิก จะได้เห็นภาพได้ชัดเจน มีประชาชนต้องการซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยว ประชาชนก็เอาเงิน Digital Wallet นี้ไปซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยวที่ร้านค้า ร้านค้าก็เอาเงินตัวเดิมที่ได้จากประชาชนนี้ไปซื้อ วัตถุดิบจากโรงงานเป็นหม้อเพื่อเอามาขายก๋วยเตี๋ยว โรงงานเมื่อได้รับเงินดิจิทัลตัวนี้แล้วก็ นำเงินตัวเดียวกันไปจ่ายค่าแรงคนงาน คนงานเมื่อได้รับค่าจ้างแล้วก็นำเงินตัวนี้ไปซื้อกาแฟ ไปใช้จ่าย ร้านขายกาแฟก็นำเงินตัวนี้ไปซื้อวัตถุดิบเพื่อที่จะเอากาแฟมาขาย นี่ค่ะ เป็นสิ่งที่ ดิฉันยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมรัฐบาลจะต้องกำหนดเงื่อนไขให้เงินมันหมุนอยู่ในระบบ หมุนแล้วหมุนอีก หมุนจากประชาชนไปร้านค้า จากร้านค้าไปโรงงาน จากโรงงานไปที่ลูกจ้าง จากลูกจ้างไปร้านกาแฟ ยังไม่พอค่ะ ร้านกาแฟยังไปซื้อวัตถุดิบต่อ หมุนแล้วหมุนเล่า หมุนแล้วหมุนเล่า ยิ่งเงินยังหมุนเวียนต่อเนื่อง และยิ่งผ่านมือไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยถึงเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ในการส่งมอบนโยบาย Digital Wallet ทำไมส่งมอบเงินเป็นดิจิทัลทำไมถึงไม่เลือกส่งมอบเงินเป็นระบบเงินสด เพราะเราต้องการให้ เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบเศรษฐกิจและประชาชนจากฐานรากจริง ๆ ค่ะ🔗

เงื่อนไขข้อที่ ๓ ก็คือการกำหนดพื้นที่การใช้จ่ายภายในอำเภอตามทะเบียนบ้าน ที่เรามีชื่ออยู่ เราต้องการให้เม็ดเงินที่เราใส่เข้าไปกระจายตัว ไม่กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ ไม่กระจุกตัวอยู่ตามเมืองหลวง เพราะเราต้องการให้เศรษฐกิจชุมชนนั้นขับเคลื่อน กระเพื่อมไปสู่ เศรษฐกิจภาพใหญ่ กระเพื่อมจากระดับหมู่บ้านไประดับตำบล ไประดับอำเภอ ไประดับจังหวัด สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจในประเทศไทยนั้นมีการกระจายตัวในทั่วประเทศค่ะ🔗

จากที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้ง ๓ เงื่อนไขนี้ เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลเราต้องการให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด มาดูตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจกันว่ามีนโยบายแล้ว กำหนดเงื่อนไข ในการใช้แล้ว ตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง ตัวเลขแรกมาจากสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๗ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปล่วงหน้าแล้วว่า จำนวนตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงของสำนักงานสภาพัฒน์นั้น เมื่อคิดตัวเลข รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของประชากรทั้ง ๑๐ กลุ่มแล้วจะเห็นว่า เมื่อเราอัดฉีดเงินเข้าไป สุดท้ายแล้วมูลค่าทางเศรษฐกิจนี้กระทบนะคะ หมุนเงินกลับมา ได้มากถึง ๕.๙๖ แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น ๑.๑๙ เท่ากับเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไป รัฐบาล อัดฉีดไปเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราได้กลับมามากถึง ๕.๙๖ แสนล้านบาท แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วนะคะ แต่จริง ๆ แล้วตัวเลขที่ทุกท่านเห็นในตอนนี้มันเป็นตัวเลข ที่คาดการณ์ก่อนที่จะกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินมาอีก ๓ ข้อ ก็คือ ๑. รายชื่อสินค้าต้องห้าม ๒. ก็คือจำนวนเงินที่ต้องหมุนในระบบ แล้วก็ ๓. การกำหนดพื้นที่ในการใช้ มาดูตัวเลขของ กระทรวงการคลังบ้างนะคะ กระทรวงการคลังนั้นคาดการณ์ว่าหากนโยบาย Digital Wallet นั้น ออกมาใช้แล้วจะทำให้ GDP ก็คือปี ๒๕๖๗ รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในปีนี้เลยค่ะ จะเพิ่มสูงขึ้น ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปีถัดไปคือปีหน้า ปี ๒๕๖๘ จะทำให้ GDP ของประเทศ เพิ่มสูงขึ้นถึง ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ซึ่งตัวเลขประมาณการที่ดิฉันกล่าวมาของกระทรวงการคลัง เช่นกันค่ะ เป็นตัวเลขประมาณการที่ก่อนจะกำหนดเงื่อนไขในการซื้อสินค้าต้องห้าม จำนวน รอบเงินที่หมุนแล้วก็พื้นที่ที่จะใช้นะคะ🔗

สุดท้ายค่ะ ดิฉันก็คาดหวังว่าหากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ แล้วก็รัฐบาล ร่วมมือกัน ทำให้นโยบายดิจิทัลนั้นสำเร็จ ก็จะช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยนั้น มีการเติบโตได้เต็มศักยภาพถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัยได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้นะคะ และดิฉันก็หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อที่จะนำพาประเทศให้ไปไกลกว่าศักยภาพที่มีอยู่ในตอนนี้ สู่เป้าหมายการเติบโต GDP มากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่รัฐบาลเราได้คาดหวังเอาไว้ค่ะ ท่านประธานคะ ตั้งแต่ดิฉันรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบาย Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบจนถึงวันนี้ค่ะ พี่น้องประชาชนรอคอยอย่างมีความหวัง จากที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมด นอกจากว่านโยบายนี้จะทำให้เศรษฐกิจนั้นเกิดพายุหมุน หมุนแล้วหมุนเล่าแล้ว เรายังสอนให้พี่น้องประชาชนนั้นวางแผนการใช้เงินด้วยค่ะ หลายครอบครัวมีประชาชนอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีจนถึงผู้สูงอายุ รวมตัวกันแล้วได้ ๕ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๗ คนบ้าง เขารวมตัวกันเขาก็คาดหวังค่ะ ว่าครอบครัวของเขานั้นจะได้มีเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท เกิดการวางแผนค่ะว่าเงินตรงนี้เขาจะเอา ไปทำอะไร บางครอบครัวอยากเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว บางครอบครัววางแผนกันว่าอยากจะ เอาเงินตัวนี้ไปซื้ออุปกรณ์การเกษตรเพื่อใช้ในฤดูการผลิตหน้า บางครอบครัวจะนำเงินตัวนี้ ซื้อปุ๋ยเก็บไว้ใช้ค่ะ ดิฉันก็ขอส่งกำลังใจถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน นักบริหารมืออาชีพจากพรรคเพื่อไทยค่ะ ขอให้ลงมือทำนโยบายนี้ให้สำเร็จนะคะ🔗

สุดท้ายค่ะ สิ่งที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ค่ะ หมายความว่าสิ่งที่ Digital Wallet ให้กับสังคมไทยนั้น ก็คือการเพิ่มความสามารถในการเติบโตตามศักยภาพของเรา ที่ควรจะเป็น ที่ผ่านมาประเทศไทยประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไว้สูงกว่าที่ทำได้จริง นั่นหมายความว่าเรายังไม่สามารถเติบโตได้เท่าที่ควร ทำได้ต่ำกว่าศักยภาพที่มี ซึ่งมันก็นำ มาสู่ปัญหาแล้วก็วิกฤติต่าง ๆ จากที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายมาก่อนหน้า ดิฉันแล้ว และนั่นมันก็ยังหมายความอีกว่าเรานั้นไม่สามารถที่จะขังตัวเองไว้ในกรอบเดิม ๆ เราต้องหาทางเลือกใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ค่ะ เพื่อการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน เพื่อขีดความสามารถของคนไทยนั่นเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขอลุกขึ้นมาอภิปรายร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านในการที่ ไม่สามารถเห็นชอบในหลักการของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี ๒๕๖๗ ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติตัวนี้เกิดขึ้นมา ที่จะเรียกสั้น ๆ ว่า Digital Wallet ไม่ตรงไปตรงมา บิดเบือนตามหลักการ ดึงแม่น้ำทั้งห้า เข้ามาเพื่อสอดรับกับความที่มีหลักการและเหตุผลของฝ่ายรัฐบาลในการสร้างสิ่งที่บิดเบือน ตรงนี้ เราต้องหยุดครับ กระบวนการในการบิดเบือนต่าง ๆ นานา เราไม่สามารถหรอกครับ ที่จะต้องตอบสนองต่อความต้องการทางด้านการเมืองของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ในการที่จะตอบนโยบายตัวเอง ถูกไหมในการหาเสียงที่จะรณรงค์นโยบายใด ๆ ถูกครับ เพียงแต่ว่าถ้านโยบายนั้นไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน และไม่ตอบความต้องการจำเป็นเร่งด่วนของประเทศชาตินี้ เราจำเป็นต้องยอมเจ็บ ต้องยอม กัดเลือดตัวเองแล้วบอกว่าประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไปได้ หลายครั้งครับ ทุกคนคงมองผมว่า นักมนุษยธรรมทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องกับการพัฒนา จะมาพูดอะไรเรื่อง เกี่ยวกับงบประมาณ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ครับท่านประธาน ผมไม่ใช่คนที่ทำงาน ทางด้านงบประมาณต่าง ๆ นานา แต่ผมทำงานทางด้านการพัฒนาที่มองเห็นเรื่อง ความยั่งยืน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Sustainability เราจำเป็นต้องมองครับ เราต้องสร้าง สามารถทำให้พี่น้องประชาชนยืนด้วยขาตัวเองได้ การสร้างนโยบายหรือสร้างโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดวัฏจักรของการพึ่งพาต่าง ๆ นานาต่อไปในอนาคต เราต้องหยุดเสีย หยุดเสียที กับการทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาต้องรอคอย งอมืองอเท้า แบมือตลอดเวลาเพื่อจะเอาของมาให้พวกเขา เราสร้างโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา สามารถสร้างได้ ให้พี่น้องประชาชนยืนด้วยขาตัวเองต่อไปให้ได้ เมื่อวานครับ ในวิปฝ่ายค้าน การประชุมพวกเรา เราได้ยินครับตัวแทนของสำนักงานที่จะรับงบประมาณตรงนี้มาพูด ผู้แทนสำนักงบประมาณ ขอประทานโทษต้องเอ่ยนามของสำนักงานนี้ แต่ท่านจะต้อง เป็นผู้รับงบประมาณตรงนี้ สงสารท่านครับท่านประธาน น้ำท่วมปาก พูดไม่ได้ ท่านพูดเฉพาะ เรื่องเกี่ยวกับหลักการ ท่านพูดเรื่องเกี่ยวกับมาตราต่าง ๆ กฎหมายทางด้านพระราชบัญญัติ งบประมาณ การทำการงบประมาณต่าง ๆ เพื่อสอดรับความต้องการทางด้านการเมือง ของพรรคการเมือง ในการดึงงบประมาณทั้งหมด ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทเข้ามา เรื่องเกี่ยวกับ ของบกลาง หลักการแรกก็ผิดตั้งแต่ต้นในการของบกลาง ทุกท่านทราบดีครับ งบกลาง เราทำอย่างไรบ้าง มันเป็นเงินที่ต้องจำเป็นเร่งด่วน เรื่องความมั่นคง จำเป็นจะต้องสามารถ ดึงงบกลางมาใช้ เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติต่าง ๆ ผลกระทบขนาดใหญ่ที่ทำให้พี่น้องประชาชน จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน นี่คืองบกลาง🔗

อันที่ ๓ คืองบประมาณที่ตั้งไว้แล้ว หลักการที่ทำไว้แล้ว แต่เงินงบประมาณ ไม่เพียงพอ อันนี้ก็ต้องจำเป็น🔗

อันสุดท้ายคือจัดลำดับความสำคัญที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ก่อน มี ๔ หลัก เท่านั้นที่จะขอเรื่องเกี่ยวกับงบกลางได้ Digital Wallet ใช่หรือไม่ที่ท่านมาของบกลางตอนนี้ ที่จะเร่งการผลักดันสนับสนุนเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่พวกเรา ที่จะต่อต้านการพัฒนา ไม่ใช่พวกเราที่จะต่อต้านการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศชาติ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจำเป็นต้องสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับประเทศนี้ เราจะไม่ยอม เด็ดขาด เราเห็นครับผู้แทนสำนักงบประมาณมาพูดว่า แนวทางการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ นั้น ในอีกยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๖-๒๕๘๐ รวมถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ นโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ และแถมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อเป็นหลักฐานในการที่สร้างตัวพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมตรงนี้ขึ้นมา มันถูกต้องตรงไหนครับถามจริง ๆ เถอะ ท่านทราบหรือยังว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านพูดไว้ เรื่องการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมนั้น มันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง องค์ประกอบ สำคัญทั้งหมด ๔ องค์ประกอบไม่ตอบโจทย์การทำ Digital Wallet เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับคนต่อกี่คนที่เราจะสร้างขึ้นมา องค์ประกอบที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ แผนพัฒนาต่าง ๆ จัดระบบเมืองที่เอื้อต่อการสร้างชีวิต การปฏิรูประบบภาษี การคุ้มครองผู้บริโภค การกระจายถือครองที่ดิน การเข้าถึงทรัพยากร แก้ไขความขัดแย้ง พื้นที่ป่าทับซ้อน สร้างหลักประกันทางสังคม ลงทุนช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและความเสมอภาค อันนี้คือการลด ความเหลื่อมล้ำ การเสริมสร้างพลังทางสังคม สังคมตอนนี้ของประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัย เต็มรูปแบบ ท่านว่า Digital Wallet จะไปสนับสนุนตรงนั้นอย่างไร เมื่อไร และที่ใด การสร้างความเสมอภาคทางเพศและบทบาทสตรี อันนี้คือการเสริมสร้างพลังทางสังคม เราเห็นหรือเปล่าว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทที่จะให้กับคน จะไปเสริมสร้างอย่างไรบ้าง องค์ประกอบสุดท้ายคือการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาด้วยการพึ่งพาตนเอง ท่านคิดว่าเงิน Digital Wallet ที่เข้ามาในเรื่องเกี่ยวกับ งบกลางในปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติม ขึ้นมานี้จะไปสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเองให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้อย่างไร ท่านจัดการเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างไร เสียใจนะครับ ในการที่จัดทำงบประมาณตรงนี้ ของรัฐบาลชุดนี้ ที่เสนอหลักการต่าง ๆ เพื่อมาเอื้อต่อการที่เอานโยบายของพรรคการเมือง ขึ้นมาแล้วบอกว่า ความสำคัญของพี่น้องประชาชน ความสำคัญของประเทศชาตินี้ การจัดลำดับความสำคัญไม่จำเป็นเทียบเท่ากับนโยบายของพรรคการเมืองพรรคเดียว วัตถุประสงค์ของ Digital Wallet ถ้าจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่เมื่อเช้าจนถึงปัจจุบันนี้ เราได้ยินครับท่านประธาน สนับสนุนการฟื้นตัว ส่งเสริมอัตราการขยายตัวให้สูงกว่าค่าเฉลี่ย อัตราขยายตัว ศักยภาพ เน้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ฟังขึ้น ฟังดี แต่ทำได้มากน้อยแค่ไหน ท่านจะเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ นานาให้ทั่วถึง สอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบัน เข้าถึงเศรษฐกิจระดับฐานรากเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ท่านประธานครับ ขออนุญาต ที่จะนำท่านประธานเข้ามาพิจารณาคิดตริตรองด้วยกันกับผมว่า ลองคิดดู ผมเป็น นักมนุษยธรรมคงไม่สามารถที่จะนำรายละเอียดในเรื่องงบประมาณแล้วก็เศรษฐกิจมาพูดได้ แต่ท่านลองคิดดูว่าเงินไม่ว่าจะเป็นเต็มรูปแบบ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ที่จะเข้ามา Digital Wallet เป็นเงินก้อนหนึ่ง มีประชาชนเป็นตัวกลางที่เงินต่าง ๆ นานานั้นจะผ่านประชาชน และเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ประชาชนเป็นแค่ทางผ่านของเงินเท่านั้น ประชาชนจะได้อะไรกับการพัฒนาต่าง ๆ ตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติในการที่จะพึ่งพา ตัวเอง ประชาชนจะสามารถที่จะบอกว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ที่เขาจะได้รับจะต้องไม่รับ อีกต่อไปและเขาสามารถยืนด้วยขาตัวเองใช่หรือไม่ ผมยังเชื่อมั่นว่า ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าเข้าไปสู่มือประชาชน ปีถัดไปปี ๒๕๖๙ ประชาชนบอกว่าเงินผมอยู่ไหน ผมต้องการอีก แล้วเราจะต้องกู้เงินหรือครับ เราต้องลงรายจ่ายเงินทุน ลงแรงอีกเท่าไร เราจะสร้างวัฏจักร การพึ่งพาอย่างนี้อีกเมื่อไร เราต้องยุติประชานิยมตรงนี้ให้ได้ เราต้องมองความจำเป็นจริง ๆ ของพี่น้องประชาชนว่าจำเป็นต้องยืนด้วยขาตัวเองให้ได้ ผมจึงขออนุญาตอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ก็คงจะไม่ขอใช้เวลามากของสภานี้ แต่ขออนุญาตผ่านท่านประธานไป ปรึกษา ท่านประธาน ขอให้ช่วยบอกรัฐบาลให้หยุด ๓ เรื่อง🔗

หยุดอันแรกครับท่านประธาน ยุติวัฏจักรการพึ่งพาของพี่น้องประชาชน คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีศักดิ์ศรี เขาต้องการที่จะเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ เขาต้องการศึกษาระบบสาธารณูปโภครอบประเทศไทย สร้างตรงนี้จะดีกว่าไหม ยุติเถอะวัฏจักรการพึ่งพา จะทำให้คนไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเอง จะไม่ทำให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจต่อไปได้🔗

หยุดที่ ๒ หยุดดูถูกประชาชนโดยการโยนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้อง ประชาชน ต้องจริงใจในการสร้างสังคมให้ดีกว่านี้ นโยบายที่มักง่าย กำปั้นทุบดิน ดูถูกคน ดูถูกความสามารถของรัฐบาลเองต้องยุติ ร่างพระราชบัญญัติตัวนี้จะทำให้รัฐบาลถูกมองเห็น ไม่ใช่แค่สังคมประเทศไทย แต่เวทีระหว่างประเทศว่าเราต้องการแค่โยนเงินเข้าไปแล้วจะจบไป จะกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แต่พี่น้องประชาชนที่ท่านกำลังพยายามจะช่วยเหลืออยู่ ไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเอง ยุติเสียที🔗

หยุดที่ ๓ ครับ หยุดบิดเบือนการทำงบประมาณที่เอาภาษีของพี่น้องประชาชน มาตอบโจทย์ทางการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่ง มากกว่าความต้องการที่แท้จริงของพี่น้อง ประชาชนและประเทศชาตินี้🔗

ผมขอเรียนท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลว่า ต้องหยุด ๓ เรื่องนี้ให้ได้ ดังนั้น ด้วยเหตุผลและหลักการต่าง ๆ ที่ผมพูดมาในวันนี้ก็ขอที่จะไม่เห็นชอบในหลักการ ร่างพระราชบัญญัติเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สส. จังหวัดน่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตร่วมอภิปราย แสดงความคิดเห็นสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ คงจะเคยฝันและอยากจะเห็นภาพของประเทศไทย ที่เจริญรุ่งเรือง มีถนนหนทางสวยงามเป็นระเบียบ มีคุณภาพการศึกษาที่ดี มีระบบ สาธารณสุขที่ทั่วถึง มีระบบชลประทานที่ตอบโจทย์การทำการเกษตร มีสวัสดิการที่ถ้วนหน้า สำหรับคนไทยครับ เรามีภาพฝันและข้อเรียกร้องแบบนี้กับรัฐเสมอครับ แล้วก็ถูกต้องแล้วว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐที่จะต้องมอบให้กับประชาชน อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน อีกส่วนหนึ่ง ที่เราจะสามารถมีภาพฝันดังกล่าว เพราะเรามองว่ารัฐมีขีดความสามารถมากมายในการที่จะ ทำให้ฝันนั้นเป็นจริง เรามองเห็นศักยภาพของรัฐ หลัก ๆ แล้วก็ผ่านขีดความสามารถของรัฐ ในการหารายได้ เพื่อจะมาตอบโจทย์ความต้องการและภาพฝันของประชาชนที่ถูกสะท้อน ออกมาในฐานะของนโยบาย อย่างไรก็ดีรัฐไม่ได้มีขีดความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดครับ หลัก ๆ มันถูกจำกัดด้วยความสามารถในการจัดเก็บภาษีนั่นเอง นั่นแปลว่าหากการจัดเก็บภาษีของ รัฐมีปัญหามากเท่าไร รัฐก็จะยิ่งด้อยความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรและสวัสดิการ ให้กับประชาชนมากตามลำดับไปด้วย เพื่อนสมาชิกหลายท่านในที่นี้เคยพูดถึงหรือกระทั่ง เรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐสวัสดิการ แน่นอนว่าระบบนี้มีข้อดีมากมายครับท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการสร้างหลักประกัน สร้างความมั่นคงและความเท่าเทียมให้กับ ประชาชน แต่ก่อนที่จะกระโจนเข้าสู่ระบบนี้นั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องพิจารณาถึงความพร้อม ของประเทศไทยด้วยครับ หัวใจสำคัญของรัฐสวัสดิการก็คือเงิน ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยภาษี ที่เก็บจากประชาชน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีศักยภาพในการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ และเพียงพอ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยถือว่ายังห่างไกลจากจุดนั้นมาก ท่านประธานครับ สถิติการจัดเก็บภาษีของไทยเรียกได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตัวเลขสูงสุดในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ ๑๘.๔๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในปี ๒๕๕๖ หลังจากนั้นแนวโน้มก็กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง คงเหลือเพียงประมาณ ๑๖.๑๔ ในปี ๒๕๖๒ แล้วก็ ๑๕.๗๑ ในปี ๒๕๖๖ เมื่อมาเทียบกับ กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง อย่างเช่น ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ หรือจีน ก็จะเห็นว่า สัดส่วนภาษีที่เก็บได้ก็สูงกว่าประเทศเราทั้งนั้นครับ ยิ่งไปดูกลุ่มประเทศที่รายได้สูงครับ ท่านประธาน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น ก็มีสัดส่วนภาษีต่อ GDP เกือบหรือมากกว่าเราเกือบเท่าตัวทั้งนั้น และที่สำคัญที่สุดไม่มีประเทศใดเลยที่สัดส่วน การเก็บภาษีต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างประเทศไทยเลยครับ นี่เป็นปัญหาเร่งด่วน ที่จะต้องแก้ไขเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเรา ท่านประธานครับ หลังจาก ได้เห็นอย่างนี้แล้วเราก็ต้องถามตัวเองว่าทำไมประเทศของเราถึงเป็นอย่างนี้ ผมมีเหตุผล ให้ท่านประธาน ๒-๓ ประเด็นครับ🔗

เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็คือประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบ คิดเป็น ๔๘.๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าริมทาง คนทำงาน Freelance หรือธุรกิจขนาดเล็กที่อาจจะไม่ได้แข็งแรง แล้วก็มีรายได้มากพอที่จะเข้ามาในระบบภาษี ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศและบริหารสวัสดิการให้แก่ประชาชน ได้มากเท่าที่ควร ปัญหาดังกล่าวนี้นำมาซึ่งปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วบ้าง ในเบื้องต้น ก็คือรัฐไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาครัฐขาดความสามารถ ในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรากหญ้าได้ดีพอ ไม่เพียงเท่านั้นประเทศเรายัง กลับมาฟื้นตัวจากวิกฤติได้ช้ากว่าประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย🔗

อีกสาเหตุหนึ่ง ก็คือระบบการเก็บภาษีธุรกิจนั่นเองครับท่านประธาน ตามกฎหมายเมื่อธุรกิจมีรายรับเกิน ๑.๘ ล้านบาท ก็จะถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบ VAT ครับ แต่ธุรกิจจำนวนมากก็ไม่ได้เข้าสู่ระบบนี้ แล้วทำไมถึงเป็นอย่างไรล่ะครับท่านประธาน🔗

เหตุผลแรก ธุรกิจที่เข้าร่วมก็กลัวจะเสียเปรียบคู่แข่งที่ไม่ได้เข้าระบบ อย่างน้อยก็ ๗ เปอร์เซ็นต์🔗

เหตุผลที่ ๒ กระบวนการลงทะเบียนยุ่งยากครับ และสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ให้กับธุรกิจเยอะ เช่นต้องจ้างนักบัญชีเพิ่มเติมอีก🔗

เมื่อธุรกิจในระบบ VAT มีจำนวนน้อย ธุรกิจอื่นก็มีความจำเป็นน้อยลง ในการเข้าสู่ระบบครับท่านประธาน ตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจ A ค้าขายกับธุรกิจ B ซึ่งอยู่ในระบบ VAT เหมือนกันนะครับ A ก็สามารถนำใบเสร็จจาก B มาใช้ในการหักภาษีได้ แต่ถ้า B ไม่ได้ อยู่ในระบบ ก็ไม่สามารถออกใบเสร็จให้กับ A มาใช้หักภาษีได้อยู่ดี ผมเชื่อว่า Digital Wallet สามารถแก้ปัญหาพวกนี้ได้ครับ Digital Wallet สามารถนำผู้คนหรือธุรกิจ เช่น พ่อค้าแม่ค้า รายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เข้ามาสู่ในระบบได้ เพราะร้านค้าที่เข้ามาสู่ในระบบนิเวศของ Digital Wallet จะได้รับโอกาสในการรับเงิน ปริมาณมหาศาลที่จะไหลเข้ามาพร้อม ๆ กัน เนื่องจากร้านที่มี Digital Wallet สามารถ ใช้เงินที่มีได้ทั้งการรับรายได้จากลูกค้าและสามารถใช้ลดต้นทุนในการจ่ายค่าวัตถุดิบในการ ซื้อของได้ ด้วยสาเหตุนี้เอง Digital Wallet จึงเป็นโอกาสในการเติบโตของร้านค้า รายเล็กและรายย่อย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงทางธุรกิจ ทำให้ธุรกิจมีกำไรและยืนอยู่ได้ ด้วยตัวของตัวเอง แม้จะหมดเม็ดเงินจากนโยบายนี้ไปแล้ว เมื่อธุรกิจทั้งระบบแข็งแรงขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ด้านที่ดีก็จะเกิดขึ้นกับธุรกิจที่แข็งแรง ก็คือรัฐบาลสามารถเก็บภาษีธุรกิจได้มากขึ้น และสามารถทำให้ระบบภาษีเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ ดังนั้นปัญหา VAT ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะไม่เกิดขึ้น โดยธุรกิจทุกฝ่ายก็จะมีโอกาสเท่าเทียมกันครับท่านประธาน เมื่อรัฐสามารถ จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น งบประมาณของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเพิ่มขึ้นของ งบประมาณนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้าง พื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุขหรือบริการสาธารณะอื่น ๆ ครับท่านประธาน การที่เรามี งบประมาณมากขึ้น หมายความว่าเราสามารถลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ Digital Wallet จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนมาใช้ Application ทางรัฐ ซึ่งต้องถือว่าเป็น Application แรกของรัฐ ที่หวังจะเป็น One Stop Service สำหรับการใช้บริการของภาครัฐ ซึ่งไม่เพียงแต่จะจับจ่าย ใช้สอยด้วยเงินจำนวนของ Digital Wallet นี้ เท่านั้น แต่ในอนาคตการใช้ Application นี้ครับ ท่านประธาน จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกระจายสวัสดิการต่าง ๆ ไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ด้วยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นรัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณ แล้วก็กระจาย ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงได้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่จะเป็นการลดช่องว่างระหว่าง คนรวยและคนจน แต่ก็ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับ ประเทศชาติด้วย และช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในชนบทก็ตาม เราไม่สามารถฝันลอย ๆ ถึงการกระจายของทรัพยากร อย่างเป็นธรรมได้ ถ้าปราศจากหนทางในการหารายได้อย่างจับต้องได้จริง ซึ่งวิธีการหาเงิน เข้าประเทศดีที่สุดก็คือ การขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน เพราะรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยเราเชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนเสมอมา ความแข็งแรงของ SMEs คือรากฐานสำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นรายได้ของธุรกิจรายเล็ก รายย่อย รายเล็ก รายน้อย ที่เติบโตและแข็งแรงแล้วจะย้อนกลับมาในรูปแบบของภาษีเพื่อช่วยในการกระจาย รายได้ใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างประชาชนและผู้ประกอบการรายใหม่ขึ้นมาช่วยกัน พัฒนาประเทศต่อไปครับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กระผมขอสนับสนุนแล้วก็อยากเชิญชวน เพื่อนสมาชิกทุกท่านช่วยกันนะครับ สนับสนุนรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านณรงเดช อุฬารกุล ครับ🔗

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ตามที่รัฐบาลได้มีความพยายามที่จะทำโครงการ Digital Wallet โดยอ้างว่าต้องการกระจายเงินไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ที่จะมีการลงทุนขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้า นำไปสู่การจ้างงาน ซึ่งรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนในรูปของภาษี ผมได้ติดตามโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องแล้วก็ต้องผิดหวังครับ เพราะโครงการนี้ เป็นเหมือนกล่องสุ่มเช่นเดียวกับโครงการอื่น ๆ ของรัฐบาล ที่เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าข้างใน โครงการนั้นสุดท้ายแล้วเราจะได้อะไร ขาดความเข้าใจภาคการเกษตรและวางเงื่อนไข ของโครงการจนเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์เหมือนร้านค้าหรือผู้ประกอบการอื่น ๆ โครงการ Digital Wallet ไม่ได้มีส่วนไหนเลยที่พูดว่าพี่น้องเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างไร รัฐบาล วางเกษตรกรไว้ตรงไหนของโครงการนี้ ถ้าเกษตรกรเป็นประชาชนที่ได้รับเงินดิจิทัล ภาระของครัวเรือนเกษตรในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเฉลี่ย ๑๘๐,๐๐๐ บาทต่อปี จะเป็นค่าอาหาร ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าใช้จ่าย ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ซึ่งเมื่อดูในเงื่อนไขของโครงการ Digital Wallet แล้วก็ระบุว่า ไม่สามารถ นำไปชำระหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและไม่สามารถนำไปจ่ายค่าเทอมได้ อีกด้านหนึ่งเกษตรกรก็มีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตร ๑๒๖,๐๐๐ บาทต่อปี โดยเป็นค่าใช้จ่าย ปัจจัยการผลิตร้อยละ ๕๕.๔ และค่าแรงร้อยละ ๓๕.๑๔ ซึ่งโครงการก็ระบุว่าเงินดิจิทัล ใช้สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น เกษตรกรจะนำไปชำระค่าปัจจัยการผลิตได้หรือไม่ ไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าวได้หรือไม่ จะไปซื้อต้นยาง ต้นทุเรียนมาปลูก ไปซื้อหมู ซื้อวัวมาเลี้ยงได้หรือไม่ จะเอาไปจ่ายค่าจ้าง ค่าดำนา ค่ารถไถ ค่าเกี่ยวข้าว ค่านวดข้าว ค่าตากข้าวได้หรือไม่ ผมอยากได้คำตอบว่าถ้าเกษตรกรได้รับเงินดิจิทัลมาจะให้นำไปใช้ อย่างไร หรือถ้าท่านวางเกษตรกรเป็นร้านค้าที่ได้รับเงิน เมื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรเอาผัก เอาผลไม้ เอาไก่ เอาไข่ไปขายที่ตลาดแล้วได้รับเงิน Digital Wallet มา จะสามารถเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่ อย่างไร เกษตรกรที่ขายพืชผลทางการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขร้านค้าหรือไม่ การตั้งเงื่อนไขร้านค้าของโครงการที่กำหนดเรื่องการเสียภาษี ทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยในชุมชนมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับเงินดิจิทัล แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสด นายกรัฐมนตรีตอบได้ไหมว่าเกษตรกรจะอยู่ตรงไหนในเงื่อนไขร้านค้า ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จะเป็น ๑. ร้านค้าที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒. ร้านค้าที่เสียเงินภาษี บุคคลธรรมดา หรือ ๓. ร้านค้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือเกษตรกรจะไม่สามารถ ขายสินค้าทางการเกษตรเป็นเงินดิจิทัลได้ตั้งแต่ต้น ข้อจำกัดมากมายที่ถูกสร้างขึ้นคงทำให้ เกษตรกรไม่สามารถนำเงินดิจิทัลมาใช้ในสิ่งที่ต้องการได้ ถึงแม้จะยังไม่มีคำตอบใด ๆ จากรัฐบาลที่จะพูดออกสู่สาธารณะว่า โครงการนี้เกษตรกรจะได้อะไร แต่สิ่งที่เกษตรกรได้รับ ผลกระทบแน่ ๆ ในปัจจุบันคือ การที่รัฐบาลต้องจัดหาแหล่งงบประมาณเป็นจำนวนมากถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาใช้ในโครงการนี้ ทำให้รัฐบาลต้องลดงบประมาณในส่วนอื่น หรือที่รัฐบาลใช้คำว่า บริหารจัดการ ก่อน Digital Wallet จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ พายุลูกนี้ได้พัดโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทไปจากมือของพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลเคยถาม พี่น้องชาวนาไหมครับว่า ระหว่างเงินดิจิทัลกับโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท พี่น้องชาวนา จะเลือกโครงการไหน จากการที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการเงินงบประมาณมาดำเนินโครงการ Digital Wallet จึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณในหลายโครงการ ผมได้เอกสารมาชิ้นหนึ่ง ส่งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีถึง ธ.ก.ส เพื่อให้ไปดำเนินการโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง อ้างถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ชี้แจงในคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมาว่า โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท สร้างภาระงบประมาณจำนวนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอปรับเปลี่ยนเป็นโครงการปุ๋ยคนละครึ่งมาแทนโครงการ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และจะไม่มีการจัดทำโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทอีกต่อไป ท่านประธานครับ โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ใช้เงินปีละ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท โครงการ ปุ๋ยคนละครึ่งใช้งบประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นปุ๋ยคนละครึ่ง รัฐบาลประหยัดเงินไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ใช่ไหมครับที่รัฐบาล เรียกว่าการบริหารจัดการงบประมาณ วันนี้ผมอยากถามรัฐบาลอีกทีว่ามั่นใจแล้วใช่ไหมครับว่า โครงการปุ๋ยคนละครึ่งพี่น้องชาวนาจะได้รับประโยชน์ เพราะการที่พี่น้องชาวนาจะได้รับเงิน อุดหนุนค่าปุ๋ยไร่ละ ๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่ เป็นมูลค่า ๑๐,๐๐๐ บาท จากรัฐบาล ชาวนาต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีล่วงหน้าเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากข้อมูล ธ.ก.ส. เกษตรกรถึง ๘๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๔ ล้านบัญชีของ ธ.ก.ส. มีเงินไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทในบัญชี นั่นหมายความว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์ไม่เต็มที่จากโครงการดังกล่าว เพราะไม่มีเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผมไม่ทราบว่าสุดท้ายเกษตรกรจะเข้าร่วมโครงการนี้แล้วร่วมจ่ายค่าปุ๋ย ครึ่งแรกได้เท่าไร แต่ที่ผมทราบแน่ ๆ คือรัฐบาลชุดนี้เตรียมจ่ายเงิน ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท ไว้ให้กับบริษัทปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการ เป็นโครงการช่วยเหลือชาวนาที่บริษัทขายปุ๋ยดีใจ มากกว่าชาวนา การที่ชาวนาได้รับเงินชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท แล้วได้เงินสด เขาสามารถ ไปบริหารจัดการเองตามความจำเป็นได้ ถ้าเขามีค่าปุ๋ยเขาก็ไปจ่ายค่าปุ๋ย บางคนมีภาระ ค่าแรง ค่าจ้าง ก็นำไปจ่ายค่าแรง ค่าจ้าง เพราะเป็นเงินสด คนที่มีภาระหนี้สินก็อาจจะเอาไป ชำระหนี้ การใช้จ่ายของชาวนาไม่กระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน แล้วเงินดิจิทัลมันเอาไปซื้อสินค้า เกษตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ราคาดีขึ้นได้ไหม ไปเดินจ่ายตลาดนัดเอาไปซื้อกับข้าวกับ แม่ค้าตลาดนัดได้ไหม แม่ค้าตลาดนัดรับเงินดิจิทัลมาแล้วต้องไปซื้อของมาจับจ่าย เพื่อขายสินค้าในวันรุ่งขึ้น จะไปซื้อผัก ซื้อปลา ซื้อไข่ในตลาดเพื่อเอามาขายได้ไหม หรือต้องเอาเงินไปซื้อที่ห้างค้าส่งของเจ้าสัว แบบนี้ใช่ไหมที่รัฐบาลเรียกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านนำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเอาเงินไปจ่ายเพื่อซื้อเรือคืนกับชาวประมงได้ไหม ที่ได้รับผลกระทบจากกรณี IUU เอาไปพยุงราคาหมู ราคาวัว ช่วยไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา จากพ่อค้าได้หรือไม่ เอาไปซื้อสินค้าประมงแข่งกับพวกห้องเย็นได้ไหมราคามันจะได้ดีขึ้น ผมขอถามอีกครั้ง นอกจากจะเอาเงินไปทำโครงการ Digital Wallet แล้ว ในฤดูการทำนา ๒๕๖๗/๒๕๖๘ นี้จะมีโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวหรือไม่ จะมีโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท หรือไม่ เพราะโครงการที่ท่านทำอยู่ในขณะนี้เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย🔗

สุดท้ายผมคงไม่สามารถสนับสนุน พ.ร.บ. กล่องสุ่มฉบับนี้ได้ เพราะทำแบบ สุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรนอกจากแก้หน้าให้นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงาน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านซูการ์โน มะทา ครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปราย ร่างพระบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในมุมมองต่าง ๆ ก็อยากเรียนฝากผ่านท่านประธานว่า ในฐานะที่พรรคประชาชาติเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ผมเห็นว่าการทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อไปขับเคลื่อนนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายที่ทาง พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้สัญญากับพี่น้องประชาชน ผมถือว่า นั่นเป็นสัญญาที่รัฐบาลภายใต้การนำของท่าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน จะต้องทำตามนโยบายที่พูดไว้กับประชาชน ท่านประธานครับ นโยบายแจกเงิน Digital ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็นการกระตุ้น เป็นการปั๊มหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเราทราบดีนะครับ ในรอบ ๑๐ กว่าปีมานี้เศรษฐกิจชุมชนของประเทศเราที่เป็นเศรษฐกิจของชุมชนในระดับย่อย ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจระดับประเทศนั้นได้มีความซบเซามา ฉะนั้นรัฐบาลจึงจำเป็น ที่จะต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งมีวงเงินถึง ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ถ้าเราดูระดับแนวคิดนโยบาย ก็คือการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน ไปสู่หมู่บ้านนะครับ ผมยกตัวอย่าง ประเทศไทยมีทั้งหมด ๗๕,๐๘๖ หมู่บ้าน ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นั้น เป็นจังหวัดที่มีปัญหา เรื่องเศรษฐกิจ มีปัญหาเรื่องของ GDP มีรายได้ต่อครัวเรือนที่ยากจนที่สุด ๓ จังหวัด เรามีทั้งหมด ๓๓ อำเภอ ๒๔๘ ตำบล ๑,๕๓๔ หมู่บ้าน ถ้า ๑ หมู่บ้านมีประชากรอยู่ ๕๐๐ คน และถ้าประชากร ๑ คน ได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ตามนโยบายของรัฐบาล เท่ากับว่า ๑ หมู่บ้าน ก็จะมีเงินที่ไปหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้านถึง ๕ ล้านบาท ผมถามว่าในฐานะที่เศรษฐกิจชุมชนนั้น ไม่มีการขับเคลื่อนมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีนั้น ผมคิดว่าผมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอภิปราย สนับสนุนเห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทฤษฎี เศรษฐกิจชุมชน หรือ Local Economic ก็จะให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งพา ทรัพยากรในชุมชน โดยเน้นการจ้างงานในชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนทั้งเงินทุนและ ทรัพยากรต่าง ๆ ในชุมชนได้มากที่สุด ในส่วนของต้นน้ำผมแบ่งการพัฒนาออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนต้นน้ำก็คือการผลิตสินค้าการเกษตร ส่วนกลางน้ำก็จะเป็นการแปรรูปสินค้า และปลายน้ำ ก็จะเป็นการตลาด ดังนั้นนโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะผลักดันเศรษฐกิจชุมชนกลับมาฟื้นคืนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งผมเองก็มีเหตุผล ที่อยากอภิปรายสนับสนุนที่เป็นเหตุผลที่ดีของนโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาทว่ามีอะไรบ้าง🔗

ข้อที่ ๑ เศรษฐกิจในชุมชน เราก็ทราบดีว่าซบเซามาเป็นเวลานาน คล้ายกับ คนที่ป่วยที่ต้องอยู่ในขั้น ICU เนื่องจากอำนาจหรือกำลังในการซื้อของประชาชนมีอยู่น้อย ทำให้ร้านค้ามีรายได้น้อย การหมุนเวียนของเงินก็ไม่ดีเท่าที่ควร อันนี้จึงจำเป็นที่จะต้อง เติมเงินเพื่อให้เป็นออกซิเจนไปช่วยคนที่ป่วย คือพี่น้องประชาชนในพื้นที่🔗

ข้อที่ ๒ ปัจจุบัน GDP ของประเทศเราก็ทราบกันดีนะครับว่าอยู่ประมาณ ๑๘ ล้านล้านบาท ซึ่งตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เฉลี่ยอยู่ประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่อยู่ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราที่เติบโตปีละ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าเรายังไม่มี การกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทยจะเติบโตอยู่ในระดับ ๓.๕ อย่างที่ต้องการได้อย่างไร🔗

ข้อที่ ๓ การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ในรัฐบาล ที่ผ่านมา ตั้งแต่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านชวน หลีกภัย ก็ใช้เงินมิยาซาวา เงินนอกงบประมาณ มายุคของคุณอภิสิทธิ์ก็มีการแจกเช็คเงิน ๒,๐๐๐ บาท มายุคของท่านประยุทธ์ก็มีการแจกเงิน มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และกู้เงินถึง ๑.๕ ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านระบบราชการ ผ่านผู้รับเหมาประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท🔗

ข้อที่ ๔ สิ่งที่ผมว่าเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท จะมีผลดีก็คือ ซึ่งการแจกเงิน ดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็นการกระตุ้น เป็นการปั๊มหัวใจของเศรษฐกิจของชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศให้พลิกฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง โดยทำให้เงินสดหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ ฐานรากของเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ยิ่งมีการหมุนเวียนเงิน ในชุมชนหลาย ๆ รอบ ก็จะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับอีกครั้งหนึ่ง🔗

ข้อที่ ๕ ตัวอย่างหมู่บ้านหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่า มีประชากรอยู่ ๕๐๐ คน และแต่ละคนได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะทำให้มีเงินเข้าในหมู่บ้าน ๕ ล้านบาท และประชาชนไม่สามารถที่จะใช้เกินจากอำเภอที่กำหนดที่เป็นหลักเกณฑ์ที่ทางรัฐบาล ได้กำหนด ผมคิดว่าเงิน ๕ ล้านบาท ก็จะไปกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ ในระดับ SML SMEs ในพื้นที่นะครับ🔗

ข้อที่ ๖ เงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท จะไม่สามารถนำมาเป็นเงินออมได้ ไม่สามารถนำไปใช้หนี้ได้ ไม่สามารถไปใช้โครงการที่เป็นอบายมุข โดยเงินที่เติมให้ในครั้งแรก ๑๐,๐๐๐ บาท จะต้องใช้ภายใน ๖ เดือนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็จะเป็นการหมุนเวียน ของระบบเศรษฐกิจในชุมชนนะครับ🔗

ข้อที่ ๗ ที่ผมว่าเป็นส่วนดีของเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ก็คือเราจะเห็นว่า มีนักวิชาการหลายท่านมีความกังวลในเรื่องเงินนโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เนื่องจาก ใช้งบประมาณมากกว่า ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่เปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ ที่เคยทำนโยบายนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลก็ให้เหตุผลว่าการที่ประเทศเหล่านั้น ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เนื่องจากไม่มีมาตรการรองรับหรือนโยบายที่ต่อเนื่องจากการใช้เงิน ดังกล่าว โดยที่ทางรัฐบาลเท่าที่ผมทราบมาก็ได้วางนโยบายว่า เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยเงินดิจิทัลในช่วงแรกที่จะทำให้เศรษฐกิจเงินดิจิทัลเศรษฐกิจฟื้นคืนขึ้นมา จากนั้นรัฐบาล ก็จะดำเนินการมาตรการและนโยบายต่าง ๆ หลายประการเพื่อรองรับ เช่น การพัฒนา ศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ การเจรจากับประเทศ เพื่อแสวงหาตลาดใหม่ในผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน หรือการดำเนินนโยบายอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การขึ้นค่าแรง การขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี การที่จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายเงินดิจิทัลก็ถูกรองรับด้วยเงิน โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล🔗

สุดท้าย ข้อที่ ๘ รัฐบาลผมเชื่อว่าได้วางกรอบในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ใน ๓ ระยะที่ผมกล่าวข้างต้น ก็คือระยะสั้น ก็คือการใช้นโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ระยะกลางก็คือการใช้นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว การขึ้นค่าแรง และในระยะยาวก็คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้น เพิ่มขึ้น เท่าเทียมกับ ความสามารถของประเทศไทยให้ติด ทั้งหมดนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ผมเห็นด้วยในขั้นรับหลักการ กับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ของรัฐบาล เพื่ออย่างน้อยที่สุดรัฐบาลซึ่งเป็นพรรคหลายพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้มี การทำสัญญา MOU ว่า สิ่งไหนที่เป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยพูดกับพี่น้อง ประชาชน สิ่งเหล่านั้นก็ต้องขับเคลื่อนให้เป็นผลงานของรัฐบาลได้ ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่า นโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและจะเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือครับ ครั้งนี้ผมจะขอร่วมอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นะครับ เคยมีคำกล่าวที่ว่า พรรคเพื่อไทยเก่งทางด้านเศรษฐกิจ และผมเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น แต่วันนี้ผมเริ่มสงสัยแล้ว ว่าไม่น่าจะจริง สมัยนั้นอาจจะเกิดเป็นอุปทานหมู่หรือโฆษณาชวนเชื่อก็ตาม แต่ยุคนี้เรามี ดิจิทัล มีอินเทอร์เน็ต มีสื่อ Social Media มี Digital Footprint ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นความจริงว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้เก่งเศรษฐกิจจริง เพียงแต่มั่วเก่งนะครับ แล้วก็หวังว่าเศรษฐกิจนั้นจะคลี่คลายไปได้เอง ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้นะครับ มั่วเก่งอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ออกหาเสียงนโยบายตอนเลือกตั้งบอกว่าไม่ต้องใช้เงินสักบาทเลยนะครับ เศรษฐกิจจะแจกเงินทุกคน คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๖ ล้านคน ตรงนี้ถึงกับมีพิธีกรรายการ ตบเข่าฉาด บอกว่าคิดได้อย่างไร ฉลาดมาก ๆ เลยนะครับ ฉลาดมาก ๆ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้มโหฬารขนาดนี้ เป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจนะครับ แต่ตอนนั้น ผมก็สงสัยอยู่นะครับว่า ไม่ใช้เงินมันจะเป็นไปได้อย่างไร กระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ขนาดนี้ โดยไม่ใช้เงินเป็นไปได้อย่างไร จากนั้นก็เปลี่ยนนะครับ เริ่มเปลี่ยนว่าต้องใช้เงินแล้ว ต้องกู้แล้ว อาจจะกู้ธนาคารออมสิน ทีนี้ก็มีปัญหาอีก ก็เปลี่ยนเป็น ธ.ก.ส. ก็มีปัญหาอีก สุดท้ายก็บอกว่า จะไม่กู้ธนาคารแล้วนะครับ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น เปลี่ยนตลอดนะครับ พอโดนค้านก็เปลี่ยน พอโดนค้านก็เปลี่ยนนะครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าคิดใหญ่ทำเป็น ทุกคนคงเห็นแล้วนะครับ ว่าเป็นการคิดไปทำไป เพราะคิดทีไรก็ชนตอทุกที หรือทางฝ่ายค้านเองเริ่มพูดออกมา ว่ามีปัญหาถึงต้องเปลี่ยนนะครับ นโยบายที่ไม่ตรงปกขนาดนี้เราจะให้ไปต่อหรือไม่ ลองมาฟัง กันต่อนะครับท่าน ทีแรกผมคิดว่าทีมนโยบายคิดว่าการผลิตเงินจากอากาศขึ้นมาสามารถทำได้ จึงได้บอกว่าจะผลิตเงินดิจิทัลโดยไม่ใช้เงินสักบาท เพราะว่าเราผลิตขึ้นมาจากอากาศ เหมือนกับการสร้างเหรียญ Cryptocurrency นะครับ เหรียญ Crypto ส่วนใหญ่ผลิตจาก อากาศได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์รองรับ ซึ่งเหรียญเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการรองรับ จากประเทศใด ๆ ในโลกนะครับ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เพราะว่าเป็นเหรียญ ที่เกิดขึ้นในอากาศ ถ้าเกิดเราฟังถึง Yuan Digital อันนี้จะต่างกันไปนะครับ ตรงนี้เขามี สินทรัพย์ค้ำประกันเขาถึงสามารถทำได้นะครับ ถ้าเราผลิตเหรียญจากอากาศจะกลายเป็น ผิดทั้งกฎเบื้องต้นของการเงินและผิด พ.ร.บ. เงินตรา ผิดกฎหมายด้วยนะครับ มันทำไม่ได้ จริง ๆ อันนี้มันเป็นเรื่องง่าย ๆ มาก ๆ เลย แต่คิดออกมาแบบนั้นได้อย่างไรนะครับ อันนี้ผมถึงบอกว่าปัญหาของการสร้างเงินจากอากาศนั้นมันเป็นไปไม่ได้นะครับ🔗

ต่อไปนะครับ เงินดิจิทัลนี้ถ้าเกิดท่านจะให้เฉพาะคนที่มีฐานะยากจน ที่มีบัตรประชารัฐอยู่แล้ว ๑๕ ล้านคน ผมจะโหวตผ่านให้ท่านเลยนะครับ เพราะว่ามันจะเป็น การกระตุ้นที่ได้ผลจริง ๆ นะครับ กระตุ้นจากรากหญ้า เพราะคนทุกวันนี้เราเดินออกไป เราเห็นแล้วว่าเขายากจนจริง ๆ เขาไม่มีเงินใช้จ่ายนะครับ ถ้าเกิดเขาได้เงินมา ๑๐,๐๐๐ บาท เขาก็จะใช้ทั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท แต่อันนี้ท่านจะให้หว่านแหเลย ๕๐ ล้านคนนะครับ การให้เงิน คนจนกับคนรวยมันต่างกันเยอะครับ ถ้าท่านให้เงินคนรวย สมมุติว่าเขามีรายได้อยู่แล้ว เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ใช้ไปประมาณเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วท่านไปให้เขาอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ขอโทษนะครับ อาจจะไม่ถึงเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ เพราะมัน จะไม่เข้าขั้น มีรายได้เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท เขาใช้ทุกเดือน เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ทีนี้ท่านไปเติมให้เขาอีก ๑๐,๐๐๐ บาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาก็ใช้ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่าเดิม เขาเอาเงินที่ท่านเติมให้ ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ไปใช้จ่ายดิจิทัลปกติ แล้วก็เอาเงินของเขาใช้เองอีก ๒๐,๐๐๐ บาทนะครับ ที่เหลือ ๑๐,๐๐๐ บาทของเขานี้เขาก็ออมเพิ่ม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มันเป็นการหยอดลงไปแล้วก็หายเข้าไปเลยนะครับ ไม่มีการกลับมากระตุ้นเพราะเขาใช้เงินเท่าเดิม สิ่งนี้ผมถึงบอกว่าทำไมมันถึงไม่คุ้มค่านะครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะลงไปนี้มันจะไม่คุ้มค่ากับพายุหมุนที่ว่ามันก็จะเป็นแค่ลมพัด หรือเป็นแค่วาทกรรมทางลมปากเท่านั้น ไม่ใช่พายุหมุนครับ นโยบายการแจกเงินมหาศาล ขนาดนี้ต้องใช้เงินถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเกิดเป็นงบประมาณภาระดอกเบี้ยต้องกู้เงินเพิ่ม เพิ่มทั้งดอกเบี้ย เพิ่มทั้งเงินต้นนะครับ แล้วก็จะเป็นภาระให้กับลูกหลานเราในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือ ๕๐ ปีข้างหน้านะครับ ตามที่เราได้เชิญหน่วยงานมานี้นะครับ ได้พูดคุยกัน หน่วยงานต่าง ๆ ของทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน ไม่มีใครเห็นด้วยเลยนะครับท่าน ไม่มีใครเห็นด้วยเลย แม้แต่หน่วยงานเดียว แต่ผมไม่แน่ใจว่า ในที่ประชุมเขาบอกกับท่านตรง ๆ หรือไม่ เพราะเห็นว่าท่านต้องการทำนโยบายนี้จริง ๆ เขาถึงต้องพยายามที่จะหาวิธีให้ท่านทำให้ได้ แต่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับท่านเลยนะครับ การที่ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นะครับ แล้ว World Bank คำนวณว่า น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP จำตัวเลขตรงนี้นะครับ ท่านใส่เงินลงไป ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่กระตุ้นได้มากที่สุด ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เท่านั้นเองนะครับ น้อยกว่าเงินที่ใส่ลงไป เท่ากับว่าเป็นการตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำหรือไม่ครับ ผมคิดให้ท่านเต็มที่เลยนะครับ กระตุ้นได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กระตุ้นมาได้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านทำแบบนี้นะครับ เอาที่ง่ายกว่าคือท่านใส่เงินลงไปตรง ๆ เลยครับ ไม่ต้องให้ประชาชน คือท่านเรียกว่า Government Spending คือการใช้จ่ายจากภาครัฐ โดยตรง ถ้าท่านทำแบบนี้นะครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะกระตุ้นได้ทันที ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็จะเป็นตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจนะครับ เมื่อสักครู่ก็มี สส. หลายท่านพูดถึงเงิน ที่หมุนหลายรอบ ผมก็จะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ การหมุนรอบของเงินกับการกระตุ้น เศรษฐกิจมันไม่เหมือนกัน เวลาเราพูดถึงรอบของเงินนี้ แต่ละรอบเงินมันจะถูกใช้จ่าย ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเราจะคำนวณจากรอบของเงินไม่ได้ เราต้องคำนวณจากตัวที่เรียกว่า Money Multiplier หรือตัวทวีคูณทางการเงินนะครับ สมมุติว่ารอบแรกท่านใส่ไป ๑๐๐ บาท คนเก็บออมไว้ ๒๐ บาท ใช้ไปแค่ ๘๐ บาท รอบที่ ๒ ร้านค้าก็เอาไปใช้อีก ๖๐ บาท รอบที่ ๓ ใช้ไป ๕๐ บาท ใช้ไป ๓๐ บาท ตามนี้เลยนะครับ รวมทั้งหมดใช้ไป ๔ รอบ ท่านจะนับตามรอบไม่ได้ ท่านต้องนับว่ารวมแล้วได้เท่าไรนะครับ รวมแล้วได้ ๒๒๐ บาท เท่ากับตัวทวีคูณนี้ ๒.๒ เท่านะครับ แต่ Digital Wallet เกิดอะไรขึ้น World Bank คำนวณว่าจะกระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับตัวทวีคูณ ๐.๔ เท่านั้นเอง อันนี้น้อยลงมาก ๆ เห็นแล้วนะครับว่าตัวเลขนี้ไม่คุ้มค่า แล้วหน่วยงานภาครัฐอันนี้ท่านติดตามข่าวได้เลยนะครับ พูดในข่าวตลอดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ละครับ🔗

ต่อไปนะครับท่านประธาน ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราทำมาหากินฝืดเคืองนะครับ ผมจะใช้เงินแต่ละบาทนี้ยังระมัดระวังเลยครับ คิดแล้วคิดอีก สมมุติว่าผมจะซื้อรถมือสอง สักคันหนึ่ง คันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผมให้เพื่อนผมไปประเมินแล้ว เขาบอกว่ารถคันนี้ จริง ๆ แล้วมูลค่าแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเอง จะไปซื้อทำไมรถคันนี้ ไปซื้อคันอื่นที่มันเครื่องยนต์ แรงกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ หรือถ้าเกิดอยากได้รถคันนี้จริง ๆ ต่อราคาเขาให้เหลือ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็พอนะครับ อันนี้คือเรื่องเดียวกันกับ Digital Wallet ครับ ท่านใส่เงินลงไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันกระตุ้นได้แค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมท่านไม่ใช้เครื่องมืออื่น วิธีการอื่นที่จะใส่ลงไป แล้วให้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้แรงกว่านี้ ได้แรงกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ถ้าเกิด ท่านทำได้มันก็จะคุ้มค่า เพราะถ้าเปรียบเทียบนะครับ เปรียบเทียบกับโครงการคนละครึ่ง ทำไมถึงมีเสียงค้านน้อยกว่าโครงการ Digital Wallet เยอะเลยครับ เราไม่ค่อยได้ยินเสียง ค้านโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลก่อน แต่รัฐบาลนี้ทุกภาคส่วนก็กระหน่ำคัดค้านกันเต็มที่ ท่านน่าจะคิดได้แล้วนะครับตรงนี้ อันนี้เดี๋ยวผมให้ดูนะครับ ในเรื่องของสิ่งที่ท่านบอกว่า ท่านจะกันเงินแค่ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะเกิดอะไรขึ้นนะครับ คือท่านประเมินว่า คนจะมาลงทะเบียนแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ผมให้ดูตัวเลขของโครงการคนละครึ่งนะครับ เฟส ๑ เฟส ๒ นะครับ ตอนเฟส ๑ ต้องไปลงทะเบียน ๖ โมงเช้านะครับ ลงทะเบียนแป๊บเดียว ระบบล่ม ลงทะเบียนกันไม่ได้นะครับ ขาดตอนกันไปจนตัวเลขไม่นิ่งนะครับ ก็มีการเปิด รอบ ๒ แล้วก็เพิ่มจำนวนให้นะครับ เพราะฉะนั้นผมรวมรอบ ๑ รอบ ๒ นะครับ วงเงินตอนนั้น ๓,๕๐๐ ล้านบาท เปิดลงทะเบียน ๑๕ ล้านสิทธิ แล้วก็มีคนลงทะเบียนเกือบเต็มนะครับ ๑๔.๗๙ หรือว่า ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ นี่นะครับตัวเลขที่ท่านบอกว่าคนลงทะเบียนจะมีแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เกือบเต็ม ๑๐๐ นะครับ อันนี้แค่ ๓,๕๐๐ เฟสที่ ๓ ให้ ๔,๕๐๐ เปิดให้ ๒๘ ล้านสิทธิ คนก็ลงทะเบียนไป ๙๔.๑๑ เปอร์เซ็นต์ เฟส ๔ เฟส ๕ ก็ให้เงินน้อย ลงหน่อยนะครับ คนลงทะเบียนก็น้อยลงเหลือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เพราะคนอาจจะ เริ่มเงินหมดแล้วนะครับ ไม่มีเงินจะจ่าย เพราะว่าโครงการคนละครึ่งต้องควักเงินตัวเองไปด้วย แล้วก็จำนวนเงินที่ให้น้อยลงอาจจะไม่ดึงดูดใจ คนก็เลยลงแค่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิด ท่านดูตัวเลขตรงนี้ท่านเทียบกับ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท คิดว่าคนจะลงทะเบียน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างหรือจะไปลง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ข้างบนครับ ตรงนี้เป็นตัวเลข ที่ดูกันง่าย ๆ เลย สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ปัญหาที่จะตามมาที่ท่านประเมินกันนะครับ🔗

เรื่องต่อไปนะครับ งบประมาณรอบนี้ที่ขอมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ก็จะเป็นเงินกู้ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านไม่ได้บอกว่ามาจากไหน สุดท้ายแล้วก็ไปค้นหาได้ว่าก็จะมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่กำลังชำระบัญชีแล้วก็ จะมีเงินเหลือประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะหมกเม็ดข้อมูลแบบนี้ตลอด คือจะไม่เปิดเผยให้กับเรา ทำให้เราต้องไปขุดคุ้ยเอาเองนะครับ แรก ๆ เราก็สงสัยว่า เป็นการจัดเก็บรายได้เพิ่มหรือไม่ จัดเก็บภาษีเพิ่มหรือไม่ มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ เพราะทุกตัวเลขนี้ชี้ว่าเราขาดทุนเป็นส่วนใหญ่นะครับ หมายถึงว่าเก็บได้ต่ำกว่าเป้า เป็นส่วนใหญ่นะครับ🔗

ปัญหาต่อไปที่ผมจะเสนอนิดหนึ่ง สส. ฝ่ายรัฐบาลสักครู่นะครับ พูดถึงเรื่อง ข้อมูลประชากร ๕๐ ล้านคนนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้นะครับพฤติกรรมการบริโภค เป็นอย่างไร เราจะได้นำไปเรียกว่าประเมินผลแล้วก็ไปใช้ประโยชน์ได้ ตรงนี้ผมก็อยากจะเตือน นิดเดียวให้ระวังเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล หรือ PDPA ท่านจะนำข้อมูลเขาไปใช้ ท่านขอ Consent เขาหรือยังครับว่าท่านจะนำไปใช้นะครับ เรื่องแรก🔗

เรื่องที่ ๒ คือพฤติกรรมการบริโภคของคนที่ใช้ Digital Wallet กับคนที่ใช้ ชีวิตประจำวันมันต่างกันนะครับ ก็ด้วยเงื่อนไขที่ท่านตั้งขึ้นเองละครับว่า จะต้องซื้อได้ แต่เฉพาะร้านค้าในอำเภอ จะต้องซื้อสินค้าได้บางตัวนะครับ พฤติกรรมการบริโภคก็ต่างกัน ข้อมูลอาจจะไม่ได้ประโยชน์จริง ๆ และจริง ๆ แล้ว ๕๐ ล้านคนหรือแม้แต่ ๗๐ ล้านคนนี้ เรามีข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่แล้ว เราก็อาจจะไม่ได้มีประโยชน์ตรงนั้นจริง ๆ สักเท่าไร อาจจะมีบ้างนะครับ🔗

ส่วนต่อไป การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ท่านก็หมกเม็ดอีกนะครับ ท่านบอกว่าตามมาตรา ๒๐ (๑) รายจ่ายลงทุนต้องไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เวลาท่านกู้ ท่านก็บอกว่าเงินที่จะเอาไปใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นรายจ่ายลงทุน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยท่านทึกทักไปเอง ทึกทักไปว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เขาจะนำไปบริโภค อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นำไปลงทุน แล้วท่านก็บอกว่าท่านเชื่อใจประชาชน ตรงนี้มันไม่ใช่การเชื่อใจประชาชนนะครับ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจ แต่ว่าอันนี้คือบรรทัดฐานในการทำบัญชี เวลาท่านของบไปที่ สำนักงบประมาณแล้วท่านพูดอย่างนี้ อีกหน่อยถ้าเกิดเป็นหน่วยงานอื่นเขามาขอบ้าง ขอไปงานเลี้ยงรับรองและบอกว่างบตรงนี้ขอ ๑๐๐ แต่อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นรายจ่ายลงทุนนะ เพราะเป็นต้นทุนของอาหาร แบบนี้มันจะไม่มั่วหรือครับ ในอนาคตถ้าท่านตั้งบรรทัดฐานไว้แบบนี้ ก็อยากจะเตือนทางรัฐบาลนะครับว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราควรจะทำให้เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง งบตรงไหนเป็นอะไรท่านก็ควรจะชี้แจงให้ถูกต้อง ถ้าเราบิดเบือนกันอย่างนี้นะครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์บริโภค อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ลงทุน แล้วใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์บริโภคนั้น อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นต้นทุนของ Supplier ของเรา อย่างนี้มันจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ค่อย ถูกต้องสักเท่าไรนะครับ ทางการบัญชีด้วย ทางงบประมาณด้วยนะครับ🔗

เรื่องต่อไป การกระตุ้นเศรษฐกิจมันทำได้หลายวิธีนะครับ และเราควรจะทำ ในเรื่องที่มันสำคัญและอาจจะใช้เงินน้อยกว่า อย่างเช่น การช่วยเหลือทางด้านค่าไฟฟ้า การสนับสนุนเรื่อง Solar Rooftop พลังงานแสงอาทิตย์ อันนี้จะลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน การลดภาษีสรรพสามิต มันมีตั้งหลายวิธีหรือว่าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน ของ SMEs ให้เขาเข้าถึงแหล่งทุน มันมีหลายทางที่เราทำ ใช้เงินน้อยกว่านี้ กระตุ้นได้ดีกว่านี้ อันนี้ผมอยากให้ท่านจำไว้เลยนะครับว่า ผมประเมินได้เลยว่ามันไม่ใช่พายุหมุนทางเศรษฐกิจ แน่นอนนะครับ มันจะเป็นแค่ลมปากเป่า มันจะเป็นแค่วาทกรรมแค่นั้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ🔗

นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ นอกจากความจำเป็นและประโยชน์ต่าง ๆ ของโครงการ Digital Wallet เพื่อมุ่งการแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนรากหญ้า และจุดประกายความฝัน สร้างความหวังของประเทศไทยอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ประโยชน์อีกส่วนหนึ่ง ที่ดิฉันจะพูดถึงนั่นคือโครงการนี้ค่ะ จะช่วยยกระดับพัฒนาทักษะให้ประชาชนในการรับรู้ และเข้าใจเรื่องของดิจิทัลได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากมาย แต่ประเทศไทย ของเรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะเนื่องจากความเข้าใจ ทางเทคโนโลยีของประชาชนยังอยู่ในเกณฑ์ที่น้อยกว่าที่ควรค่ะ ดิฉันขออ้างอิงข้อมูลจาก The International Institute for Management Development หรือ IMD ค่ะ ที่ได้ระบุว่า ไทยมีจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีเพียงแค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านค่ะ อย่างเช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ที่มีบุคลากรทางเทคโนโลยีที่สูงกว่าไทยถึง ๓ เท่า ทั้งนี้จากการจัดอันดับความสามารถ ในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย หรือ Digital Competitiveness Ranking ในปี ๒๐๒๓ พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๕ จาก ๖๔ ประเทศ ถ้าหากฟังดูแล้วก็ค่อนข้างไกลเลย ทีเดียวนะคะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เราตามหลังประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ที่ปัจจุบันนี้อยู่ที่อันดับ ๓ และประเทศไต้หวันอยู่ที่อันดับ ๙ ฮ่องกงอยู่ที่อันดับ ๑๐ ค่ะ และมาเลเซียค่อนข้างใกล้เราหน่อย คือลำดับที่ ๓๓ ค่ะ การที่ประเทศไทยของเรามี Digital Competitiveness Ranking ที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเรา หลายด้านด้วยกันค่ะ ซึ่งวันนี้ดิฉันจะขอยกตัวอย่างที่สำคัญ ๒ ประการด้วยกันค่ะ🔗

ข้อแรก ปัญหาของการดึงดูดนักลงทุนจะทำได้น้อยค่ะ เพราะนักลงทุน ก็จะมองหาประเทศที่มีศักยภาพและความสามารถทางเทคโนโลยีสูง ซึ่งการที่ประเทศไทย ของเราอยู่ในลำดับที่ไม่ค่อยดีนักจึงทำให้เราเสียเปรียบในการดึงดูดนักลงทุนจากบริษัท เทคโนโลยีขนาดใหญ่ เพราะบริษัทเหล่านี้มักเลือกที่จะลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐาน ทาง Digital ที่แข็งแกร่งและบุคลากรที่มีทักษะสูง🔗

ข้อ ๒ ไทยมีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะทางด้านเทคโนโลยีเพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงการขาดบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการ ของตลาดแรงงานในยุคนี้ นั่นคือยุคแห่งดิจิทัลธุรกิจในประเทศไทยของเราจึงไม่สามารถ เติบโตและรวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในบ้านเราก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ดังนั้น ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีของเราจึงเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องจริงจัง ซึ่งถือเป็นความท้าทายมาก ๆ ค่ะ ถ้าหากเราต้องการจะมีที่ยืนและอยากจะแข่งขันในโลก ดิจิทัลกับคนอื่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องเร่งแก้ไข ถ้าหากเราไม่พัฒนาค่ะ ยังคงอยู่แบบนี้ ต่อไป ประเทศไทยของเราก็จะถูกลืม ถูกทิ้งไปทีละเล็กทีละน้อย จนสุดท้ายแล้ว ก็จะกลายเป็นคนตกยุคค่ะ ที่ไม่สามารถจะตามใครได้ทัน ลองมาดูประเทศเพื่อนบ้าน ของเรานะคะ ดิฉันจะยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ค่ะ ที่ปัจจุบันนี้ก้าวขึ้นมาอยู่ที่อันดับต้น ๆ ของโลกก็เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลมาก เมื่อปี ๒๐๒๐ ที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้มีการจัดโครงการ Singapore Digital ที่มุ่งเน้นการพัฒนา เทคโนโลยีและการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับประชาชน ทำให้สิงคโปร์ประสบผลสำเร็จมี บุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นวันนี้โครงการ Digital Wallet จะ เป็นโอกาสและจะเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชนคนไทย หรือพูดแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยค่ะ โครงการนี้จะทำให้ประชาชนเข้าใกล้ชิดกับคำว่า ดิจิทัล มากขึ้น พี่น้องหลาย ๆ คนพยายามที่จะปฏิเสธการเข้าสู่ระบบดิจิทัล แต่ความเป็นจริงนั้น เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงโลกแห่งดิจิทัลได้ ทางกลับกันค่ะ เราควรใช้มันให้เกิดประโยชน์ กับเรามากที่สุด การใช้เงินดิจิทัลจะช่วยให้ประชาชนได้เรียนรู้และปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เมื่อวันนี้ค่ะโลกของเราเปลี่ยนไป นั่นหมายถึงเราต้องปรับตัวค่ะ เมื่อเราวิ่งตามโลกเราต้องวิ่ง และวิ่งให้ทัน โครงการ Digital Wallet นี้จะสอดคล้องกับนโยบายที่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมกำลังผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Coding for Better Life สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือรวมไปถึงการเสริมสร้างทักษะความรู้ด้าน Digital ให้กับผู้สูงวัย และอีกหลาย ๆ โครงการ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และในอนาคตนี้การเข้าถึงนโยบายของรัฐบาล พี่น้องประชาชนจะต้องใช้ เทคโนโลยีเป็นหลัก เพื่ออะไรคะ ก็เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย อย่างเช่นนโยบาย Telemedicine ที่เราจะสามารถพบหมอทางไกล ทำให้เราสามารถเข้าถึง การปรึกษาหาหมอออนไลน์ได้ หรือรวมไปถึงการศึกษาทุกที่ ทุกเวลา ที่จะนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในระบบของการศึกษา ที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดเป็นโครงการที่สำคัญ เพื่อทำให้ไทย ของเรามุ่งสู่การเป็น Digital Economy Hub หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลมีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยค่ะ และมีความพร้อมสู่อนาคตแบบองค์รวม เราจะสามารถเชิดหน้าชูตาแข่งขัน กับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างแน่นอนค่ะ บางคนอาจจะสงสัยเรื่องของจำนวนเงิน และมีหลาย เสียงสะท้อนบอกว่า ถ้าแค่อยากจะให้ประชาชนมาคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยี จำเป็นหรือที่ จะต้องใช้เงินถึง ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ดิฉันขอเรียนทุกท่านค่ะ ขนาดของเงินในระบบที่จะ กระตุ้นให้ประชาชนให้เกิดการมีส่วนร่วมอยากที่จะเข้ามาสู่ระบบดิจิทัลนั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่ง เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทของแต่ละคนไม่เท่ากันนะคะ คนบางคนไม่เคยได้จับเงินหมื่น ย้ำอีกครั้งนะคะว่าเป้าหมายของเราวันนี้ต้องการให้ประชาชนเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้มากที่สุด ถ้าหากเราใช้เงินจำนวนน้อยกว่านี้นั้น อาจจะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ ระบบดิจิทัลกับเราได้ การใช้ Digital Wallet จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนเข้าใกล้คำว่า ดิจิทัล มากขึ้น ต่อไปนี้ประชาชนจะตั้งวงสนทนาเรื่องของเทคโนโลยี เริ่มเข้าสู่การใช้ Smartphone เริ่มหัดที่จะเขี่ยมือถือแล้วค่ะ นี่คือการแทรกซึมเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย ต่อมาประชาชนจะ เริ่มหัด Download Application ด้วยตนเอง และนำสู่การชวนกัน Download Application ที่ครบวงจร ที่รัฐบาลจัดทำขึ้นมา นั่นคือ Application ที่เรียกว่า Application ทางรัฐค่ะ ซึ่ง Application นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน ซึ่งไม่เพียงแต่จะใช้กับ โครงการ Digital Wallet เท่านั้นนะคะ แต่ Application ทางรัฐนี้ยังจะต่อยอด จะช่วยให้ รัฐบาลสามารถกระจายสวัสดิการต่าง ๆ ไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากปกติที่ พี่น้องประชาชนต้องรับเงินที่ศาลากลางบ้านหรือใช้ให้ลูกให้หลานไปกดที่ตู้ ATM แต่ต่อไปนี้ไม่ว่า จะเป็นการช่วยเหลือในช่วงวิกฤติ หรือสวัสดิการผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพ อุดหนุนเด็กแรกเกิด ช่วยเหลือจากรัฐ ประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ กยศ. ก็ครบจบที่ Application นี้ Application เดียวค่ะ นอกจากนี้นั้น ยังไม่พอ นะคะ พี่น้องประชาชนยังจะสามารถขอเทียบวุฒิเช็กสิทธิรักษาพยาบาล รวมถึงแจ้งเหตุ คดีความต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกรวมไว้ที่ Application นี้ Application เดียว เรียกว่าครบ จบที่นี่ที่เดียวของแท้ค่ะ วันนี้แผ่นดินไทยของเราเป็นแผ่นดินที่แห้งแล้ง ผู้คนต่างมีกระบอกน้ำ แต่เราขาดน้ำค่ะ เศรษฐกิจยังไม่ค่อยดีนัก โครงการ Digital Wallet จึงเปรียบเสมือนโครงการที่ รัฐบาลจะเติมน้ำให้กับประชาชนคนละเท่า ๆ กัน และจะทำให้พวกเราทุกคนช่วยกันเทน้ำ รดลงต้นไม้ในพื้นที่ของตน ซึ่งจะทำให้ประเทศรอดพ้นจากผืนดินที่แห้งแล้งที่เป็น อยู่ในขณะนี้ค่ะ และจะสามารถปลูกพืชปลูกผลได้อย่างยั่งยืนในอนาคต กระบอกน้ำ กระบอกนี้จะเป็นกระบอกน้ำที่มีประสิทธิภาพ คือเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้นั้นไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป ให้ทุกคนได้ไปจับจ่ายใช้สอย รดน้ำในพื้นที่ของตนเอง นั่นหมายถึงให้ ใช้จ่ายในพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัย เมื่อทุกคนช่วยกันรดน้ำอย่างทั่วถึง ทุกหย่อมหญ้า การเจริญ งอกงามของต้นไม้ การชุ่มชื้นของแผ่นดินก็จะสวยงามไปพร้อมเพรียงกันค่ะ ท่านประธาน และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านคะ โครงการ Digital Wallet นี้ไม่ใช่เพียงนโยบายแจกเงิน อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้พูดถึง หรือไม่ใช่การใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ โครงการนี้เป็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาทักษะ Digital ของประชาชน และสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใสและยั่งยืน เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้จะเป็นแรงจูงใจ ที่จะดึงดูดให้ประชาชนเดินทางเข้าสู่ระบบดิจิทัลและจะช่วยให้การจัดเก็บภาษีสามารถ มีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ลดการทุจริตและเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ และที่สำคัญที่สุดค่ะ นี่จะเป็นการสร้างความร่วมมือจากประชาชนทุกคนร่วมกันมาฟื้นฟู เศรษฐกิจไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถกลับมายืนได้และแข็งแรงอีกครั้ง มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง มีอนาคตที่ยั่งยืนรอเราอยู่ วันนี้ไม่ใช่เพื่อใครค่ะ แต่เพื่อไทยทุกคน เพื่อเราเอง เพื่อครอบครัวของเรา เพื่อลูกหลานของเรา และที่สำคัญที่สุดเพื่อพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย ครับ🔗

นายชัชวาล แพทยาไทย ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ดินแดนทุ่งกุลาฮ้องไห่ เกษตรวิสัย ปทุมรัตต์และเมืองสรวงครับ ท่านประธาน ซึ่งตอนนี้ทุ่งกุลาร้องไห้กำลังจะร้องไห้อีกครั้งหนึ่งครับ เพราะว่าอ่างเก็บน้ำห้วย เชียงคำแตกแล้วเมื่อวานนี้ครับท่านประธาน ที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม คาดว่าวันนี้มวลน้ำมหาศาล ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร คงทะลักเข้าพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอหนองฮีและอำเภอโพนทราย ซึ่งเป็นพื้นที่ ของจังหวัดร้อยเอ็ดในลำดับต่อไป ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เล่มนี้ เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ครับท่านประธาน เป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับนโยบายเงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาทของรัฐบาล ผมพยายาม ทำความเข้าใจจนทำให้รู้สึกว่าถนนทุกสายของรัฐบาลกำลังมุ่งตรงไปที่นโยบาย Digital Wallet เพียงนโยบายเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ นักวิเคราะห์หลายท่านออกมา ให้ข้อมูลว่าวิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทยครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งครั้งนั้นครับ เป็นวิกฤติของคนรวย แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤติที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำที่สะสมมานาน เป็นวิกฤติ ของคนจน ของพี่น้องที่หาเช้ากินค่ำ พี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ครับ และในขณะที่หลายฝ่ายครับท่านประธาน ออกมา ให้ข้อคิดเห็นทั้งผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่า ความไม่คุ้มค่าของโครงการดังกล่าวไว้อย่างมากมาย และผมเองก็มีประเด็นความคิดเห็น ประเด็นข้อสังเกตต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวของรัฐบาล ดังนี้ครับท่านประธาน🔗

ประเด็นแรกครับท่านประธาน ผมมีข้อสงสัยว่าเงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นสาเหตุที่ทำให้การทำงานของหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่ดูแลแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องต้องสะดุด ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ งบประมาณของกรมชลประทาน หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญของพี่น้อง เกษตรกร งบปี ๒๕๖๘ ถูกปรับลดจากงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาครับ งบกรมชลประทาน ถูกตั้งงบเพิ่มขึ้นคงที่มาโดยตลอด อาจมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยบ้างในบางปี แต่งบประมาณ ปีที่ผ่านมากลับโดนปรับลดลง พื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทย ท่านประธานครับ มีอยู่ทั้งสิ้น ๑๕๐ ล้านไร่ กรมชลประทานมีอายุการปฏิบัติงาน ๑๒๐ ปี สร้างพื้นที่ชลประทาน ได้เพียงแค่ ๓๐ ล้านไร่ ยังเหลือพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก ๑๒๐ ล้านไร่ท่านประธาน ถ้างบถูกลดลงอย่างนี้ อีกกี่ปีถึงจะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ท่านประธานครับ ล่าสุดเมื่อวานนี้อ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำ พื้นที่ต้นน้ำลำเสียวใหญ่ คันคูเขื่อนกันดินพังทลาย น้ำทะลักออกมาจำนวนมหาศาล กำลังไหลจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่ต่ำ จากพื้นที่จังหวัด มหาสารคามเข้าสู่จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านเรือนทรัพย์สินของพี่น้องราษฎรได้รับความเสียหาย พื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิกว่า ๒ ล้านไร่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้กำลังได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำ แต่พอน้ำผ่านไปท่านประธานเชื่อไหมครับ พื้นที่ดังกล่าวก็จะกลับมา แห้งแล้งเหมือนเดิม เพราะไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำ ขาดการบริหารจัดการน้ำเหมือนที่ผ่านมา การปรับลดงบประมาณดังกล่าวของกรมชลประทานอาจทำให้พี่น้องประชาชนต้องพบกับ วิกฤติเหล่านี้ทุก ๆ ปี หากรัฐบาลยังมองถึงความจำเป็นของเงิน Digital Wallet มากกว่า ความทุกข์ร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน วิกฤติที่รัฐบาลต้องเผชิญในวันข้างหน้า อาจเป็นวิกฤติศรัทธาจากพี่น้องประชาชน🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เช่น พี่น้องเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ พี่น้องเกษตรกร ที่เลี้ยงวัวเกิดโรคระบาด มีการลักลอบนำเข้าวัวเถื่อนจนล้นตลาด ส่งออกไปขายต่างประเทศ ก็ไม่ได้ ราคาตกต่ำย่ำแย่ที่สุด พี่น้องเกษตรกรเลี้ยงหมูต้องแบกรับภาระต้นทุนอาหาร ที่แพงมาก สวนทางกับราคาขายที่ดำดิ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนต้องรับมือกับสภาพ ดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ฝนแล้งต้องยอมลงทุนซื้อน้ำเพื่อรดต้นไม้ เพื่อรักษาผลผลิตไม่ให้ เสียหาย พี่น้องเกษตรกรชาวประมงได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตที่ตกต่ำ มีคู่แข่ง เป็นเกษตรกรจากต่างประเทศมากมาย ซ้ำร้ายท่านประธานครับ ปลาหมอคางดำ Alien Species ระบาดอาละวาดกัดกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เวรกรรม จนป่านนี้ยังหาตัวคนผิด มารับผิดชอบไม่ได้ และที่เดือดร้อนหนักครับ คือพี่น้องเกษตรกรชาวนาท่านประธานครับ ที่มีต้นทุนการผลิตที่สูง ผลผลิตต่อไร่กลับน้อยมากหากเปรียบเทียบกับชาวนาในประเทศอื่น ๆ ซ้ำร้ายราคาผลผลิตที่ชาวนาขายกลับตกต่ำจนไม่เห็นผลกำไรจากการทำนา ท่านประธานครับ สิ่งที่พอจะเยียวยาพี่น้องเกษตรกรได้ก็มีเพียงแค่มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะรัฐบาล ไม่สามารถสร้างปัจจัยการผลิตที่สมบูรณ์ สร้างกลไกราคาที่เป็นธรรมให้แก่เกษตรกรได้ แต่ในปีนี้ครับ มาตรการเหล่านี้บางมาตรการกำลังถูกยกเลิก โดยเฉพาะโครงการเงินช่วยเหลือ ในการลดต้นทุนการผลิตของพี่น้องชาวนา ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท วงเงินรวมโครงการ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือชาวนาโครงการใหม่ นั่นก็คือโครงการ ปุ๋ยคนละครึ่ง ไร่ละ ๕๐๐ บาท วงเงิน ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้พี่น้องชาวนา ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังดีครับ วันนี้ผมได้ข่าวว่าท่านรัฐมนตรียังฟังเสียงของพี่น้องชาวนา มีข่าวว่าท่านจะมีการทบทวนโครงการดังกล่าวนี้อีกครั้ง ทั้งนี้ครับท่านประธาน การที่รัฐบาล พยายามปรับเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือพี่น้องชาวนาถือเป็นการลดงบประมาณลงจากเดิม เพื่อนำงบประมาณไปสมทบกับนโยบายเงิน Digital Wallet หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ท่านกำลังเอาวิกฤติความลำบากของพี่น้องชาวนาที่กำลังเผอิญไปผูกไว้กับนโยบายแจกเงิน ที่ผมมองว่าอาจจะไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ในสภาวะที่พี่น้องประชาชน ต้องรับมือกับปัญหานานัปการ แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยม ขนานใหญ่ แจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผมเกรงว่าจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ประชาชน กลายเป็นผู้แบกรับหนี้สินที่ตัวเองไม่ได้ก่อกว่า ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงยากที่ผม จะเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

ท้ายที่สุดท่านประธานครับ ผมขอฝากผญาอีสานผ่านท่านประธานไปยัง รัฐบาล อันว่าเงินดิจิทัล จักมันเป๋นดอกแนวใด๋ ข่วมหัวชาวนาไทย สิกู้เงินให้มันได้ ไทบ้าน นา เขื่อนขาด ท่วมอนาถขาดนายซอย งบประมาณถึงมีหน้อย ซอยหมู่ข่อยก่อนเป็นหยัง รัฐบาลเอ้ย รัฐบาลเอ่ย ด้วยความเคารพครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ รัฐมนตรีขอใช้สิทธิชี้แจงนะครับ เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ในการตอบข้อซักถาม ในประเด็นแรกเลยนะครับ มีการอภิปราย พาดพิงถึงพรรคการเมือง ก็พูดได้ว่าเป็นพรรคเพื่อไทย ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ต้องมี ความเข้าใจในเรื่องกลไกของการแบ่งแยกอำนาจแล้วก็เรื่องของกระบวนการของพวกเรา นะครับ รัฐบาลชุดนี้เป็นระดับรัฐบาลที่เกิดจากพรรคร่วมรัฐบาลรวมกัน มีนายกรัฐมนตรีคือ ท่านเศรษฐา ทวีสิน นโยบายที่เรากำลังดำเนินอยู่นี้เป็นนโยบายซึ่งได้รับมอบมา และเราก็ดำเนินการในฐานะของความเป็นรัฐบาล ไม่ควรไปพาดพิงถึงพรรคการเมืองอีก ก็ขอความกรุณาท่านสมาชิกให้เข้าใจในกระบวนการให้ถูกต้อง🔗

๒. มีการพูดถึงในเรื่องของกลุ่มเปราะบาง ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า โครงการนี้ย้ำอีกครั้งนะครับ ไม่ใช่การเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน แต่เป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจโดยใช้ประชาชนเป็นกลไก ถ้าทำความเข้าใจตรงนี้ได้ก็จะหมดประเด็นในเรื่องของว่า เปราะบางหรือไม่เปราะบาง เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านกลไกเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท🔗

๓. มีการยกอ้างในหลายโครงการ ก็มาผูกกันจนเริ่มที่จะงง ซึ่งต้องเรียน ต่อท่านประธานว่า การอภิปรายของเรานี้เป็นเรื่องของงบประมาณเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ เป็นจำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท โครงการที่ผูกอยู่โครงการเดียวคือการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet อันนี้ทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ ในขณะเดียวกันโครงการอื่น ๆ ที่ท่านยกกันขึ้นมาอภิปราย แน่นอนครับ มีข้อดีข้อเสียอันนี้ก็สามารถวิเคราะห์วิจารณ์กันได้ แต่ว่าขออนุญาตให้เป็นเวทีอื่นนะครับ เพราะเรายังมีการประชุมสภากันอีกยาวนานนะครับ ก็คงได้มีเวทีที่จะมาชี้แจงทำความเข้าใจในแต่ละประเด็น ๒. ก็คือการที่จะผูกโยงว่า แหล่งงบประมาณเป็นที่เดียวกันไปหมด ไม่ใช่นะครับ ต้องเข้าใจกลไกของรัฐ เรามีการบริหาร จัดการงบประมาณซึ่งเราสามารถครอบคลุมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทุกมิติ เมื่อสักครู่ท่านยกข้อห่วงใยในเรื่องของมหาสารคามที่บรบือ ซึ่งมีเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อคืน ผมก็ได้เรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ลงไปติดตามแก้ไขปัญหา อย่างเร่งด่วน ผมเองในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงการคลัง ตั้งแต่เช้า ตี ๕ กว่าผมก็สั่งการ ไปที่ ธ.ก.ส. ให้ลงไปที่พื้นที่เพื่อที่จะนำถุงยังชีพแล้วก็ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ด้วยกำลังคน รวมถึงการให้เตรียมสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเหตุการณ์น้ำท่วม มีความเสียหายอย่างไร ซึ่งเราก็ช่วยกันไปตามหน้างาน อย่างของผมอยู่กระทรวงการคลัง เราก็จะมาพิจารณาในเรื่องของการพักหนี้ ในเรื่องของการลดหย่อน ในเรื่องของภาระของ พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อไป ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ได้ละเลยนะครับ และที่สำคัญ ที่ท่านเป็นห่วง อย่างเช่นเรื่องของงบกลางก็ตามนะครับ นี่ละครับ จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า งบกลางที่ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. มีอยู่จะสามารถบริหารจัดการในการไปช่วยเหลือ เหตุการณ์เช่นที่บรบือได้อย่างไร เราก็จะได้เห็นกัน ซึ่งก็เตรียมความพร้อม เชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงเตรียมความพร้อมในการไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น นะครับ🔗

ประเด็นต่อมามีการอภิปรายในเรื่องของข้อห่วงใยว่าไม่มีหน่วยงานใดเลย ที่ให้การสนับสนุน ผมฟังผมก็ตกใจ ผมเองก็ไม่ได้ทราบนะครับ ไม่รู้ว่าท่านรู้มากกว่าผม หรือว่าท่านไปรู้มาจากไหน แต่ว่าเท่าที่ผมสอบถามจากการประชุมดูในภาพรวม การประชุม เป็นลักษณะของคณะกรรมการ ผมเรียนอย่างนี้ก่อนนะครับ เป็นลักษณะของคณะกรรมการ ก็ไม่ได้มีกระแสในการที่จะคัดค้านหรือทัดทานในเรื่องใดเลย มีข้อห่วงใยที่มีมาเสมอ แน่นอน ซึ่งพวกผมเองในฐานะที่เป็นผู้บริหารนโยบาย เราก็ห่วงเช่นเดียวกันคือเรื่องของความชอบ ด้วยกฎหมาย ซึ่งกลไกทั้งหมดก็ได้เรียนผ่านท่านประธานไปยังที่ประชุมแล้วว่า กลไก ในการเดินหน้าโครงการนี้ทั้งหมด รวมถึงวันนี้ที่เรามาพิจารณากันนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอน ของกฎหมายทุกประการ เพราะฉะนั้นยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเรายึดกรอบในการปฏิบัติภารกิจ ให้มันถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้เป็นสิ่งที่เรายืนยันและเราก็เป็นห่วงเช่นเดียวกับท่าน ในเรื่องของการเดินหน้าโครงการนี้จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่ผมสังเกตว่าท่านก็นั่งอยู่ ในห้องประชุมแล้วก็พยายามชี้แจงเพื่อนสมาชิกตลอดนะครับ แต่ก็แอบเสียดายเล็กน้อย พอดีท่านใช้สิทธิชี้แจงก่อนที่ผมจะอภิปราย ก็เกรงว่า ๔ คำถามที่วันนี้ผมอยากจะเตรียมมา ถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่านครับ ก็อยากจะได้คำตอบ ซึ่งท่านอาจจะ เก็บสิทธิการชี้แจงไว้กับเพื่อนสมาชิกหรือหลายท่านแล้วค่อยตอบผมทีเดียวก็ได้นะครับ แต่อยากยืนยันเพื่อให้เกิดความชัดเจนที่เราจะใช้ในการประกอบการตัดสินใจ การโหวตรับ หรือไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ ๑.๒๒ แสนล้านบาท ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ถูกต้องเลยครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวข้องกับโครงการ Digital Wallet อย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น คำถามที่ผมจะมาถามทั้ง ๔ คำถามในวันนี้ครับ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ โครงการ Digital Wallet ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับแหล่งงบประมาณตามร่าง พระราชบัญญัติเพิ่มเติมรายจ่ายฉบับนี้โดยตรง แต่เกี่ยวกับการที่เราจะใช้เป็นเหตุผล ในการตัดสินใจว่าจะโหวตรับหรือไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ นั่นก็คือในส่วนของ การพัฒนาระบบ ที่เราเรียกกันว่า Application ทางรัฐ Super Application ที่ท่านจะทำ ระบบการลงทะเบียนและระบบการชำระเงิน ขออนุญาตนำสไลด์ขึ้นนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ จากแผนภาพ Timeline ในการพัฒนาระบบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Digital Wallet ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดทั้งหมด แต่จะขอลงรายละเอียดเฉพาะส่วนที่มีสาระสำคัญ ที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีในวันนี้ครับ พวกเราทราบดีกันครับว่าไม่กี่วันก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการ Post ผ่าน Platform X ว่าวันที่ ๑ สิงหาคม ทั้งประชาชนและ ร้านค้าจะสามารถลงทะเบียนพร้อมกันทั่วทั้งประเทศได้ แต่ทุกท่านครับ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม เพิ่งมีการประกาศผู้ชนะการประกวดราคาในโครงการพัฒนาระบบการลงทะเบียนสำหรับ ร้านค้า ซึ่งได้ผู้ชนะการประมูลคือ บริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด ไม่กี่วันก่อนหน้านี้อีกเช่นเดียวกัน มีการรายงานข่าวออกมา ขอสไลด์ถัดไปนะครับ ที่บอกว่าบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูลในส่วนของระบบอีกระบบหนึ่ง ซึ่งเราคาดเดาว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน แต่ปรากฏว่าบริษัทออกมาชี้แจงผ่านหน้า Facebook Page ของบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อวันก่อนนี้เองครับ ที่บอกว่าโครงการที่บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลไปนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับโครงการ Digital Wallet เลย เพราะฉะนั้น ตอนนี้มีความชัดเจนแล้วว่าโครงการการพัฒนาระบบการชำระเงิน Digital Wallet ปัจจุบัน ยังไม่ได้ผู้รับจ้าง ขออนุญาตไปสไลด์ถัดไปครับ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้เราก็อาจจะได้ยินรายงานข่าว เช่นเดียวกันครับท่านประธาน จากสำนักข่าวบางสำนักที่ออกมาให้ข่าวว่าทางรองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการของ สพร. หรือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลนั้น ออกมาให้ข่าวว่า เชื่อมั่นได้ครับ เพราะระบบการลงทะเบียนของประชาชนทั่วไป ระบบ Application ทางรัฐนั้น พัฒนาเสร็จมาก่อนหน้านี้ ๓-๔ ปีแล้ว ที่เราเรียกกันว่าระบบ KYC🔗

ท่านประธานครับ ผมอยากถามเพื่อนสมาชิกรวมถึงท่านรัฐมนตรีครับ ๓-๔ ปี ก่อนหน้านี้เรามีการกำหนดเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ของประชาชน ทั่วไปแล้วหรือครับ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขในเรื่องที่ว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุครบ ๑๖ ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน ๘๔๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือมีเงินฝากไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นคำชี้แจงแบบนี้จาก สพร. ผมคิดว่ายังไม่ชัดเจนเพียงพอ นำมาสู่คำถามแรกครับ เป็นคำถามเบา ๆ คำถามแรก อีก ๒-๓ ข้อที่เหลืออาจจะเริ่มหนักขึ้นนิดหนึ่งนะครับ ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีครับว่า ในส่วนของระบบการลงทะเบียนสำหรับประชาชนนั้น ที่จะต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ท่านดำเนินการ พร้อมแล้วตามคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีผ่าน Platform X แล้วใช่ไหม ถ้าใช่ ท่านทำ ภายใต้โครงการใด ใช้แหล่งงบประมาณใด และบริษัทใดเป็นผู้รับจ้างครับ ทุกวันนี้เรายังไม่มี ความชัดเจนในส่วนนี้นะครับ เพราะว่าที่เราเห็นก็คือเฉพาะในส่วนของระบบการลงทะเบียน ร้านค้า ขอสไลด์ถัดไปนะครับ ระบบการลงทะเบียนร้านค้าทำไมถึงมีความชัดเจนครับ เพราะว่ามีการประกาศผู้ชนะการประมูลผ่านหน้าเว็บไซต์ของ สพร. ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่เราได้ผู้รับจ้างก็คือ บริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด แต่ปัญหาของโครงการนี้ก็จะนำมาสู่ คำถามที่ ๒ ที่ผมจะเกริ่นนำเล็กน้อยก่อนตั้งคำถามต่อท่านรัฐมนตรีนะครับ เราลองไปดูไส้ใน ใน TOR ครับท่านประธาน ใน TOR ฉบับนี้มีการระบุเงื่อนไขหรือ Spec ของระบบไว้ อย่างมากมายมหาศาล ทั้งในส่วนของการออกแบบระบบตามข้อ ๔.๒.๑ ใน TOR ครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น ผู้รับจ้างจะต้องมีการออกแบบระบบเพื่อรองรับการตรวจสอบ ยืนยันข้อมูลร้านค้า รวมไปถึงการออกแบบระบบในส่วนอื่น ๆ และมากไปกว่านั้นครับ ผู้รับจ้างจะต้องรองรับการพัฒนาระบบด้วย ฟังไม่ผิดนะครับ รองรับการพัฒนาระบบด้วย ซึ่งต้องพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้ นอกเหนือไปจากนี้ครับ ใน Spec หรือ TOR ฉบับนี้ ขอสไลด์ถัดไปไปที่จำนวน User นะครับ มีการระบุไว้ อย่างชัดเจนครับว่า ระบบจะต้องสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ User ในเวลาเดียวกัน เป็นระบบที่ใหญ่มากนะครับ ๕๐,๐๐๐ ผู้ใช้งานในเวลาเดียวกัน🔗

สุดท้ายครับที่ผมคิดว่า Spec ใน TOR ฉบับนี้มีความสลับซับซ้อน ก็คือ มีการกำหนดว่าผู้รับจ้างจะต้องช่วยพัฒนา Mini App ครับ ไม่ใช่ Super App นะครับ Mini App การลงทะเบียนร้านค้าที่เชื่อมเข้าสู่ Super App ทางรัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถ ลงทะเบียนร้านค้าผ่าน App ทางรัฐได้ จากทั้งหมดทั้งมวลที่ผมกล่าวไปนี้ครับ อาจจะฟังดู เป็นศัพท์เทคนิค ยุ่งยาก ซับซ้อน แต่ผมอยากจะตั้งคำถามท่านรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ครับ ตามกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาส่งมอบและเงื่อนไขต่าง ๆ ใน TOR ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าผู้รับจ้างจะเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการลงนามในสัญญาแล้ว เราประกาศชนะประมูลเมื่อไร นะครับ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ผมให้อย่างเก่งครับ สพร. ลงนามในสัญญาวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ตามกำหนดเงื่อนไขใน TOR ครับ ผู้รับจ้างทำงานวันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ทำงาน ๙ ชั่วโมงต่อวันครับ ที่ผมขีดเส้นใต้ ท่านคิดว่านับจากวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ทำเฉพาะ วันในเวลาราชการจนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ท่านคิดว่าผู้รับจ้างจะสามารถพัฒนา ทดสอบ และติดตั้งระบบจนพร้อมใช้ได้จริงหรือครับ เพื่อให้วันที่ ๑ สิงหาคมนี้ ระบบลงทะเบียน สำหรับร้านค้าสามารถทำงานได้แบบที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศผ่าน Platform X ผมไม่เชื่อครับท่านประธาน อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบว่า ในประเทศนี้มีผู้รับจ้างรายใด ที่มีความสามารถขนาดนั้น ซึ่งแน่นอนเราได้ บริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด เป็นผู้พัฒนาระบบ แล้วทำไมเขาถึงกล้าที่จะรับความเสี่ยงขนาดนี้ เพราะเงื่อนไขใน TOR ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ย่อมมีเงื่อนไขระบุครับว่า ถ้าเขาเข้ามาพัฒนางานระบบใหญ่ ระบบเผาขนาดนี้ แล้วระบบ มีปัญหา เขาต้องมีส่วนรับผิดชอบในโครงการดังกล่าว ดังนั้นผมเชื่อว่ามันมีคำตอบเดียวครับ ที่วันนี้อยากได้คำตอบจากท่านรัฐมนตรีครับ🔗

ก็คือคำถามในข้อที่ ๒ ที่อยากจะถามว่า รัฐบาลนี้ละได้ร่วมพัฒนาระบบ ร่วมกับ บริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด มาก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้วใช่หรือไม่ ถ้าใช่ครับ พวกผมจะได้สบายใจว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นงานเผา งานลวก ทำงานแค่ไม่กี่สิบวัน แต่ทำมา หลายเดือนแล้ว เราก็จะได้มีความเชื่อมั่น เชื่อใจมากขึ้นว่าบริษัทนี้สามารถที่จะพัฒนาระบบ การลงทะเบียนได้อย่างมีความมั่นคง ปลอดภัย เพียงพอ และสามารถรองรับจำนวน User มากมายมหาศาลได้🔗

นอกจากเรื่องการพัฒนาระบบการลงทะเบียนครับ ไปดูกันต่อที่ระบบ การชำระเงินครับท่านประธาน ตามมติ ครม. ในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ พวกเรา ทราบกันดีว่าระบบการชำระเงินนี้ต้องเป็นระบบแบบ Open Loop คือเปิดให้ Non-Bank หรือสถาบันทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารสามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย ซึ่งจากคำชี้แจง ของ สพร. เช่นเคยครับ ได้เข้ามาชี้แจงต่อกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สำหรับระบบโครงการการพัฒนาระบบ การชำระเงิน TOR ยังไม่เสร็จครับท่านประธาน อยากจะถามรัฐบาล อยากจะถาม ท่านรัฐมนตรีครับ วันนี้ TOR ยังไม่เสร็จ กี่วันท่านยกร่าง TOR เสร็จ กี่วันท่านประกาศ TOR เพื่อสอบราคากลาง กี่วันที่ท่านได้ราคากลางแล้ว ท่านจะไปประกวดราคา e-Bidding กี่วันที่ได้ e-Bidding แล้ว ได้ผู้ชนะแล้วเซ็นสัญญา เซ็นสัญญาเสร็จพัฒนาระบบ ทดสอบ ระบบจนเปิดให้พร้อมใช้ทันไตรมาสที่ ๔ ของปีนี้ ผมอยากจะถามจริง ๆ ครับว่า วันนี้ TOR ไม่เสร็จ ระบบการชำระเงินที่มีความสำคัญมากกว่า มีความปลอดภัยต้องมากกว่าด้วย จะทำได้ทันจริงหรือครับ นี่จึงเป็นคำถามครับ ที่วันนี้พอร่าง TOR ยังไม่ออก เราไม่เห็น Spec ข้างใน ตอบไม่ได้ครับ แบบที่ผู้ว่าแบงก์ชาติทำหนังสือไปยังคณะกรรมการ Digital Wallet เพื่อสอบถามว่า แล้วการทดสอบระบบให้มีความน่าเชื่อถือได้มาตรฐานสากลจะทำอย่างไร การตอบสนองต่อเหตุไม่คาดฝันตกลงจะมี Call Center หรือไม่ รวมจนถึงการแสดงแผนผัง Blueprint ของระบบ แสดงสถาปัตยกรรมการออกแบบระบบ ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วน เชื่อมั่นได้ตรงกันว่าระบบนี้มีความโปร่งใสและมีความมั่นคงปลอดภัยเพียงพอ🔗

ดังนั้นครับ จึงนำมาสู่ ๒ คำถามสุดท้ายตามสไลด์หน้านี้ ที่ผมจะส่งคำถาม ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ คำถามข้อแรกใน ๒ คำถามสุดท้ายนั้นก็คือ สำหรับ ในส่วนของการพัฒนาระบบการชำระเงิน หรือ Payment Platform ที่ถึงแม้วันนี้ สพร. จะยังชี้แจงว่าร่าง TOR ยังไม่เสร็จ แต่ผมอยากได้ความเชื่อมั่น เชื่อใจจากรัฐบาลครับ อยากให้รัฐมนตรีออกมายืนยันในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่า รัฐบาลได้มีการพัฒนาระบบ การชำระเงินร่วมกับผู้รับจ้างอยู่แล้วในขณะนี้ เพื่อให้เสร็จทันไตรมาสที่ ๔ คู่ขนานไปพร้อม กับการทำกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง🔗

คำถามอีกข้อหนึ่งข้อสุดท้ายครับ ผมคิดว่าคำถามนี้รัฐบาลห่างหายไปจาก คำชี้แจงครับ ผมอยากให้ท่านยืนยันชัด ๆ วันนี้อีกครั้งครับว่า ตกลงแล้วรัฐบาลยังยืนยัน ใช่หรือไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ Digital Wallet แบบเบื้องหลังทุกธุรกรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ทุกคนสามารถตรวจสอบ ได้ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าวนโยบายนี้เงินไปหมุนอยู่ที่ใคร เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ🔗

ดังนั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะปิดท้ายสรุปการอภิปรายในครั้งนี้ว่า อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีออกมาชี้แจงให้ชัดเจน ถ้าท่านตอบว่าใช่ งานหลาย ๆ ภาคส่วน ท่านบริหารงานเป็นครับ ท่านคุยกับผู้รับจ้างมาก่อน มีการพัฒนาระบบการลงทะเบียน ระบบการชำระเงินมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ต้องห่วง เสร็จทัน ๑ สิงหาคมแน่นอน ไม่ต้องห่วง ไตรมาส ๔ สามารถชำระเงินได้แน่นอน พวกผมก็จะสบายใจแล้วก็จะไปพิจารณาความเหมาะสม ในส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อไป แต่ถ้าวันนี้ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ ดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้เลย สุดท้ายทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รอได้ผู้รับจ้างก่อนถึงจะเริ่มพัฒนาระบบ ผมฟันธงได้เลยครับ เฉพาะระบบลงทะเบียน ที่อย่างเร็วที่สุด ท่านน่าจะเริ่มลงนามในสัญญาวันที่ ๑๒ กรกฎาคม เสร็จไม่ทัน ๑ สิงหาคม แน่นอน รวมจนถึงระบบการชำระเงินด้วยที่วันนี้ยังไม่มี TOR ดังนั้นถ้าวันนี้ท่านรัฐมนตรี ไม่ให้ความชัดเจนในส่วนนี้ ผมก็คิดว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เห็นทาง คุณณัฐพงษ์กลัวไม่ตอบ ได้นั่งอยู่ก็เลยตอบด้วยนะครับ เอาตอบสั้น ๆ หรือตอบยาว ๆ ก็ไม่ทราบ แต่ว่าอย่างนี้ครับ🔗

ในประเด็นแรกเลยนะครับ ท่านเป็นห่วงในเรื่องของความพร้อมในเรื่องของ ระบบยืนยันตัวตน ผมแบ่งแยกอย่างนี้นะครับ ระบบถ้าจะอธิบายให้ท่านฟัง เนื่องด้วย ท่านทำงานด้าน IT ด้วยนะครับ ระบบมี ๒ ระบบหลัก ๆ ๑. ก็คือระบบยืนยันตัวตน และการทำเรื่องของการยืนยันสิทธิอยู่ในระบบเดียวกันคือทางรัฐนะครับ ๒. คือระบบ ในการทำ Settlement ก็คือการชำระบัญชีนะครับ เรื่องของ Settlement อีก ๑ ระบบ นั่นก็คือตัว Digital Wallet นะครับ ระบบที่ท่านบอกว่าพร้อมไหม ทางรัฐพร้อมนะครับ ในข้อเท็จจริงตัวทางรัฐได้ทำการพัฒนาระบบมาก่อนหน้าและเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ในขณะวันนี้เลยถ้าท่านจะลองดู ท่านเข้าระบบทางรัฐเพื่อไปลงทะเบียนและทำการ KYC ท่านสามารถทำได้ แต่ด้วยความเคารพครับ เรายังซ่อนปุ่มในเรื่องของการกดเพื่อขอยืนยัน สิทธิไว้ก่อนนะครับ เพราะว่ากระบวนการเชื่อมต่อหลังบ้านที่จะต้องไปเช็กข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น กรมสรรพากรกับหน่วยงานใดก็ตามยังไม่เรียบร้อย ซึ่งเราจะเรียบร้อยในช่วงสิ้นเดือนนะครับ เพราะฉะนั้นระบบปัจจุบันก็เข้าได้แล้วและไม่ใช่ระบบที่จะต้อง Upgrade กันมโหฬาร ไม่ใช่ครับ เพราะว่ามันมีฟังก์ชันของมันสามารถดำเนินการได้สมบูรณ์ ณ ขณะนี้ อันนี้ ก็เบื้องต้นก่อนนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ มีการพัฒนาเรื่องของระบบ KYC กับบริษัทมาก่อนหรือไม่ ชื่อบริษัทผมก็ไม่รู้จักนะครับ กระบวนการในการออก TOR ก็เรียนด้วยความเคารพ ในฝ่ายบริหารเราไม่ไปยุ่งหรอกครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ส่วนงานราชการ ซึ่งไม่ได้อยู่ใน กำกับของกระทรวงการคลังด้วยซ้ำนะครับ เป็นผู้ดำเนินการ เราก็ต้องปล่อยให้เขา ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เรื่องของการที่จะไปพัฒนาร่วมกับเอกชนก่อน คงเป็นไปได้ยากนะครับ เพราะว่าการเปิด TOR และเปิดคัดสรร สุดท้ายมันมีขั้นตอนของมัน มันไม่มีใคร Guarantee ได้ว่าใครจะได้งาน ผมก็ยืนยันไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ตรงนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการนะครับ ก็ไม่ทราบว่าบริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด จะได้เป็นผู้ชนะการประมูลนะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะสอบถามเพื่อยืนยันความชัดเจนให้พวกเรามีความเชื่อมั่นอีกครั้งจริง ๆ ครับว่า หลังจากชนะการประมูลวันที่ ๑๑ กรกฎาคม อย่างเร็วที่สุดลงนาม เริ่มงานวันที่ ๑๒ กรกฎาคม เพียงเวลาแค่ ๑๐ กว่าวัน จนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม บริษัท เด็พธเฟิร์สท จำกัด จะสามารถ พัฒนาระบบตั้งแต่ ๐ จนถึง ๑๐๐ ในส่วนที่ใช้ลงทะเบียนร้านค้าได้เสร็จทันจริง ๆ ใช่นะครับ ถูกต้องนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง🔗

ประเด็นแรกเลยนะครับ ไม่อยากให้ทำเป็นกระทู้นะครับ ผมเองอยู่ในสภา กับท่านมานาน ผมก็บอกว่าไม่ใช่กระทู้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อท่านถามก็จะพยายาม ตอบให้นะครับ ที่ลงทะเบียนวันที่ ๑ สิงหาคม เป็นกลุ่มประชาชนผู้ใช้สิทธิ แบ่งการลงทะเบียน เป็น ๓ กลุ่ม ขออนุญาต พยายามชี้แจงให้นะครับ แต่ขออนุญาตเปิดวันที่ วันที่ ๒๔ ที่จะถึงนี้ แบ่งการลงทะเบียนเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มประชาชนผู้มี Smartphone กลุ่มแรกนี้ เริ่มวันที่ ๑ สิงหาคมครับ กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มประชาชนผู้ที่เป็น Non Smartphone คือไม่มี Smartphone หรืออาจจะมีโทรศัพท์แต่เป็นแอนะล็อกหรือจะเป็นกลุ่มที่ไม่มีมือถือเลย ก็ตามนะครับ อันนี้เราจะมีเฟสในการลงทะเบียนถัดไป กลุ่มที่ ๓ กลุ่มร้านค้าครับ กลุ่มนี้ เราจะเปิดลงทะเบียนหลังจากวันที่ ๑ สิงหาคม ไม่ใช่เริ่มวันที่ ๑ สิงหาคม แต่เรามีกรอบเวลา เพียงพอเพราะว่าเราเริ่มลงเงินในไตรมาส ๔ เพราะฉะนั้นการปิดลงทะเบียนก็อาจจะ มีการเหลื่อมเวลากันในแต่ละกลุ่มนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เรียนด้วยความเคารพ ในเบื้องต้นก่อนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านปิยะนุช ยินดีสุข ครับ🔗

นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ พรรคเพื่อไทยค่ะ ก่อนอื่นเลยวันนี้ดิฉันต้องขออธิบายถึงคำว่า งบกลาง ก่อนนะคะ งบกลาง จริง ๆ แล้วเป็นงบประมาณที่มีความยืดหยุ่นสูงมากค่ะ สามารถนำไปใช้ในการจัดการ กับสถานการณ์ฉุกเฉิน เร่งด่วน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข นครราชสีมา

ยกตัวอย่างนะคะ ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ น้ำท่วม น้ำแล้ง โรคระบาด หรือแม้แต่เหตุการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมาในอดีตเราก็มีการใช้งบกลางในหลาย ๆ รูปแบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประเทศค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายเช็คช่วยชาติ เพื่อให้รับกับสภาวะเศรษฐกิจไทย ที่หดตัว ที่เราได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๑ โดยนโยบายเช็คช่วยชาตินี้นะคะ รัฐบาลใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ งบกลางวงเงินทั้งสิ้น ๑๙,๔๐๐ ล้านบาท ตลอดไปจนถึงการใช้งบกลางในการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ต่าง ๆ อีกตั้งหลายครั้งนะคะ หากเรายังจำเหตุการณ์ได้ดี ก็คืออุทกภัยใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ค่ะ ซึ่งตอนนั้นเองรัฐบาลก็ได้อนุมัติเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๔ งบกลาง วงเงินทั้งสิ้น ๘๗๑.๙๑ ล้านบาทค่ะ เพื่อเข้าไปให้ความ ช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๗๔,๓๘๓ ครัวเรือน ใน ๔๔ จังหวัดค่ะ แม้ว่ารัฐบาลเราจะถูกโจมตีเป็นอย่างมากว่าการของบประมาณเพิ่มเติม ในปี ๒๕๖๗ นั้น ถือเป็นการลิดรอนเงินช่วยเหลือในส่วนอื่น ๆ เพื่อการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนในยามฉุกเฉิน แต่ดิฉันต้องขอชี้แจงตรงนี้เลยนะคะว่า แม้งบประมาณในปี ๒๕๖๗ จะเพิ่งถูกอนุมัติให้ใช้เพียงแค่ ๔-๕ เดือนเท่านั้นเองนะคะ แต่รัฐบาลได้มีการอนุมัติโครงการ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปแล้วในหลาย ๆ โครงการ ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ นโยบาย ยกระดับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาตรการลดค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน นโยบายการช่วยเหลือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไปจนถึงการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ เป็นนโยบายที่เข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชน ช่วยเหลือในเรื่องความเดือดร้อน ทั้งสิ้นเลยค่ะ เพราะฉะนั้นนะคะท่านประธาน เราทุกคนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยค่ะว่า ถึงแม้รัฐบาลจะขอเบิกจ่ายเงินงบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ แต่รัฐบาลเราเองก็ไม่ได้ตัด ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากโครงการต่าง ๆ ที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นเลยแม้แต่น้อยค่ะ และในความเป็นจริงแล้วการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน ไม่จำเป็นที่จะต้องขึ้นอยู่กับงบกลางเพียงเท่านั้นค่ะ เหมือนที่พรรคฝ่ายค้านอาจจะเคยพูดว่า การใช้งบประมาณงบกลางนั้นเป็นการตีงบเปล่านะคะ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วรัฐบาล พรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลงไปในหลาย ๆ กระทรวงค่ะ เพื่อให้การใช้งบกลางนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ แม้หลายปัญหาอาจจะต้อง เตรียมงบประมาณในการแก้ไข แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะแก้ไม่ได้หากไม่มีงบประมาณค่ะ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการหารายได้ผ่านการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว ของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้เกิดรายได้มหาศาลเลยค่ะ ประเทศไทยมีรายได้เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น อย่างเป็นที่ประจักษ์ แถมยังช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้ดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่ เครื่องยนต์อื่น ๆ ทางเศรษฐกิจกำลังเกิดปัญหาอย่างมากมายค่ะ🔗

อีก ๑ นโยบายสำคัญเลยนะคะ ที่รัฐบาลได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ใช้งบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปีอื่น ๆ นะคะ ก็คือนโยบายปราบปรามยาเสพติดค่ะ ในปี ๒๕๖๗ นี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนตอนนี้ก็เพิ่งผ่านมาได้ประมาณ ๗ เดือนกว่า ๆ เองค่ะ แต่เชื่อไหมคะว่ารัฐบาลมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดสูงมากกว่าผลงานทั้งปี ในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาอีกค่ะ น่าชื่นใจมากเลยนะคะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันก็ได้ฟัง เพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตั้งแต่เช้าแล้ว ก็ได้ยินบางท่านพูดว่าการใช้เงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อโครงการ เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไปค่ะ และเราจะสามารถใช้เงินนี้ที่น้อยกว่านี้เพื่อให้ ประชาชนคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ ดิฉันต้องขอบอกแบบนี้นะคะว่า ดิฉันได้ศึกษางานวิจัยจาก NCBI และ American Economy Association เขาได้บอกไว้ว่า แรงจูงใจที่มีขนาดน้อยเกินไปจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมของผู้รับเงินได้ งานวิจัยเหล่านี้กลับพบว่าเมื่อจำนวนเงินมันน้อยเกินไป ผู้รับเงินจะไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การใช้จ่าย การออมหรือการลงทุนในตนเอง ดังนั้นการใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในโครงการ Digital Wallet นี่ละค่ะ จะเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจมากที่สุด เพราะ ๑๐,๐๐๐ บาท จะสามารถสร้างแรงดึงดูด สร้างแรงกระตุ้นให้พี่น้องประชาชน เข้าร่วมโครงการนี้และเริ่มต้นการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลค่ะ หากเราให้จำนวนเงินน้อยเกินไป ยกตัวอย่างนะคะ เราจะให้ ๑,๐๐๐ บาท ให้ ๒,๐๐๐ บาท หรือให้กระจุกกระจิกทีละนิดทีละน้อย เหมือนที่รัฐบาลสมัยก่อน ๆ ได้เคยทำมาแล้ว ท่านประธานคะ เราก็เห็นอยู่แล้วว่า มันไม่ Success ค่ะ มันไม่ได้ผลนะคะ วันนี้เราต้องการที่จะกระตุ้น ไม่ได้ต้องการเยียวยา หมอขอรักษาแบบตรงจุดนะคะ หมอไม่ขอเลี้ยงไข้ค่ะ ดังนั้นการใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะช่วยสร้างแรงจูงใจที่เพียงพอให้พี่น้องประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมและเข้าร่วมโครงการนี้ ได้อย่างเต็มที่ ทุกคนจะรู้สึกถึงความมีคุณค่าและผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วม โครงการนี้อย่างแน่นอนค่ะ🔗

ท่านประธานคะ อีก ๑ ประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมา ก็ถึงเรื่องของ ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของโครงการ Digital Wallet ท่านบอกว่ามันอาจจะไม่คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในโครงการอื่น ๆ ที่อาจให้ผลตอบแทนมากกว่า ดิฉันต้องขอตอบ อย่างมั่นใจเลยนะคะว่า การใช้งบกลางเพื่อดำเนินโครงการ Digital Wallet เป็นการลงทุน ที่มีความคุ้มค่าค่ะ เพราะการกระตุ้นรายจ่ายของประชาชนในระยะสั้น จะช่วยสร้างผลกระทบ เชิงบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม การอัดฉีดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะทำให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อย่างทันที ซึ่งการใช้จ่ายนี้จะกระตุ้นธุรกิจ SMEs ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น จะทำให้เกิดเม็ดเงินที่จะหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลดีต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ในระยะสั้นและสร้างโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจในระยะยาวค่ะ ส่วนการคำนวณความคุ้มค่าในภาพรวมนะคะ เราไม่สามารถ มองแค่ความคุ้มค่าทางบัญชีและความคุ้มค่าแบบแยกชิ้นได้ค่ะ แต่เราต้องมองให้เห็นถึง ภาพรวมของโครงการ Digital Wallet นะคะว่าจะนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกที่หลากหลาย ผลลัพธ์ที่เราจะได้จากมันจะมีมูลค่าล้นเกินเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปแน่นอนค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทักษะของพี่น้องประชาชน การเพิ่มความโปร่งใสในการใช้จ่ายของรัฐบาลและ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นค่ะ ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วการใช้เงินในรูปแบบดิจิทัล โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลจะช่วยให้พี่น้องประชาชนเกิดการเรียนรู้ เกิดการปรับตัวในทุก ๆ วันให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลได้ อีกทั้งยังส่งเสริมพัฒนาทักษะและ ความรู้ไปในตัว ซึ่งการพัฒนาทักษะเหล่านี้ละค่ะ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วย เพิ่มในการประกอบธุรกิจของพี่น้องประชาชนในอนาคตได้ และทำให้พี่น้องคนไทย ทั้งประเทศมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลกได้อย่างทันท่วงทีค่ะ และจากที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดทั้งมวลนะคะ คงจะหนีไม่ได้หากจะยังมีเพื่อนสมาชิกสงสัยและถามว่า Digital Wallet จะไม่ได้ผล ในระยะยาวและอาจไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางสังคมได้อย่างเต็มที่ ดิฉันต้องขอตอบนะคะว่าการใช้ Digital Wallet จะเพิ่มความสามารถในการลงทุน และประสิทธิภาพในการแข่งขัน ส่งผลให้เศรษฐกิจของเราเกิดการเติบโตค่ะ รัฐบาลเก็บภาษี ได้มากขึ้น เพื่อที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรรสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างตรงเป้าหมาย รวดเร็ว ตรงจุดและเป็นธรรมมากที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในการรับเงิน ช่วยเหลือในยามวิกฤติ การรับการสนับสนุนด้านสุขภาพ การศึกษาหรือการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ก็เช่นเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วค่ะ เราจะลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดขั้นตอนยุ่งยาก ลดปัญหากองเอกสารทั้งหลายที่ยุ่งเหยิงไปหมด ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐาน มาตรฐาน สำหรับการพัฒนาระบบ e-Government รัฐบาล ที่ตรวจสอบได้ค่ะ🔗

สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน พี่น้องจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ ของดิฉัน ต่างก็เฝ้ารอค่ะ ถามอยู่ทุกวันเลยนะคะ เมื่อไรจะได้เงินดิจิทัลสักที เงินหมื่นจะออกกี่โมง จะได้วันไหน เพราะพวกเราตั้งตารอค่ะ ท่านประธานคะ เงินหมื่นสำหรับบางคนมันเยอะมากเลย เงินหมื่นนี่ โอ้โฮ มันไม่ใช่เงิน ๑๐ เงิน ๑๐๐ เงิน ๑,๐๐๐ นะคะ ที่จะใช้ครั้งเดียวหมด แต่เชื่อไหมคะท่านประธาน เวลาดิฉันลงพื้นที่ก็จะมีพี่น้องมาเล่าให้ดิฉันฟังนะคะว่า จะเอาเงินหมื่นไปซื้อของใช้ ซื้อข้าวสาร ซื้อไข่ ซื้อยา ปลาปิ้งนะคะ ซึ่งบางคนเขาสามารถ อยู่กับพฤติกรรมแบบนี้ได้เป็นเดือน ๆ เลยค่ะ และบางคนบอกนะคะว่าครอบครัวมีกัน ๕ คน หากได้ ๕๐,๐๐๐ บาท เงินก้อนเลยนะคะ เขาจะเอาไปเปิดลงทุนร้านขายก๋วยเตี๋ยว บ้างก็จะเปิดร้านขายของ มีเงินก้อนพลิกชีวิต จะลงทุนให้ครอบครัว ให้ลูก ให้หลาน ได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันเคยพูดในสภาแห่งนี้อยู่เสมอค่ะ ปัญหา ปากท้องพี่น้องประชาชนไม่ใช่สิ่งล้อเล่น แต่เป็นสิ่งที่รอไม่ได้อีกต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออภิปรายให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม🔗

(นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านร่มธรรมขออนุญาตนะครับ พอดีมีสมาชิกใช้สิทธิประท้วงนะครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธาน ใช้สิทธิพาดพิงค่ะ ไม่ทราบจะต้องรอไหมคะ เมื่อสักครู่จากท่านประธานวิปฝ่ายค้านค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค อย่างนั้นขอสั้น ๆ นะครับคุณหมอ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะคะ เมื่อสักครู่ที่ดิฉันได้พูดปิดท้ายการอภิปรายแล้วท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ได้มาบอกว่า ในเรื่องของ MOU ที่ไม่มีเรื่องของ Digital Wallet อยู่ ดิฉันอยากจะขออนุญาต ให้ท่านประธานวิปฝ่ายค้านท่านค่อย ๆ ฟังดี ๆ นะคะ ดิฉันพูดว่า ท่านคงจำได้ว่าพรรคก้าวไกล เคยยอมรับหลักการที่จะใส่นโยบาย Digital Wallet ลงใน MOU ขณะจัดตั้งรัฐบาล ยอมรับ หลักการ แต่เนื่องจากที่ไม่ได้ใส่ลงไปเพราะว่าทางพรรคก้าวไกลขอให้เราตัด ๑๐,๐๐๐ บาท เหลือ ๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราถึงไม่ได้ใส่ลงไปใน MOU นะคะ ดิฉันขอชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะขอชี้แจงแล้วก็เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิก แล้วก็ประชาชนพี่น้อง ทางบ้านได้รับทราบความจริงค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ขอบคุณ ท่านศรีญาดาที่ลุกขึ้นมาชี้แจงถึงประเด็นที่ท่านได้อภิปรายไป ท่านก็ได้ขยายความ ให้รับทราบชัดเจนจริง ๆ ว่า ไม่ได้หมายความว่า MOU ที่เซ็นกับพรรคเพื่อไทยนั้นมีนโยบาย Digital Wallet อยู่ ก็ขอบคุณมากครับที่ไม่ได้พูดกระชับจนอาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แล้วก็ลุกขึ้นมาขยายความอีกครั้งเพื่อให้ความจริงกระจ่างครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขออภัยท่านร่มธรรมด้วยนะครับ พอดีผมมองช้าไปนิดหนึ่ง ขอเริ่มใหม่นะครับ เชิญท่านร่มธรรมครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออภิปราย ให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือรัฐบาล ต้องการเงินเพิ่มเติม ๑.๒๒ แสนล้านบาท ด้วยการกู้เป็นส่วนใหญ่เพื่อมาแจกในโครงการ Digital Wallet ซึ่งถือเป็นการผิดคำสัญญาต่อพี่น้องประชาชน โดยเงิน ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ จะเป็นสารตั้งต้น เป็น Jigsaw ตัวแรกของงบประมาณทั้งหมด ๔.๕ แสนล้านบาท เพื่อทำ โครงการที่เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงต้องพิจารณางบประมาณ ก้อนนี้ประกอบไปกับการพิจารณางบประมาณ แล้วก็ภาพรวมของโครงการทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนอื่นผมต้องขอยืนยันครับว่า พรรคประชาธิปัตย์เราสนับสนุนนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่เราไม่สามารถเห็นด้วยกับวิธีการ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการในขณะนี้ สำหรับโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ครับ นับตั้งแต่ได้ประกาศในช่วงหาเสียงผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภามานาน นับเกือบปี จนมาถึงวันนี้ครับ ก็ยังคงมีปัญหามากมาย เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไป ในวันนี้ ตั้งแต่แหล่งที่มาของเงิน จำนวนคนที่จะได้รับที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เงื่อนไขการใช้ การแจก ซื้ออะไรได้ ซื้ออะไรไม่ได้ ที่ยังไม่มีความชัดเจน และวันที่จะได้รับเงินที่เลื่อนแล้ว เลื่อนอีก สร้างความสับสนตลอดที่ผ่านมา ไปจนถึงประเด็นที่สำคัญก็คือ ผลลัพธ์ของ โครงการนี้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้บอกว่าให้รอการแถลงรายละเอียดของโครงการทั้งหมดในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม นั่นหมายความว่างบประมาณ ๑.๒๒ แสนล้านบาท ที่ขอมาในวันนี้ คือการขอเงินท่ามกลางความไม่ชัดเจนของโครงการทั้งหมด วันนี้ผมจึงมีข้อกังวลครับ แล้วก็ข้อคำถามหลายประเด็นที่อยากจะฝากและต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของจำนวนวงเงินและแหล่งที่มาของเงินเพื่อมาแจก ในโครงการ Digital Wallet เรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลงมาหลาย Version ครับ ตั้งแต่ช่วงแรก ที่เคยบอกว่าจะมาจากการจัดเก็บภาษีเพิ่มจากการบริหารงบประมาณนะครับ ซึ่งขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าจะไม่กู้แน่นอนนะครับ หลังจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครับ กลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนมาถึงวันนี้ก็ชัดเจนแล้วครับว่า ต้องกู้แน่นอน ขณะเดียวกันครับ จำนวนวงเงินและจำนวนคนที่จะได้รับก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ครับ จากวงเงิน ๕.๖ แสนล้านบาท ผู้มีสิทธิได้รับ ๕๔ ล้านคน ลดลงมาเหลือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดลงมาอีกเหลือ ๔.๕ แสนล้านบาท ที่เพียงพอสำหรับประชาชน ๔๕ ล้านคนเท่านั้นนะครับ สำหรับแหล่งที่มา ของเงิน Digital Wallet ใน Version ล่าสุด ก็แบ่งออกง่าย ๆ เป็น ๔ ส่วนด้วยกันครับ นั่นก็คืองบประมาณเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้นะครับ จำนวน ๑.๒๒ แสนล้านบาท งบประมาณจากการบริหารอื่น ๆ ๔.๓ หมื่นล้านบาท งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ในรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑.๕๒ แสนล้านบาท และสุดท้ายครับ งบประมาณ จากการบริหารจัดการอื่น ๆ ๑.๓๒ แสนล้านบาท ซึ่งยังมีความสับสน มีความไม่ชัดเจน มากมาย🔗

สำหรับส่วนที่ ๑ ครับ คืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นวงเงิน ๑.๒๒ แสนล้านบาทครับ โดยที่มาของเงินนั้นจะมาจาก ๒ ส่วน ด้วยกัน ก็คือ ๑. คือการจัดเก็บภาษีและรายได้อื่นเพิ่มเติม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๒. ครับ คือการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ๑.๑๒ แสนล้านบาท ส่วนนี้ก็เป็นที่ชัดเจน แล้วครับว่าต้องกู้แน่นอน ซึ่งก็ไม่ตรงกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงเอาไว้ ถือเป็นการผิดคำมั่นสัญญาต่อประชาชนอย่างชัดเจน โดยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนี้ จะทำให้งบประมาณปี ๒๕๖๗ รวมทั้งหมดขาดดุลหรือรายจ่ายไม่เพียงพอกับรายได้ ๘.๐๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ถือว่าเป็นการขาดดุลที่สูง แล้วก็ จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเราก็พุ่งสูงขึ้นไปอีกเกือบชนเพดาน แล้วก็เป็นภาระ ของพี่น้องประชาชนต่อไป🔗

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือว่าการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปกติแล้วจะจัดทำในกรณีที่รัฐบาลมีรายจ่ายไม่เพียงพอในปีนั้น ๆ และมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. นี้รัฐบาลก็ให้เหตุผลว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ได้ แต่ในความเป็นจริงครับ คือเราก็ต้องรอไม่ใช่หรือครับ เพราะรัฐบาลตั้งใจจะแจกพร้อมกัน ๔๕ หรือ ๕๐ ล้านคน ในช่วงไตรมาส ๔ ของปีนี้ ซึ่งต้องเอางบก้อนนี้ไปใช้ในปี ๒๕๖๘ รวมกับงบก้อนอื่น ๆ และขณะนี้งบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ท่านได้ตั้งรายการในลักษณะ เดียวกันนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ และยังต้องรอผ่านการพิจารณาวาระ ต่อ ๆ ไป เพราะฉะนั้นการตั้งงบเพิ่มเติมเพื่อกู้ ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ อาจจะไม่สมเหตุสมผล หรือไม่🔗

งบประมาณส่วนที่ ๒ ครับ ก็คือการบริหารจัดการงบประมาณปี ๒๕๖๗ กว่า ๔.๓ หมื่นล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงว่าได้มีการกันงบกลางเอาไว้แล้ว ตรงนี้ใช่ไหมครับ ที่ทำให้งบกลางปี ๒๕๖๗ มีการเบิกจ่ายที่ต่ำมากนะครับ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณ ส่วนนี้โดยเฉพาะในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ควรใช้ไปกับการแก้ไข ปัญหาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ผมเน้นคำว่า อย่างเหมาะสม และเพียงพอ ครับ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ผ่านมาเราเผชิญทั้งภัยแล้ง ปัญหามลพิษ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรหรือปัญหาค่าครองชีพ นี่คือการเบียดบังงบประมาณ ในส่วนที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหรือไม่🔗

ต่อมาครับ คืองบประมาณ Digital Wallet ส่วนที่ ๓ ก็คือมาจากงบกลาง งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่ได้ตั้งรายการเฉพาะไว้นะครับ ชื่อค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน ๑.๕๒ แสนล้านบาท ขณะนี้ งบประมาณส่วนนี้ก็กำลังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่ง ในกรรมาธิการชุดนี้ด้วย โดยขณะนี้งบประมาณส่วนนี้ก็ถูกแขวนการพิจารณาเอาไว้ก่อนครับ เพราะว่าในครั้งที่มีการชี้แจงคำของบประมาณก็มีเอกสารประกอบการพิจารณาเพียงไม่กี่หน้า ไม่มีรายละเอียดที่มากเพียงพอนะครับ แล้วก็มีเพียงแต่เขียนแค่จำนวนเงิน แล้วก็ วัตถุประสงค์ของโครงการเพียงเท่านั้น นี่คือการขอเงิน ๑.๕๒๗ แสนล้านบาทนะครับ แต่กลับแทบไม่มีรายละเอียดอะไรเลย🔗

และ Jigsaw ตัวสุดท้ายของงบประมาณ Digital Wallet ก็คือการบริหารจัดการ งบอื่น ๆ จากงบประมาณปี ๒๕๖๘ อีก ๑.๓๒ แสนล้านบาท ส่วนนี้มีคำถามมากมายแล้วก็ ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะไปเอามาจากตรงไหน จะต้องไปยืมเงินจากหน่วยงานใด หรือไม่ อย่างไร แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง หากจะเปลี่ยนไปใช้งบกลาง โดยเฉพาะในรายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก ก็อาจจะทำให้เกิด ความเสี่ยงได้ในอนาคตครับ เพราะถ้าเกิดเหตุที่นอกเหนือความคาดหมาย เช่น ภัยพิบัติ หรือความเดือดร้อนของพี่น้องที่เป็นเรื่องฉุกเฉินครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจากนี้เราจะเผชิญ La Nina ที่จะทำให้ฝนถล่ม น้ำท่วมหรือภัยทางสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน เราจะเอาเงินจากส่วนไหนมา ผมก็ขอฝากให้รัฐบาล ได้เตรียมการบริหารงบกลางของปี ๒๕๖๘ ให้เพียงพอต่อการรับมือเตรียมพร้อมกับ ภัยฉุกเฉินนี้แล้วก็ภัยฉุกเฉินอื่น ๆ ด้วย และหากท่านพยายามจะนำเงินที่ตัดมาจากงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ จากชั้นกรรมาธิการ ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำโครงการนี้ถึง ๑.๓๒ แสนล้านบาท จึงมีคำถามว่าจะไปเอามาจากส่วนไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาแหล่งที่มาของเงิน ในการทำโครงการ Digital Wallet เป็นปัญหาที่สำคัญของรัฐบาลตลอดที่ผ่านมา ที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ไม่มีความชัดเจน จากที่บอกว่าไม่ต้องกู้ กลายมาเป็นต้องกู้แน่ ๆ แล้วก็ต้อง แบ่งงบกลาง ทำให้งบประมาณขาดดุลไปไกล ซึ่งก็เป็นหนี้ที่ต้องจ่ายอยู่ดีและเป็นการเบียดบัง งบประมาณส่วนอื่น ๆ มาอีกนะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สร้างความเดือดร้อนและเป็นภาระของ พี่น้องประชาชน การไล่ล่าหาเงินมาทำโครงการ Digital Wallet เหมือนการต่อ Jigsaw ครับ ที่รัฐบาลคิดเพียงภาพใหญ่ไว้ว่าต้องการที่จะแจกเงิน แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปเอาเงินหรือตัวต่อ มาจากไหน ก็เลยต้องไปเอาตัวต่อ Jigsaw มาจากภาพอื่น ๆ เบียดบังงบประมาณส่วนอื่น ๆ แล้วก็ต้องไปกู้เงินเพื่อมาซื้อ Jigsaw อีกส่วนหนึ่งที่ต้องแลกมาด้วยอะไรมากมาย เพื่อให้เป็นภาพ ตามที่รัฐบาลได้คิดเอาไว้🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ แล้วก็วิธีการ ในการดำเนินการ ของ Digital Wallet ก็คือเงื่อนไขการใช้และวันที่จะได้รับเงิน สำหรับ เงื่อนไขการใช้ Digital Wallet หลักเกณฑ์การจ่าย เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนมีความสับสน ว่าซื้ออะไรได้ ซื้ออะไรไม่ได้ ท่านทำโครงการมีข้อจำกัดมากมายครับ วันหนึ่งแถลงอย่างหนึ่ง อีกวันหนึ่งอีกท่านแถลงอีกอย่างหนึ่ง ล่าสุดก็ซื้อโทรศัพท์ไม่ได้ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้ แล้วก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ผมคิดว่าประเด็นแบบนี้ท่านควรมีข้อสรุปที่ชัดเจน แล้วค่อยแถลง หรือชี้แจงต่อประชาชน เพราะตอนนี้เกิดความสับสนอย่างมากครับ ต่อมาคือเรื่อง วันที่จะได้รับเงินครับ ก็เป็นประเด็นที่เป็นคำถามมาโดยตลอดว่าจะแจกเมื่อไร ซึ่งก็มี การเลื่อนมาเรื่อย ๆ ครับ วันนี้ความชัดเจนมีเพียงวันลงทะเบียนที่ท่านนายกรัฐมนนตรี ได้ประกาศไว้ ก็คือ ๑ สิงหาคม และจะแจกในไตรมาส ๔ เพราะขณะนี้เงินก็ยังไม่มีสักบาท แล้วก็ยังต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย ท่านประธานครับ เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดมากมาย และวันแจกที่เลื่อนมาเรื่อย ๆ จากนโยบายเร่งด่วนก็กลายมาดูเหมือนว่าจะไม่เร่งด่วน วันนั้น แจกแน่ วันนี้ก็แจกแน่ วันไหนจะแจกแน่ท่านต้องเอาให้ชัดครับ ที่ผ่านมามันเหมือนสัญญา ลม ๆ แล้ง ๆ จนประชาชนเลิกหวังแล้วครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้าย ก็คือความคุ้มค่าและผลประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน ผู้ประกอบการและต่อประเทศ เป้าหมายของโครงการนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ แต่จากที่ผ่านมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ จากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ องค์กร หน่วยงาน หรือแม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ สภาแห่งนี้ก็มีข้อกังวลมากมาย ว่าโครงการนี้จะมีการใช้งบประมาณที่สูงครับ แต่อาจไม่เกิดความคุ้มค่า และผลประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นการกระตุ้นเพียงระยะสั้น พูดสั้น ๆ ก็คือได้ไม่คุ้มเสียนั่นเอง โดยธนาคารโลก World Bank หรือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ได้คาดการณ์ว่า โครงการนี้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงเล็กน้อย ๐.๕-๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่มีต้นทุนหรืองบประมาณ ที่ต้องใช้สูงถึง ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP นะครับ ซึ่งหมายความว่าไม่คุ้มค่าหรือขาดทุน นั่นเอง และหากเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าความคาดหวังของรัฐบาลว่าโครงการนี้จะเป็น การก่อพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะกลายเป็นเพียงลมอ่อน ๆ แถมมีกลิ่นตุ ๆ ไม่พึงประสงค์ หรือเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนก็ได้ครับ นอกจากนี้ครับ หลายส่วนก็มองว่าการที่รัฐบาล ทุ่มเงินไปจำนวนมากถึง ๔.๕ แสนล้านบาท แต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงน้อยนิด เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเพียงนิดหน่อย อาจเป็นการเสียโอกาสในการทำเรื่องอื่น ๆ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในระยะยาว คือเราอาจจะนำงบประมาณมหาศาลส่วนนี้ไปลงทุนกับการพัฒนาคน การศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการระบบคมนาคมขนส่ง หรือด้านพลังงาน หรือการลงทุนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ที่ดินทำกิน หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่ ๆ และการส่งเสริมธุรกิจ รายเล็กรายย่อย มีอีกหลายอย่างที่เราสามารถทำได้นะครับ แต่เราอาจจะต้องเสียโอกาส เพราะโครงการนี้นะครับ และเราต้องอย่าลืมนะครับว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดภาระทางการคลัง จากเงินกู้ขาดดุลที่ประชาชนต้องแบกรับและต้องร่วมกันจ่ายหนี้ทั้งเงินต้นและเงินดอก อีกจำนวนมากตามมา รัฐบาลต้องฟังความเห็นของโครงการนี้อย่างรอบคอบครับ ไม่ใช่คิดแต่ จะกู้มาแจกนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าหากโครงการ Digital Wallet ยังขาดความชัดเจนและยังมีข้อกังวลทั้งหมดที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของเงิน เงื่อนไขการใช้ และความคุ้มค่าหรือผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ผมคิดว่าวันนี้ เราคงไม่สามารถพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมที่รัฐบาลขอมาถึง ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ได้ ความชัดเจนเดียวจาก พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมนี้คือการต้องกู้เงินเพื่อมาแจกในโครงการ Digital Wallet ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลคิดนโยบายนี้อย่างไม่รอบคอบ คิดไม่เสร็จหรืออาจจะไม่ได้คิด อะไรไว้แม้แต่น้อย ผมขอเรียนกับท่านประธานครับว่า นโยบาย Digital Wallet จากวันนั้น ถึงวันนี้ได้กลายพันธุ์มามาก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลนี้ อย่างสิ้นเชิง และในท้ายที่สุดครับ ผมคิดว่าการหาเสียงแบบไม่มีความรับผิดชอบเช่นนี้ จะกลายเป็นบทเรียนที่สำคัญของประเทศไทยและของโลกครับ เป็นตัวอย่างที่สำคัญว่า อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำและไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ เป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงที่สูงมากต่อรัฐบาลนี้ครับ ที่ต้องพยายามแลกทุกอย่าง ทำทุกวิถีทางโดยมีชีวิตของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เป็นเดิมพัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเสี่ยงภาระหนี้สาธารณะ และที่สำคัญครับ ความเสี่ยงในการเสียโอกาสที่เราจะได้ทำอะไรอีกมากมาย ที่จะพัฒนาความเป็นอยู่และ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้เองผมคงไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงนี้ได้🔗

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมขอเรียนว่าเราพร้อมสนับสนุนโครงการที่เป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ วันนี้รัฐบาล ควรถอยครับ กลับไปคิดทบทวนโครงการนี้ให้สมเหตุสมผล ไม่ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาล รัฐบาลต้องทบทวนแหล่งที่มาของเงิน หลักเกณฑ์การแจก ที่มาของเงิน แล้วก็ทำให้โครงการนี้ ไม่เสี่ยงผิดต่อกฎหมายแล้วก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน อย่างน้อยที่สุดครับ ผมคิดและคาดหวังว่าวันนี้รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอแนะจากพรรคประชาธิปัตย์ และจากฝ่ายค้านทุกคน เพราะทั้งหมดที่ผมพูดมานี้คือความกังวล คือคำแนะนำ คือแรงค้าน ที่คำนึงถึงอนาคตของประเทศต่อรัฐบาลที่ดูเหมือนจะไร้ความผิดชอบและไร้ความรู้สึก ต่อปัญหาของพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอนุชา บูรพชัยศรี ครับ🔗

นายอนุชา บูรพชัยศรี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จากกรุงเทพมหานครครับ วันนี้ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเรื่องของการที่จะมีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอต่อสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผ่านโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านโครงการ Digital Wallet ต้องเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมคงจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของเงินกู้หรือว่าหนี้สาธารณะ ของประเทศไทย แล้วก็คงไม่พูดถึงเรื่องของการจัดเก็บรายได้ของประเทศ แล้วก็คงจะไม่ต้อง พูดถึงเรื่องของเสถียรภาพทางการเงินแล้วก็การคลังของไทย นอกจากนั้นคงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องพูดถึงเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงแนวโน้มแล้วก็การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของไทย เพราะว่าทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้มีการอภิปราย ซึ่งผมก็ได้ดำเนินการไปแล้ว ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ในวาระที่ ๑ ซึ่งเรามีการพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไปเมื่อประมาณไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และผมก็คงจะไม่ได้ ลงรายละเอียดเช่นเดียวกันหรือจะอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์และความจำเป็น ของโครงการนี้ ไม่มีความจำเป็นอีกเช่นเดียวกันที่จะพูดถึงเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็ ประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการมีใครบ้าง ประเภทสินค้ามีอะไร ประเภทร้านค้ามีอย่างไร เงื่อนไขของการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างประชาชนกับร้านค้า เงื่อนไขการใช้จ่ายระหว่าง ร้านค้ากันเอง จะมีทั้งหมดกี่รอบก็ดี รวมถึงคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถถอนเงินออกจาก โครงการได้ รวมถึงเงื่อนไขการใช้เงินในโครงการ การถอนเงินสด ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ตั้งแต่เช้าแล้วเราก็จะเห็นว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้มีการอภิปราย ท่านรัฐมนตรีเอง ที่เกี่ยวข้องก็ได้ลุกขึ้นมาชี้แจงไปแล้วทั้งหมดบางส่วน แต่สิ่งที่ผมเองก็ยังคิดว่ายังมี ความสำคัญซึ่งมีสมาชิกบางท่านก็ได้แตะไว้เล็กน้อยนะครับ แต่อาจจะไม่ใช่เป็นประเด็น ที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาแล้วก็การดำเนินการระบบ Software หรือว่า Application จริง ๆ เรียกว่า Super Application ตอนนี้อยู่นะครับ ต่าง ๆ ที่ประชาชนจะต้อง Downland ลงโทรศัพท์ Smartphone ของเขานี้ ซึ่งในปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ด้วยมีมิจฉาชีพมากมายเลย ตอนนี้ ที่ไม่ว่าจะส่ง SMS เข้ามาให้ Download Application ต่าง ๆ หรือว่า Application ต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดตอนนี้ ไม่ว่าใครที่จะใช้ iPhone หรือว่าใครที่จะใช้ระบบ iOS หรือว่าระบบอื่น ๆ ที่เป็นของ Android ก็ดี ตอนนี้ก็ต้องบอกว่ามีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ณ ตอนนี้เราทราบกัน ว่ารัฐบาลได้มีการมอบหมายให้กับทางด้านสำนักพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เรียกย่อ ๆ ว่า สพร. ภาษาอังกฤษเรียกว่า DGA ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ไปดำเนินการร่วมกับทางด้านกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือว่ากระทรวง DE เป็นผู้พัฒนา แล้วก็ดำเนินการระบบ สำหรับโครงการ Digital Wallet นี้ สำหรับรายละเอียดก็ค่อนข้างที่จะมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทางรัฐบาลก็มีการประชาสัมพันธ์ว่า ประชาชนจะต้องลงทะเบียนอย่างไรบ้างในเบื้องต้น แล้วก็ในเรื่องของการยืนยันตัวตนสำหรับประชาชน การตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย หรือไปในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของสถานะทางการเงินของผู้ที่จะต้องลงทะเบียนและยืนยัน ตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกระทรวงการคลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนั้น ก็มีการ พูดถึงไปแล้ว ร้านค้าก็เช่นเดียวกันครับ มีการพูดถึงเรื่องของการที่จะต้องมีการตรวจสอบ คุณสมบัติต่าง ๆ ตามเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกระทรวงพาณิชย์ อีกเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามครับ ในส่วนที่อยากจะให้รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับ ประชาชนก็คือมันมี ๒ ส่วน ในเรื่องของการที่มีเรื่องของ Application ตรงนี้🔗

ส่วนแรกแน่นอนครับ เรื่องของการลงทะเบียนสำหรับทั้งประชาชนแล้วก็ ในส่วนของทางด้านร้านค้า ตอนนี้เราทราบกันแล้วว่าคงจะเป็นเรื่องของการที่จะลงทะเบียน ผ่าน Application ทางรัฐ ซึ่ง Application นี้ไม่ใช่ Application ใหม่ เป็น Application ที่ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการดำเนินการมาแล้วในเรื่องของการยืนยันตัวตนอะไรต่าง ๆ🔗

และในส่วนที่ ๒ ก็คือในส่วนของระบบการใช้เงิน แล้วก็การชำระเงินหรือว่า Payment System ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นการดำเนินการโดยใช้โครงการ Platform เรียกว่า เป็น Payment Platform ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีเองก็ได้มีมติให้ทาง สพร. หรือ DGA ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นระบบการใช้จ่ายก็ดี ระบบการชำระเงินก็ดี ที่เราเรียกกันว่า Clearing and Settlement นั่นหมายความว่าระบบการชำระบัญชี ระหว่างบัญชีของประชาชน แล้วก็บัญชีของร้านค้า ที่ธนาคารมีการรับชำระเงิน ซึ่ง ณ ตอนนี้เราเริ่มที่จะได้ยินแล้วครับว่า จะเป็นในระบบ Open Loop นั่นหมายความว่า Application ตรงนี้สามารถที่จะอนุญาตให้สถาบันการเงิน หรือว่า Non Bank ก็แล้วแต่สามารถที่จะเชื่อมต่อเข้ามาเพื่อที่จะมีการชำระเงินได้ ระบบ การชำระเงินให้กับผู้ประกอบการร้านค้าก็จะมีเงื่อนไขต่าง ๆ เข้ามา มีการตรวจสอบร่วมกับ ทางด้านสรรพากรด้วย รวมถึงมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานงบประมาณแล้วก็ การเบิกจ่าย แล้วก็จะมีการเรียกว่า กระทบยอด ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Reconcile กันนะครับ เรื่องของความถูกต้องในเรื่องของการเบิกจ่าย ทั้งนี้เราเห็นแล้วครับว่าทางด้านรัฐบาล ก็มีการวางแผนที่ชัดเจนในเรื่องของระบบการใช้จ่ายระหว่างประชาชนเอง หรือว่าระบบ กับทางด้านร้านค้าที่ผมพูดเมื่อสักครู่ว่าจะเปิดไว้ที่จะให้ทางด้านสถาบันการเงินมาเชื่อมต่อ ที่เรียกว่า Open Loop System แต่อย่างไรก็ตามมันยังมีในส่วนอื่น ๆ ที่ประชาชนเอง ยังสอบถามเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทางผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ในพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งยังไม่สามารถที่จะตอบได้อย่างเต็มปาก ฉะนั้นวันนี้ก็เลยอยาก ที่จะขออภิปรายเพื่อที่จะให้ทางด้านรัฐบาลโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน โดยทั้งนี้ Application ที่เราพูดถึงว่าจะเรียกเป็น Super Application อะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้อย่างที่บอกว่าทางรัฐดำเนินการในเรื่องของการยืนยันตัวตน การลงทะเบียน แต่ ณ วันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีอีก Application อันหนึ่งที่ต้องโหลดมา ในเรื่องของการชำระเงินหรือเปล่า หรือพูดง่าย ๆ ว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะส่งเข้ามาให้กับ ทางด้าน Application อะไรอีกหรือเปล่า หรือว่าจะใช้ Application ทางรัฐ ตรงนี้ก็ยังไม่มี ความชัดเจน สิ่งที่ประชาชนสอบถามกันเข้ามาเยอะก็คือว่า เขามีความคุ้นเคยกับ Application อันหนึ่งมาหลายปีแล้ว ณ วันนี้ต้องบอกว่าประชาชนใช้ Application นี้ จนเรียกได้ง่าย ๆ ว่าเขามีความคิดถึง คิดถึงเพราะอะไรครับ เมื่อก่อนนี้มีเงินเติมเข้ามา เขาตรวจสอบได้ทันทีง่ายดาย การใช้เงินออกไปก็สามารถดำเนินการได้ง่ายดาย มีความมั่นใจ ว่าระบบมีความเสถียร มี Stability ที่ดี ไม่มีไวรัสอะไรต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาก็เรียนรู้ ที่ผมพูดถึงก็คือคงเป็น Application เป๋าตัง Application นี้ต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้งาน มีผู้ลงทะเบียน มีผู้โหลดเข้ามา ในมือถือแล้ว ๔๐ กว่าล้านคน ตัวเลขนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยนะครับ ถ้าจะบอกว่าจะให้ ลงทะเบียนให้เสร็จภายในระยะเวลากี่วัน ต้องบอกว่า ๔๐ กว่าล้านคนตอนนั้นทุ่มสรรพกำลัง ของทั้งรัฐและเอกชนมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณป้า คุณตา คุณยาย เดินทางไปที่สถาบัน การเงินสาขาของธนาคารของรัฐเพื่อที่จะให้โหลดแล้วก็จิ้มทีละตัว ๆ จนกระทั่งเขามี Application เป๋าตังนี่มาอยู่ในมือถือของเขา และ ณ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้จ่ายอย่างเดียว แม้กระทั่งในส่วนของร้านค้าเองก็ยังมีความคิดถึง Application เป๋าตังเช่นเดียวกัน เพราะว่า ประชาชนเองเขาเข้าใจว่าจะต้องใช้อย่างไร โดยที่ว่าไม่ต้องมานั่งอธิบายเพิ่มเติม ระบบก็สามารถที่จะรับการลงทะเบียนได้อย่างแน่นอนว่า พร้อมกันหลาย ๆ ล้านคน ในทีเดียวเลย มีระบบการยืนยันตัวตนแล้วก็สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ล่ม ที่ผ่านมามีการใช้เงินผ่านโครงการของรัฐมาแล้วมากมาย พูดง่าย ๆ ว่า มีการทดสอบระบบไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการเราชนะ โครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เรียกว่า Popular ที่สุด ประชาชนถามหามากที่สุด ก็คือโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา ดำเนินการมาแล้ว ถึง ๕ เฟส ๕ ครั้ง ลงทะเบียนกันตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมานี้มีประชาชนใช้ผ่าน Application เป๋าตัง ในการใช้จ่ายเงินถึงเกือบ ๒๗ ล้านคน ที่ใช้จริง วงเงินครับท่านประธานไม่ใช่น้อยเลย Application นี้ได้มีเงิน Transaction ผ่านไปแล้วถึง ๒๓๔,๕๐๐ กว่าล้านบาท มันเป็นสิ่งที่แน่นอนครับ ยืนยันว่าเราสามารถ ที่จะดำเนินการอย่างไรได้หรือไม่ในอนาคตที่จะถึงนี้ ทำในส่วนของ Application เป๋าตัง Expand ขยาย Add-on อันนี้คือภาษาทางด้านที่เกี่ยวกับทางด้าน Software ที่เขารู้จักกันดี Application ที่เรามีอยู่แล้ว สามารถที่จะลดในเรื่องของการที่ต้องไปฝึก ไปสอน ไปทำ ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชน แน่นอนที่เขาเรียกว่า Digital Literacy อย่างซ้ำซ้อน และแน่นอนที่สำคัญก็คือที่เขาเรียกกันว่า Learning Curve การเรียนรู้จากประสบการณ์ ตัวเองที่ผ่านมา มันเป็นสิ่งบ่งบอกให้เกิดความมั่นใจในอนาคตว่า ถ้ามีการได้เงินมา ๑๐,๐๐๐ บาท แล้ว Application นี้สามารถที่จะรองรับได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ Open Loop System หรือไม่ก็ตาม นี่คือสิ่งที่ประชาชนถามหาและผมเองก็ยัง ไม่สามารถที่จะตอบได้เต็มปากว่า นั่นสิทำไม แล้วทำไมรัฐบาลถึงไม่ใช้ Database ก็มีในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของประชาชนกว่า ๒๐ กว่าล้านคนในส่วนของฝั่งที่ต้องใช้เงิน กับในส่วน ที่อีกกว่า ๒๐ ล้านคนที่ใช้ในส่วนของร้านค้า มี ๒ ฝั่งกว่า ๔๐ กว่าล้านคน สามารถที่จะทำได้ หรือไม่ นี่เป็นข้อเสนอแนะที่อยากให้ท่านประธานได้กรุณาให้ทางด้านรัฐบาลได้ไปพิจารณา หรือถ้าเกิดสามารถที่จะอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ได้ไป Add-on ไม่ได้ไปเพิ่มเติม หรือว่าไปต่อยอดกับ Application เป๋าตัง ก็จะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นในความโปร่งใส ของการใช้งบประมาณในการเดินหน้า เพื่อความมั่นใจว่าโครงการนี้จะไม่เป็นอุปสรรคกับ ประชาชน ในการที่จะต้องไปทำความเข้าใจใหม่หมด เอาละ เราเข้าใจว่าโครงการนี้ จะลงทะเบียนโดย Application ทางรัฐ แต่ถ้าเรามี Application เดียว เป๋าตังสามารถทำได้ ทั้งหมดเลย ลงทะเบียน ยืนยัน แถมใช้จ่ายได้ทั้งหมด จนกระทั่งสุดท้ายไม่ว่าจะกี่รอบก็ดี ตามที่รัฐบาลออกแบบ หรือ Design เอาไว้ เอาไปทำ Application เป๋าตังได้หรือไม่ นี่คือ คำถามที่มีประชาชนสอบถามมามากมายและผมขออนุญาตที่จะอภิปราย เพื่อที่จะให้เกิด ความชัดเจน ให้ทางด้านรัฐบาลได้กรุณาชี้แจงด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เชิญครับ🔗

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายไม่เห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ🔗

ในการจัดทำงบประมาณในแต่ละปีนั้นนะครับ ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น เป็นการกระทำงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

กล่าวคือรัฐบาลไม่สามารถ จัดเก็บรายได้ให้เพียงพอกับงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินมาชดเชย งบประมาณที่ขาดดุลนะครับ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและสร้างภาระ ทางการคลังให้กับประชาชนชาวไทย ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่เรากำลังอภิปรายในสภาแห่งนี้ รัฐบาลกำลังมาขอใช้เงิน เพิ่มอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ ออกมาจากการกู้เงินพันธบัตรสัก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทมาจากการจัดเก็บรายได้ที่คาดหวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ครับ ว่าจะเก็บได้เพิ่ม ซึ่งในความเป็นจริงครับท่านประธาน โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ในปี ๒๕๖๗ อันใหม่นี้ที่บวกงบเพิ่มเติมมาแล้วนี้ นอกจากยอดขาดดุลงบประมาณจะสูงสุด เป็นประวัติการณ์อยู่ที่ ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ ยังมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ พลาดเป้าอีกด้วยครับ หน้าถัดไปนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูครับ นี่คือ ผลการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลในช่วง ๘ เดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๖๗ จัดเก็บ รายได้ได้เพียง ๑,๖๗๗,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณนะครับ ซึ่งต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ คือพลาดเป้าไป ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อไปดูไส้ในก็จะพบว่าการพลาดเป้าหลัก ๆ นี้ มาจากที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง ๕๓,๕๐๐ ล้านบาท โดยเป็นผลมาจาก นโยบายอุ้มค่าน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลของรัฐบาลเองกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ครึ่งหนึ่งของเป้าที่พลาดไปเลยทีเดียว ใน ๔ เดือนที่เหลือครับ ต้องเก็บเพิ่มอย่างไรถึงจะได้ ตรงเป้า ก็คือต้องเก็บให้เพิ่มอีกเดือนละ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับจึงจะเข้าเป้า ตั้งแต่มียอดขาดดุลงบประมาณที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์มาเป็นต้นทุนเดิมแล้วนะครับ ยังเผชิญปัญหาการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้า ถ้าเราคิดด้วยเหตุด้วยผลครับท่านประธาน เราก็จะเห็นได้ชัดว่าการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้านี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติมของปี ๒๕๖๗ นี้อย่างแน่นอน เอาสไลด์ลงด้วยครับ การทำโครงการแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ใช้งบประมาณรายจ่ายที่สูงมาก ทำให้ความสามารถ ในการดำเนินนโยบายการคลังด้านอื่น ๆ ของรัฐบาลลดลงและมีความเสี่ยงที่งบประมาณ จะไม่เพียงพอรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งการเพิ่มวงเงินกู้ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ หนี้ก็กู้ จนเกือบเต็มเพดานที่กฎหมายกำหนดแล้วนะครับ เหลือพื้นที่ทางการคลังที่จะกู้ได้เพิ่มอีก เพียงราว ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ แล้วก็ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ เทียบกับ วงเงินคงเหลือเฉลี่ยในปีก่อน ๆ ที่เรามีพื้นที่ทางการคลังเหลือมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็จะเห็นว่าตอนนี้เรากู้ติดเพดานขนาดไหน ขอสไลด์ขึ้นหน้าถัดไปด้วยครับ ท่านประธานครับ เรามาดูสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่าการบริหารจัดการงบประมาณกันครับ กว่าที่รัฐบาลจะเข็น งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ เข้าสภาในวันนี้ ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่ามีการแก้ แผนการคลังระยะปานกลางหรือที่เรียกว่า MTFF ไปแล้วถึง ๔ ครั้ง ในเวลาไม่ถึง ๑ ปี ก็คือ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๖ แล้วก็มกราคม ปี ๒๕๖๗ มีนาคม ปี ๒๕๖๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ เรียกได้ว่าแก้กันถี่ เดือนเว้นเดือนไปเลยครับ และแผนการคลังระยะปานกลางนี้ก็จะใช้ เป็นแผนแม่บทที่จะถูกอ้างอิงใน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลังต่าง ๆ กำหนด เพดานต่าง ๆ ทางด้านการคลัง ซึ่งปกติเราจะไม่เห็นการแก้ไขบ่อยขนาดนี้ แต่ที่รัฐบาล ต้องแก้แล้วแก้อีกขนาดนี้ก็เพื่อเบ่งตัวเลขให้รายจ่ายงบประมาณและรายได้ประมาณการ เบ็ดเสร็จแล้วในปี ๒๕๖๗ แก้ไขเพิ่มขึ้นไป ๒๕๒,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ประมาณการ ในปี ๒๕๖๗ แก้เพิ่ม ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันรายจ่ายของปี ๒๕๖๘ แก้เพิ่มขึ้นไปถึง เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ประมาณการปี ๒๕๖๘ แก้เพิ่มไปอีก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการเบ่งตัวเลขบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาล เพื่อให้ส่วนของรายได้รายจ่าย Make ตัวเลขขึ้นมาให้กู้เงินเพิ่มขึ้นมาเพื่อแจกโครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท ให้จงได้นะครับ ทั้ง ๆ ที่การจัดเก็บรายได้นั้นไม่เข้าเป้า ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอฝาก ท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีหน่อยครับว่า ที่คิดว่าจะจัดเก็บรายได้เพิ่มอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ จะเก็บรายได้มาจากตรงไหน ช่วยตอบให้พี่น้องประชาชน ได้หายสงสัยคลางแคลงหน่อยครับ ขอหน้าถัดไปด้วยนะครับ หลังจากดูเรื่องการบริหาร งบประมาณไปแล้ว การกู้ติดเพดาน แน่นอนครับว่าหนี้สาธารณะย่อมเพิ่มขึ้นมา อย่างน้อย ๆ ในเฉพาะส่วนของ พ.ร.บ. เพิ่มเติม งบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ที่เราพิจารณาอยู่นี้นะครับ ส่วนของ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้เพิ่มนี้ มันจะทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นไปอีก ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็จะยิ่งช่วยเร่งให้หนี้สาธารณะชนเพดาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP เข้าไปอีก การดึงดันทำโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น เป็นประวัติการณ์ถึง ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ของ GDP แล้ว แล้วก็ยังก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น จำนวนมหาศาล พาให้เราติดเพดาน ใกล้เพดานเต็มทีครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ผลที่ตามมานะครับ ท่านประธานก็คงทราบดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ขอสไลด์หน้าถัดไปด้วยครับ ทุกอย่างมีต้นทุน แน่นอนครับ เรากู้เงินมาก็ย่อมส่งให้มีภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในแต่ละปี ยิ่งกู้เพิ่ม ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็ต้องสูงเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นอัตราส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ที่รัฐบาล จัดหาได้ในแต่ละปีนั้นนะครับ สัดส่วนนี้ก็จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามที่กราฟนี้โชว์นะครับ สัดส่วนนี้บ่งบอกว่าอะไร สัดส่วนนี้เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงครับ ว่ารัฐบาลจะสามารถใช้หนี้ ได้หรือไม่ ถ้าหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าความเสี่ยงตรงนี้ยิ่งมาก และตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการ แล้วก็ ครม. ว่าการสร้างหนี้สาธารณะ ในระดับที่สูงเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกปรับลด Credit Ratings หรืออันดับ ความน่าเชื่อถือ เช่นตามเกณฑ์ของ Moody's บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล มีเกณฑ์การประเมินของกลุ่มประเทศที่ประเทศไทยอยู่ว่า อัตราส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ ไม่ควรเกิน ๑๑ เปอร์เซ็นต์ โครงการแจกเงิน Digital Wallet นี้จะทำให้ภาระทางการคลัง เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวชี้วัดดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ในปี ๒๕๖๘ และอาจจะทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดนปรับลดลงก็เป็นได้ ผลกระทบ ที่จะตามมาครับท่านประธาน ก็คือดอกเบี้ยการกู้เงิน พูดง่าย ๆ ก็คือดอกเบี้ยของพันธบัตร รัฐบาลจะสูงขึ้น เพราะว่าความเชื่อถือของเราลดลง แปลว่าผู้กู้จะต้องกู้แพงขึ้นทั้งกระดาน ทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ทุนใหญ่ไปจนถึง SMEs นะครับ เพราะว่าดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล เป็นดอกเบี้ยที่ตลาดเงินนี่ใช้อ้างอิงเป็นตัวพื้นฐาน สวนทางกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมา กดดันให้ กนง. ลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด และที่สำคัญยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นที่เหลือน้อยนิด ของนักลงทุนในตลาดทุน ตลาดเงินของประเทศไทยนะครับ🔗

ท่านประธานครับ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงของบเพิ่มเติมไปเมื่อเช้านี้ งบปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมนี้ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือโครงการ Digital Wallet ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ไม่สามารถ รองบประมาณปี ๒๕๖๘ ได้นั้น ฟังไม่ขึ้นแน่นอนครับ ขอสไลด์หน้าถัดไปขึ้นด้วยครับ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นข่าวมาโดยตลอดว่าท่านเคาะแล้วเคาะอีก ยันแล้วยันอีกนะครับ แต่ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก กลับไปกลับมาจนไม่มีใครเชื่อแล้วครับ หน้าถัดไปนะครับ เรามาดู Timeline สำคัญ ๆ ตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๖ นี่ผ่านมา จะปีหนึ่งแล้ว เดี๋ยวผมขอสรุปส่วนสำคัญ ๆ นะครับ ตัวหนังสืออาจจะเล็กไปหน่อย วันที่ ๑๔ กันยายน นายกรัฐมนตรีเศรษฐายันรัฐบาลไม่กู้แจกเงินดิจิทัล วันที่ ๑๘ กันยายน เศรษฐายันแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท รอบเดียว ไตรมาสแรก ปี ๒๕๖๗ วันที่ ๒๕ กันยายน เศรษฐาคิดขยายกรอบมาตรา ๒๘ จาก ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็พับแผนนี้ไป วันที่ ๙ ตุลาคม ออกมาแถลงข่าวว่ายังไม่มีความคืบหน้า วันที่ ๑๙ ตุลาคมเลื่อนประชุมครับ แล้วก็บอกว่าอาจจะเลื่อนแจกเงินไปหลังเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๗ แต่จะให้ทันไตรมาสแรก ในปี ๒๕๖๗ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน วันที่ ๑๐ แถลงข่าวใหญ่โต Digital Wallet ใช้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผู้มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน วันที่ ๑๕ ธันวาคม บอกว่าร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ เข้ากฤษฎีกาแล้ว แต่อีก ๒ วันถัดมาครับ วันที่ ๑๗ ธันวาคม บอกว่ายังร่าง พ.ร.บ. เงินกู้อยู่ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ออกมาบอกว่า ยัน แจกเงินดิจิทัลผ่านฉลุย เริ่มเดือนพฤษภาคม ข้ามปี มาปี ๒๕๖๗ ออกมาให้ข่าว กฤษฎีกาไฟเขียว ให้ใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ยังยกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ยังไม่เสร็จนะครับ วันที่ ๙ มกราคม วันรุ่งขึ้น นายกรัฐมนตรี ออกมาเผย โครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ผ่านไป ๑ สัปดาห์ วันที่ ๑๗ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านจุลพันธ์บอกว่าโครงการอาจจะไม่ทันเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าทุกอย่างพิจารณาใหม่หมด รับยังไม่ทราบว่าจะออกเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ได้หรือไม่ นี่คือ Timeline และนี่คือการกลับไป กลับมานะครับ เคาะแล้ว ยันแล้วก็เลื่อนอีกนะครับ🔗

จนมาถึงจุดกลับลำที่สำคัญอีกอันหนึ่งครับ ก็คือวันที่ ๒๓ เมษายน ครม. เห็นชอบยกเลิกแนวทางการออก พ.ร.บ. เงินกู้ ให้เปลี่ยนมาใช้เงินจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งก็คือ ธ.ก.ส. แต่เพราะกฤษฎีกาเคยเตือนว่าเอาเงินของออมสินมาใช้ไม่ได้ ธ.ก.ส. ก็เลย ตกเป็นตำบลกระสุนตกนะครับ พอ ครม. มีมติออกมาแบบนั้น ธ.ก.ส. ก็งานเขาสิครับ มีทั้งข่าวลือนะครับ ประชาชนแห่ออกมาถอนเงินบ้าง และเราก็เห็นสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจของ ธ.ก.ส. ออกมาคัดค้านส่งเรื่องไปให้ทางแบงก์ชาติ สคร. กฤษฎีกา ขอให้ชี้ขาด ว่าทำได้หรือไม่นะครับ ตัว ธ.ก.ส. เองก็ไม่ได้อยู่เฉยครับ ทำหนังสือไปถามกระทรวงการคลังทันที พร้อมเสนอแนะ ให้กระทรวงการคลังเร่งหารือข้อกฎหมายไปยังกฤษฎีกา แต่ท่านเลขาธิการคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ได้ออกมาปฏิเสธนะครับว่า จนถึงป่านนี้รัฐบาลก็ยังไม่เคยถามเรื่องของ ธ.ก.ส. เกี่ยวกับโครงการ Digital Wallet เลยนะครับ🔗

ประเด็นคืออย่างนี้ครับท่านประธาน การให้ ธ.ก.ส. ร่วมสนับสนุนดำเนิน โครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท มันต้องมีความชัดเจนทางกฎหมาย ว่าการดำเนินการ ดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ตาม พ.ร.บ. ธ.ก.ส. มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ นะครับ คือถ้าจะใช้แหล่งเงินจาก ธ.ก.ส. มันต้องมีเงื่อนไข ที่นอกจากจะซับซ้อนอยู่แล้ว ยังต้องซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกว่า เราจะกำหนด กลไกการเติมเงินให้เกษตรกรแยกส่วนจากการเติมเงินให้ประชาชนทั่วไปอย่างไร เราจะจำกัด ขอบเขตการใช้จ่ายเงิน Digital ของเกษตรกรอย่างไรให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของ ธ.ก.ส. ด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดใช้เงินงบประมาณผิดประเภทนะครับ ซึ่ง ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ความเสี่ยงและฐานะของ ธ.ก.ส. ก็มีข้อกังวลครับ ออกมาบอกว่าการที่รัฐบาลจะมอบให้ ธ.ก.ส. สนับสนุนโครงการเติมเงิน Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท โดยที่รัฐบาลยังมีหนี้ค้างกับ ธ.ก.ส. ถึงประมาณเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงสภาพคล่อง และความเสี่ยงต่อฐานะดำเนินการของ ธ.ก.ส. อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินงาน ตามพันธกิจและกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินอย่างแน่นอน กราฟนี้ครับ ดูหนี้ ที่รัฐบาลติด ธ.ก.ส. และดูการใช้คืนนะครับ เส้นบนสีเขียวนี่คือหนี้ที่รัฐบาลติดนะครับ ก็จะเป็นงบที่ ธ.ก.ส. ขอในแต่ละปีที่ผ่าน ๆ มา พูดง่าย ๆ ก็คือมาทวงหนี้รัฐบาลด้วยงบเท่าไร เราก็จะเห็นตัวเลขเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จาก ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปจนถึงเกือบ ๆ จะแตะ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันงบที่ได้มาใช้หนี้กลับสวนทางโดยสิ้นเชิงครับ จาก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับขึ้นมา ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมาเหลือ ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท จนปีล่าสุดเหลือแค่ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น เห็นได้ชัดเจนครับ ว่ามีผลกระทบต่อสภาพคล่องและฐานะตามที่ ธปท. ได้ให้ ข้อเสนอแนะอย่างแน่นอนครับ กรรมาธิการวิสามัญ ๒๕๖๘ ก็ได้สอบถาม ธ.ก.ส. นะครับ ว่าต้องการเอาเงิน ธ.ก.ส. มาทำโครงการนี้ แล้วจะเอามาจากไหน ธ.ก.ส. ก็ได้ตอบมาครับ ว่าทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุนมีอยู่ ๒ แนวทาง ก็คือ ๑. ออกพันธบัตร โดยมีกระทรวง การคลังเป็นผู้จัดหาและค้ำประกัน ๒. ก็คือออกพันธบัตร โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหา แต่ไม่มีการค้ำประกัน สรุปครับ ก็คือต้องกู้ ให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตร ธ.ก.ส. ก็ยืนยันมานะครับว่าไม่ได้มีการชงเรื่องนี้ ไม่เคยมีการชงเรื่องนี้เข้าบอร์ด ธ.ก.ส. เลย จนสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม สัปดาห์ที่แล้วนี้เอง ก็มีการออกมากลับลำไปว่าจะไม่ใช้ เงินจาก ธ.ก.ส. แล้ว ซึ่งก็เดชะบุญของ ธ.ก.ส. นะครับ แล้วก็อีกหลายคนด้วยที่ไม่ต้องเสี่ยง ทำผิดกฎหมายนะครับ เพราะกฤษฎีกาก็เคยมีการให้ความเห็นนี้มาแล้วว่าธนาคารออมสิน ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ในลักษณะเดียวกันนะครับ เพราะขัดกับข้อกฎหมายและ ผิดวัตถุประสงค์ของธนาคารออมสินนะครับ ที่ผมไล่เลียง Timeline และสาธยายผลกระทบ ต่อ ธ.ก.ส. มานี้ครับท่านประธาน ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่านโยบายแจกเงิน Digital Wallet ที่แถลงไปนั้นก็เป็นการแถลงไป ทำไป คิดไป ไม่ได้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ แล้วก็กลับไป กลับมา ไม่ได้เร่งด่วนอะไร เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการกลับลำของรัฐบาลในแต่ละครั้งนั้น สร้างผลกระทบต่อความเสียหายจำนวนมาก🔗

ผมจะสรุปแล้วนะครับท่านประธาน สิ่งสำคัญที่สุดของการจัดงบเพิ่มเติม ที่ควรจะเป็น คือต้องให้ความสำคัญในการใช้งบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี สำหรับ ความจำเป็นที่เร่งด่วนในการใช้งบประมาณจริง ๆ เช่น กรณีที่ประเทศชาติประสบภัยพิบัติ ประสบปัญหารุนแรงที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการแก้ไขฟื้นฟูความเสียหาย อย่างรวดเร็วนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งครับ คือการจัดทำงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมระหว่างปี เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเมือง หรือทำเป็นโครงการประชานิยม เพราะเป็นการใช้งบประมาณเพิ่มเติมที่ผิดหลักการ ไม่เป็นไปตามความจำเป็นของการใช้ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนะครับ การใช้งบประมาณควรจะต้องอยู่บนหลักการของความสำคัญด้วยครับ ต้องมี Priority มียุทธศาสตร์ของการใช้เงิน โครงการที่มีความคุ้มค่า มีผลตอบแทนสูงจึงควรใช้นะครับ โครงการที่มีการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ชัดเจน มีรูปธรรมนะครับ ประเทศไทยครับ ท่านประธาน เสียเวลาและเสียทรัพยากรบุคคลของรัฐไปกับโครงการ Digital Wallet มาเป็นเวลานานมากเกินไปแล้วครับ ถึงเวลาที่จะปลดปล่อยบุคลากรหน่วยงานของรัฐเหล่านี้ ให้ไปทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ได้แล้วครับ ทุกวันนี้ยังมีลูกหนี้ กยศ. พบกับ ความเดือดร้อนมากมายนะครับ ที่หนี้ของเขายังไม่ได้รับการคำนวณใหม่ ดอกเบี้ยใหม่ ตามกฎหมายใหม่นะครับ ปัญหาแก๊ง Call Center หลอกลวง Online มีเหยื่อมหาศาล เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน เสียเงินมากกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ที่จะได้จากโครงการนี้แน่นอนครับ ท่านประธาน เหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบในหลักการต่อ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ นี้ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เชิญครับ🔗

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้แทนราษฎรคนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียน พรรคไทยก้าวหน้าครับ ท่านประธานครับ ถ้าผมซื้อลอตเตอรี่ก็คงถูกแล้วละ ทายไปเมื่อ ๒ อาทิตย์ก่อนว่าจะต้องมาพิจารณากัน วันนี้ก็มีมาพิจารณาแล้วจริง ๆ ท่านประธาน เรื่องนี้นี่ต้องบอกว่า Hook สุดท้ายของรัฐบาล ครม. นี้มันเข้ากับเพลงนี้อีกแล้วครับ ก็คือคนจะโดนทิ้งเธอรู้บ้างไหม ก็คือประชาชนกลุ่มหนึ่งนี่ละครับ ที่ไม่สามารถเข้าสิทธิได้ เขากำลังจะถูกทิ้งแล้ว แต่ไม่รู้ว่า ครม. รู้หรือเปล่า แต่ก่อนที่ผมจะโชว์ตรงนั้นให้ดู ผมพามาดู อันนี้นิดหนึ่ง คือ ครม. ก็มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นงบประมาณ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท โอ้โฮ ก็ต้องบอกว่าคนเข้ามาอย่างล้นหลามจริง ๆ ครับ เข้ามาจำนวนทั้งหมด ๒๑๖ ครั้ง ผู้ลงความคิดเห็น จำนวน ๑ คน โอ้โฮ เยอะมาก ๆ พร้อมกับเขียนประโยคนี้ว่า ขอให้ใช้ งบประมาณเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดนะครับ นี่ โอ้โฮ ไม่รู้ว่าหลัง ครม. ใครเป็นคน ไป Comment นะครับ แต่ไม่ใช่พวกผมแน่นอนละท่านประธาน อันนี้มาให้ดูว่าของบแสนล้าน ก็มีคนมา Comment ตั้ง ๑ คน นี่ยังไม่ทันเริ่มก็เห็นถึงความนิยมกันแล้ว🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานมาดู เรื่องจริงดีกว่าว่าทำไมประชาชนถึงกำลังจะเสียน้ำตา คือเราต้องมาดูคุณสมบัติกันครับ คุณสมบัติ Digital Wallet ผมพามาดูข้อ ๔ ข้อ ๕ อันนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ข้อ ๔ เขียนว่า ต้องไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน ๘๔๐,๐๐๐ บาทต่อปี ความหมายก็เหมือนที่ ท่านบอกละครับ ต้องเงินเดือนไม่เกิน ๗๐,๐๐๐ บาท อันนี้ประชาชนฟังไว้นะ ได้ประโยชน์ด้วย ๒. ก็คือเป็นผู้ที่มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ทีนี้มันมีประเด็นอย่างนี้ ประชาชนเขาฝากผมมาพูด ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ที่เขากำลังจะเสียน้ำตากลุ่มหนึ่งก็คือ นี่ครับ ผมยกตัวอย่างให้ดู กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ Digital Wallet ไม่ได้ ผมเอามาจากสถิติธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ผู้ที่มีเงินฝากเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑ ล้านบาท อันนี้วงเล็บไว้เลย (มีจำนวน ๑,๖๒๒,๔๗๕ บัญชี) แต่อาจจะมีรายได้ต่ำ คนกลุ่มนี้อาจจะมีรายได้ต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ บาทด้วย เพราะว่าอะไร แหล่งที่มาเขาอาจจะมาจากเงินออมก็ได้ท่านประธาน มาจากมรดกก็ได้ หรือมาจากบริษัท ประกันก็ได้ ผมยกตัวอย่างแบบนี้ เขาฝากผมมาพูดบอก ปูอัดช่วยพูดในสภาหน่อยเถอะ ผมก็ต้องจัดให้ ท่านประธาน เขามีเงินเดือนปัจจุบัน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท แต่บังเอิญ เป็นคนที่เก็บออมเก่งจริง ๆ เก็บมาตลอด จนวันนี้มีเงินเก็บอยู่ ๖๐๐,๐๐๐ บาท เก็บมาเกือบ ๖-๗ ปี วันนี้เขาคนกลุ่มนี้มีเงินออมทรัพย์เกินกว่าที่ท่านบอกไว้ คำถามคือคนกลุ่มนี้จะได้ Digital Wallet ของท่านหรือไม่ ท่านก็คงตอบไม่ได้หรอกปูอัด แต่ถามหน่อยว่าเขาเป็นคน ที่มีรายได้มากหรือครับ อีกกลุ่มหนึ่งท่านประธาน ผมจะยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง อันนี้พูดไป ก็ต้องเสียน้ำตาไป เขาฝากผมมาบอกว่าปูอัดฝากไปพูดอีกทีหนึ่งเถอะ คือคนกลุ่มที่เสีย คุณพ่อไปเมื่อตอนต้นปี แล้วก็ได้เงินประกันมาอยู่ในการอุดหนุนในออมทรัพย์เกือบล้านบาท คนกลุ่มนี้เขามีเงินเดือนแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท คือคนที่ฝากผมมาบอกตอนนี้ แต่คนกลุ่มนี้ ก็ต้องเสียน้ำตา เพราะว่าไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เพราะมีเงินออมเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธาน เข้าร่วมไม่ได้จริง ๆ แต่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น คนนี้ละก็กำลังเสียน้ำตา แต่ไม่รู้ ครม. มองเห็นหรือเปล่า ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเจ็บใจมาก อันนี้ผมก็ต้องพูด เพราะท่านอยู่บนจุดสูงสุดในการบริหาร แต่ก็ไม่รู้ว่าท่านจะมองเห็นหรือเปล่า คนเร่ร่อนและกลุ่มบุคคลที่อาศัยที่สาธารณะเป็นที่ หลับนอนชั่วคราว นี่เอาสถิติปัจจุบันนะครับ มีจำนวน ๓,๕๓๔ คน คำถามผมเป็นแบบนี้ คนกลุ่มนี้รู้อยู่แล้วว่าอาจจะไม่มี Smartphone แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมลำบากใจมาก แต่เขาเป็นคนไทย นี่มาจากคนไทยล้วน ๆ เขาจะได้ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ วันนี้ท่านรัฐมนตรี มาแล้วผมถามตรง ๆ ตรงนี้เลย หรือว่าท่านจะมองว่าเขาคือประชากรชั้น ๓ ตอบให้สภาชื่นใจ ตอบให้พี่น้องประชาชนในประเทศชื่นใจหน่อยว่าเขาจะได้ไหม หรือว่าท่านจะบอกว่า เขาไม่ใช่คนที่ควรจะได้รับ ก็ตอบมาให้ตรง ๆ กับอีกกลุ่มหนึ่ง บุคคลที่มีสถานะทาง ทะเบียนราษฎร์แต่ยังไร้สัญชาติ ความหมายคืออย่างนี้ครับท่านประธาน คือพี่น้องชาติพันธุ์ ผมรู้อยู่แล้วถ้าไม่มีสัญชาติก็คงไม่ได้ แต่ท่านบอกเองนะว่าท่านจะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ กระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง นี่ผมพาท่านขึ้นดอยเลยนะ โน่นดอยสุดเลย คำถามคือคนชาติพันธุ์ แบบนี้จะได้ Digital Wallet ไหม หรือว่าท่านจะบอกว่าเขาก็ไม่ใช่ประชากรที่ท่านมองเห็น เหมือนกัน คือวันนี้ยังไม่หมดนะท่านประธาน ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้ต้องบอกว่าอาจจะเปิดหู เปิดตา ครม. ก็ได้ คือคนกลุ่มที่มีทะเบียนบ้านกลาง นั่น ท่านอาจจะงงทะเบียนบ้านกลาง คืออะไรปูอัด เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ตรงสีแดง ๆ ที่ผมกรอบไว้นะครับ เจ้าบ้านซื้อบ้าน ต่อจากผู้อื่นแล้วย้ายชื่อที่ค้างออกจากทะเบียนบ้าน แต่ไม่รู้ทะเบียนบ้านปลายทางก็จะเข้ามา ที่ทะเบียนบ้านกลาง ผมจะยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย ๆ พี่น้องประชาชนฟังเข้าใจง่าย ๆ เลย คืออย่างนี้ บุคคลคนหนึ่งผ่อนบ้านไม่ไหวท่านประธาน ธนาคารก็เข้ามายึดเขา พอยึดเสร็จ ก็เอาบ้านนี้ไปขายทอดตลาด พอไปขายทอดตลาดก็มีคนซื้อแล้วเจ้าบ้านใหม่มาเห็นว่า มีชื่อเก่าก็คัดเขาออก เพราะฉะนั้นบุคคลที่ถูกยึดบ้านไปเขาก็จะไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง ความหมายคืออย่างนี้ครับ เขาไม่ได้มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ คนกลุ่มนี้มีจำนวน ๔๕,๙๘๐ คน ที่อยู่ใน กทม. ยังไม่รวมต่างจังหวัด คนกลุ่มนี้โดนยึดบ้านถามว่ามีรายได้เยอะไหม ก็ต้องบอกว่า ไม่เยอะอยู่แล้ว คำถามของผมคือ เขาจะได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ดิจิทัลของท่านหรือไม่ หรือท่านจะบอกว่าก็ไม่ใช่ประชากรที่ฉันมองเห็นอยู่แล้วนี่ เพราะฉันบริหารอยู่ชั้นสูงสุด ก็ต้องเอาภาพกว้างไปก่อน ถ้าท่านตอบแบบนี้ก็ตอบให้ชื่นใจ ให้พี่น้องประชาชนฟังได้ยิน เพราะท้ายที่สุดท่านประธาน สิ่งที่ผมมาพูดตรงนี้ก็เพื่อจะเรียกร้องให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งเป็นคนเท่ากันเหมือนเราในสภาท่านประธาน คุณค่าของเขากับคุณค่าของเราไม่ต่างกันเลย แต่คำถามของผมคือผมต้องมาพูดแทน เพราะว่าเขาจะได้สิทธิจากภาษีตรงนี้ไหม ถ้าได้ก็ช่วยตอบให้หน่อย แต่ไม่ได้ก็ต้องบอกไปเลยว่า ครม. ชุดนี้บริหารจากจุดสูงสุด ไม่เคยมองเห็นพวกเขาเลยว่าคนมีคุณค่าที่เท่ากัน ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่รัฐบาลได้เสนอขอให้ สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติ วงเงินงบประมาณ ๑.๒๒ แสนล้านบาท ดังนี้ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยของเรานี้มีปัญหาเรื่องระบบเศรษฐกิจ ตอนนี้พี่น้องประชาชนมีปัญหาเรื่องปากท้องเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน ได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร หรือแม้กระทั่งท่านลงพื้นที่เองในพื้นที่ของท่าน ตอนนี้พี่น้อง ประชาชนก็บ่นว่ามีความยากลำบากในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สาเหตุที่สำคัญ ส่วนหนึ่งมาจากการที่งบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่มีการทำแล้วก็มีการเบิกจ่ายล่าช้า เนื่องจาก ติดเรื่องของการเลือกตั้งบ้าง และเมื่อตั้งรัฐบาลใหม่ก็มีการนำร่างงบประมาณของรัฐบาลเก่า กลับไปปรับปรุง ก็ทำให้กว่าจะได้ใช้งบประมาณในปี ๒๕๖๗ จากเดิมจะต้องเริ่มใช้ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๖ ก็ล่าช้าไปเป็นเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๗ ล่าช้ามาถึง ๖ เดือน ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณนั้นถือเป็นการใช้จ่ายการลงทุนภาครัฐที่มีความสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็น ๔ เครื่องยนต์กลไกหลักในการที่จะขับเคลื่อน ให้เศรษฐกิจของไทยนั้นมีความเติบโต ๑. ก็คือการลงทุนภาครัฐ นั่นก็คือตัวงบประมาณ ที่ล่าช้าไป ๖ เดือน ๒. ก็คือการลงทุนภาคเอกชน ๓. คือการบริโภคประชาชน แล้วก็ ๔. ภาคการส่งออก ในเมื่อเครื่องยนต์ตัวที่ ๑ มันดับไปก็คือการลงทุนภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินที่รัฐบาลเคยอุดหนุน ให้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนในรัฐบาลชุดของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ดี หรือเงินงบประมาณที่รัฐบาลใช้จ่ายในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานก็ดี มันไม่ได้จ่ายไปตามวงรอบที่จะต้องเกิดขึ้น ก็คือมีความล่าช้า ๖ เดือน อย่างที่ได้นำกราบเรียน ท่านประธาน มันเหมือนอะไรครับท่านประธาน เศรษฐกิจของประเทศนี้มันเหมือนต้นไม้ครับ วันนี้ต้นไม้นี่มันขาดน้ำ ขาดปุ๋ยไป ๖ เดือน มันไม่ได้ตายทันทีครับ มันค่อย ๆ เฉาลง เฉาลง เฉาลงไปเรื่อย ๆ ครับ มันเฉาลงไป ๖ เดือน เพราะต้นไม้หรือระบบเศรษฐกิจปากท้อง ของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้นมันขาดปุ๋ย ขาดน้ำไป ๖ เดือน ฉะนั้นเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมานี้รัฐบาลได้งบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาของเราแห่งนี้ได้ผ่าน เงินงบประมาณไป ๓.๔ ล้านล้านบาท ในนั้นมีเงินงบประมาณในการลงทุนอยู่จำนวนหนึ่งครับ คือ ๗.๑ แสนล้านบาท เงินงบประมาณในการลงทุนตรงนี้มันเริ่มขับเคลื่อนลงไปในระบบ เศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการลงทุนภาครัฐนะครับ แต่ท่านประธานครับ การที่เงิน งบประมาณมันลงไปปุ๊บ มันจะทำให้เศรษฐกิจมันฟื้นตัว เหมือนอย่างที่ผมเปรียบเทียบ ให้ท่านประธานฟังครับ เหมือนต้นไม้มันขาดน้ำ ขาดปุ๋ยมา ๖ เดือน เมื่อเดือนเมษายน มันได้น้ำ ได้ปุ๋ย มันไม่สามารถจะฟื้นได้เลยครับท่านประธาน มันต้องใช้เวลานะครับ ไหนภาครัฐจะต้องไปประมูล ไปหาผู้รับเหมา กว่าผู้รับเหมาจะลงมือก่อสร้าง เงินกว่าจะลง เข้าไปในระบบ ต้นไม้กว่าจะฟื้นตัว มันก็เหมือนกับเงินจากผู้รับเหมาจะลงไปร้านค้าต่าง ๆ จะหมุนไปภาคแรงงาน จะกลับไปภาคการผลิต ไปโรงงานอุตสาหกรรม กว่าจะหมุนกลับ เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ มันใช้เวลาหลายเดือน ฉะนั้นในช่วงที่เม็ดเงินของรัฐบาลกำลัง จะลงไปนี้ พี่น้องประชาชนรอไม่ได้ครับ เศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่ง ดำเนินการแก้ไข ฉะนั้นเม็ดเงินที่สำคัญที่รัฐบาลจะต้องฉีดลงไปก็คือเงินงบประมาณ ตอนนี้ รัฐบาลได้เสนอ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมมา ๑.๒๒ แสนล้านบาท อย่างที่ได้ นำเรียนท่านประธานไปนะครับ เป็นเงินประมาณที่มีความสำคัญในการแก้ไขวิกฤติปากท้อง ของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ มันแก้ไขอย่างไรครับท่านประธาน เมื่อมีเงินประมาณมันฉีดลงไป ต้นไม้มันจะค่อย ๆ ฟื้นขึ้น แต่มันฟื้นช้าครับ ตอนนี้พี่น้องรอไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไร ที่รัฐบาลจะนำเม็ดเงินตรงนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนได้อย่างตรง แม่นยำ แล้วก็รวดเร็ว เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องผ่านโครงการของรัฐ ฉะนั้นเงินงบประมาณตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญมากครับ ท่านประธาน ที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผมจึงอยากจะเรียนครับว่า โครงการที่รัฐบาล จะต้องทำขึ้นเพื่อนำเงินงบประมาณตรงนี้ไปให้พี่น้องประชาชนให้ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ ควรจะต้องผ่านโครงการที่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน จะต้องเป็นโครงการที่เหมาะสม มีมาตรการที่รัดกุมนะครับ อยากให้รัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนำฐานข้อมูลพี่น้อง ประชาชนที่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ดี หรือที่เรียกว่าบัตรคนจน หรือโครงการประกันรายได้ ซึ่งมีฐานข้อมูล เป็นพี่น้องเกษตรกรที่ได้การประกันราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม ทั้ง ๕ กลุ่มนี้มาเป็นฐานข้อมูล หรือโครงการคนละครึ่ง ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กินเงินเดือน เช่นพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ได้นำฐานข้อมูลตรงนี้ มาบูรณาการร่วมกัน แล้วก็นำไปกำหนดเป็นนโยบาย เป็นฐานข้อมูลในการยิงเงิน หรือจ่ายเงินไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและโปร่งใส ผมไม่อยากเห็น การจ่ายเงิน หรือการแจกเงิน หรือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแบบปูพรม หรือที่สื่อมวลชน หรือเพื่อนสมาชิกในนี้บอกว่าเป็นการช่วยแบบหว่านแห เพราะอะไรครับท่านประธาน ถ้าเราเอาเงินไปให้กับคนที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว เงินที่รัฐบาลเตรียมไว้นี้มันไม่ได้หมุนเข้าระบบ เศรษฐกิจครับ คนที่มีเงินเขาได้เขาก็ไปเก็บ เมื่อเขาไปเก็บมันก็ไม่สามารถจะมากระตุ้น เศรษฐกิจได้ตามที่รัฐบาลต้องการ ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องได้เงินตรงนี้ไป รัฐบาลจะต้องเอาไป ใช้จ่ายให้กับกลุ่มคนที่มีความต้องการ เพื่อเอาเงินตรงนั้นมาเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไปซื้อของ ไปใช้จ่าย เพื่อให้เงินตรงนั้นหมุนไปภาคร้านค้า ค้าขาย ไปโรงงาน ไปภาคการผลิต ไปถึงตลาดแรงงาน หมุนไปเศรษฐกิจมันก็จะกลับมา ต้นไม้ที่มันเคยเฉาไป ๖ เดือน มันจะฟื้นตัว ได้อย่างรวดเร็ว ก็ขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลนะครับว่า โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาล จะต้องทำโดยนำเงินตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินงบกลางปี ๒๕๖๘ ก็ดี เงินงบประมาณปี ๒๕๖๗ ก็ดี หรือเงินตาม พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอเข้ามา งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็ดี อยากให้รัฐบาล นำไปใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ผ่านโครงการที่ผมได้นำกราบเรียนท่านประธานครับว่า เป็นโครงการที่เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน เป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสม รัดกุม และที่สำคัญโปร่งใส ปราศจาก การทุจริตคอร์รัปชัน และผมคิดว่าเงินงบประมาณตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ แล้วก็จะทำให้รัฐบาลนั้นเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน แล้วเราเองในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้เป็นผู้อนุมัติเงินงบประมาณก้อนนี้ ก็สามารถที่จะให้ รัฐบาลไปได้อย่างสบายใจ ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ขอสนับสนุน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามาในครั้งนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงนะครับ เชิญครับท่านรัฐมนตรี🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กราบขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านอัครเดช มีความเข้าใจในโครงการนี้เป็นอย่างสูง ในส่วนของคำถามมีท่านสมาชิกสอบถามในเรื่องของ Application ที่ชื่อว่าเป๋าตัง ว่าเป็น Application ที่เราก็เคยใช้กันอยู่ พี่น้องประชาชนคุ้นเคยกันอยู่ ทางรัฐบาลทราบดีครับว่า มันก็เป็น Application หนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินตราได้ แต่ด้วยความเคารพครับ สาเหตุที่เราได้มีการปรับเปลี่ยน สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ ๑. ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า Application ที่ชื่อว่า เป๋าตัง นี้ เคยปฏิบัติภารกิจที่สำคัญให้กับรัฐบาลแล้วก็ประสบความสำเร็จ เป็น Application ที่มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามความเป็นเจ้าของของตัว Application นี้ ไม่เคยเป็นของรัฐ เป็น Application ของภาคเอกชน เรานี้ก็อยากจะพัฒนาในฐานะรัฐ โดย สพร. หรือ DGA ก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แล้วก็มีแผนในการทำ Application ที่จะใช้ทำเรื่องของ Settlement เรื่องของการแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว ก็จึงได้มี การพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เป็น Application การแลกเปลี่ยนกลางของรัฐ และข้อดีที่สำคัญที่สุด ก็คือท่านลองนึกสภาพนะครับ เพราะว่าอย่างเช่น Application ที่ท่านได้สอบถามของเป๋าตังนี้ หากเราจะพัฒนาเพิ่มเติมในสิ่งที่เรียกว่า Open Loop Open Loop คืออะไร ก็คือการเปิดให้ ภาคเอกชน จะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบ ของเรานี้นะครับ และเขาต้องไปเชื่อมต่อกับระบบที่อยู่ในภาคเอกชนอื่น ๆ โอกาสที่จะเกิดขึ้น ได้มันแทบเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้เมื่อเป็น Application กลางของรัฐ ตัว Digital Wallet และเราเปิด Open Loop เราส่ง Spec ไปให้เขานี้ วันนี้ได้สอบถามกับทางกลุ่มธนาคาร พาณิชย์ใหญ่ ๆ รวมถึงสถาบันการเงิน รวมถึงผู้บริการ Wallet เอกชนอื่น ๆ มีแต่คนสนใจ ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อกับเรา เพราะว่าเมื่อมาเชื่อมต่อแล้วก็เป็นประโยชน์กับลูกค้าของเขา เป็นประโยชน์กับ Application กลางของเรา ในอนาคตหากจะใช้เรื่องของ Digital Wallet ท่านนึกสภาพว่าถ้าท่านมีบัญชีธนาคารสักธนาคารหนึ่งแล้วท่านมีโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถ เชื่อมต่อได้อยู่แล้วในธนาคารนั้น ท่านเข้า Application ของธนาคาร ท่านก็จะมี Tab ใหม่ ที่มันเรียกว่า Digital Wallet ขึ้นเช่นเดียวกัน สามารถใช้เชื่อมต่อกันได้อย่างไม่มีรอยต่อ นี่คือประโยชน์ที่สำคัญที่สุดที่เราพยายามที่จะทำ🔗

ประเด็นที่ ๒ มีท่านสมาชิกอภิปรายถึงเรื่องของ ธ.ก.ส. ผมเรียนด้วยความเคารพ ในประเด็นแรกว่า ไม่ตรงกับญัตตินะครับ เพราะว่าญัตติในเรื่องนี้เราไม่ได้พูดถึงการใช้ มาตรา ๒๘ อีกต่อไป แต่เมื่อมีการสอบถามนะครับ ผมก็มีความจำเป็นจะต้องชี้แจงในฐานะ ที่อีกหมวกหนึ่งนั่งเป็นประธานบอร์ดของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต้องเรียนว่าเป็นธนาคารมีความแข็งแกร่งครับ แล้วก็มีช่องทางในการระดมทุนได้หลากหลาย เราไม่ได้มีประเด็นปัญหาใด ๆ ในกรณีที่หากโครงการใดของรัฐได้รับมอบหมายไปดำเนินการ ตัวธนาคารเองมีความพร้อมแล้วก็ไม่ได้ติดข้อกฎหมายครับ ข้อจำกัดหนึ่งที่ได้เรียนไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงเช้าก็คือ ในกรณีที่เราจะเดินหน้าลักษณะของการใช้มาตรา ๒๘ อาจจะต้องมี ข้อจำกัดที่เพิ่มมากขึ้น อันนั้นถูกต้อง ผมเองก็ได้ตอบไปแล้วในช่วงเช้า ซึ่งเราก็ไม่อยากจะให้ มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่จะใช้ Digital Wallet ในกลุ่มต่าง ๆ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เรา มีข้อเสนอมาในเรื่องของการปรับเปลี่ยน ๒. สำคัญที่สุดก็คือด้วยกลไกของงบประมาณ ในปัจจุบันทั้งปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ สามารถรองรับได้ เราก็เลยได้มีข้อเสนอในการปรับเปลี่ยน ไปยังคณะกรรมการนโยบายแล้วก็ได้มีการเปลี่ยนมา แต่อย่างไรก็ตามผมยืนยันในประเด็นนี้ว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นหน่วยงานของรัฐนะครับ ไม่ใช่ลูก ของรัฐด้วยนะครับ คือไม่ใช่แค่เป็นเครือข่าย แต่ว่ารัฐถือหุ้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เรามีหน้าที่ ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส. มีหน้าที่ในการให้บริการทางการเงิน และแน่นอนครับ เป็นกลไกเครื่องมือหนึ่งของรัฐในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเราได้ทำมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง และต้องเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นธนาคารขนาดใหญ่ มีลูกค้าหลายสิบล้าน เรามีความแข็งแกร่งเพียงพอ ไม่อยากจะให้สื่อสารในเชิงที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลง สิ่งเดียวที่ยืนยันได้คือด้วยสถานะทางการเงินในปัจจุบันนี้มีความแข็งแกร่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญครับ🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ น่าจะเป็น ท่านจุลพงศ์ก่อนหรือไม่ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ยังไม่มีเข้ามา พร้อมไหมครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านจุลพงศ์ก่อนครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านชนินทร์จะก่อนหรือไม่ครับ หรือผมก่อน🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

เชิญท่านจุลพงศ์ได้เลยครับ เพราะว่าสลับกันจากเมื่อสักครู่เป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็นฝ่ายค้าน🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านจุลพงศ์ครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอมีส่วนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ตอนนี้เย็นแล้วครับ ผมขออภิปรายเจาะลงไปถึงการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ ในการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานครับ การออกร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมนั้นไม่ใช่ผิดครับ สำคัญคือจะต้องออกภายใต้เงื่อนไขของ กฎหมาย ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ แต่การออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่เราพิจารณาอยู่นี้มันต่างจากฉบับอื่น ๆ ในอดีต เดี๋ยวสักครู่ผมจะอภิปรายให้ท่านประธานได้ฟัง ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ รัฐบาลเคยพยายาม หาช่องทางทางกฎหมายถึง ๓ ครั้ง ที่จะทำโครงการนี้ให้ได้ แต่ก็เกิดความผิดพลาด ทั้ง ๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะใช้เงินของธนาคารออมสิน จะออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือการจะใช้เงิน ธ.ก.ส. มันแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าของรัฐบาลชุดนี้ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการออก พ.ร.บ. ครั้งนี้จะไม่ผิดกฎหมายขึ้นอีก ท่านประธานครับ มาถึงวันนี้การออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ รัฐบาลกำลังจะทำผิดกฎหมาย อีกครั้ง และเป็นกฎหมายสำคัญถึง ๓ ฉบับ หรือรัฐบาลกำลังจะลองของอีกครั้งครับ ผมจะอภิปรายกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ไปทีละฉบับ ขอสไลด์ขึ้นเลยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ต้องขออภัยนะครับ ตัวเล็กไปนิดหนึ่ง กฎหมายฉบับแรกคือ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มีเงื่อนไขสำคัญครับ ในมาตรา ๒๑ นี้ในการที่จะจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เงื่อนไขแรก คือต้องมีความจำเป็น ในการใช้เงินในปีงบประมาณ หมายความว่า ถ้าท่านจะออก พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติม ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ท่านต้องมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนนี้ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ คำว่า มีความจำเป็นที่จะใช้เงินในปีงบประมาณ แล้วจำนวนเงินตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านใช้ ในปี ๒๕๖๘ เพราะท่านบอกว่าท่านจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมเป็นต้นไป เพราะฉะนั้น ก็ไม่เข้าเงื่อนไขประการแรกของมาตรา ๒๑ อันนี้ คือท่านไม่ได้มี จะใช้เงินในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้อย่างใด มันจึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อแรก นอกจากนี้นะครับท่านประธาน เคยมีหนังสือ ของสำนักงบประมาณที่เสนอต่อ ครม. ให้ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับที่ เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ได้ระบุชัดเจนว่าสาเหตุที่เสนอให้ออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เพราะไม่มีเงินพอสำหรับใช้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็แสดงว่า เงินนี้จะต้องใช้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งจะไปสิ้นสุดเอาวันที่ ๓๐ กันยายนที่จะถึงนี้🔗

เงื่อนไขประการที่ ๒ ของมาตรา ๒๑ คือการที่จะออก พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมได้ เพราะไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณถัดไปได้ แปลว่า อะไรครับ ต้องรีบออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ เพราะไปรอ พ.ร.บ. รายจ่ายในปี ๒๕๖๘ ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ ๑ ตุลาคมปีนี้ไม่ได้ แล้วเงินจำนวนนี้ตาม พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติมนี้ ท่านเอาไปใช้ในปี ๒๕๖๘ แสดงให้เห็นชัด ๆ ว่ามันขัดกับมาตรา ๒๑ รัฐบาลกำลังจะเฉไฉตีความกฎหมายโดยไม่สนใจวินัยการเงินการคลัง นี่คือกฎหมายฉบับแรก ที่ท่านกำลังจะฝ่าฝืน🔗

กฎหมายฉบับที่ ๒ คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๖๑ ในมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๓ กำหนดหลักเกณฑ์ว่าการขอเบิกงบประมาณให้ทำปีต่อปีงบประมาณ เว้นแต่ จะได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ ท่านประธานจะได้เห็นเงื่อนไขเรื่องการมีหนี้ผูกพันในมาตรา ๔๓ สไลด์ถัดไปนะครับ ถ้ามาดูมาตรา ๔๔ ก็ยังมีคำว่า เว้นแต่เป็นงบประมาณรายจ่ายข้ามปี ที่ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นกำหนดเวลา ปัญหาประโยคที่ว่าก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีงบประมาณ ตามมาตรา ๔๓ หรือที่ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๔ นั้น คำว่า หนี้ ใน ๒ มาตรานี้แปลว่าอะไรครับ และการที่รัฐบาลจะให้ประชาชนมาลงทะเบียนดิจิทัล จะถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันกับกระทรวงการคลังหรือยัง ตามกฎหมายไทยนะครับ ในการก่อหนี้เกิดขึ้นได้ ๒ ทาง ภาษากฎหมายเรียกว่า นิติเหตุ และอีกกรณีหนึ่งคือ นิติกรรม นิติกรรมก็เช่นมีการลงนามในสัญญาซื้อขายสัญญาจ้าง มันชัดเจนว่ามีการก่อหนี้ ผูกพันนะครับ ซึ่งกรณีนี้สำนักงบประมาณก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี และที่กระทรวงการคลังจะให้ ประชาชนมาลงทะเบียนเข้ารับสิทธิในโครงการ Digital Wallet นี้ จะถือเป็นการทำนิติกรรม ที่เกิดหนี้ผูกพันระหว่างกระทรวงการคลังและประชาชนที่มาลงทะเบียนในวันที่ ๑ สิงหาคม แล้วหรือไม่ ผมว่าไม่ครับ เพราะเป็นการลงทะเบียนเพื่อขอเข้ารับสิทธิเท่านั้น หากรัฐบาล บอกว่ารัฐบาลก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่คนมาลงทะเบียนขอรับสิทธิในต้นเดือนสิงหาคมนี้ รัฐบาล จะต้องแจกเงินแล้ว ผมขอถามรัฐบาลว่ารู้ได้อย่างไรครับว่า พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแน่ ๆ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่แกนนำ ของรัฐบาลคิดก็ได้นะครับ อย่างนี้เป็นความประมาทเลินเล่อทางกฎหมายของรัฐบาล ใช่หรือไม่ครับ ความจริงกลไกกฎหมายมันไม่ผิดนะครับ แต่รัฐบาลขาดการวางแผนและ การบริหารแผน ที่ถูกมันต้องให้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้และ พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๘ ผ่านรัฐสภาเสียก่อนและจึงจะให้คนมาลงทะเบียน แต่เมื่อมาเสนอเอาตอนนี้ เพราะมันไม่ทัน เพราะว่ามีความเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเสียเวลาไปราว ๖ เดือนเศษ🔗

ฉบับที่ ๓ ที่รัฐบาลมองข้ามไปคือ พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ หลักเกณฑ์ ง่าย ๆ พ.ร.บ. เงินตราคือไม่ว่ารัฐบาลจะแจกเงินจำนวนเท่าใด จะต้องมีเงินมารองรับ เต็มจำนวน เช่น จะต้องแจก ๔.๕ แสนล้านบาท รัฐบาลจะต้องมีเงินรองรับ ๔.๕ แสนล้านบาท ปัญหาก็คือตอนที่ประชาชนมาลงทะเบียน ท่านมีแหล่งเงินที่แน่นอนครบจำนวนมารองรับ แล้วหรือยัง คำตอบคือยังครับ เพราะร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ๒๕๖๘ ยังไม่ผ่านการอนุมัติของสภาแต่อย่างใด ที่สำคัญนะครับ ท่านประธาน ในเอกสารฉบับนี้ประกอบร่างพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในหน้า ๒-๑๖ ได้มีการวิเคราะห์ว่าความไม่ชัดเจนในเรื่องการเป็นสื่อกลางในการชำระราคาสินค้า ย่อมอาจส่งผลต่อการขัดต่อ พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ทราบว่าทำไมรัฐบาลจึงหมกมุ่นในการใช้งบประมาณมหาศาลในโครงการ Digital Wallet ที่พรรคก้าวไกลออกมาค้านโครงการนี้ ไม่ใช่เพราะพรรคก้าวไกลไม่ต้องการให้รัฐบาล มีผลงาน เพราะแม้แต่เราไม่ได้ค้านอะไร ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมอยู่แล้ว มันจะต่างอะไรครับระหว่างคำพูดที่ว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม รัฐบาลจะมีผลงานเป็นรูปธรรม กับคำพูดที่ว่าก่อนหน้าเดือนสิงหาคม รัฐบาลไม่มีผลงานอะไรเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เงินธนาคารออมสิน การออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การเอาเงิน ธ.ก.ส. ล้วนทั้งหมดทำไม่ได้สักอย่าง เพราะมันผิดกฎหมายตามที่ผมอภิปรายไปแล้ว ผมขอบอกอีกครั้งนะครับวิธีการของรัฐบาล เพื่อจะออก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๗ ฉบับนี้ รัฐบาลได้ทำผิดกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง ทำผิดกฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายเกี่ยวกับเงินตรา ผมจึงไม่สามารถรับหลักการของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๗ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปครับ ท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญครับ🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนจะร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ฉบับนี้ ในฐานะผู้อภิปราย คนสุดท้ายของสมาชิกฝ่ายรัฐบาล🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุก ๆ ท่านครับที่ได้ร่วมอภิปราย ตั้งข้อสังเกตในการดำเนินการโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล อย่างสร้างสรรค์ และต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีทุกท่านครับ ที่เข้ามาชี้แจงเพื่อให้เกิด ความชัดเจนมากขึ้น เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การอภิปรายในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนที่ติดตามอยู่อย่างแน่นอน และผมขอใช้เวลาในการอภิปรายครั้งนี้อภิปราย แบบภาษาบ้าน ๆ ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจโครงการนี้มากขึ้น ท่านประธานครับ ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาช่วงสุดท้ายนี้หาคำตอบกันแล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ ในประเทศไทยวิกฤติหรือไม่ ท่าน สส. วรวัจน์ ผู้แทนจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย และท่าน สส. จิตติพจน์ได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่าง ๆ บ่งชี้ไปทางเดียวกัน ว่าประเทศไทยโตต่ำกว่าศักยภาพและโตอย่างกระจุกตัว หากเราไม่เร่งดำเนินการใด ๆ สถานการณ์นี้จะแย่ลงเรื่อย ๆ สิ่งนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทางพรรคเพื่อไทย เราสื่อสาร มาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งว่าวันนี้ประชาชนโดยทั่วไปขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงิน ในกระเป๋า หนี้ครัวเรือนสูง หรือก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจฝืดเคืองครับท่านประธาน ซึ่งจากที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเคยได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยโรค ได้ถูกต้องแล้ว แต่ยังจ่ายยาผิด นั่นหมายความว่าท่านเองก็คงเห็นปัญหาเดียวกับเราแล้ว แต่ท่านอาจจะมองวิธีการจ่ายยาไม่เหมือนกับเรา แต่การบริหารของรัฐบาลเป็นข้อสอบอัตนัย ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยครับท่านประธาน ดังนั้น คำตอบไม่ได้มีคำตอบถูกเพียงแค่คำตอบเดียว เพราะสุดท้ายแล้วการดำเนินงานหรือนโยบายใด ๆ ของรัฐบาล คนที่จะตัดเกรดและจะวัดผล การทำงานของรัฐบาลได้ดีที่สุดก็คงเป็นพี่น้องประชาชนว่าจะชอบการจ่ายยาของรัฐบาลชุดนี้ หรือไม่ และผมต้องยืนยันว่าแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยเอง เราก็ไม่ได้หวังพึ่งเพียงแค่ Digital Wallet ให้เป็นยาผีบอกรักษาทุกโรคอย่างที่เพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านหลาย ๆ ท่านพยายามชี้นำสังคมให้เข้าใจอย่างนั้น แต่ในทางกลับกันเราเร่งเครื่อง ดำเนินนโยบายอื่น ๆ อีกมากมายครับท่านประธาน ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งงบประมาณ มากมายควบคู่กันไปด้วย เช่น การเปิดการท่องเที่ยว การดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ที่ปรับเปลี่ยน ไปตามอุตสาหกรรม ที่ปรับไปตามพลวัตของโลก รวมไปถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ ๆ ครับ สิ่งเหล่านี้จะเห็นผลได้ชัดเจนก็คงต้องรอเป็นในระยะกลาง หรือระยะยาวต่อไป ดังนั้น ในระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วนนี้ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการเติมเงินในกระเป๋าเงิน ดิจิทัลเพื่อเป็นตัวจุด Start และกระตุกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลักคิดของโครงการนี้ไม่ใช่การแจกเงินครับท่านประธาน แล้วก็ไม่ใช่สวัสดิการประชาชน เฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการหยอดน้ำข้าวต้มแบบก่อน ๆ แต่เป็นการลงทุนครับ เพื่อสร้างความพร้อมสู่การเป็นสังคมดิจิทัลผ่านการขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ทุกพื้นที่ร่วมกันเป็นกลไกในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พ้นจากสภาวะที่ติดหล่มอยู่ โดยร่วมกันนำเงินดิจิทัลที่ได้รับจากรัฐบาลนำไปใช้ในภูมิลำเนาของตัวเอง เปรียบเสมือน การรดน้ำหน้าบ้านทุกครัวเรือนครับท่านประธาน ให้สนามหญ้าหน้าบ้านที่ปัจจุบันนี้ แห้งเหี่ยวอยู่ กลับมาเขียวพร้อมกันทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านอภิปรายในวันนี้พอจะแบ่งกลุ่มความเห็นได้เป็น ๒ กลุ่มครับท่านประธาน กลุ่ม ๑ ครับบอกว่ารัฐบาลควรยื่นเบ็ดไม่ใช่ยื่นปลา อย่าให้เงินเปล่ากับพี่น้องประชาชน แต่ควรเอางบประมาณนี้ไปลงทุนกับโครงการอื่น ๆ เช่น การทำรถสาธารณะ ทำน้ำประปา ที่ท่านเคยอภิปรายในอดีต หรือพัฒนาอาชีพ บางท่านครับไปไกลถึงว่าการให้เงินเปล่านี้ เป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน แต่พวกท่านเองคงไม่ได้ลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาก เหมือนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นครับ ท่านจึงไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันชาวบ้านลำบากแค่ไหน การให้ลงทุนกับเบ็ดเหล่านั้น ท่านคิดว่าต้องรอนานแค่ไหนครับ จะกลับมาเป็นปลาให้พี่น้อง ประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ ผมอยากชวนทุกท่านคิดแบบนี้ครับว่าถ้าหากท่านเดินไปในสังคม แล้วพบกับคนหิวโซยืนแทบไม่ไหว นั่งพับอยู่ข้างบ่อน้ำ ท่านจะยื่นเบ็ดให้เขา แล้วบอกให้เขา ตกปลาหากินเอง หรือท่านจะให้ปลาเท่าที่ท่านพอจะมีแรงไหว ให้เขาได้สามารถกินปลาเท่าที่มี ยืนขึ้นให้ได้ก่อน แต่ท่านไม่ต้องห่วงครับว่ารัฐบาลเราจะเอาแต่แจก แจก แจก ยื่นแต่ปลา เพราะเมื่อพี่น้องประชาชนสามารถยืนขึ้นได้แล้ว รัฐบาลนี้ล่ะครับ เราจะยืนอยู่กับพี่น้อง ประชาชนอีก ๓ ปีหรือมากกว่านั้น ไม่หนีไปไหนครับ ช่วยให้พี่น้องประชาชนได้พัฒนา โครงสร้างทางพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมการลงทุนใหม่ ๆ ให้พี่น้อง ได้ใช้แรงที่เขามีแล้ว ร่วมปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิต คุณภาพเศรษฐกิจของทุกคนไปด้วยกัน ในระยะกลางและระยะยาวต่อไป🔗

อีกกลุ่มความเห็นหนึ่งครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกอาจจะมีโอกาสลงพื้นที่ พบปะกับพี่น้องประชาชนมากกว่า เห็นกับตาครับว่าพี่น้องลำบากอยากได้เงินหมื่น แต่ด้วยบทของการเป็นฝ่ายค้านก็คงต้องเสนอแนะเพิ่มเติมครับว่า ให้เป็นเงินสดได้ไหม ไม่จำกัดแค่ในอำเภอได้ไหม หรือให้ใช้เฉพาะร้านค้าที่เป็นร้านค้ารายย่อยได้ไหม หรือไปถึง ให้เฉพาะกลุ่มเปราะบางได้ไหม เป็นต้น ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันมาเยอะแล้วตั้งแต่สมัยหาเสียงเลือกตั้งว่าทำไมต้องให้เป็นเงินดิจิทัล ทำไมจะต้องให้เป็นเงินที่สามารถกำหนดเงื่อนไขในการใช้งานได้ และทำไมเราต้องให้ ถ้วนหน้าอย่างกว้างขวาง และส่วนตัวผมเองครับ ผมก็สนับสนุนแนวคิดนี้ของรัฐบาลและ พรรคเพื่อไทยครับ เพราะการใช้งบประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จำเป็นที่อาจจะต้อง เพิ่มเงื่อนไขบางอย่างลงไปบ้าง ที่ไม่เป็นการจำกัดพี่น้องจนเกินไป เพราะเป้าประสงค์ ของโครงการนี้เองครับ ไม่ใช่แค่การแจกเงินแบบประชานิยมเหมือนที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน บางท่านวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมต้องย้ำให้เห็นครับว่าเราต้องบรรลุ ๒ เป้าหมายภายใต้ การดำเนินโครงการนโยบายนี้ ๑. คือการกระตุกสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอยู่ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแบบถ้วนหน้า และ ๒. คือการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ และสร้างความพร้อมของการเป็นเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลให้ประเทศไทยไป พร้อม ๆ กัน เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การคิดนโยบายของพรรคเพื่อไทย เราคิดเป็นองค์รวมครับท่านประธาน เงื่อนไขของโครงการ Digital Wallet เอง ก็ได้มีการศึกษา การดำเนินการ หรือว่าแนวนโยบายมาจากหลายประเทศ หลายสถานการณ์ครับ เพื่อให้การดำเนินการนี้เป็นประโยชน์กับประเทศไทยและพี่น้องประชาชน ทุกคนมากที่สุด เพื่อนสมาชิกของผมครับ ท่าน สส. ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา และท่าน สส. ชนก ผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคายก็ได้อภิปรายไปชัดเจนว่าการตั้งเงื่อนไขให้การหมุนรอบ ในระบบดิจิทัลต้องเกิดขึ้นก่อน ถึงจะสามารถถอนออกมาเป็นเงินสด เพื่อไปหมุนรอบ ในระบบเงินสดต่อได้นั้น จะเป็นการส่งเสริมวงรอบให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น และการกระจายเม็ดเงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ โดยตั้งเงื่อนไขให้กระจายลงทุกอำเภอ ผ่านประชาชนทุกครัวเรือน คือการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบถ้วนหน้า ไม่กระจุกอยู่ในแค่เมืองหลวง และเปิดกว้างให้ประชาชนใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดแค่ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ร้านค้าชุมชน หรือหาบเร่แผงลอยเท่านั้น สิ่งนี้จะทำให้เงินสะพัดลงไปในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว และไม่เป็น การฝืนพฤติกรรมของพี่น้องประชาชน🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ประเทศไทยมี ๘๗๘ อำเภอ กับอีก ๕๐ เขต ของกรุงเทพมหานคร เม็ดเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะกระจายลงทุกอำเภอ ตามสัดส่วนประชากร ถัวเฉลี่ยกลม ๆ ครับท่านประธาน ตกราวอำเภอละ ๕๐๐ ล้านบาท ยอดใช้จ่ายที่สูงถึง ๕๐๐ ล้านบาทต่ออำเภอนี้ เป็นแรงจูงใจที่มากพอครับท่านประธาน ให้ผู้ประกอบการ แม่ค้า แม่ขาย ร้านค้าต่าง ๆ เข้ามาลงทะเบียนในระบบของรัฐ เพื่อให้รัฐบาล มีข้อมูลที่มากพอในการบริหารการจัดเก็บภาษีในระยะยาว สร้างรายได้ภาษีให้รัฐบาลเพิ่มเติม ในอนาคต ดั่งที่ สส. ณัฐพงษ์ ผู้แทนจังหวัดน่านของพรรคเพื่อไทยได้ให้ข้อมูลไปก่อนหน้านี้🔗

และสุดท้ายครับท่านประธาน เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนนี้ ก็เป็นเงิน ที่มากพอที่จะดึงดูดพี่น้องประชาชนเข้ามาลงทะเบียนอยู่ในระบบฐานข้อมูลของรัฐ ให้การดำเนินนโยบายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหญ่ของการบูรณาการข้อมูลประชาชน ที่เก็บไว้ในที่เดียวกัน หรือว่าเป็น Single Platform พอหากเราย้อนไปดูในอดีต ไม่เคยมี แพลตฟอร์มไหนเลยของรัฐบาลที่สามารถรวบรวมข้อมูลของพี่น้องประชาชนได้มากถึง ๔๐-๕๐ ล้านคนเช่นครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญครั้งใหญ่ครับท่านประธานที่เราจะเชื่อมโยง ฐานข้อมูลนี้เข้าสู่การบริหารนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลต่อไป Application ที่ผมพูดอยู่ ณ ขณะนี้คือ Application ทางรัฐ ซึ่งท่าน สส. สุดารัตน์ของพรรคเพื่อไทยผู้แทนจังหวัด อุบลราชธานีก็ได้อภิปรายชัดเจนว่า Application นี้จะเป็น Gateway ขนาดใหญ่ หรือเป็น Super Application ที่ผนวกทุกการบริการของรัฐในอนาคตเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน หรือเรียกว่าเป็น One Stop Service ของระบบรัฐบาลดิจิทัล หรือ e-Government ที่รัฐบาลของเรากำลังดำเนินหน้าอยู่ ให้การเชื่อมต่อการบริการของภาครัฐผ่าน Application ทางรัฐนี้เป็น Application กลาง Application เดียว หมดปัญหาความวุ่นวายจากการที่มี Application มากมายจนประชาชนสับสน หากท่านใดยังไม่คุ้นเคย ผมเชิญชวนเพื่อนสมาชิก แล้วก็พี่น้องที่ติดตามทางออนไลน์อยู่ ให้ลอง Download Application นี้มาใช้ได้เลย ปัจจุบันนี้มีการบริการหลายอย่าง ทยอยรวบรวมเข้าไปใน Application นี้แล้ว และรัฐบาล ก็จะเชื่อมต่อการบริการอื่น ๆ จากกระทรวงอื่น ๆ หน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาบูรณาการในที่เดียวกัน ให้สมบูรณ์ต่อไป ทั้งนี้ครับท่านประธาน ตลอด ๖ เดือนที่พี่น้อง ๔๐-๕๐ ล้านคน ใช้ Application นี้ในการจับจ่ายผ่าน Digital Wallet ก็จะได้มีความคุ้นเคย แล้วก็เท่าทัน กับการใช้งานในระบบดิจิทัลหรือเรียกว่ามี Digital Literacy ที่เพิ่มมากขึ้น พี่น้องมีโอกาส ได้พบเจอ แล้วก็ลองใช้บริการอื่น ๆ ของรัฐที่อยู่ในแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะเร่งให้เกิดความพร้อม ในการเปลี่ยนถ่ายสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก บางท่านยังคงบอกว่ารัฐบาลจ่ายยาผิด บอกว่าเราใช้แค่มาตรการเดิม ๆ ผมว่าท่านเองอาจจะ ยังไม่เข้าใจแนวคิดในการจ่ายยาหรือว่าการบริหารงานของพรรคเพื่อไทย นโยบายนี้ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในแบบฉบับของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างที่ไม่จำเป็นต้องป้ายขาว ป้ายดำ หรือสร้างความแตกหักในสังคมเสมอไป แต่วิธีคิดของพรรคเพื่อไทย เรามุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงจากความร่วมไม้ร่วมมือ ด้วยหลักคิด เชิงนวัตกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง นโยบายของพรรคเพื่อไทยเราเชื่อมั่น ในพี่น้องประชาชน เรามั่นใจว่าหากให้อำนาจกับพี่น้องประชาชนแล้ว ประชาชนที่ได้อำนาจไป รู้ดีกว่าเราครับว่าเขาจะใช้อำนาจนี้อย่างไร เติมความฝันให้พี่น้องประชาชนครับ แล้วสิ่งนี้ จะเป็นแรงในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ดังที่เราเคยทำสำเร็จมาในหลายนโยบาย ในอดีตครับ อาทิการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยนโยบายกองทุนหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนครับ ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนโยบาย OTOP หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบหลักประกัน สุขภาพ หรือนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรคในอดีต และได้พัฒนามาเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกที่ ในรัฐบาลปัจจุบัน และในอนาคตครับ เราคงไม่ได้ขายแค่อดีตครับ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างอีกหลายอย่างภายใต้รัฐบาลนี้ เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการออมของคน ทั้งประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้นโยบายหวยเกษียณ การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการค้ากำไร กับระบบขนส่งสาธารณะที่จะสำเร็จผ่านนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย และการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างรายได้ของประเทศครั้งใหญ่ครับ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของประเทศ และระบบการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ต่อยอด Soft Power ของประเทศ การลงทุน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ของรัฐบาลก็เป็นการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างอีกอย่างหนึ่งเช่นกันครับท่านประธาน นั่นคือการเดินหน้าเปลี่ยนถ่ายการบริการ ของภาครัฐสู่ระบบ e-Government เปลี่ยนสังคมไทยจากแอนะล็อกไปเป็นดิจิทัลให้สำเร็จ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ เร่งเติมกำลังซื้อให้พี่น้องประชาชน เติมเม็ดเงินเข้าระบบ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบันอย่างที่ผมได้กล่าวและให้ข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว🔗

ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ให้ไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลชุดนี้จะรวบรัดดำเนินโครงการแบบไม่รัดกุม เปิดช่องว่าง ให้เกิดการทุจริต เพราะเท่าที่ผมสัมผัส แล้วก็สังเกตการณ์ท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ท่านเป็นคน รับฟังข้อท้วงติงจากทุกฝ่าย และพร้อมปรับปรุงให้ทุกอย่างรัดกุม รอบคอบมากขึ้นเสมอ จนหลายหลาย ๆ ครั้งอาจจะประสบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการเปลี่ยนแปลงในเชิง รายละเอียดนะครับ แต่ก็ต้องชี้แจงกับสังคมว่ากระบวนการนี้คือการทำงานร่วมกันเป็นทีม การบริหารประเทศจำเป็นต้องรับฟังจากทุกฝ่าย จะดับเครื่องชน เอาแต่ความคิดตัวเอง เป็นที่ตั้งคงเป็นไปไม่ได้ และเพื่อน ๆ ฝ่ายค้านครับ ก็ไม่ต้องยุยง ปลุกปั่นให้พรรคร่วมรัฐบาล เกิดความแตกแยก เพราะท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านจากทุกพรรค ต่างช่วยกัน ทำงานให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ สู้กับอุปสรรคทุกอย่าง เพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาล ให้สำเร็จให้ได้ สู้กับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเรียกว่าแรงค้านที่ไร้อนาคต หรือคือการค้าน จากคนบางกลุ่มเพียงเพื่อหวัง Discredit รัฐบาล หรือกีดกันให้รัฐบาลไม่สามารถประสบความสำเร็จ ในการดำเนินนโยบายได้ โดยไม่มองความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนก็ตาม เพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านครับ บางท่านบอกว่าเราอยากจะใช้งบก้อนนี้เพื่อรักษาหน้าของรัฐบาล บอกว่า เราแค่กลัวเสียหน้า แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับท่านประธาน เรากำลังจะใช้งบก้อนนี้เพื่อรักษา เศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจของไทยที่บางท่านบอกว่าปล่อยให้โตตามอัตภาพก็ดีอยู่แล้ว เราจะใช้เงินก้อนนี้เพื่อรักษาชีวิตความเป็นอยู่ที่ยังดีกว่านี้ได้ให้พี่น้องประชาชนทุกครอบครัว แล้วก็ขอฝากผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนที่รอคอยโครงการนี้อยู่ ขอให้มั่นใจ ในความตั้งใจของรัฐบาลครับ และร่วมกันติดตามการลงคะแนนในวันนี้ เพราะผม เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่เห็นแก่พี่น้องประชาชนเป็นผู้แทนของพี่น้อง ประชาชน จะเห็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง และพร้อมใจกันรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้ ให้รัฐบาล ได้มีงบประมาณไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วนต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีผู้อภิปรายอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ไกล ๆ ก็เตรียมตัวนะครับ อีก ๒ ท่านจบแล้วก็สรุปนะครับ ต่อไปเชิญท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากงบประมาณ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการ Digital Wallet ทั้งหมด ผมจึงขออภิปรายร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใน ๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับโครงการ Digital Wallet ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

ประเด็นแรกครับ ในมุมที่รัฐบาลหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามคือจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มค่ากับ งบประมาณหรือไม่ บอกก่อนเลยนะครับ พรรคก้าวไกลเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจกำลังมีปัญหา และต้องการการกระตุ้นครับ แต่คำถามสำคัญคือมันจะกระตุ้นได้เท่าไร เหมือนที่พรรคเพื่อไทย โฆษณาไว้หรือเปล่า และมันจะคุ้มค่าหรือไม่ รัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ชูธงนโยบาย Digital Wallet ว่าจะช่วยให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ GDP โตได้ ล่าสุดก็คือ ๑.๓-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตามที่ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อ ๑๑ กรกฎาคม หลังปรับวงเงินเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อย แน่นอนนะครับ หากเงินที่ใช้น้อย แต่ประโยชน์ที่ประเทศได้มาก การใช้งบประมาณย่อมคุ้มค่า อย่างไรก็ตามเหมือนมีแต่ พรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่มั่นใจว่าจะทำให้ GDP โตได้ขนาดนี้ เพราะเมื่อดูหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ทั้งสภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารโลก หรือ World Bank ต่างประเมินผลกระทบ ของ Digital Wallet ต่อเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่พรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โฆษณาไว้ทั้งสิ้น ภาพนี้เป็นข้อมูลที่สภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงต่อกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจและห้องประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวานนี้ครับ สภาพัฒน์ประเมินว่า Digital Wallet ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้า ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคาร แห่งประเทศไทยประเมินว่าปีนี้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ปีหน้า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนธนาคารโลก ประเมินว่าปีนี้ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ และปีหน้า ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ พี่น้องประชาชนเข้าใจง่าย ๆ แบงก์ชาติและธนาคารโลกสรุปผลตอบแทนจากโครงการ Digital Wallet ตลอดโครงการออกมาด้วย แบงก์ชาติบอกว่าตลอดโครงการได้ประมาณ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ World Bank บอกได้ ๐.๕-๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมเอามาคำนวณง่าย ๆ ให้ท่านประธานเห็นโครงการนี้ใช้เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ได้ผลตอบแทนระหว่าง ๑.๖-๒.๘ แสนล้านบาท อันนี้คือคิดแบบให้โอกาสความเป็นไปได้มากสุด คำถามคือแล้วอย่างนี้ มันคุ้มค่าตรงไหน ช่วงเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงนะครับว่าการที่เพื่อนสมาชิกของผมประเมิน ความคุ้มค่า ระหว่างต้นทุนกับประโยชน์ที่ได้ว่าใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วได้มากี่เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกว่าเป็นการเปรียบเทียบผิดฝาผิดตัว เพราะเทียบระหว่าง Nominal Term กับ Real Term ท่านใช้คำรุนแรงขนาดว่าผิดหลักวิชาการ ผมชอบที่ธนาคารโลกสรุปนะครับ ในรายงานฉบับนี้ ผมเชื่อว่าธนาคารโลกมีการประเมินที่มีมาตรฐาน คงปรับให้อยู่บนฐานเดียวกัน ทั้ง Nominal Term และ Real Term นะครับ ธนาคารโลกสรุปว่าในระยะสั้นโครงการ Digital Wallet จะเพิ่ม GDP ได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่มีต้นทุนการคลังอยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP หรือพูดง่าย ๆ ลงทุน ๒.๗๐ บาท แต่ได้มาบาทเดียว คำถามคืออย่างนี้ท่านจะบอกอีกไหมว่า ธนาคารโลกคิดผิด เอา Nominal Term มาเทียบกับ Real Term ย้ำอีกครั้งนะครับ เราเห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ แต่ที่เราตั้งคำถามและอยากสื่อสารถึงท่าน และประชาชนก็คือ มันจะกระตุ้นได้แค่ไหน คุ้มกับต้นทุนที่ประเทศกำลังเสียไปหรือเปล่า คำถามมีอยู่แค่นี้ เพราะมันก็ภาษีของเราทุกคน ผมชอบมากนะครับที่ท่านต้องบอกว่า ต้องประเมินความคุ้มค่าในด้านอื่น ๆ ด้วยเช่น ท่านยกตัวอย่างจะช่วยสร้างระบบ การชำระเงินใหม่ ระบบดิจิทัลผมเห็นว่าสิ่งที่ท่านควรทำคืออธิบายมาสิครับว่าที่ท่าน จะสร้างระบบการชำระเงินใหม่คืออะไร มันจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร แต่นี่ท่านไม่เคยพูดถึงรายละเอียด ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือยังสิ่งที่ท่านบอกว่าประเทศจะได้ ไม่ใช่พวกเราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้นะครับ ในห้องประชุมวิปฝ่ายค้านเราถามผู้ชี้แจง จากส่วนราชการว่าตอนรัฐบาลทำคำขอมา มีรายละเอียดโครงการอย่างไร มีการประเมิน ความคุ้มค่า ผลกระทบอะไรมาบ้าง สิ่งที่ได้คำตอบก็คือ ตามเอกสารงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณฉบับที่ ๒ ซึ่งผมเอามาอ่านให้ท่านฟังก็คือ ตัวอย่างเช่น ช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจกระจาย สู่ท้องถิ่น บรรเทาค่าครองชีพ ขยายการลงทุน ผลิตสินค้ามากขึ้น ชำระภาษีมากขึ้น วางรากฐาน เศรษฐกิจดิจิทัลให้ประเทศเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ ผมถามมีรายละเอียด อะไรบ้างไหม เพราะปกติเวลาพิจารณางบประมาณ ขนาดหน่วยงานต่าง ๆ ขอเงิน ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ยังต้องมีการประเมินความคุ้มค่า ทำตัวชี้วัด ประเมินผลสัมฤทธิ์ แต่นี่ไม่มีเลย ขอเงินมา ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่าสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นผู้บริหาร ในภาคเอกชน ถ้าใครขอสตางค์ท่านมาแบบนี้ แล้วบอกว่าจะเกิดประโยชน์ระยะยาว แบบที่ท่านเขียนมาเมื่อสักครู่นี้ บลา บลา บลา ท่านคงต้องให้ไปทำรายละเอียดมาเพิ่ม ดังนั้น การที่ท่านบอกเราต้องคิดเรื่องเหล่านี้ไปรวมด้วย ต้องสนใจด้วย ผมยืนยันว่าพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมถึงประชาชนอยากเห็นครับว่าอะไร เราอยากให้ท่านโชว์ให้เราเห็น เพราะเราก็อยากเห็นประเทศพัฒนาได้ประโยชน์เช่นเดียวกับท่าน🔗

อีกเรื่องคือตัวคูณทางการคลังหรือ Fiscal Multiplier ที่พรรคเพื่อไทยก็พูด มาหลายวาระและหลายตัวเลขเหลือเกิน และผมต้องยืนยันว่าผมดีใจมากนะครับ ที่วันนี้ ในสภาแห่งนี้ สส. หลายท่านนำเรื่องนี้มาคุยกัน ที่ผมดีใจเพราะเรากำลังคุยอยู่บนหลักการ บนหลักวิชาการที่พิสูจน์ได้ว่าอะไรคืออะไร ผมเห็นว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก ๆ ในการแลกเปลี่ยน วันนี้ท่านรัฐมนตรีขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านจุลพันธ์ก็พูด ท่านพูดหลายรอบใน ๒-๓ วัน ที่ผ่านมา ท่านพูดขนาดว่าไม่เคยมีโครงการใดของรัฐบาลในอดีตที่ได้ตัวคูณทางเศรษฐกิจ สูงเท่าโครงการนี้ อันเนื่องมาจากระบุเงื่อนไขการใช้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ให้ใช้ หรือประเภทสินค้า ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ อธิบายนิดหนึ่งนะครับว่าตัวคูณทางการคลังคืออะไร เผื่อประชาชนฟังอยู่ ตัวคูณทางการคลังก็คือตัวที่ใช้ดูว่าเงินที่รัฐบาลใช้จ่ายไปจะหมุนกี่รอบ เช่น ถ้าปกติคนไทย ใช้เงินในสัดส่วนของรายได้ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่ารายได้เพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท รัฐบาล แจกเงิน ๑๐๐ บาท เราก็ใช้จ่าย ๒๐ บาท ๒๐ บาทนี้มันไปถึงใคร ไปถึงมือคนถัดไป คนถัดไปได้มา ๒๐ บาท ใช้เท่าไร ใช้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ใช้ ๔ บาท อีก ๔ บาท ก็ไปถึงมือ คนถัดไป ใช้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เท่าไร ใช้ ๘๐ สตางค์ เงินมันก็หมุนไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ล่ะครับ ถ้าเราไล่ตามดูตั้งแต่ต้นเงินจนถึงปลายทาง แล้วเอามารวมกัน เราพบว่ามันได้มา ๑๒๕ บาท เราก็บอกว่าอย่างนี้มันสร้างตัวคูณขึ้นมา ๑.๒๕ เท่า อันนี้คือคำว่าตัวทวีคูณทางการคลัง หรือ Fiscal Multiplier ที่วันนี้เราคุยกัน แน่นอนประเทศไหน ระบบเศรษฐกิจไหน คนใช้จ่ายเงินเก่ง ตัวทวีคูณทางการคลังก็สูง รัฐบาลหย่อนเงินลงไปก็กระตุ้นเศรษฐกิจง่าย สำหรับโครงการ Digital Wallet พรรคเพื่อไทยพูดถึงตัวคูณทางการคลังหลายครั้ง เท่าที่ผม หาข่าวได้อย่างน้อย ๓ ครั้ง ซึ่งน่าสนใจมากคือแตกต่างกันทุกครั้ง ตัวอย่างเอกสาร ที่พรรคเพื่อไทยส่งให้ กกต. ตอนหาเสียงเลือกตั้งมีระบุตัวคูณไว้ ซึ่งจากการคำนวณอยู่ที่ประมาณ ๒.๖ รอบ หรืออีกครั้งหนึ่งท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตัวคูณโครงการอยู่ที่ ๓.๓ รอบ หรือถ้าย้อนไปตั้งแต่แรกที่มีคนอ้างผล การศึกษาเอกสารนโยบาย Digital Wallet ในตอนนั้นใช้ชื่อว่าเหรียญดิจิทัลเพื่อไทย ระบุตัวคูณสูงถึง ๖ รอบ ที่เรียกว่าตัวคูณของพรรคเพื่อไทยเสนอหรือหาเสียงไว้มีหลากหลาย แต่ค่อนข้างสูง ถามว่าเพราะอะไร เพราะเมื่อไปเปรียบเทียบดูกับที่หน่วยงานอื่น ๆ เขาประเมิน มันต่างจากท่านเหลือเกินครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าตัวคูณ ของโครงการอยู่ที่ ๐.๓ World Bank ประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ ๐.๓-๐.๖ ที่น่าสนใจคือ World Bank เขาไปหามาให้ด้วย ตั้งข้อสังเกตว่ามีโครงการที่เกาหลีเคยทำชื่อ Korean Economic Impact Payment เขาบอกคล้าย Digital Wallet ที่เรากำลังจะทำ ตอนนั้น เกาหลีทำช่วงโควิด แจกเงิน ๑ ล้านวอน หรือประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท แจกครั้งเดียว แจกทุกบ้านให้ใช้เฉพาะร้านค้าออฟไลน์และบังคับให้ใช้ในช่วง ๔ เดือนเท่านั้น คือพฤษภาคมถึงสิงหาคม ๒๕๖๓ ท่านจะเห็นว่าเงื่อนไขคล้าย ๆ สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ปรากฏว่าโครงการนี้มีตัวคูณอยู่ที่ ๐.๕ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะหน่วยงานไทย หรือหน่วยงาน ต่างประเทศ ล้วนแต่ประเมินตัวคูณของ Digital Wallet ต่ำกว่าที่รัฐบาลโฆษณาไว้ทั้งสิ้น นี่จึงเป็นอีกหลักฐานที่อยากตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่าโครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มกับงบประมาณหรือไม่ ท่านประมาณการข้อดีหรือประโยชน์สูงเกินจริงหรือไม่ เรื่องเหล่านี้นะครับ วันนี้ได้ยินหลายท่านพูดว่ามันเป็นเรื่องของการที่ใครมีข้อมูลมากกว่า ใครรู้ดีกว่าใคร Marginal Propensity to Consume หรือแนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงการบริโภค ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกว่าเพิ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอบคุณเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่ง ที่เอาเรื่องอย่างนี้มาเล่าให้สภาแห่งนี้ฟัง ผมว่าโครงการนี้น่าสนใจ ผมจึงไปตามอ่านงานเพิ่มเติม ตัวเต็มที่ท่านเอามาอ้างอิง น่าสนใจข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ เขาบอกว่าที่มันช่วยเพิ่ม MPC หรือการบริโภคเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้มันไม่ได้แตกต่างจากการแจกเงินช่วงปกติ หมายความว่า แจกเงินช่วงปกติ MPC ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แจกเงินช่วงโควิด MPC ก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แจกเงินภายใต้โปรแกรมอย่างที่ท่านยกมาเป็นบทเรียนก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่านี่ควรเป็นบทเรียนสำคัญของรัฐบาล ที่คิดว่ามันจะเพิ่มตัวคูณมหาศาลแบบที่ไม่เคยเห็น ในประวัติศาสตร์ เอาเข้าจริงถ้าเชื่อตามงานวิจัยนี้ที่เพื่อนสมาชิกพรรคเดียวกับท่านรัฐมนตรี อภิปรายนี้ ตัวคูณมันก็ออกมาเท่า ๆ กันนี่ล่ะครับ สุดท้ายถ้าท่านมั่นใจว่าคุ้มได้ตัวคูณสูง สร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มาก ผมเห็นว่าท่านควรกล้า ๆ ระบุลงไปในร่าง พ.ร.บ. เลย แน่นอน ด้วยท่านจัดสรรเป็นงบกลาง กฎหมายไม่บังคับว่าต้องใส่ตัวชี้วัด แต่ถ้าท่านมั่นใจ ขนาดนี้ก็ใส่ไปเลย หน่วยงานจะได้มีเป้าตรงกับท่าน ผมลองไปค้นร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณเพิ่มเติมเก่า ๆ ที่ผ่านสภา เช่น ที่ยกตัวอย่างมาในปี ๒๕๖๐ ในครั้งนั้นมีการเสนองบ ในส่วนงบกลางนี่ล่ะครับ มีการระบุเป้าหมายเลยว่าจะเพิ่ม GPP หรือมูลค่าผลิตภัณฑ์ มวลรวมจังหวัดให้ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมเชียร์ถ้าท่านมั่นใจว่าจะสร้าง GDP ได้แค่ไหน ก็ระบุไปเลย ก่อนจบประเด็นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คุ้มหรือเปล่า ผมอยากพูดถึง ที่เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงถึงสิ่งที่เพื่อนสมาชิกของผม คุณศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายไป ว่าเม็ดเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กลับเป็นผลตอบแทนแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คุณศิริกัญญา ใช้ตัวคูณของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งประเมินอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นเรื่อง Nominal Term กับ Real Term ผมเห็นว่าคำชี้แจงของท่านไม่ใช่ สาระสำคัญเลย ท่านใช้คำรุนแรงขนาดว่าเป็นความผิดพลาดทางวิชาการ เพราะเอา Nominal Term ของต้นทุนที่จะใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเปรียบเทียบกับผลได้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คำนวณจาก Real Term ทำไมผมถึงบอกว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีอธิบาย ไม่ใช่สาระ เพราะถ้าผมใช้หลักที่ท่านรัฐมนตรีอยากเห็น ผมว่าแค่นำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปคูณอัตราเงินเฟ้อปี ๒๕๖๗ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ คราวนี้เราก็จะได้ Nominal Term ของประโยชน์ที่เราจะได้ เมื่อสักครู่เท่าไร ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คูณ ๑ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปเท่าไร ๓๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกันนิดเดียว พูดง่าย ๆ ว่าประโยชน์เชิง Nominal Term เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มมานิดเดียว คราวนี้เอาอย่างที่ท่านรัฐมนตรีอยากเห็นเลย เปรียบเทียบ Nominal กับ Nominal ด้วยกัน ต้นทุน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประโยชน์ที่ได้ ๓๕๓,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่คุณศิริกัญญาพูดยังเหมือนเดิมคือไม่คุ้ม🔗

ประการสำคัญที่ผมควรขยายความของคุณศิริกัญญาเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ก็คือคุณศิริกัญญาประเมินให้ แบบใจดีแล้วด้วย ๒ เหตุผล🔗

เหตุผลแรก คุณศิริกัญญาใช้ตัวเลขที่เรียกว่า Maximum หรือค่าสูงสุดที่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลังประเมินว่าจะได้คือที่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ไปคูณ GDP ที่ ๑๙ ล้านล้านบาท มันเลยออกมาที่ ๓๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะบอกก็คือขนาดใช้ตัวเลขความเป็นไปได้สูงสุด มันยังออกมาไม่คุ้ม เพราะใส่เงินไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้กลับมา ๓๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ🔗

ประการที่ ๒ ที่ต้องบอกว่าคุณศิริกัญญาใจดี เพราะสมมุติฐานนี้ เป็นสมมุติฐาน เมื่อครั้งที่สมมุติว่าเป็นเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตัวคูณเลยได้ออกมาที่ ๑.๒-๑.๘ ตอนนั้น สศค. หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคำนวณว่าเป็นการกู้เงินมาทั้งหมด รวมทั้งมาจาก ม. ๒๘ ของ ธ.ก.ส. ด้วย แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ตอนนี้เราคุยกันและเห็นกันอยู่ เรากำลังจะใช้เงินจากงบเพิ่มเติมที่เราคุยกันที่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับอีก ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๘ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๗๔,๗๐๐ ล้านบาท นั่นแปลว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ที่เติมเข้าระบบเศรษฐกิจไม่ได้เยอะเท่าเดิมแล้วนะครับท่าน เพราะนอกจากเม็ดเงินโครงการจะลดลงจาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในนี้ยังเป็นแหล่งเงินใหม่เพียง ๒๗๔,๗๐๐ ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียงประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเก่า หรือเป็นการโยกงบประมาณจากโครงการเดิมมา ดังนั้นต้องบอกว่าสิ่งที่คุณศิริกัญญาบอกว่าไม่คุ้ม ต้นทุนแพง ผลตอบแทนต่ำ เอาจริงคือมีแนวโน้มต่ำกว่า หรือเข้าเนื้อกว่าที่คุณศิริกัญญา พูดไว้ด้วยซ้ำ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากอภิปราย คือการที่ท่านจัดทำงบประมาณฉบับนี้ แล้วจะสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในอนาคต การที่ท่านกำหนดวงเงินรายจ่ายเพิ่มเติมใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าเป็นรายจ่ายประจำ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งนั่นหมายความว่าท่านเห็นว่าเม็ดเงิน Digital Wallet ส่วนใหญ่คือรายจ่ายลงทุน ท่านรัฐมนตรี พูดหลายวาระนะครับว่าแจกไปเพื่อให้คนไปลงทุน ตัวอย่างเช่น ท่านไปให้สัมภาษณ์ ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ท่านบอกว่าเหตุผลที่ต้องกำหนด ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่า ตัวเลข ๑๐,๐๐๐ บาท ถูกคิดและกลั่นกรองมาดีว่ามันจะไม่กระตุ้นแต่การบริโภค ท่านสมมุติว่า เกิดครอบครัวหนึ่งมี ๑๐ คน รวมเงินได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แทนที่ครอบครัวนั้นจะซื้อของ ซื้อหมูปิ้ง ครอบครัวนั้นจะเปลี่ยนไปซื้อรถเข็นก๋วยเตี๋ยว เปลี่ยนจากกระตุ้นการบริโภค เป็นกระตุ้นการลงทุน ท่านยังบอกอีกว่า ถ้ากระตุ้นแต่การบริโภคนี่ วืดเดียวหาย คำถามคือ ทำไมท่านมั่นใจขนาดนั้นว่ายอดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทที่ท่านคิดมาดีนี้จะกลายเป็นตัวฉุด ให้ประชาชนคิดว่าไปลงทุนดีกว่า ผมเคารพประชาชนนะครับ และผมก็ดีใจมากถ้าประชาชน เป็นอย่างนั้น แต่ท่านเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน ทำไมทุกบ้านเรือนคนจะอยากไปซื้อรถเข็น ท่านจะไปจำกัดห้ามไม่ให้เขากิน ให้เขาใช้ได้อย่างไร ที่สำคัญชอบที่บอกนะครับว่า หากเป็น การกระตุ้นผ่านการบริโภค วืดเดียวหาย ท่านใช้คำนี้ในรายการ แปลว่าท่านเข้าใจผลกระทบ ของงบที่ไปกระตุ้นการบริโภคจริง ๆ เช่นเดียวกับสมมุติฐานที่สำนักงบประมาณชี้แจงในห้อง กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และห้องวิปฝ่ายค้านนะครับ ท่านบอกว่าเป็นรายจ่ายลงทุน เพราะจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ใน ๑๐๐ บาท ที่ครัวเรือนไทยใช้จ่าย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นการลงทุน อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อการบริโภค แล้วท่านก็บอกว่า ใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อการบริโภคนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในนั้นเป็นรายจ่ายลงทุน และท่านก็สมมุติ ไป ๆ มา ๆ ว่า โดยรวมนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน อันนี้ผู้แทนสำนักงบประมาณชี้แจง ที่น่าสนใจตอนผมถามย้ำก็คือว่าในห้องกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจอันนี้มาจากไหน ผู้ชี้แจงจากสำนักงบประมาณแจ้งว่ามาจากที่ประชุม ๔ หน่วยงาน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ แต่พอถามผู้แทนหน่วยงานที่อยู่ในห้อง ซึ่งมีสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ นั่งในที่ประชุม ถามว่าผู้แทน แต่ละท่านเห็นด้วยหรือไม่ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ทุกคนเงียบ ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าตอบ หรือในห้องวิปฝ่ายค้านที่เพิ่งพิจารณาไปเมื่อวานนี้ ตัวแทนจากส่วนราชการก็ชี้แจงว่า การตั้งสมมุติฐานแบบนี้ โครงการนี้เป็นโครงการแรก ท่านประธานครับ ประเด็นนี้สำคัญ ที่ผมต้องนำมาอภิปรายต่อสภาแห่งนี้ เพราะนอกจากท่านกำลังทำผิดหลักวิชาการ ผิดระเบียบ สำนักงบประมาณ ท่านกำลังสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในการระบุว่าโครงการแบบนี้ โครงการ แจกเงินแบบนี้ เป็นรายจ่ายลงทุน ทำแบบนี้มันทำให้เสียวินัยการคลังในระยะยาว ต่อไป นักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองไหนอยากทำโครงการแจกเงินแบบนี้ ก็ระบุในงบได้ว่า เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งมันไม่ใช่ ในการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปีนะครับ กฎหมาย ระบุสัดส่วนรายจ่ายลงทุนไว้เพื่ออะไร เพื่อให้ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลต้องสนใจนำเงิน ไปลงทุนเพื่อประโยชน์ระยะยาวของประเทศ แต่นี่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ กำลังสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ถ้าสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ก็จะเป็นผู้ร่วมสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ไปด้วย ผมจะแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าทำไมงบ Digital Wallet ไม่มีทางเป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เอาเรื่องแรกก่อนตามนิยาม เอาแบบหยาบสุด ๆ รายจ่ายลงทุนรัฐบาลแจกไป คนได้รับต้องเอาไปซื้อสินค้าทุนไปลงทุน ท่านแจกไปแบบนี้ท่านจะไปบังคับประชาชน ได้อย่างไรว่าเขาจะไปซื้อสินค้าทุนครับ ไปฟังที่ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในรายการเดิม พิธีกรตั้งคำถามน่าสนใจมาก เขาถามว่าเพื่อไทยมองว่าคนไทยจะสามารถคิดแบบนั้น หรือเราได้หลายคนเอามารวมกัน เอามาลงทุน ท่านรัฐมนตรีตอบพิธีกรว่าเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท คุณพิธีกรใช้บริโภคอย่างเดียวเลยหรือ เอาที่จริงผมว่าที่พิธีกรถามไม่แปลก ผมว่าที่ท่านรัฐมนตรี ตอบแปลก ท่านแจกให้เขาไปแล้ว ท่านจะไปเดาว่าเขาจะใช้อย่างไร ทุกบ้านจะเอาเงิน มากองรวมกัน มันจะมีสักกี่บ้านที่เป็นอย่างนี้ บ้านท่านรัฐมนตรีอาจจะทำ แต่บ้านอื่น เขาจะทำหรือไม่ทำก็เรื่องของเขา ถ้าตามสมมุติฐาน ท่าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่แจก คิดง่าย ๆ คือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ได้รับไปต้องทำแบบท่านว่า มันเป็นไปได้หรือ และถ้าท่าน อยากให้เขาเอาไปลงทุน ท่านก็เขียนลงไปเลยให้เอาไปซื้ออะไรได้บ้าง รถเข็น วันนี้พูดหลายรอบ รถเข็นก๋วยเตี๋ยว ที่แย่ไปกว่านั้นต้องยืนยันว่ามันผิดหลักวิชาการ ในทางวิชาการเงินที่รัฐบาล แจกแบบนี้ นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการด้านการคลัง เราเรียก เงินโอน พูดชัด ๆ ก็คือ เงินอุดหนุน หรือภาษาอังกฤษ Subsidy คือโอนให้ไปใช้ โอนให้ไปจ่ายรัฐบาลให้ไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อให้แม้ประชาชนจะไปซื้อของที่เป็นสินค้าประเภททุนก็นับเป็น รายจ่ายลงทุนไม่ได้ เพราะรายจ่ายลงทุนต้องหมายถึงรายจ่ายลงทุนของภาครัฐเท่านั้น ถ้าประชาชนเอาเงินไปซื้อเครื่องจักรเพื่อทำมาค้าขาย เงินที่ซื้อเครื่องจักรต้องถือว่าเป็นการลงทุน ของภาคเอกชน ไม่ใช่การลงทุนของภาครัฐ ดังนั้นเม็ดเงิน Digital Wallet ต้องเป็นรายจ่ายประจำ ทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายนะครับ หลักฐานที่บอกว่าเม็ดเงิน Digital Wallet คือรายจ่ายประจำ คือสิ่งที่ได้จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ที่ประเมินตัวคูณ ของโครงการออกมาต่ำ เช่น แบงก์ชาติประเมินว่าได้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลกประเมินว่าได้ ๐.๓-๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมถึงบอกว่านี่คือหลักฐาน เพราะถ้าเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ตัวคูณต้องสูงกว่านี้ ข้อมูลนี้จาก 101 Plus รวบรวมข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ถึงค่าตัวคูณการคลังภายใต้เครื่องมือแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ การอุปโภคภาครัฐ หรือเงินโอน เราพบว่าตัวคูณการคลังของการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ของการอุปโภคภาครัฐ อยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเงินโอนอยู่ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะเห็นว่าตัวคูณที่แบงก์ชาติและธนาคารโลกคำนวณออกมา ของ Digital Wallet ใกล้เคียงกับกรณีเงินโอน ไม่ใช่การลงทุนภาครัฐ นี่จึงเป็นอีกหลักฐานหนึ่ง ที่บอกว่า Digital Wallet เป็นเงินโอนไม่ใช่รายจ่ายประจำ ไม่ใช่รายจ่ายลงทุน ดังนั้น ท่านประธาน แม้รัฐบาลจะบิดหลักวิชาการ จะสร้างสมมุติฐานใหม่ หาคำอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือ ขนาดไหนมาเพื่อรองรับว่า Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุน แต่แบบจำลองทางเศรษฐกิจ หลักคณิตศาสตร์ หลักวิชาการก็ไม่สามารถบิดเบือนเพื่อไปรับใช้ท่านได้ ซึ่งผมขอเถอะนะครับ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติม กฎหมายไม่กำหนดด้วยซ้ำว่าต้องเป็น รายจ่ายลงทุนเท่าไร ท่านก็ไปแก้เสีย เพื่อไม่ให้ผิดหลักวิชาการ ผิดหลักและระเบียบ งบประมาณ ไม่สร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ให้ใครมาทำนโยบายแบบนี้แล้วอ้างว่าเป็นรายจ่าย ลงทุน ซึ่งกระทบวินัยการคลังระยะยาว เช่นเดียวกับเรื่องการใช้งบกลางปีไปใช้ ในปีงบประมาณถัดไป ในกรณีนี้ผมเห็นใจพี่น้องข้าราชการ หลายคนรู้ว่าความถูกต้อง คืออะไร หลักวิชาคืออะไร แต่ก็น้ำท่วมปากไม่กล้าพูด ผมขอสื่อสารถึงพี่น้องข้าราชการ ให้ท่านระลึกถึงหลักวิชาให้ดี นักการเมืองมา แล้วก็ไป แต่หลักวิชา หลักการคลัง การงบประมาณยังต้องอยู่ ท่านต้องเป็นหลักของประเทศครับ🔗

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากอภิปรายคือข้อเสนอแนะ ผมไม่ปฏิเสธว่า เศรษฐกิจไทยต้องการการกระตุ้นระยะสั้น ผมยืนยันอีกครั้ง พรรคก้าวไกลเห็นด้วยว่า ประเทศไทย เศรษฐกิจไทยตอนนี้ต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พวกเรายังเห็นว่า ท่านทำช้าไปด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลควรสร้างสมดุลระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่กันครับ รัฐบาลไม่ควรเทหมดหน้าตัก เอาอนาคตของประเทศเป็นเดิมพันกับโครงการนี้โครงการเดียว ผมจึงมีข้อเสนอแนะ ๒ ข้อ ที่ผมอยากเสนอต่อรัฐบาล🔗

ประการที่ ๑ รัฐบาลควรใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ย้ำนะครับ ผมรู้เดี๋ยวต้องมีท่านลุกขึ้นมาชี้แจงว่าเราไม่ได้มองในมุมสงเคราะห์ ผมก็ไม่ได้มอง ในมุมสงเคราะห์ครับ ผมมองในมุมกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนท่านนี่ล่ะครับ เพราะอะไร เพราะสำหรับผู้มีรายได้น้อย เมื่อได้รับเงิน เขามีแนวโน้มใช้เงินสูงกว่า ซื้อของในประเทศ มากกว่า ตัวคูณการคลังเยอะกว่า PBO สำนักงบประมาณของรัฐสภาประเมินว่าตัวคูณการคลัง กรณีแจกเงินเฉพาะผู้มีรายได้น้อยสูงถึง ๑.๓ เท่า นอกจากนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกของผม คุณวรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายนะครับ การจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ท่านต้องไปดูว่า ทำอย่างไรให้ร้านค้าขนาดเล็กได้ประโยชน์ ทำอย่างไรให้เขาไม่ถูกกีดกันออกไป เพราะถ้าเขา รับเงินดิจิทัลไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นขายลูกชิ้น ขายข้าวมันไก่ ขายขนมจีบ ขายซาลาเปา ขายก๋วยเตี๋ยว สุดท้ายจะกลายเป็นนโยบายนี้ไปซ้ำเติมเขานะครับ เพราะห้างค้าปลีก ห้างสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วทุกที่จะกลายเป็นคู่แข่งเขาทันที และถ้าเป็นอย่างนี้ไปนะครับ สิ่งที่ท่านคาดหวังว่าเงินจะไปสู่ชุมชน ชุมชนเล็ก ๆ ของเพื่อนผมในศรีสะเกษ ในมหาสารคาม ในชุมพร ในตาก ในเชียงราย เขาไม่มีวันได้ประโยชน์อย่างที่ท่านว่าเลยครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ย้ำนะครับ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ถามว่าทำไม จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ๑. เพราะในมุมผู้มีรายได้น้อยเขาใช้จ่ายเยอะ เกิดตัวคูณสูงกว่า คุ้มค่าต่องบประมาณมากกว่า ๒. ในมุมร้านค้า ท่านต้องช่วยร้านค้าขนาดเล็กอย่าให้โดนกีดกัน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นนโยบายนี้ไปซ้ำเติมเขา เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่าท่านพยายาม ระวังร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่หรือเครือข่ายเยอะ ผ่านกลไกการกำหนดพื้นที่ หรือขนาดร้าน ผมฟังที่ท่านพูด ผมก็เห็นว่ามันไม่เห็นป้องกันอะไรได้เลย ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกผมอภิปราย ในทางกลับกัน กลับย้ำด้วยว่าภายใต้กลไกปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่เสี่ยงได้ประโยชน์ มากกว่า และเสี่ยงกลายเป็นคู่แข่งกับร้านขนาดเล็กด้วยซ้ำ🔗

ประการที่ ๒ ครับ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของการสูญเสีย ความสามารถในการแข่งขัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาของภาคการผลิตมากกว่า การบริโภค รัฐบาลต้องเน้นแก้ไขที่ภาคการผลิต เหมือนที่เราชอบพูดกันในสภาแห่งนี้นะครับ เรื่องปลา เรื่องเบ็ด ในสถานการณ์เฉพาะหน้า รัฐบาลอาจแจกปลาบ้างแจกให้บางส่วน แต่ผมเห็นว่าท่านต้องพยายามหาวิธีแจกเบ็ดหรือสร้างเรือออกไปจับปลานะครับ เราถึงอยู่ได้ ในระยะยาว ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลมุ่งใช้เงิน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจระยะสั้น คือค่าเสียโอกาสของประเทศนี้ครับ เพราะประเทศมีงบจำกัด เมื่อรัฐเอาเงิน ไปทำโครงการนี้ ก็ย่อมต้องตัดโครงการอื่นออกไป ท่านประธานครับ สมมุติเราลดงบประมาณ แจกโครงการนี้สักครึ่งหนึ่ง เรายังเหลืองบมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปลงทุน สร้างศักยภาพประเทศในระยะยาว ผมลองไปรวบรวมมานะครับ อะไรที่น่าทำ อะไรที่เรา ยังทำน้อยไป อะไรคือค่าเสียโอกาสของประเทศจากการเทหมดหน้าตักให้กับ Digital Wallet อ้างอิงจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่เพิ่งผ่านสภาวาระแรกนะครับ ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านดู อันนี้ผมตัดมาจากแผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ แห่งอนาคต มีอยู่ ๕-๖ หมวดด้วยกัน อาหารแห่งอนาคตเราให้ไป ๑๓๙ ล้านบาท การแพทย์ ครบวงจรให้ไป ๙๙ ล้านบาท ดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ให้ไป ๙๙ ล้านบาท ยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานให้ไป ๘,๓๐๐ ล้านบาท ความมั่นคงประเทศให้ไป ๑๑ ล้านบาท นิเวศอุตสาหกรรม และบริการแห่งอนาคตได้ไป ๔๕ ล้านบาท ทั้งหมดนี้รวมกันออกมาประมาณ ๘,๗๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือโครงการที่บอกถึงอนาคตประเทศ บอกว่าประเทศเราจะแข่ง กับเขาได้ไหม มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ไหม ลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร เราจัดสรรงบให้น้อย เหลือเกินครับ เรียกว่าเอาครึ่งหนึ่งของงบ Digital Wallet หรือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาทำในสิ่งเหล่านี้ เราจะสามารถขยายสิ่งที่อยากทำ แผนที่อยากจะเห็น โครงการกิจกรรม อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์มากกว่านี้อีก ๒๐ เท่า หรือกระทั่งปัญหาอื่น ๆ ในประเทศ ที่ประชาชนเดือดร้อนมานานรอการแก้ไข ท่านก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปช่วยแก้ปัญหาได้ ปัญหาน้ำประปาไม่สะอาดที่ประชาชนต้องทนทุกข์มานาน ถ้าทำน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ อยู่ที่ ๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ขนส่งสาธารณะที่แต่ละภูมิภาคเข้าไม่ถึง ทำรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ใช้ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาสิทธิในที่ดินทั่วประเทศที่พี่น้องทั้งเกษตรกร คนธรรมดา ลำบากอยู่ ใช้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นในการพิสูจน์สิทธิที่ดิน ทั้งหมดนี้เอาครึ่งหนึ่งของงบ Digital Wallet มาทำยังเหลือ สุดท้ายสิ่งที่รัฐควรแบ่งงบไปลงทุนอาจจะเป็นปัญหาที่สำคัญ และเร่งด่วนที่สุด ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้เรามีนักเรียนไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเท่าไร ข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน แล้วรู้ไหมครับ ปี ๒๕๖๗ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ได้งบเท่าไร อันนี้คืองบที่ผ่านมติ ครม. นะครับ ๗,๐๐๐ ล้านบาท เพราะมันไม่พออย่างไรครับ เด็กกว่าล้านคนถึงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หากรัฐนำเงินเพียงบางส่วนเจียดมา ส่วนเล็ก ๆ เอาสัก ๒ เปอร์เซ็นต์ของ Digital Wallet ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อว่า กสศ. จะช่วยลดการหลุดออกนอกระบบของนักเรียนลงได้จำนวนมาก🔗

ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทั้งหมดนี้ที่ผมอภิปรายจึงเป็นเหตุผล ที่ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลไม่สามารถสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ ผมอยากสื่อสารถึงท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ขอให้ท่านทบทวนการจัดสรรงบประมาณในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณฉบับนี้ เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่องบประมาณประเทศ ผิดหลักวิชาการ สร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ในการจัดทำงบประมาณ กระทบวินัยการคลังระยะยาว และนำไปสู่การเสียโอกาสของ ประเทศเราครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญครับ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ ขออนุญาต มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ หากเราย้อนไปในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเศรษฐา ทวีสิน มาชี้แจงและแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายนเมื่อปีที่แล้ว เราทุกคนในสภาทราบดีครับว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ มากแค่ไหน เพราะนโยบายการแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านกระเป๋าเงิน Digital แทบจะเป็น นโยบายเดียวเลยที่รัฐบาลนั้นเขียนข้อความชัด ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม มีตัวเลข กำกับอยู่ในเอกสารคำแถลงนโยบาย เมื่อเทียบกับนโยบายอื่นที่อาจจะมีการใช้ข้อความคำพูด ที่ฟังดูกว้าง ๆ ซึ่งง่ายต่อการที่รัฐบาลนั้นอาจจะเปลี่ยนใจไม่ทำในอนาคต แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่เราทุกคนไม่ทราบและไม่คาดคิด ณ วันนั้น ก็คือไม่ถึง ๔ เดือนครับ หลังจากสภานั้นอนุมัติ งบประมาณปี ๒๕๖๗ ให้รัฐบาลนั้นไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยกรอบวงเงินถึง ๓.๔๘ ล้านล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีครับ จะกลับมาที่สภาแห่งนี้เพื่อมาขอเติมเงินครับ ให้สภาเติมเงินให้ท่านไปใช้อีก ผ่านการออก พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ณ เวลานี้ เพื่อเพิ่มกรอบวงเงินอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๓.๖๐๒ ล้านล้านบาท และเพื่อต่อลมหายใจให้กับนโยบายเรือธงของรัฐบาล แน่นอนครับท่านประธานว่าการเปลี่ยน วิธีการในการมาหาเงินด้วยวิธีการแบบนี้ เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยพูดกับประชาชนไว้ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ได้พูดกับสภาวันที่แถลงนโยบาย ไม่แม้กระทั่งพูดกับสภาในวันที่มาขออนุมัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ แต่ถ้าจะบอกว่าผมตกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คงจะเป็นการโกหก พี่น้องประชาชนครับ เพราะความจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มางบประมาณของนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในหลายรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet ที่ถูกเปลี่ยนแปลงมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอีกกี่ครั้ง ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดว่าใครบ้างที่จะได้รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท คนที่จะได้รับนั้น ต้องลงทะเบียนหรือไม่ เขาจะได้เงินวันไหน เขาจะนำไปซื้อสินค้าอะไรได้หรือไม่ได้ และร้านค้าที่รับเงินดิจิทัลนั้นมาจะสามารถแปลงเป็นเงินสดได้เมื่อไร ท่านประธานครับ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet นี้ มันยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดว่า แม้นโยบาย Digital Wallet จะเป็นนโยบายเรือธงที่อาจจะกำหนดความอยู่รอดและชะตากรรม ของท่านนายกรัฐมนตรี แต่นโยบายนี้ก็ไม่ได้เป็นนโยบายที่รัฐบาลนั้นคิดมาอย่างดีเหมือนกับ ที่ท่านมักจะอ้างครับ แต่เป็นนโยบายที่ท่านคิดไปทำไป แต่ในขณะที่รัฐบาลนั้นอยู่ในสภาวะ คิดไปทำไปครับ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ต้องตั้งหลักกันให้ดีเหมือนกันว่าเราจะใช้หลักคิด หรือหลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติงบประมาณ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทให้กับรัฐบาล เพิ่มเติมหรือไม่ ผมเลยจำเป็นต้องย้ำกับท่านประธานครับว่า โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่การลงมติ เพื่อวินิจฉัยว่าเศรษฐกิจเราดีหรือไม่ดี เราทุกคนทราบดีครับว่าเศรษฐกิจเหล่านั้นซบเซา เป็นเหมือนกับคนที่ทั้งป่วยและต้องการยารักษาระยะสั้น และคนที่มีร่างกายอ่อนแอ ที่ต้องการแผนฟื้นฟูสุขภาพในระยะยาว เช่นเดียวกันครับท่านประธาน โจทย์ในวันนี้ก็ไม่ใช่การมาลงมติ เพื่อจะไปทำนายว่านโยบาย Digital Wallet นั้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ เพราะพูดตามตรงครับ ไม่ว่าท่านจะออกแบบ นโยบายดีหรือแย่แค่ไหน การโยนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ก็ย่อมจะทำให้เศรษฐกิจนั้นต้องถูกกระตุ้นขึ้นมาในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่คำถามหรือโจทย์ ที่สำคัญในวันนี้ครับท่านประธาน คือคำถามที่ว่าการเทหมดหน้าตักเพื่อนโยบาย Digital Wallet นั้น เป็นการตัดสินใจและมาตรการทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าที่สุดแล้วหรือไม่ หากผม จะขออนุญาตสรุปมุมมองของพรรคก้าวไกล ที่ได้มีการอภิปรายมาตลอด ๑ วันที่ผ่านมานั้น ใน ๑ ประโยคครับ พรรคก้าวไกลเรามองว่านโยบาย Digital Wallet นั้น เป็นนโยบายที่ได้ ไม่คุ้มเสีย เพราะในมุมหนึ่งประโยชน์ที่ประเทศและพี่น้องประชาชนจะได้จากนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ขนาดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ไม่รู้ครับว่าตกลงแล้วจะเป็นลมทะเลหรือเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ การกระจายตัว ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจครับ ก็อาจจะไปกระจุกอยู่แค่บรรดาบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งถูกเอื้อครับ ผ่านการออกแบบเงื่อนไข อันแยบยลเกี่ยวกับการแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินสด ที่กลายเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนความยั่งยืนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่าน Digital Wallet ครับ ก็อาจจะเป็นไปอย่างจำกัด ทำได้เพียงแค่การเพิ่มการบริโภคระยะสั้น แต่ไม่นำไปสู่การลงทุนที่ส่งผลระยะยาว และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า การพยายาม จะคาดการณ์ว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ประชาชนได้จะถูกใช้ไปกับรายจ่ายลงทุนนั้น ก็เป็นเพียงเทคนิคในการเลี่ยงกฎหมายมากกว่าสมมุติฐานที่มีหลักการหรือว่าข้อมูลใด ๆ มาอ้างอิง แต่ในมุมกลับกันครับ ราคาที่พี่น้องประชาชนและประเทศนั้นจะต้องจ่ายหรือเสีย ไปกับนโยบาย Digital Wallet นั้น กลับเป็นไปด้วยเครื่องหมายตกใจครับท่านประธาน ราคาที่ผมพูดนี้ก็ไม่ได้หมายถึงแค่หนี้สาธารณะที่รัฐนั้นจะต้องมาเก็บจากลูกหลานเรา ในอนาคตที่ต้องเพิ่มขึ้นโดยตรงอย่างน้อย ๒๖๔,๗๐๐ ล้านบาท จากการแบ่งงบประมาณ ๒ ปีติดครับ เพื่อกู้เงินมาทำ Digital Wallet เป็นการเฉพาะ แต่ราคาที่ผมกำลังพูดถึงนั้น ก็ยังหมายถึงค่าเสียโอกาสที่เราต้องเริ่มจ่ายตั้งแต่วันนี้ครับ ในรูปแบบของนโยบายหรือ มาตรการในการช่วยเหลือประชาชนต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องตัดออกไปเพื่อโยกงบมาทำ Digital Wallet ไม่ว่าจะเป็น ๔๓,๐๐๐ ล้านบาทในงบประมาณปี ๒๕๖๗ หรือ ๑๓๒,๓๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ รวมกันเป็น ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท ดังนั้นครับท่านประธาน สิ่งที่เพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ต้องคิดดี ๆ นะครับ ก่อนที่จะไปกดปุ่มเห็นชอบ กับงบที่รัฐบาลมาขอเพิ่มเติมในวันนี้ ก็คือโครงการหรือนโยบายอะไรบ้างครับ ที่เสี่ยงจะถูกรวม อยู่ในก้อน ๑๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ที่รัฐบาลนั้นต้องตัดออก หรือว่าไปเบียดบังงบประมาณ เพื่อเอาไปทำ Digital Wallet หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่งครับ คือคำถามที่ว่าเรากำลังสูญเสียโอกาส อะไรบ้างจากการไม่มีงบ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทก้อนนี้ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนหรือแก้ปัญหา ประเทศด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่ Digital Wallet แน่นอนครับท่านประธาน ถ้าผมมาใช้เวลา ที่เหลือในวันนี้มาตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าทำไมถึงไม่ใช้งบ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทก้อนนี้ กับ Digital Wallet ไปใช้กับนโยบายของพรรคก้าวไกล ท่านก็คงตอบผมกลับมาครับว่า ท่านคิดนโยบายของท่านมาดีแล้ว เรื่องอะไรท่านจะต้องไปทำนโยบายของพรรคอื่น ท่านอาจจะคิดในใจด้วยครับ ว่าแล้วพรรคก้าวไกลมันจะไปรู้อะไรดีกว่าพรรคเพื่อไทย ที่ท่าน ชอบพูดว่าเป็นพรรคที่หาเงินได้และใช้เงินเป็น ดังนั้นครับท่านประธานวันนี้ผมจะไม่เสียเวลา ไปเถียงกับท่านครับ ว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยหรือนโยบายเศรษฐกิจของ พรรคก้าวไกลดีกว่ากัน ตอบโจทย์กว่ากัน แต่ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นครับว่าหากรัฐบาลนั้นดึงดัน เดินหน้าทำโครงการและนโยบาย Digital Wallet ต่อไป รัฐบาลเพื่อไทยเองนี่ล่ะครับ อาจจะ ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการมาทำตามนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับ พี่น้องประชาชน ซึ่งอาจจะเป็นนโยบายที่เข้าท่าและช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่า Digital Wallet ด้วยซ้ำ ที่ผมพูดแบบนี้ครับท่านประธาน เพราะหากเรายึดอันนี้ครับ เอกสาร นโยบายที่พรรคเพื่อไทยส่งให้กับ กกต. ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนโยบายเรื่อง Digital Wallet แล้วนะครับ ในเอกสารนี้ยังมีนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเสนอไว้อีก ๖๙ ข้อ รวมกันเป็น ๗๐ ข้อ มีการใช้งบประมาณรวมกันประมาณ ๑.๘ ล้านล้านบาท ๑.๓ ล้านล้านบาท ถ้าเอางบของ Digital Wallet ออกไป ๓ ปีข้างหน้าคงเป็นเครื่องพิสูจน์ล่ะครับว่ารัฐบาลนี้จะสามารถรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ พี่น้องประชาชนได้กี่ข้อ แต่สิ่งที่เราเริ่มเห็นตั้งแต่วันนี้แล้วครับ ก็คือพอรัฐบาลไม่สามารถหา งบประมาณสำหรับ Digital Wallet ตามที่ได้โม้ไว้ในเอกสารที่ส่งให้ กกต. ฉบับนี้ ที่เขียน เอาไว้ว่าท่านจะหาได้ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทจากรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๖๗ และอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากภาษีที่ได้กลับมาจากผลคูณทางเศรษฐกิจของ Digital Wallet รัฐบาล ก็ดูจะไม่เคอะเขินนะครับ ในการตัดงบแล้วก็ตัดหางปล่อยวัดนโยบายอื่น ๆ เพื่อเก็บเงิน ทุกบาทมาเทหมดหน้าตักให้กับนโยบาย Digital Wallet และรักษาหน้าตัวเอง แม้การตัดสินใจ แบบนั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งผมจะขออนุญาตฉายภาพให้ท่านประธานเห็นทั้งหมด ๓ ตัวอย่างด้วยกัน🔗

ตัวอย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกของผม ท่านสิทธิพลก็ได้เกริ่น ไปนิดหนึ่งแล้ว ก็คือการเทหมดหน้าตักของรัฐบาลกับ Digital Wallet นั้น อาจจะต้อง แลกมากับการมีนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นกว่าเดิม ท่านประธานครับ หากเราอ้างอิงรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปีนี้เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ครับ ที่ข้อมูลระบุว่าเรามีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ทะลุ ๑ ล้านคน เป็นตัวเลขที่นักวิชาการของ กสศ. เอง ก็ได้คาดการณ์ไว้จากแบบสอบถาม ว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน เมื่อปี ๒๕๖๕ ผมเชื่อครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นก็ไม่ได้อยากจะเห็นเด็กของเราไม่ได้เรียน ผมเองก็รู้ครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสนใจ และความจริงก็เคยสมทบทุนมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ในภาคเอกชน แต่ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ความตั้งใจดี ของท่านนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวมันไม่พอครับ หากท่านไม่พร้อมจะลงทุนในการ แก้ปัญหาที่ท่านพูดเองว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ ยิ่งในเมื่อสถิติข้อมูลก็บ่งบอกชัดครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือครึ่งหนึ่งของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษานั้นก็เป็นเพราะสภาวะ ความยากจนและไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียน ถ้าท่านไม่เชื่อผม ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ มันต้องเพิ่มงบในการแก้ไขปัญหานี้ ท่านเชื่อพรรคท่านเองก็ได้ครับ ที่ดูเหมือนจะเข้าใจปัญหานี้ดีครับ เพราะหากเราพลิกไปดูครับ เอกสารที่พรรคเพื่อไทย ส่งให้กับ กกต. ในข้อ ๗ ครับ เราจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีการเสนอเพิ่มงบประมาณ ให้กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการอุดหนุนเด็กยากจน ที่อาจจะหลุด หรือว่ามีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เสนอเพิ่มขึ้นมาทั้งหมด ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเราไปดูเอกสารงบประมาณในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะเห็นว่า ผ่านมา ๒ ปีงบประมาณแล้วนะครับ ภายใต้รัฐบาลเศรษฐา งบของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในปีล่าสุดกลับสูงกว่างบของ กสศ. ในปีสุดท้ายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เพียงแค่ไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็นแค่ ๑๑-๑๒ เปอร์เซ็นต์ของเป้าหมาย ที่ท่านวางไว้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วครับ เพื่อนสมาชิกจากซีกรัฐบาลก็ได้อภิปรายไว้นะครับ ว่าปัญหาเรื่องของการที่มีเด็กตกหล่นออกจากระบบการศึกษาเป็นปัญหาที่เรารอไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ ขนาดมติ ครม. ของท่านเองที่อนุมัติการเพิ่มเงินอุดหนุนพิเศษให้กับ ผู้ปกครองยากจนในประเทศนี้ จาก ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ขึ้นมาเป็น ๔,๒๐๐ บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ ๑๐๐ บาทต่อเดือน ท่านยังให้เขารอเลยครับ ท่านยังไม่ยอม เพิ่มให้เขาทันที แต่ท่านให้เขารอ ๓ ปี กว่างบประมาณนั้นจะค่อย ๆ ถูกขยับขึ้นมาเพิ่มขึ้น เต็มอัตราแบบขั้นบันได ดังนั้นครับท่านประธาน จากตัวอย่างแรกนี้ผมอยากให้เรานึก อยู่เสมอครับ ตอนที่เราลงมติในค่ำคืนนี้ ว่าทุกบาทที่เราต้องกันไว้เพื่อไปใช้ในนโยบาย Digital Wallet นั้น ก็จะเป็นทุกบาทที่เรามีน้อยลงครับ ในการช่วยเหลือผู้ปกครองที่กำลัง ลำบากที่สุดในประเทศนี้อย่างตรงจุด อย่างพุ่งเป้า เพื่อให้เขาสามารถไปใช้ในการจ่าย ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทาง และทำให้เขาสามารถส่งลูกเขากลับไปเรียนหนังสือได้🔗

มาสู่ตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน จากทั้งหมด ๓ ตัวอย่าง ก็ต้องเริ่มต้น แบบนี้ครับท่านประธาน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อไปพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายในตลาด แล้วก็ร้านค้าที่อำเภอปากพนัง ผมรู้ครับว่าวันนี้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเกี่ยวกับ Digital Wallet จะเข้ามาสภาแห่งนี้ ผมก็เลยถามทุกคนเลยครับ ว่าพี่คิดว่านโยบาย Digital Wallet นั้นจะช่วยร้านพี่หรือไม่ ด้วยความเป็นธรรมนะครับ คำตอบ ที่ได้กลับมาค่อนข้างหลากหลาย บางท่านก็ฝากให้ผมมาเร่งทางรัฐบาล บางท่านก็ฝากให้ผม มาค้านทางรัฐบาล แต่เชื่อไหมครับ ว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยอย่างเป็นเอกฉันท์ คือการฝากให้ผมนั้นมาบอกกับรัฐบาลให้มาช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ เป็นการเร่งด่วน ท่านประธานอาจจะคิดว่าเรื่องของ Digital Wallet กับเรื่องของค่าไฟนั้นมันเป็นมาตรการ คนละส่วนกัน แต่ความจริงแล้วมาตรการทั้ง ๒ ด้านนี้ก็มาจากกระเป๋าเงินเดียวกันทั้งนั้น ดังนั้นการเทหมดหน้าตักของรัฐบาลกับนโยบาย Digital Wallet ก็อาจจะต้องแลกมากับค่าไฟ ที่แพงขึ้นด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ ในช่วงท้ายปีนี้ประชาชนนั้นไม่เพียงจะต้องมาลุ้นนะครับ ว่าพวกเขาได้รับเงินหมื่นตามที่รัฐบาลสัญญาหรือไม่ แต่พวกเขาต้องมาลุ้นเช่นกันครับว่า ค่าไฟนั้นจะเพิ่มขึ้นมากี่บาท จะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ที่ ๔.๖๕ บาทต่อหน่วย หรือจะขึ้นแบบ อำมหิตแบบโหดเหี้ยมทะลุ ๖ บาทต่อหน่วย ท่านประธานครับ ความจริงผมต้องชื่นชม ทางรัฐบาลนี้นะครับ ที่ได้รักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าพอเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว ค่าไฟจะลดทันที แต่สงสัยรัฐบาลจะลืมพูดต่ออีกสักนิดหนึ่งครับว่าพอลดทันทีไปแล้ว ค่าไฟ ก็จะได้เด้งกลับขึ้นมาทันทีเช่นกัน เพราะพอเราไปดูตัวเลขครับ หลังจากค่าไฟเด้งกลับขึ้นมา รอบหนึ่งที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วย เมื่อเดือนมกราคม เมื่อต้นปีนี้ ความหวังอันริบหรี่ครับ ที่ประชาชนมีว่าทางรัฐบาลนั้นจะช่วยตรึงค่าไฟไว้ที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วย ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะถูกท่านนายกรัฐมนตรีนั้นปิดประตูดับความฝันไป ตอนนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้สดที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะในขณะที่รัฐบาลมีงบกลาง ในส่วนที่เรียกว่า เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่เหลืออยู่ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งในเชิงทฤษฎีแล้วก็เพียงพอครับ สำหรับ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทางโฆษกของ กกพ. บอกว่าต้องใช้เพื่อตรึงค่าไฟไว้ที่ ๔.๑๘ บาทต่อหน่วยเท่าเดิม แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ได้ยืนยันกลางสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า งบกลางที่เหลืออยู่นั้นจะต้องกันบางส่วนไว้สำหรับนโยบาย Digital Wallet ซึ่งทำให้เราไม่รู้ เลยว่าตกลงแล้วรัฐบาลนั้นจะเหลืออยู่กี่บาทที่สามารถนำมาใช้ในการช่วยพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องค่าไฟ หรือค่าน้ำมันก็ดี เลยไม่น่าแปลกใจครับท่านประธาน พอท่านนายกรัฐมนตรี ถูกนักข่าวสัมภาษณ์เมื่อวานว่ามาตรการค่าไฟที่ท่านสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับไปคิดแล้วกลับมานำเสนออีกสัปดาห์หนึ่งจะรวมไปถึงการตรึงค่าไฟหรือไม่ ท่าน นายกรัฐมนตรีจึงไม่สามารถให้คำตอบได้ ความจริงแล้วถ้าพูดถึงการที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นด้วยอีกประโยคหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้ว่าในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นไม่ใช่ทุกอย่างที่ต้อง ใช้งบประมาณ แต่อาจจะทำได้ด้วยการใช้ความมุ่งมั่นและการประสานงาน ที่ผมเห็นด้วยครับว่า ความจริงเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้กับ กกต. ในข้อที่ ๓๑ ก็เขียนไว้ชัด ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวกับการลดค่าไฟครับ ว่าการลดค่าไฟนั้นต้องใช้ความกล้าหาญ และเด็ดขาดในการเจรจากับกลุ่มทุน แต่ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพในเรื่องของค่าไฟนั้น ผมยังไม่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ ความเด็ดขาดอย่างไร หรือความพยายามประสานงานอย่างไรในการไปเจรจากับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เพื่อแก้สัญญา ที่เป็นต้นตอของค่าไฟที่แพงสำหรับพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบันเป็นสัญญาอำมหิต ที่ทำให้ โรงไฟฟ้านั้นยังสามารถได้เงินฟรีแม้ไม่เดินเครื่องสักนาทีเดียว เป็นสัญญาอำมหิตครับ ที่ทำให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้สามารถทำกำไรต่อไปได้บนความยากลำบากของพี่น้องประชาชน พอจะเป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินแต่ต้องใช้ความกล้าหาญและเด็ดขาด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่เร่งทำ พอจะเป็นวิธีที่ไม่ต้องอาศัยความกล้าหาญ แต่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ เราก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะมีงบเหลือไหม หลังจากการกันบางส่วนไว้ให้กับ Digital Wallet มิน่าครับ ประชาชน เขาเลยกังวลว่าครึ่งหลังของปีนี้ Bill ค่าไฟนั้นก็มีแต่จะสูงขึ้น แล้วก็สูงขึ้น🔗

ส่วนตัวอย่างที่ ๓ ตัวอย่างสุดท้ายครับท่านประธาน นั่นก็คือการเทหมดหน้าตัก ของรัฐบาลกับ Digital Wallet นั้นอาจจะต้องแลกมาด้วยสวัสดิการที่ถูกแช่แข็ง ท่านประธาน สังเกตไหมครับว่าหลายครั้งที่ฝ่ายค้านเรามาทักท้วง แล้วก็จี้ถามรัฐบาลเรื่องแหล่งงบประมาณ สำหรับ Digital Wallet หลายครั้งนะครับ ฝ่ายรัฐบาลหลายคนตั้งแต่ระดับผู้สนับสนุน จนถึงระดับรัฐมนตรีก็มักจะพยายามตอบโต้เราครับ โดยการพลิกมาถามเรา ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เกี่ยวกับนโยบายที่เราเคยเสนอไว้ในการเพิ่มสวัสดิการเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เสมือนกับว่า พรรคท่านและพรรคพวกผมนั้นกำลังต่อสู้กันทางความคิดระหว่างพรรคท่านที่มุ่งเน้นในการ แก้ปัญหาผ่าน Digital Wallet และพรรคผมที่มุ่งเน้นในการเพิ่มสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน แต่ท่านประธานครับ รัฐบาลคงลืมไปครับว่าความจริงแล้วก่อนการเลือกตั้งทางพรรค ในส่วนของรัฐบาลเองก็เคยหาเสียงไว้เรื่องการเพิ่มสวัสดิการประชาชนไม่น้อยหน้ากว่าพรรคผม ไปมากนักเลยครับ เพราะหากเราไปดูครับ เอกสารนโยบายที่ทางพรรคเพื่อไทยยื่นให้กับ กกต. เราจะเห็นครับว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้สัญญาเพียงแค่จะหางบประมาณ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เขียนไว้ ณ เวลานั้นมาทำ Digital Wallet ในข้อ ๖๘ เท่านั้น แต่ทางพรรคเพื่อไทยก็เคยสัญญาไว้เช่นกันว่าจะเพิ่มงบประมาณสูงถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับสวัสดิการผู้สูงอายุ ในข้อที่ ๒๒ หรือหากขยับไปดูเอกสารนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาล เสนอไปที่ กกต. ส่งไปให้ กกต. พรรคหนึ่งก็สัญญาว่าจะเพิ่มงบเบี้ยผู้สูงอายุ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบจะแตะ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีกพรรคหนึ่งก็สัญญาว่า จะเพิ่มงบผู้สูงอายุ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็สงสัยเหมือนกับท่านประธานล่ะครับว่า หาเสียงกันไว้แรงขนาดนี้ แล้วรัฐบาลจะเริ่มขยับเรื่องงบสวัสดิการผู้สูงอายุกี่โมง เพราะแม้อนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐของกระทรวง พม. ก็เคยออกมาให้ข่าวครับ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ต้นปีนี้ว่าจะมีการเสนอให้ ครม. นั้นมีมติเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปทุกคนภายในกลางปีนี้ และถึงแม้เพื่อน ๆ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จากหลายพรรคครับ ก็เคยอภิปรายเห็นชอบ แล้วก็ลงมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม เมื่อเดือนมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ ที่เสนอให้เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น ๑,๒๐๐ บาทต่อเดือนต่อคนทันทีในงบประมาณปี ๒๕๖๘ แต่เราก็ยังไม่เห็นเลยครับรัฐบาลขยับเรื่องการเพิ่มอัตราเบี้ยผู้สูงอายุแม้แต่นิดเดียว หรือมาถึงวันนี้ พอท่านหมกมุ่นกับการหางบให้กับ Digital Wallet ก็เลยทำให้ท่านเปลี่ยนใจมาพึงพอใจ กับระดับสวัสดิการในประเทศของเราไปเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าครับท่านประธาน เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเห็นว่าทาง Page อย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลง Post พร้อมภาพกราฟิก อันใหญ่โต เพื่อ Promote เรื่องของเงินเด็กเล็ก ซึ่งใน Caption ก็จะมีการพูดถึงเบี้ยคนพิการ แล้วก็เบี้ยผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน เสมือนกับว่าเป็นผลงานความสำเร็จหรือการยกระดับสวัสดิการ อะไรครั้งใหญ่โตครับ แต่พอไปดูจริง ๆ ในรายละเอียดเราจะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาได้ทำมา และนำมา Post นั้นไม่ได้มีอะไรใหม่เลยครับ ไม่ได้มีตรงไหนที่ไปเพิ่มจำนวนคนหรือกลุ่มเป้าหมาย ที่เข้าถึงสวัสดิการ ไม่ได้มีตรงไหนที่ไปเพิ่มอัตราของสวัสดิการที่แต่ละคนนั้นได้รับต่อหัวครับ แต่เป็นเพียงประเภทเงื่อนไขแล้วก็ระดับ หรือว่าอัตราของสวัสดิการที่เขาทำกันมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลก่อนหน้านี้แล้ว🔗

ดังนั้นครับท่านประธานทั้ง ๓ ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟที่อาจจะแพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ ที่ถูกแช่แข็ง ล้วนเป็นตัวอย่างของปัญหา ที่ความจริงพรรคเพื่อไทยเคยมีข้อเสนอและคำสัญญา เชิงนโยบายไว้เองทั้งนั้น นี่ขนาดผมยังไม่ได้พูดถึงโครงการเดิมที่รัฐบาลนั้นไปยกเลิก หรือว่า แปลงร่างเพื่อประหยัดงบ อย่างโครงการไร่ละพันครับที่ตอนนี้ก็ดูมีท่าทีเหมือนจะถูกแปลงร่าง มาเป็นปุ๋ยคนละครึ่ง นี่ขนาดผมยังไม่ได้พูดถึงโครงการใหม่ ๆ ที่รัฐบาลควรจะมี แต่อาจจะยัง ไม่เคยนึกถึง แต่อาจจะมีงบไม่พอแล้ว อย่างเช่น การลงทุนในการยกระดับทักษะของคน ทุกช่วงวัยผ่านการอุดหนุนคูปองฝึกทักษะ ดังนั้นครับท่านประธาน การที่เราเทหมดหน้าตัก กับ Digital Wallet นั้น ไม่เพียงแต่เสี่ยงจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณน้อยลงในการดำเนินนโยบาย เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ต่าง ๆ ที่เข้ามาอย่างที่เราคาดไม่ถึงครับ แต่การเทหมด หน้าตักกับ Digital Wallet นั้นจะทำให้รัฐบาลเศรษฐาในปัจจุบันอาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในการทำตามคำสัญญาเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่พรรคท่านเองเคยหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนด้วยซ้ำ ท่านไม่ต้องไปส่งให้กฤษฎีกาตีความหรอกว่า iPad มันคือ iPad หรือไม่ ผมว่าท่านส่งให้กฤษฎีกา ตีความดีกว่าครับว่าพรรคเพื่อไทยในวันนี้เป็นพรรคเพื่อไทยเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยที่ส่งเอกสาร นโยบายและคำสัญญาเชิงนโยบายให้กับ กกต. ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ ดังนั้นครับท่านประธาน หากวันนี้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้กับรัฐบาล เพื่อเดินหน้านโยบาย Digital Wallet ก็เปรียบเสมือนการยื่นดาบให้รัฐบาลนั้น สามารถตัดงบประมาณสำหรับ นโยบายอื่น ๆ รวมกันทั้งหมด ๑๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แน่นอนครับว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนก็อาจจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ภายใน ปลายปีนี้ แต่สิ่งที่ประชาชนอาจจะต้องแลกมาครับ อาจจะรวมไปถึงเด็กและเยาวชนที่ต้อง หลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น อาจจะรวมไปถึงค่าไฟที่แพงขึ้น อาจจะรวมไปถึง สวัสดิการที่ถูกแช่แข็งนานขึ้น หรืออาจจะรวมไปถึงอีกหลายปัญหาที่ถูกต่ออายุออกไป หรือว่าถูกทำให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิม สำหรับเพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้าน ผมเข้าใจว่า เราเห็นตรงกันว่าการลงมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในวันนี้นั้น ไม่ใช่การลงมติไม่เห็นชอบกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การลงมติเพื่อจะบอกว่าเศรษฐกิจนั้น ดีอยู่แล้วครับ แต่เป็นการลงมติเพื่อจะบอกว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นมาตรการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ไม่คุ้มเสีย และเพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ออกเช็คให้กับนโยบายที่ถูกคิดมา แบบลวก ๆ สำหรับเพื่อนสมาชิกจากพรรคร่วมรัฐบาลครับ ผมเข้าใจดีว่านโยบาย Digital Wallet ไม่ใช่ Idea ของท่าน ฟังคำอภิปรายมาตลอดวันแล้ว อ่านระหว่างบรรทัด ผมก็เชื่อว่าบางท่านก็อาจจะไม่ได้เห็นด้วยด้วยซ้ำ แต่ผมก็เคารพว่าท่านเองก็ให้เกียรติ แล้วก็ เคารพพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลในการพยายามจะผลักดันนโยบายเรือธงของ ตนเองไว้เต็มที่ แต่ผมอยากจะชวนท่านลองคิดเช่นกันครับ ว่าตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาเชิญพรรคท่านร่วมรัฐบาลนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอย่างตรงไปตรงมากับท่านหรือไม่ ว่าเขาไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะหางบประมาณส่วนไหนมาทำให้นโยบาย Digital Wallet นั้น สามารถเดินหน้าได้ และเมื่อวันก่อนครับ ที่ตัวแทนของพรรคท่านไปร่วมกันทานข้าวเย็น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับประกันกับตัวแทนของพรรคท่านหรือไม่ครับ ว่างบ ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องตัดเพื่อโยกไปใช้กับ Digital Wallet จะไม่เป็นการตัดงบนโยบายเรือธงของพรรคท่าน จะไม่เป็นการตัดงบโครงการที่สำคัญ สำหรับกระทรวงที่มีท่านรัฐมนตรีไปกำกับดูแล และจะไม่เป็นการตัดงบที่ทำให้ประชาชน ในพื้นที่ของท่านนั้นต้องเดือดร้อนด้วยเช่นกัน สำหรับเพื่อนสมาชิกในพรรคเพื่อไทยครับ ผมรู้ครับว่าพรรคท่านกับพรรคผมคงมีมุมมองหลายเรื่องที่ไม่เหมือนกัน ผมคงไม่ขอให้ พวกนั้นต้องมาคิดเหมือนพวกผมครับ เพราะความจริงแล้วยิ่งเรามีความคิดที่แตกต่างกันเท่าไร ยิ่งเราแข่งขันทางความคิดกันเข้มข้นแค่ไหน คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือพี่น้อง ประชาชน แต่ในค่ำคืนนี้ผมขอจากท่านเพียงแค่ ๒ อย่างครับ อย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกจากพรรคเพื่อไทยและผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีครับ🔗

อย่างที่ ๑ ที่อยากจะขอครับ คือหากท่านยังคงเดินหน้าต่อด้วยนโยบาย Digital Wallet ผมขอให้ท่านยืนยันกับพวกเราครับว่าเหตุผลที่ทำให้ท่านเดินหน้านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นเพราะท่านเชื่อจากใจจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน ไม่ใช่เป็นเพราะท่านกลัวว่าท่านจะถูกมองว่าเป็นคนไม่รักษาคำพูด หากท่านล้มเลิก และยุติโครงการ Digital Wallet เพราะหากจะให้คำแนะนำกันตรง ๆ ด้วยความเคารพ เพื่อทำให้ท่านไม่ต้องมีความกลัวนี้ ประการที่ ๑ ต้องยอมรับว่าท่านเองก็ผิดคำพูดมา หลายครั้งแล้วกว่าจะมาเป็นรัฐบาลแล้วก็ดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ประการที่ ๒ หากวันนี้ ท่านสามารถเข็นนโยบาย Digital Wallet ออกมาได้ ก็ต้องยอมรับว่าหน้าตาของนโยบาย Digital Wallet ในวันนี้ก็มีหน้าตาที่แตกต่าง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นนโยบายเดียวกันไม่ได้ กับ Digital Wallet ที่ท่านหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง และประการที่ ๓ ครับ หากท่าน จะเทหมดหน้าตักกับ Digital Wallet ด้วยวิธีการแบบนี้จริง ๆ ท่านก็อาจจะไม่เหลืองบประมาณ เพียงพอในการมารักษาคำพูดและคำสัญญาเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่ท่านเคยให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชนอยู่ดี ดังนั้นการเดินหน้านโยบาย Digital Wallet ในวันนี้ก็ไม่ได้จะทำให้คำพูด ของท่านนั้นมีความน่าเชื่อถือกลับขึ้นมาเหมือนกับก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นผมขอให้รัฐบาลนั้น ใช้อิสรภาพที่ท่านได้ด้วยเหตุผลนี้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย Digital Wallet บนเหตุ และผลทางเศรษฐกิจในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางการเมือง ที่ท่านเคยอาจจะวาดหวังไว้🔗

ส่วนอย่างที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอกับเพื่อนสมาชิกจากรัฐบาล แล้วก็ ทางคณะรัฐมนตรี ก็คือหากท่านเชื่อครับว่านโยบาย Digital Wallet นั้นเป็นทางรอดสำหรับ ประเทศนี้จริง ๆ ผมขอให้ท่านไปให้ที่สุดเลยครับ และยืนยันว่าท่านจะไม่โทษคนอื่น นอกเหนือจากตัวท่านเองหากท่านทำมันไม่สำเร็จ ท่านไม่ต้องมาโทษพวกเราพรรคฝ่ายค้าน เพราะพวกเราเสนอแนะอะไรไป พอกลับมาโหวตในสภาแห่งนี้ ท่านก็มีเสียงมากกว่าเราอยู่ดี ท่านไม่ต้องไปโทษนักวิชาการหรอกครับที่เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะท้ายที่สุดแล้วนโยบาย จะได้ผลหรือไม่เวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ และท่านก็ไม่ต้องไปโทษหน่วยงานรัฐหรือว่า ข้าราชการต่าง ๆ ที่ออกมาทักท้วงเกี่ยวกับความเสี่ยงทางกฎหมายหรอกครับ เพราะหาก กฎหมายฉบับไหนมันเสี่ยงจะเป็นอุปสรรคจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ร.บ. ธ.ก.ส. ซึ่งอาจจะถูกพับไปแล้ว หรือ พ.ร.บ. เงินตรา ซึ่งอาจจะถูกพับไปแล้ว อำนาจในการแก้ไขกฎหมายก็อยู่ในมือท่านครับ และท่านก็สามารถ เสนอแก้กฎหมายได้ทุกฉบับอยู่แล้วด้วยเสียงข้างมากที่ท่านมีในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแนะนำกับพวกท่านเองในวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี รับตำแหน่งว่าปัญหาอะไรที่ติดที่กฎหมายก็แก้ที่กฎหมาย ดังนั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านเชื่อจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจได้ ถ้าท่านเชื่อจริง ๆ ว่านโยบายนี้จะเป็นการใช้งบประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจากภาษี พี่น้องประชาชนในวันนี้ และจากภาษีพี่น้องประชาชนในอนาคตอย่างคุ้มค่าที่สุด ถ้าท่านเชื่อ จริง ๆ ว่านโยบาย Digital Wallet จะเป็นทางรอดสำหรับประชาชนและประเทศ ผมขอให้ท่าน ทำมันเต็มที่เลยครับ ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พวกผมคงไม่หยุดที่จะตรวจสอบท่าน ทักท้วงท่าน เสนอแนะท่านในด้านที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และวันนี้ พวกผมก็คงไม่สามารถลงมติเห็นชอบให้กับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมที่ท่านเสนอ เข้ามาสภาแห่งนี้ได้ แต่สิ่งที่พวกผมสามารถให้คำมั่นสัญญากับท่านได้ครับ นั่นก็คือคุณค่าหนึ่ง ที่พวกเราพรรคก้าวไกลเรายึดถือเหนือความแตกต่างในเชิงความคิดทางนโยบายนั้นคือ หลักการและคำยืนยันครับว่าเราจะไม่ดึงเอาอำนาจนอกระบบมาล้มคำสัญญาเชิงนโยบาย ที่ท่านให้ไว้กับพี่น้องประชาชนเจ้าของประเทศ แต่หากมาถึงตอนนี้ครับ หากมาถึงวันนี้ ท่านยังคงดึงดันที่จะเดินหน้าเทหมดหน้าตักกับนโยบาย Digital Wallet ผ่านการเสนอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ในวันนี้ หรือแม้กระทั่งการเสนอ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๘ ในอนาคต ผมเพียงแค่ขอให้ท่านพร้อมรับผิดชอบกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ของท่านและพร้อมน้อมรับคำพิพากษาจากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ท่านจะขอชี้แจงเรื่องพาดพิง ไม่ทราบว่ามีสมาชิกท่านใด ได้พาดพิงท่านเวลาไหนครับ เชิญครับท่านครับ🔗

นายชวน หลีกภัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ กระผมไม่ได้เป็นผู้อภิปรายครับ แต่ว่าขออนุญาตท่านประธานเพื่อชี้แจงประเด็นที่มีการพาดพิงเมื่อช่วงบ่าย แต่บังเอิญ เมื่อช่วงบ่ายผมมีความจำเป็นต้องไปติดตามผลคดี ก็เลยไม่ได้อยู่ ก็ขออนุญาตท่านประธานว่า ตามที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้อภิปรายเอ่ยชื่อกระผม แล้วก็นโยบายที่ได้ทำไว้เมื่อสมัยเป็น นายกรัฐมนตรี โดยท่านเจตนาดีนะครับ ท่านสนับสนุนโครงการในวันนี้ แต่ว่าท่านบอกว่า สมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีก็เคยทำโครงการแบบนี้ สมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำโครงการแบบนี้ ก็คือโครงการมิยาซาวา ก็เลยถือโอกาสกราบเรียนเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไม่เหมือนกันครับ เพราะว่าถ้าเข้าใจว่าโครงการมิยาซาวากับโครงการที่เราอภิปรายวันนี้ เหมือนกัน จะเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง โครงการมิยาซาวานั้นเป็นผลมาจากวิกฤติ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ กรณีนั้นเป็นวิกฤติจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่วิกฤติ อย่างที่เราเข้าใจขณะนี้ ขณะนั้นมีปัญหาเรื่องการปรับระบบปริวรรตเงินตรา ในที่สุด เงินสำรองระหว่างประเทศเราก็มีปัญหา ในที่สุดรัฐบาลขณะนั้นก็ต้องขอความช่วยเหลือ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในที่สุดรัฐบาลขณะนั้นต้องลาออกนะครับ กระผมจึงเข้ามา เป็นนายกรัฐมนตรีในปลายปี ๒๕๔๐ เดือนพฤศจิกายน วิกฤตินั้นเกิดขึ้นตอน ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ในที่สุดเมื่อกระผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็หาทางแก้ไขปัญหาวิกฤติ ส่วนหนึ่งก็คือ ช่วยชาวบ้านอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าว แต่กรณีมิยาซาวานั้นกราบเรียนท่านประธานว่า จะต่างกับกรณีนี้ มิยาซาวาเป็นโครงการที่สร้างงานครับ ไม่แจก ทราบดีว่าของที่แจกนั้น ใคร ๆ ก็อยากได้ ผมเชื่อว่าร้อยละ ๙๙.๙๙ อยากได้ ประชาชนอยากได้ แต่ว่าในขณะนั้น ได้คิดว่าวิธีที่จะช่วยเหลือประชาชนที่จะทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งก็คือการต้องทำงาน ดังนั้นโครงการมิยาซาวาที่สมาชิกได้เอ่ยถึงนั้นจึงไม่ใช่โครงการที่เหมือนกับขณะนี้ กล่าวคือ โครงการนั้นต้องสร้างงาน และใครที่อยากจะได้เงินก็ต้องทำงานตามโครงการนั้น อันนี้ คือประเด็นสำคัญที่อยากจะเรียนให้เข้าใจเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นวิกฤติที่เราเรียกว่า ต้มยำกุ้งนะครับท่านประธาน คือการใช้เรียกวิกฤตินี้ตามชื่ออาหารที่มีชื่อ เหมือนวิกฤติกิมจิ ของเกาหลี หรือเหมือนวิกฤติ Hamburger ในอเมริกา ซึ่งวิกฤติเหล่านี้เป็นวิกฤติจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เราคิดว่ามีวิกฤติ แต่ว่าไม่มีวิกฤติ ดังนั้นโครงการช่วยเหลือนี้ ต้องกราบเรียนว่าในแง่ของกระผมเมื่อตอนเป็นนายกรัฐมนตรีก็คิดว่าเราควรจะให้ ความช่วยเหลือประชาชน โดยวิธีการที่ไม่ให้ประชาชนอ่อนแออย่างที่สมาชิกหลายท่าน ได้พูดเอาไว้ ก็เลยกราบเรียนเพื่อความเข้าใจครับว่าไม่ได้เหมือนกันอย่างที่ท่านสมาชิกเข้าใจ แต่พวกผมเข้าใจดีว่าสมาชิกไม่มีเจตนาที่จะพูดให้เสียหาย แต่ว่าบังเอิญว่าประเด็น ที่ท่านกล่าวนั้นไม่ครบถ้วน ก็เลยกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานเพื่อชี้แจงให้ครบถ้วนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีท่านรัฐมนตรีจะขอชี้แจงก่อนนะครับ ท่านแรก ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านเผ่าภูมิ เชิญครับ🔗

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลัง ขอชี้แจงในประเด็นเล็ก ๆ ครับ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เข้าใจผิดในครั้งที่ ๑ แล้วก็ ยังมีประเด็นในการเข้าใจผิดในครั้งที่ ๒ นะครับ ก็จะขอพูดประเด็นเดิม Digital Wallet มีการพูดถึงเรื่องของต้นทุนตัว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกับสิ่งที่ได้คืนมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจะขอชี้แจงดังนี้ครับ ในเรื่องของต้นทุนครับ แน่นอนมันคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปเทียบกับ GDP ที่เป็น Nominal ที่ ๑๘ ล้านล้านบาท มันออกมาที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือต้นทุนที่เป็น Nominal Term เรามาคุยกันถึงเรื่องของ ผลตอบแทนครับ เมื่อเราลงทุนในขณะนั้น ผลตอบแทนเราได้เท่าไร รัฐบาลมีการประกาศ โดยกระทรวงการคลัง ผลตอบแทน ๑.๓-๑.๘ ท่านหยิบตัวเลข ๑.๘ ไป แล้วท่านเอาไปคูณ ซึ่ง ๑.๘ นี้เป็น GDP ใน Real Term นะครับ เป็น Growth of GDP ใน Real Term แล้วท่านหยิบเอาตัวเลข ๑.๘ ไปคูณกับ ๑๘ ล้านล้านบาท ที่เป็น Nominal Term แล้วท่าน ก็ยกตัวเลขขึ้นมาหนึ่งตัวเลข คือ ๓๕๐,๐๐๐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่รู้มาจากไหน และที่ผิดซ้ำร้าย ไปกว่านั้นครับ ที่ท่านผู้อภิปรายล่าสุดเอา ๓๕๐,๐๐๐ ที่เป็นตัวเลขที่ไม่รู้เอามาจากไหน เอาไปบวกกับเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปอีก นั่นคือการเปรียบเทียบกันในระหว่าง Growth Term กับ Level Term ซึ่งไม่สามารถเอามาบวกกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็นความเข้าใจผิด ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการที่จะเอา Nominal Term มาเปรียบเทียบกับ Real Term แล้วมองว่ามันเป็นการประเมินโครงการที่ไม่คุ้มค่า ทำให้ถูกทำอย่างไรครับ ในการประเมิน เศรษฐกิจที่คุ้มค่า สมการง่าย ๆ สมการในเศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ Percent Change of GDP in Nominal Term เท่ากับ Percent Change of GDP in Real Term บวกด้วยผลด้านราคา หรือเราอาจจะอ้างอิงเรื่องของเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นสมการนี้ประกอบด้วยอะไรครับ Percent Change of Nominal Term เท่ากับ Percent Change in Real Term ซึ่งเท่ากับ ๑.๘ บวกกับ Percent Change in Inflation เรื่องของเงินเฟ้อ ซึ่งปีหน้าเราคาดอยู่ที่ประมาณ ๑.๒ บวกกันแล้วได้เท่าไรครับ เท่ากับ ๓ นั่นคืออะไรครับ นั่นคือ Percent Change of GDP in Nominal Term แล้วเอา ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ถ้าอยากคิดเป็นจำนวนเงินทำอย่างไรครับ เอาไปคูณกับ ๑๘ ล้านล้านบาท ออกมาได้เท่าไรครับ ออกมาได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือ สมการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ นั่นคือสิ่งที่อยากจะชี้แจงครับ เพื่อจะได้ไม่เกิด ความเข้าใจผิดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ รัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านรัฐมนตรีจักรพงษ์ แสงมณี ขอชี้แจง เชิญท่านครับ🔗

นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ ผมขอชี้แจงสั้น ๆ ๒ ประเด็นนะครับ🔗

เรื่องแรกก็คือในเรื่องของงบกลางนะครับ ก็มีผู้อภิปรายว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแล ประชาชนนะครับ ก็ขอชี้แจงดังนี้ว่ารัฐบาลนี่มีการอนุมัติงบกลาง ทั้งค่าใช้จ่ายโครงการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ดำเนินการลดภาระค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าให้กับ ประชาชน แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน ๓๐๐ หน่วยต่อเดือน เป็นระยะเวลา ๔ เดือน สำหรับค่าไฟฟ้าประจำเดือนมกราคม-เมษายน ค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมไว้ จัดสรรสำหรับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีให้กำกับ ติดตาม และปฏิบัติราชการตามภูมิภาคนะครับ แล้วก็มีในส่วนของค่าใช้จ่ายอุดหนุน ตามมาตรการสนับสนุนการลดใช้ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แล้วก็มีค่าใช้จ่าย เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยพิบัติ ๔๑ จังหวัด ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้แก่ประชาชน สำหรับ ค่าไฟฟ้าประจำเดือนพฤษภาคมก็มีแล้วนะครับ อันนี้ยืนยันนะครับว่าทางรัฐบาลได้มี การจัดสรรงบประมาณกว่า ๔๕,๘๕๑ ล้านบาท ที่จะมีการใช้ช่วยเหลือประชาชน อีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลทำก็คือเราใช้ในมาตรการที่ให้กระทรวงต่าง ๆ กลับไปใช้งบเหลือจ่าย เพราะเราทราบกันดีว่างบประมาณปี ๒๕๖๗ นี้ออกมาล่าช้า เรามีระยะเวลาในการใช้ งบประมาณอยู่แค่ประมาณ ๕ เดือน ซึ่ง ๕ เดือนนี้บางหน่วยงานไม่สามารถใช้ได้ทัน ตามที่เขาได้ Plan ไว้ หรือบางอันจัดซื้อจัดจ้างได้ช้า เราก็จะมีการปรับงวดงาน ซึ่งพอเขาขอมา ที่สำนักงบประมาณเราก็จะให้ทางสำนักงบประมาณมีการเจรจากับทางหน่วยราชการก่อน เป็นอันดับแรก ที่จะใช้งบประมาณของส่วนราชการเองนะครับ แล้วก็ในการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนนี้รัฐบาลยืนยันนะครับว่าไม่จำเป็นต้องใช้แต่งบประมาณเท่านั้น เราใช้นโยบายอื่น ๆ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ เช่น ตั้งแต่เรื่องของยาเสพติด ท่านนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางกลาโหม ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำชับ ในการที่จะจับกุมยาเสพติด อันนี้ก็เป็นส่วนที่ประชาชนให้ความสนใจและได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดี หรือในส่วนที่เป็นการพนันออนไลน์ทางกระทรวงดิจิทัลก็ได้มีการจับกุม อย่างเห็นผลในหลาย ๆ คดีนะครับ หรือว่าในเรื่องของการหารายได้เพิ่ม รัฐบาลก็ได้มีการทำ Visa Free ให้กับทางประเทศหลาย ๆ ประเทศในการที่จะเข้ามา ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อจะเป็นรายได้เสริมให้กับทางประเทศนะครับ🔗

ในส่วนที่ ๒ คือในส่วนของวินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๑ ที่มีผู้อภิปราย หลายท่านถามมานะครับ ก็ขอชี้แจงอย่างนี้ว่า มาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ของรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมให้กระทำได้ เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณปีถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงินที่ใช้จ่ายตามงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมด้วย ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณได้กำหนดเกี่ยวกับการใช้ งบประมาณ ประกอบด้วยมาตรา ๔ ได้กำหนดนิยามของคำว่าหนี้หมายถึงข้อผูกพัน ที่จะต้องจ่าย หรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน ไม่ว่าจะผูกพันนั้นจะเกิดจากการใดก็ตาม และมาตรา ๔๐ กำหนดให้มีการจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับงบประมาณ ต้องเป็นไปตามแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบ จากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จึงสรุปได้ว่าการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตามระบบภายใต้โครงการ ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ถือเป็นการผูกพันตามกฎหมายของหน่วยรับงบประมาณที่ต้องจ่ายเงินให้กลุ่มเป้าหมาย สำหรับการขอเบิกจากคลังหรือเบิกจ่ายงบประมาณนั้น ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ มาตรา ๔๓ กำหนดไว้ว่าการเบิกจากงบประมาณไม่ทัน หน่วยรับงบประมาณ สามารถขอขยายระยะเวลาการเบิกเงินจากคลังได้ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก็ขอยืนยัน ในสภาแห่งนี้นะครับว่าอันนี้เป็นกฎหมายวินัยการเงินการคลัง เราศึกษามาแล้วอย่างดีนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิที่จะอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งนะครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานครับ ยังมีจะใช้สิทธิในการตอบอีกท่านหนึ่งครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีจะตอบ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ครับ ก่อนสรุปครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่มีข้อห่วงใย🔗

ประเด็นแรกเลยนะครับ ผมชี้แจงอีกครั้งนะครับ กระบวนการที่เราทำในวันนี้ เป็นการอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ เสนอโดยรัฐบาล เพราะมีเพื่อนสมาชิกก็ยังคงสับสน แล้วก็มีการอภิปรายพาดพิงไปยังพรรคการเมืองหลายพรรค ซึ่งผมเรียนด้วยความเคารพครับว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลนะครับ นี่เป็นนโยบายของรัฐบาล ชุดปัจจุบันที่เรานำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรนะครับ🔗

ในประเด็นที่ ๒ ครับ มีการห่วงในเรื่องของการจัดทำงบประมาณในโครงการ ของ Digital Wallet แล้วก็ใช้คำว่าเป็นการเทหมดหน้าตัก ผมเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าไม่ใช่นะครับ เพราะว่านี่เป็นโครงการหนึ่ง แน่นอนครับ เป็นโครงการเรือธง ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ จะมีการลงทุน ที่คุ้มค่า เกิดการผลิต เกิดการจ้างงาน รัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น เกิดการบริโภค สุดท้ายมันจะเกิด การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าเทหมดหน้าตัก ท่านต้องลองมองในอีกมิติหนึ่งว่างบประมาณเอาแค่ปี ๒๕๖๗ กับ ๒๕๖๘ ในงบประมาณที่มีการตั้งไปแล้วผ่านสภาไปแล้วในปี ๒๕๖๗ และที่เราเห็น ในส่วนอื่น ๆ ของงบประมาณในปี ๒๕๖๘ ที่อยู่ในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญ รวมกันเกือบ ๗ ล้านล้านบาทนะครับ โครงการของ Digital Wallet เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในส่วนของ งบประมาณส่วนอื่น ๆ มีอีก ๗ ล้านล้านบาท นี่ยังไม่รวมถึงการลงทุน ประเภทของการลงทุน จากต่างประเทศโดยตรงที่ทางรัฐบาลไปดึงมา ยังไม่รวมการลงทุนประเภท PPP หรือการร่วมทุน กับภาคเอกชน หรือการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและอื่น ๆ อีกมากมาย กลไกตาม พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง มาตรา ๒๘ อีกนะครับ มีกลไกอีกมากมายมหาศาลที่จะเป็น เครื่องมือให้รัฐบาลสามารถทำภารกิจแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ วันนี้ด้วยการทำโครงการ เช่น เติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ไม่ได้สร้าง ความเสี่ยงใด ๆ ให้กับสภาพทางการคลังและกลไกในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ประชาชนในมิติอื่น ๆ ผมเองฟังมาทั้งวัน ผมแอบรู้สึกดีใจในช่วงต้น ไม่มีการมาเห็น การเปรียบเทียบในเรื่องของงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะไปทำอะไรบ้าง มาเห็น ในช่วงท้าย ๆ ตอนแรกก็ดีใจว่าจะไม่เห็นแล้วนะครับ แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ เปรียบเทียบอย่างนั้นพูดกี่ทีก็พูดได้ แต่ในข้อเท็จจริงโครงการแต่ละโครงการ การเดินหน้ารัฐบาล ในแต่ละมิติ ต้องเดินควบคู่กันไป โครงการ Digital Wallet ผมได้บอกตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วว่า เป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่รัฐบาลทำเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่มีความเหมาะสมตามศักยภาพ แต่ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการเดียว ของรัฐบาล เรายังทำการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในมิติอื่น ๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้น ผมขอให้ความมั่นใจผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่าด้วยกลไกการเดินหน้าโครงการ เติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังใด ๆ และจะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในการกระตุ้น เศรษฐกิจได้ครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ตามข้อบังคับข้อที่ ๗๕ ผู้เสนอจะใช้สิทธิในการอภิปรายสรุปมีอีกไหมครับ มีตัวแทนของรัฐลบาลจะสรุป เรียนเชิญครับ🔗

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมกัน พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่รัฐบาลเสนอ ผมขอเรียนอีกครั้งว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับประชาชน และผลประโยชน์สูงสุด ของประเทศ โดยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ รัฐบาลดำเนินการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ โดยคำนึงถึงความสอดคล้อง กับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมถึงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาฉบับต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกทุกท่านได้อภิปรายไว้ ผมขอฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภานี้จะได้แต่งตั้งขึ้น นำไปใช้ประกอบในการพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ให้เป็นไปด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ การอภิปรายและการตอบชี้แจงเสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปจะเป็นการลงมติครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ได้รับทราบว่าเพื่อนสมาชิกบางท่าน กำลังขึ้นมา ขอท่านประธานรอสักครู่ครับผม เนื่องจากวันนี้เราประชุมกันได้เรียบร้อย แล้วก็ทั้ง ๒ ฝ่ายให้เหตุให้ผลกัน แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ตอนนี้เวลาอาจจะเร็วกว่า ที่คาดพอสมควร เพื่อนสมาชิกกำลังขึ้นมา ขอเวลาสัก ๕ นาทีครับผม🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยินดีครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ผม เอกราช ๔๙๘ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๔๙๘ ยังไม่รีบนะครับ ท่านสมาชิกโปรดไปรับบัตร แล้วก็ตามที่ท่านศรัณย์หารือ เราจะใช้ เวลารอ ตอนแรกเราคิดว่าจะลงมติกันประมาณเกือบสามทุ่ม อันนี้ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่ช่วยกันกระชับเวลา ยังมีท่านใดไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ รอเพื่อนอีกสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ พอดีเมื่อสักครู่วิปรัฐบาลบอกว่าเพื่อนสมาชิกกำลังขึ้นมา จริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกอยู่ข้างบน หลายท่านครับ ก็เลยต้องขอเอาเป็นว่ารอลงมาด้วยครับ ไม่ใช่รอขึ้นมาอย่างเดียวครับ เดี๋ยวจะเข้าใจไม่ตรงกันครับ รออีกสัก ๑-๒ นาทีก็ได้ครับ เพราะว่าเดิมเราคาดการณ์ ว่าจะเลิกประชุมกันดึกนิดหนึ่ง พอดีวันนี้เราเลิกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อยากให้ท่านประธาน ลองส่อง ๆ ดูครับ รอให้ครบถ้วนสักนิดหนึ่ง ผมเองนี่ขาเจ็บ กว่าจะเดินเข้ามาก็กะเผลกนิดหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็ขออีกสักนิดหนึ่ง เผื่อเพื่อนเข้าใจคลาดเคลื่อนครับ ระหว่างขึ้นมากับลงมา ไม่เหมือนกันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างไรตอนนี้ยังอยู่ใน ๕ นาทีที่ท่านศรัณย์ขออยู่แล้วครับ รออีกสักครู่หนึ่ง ไม่นานครับ เพราะตัวเลขแสดงตนก็ยังขึ้นเรื่อย ๆ อยู่นะครับตอนนี้ คุณหมอครับ🔗

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ระหว่างกำลังรอเพื่อนสมาชิก ผมจะขออนุญาตเรื่องระบบเสียงในห้องประชุมที่เรามีปัญหากันมาตลอด ตอนนี้ก็ได้รายงาน ฉบับสมบูรณ์จากท่านอาจารย์กานต์ซึ่งเป็นวิศวกรเรื่องเสียงแล้ว ผมจะขออนุญาตนำไปมอบ ให้ท่านประธานเลย เพื่อจะได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป เพื่อให้การประชุมของเรามีประสิทธิภาพ มากขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กราบขอบพระคุณนะครับ ผมคิดว่าพอสมควรแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๕๓ บวก ๑ เป็น ๔๕๔ ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการลงมติครับ ผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติ สมทรัพย์ ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานครับ กิตติ สมทรัพย์ ๒๑ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๒๑ เห็นด้วยนะครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ๔๙๘ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๔๙๘ ไม่เห็นด้วยครับ ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๙ บวก ๒ เห็นด้วย ๒๙๖ บวก ๑ ไม่เห็นด้วย ๑๖๓ บวก ๑ งดออกเสียง ๐ ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ ครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ที่ประชุมมีมติรับหลักการนะครับ🔗

ขอเชิญเสนอคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการ ๓๒ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ สัดส่วนจะเป็นของคณะรัฐมนตรี ๘ ท่าน แล้วก็คณะกรรมาธิการ ของแต่ละพรรคการเมือง ๒๔ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๗ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้ ๑. นายพิชัย ชุณหวชิร ๒. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๓. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ๔. นายจักรพงษ์ แสงมณี ๕. นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ๖. นางกรณิจ โนนจุ้ย ๗. นายวิโรจน์ นรารักษ์ ๘. นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญพรรคการเมืองเสนอรายชื่อกรรมาธิการครับ เชิญพรรคแรก พรรคก้าวไกล จำนวน ๗ ท่านครับ🔗

นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๑ อำเภอเมืองจากพรรค ก้าวไกลครับ ขอเสนอรายชื่อสมาชิกกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ๒. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ๓. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ๔. นายภัณฑิล น่วมเจิม ๕. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ๖. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ๗. นายนพณัฐ มีรักษา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคเพื่อไทย ๗ ท่านครับ🔗

นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ดังนี้ ๑. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ๒. รองศาสตราจารย์กิตติ ลิ่มสกุล ๓. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ๔. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๕. นายธีระชัย แสนแก้ว ๖. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ๗. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗

นายสังคม แดงโชติ ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติมประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ในสัดส่วน ของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. ท่าน สส. องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ๒. สส. ธนา กิจไพบูลย์ชัย ๓. สส. ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญพรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่านครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในสัดส่วนของพรรค พลังประชารัฐ จำนวน ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๒. นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(สมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญพรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่านครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๒ ท่าน ๑. สส. เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๒. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ณัฐพงศ์ มกระธัช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือ ท่านศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคชาติไทยพัฒนาครับ🔗

นายศุภโชค ศรีสุขจร นครปฐม

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา กระผมขอเสนอ ท่านเสมอกัน เที่ยงธรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคประชาชาติครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๑ จังหวัดยะลาพรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในสัดส่วน ของพรรคประชาชาติ ๑ ท่านด้วยกัน และนั่นก็คือท่าน สส. สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

ว่าที่เรือตรี ยุทธนา สำเภาเงิน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ๑. นายพิชัย ชุณหวชิร ๒. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๓. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ๔. นายจักรพงษ์ แสงมณี ๕. นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ๖. นายกรนิจ โนนจุ้ย ๗. นายวิโรจน์ นรารักษ์ ๘. นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ๙. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ๑๐. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ๑๑. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ๑๒. นายภัณฑิล น่วมเจิม ๑๓. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ๑๔. รองศาสตราจารย์ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ๑๕. นายนพณัฐ มีรักษา ๑๖. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ๑๗. รองศาสตราจารย์กิตติ ลิ่มสกุล ๑๘. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ๑๙. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๒๐. นายธีระชัย แสนแก้ว ๒๑. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ๒๒. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ๒๓. นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ๒๔. นายธนา กิจไพบูลย์ชัย ๒๕. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ๒๖. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ๒๗. นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร ๒๘. นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๒๙. รองศาสตราจารย์ณัฐพงศ์ มกระธัช ๓๐. นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ๓๑. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม และ ๓๒. นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รายชื่อถูกต้องครบถ้วนนะครับ ขอเชิญกำหนดระยะเวลาการแปรญัตติครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

เรียนท่านประธานสภาครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ ระยะเวลาในการแปรญัตติจำนวน ๒ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องครับ มีท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญและจำเป็น ผมเข้าใจว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่อยากจะผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ได้ไว แล้วก็ไม่ได้ติดใจในเรื่องกรอบ ๒ วันนะครับ แต่อยากจะทวนเรื่องเวลานิดหนึ่ง คำว่า ๒ วันหมายถึงว่าไปสิ้นสุดในวันศุกร์ใช่หรือไม่ อย่างไร แล้วก็เป็นเวลาไม่เกินกี่โมง ของวันศุกร์ครับ เผื่อว่ามีเพื่อนสมาชิกที่พรุ่งนี้ท่านยังไม่ได้เขียน แต่ท่านต้องมาเขียนวันศุกร์ ที่จะแปรญัตติ ๒ วัน ก็จะได้ชัดเจนว่า ๒ วันนี้นับถึงวันศุกร์ แต่ถึงวันศุกร์กี่โมงอย่างไร อันนี้ ก็จะได้บันทึกไว้เพื่อประกอบความเข้าใจที่ชัดเจนครับ แต่ว่าจำนวนระยะเวลาไม่ได้ติดขัด แต่อย่างใดครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวขอทางฝ่ายเลขาช่วยให้ความชัดเจนกับทางสมาชิกด้วยนะครับ ๒ วันคือนับเป็นตั้งแต่ วันไหนถึงวันไหน เวลากี่นาฬิกานะครับ แต่ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการกำหนดการแปรญัตติ ๒ วันนะครับ เดี๋ยวผมให้ทางฝ่ายเลขาหาคำตอบของท่านณัฐวุฒิสักครู่นะครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตนัดประชุมก่อนนะครับ ขอเชิญประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ครั้งแรกนะครับ ในวันศุกร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม กรรมาธิการ CA 424 ชั้น ๔ อาคารรัฐสภาครับ ท่านสมาชิกครับ ทางฝ่ายเลขาแจ้งแล้วว่า กำหนดการแปรญัตติ ๒ วันนับวันพรุ่งนี้เป็นวันที่ ๑ แล้วก็สิ้นสุดในวันศุกร์ตอนเย็น ตอนหมดเวลาราชการครับ ก็คือหมดเขตการแปรญัตติที่สี่โมงครึ่งของวันศุกร์นะครับ ท่านสมาชิกครับ เป็นอันสิ้นสุดระเบียบวาระที่ ๔ นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะครับ🔗

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วครับ ขอปิดการประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๕๗ นาฬิกา