รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะขออนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้ใช้เวลาปรึกษาหารือตามข้อบังคับนะครับ โดยจะให้ปรึกษาหารือตามลำดับรายชื่อที่ยื่นมา โดยขอให้ท่านใช้เวลาท่านละ ๒ นาทีนะครับ ท่านแรก ขอเชิญท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดอ่างทองครับ มีปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะมาสะท้อนปัญหาในสภา ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นแรก เป็นปัญหาจากทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ขออนุญาต สไลด์นะครับ🔗
จุดแรกนะครับ เป็นถนนเส้น ทางหลวงชนบท ๒๐๓๘ ที่ตำบลตรีณรงค์ ทางเข้าวัดบ้านป่า ถนนชำรุดทรุดโทรมนะครับ ทราบข่าวว่าได้รับงบประมาณแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เริ่มลงมือก่อสร้าง ตอนนี้กำลังจะเข้าหน้าฝน ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบทให้เร่งรัดในการดำเนินงานด้วย เส้นที่ ๒ เป็นเส้นของทางหลวงชนบทเช่นเดียวกัน เส้น อท. ๔๐๒๔ ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ ตำบลศาลเจ้าโรงทองเชื่อมต่อที่ตำบลม่วงเตี้ย ในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ สภาพถนนอย่างที่ ท่านประธานเห็นเลยนะครับ ชำรุดทรุดโทรมเวลาที่พี่น้องประชาชนสัญจรไปมา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งช่วงหน้าฝนก็จะเสี่ยงต่อปัญหาอุบัติเหตุ ก็อยากจะให้กรมทางหลวงชนบทเข้าเร่งรัด ในการซ่อมแซมปรับปรุงพื้นผิวถนนด้วย🔗
เรื่องต่อไปเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ฝากมา ประการแรกเรื่องของแมลงหวี่ขาว ซึ่งตอนนี้ระบาดหนักใน ๗ อำเภอของจังหวัดอ่างทอง พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายนับหมื่นไร่ ปกติพี่น้องชาวนาเจอะเจอเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ก็หนักอยู่แล้ว ตอนนี้มาเจอแมลงหวี่ขาว ซึ่งจะฉีดยาฆ่าแมลง ๒-๓ รอบแล้ว ก็ยังเอาไม่อยู่ ยังแก้ปัญหาไม่ได้บวกกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าปุ๋ย ค่ายา และความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด ความเสียหายต่อผลผลิต ฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งแก้ไขปัญหา ระยะสั้นและปัญหาระยะยาวโดยการให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร🔗
ประการสุดท้ายครับ เรื่องของโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการหลัก ของรัฐบาลที่จะช่วยในการลดต้นทุนการผลิตให้กับพี่น้องชาวนาที่จะช่วยเหลือค่าปุ๋ยไร่ละ ไม่เกิน ๕๐๐ บาท สูงสุด ๒๐ ไร่ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มีปัญหามากมายครับ ทั้งปัญหา ในเรื่องของการลงทะเบียนผ่าน Application ทั้งสูตรปุ๋ยที่อาจจะไม่ตรงใจกับพี่น้อง เกษตรกรชาวนา ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและที่สำคัญคือเงินที่พี่น้องเกษตรกรจะต้องนำไป ซื้อปุ๋ยที่ต้องสำรองจ่ายก่อนครึ่งหนึ่ง พี่น้องชาวนาฝากให้ผมมาพูดว่า อยากให้รัฐบาล ได้ทบทวนและถ้าเป็นไปได้ พี่น้องเกษตรกรอยากได้การช่วยเหลือแบบไร่ละพัน เหมือนเดิม ที่ผ่านมา เอาปุ๋ยคนละครึ่งคืนไปเอาไร่ละพันกลับมา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณศักดินัย นุ่มหนู ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ผมขอ นำความทุกข์ร้อนของพี่น้องชาวตราดที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน มาหารือกับท่านประธานใน ๓ พื้นที่ด้วยกัน ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวประมง ท่านประธานครับ เวลาชาวประมงเขาจะออกทะเลไปทำมาหากิน เขาจะต้องได้นำเรือออกไป ทีนี้การนำเรือออกไปความง่ายยากของมันก็คืออยู่ที่ว่า หากว่าแม่น้ำลำคลองที่เขาจะออกไป นั้นมันตื้นเขิน มันจะเป็นความยากลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากที่จะหารือต่อท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมได้จัดสรรแผนงานโครงการพร้อมงบประมาณในการที่จะเข้าไปดำเนินการ ขุดลอกคลองที่ตื้นเขินใน ๓ พื้นที่ด้วยกันครับ🔗
พื้นที่แรกครับ ก็คือคลองมะปริง หมู่ที่ ๔ บ้านแหลมอวน ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ ตามภาพนี้เลยครับท่านประธาน โดยท่านผู้ใหญ่บ้าน นายรุ่งเรือง บุญเชษฐ์ ก็ได้ส่งภาพมาให้ผมนะครับ🔗
พื้นที่ที่ ๒ ก็เป็นพื้นที่ร่องน้ำ บ้านคลองสน บ้านสะพานหิน หมู่ที่ ๕ ตำบล แหลมกลัด อำเภอเมือง จังหวัดตราด🔗
พื้นที่ที่ ๓ เป็นพื้นที่ ๕ ร่องน้ำของตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ประกอบไปด้วยร่องน้ำบ้านบางเบ้า ร่องน้ำบ้านสลักเพชร ร่องน้ำบ้านเจ็กแบ๊ ร่องน้ำอุทยาน แล้วก็ร่องน้ำบ้านสลักคอก ทั้ง ๓ พื้นที่ตอนนี้ก็ต้องเรียนท่านประธานว่า มันค่อนข้างที่จะ ตื้นเขินอย่างมาก วิกฤติอย่างหนัก พี่น้องชาวประมงเวลาเขาจะออกไปทำการประมงเขา ต้องรอให้น้ำขึ้นก่อนถึงจะออกไปได้ แล้วจะเข้าฝั่งก็ต้องรอให้มีน้ำขึ้นมาก่อนถึงจะนำเรือ เข้ามาฝั่งได้ ทีนี้ถ้าต้องการนำสัตว์น้ำที่จับได้มาขาย เพื่อที่จะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ก็ต้องเดินลุยน้ำ ลุยโคลน ลุยเลนกันเข้ามา และที่สำคัญท่านประธานครับ ๓ ร่องน้ำ ร่องน้ำ ใน ๓ พื้นที่ที่ผมได้กล่าวถึงมาแล้ว ผมได้นำมาหารือในสภานี้หลายครั้ง ผมก็หวังว่าทาง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จะได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการเข้าไปขุดลอก โดยเร่งด่วนครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอนำเรียนหารือความเดือดร้อนของพี่น้องในจังหวัดมหาสารคาม ดังนี้🔗
๑. ผมได้รับการประสานจาก นายประศาสตร์ ธุระนิตย์ นายก อบต. โคกก่อ และประชาชนในตำบลโคกก่อ เมื่อวันที่ ๑๓-๑๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา มีฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วม ถนนไร่นาเสียหาย ซึ่งถนนในความรับผิดชอบของ อบต. ถูกตัดขาดได้รับความเสียหายหลายจุด เนื่องจาก อบต. มีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้สนับสนุนงบประมาณ อย่างเร่งด่วนต่อไปครับ🔗
๒. ได้รับการประสานงานจากนายศราวุธ กุหลาบโชติ นายก อบต. เกิ้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๓ หมู่ ๔ หมู่ ๑๒ หมู่ ๑๔ เนื่องจากถนนพนังกั้นน้ำชีเก่าจากแยกวังยาว บ้านวังยาว บ้านท่าประทาย วัดป่าวังน้ำเย็น บ้านวังน้ำเย็นและบ้านเจริญสุข เป็นถนนสาย สำคัญ ซึ่งพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศไทยได้มาทำบุญที่วัดพุทธวนารามหรือวัดป่าวังน้ำเย็น ซึ่งปัจจุบันถนนมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เป็นบ่อ และกลางคืนไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง ทำให้ วิสัยทัศน์ในการขับขี่ลดลง เป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนที่สัญจร และมีกุดหูลิง หนองน้ำ สาธารณะที่เป็นประโยชน์ข้างวัด หากมีการพัฒนาเป็นสวนสุขภาพ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของพี่น้องประชาชนจะเป็นประโยชน์และเป็นที่ท่องเที่ยว จังหวัดมหาสารคาม ได้ทำหนังสือ ถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงอยากให้กรมโยธาธิการและผังเมืองสนับสนุนเข้าแผนงาน พัฒนาเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมืองต่อไปครับ🔗
๓. ผมได้รับการประสานงานจากผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ในพื้นที่ตำบลท่าสองคอน อำเภอเมืองมหาสารคาม เกิดปัญหาอุบัติเหตุทางหลวงหมายเลข ๒๐๘ มหาสารคาม-โกสุม-ท่าพระ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีผู้สัญจรจำนวนมากและเกิดปัญหา จึงขอสนับสนุนไฟจราจรใน ๒ จุด ก็คือ ๑. หน้าโรงเรียนบ้านท่าสองคอน ๒. ก็คือบ้านโนนตาล ปากทางเข้าบ้านหนองเขื่อนช้าง เพื่อความปลอดภัย ขอให้กระทรวงคมนาคมรับต่อไป และ🔗
ขอนำเรียนท่านประธานขออีกนิดหนึ่ง ท่านไชยวัฒนา ติณรัตน์ และ ท่านสรรพภัญญู ศิริไปล์ ขอฝากอีกนิดหนึ่ง กรณีน้ำท่วมในจังหวัดมหาสารคามซึ่งเป็นข่าว ทั่วประเทศ กรณีฝายเชียงคำแตก อำเภอบรบือ มวลน้ำไหลทะลัก ๕ ล้านกว่าลูกบาศก์เมตร เอ่อท่วมพื้นที่ตำบลโนนราษี ตำบลกำพี้ ตำบลหนองม่วง ตำบลยาง ตำบลบัวมาศ อำเภอบรบือ มวลน้ำมหาศาลได้ไหลอาบลงน้ำเสียว เอ่อท่วมไร่นาพื้นที่อำเภอวาปีปทุม ตำบลแคน ตำบลนาข่า ตำบลบ้านหวาย ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม วันนี้ทางท่าน สส. ได้ประสานงานท่านรัฐมนตรีสุทิน คลังแสง ลงพื้นที่เพื่อจะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกำลังสำคัญของพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกลครับ ผมนำเรื่องมาหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของ ประชาชน ๕ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรก ในแขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ เป็นเรื่องของไฟส่องสว่าง บริเวณใต้ทางด่วน ถนนจอมทองบูรณะนะครับ เกิดอุบัติเหตุบ่อยมากครับท่านประธาน ตอนแรกผมก็หารือไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับว่ามีการสร้าง แล้วก็มีฝุ่น มีดินโคลนเยอะ ฝนตกลงมา ก็ลื่นไถล ก็มีการแก้ไขให้ดีขึ้น ต้องขอบคุณด้วย แต่ตอนนี้ผมว่าเป็นการเกี่ยงกันของ หน่วยงานครับ เพราะว่ามีแยกบางส่วนเป็นแยกที่เป็นถนนของสังกัด กทม. ที่ตัดกับของ ถนนเส้นใต้ทางด่วน ก็ทำให้ไม่รู้ว่าใครจะมาไฟส่องสว่างที่นี่ดีหรือไม่นะครับ ก็ฝากทาง การทางพิเศษ ลองคุยกับสำนักการโยธา กทม. ดูนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่เดียวกันครับ บริเวณแถวเดียวกัน อยากจะขอหลังคาให้ บนสะพานลอยกันฝน บริเวณซอยสุขสวัสดิ์ ๒๘ หน้าโรงเรียนวัดบางปะกอก เส้นนี้เป็นของ กรมทางหลวงชนบทนะครับ แต่ทางลงเป็นของ กทม. ผมก็ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานไหน รับผิดชอบ ประเทศไทยก็วุ่นวายอย่างนี้ละครับ ฝากหน่วยงานทำงบประมาณขอลองคุย กันดูครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เขตคลองสาน เรื่องเดิมครับ ปัญหารถติดหน้าห้าง ICONSIAM อันนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกันครับ น่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้อำนาจรัฐกับนายทุนครับ ก็พูดทุกปีก็มีปัญหาตลอดครับท่านประธาน🔗
เรื่องต่อมาครับ เขตธนบุรี ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างบนเกาะกลางถนน บริเวณ อุโมงค์ทางลอดแยกมไหสวรรย์ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินนะครับ ระหว่างซอย ๒๒ กับ ซอย ๓๘ นะครับ อันนี้ฝากไฟฟ้านครหลวง ยานนาวา ช่วยแก้ไขนะครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ปัญหาการมีบ่อนการพนันครับ ตั้งตู้ Slot เดี๋ยวนี้ตู้ Slot ไม่ใหญ่แล้วครับ ตู้ม้าไม่ใหญ่ น่าจะใส่ iPad ไว้ข้างล่างแล้วมีกลไกนะครับ ชี้เป้าให้บริเวณ ถนนรัชดา-ท่าพระ เป็นพื้นที่ บก.น. ๘ สน. บุคคโล ใบ้ให้ว่าตรงข้ามเดอะมอลล์ ท่าพระ ผมว่าในพื้นที่รู้อยู่แล้ว ช่วยปราบปรามหน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณภัสริน รามวงศ์ ครับ🔗
เรียนประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ ดุสิต พรรคก้าวไกล วันนี้ขอปรึกษาหารือเรื่องของ พ่อแม่พี่น้องคนบางซื่อ ดุสิต เข้าสู่สภาค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องยาเสพติดในชุมชนเขตบางซื่อ และเขตดุสิตค่ะ ซึ่งพื้นที่ส่วนมากก็เป็นชุมชนที่เป็นชุมชนแออัด มีประชากรหนาแน่นนะคะ ตอนกลางคืนมีคนมั่วสุมตามมุมอับในซอกซอยต่าง ๆ ค่ะ ดิฉันก็ฝากขอท่านประธานไปยัง ที่หน่วยงานจัดการเรื่องยาเสพติดให้เป็นรูปธรรมจริงจังนะคะ ทั้งเขตบางซื่อ เขตดุสิต แล้วก็ ทั่วทั้ง กทม. ค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ การก่อสร้างรถไฟฟ้า ใต้ดิน แล้วก็การนำสายไฟลงดินนะคะเส้นประชาราษฎร์ สาย ๑ แล้วก็เส้นก่อสร้าง MRT สายสีม่วงหน้าสภาตรงนี้นะคะ มีการก่อสร้างในเวลากลางคืนค่ะ แล้วก็มีการปิดฝาท่อในเวลา กลางวัน มีฝาท่อไม่เรียบถนนขรุขระ รถวิ่งแล้วก็พื้นดีด กระเด้งได้ อันตรายกับคนที่สัญจรไปมา ทั้งมอเตอร์ไซค์ล้ม รถยนต์ช่วงล่างพังค่ะ แล้วก็ยังมีปัญหาฝุ่นจากการก่อสร้างตามมาด้วยค่ะ ดิฉันได้นำปัญหาเรื่องฝุ่นเข้าปรึกษาหารือหลายรอบแล้วค่ะ แต่ว่าปัญหาก็ยังคาราคาซังอยู่ค่ะ ก็ขอฝากท่านประธานด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ กลุ่มผู้ค้าร้านอาหารในตลาดโดม ปตท. นะคะ บ้านพักนิคมรถไฟ กม. ๑๑ ค่ะ ซึ่งเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ถูกเรียกเก็บค่าเช่า ค่าปรับย้อนหลัง ๒๙ เดือน ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๖ นะคะ ทั้งที่ปี ๒๕๖๕ เราก็ทราบกันดีว่าโควิดระบาดหนัก มีการ Lockdown ต่อมาเมื่อประชาชนจะต่อสัญญาก็ถูกบังคับให้จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าถึง ๖ เดือน รวมแล้วต้องมีเงินก้อนมาจ่ายคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ขอฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๔ กรุงเทพมหานครชั้นใน ชุมชนบ้านพักริมทางรถไฟเขตบางซื่อค่ะ ที่ต้องถูกไล่ที่ตามแผนพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอฝากท่านประธานไปยัง กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอให้รับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่าง จริงจังค่ะ ไม่ใช่จ้างบริษัทมาประเมินพอเป็นพิธีนะคะ ขอให้ชุมชนมีสิทธิในที่อยู่อาศัย คนจนเมืองมีที่อยู่ที่ยืน ไม่ให้สังคมเหลื่อมล้ำไปมากกว่านี้ค่ะ🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะ ดิฉันขอสอบถามความคืบหน้าของกระทู้ของดิฉันนะคะ เกี่ยวกับแนวทางการลดภาษีผ้าอนามัยนะคะ ซึ่งดิฉันถามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ ๙ เดือนมาแล้วค่ะ ดิฉันก็ยังไม่ได้รับความคืบหน้าใด ๆ จึงขอฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีด้วยค่ะ ที่ท่านบอกว่ารัฐบาลรอ ๑๐ เดือนไม่ได้ คนที่มีประจำเดือน คนที่มีเลือดไหลทุกเดือนก็รอไม่ได้เช่นกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณฉลาด ขามช่วง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ฉลาด ขามช่วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือ ท่านประธานเพื่อนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแก้ไข ดังต่อไปนี้ครับ🔗
สืบเนื่องจากวันที่ ๒ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมราชการ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการปัญหาเรื่องน้ำท่วม เรื่องภัยแล้ง ในวันนั้นพี่น้องประชาชนได้มา ต้อนรับและเสนอโครงการเพื่อให้แก้ปัญหาต่อไป ผมจึงติดตามโครงการนะครับ ให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมชลประทานได้สำรวจออกแบบโครงการ🔗
โครงการแรกครับ โครงการสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าฝั่งซ้ายอำเภอโพธิ์ชัย เพื่อนำน้ำไปใช้พื้นที่การเกษตรอำเภอโพธิ์ชัยและอำเภอโพนทองบางส่วน งบประมาณ ๗๐๐ ล้านบาทครับ🔗
โครงการที่ ๒ โครงการพนังกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำนะครับ ก่อสร้างจากตำบลดินดำ อำเภอจังหาร ไปพื้นที่ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย งบประมาณ ๒๗๐ ล้านบาท ความยาว ๑๘ กิโลเมตร ซึ่งเป็นความหวังของ พี่น้องประชาชนนะครับ ถ้าสร้างตรงนี้ได้จะเป็นการป้องกันน้ำหลากได้ ซึ่งอีกไม่นานไม่กี่วัน จะเกิดขึ้นอีกครับท่านประธาน🔗
โครงการที่ ๓ โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพื่อระบายน้ำที่น้ำขังอยู่ในเขต พนังชั้นใน โดยการก่อสร้างสถานีประตูระบายน้ำที่ห้วยกุดเข้ ห้วยน้ำเค็ม ห้วยซันเหนือ และปากบุ่ง โครงการละ ๙๐ ล้านบาท รวม ๔ โครงการ เป็นเงินทั้งหมด ๓๖๐ ล้านบาทครับ🔗
โครงการที่ ๔ โครงการแก้มลิงที่หนองหิน ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย งบประมาณ ๓๐ ล้านบาท โครงการเหล่านี้ได้เสนอผ่านท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนครับ🔗
โครงการสุดท้าย เรื่องโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เป็นโครงการที่พี่น้องคนไทย พูดถึงไม่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ฉะนั้นต้องขอบคุณรัฐบาลถ้ามีความจริงใจ ต่อพี่น้องประชาชนนะครับ ต่อพี่น้องเกษตรกรให้ยกเลิกครับ แต่โครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท คงไว้เหมือนเดิมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณปทิดา ตันติรัตนานนท์🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๘ จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้มี ๓ ประเด็นที่จะหารือผ่านท่านประธานในสภาวันนี้ค่ะ🔗
ประเด็นแรก โรงเรียนบ้านบัวเชด ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ประสบเหตุวาตภัย ต้นไม้ใหญ่ล้มทับ แล้วก็ทาง สำนักงานเขตการศึกษาได้อนุมัติให้รื้อถอนอาคารเรียนไปเรียบร้อยแล้ว ทางสำนักงาน เขตการศึกษาได้อนุมัติให้ทางโรงเรียนรื้อถอนอาคารเรียนไปเรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วก็ ทางโรงเรียนได้ขอรับงบประมาณเป็นอาคารเรียนแบบ สปช. ๑๐๕/๒๙ จำนวน ๔ ห้องเรียน ดิฉันต้องขอขอบคุณไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ท่านได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ให้กับทางโรงเรียน บ้านบัวเชด เพื่อจะให้นักเรียนไม่ต้องใช้โรงอาหารเป็นอาคารเรียนชั่วคราวนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอาโพน ผู้อำนวยการ วรรณฤดี เพิ่มทรัพย์ ท่านกำนันสุพรรณ แก้วดี ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาโพน ท่านนายกไพโรจน์ ดวงดี ว่าอาคารหอประชุมโรงเรียนบ้านอาโพน ประสบเหตุวาตภัย เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๗ หลังคาอาคารพังชำรุดเสียหายทั้งหมด ทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ขอรับงบซ่อมแซมจากทางสำนักงานเขตการศึกษาไปแล้ว จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่งบประมาณยังไม่ได้รับการจัดสรรมา ดิฉันก็ขอหารือผ่านท่านประธานสภาไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซม หลังคาอาคารเรียนให้ด้วย เพราะว่าช่วงนี้ก็เป็นหน้าฝน ก็เป็นกังวลว่าจะมีความเสียหาย มากขึ้นนะคะท่านประธาน🔗
ประเด็นสุดท้ายค่ะ ดิฉันขอหารือท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงปัญหาโค-กระบือ พันธุ์พื้นเมืองราคาตกต่ำค่ะท่านประธาน ตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้ยิ่งตกต่ำ มากกว่าเดิม ดิฉันมองว่าปัญหาราคาโค-กระบือตกต่ำอาจจะมาจากหลายสาเหตุ การนำ โคเถื่อนจากประเทศข้างบ้านเราเข้ามา การกดราคารับซื้อ หรือการจำกัดโควตาการส่งออก โคเนื้อไปยังต่างประเทศ ดิฉันขอหารือไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ที่ท่านได้มีโครงการส่งเสริมการนำโคไปยังประเทศจีน ก็ขอให้ท่าน ช่วยเร่งรัดดำเนินการเพื่อจะให้เกษตรกรที่เลี้ยงโค-กระบืออยู่รอดต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขตอำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ อำเภอปากช่องเป็นประตูสู่อีสาน มีถนนคับแคบ พัง ชำรุดเสียหาย ไฟส่องสว่างก็น้อย เคยปรึกษาหารือท่านประธานในสภาแห่งนี้ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ของบประมาณขยายถนนสายทางหลังห้างโลตัสเชื่อมต่อไปยังวัดปางแก ขอขยายถนนสายทางบ้านป่าไผ่เชื่อมมายังอำเภอปากช่อง พร้อมกับขอให้สร้างปรับปรุง ความปลอดภัยแยกอันตราย โดยสร้างเป็นวงเวียนหน้า อบต. จันทึก จากนั้นขอให้ขยายถนน เพิ่มเลนตรงข้ามฟาร์มโชคชัย เพราะเป็นเขตที่อันตรายเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และขอขยาย ถนน ๔ เลน ณ วัดทรายทองเชื่อมไปยังโรงเรียนมัธยมปากช่อง ขณะนี้ผมต้องขอกราบ ขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนได้จัดสรรงบประมาณลงไปก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ แต่ท่านประธานครับ ไฟส่องสว่างยังมีน้อย ผมจึงนำเรียนว่าต้องการขยายแนวเขตไฟ ส่องสว่างในถนนธนะรัชต์ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่การติดตั้งเป็นเพียงบางจุดบางที่ อย่างเช่น มีการติดตั้งร้านข้าวต้มหลักเฮง เขาใหญ่ ผมจึงฝากท่านประธานครับ ผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้จัดสรรงบประมาณไปขยายเขตไฟฟ้าส่องสว่าง ตลอดทั้งถนนธนะรัชต์ด้วยครับ🔗
จากนั้นเรื่องต่อมา เป็นปัญหาของโรงพยาบาลมกุฏคีรีวัน โรงพยาบาลแห่งนี้ ให้บริการผู้ป่วยทั่วไป อุบัติเหตุฉุกเฉินรวมถึงแพทย์แผนไทย ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้สามารถ ที่จะช่วยบริการดูแลรักษาผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี แต่ขณะนี้ประสบกับปัญหาเรื่องน้ำอุปโภค บริโภคไม่เพียงพอขาดแคลน ผมจึงนำเรียนท่าน สส. พื้นที่ ท่าน สส. พชร จันทรรวงทอง เห็นพ้องต้องกันว่าฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประปา ส่วนภูมิภาคให้ลงไปสำรวจออกแบบขยายเขตงบประมาณในการก่อสร้างแหล่งผลิต น้ำประปาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและผู้ป่วยในเขตด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา และประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ผู้แทนราษฎรจากเขตคลองสามวา พรรคก้าวไกล ดิฉันมีเวลา ๒ นาที ในการปรึกษาหารือ ในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะคะ🔗
เรื่องแรก ที่ประชาชนฝากมาหารือในสภาเป็นปัญหาที่แก้แล้วแก้อีก แก้แล้วอย่างไรก็ไม่หายขาด บางเดือนแก้ไปแล้ว ๒-๓ วันไฟดับอีกแล้ว ซึ่งประสานหน่วยงานไปกี่ครั้งก็ยังไม่ได้รับการ แก้ไขที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีพอ ที่ท่านเห็นนะคะ ดับติดกันเป็นทางยาวเลยค่ะ ในเขตคลองสามวา เส้นนี้จะเป็นเส้นพระยาสุเรนทร์ซอย ๑๒ ถึงซอยพระยาสุเรนทร์ ๒๒ ซึ่งดับเป็นทางยาวเป็นระยะทางเกือบ ๓๐๐ เมตร ไม่มีติดเลยสักดวง แล้วเส้นทางตรงนี้เป็น ทางโค้งขึ้นคอสะพาน คนที่ไม่คุ้นชินเส้นทางนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ยิ่งเป็นช่วงหน้า ฝนทัศนวิสัยยิ่งลำบากในการมองเห็น🔗
เส้นถัดไปก็จะเป็นเส้นถนนเลียบคลองสองค่ะท่านประธาน เส้นนี้สำนักงาน เขตก็อยู่ตรงนั้นนั่นละ โดยไฟถนนดับตั้งแต่ซอยเลียบคลองสอง ๒๓ จนถึงซอยเลียบ คลองสอง ๒๙ เลย ท่านประธานคิดดูนะคะว่า สนามฟุตบอล ๑ สนาม ประมาณ ๑๑๐ เมตร แต่ไฟดับตรงจุดนี้ ๕๐๐ เมตร ซึ่งมันเท่ากับสนามฟุตบอลเกือบ ๕ สนามติดกันค่ะ ท่านประธาน🔗
เส้นต่อไปเป็นเส้นหทัยราษฎร์ เส้นนี้หนักกว่าเพราะ ๗๐๐ เมตรเลย ตั้งแต่ ซอยหทัยราษฎร์ ๓๒ ดับยาวไป ๗๐๐ เมตร แทบไม่เห็นป้ายข้างทาง ไฟมืดสนิทมาก ๆ ดับซ้ำ ๆ ที่เดิมเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากและยังไม่ได้รับการแก้ไขค่ะ ชาวบ้านสัญจรไปมา ลำบากจริง ๆ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขด่วน เนื่องจาก ไฟฟ้าและแสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญมากในการลดอุบัติเหตุแล้วก็ลดอาชญากรรม🔗
เรื่องถัดไป เป็นปัญหาเรื่องของปากท้อง ตอนนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เดินไปทางไหนประชาชนก็ฝากบอกรัฐบาลให้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหน่อย ชาวบ้านจะ ไม่ไหวกันอยู่แล้วนะคะ โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพค่าน้ำค่าไฟต่าง ๆ เขตดิฉันประชาชน ร้องมาว่าโดนถอดมิเตอร์ไฟฟ้าโดนตัดน้ำไม่รู้กี่รายนะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องวิกฤติที่จะต้องเร่ง แก้ไขนะคะ โดยเฉพาะเรื่องของค่าไฟ ซึ่งช่วงเดือนธันวาคมปีก่อน สส. ศุภโชติ ไชยสัจ พรรคของดิฉันได้เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าประชาชนอาจจะต้องแบกรับค่าไฟราว ๖ บาท ต่อหน่วย ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง ดิฉันจึงขอปรึกษาหารือผ่านสภาแห่งนี้ไปยังรัฐบาลให้เร่งแก้ไข ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำค่าไฟซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่สำคัญ และสร้าง กลไกและตาข่ายรองรับทางสังคมให้ประชาชนมีความหวังในชีวิตมากขึ้นกว่านี้ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณทินพล ศรีธเรศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ทินพล ศรีธเรศ ผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย มีเรื่อง ปรึกษาหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ จากกรณีที่ ครม. มีความเห็นกับโครงการสนับสนุน ปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือที่เรียกกันว่า โครงการปุ๋ยคนละครึ่งนะครับ ผมได้เห็น สส. จากหลายเขตหลายจังหวัดออกมาสะท้อนความกังวลของพี่น้องชาวนา เกี่ยวกับโครงการนี้ว่า ตนเองซึ่งหมายถึงชาวนาปลูกข้าวจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ หรือไม่ อย่างไร ผมขอยืนยันไว้กับสภาแห่งนี้ครับว่า ประชาชนชาวนาในเขตของผมนะครับ จังหวัดกาฬสินธุ์ก็เป็นกังวลเช่นเดียวกับหลาย ๆ จังหวัดว่า โครงการนี้จะตอบโจทย์ในการ ช่วยเหลือชาวนาได้จริงหรือเปล่า ได้ประโยชน์จากโครงการนี้จริงหรือไม่ ถ้าเขาซื้อปุ๋ยไปแล้ว ใส่ปุ๋ยไปแล้ว ข้าวกำลังจะเกี่ยวอยู่แล้วจะทำอย่างไรถ้าไม่มีเงินสมทบ จะทำอย่างไร เพราะปกติแล้วชาวนาถ้าไม่มีเงินซื้อปุ๋ย เขาก็จะไปเชื่อปุ๋ยมาจากร้านปุ๋ยหรือไม่ก็นำปุ๋ย มาจากกองทุนหมู่บ้าน เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็จะไปขายข้าวแล้วก็นำเงินไปใช้หนี้ค่าปุ๋ย แต่โครงการนี้ต้องนำเงินไปเข้าบัญชีไปสมทบ เมื่อไม่มีเงินจะทำอย่างไร นี่คือข้อกังวลของชาวนา ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเขายังได้ยินมาว่า เมื่อมีโครงการนี้แล้วจะ ไม่มีโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการการพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือที่เรียกกันติดปากว่าไร่ละพัน ยิ่งทำให้ชาวนาเป็นทุกข์ใจไปอีกครับท่านประธาน หรือถ้ารัฐบาลยังยืนยันว่าจะทำโครงการปุ๋ยคนละครึ่งอยู่ เกษตรกรก็ขอวิงวอนว่าอยากจะให้ โครงการไร่ละพันก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งจะตอบโจทย์ในการช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา มากกว่า จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะรัฐมนตรีช่วย ทบทวนโครงการนี้ และชี้แจงให้ประชาชนได้หายกังวลด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคก้าวไกล กระผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานอยู่ทั้งหมด ๕ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องของกล้องกวดขัน วินัยจราจรบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ รังสิต ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ในบริเวณนี้มีรถแท็กซี่จอดกีดขวางการจราจรเต็มบริเวณ ทำให้รถเมล์ ไม่สามารถเข้าจอดป้ายได้ และทำให้ประชาชนจำเป็นต้องขับเบี่ยงขวาออกไปทับเขตปลอดภัย บนถนน เป็นเหตุให้โดนใบสั่งกันหลายรายครับ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยัง กรมการขนส่งทางบก ตำรวจทางหลวงสระบุรี และเทศบาลนครรังสิต ได้ดำเนินการพิจารณา ถึงความเหมาะสมของการมีอยู่ของกล้องกวดขันวินัยจราจร หรือเขตปลอดภัยในบริเวณ ดังกล่าว🔗
เรื่องที่ ๒ ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริเวณใต้ทางยกระดับหน้าห้างสรรพสินค้า เมเจอร์ รังสิต กลับไม่มีกล้องวงจรปิดที่ใช้งานได้ ทั้งที่มีข่าวแท็กซี่ทำผิดกฎหมายเรียกรับเหมา คุกคามผู้โดยสารอยู่บ่อยครั้ง จึงขอวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ปกติครับ ทั้ง ๒ เรื่องดังกล่าวมาจากปัญหาแท็กซี่ที่ไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย จึงขอวิงวอนไปยังกรมการขนส่งทางบกในฐานะหน่วยงานโดยตรงได้แก้ไข เรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ตามข้อปรึกษาหารือเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ซึ่งผ่านมา ๖ เดือนแล้วยัง ไม่ได้รับคำตอบครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกคลองบางหวาย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง ซึ่งปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ทำให้การระบายน้ำทาง ฝั่งตะวันตกของถนนพหลโยธิน เช่น ซอยคุณพระ และซอยรังสิตภิรมย์ไม่สามารถระบายน้ำ ลงคลองหนึ่งได้ จึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทานช่วยดำเนินการขุดลอก คลองบางหวายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีช่วยเข้มงวด กับรถบรรทุกดิน ซึ่งรถที่เข้า Site งานก่อสร้าง ได้ดำเนินการล้างล้อคลุมผ้าใบกันดินตก ก่อนออกสู่ถนน เนื่องจากมีประชาชนได้รับอุบัติเหตุหลายราย และส่งผลให้ท่ออุดตัน จากดินอีก ขอฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วยกวดขันด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๕ สืบเนื่องกัน ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังแขวงทางหลวงปทุมธานี ช่วยดำเนินการลอกท่อ เก็บขยะหน้าตะแกรงระบายน้ำ และดูแลความสะอาดบริเวณ ถนนพหลโยธิน ถนนรังสิต-นครนายก และถนนคลองหลวงด้วยครับ เนื่องจากมีเศษขยะ และเศษดินอุดตันฝาท่อเป็นจำนวนมาก เป็นการเตรียมรับป้องกันเหตุน้ำท่วมจากฝนตกหนัก ในปีนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญคุณสังคม แดงโชติ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้สิทธิแทนท่าน สส. สังคม แดงโชติ จากประจวบคีรีขันธ์ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือท่านประธาน ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่ ๒ เรื่อง🔗
ประการที่ ๑ ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าพี่น้องประชาชนนั้นอกสั่นขวัญแขวน กับค่าครองชีพที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อได้ทราบข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะมีการปรับปรุงค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นข่าวร้าย ผมอยากจะภาวนาให้รัฐบาลนั้นได้ช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในด้านของการลดค่าครองชีพ ในด้านของค่าน้ำค่าไฟเพื่อให้พี่น้องสามารถ อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขพอสมควร🔗
ประการที่ ๒ ในฐานะที่เป็นตัวแทน ของพี่น้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน พี่น้องที่ทำนาเช่นเดียวกัน กับพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอื่น ๆ ที่สะท้อนปัญหาให้กับทางรัฐบาลได้ทราบ เกี่ยวกับปุ๋ยคนละครึ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ สืบเนื่องจากโครงการนี้แทนที่จะเป็น การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จะเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนครับ เพราะว่า🔗
ประการที่ ๑ พี่น้องประชาชนจะต้องไปกู้เงินมาล่วงหน้าก่อนเพื่อมาสมทบ🔗
ประการที่ ๒ ปุ๋ยที่ได้นั้นไม่แน่ใจว่าจะเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพหรือถูกต้องตรงตาม พี่น้องต้องการหรือไม่🔗
ประการที่ ๓ ไม่สามารถที่จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ช่วยลดปัจจัยการผลิตด้าน อื่น ๆ ได้ ไม่เหมือนโครงการไร่ละพัน ซึ่งพี่น้องได้รับเงินโดยตรง ไม่ต้องมีหนี้สิน สามารถ นำเงินเหล่านั้นไปใช้ลดต้นทุนการผลิต จะเป็นค่าเก็บเกี่ยว จะเป็นค่าไถ จะเป็นค่าหว่าน จะเป็นค่าปุ๋ย ได้ทุกอย่างครบวงจร จึงขอให้รัฐบาลได้ทบทวนโครงการนี้เพื่อให้มี ประสิทธิภาพสูงสุด ให้พี่น้องประชาชน ให้พี่น้องชาวนาได้รับประโยชน์สูงสุดตามนโยบาย ของรัฐบาลขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณวีรภัทร คันธะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล กระบอกเสียงของชาวพระประแดงครับ ขอหารือท่านประธานดังนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
เรื่องแรก สะพานเชื่อมออกเส้นทาง บริเวณซอยโรงเหล็ก หมู่บ้านไทยสมุทร ๒ และเอราวัณ ชาวบ้านอยากให้ทำใหม่ทั้งเส้น ให้มี ไฟทางและกล้องวงจรปิด เพราะที่ผ่านมามีคนสัญจรเยอะ จากรูปที่เห็นถนนพังบ่อยครับ เดือนที่ผ่านมา ๓ ครั้ง พังทั้ง ๓ จุดมีคนตกสะพานด้วยนะครับ🔗
เรื่องต่อมาครับ สำคัญมากครับ ปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวคุ้งบางกระเจ้า ประเด็นแรก ชาวบ้านคุ้งบางกระเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมนะครับ และโดนจำกัดสิทธิ โดยกฎหมายที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านใน บางกระเจ้าก็ต้องแบกรับพื้นที่สีเขียวนี้เพื่อเป็นปอดของกรุงเทพมหานครนะครับ แต่ว่า ชาวบ้านบางกระเจ้าต้องแบกรับภาษีที่ดินโดยไม่ได้รับประโยชน์จากพื้นที่สีเขียว ชาวบ้าน ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการรักษาพื้นที่สีเขียวนี้ไว้ ผมในฐานะ สส. เจ้าของ พื้นที่นี้นะครับ ขอเป็นกระบอกเสียงของชาวคุ้งบางกระเจ้าในการเรียกร้องผลประโยชน์ ที่ชาวบ้านควรจะได้รับครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ หากรัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาสนับสนุนนะครับ เมื่อองค์การ บริหารส่วนตำบลในพื้นที่ขาดรายได้จากภาษีที่ดินเพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่ รัฐบาลอาจ จัดสรรงบประมาณผ่านกระทรวงมหาดไทยเข้ามาในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า ส่วนตัวผมเองเคย ปรึกษากับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านชัชชาติ สิทธิพันธ์ ว่ากรุงเทพมหานครอาจ ใช้แนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเข้ามาสนับสนุนรายได้ หรือรับผิดชอบในด้านอื่น ในฐานะที่ คุ้งบางกระเจ้าเป็นปอดของกรุงเทพมหานคร และเพื่อให้พื้นที่บางกระเจ้านี้เป็น Model สำคัญนำร่องให้พื้นที่อื่น ๆ สามารถขับเคลื่อนได้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ รัฐบาลควรคิดให้รอบคอบนะครับ เพื่อหาแนวทางป้องกัน หากในอนาคตการยกเว้นภาษีที่ดินจะทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น และชาวบ้านที่อยู่ดั้งเดิม บางส่วนต้องการขายที่ดิน หากไม่รอบคอบรอบด้านนะครับ มีช่องโหว่นายทุนฮุบที่ดิน นะครับ นอกจากพื้นที่สีเขียวจะหดหายไป อาจเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนกรณีพื้นที่ทับลาน ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณวินัย ภัทรประสิทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วินัย ภัทรประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขอ หารือกับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา พี่น้องชาวอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ได้ทำ หนังสือถึงผมและลงลายมือชื่อที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง อยากได้โครงการเดิม ที่รัฐบาลเคยช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่ชาวนา เพื่อพัฒนาเพิ่มผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งผมจะนำเอกสารฉบับนี้ส่งให้ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอสไลด์ครับ ขอให้ช่วยปรับปรุงผิวจราจรบนถนนสาย ๑๑๓ เพชรบูรณ์-พิจิตร บริเวณสะพานรัฐราษฎร์รังสรรค์ สะพานข้ามแม่น้ำน่าน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งสะพานแห่งนี้อยู่ใจกลางของเทศบาลตะพานหิน เห็นประชาชนใช้สัญจร ไปมาคับคั่งมาก สภาพถนนแย่มาก ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อ ผิวแตกเป็นรายทางยาว ถนนทรุด ไหล่ทางทรุด ก็อยากจะฝากแขวงทางหลวงพิจิตร ช่วยเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโครงการนี้ ด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องขอไฟสัญญาณจราจรช่วงแยกตลาดวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณนี้สัญจรไปมา ได้มีความสะดวกและมีความปลอดภัยมากขึ้น ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างโครงการก่อสร้าง โครงการขยายช่องทางจราจร ๔ ช่องทาง ถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ ช่วงอินทร์บุรี-วังทอง กม. ที่ ๑๖๒-๑๖๓ ก็ฝากกรมทางหลวงช่วยพิจารณาไฟสัญญาณจราจร ช่วงแยกตลาดวังทรายพูนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณเฉลิมพงศ์ แสงดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคก้าวไกล ขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือต่อท่านประธาน เพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้แก้ไขดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรกครับ ผมขอเรียนให้ทราบถึง เหตุการณ์ร้ายแรงในเมืองป่าตองที่นักท่องเที่ยวชาวคูเวตถูกผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ๓ ราย ทำร้ายร่างกายจนหมดสติเพียงเพราะจอดรถและถ่ายวิดีโอในพื้นที่ของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์จังหวัดภูเก็ต เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงครั้งแรกครับ ผมจึงขอเสนอให้ดำเนินการ แก้ไขโดยเร่งด่วน ทั้งการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้าง กำหนดจุดจอดให้ชัดเจน อบรม ผู้ขับขี่และเพิ่มมาตรการการตรวจสอบ ฝากท่านประธานหารือไปยังกระทรวงคมนาคม และสำนักงานขนส่ง จังหวัดภูเก็ต ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ จังหวัดภูเก็ตกำลังเผชิญวิกฤติบริหารจัดการน้ำ ทั้งภัยแล้งอุทกภัย และมลพิษทางน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ในฤดูแล้งประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคอย่างหนัก และขณะที่ฤดูฝนกลับเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนและสร้าง อุปสรรคในการสัญจร ยิ่งไปกว่านั้นการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ผมขอหารือท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำและการกักเก็บน้ำ พัฒนาระบบ บำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ วางแผนระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ฝากท่านประธาน หารือไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไข ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย จังหวัดภูเก็ตด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นเรื่องเร่งด่วน ช่วงนี้จังหวัดภูเก็ตมี ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง มีคลื่นสูงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว จึงขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการป้องกันดูแลนักท่องเที่ยวเชิงรุก หากเกิดเหตุไม่คาดคิดอาจไม่ได้ เกิดความสูญเสีย ฝากท่านประธานหารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณคอซีย์ มามุ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคอซีย์ มามุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๒ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอ หนองจิก พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ วันนี้ผมมีประเด็นหารือ ต่อท่านประธานอยู่ ๒ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ผมมีข้อหารือกับท่านประธาน ผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้พิจารณาจัดทำแผนงานแก้ไขความเดือดร้อนของ ประชาชน สืบเนื่องจากกระผมได้รับข้อร้องเรียนจากนายสะการียา หามะ นายก อบต. ดาโต๊ะ นายฉัตรชัย เจะปอ นายก อบต. ลิปะสะโง นายมะดารี เจ๊ะมะ นายก อบต. คอลอตันหยง และนายซานูซี วงศ์ปัตนะ นายก อบต. ปุโละปุโย ได้แจ้งสภาพคลองกรณี แนวตลิ่งคลองตุยง ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากแนวตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะพังทลาย ซึ่งหากไม่ได้ รับการแก้ไขจะกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรและเส้นทางคมนาคมของประชาชน จึงขอนำเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงสำรวจจัดให้มีแผนงานและงบประมาณแก้ไข ความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมขอหารือต่อท่านประธานผ่านไปยังกรมโยธาธิการและ ผังเมืองเช่นกันครับ วางแนวทางพัฒนาพื้นที่ตำบลบ่อทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบ ของเทศบาลตำบลบ่อทอง โดยมี พันจ่าเอก มาหามุ หวังจิ นายกเทศมนตรี โดยขอให้ พิจารณาพัฒนาพื้นที่แนวคลองระบาย D2 สี่แยกดอนยางเป็นพื้นที่พักผ่อนและเป็นพื้นที่ สนับสนุนการท่องเที่ยว จังหวัดปัตตานี ในแผนการพัฒนาเมืองของกรมโยธาธิการและ ผังเมือง ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยเหตุผลเป็นที่ทราบ กันดีว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเหลี่ยมแรกที่จะพัฒนาเพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูป การเกษตร และตำบลบ่อทองยังเป็นประตูด่านแรกสู่พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปยัง ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส หากมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้มีความสอดคล้องด้านวัฒนธรรม ด้านการท่องเที่ยวจะเกิด ประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ และจังหวัดปัตตานีเป็นอย่างมาก จึงนำเรียน ต่อท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้มีแผนงานและ งบประมาณพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เครือข่าย แรงงาน มีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องของการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งขณะนี้มีการ ปรับขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ไฟฟ้า รวมทั้งราคาของพืชผักผลไม้อาหารสด ต่าง ๆ ซึ่งมีการปรับขึ้นอย่างมหาศาล ดังนั้น เราต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลในการลด ค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องกินต้องอยู่ต้องใช้แบบแท้จริง ขณะนี้มีการหาเสียงกับ พี่น้องผู้ใช้แรงงาน พรรคเพื่อไทยบอกว่า ๖๐๐ บาท และขณะนี้พรรคภูมิใจไทย ท่านรอง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประกาศจะปรับขึ้น ๔๐๐ บาท วันที่ ๑ ตุลาคม ทำให้ราคาสินค้า ปรับขึ้นมารอแล้ว แต่ความชัดเจนยังไม่มีเรื่องของการปรับค่าจ้าง🔗
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของมาตรการการดูแล ขณะนี้มีการปิดกิจการเลิกจ้าง ลูกจ้างถูกลอยแพจำนวนมาก กระทรวงแรงงานไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำให้ ลูกจ้างต้องสู้แบบที่ว่าไร้ทิศทาง ดังนั้นเองทางเราเองจึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานออกมา ทำการบังคับใช้กฎหมายมิให้ปล่อยให้เกิดมีการกระทำลูกจ้างอย่างนี้ต่อไป ต้องการเห็นการ บริหารจัดการที่ชัดเจน ที่บอกว่าคนไทยมีกินมีใช้มีความสุข ขณะนี้ทุกข์กันทั้งประเทศแล้วครับ🔗
เรื่องที่ ๓ สถานการณ์แรงงานในกลุ่ม ของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งขณะนี้มีการชะลอการผลิต มีการใช้มาตรการมาตรา ๗๕ จ่ายเงินเดือน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ลูกจ้างลำบากมากมายและที่สำคัญขณะนี้มีทุนจีนมาทำ การผลิตรถยนต์ EV และไม่ได้ใช้แรงงานไทย ทำให้ในอนาคตแรงงานไทยจะไม่มีงานทำ แล้วประเทศจะไปเก็บภาษีกับใครครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติ ขอหารือประเด็นปัญหาสังคมเศรษฐกิจชายแดนใต้ผ่านท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขวางยุทธศาสตร์และแก้ปัญหาความยากจนที่ติดอันดับ หลายปีซ้อนให้เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ทุกวันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัด ชายแดนใต้ มุ่งหมายประเด็นความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงปากท้องของประชาชน หรือมุ่งหมายประเด็นสังคมเศรษฐกิจของพื้นที่จากฐานข้อมูลตลอดระยะเวลา ๒ ศตวรรษ ที่ใช้งบประมาณไปกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ไม่อาจตอบโจทย์ความมั่งคั่งเศรษฐกิจ ในพื้นที่แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดปัตตานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเพชรเม็ดงาม หลายพื้นที่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ เช่น แหลมตาชี ป่าชายเลน น้ำตกทรายขาว มัสยิดกรือเซะ และพื้นที่อื่น ๆ ที่ยังรอโอกาสการเจียระไน หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น แนวคิดการพัฒนาโครงการ Pattani Bay Gateway ที่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่จังหวัดชายแดนใต้ เคยยื่นข้อเสนอโครงการพัฒนาอ่าวปัตตานีแบบเบ็ดเสร็จ ด้วยงบประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านบาทนั้น ไปยังหน่วยงาน คบต. แต่ยังไร้เสียงตอบจากผู้เกี่ยวข้อง จากเหตุผลข้างต้นกระผมอยากหารือ ผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กำหนดยุทธศาสตร์ในการ พัฒนาพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเมืองท่องเที่ยว เพื่อยกระดับรายได้มวลรวมของ จังหวัดจาก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งอาจยกระดับ รายได้ของคนจังหวัดปัตตานีได้🔗
อีกเรื่องหนึ่ง ผมอยากจะหารือ ซึ่งเนื่องจากว่ามีชาวบ้านในจังหวัดปัตตานี ได้ส่งหนังสือคำร้องคุ้มครองสิทธิไปยังสำนักงาน ปปง. ให้คดีมิจฉาชีพหลอกลวงเงินในบัญชี ธนาคารจำนวนมาก และผู้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง ผมจึงอยากให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ที่มีมาตรการที่สามารถป้องกันได้ และช่วยเยียวยากับคนที่ได้รับ ผลกระทบด้วย สุดท้ายนี้ผมไม่อยากให้ใครได้รับความเดือดร้อนอีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขอหารือท่านประธานดังนี้ เนื่องจากชาวบ้านนาอุ่ม หมู่ที่ ๘ ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๖๗ คน มาแจ้งเรื่องร้องทุกข์กับผม ผมได้ลงไปดูพื้นที่จริงท่านประธานครับว่า ถนนสายเส้นเชื่อมระหว่างบ้านนาอุ่ม หมู่ที่ ๘ ตำบลโพธิ์ทองกับบ้านนาแพง ตำบลนาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด มีสภาพเป็น ถนนดิน เมื่อมีฝนตกถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเละเหมือนโจ๊กเลยท่านประธาน ทำให้ชาวบ้าน ที่เดินทางสัญจรเป็นประจำเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวบ้านที่เดินทางไปโรงพยาบาล เด็กนักเรียนที่เดินทางไปโรงเรียนและเดินทางไปไร่นาขนส่งสินค้าการเกษตร เดือดร้อน มาช้านานท่านประธานครับ เนื่องจากงบประมาณของ อบต. ไม่เพียงพอ จึงอยากจะขอ ความกรุณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยผู้ว่าราชการจังหวัดช่วย จัดงบประมาณให้กับ อบต. ที่งบประมาณน้อย ๆ หน่อยท่านประธาน ชาวบ้านเดือดร้อน กันมาช้านาน ดีกว่าที่เราจะไปสร้างถนนใหญ่ ๆ หมดงบประมาณเป็นหลาย ๆ แสนล้านบาท🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธาน ผมขอทวงถามเรื่องที่ผมหารือมา ๒๕ เรื่อง เท่าที่ ผมไปดูเอกสารในการตอบรับ ปรากฏว่า ๑๔ เรื่องมีการแจ้งบอกว่ากำลังส่งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อีก ๘ เรื่องยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ท่านประธานครับ และบางเรื่องก็มีการส่ง หน่วยงานผิดท่านประธาน ยกตัวอย่างครับ ส่งไปหน่วยงานทางหลวงชนบท แต่เป็น ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ลักษณะนี้ตอบมาอย่างนี้แล้วจะให้ผมทำอย่างไรต่อ จะให้ผมเป็นคนดำเนินการเองหรือสภาจะส่งไปใหม่ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วน เช่น ถนนสาย ๒๓๕๐ ของกรมทางหลวง สายหนองหาน-กุมภวาปี กม. ที่ ๒๐ เป็นถนนหักศอก ท่านประธานครับ รถแหกโค้งชนบ้านเรือนประชาชนบ่อยครั้ง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณคำพอง เทพาคำ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนภาคอีสาน ผมขอหารือติดตามความคืบหน้าในการออกโฉนดที่ดินที่ตำบลนาเวียง อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร แล้วก็ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ว่าไปถึงไหนแล้ว เอกสาร ก็พร้อม ได้เสนอไปตั้งนานแล้ว แล้วก็จังหวัดยโสธรก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในบัญชีของ กระทรวงมหาดไทยที่จะออกโฉนด ตอนนี้ชาวบ้านเขารอ ทวงแล้วทวงอีก ถ้ายังไม่ออกผมก็ จะทวงไปไปจนท่านจะได้ดำเนินการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรีบดำเนินการเลย ถนนบ้านปลาค้าว บ้านหนองน้ำเที่ยง ตำบลปลาค้าว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นหลุมเป็นบ่อ ดูสิครับท่านทำซ่อมแซมก็ไม่เสร็จ แล้วก็จุดเชื่อมระหว่างถนนขับรถมาดี ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็ที่จังหวัดอำนาจเจริญเหมือนกัน ถนนที่ตำบลแมด อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ นี่ก็ยังเป็นลูกรังอยู่ท่านประธาน ป่านนี้ก็ยังเป็นลูกรังอยู่อย่างนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลด้วยนะครับ เรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่บ้านวินัยดี ห้วยพระเหลา ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา อันนี้พี่น้องก็ได้รับการถ่ายโอนจากกรมชลประทาน แต่ปรากฏว่าการบริหารจัดการ ก็ยังไม่เรียบร้อย ชาวบ้านก็ยังไม่ได้ใช้น้ำอย่างเต็มที่ แล้วก็ยังไม่พอที่จะใช้นะครับ ต้องการ ขอให้มีการสนับสนุนการทำฝายเพิ่ม มีการของบประมาณไปแล้วนะครับ หน้านี้หน้าฝน ท่านประธานครับ มีหน่วยงานไหนบ้างอย่างสาธารณสุขนะครับ เตือนพี่น้องที่เข้าไป เก็บเห็ดป่าด้วยว่าเห็ดอะไรกินได้ กินไม่ได้ พี่น้องชาวร้อยเอ็ดไปเก็บเห็ดที่ยโสธร ไต ตับ ละลายไปเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าถือว่าเป็นเรื่องเล็กนะครับ ปากท้องของพี่น้อง ประชาชนนะครับ🔗
ฝายเชียงคำ บทเรียนที่ไม่จดจำของกรมชลประทาน สร้างไปกักเก็บน้ำไป สร้างไม่เสร็จก็ไปกักเก็บน้ำแล้วเกิดอุบัติการณ์แบบนี้ ทำให้พี่น้องเสียหาย ดังนั้นต้องมีการ ทบทวนสรุปบทเรียน ไม่ใช่ว่าเอาเพียงแค่ช่วยเหลือพี่น้องหลังจากน้ำท่วมแล้วนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่ กลุ่มผู้นำ ๑๔ หมู่บ้าน ผู้นำองค์กร เอกชน ประชาชนเทศบาลตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังนั่งฟัง การประชุมอยู่ชั้น ๔ นะครับ ต่อไปขอเชิญคุณถนอมพงศ์ หลีกภัย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ถนอมพงศ์ หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตรัง พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอหารือเรื่องเดียวครับท่าน🔗
คือสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในพื้นที่จังหวัดตรัง กระผมได้รับร้องเรียนจาก ท่านประธานหอการค้าจังหวัดตรัง ท่านสุธรรม เศรษฐพิศาล ท่านนายกเทศมนตรีนครตรัง ท่านดอกเตอร์สัญญา ศรีวิเชียร ว่าสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดตรังในขณะนี้ ซบเซาเป็นอย่างมาก ประชาชนพี่น้องได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดตรัง เช่น ยางพารา ท่านประธานครับ ยางพาราเมื่อ ๒-๓ เดือนก่อนท่านประธานคงจะทราบดีว่าได้ขึ้นราคา คือไปแตะถึงหลักร้อย แต่เป็นอย่างไรครับท่านประธาน ๒-๓ เดือนที่ผ่านมาเราไม่มีน้ำยาง พี่น้องชาวเกษตรกรไม่มีผลผลิตที่จะขาย แต่ ณ ปัจจุบันนี้ตกกิโลกรัมละ ๕๐ กว่าบาท ต้น ๆ เองครับ มาอันดับที่ ๒ ปาล์มน้ำมัน ตอนนี้ ๔ บาทกว่า ราคาที่หน้าลาน หน้าตาชั่ง ๔ บาทกว่า ถ้าถามว่าเกษตรกรพอจะมีกำไรบ้างไหม ผมก็พูดตรง ๆ แบบภาษาชาวบ้านว่า ปริ่ม ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่า ๑. ราคาปุ๋ย ๒. ชีวภาพ ๓. มูลสัตว์ มูลขี้ไก่อะไรต่าง ๆ ราคาแพง และสินค้าเกษตรอีกตัวหนึ่งที่ทำความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในเขต ภาคใต้บ้านผม คือกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งขณะนี้ท่านประธานคงจะรู้ดีนะครับว่า มีปัญหาอยู่ กุ้งขาวแวนนาไมมีราคาตกต่ำมา ๒-๓ ปีแล้ว เป็นมหากาพย์ เป็นหนังชีวิต แต่อีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นปัญหาร้ายแรงกับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งคือ ปลาหมอคางดำ ซึ่งตอนนี้ Hit มาก มากระทั่ง แถบอ่าวไทยถึงฝั่งอันดามัน ผมขออีกนิดครับท่านประธาน ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าราคา ผลิตผลสินค้าเกษตรตกต่ำ แล้วผมก็ยังมั่นใจนะครับว่าภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ คงจะสามารถแก้ไขให้พี่น้องเกษตรกรได้รวดเร็วขึ้น ขอบคุณท่านประธานมากครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๖ พรรคก้าวไกล ขอปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวสามพราน ผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนของทุกปีจะประสบปัญหาน้ำขึ้นสูง ไหลเข้าท่วม บ้านเรือนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ หมู่ ๒ ตำบลท่าข้าม บริเวณอู่ต่อเรือ ฝันอร่อย และบริเวณหมู่บ้านเฮงเฮง ตำบลอ้อมใหญ่ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทุกจุดในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการการกำจัดวัชพืช และผักตบชวาในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ดีให้แก่แหล่งน้ำ และช่วยให้พี่น้อง ประชาชนสามารถสัญจรทางน้ำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการ ปรับปรุงกระจกจราจรและป้ายจราจรที่ชำรุดเสียหาย รวมทั้งการติดตั้งเพิ่มเติมในจุดที่สำคัญ โดยพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ป้ายจราจรอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพ การจราจรในแต่ละพื้นที่🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการบังคับใช้กฎหมาย ที่เกี่ยวกับกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน🔗
เรื่องที่ ๕ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนหลายจุดถึงปัญหา การส่งเสียงดังในเวลากลางคืน เช่น เสียงดังจากผับ บาร์ และงานแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งได้ส่งผล กระทบต่อสุขภาพและสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง เป็นอย่างมาก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ดังกล่าวอย่างยั่งยืนด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณรัชนี พลซื่อ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรัชนี พลซื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันมีความห่วงใยเรื่องความรุนแรงของมรสุมที่พัดเข้าอีสานตอนบน พื้นที่จังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่และเกิดน้ำท่วม ไร่นาของเกษตรกรเสียหาย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้ลำน้ำต่าง ๆ เมื่อวานนี้อ่างเก็บน้ำ ห้วยเชียงคำ อำเภอบ้านบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ถูกกระแสน้ำพัดขาดทำให้น้ำไหลทะลัก ลงลำเสียวใหญ่ท่วมไร่นาของเกษตรกรบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ที่ติดกับลำน้ำเสียวใหญ่เกิดความ เสียหาย ขณะนี้ปริมาณน้ำในลำน้ำชีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ บางจุดก็ล้นออกมาท่วมไร่นาเกษตรกรแล้ว ส่วนในพื้นที่เขตเลือกตั้งของดิฉันมีลำน้ำยังไหลเข้าสู่อำเภอโพนทอง อำเภอเมยวดี จังหวัด ร้อยเอ็ด ก็ได้รับแจ้งจากเกษตรกรที่อยู่ติดลำน้ำยังว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บริเวณใกล้ลำน้ำยัง และจะมีปัญหาประสบน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ในฤดูฝนที่ผ่านมาได้เกิด น้ำท่วมบ้านเรือน ไร่นาเกษตรกรที่อยู่ริมฝั่งน้ำ ถนนถูกน้ำท่วมหลายสาย ซึ่งท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนได้รับคำชื่นชมและคำขอบคุณจาก พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยชาวร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมาก ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่าน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปีนี้ ดังนี้🔗
๑. ตรวจสอบความแข็งแรงของเขื่อนและฝายต่าง ๆ รวมทั้งตรวจตราร่องน้ำ ในลำน้ำเพื่อเปิดทางให้ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรเสริมพนังดินให้แน่นหนาคงทน เสริมถนนให้สูงกว่าระดับน้ำ🔗
๒. บูรณาการความร่วมมือเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมกระสอบทรายเพื่อกั้นน้ำชั่วคราว เตรียมเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือในการระบายน้ำและเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันบรรเทาสาธารณภัย🔗
๓. แก้ปัญหาในระยะยาวที่ยั่งยืน เร่งรัดให้กรมชลประทานดำเนินการ ตามแผนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ได้อนุมัติงบประมาณปี ๒๕๖๘ ให้กรมชลประทานก่อสร้างอาคารระบายน้ำกั้นลำน้ำยัง จุดบ้านกุดก่วง ตำบลวังสามัคคี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด งบประมาณ ๖๕๐ ล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบประมาณเล่มขาว คาดแดงแล้ว หากก่อสร้างอาคารจุดนี้จะแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธานเป็นประเด็นดังนี้🔗
ประเด็นแรก ขอหารือเรื่อง Motorway M6 บางปะอิน-โคราช หลังจากที่ เปิดใช้การแล้วได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องชาวโคราชพี่น้องชาวอีสานมากมาย จึงขอหารือผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง🔗
๑. อยากให้ประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าของโครงการครับ🔗
๒. พิจารณาเปิดเส้นทางที่แล้วเสร็จเพิ่มเติม ให้บริการเพิ่มเติม เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ปัญหาการระบายน้ำในเขตตัวเมืองโคราชครับ เคยส่งสัญญาณ กันไปหลายครั้ง เรียกร้องไปหลายครั้งให้มีการดูดท่อ นำรถมาดูดท่อเพื่อที่จะ Clear ท่อระบายน้ำ จึงอยากจะขอเรียกร้อง ๒ ปัญหาครับ🔗
๑. ขอให้เทศบาลนครนครราชสีมาจัดรถดูดท่อระบายน้ำครับ ในถนนสาย สำคัญในตัวเมือง เช่น ถนนสุรนารี ถนนจอมพล โดยเฉพาะในช่วงตลาดไนท์วัดบูรพ์ครับ เพื่อที่จะช่วยการระบายน้ำเวลาที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก และตอนนี้ฝนเข้ามาไม่ขาดสายเลย🔗
๒. แก้ปัญหาการระบายน้ำท่วมหน้าตลาดเซฟวัน ซึ่งปัจจุบันนั้นสำนักงาน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดได้มีโครงการผ่านมาหลายปี แต่ก็ยังไม่เสร็จสิ้นสักที น้ำเดินทาง จากหน้าเซฟวันที่ท่วมหนักมาท่วมที่ถนนมุขมนตรี หน้าวัดสวนพริกไทย จึงอยากให้ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดได้เชื่อมต่อท่อระบายน้ำเพื่อที่จะนำน้ำไปลง ลำตะคองช่วยการระบายน้ำครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ มีการร้องเรียนมาว่า บริเวณสี่แยกสัญญาณไฟแดง ถนนมิตรภาพ ๑. หน้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ๒. หน้าปั๊ม ปตท. สำโรงจันทร์ เป็นสี่แยกวัดใจ เวลารถมา อยากจะขอให้ติดตั้ง Timmer มีการนับเวลาบอกสัญญาณ เพื่อให้ผู้ที่สัญจรไปมา จะได้รับทราบ ไม่ใช่ว่าปุบปับเกิดไฟแดงขึ้นมาเลย แล้วก็มีกล้องที่รอจับภาพอยู่มากมาย ก็ขอฝากเรียนท่านประธานสภา ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณวรโชติ สุคนธ์ขจร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรโชติ สุคนธ์ขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัด เพชรบูรณ์ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธานสภา ๒-๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องแรกเป็นเรื่องเขื่อนป้องกันตลิ่งคลองนาลาว บ้านโรงบ่ม หมู่ ๓ นาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน เมื่อวานมีการมา ชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ขอไปแล้วนะครับ แต่ว่าไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ซึ่งวันนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์โดนเตือนเรื่องน้ำป่าไหลหลากอีกแล้วครับ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้บ้านเรือน ราษฎรที่อยู่ข้างเคียงต้องหายหมดแน่ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานสภา ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดสรรงบประมาณให้กับเทศบาลเฉลียงทองด้วยนะครับ🔗
เรื่องต่อไปครับ เป็นเรื่องของถนนสายซับพุทรา อำเภอชนแดน เชื่อมเทศบาล บัววัฒนา อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เชื่อมชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ถนนเส้นนี้ เป็นถนนที่ถ่ายโอนมาจากทางหลวงชนบทให้กับท้องถิ่นประมาณ ๒๖ กิโลเมตร แล้วก็ เสียหายมาโดยตลอด แล้วก็ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยเลย วันนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ด้วยช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน แล้วก็ฝนตกทุกวัน ทำให้ถนนเส้นนี้ โดนน้ำพัดพังเสียหาย ทางท้องถิ่นเองก็พยายามจัดสรรงบประมาณเข้าไปเพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน อย่างไรฝากกระทรวงมหาดไทยช่วยดูแลถนนเส้นนี้ให้กับพี่น้องประชาชน เดือดร้อนอย่างยิ่งครับ ถนนเส้นนี้ระยะทาง ๒๖ กิโลเมตร ถนนสายซับพุทราเชื่อมเทศบาล บัววัฒนา🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เรื่องน้ำป่าไหลหลาก ของจังหวัดเพชรบูรณ์ โรงเรียนอนุบาลวังโป่ง ซึ่งผมเคยหารือไปแล้ว วันนี้โดนน้ำท่วมอีกแล้ว ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเลย เมื่อเช้าท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ทางนายกเทศมนตรี ก็ส่งรูปมาให้ดูว่าน้ำท่วมโรงเรียนอีกแล้ว รอความกรุณาจากกระทรวงศึกษาธิการช่วยจัดสรร งบประมาณให้กับโรงเรียนอนุบาลวังโป่งด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อรพรรณ จันตาเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ คนอำเภอ เชียงดาว เวียงแหง พร้าว ไชยปราการ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของดิฉันจะมาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ คือความ เดือดร้อนของพี่ ๆ นักรบชมรมทหารผ่านศึกอำเภอฝาง แม่อาย ไชยประการและเชียงดาว เกี่ยวกับเงินผดุงเกียรติบัตรชั้น ๒ ๓ ๔ ค่ะ ดิฉันได้รับข้อมูลจากพี่ ๆ ทหารผ่านศึกตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลางก็ได้รับข้อมูลทั้งหมดนี้แล้ว และยังไม่พอนะคะ เอกสารนี้ยังอยู่กับเลขารัฐมนตรีด้วยค่ะ แต่ตอนนี้ดิฉันอยากจะหารือ ท่านประธานค่ะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเซ็นเอกสารนี้กี่โมงคะ หรือถ้าหากท่านไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับ พ.ร.บ. นี้ท่านก็ควรจะออกมาให้คำตอบกับพี่น้องทหารผ่านศึกนะคะ ไม่ใช่ให้เขา รอแล้วรออีก รอแบบมีความหวัง สุดท้ายก็ผิดหวังเหมือนที่ผ่านมาค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องปากเรื่องท้องของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ของจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนนะคะ🔗
ประเด็นแรกก็คือราคาลำไยค่ะท่านประธาน ท่านประธานดูนะคะว่าราคา AA และ A ห่างกันมากเลยค่ะ ห่างจนไม่รู้ว่าจะห่างอย่างไรแล้วนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือความไม่แน่นอนของราคาลำไยค่ะ ท่านประธานคะ พี่น้อง เกษตรกรเก็บลำไยตั้งแต่ตอนเช้าโดยไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าวันนี้ราคาลำไยจะเท่าไร แต่สุดท้าย ก็ต้องเก็บ กว่าราคาลำไยออกก็คือตอนเย็น เก็บมาแล้วไม่ขายก็ไม่ได้ลำไยเสียอีก ดิฉัน ก็เข้าใจเกี่ยวกับล้งลำไยที่รับ แล้วก็จุดรับซื้อของลำไย ท่านก็คงไม่สามารถจะกำหนดราคาได้ ก็ต้องรอราคาจากต้นทางอยู่ดี แต่ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานถามไปยังกรมการค้า ภายใน กระทรวงพาณิชย์ว่าการควบคุมให้เป็นมาตรฐานราคาที่เป็นธรรม ให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องเกษตรกร เราไม่สามารถทำได้เลยหรือคะ หรือปล่อยให้นายทุนต่างประเทศ เป็นคนกำหนดกลไกการตลาด กำหนดชะตากรรมชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทยเรา หรือว่า รัฐไทยเราต้องการจะให้เกษตรกรไทยเราจน จนแล้วแจกเหมือนตอนที่ทำอยู่นี่ละค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณยศวัฒน์ มาไพศาลสิน🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตที่ ๓ พรรคภูมิใจไทย อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะหารือ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การหารือครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ สืบเนื่องมาจากเมื่อ ปี ๒๕๖๖ หรือว่าปีที่แล้วครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตของ ตำบลอุโลกสี่หมื่น ตำบลพระแท่น และตำบลหนองลานครับ เรื่องของน้ำเน่าในลำคลอง ซึ่งมี ระยะคลองที่ยาวกว่า ๑๕ กิโลเมตรนะครับ แล้วก็เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๗ ผมเองได้ ลงพื้นที่ไปดู จนกระทั่งเห็นถึงในส่วนที่เป็นที่มาในจุดเริ่มต้นของช่วงบริเวณน้ำเน่า ผมได้ ลงไปบริเวณหลังโรงงานไทยฟู้ดส์ (มหาชน) ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปไก่นั่นเองครับ ก็ปรากฏว่า ก็ได้พบได้เห็น แล้วก็มีการได้เชิญส่วนงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโรงงานนั้นเข้าประชุมครับ แล้วก็ประชุมกันหลายครั้ง ลงพื้นที่กันหลายหนครับ แต่วันนี้ระยะเวลาผ่านมาหลังจากที่ผม ได้ไปลงพื้นที่นั้น ๗ เดือนแล้วครับ แต่ก่อนหน้านั้นสะสมมาเท่าไรผมไม่ทราบนะครับ ปรากฏ ว่าวันนี้การทำงาน การปรับปรุง การแก้ไข มีการปรับปรุงอยู่ตลอดครับ แต่ปรับปรุงแบบ หวานเย็นเหลือเกิน พี่น้องประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อน ล่าสุดครับเมื่อวานนี้ ขออนุญาตเอ่ยนามนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองลาน ท่านวิวัฒน์ ตั้งสุวรรณวงศ์ บอกว่า สส. ปลาบึกที่อยู่ในบ่อเฉลิมพระเกียรติหลังวัดจันทร์ลาดนั้น ตัวเป็นร้อย ๆ กิโล ตายหลายตัวแล้ว ตรงนี้ครับคือสิ่งที่สะท้อนใจทำให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่สามารถที่จะ ดำรงชีวิต ดำเนินชีวิตตามวิถีไทยเดิม ๆ นั่นก็คือในน้ำคงไม่มีปลาเหลือถ้าไม่ได้รับการแก้ไข อย่างจริงจังนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอฝากท่านประธานไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นไปยัง ๒ กระทรวงนี้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ โรงงานนี้ได้รับ มาตรฐาน ISO 14000 ซึ่ง ISO 14000 ครับ ผมขอขยายความว่าเป็นระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีการ พัฒนาปรับปรุงสิ่งแวดล้อม จะสอบถามว่า ISO ตรงนี้ถึงแม้จะเป็นองค์กรอิสระครับ แต่ว่า มีผลกับโรงงาน มีผลกับภาษีของประชาชนที่โรงงานจะได้เรื่องของภาษีในกรณีพิเศษครับ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้เอาน้ำดี และดำเนินชีวิตในวิถีไทย ในน้ำมีปลาในนามีข้าวกลับคืนมาครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญคุณพิพิธ รัตนรักษ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิพิธ รัตนรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรค รวมไทยสร้างชาติ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมขอหารือท่านประธานสภา ๑ เรื่องคือ🔗
เรื่องปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหน้าบริเวณโรงเรียนดอนสักผดุงวิทย์ ของ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ ขอเปิดภาพสไลด์นะครับ🔗
ภาพที่ ๑ นั้นเป็นภาพพื้นที่บริเวณ รอบ ๆ ของโรงเรียนดอนสักผดุงวิทย์ครับ ส่วนภาพที่ ๒ เป็นภาพบริเวณหน้าโรงเรียนของ โรงเรียนและเป็นถนนสายหลักของอำเภอดอนสัก กระผมได้ลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจาก ท่านผู้อำนวยการสถานศึกษาของโรงเรียน ท่านนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองดอนสัก ท่านสมาชิกสภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตอำเภอดอนสัก ปัญหาหลักคือมีปัญหา ความเดือดร้อนมากและรุนแรงกับเด็กและนักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนพี่น้องที่ใช้ถนน เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไปมา มีความเดือดร้อนมากครับ มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้เกิด อุบัติเหตุเสียชีวิตกับเด็กนักเรียน ผู้ปกครองของเด็กที่มารอรับนักเรียนในโรงเรียนเป็นจำนวน มากครับ ปัญหาของการเกิดเหตุมาจากถนนดังกล่าว เป็นถนนสายหลักมีประชาชนส่วนมาก ใช้เส้นทางนี้ ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวมีความแคบ ช่องทางเดินรถไม่เพียงพอกับความ ต้องการของประชาชนครับ เด็กนักเรียนมีความจำเป็นต้องใช้ถนนดังกล่าวเพื่อเดินทางมา เรียนหนังสือ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เสียชีวิตบ่อยครั้ง เป็นภาพสะเทือนขวัญของพี่น้อง ประชาชนในอำเภอดอนสักครับ กระผมพร้อมด้วยพี่น้องประชาชนและผู้อำนวยการ สถานศึกษา ขอความอนุเคราะห์ของบประมาณสนับสนุนโครงการขยายช่องไหล่ทางเดินรถ ของท้องถนน พร้อมไหล่ทางหน้าบริเวณโรงเรียนดอนสักผดุงวิทย์ดังกล่าวด้วยครับ เพื่อเป็น การแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของลูกหลานพี่น้อง ประชาชนในอำเภอดอนสักครับ เพื่อเป็นการขอชีวิตครับท่าน ถนนดังกล่าวหรือสะพาน ดังกล่าวถือว่าเป็นสะพานบุญ ขอชีวิตให้กับพ่อแม่พี่น้องของอำเภอดอนสักครับ กระผมหวัง เป็นอย่างยิ่งครับคงได้รับการสนับสนุนโครงการดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะ เป็นกรมทางหลวงแผ่นดินหรือระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ กระทรวงคมนาคมที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้อง กระผมขอให้หน่วยงานทั้งหมดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเก็บข้อมูลความจริง เพื่อจะ แก้ไขปัญหาให้ตรงจุดกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขอขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีท่านเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้อง ชาติพันธุ์ในพื้นที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และได้พูดถึงการเข้าไม่ถึงระบบไฟฟ้า หรือระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเหล่าพี่น้องชาติพันธุ์ของพวกเรา รวมทั้งได้สั่งการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาค่ะ อีกทั้งท่านนายกรัฐมนตรียังได้บอก ข่าวดีในเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการลดระยะเวลาในการ ดำเนินการของภาครัฐให้รวบรัดขึ้น แต่ก็จะไม่หละหลวมในการพิสูจน์และในการลงพื้นที่ของ ท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ยังได้มีการพูดคุยในเรื่องของแหล่งน้ำของทั้ง ๒ อำเภอค่ะ คือการพัฒนาหนองหลวงของอำเภอเวียงชัย และอ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริ ห้วยป่าสัก อำเภอเวียงเชียงรุ้ง ในส่วนของการพัฒนาหนองหลวงค่ะ ดิฉันเคยปรึกษาหารือไปแล้วใน หลายครั้งค่ะ ท่านนายอำเภอบดินทร์ นายอำเภอเวียงชัย ก็อยากจะพัฒนาหนองหลวงแห่งนี้ เช่นเดียวกัน หากเราพัฒนาหนองหลวงแห่งนี้ได้สำเร็จค่ะ ประชาชนทั้ง ๓ ตำบลสามารถ ใช้น้ำในการเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมถึงการท่องเที่ยวบนเนื้อที่ประมาณ ๙,๑๙๐ ไร่ กักเก็บน้ำได้ประมาณ ๑๙ ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนประมาณ ๑๐,๐๐๐ ครัวเรือน ประชาชนกว่า ๒๓,๐๐๐ คน จะได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ท่องเที่ยวหรือในภาคของการเกษตรแน่นอนค่ะ เลยอยากจะขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทานได้ช่วยกันประสานงาน เพื่อวางแผนบูรณาการร่วมกันว่า ในระยะแรก ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ เราจะมีการบูรณาการ ร่วมกันอย่างไรเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องอำเภอเวียงชัยและใกล้เคียงค่ะ🔗
ในส่วนของอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ท่านนายอำเภอมินทิรา และดิฉันเองก็อยากจะ ผลักดันอ่างเก็บน้ำห้วยป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านรอมากว่า ๓๐ ปี ถ้าหาก ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานเข้าไปอยู่ในวาระงบประมาณในปีต่อ ๆ ไป ก็จะสามารถ ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอเวียงเชียงรุ้ง ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือน หรือภาคเกษตรกรรมเป็นวงกว้างได้อย่างแน่นอนค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอเชิญ คุณวุฒิพงศ์ ทองเหลา ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ผมมีเรื่อง หารือความเดือดร้อนในพื้นที่ต่อท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันดังนี้🔗
ปัญหาที่ ๑ การซ่อมแซมถนนทางหลวง ๓๐๔ บริเวณหน้าโรงพยาบาล เกษมราษฎร์ มุ่งหน้าไปตำบลลาดตะเคียน ระยะทางซ่อมถนนเพียง ๓ กิโลเมตร ผู้รับเหมา ขุดลอกถนนทิ้งไว้ร่วมเดือน จนมีอุบัติเหตุส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตออกข่าวหลายช่องครับ ผมติดตามปัญหานี้ร่วมกับท่าน ผอ. แขวงทางหลวงปราจีนบุรี ติดตามงานผู้รับเหมา เจ้าดังกล่าวจนท้อครับท่านประธาน ทราบในรายละเอียดว่าผู้รับเหมาไม่มีการวางป้ายหรือ สิ่งกีดขวางให้ผู้ที่สัญจรทราบว่ากำลังเข้าเขตก่อสร้าง อีกทั้งอ้างว่าเครื่องจักรชำรุดนาน ร่วมเดือนครับท่านประธาน ปัจจุบันยังคงสร้างอยู่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน เป็นอย่างมาก ผมจึงฝากท่านประธานถึงหน่วยงานกรมทางหลวงช่วยตรวจสอบหลักเกณฑ์ เพื่อป้องกันผู้รับเหมาไร้คุณภาพ ไม่ให้ผ่านการคัดเลือกงานจากกรมทางหลวงอย่าง ที่เกิดขึ้นกับจังหวัดปราจีนบุรี🔗
ปัญหาที่ ๒ ครับท่านประธาน ปัญหา ตู้ Safe โบราณของการรถไฟที่สถานีรถไฟประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี มีการลักขโมยเงิน ค่าโดยสาร ที่เก็บไว้ในตู้ Safe โบราณที่ดูแลโดยนายสถานีรถไฟประจันตคาม ซึ่งจากตู้เหล็ก ดังกล่าวอายุไม่น่าจะต่ำกว่า ๕๐ ปีหรือมากกว่านั้นนะครับ มองดูแน่นหนา เพียงแต่ว่า คล้องกุญแจที่สามารถใช้ค้อนทุบก็หลุดครับท่านประธาน โดยปัญหานี้ทำให้นายสถานีรถไฟใหม่ ที่เพิ่งย้ายมาประจำไม่ถึง ๒ เดือน โดนตั้งกรรมการสอบจากการมีอนาคตที่กำลังสดใสครับ ท่านประธาน ต้องโดนย้ายไปอยู่สถานีรถไฟที่มีขนาดเล็กกว่า ท่านประธานครับ สถานีรถไฟ ตามตำบลเล็ก ๆ ทั่วประเทศไทยมีไม่ต่ำกว่า ๓๐๐-๔๐๐ สถานี ที่นายสถานีต้องเฝ้าระวังว่า จะโดนงัด Safe ขโมยเงินในช่วงเวลากลางคืน ผมจึงฝากผ่านท่านประธานถึงผู้บริหารการ รถไฟแห่งประเทศไทย บ้านพักก็เก่า ตัวสถานีก็เป็นไม้เก่า ส่วนตู้ Safe นี้ครับท่านประธาน ไม่ต้องเก่าก็ได้ครับ จัดหาให้มันมีรหัส มีน้ำหนักที่ลักขโมยยกยาก ๆ ติดกล้องวงจรปิด ให้สถานี และนายสถานีผู้ที่ปฏิบัติงานทั่วประเทศเขาจะได้ทำงานอย่างสบายใจครับ ท่านประธานขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอเชิญคุณราชิต สุดพุ่ม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก หารือผ่านไปยังอธิบดี กรมทางหลวงชนบทครับ ได้โปรดเร่งรัด ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเวนคืนที่ดินใน ถนนเลี่ยงเมืองเฉลิมพระเกียรติ อย่างนี้ครับท่านประธาน ถนนเส้นนี้แบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงที่ ๑ ตั้งแต่ศาลาบางปูถึงถนนเฉลิมพระเกียรติช่วงที่ ๒ เฉลิมพระเกียรติถึงบางจังหุน ขณะนี้ได้รับ งบประมาณในช่วงที่ ๒ แล้ว ช่วงที่ ๑ ยังไม่ได้รับงบประมาณแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ผมเกรงว่าหากถนนในช่วงที่ ๒ เสร็จจะไม่เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณ จึงขอเสนอให้ อธิบดีกรมทางหลวงชนบทได้เร่งรัดออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินเวนคืนในปี ๒๕๖๗ แล้วก็งบประมาณปี ๒๕๖๘ ในงบประมาณหมวดค่าอสังหาริมทรัพย์🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องหารือไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อจ่ายเงินค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิด-๑๙ ซึ่งปฏิบัติงานเมื่อปี ๒๕๖๔ ให้แก่คณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลนครศรีธรรมราชด้วยครับ ซึ่งผมได้รับร้องเรียน ว่าทำงานมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เสี่ยงภัยมา ยังไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด ผมเองได้นำเรื่องดังกล่าว เข้าสู่คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ก็พบว่าทุกหน่วยงานครับโดยเฉพาะ สำนักงบประมาณก็ได้ทำเรื่องเสนอของบกลาง งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ งบกลาง รายจ่ายเงินสำรองกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับบุคลากรดังกล่าวแล้ว โดยของโรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน ๑๔ ล้านบาทเศษ และอานิสงส์ได้ กับ อบต. และเทศบาลทั่วประเทศอีก ๑๓๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาจาก ท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ รัฐมนตรีครับ ได้โปรดเห็นชอบและเร่งรัดเบิกจ่ายเงิน งบประมาณดังกล่าวแก่คณะแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงภัย โควิด-๑๙ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญ คุณอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมีเรื่องมาปรึกษาหารือท่านประธานเพียง เรื่องเดียวครับ และคิดว่าในพื้นที่ของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็คงเป็นแบบเดียวกันครับ🔗
ท่านประธานครับ ณ ตอนนี้ นะครับ ขณะนี้เลยถนนในหลาย ๆ จังหวัดที่รับผิดชอบโดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวง ชนบท กระทรวงคมนาคมนะครับ กำลังเร่งดำเนินการ ในโครงการกิจกรรมบำรุงรักษา ทางหลวง ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ กันอย่างครึกครื้น คึกคักเลยนะครับ เอาตรง ๆ เลยนะครับ ท่านประธาน ประชาชนเขางง เขาสงสัยครับ เขาถามมาว่าถนนดี ๆ นะครับ ไปลาดยาง Overlay ทับ ถนนดี ๆ ไปขุดรื้อทำ Recycling ทำไม มิหนำซ้ำบางสายนะครับ ชำรุด แค่เพียงนิดเดียว ซ่อมเป็นจุด ๆ ก็ได้ แต่นี่ลาดยางใหม่ทับทั้งเส้นกันเลย พอติดตามสอบถาม ถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ก็จะได้คำตอบกลับมาว่าถนนถึงเวลาที่จะต้องบำรุงรักษาแล้ว ได้รอบแล้ว ครบกำหนดที่ต้องซ่อมแซมแล้ว ท่านประธานครับ ถนนแต่ละสายมีการ ใช้งาน มีภูมิประเทศ มีภูมิอากาศ ลักษณะชั้นทางที่ต่างกันครับ ควรเลิกกำหนดโครงการ ที่กำหนดอยู่แค่บนโต๊ะทำงานได้แล้วนะครับ การทำโครงการควรดูจากสภาพถนนจริง ๆ ว่า เสียหายแค่ไหน สมควรจะทำหรือยัง หรือถ้าชำรุดไม่กี่จุดครับ จะบำรุงรักษาจะซ่อม เราก็ ซ่อมเป็นจุด ๆ ก็ได้นี่ครับ ไม่ใช่เหมารวมทำยกเส้นแบบนี้นะครับ ถ้าปรับเกณฑ์พิจารณา การตั้งโครงการใหม่ โดยดูจากสภาพจริงก่อนซ่อมก็จะช่วยประหยัดงบประมาณให้กับ ประเทศของเราได้เป็นพันล้านเป็นหมื่นล้าน ถ้าหลาย ๆ ปีงบประมาณติดต่อกันนะครับ ยิ่งประหยัดได้มหาศาลเลยผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคม รวมถึง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายให้ช่วยดูในส่วนนี้ เพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเราด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณประเสริฐ บุญเรือง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๖ พรรคเพื่อไทยนะครับ ขอภาพขึ้นด้วยครับ🔗
ขอรับการสนับสนุนขยายช่องทาง จราจรเป็น ๔ ช่องจราจรของถนนหมายเลข ๒๐๔๖ ของกรมทางหลวง แขวงสกลนคร ๑ ซึ่งจากเขตเทศบาลเมืองกุฉินารายณ์ไปอำเภอเขาวงนะครับ เหตุเพราะถนนคับแคบ การจราจรคับคั่ง เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และในสถานภาพปัจจุบันถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นที่ พี่น้องประชาชนชาวพุทธมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอเขาวงนะครับ เพื่อไปกราบหลวงปู่ศิลา สิริจันโท วัดพระธาตุหมื่นหิน และไปกราบพระครูสังวรสมาธิวัตรหรือเจ้าคุณจรัญซึ่งเป็น พระเกจิชื่อดังทั้งสองรูป ทำให้การจราจรคับคั่งมากจริง ๆ ครับ จึงขอรับการสนับสนุน การขยายเส้นทางจราจรดังกล่าว🔗
๒. ขยายช่องทางจราจร ๔ ช่องจราจรช่วงหน้าตลาดสดนะครับ เทศบาล ตำบลนาคูออกไปถึงสะพานบ้านวังเวียง อำเภอนาคู ระยะทาง ๑.๖ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็น ถนนคอขวด ดังรูปที่ผ่านมานะครับ และเป็นถนนอยู่ภายในเขตเทศบาล จึงขอรับ การสนับสนุนเพื่อขยายช่องทางการจราจรดังกล่าวนะครับ🔗
๓. ขอขอบคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และท่านมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกพื้นที่รับฟังปัญหา จากผู้นำท้องที่ท้องถิ่นในจังหวัดกาฬสินธุ์ โซนอำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอเขาวง อำเภอนาคู และได้สั่งการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่างทันท่วงทีและดูแลจัดสรรงบประมาณ ในปี ๒๕๖๘ ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นถนนระหว่างจังหวัดต่อจังหวัด คือช่วงของอำเภอ กุฉินารายณ์ไปถึงอำเภอโพนทองในงบประมาณ ๖๙๐ ล้านบาท และเป็นงบประมาณผูกพัน ๓ ปีก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ และอันที่ ๒ ก็ช่วงเทศบาลตำบลกุดหว้าเป็นถนนปรับปรุงย่าน ชุมชนและรักษาความปลอดภัยหน้าโรงพยาบาลอำเภอเขาวงและหน้าโรงเรียนนาคูพัฒนา และปรับปรุงถนนที่ชำรุดนะครับ ช่วงบ้านโคกกลางไปถึงอำเภอเต่างอยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณยูนัยดี วาบา ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายยูนัยดี วาบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๔ อำเภอสายบุรี อำเภอกะพ้อ อำเภอไม้แก่น อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗
ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องจาก สส. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ได้หารือสัปดาห์ ที่ผ่านมานะครับ เรื่องผู้แสวงบุญได้รับความเดือดร้อนจากสัมภาระที่ตกค้างในสนามบิน เจดดาห์ เที่ยวบินเจดดาห์-นราธิวาส ซึ่งทางเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลาม แห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้นายซอลาฮุดดีน หะยียูโซะ เลขานุการคณะกรรมการ อิสลามจังหวัดปัตตานีสำรวจจำนวนผู้แสวงบุญที่ได้รับผลกระทบและท่านจุฬาราชมนตรีได้ ประสานหน่วยงานทางซาอุดีอาระเบีย ปรากฏว่าสัมภาระได้สูญหายทั้งหมด จึงขอฝาก ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาและเยียวยา เพราะเขาเป็น แขกของพระเจ้า🔗
เรื่องที่ ๒ ขอขยายเขตการไฟฟ้า ชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าทำการเกษตร วิสาหกิจ ชุมชนผลิตข้าวเกรียบปาลอกรือโปะ บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้า ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก กำนันอะแด วอหะ กำนันตำบลน้ำบ่อ ผมและกำนันได้ลงพื้นที่ ไม่น่าเชื่อครับท่านประธาน พื้นที่ติดนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล อำเภอปะนาเระ แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านปลูกแตงโม พืชผักสวนครัวในพื้นที่หมู่ ๒ หมู่ ๓ หมู่ ๕ ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะต้องซื้อน้ำมันมาปั่นไฟ ๑ เดือน ต้องใช้ ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อเดือน ถ้าชาวบ้านมี ๕ ไร่ ก็ต้องลงทุน ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ตรงนี้ก็เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องไม่สามารถที่จะ แข่งขันราคาของผลิตผลได้นะครับ ส่วนวิสาหกิจผลิตข้าวเกรียบไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต ได้นะครับ เพราะว่ากำลังการผลิตในการผลิตกรือโปะนี่ต้องใช้ไฟนะครับ ขอท่านประธาน ประสานไปยังหน่วยงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งสำรวจขยายแนวเขตโดยเร็ว ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอเชิญคุณอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือท่านประธานสภา ๒ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องมาจากการประชุมสภาสมัยที่แล้วที่ผ่านมา ผมได้หารือ ท่านประธานสภาถึงความเสียหายของถนนทางหลวงหมายเลข ๓๓๑ แต่ขณะนี้นั้นทางหลวง ได้ดำเนินการปูผิวจราจรไปบางส่วนแล้ว แต่อีกบางส่วนที่อยู่ตรงข้ามกับถนนหรือ ร้าน ป. ลูกหมาก ช่วงกิโลเมตรที่ ๗๑ ประมาณ ๕๐๐ เมตรนั้นได้เกิดความชำรุดเสียหาย เป็นจำนวนมาก อยากนำเรียนท่านประธานสภาทำเรื่องถึงกรมทางหลวงให้ดำเนินการแก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน🔗
ประการที่ ๒ ผมได้ประสานงานกับท่าน สจ. สมนึก ทองแก้ว สจ. จุลินทร์ พุทธิพิพัฒน์ขจร สจ. เขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เรื่องความเสียหายหรือถนนได้รับ ความเสียหาย ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๑๕ จากอำเภอพนัสนิคมไปจังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณหมู่ ๖ ตำบลวัดหลวง กิโลเมตรที่ ๒๐ และถนนทางหลวงหมายเลข ๓๔๙ จากอำเภอ พนัสนิคม ไปหนองชาก อำเภอบ้านบึง กิโลเมตรที่ ๒ กิโลเมตรที่ ๕ กิโลเมตรที่ ๑๔ ถนนที่กล่าวมานี้เป็นถนน ๔ เลน เป็นคอนกรีต แต่วันใดที่ฝนตกนั้นทางโค้ง ถนนลื่น แล้วก็ ทำให้พี่น้องประชาชนที่สัญจรนั้นได้รับอุบัติเหตุ ๒ เดือนที่ผ่านมามีพี่น้องประชาชนได้รับ อุบัติเหตุไปทั้งหมด ๒๓ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๒ ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๓๑ รายนะครับ ฝากท่าน ประธานทำหนังสือถึงกรมทางหลวงให้ดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนในยามสัญจร ผ่านไปผ่านมาโดยเร่งด่วนครับ🔗
อีกประการหนึ่ง อยากจะนำเรียนท่านประธานครับ ที่เราได้หารือถึง ท่านประธาน แล้วก็ท่านประธานทำหนังสือถึงหน่วยงานทุกหน่วยงาน อยากจะให้หน่วยงาน นั้น ๆ โทรศัพท์ หรือทำหนังสือถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่หารือไปเป็นบางเรื่อง บางครั้ง นั้นท่าน สส. ที่หารือในสภานั้นไม่รู้เรื่องเลยว่า โครงการหรือปัญหาที่หารือไปนั้นได้รับการ ตอบสนองกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภา ความมั่นคงแห่งชาติ ในเรื่องหลักเกณฑ์และหลักปฏิบัติในการให้ความคุ้มครองระหว่าง ประเทศต่อผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทย ท่านประธานครับ เราทราบกันดีครับว่า ณ ปัจจุบันนี้ เราไม่มีกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยที่จะบริหารจัดการอยู่ในประเทศไทย แต่เรา อนุโลมใช้กฎหมายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง นโยบายต่าง ๆ ทางด้าน ความมั่นคงในการดูแลเรื่องผู้ลี้ภัย แต่ว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาครับในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มีท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน สส. จากพรรคประชาชาติ เป็นประธาน ได้มีนิมิตหมายที่ดีที่ทำให้เกิดความยึดมั่นในหลักเกณฑ์และหลักปฏิบัติ ต่อการให้ความคุ้มครองระหว่างประเทศต่อผู้ลี้ภัยในประเทศไทยแล้ว เรามีการพิจารณา เรื่องเกี่ยวกับการดูแลพี่น้องชาวมุสลิมอุยกูร์ที่อยู่ในห้องกักของประเทศไทย อยู่ใน สตม. ของเราเป็นเวลา ๑๐ ปี เรามีการอนุโลมอนุญาตให้มีการเข้าถึงของทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติต่อผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ที่อยู่ในห้องกักเป็นเวลา ๑๐ ปี เพื่อไปพิจารณา สถานะ เรายืนยันครับ ไม่ว่าจะเป็น สมช. ต้องขอบคุณสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอบคุณกระทรวง การต่างประเทศ ขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อนุโลมให้ในเรื่องเกี่ยวกับที่จะยึดมั่นกับ หลักการไม่ส่งกลับ หรือ Non-Refoulement ที่เป็นจารีตประเพณีปฏิบัติระหว่างประเทศที่ ทุกประเทศต้องยึดมั่นกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นหลักการต่าง ๆ เหล่านี้ที่เราได้ทำมาต้องยึดมั่น ให้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงกับญาติต่าง ๆ ที่ต้องเข้าถึงผู้ลี้ภัยให้ได้ที่อยู่ในห้องกัก เพราะฉะนั้นขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติได้ยึดมั่น หลักปฏิบัติตรงนี้ แล้วจะทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่สง่าผ่าเผยในเวทีระหว่างประเทศ เราจะ สามารถพูดเต็มปากได้ว่า เรายึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย และในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดพิษณุโลก เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ชาวอำเภอบางระกำจังหวัดพิษณุโลกค่ะ ดิฉันได้รับข้อมูลจาก นายแพทย์ภูวดล พลพวก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางระกำว่าปัจจุบันโรงพยาบาลบางระกำดูแลประชาชน กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ราย เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด ๕๐ เตียง แต่เปิดให้บริการจริงถึง ๖๙ เตียง มีผู้ป่วยนอกมากกว่า ๕๐๐ รายต่อวัน ทำให้บริการหนาแน่นและขาดแคลน เครื่องมือแพทย์ มีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขจำนวน ๓ รายการดังนี้ค่ะ🔗
รายการที่ ๑ รถพยาบาลค่ะ ปัจจุบันโรงพยาบาลมีรถพยาบาลจำนวน ๔ คัน มีอายุมากกว่า ๑๐ ปีถึง ๓ คันค่ะ ๑๘ ปี ๑๒ ปี และ ๑๐ ปี คันที่ใหม่ที่สุดคือกว่า ๔ ปี แล้วค่ะท่านประธาน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการส่งต่อผู้ป่วยเกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน ผู้มารับบริการ ที่มีความต้องการรถพยาบาลมากกว่า ๕,๐๐๐ ครั้งต่อปีค่ะ🔗
รายการที่ ๒ เครื่อง Ultrasound โรงพยาบาลบางระกำมีเครื่อง Ultrasound ที่ใช้ได้ดีเพียง ๑ เครื่อง ไม่เพียงพอต่อการบริการ ประชาชนทั้งในคลินิกฝากครรภ์ ในห้อง ฉุกเฉินที่สามารถจะวินิจฉัยภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น ภาวะเลือดออกในช่องท้อง นิ่วในถุงน้ำดี เครื่อง Ultrasound นี้จะช่วยผู้ป่วยได้มากตามโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ของรัฐบาลค่ะ🔗
รายการที่ ๓ เครื่องกระตุ้นเซลล์ประสาทด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อำเภอ บางระกำเป็นสังคมผู้สูงวัย มีผู้ป่วยโรคสโตรกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องการเครื่องนี้ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่งค่ะ เดินได้และ ช่วยเหลือตัวเองได้ เครื่องมือนี้จะลดผู้ป่วยติดเตียงได้อีกนะคะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือ ดังกล่าว จึงขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งรัดดำเนินการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และรถพยาบาลทั้ง ๓ รายการนี้ เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้แก่ผู้ป่วยและพี่น้องประชาชนในอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลกด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เป็นอันจบ ข้อปรึกษาหารือของท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่าน ขณะนี้มีสมาชิกได้มาลงชื่อเพื่อเข้าประชุมจำนวน ๓๑๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุม ผมจึงขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
ซึ่งวันนี้มีทั้งหมด ๓ กระทู้ และท่านรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะตอบทั้ง ๓ กระทู้ ก่อนที่จะถามผมก็ขอเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ที่จะถาม ต่อท่านรัฐมนตรีที่จะตอบด้วยว่า กระทู้หนึ่งในกระทู้สดนั้นมีเวลาตามข้อบังคับ ๓๐ นาที ผู้ถามก็จะถามได้ ๓ คำถาม ในเวลา ๑๕ นาที ท่านรัฐมนตรีก็ต้องตอบในเวลา ๑๕ นาทีทั้ง ๓ คำถามเช่นเดียวกันนะครับ ต่อไปเป็น กระทู้ถามที่ ๑.๑.๑🔗
๑. นายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
นายรังสิมันต์ โรม ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งมาว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ จึงขอเชิญคุณรังสิมันต์ โรม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบท่านมาริษ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาตอบแทน ก็หวังว่าจะเป็นการตอบที่ให้ความชัดเจนถึงจุดยืนของรัฐบาลนี้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่ท่านจะได้แสดงถึงจุดยืนของประเทศไทย ของรัฐบาลนี้ เมื่อเราไปพิจารณา ถึงเนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าว เราจะพบว่ารายงานนี้ได้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเมียนมา ได้มีการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจนสามารถซื้ออาวุธไปใช้ในการสังหารประชาชนชาวเมียนมา ผ่านระบบธนาคารของประเทศไทย โดยที่แต่เดิมธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ทหารเมียนมาอย่างธนาคาร MFTB และ MICB ธนาคารเหล่านี้จะถูกองค์กรที่เรียกว่า สำนักงาน ควบคุมทรัพย์สินในต่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐหรือ OFAC คว่ำบาตรไป ตั้งแต่ตุลาคม ๒๐๒๓ ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาไม่สามารถที่จะทำธุรกรรมเหล่านี้ ได้อีกต่อไป เนื่องจากการทำธุรกรรมจากเมียนมาซึ่งถูกประกาศเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตามประกาศของ FATF ธุรกรรมต่าง ๆ ที่ทำระหว่างไทย เมียนมาจะต้องมีการทำ EDD ตาม หลักเกณฑ์ของ ปปง. ซึ่งหลักเกณฑ์หนึ่งก็คือ ธนาคารจะต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อ ประเมินว่าธุรกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ก็ได้มีการยอมรับว่า SDN List ที่ OFAC ประกาศคว่ำบาตร ตลอดจนข้อมูลการคว่ำบาตร จากประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือ EU ธนาคาร จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาความเสี่ยงในการทำธุรกรรม แต่อย่างไรก็ดี ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานของปี ๒๐๒๔ คือมีธนาคารหนึ่ง ผมไม่ขอ เอ่ยนาม ปรากฏว่าธนาคารนี้มีมูลค่าการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเมียนมา เกี่ยวกับเรื่องที่ผมกำลัง พูดถึงนี้เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีอีกธนาคารหนึ่ง ไม่ใช่ทุกธนาคารของประเทศไทยที่ธุรกรรมเหล่านั้น กลับปรับลดลง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเราพิจารณาจากข้อมูล การคว่ำบาตร ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของ ปปง. ธนาคารฝั่งประเทศไทยจะต้องปฏิเสธการทำ ธุรกรรม และยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทดังกล่าว ดังนั้นครับท่านประธาน การที่ กระบวนการตรวจสอบ EDD ของธนาคารไทยมีความลักลั่น ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนี้ จะส่งผลต่อมาตรฐานทางการเงินของไทยหรือไม่ ทั้งที่ในปี ๒๐๒๗ ประเทศไทยจะต้องถูก FATF ประเมินว่าระบบธนาคารของไทยยังได้มาตรฐานหรือไม่ ทั้งนี้ท่านประธานครับ ยังไม่นับรวมว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้เปลี่ยนมาใช้บริษัทที่ยัง ไม่ถูกคว่ำบาตรจาก OFAC เพื่อมาทำธุรกรรมกับธนาคารของประเทศไทย รวมทั้งเปิดบริษัท นายหน้าหรือบริษัท Nominee ซึ่งในรายงานปี ๒๐๒๔ ก็ได้บอกว่าบริษัทไทยอย่างน้อย ๒ บริษัท ได้แก่ CB Energy และตะวันออยล์ อาจเป็น Nominee ของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ถูกนำมาใช้งานเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และในส่วนของธนาคารครับ ก็ปรากฏชื่อ ของธนาคาร MEB MADB ที่รัฐบาลทหารเมียนมาเลือกใช้บริการแทนธนาคารที่ถูกคว่ำบาตร โดยที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นธนาคารของประเทศไทยได้ยอมรับในกรรมาธิการ ความมั่นคงว่า บัญชีของ MEB ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบันแต่มีมูลค่าไม่มาก ซึ่งเรื่องนี้ เรื่องมูลค่ามากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญก็คือมันมีการใช้ Transaction ลักษณะนี้ในการไปเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ผ่านระบบธนาคารของพวกเรา ดังนั้นประเทศไทย จึงไม่ควรที่จะมีความสัมพันธ์หรือสานสัมพันธ์ เพราะจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ จึงขอถามท่านรัฐมนตรีครับ ถามท่านว่าความชัดเจนด้าน นโยบายจากรัฐบาล ขอความชัดเจนในเรื่องนี้ ท่านสามารถให้ความชัดเจนได้หรือไม่ว่าจุดยืน ของรัฐบาลเรื่องนี้คืออะไร ในการประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐที่ผ่านมา เราได้รับ สัญญาณบวกนะครับ จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล เราพบว่าหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ เป็นการ ส่งสัญญาณที่บวกมาก ประเด็นปัญหาก็คือว่าแม้ทั้ง ๒ หน่วยงานจะมีความตั้งใจ แต่หาก รัฐบาลไม่สามารถให้คำยืนยันหรือมีข้อสั่งการที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้ไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และทบทวนกฎเกณฑ์ที่มี หน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอย่างที่ควร จะเป็นได้ ผมเชื่อนะครับว่าหน่วยงานของรัฐพร้อมที่จะสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลทหารเมียนมาใช้ ธุรกรรมทางการเงินของประเทศไทยเพื่อซื้ออาวุธไปใช้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผมจึงอยาก จะทราบครับว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรต่อจากนี้ รวมถึงที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการ อะไรไปแล้วบ้าง เพื่อตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ปรากฏในรายงานดังกล่าว ท่านได้ตรวจสอบ ไปแล้วหรือยัง หากตรวจสอบแล้วมีผลการตรวจสอบอย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ ในเรื่องของความชัดเจนในนโยบายและจุดยืนในการสนับสนุนที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงรัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนนะครับ และผมขอยืนยันว่าเราไม่มีนโยบาย ที่จะสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และรวมถึงการส่งเสริมให้มีการใช้การ Transaction ของธนาคารไปในการกระทำการที่เป็นการขัดต่อกฎบัตรขององค์การระหว่างประเทศ หรือสหประชาชาติ อย่างไรก็ตามเราก็เคารพในการที่เรามีความสัมพันธ์กับประเทศ ทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนของที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ถามเรื่องการดำเนินการ และการติดตาม ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก ๆ แห่ง แล้วก็ได้ดำเนินการสอบถามไปแล้ว เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบในรายละเอียดนะครับ ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าในกรณีที่เอกสารเรื่อง Banking on the Death Trade : How Banks and Government Enable the military Junta in Myanmar จัดทำโดย นายทอม แอสดรูว์ส (Tom Andrews) หรือผู้เสนอรายงานพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ เรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา หรือ Special Rapporteur on the situation of human rights in Myanmar ขอเรียนว่าเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสาร ประกอบการประชุม หรือเป็น Conference Room Paper🔗
ข้อที่ ๒ มีการระบุอย่างชัดเจนรายงานดังกล่าวว่าไม่พบหลักฐานที่ระบุว่า ธนาคารไทยที่ถูกอ้างถึงในรายงาน รับรู้ว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ หรือมีกองทัพเมียนมาเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สุดท้าย และไม่พบหลักฐานว่ารัฐบาลไทย มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับรู้เกี่ยวกับธุรกรรมดังกล่าว แม้ว่าเป็นรายงานที่เป็นเอกสาร ประกอบการประชุมและไม่มีหลักฐานระบุว่า สถาบันการเงินของไทยรับรู้เกี่ยวกับกรณี ดังกล่าว และทางการไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉยอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว โดยมีการตรวจสอบ อย่างจริงจังและออกคำแถลงชี้แจงหลายครั้ง ดังนี้นะครับ🔗
ข้อที่ ๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ปปง. แถลงว่ามีมาตรฐานทางการเงิน และไม่สนับสนุนการจัดซื้ออาวุธ ให้แก่องค์กรทางทหารของเมียนมา รวมถึงให้ความสำคัญต่อการป้องกัน ห้ามนำธุรกรรม ทางการเงินของภาคธนาคารไปใช้ในการจัดซื้ออาวุธที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างชัดเจน🔗
ข้อที่ ๒ ท่านอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ออก คำชี้แจงต่อกรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ และเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ รวมทั้งได้จัดการแถลงข่าวเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยย้ำท่าที ตามคำชี้แจง และแถลงการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและ ปปง. รวมทั้งธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ซึ่งได้รับข้อมูลและได้เร่งประเมินว่า สื่อไทยและสื่อต่างประเทศที่สนใจติดตามมาตั้งแต่ ในช่วงแรก ๆ มีท่าทีเข้าใจคือได้ชี้แจงให้ทุกฝ่ายได้รับทราบนะครับ นอกจากนี้เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวาได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ ๕๖ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ย้ำท่าทีตามคำชี้แจงและ แถลงการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ปปง. และธนาคารพาณิชย์อีกหลายแห่งของไทย รวมทั้งได้ยืนยันนโยบายของรัฐบาลไทยจะไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สนับสนุน การใช้ Transaction ของธนาคารในการไปละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไปสังหารประชาชน ในประเทศใดก็ตาม รวมทั้งท่านผู้แทนถาวรไทยที่นครเจนีวาได้แจ้งให้ทราบด้วยว่า หากผู้เสนอรายงานพิเศษให้ข้อมูลของบริษัทหรือธุรกรรมที่ชัดเจน ทางการไทยก็พร้อม ตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้เสนอรายงานพิเศษยอมรับเองทั้งทางลายลักษณ์อักษรและทางวาจา ในช่วงการประชุมดังกล่าว และในการสนทนากับเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา ว่าการตรวจสอบทางการเงินดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และแสดงความยินดี ที่ทางการไทยรับทราบและมีคำแถลงชี้แจงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งขอบคุณที่ทางการไทย ตรวจสอบข้อมูลตามรายงานของตนอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยพร้อมที่จะให้ข้อมูล เพิ่มเติมกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับแนวทางในการตรวจสอบ หากมีนะครับ ผมขอเรียนว่าเคยมี หลายกรณีที่มีการร้องเรียนจากต่างประเทศและผู้ร้องเรียนมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน เกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรมของบริษัทในประเทศไทยที่เข้าข่ายของการทำธุรกิจที่ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ผมได้กล่าวแล้วคือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือใช้ ไปในการประกอบการซื้อขายอาวุธ หรือสุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใด ๆ ก็ตาม รัฐบาลไทยให้ความร่วมมือด้วยดีเสมอมา แล้วก็มีการตรวจสอบและขอให้บริษัทดังกล่าว ระมัดระวังการกระทำนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้ก็ได้มีการเรียกประชุมแล้วก็ได้มอบหมายให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะธนาคารของไทยที่ได้รับคำร้องขอได้ตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดก็ได้ทำตาม กระบวนการที่เป็น Due Diligence ที่ชัดเจนตามมาตรฐานสากลเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว หากมีมาตรการใด ๆ เพิ่มเติมซึ่งผมทราบว่าทางกระทรวง การต่างประเทศจะเรียกประชุมเพิ่มเติมอีกในวันที่ ๒๔ ที่กำลังจะถึง เพื่อยืนยันและได้รับ คำชี้แจงชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการตรวจสอบและตักเตือนให้มีการระมัดระวังในเรื่อง ของการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อไป🔗
สำหรับข้อเรียกร้องของผู้เสนอรายงานพิเศษที่มีนัยมุ่งสู่เป้าหมายที่ให้ มีการยุติการมีธุรกรรมทางการเงินกับลูกค้าวิสาหกิจหรือธนาคารที่ทางการเมียนมาเป็น เจ้าของหรือมีการติดต่อด้วย เป็นเสมือนข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีมาตรการคว่ำบาตร Sanction ทางการเมียนมา ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเราก็ไม่ ต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดีในอนาคต ขออนุญาตเรียนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญ ในเรื่องของมนุษยธรรม คำนึงถึงผลกระทบของการคว่ำบาตรต่อประเทศเมียนมา เนื่องจาก การใช้มาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนชาวเมียนมาที่ประสบ ความยากลำบากมากอยู่แล้วจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของเมียนมา มีการค้าขายติดต่อชายแดน ระหว่างกัน และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนของทั้ง ๒ ประเทศ และเป็นการสร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชนชาวไทยและเมียนมา จึงต้องรักษา ความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศ ผมขอ เรียนว่า เมื่อรายงานของผู้เสนอรายงานพิเศษไม่ได้ระบุว่ามีการพบหลักฐานชัดเจนที่บ่งชี้ว่า ธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการซื้อขายอาวุธโดยตรง หรือมีกองทัพเมียนมา เป็นผู้ได้รับประโยชน์ ตลอดจนยอมรับว่าไม่มีหลักฐานระบุได้ว่ารัฐบาลไทยมีส่วนรู้เห็นหรือ มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว แต่เป็นเพียงการอนุมานโดยสร้างสมมุติฐานของผู้เสนอ รายงานพิเศษจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารเองเท่านั้น ดังนั้น หน้าที่ของผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องชั่งน้ำหนักและดำเนิน มาตรการใด ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทย ผู้ประกอบการไทย ในกรณีนี้คือ ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทย รวมทั้งรักษาสิทธิและเกียรติภูมิของประเทศ ซึ่งเมื่อไม่มี หลักฐานที่ชี้ชัด ผมก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มที่ครับ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ขอเชิญคุณรังสิมันต์ โรม ถามเป็นคำถามที่ ๒ ท่านมีเวลาอยู่ทั้งหมด ๘ นาที ๑๙ วินาทีครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ จริง ๆ การตั้ง กระทู้ถามในรอบนี้ ผมมีความตั้งใจมากครับท่านประธานว่า อยากจะแสวงหาความร่วมมือ เมื่อสักครู่ลืมแนะนำตัวนะครับ ผม รังสิมันต์ โรม สส. พรรคก้าวไกลนะครับ แล้วก็จริง ๆ มีเรื่องที่ทั้งชื่นชมท่านนะครับ แล้วก็อาจจะมีเรื่องที่คิดว่าไม่ได้เห็นด้วยกับท่านใน หลาย ๆ เรื่อง แล้วหวังว่าจะเกิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหา ผมคิดว่าเรามีความตั้งใจที่จะ รักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ แต่เราจะมีมุมมองหลายอย่างที่ไม่ตรงกัน🔗
เรื่องแรก ที่ท่านพูดถึงว่าในรายงานเป็นรายงานที่ไม่ได้ระบุว่าประเทศไทยมี Intention หรือมีความมุ่งหมายที่จะนำไปสู่การสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วอาจจะ นำไปสู่การฆ่าล้างพี่น้องประชาชนชาวเมียนมาที่เกิดขึ้นตามที่เราเห็นในข่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็น เรื่องจริงตามที่ท่านรัฐมนตรีได้ว่ามานะครับ เพราะว่าในเอกสารที่ระบุออกมาของคุณทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ผู้รายงานพิเศษก็ระบุแบบนั้นจริง ๆ แต่วันนี้เรารู้แล้วครับ คือ ณ ตอนนั้น ประเทศไทยอาจจะไม่รู้ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นของธนาคารประเทศไทย นำไปสู่การซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วเอาไปใช้เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ เมียนมา คำถามที่สำคัญก็คือว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไรหลังจากที่เรารู้แล้ว🔗
ประท้วงนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นดิฉันขอประท้วงผู้ตั้งกระทู้นะคะ ในข้อ ๑๕๒ คือจริง ๆ ฟังท่านมานาน แล้วก็รวมทั้งเรื่องของข้อ ๑๔๖ ด้วย เนื่องจากข้อที่เป็นข้อกฎหมายและเป็น การออกความเห็น คือท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงกระทู้แรกของท่านด้วยความชัดเจน ดิฉันฟังแล้ว ท่านผู้ตั้งกระทู้ก็มีความตั้งใจ แต่เนื่องจากคำพูดหรือประโยคบางอย่างซึ่งมันเป็นเรื่องของ การกระทบความสัมพันธ์ อย่างเช่นเรื่องประโยคคำว่า สังหารหมู่ ท่านควรจะถอนออกจาก การตั้งกระทู้ ในเมื่อรัฐมนตรีได้ตอบหรือชี้แจงไปแล้วค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ขอฝากท่านประธาน ได้วินิจฉัยด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ผมนั่งฟังอยู่ก็ยัง อยู่ในประเด็น ส่วนปัญหาต่าง ๆ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบนะครับ เรื่องข้อกฎหมายก็ยัง ไม่ลึกจนเกินไปนะครับ เชิญครับ ถามต่อได้ท่านรังสิมันต์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือ จริง ๆ ต้องบอกว่าการที่ท่านรัฐมนตรีมีแนวทางที่จะให้ มีการตรวจสอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องดีครับ ผมคิดว่าผมขอบคุณท่านมากที่วันที่ ๒๔ นี้เราจะเห็น ความคืบหน้าบางอย่าง แต่ว่าผมก็ต้องท้วงติงนิดหนึ่งว่าเวลาที่ท่านบอกว่าทางฝ่ายไทย โดยอ้างอิงว่าทางผู้รายงานพิเศษนี่ยืนยันกับท่านว่าทางเราได้มีการตรวจสอบต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนท่านว่า ณ จุดนี้ต้องถามท่านว่าทางรัฐบาลได้เชิญคุณทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ไปให้ข้อมูลแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างกรณีสิงคโปร์นี่มีการทำ มีการร่วมมือ ท่านบอกว่าท่านอยากได้ข้อมูลเบื้องหลัง ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลเชิงลึก ซึ่งวันนี้เราพอรู้ว่า ใครมีข้อมูลนั้น แต่ถ้าเกิดว่าท่านไม่มีการเชิญเขาไปหารือ ไปพูดคุย คำถามก็คือจะแก้เรื่องนี้ ได้อย่างไร ผมคิดว่าผมสนับสนุนในนโยบายของท่านในจุดยืนของท่านที่จะไม่สนับสนุนให้ แบงก์ของประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ถ้าเราจะทำให้จุดยืนนี้ เกิดขึ้นจริง สิ่งที่เราต้องการมากกว่าคำพูดคือการกระทำ ซึ่งท่านประธานครับ นี่ละครับ คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็น ผมอยากจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ก่อนที่จะมี รายงานฉบับนี้ที่ปรากฏในปี ๒๐๒๔ ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานฉบับหนึ่งก่อนแล้ว ซึ่งเป็นรายงาน ของปี ๒๐๒๓ แต่เป็นข้อมูลของปี ๒๐๒๒ ซึ่งในขณะนั้นสิงคโปร์เขาได้เป็นแหล่งจัดซื้ออาวุธ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ ๓ ให้กับรัฐบาลเมียนมา แต่หลังจากที่มีการตรวจสอบโดยรัฐบาล สิงคโปร์ครับ ส่งผลให้การจัดซื้ออาวุธที่เคยได้ทำผ่านบริษัทสิงคโปร์ จากเดิมคือราว ๆ ๑๑๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือแค่เพียง ๑๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีงบประมาณ ๒๐๒๓ ซึ่งเป็นการลดลงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนการทำธุรกรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ทำผ่านสถาบันการเงินของสิงคโปร์ในปี ๒๐๒๒ จากเดิมสัดส่วนกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสแรกของปี ๒๐๒๓ ดังนั้นถ้าเราพิจารณาบ้าง จากตัวเลขของประเทศไทย แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน เพราะตอนนั้นท่านยังไม่ได้ เป็นรัฐมนตรี เรามีรายงานฉบับแรกออกมานี่เราควรที่จะมีการกระตือรือร้นในการดำเนินการ แก้ปัญหานี้ แต่เอาละไม่เป็นไรวันนี้มีรายงานฉบับที่ ๒ เราก็ควรจะทำหน้าที่นี้ให้เกิดขึ้น สำเร็จได้แล้ว เพราะถ้าเราไปดูตัวเลขที่ออกมา จากเดิมการจัดซื้ออาวุธที่ทำผ่านบริษัทไทย เดิมคือ ๖๐ ล้านเหรียญสหรัฐในปีงบประมาณ ๒๐๒๒ ปรากฏว่าเพิ่มขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๓๐ ล้านเหรียญในปีงบประมาณ ๒๐๒๓ โดยมีธนาคารของประเทศไทยประมาณ ๕ แห่ง เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วจัดซื้ออะไรครับ ไปจัดซื้ออะไหล่เฮลิคอปเตอร์ MI-17 และ MI-35 นี่คือข้อมูลที่ปรากฏและยืนยันได้ อาวุธเหล่านี้ใช้ทำอะไรครับ ก็คือฆ่าประชาชน ผู้บริสุทธิ์ โดยมีการโจมตีเป้าหมายทางอากาศ ซึ่งในหลายกรณีมีการล้ำแดนที่ประเทศไทยด้วยซ้ำไป ดังนั้นครับ ถ้าเราไปดูตัวเลขให้มันมากกว่านั้น ในปี ๒๐๒๑ เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจาก ความขัดแย้งดังกล่าว ๕,๐๐๐ คน มีผู้พลัดถิ่นจากสงครามราว ๓ ล้านคน จำนวนนับล้าน หนีมาอยู่ในประเทศไทย ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อย่างถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง มีกรณีที่เป็นนักโทษการเมืองกว่า ๒๐,๐๐๐ คน ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า ผมเข้าใจดีถึงจุดยืนและความลำบากของประเทศไทย แล้วถ้าเราไปดูในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยของเราก็เคย งดออกเสียงให้กับมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA เมื่อมิถุนายน ๒๐๒๑ แน่นอนว่าจุดยืนลักษณะแบบนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าตกลงแล้วประเทศไทยในวันนี้ ในรัฐบาลใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ เศรษฐา ทวีสิน จะมีจุดยืนอย่างไร และนี่คือสิ่งที่เรา ต้องการความชัดเจน แล้วท่านเองก็มีนโยบายว่าเราอยากให้ประเทศไทยเข้าไปเป็นสมาชิก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แต่ถ้าเรายังเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างประชาชน ผู้บริสุทธิ์แบบนี้ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ผมสันนิษฐานนะครับ ซึ่งก็ตามที่ ท่านได้พูดไว้นะครับ🔗
เดี๋ยวครับท่าน รังสิมันต์ โรม🔗
จะจบแล้วครับ จะเข้าสู่คำถาม เพิ่มเติมแล้วครับท่านประธาน🔗
ครับ ขอให้เป็น คำถามเลย เพราะว่าท่านก็จะหมดเวลาแล้วครับ เชิญเป็นคำถามเลยครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมเชื่อว่า ท่านไม่สนับสนุนการเข่นฆ่าประชาชน แต่ผมอยากให้ท่านให้ความชัดเจนว่าจุดยืนของรัฐบาลนี้ ในการที่จะไม่สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาจะเป็นจุดยืนแบบนี้ ใช่หรือไม่ บวกคำถามนี้กับคำถามตอนต้นเมื่อสักครู่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาตตอบยืนยันกับท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา มีจุดยืนที่ชัดเจนอยู่แล้วที่จะไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่สนับสนุน ให้มีการกระทำกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกรรมหรือกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการทำ ธุรกรรมที่นำไปสู่การฆ่าหรือทำให้เกิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะครับ ในส่วนของเรื่องที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ถาม ผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับว่าในส่วนที่ท่านถามว่า เราได้มีการเชิญ ท่านผู้รายงานพิเศษมาหารือเพิ่มเติมหรือไม่ ผมขอเรียนและได้เรียนไปแล้วว่าเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา ได้ทั้งชี้แจงในที่ประชุมและได้มีการพูดคุยด้วยวาจากับทาง ผู้จัดทำรายงานนะครับ และได้ยืนยันกับท่านว่าหากผู้เสนอรายงานพิเศษ หรือคุณทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) มีข้อมูลเพิ่มเติม ทางการไทยยินดีที่จะรับฟัง แล้วก็จะนำมา ใช้ในการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้คลายความกังวล รัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ผมได้อธิบายไปในเบื้องต้นเมื่อสักครู่นี้แล้วนะครับว่า เคยมีหลายกรณีที่เขาได้รับการร้องเรียน แล้วเราก็ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็ ขอความร่วมมือกับผู้ที่ถูกร้องเรียน เพื่อให้ละเว้นหรือให้ระมัดระวังในการที่จะดำเนิน กิจกรรมหรือธุรกรรมใด ๆ ที่จะทำให้มีผลกระทบกับชื่อเสียงและภาพพจน์ของประเทศ ผมขออนุญาตเรียนด้วยว่า นอกจากนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลแล้ว วันที่ ๒๔ ที่ผมเรียน ไปแล้วนะครับว่า จะมีการประชุมเพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไป ก็ขอยืนยันว่าเราจะ พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้โปร่งใสที่สุด แล้วก็เป็นการสอดคล้องกับสิ่งที่ประชาคมโลก หรือว่า Charter ของ United Nation หรือกฎบัตรของสหประชาชาติ เป็นที่ถูกต้องตาม กฎบัตรของสหประชาชาติ และเมื่อมีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมขอเรียนว่าจะมีการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติทราบ ในภายหลังต่อไป ซึ่งวันที่ ๒๔ ที่ผมได้กราบเรียนแล้วจะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม แม้ว่า ตรวจสอบแล้วจะไม่พบธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอาวุธ แต่ก็น่าจะได้มาคุยกันด้วยว่าจะมี มาตรการอย่างไร เพื่อเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ผมขอยืนยันให้ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า ผมมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะสร้างเกียรติภูมิให้เกิดขึ้นกับ ประเทศไทย และขณะเดียวกันก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการต่างประเทศที่เกิดขึ้นกับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย รวมทั้ง ประเทศไทย ให้ได้รับสิทธิประโยชน์แล้วก็ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ทุกประการครับ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ คุณรังสิมันต์ก็ถามได้อีกครั้ง เวลาเหลืออีก ๑ นาที ๒๘ วินาที แต่ผมขอนะครับว่าเรื่องชื่อของประเทศต่าง ๆ และบุคคลภายนอก ขอความกรุณาต้องเว้นตามข้อบังคับนะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ก็จะ เรียนท่านประธานครับ ผมขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ผม รังสิมันต์ โรม สส. พรรค ก้าวไกล ผมขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่จะส่งเอกสาร ผมคิดว่าเราอยากจะเห็นบรรยากาศแบบนี้ ในการทำงานร่วม แล้วจริง ๆ ผมเองในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐก็ได้รับ ความร่วมมือที่ดีจากท่านรองปลัด ที่ท่านได้ส่งไปในการร่วมกับกรรมาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ผมก็อาจจะมีคำถามที่ติดใจอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น🔗
ประการแรก คือก่อนที่จะมีรายงานของปีนี้ มันมีรายงานฉบับหนึ่งครับ คือรายงาน The Billion Dollar Death Trade: The International Arms Networks that Enable Human Rights Violations in Myanmar ซึ่งรายงานฉบับนี้ก็จะมีการพูดถึงบริษัท ๒๕๔ บริษัทที่เข้าไปเกี่ยวข้อง รายงานนี้เกิดขึ้นก่อนรายงานปัจจุบันที่ออกมาล่าสุด คำถาม สำคัญก็คือว่า ๒๕๔ บริษัทนี้เราเคยได้ตรวจสอบบ้างหรือไม่ แล้วถ้าไม่เคยตรวจสอบ ผมขอให้ท่านตรวจสอบได้ไหม ถ้าท่านรับปากว่าจะตรวจสอบผมก็ยินดีที่จะรอ แล้วผมก็ คิดว่ามันก็เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง🔗
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการที่ทางเอกอัครราชทูตของเราที่อยู่ที่ UN ได้คุยกับ คุณทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ไม่เพียงพอ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวง การต่างประเทศจะเชิญคุณทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผู้รายงานพิเศษ เพื่อมาพูดคุย เรื่องนี้อย่างเป็นทางการ วัตรปฏิบัติแบบนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่มันแตกต่างไปกับกรณีที่สิงคโปร์ เขาเคยได้ทำแล้วเขาทำสำเร็จ แล้วได้ผลจริง ซึ่งกรณีของสิงคโปร์ ขอต่อเวลานิดเดียวครับ ท่านประธาน คือมีการตรวจสอบและมีบางบริษัทที่ถูกลงโทษจริงจากการลักลอบขาย Sonar ให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ผมคิดว่าเราสามารถใช้ Model นี้ได้ แล้วสุดท้ายนิดเดียว ท่านประธาน ธนาคารของเราไม่ใช่ทุกธนาคารนะครับ ที่ไม่มีความเข้มงวดเรื่องนี้ มีธนาคาร แห่งหนึ่งสีเขียวทำได้ดี เรื่องนี้ผมก็ขอชื่นชม แต่ว่าปัญหาก็คือว่าธนาคารต่าง ๆ ของประเทศเรา มีแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้ไม่เหมือนกัน ถ้ารัฐบาลรับปาก รัฐบาลคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังกับ บรรดากลุ่มธนาคารและสนับสนุนการทำงานของ ปปง. ผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ปัญหา เรื่องนี้ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องของ ๒๕๔ บริษัท อย่างที่ผมได้ เรียนไปแล้วในตอนต้นว่า ในหลายกรณีที่เราได้รับคำร้อง เราก็ดำเนินการ แล้วผมขอเรียนว่า ทุกบริษัทที่เราติดต่อ เขาก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ผมยืนยันว่าในเรื่องของบริษัททั้งหลายที่ มีปัญหาเราไม่ได้ละเลย เราให้ความสำคัญ แล้วก็จะไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้สบายใจ สำหรับเรื่องของการเชิญคุณทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผมขออนุญาตเรียนว่า อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็ต้องดูชั่งน้ำหนักระหว่างความเหมาะสมในเรื่องของการต่างประเทศ และผลประโยชน์ของประเทศ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะปฏิเสธ แต่จะขอรับไปพิจารณา เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ทั้งรัฐบาล นโยบายของรัฐบาลนะครับ ทั้งหมดนี้ผมขอขอบพระคุณ ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติและขอกราบขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ให้โอกาสผม ได้ชี้แจง แล้วก็ขอขอบคุณในความห่วงใยในทุก ๆ มิติของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคุณรังสิมันต์ โรม ครับ เป็นการจบ กระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๑ ต่อไปก็จะเป็นกระทู้ถามสดที่ ๒ ครับ🔗
๒. นายซาการียา สะอิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
นายซาการียา สะอิ ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสำนักงาน เลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ คุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ครับ ต่อไปขอเชิญคุณซาการียา สะอิ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ประกอบไปด้วย อำเภอระแงะ อำเภอ จะแนะ อำเภอสุคิริน พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยของผม ที่ตั้งกระทู้ถามสด ต้องขอขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ได้มอบหมายให้ผมได้ตั้งกระทู้ในครั้งนี้ วันนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณท่าน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้มอบหมายให้ท่านสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการมาตอบกระทู้เรื่องการศึกษา โดยที่จะเน้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ ก่อนจะเข้าประเด็นคำถามครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเกริ่นเรื่อง การศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีความแตกต่างอย่างไรกับการศึกษาในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ทำไมคุณภาพการศึกษาของคนใน ๓ จังหวัดนี้จึงต่ำกว่าทุก ๆ ที่ในประเทศ ท่านประธานครับ การศึกษาของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นอกจากจะมีโรงเรียนรัฐทั่วไป แล้วนะครับ เช่น โรงเรียนที่อยู่ในสังกัด สพฐ. สพม. ยังมีโรงเรียนเอกชนหลายประเภท ด้วยกันครับ เช่น โรงเรียนเอกชนในระบบประเภทสามัญศึกษา ซึ่งมีจำนวน ๓๒๓ โรงเรียน โรงเรียนเอกชนในระบบสอนศาสนาอิสลามควบคู่ไปกับโรงเรียนสามัญจำนวน ๒๑๘ โรงเรียน โรงเรียนเอกชนนอกระบบจำนวน ๒๐๔ โรงเรียน สถาบันปอเนาะจำนวน ๔๗๑ สถาบัน และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือเขาเรียกว่าตาดีกาครับ จำนวน ๒,๑๔๖ ศูนย์ รวมทั้งสิ้น ๓,๓๓๖ แห่ง โดยมีนักเรียนหรือผู้เรียนรวม ๖๐๕,๑๒๐ คน และจำนวนครูผู้สอน จำนวน ๓๒,๑๕๕ คน ถือว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ของสถานศึกษา ทั้งหมดที่มีอยู่ในพื้นที่ มีนักเรียนจำนวนมาก ดูอย่างนี้แล้วนะครับท่านประธาน ไม่แปลกใจ เลยว่าทำไมการศึกษาใน ๓ จังหวัดถึงมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ตรงนี้ท่านประธานครับ ส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษานี้ เราปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือครูหรืออาจารย์ซึ่งเป็น แม่พิมพ์นะครับ การสร้างแรงจูงใจให้กับครูหรืออาจารย์นี้เป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ และต้อง ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ได้เห็นชอบหลักการในการเพิ่มเงินอุดหนุนและ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการเงินอุดหนุนบุคลากรในส่วนของเงินสมทบ เป็นเงินเดือนครูจาก ๑๐,๐๕๐ บาท เป็น ๑๘,๑๕๐ บาท ภายในระยะเวลา ๒ ปี โดยเริ่ม ตั้งแต่พฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเงินค่าตอบแทนครูเพิ่มขึ้น ตามนิตินัย ก็แล้วแต่ หรือตามเอกสารก็แล้วแต่ แต่ความเป็นจริงแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าครูได้รับ ค่าตอบแทนตามนั้นจริงหรือไม่ ทำไมผมต้องพูดอย่างนั้นครับท่านประธาน จริง ๆ แล้ว ปัจจุบันเงินที่ลงไปสู่ครูในบางโรงเรียนอยู่ที่ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ท่านฟังไม่ผิดหรอกครับ ท่านประธาน ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท สำหรับเงินเดือนครูโรงเรียนเอกชนในบางที่นะครับ ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ซึ่งเมื่อไปถามทางโรงเรียนแล้วเขาก็บอกว่า เขาต้องเอาเงินส่วนหนึ่งแบ่งไปให้ครูสอน ศาสนาบ้าง ครูนั่น โน่น นี่บ้าง หลาย ๆ อย่าง ถามว่าคนที่ได้เงินเดือนเท่านี้เขาจะมีกำลังใจ ไปสอนนักเรียนได้อย่างไร ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่ำกว่าเงินค่าแรงขั้นต่ำอีกครับท่านประธาน เงินค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นไป ๔๐๐ แล้วครับ แล้วถามว่าทำไมเขาถึงยังอยู่ล่ะ ๔,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท ยังอยู่ได้เพราะอะไร เพราะไม่รู้จะทำงานอะไรครับ มีงานทำดีกว่าไม่มีอะไรทำเลย ในเมื่อตัวเองต้องไปหางานอื่นทำด้วยครับท่านประธาน และครูบางท่านอาจจะคิดว่าเงินแค่นี้ ทำงานแค่นี้ก็ได้แล้ว บางทีเข้าไปที่ห้องเรียนไม่มีอะไรมากครับท่านประธาน Check ชื่อเสร็จ ให้การบ้านไป ทำการบ้านไป ครูก็อยู่สบาย ๆ ถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ การศึกษามากน้อยขนาดไหน ดังนั้นกรรมก็เลยตกเป็นของเด็กนักเรียนครับ แล้วเด็กจะมี คุณภาพการศึกษาดีได้อย่างไรครับท่านประธาน🔗
คำถามแรกของวันนี้ก็คือ ฝากถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการนะครับว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการการตรวจสอบการให้เงินเดือนครู ศจ. ตามความเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร และถ้ามีแนวทางการตรวจสอบแล้วจะเป็นไปได้อย่างไร และทางกระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางช่วยเหลือครูประเภทอื่น ๆ ที่ผมบอกนะครับ ครูสอน ตาดีกาหรือโต๊ะครูในสถาบันการศึกษาอย่างไร เพื่อเกิดแรงจูงใจให้กับครูในพื้นที่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตที่จะมาตอบกระทู้ด้วยวาจากับท่าน สส. ซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งให้ความห่วงใยกับการศึกษา โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนใต้ ท่าน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ วันนี้มอบหมายให้กระผมมาตอบกระทู้ในรายละเอียดต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้ถาม🔗
ขออนุญาตที่จะตอบคำถามในคำถามข้อที่ ๑ เลยนะครับ ที่ท่านสมาชิกได้ ถามไว้ แน่นอนครับ กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดงบประมาณเพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับโรงเรียนเอกชนตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วย การกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่กำหนดให้โรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลต้องดำเนินกิจการให้เป็นไป ตามกฎหมาย และต้องนำเงินอุดหนุนรายบุคคลที่ได้รับไปจ่ายเป็นเงินเดือนครูไม่ต่ำกว่าวุฒิ ที่ทางราชการกำหนด โดยโรงเรียนเอกชนที่ขอยื่นรับเงินอุดหนุนรายบุคคลต้องแนบหลักฐาน การจ่ายเงินเดือนครูผ่านระบบธนาคารของเดือนที่ผ่านมา ประกอบคำร้องขอรับเงินอุดหนุน ทุก ๆ เดือนต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัด หรือแม้แต่สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดแล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตรวจสอบ เอกสาร หลักฐานดังกล่าว และตรวจสอบว่าการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์นั้นครบถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้ หากโรงเรียนเอกชนรายใดไม่ดำเนินการตามที่ระเบียบ ประกาศไว้ครับ ทาง สช. ก็จะชะลอการจัดสรรเงินอุดหนุนในเดือนถัดไปจนกว่าโรงเรียนนั้น จะดำเนินการให้ถูกต้อง ก็สรุปง่าย ๆ ครับว่า ต้องมี Slip เงินเดือนที่จ่ายให้กับครูจริง เพื่อจะนำเอกสารนั้นแนบส่งให้กับ สช. จังหวัด หรือว่าศึกษาธิการจังหวัด หรือ สช. ส่วนกลางในทุก ๆ เดือน ถ้าโรงเรียนใดไม่มีเอกสารเหล่านั้นครับ สช. จะไม่อุดหนุนเงิน ในเดือนต่อไป นั่นก็คือการเป็นการรัดกุมการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของเรา และแน่นอนครับ ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่ท่าน สส. กล่าวมาจริง ขอให้นำเรื่องนี้นำเรียนแจ้งดำเนินการไปได้ที่ สช. จังหวัด ที่ศึกษาธิการจังหวัด หรือ สช. ส่วนกลางครับ พวกเรายินดีรับข้อร้องเรียนเหล่านั้น ไปตรวจสอบความจริง แต่ยืนยันท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับว่ากระบวนการเราชัดเจน ตรวจสอบทุกคนเลยนะครับว่าโรงเรียนจ่ายจริงหรือไม่ เป็น Slip เงินเดือนที่จะต้องผ่าน ระบบธนาคาร ซึ่งแน่นอนครับถ้าปลอมแปลงก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเกิดมีการจ่ายแล้วไปมีปัญหาอย่างที่ท่าน สส. กล่าวมานั้น อันนั้นสามารถร้องเรียนได้ แต่ยืนยันว่ากระทรวงจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้น เพราะกระทรวงนั้นตระหนักดีครับว่าขวัญและ กำลังใจของคุณครู โดยเฉพาะคุณครูจังหวัดชายแดนใต้เป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนั้นที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติยังกล่าวถึงในมติ ครม. เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการ เงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับโรงเรียนเอกชนสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แล้วก็สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา เอกชนนะครับ ก็เป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับครูเอกชน ทั้งที่สังกัดอาชีวศึกษา ทั้งสังกัดสามัญ ที่หลังจากมติ ครม. ครั้งก่อนมีการปรับเงินเดือนข้าราชการ และวันนี้เสียงเรียกร้อง ผมเอง ได้รับเรื่องร้องเรียน แล้วก็แสดงความคิดเห็นจากท่าน สส. ซาการียาเองก็ตาม สส. สฤษดิ์ บุตรเนียร เองก็ตาม ตลอดระยะเวลาว่าเงินเดือนข้าราชการขึ้นแล้ว เงินเดือนครูเอกชนเมื่อไร จะขึ้น แล้วก็ต้องขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มีมติเห็นชอบ และตอนนี้คณะกรรมการของเอกชน เราเอง กระทรวงศึกษาธิการเอง กำลังทำเรื่องเพื่อจะของบกลางครับ เพื่อจะชดเชยย้อนหลัง ตั้งแต่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จนถึงงบกลางที่จะอนุมัติ ก็คือคุณครูเอกชนทุกคนจะได้รับ เงินเดือนย้อนหลัง ตั้งแต่ ๑ พฤษภาคม เหมือนกับคุณครูในระบบราชการเช่นกันนะครับ และงบประมาณปีต่อไปเราก็จะขอแปรญัตติในปี ๒๕๖๘ นี้ละครับ และปี ๒๕๖๙ เราก็จะขอ ประจำไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องของเงินเดือนซึ่งเป็นขวัญและกำลังใจของคุณครูทั้งโรงเรียน เอกชน ทั้งทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดชายแดนใต้ก็จะเป็นขวัญและกำลังใจที่ดีในการที่จะ สนับสนุนให้มีเงินที่สูงขึ้น ให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ และส่วนที่ผมเคยมีโอกาสลงจังหวัด ชายแดนใต้ ท่านรัฐมนตรีว่าการก็ลงครับ ปัญหาของโต๊ะครูที่ผมเองก็มีโอกาสไปลงพื้นที่ กับท่าน สส. ซาการียา สะอิ แล้วก็ยังเจอเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชายแดนใต้ หลายท่าน หลายพรรคด้วย ทุกพรรคห่วงใยเช่นเดียวกันครับ ในเรื่องของโต๊ะครู ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนในปอเนาะ โรงเรียนของตาดีกาก็ตาม วันนี้เองค่าตอบแทนของโต๊ะครูที่แตกต่าง ระหว่างโรงเรียนตาดีกากับโรงเรียนที่เรียกว่า ปอเนาะ ยังแตกต่างกันอยู่ครับ และวันนี้ทาง สช. เราเห็นด้วยครับ ที่จะต้องปรับให้อัตราที่แตกต่างนั้นเท่ากัน รายละเอียดผมคงไม่แจง มากนะครับ ผมเชื่อว่าโต๊ะครูทราบดีครับว่าแตกต่างกันอย่างไร และแน่นอนครับ รับหลักการ มาโดยท่าน สส. ซาการียานี่ก็ตามเรื่องตลอด ผมก็เสนอเข้าไป สช. เองเห็นชอบ ตอนนี้เรื่อง กำลังอยู่ที่ กพต. นะครับ คณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะไป พิจารณาเรื่องนี้ ไม่เพียงแค่จะปรับโต๊ะครูของตาดีกาให้เท่ากับปอเนาะนะครับ แม้แต่จำนวน ของโต๊ะครูที่ทางโรงเรียนตาดีกา แล้วก็โรงเรียนปอเนาะขอมานะครับ ในอัตราต่าง ๆ ที่จะ ผันแปรตามเด็กนักเรียนนั้น นั่นก็อยู่ในกระบวนการพิจารณานะครับ ไม่ว่าจะเป็นว่าเราเคย มีหลักเกณฑ์ว่าเด็กนักเรียน ๖๐ คน จะได้จัดสรรครู ๔ คน เด็กนักเรียน ๖๐ คนขึ้นไปจะได้ จัดสรร ๖ คน แต่แน่นอนครับ สภาพความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เราก็รับข้อเสนอตรงนี้จาก คณะกรรมการซึ่งยื่นเรื่องนี้เสนอมา เพราะฉะนั้นการดูแลระบบการศึกษาเอกชนภาคใต้ กระทรวงยืนยันครับ เราพยายามตรวจสอบเข้มงวดให้เป็นไปตามหลักการ แล้วก็การสร้างขวัญ และกำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะครูของโรงเรียนตาดีกา โต๊ะครูในโรงเรียนปอเนาะหรือว่าของ สายสามัญทั่วไป เราเองกำลังทำเรื่องเพื่อจะของบประมาณเพิ่มเติมในเรื่องต่าง ๆ ที่เหมาะสม ต่อไป ทั้งอัตราเงินที่เพิ่มขึ้น จำนวนครูที่จะจัดสรรมากขึ้น ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลนะครับ เพราะว่าอะไรที่กระทรวงทำได้เราอยากทำได้ทันทีครับ แต่ทุกอย่างที่จะต้องทำจะต้องมีเหตุผล เพียงพอครับ เพื่อจะเสนอไปที่หน่วยงานที่ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรง ถ้าเกิดเราไม่มี เหตุผลที่เพียงพอ แน่นอนครับหน่วยงานก็อาจจะไม่พิจารณาตามที่กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณา เพราะฉะนั้นวันนี้ข้อมูลที่รวบรวมอย่างรวดเร็วที่เราจะต้องทำแล้วก็จะเสนอเข้าไป ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๑ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ ต่อไปขอเชิญคุณซาการียาถามเป็น ครั้งที่ ๒ ครั้งสุดท้าย เพราะเขาให้ถามได้ ๒ ครั้ง เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน แล้วก็ต้อง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ แล้วก็ทางกระทรวงทุกภาคส่วนนะครับ จริง ๆ แล้วก็มีส่วนร่วมในการที่ จะพัฒนาการศึกษานะครับ ซึ่งบอกตามตรงนะครับ รอมานานแล้วนะครับ ทางครู สพฐ. ในพื้นที่รอมานาน ซึ่งกระผมเองก็เป็นส่วนหนึ่ง อาจจะเคยเป็นครูมาก่อน ก็เลยมีความรู้สึก ห่วงใยครูเป็นพิเศษนะครับ ห่วงใยครู ห่วงใยนักเรียน ดังนั้นต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ ทำเรื่องนี้มานะครับ🔗
ท่านประธานครับ ในข้อที่ ๒ นะครับ เราปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่า โภชนาการที่มีต่อการพัฒนาสมองของเด็กในทุกเพศทุกวัยนะครับ จริง ๆ ต้องขอขอบคุณ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้อนุมัติเงินงบประมาณอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่เป็นในระดับประถมศึกษา และ สช. รวมถึงงบประมาณอาหารกลางวันของศูนย์ การศึกษาอิสลาม หรือเงินอาหารกลางวันตาดีกา ผมกลับไปในพื้นที่ทุกครั้งมีการถามถึง ทุกครั้งไป แต่ตอนนี้กลับไปเขามาขอบคุณมาก ขอบคุณที่ สส. ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ผลักดัน เรื่องของอาหารกลางวัน ไม่ใช่แต่ตัวผมเองผลักดันเรื่องอาหารกลางวัน แต่อย่างไรก็ตาม อาหารกลางวันที่ได้ในปี ๒๕๖๗ ได้ไม่เต็มปีของงบประมาณปี ๒๕๖๗ แต่อย่างไรก็ตามถือว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมโภชนาการของการศึกษานะครับ ผมหวังว่าก็จะได้ในปี ต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ🔗
คำถามที่ ๒ ก็คือในปีถัดไปจากนี้ อาหารกลางวันของศูนย์การศึกษาอิสลาม หรืออาหารกลางวันตาดีกาจะมีปัญหารายจ่ายงบประมาณเหมือนอย่างที่ผ่านมาอีกหรือไม่ อย่างไรนะครับ และมีโอกาสที่จะมีอัตรารายหัวของอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไรครับ อันนี้เป็นคำถามที่ ๒ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณซาการียาครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบคำถามในกระทู้ด้วยวาจา ข้อที่ ๒ ครับ แน่นอนครับ ในปีนี้ต้องยอมรับว่า มันมีปัญหา เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ ประกาศใช้ล่าช้า เราทราบกันดีนะครับ อันนี้เรื่องจริง ทุกหน่วยงานใช้งบไปพลางก่อน ซึ่งมีผลกระทบกับโครงการของอาหารกลางวัน ที่สนับสนุนให้กับโรงเรียนในจังหวัดชายแดนใต้อย่างที่ท่าน สส. สอบถามมาจริงครับ เพราะโครงการเรื่องของอาหารกลางวันที่อุดหนุนนั้นเป็นมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ซึ่งวันนั้นทางกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไป เนื่องจาก เป็นมติของปี ๒๕๖๖ จริง ๆ แล้วการทำงบประมาณปี ๒๕๖๗ เราต้องทำก่อนที่จะถึง หลายเดือนอยู่ แล้วทำให้ปัญหาก็คือพอไม่มีงบประมาณ ไม่เคยมีแผนการใช้งานเงินใน ก้อนนี้ก่อน มันก็เลยทำให้ปัญหาว่ากระทรวงเองที่ระหว่างรอพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๗ นั้นไม่สามารถใช้งบไปพลางก่อนได้ในหมวดเงินนี้ ก็เลยเป็นที่มาอย่างที่ ท่าน สส. กล่าวครับว่า ไม่ได้ แต่แน่นอนครับ หลังจากประกาศใช้งบประมาณปี ๒๕๖๗ แล้ว เมื่อเดือนเมษายนโรงเรียนได้เงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันไปเรียบร้อยแล้ว และท่าน สส. เองก็ห่วงใยนะครับว่าปีถัดไปจะมีปัญหาอีกหรือไม่ ยืนยันตรงนี้ครับ ปีถัดไป ไม่มีปัญหาแล้วครับ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่พวกเรากำลังพิจารณา กันอยู่ในกรรมาธิการและกำลังจะผ่านสภาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ นั้น มีงบประมาณในส่วนนี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปี ๒๕๖๙ เราก็จะบรรจุต่อครับ ก็ยืนยันเพื่อความสบายใจของท่าน สส. นะครับ ท่านเอง ยืนยันและห่วงใย ท่านตามผมตลอดครับ ผมก็เข้าใจในความห่วงใยของท่าน สส. ซาการียา และวันนี้ยืนยันผ่านในที่ประชุมครับว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีก ก็จะมี งบประมาณต่อเนื่องทุกปี แต่ส่วนเรื่องการปรับการอุดหนุนรายหัวเพิ่มเติมนั้น เป็นเรื่องที่เรา จะต้องทำเรื่องหาเหตุผล หาข้อมูลอีกนะครับ ผมยังบอกว่าหลาย ๆ เรื่องกระทรวงอยากทำ ทุกอย่างครับ แต่ถ้าทำไปแล้วไม่มีเหตุผลเพียงพอ หน่วยงานที่พิจารณาเรื่องงบประมาณ จะต้องเรียกเราไปถามหรือต้องตัดเราแน่นอนถ้าเราไม่มีเหตุผล แต่ทางนี้ยืนยันครับ สิ่งใดที่ เราทำได้ด้วยเหตุผลที่สมบูรณ์ กระทรวงจะทำอย่างต่อเนื่องครับ ให้ท่าน สส. สบายใจ ขอขอบคุณครับ ในคำถามที่ ๒🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ตั้งกระทู้ถาม คุณซาการียา สะอิ ครับ ท่านต้องการถามเพิ่มเติมเชิญได้ครับ สั้น ๆ นะครับ หรือว่าจบแล้ว เชิญครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ อันนี้ เข้าใจว่าเป็นวาระของการถามกระทู้สดครับ🔗
ขอประทานโทษด้วย เป็นกระทู้ถามสด ท่านถามได้ ๓ ครั้ง แล้วก็ได้อีก ๑๕ นาที คุณซาการียาถามได้อีก ๑ ครั้ง และท่านมีเวลาอีก ๖ นาที ๒๐ วินาที ขอประทานโทษ ผมนึกว่ากระทู้ทั่วไปแล้ว เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน จริง ๆ อีกครั้ง นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่วันนี้ได้ตอบคำถามแล้วได้ทราบว่า อาหารกลางวัน ของเด็กตาดีกาที่รออยู่ ปีหน้าจะไม่มีปัญหาเหมือนปีนี้ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ🔗
คำถามที่ ๓ ท่านประธานครับ เป็นปัญหาภาพรวมของการศึกษาใน ประเทศไทยนะครับ ปัญหาการศึกษาในประเทศไทยมีอยู่อย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสของการศึกษา ปัญหาของการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปัญหาของหลักสูตรที่เน้นท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ ปัญหาหลักสูตรที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปัญหาค่าใช้จ่ายการศึกษาสูง สร้างหนี้สินให้กับผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก ปัญหาเกิด Disruption ในโลกที่มีการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ณ ปัจจุบันนี้ ปัญหาเด็กจบไม่ตรงสาย ปัญหาโอกาสที่จบการศึกษาก่อน มีน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ นะครับ จากปัญหาดังกล่าวและอีกหลาย ๆ ปัญหา การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาในประเทศไทยมีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ เลยของ ประเทศก็ว่าได้ อาจจะถือว่าเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติก็ว่าได้ ดังนั้นคำถามสุดท้าย จะเป็นคำถามเปิดกว้างนะครับ เพื่อที่จะให้เห็นในการพัฒนาการศึกษานะครับ คำถามก็คือ กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางการปฏิรูปการศึกษา หรืออาจจะเรียกว่าการปฏิวัติการศึกษา หรืออาจจะเรียกว่าการพลิกโฉมการศึกษาอย่างไรบ้างนะครับ เพื่อให้เป็นรูปธรรม ย้ำนะครับ เพื่อให้เป็นรูปธรรมในอนาคตครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบคำถามในคำถามสุดท้าย คำถามที่ ๓ กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ถ้าจำได้เหตุการณ์วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ท่านมาสภาแห่งนี้ละครับ และท่านก็ประกาศคำพูดหนึ่ง ที่ชัดเจน ผมนั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วย ผมจำคำพูดนี้ได้ครับ เราต้องปฏิวัติการศึกษาครับ คำพูดที่ ท่านใช้คำว่า ปฏิวัติ มันไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโดยค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เหตุผลที่ท่านพูดชัด มันต้องเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อให้ก้าวทันกับโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะสังเกต หลาย ๆ วิชาที่เคยเรียนกันเมื่อ ๒-๓ เดือนที่แล้ว อีก ๕-๖ เดือนข้างหน้าอาจจะไม่จำเป็น แล้วนะครับ เพราะวันนี้ AI ระบบเทคโนโลยีมาอย่างรวดเร็ว ถ้าเรายังเดินช้า ๆ ล้าหลังอยู่ เราจะตามโลกนี้ไม่ทันแน่นอน นั่นคือเป็นที่มาของคำว่า ปฏิวัติการศึกษา ปฏิวัติอย่างไรครับ แน่นอนครับเมื่อสักครู่คำถามท่านเปิดกว้าง ผมขออนุญาตจะบรรยายคร่าว ๆ นะครับ กระทรวงศึกษาธิการนั้น มีนโยบายเพื่อให้ผู้เรียน เรียนดี มีความสุข โดยแนวทางมีดังนี้ครับ เรียนดี มีความสุข ลดภาระครู ลดภาระบุคลากรทางการศึกษา ท่านจะเห็นนะครับ คืนภารโรงให้โรงเรียน ยกเลิกเวรครูต่าง ๆ นั่นก็คือการลดภาระครู ลดภาระให้นักเรียนและ ผู้ปกครอง แน่นอนครับ การสนับสนุนอาหารกลางวันให้กับเด็กขยายโอกาสที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน ก็ได้มีมาแล้วครับ กำลังจะเริ่ม ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ นี่ละครับ มีโรงเรียน ขยายโอกาส นักเรียนมัธยมต้นก็จะได้รับอาหารกลางวันอุดหนุนไป เพราะฉะนั้นการลดภาระ อย่างอื่นครับ Anywhere Anytime จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยทำให้เด็กได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ปัญหาครูไม่ครบชั้น เอกไม่ตรงวิชา โรงเรียนห่างไกล นั่นล้วนแต่มีผลกระทบกับการศึกษาอย่างแท้จริงครับ และแน่นอนครับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยในการสร้างแพลตฟอร์ม ที่สามารถให้นักเรียนได้ เข้าถึงวิชาความรู้ องค์ความรู้ที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ คุณครูเก่ง ๆ ในสวนกุหลาบ ก็สามารถสอนในแพลตฟอร์ม และทำให้คุณครูที่จังหวัดเชียงใหม่หรือคุณครูที่นราธิวาส ของบ้านท่าน สส. ส่งให้ไปสอนต่อกัน ให้นักเรียนได้เข้าไปชมการสอน แน่นอนครับ แพลตฟอร์มเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญ การทำเครดิตแบงก์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ใน องค์ของการปฏิวัติการศึกษา เพราะเครดิตแบงก์จะเป็นธนาคารหน่วยกิตที่สำคัญที่จะทำให้ เด็กเหล่านั้น ไม่ว่าคุณจะเรียนในสาขาวิชาไหน เรียนวิชาอะไร ทุกคนจะเข้ามาสู่ธนาคาร หน่วยกิต เพื่อให้เขาเก็บหน่วยกิตนั้นสะสมไว้เป็นของส่วนตัว สิ่งที่สำคัญ e-Portfolio ตัว Port นั้นจะเป็นตัวสำคัญครับที่ทำให้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจะต้องมี Port เป็นของตัวเอง และเด็กคนนั้นเรียนอะไรมาจะถูกบันทึกไว้ทั้งหมด แน่นอนครับ ไม่ว่าเขาจะไปเรียนในระบบ นอกระบบ เขาจะโดนบันทึกไว้ว่าได้เรียน เมื่อเก็บหน่วยกิตแล้วก็จะเป็นส่วนที่สะสมของ เขาไว้ และวันหนึ่งเขาอยากจะเปลี่ยนสาขาวิชาก็สามารถใช้ตัวนี้ไปยืนยันเพื่อเปลี่ยน สาขาวิชาได้เลย หรือบางทีเขาเรียนยังไม่ทันจบครับ ผู้ประกอบการร้านค้า หรือบริษัทใหญ่ ๆ เห็นว่าเด็กคนนั้นเรียนในวิชาหรือหลักสูตรที่เขาต้องการอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนจบครับ เรียกมาใช้งานกันได้เลย ก็จะทำให้เด็กนั้นมีโอกาสเรียนจบขึ้น การสามารถเรียนที่วิทยาลัย มหาวิทยาลัยใดแล้วสามารถได้รับประกาศนียบัตรก็ต้องพูดกันครับ ในเรื่องของการแก้ กฎหมาย อีกหน่อยไม่แน่นะครับ กระทรวง อว. อาจจะเป็นต้นเรื่องของการออกประกาศนียบัตร ไม่ว่าคุณจะเรียนราชภัฏ เรียนราชมงคล เรียนโรงเรียนเอกชน เรียนโรงเรียนรัฐบาล สามาถเก็บหน่วยกิตในโรงเรียนต่าง ๆ มารวมกัน พอครบหน่วยกิตปุ๊บก็ออกเป็น ประกาศนียบัตรได้เลย เพราะฉะนั้นหลาย ๆ เรื่องที่เราต้องปฏิวัติโดยการใช้เทคโนโลยี แล้ววันนี้ผมเองมีเวลาจำกัดจริง ๆ นะครับ ผมเชื่อว่าเดี๋ยวทางกระทรวงเอง ท่านรัฐมนตรีเอง จะพูดคุยเรื่องนี้อย่างชัดเจนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบต่อไป ต้องขอบคุณท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ผมกล่าวเสมอครับ ทุกครั้งที่ท่าน ตั้งกระทู้สด ทุกครั้งที่ท่านหารือในสภาเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีว่าการ และตัวกระผมเองดีใจทุกครั้งครับ เพราะว่าทุกท่านมีความห่วงใยในการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่ง สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณซาการียา สะอิ ผู้ถาม เชิญครับ ท่านซาการียา🔗
ขอบคุณครับ ผมขอเวลา พอดีผมมีเวลา อีกนิดเดียวนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จริง ๆ แล้วทำไมผมถึงมาพูดถึงประเด็นการศึกษา เพราะผม คิดว่าการแก้ปัญหาสันติภาพชายแดนใต้ ถ้าเอาเรื่องการศึกษาเป็นหลัก มันสามารถที่จะมา ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความเข้าใจผิด ลดอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นปัญหาของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ได้ การศึกษามันช่วยให้คนสามารถคิดได้ ทำเป็น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ ด้วยการที่ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการตอบมานี่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การศึกษาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปมากกว่านี้ เพราะผมทราบดีว่า ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่นะครับ ถ้าคนมีความรู้ มีความเข้าใจในกระบวนการ ทุกอย่าง เราสามารถที่จะอยู่ในสันติภาพที่ดีและมั่นคงได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านรัฐมนตรีจะใช้เวลาตอบไหมครับ ใช้เวลาของผู้ถามได้ ยังเหลือเวลา ๒ นาที ให้เวลาของ ผู้ถามก็แล้วกัน🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมนึกว่าเวลาผมหมดแล้ว ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้ ใช้เวลาเพื่อการตอบกระทู้นี้อย่างเต็มเวลา ๓๐ นาทีที่ทั้งฝ่ายผู้ถามและฝ่ายผู้ตอบได้ การศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการเองลงพื้นที่บ่อย ท่านรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ลงบ่อย กระผมเองก็มีโอกาสลงบ่อยครับ ลงไปเพื่อรับฟังปัญหา และแน่นอนครับ มิติที่ท่าน สส. พูดมานั้นเป็นสิ่งที่กระทรวงรับทราบ แล้วก็ทาง สช. ทาง สพฐ. อาชีวะเอง ทุก ๆ แท่งของกระทรวงศึกษาธิการเราตั้งใจมุ่งมั่นนะครับว่าการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้เป็นสิ่งที่กระทรวงจะต้องทำ โดยบูรณาการร่วมกับ ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทั้งฝ่ายของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ทุกครั้งความละเอียดอ่อน ตรงนั้นเราจะกลับมาคุยกันที่กระทรวง แล้วก็ยืนยันตรงนี้ครับ เรื่องต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ กับการศึกษา ไม่ว่าการสนับสนุนขวัญและกำลังใจ งบประมาณ หรือวิธีการใด ๆ ที่กระทรวง นั้นจะสามารถทำให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำตรงที่ท่านบอกมาหมดไปได้ กระทรวง ทำอย่างเต็มที่ แล้วก็ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่าท่านรัฐมนตรีเองให้ความสำคัญ แล้วก็ ขอขอบคุณอีกครั้งจริง ๆ ครับ ในเรื่องของการตั้งกระทู้ ตั้งกันมาบ่อย ๆ เป็นประโยชน์ครับ เพื่ออย่างน้อยกระทรวงได้พูด อย่างน้อยกระทรวงจะได้บอกในสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำ และหลาย ๆ ครั้งทั้งท่าน สส. ฝ่ายค้านและรัฐบาลตั้งกระทู้มา เป็นข้อเสนอแนะที่ดี ด้วยนะครับ กระทรวงเองได้นำข้อเสนอแนะทั้งท่าน สส. ฝ่ายค้านและรัฐบาลได้กล่าว ได้พูด ได้ถามในกระทู้นั้นไปทำงานต่อเนื่องด้วยนะครับ อันนั้นคือประโยชน์อย่างสูงสุดที่กระทรวง ได้รับครับ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติอีกครั้งนะครับ ที่ตั้ง กระทู้ถามสดในครั้งนี้ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณซาการียา สะอิ ครับ ต่อไปเป็นวาระ กระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๑.๑.๓ ครับ🔗
๓. นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะตอบแล้วนะครับ ขอเชิญคุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้ถาม เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวระยอง รวมถึงขอขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีที่ได้สละเวลามา ตอบกระทู้ถามเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในวันนี้นะครับ🔗
เข้าสู่เรื่องของกระทู้ถามสดนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เป็นกรณีเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนในการเร่งรัดจัดการแก้ไขปัญหาสารเคมี รั่วไหลจากโรงงานวิน โพรเสส อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง หลังเกิดเหตุไฟไหม้ และยังไม่มี ความคืบหน้าในการจัดการปัญหานี้เท่าที่ควร รวมถึงปัญหาภาพรวมในการจัดการปัญหาจาก โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ท่านประธานครับ ตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงหน้าฝนที่กำลังจะมีฝนตกหนัก แล้วก็มีผลกระทบทำให้เกิดสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่อาคารที่ไฟไหม้และเปิดโล่ง อยู่ที่บ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย เพลิงไหม้แห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา และปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้ต้องเร่งด่วนขึ้นมา เพราะวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุฝนตกหนัก จนกระทั่งมีน้ำไหลซึมออกจากบ่อ ๒ ซึ่งเป็นบ่อที่อยู่ติดกับ บ่อดำ ในบ่อนี้มีสารเคมีปนเปื้อนและไหลเข้าสู่พื้นที่สาธารณะของชาวบ้านแล้ว🔗
ประเด็นถัดมาก็คือในสไลด์ถัดไปจะเป็นภาพของบ่อดำ ซึ่งเป็นบ่อที่มีน้ำสีดำ มีการปนเปื้อนสารเคมีอันตราย จนเข้าขั้นว่าเป็นวัตถุอันตรายไปแล้ว มีค่าสารพิษเกิน มาตรฐานเยอะมาก อย่างค่าเหล็กตามรายงานของหน่วยงานที่ไปตรวจสอบ พบว่า เกินมาตรฐานไปถึง ๑๐,๐๐๐ เท่า ถ้าน้ำในบ่อดำนี้ไหลเข้าไปในที่ชุมชนจะเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกบ่อดำในภาพนี้เป็นภาพเดิมนะครับ มีขนาดเท่านี้ แต่ด้วยความกังวลว่าจะมีหน้าฝน ทางที่ประชุมในจังหวัดกับทุกหน่วยงานเลยมีการแก้ปัญหาด้วยการขุดขยายบ่อจนเต็มพื้นที่ เข้ามาประชิดกับชายโรงงานแล้ว ทำให้สามารถจุน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็น ๑๔๐,๐๐๐ คิว แต่ขณะนี้ มีน้ำอยู่ในบ่อทั้งหมด ๙๐,๐๐๐ คิว การประมาณการคือหน้าฝนครั้งนี้จะทำให้เกิดน้ำสะสม ในพื้นที่รวมแล้วประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ คิว คำถามคืออีก ๑๐๐,๐๐๐ คิวที่เหลือมันจะต้อง ล้นบ่อออกไปเข้าสู่ชุมชน เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนหรือเปล่าครับ นี่คือปัญหาที่ยังไม่ได้รับ การแก้ไข รวมถึงยังมีสารเคมีอันตราย อย่างเช่น Aluminum Dross ที่เมื่อโดนน้ำก็จะ เกิดปฏิกิริยา เกิดแอมโมเนีย เกิดกลิ่น เกิดสารเคมีรั่วไหลออกมา ล่าสุดผมทราบว่าได้มี การตักใส่ถุงไปบ้างแล้ว แต่ด้วยตัวอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ยังคงมีส่วนที่โดนลม โดนฝนอยู่อีก เป็นจำนวนมาก และจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ดีครับ ๒ อย่างนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการ การแก้ไขก่อนที่จะเข้าสู่หน้าฝนหลังจากนี้ จึงเป็นที่มาของคำถามที่ ๑ ว่าทางท่านรัฐมนตรี จะแก้ปัญหา ๒ เรื่องนี้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนอื่นต้องขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังท่าน สส. ชุติพงศ์ เป็นอย่างสูงนะคะ เพราะว่า ท่านเองเป็นหนึ่งในคนที่มาบอกดิฉันตลอดว่าเมื่อไรจะแก้เสร็จสักที การดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ตั้งแต่ ณ วันแรกจนถึงวันนี้ ดิฉันเองต้องนำเรียนท่านประธานว่าดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ในฐานะ ครม. ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีเอง เราไม่ได้เพิกเฉยหรือว่าละเลยไม่ใส่ใจกับปัญหาดังกล่าว เพราะทราบดีว่าปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นปัญหาที่สะสมมานานแล้ว🔗
ขออนุญาต ไปที่ Timeline ของวิน โพรเสส สักครู่นะคะ จะได้ทราบที่มาที่ไป พี่น้องประชาชนที่ดู เรื่องนี้อยู่ จริง ๆ แล้ว วิน โพรเสส ได้เกิดขึ้นจากใบอนุญาตประกอบกิจการตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ประกอบกิจการมาจนได้มีปัญหา ไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจนถึงปี ๒๕๖๔ ศาลได้ พิพากษาแล้วก็ได้สั่งการให้ทางเจ้าของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ได้ดำเนินการขนย้าย กากของเสียอุตสาหกรรม แล้วก็กำจัดกากในพื้นที่ดังกล่าว แล้วก็คืนพื้นที่ พร้อมทั้งกระทรวง อุตสาหกรรมก็ได้ยึดใบอนุญาตทั้งหมดเพื่อหยุดกิจการ แต่ก่อนจะหยุดกิจการ ท่านประธานคะ ต้องคืนพื้นที่ด้วยนะคะ และตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทางกรมโรงงาน อุตสาหกรรมก็ได้มีการบังคับใช้ คือขอให้ทางตัวเจ้าของกิจการดำเนินการ แต่ก็ไม่เป็นผล แล้วก็ล่าสุดก็จะมีบริษัทที่เข้าไปช่วยดำเนินการก็คือ บริษัท เอส. เค. อินเตอร์เคมิคอล จำกัด แต่ว่าก็มาเกิดเหตุเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายนที่เป็นข่าวอยู่ที่ทุกคนได้ทราบ หลังจากเป็นข่าว ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเองเราได้ดำเนินการแบ่งออกเป็น ๒ กรณีด้วยกัน กรณีแรกก็คือ ต้องเอาเงินที่มีอยู่มาจัดการของเสีย ก็คือต้องไปแถลงต่อศาลเพื่อขอใช้เงินจำนวนกว่า ๔.๙ ล้านบาท เพื่อที่จะเอามาใช้บริหารจัดการเป็นการเบื้องต้นก่อน การดำเนินการเราสามารถแบ่งได้โดยที่ดิฉันขออนุญาตสรุปให้ทางท่านประธานผ่านไปยัง ท่าน สส. ได้รับทราบว่าการจัดการจะมี ๒ ส่วนด้วยกันนะคะ คือการจัดการต้นเหตุของ การเกิดมลพิษ ก็คือของเสียที่อยู่ในโกดังทั้งหมด และ ๒. ก็คือการจัดการน้ำเสียที่มี การปนเปื้อนนะคะ ทั้ง ๒ อย่างต้องทำควบคู่กันไป เพราะอะไรคะ เพราะว่าถ้าเราไม่สามารถ เอาของเสียที่เป็นต้นเหตุที่อยู่ในอาคารต่าง ๆ ออกนอกพื้นที่ได้ ของเสียก็จะซึมลงน้ำ ซึมลง ใต้ดิน แล้วก็แพร่มาถึงบริเวณอ่างที่อยู่ในทั้งหมดประมาณ ๔-๕ บ่อ เมื่อสักครู่ตัวบ่อที่ท่าน สส. ได้พูดถึงก็คือบ่อที่ ๒ และบ่อที่ ๔ นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะนำเรียนเรื่องของการแก้ไขปัญหา ดิฉันขอนำเรียนเรื่องการจัดการของเสียหรือว่ากากของเสียที่อยู่ในบริเวณอาคารก่อนนะคะ🔗
อย่างแรกเลยนะคะ ท่าน สส. เองท่านก็กรุณานะคะ ตอนที่มีการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เริ่มต้นเรามีการขอย้าย Aluminum Dross ออกนอกพื้นที่ แต่ด้วยกระบวนการหรือการทำความเข้าใจ หรือการสื่อสารอาจจะมีปัญหา กันนะคะ เมื่อออกไปแล้วก็ไปยังพื้นที่ปลายทางไม่ได้ ต้องนำกลับมานะคะ แต่นำกลับมานี่ ก็มีการจัดการ ก็คือมีการใส่ในภาชนะหรือที่เมื่อสักครู่ท่าน สส. ได้พูดถึงก็คือเรามีการเอามา ใส่ในภายใน Big Bag เพื่อที่จะทำให้ปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนมากขึ้น แล้วก็ทำให้ ไม่อ่อนไหวต่อการเกิดเหตุนะคะ และที่สำคัญที่สุดก็คือเอาไปเก็บในพื้นที่ที่ปลอดภัย พอสมควร แต่ทั้งหมดนี้ Aluminum Dross ไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมด ขออนุญาตไปดูใน รายละเอียดทั้งหมดของตัวสารที่อยู่ทั้งหมดนะคะ ระยะเวลาที่กว่าจะได้ข้อมูลทั้งหมดมาว่า ในพื้นที่วิน โพรเสส มีอะไรบ้าง ใช้เวลาพอสมควร เพราะอะไรคะ เพราะเริ่มต้นเลยนอกจาก พื้นที่โดนไฟไหม้แล้วทางกรมโรงงานกว่าจะเข้าพื้นที่ได้ แล้วก็ไปเก็บข้อมูลทั้งหมดมาว่า ประกอบไปด้วยอะไรบ้างนั้นก็ใช้เวลาพอสมควร ก็จะเห็นว่ามีทั้งหมดที่เป็นสารปนเปื้อน ตั้งแต่รายการที่ ๑ ถึงรายการที่ ๙ นะคะ รายการแรกก็คือตะกรันอลูมิเนียม แล้วก็รายการ ที่ ๒ คือซากสิ่งปฏิกูลที่ปนเปื้อน รายการที่ ๓ ก็คือเศษซากกากตะกอนที่ปนเปื้อนอยู่ใน อาคารที่ถูกไฟไหม้ จนถึงรายการที่ ๙ นี่ปริมาณของเสียทั้งหมดที่อยู่ประมาณ ๓๓,๐๐๐ ตัน ซึ่งตัวที่อยู่ในอาคารตรงนี้ค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนะคะ ซึ่งเราจะต้อง จัดการ ซึ่งวันนี้ในการจัดการตรงนี้จะแบ่งการใช้งบประมาณออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน🔗
ส่วนแรกก็คือ เรื่องเงินที่แถลงต่อศาล ที่ตอนนี้อัยการอนุมัติแล้วว่าให้ทาง กรมโรงงานสามารถเอาไปใช้ได้นะคะ ก็รอเวลาอยู่ อาจจะเป็น ๑๕ วัน หรือ ๓๐ วัน🔗
อย่างที่ ๒ ก็คือการขอในงบปกติ ซึ่งปีนี้เองทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ ขอในงบปกติไป ๙๐ ล้านบาท ก็ทราบว่าเบื้องต้นโดนตัดงบประมาณมาแล้ว ได้ไม่ถึง ครึ่งหนึ่งของที่ขอไปนะคะ🔗
อย่างที่ ๓ คือเรื่องของแนวทางการจัดการการของบกลาง ทีนี้การของบกลาง รายละเอียดที่ดิฉันบอกว่าต้องใช้รายละเอียดประกอบมากพอสมควรก็คือว่า ๑. ต้องมี ปริมาณของเสียที่ชัดเจนว่าปริมาณเท่าไร ๒. กระบวนการวิธีการจะต้องจัดการอย่างไร และที่สำคัญที่สุดมันเคยมีเหตุมาแล้วก่อนหน้านี้ที่ราชบุรีคือที่แวกซ์ กาเบ็จ นะคะ ว่าเราขอ งบกลางไป แล้วตอนนั้นประเมินราคามา ปรากฏของบกลางไปแล้วแก้ปัญหาไม่จบ ดังนั้นแล้ว พื้นที่วิน โพรเสส เราจะให้ซ้ำกับเหตุการณ์เดิมที่แวกซ์ กาเบ็จ ไม่ได้ ดิฉันเองก็พยายามกำชับ ทางท่านปลัดกระทรวงและท่านอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าต้องทำอย่างรอบคอบ ล่าสุดทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ทำเรื่องการขอสนับสนุนงบกลางมาแล้ว เมื่อ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมาค่ะ แต่มีการปรับรายละเอียดนะคะ แล้วเดี๋ยวก็จะมีการขออนุมัติ ครม. ต่อไปสำหรับงบกลางค่ะ🔗
สำหรับเรื่องของการจัดการน้ำนะคะ มีการประชุมกันล่าสุดเมื่อสักครู่ ที่ท่าน สส. ได้พูดถึงนะคะ วันนี้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทางกระทรวงอุตสาหกรรม และทางท่านนายก อบจ. ระยองเองก็ได้มีความคิดตรงกันว่า สุดท้ายแล้วนี่ปริมาณบ่อ ที่เก็บอยู่อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะเป็นความกังวลของท่าน สส. แล้วก็เป็นความจริงตามนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องกันน้ำไม่ให้น้ำใหม่เข้ามานะคะ และต้องบริหารจัดการน้ำเดิมให้ตัวพื้นที่ มีความแข็งแรง ก็แบ่งเป็น ๒ ส่วนก็คือมีการผันน้ำ ไม่ให้น้ำเข้ามาอยู่ในบ่อที่ ๒ และ บ่อที่ ๔ ให้น้ำธรรมชาติไปตามเส้นทางธรรมชาติ แต่ว่าเส้นทางธรรมชาติเองด้วยสภาพพื้นที่ ที่มีความลาดชัน อาจจะไปกระทบกับบ่อโดยตรง ก็จำเป็นจะต้องมีการทำทางเบี่ยงเกิดขึ้นค่ะ แล้วก็อย่างที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเสริมคันกั้นน้ำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับความกรุณาจาก ทางท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองค่ะ ขอชี้แจงรายละเอียดเบื้องต้นให้ ท่านประธานผ่านไปยัง สส. ได้ทราบเป็นเบื้องต้นค่ะ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ ต่อไปเชิญคุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ถามเป็น ครั้งที่ ๒ นะครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส. จังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ ขอบคุณ ทางท่านประธานและขอบคุณคำตอบจากทางท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็เป็นคำตอบที่ผมฟังแล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้นกับการแก้ปัญหา แต่ทีนี้มันอาจจะติดอยู่หนึ่งอย่างครับ ตรงที่บอกว่าจะทำ ทางผันน้ำและเบี่ยงน้ำนี่ ผมไม่แน่ใจว่าต้องอธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ให้ชัดเจนกับพี่น้อง ประชาชนรับทราบร่วมกันหรือไม่ เพราะว่าการที่จะทำทางผันน้ำและเบี่ยงน้ำนี่มันจะช่วย แก้ปัญหาการสะสมของน้ำ ๒๔๐,๐๐๐ คิวได้จริงหรือไม่ อย่างไร และท่านก็ยังไม่ได้ตอบครับ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้น้ำที่ล้นออกมาไหลเข้าไปท่วมบ้านพี่น้องประชาชน โอเคครับ อย่างน้อย ๆ เราก็ได้รับทราบว่ามีแผนเบื้องต้นแล้ว รวมถึงในส่วนของคำตอบของ ท่านรัฐมนตรีที่ได้มีการตอบว่า ได้มีการจัดทำแผนและมีการของบประมาณไปยังงบกลาง อันนี้ผมก็อยากให้ท่านตอบยืนยันให้ชัดเจนว่าท่านได้ยื่นของบกลางไปแล้ว เพื่อจะเอาเข้า ประชุม ครม. หลังจากที่ทางกรมโรงงานได้ยื่นไป ๓๙๗ ล้านบาทให้กับท่าน และท่านได้เสนอ วันที่ ๒๕ ตามที่ท่านพูดเข้าสู่การเตรียมประชุม ครม. ใช่หรือไม่ เพราะผมไม่ได้เห็นการบรรจุ เรื่องนี้ ผมทราบว่าทางท่านรัฐมนตรีลงพื้นที่ร่วมกับทางท่านนายกรัฐมนตรี ในวันที่ลงพื้นที่ ด้วยกัน ท่านคงทราบดีว่ากลิ่นที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต้องทนดมอยู่ตรงนั้นมันเหม็น ขนาดไหน ผมยังคงจำข้อสั่งการ ๖ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นอย่างดี ดังนั้นวันนี้ผมก็ ขออนุญาตทวนข้อสั่งการ ๖ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรีให้กับทางท่านรัฐมนตรีได้ฟัง อีกครั้งหนึ่ง รบกวนขอคลิปด้วยนะครับ🔗
พอแล้วครับ ขอบคุณครับ ดังคำสั่งการ ทั้ง ๖ ข้อที่ผมขออนุญาตเอามาทบทวนตรงนี้ ท่านนายกได้มีการสั่งการให้เร่งรัดแก้ไขปัญหา เร่งรัดที่ว่านี้อีก ๔ วันจะครบ ๓ เดือนแล้วนะครับ ๓ เดือนที่ไฟไหม้ การเร่งรัดที่ว่านี้ ผมเข้าใจว่าต้องทำแผนการของบประมาณอย่างรอบคอบ อย่างละเอียด ผมเข้าใจดีครับ แต่ว่าในบัญชี ๗ เท่าที่ผมทราบ นอกจาก ๙ ข้อที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ผมทราบว่าจริง ๆ สารเคมีที่เขาซื้อมาและที่เขารับมาแล้วเอามากองไว้นี้มันมีมากกว่านั้นแน่ ๆ และแผนการ จัดการเท่าที่มีนี้ อย่างน้อย ๆ ที่สุดส่วนที่ยังอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งจะได้นำไปแก้ไขปัญหาให้ ถูกต้อง พี่น้องประชาชนรอฟังคำตอบท่ามกลางกลิ่นเหม็นที่ท่านรัฐมนตรีไปดมอยู่ครับว่า ท่านจะเอาเรื่องนี้เข้าประชุม ครม. เมื่อไร ผมเฝ้าติดตามการประชุม ครม. ตามมติทุกครั้ง เพื่อรอจะได้เห็นว่าเรื่องของชาวบ้านหนองพะวา บางบุตร บ้านค่าย จะได้เข้าไปสู่การแก้ไข ปัญหา งบกลางเหลือแน่ ๆ ครับ เมื่อวานเราเพิ่งประชุมเรื่องงบประมาณไป งบกลางนี่ต่อให้ มีการกั๊กไว้สำหรับการทำ Digital Wallet อย่างไรก็เหลือเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉิน และเรื่องนี้ ก็ฉุกเฉิน และท่านนายกรัฐมนตรีก็สั่งท่านที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เองให้เร่งรัด ผมก็เลยต้องขอถามเป็นคำถามที่ ๒ ว่าการเร่งรัดที่ว่านี้จะเร่งรัดได้ขนาดไหน ผมยืนยันด้วย ภาพในสไลด์นี้นะครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาลรวมถึงท่าน รัฐมนตรียืนยันครับ งบกลางฉุกเฉินเหลือครับ ขอได้ครับ เหลือหลายหมื่นล้านด้วยครับ ถ้าเอาแผน ๓๙๗ ล้านบาท อย่างไรก็พอครับ ก็เลยต้องถามว่าจะเอาเข้าจริง ๆ ใช่ไหม เข้าเมื่อไร ผมรอติดตามอยู่ ขอให้ท่านรัฐมนตรีตอบเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม กราบเรียนผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะคะ เมื่อสักครู่ดิฉันพูดจา ค่อนข้างชัดเจน แล้วก็พยายามสื่อสารให้เข้าใจตรงกันเรื่องของงบกลาง เพราะทราบดีว่า เรื่องนี้มันเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของ ประชาชนและอยู่ในพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องนี้อยู่ ท่านคงจะต้องมีโดนประชาชน ตั้งคำถามและต้องหาคำตอบให้ได้ เมื่อสักครู่ดิฉันพูดชัดเจนว่าทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้นำเรื่องการของบกลางมาถึงโต๊ะดิฉันแล้วเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน แต่สิ่งที่ดิฉันกังวลใจ ก็คือว่าการของบกลางนี้จะต้องครอบคลุมทั่วถึง และที่สำคัญที่สุดต้องมีรายละเอียดชี้แจง ชัดเจน ยอดเงินจริงอยู่ตามที่ท่านบอก แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะ แก้ปัญหาเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ แล้วก็วันที่ท่านลงไปหน้างาน ต้องนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยัง สส. ว่าเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงแค่การ แก้ปัญหาหน้างาน วิน โพรเสส ที่ระยองเท่านั้น แต่ท่านห่วงใยถึงหน้างานทั้งหมดที่เป็น ปัญหาเรื่องของการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมทั้งหมดในพื้นที่ที่เกิดกว่า ๑๐ พื้นที่ ในประเทศไทย ส่วนสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ทำอย่างแรกเลยคือ เร่งรัดผ่านมติ ครม. แล้วที่สำคัญที่สุดท่านเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปพบ โดยเฉพาะสั่งการไปยังหน่วย ความมั่นคงทั้งหมดต้องหาคนที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของบริษัทหรือคนที่ เกี่ยวข้อง ก็ได้เห็นว่ามีประกาศจับ หมายจับ ออกมาจากการเร่งรัดของท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องของงบกลางดิฉันบอกไปแล้วว่าวันที่ ๒๕ มิถุนายนก็เอามา แต่ต้องเอากลับไปที่ กรมโรงงานอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำรายละเอียดให้รอบคอบ เพราะอะไรคะ เพราะก่อนหน้านี้ ที่ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องของแว็กซ์ กาเบ็จ ที่ราชบุรี มีการของบกลางแต่สุดท้ายมันแก้ปัญหา ไม่จบ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกนะคะ ทราบดีว่าระยะเวลา มันมาพร้อมกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ดิฉันต้องทำก็คือว่าเงิน งบประมาณล้วนแล้วแต่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ส่งคืนพี่น้องประชาชนแม้จะต้องใช้ ระยะเวลา แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ และที่สำคัญที่สุดอยากให้แก้ปัญหาหน้างาน วิน โพรเสส ได้จบค่ะ หน้างาน วิน โพรเสส ๓๙๗ ล้านบาท ที่ขอมาเมื่อสักครู่นะคะ มันเป็นการขอเพื่อ การจัดการกากของเสียที่เห็นอยู่ตาม Item ที่บอกไปเมื่อสักครู่ ส่วนเรื่องของการจัดการน้ำ และน้ำใต้ดิน อันนั้นยังไม่ได้ประเมิน เพราะยังต้องรอผลวิเคราะห์พื้นที่จากคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติและทางกรมควบคุมมลพิษอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเองเงินตัวนี้ที่ขอ ต้องนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าอาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด แต่เรา จะทำรายละเอียดให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นดิฉันยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เคยรอช้า ถ้าท่านไปดูเรื่องของการแก้ไขปัญหาของการจัดการของเสียของกระทรวง อุตสาหกรรม โดยที่ดิฉันเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดิฉันไม่เคย หนีปัญหา แล้วก็เพื่อนสมาชิกบอกมา ดิฉันก็ลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Cadmium หรือเรื่อง ของการจัดการของเสีย เพราะฉะนั้นยืนยันว่าเรื่องงบกลางไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับดิฉันเอง ในการขอเข้า ครม. ค่ะ แต่ว่าขอให้ทำรายละเอียดอย่างชัดเจนและรอบคอบ แล้วก็รวดเร็ว ที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ เชิญคุณชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ท่านถามเป็นครั้งที่ ๓🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ และขอบคุณ ไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ก่อนจะเข้าสู่คำถามที่ ๓ ผมขออนุญาตตอบท่านรัฐมนตรีก่อน ผมทราบดี คือมันเป็นเรื่องที่มีการเสนอแผน แต่ท่านรัฐมนตรีกลัวว่าการเสนอแผนครั้งนี้ อาจจะไม่ครอบคลุม จึงขอให้ทำให้รอบคอบ ครอบคลุม และผมก็เลยต้องถามเรื่องกรอบเวลา ที่ท่านจะเอาความครอบคลุมนี้ไปสู่ ครม. ประชาชนต้องการความชัดเจนครับ มีแค่นั้น ซึ่งวันนี้ได้ยินท่านพูดว่าการของบกลางไม่ใช่ปัญหา ผมก็ยินดีครับ อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้ แล้วว่าตอนนี้ท่านจะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. แน่ ๆ ผมจะติดตามเรื่องนี้ต่อนะครับ🔗
คำถามที่ ๓ เป็นคำถามที่สืบเนื่องกับคำสั่งการ ๖ ข้อนั้น แต่เป็นปัญหาในเชิง นโยบายของการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลนี้ครับ ผมได้พูดถึงและได้ฟัง เราเห็นตรงกันครับว่า วิน โพรเสส คือข้อบกพร่องของการส่งเสริมการลงทุน เกิดนักลงทุน ที่ไม่มีความรับผิดชอบ รัฐบาลได้มีการพยายามสร้างการลงทุนครับ เรื่องนี้ผมเข้าใจดี การลงทุนต้องสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน และสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติ แต่ต้องไม่ทำให้เกิดบริษัทที่มีการลักลอบนำสารเคมีมาทิ้งแบบนี้อีกต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการให้ตรวจสอบ สอบทานหาโรงงานที่มีปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด เอาแค่ วิน โพรเสส และเอกอุทัยนะครับ ไม่ได้มีปัญหาแค่ของผม ท่านรัฐมนตรีทราบดีว่าไปถึงอยุธยา นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ปทุมธานี ลพบุรี เรื่องนี้นโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมนักลงทุน ต้องนำมาทบทวนเพื่อสร้างการลงทุนที่ดีขึ้นมาให้ได้🔗
คำถามที่ ๔ เรื่องนี้อาจจะออกมาจากบริษัท วิน โพรเสส สักหน่อย เป็นเรื่อง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม เป็นเหตุการณ์เครนถล่มที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง โรงงานชื่อ ซิน เคอ หยวน เกิดอุบัติเหตุเครนถล่ม มีผู้เสียชีวิต ๗ ราย เรื่องนี้มีความผิดปกติ อย่างไรฟังให้ดีนะครับ โรงงานที่เครนถล่มนี้ยังไม่เปิดดำเนินงาน เป็น Site งานก่อสร้างของ โรงงานที่ได้รับ BOI ขอ EIA และใบอนุญาต รง. เรียบร้อย เหตุเครนถล่มนี้เป็นที่สงสัยว่า เป็นการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ ทำให้เกิดเหตุดังกล่าวใช่หรือไม่ ประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจก็คือ ตามกฎหมายแล้ว Site งานก่อสร้าง กฎหมายบ้านเราอนุญาตให้ใช้แรงงาน ได้แค่แรงงาน MOU จากประเทศเพื่อนบ้านคือเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม แต่เครน ถล่มครั้งนี้มีแรงงานเมียนมาเสียชีวิต ๖ ราย และมีคนจีนเสียชีวิต ๑ ราย คำถามคือคนจีน เข้ามาทำอะไรใน Site งานก่อสร้าง ทั้งที่กฎหมายไม่อนุญาตครับ ยกเว้นผู้ที่มีทักษะพิเศษ ตอนที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันกับผม ได้มีการสอบถาม กันว่าคนจีนที่เสียชีวิตรายนี้มาเสียชีวิตอยู่ใน Site งานก่อสร้างได้อย่างไร เป็นช่างฝีมือพิเศษ หรืออย่างไร จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ครับ ประเทศไทยเราขาดแคลนวิศวกรคุมเครนหรือครับ ถึงต้องเอาคนจีนเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายแบบนี้ หน่วยงานที่มาชี้แจงไม่ตอบอะไรครับ ไม่ส่งเอกสารอะไรเพิ่มเติมมาเลย ตอนนี้ ๔ เดือนแล้วครับ และเครนถล่มนี้ทำให้เราตั้ง ข้อสงสัยได้ว่าเป็นเพราะการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานในกำกับของท่านรัฐมนตรี หรือไม่ ที่ทำให้เกิดแรงงานจีนผิดกฎหมายแบบนี้เข้ามา และผมค่อนข้างแน่ใจจากการที่ ผมพยายามไปสืบมาอย่างต่อเนื่อง การลักลอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมายผ่านการ Free Visa ของคนจีน เอาเฉพาะที่สืบคร่าว ๆ ในตำบลมาบยางพร และตำบลบ่อวินนับหมื่นคนนะครับ มีแรงงานจีนนับหมื่นคนเข้ามาทำงานอยู่ในเขตพื้นที่ EEC จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นชุมชน คนจีนไปแล้ว ในวิดีโอถัดไปที่กำลังจะเปิดมาจะได้เห็นว่าเป็นวิดีโอของรถบัส🔗
ซึ่งจริง ๆ แล้วมีหลายคันคอยมารับ คนจีนไปทำงานอยู่ในโรงงานจีน คำถามคือทำได้อย่างไร แรงงานที่อยู่ใน Line ผลิต ไม่สามารถที่จะทำงานได้ถ้าเป็นคนจีน เพราะอะไรครับ เพราะการส่งเสริมนักลงทุนแบบนี้ หรือเปล่า การส่งเสริมการลงทุนแบบนี้ดึงโรงงานจีนที่ประเทศเขาพยายามจะเอาโรงงาน ที่ปล่อยมลพิษพวกนี้ออกมา แล้วโรงงานพวกนี้ก็ตามการดึงการลงทุนของนโยบายรัฐบาล เข้ามาที่นี่ ดึงคนงานจีนเข้ามาทำงานอยู่ในแผ่นดินไทยใช่หรือไม่ และเรื่องมาตรฐานของ การเปิดรับการลงทุนแบบนี้ ขอสไลด์ด้วยนะครับ มาตรฐานความปลอดภัยที่เกิดขึ้นนี่ ภาพโรงงานนี้ก็คือผมส่งนาตาชาไปสืบมา พบว่ามีการกองอะไรแบบนี้ครับ Athyl Alcohol สารเคมีอันตรายไว้ในโรงงานแบบนี้ กองไว้อย่างนี้เลยเหมือนที่ วิน โพรเสส เลยครับ แล้วถ้า เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาจะทำอย่างไร อันนี้ท่านได้ตรวจสอบตามคำสั่งการของท่าน นายกรัฐมนตรีวันนั้นไหมครับ เราเข้าใจดีครับว่าประเทศเราต้องเปิดหานักลงทุน แต่การเปิด หานักลงทุนเราก็ต้องคัดกรองครับ ไม่ใช่คัดกรองไม่ได้ ปล่อยให้มีโรงงานจีนผิดกฎหมาย เข้ามาประกอบการไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน จ้างงานคนจีน Free Visa ผิดกฎหมาย เข้ามาแล้วเขาไปจับจ่ายใช้สอย เขาก็จับจ่ายผ่าน Wallet ของเขา กับคนจีนด้วยกัน แล้วสุดท้ายคนไทยได้อะไรครับ นี่เป็นโรงงานแห่งหนึ่งในตำบลบ่อวินครับ ดูสภาพครับ ท่านรัฐมนตรีครับ นี่เป็นหนึ่งในคำสั่งการ ผมย้ำอีกครั้งครับ ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้ ตรวจสอบเรื่องพวกนี้เพิ่มเติมหรือไม่ โดยสรุปแล้วการปล่อยให้มีการทำโรงงานแบบนี้ที่ไม่ได้ มาตรฐานความปลอดภัย เกิดเหตุแบบเครนถล่ม มีมลพิษเกิดขึ้นในบ้านเรา ไม่จ้างงานคนไทย ไม่ส่งเสริมการลงทุน ไม่ส่งเสริมรายได้ให้ คนในพื้นที่ แล้วสุดท้ายเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ เกิดการเข้ามาจนคล้าย ๆ กับทัวร์ศูนย์เหรียญ แบบนี้ ปลายทางของการผลิตอย่างโรงเหล็กที่ผมพูดถึงนี้ครับ โรงเหล็กพวกนี้พอผลิตเสร็จ ก็เกิดผงเหล็ก แล้วก็ไปกองอยู่ในบริษัทแบบที่ วิน โพรเสส เอาไปกองไว้ในชุมชน ที่โกดัง ๕ มีเป็นภูเขา ท่านคงทราบดีที่เป็นผงเหล็ก เป็นลูกโซ่กันมาตลอด และที่สำคัญที่สุดครับ ผมมั่นใจว่าท่านรัฐมนตรีทราบเรื่องโรงงานเครนถล่มนี้ ในวันที่ ๒๙ มีนาคม ว่าโรงงานแห่งนี้ มีปัญหาแน่ ๆ และที่ท่านได้ยินข้อกังวลนี้ของผม ท่านได้ยินในสภาแห่งนี้ ในห้องกระทู้ถาม เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคมครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
ผมถามกระทู้ท่านรัฐมนตรีไป เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ว่าโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และกำลังจะไปเปิด สาขาเพิ่มอีก ๑ สาขา ขอให้ท่านช่วยตรวจสอบหน่อย ที่ปลวกแดง ท่านก็รับทราบครับ แล้วเป็นอย่างไรครับ ๒ เดือนถัดมาเกิดเหตุ จนบัดนี้ผมยังไม่ค่อยเห็น Action อะไรที่เป็น รูปธรรมชัดเจนจากท่านเลยครับ และข้อสำคัญคือการเพิกเฉยแบบนี้จะนำไปสู่การที่เขา ได้ใจ แห่กันเข้ามาลงทุน จ้างงานคนจีนเอาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่ส่งเสริมรายได้ ไม่ส่งเสริมการลงทุนในเขต EEC แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ท่านต้องจริงจังและชัดเจนกับเรื่องนี้ครับ เพราะเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติของเรา ถ้าเราเคยคุยกันในสภาว่าทัวร์ศูนย์เหรียญ คือปัญหา สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามมาในเขตของผมและเขตข้างเคียงก็คือนิคมศูนย์เหรียญครับ ไม่ได้จ้างงานคนไทย ไม่ได้ซื้อของไทย และไม่ได้มีการปรับนโยบายเพื่อแก้ปัญหา ดังนั้น🔗
คำถามที่ ๓ เคสแบบที่ผมเล่ามาทั้งหมด ท่านรัฐมนตรีครับ เราจะมีการปรับ แนวนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องการส่งเสริมการลงทุน การออก BOI ให้บริษัทที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศขนเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามา ทิ้งมลพิษให้คนในพื้นที่ สร้างโรงงานไร้ความรับผิดชอบแบบ วิน โพรเสส และสร้างผลกระทบกับชุมชน เรื่องนี้ท่าน มีแนวทางจะแก้ปัญหาอย่างไรบ้างครับ เป็นคำถามที่ ๓ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะคะ เรื่อง Timeline ของการของบกลางดิฉันไม่ได้เพิกเฉยหรือละเลย ไม่ใส่ใจ ตั้งแต่มีเหตุนี้เกิดขึ้น ได้ตั้งกรรมการในการติดตามเรื่องนี้โดยเฉพาะ และที่สำคัญที่สุด กระทรวงอุตสาหกรรมเรามีการประชุมผู้บริหารทุก ๑ เดือน อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ก็เท่ากับ เดือนละ ๒ ครั้ง ดิฉันมีการติดตามเรื่องงบกลาง ให้ทางท่านปลัดกระทรวงและอธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรมมาชี้แจงนะคะ ตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ ๆ วันที่ ๙ พฤษภาคมนะคะ จนมาถึงวันที่ ๕ มิถุนายน แล้วก็มาวันที่ ๑๑ มิถุนายน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งการ ไปเพิ่มเติมนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องของงบกลางต้องนำเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สส. ว่าเรื่องนี้เราติดตามมาตลอดนะคะ แล้วก็เรื่องที่จะเข้า ครม. เมื่อไร รายละเอียดครบถ้วน เมื่อไร ดิฉันมีหน้าที่นำเข้า ครม. ค่ะ เรื่องแรกของบกลางค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการจัดการการควบคุมโรงงานที่เข้ามาตั้งในประเทศไทย ดิฉันขอความยุติธรรมอย่างแรกเลย ก็คือเรื่องของการบริหารงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนหน้านี้ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าทุกอย่างกระทรวงอุตสาหกรรมจัดการได้ แต่เราต้อง แบ่งเป็นเรื่องของการอนุญาต แล้วก็เรื่องของการควบคุมการใช้กฎหมาย วันนี้เรื่องของ การส่งเสริมการลงทุน แน่นอนค่ะ ประเทศเราอยากให้มีนักลงทุนเข้ามาในประเทศ กระทรวง อุตสาหกรรมเรามีหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใบอนุญาต หรือการควบคุม กฎหมายเรื่องของการบังคับใช้ โรงงานที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ที่เกิดเหตุเครนถล่ม วันนี้ทาง อุตสาหกรรมจังหวัดเอง และทางกรมโรงงานเองไม่ได้เพิกเฉยค่ะ ตอนนี้มีมาตรา ๓๗ ให้ปิด ปรับปรุง แล้วก็กำลังขอมาตรา ๓๙ ในการปิดกิจการ ถ้าไม่ปรับปรุงตามระยะเวลาและตามที่ ได้บอกไว้ว่าปรับปรุงให้กลับมาเป็นพื้นที่เดิมนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปตามประกาศและกฎหมายของ กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ค่อย ๆ ทำกันจากเบาไปหนักนะคะ แล้วก็ทำปฏิบัติ อย่างนี้มาทุก ๆ โรงงาน จริงอยู่ในพื้นที่ของท่านแน่นอนเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนสนใจเข้ามา ลงทุนค่อนข้างมาก มีทั้งนักลงทุนที่มีจรรยาบรรณ และนักลงทุนที่ขาดจรรยาบรรณนะคะ ที่มาส่งเสริมให้เกิดงาน จ้างงาน มูลค่าการลงทุน และนักลงทุนที่มาเอาประโยชน์จาก ประเทศไทย อันนี้ดิฉันยอมรับ และทุกคนก็ทราบดี แต่เราไม่อยากให้ทุกท่านมองว่าทุกคน ที่เข้ามานี้มาสร้างปัญหาให้ประเทศ แล้วสิ่งที่อยากให้เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า การบังคับใช้ กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายในมือของกระทรวงอุตสาหกรรม วันนี้สิ่งที่ดิฉันทำ แล้วก็ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม ท่านปลัดกระทรวงทำกันอยู่ ก็คือเรื่องของการบังคับโทษ ให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของใบอนุญาต ก่อนหน้านี้ทุกคนก็บอกว่าใบอนุญาต เรื่องของการกำจัดกากทำไมมันออกง่าย ทำไมมันมีเยอะนะคะ หลังจากนี้จะไม่ง่ายอย่างที่ ทุกคนคิดแล้ว หลายคนก็บอกว่าทำไมไม่เอาเรื่อง EIA เข้ามาประกอบในใบอนุญาตด้วย ตอนนี้ เรากำลังเอาเข้าไปเป็นหนึ่งในขั้นตอนในการพิจารณาเรื่องนี้ด้วยนะคะ เรื่องของเพิ่มโทษ ก็เช่นกันค่ะ จากเดิมมีแค่โทษปรับ โทษจำ แต่หลังจากนี้โทษจะมีการเพิ่มมากขึ้น แล้วคนที่ รับโทษก็เช่นเดียวกัน ผู้ก่อให้เกิด คนขนส่ง แล้วก็พื้นที่ที่ทำ พื้นที่ที่อนุญาตให้กำจัดทั้ง ถูกต้องและไม่ถูกต้องต้องรับโทษเหมือนกันหมด รับผิดชอบร่วมกัน ที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้ หลายคนบอกว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาด้วย เราก็จะต้องทำ ความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงคมนาคม นอกจาก Tracking แล้ว จะต้องทำความร่วมมือร่วมกันเพื่อที่จะสอบให้ได้ว่ากากของเสียที่ออกแต่ละโรงงานไปที่ไหน อย่างไร โดยใช้นวัตกรรมพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของ เงินมัดจำ ต่อไปนี้จะต้องมีเงินประกันนะคะ ก่อนหน้านี้หลายโรงงานจดทะเบียนขออนุญาต แล้วก็ไม่รับผิดชอบ ไปประมูลมาเสร็จไปทิ้งที่ไหนก็ได้ ไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง แต่หลังจากนี้จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย เรื่องเงินประกันนะคะ มีการเก็บเงินประกัน เพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ นี่คือเรื่องของกระบวนการที่จะมีการปรับเปลี่ยนไป สำหรับดิฉันเอง ต้องยืนยันผ่านท่านประธานผ่านไปยังท่าน สส. นะคะว่า ความทุกข์ของประชาชนดิฉัน ทราบดี ดิฉันก็เป็น สส. เขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะว่านี่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาแค่เพียงระยองเท่านั้น แต่กำลังเป็นปัญหาและเป็นการจัดการ และเป็นความท้าทายของกระทรวงอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีครับ จบกระทู้ถามสดทั้ง ๓ กระทู้ครับ ต่อไปจะเป็นกระทู้ถามทั่วไปนะครับ🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑. เรื่อง ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ปัญหาน้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์อย่าง เป็นระบบ นายอัคร ทองใจสด เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้มาตอบ กระทู้ถามแทน และเนื่องจากวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรมติดภารกิจ จึงขอ เลื่อนการตอบกระทู้ถามนี้ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
๒. เรื่อง ขอติดตามโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบ ส่งน้ำและการก่อสร้างอาคารถังพักน้ำในพื้นที่ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดภารกิจสำคัญที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามทั่วไปนี้ออกไปนะครับ เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
๓. เรื่อง ปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชน ในพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลก นายพงษ์มนู ทองหนัก เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอาการป่วยเนื่องจากติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จึงขอ เลื่อนการตอบกระทู้นี้ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ แต่ผมต้องบอกว่าวันนี้ผมไม่ได้พูดในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ ผมต้องขอเป็นตัวแทน ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นะครับ เนื่องจากว่าวันนี้กระทู้ทั่วไปไม่มีกระทู้ของพรรคร่วม ฝ่ายค้านเลยนะครับ มีแต่กระทู้ของฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ผมก็ยังเป็นกังวลครับ ที่ท่านรัฐมนตรีทั้ง ๓ ท่าน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายมา ไม่มีท่านใดมาตอบ กระทู้ทั่วไปเลยแม้แต่กระทู้เดียว อย่างไรวันนี้ผมต้องขอขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รวมถึงท่านรัฐมนตรีอีกหลายท่านที่ตอบกระทู้ถาม ทั่วไปอยู่ด้านล่างนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ต้องลุกขึ้นมาสะท้อนความกังวลอีกครั้งหนึ่งถึง การทำหน้าที่ร่วมกันของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ในเมื่อท่าน สส. ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเองก็ได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไป ซึ่งผมต้องบอกว่าทราบ ล่วงหน้าตั้งแต่วันศุกร์ อย่างน้อย ๆ วันศุกร์มีการประกาศวาระการประชุมแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีต้องทราบแล้วว่าท่านจะต้องมาตอบกระทู้ในวันพฤหัสบดีนี้ มีเวลาถึงเกือบ ๗ วันนะครับ ดังนั้นผมก็คิดว่าการทำงานของฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติควรจะมีความ ราบรื่นกว่านี้ แล้วผมก็ยังต้องเรียกร้องนะครับ ขอความร่วมมือจากทางฝ่ายบริหารในการ เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกันกับฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ท่าน สส. ก็อยากที่จะสะท้อนความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปจัดการแก้ไขปัญหาต่อไป ที่ผ่านมาผมต้องขอบคุณวิป ครม. หลาย ๆ ท่านที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังจำเป็นที่จะต้องสะท้อนเรื่องนี้ต่อไป เพราะวันนี้ก็ปรากฏชัดอีกครั้งนะครับว่ากระทู้ ทั่วไปถูกเลื่อนทั้งหมด แล้วจะมีปัญหาในช่วงปลาย ๆ สมัยประชุม ก็จะมีการเลื่อนกระทู้ไป จนกระทั่งไปแออัดกันวันละ ๕ กระทู้ ๖ กระทู้ ๗ กระทู้ เลื่อนกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกระทู้ ตกไปตามข้อบังคับนะครับ ต้องฝากท่านประธานไปถึงผู้เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ คุณปกรณ์วุฒิมากครับ ในช่วงแรกเราก็มีปัญหาเป็นห่วงเรื่องกระทู้สด แต่ขณะนี้ต้อง ขอบคุณท่านรัฐมนตรี รัฐบาล แล้วก็วิปทั้งสองฝ่ายนะครับ ได้ไปประสานงานมา จนกระทั่ง กระทู้สดทั้ง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการตอบทุกกระทู้ แล้วเวลาตอบแล้วรู้สึกจะ ได้ประโยชน์ครับ ทั้งประชาชน ผู้ถาม แล้วก็ท่านรัฐมนตรีนะครับ กระทู้ที่ตอบผมว่า ประชาชนได้ประโยชน์มากนะครับ รัฐบาลก็ได้ประโยชน์ ได้ชี้แจงกระจ่างชัด ส่วนว่ากระทู้ทั่วไป โดยปกติก็มีบ้าง แต่ว่าก็เป็นกระทู้ที่มีประโยชน์ แล้วก็สมาชิก ทั้งประชาชนในพื้นที่ติดตาม ก็คงต้องขอให้ท่านรัฐมนตรีมนพรซึ่งเป็นผู้ประสานงานฝ่ายรัฐบาลได้ช่วยขอความกรุณาว่า ได้ขอให้มาตอบกระทู้ที่บรรจุไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องเลื่อนไปอย่างคุณปกรณ์วุฒิว่านะครับ เลื่อนไปในที่สุดกระทู้ก็จะค้างเยอะเลยนะครับ ประโยชน์ของประชาชนก็จะเสียไปอันนี้ก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีมนพรแล้วก็วิปรัฐบาล ความจริงวิปรัฐบาลก็พยายามได้ประสานแล้วได้ตอบไป ให้พวกเราได้ทราบแล้วนะครับ อันนี้ก็ขอความกรุณาอีกครั้งหนึ่งสำหรับกระทู้สดซึ่งเรียบร้อย ดีมาก ต้องขอบคุณ ได้ประโยชน์ แล้วก็กระทู้ทั่วไปวันนี้ก็ไม่ได้มาตอบทั้ง ๓ กระทู้ ต่อไปก็คง จะไม่มีปัญหาเช่นนี้นะครับ ขอความกรุณาด้วยนะครับ🔗
ก็จบการหารือแล้วนะครับ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
ก่อนที่จะดำเนินการถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ ขอชี้แจงใน ที่ประชุมให้ทราบ การถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะแต่ละกระทู้ให้ถามและตอบได้ เรื่องละไม่เกิน ๒ ครั้ง และต้องถามและตอบให้แล้วเสร็จใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ และข้อ ๑๗๓ ประกอบข้อ ๑๖๗ นะครับ กระทู้ถามแยกเฉพาะได้มีการอนุญาตให้ประชาชน เข้าร่วมรับฟัง ขอความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับอนุญาตกรุณาปฏิบัติตามระเบียบสภา ผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรักษามารยาท ประพฤติตน ให้เหมาะสม อยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจา ส่อเสียดใด ๆ กระทำการใดอันเป็นการรบกวนขัดขวางการประชุม และห้ามใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการ ถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอก โดยหากมีการฝ่าฝืนจะให้ออกจากห้องประชุม ทันทีนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบ🔗
สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะวันนี้เพื่อประโยชน์ในการถามและ ตอบกระทู้ถามของผู้ตั้งกระทู้ถาม และของท่านรัฐมนตรี ผมขอสลับลำดับการถามและตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้นะครับ🔗
ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๒ ของท่านกฤช ศิลปชัย🔗
ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๕ ของท่านรักชนก ศรีนอก🔗
ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๑๙ ของท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ🔗
ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๒๔ ของท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ🔗
ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๒๕ ของท่านพลากร พิมพะนิตย์🔗
ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๓๒๐ ของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ อันนี้ขอเลื่อนนะครับ ไม่ทราบว่าท่านผู้ตั้งกระทู้ถามและท่านรัฐมนตรีขัดข้องหรือไม่ครับ ถ้าไม่ขัดข้อง ต่อไป🔗
๑. เรื่อง ติดตามความคืบหน้าและการแก้ไขปัญหาโครงการพัฒนา ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ นายกฤช ศิลปชัย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ครับ ท่านที่ ๑ นายปมุข เตพละกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านที่ ๒ นายอติชาต หวานสนิท ผู้อำนวยการกองบริการและกำกับ ดูแลโครงการท่าเรือสาธารณะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย🔗
ผมได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมในการเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถาม ดังนี้ ๑. นายปวัตร กาญจนะวงศ์ ๒. นายณัฐพล จักรยาโน ๓. นายคุณัชญ์ เชื้อทอง เชิญ ท่านกฤช ศิลปชัย ถามท่านรัฐมนตรีครับ คำถามแรกเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ ที่ให้เกียรติสละเวลาของท่าน มาตอบกระทู้ถามของผมในครั้งนี้ แล้วก็ขอชื่นชมท่านรัฐมนตรีนะครับที่ท่านก็ลงไปพื้นที่ จังหวัดระยองบ่อย เพราะว่าระยองนี่ก็มีปัญหาหลายอย่างนะครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ ผมจะเข้าสู่คำถามผมจะต้องขออนุญาตท่านประธานในการใช้เวลาสักเล็กน้อย แต่ว่าทั้งนี้ จะอยู่ในกรอบระยะเวลาของผมเพื่อให้ทางท่านประธานได้รับทราบข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน🔗
วันนี้ผมก็จะขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตามที่รัฐบาลได้มีการดำเนินการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ ๓ ได้ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล ซึ่งมีผลกระทบต่อ พี่น้องประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านโดยตรง ทำให้สูญเสียพื้นที่ทำกิน ส่งผลให้ จำนวนสัตว์น้ำลดน้อยลง ต่อมาก็ได้มีการร้องเรียนของพี่น้องประชาชนผู้ประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้านไปยังศูนย์ดำรงธรรมแล้วก็จังหวัดระยอง จนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งชื่อว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ ๓ เพื่อที่จะเสนอต่อกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนหลักประกัน ความเสียหายฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพชีวิตในการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา คณะทำงานชุดนี้ ได้ทำงานจนแล้วเสร็จใช้เวลาประมาณ ๑ ปีกว่า ๆ ก็ได้หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเข้ามา แบ่งออกเป็น ๓ ด้านครับ ด้านแรกคือด้านของการ ทำประมง ก็มีการกำหนดให้เป็นจำนวนเงิน ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ภายใน ระยะเวลาก่อสร้างก็คือ ๓ ปี ส่วนข้อที่ ๒ เป็นด้านค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ อันนี้จะจ่าย เป็นครั้ง ถ้ากรณีเครื่องมือประมงได้รับความเสียหาย ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาทต่อครั้ง ข้อที่ ๓ การชดเชยค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องออกเรือไปไกลขึ้น อยู่ที่ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือนเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถ้าเราดูทั้ง ๓ ข้อนี้ เราจะเห็นว่าจำนวนเงินที่จ่าย ต่อเดือนขั้นต่ำที่สุด ผมคิดแค่ข้อ ๑ กับข้อ ๓ ก็จะเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นเวลา ๓ ปีจะเท่ากับเงินประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัว หรือต่อเรือ ๑ ลำ ทีนี้ปัญหา ก็คือว่าเมื่อคณะทำงานได้พิจารณาหลักเกณฑ์อันนี้ส่งให้กรรมการบริหารมูลนิธิแล้วก็ไม่ได้มี การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาตามนี้ สุดท้ายก็ไปตัดสินใจจ่ายเงินเยียวยา ๑๐๐,๐๐๐ บาท แบบครั้งเดียวจบ จะเห็นว่ามันมีความแตกต่างกันของจำนวนเงินที่มีการชดเชยเยียวยา และในหนังสือยินยอมที่ให้พี่น้องผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในข้อที่ ๓ ก็ดันไปเขียนว่า ภายหลังจากรับเงินแล้วก็ห้ามที่จะมีการดำเนินคดี ร้องทุกข์ ร้องเรียน ร้องขอใช้สิทธิทางศาล หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการร้องขอให้มีการเยียวยาเพิ่มเติมอีก นั่นหมายความว่านี่มันเป็นการไปจำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชนเขาหรือไม่ แล้วในรายงาน EHIA ของโครงการท่าเรือมาบตาพุดกับท่าเรือแหลมฉบังมันมีความแตกต่างกันอยู่นิดหนึ่ง คือว่าของมาบตาพุดพี่น้องประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเข้าไปประเมินความเสียหายอย่าง ครอบคลุมและครบถ้วนนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ต่อไป🔗
ในสไลด์นี้ท่านประธานจะเห็นว่าอันนี้เป็น จุดตั้งของกลุ่มประมงพื้นบ้านในบริเวณพื้นที่โดยรอบนะครับ สีเขียวๆ คือกลุ่มที่ได้รับเชิญ ไปร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นของบริษัทที่ปรึกษา แต่สีแดง ๆ นี่ ๑๒ กลุ่มประมง ไม่รู้ข่าวสารเลยครับ มารู้อีกทีคือจะก่อสร้างแล้ว จึงเกิดการเรียกร้องความเป็นธรรมขึ้นมา จนเป็นการจ่ายเงินที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ว่า สุดท้ายก็จ่าย ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น คำถามข้อที่ ๑ ก็อยากจะถามทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยท่านรัฐมนตรีครับว่า การนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกองทุนหลักประกันความเสียหายฉุกเฉินใช้หลักเกณฑ์ ในการพิจารณาเงินเยียวยา ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างไรครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาทนี้มีการประเมิน ความเสียหายตามหลักวิชาการและข้อมูลต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เป็นธรรมหรือไม่ และเหตุใด ยังไประบุข้อความในข้อที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้เหมือนเป็นการจำกัดสิทธิพี่น้องประชาชนในการที่ จะพิสูจน์ความเสียหายจากโครงการครับ ซึ่งความเสียหายได้รับผลกระทบมากกว่า เงินเยียวยา เป็นการจำกัดสิทธิเขาหรือไม่ อย่างไร ผมขออนุญาตเพิ่มเติมไปเลยทีเดียวนะครับ ท่านรัฐมนตรีจะได้ตอบทีเดียว แล้วท่านรัฐมนตรีครับ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ ท่านจะสั่งการให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา คือตอนนี้ในพื้นที่มันมีความเห็นไม่ตรงกัน ทางหน่วยงานของท่าน ทางการนิคมก็บอกว่าเป็นธรรมเยียวยาแล้ว ท่านตอบมาที่ คณะกรรมาธิการของผม หนังสือการนิคมเมื่อประมาณสัก ๒ เดือนที่ผ่านมา แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ผมได้อภิปรายกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชนมันยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ผมคิดว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับที่ท่านรัฐมนตรีจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ สักทีหนึ่ง แล้วก็จะได้สร้างความเป็นธรรม แล้วก็เป็นที่ยอมรับให้กับทุกคนครับท่านประธาน คำถามที่ ๑ ครับ🔗
๒ คำถามรวดเลยใช่ไหม เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้อง กราบเรียนท่านประธานขอโทษไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านกฤช ศิลปชัย ที่จะต้อง เลื่อนกระทู้จากครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดิฉันเองไปเปิด โรงงานรถยนต์ยานยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD ที่มาตั้งฐานการผลิตในเมืองไทยค่ะ ก็เลยจำเป็น จะต้องเลื่อนในครั้งนั้น แล้ววันนี้เองดิฉันคิดว่าคำถามนี้คงยังสามารถที่จะอธิบายท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่กำลังรอคำตอบอยู่ เพราะว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างช้านานแล้วนะคะ วันนี้ขออนุญาตเข้าประเด็นเลยนะคะท่านประธาน ขอนำเรียนเรื่องที่มาที่ไปของโครงการนี้ เป็นเบื้องต้นก่อนแล้วกันค่ะ เพราะว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ให้กับประเทศแล้วก็สร้างความมั่นคงในพื้นที่ EEC ที่รัฐบาลเองมีความตั้งใจที่จะขยายพื้นที่ โดยพื้นที่ที่จะต้องทำก็คือพื้นที่จะต้องถมทะเลออกไปค่ะ แต่ว่าก่อนที่เราจะต้องถมทะเล ออกไปนั้นเราก็จะทำตามกระบวนการที่ทางกฎหมายได้กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นดิฉันเองพยายามสอบถามทางการนิคมว่าทุกครั้งที่เรา ต้องมีการรับฟังความคิดเห็น เราจะมีประชาชนมาบอกว่าไม่ทราบข่าวเรื่องนี้นะคะ ดิฉัน พยายามถามหน่วยงานว่าแน่ใจนะว่าข้อมูลข่าวสารเรื่องการรับฟังความคิดเห็นนี้ถึงพี่น้อง ประชาชนครอบคลุมและทั่วถึง ก็ไปดูสถิติการรับฟังความคิดเห็น เรามีการรับฟัง ความคิดเห็นทั้งหมด ๔ ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกดิฉันขอเข้าไปที่เรื่องของความเป็นมาของ โครงการเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นนะคะ ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๓ เป็นการรับฟัง ความคิดเห็นของการนิคมอุตสาหกรรม Timeline จะเห็นว่าครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๓ เวลาค่อนข้างใกล้กันก็คือเดือนพฤษภาคม เดือนพฤศจิกายน แล้วก็เดือนเมษายนปี ๒๕๕๘ แล้วก็ปี ๒๕๕๙ ที่เป็นปี ๒๕๕๘ และปี ๒๕๕๙ เพราะว่าอันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่โครงการจะมีการอนุมัตินะคะ เพราะว่าต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน แล้วปี ๒๕๖๒ ของกรมเจ้าท่า เพราะว่าโครงการเราจะต้องก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำ จำเป็นจะต้อง ให้กรมเจ้าท่าไปรับฟังความคิดเห็น และที่สำคัญที่สุดนอกจากรับฟังความคิดเห็นแล้ว เราจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรายงาน EHIA เรื่องของ การทำรับฟังความคิดเห็นเสร็จ มีการรายงานทั้งหมด ๒ ครั้งด้วยกัน และที่สำคัญที่สุดจะต้อง ขอมติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติค่ะ หลังจากนั้นก็มีการประกาศเขต นิคมอุตสาหกรรม แล้วก็ได้ใบอนุญาตในการสร้างจากกรมเจ้าท่ามา ที่สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาในการสร้าง ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ตั้งแต่ ครม. อนุมัติตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึง ปัจจุบันก็จะใช้ระยะเวลากว่า ๖ ปี ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการก็ไป ๘๖.๘๗ เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปี ๒๕๖๗ ค่ะ🔗
ทีนี้ดิฉันขอเข้าเรื่องของประเด็นที่ท่านสมาชิกค่อนข้างห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะพี่น้องชาวประมงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง โครงการนี้นะคะ ปรากฏว่าโครงการนี้มีการตั้งคณะกรรมการทั้งหมด ๔ ชุดด้วยกัน ชุดแรก จะเป็นคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือการเยียวยา ซึ่งที่ท่าน สส. ได้พูดไปเมื่อสักครู่ คือคณะกรรมการดังกล่าว แต่คณะกรรมการดังกล่าวนี้จะตัดสินใจได้หรือไม่จะต้องส่งเรื่อง ไปให้มูลนิธิ ก็เลยเป็นคณะกรรมการชุดที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการมูลนิธิกองทุนหลักประกัน ความเสียหายฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิก็จะเป็น การรับเรื่องจากคณะกรรมการพิจารณาแนวทางที่รับเรื่องราวร้องทุกข์และได้ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ได้วิเคราะห์ประเมินผลมาแล้วก็จะส่งไปยังมูลนิธิเพื่อบริหารพัฒนา และสนับสนุน ที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นคนตัดสินใจว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปค่ะ คณะกรรมการชุดที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและมวลชน สัมพันธ์ คณะที่ ๔ ก็จะเป็นคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบและปฏิบัติตามด้าน สิ่งแวดล้อมนะคะ ทีนี้เมื่อสักครู่ที่ท่าน สส. ห่วงใยว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แล้วก็ก่อนหน้านี้พี่น้องประชาชนที่ร้องขอมามีความต้องการที่ไม่เท่า ที่ไม่เหมือน แล้วก็สรุปแล้วไม่ได้ตามที่เขาร้องขอมา ก็จะนำเรียนว่าคณะกรรมการเราได้ เปิดรับฟังนะคะ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชน แล้วเราก็ทำตามกระบวนการก็คือวิธีการ จ่ายเงินชดเชยตามกระบวนการ EHIA ก่อนหน้านี้เรื่องของ ๑๐๐,๐๐๐ บาท มันก็มีที่มาที่ไป ว่าพื้นที่คณะกรรมการมูลนิธิได้พิจารณาการจัดสรรงบประมาณเยียวยาที่นำเรียนไป เมื่อสักครู่ว่าเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยต้องดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วย แล้วก็ที่สำคัญ ที่สุดอ้างอิงตามรายงานของ EHIA ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาตินะคะ ทีนี้หลักเกณฑ์การเยียวยานะคะว่าทำไมจะต้องเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อสักครู่ที่บอกไปว่าท่าน สส. มีความกังวลว่าขอมานี่ คณะทำงานของประชาชนร้องขอมา ขอรายจ่ายเป็นรายเดือน แล้วขอเป็นระยะเวลา ๓ ปี รวมเงินทั้งหมดกว่า ๔๑๘ ล้านบาท แต่ว่าคณะกรรมการได้พิจารณานะคะ ก่อนหน้านี้มันมีการพูดถึงว่าการเยียวยานี้เราเยียวยา ในระยะ ๕-๑๐ กิโลเมตรแรกจากพื้นที่ที่เราถมทะเลค่ะ มีพี่น้องประชาชนที่จะได้รับ การเยียวยา ณ ตอนนั้นดิฉันเข้าใจว่าประมาณ ๔๑๔ ราย เมื่อเข้าคณะกรรมการพิจารณา แล้วปรากฏว่ามีการร้องขอว่าสร้างตรงนี้มันอาจจะกระทบไปยังบริเวณหาดทั้งหมด เลยมีการ ยืดระยะทางในการเยียวยาจาก ๕-๑๐ เป็น ๑๐-๑๕ ด้วย มันก็เลยทำให้กลุ่มที่จะได้รับผล จากการเยียวยา จากเดิม ๔๑๔ ราย ก็เพิ่มอีก ๕๒๒ ราย เป็นทั้งหมด ๙๔๐ กว่ารายตัวเลขกลม ๆ จากเดิมที่เยียวยาเฉพาะพื้นที่ ๕ กิโลเมตร มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น อันนี้อย่างแรก อย่างที่ ๒ คือเรื่องเงินเยียวยาก็มีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยนั้นก็มีตัวแทน จากจังหวัด การนิคม และพี่น้องประชาชน ซึ่งโหวตส่วนใหญ่แล้วก็เห็นชอบตาม ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่ได้พูดถึงแล้วก็เป็นการจ่ายในครั้งเดียวค่ะ แล้วก็เรื่องที่ท่าน สส. ได้พูดเมื่อสักครู่ว่าเราจะ พิจารณาตั้งคณะกรรมการชุดใหม่หรือไม่ อย่างไรนี้ ดิฉันในนามของกระทรวงอุตสาหกรรม เราเห็นว่าคณะกรรมการที่มีอยู่ ๔ ชุดทำงานอย่างเหมาะสมและรอบคอบแล้ว ที่สำคัญที่สุด การจ่ายเงินเยียวยา ๑๐๐,๐๐๐ บาท อาจจะมีบางประเด็นเรื่องของการเขียนแนบท้าย เขียนสลักหลังไว้ว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นกระบวนการ ทางราชการที่ต้องป้องกันในการจ่ายเงินเพื่อไม่ต้องโดนสอบกลับจากทางคณะกรรมการ การตรวจเงินแผ่นดิน แล้วเขาก็ยังคงได้สิทธิอื่น ๆ อย่างเช่น ถ้าพี่น้องประมงมีความเสียหาย จากการทำประมงสามารถไปร้องขอจากมูลนิธิได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีบันทึกย้อนหลังว่ามีพี่น้อง ที่หลังจากได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาทแล้วยังได้รับการเยียวยาหลังจากร้องขอไปค่ะ ดิฉันขอตอบ ๒ ประเด็นคร่าว ๆ ก่อนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เขาโหวตแล้วนะครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท มาดูประเด็นคำถามต่อ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กฤช ศิลปชัย ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกลครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับที่ได้ตอบคำถาม เมื่อสักครู่นะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้รับคำตอบก็คือว่าเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มันมี ที่มาที่ไปอย่างไร คิดคำนวณหลักเกณฑ์ตามหลักวิชาการแล้วหรือไม่ เพราะผมเชื่อว่า คณะทำงานของจังหวัดระยองที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำงานปีกว่า ๆ ข้อมูล ค่อนข้างครบถ้วนแล้วก็เป็นไปอย่างยุติธรรม แต่พอมาให้อำนาจกรรมการบริหารมูลนิธิ พอไปดูสัดส่วนของกรรมการบริหารมูลนิธิ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพี่น้อง ที่ประกอบอาชีพประมง พี่น้องที่ประกอบอาชีพประมงมีสัดส่วนไม่น่าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในคณะกรรมการชุดนี้ แน่นอนครับโหวตอย่างไรก็แพ้ครับ แล้วก็คณะกรรมการกำกับติดตาม ก็เช่นเดียวกันครับ สัดส่วนของผู้ประกอบอาชีพประมงก็น้อยมาก ๆ ในส่วนนี้เราทำโครงการ ในทะเล แต่เราให้ความสำคัญกับคนที่อยู่บนฝั่งมากกว่าคนในทะเล โดยเฉพาะเรื่องของ สัดส่วน ท่านดูความแตกต่างของหลักเกณฑ์นะครับ ผมยกตัวอย่างซ้ายสุดของแหลมฉบัง ก็เฉลี่ยอยู่วันละ ๑,๐๐๐ ครับ ๕ ปี หรือ ๖ ปี น่าจะประมาณ ๖ ปี คือก่อสร้าง ๔ ฟื้นตัว ๒ ท่าเรือมาบตาพุดคณะทำงาน ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท เป็นระยะเวลา ๓ ปี ก็พอรับได้ครับ แต่ว่า จ่ายจริง ๑๐๐,๐๐๐ บาท พอดูเฉลี่ยต่อวันตกประมาณ ๕๕ บาทเอง มันต่างกัน ๒๐ เท่า มันต่างกันเกินไปไหมครับ ผมว่าเรื่องนี้มันยังไม่มีความเป็นธรรมครับท่านประธาน ก็คิดว่าผม คงจะถามท่านรัฐมนตรีอีก ถ้ากรณีว่าเราพิสูจน์ได้แล้วว่ามีความเสียหายมากขึ้น แล้วทาง การนิคมเองก็เคยจัดเวทีแล้วก็มีพี่น้องกลุ่มนี้เข้าไปแล้วก็มีการลงในเอกสารว่าถ้ากรณี เงินเยียวยาไม่พอทางการนิคมจะต้องเป็นหน่วยงานที่หางบประมาณมาเยียวยาเพิ่มเติม คำถามก็คือว่าถ้าเกิดมีการพิสูจน์ความเสียหายเกิดขึ้นมาได้จริง แล้วมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมา ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ทางการนิคม จะหางบประมาณจากตรงไหนมาเพื่อที่ชดเชย เยียวยาให้เกิดความเป็นธรรมครับ จะให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีปีต่อ ๆ ไปพี่น้องก็ยัง รอได้ หรือว่าจะใช้งบกลางขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก็รอได้ หรือว่าท่านมีแนวทางอื่น ๆ หรือไม่ เช่น การไปแก้ไขข้อกำหนดในรายงาน EHIA เพราะว่าที่ผ่านมาก็มีการแก้มาอย่าง ต่อเนื่อง แต่ก็เป็นการแก้เพื่อเอื้อให้กับผู้รับเหมาได้ประกอบการได้ง่ายขึ้น แต่ว่าถ้าเป็น ฝั่งประชาชนสู้ทีไรแก้แทบไม่เคยได้เลยครับท่านประธาน ก็คำถามสุดท้ายครับ ขอบคุณครับ🔗
ว่าอย่างไรครับ🔗
จะใช้เงินงบประมาณจากตรงไหน ถ้าเกิด พิสูจน์ความเสียหายได้ แต่ว่าก็ยังขอฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็อยากให้ท่านตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาจริง ๆ เพราะว่าอย่างที่ผมกล่าวไปมันไม่มีความเชื่อมั่นจริง ๆ แล้วก็สัดส่วนของผู้ได้รับ ผลกระทบมันน้อยโหวตอย่างไรก็แพ้ครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานขอโทษไปยังท่านสมาชิกด้วยนะคะ ยังไม่ได้ชี้แจงเรื่องที่มา ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าขออนุญาตชี้แจงเรื่ององค์ประกอบก่อนเดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพราะว่า คณะกรรมการมันมี ๔ ชุด ทีนี้ ๔ ชุดนี้ก็จะ ๓ องค์กรหลัก ๆ เลยคือ ภาครัฐ ภาคประชาชน แล้วก็ทางการนิคม ทีนี้ทางคณะกรรมการมูลนิธิกองทุนมีประชาชน แล้วก็กลุ่มที่เป็นตัวแทน ของประมงที่มาเป็นตัวแทนก็เกินครึ่งหนึ่งเลยนะคะที่มาเป็นกรรมการรอบนี้ ในเรื่องของ องค์ประกอบ ทีนี้เรื่องของที่มาของตัวเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เราทำตามที่ EHIA กำหนดไว้ แล้วก็ทางมูลนิธิได้คุยกันนะคะ ที่มาของ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็จะมาจากอย่างแรกเลยคือ การประเมินผลกระทบจาก EHIA ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะให้เงินสมทบร้อยละ ๑ ของมูลค่าโครงการ ซึ่งมูลค่าโครงการทั้งหมด ๑๒,๙๐๐ ล้านบาท ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็จะตกอยู่ที่ ประมาณ ๑๒๙ ล้านบาท ทีนี้เราก็เอาตัวเลขนี้มาเป็นหลัก แล้วก็จำนวนที่เดิมเราเคยบอกว่า ย้ำไปว่าเคยคุยกันว่าตาม EHIA ดูแลเฉพาะ ๕ กิโลเมตรแรก แต่พอเข้าคณะกรรมการเรา บอกแล้วว่าดูแล ๕ กิโลเมตรไม่เพียงพอ ขยายเป็น ๑๐-๑๕ มันก็เลยมีจำนวนเพิ่มขึ้น พอจำนวนเพิ่มขึ้นเราต้องบริหารยอดตรงนี้ด้วย มันก็เลยกลายเป็นตัวเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทีนี้ถามว่าทำไมมันไม่เหมือนกับทางตัวของชลบุรี ชลบุรีนี้พื้นที่ที่จะก่อสร้างเป็นพื้นที่ที่เดิม พี่น้องประชาชนเขามีสิทธิทำกินเรื่องของที่เขาเรียกว่าเป็นประมงชายฝั่งอยู่พื้นที่ดังกล่าว แต่พื้นที่ของระยองเป็นพื้นที่ภายใต้โครงการ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวตรงนั้นทางพี่น้องชาวประมงเอง เป็นน่านน้ำไทย แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิในการทำกินใด ๆ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะฉะนั้น เกณฑ์การจ่ายเงินจะต่างกัน การจ่ายเงินของการนิคมเป็นเหมือนกับเป็นเงินชดเชยนะคะ ความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบในการสร้างท่าเรือออกไป แต่การจ่ายชดเชยของชลบุรี เป็นการชดเชยค่าเสียหายนะคะท่านประธานมันก็เลยเกณฑ์ต่างกันค่ะ แต่ความดูแล ความสนใจ ความใส่ใจพิจารณาเหมือนกันคือตามกรอบ EHIA ค่ะ ทีนี้ดิฉันเองต้องนำเรียน ท่านประธานว่าเรื่องของการตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม คณะกรรมการชุดนี้วันนี้ดิฉันคิดว่า เวลามีประเด็นอะไรเขาก็รับเรื่องอยู่ตลอดอยู่แล้วนะคะ ก็อยากให้ใช้ช่องทางนี้ แล้วก็ที่สำคัญ ที่สุดทางการนิคมอุตสาหกรรมเองเราก็ให้ความสำคัญนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง คณะกรรมาธิการสามัญก็ได้เชิญทางการนิคมไปมีประเด็นเรื่องนี้ไปด้วยนะคะ เรื่องความ ห่วงใยว่าอยากให้ตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมมา ทางการนิคมเองเราก็บอกแล้วว่ายังอยากให้ใช้ ช่องทางนี้อยู่เพียงแต่ว่าถ้าพี่น้องประชาชนพี่น้องชาวประมงได้รับผลกระทบใด ๆ เพิ่มเติม เราก็จะใช้ช่องทางนี้พิจารณาเป็นพิเศษ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าตัวโครงสร้างเนี่ยเรายึดหลัก ตาม EHIA ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
จะฝากอะไรไหมเหลือนิดหน่อย ท่าน สส. ก็ไปติดตามใกล้ชิดกับท่านรัฐมนตรี เวลาเขามี ประชุมอะไรท่าน สส. ก็เข้า เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ที่ยังให้ผมได้ทิ้งท้าย ช่วงสุดท้ายนะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ผมเข้าใจท่านในการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ ทีนี้ผมก็ไม่รู้จะอย่างไรต่อ ผมก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ของผมด้วยนะครับ จุดจอด ๕ กิโลเมตร ๑๐ กิโลเมตร ผมว่าที่ผ่านมาเขาพิจารณากันที่ จุดจอดเรือ เขาไม่ได้ดูที่พื้นที่ทำกินครับท่านรัฐมนตรี สมมุติเขาจอดเรืออยู่ ๑๕ กิโลเมตรจริง แต่ว่าเขาออกเรือมาทำกินในพื้นที่ ๑๐ กิโลเมตรอยู่ดี ฝากท่านรัฐมนตรีพิจารณาตรงนี้ แล้วเดี๋ยวอย่างไรเสียผมอาจจะขออนุญาตท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับว่า ผมก็อาจจะ ต้องขอติดตามเรื่องนี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องหาคำตอบที่ชัดเจนบอกกับพี่น้องประชาชนได้ ถ้าท่านจะไม่ดูแลเพิ่มเติมจริง ๆ นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่าน สส. ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
๒. เรื่อง ขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ นางสาวรักชนก ศรีนอก เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้🔗
๑. นางพรนิภา มาสิรังสี รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์🔗
๒. นางวาสนา ทองจันทร์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครอง สิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์🔗
และอนุญาตให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถาม ๑. นายอภิรักษ์ ภักดี ๒. นายพศวัต ศักดาประยูร ๓. นางสาวพีรญา นพรัตน์ ต่อไปเชิญ ท่านรักชนก ศรีนอก ถามเลยครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง และหนองแขม จะขอตั้งกระทู้ถาม ท่านรัฐมนตรีกระทรวง พม. เกี่ยวกับเรื่องศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แล้วก็การดูแลผู้สูงอายุองค์รวม ก็คืออย่างที่เราเข้าใจกันว่าตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนะคะ แล้วก็ ตอนนี้สถิติมีผู้สูงอายุต่อสัดส่วนจำนวนประชากรประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าถ้าตามที่ หลาย ๆ สำนักคำนวณในอีกประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้า คือปี ๒๕๗๖ มันจะไปอยู่ที่ ๒๘ เข้าใจ ว่าถึงวันนั้นท่านรัฐมนตรีก็อาจจะไม่ได้นั่งอยู่กระทรวงนี้นะคะ แต่ว่าเรียกว่าแนวโน้ม ที่ประเทศไทยจะไปทางนั้นก็อยากจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ อันดับแรกดิฉันก็อยู่อนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำงบประมาณ แล้วก็ปีนี้ได้นั่งห้อง งบประมาณด้วย ก็ได้ไปตรวจสอบดูงบที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุก็เข้าใจว่ามันก็จะมีประปรายอยู่ใน กระทรวงอื่นบ้างนะคะ แบบสอนเขียน Code โน่น นี่ นั่น อะไรอย่างนี้ แต่ว่าหลัก ๆ มันก็คือ จะอยู่ใน พม. ดิฉันก็เลยอยากถามว่าตอนนี้คือเห็นว่ามีหลัก ๆ คือ ๒ โครงการก็คือการปรับ สภาพแวดล้อม ซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุหลังละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ทั่วประเทศก็จะ อยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐ หลัง ทีนี้มันก็มีเงื่อนไขว่าโอเคจะต้องยากจน รายได้ไม่เพียงพอต่อ การยังชีพ แต่ว่ามันก็จะตกแค่ประมาณ ๗๖ จังหวัด มันจะได้ประมาณ ๕๐ กว่าหลังแบบนี้ ไม่เกินนะคะ แล้วก็ถ้าจังหวัดไหนที่เหมือนกับว่าเข้าไม่ถึงสิทธิอาสา พม. ไปไม่ถึง หรือว่า คนไม่รู้ก็อาจจะข้ามสิทธิตรงนี้ไปเลยนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือที่เป็นโครงการ ที่ปรากฏก็คือครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุ ๓,๐๐๐ บาท อันนี้ก็คือเหมือนกับว่าถ้าใครที่ ไปลงทะเบียนใช่ไหมคะ อยู่ในศูนย์พัฒนาสวัสดิการผู้สูงอายุหรือว่าอย่างลงทะเบียน บ้านบางแคแล้วไม่ได้รับสิทธิอย่างนี้ ก็คือก็จะหาครอบครัวให้ใช่ไหมคะ แต่ว่าทีนี้มันมี ๒ โครงการนี้ที่เป็นโครงการหลัก ๆ แล้วก็จะมีเบี้ยผู้สูงอายุ ทีนี้อยากจะสอบถามว่า ศูนย์พัฒนาจัดการสวัสดิภาพผู้สูงอายุที่มีอยู่ ๑๒ แห่ง แล้วก็กับ ๒ โครงการนี้บวกกับ สวัสดิการผู้สูงอายุเดือนละ ๖๐๐ บาท คือท่านมีแผนในอนาคตว่าจะปรับสวัสดิการที่เกี่ยวกับ ผู้สูงอายุ หรือว่าเรียกว่าเป็นการช่วยเหลือหรือเป็นการสงเคราะห์ไปในแนวทางในอนาคต มีอะไรที่ท่านวางแผนว่าจะทำบ้าง แล้วก็ในส่วนของลงลึกไปคำถามที่ดิฉันถามก็คือว่า เรื่องศูนย์พัฒนาจัดการผู้สูงอายุว่าตอนนี้มันมี ๑๒ แห่ง ก็กระจายอยู่ตามหัวเมืองหลัก แล้วมันก็เป็นอย่างนี้มาสักพักแล้ว ท่านมีแผนที่จะขยายไปในหัวเมืองรองหรือว่าในพื้นที่ ที่มีผู้สูงอายุแบบหนาแน่นจำนวนมากหรือไม่ อย่างเช่น ในภาคอีสานอย่างนี้นะคะ แล้วก็ของที่ มีอยู่เดิม ๑๒ แห่ง ท่านมีเป้าหรือว่าจะจัดสรรงบประมาณในการขยับขยายอย่างไร เพราะว่า อย่างบ้านบางแคท่านก็คงจะเห็นข้อมูลอยู่ในมือว่าตอนนี้คือมันต่อกันไปแบบหลักสิบปีแล้ว คือจองกันล่วงหน้าแล้วก็มีการวางค่าจองโน่น นี่ นั่น ซึ่งพูดง่าย ๆ คือมันคับแคบแออัดแล้ว แล้วมันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการอันนี้ท่านมีแผนจะขยายอย่างไร อันนี้เป็นคำถามแรกค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ ขออนุญาตตอบกระทู้ถามของ ท่าน สส. รักชนก ศรีนอก จากพรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานครนะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ต้องขอบคุณที่ท่าน สส. ถามกระทู้นี้ เพราะว่าผมเองถ้าไม่ได้ไปศึกษาข้อมูลก็จะไม่รู้ ข้อมูลเกี่ยวกับการตอบคำถามของท่าน สส. ก็ต้องขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลมา🔗
ประเด็นแรก ท่านประธานครับ ถูกต้องครับท่าน สส. ได้บอกว่าวันนี้เรามี ผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๑๓.๕ ล้านคน หรือประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้วของจำนวน ประชากร และในอนาคตอีกไม่นานก็จะเพิ่มเป็นถึง ๒๐ กว่าถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ ประเทศไทยของเรานั้นก้าวข้ามจาก Aged Society คือสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบกลายเป็น สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดหรือว่า Super Aged Society ในการนี้ต้องเรียนว่ากระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือกระทรวง พม. เราได้ทำงานเกี่ยวกับด้าน ผู้สูงอายุ ประเด็นที่ผมเองก็เพิ่งจะได้เข้าใจเพิ่งทราบเหมือนกันครับท่านประธาน ขออนุญาต เรียนไปถึงท่าน สส. คือว่าการดูแลหรือว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจริง ๆ บทบาทภารกิจในการดูแล ผู้สูงอายุนั้นได้มีการถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นเมื่อปี ๒๕๕๒ หรือว่าประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว ทีนี้ศูนย์ที่ยังอยู่กับเราอีก ๑๒ ศูนย์ ที่ท่าน สส. ได้พูดเมื่อสักครู่นั้น ๑๒ ศูนย์นั้นมีอยู่ที่ ภาคกลาง ๔ ศูนย์ ก็คือบ้านบางแคที่ท่าน สส. ได้กล่าวไป มีอยู่ที่ปทุมธานี มีอยู่ที่อยุธยา แล้วก็มีที่ชลบุรีที่บางละมุง แล้วก็มีภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก ๓ แห่ง อยู่ที่บุรีรัมย์ ขอนแก่น แล้วก็นครพนม มีภาคเหนืออีก ๒ แห่ง อยู่ที่เชียงใหม่ แล้วก็ลำปาง แล้วก็ภาคใต้ อีก ๓ แห่ง อยู่ที่ภูเก็ต สงขลา แล้วก็ที่จังหวัดยะลานะครับ ข้อมูลเหล่านี้ถ้าหากว่าท่าน สส. ต้องการ เดี๋ยวผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่ส่งให้นะครับ คราวนี้ ๑๒ ศูนย์นี้จากการที่เราไม่ได้มี หน้าที่ในการที่จะ Take care ผู้สูงอายุจริง ๆ เพราะว่าเราได้โอนถ่ายภารกิจนี้ไปให้กับท้องถิ่น เมื่อปี ๒๕๕๒ แล้ว คำถามคือว่าแล้วศูนย์ ๑๒ แห่งนี้คืออะไร ทำหน้าที่อะไรนะครับ ชื่อจริง ๆ ของศูนย์นี้ในขณะนี้ชื่อว่า ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งบริบทการทำงาน ของศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอยู่ประมาณ ๓-๔ หลักด้วยกัน🔗
ภารกิจแรก จะเป็นศูนย์ในการที่จะจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน ก็คือการส่งเสริมระบบดูแลผู้สูงอายุ การเข้าถึงสิทธิของผู้สูงอายุ เพราะว่าวันนี้ผู้สูงอายุ หลายท่านยังไม่ทราบเลยว่าตนเองนั้นมีสิทธิอะไรบ้าง อันนี้จริง ๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของ ผู้สูงอายุเพราะว่าแต่ละกระทรวง ยกตัวอย่างเช่น พม. นะครับ เราก็มีสวัสดิการแบบหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขก็จะมีสวัสดิการแบบหนึ่ง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ก็จะมีสวัสดิการให้แบบหนึ่ง ดังนั้นผู้สูงอายุหลายท่านยังไม่ทราบว่า แต่ละหน่วยงานมีอะไรบ้าง ศูนย์นี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูล แล้วก็เป็นศูนย์กลางในการประสาน จัดการเรื่องสวัสดิการสิทธิต่าง ๆ ของผู้สูงอายุในชุมชนนะครับ🔗
ภารกิจที่ ๒ ของศูนย์นี้จะเป็นการจัดสวัสดิการของผู้สูงอายุในชุมชนด้วยกัน เองนะครับ คือการไปดูว่าผู้สูงอายุนั้นมีมาตรฐานการใช้ชีวิต ศักยภาพของผู้สูงอายุใน ชุมชนนั้น มีการดูแลหรือมีการส่งเสริมมากน้อยเพียงใด แล้วก็มีการประเมินผลว่าในชุมชนนั้น ผู้สูงอายุได้มีการดูแลและมีการเข้าถึงสิทธิเพียงพอแล้วหรือไม่🔗
ภารกิจที่ ๓ ของศูนย์นี้จะเป็นศูนย์การเรียนรู้แล้วก็ให้คำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะมาเอื้อในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุถ่ายทอดวิชาอาชีพ ภูมิปัญญา เพราะว่าวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธานว่าการที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและมีคน ที่อยู่ในวงจรการทำงานน้อยลงนั้น เราจำเป็นที่จะต้องได้ผลิตภาพหรือว่า Productivity จาก ผู้สูงอายุนะครับ ดังนั้นอีก ๑ บทบาทที่สำคัญของศูนย์นี้ก็คือการให้ความรู้ การให้คำปรึกษา ว่ามีเทคนิคใหม่ ๆ หรือเทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาให้กับผู้สูงอายุ🔗
ส่วนสุดท้ายเป็นการให้บริการข้อมูลต่าง ๆ เป็น Data Center ให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ผู้สูงอายุอาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนะครับ เป็นการเก็บสถิติข้อมูลทางด้าน สวัสดิการด้านสังคม สถิติที่ผ่านมา การประเมินงานต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เรียกว่าเป็นบริบทของ ศูนย์ในวันนี้🔗
ทีนี้การพัฒนาของศูนย์ไปในอนาคตนะครับ ที่ท่าน สส. มีความเป็นห่วง ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ การพัฒนาเอาของศูนย์นี้ก่อนนะครับ เราจะมีทั้งเรื่องมิติเรื่อง สุขภาพ การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุนั้นมีเรียกว่า โสตในการฟัง ในการอ่านหนังสือ ในการ เล่นเกม ในการออกกำลังกาย ซึ่งมิติทางด้านสุขภาพนั้นเราพูดถึงการที่จะทำให้ผู้สูงอายุ มีช่วงปลายที่ Active ขึ้น ไม่ใช่นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรขึ้นมานะครับ แล้วมันก็จะเป็น การป้องกันโรคต่าง ๆ นะครับ การใช้สมอง การใช้ร่างกายอยู่เรื่อย ๆ นั้นก็จะป้องกันไม่ให้ ผู้สูงอายุนั้นเจอสภาพซบเซาแล้วก็ร่างกายเสื่อมโทรมไปในที่สุด มิติต่อมามีการพัฒนา เกี่ยวกับเรื่องด้านสภาพแวดล้อม การดูแลสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ รวมไปถึง มิติเรื่องเศรษฐกิจที่เราพูดถึงว่าจะส่งเสริมอาชีพ สอนให้ผู้สูงอายุนั้นผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมานะครับ รวมไปถึงมิติทางด้านสังคมที่ให้ผู้สูงอายุนั้น ได้มีกิจกรรมร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ กับผู้สูงอายุรายอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุนั้นเฉาในบั้นปลายของชีวิต🔗
ซึ่งนอกจากนั้นแล้ว ท่าน สส. ถามประเด็นเกี่ยวกับเรื่องยกตัวอย่างเช่น บ้านบางแค อันนี้ในบริบทของกระทรวง พม. ในขณะนี้ผมได้ขอให้ทางการเคหะแห่งชาติ ดูพื้นที่ของการเคหะเองว่ามีพื้นที่ใดบ้างที่เหมาะสมในการที่จะพัฒนาให้กลายเป็น คล้าย ๆ กับบ้านบางแคครับ เพื่อที่จะสามารถรองรับผู้สูงอายุได้มากขึ้น ส่วนเบี้ยของ ผู้สูงอายุในขณะนี้จ่ายกันเป็นระบบเรียกว่าขั้นบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท และ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งขั้นตอนการจ่ายก็คืออายุ ๖๐ ขึ้นไปก็จะ ๖๐๐ บาท ๗๐ ขึ้นไป ๗๐๐ บาท ๘๐ ขึ้นไปก็ ๘๐๐ บาท แล้วก็ ๙๐ ขึ้นไปก็จะเป็น ๑,๐๐๐ บาท แล้วในขณะนี้การให้เรายัง ไม่ได้ให้แบบถ้วนหน้า เรามีผู้สูงอายุ ๑๓.๕ ล้านคน เราให้กันอยู่ที่ประมาณ ๑๐ ล้านคน อยู่ในขณะนี้ ซึ่งใช้เม็ดเงินอยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๆ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีแนวคิดที่อยากจะขอขยายเบี้ยผู้สูงอายุขึ้นไปเป็นหนึ่ง ๑,๐๐๐ บาทและถ้วนหน้า ซึ่งตรงนี้ ผมเองก็เห็นด้วย แต่ว่าข้อจำกัดทางด้านงบประมาณแม้แต่ปี ๒๕๖๘ ที่เรากำลังดูอยู่เช่นกัน เพราะว่าด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เรามีอยู่ในขณะนี้ให้เป็นขั้นบันไดแบบไม่ถ้วนหน้า เราใช้เงิน อยู่ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกประมาณ ๕ ปีจากนี้ไปครับ ถ้าเรายังใช้มาตรการนี้อยู่ คือไม่ถ้วนหน้าและเป็นขั้นบันได จาก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าหากว่าเราเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ บาทถ้วนหน้า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะเพิ่มเป็น ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่คงต้องพิจารณาถึง สถานะทางการเงินและการคลังว่าเราพร้อมที่จะจ่ายมากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นก็ขออนุญาต นำเสนอข้อมูลตามที่ท่าน สส. ซักถามมาในข้อแรก ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่าน สส. คำถามที่ ๒ ครับ🔗
รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจาก ชาวบางบอน จอมทอง และหนองแขม ขอบคุณท่านประธานค่ะ คือดิฉันทราบว่ามันมีภารกิจ ที่ถ่ายโอนไปเกี่ยวกับเรื่องพวกศูนย์ไม่แน่ใจว่าชื่อตรง ๆ มันคืออะไร ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนี่ แต่ว่าแน่นอนท้องถิ่นมีข้อจำกัดเยอะมาก ๆ แบบที่เราทราบกันเลยคือเรื่องงบประมาณนะคะ แล้วก็เรื่ององค์ความรู้ในการดูแล ไม่ว่าจะเป็นแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์ผู้สูงอายุ แล้วก็ เรื่องอื่น ๆ ที่ถ่ายโอนไปสู่ท้องถิ่น ดิฉันเล่าให้ท่านรัฐมนตรีฟังอย่างนี้ ยกตัวอย่างนะคะ อย่างเรื่องถนนที่มันมีการถ่ายโอนไปจากทางหลวงชนบทไปให้ท้องถิ่น แล้วสุดท้ายก็คือ บอกว่าโอเคถ่ายโอนไปแล้วท้องถิ่นไปรับผิดชอบเอาเอง แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือท้องถิ่น ไม่มีงบประมาณหรือไม่มีองค์ความรู้ หรือว่าไม่มีอุปกรณ์หรือว่าศักยภาพที่จะทำได้ จริง ๆ คือสุดท้ายมันก็จะมีการเรียกว่าเอาบางส่วนเรียกว่าหาทางที่ ทล. ทช. กรมทางหลวง ชนบท กรมทางหลวงนี่จะกลับไปดูแลถนนตรงนั้น แน่นอนว่าอย่างในเรื่องของผู้สูงอายุ อย่างนี้ก็เช่นกัน ดิฉันอยากทราบว่าในเมื่อสังคมมันลู่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบอย่างรวดเร็ว ขนาดนี้ แล้วท้องถิ่นท่านน่าจะทราบดีว่าเขาก็จะมีข้อติดขัดเรื่ององค์ความรู้ในการดูแล ผู้สูงอายุ หรือว่าแม้กระทั่งจะเป็นแบบศูนย์เด็กเล็กเองมันก็ติดขัดเต็มไปหมดทั้งเรื่อง งบประมาณ ทีนี้อยากจะสอบถามว่า พม. เอง มีแนวทางอย่างไรที่จะเข้าไปดูแลหรือ ช่วยเหลือศูนย์เหล่านั้น อาจจะเป็นโครงการแบบมี พม. เข้าไปทำจัดการสวัสดิภาพ หรือว่าช่วยเหลืออะไรแบบนี้ไหมที่เป็นเครือข่าย หรือว่าเป็นงบประมาณจากทาง พม. เข้าไป ดูแลศูนย์เหล่านั้นนะคะ แล้วก็เรื่อง ๑๒ ศูนย์ คืออยากทราบว่าแผนที่ท่านบอกว่าท่านจะให้ การเคหะแห่งชาติไปดูพื้นที่อย่างนี้ มีวางแผนในอนาคตไว้บ้างหรือยังว่ามันจะเป็นที่ไหน แล้วก็ถ้าท่านจะทำท่านได้จัดงบประมาณเอาไว้ในปีงบประมาณที่เท่าไร จะเป็นปีหน้าเลยไหม หรือว่าจะเป็นปี ๒๕๗๐ อันนี้อยากจะสอบถามความคืบหน้าที่มันเป็นรูปธรรม แล้วก็ คือมีเวลาอีกสักนิดหนึ่ง ดิฉันเล่าให้ฟังนะคะ อย่างนโยบายของพรรคก้าวไกลเราเองเข้าใจว่า ผู้สูงอายุคือการที่บางทีเขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่บ้านพักคนชรา หรือว่าไม่อยากจะไปอยู่ โน่น นี่ นั่น แล้วมันจะต้องมี ๑ บ้านเสมอที่เหมือนกับมันต้องมีคนหนึ่งลาออกจากงานมา เพื่อดูแลคุณพ่อคุณแม่ใช่ไหม ทีนี้เรามีแนวคิดว่าทำไมถึงไม่ทำเป็นเหมือนกับศูนย์ดูแล ผู้สูงอายุ อาจจะแบบตามตำบลหรือว่าตามชุมชนอย่างนี้นะคะ แล้วก็ให้อาสาสมัครที่เขาต้อง ลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่อยู่แล้ว เหมือนกับเราอาจจะลงขัน พม. ครึ่งหนึ่งหรือว่าใคร จะใส่อีกครึ่งหนึ่ง หรือว่าคนที่เอาพ่อแม่มาฝากใส่อีกครึ่งหนึ่งนะคะ แล้วก็ให้เป็นเงินเดือน กับคนที่เป็นคนดูแลอย่างนี้ แล้วก็ท่านอาจจะทำเป็น Sandbox ก่อนก็ได้ดูว่ามันเวิร์กไหม แล้วก็อาจจะค่อยขยายอะไรอย่างนี้ แล้วก็อย่าง ๑๒ ศูนย์อย่างนี้คิดว่ามันเป็น Sandbox มาสักพักแล้ว ดังนั้นคือถ้ามันเวิร์กก็ต้องแบบหาทางขยับขยายได้แล้วค่ะ อันนี้คือโอเคกลับมา ที่คำถามก็คือว่าเรื่องที่ท่านให้การเคหะไปดูที่ทาง มันจะปรากฏเป็นงบประมาณที่จะใช้ ก่อสร้างหรือว่าทำเพิ่มเติมอยู่ในปีไหนตามแผนของท่านนะคะ แล้วก็ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุตามที่ ถ่ายโอนให้ท้องถิ่นไป ท่านจะทิ้งไปเลยไหม คือโอเคมันไม่ใช่หน้าที่ของฉันแล้ว แล้วก็แบบ ลาก่อนหรือว่าจะมีการแบบให้อาสา พม. ไปช่วยแบบว่าจัดการดูแลศูนย์เหล่านี้ไหม หรือว่า จะสนับสนุนเป็นงบประมาณที่ไปในทางอ้อมที่มันจะไม่กระทบกับกฎหมายถ่ายโอน อย่างไรบ้างค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง พม. ครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่าน สส. นะครับ ท่านพูดได้ตรงประเด็น ประเด็น ปัญหาเรื่องการถ่ายโอนนะครับ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้นหลายเรื่องครับ ไม่ใช่แค่ เฉพาะเรื่องถนนหรือผู้สูงอายุนะครับ ที่ทางท้องถิ่นนั้นหลายครั้งที่มีความไม่พร้อมนะครับ แต่ว่าจำเป็นที่จะต้องรับภารกิจหน้าที่ไป เพราะว่าอย่างก่อนหน้านี้ที่กระทรวงทรัพยากรก็มี ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ำที่ไม่สามารถจะดูแลได้ ทีนี้กลับมาที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้สูงอายุครับ เรื่องของการที่ให้เคหะไปดูที่ ตอนนี้เราหาที่เจออยู่ประมาณ ๒-๓ แปลง มีในส่วนของทาง จังหวัดชลบุรี แล้วก็ที่จังหวัดนครราชสีมา คราวนี้การที่จะขอใช้พื้นที่นั้นอาจจะต้องมีการ ขออนุญาตทางเจ้าของจริง ๆ ซึ่งเจ้าของจริง ๆ ก็คือทางกรมธนารักษ์นะครับ จะต้องมีการ ขออนุญาตปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ เพราะว่าหน้าที่ของการเคหะตอนแรกก็คือการที่จะให้ ดูแลพี่น้องประชาชนทั่วไป แต่การจะปรับเปลี่ยนบริบทมาเป็นให้ดูผู้สูงอายุนั้น จำเป็นที่ จะต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้ ต้องขออนุญาตจากทางกรมธนารักษ์ครับ นอกจากนั้นเอง พอจะเริ่มต้องเรียนท่าน สส. ว่าข้อจำกัดของงบประมาณไทย ถ้าหากว่าเราอยากจะทำอะไร โครงการอย่างที่ท่าน สส. เสนอมาซึ่งตรงกับที่พวกเราคิดนะครับ เราต้องมีการศึกษาว่าจะ ออกมาเป็นรูปแบบใด ออกแบบเป็นอย่างไรนะครับ ขั้นต้นนี้ก่อนที่จะสร้างขึ้นมาเป็นตึกเลย ต้องไปศึกษาโครงการก่อน แล้วก็การศึกษาเหล่านั้นจะออกมาเป็นรูปเล่มว่าจะต้องทำแบบ ๑ ๒ ๓ ๔ แล้วเราจะเอารูปเล่มนั้นเป็นตัวไปของบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ผมคิดว่า การศึกษาคาดว่าน่าจะใช้ปี ๒๕๖๘ นะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ในการศึกษา แล้วก็ไปขอ งบประมาณนั้นกว่าจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างเร็วสุดก็จะต้องเป็นปีงบประมาณ ๒๕๖๙ หรือปี ๒๕๗๐ นะครับ แน่นอนมันไม่ได้ทันใจ ไม่ได้รวดเร็วนะครับ แต่ว่าต้องบอกว่า ด้วยกติกาที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เราก็มีความร้อนใจเพราะว่าปริมาณผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้น ทุกวัน หรือแม้แต่ในบ้านบางแคก็มีการเรียกว่ารอให้คนที่อยู่ข้างในขึ้นสวรรค์เร็ว ๆ คนใหม่ จะได้เข้าไป อันนี้เราก็ได้รับทราบข้อมูลมาเหมือนกันนะครับ🔗
ประเด็นต่อมา เกี่ยวกับเรื่องศูนย์ทั้งหลายที่เราได้ถ่ายโอนไปแล้วนั้น แน่นอน เราไม่ทอดทิ้งนะครับ ในขณะนี้เองเราได้มีโครงการนักบริบาลและพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ เกิดขึ้นนะครับ นักบริบาลและพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุนั้นขณะนี้หน้าที่ก็คือการที่ส่งไปตามพื้นที่ ต่าง ๆ นะครับ เราส่งไปตามพื้นที่ต่าง ๆ นั้นมีอยู่ ๑๒ จังหวัดใน ๑๙ พื้นที่ มีทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้นะครับ มีเชียงใหม่ เชียงราย รายชื่อตรงนี้เดี๋ยวผมจะให้ท่าน สส. นะครับ เพราะผมจะอ่านเร็ว ๆ เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก สุพรรณบุรี นครปฐม แล้วก็หน้าที่ของนักบริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุจะทำอย่างที่ท่าน สส. พูดเลย คือเข้าไปดูใน แต่ละพื้นที่ว่าเขาปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ดูแลผู้สูงอายุได้ตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้หรือไม่ แล้วก็จะไปดูความเป็นอยู่ ไปดูถึงการปฏิบัติงานต่าง ๆ ซึ่งผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เหล่านี้มีเงินเดือนด้วย ไม่ได้ทำฟรี ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นจะทำงานกันอย่างเต็มที่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ มีอะไรฝากท่านรัฐมนตรีครับเหลือนิดหนึ่ง🔗
เหลืออีกนิดหนึ่งนะคะ ท่านประธาน ขอฝากค่ะคือดิฉันก็เข้าใจทั้งข้อจำกัดทางงบประมาณ แล้วก็ข้อจำกัดคือ ท่านอาจจะต่อรองกับรัฐบาลลำบากในการที่จะทำโครงการใหญ่ ๆ เพราะตอนนี้มันก็มี Digital Wallet เป็นก้อนเบ้อเร่อที่อาจจะค้างไปอีกหลายปี แล้วจะส่งผลกับงบประมาณใน ปีถัด ๆ ไปด้วย ก็อยากเป็นกำลังใจให้ท่านนะคะ แล้วก็คิดว่าถ้าท่านได้ทิ้งอะไรเอาไว้ให้กับ สังคมผู้สูงอายุตอนนี้ก่อนท่านจะหมดวาระไปคิดว่าเขาคงจำไปอีกนาน เพราะว่าประเทศไทย มันกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่านทำ ๒ ที่นี้ ที่ท่านกล่าวมาว่ากำลัง ดูพื้นที่อยู่นี้ได้สำเร็จ อย่างน้อยมันก็เป็นอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรมว่าเราจะมีพื้นที่ที่ดูแล ประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุได้เพิ่มมากขึ้น ก็คงประมาณเท่านี้ค่ะท่านประธาน ขอบคุณนะคะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณท่าน สส. ครับ🔗
๓. เรื่อง การพัฒนาและต่อยอดฟีเจอร์ของ Traffy Fondue แพลตฟอร์มในการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมือง นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ๑. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวง อุดมศึกษา ท่านที่ ๒ ท่านดอกเตอร์วสันต์ ภัทรอธิคม นักวิจัยอาวุโส หน่วยงานบริการ นวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเมือง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงอุดมศึกษานะครับ ต่อไปเชิญท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ได้ถามท่านรัฐมนตรี เป็นคำถามแรกครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณค่ะท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้กรุณา มาตอบกระทู้ของดิฉันในวันนี้ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้หลายท่านคงจะเคยได้ยิน ได้ใช้ Application Traffy Fondue กันมาไม่มากก็น้อยแล้ว และทราบดีว่า Application นี้ ได้มีการพัฒนามาเป็นระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปีแล้วนะคะ แล้วก็เริ่มมาโด่งดังเป็นอย่างมาก ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ท่านอาจารย์ชัชชาติได้ มีการนำขึ้นมาใช้เพื่อที่จะแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยของกรุงเทพมหานคร ดิฉันก็ต้องขอชื่นชม รัฐบาลหน่วยงานที่สร้าง Application นี้ขึ้นมา ทราบว่าเป็นหน่วยงาน สวทช. ที่นำเอา เทคโนโลยีนี้มาใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อที่จะยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อที่จะ สร้างสังคมให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ปัญหาต่าง ๆ เรื่องเล็ก ๆ สามารถนำมาร้องเรียนแจ้งกับทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านทาง Application นี้ ไม่ว่าจะเป็นประปา ถนนชำรุด อุปกรณ์ชำรุดต่าง ๆ การจราจร ยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งประชาชนสามารถร้องเรียนผ่าน Application นี้ผ่านทาง โทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดายทุกที่ทุกเวลา แล้วหน่วยงานก็ได้มีการแก้ไขปัญหาได้อย่าง รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตามข้อมูลที่ดิฉันทราบในปัจจุบันมีหน่วยงานเกือบ ๒,๐๐๐ หน่วยงาน ที่ได้มีการใช้ Application นี้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ รัฐสภาแห่งนี้เองก็มีการนำ Traffy Fondue มาใช้ใช่ไหมคะ เพื่อที่ให้ทางคนที่ใช้งาน เจ้าหน้าที่นั้นได้มีการแจ้งถึงอุปกรณ์ อะไรต่าง ๆ ที่ชำรุดแล้วก็จะได้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง หลายท่านก็มีการนำ Traffy Fondue ไปใช้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งข้อร้องเรียน ต่าง ๆ แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาทำการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็ได้เรียนแจ้งถึงประโยชน์ความคล่องตัวของ Application นี้ไปแล้วนะคะ มันจะเป็น ที่น่าเสียดายค่ะ ถ้าหากว่าภาครัฐเองนั้นไม่ได้มีการพัฒนา แล้วก็ต่อยอดฟีเจอร์ของ Application Traffy Fondue นั้นอย่างต่อเนื่อง🔗
ดิฉันจึงขอเข้าคำถามแรกเลยนะคะท่านประธาน ดิฉันขอเรียนถามท่าน รัฐมนตรีว่ารัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาต่อยอดฟีเจอร์ของ Application Traffy Fondue นี้ อย่างไรในระยะสั้น ระยะยาวหรือไม่ อย่างไร รบกวนขอทราบรายละเอียดด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมนะคะ ขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ท่านได้กรุณาถาม เพื่อที่เราได้ มีโอกาสชี้แจงข้อมูลที่เป็นประโยชน์นะคะ ก็ขออนุญาตตอบกระทู้ถามท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติดังนี้นะคะ🔗
แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เป็น แพลตฟอร์ม ที่รับเรื่องแล้วก็บริหาร จัดการปัญหาเมือง พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวง อว. เป็น แพลตฟอร์ม สำหรับประชาชนทั้งคนไทย แล้วก็ต่างชาติ สามารถแจ้งปัญหาที่พบเจอได้ทุกที่ทุกเวลา ทั่วประเทศไทย แล้วก็เปิดให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเช่น เทศบาล ส่วนภูมิภาค นิติบุคคล หรือหน่วยงานใด ๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานครที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาเอ่ยมาแล้ว ได้เข้าใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อรับแจ้งเรื่องแล้วก็บริหารจัดการแก้ไขปัญหาที่หน่วยงานตนเองรับผิดชอบ หรืออาจจะ ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการบูรณาการการแก้ไขปัญหา ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวง อว. โดย สวทช. ได้ให้ความสำคัญโดยตั้งเป็น โครงการหลัก ๑ ใน ๔ Core business ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ปัจจุบัน Traffy Fondue สามารถ รับแจ้งเรื่องแล้วก็แก้ไขปัญหาได้ถึง ๓๐ ประเภทนะคะ เช่น ถนน ไฟฟ้า ทางเท้า เรื่องน้ำ เรื่องจุดเสี่ยง อาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่ชำรุด เป็นต้น สถิติการใช้งานทั่วประเทศตั้งแต่เดือน มิถุนายน ๒๕๖๕ จนถึงกรกฎาคม ๒๕๖๗ ประมาณ ๒ ปีกว่านะคะ มีการรับแจ้งเรื่องแล้ว มากกว่า ๙๐๐,๐๐๐ เรื่องนะคะ ดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเรื่อง คิดเป็นร้อยละ ๗๗ นะคะ มีหน่วยงานทั่วประเทศเข้าใช้งานแล้ว ๑๕,๔๐๑ แห่ง ประเภท เรื่องที่แจ้งสูงสุด ๕ อันดับ ได้แก่ เรื่องของทางเท้า ไฟฟ้า เรื่องของถนน เรื่องของการจราจร และเรื่องของความปลอดภัยนะคะ เป็น Top Five หน่วยงานที่รับแจ้งสูงสุด ๕ อันดับนะคะ ที่เรียกว่าได้ใช้ Traffy Fondue อย่างเป็นประโยชน์ที่สุดก็ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ศูนย์เรื่องราวร้องทุกข์ กทม. ๑๕๕๕ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร การขยายผลการดำเนินการของ Traffy Fondue มีการลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศระบบบริหาร จัดการและข้อร้องเรียน Traffy Fondue เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๕ เป็นความร่วมมือของ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวง อว. โดย สวทช. และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ Traffy Fondue ไปใช้งานกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจัง ในการบริหารจัดการปัญหาของประชาชนยกระดับ คุณภาพการบริการสู่ความเป็นมาตรฐาน โดยนำมาสนับสนุนการทำงานของหน่วยราชการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดประชุมชี้แจงระบบ Traffy Fondue เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาของประชาชน ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลายแห่งได้นำแพลตฟอร์มมาปรับใช้ และได้รับประโยชน์ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ โดยเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นเล็งเห็นถึงความสำคัญของ Traffy Fondue ซึ่งในอนาคตจะมีการนำไปใช้งานในหลายพื้นที่มากยิ่งขึ้น สวทช. เองได้ดำเนินการประสาน ไปยังหน่วยงานภาครัฐและจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการใช้งานอย่าง ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการใช้ไปแล้วกว่า ๒๒ จังหวัด นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานระดับกรม และส่วนราชการอื่น ๆ ที่มีการนำ Traffy Fondue ไปใช้ อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมทางหลวง การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค ตลอดจน อาคารรัฐสภาแห่งนี้ กระทรวง อว. โดย สวทช. ยินดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการฝึกอบรมการเข้า ใช้งานในระบบ Traffy Fondue เพื่อให้สามารถขยายผลการใช้งานไปทั่วประเทศ เนื่องจาก เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย ใช้งานได้ทุกพื้นที่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะว่าเป็นระบบ Cloud Computing ที่สามารถใช้งานได้โดยระบบไม่ล่ม สะดวกต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ ผู้รับเรื่อง ทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการ Update สถานะให้ผู้แจ้ง สามารถรับทราบได้ทันที นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาต่อยอด Traffy Fondue เพื่อให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์และภารกิจของส่วนราชการ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น การพัฒนาและต่อยอด Feature ของ Traffy Fondue จะสามารถพัฒนา Feature ใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ปรับปรุง รายละเอียดหมวดหมู่การแจ้งเหตุให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นโยบายการพัฒนาระยะสั้น จะมีการปรับปรุง Feature ให้สามารถกำหนดเงื่อนไขการแจ้งเตือนได้เอง เพิ่มความเชื่อมั่น ด้วยการมีภาพก่อนและหลังการแก้ไข มีปุ่มกดถูกใจ อีกทั้งสามารถแจ้งซ่อมอาคารสำนักงาน ของหน่วยงานของรัฐ และรับเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานของรัฐบาลได้ ในระยะยาวจะมีการ พัฒนาระบบข่าวสารประชาสัมพันธ์ให้ตรงกับความสนใจของประชาชน ตลอดจนนำ AI มาช่วยอำนวยความสะดวกในการแจ้งเหตุและวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร ได้พัฒนาต่อยอด Feature เป็น Traffy Fondue Plus เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลที่เป็น ประโยชน์โดยให้บริการข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร เช่น ความคืบหน้า การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และจุดก่อสร้างขนาดใหญ่ การให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้ อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น เช่น การจองคิวทำบัตรประชาชน การติดตามสถานะของการขอ ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร การให้ประชาชนสามารถค้นหาพิกัดสถานที่ต่าง ๆ เช่น ปั๊มน้ำมัน ห้องน้ำสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ และการให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง เช่น การแปลงนโยบายให้เป็นภารกิจ เช่น ปลูกต้นไม้ ๑ ล้านต้น ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่าน สส. คำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ฟังแบบนี้แล้วก็มีข้อมูลมากขึ้นนะคะว่าปัจจุบันมีหน่วยงานที่ใช้มากกว่า ๑๕,๐๐๐ หน่วยงาน มากกว่าข้อมูลที่ดิฉันได้รับตอนแรกเพียงแค่ ๒,๐๐๐ กว่าหน่วยงานเท่านั้น เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีได้มีการแจ้งว่าปัจจุบัน Traffy Fondue มีการรับเรื่องร้องเรียนมากกว่า ๙๐๐,๐๐๐ เรื่อง ซึ่งดิฉันน่าจะจำได้จากตัวข่าวที่ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีการ สรุปไปว่าตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งมา มีเรื่องร้องเรียนผ่านทาง Traffy Fondue ของ กรุงเทพมหานครมากกว่า ๕๕๐,๐๐๐ เรื่อง นั่นหมายความว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าเรื่องนั้น มาจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ แต่เมื่อมาเปรียบเทียบกับจำนวนหน่วยงานที่ใช้ ๑๕,๐๐๐ กว่า หน่วยงาน ๒๒ จังหวัดแล้วดิฉันคิดว่าการประชาสัมพันธ์ของ Traffy Fondue ในหน่วยงาน ต่างจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่นนั้นยังอาจจะต้องมีอีกมากที่ทางกระทรวง อว. อาจจะต้อง นำไปเพื่อประชาสัมพันธ์นะคะ ดิฉันเลยขอโยงมากับคำถามที่ ๒ ว่าท่านรัฐมนตรีมีมาตรการ ในการที่จะส่งเสริมแผนงานให้หน่วยงานในประเทศมีการใช้ Traffy Fondue มากขึ้นอย่างไร ดิฉันขอยกตัวอย่างสั้น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในต่างจังหวัดได้นำเรียนถามว่า ปัจจุบัน บางเทศบาลจริงค่ะ มีการใช้ Traffy Fondue กันค่อนข้างมาก แต่หน่วยงานที่รับเรื่องไปต่อ อย่างเช่น ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการประปาส่วนภูมิภาคในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ได้มีการใช้ Traffy Fondue เพราะฉะนั้นแล้วการร้องเรียนในการแก้ไขปัญหามันไม่ได้ถูก การ Link ต่อเนื่องกันอย่างเป็นระบบ อันนี้ค่ะเป็นส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอเรียนถามท่าน รัฐมนตรีด้วยว่า การที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีการใช้ Traffy Fondue เพื่อมาใช้ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนท่านมีมาตรการอย่างไร ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติค่ะ ตอบคำถามท่านสมาชิกนะคะ รัฐบาลมีแผนงานในการนำ Traffy Fondue ไปใช้ประโยชน์ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลัก ๆ คือระหว่าง สวทช. แล้วก็กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อวางแผนร่วมกัน ในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ Traffy Fondue ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมต่อไป ดังต่อไปนี้🔗
สวทช. ได้จัดทำแผนงบประมาณปี ๒๕๖๘ เพื่อขยายผลการดำเนินการ Traffy Fondue ในทุกจังหวัด โดยขยายความร่วมมือให้เกิดการใช้งานที่ครอบคลุม ทั่วประเทศ ในการรับแจ้งปัญหาสู่การแก้ไขที่เหมาะสมรวดเร็ว สามารถช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้หน่วยงาน ภาครัฐนำ Traffy Fondue ไปใช้ทั้งต้นทางและปลายทางอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาให้คำแนะนำ ก็คือกระทรวงมหาดไทยรับเรื่องแล้วก็ส่งต่อไปยังหน่วยงานปลายทาง ซึ่งเราก็จะต้องไปประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานปลายทางให้ใช้ Application นี้เช่นเดียวกัน เพื่อให้ทำได้อย่างครบวงจรในการแก้ไขปัญหาร้องเรียนจากประชาชนนะคะ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ แพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปยัง ๗๖ จังหวัด เพื่อให้องค์การบริหารการปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศทราบ แล้วก็พิจารณาความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ในการเพิ่ม ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการปัญหาในพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ กระทรวง อว. เอง มีความพร้อมและยินดีสนับสนุนให้ทุกหน่วยงาน ทั้งต้นทาง ทั้งปลายทางนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้กระทรวงเองยังมุ่งมั่น ในการประสานงานและประชาสัมพันธ์เพื่อขอให้หน่วยงานต่าง ๆ นำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้งานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ท่านกรุณาให้คำถามและให้คำแนะนำเพื่อที่ให้ทางกระทรวง อว. โดย สวทช. ได้นำไป ปรับปรุง แล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน Application นี้ให้เกิดประโยชน์ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ มีอะไรจะฝากไหมครับ มีเวลาเหลือนิดหน่อยครับ🔗
ดิฉันก็ยังมีเวลาเหลือ แต่ว่าคำตอบของท่านรัฐมนตรีก็ครอบคลุมค่ะ ดิฉันก็หวังว่าจะเห็น Application นี้ เป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีการพัฒนาอย่างดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่าน สส. ครับ🔗
๔. เรื่อง ขอให้ชี้แจงถึงความต้องการจำเป็นในการก่อสร้างอุโมงค์ ทางด่วน โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ ส่วนทดแทนตอน N1 นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการ ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุน ข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี รองผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ๒. นายธิษัณย์ พฤทธิพงษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนา โครงการทางพิเศษ ฝ่ายพัฒนาโครงการทางพิเศษ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และได้ อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้าร่วมรับฟังการตอบกระทู้ถาม ๑. นายมนัส ทรงแสง ๒. นายมหัทธนา กมลศิลป์ ๓. นายมนวรรธน์ กมลศิลป์ ๔. นางสาวปิยาพัชร กันต์มิตรี ๕. นางสาวยศชา คีตะโสภณ ๖. นายธีรวุฒิ เทพจุฬาลักษณ์ ต่อไปเชิญท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ ได้ถามท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามแรกครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เรียนท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน สายไหม และลาดพร้าวครับ วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านมากนะครับในการที่มาตอบคำถามในวันนี้ เนื่องจากว่าประเด็น ทางด่วนขั้นที่ ๓ ส่วนทดแทน N1 เป็นประเด็นที่เราพูดถึงกันมาในระยะเวลานานนะครับ ซึ่งแน่นอนการทำทางด่วนทุกสายจะต้องมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างก็ดี การเวนคืนก็ดี แล้วก็ด้านสิ่งแวดล้อมก็ดี โครงการดังกล่าวมันมีประเด็นรายละเอียดที่มี การพูดถึง แล้วก็เป็นข้อปัญหาที่เราจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านรัฐมนตรีครับ ก่อนอื่นเลยเราไม่ได้มีเจตนาในการขัดขวางความเจริญของเมืองนะครับ การขยายเมือง อย่างไรก็ต้องมีการเจริญเติบโตของบ้าน อาคาร สำนักงาน แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้อง ขยายด้วย จำนวนรถก็ต้องเพิ่มมากขึ้น แต่ว่ามุมมองในการพัฒนาโครงสร้างเพื่อรองรับ จำนวนประชากรรถที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่การทำถนนให้เพิ่มมากขึ้นนะครับ อาจจะต้องทดแทนด้วยเรื่องของเครือข่ายคมนาคมขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ที่ครอบคลุม ทุกพื้นที่นะครับ เพียงพอกับการรักษาระยะเวลาในการ Control ได้ การเป็น Feeder สู่เครือข่ายรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งเรื่องของรถเมล์สาธารณะก็ดี เพื่อลดการใช้รถยนต์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและลด PM2.5 อีกด้านหนึ่งด้วย ท่านรัฐมนตรีครับ ในเอกสารกระทู้ถามแยกเฉพาะนั้นอาจจะมีคำถามแยกย่อยไปเยอะนะครับ ในเอกสาร ที่ผมส่งไปไว้มันค่อนข้างที่จะหลายเดือนอยู่นะครับ จนมาถึงวันนี้มีผู้เดือดร้อนแล้วก็ผู้ประสบ ปัญหาโดยตรงที่อาจจะไม่สามารถรีรอในเวลาที่ผ่านมาได้ ก็มีหลายเหตุการณ์ที่เราได้เข้าพบ ปรึกษาหารือ แล้วก็มีการยื่นหนังสือไปที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วก็มีการเข้าร่วม รับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนต่าง ๆ โดยเฉพาะในวันเสาร์ที่ ๑๓ กรกฎาคมที่ผ่านมานี้นะครับ ดูเหมือนว่าคำตอบในการประชุมครั้งนั้นจะมีการตั้งธงมาว่าจะเป็นการทำทางด่วนโดยเลือก แบบอุโมงค์นะครับ แต่ว่าหลาย ๆ กรณีที่วันนั้นก็ต้องยอมรับครับว่าทางการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยทำการบ้านมาดีกว่าทุกครั้ง เพราะว่ามีการให้รายละเอียดที่ค่อนข้าง ที่จะเยอะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายประเด็นที่อาจจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในวันนี้ ผมจะฉายภาพให้ท่านเห็นนะครับ🔗
ในส่วนของอันแรกก็คือ เรื่องของส่วนต่างงบประมาณนะครับ คือในแบบของอุโมงค์กับแบบทางยกระดับถ้าท่านเห็น จากสไลด์ ผมเอามาจากในวันที่ ๑๓ กรกฎาคมที่เข้ามาด้วยนะครับ แล้วก็รวมกับข้อมูล เก่า ๆ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ในแบบอุโมงค์งบประมาณจะอยู่ที่ประมาณ ๔๙,๒๒๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้รวมเป็นเรื่องของการค่าบำรุงรักษาแล้วก็ค่าบริหารโครงการรายปีที่ค่อนข้างที่จะสูง เปรียบเทียบกับทางยกระดับอยู่ที่ ๑๗,๘๒๖ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนการบำรุงรักษา หรือค่า บริหารโครงการต่าง ๆ ก็เป็นตามมาตรฐานแบบที่โครงการทางด่วนทั่วไปทำไปนะครับ ส่วนต่างค่อนข้างเยอะครับ แต่ว่าในแต่ละแบบนั้นก็มีข้อจำกัดอยู่ อย่างเช่นถ้าท่านทำสวน ขยายต่อเติมในอนาคต ในแบบอุโมงค์ทำค่อนข้างที่จะได้ยาก เพราะว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ของโครงการถูก Fix ตามตำแหน่งเอาไว้แล้วนะครับ ตั้งแต่ที่หน้าถนนประเสริฐมนูกิจ ประดิษฐ์มนูธรรมด้วย แล้วก็รวมไปถึงสุคนธสวัสดิ์ แล้วก็ไปจนถึงปลายสุดที่งามวงศ์วาน ทางเข้าทางออกเพียงแค่จุดเดียวเพราะฉะนั้นการขยายโครงการมันค่อนข้างที่จะยาก ถ้าเปรียบเทียบกับทางแบบยกระดับนะครับ🔗
ต่อไปในเรื่องของผลกระทบในการเวนคืน หลังจากที่มีการ Revise หลายรอบ โดยการทางพิเศษครับ ก็มีส่วนช่วยครับ ตอนแรกมีการเวนคืนที่ค่อนข้างที่จะเยอะกว่า แต่ในจุดนี้เราลองมาดู เพราะว่าขั้นตอนในการอธิบายเหตุผลในวันที่ ๑๓ ข้อมูลแล้วก็ ก่อนหน้ามีการส่งข้อมูล EIA ตัวของผลกระทบในการเวนคืนแบบอุโมงค์เคยระบุเอาไว้ที่ ๑๗ ไร่ แต่ว่าทางยกระดับเป็นแบบ ๑๘.๑ ไร่ แต่ว่าเอกสารในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม มีการปรับแก้ไข ผมเชื่อว่าท่านได้ไปทำการบ้านมา แล้วก็ลดทอนแนวรอบด้านของถนน แต่ก่อนที่เคยมากถึง ๑๕-๑๖ เมตร ลดลงมาถึงประมาณ ๔-๕ เมตร มันก็ทำให้เรื่องของ ที่ดินนั้นถูกเวนคืนลดลงไปได้นะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเรามารวบรวมมูลค่าในการเวนคืน เข้าไปกับส่วนของโครงการแล้ว มันก็ยังอยู่ในอัตราส่วนที่ ๒ โครงการนี้ยังคงแตกต่างกันอยู่ ระยะเวลาในการก่อสร้างแน่นอนครับ อุโมงค์ ๕ ปี ในแบบทางยกระดับ ๓ ปี ถึงแม้ว่ามันจะ เป็นอุโมงค์อยู่ใต้ดิน แต่ว่าแต่ละครั้งในแต่ละคืนที่จะต้องมีรถบรรทุกขนดินมามากกว่า ๓๐๐-๔๐๐ เที่ยวต่อคืน มันก็ทำให้การจราจร แล้วก็เรื่องของมลพิษต่าง ๆ ก็ยังคงสูงอยู่ นะครับ แล้วประชาชนที่อยู่ในบริเวณของถนนประเสริฐมนูกิจก็ดีก็จะต้องรับปัญหาตรงนั้น เพราะตรงนั้นจะเป็นส่วนที่จะเป็นของทางยกระดับขึ้นมาชนกับทางด่วนขั้นที่ ๒ แล้วก็ ผลกระทบในการก่อสร้างแน่นอนครับ อุโมงค์ใต้ดินค่อนข้างที่จะเป็นอุโมงค์ที่ลึกนะครับ ลึกลงไปในระดับลึกที่สุดถึง ๔๖ เมตร แล้วก็ลึกในระดับแรกคือลงไป ๒๐ เมตร ก็เลยทำให้ เป็นอุโมงค์ที่ไม่เคยทำมาก่อนนะครับ ครั้งนี้จะเป็นการทำอุโมงค์ทางด่วนที่ยาวขนาดนี้เป็น ครั้งแรกด้วย แล้วก็จุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดโครงการอย่างที่บอกครับว่า อยู่ใต้ดินด้วยแล้วก็มา บนดินด้วย แน่นอนในแบบของทางยกระดับก็มีผลกระทบเหมือนกัน แล้วก็ถ้าเราทำยกระดับ ก็มีผลกระทบในเรื่องของโครงสร้างเดิม เช่น สะพานที่ข้ามแยกวิภาวดีต่าง ๆ รถไฟฟ้าต่าง ๆ อาจจะต้องมีการปรับตอม่อต่าง ๆ ซึ่งอันนี้เราก็พอที่จะเห็นภาพในวันที่ท่านฉายภาพมา ให้เห็นในวันที่ ๑๓ ที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ดีครับ ในระยะเวลา ๓ ปีกับ ๕ ปีมันก็เลยมีความ แตกต่างกันอยู่นะครับ การคาดการณ์ปริมาณจราจรครับ อันนี้คือถ้ามันเป็นโครงการแบบนี้ เราก็พอที่จะอนุมานได้ว่า Rate มันจะใกล้เคียงกันนะครับ โดยเฉพาะแบบอุโมงค์ก็คือ เรื่องของปริมาณรถตั้งแต่ ๖๙,๕๑๘ คัน ไปจนถึง ๑๐๙,๔๐๐ คัน ตามระยะเวลาโครงการ ๓๐ ปีนะครับ แต่ว่าในแบบอุโมงค์จะถูกจำกัดรถยนต์เพียงแค่ ๔ ล้อเท่านั้น แต่ถ้าท่านทำ เป็นแบบทางยกระดับ มันสามารถที่ใช้รถยนต์ ๖ ล้อ ถึง ๑๐ ล้อเพิ่มเติมได้ด้วย เพราะฉะนั้น จำนวนของการใช้รถก็จะต้องเพิ่มเติมมากขึ้นนะครับ🔗
สไลด์ถัดไป ก็คือจะเป็นเรื่องต้นทุนของโครงการครับ แน่นอนที่โครงการ แต่ละโครงการนั้นมันแตกต่างกัน แบบอุโมงค์ ๔๙,๐๐๐ ล้านบาท รวมค่าบำรุงรักษาอะไร ต่าง ๆ ก็ค่อนข้างที่จะเยอะอย่างที่ในสไลด์ที่เขียนไว้นะครับ ในขณะที่ถ้าเป็นแบบของ ทางยกระดับ เราจะสามารถที่จะทำให้มีรถจำนวนมากขึ้นนะครับ ค่าผ่านทางอยู่ที่ ๗๐ บาท ถึง ๑๑๕ บาทตลอดระยะเวลา ๓ ปี แต่ว่ามาดูที่ในเอกสารที่ท่านทำไว้ครับ ตัววัดความ เหมาะสมของโครงการตัวของ EIR+๑๙.๒๕ แต่ว่าตัวนี้ค่าพารามิเตอร์อาจจะไม่ได้อธิบายมา ในเอกสาร เราก็เลยไม่เข้าใจว่า ๑๙.๕ นั้นท่านมีค่าพารามิเตอร์ในการวัดออกมาแบบไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าสมมุติว่าโครงการมันมีความเหมาะสม แต่ถ้าท่านเลือกเป็นแบบที่ต้นทุน ต่ำกว่า🔗
ท่าน สส. ถามเลย เพราะว่ามันรายละเอียดเยอะ เดี๋ยวจะหมดเวลา🔗
มันค่อนข้างที่จะเหมาะสมกว่า ในการที่เลือกนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะมีสไลด์ต่อไปอีกนิดหนึ่ง จะหมดแล้ว ความคุ้มค่า เราดูในเรื่องของ Traffic ต่าง ๆ คนใช้เวลาในพื้นที่ตรงนั้นจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ ตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง แต่ว่าออกลงใต้มากกว่า🔗
ท่าน สส. ถามเลยนะครับ🔗
เพราะฉะนั้นคือเราเห็นแล้ว ว่าความคุ้มทุนกับโครงการที่มันแตกต่างกันขนาดนี้ เหตุใดท่านถึงยังเลือกโครงสร้าง ที่เป็นทางอุโมงค์ แทนที่จะเป็นการยกระดับ แล้วก็เนื่องจากว่ามันมีความแตกต่างกันขนาดนี้ ก็ขอคำอธิบายทางด้านนี้ครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมค่ะ วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านภูริวรรธก์ ซึ่งเป็นประเด็นคำถามที่ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแล้วก็ให้ความสนใจ ซึ่งประเด็นคำถามของท่านสมาชิกในเรื่อง ส่วนต่างของราคา ในเรื่องของผลกระทบในการเวนคืน ในเรื่องของความคิดเห็น ในขณะที่ เรื่องของแบบว่าจะเลือกแบบทางไหน เนื่องจากฉันเห็นว่าเวลาของท่านสมาชิกที่ถาม เหลือแค่ ๑ วินาทีกว่า แต่ดิฉันขอรวบรวมประเด็นคำตอบนะคะ แล้วก็ได้อธิบายถึงที่มาที่ไป ของโครงการดังกล่าวว่า โครงการดังกล่าวโดยการทางพิเศษ กระทรวงคมนาคม เราได้มีการ สร้างระบบโครงข่ายทางด่วน เราเรียกว่าโครงข่ายขั้นที่ ๓ ของสายเหนือ ขออธิบายเป็น ๓ ตอน ตอนที่ ๑ เป็นแนวทางจากวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครไปจนถึงด้านตะวันตก ถึงแยกเกษตร เราเรียกว่าตอนที่ ๑ แล้วก็ตอนที่ ๒ มีแนวทางแยกระดับเกษตรไปถึงแยก นวมินทร์ แล้วก็ N3 นี้เป็นแนวทางจากแยกนวมินทร์ถึงทางแยกต่างระดับศรีนครินทร์ เมื่อปี ๒๕๓๘ การทางพิเศษได้มีการศึกษาโครงการทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ โดยมีจุดเริ่มต้นที่ วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตกที่เห็นในภาพ แล้วก็ไปสิ้นสุดที่ทางแยก ต่างระดับศรีนครินทร์ แต่เนื่องจากแนวทางสายตอน N1 มีการคัดค้านของพี่น้องประชาชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถสร้างโครงการดังกล่าว แต่ว่า ทางการทางพิเศษก็มีการทบทวนว่าถ้าแนวทางสายตอน N1 จะมีจุดเริ่มต้นบริเวณทางพิเศษ ศรีรัชและมีจุดสิ้นสุดโครงการที่แยกเกษตร เราจึงเรียกตอนนี้ว่าตอนทดแทน N1 ต่อมา เนื่องจากอย่างที่ท่านสมาชิกได้นำเรียนสักครู่ว่าความเติบโตของพื้นที่ของพี่น้องประชาชน แล้วก็ความหนาแน่นของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนะคะ เราจึงมีแนวทางศึกษา โครงการว่าเราจะลดผลกระทบของพี่น้องประชาชนที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินอย่างไร แล้วก็ ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่ท่านสมาชิกมีความห่วงใยนะคะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ การศึกษาการออกแบบใหม่เรียกว่า การศึกษาแบบก่อสร้างโดยอุโมงค์ ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับ ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยพิจารณาผลกระทบในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนะคะ เรื่องของการเวนคืน ให้น้อยที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ทราบไหมคะว่าทุก ๆ ครั้งที่เรามีโครงการก่อสร้างสำคัญ ที่สุดที่ทำให้ Margin ของการก่อสร้างเพิ่มขึ้นนั่นคือการจ่ายค่าเวนคืนนะคะ ซึ่งเรามองว่า ถ้าเราใช้อุโมงค์ก็จะลดผลกระทบเรื่องของการจ่ายค่าเวนคืน ผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ข้างทาง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับพื้นที่ตามแนว สายทางโครงการทั้งหมด เราจึงมีการรับฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องยอมรับ ว่านักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวมทั้งข้าราชการมีประมาณ ๔๔,๐๐๐ คน แล้วก็พี่น้องประชาชนในรอบนอกโครงการ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เขาก็มีการ คัดค้านโครงการดังกล่าวค่ะว่า ถ้าโครงการดังกล่าวได้มีการก่อสร้างเป็นทางยกระดับ พาดผ่านหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเขามีการคัดค้านไม่ให้มีการก่อสร้างทางยกระดับ แต่อยากให้ มีการก่อสร้างอุโมงค์ เพราะเขาบอกว่าถ้ามีการก่อสร้างทางยกระดับซึ่งพาดผ่านหน้า มหาวิทยาลัยและเป็นโครงการขนาดใหญ่ จะเกิดมลภาวะทางเสียง แล้วก็เกิดมลพิษ ทางทัศนียภาพ แล้วรวมถึงการสั่นสะเทือนที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุในอนาคตเมื่อมีการ ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างของการก่อสร้างหรือว่าก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมทั้งฐานรากของ โครงการนี้จะทำให้ช่องจราจรของทั้งขาไปและขากลับเกิดปัญหาให้มีการจราจรหนาแน่น แล้วก็แออัด นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดิฉันโชว์ภาพให้เห็นนะคะ ถ้าเราใช้วิธีการก่อสร้างด้วยทางยกระดับค่ะ นอกจากนั้นท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อได้รับฟังความเห็นของประชาชนอย่างนั้นแล้วเราจึงได้กำหนดทางเลือกหรือว่า Alternative Agreement ขึ้นมาว่าเป็นไปได้ไหมถ้าโครงการดังกล่าวไม่มีการก่อสร้างนี้ เราจะหาแนวทางอย่างไร จึงได้มีการศึกษาทั้งความเหมาะสมของทางด้านวิศวกรรม ทางด้าน เศรษฐกิจ แล้วก็ทางด้านการเงิน รวมถึงสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนะคะ เราจึง ได้มีทางเลือกค่ะ ขอได้โชว์ภาพทางเลือกนะคะว่า ทางเลือกที่ ๑ ถ้าการทางพิเศษช่วง ระหว่างประจิมรัถยาถึงโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือตอน N2 นะคะ ซึ่งรูปแบบ โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นอุโมงค์นะคะ ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร จะมีค่าลงทุนประมาณ ๔๐,๕๐๐ ล้านบาท แต่พอมาดูทางเลือกที่ ๒ เป็นทางด่วนของศรีรัชถึงโครงการทางด่วน ขั้นที่ ๓ ทางเหนือตอน N2 เป็นรูปแบบโครงสร้างอุโมงค์ตลอดแนวสายทาง เป็นระยะทาง ยาวกว่านิดหน่อย คือ ๑๑ กิโลเมตร ๓๐ เมตร มีค่าลงทุนประมาณ ๔๙,๒๐๐ ล้านบาท พอมาดูแนวทางเลือกที่ ๓ ก็เป็นเริ่มจากเส้นทางพิเศษนะคะ ประจิมรัถยาถึงโครงการระบบ ทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ หรือว่าตอน N2 นะคะ รูปแบบโครงสร้างส่วนใหญ่จะเป็น โครงสร้างยกระดับค่ะ และมีอุโมงค์ใต้ดินบางส่วนนะคะ ระยะทางประมาณ ๑๑ กิโลเมตร แล้วก็ ๑๐ เมตร ค่าลงทุนตรงส่วนตรงนี้มีทั้งสิ้น ๒๖,๗๐๐ ล้านบาท เมื่อมีการรับฟัง ความเห็นในทุกมิติ จึงมีทางเลือกที่เหมาะสมคือแนวทางเลือกที่ ๒ ขอกลับขึ้นภาพสักครู่ อีกครั้งหนึ่งค่ะ เพื่อท่านสมาชิกจะได้เห็นภาพ เราได้รับฟังความคิดเห็นเป็นรูปแบบอุโมงค์ใต้ดิน ตลอดแนวสายทางนะคะ โดยทั้งนี้ได้มีการคัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้าง และการทางพิเศษ แห่งประเทศไทยจึงได้ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารงานพัสดุภาครัฐ ปี ๒๕๖๐ ตามหลักเกณฑ์แล้วก็วิธีการที่กำหนดในราคากลาง ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าเราจะเลือกทางเลือกที่ ๒ ขออนุญาตได้อธิบายถึงความห่วงใยของความปลอดภัยของ การใช้วงดังกล่าวนะคะว่า จริง ๆ ทุกโครงการเราได้คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดในการ รักษาชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนนค่ะ กระทรวงคมนาคมต้องขอเรียนว่าทางด่วน ขั้นที่ ๓ ก็คือสายเหนือที่เป็นสายทดแทน N1 นี้ค่ะ ดิฉันได้ฉายภาพให้เห็นถึงภาพอุโมงค์ ว่าในระหว่างที่มีการก่อสร้างอุโมงค์ หรือว่าเมื่อสร้างอุโมงค์เสร็จแล้วหน้าตาของอุโมงค์ จะเป็นดังภาพนะคะ ก็จะมีความปลอดภัยทั้ง ๒ มิตินะคะ มิติแรกในเรื่องของระหว่าง ความปลอดภัยทางด้านการก่อสร้างนะคะ เราก็จะเลือกใช้หัวขุดที่มีการพังทลายของหน้าดิน ที่มีผลกระทบต่อความสั่นสะเทือนของอาคารข้างเคียง โดยมีรูปแบบการก่อสร้างที่เป็น ทางลอดโดยทั่วไป รวมถึงสถานีที่จะเป็นแรงสั่นสะเทือนไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของความปลอดภัยต่อการใช้งานอุโมงค์ ซึ่งการทางพิเศษ ได้ออกแบบระบบควบคุมการจราจร ความปลอดภัยของการใช้อุโมงค์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารศูนย์ การควบคุมทางด่วนทั้ง ๒ จุด ที่จอดรถฉุกเฉินทุก ๆ ระยะทาง ๕๐๐ เมตร ติดตั้งกล้อง CCTV ทุก ๆ ๑๐๐ เมตรค่ะท่านประธาน รวมทั้งประตู ฉุกเฉินและบันได แล้วก็โทรศัพท์ฉุกเฉินที่มีทุก ๆ ๒๕๐ เมตร รวมทั้งอาคารที่จะมีระบบ ระบายอากาศภายในอุโมงค์ แล้วก็ทางออกหนีไฟอุโมงค์ทุก ๆ ๔ จุดรวมทั้งระบบน้ำดับเพลิง โดยอัตโนมัติ นี่ก็กำลังฉายภาพให้เห็นถึงว่าถ้าเรามีการก่อสร้างระบบอุโมงค์แล้วจะนำมาซึ่ง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างไร นอกจากนั้นเรื่องผลกระทบ สิ่งแวดล้อมภายในอุโมงค์เรายังมีการจัดช่องระบายอากาศทั้ง ๔ แห่ง แล้วก็ตามแนวเส้นทาง ของอุโมงค์ระบายอากาศ เพื่อมีการระบายอากาศแล้วยังจะลดมลพิษโดยการบำบัดอากาศ ที่เสียก่อนที่จะปล่อยออกไปสู่ภายนอก ที่อากาศเสียจะไม่ไปสู่พื้นที่ของชุมชนแล้วก็สู่ใน รั้วของมหาวิทยาลัย ท่านประธานที่เคารพคะ จากประเด็นของความห่วงใยที่ท่านสมาชิก ได้ถามนะคะ แล้วก็เรื่องของพี่น้องประชาชนว่าการใช้เส้นทางดังกล่าวทำอย่างไรถ้าเราใช้ ระบบทางด่วน สิ่งที่สมาชิกได้มีความห่วงใยเรื่องของรถเมล์ที่ไม่เพียงพอทำอย่างไรที่จะเพิ่ม รถบริการสาธารณะให้ไปเป็น Feeder ของรถไฟฟ้า นี่คือมิติของกระทรวงคมนาคมค่ะ กระทรวงคมนาคมมีมิติของการพัฒนาทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ แล้วก็ทางอากาศ เราจะ พัฒนาระบบเหล่านี้เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงกัน ในประเด็นคำถามของท่านสมาชิกก็ขอตอบ คร่าว ๆ ในเบื้องต้นเท่านี้ก่อนค่ะ🔗
เหลือเวลาอีกนิดหนึ่งนะครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ เชิญครับ🔗
ขอสไลด์เลยครับ เดี๋ยวจะ สรุปแต่ละหน้าเป็นสั้น ๆ เพราะว่าบางคำถามท่านตอบมาแล้วนะครับ🔗
ขอผ่านไปเลยหน้านี้ครับ อันนี้ก็คือเท่ากับว่าอุโมงค์ที่ยาวขนาดนั้นมันจะรวมเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ประมาณ ๑๒.๘ ตันต่อวันที่เราหายใจเข้าไป เพราะฉะนั้นคือจริง ๆ แล้วอุโมงค์มันจะเป็นแหล่งรวม คาร์บอนมอนอกไซด์เยอะ ทีนี้มันจะระบายออกอย่างไร ผ่านทางพัดลมครับ มันจะใช้เวลา ตอนที่มีการจราจรคับคั่งพัดลมจะดูดออกไป จะมีระบบ ESP ก็จริงครับ แต่ว่าระบบ ESP นี้ จริง ๆ มันไม่สามารถกรองก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ มันจะกรองเป็นพวกฝุ่นนะครับ แล้วก็ แยกค่าฝุ่น เพราะฉะนั้นในจุดแต่ละจุดที่มีทั้งหมด ๔ จุดความห่างมันค่อนข้างที่จะเยอะ ถ้ามีตัวใดตัวหนึ่งเสียไปก็อาจจะเกิดปัญหาต่อไปได้นะครับ ต่อไปเลย ในส่วนของ Evacuate หรือการอพยพมีปัญหาครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วในรายงานของท่านมีการเขียนไว้ว่าชั้นหนึ่ง ใช้เวลา ๔๐ วินาทีในการใช้หนีลงบันไดนะครับ แต่กรณีนี้ขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นจะต้องใช้ เวลาเยอะกว่าตรงนั้นแน่นอน แล้วก็การ Approach เข้าไปในถึงสถานที่ ถ้าเป็นแบบของ ดับเพลิงจริงต้อง ๘ วินาทีนะครับ ผ่านต่อไปเลยครับ มีชุมชนที่ต้องเจออีกหลายพันครับ ถัดไปเลยครับ บางคนนี้รู้ตอนที่รับฟังความคิดเห็นครั้งที่ ๔ นะครับ ตัวนี้ท่านทำเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ปี ๒๕๖๗ คือการประชุมย่อยครั้งที่ ๓ บางจุดของท่านที่ท่านไปรวบรวมเอกสารมา มีบางคนได้ ๒๕ รายเท่านั้นนะครับ บางคนมีแค่ ๑๐ กว่ารายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่ควรจะเอามา Imply ใช้กับทางโครงการ ต่อไปเลยครับ🔗
สุดท้ายครับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาในวันที่ ๑๓ จริง ๆ แล้วเขา คัดค้านทางด่วนทั้งหมดที่เข้า แล้วก็รณรงค์ในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น อุโมงค์ก็ดีหรือยกระดับก็ดี ทางอธิการบดีคือท่านดำรงค์ อธิการบดีฝ่ายบริหาร คัดค้านหมด ทั้ง ๒ ทางนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ตกลงไม่ถามใช่ไหมครับ🔗
ไม่ถามแล้วครับ เพราะว่า จริง ๆ ท่านอธิบายแล้ว แต่ว่าถ้าท่านจะตอบกลับมาก็ยินดีครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาต ตอบนิดหนึ่ง เพื่อได้คลายความกังวลของท่านสมาชิกนะคะว่า ทุก ๆ โครงการค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เวลาโครงการสำคัญ ๆ ที่ลง แน่นอนโครงการเหล่านั้นย่อม ส่งผลกระทบของวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน ทุกความเห็นถ้าเราจะอยู่วิถีชีวิตแบบนี้ ในที่สุด การจราจรที่เกิดปัญหาแออัดก็จะไม่สามารถขยายถนนได้ แต่ถ้าเราเลือกทางชีวิตที่ดีกว่า แล้วก็มองเห็นอนาคต นั่นก็คือการตัดสินใจที่จะเลือกตามความเห็นของพี่น้องประชาชน จริง ๆ การทางพิเศษก็ได้มีความกังวลเช่นเดียวกันเหมือนกับที่สมาชิกว่า แต่เราก็ได้มี มาตรการป้องกันความปลอดภัยทั้งมลพิษนะคะ แล้วก็ดูว่าในระหว่างที่รับฟังความเห็นแล้ว เอาความเห็นเหล่านั้นของพี่น้องประชาชนไปพิจารณา ซึ่งก็ขอนำเรียนว่าทุกความห่วงใยของ ท่านสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชนที่ไปรับฟังความเห็นมา ก็จะพยายาม Update ให้ท่าน สมาชิกได้มีความเข้าใจ และสื่อสารต่อภารกิจของกระทรวงคมนาคม แล้วก็การทางพิเศษ ต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เดี๋ยวสงสัยก็คุยต่อนอกรอบนะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ขอบคุณท่าน สส. นะครับ🔗
๕. เรื่อง ขอขยายทางหลวงแผ่นดินบริเวณทางแยกและติดตั้ง ไฟสัญญาณจราจร นายพลากร พิมพะนิตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วให้มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้นะครับ ได้อนุญาตให้ผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ ๑. ท่านชัยวุฒิ กาญจนะสันติสุข วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และได้อนุญาตให้ทางผู้มีส่วนร่วมเข้าร่วมรับฟังในการตอบ กระทู้ถามเรื่องนี้ครับ ๑. ท่านพงศ์พิสิฐ เจือสนิท ๒. ท่านอนุรักษ์ สุภานนท์ ต่อไปเชิญ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ ได้ถามรัฐมนตรีเป็นคำถามแรกครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยครับ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ของผมเข้าสู่ระเบียบวาระในวันนี้ แล้วก็ขอบคุณท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี ครับ ที่ได้ ให้เกียรติมาตอบกระทู้ของผมในวันนี้อีกรอบครับ สำหรับวันนี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนถึง ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอำเภอยางตลาด ในเรื่องการใช้รถใช้ถนน บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๒ หมายเลข ๒๑๓ และหมายเลข ๒๑๑๖ บริเวณทางแยกสู่ ชุมชนและหมู่บ้านทั้ง ๕ จุดครับท่านประธาน โดยแต่ละชุดเป็นทางแยกเข้าสู่ชุมชนหรือเป็น จุดกลับรถอยู่ที่หน้าสถานศึกษา🔗
จุดแรกครับท่านประธาน บริเวณแยกทางเข้าบ้านดอนย่านาง เป็นทางแยก เข้าสู่ชุมชนและเป็นจุดกลับรถระหว่างก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ🔗
จุดที่ ๒ ครับท่านประธาน บริเวณตรงข้ามเทศบาลตำบลยางตลาดครับ เทศบาลตำบลยางตลาดอยู่แถวตลาดสดครับ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๓ เป็นจุดแยก สำหรับกลับรถของพี่น้องประชาชนที่ใช้สัญจรไปมา แต่ว่าระหว่างนี้ผมก็ได้เห็นมีการ เตรียมการที่จะก่อสร้างไฟเขียวไฟแดงครับ หลังจากที่ท่านรัฐมนตรีได้ทราบเรื่องน่าจะมี การสั่งการไป กำลังดำเนินการอยู่ครับ🔗
จุดที่ ๓ ครับท่านประธาน อยู่หน้าโรงเรียนพินิจราษฎร์บำรุง ถนนเส้นนี้ เชื่อมสู่เทศบาลยางตลาด การจราจรติดขัด รถสัญจรหนาแน่นอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน มีอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากนักเรียนข้ามถนนนะครับ🔗
จุดที่ ๔ บริเวณแยกทางเข้าวัดดอนตาปู่ ตำบลยางตลาด ในจุดนี้เป็นเขต ชุมชนครับที่มีการสัญจรไปมาจำนวนมาก ซึ่งมีทางแยกกลับรถ ผู้ที่กลับรถต้องใช้การขับขี่ อย่างระมัดระวัง มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ผ่านอำเภอยางตลาด แต่ว่า ไม่มีไฟเขียวไฟแดงเลยครับที่ผมกล่าวมาทั้งหมด อำเภอยางตลาดก็เป็นอำเภอที่ค่อนข้างใหญ่ ห่างจากตัวเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ประมาณ ๑๖ กิโลเมตรครับ ผู้ใช้รถใช้ถนนใช้ความเร็ว เหมือนกับเดินทางไปต่างจังหวัดนะครับ เดินทางด้วยความเร็วอยากให้มีไฟจราจรเพื่อสกัดให้ ลดความเร็วลงครับ🔗
และจุดสุดท้ายครับ ก็คือจุดตำบลหนองอิเฒ่า บนทางหลวงแผ่นดิน ๒๑๑๖ ตัวนี้ก็ต้องขอบคุณท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ก็ได้มา ดำเนินการติดตั้งไฟสัญญาณจราจรเรียบร้อยแล้วครับ🔗
สุดท้ายครับ อันนี้อยู่นอกเหนือประเด็น ก็อยากฝากท่านรัฐมนตรีจุดหนึ่งครับ สามแยกตำบลหัวนาคำ เส้นนี้เรียกว่าเส้นขอนแก่น-โพนทอง มีทางแยกเข้าสู่ชุมชน บ้านโคกใหญ่ เป็นเส้นที่มีการจราจรมาก แต่มีถนนแยกออกมาก็คือเรียกว่าแยกวัดใจที่จะ เดินทางไปขอนแก่นเลยนะครับ ทั้งหมดนี้ได้นำเสนอท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีผมจึง อยากสอบถาม ท่านรัฐมนตรี ๒ คำถามพร้อมกันครับ ๑. กระทรวงคมนาคมมีแนวทาง ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบการใช้รถใช้ถนนอย่างไร ขอทราบรายละเอียด🔗
ข้อ ๒ กระทรวงคมนาคมมีแผนงานที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการ ขยายช่องจราจรและติดตั้งไฟสัญญาณจราจรบนบริเวณแยกต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญรัฐมนตรีคำถามแรก เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ในการมาตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยนะคะ จังหวัดกาฬสินธุ์ค่ะ เนื่องจากท่านสมาชิกจริง ๆ มี ๒ คำถาม แล้วท่านก็รวบคำถามทั้ง ๒ คำถาม เพื่อให้ดิฉันได้ตอบครั้งเดียว ฉันจะขอไล่เรียงมาตั้งแต่ความเป็นมาของโครงการ รวมถึงแนวทางของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องของเส้นทางดังกล่าวนะคะ🔗
คำถามของท่านเป็นคำถามแรก ซึ่งท่านสมาชิกได้พูดถึงความเป็นไปเป็นมา ของการเกิดอุบัติเหตุในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากบริเวณแยกเข้าชุมชนทางหลวงสาย ๒๑๓ แล้วก็ ทางหลวงสาย ๒๑๑๖ นะคะ ซึ่งโครงข่ายถนนดังกล่าวเป็นโครงข่ายทางหลวง หมายเลข ๑๒ ท่านประธานคะ ถนนหมายเลข ๑๒ เป็นถนนสายกลางของถนนมิตรภาพ ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ขออธิบายความถึงว่าถนนมิตรภาพประกอบไปด้วยสายหลัก แล้วมีสายรองมีเส้นทางไหนบ้างนะคะ เพื่อจะได้มองเห็นภาพว่าถนนหมายเลข ๑๒ นี้เป็น สายกลางของถนนมิตรภาพที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งอยู่ทางเหนือแล้วก็ผ่านไปถึงที่ จังหวัดมุกดาหาร เขตชายแดนประเทศ สปป. ลาว ซึ่งอันนี้เราเรียกว่าสายทางหลวง เป็นเส้นประธานนะคะ ซึ่งเป็นสายทางหลักบนโครงข่ายทางหลวงแผ่นดิน โดยมีระดับของ การเชื่อมโยงถนนที่มีความสำคัญระดับประเทศ นี่คือการมียุทธศาสตร์ของการพัฒนาที่ กระจายความเจริญสู่หัวเมืองต่าง ๆ ของกระทรวงคมนาคมค่ะ ซึ่งการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ ทางกระทรวงคมนาคมก็ทำสายทางตั้งแต่จากสายเหนือ ภาคเหนือไปสู่สายของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือนะคะ แล้วก็เป็นเส้นทางที่ใช้เดินทางสายหลักนะคะ ของการขนส่ง ในระบบของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ทั้งระบบทางรถแล้วก็ระบบทางรางค่ะ เส้นทางสาย หมายเลข ๑๒ มีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น มีรถที่ใช้สัญจรไปมาประมาณ ๒๑,๔๐๔ คัน ซึ่งเมื่อมีความจราจรหนาแน่น นั่นก็คือการที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และเส้นทาง สาย ๒๑๑๖ ที่ท่านสมาชิกได้ถามถึงคือเส้นทางของสายบ้านยางตลาดไปถึงบ้านบ่อนะครับ เป็นทางหลวง ๒ ช่องจราจรนะคะ แล้วก็มีถนนทางหลวงชนบท ท่านประธานเห็นไหมคะ ในระหว่างที่เป็นทางหลวงแล้วก็มีทางเชื่อมระหว่างทางหลวงชนบทซึ่งเชื่อมกันอยู่ เขาเรียกว่ามาตัดกัน แล้วแยกนี้ก็จะเรียกว่าเป็นแยกวัดใจนะคะ แล้วก็จะมีความเสี่ยงสูง ในการเกิดอุบัติเหตุต่อพี่น้องประชาชนค่ะ กรมทางหลวงจึงมีนโยบายมีโครงการที่ติดตั้ง ไฟจราจรดังกล่าว ๒ โครงการค่ะ🔗
โครงการแรก จากที่ท่านสมาชิกได้หารือในสภา ดิฉันก็หยิบความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ของท่านสมาชิกในการหารือในสภา ในการไปบรรจุงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ในวงเงิน ๓,๔๙๕,๐๐๐ บาท ซึ่งขณะนี้โครงการตรงนี้อยู่หน้าบริเวณสถานีตำรวจ ยางตลาด อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างนะคะ ต่อมากรมทางหลวงก็จะพยายาม เร่งรัดโครงการนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนปี ๒๕๖๗ ค่ะท่านประธาน เมื่อดำเนินการ ก่อสร้างแล้วเสร็จแยกตรงนี้ก็จะไม่กลายเป็นแยกวัดใจอีกต่อไปนะคะ ก็จะมีไฟสัญญาณ จราจรให้พี่น้องได้เดินทางสัญจรไปมาด้วยความสะดวกแล้วก็ความปลอดภัยนะคะ🔗
โครงการที่ ๒ เส้นทางของ ทล. สาย ๑๑๖ นะคะ แยกบ้านหนองอิเฒ่า ตำบล หนองอิเฒ่า อำเภอยางตลาดนะคะ ก็ได้รับการจัดสรรในวงเงิน ๑,๙๙๒,๐๐๐ บาทถ้วน ปัจจุบันงานนี้แล้วเสร็จแล้วค่ะ แล้วก็เปิดใช้งานแล้วนะคะ เส้นทางดังกล่าวก็จะเป็นอีก เส้นทางหนึ่งที่ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาค่ะ🔗
ท่านประธานคะ นอกจากนั้นท่านสมาชิกยังได้รวบประเด็นคำถามเข้ามา เป็นเพียงคำถามเดียวนะคะ เรื่องของเส้นทางหมายเลขสาย ๒๑๖ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ของแขวงการทางจังหวัดกาฬสินธุ์ค่ะ ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่าง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปยังจังหวัดมุกดาหาร มีช่องจราจร ๔-๖ ช่องจราจร ซึ่งเส้นทาง ดังกล่าวเป็นเส้นทางที่รถบรรทุกหนาแน่น แล้วก็เป็นการออกแบบที่ให้มีจุดกลับรถห่างกัน ที่สุดเพื่อความปลอดภัย เพราะว่า ๒ ข้างทางไม่ได้มีบริเวณของหมู่บ้านหรือว่าชุมชนนะคะ จึงมีการออกแบบไว้ให้มีจุดกลับรถที่ห่างกันนะคะ ดิฉันขออนุญาตอธิบายขั้นตอนของ การออกแบบนะคะว่า ตำแหน่งของจุดกลับรถเบื้องต้นหลังจากที่เราไปรับฟังความเห็นของ พี่น้องประชาชนนะคะ ก่อนจะมีการดำเนินการว่าจะเปิดจุดกลับรถตรงไหนเราก็จะมีการ รับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนว่า จุดกลับรถดังกล่าวพี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อนนะคะ แล้วก็ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องของการมีจุดกลับรถที่ระยะห่างที่ดิฉันนำเรียนไปสักครู่นะคะ ต่อมาค่ะ ทางหลวงสาย ๒๑๑๖ สายยางตลาด-ดอนตาล ก็จะเป็นถนนที่เชื่อมโยงกับ อำเภอดอนตาลถึงมุกดาหารนะคะ ก็จะมีปริมาณสัญจรไปมาเนื่องจากบริเวณ ๒ ข้างทาง มีโรงงานอ้อย แล้วก็โรงงานมันสำปะหลัง จึงมีรถบรรทุกเป็นจำนวนมาก กรมทางหลวง มีแนวทางที่จะขยายช่องจราจร ให้มีการปิดปรับปรุงช่องจราจร แล้วก็ติดตั้งไฟสัญญาณ จราจรซึ่งขณะนี้โครงข่ายเส้นทางดังกล่าวได้มีการเชื่อมโยงจากถนนดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับ รถไฟฟ้าสายขอนแก่น-บ้านไผ่ ไปถึงนครพนมนะคะ รวมทั้งโครงการที่ไปเชื่อมต่อของ MR-MAP แล้วก็ MR-MAP3 บึงกาฬ-สุรินทร์ในอนาคตนะคะ นี่คือประสิทธิภาพของภาพรวม ของการขนส่ง นอกจากนั้นค่ะท่านประธานที่เคารพ การขยายของเส้นทางสาย ๒๑๑๖ นั้น นอกจากเราได้รับงบจากกรมทางหลวงแล้ว กรมทางหลวงยังได้ขอรับงบประมาณจาก กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ซึ่งเป็นงบขยายถนนจาก ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจรตรงบริเวณช่วงชุมชนบ้านเสียว-ยางตลาด เป็นระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ที่ดิฉันได้ให้ท่านสมาชิกได้เห็นภาพ ซึ่งถ้า ๒ กิโลเมตรนี้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พี่น้อง ประชาชนเป็นเบื้องต้น แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ กรมทางหลวงก็จะพิจารณาจัดสรร งบประมาณเพิ่มเติมแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในโอกาสต่อไปค่ะ🔗
ท้ายที่สุดค่ะท่านประธาน การติดตั้งเรื่องของไฟส่องสว่างก็ตามนะคะ ตามแยกทางหลวงก็ตาม ขยายถนนจาก ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร หรือว่าเป็น ๖ ช่อง จราจรนะคะ กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงเองเราได้มีความห่วงใยต่อความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน แต่ว่าด้วยงบประมาณมีข้อจำกัด เราจึงได้จัดลำดับ ความสำคัญของโครงการเหล่านั้นเป็นอันดับเบื้องต้น แล้วก็อันดับ ๒ อันดับที่ ๓ ตาม ความจำเป็นแล้วก็ความเดือดร้อน แล้วก็ตามงบประมาณที่ทางกระทรวงคมนาคมได้รับการ จัดสรร แต่ท้ายที่สุดสิ่งใดก็ตามที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงเราได้คำนึงถึง แล้วก็โดยเฉพาะท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ ถ้ามีประเด็นคำถามไม่ว่าจะเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะหรือกระทู้ถามทั่วไป ท่านก็ได้มีความห่วงใยต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่ใน เขตเลือกตั้งท่านรวมทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ด้วย ดิฉันขอถือโอกาสเอาความห่วงใยของท่าน ไปทำงานของกระทรวงคมนาคมให้เป็นประโยชน์ในการที่จะจัดสรรโครงการสำคัญ ๆ เหล่านี้ ออกไปต่อค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านพลากรครับ🔗
ต้องกราบขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ กราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยคมนาคมท่านมนพร เจริญศรี ผ่านท่านประธานไปด้วยครับ ที่ท่านมาตอบกระทู้ในวันนี้ แล้วก็ให้ความชัดเจนกับพี่น้องประชาชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ ผมต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ด้วยครับ ทุกครั้งที่ท่านตอบ กระทู้ของผม พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ดีใจทุกครั้งครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
กราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณทุกท่านนะครับ🔗
มีกระทู้สุดท้ายนะครับ เรื่องค่าเช่าบ้านกรณีข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ถามท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เนื่องจากว่าท่านรัฐมนตรี ท่านติดภารกิจสำคัญไม่อาจมาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ไปเป็นวันพฤหัสที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ นะครับ วันนี้ก็ขอจบการพิจารณากระทู้ถาม แยกเฉพาะนะครับ ขอปิดการประชุมครับ🔗
ต่อไปครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากวาระเรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ทราบเรื่องหน่วยงาน ที่จะมาชี้แจงตามกฎหมายและข้อบังคับนั้น วันนี้วาระที่หน่วยงานที่บรรจุว่าจะมีการ มาชี้แจงตั้งแต่วาระที่ ๒.๑ ถึง ๒.๑๐ นั้น ขอเลื่อนระเบียบวาระเรื่องการมาชี้แจงนี้ออก ไปก่อน ซึ่งเราก็คิดว่าคงต้องประสานงานแล้วก็อาจจะปรึกษาหารือกับวิปทั้ง ๒ ฝ่ายว่า เรื่องของการรายงานนี้ซึ่งไม่ต้องมีการลงมตินะครับ เป็นการรับทราบ อาจจะจัดสักวันที่เรา เพิ่มเติม วันศุกร์ แล้วก็แจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ ทราบล่วงหน้า เผื่อจะได้มาชี้แจงรับทราบกัน แล้วก็จริง ๆ วันพุธหรือวันพฤหัสบดี ถ้าเราเอาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว หรือญัตติที่ค้างมาพิจารณาก็จะได้ประโยชน์ครับ ส่วนว่าระเบียบเรื่องของรับทราบรายงาน เราเอาสักวันหนึ่ง เอาสัก ๑๐-๒๐ รายงานเข้ามา ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร ผมจะประสานกับ รองพิเชษฐ์ แล้วก็วิปเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปนะครับ เพื่อประโยชน์ของทุก ๆ ฝ่ายนะครับ ฉะนั้นวันนี้จึงไม่มีรายงาน ๒.๑-๒.๑๐ นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ผมก็ขอปรึกษาหารือ ว่าจะขอนำระเบียบวาระสุดท้ายคือ ระเบียบวาระที่ ๗.๓ ๗.๔ และ ๗.๖ มาพิจารณาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการขอขยายเวลาการศึกษาออกไป ก็จะได้ใช้เวลาไม่มากครับ ก็เลยขออนุญาตว่าเอาทั้ง ๓ เรื่องที่ขอขยายเวลานี้มาพิจารณาก่อนครับ🔗
ถ้าที่ประชุม ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็จะดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
๗.๓ คณะกรรมาธิการการบริหารการจัดการทรัพยากรน้ำ ขอขยาย ระยะเวลาการพิจารณาศึกษาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการและหาแนวทาง แก้ไขปัญหาน้ำบาดาลและน้ำประปาทั้งระบบ ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป🔗
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์การทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกท่านใดเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าอนุญาตไปตามนี้นะครับ🔗
๗.๔ คณะกรรมาธิการการพลังงาน ขอขยายเวลาการพิจารณาศึกษา ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า เพื่อให้การพิจารณาศึกษา เป็นไปด้วยความรอบคอบและได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเห็นที่ครบถ้วนของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาการทำรายงานต่อไป จึงขอขยายระยะเวลา การพิจารณาออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนะครับ ถ้าท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าอนุญาตให้ขยายเวลาไป ๙๐ วันครับ เรื่องสุดท้ายนะครับ🔗
๗.๖ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาญัตติ เพื่อพิจารณาศึกษาและหาแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการขยะของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗🔗
ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรอบคอบ รอบด้าน มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาดังกล่าวนะครับ จึงขอขยายเวลาออกไป ๙๐ วัน ถ้าไม่มีผู้ใด เห็นเป็นอย่างอื่นก็อนุญาตไปตามนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม วันนี้ไม่มีนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๑. รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗
ขออภัยนะครับ การขยายเวลา ๗.๓ นะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมพูดไป ๗๐ วัน คือเป็น ๙๐ วันทั้ง ๓ คณะครับ แก้ไขตามนี้ด้วยครับ เมื่อคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่แล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะขอชี้แจงเชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้🔗
เมื่อวันพุธที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวน ๓๕ ท่าน ให้ทำหน้าที่ในการศึกษาสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สถานบันเทิงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอแนวทางในการที่จะปรับปรุงกฎหมาย ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อันจะนำไปสู่การป้องกันปัญหาการเรียกรับ ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐในอนาคต ท่านประธานคะ อย่างที่เราทราบกันว่า การควบคุมและการอนุญาตสถานบริการ ตามพระราชบัญญัติสถานบริการในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยกฎระเบียบที่มีช่องโหว่ คลุมเครือ และยุ่งยากซับซ้อน อันเป็นการเปิดช่องให้ ผู้มีอำนาจสามารถที่จะใช้ดุลพินิจในการที่จะพิจารณาอนุญาตและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐในที่สุด ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นต้นทุน ที่ตกเป็นภาระกับบรรดาผู้ประกอบกิจการ และส่งผ่านผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้บริโภค โดยปริยาย สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเติบโตของธุรกิจ ด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยอย่างร้ายแรง โจทย์ของกรรมาธิการชุดนี้ จึงมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ใน ๒ ประการด้วยกัน นั่นคือ ๑. การป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ ๒. ทำให้เกิดผลพลอยได้ในทางเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากการ ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก่อนอื่นดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิก เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าการรับผลประโยชน์นั้นมีความหลากหลายและมีความซับซ้อน เป็นอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยการแก้ไขในหลายรูปแบบและหลายระยะ ทั้งในส่วนที่เป็น ช่องโหว่ของกฎหมาย เช่น การกำหนด Zoning ปัญหาการนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งที่รายงานฉบับนี้ มุ่งหาคำตอบและช่องโหว่จากการกระทำอื่น ๆ ที่นำมาสู่การเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งไม่ได้ เกี่ยวกับสถานบริการโดยตรง เช่น ปัญหายาเสพติด การพนัน และการค้าประเวณี จากเป้าหมายในการปรับปรุงและลดช่องโหว่จากระเบียบที่เอื้อให้เกิดการเรียกรับ ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงได้พิจารณาศึกษาปัญหา สถานบันเทิงและกำหนดถึงแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องกัน การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกำหนดกรอบการศึกษาจำนวน ๕ ด้าน ดังนี้ ด้านแรก เป็นการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ด้านที่ ๒ เป็นการกำหนดถึงอายุของผู้ใช้บริการและอายุของพนักงานในสถานบันเทิง ด้านที่ ๓ เป็นการกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ ด้านที่ ๔ เป็นการปรับปรุงบทกำหนดโทษ และด้านที่ ๕ เป็นการพูดถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เก็บรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ สภาพปัญหาของสถานบริการจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้วิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ส่วนราชการต่าง ๆ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ประกอบการธุรกิจ สถานบันเทิงในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี และเชียงใหม่ เพื่อให้ ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะอย่างครอบคลุมทุกมิติ คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอ เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย รวมทั้ง เป็นการอุดช่องโหว่ของกฎหมายอันจะเป็นการลดการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ค่ะ🔗
ประเด็นแรก การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตให้ตั้ง สถานบริการ โดยเริ่มตั้งแต่กำหนดบทนิยามของคำว่า สถานบริการ ให้มีรูปแบบการประกอบ กิจการที่มีความหมายที่ชัดเจนและครอบคลุมถึงสถานประกอบการที่อาจดำเนินการ ไปในทางกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกำหนดให้ สถานประกอบกิจการไม่ว่าจะมีสถานที่ตั้งที่เป็นการถาวรหรือชั่วคราว อยู่ในอาคาร หรือนอกอาคาร หรือเคลื่อนที่ได้ ก็สามารถเป็นสถานบริการได้ และกำหนดลักษณะรูปแบบ การดำเนินกิจการให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงในปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเขตท้องที่อนุญาต และงดออกใบอนุญาตตั้งสถานบริการ หรือที่เราเรียกว่า Zoning โดยการกำหนดเขตท้องที่อนุญาตตั้งสถานบริการในรูปแบบ คณะกรรมการจังหวัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยการกำหนด ให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดทำหน้าที่ในการออกหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการออกประกาศกำหนดเขตท้องที่อนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ในแต่ละจังหวัด รวมทั้ง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการในเขต จังหวัดของตน🔗
ประเด็นต่อมา คณะกรรมาธิการเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการที่เกี่ยวข้องกับ การออกใบอนุญาตตั้งสถานบริการให้มีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวกแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต ประกอบกิจการสถานบริการให้มากขึ้น โดยเสนอให้มีนายทะเบียนเป็นผู้พิจารณา ออกใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ เป็นผู้พิจารณากรณีต่อใบอนุญาต พักใช้ เพิกถอน หรือพิจารณาและมีคำสั่งอื่นใดที่เกี่ยวกับใบอนุญาต อันเป็นการแยกหน้าที่ และอำนาจออกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ในการตรวจตราและกำกับดูแล สถานบริการต่าง ๆ🔗
นอกจากหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อ ประกอบกิจการเป็นสถานบริการที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารแล้ว กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของสถานบริการแต่ละประเทศให้แตกต่างกันได้ โดยคำนึงถึง ความเหมาะสมของการดำเนินกิจการ สภาพแวดล้อมของท้องที่ที่สถานบริการตั้งอยู่ หรือความจำเป็นในการควบคุมดูแล เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทนิยามคำว่า สถานบริการ ที่จะครอบคลุมการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึง สถานบริการที่ไม่ใช่อาคารด้วย ยังมีข้อเสนอให้มีการให้บริการแบบ One Stop Service โดยสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตหลายใบในคราวเดียวกันได้ เพื่อให้การบริหารราชการ แผ่นดินมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน และการขยายอายุ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการให้มีอายุ ๒ ปี จากเดิมที่ ๑ ปี เพื่อเป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ผู้ประกอบกิจการ และเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการดำเนินการ ในปัจจุบัน🔗
สำหรับประเด็นการกำหนดอายุของผู้ใช้บริการและอายุของพนักงาน ในสถานบันเทิงนั้น เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นสมควรคงการกำหนดอายุของผู้เข้าใช้บริการ และผู้เข้าทำงาน ในสถานบริการไว้ตามเดิม คือ ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ยินยอม หรือปล่อยปละละเลย ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งไม่ได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการ ระหว่างเวลาทำการ และห้ามไม่ให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการ ในส่วนนี้เนื่องจากเห็นว่าหากแก้ไขโดยเพิ่มอายุของ ผู้เข้าทำงานเป็น ๒๐ ปีบริบูรณ์ จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและค่าครองชีพของบุคคลที่มี อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน ๒๐ ปีบริบูรณ์ จากเดิมที่ผู้นั้นสามารถเข้าทำงาน ในสถานบริการได้ ก็จะไม่สามารถเข้าทำงานได้ ซึ่งจะเป็นการกระทบสิทธิในการประกอบ อาชีพเกินสมควร🔗
ท่านประธานคะ ในส่วนของการกำหนดวัน เวลาเปิดปิดของสถานบริการ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นควรให้ปรับปรุงกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดวัน เวลา เปิดปิดของสถานบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการท่องเที่ยว และประเภทของ สถานบริการ โดยพิจารณาจากที่ตั้งของสถานบริการว่าอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนหรือที่อยู่อาศัย ของประชาชนหรือไม่ ส่งผลกระทบทางด้านเสียงหรือด้านอื่น ๆ หรือไม่ โดยเสนอให้ กำหนดเวลาตามปกติของสถานบริการให้เปิดให้บริการได้ถึงเวลาไม่เกิน ๐๒.๐๐ นาฬิกาของ วันรุ่งขึ้น ส่วนจังหวัดหรือพื้นที่ที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้เปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น🔗
สำหรับประเด็นการปรับปรุงบทกำหนดโทษ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ เห็นควรปรับปรุงบทกำหนดโทษ โดยรวบรวมฐานความผิดทางอาญาและทางปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๑. ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๕๐) ๒. พระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ ๓. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๒/๒๕๕๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ๔. บทกำหนดโทษตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และกฎหมาย ลำดับรองที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกำหนดโทษปรับเป็นพินัยเพิ่มเติม โดยนำมาบัญญัติไว้ ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่จะมีการยกร่างขึ้นใหม่ เพื่อความเป็นเอกภาพและ หลีกเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจนำมาซึ่งการทุจริตได้🔗
และในส่วนสุดท้ายค่ะ นั่นคือปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ ของรัฐ คณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นว่า เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออก ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ กำหนดวัน เวลาเปิดปิดของสถานบริการ และบทกำหนดโทษ ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว จะเป็นการช่วยลดการใช้ ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อันเป็นช่องโหว่ให้เกิดการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และจะเป็น การช่วยป้องกันปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้🔗
เพื่อนสมาชิกทุกท่านและประชาชนทุกคนสามารถศึกษารายละเอียดของ ข้อเสนอทั้งหมดได้จากเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์ของทางคณะกรรมาธิการ ดิฉันและ กรรมาธิการทุกท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานศึกษาฉบับนี้จะก่อให้เกิดการดำเนินการที่ เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป🔗
ท่านประธานคะ การเรียกรับผลประโยชน์นั้นมีที่มาได้จากหลายสาเหตุ แต่ด้วยเหตุที่คณะกรรมาธิการชุดนี้มุ่งที่จะศึกษาและนำเสนอแนวทางจากการจัดการกับ ช่องโหว่ทางด้านกฎหมายนั้นเป็นมิติหลัก ทำให้รายงานฉบับนี้ยังอาจมีช่องโหว่ในการเสนอ แนวทางการแก้ไขปัญหาในมิติอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากมิติด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรา โดยตรง ตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ที่อยู่นอกเหนือจากมิติทางด้านกฎหมายของ สถานบริการนั่นก็คือ ปัญหาของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในพื้นที่ เพราะถึงแม้ว่าสถานบริการจะ ดำเนินและจดทะเบียนถูกต้อง และเปิด-ปิดตามเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีเครือข่าย และมีผู้มีอิทธิพลที่คอยก่อกวนและเรียก ผลประโยชน์จากผู้ประกอบการอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางฝั่งของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ให้ ความสำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การขึ้นทะเบียนผู้มีอิทธิพล และยังรวมถึง ช่องโหว่จากการกระทำอื่น ๆ ที่นำมาสู่การเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ สถานบริการโดยตรง เช่น ยาเสพติด การพนัน และการค้าประเวณี ดังนั้น แม้ข้อเสนอในการ แก้ไขกฎหมายของรายงานฉบับนี้จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับสถานบริการ ในเบื้องต้นไปได้ค่อนข้างมาก แต่เรายังต้องอาศัย Jigsaw และแนวทางอื่นเข้ามาประกอบ ในระยะต่อไป เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่รอบด้าน ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการท่านอื่นมีใครจะชี้แจงอีกไหมครับ ไม่มีนะครับ ต่อไปเป็นสมาชิก อภิปราย เชิญท่านแรกครับ ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ก่อนอภิปรายนะครับ ผมขออ่านรายชื่อ บุคคลภายนอกที่เข้าร่วมชี้แจงก่อนนะครับ เมื่อสักครู่ยังไม่ได้อ่าน ท่านแรก ท่านวรพจน์ ด้วงพิบูลย์ ท่านที่ ๒ ท่านภัทร ภมรมนตรี ท่านที่ ๓ ท่านวรรณทิพย์ สมจินตนา ท่านที่ ๔ ท่านสุดใจ นุ่มเกตุ ท่านที่ ๕ ท่านไพรัตน์ ทรัพย์อนันต์ ท่านที่ ๖ พันตำรวจเอก อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ครับ ขอเชิญท่านเท่าพิภพครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกล ถึงแม้เขตผมจะไม่มีสถานบริการอย่างในความหมายของกฎหมาย นี้นะครับ แต่ก็ขอร่วมอภิปรายเพราะได้ทำประเด็นที่เกี่ยวข้องประมาณนี้อยู่แล้วอย่างที่ ทุกคนทราบดีครับ แล้วก็เนื่องจากผมเองก็มีประสบการณ์เป็นทั้งผู้ทำงานในสถานบันเทิง ตั้งแต่ ม. ๕ ม. ๖ ผมก็เคยเล่นดนตรีที่ถนนข้าวสาร รวมถึงหลัง ๆ ก็มีเปิดบาร์ Craft เบียร์เอง อยู่แถว ๆ วงเวียนใหญ่ด้วย ซึ่งไม่เข้ากับอันนี้นะครับ เพราะไม่มีดนตรีเล่น ก็ขออภิปรายครับ ส่วนใหญ่ในรายงานนี้ต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ที่ศึกษามาได้อย่างดี รวมถึงท่านประธานพี่เดียร์ รุ่นพี่ที่ผมเคารพรักที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์นะครับ ก็ทำออกมา ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง ผมจะไล่เลียงครับท่านประธาน มีผู้อภิปรายน้อย ผมแทบจะ อภิปรายแทนทุกคนนะครับ ถ้าเกินเวลาขออภัยไว้ก่อนเลยนะครับ🔗
ในประเด็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตครับ ท่านประธาน อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งเรื่องสถานบริการ ปัจจุบันนี้การตีขลุมสถานบริการว่า เป็นสถานบริการรูปแบบที่เราคิดว่ามันต้องใหญ่ ๆ คือมันไม่ตอบโจทย์กับปัจจุบันอีกแล้วครับ ผมเทียบเคียงง่าย ๆ ครับ ตอนนี้ผมก็ทำกฎหมายเกี่ยวกับโรงแรมอยู่ กำลังแก้อยู่ครับ โรงแรม ก็มีปัญหาว่าที่พักค้างแรมแบบโรงแรมต้องมีโน่น มีนี่ มีทางหนีไฟขนาดเท่าไร เกสต์เฮาส์อะไร ก็เป็นปัญหาหมด เฉกเช่นเดียวกับโรงเบียร์ของผมใช่ไหมครับ ที่ทำอยู่เรื่องกฎหมาย สุราก้าวหน้าที่คาดว่าจะเข้าสภาในอีก ๓ สัปดาห์ แล้วหวังว่าจะผ่านนี่ ก็เป็นปัญหาเดียวกัน เราต้องแก้กฎหมายทั้งระบบที่เราเคยมองแค่อันใหญ่ ผมเห็นด้วยที่ร้านอาหารกึ่งผับ Theque Lounge Bar Host หรืออะไรมันควรจะแยกออกจากกันหมด แล้วทุกคนก็มีความจำเป็น ในการถูกควบคุมใด ๆ ที่แตกต่างกันออกไปครับ🔗
อันที่ ๒ เรื่องกำหนดเขต Zoning อันนี้สำคัญเลยครับ ผมว่าจริง ๆ แล้ว อาจจะเห็นต่างเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าเปิดเป็นหลัก ปิดเป็นรอง ก็คือจริง ๆ แล้วควรจะเปิดได้ ทุกที่ละครับ แต่ถ้าจะห้ามที่ไหนนี่ก็ไปว่ากัน ซึ่งมันก็จะไปประกอบกับ ๒.๓ การปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการออกใบอนุญาต ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้เห็นว่า ควรจะเรียกว่ามีคล้าย ๆ คณะกรรมการ แล้วก็มีนายทะเบียน ซึ่งนายทะเบียนผมก็งงว่า คือใคร แต่ในความเห็นของผมครับ มันก็มีความคิดอยู่ว่าจริง ๆ แล้วนายทะเบียนตาม กฎหมายต่าง ๆ ก็เป็นคนออกใบอนุญาต แต่จริง ๆ แล้วส่วนสำคัญที่สุดคือ Decision-maker หรือคนที่จะตัดสินใจมากกว่าที่จะให้โซนไหนเปิดได้ ไม่ได้ ในความเห็นส่วนตัว ด้วยความ เคารพครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ทำได้เอง อาจจะเป็นในระดับนายก อบจ. อะไรก็ได้ครับ เขามีความรับผิดชอบทางการเมือง อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องไปรบกวนเวลาท่านอธิบดีกรมการปกครองอะไรอย่างนี้หรอกครับ หรือรัฐมนตรีต้องไปยุ่งเรื่องอย่างนี้เลย ผมก็คิดว่าต้องเป็นอำนาจของท้องถิ่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์🔗
ข้อหนึ่งครับ ผมเห็นด้วยแต่อยากเสริมเพิ่มเติมนะครับ การให้บริการแบบ One Stop Service อันนี้เป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะในสถานประกอบการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมหรือสถานประกอบการเช่นนี้นะครับ สถานบริการต้องขอใบอนุญาตกับหลาย หน่วยงานครับ ผมจะเพิ่มขึ้นไปก็เป็นเราต้องยกระดับจาก One Stop Service เป็น Cloud Stop Service ก็คือการที่เราสร้างเว็บไซต์มาอันหนึ่งนะครับ จริง ๆ ก็ไม่ค่อย Cloud หรอกครับ ก็เป็นเว็บไซต์ออนไลน์ คือผู้ประกอบการที่จะเปิด เขาไม่ควรจะต้องออกจากบ้าน เลยด้วยซ้ำ หลายครั้งครับหน่วยงานขอหลักฐานชิ้นเดียวกันกับเรา เราต้องทำไป ๔-๕ สำเนาตลอดเวลา อย่างนี้ผมว่าไม่ต้อง คือ ควรจะมีเว็บไซต์กลางของรัฐบาล มี Chatbot มาคุยกับผม ผมจะเปิดโรงแรม สมมุตินะครับ ผมจะเปิดสถานประกอบการนี้ เขาจะถามว่ามีดนตรีเล่นไหม Chat ก็จะถามมา ขายเหล้าไหม อยากเปิดถึงกี่โมง แล้วสุดท้าย พอกด Next ไปเท่านี้ละครับ ผมต้องเอาเอกสารอะไรบ้าง ขึ้นมาอีกอันหนึ่งเลยครับ แล้วมี ให้กรอกหมดคล้าย Google Form แล้วผมใส่หลักฐานที่จำเป็นไปทีเดียวครับ หน่วยงาน ไม่ต้องมาตรวจผมทุกหน่วยงานครับ เอาหน่วยงานที่ต้องมาตรวจเยอะสุดมาเผชิญสืบ ตรวจความถูกต้อง Verify แล้วทุกหน่วยงานยอมรับความเป็นจริงว่าอันนี้ได้ตรวจแล้ว ไม่ต้อง มาเยอะครับ มาเยอะก็เสียสตางค์เยอะครับ อันนี้ละครับเรียกรับผลประโยชน์ของจริง🔗
หัวข้อที่ ๒ ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดอายุ อันนี้ผมเห็นด้วย ที่คงผู้ใช้บริการอายุ ๒๐ ตามกฎหมายเดิมไว้ แล้วก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ทำงานอายุ ๑๘ ปี เพราะผมเองตอนเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมก็ทำงานเสริมตลอดครับ ตั้งแต่ปี ๑ ถึงปี ๔ เพราะบ้านก็ไม่ได้มีสตางค์ร่ำรวยอะไรนะครับ ก็ทำงานร้านเหล้านี่ละครับ เพราะเด็ก ๑๘ ปีก็ไม่รู้จะทำงานอะไร🔗
ปรับปรุงอันที่ ๓ ปรับปรุงเกี่ยวกับวัน เวลาเปิดปิดของสถานบริการ พรรคก้าวไกลเรานโยบาย ๒๔ ชั่วโมงอยู่แล้วครับ แล้ว ๒๔ ชั่วโมงของเราแล้วแต่ท้องถิ่น ท้องที่ใด ๆ กำหนด เรื่องนี้ก็เฉกเช่นเดียวกันกับการให้ใบอนุญาตครับ ผมเคารพนะครับ พี่น้อง ๓ จังหวัดมุสลิม หรือบางที่ที่มีความเป็นพิเศษใด ๆ เอาเลยครับ ในกรุงเทพมหานคร เขตบางเขตอาจจะเปิดดึกกว่าเขตบางเขต อันนี้ผมว่าให้ท้องถิ่นจัดการไปได้เลยครับ ที่ไหน อยาก ๒๔ เชิญเลยครับ ที่ไหนไม่ขายผมยังไม่ Mind เลยครับท่านประธาน แต่นายก หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งนั้นเดี๋ยวเขาก็รับผิดชอบทางการเมืองของเขาเอง อยู่แล้วครับ บทปรับปรุงโทษครับ ท่านประธานครับ ยินดีอย่างยิ่งครับ มีการปรับเป็นพินัย เพราะว่าหลาย ๆ อย่างมันเป็นเรื่องที่เขาเรียกว่า เป็นกฎหมายอาญาแบบมันไม่ใช่อาญา โดยแท้ครับ ก็ไม่ควรจะไปให้เขามีประวัติอาชญากรรม ก็ปรับเป็นพินัยก็พอ แต่ผมอยากเพิ่ม เรื่องหนึ่งครับ เพราะว่าจริง ๆ ได้เคยไปลงพื้นที่กับ สส. บูม เขตถนนข้าวสาร พระนคร หลายครั้งไปเดินดู ผมก็อยู่กรรมาธิการท่องเที่ยว ก็เลยไปข้าวสารบ่อย ก็มีปัญหาเรื่องเสียง น้องเขาก็มาบ่นหลายครั้ง เรื่องเสียงนี่ก็สำคัญควรจะมีโทษทางปกครองด้วย เพราะในเขตผม ก็มีปัญหาเหมือนกันว่าเรื่องเสียงนี่อาจจะดัง แล้วสุดท้ายปรับ ๕๐๐ บาท ไม่สาแก่ใจ อาจจะ ต้องให้หยุดพักใบอนุญาตสัก ๓ วัน ๑ สัปดาห์ก็ว่ากันไป ให้เขาได้ปรับปรุงครับ🔗
อันที่ ๕ ครับท่านประธาน การเรียกรับผลประโยชน์เจ้าหน้าที่รัฐ มันก็มี ๒ แนวทางครับ ในนี้บอกว่าผู้ที่มีดุลพินิจ อย่างเช่นใน กทม. กฎหมายนี้ผมงงมากเลย ผมอ่านแล้วตกใจว่า เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผมงงว่าอันนี้เขามีหน้าที่มาให้ใบอันนี้ เพราะอะไร ไม่น่าเกี่ยวเลยนะครับ แต่ก็เป็นไปแล้วครับ พยายามจะมีให้หลายหน่วยงาน มาพูดคุยกันนะครับ มีส่วนร่วมต่าง ๆ ผมเข้าใจหลักการนี้และเห็นด้วยครับ แต่สุดท้ายนี้ ต้องไปดูใน Devil Is In The Details ครับว่าสัดส่วนต่าง ๆ มันคืออะไรครับ เราแบ่งเป็น ๓ อย่าง ๑. ข้าราชการประจำ ๒. คือภาคประชาชน ๓. คือนักการเมือง ผมว่าต้องมีครับ อันนี้เขามีความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่แล้ว ภาคประชาชนควรจะเยอะที่สุด ข้าราชการ ควรจะน้อยที่สุดด้วยซ้ำ เพราะว่าสุดท้ายทำอะไรไปเดี๋ยวรอเกษียณอยู่ดี นี่ละครับ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่วนใหญ่ผมเรียนตามตรงครับ เห็นด้วยครับ แล้วก็อยาก แค่เพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ว่าเราน่าจะเห็นทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ รวมถึงการที่มาตรการ ทางเสียงต่าง ๆ นานาที่เป็นข้อสังเกตของทางคณะกรรมาธิการนี่ผมเห็นด้วยครับ มีการ นำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ IOT มีการตั้งเสาวัด Decibel ต่าง ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง วันศาสนา ในข้อสังเกตข้อ ๖ ผมก็คิดว่าเป็นวันที่ คือเราไม่ควรจะมีเรื่องศาสนาอยู่ในกฎหมายเรา อยู่แล้ว อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เราควรจะออกไปครับ ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือ วันเสาร์-อาทิตย์นี้ทุกร้านปิด อันนี้ก็ Promote แทน สสส. ด้วยว่าไม่มีการขายเหล้า ในประเทศไทยในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ครับ แต่ถ้าเจอผมก็ไม่รู้อย่างไร ก็เป็นปัญหาการบังคับใช้ กฎหมายหรือเปล่านะครับ อย่างไรก็ขอบคุณนะครับ จริง ๆ แล้วได้ข้อมูลสนับสนุนจาก ท่านเฉลิมพงศ์ สส. ภูเก็ตด้วยที่อยู่ข้าง ๆ จริง ๆ ท่านก็ทำวิจัยตอน ป. โท เกี่ยวกับ สถานประกอบการ สถานบันเทิงตรงป่าตองมา ก็ได้ข้อมูลนะครับ แล้วก็ขอบคุณมากครับ ได้เห็นความชัดเจนของรายงานฉบับนี้ และผมเองที่ทำเรื่องแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ทั้ง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะนำแนวทางนี้ไปประกอบการพิจารณาในเรื่องของวัน เวลาการขายด้วย ที่เรากำลังแก้ไขกันอยู่ ณ ขณะนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ถึงรายงานของท่าน คณะกรรมาธิการครับ ต้องบอกว่าจริง ๆ หลังจากฟังท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจง รายงานรวมถึงเพื่อนสมาชิกอภิปรายนี้ จริง ๆ ประเด็นหลาย ๆ ประเด็นเราครอบคลุม ได้ดีมาก ในรายงานเองก็ทำมาค่อนข้างสมบูรณ์ตามญัตติและสิ่งที่เราต้องการ คือ การแก้ไข และการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Zoning เวลาการขาย อายุผู้ที่มี ความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำงานหรือผู้ใช้บริการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมดีใจที่ในรายงาน ทำมาครบ รอบด้าน เหมาะสมตามที่เราต้องการ🔗
ทีนี้ประเด็นต่อมาก็คือ เราเห็นแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากหัวข้อที่เราบอกว่า สถานบันเทิง การปรับปรุงกฎหมาย เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ต่าง ๆ ในรายงานฉบับนี้ สถานบันเทิงที่หลายท่านตอนฟังอาจจะเข้าใจว่าเป็นเฉพาะผับ บาร์อะไรต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วรายงานนี้ได้เปิดไว้กว้าง และผมว่าเป็นสิ่งที่ดีว่าสถานบันเทิงมันไม่ได้จำกัด อยู่แค่นั้น และไม่ใช่เพียงแต่ร้านใหญ่ ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรับ ผลประโยชน์จากข้าราชการ หรือพนักงาน หรือแม้แต่ผู้มีอิทธิพล ดังที่ในรายงานฉบับนี้ ได้มีการกล่าวถึง ประเด็นต่าง ๆ ผมเห็นด้วยที่ทางรายงานได้เสนอมา ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุง กฎหมาย ข้อใดที่ควรปรับปรุง หรือข้อใดที่ไม่ควรปรับปรุง ความเป็นห่วงบางประการก็มีบ้าง ยกตัวอย่างเช่น อายุของผู้ทำงานกับอายุของผู้ใช้บริการนี้เราทราบดีถึงความจำเป็น และสิ่งที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงกับสภา เราก็เข้าใจว่าถ้าจะปรับอายุของคนทำงานเพิ่มขึ้น จะมีผลกระทบด้านใดบ้าง เราก็เลยอยากจะฝากไว้ว่า ในเมื่อคนที่ทำงานอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป แต่คนใช้บริการ ๒๐ ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้นอาจจะมีความลักลั่นในการทำงาน หรืออาจจะเป็น ช่องว่างในการใช้เป็นข้อให้ประชาชนหรือผู้ที่ไม่หวังดีใช้ข้อนี้ในการทำให้เกิดปัญหาในอนาคต อันนี้เราเข้าใจ แล้วก็อยากจะฝากไว้ว่าในอนาคตถ้าเรามีการแก้ไขกฎหมายนี้ เราอาจจะช่วยกัน พูดคุยเรื่องนี้ว่าเราจะสามารถทำอย่างไรให้ปิดช่องว่างตรงนี้ได้🔗
ส่วนต่อมา คือ การกำหนดเวลาเปิดปิด อันนี้ผมเห็นด้วยกับทั้งรายงาน และเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายว่า เราควรจะมีช่องทางให้ชุมชนหรือคนที่อาจจะได้รับผลกระทบ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ ๆ คนที่อาจจะได้รับผลกระทบในตอนกลางคืน ในตอนที่ ใช้เสียงต่าง ๆ มีส่วนร่วม โดยเฉพาะการดึงท้องถิ่นเข้ามาเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ต้องเรียนกับ เพื่อนสมาชิกว่าบางทีถ้าบอกว่า ๒๔/๗ เลย ผมว่าอาจจะเกินไปหน่อย เพราะฉะนั้น ผมว่ามันควรจะมีข้อกำหนด หรือข้อจำกัดที่ชัดเจน แต่ไม่ควรจะไปกำหนดว่าเปิดได้เฉพาะ เวลาใดถึงเวลาใด เพราะในแต่ละพื้นที่ก็มีความเหมาะสม หรือมีปัจจัยที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเห็นด้วยกับในรายงาน แล้วก็อาจจะฝากบอกเพื่อนสมาชิกว่า ถ้า ๒๔/๗ เปิดตอนไหนก็ได้ เปิดวันไหนก็ได้ มันอาจจะดูฟรีเกินไปหน่อย และมันอาจจะทำให้เกิดปัญหา กับกลุ่มประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เราดูจากปัญหาที่มีการร้องมาที่สภา ก็คือเรื่องการเรียกรับ ผลประโยชน์จากสถานบันเทิงต่าง ๆ ทีนี้ในรายงานเราก็มองไว้แล้วว่า เราจะแก้ปัญหาตรงนี้ อย่างไร สิ่งที่อยากจะฝากก็คือหลังจากเราแก้ไปครับ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มอื่น อย่างที่ท่านประธานก็ได้บอกแล้วว่า ในรายงานนี้โฟกัสไปที่การแก้ไขปัญหานี้ตามที่เราได้รับ หน้าที่มาก็คือการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ทีนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาขาย เรื่อง Zoning เรื่องอะไรต่าง ๆ ถ้าเรามีการปรับแก้ดังที่รายงานได้เสนอแล้ว เราก็อยากที่จะเสนอว่า ควรจะมีการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะในสภาแห่งนี้ก่อนหน้านี้เราก็เคย มีการพูดคุยไปถึงผลกระทบจากผู้ที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรืออันตรายจากผู้ขับขี่ หรือผู้ที่มึนเมาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการที่เราจะแก้ไขกฎหมายเรื่อง Zoning และเวลาในการ เปิดปิดต่าง ๆ อาจจะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยว่า ประชาชนบางกลุ่มอาจจะได้รับ ผลกระทบ ถ้าเราเปิดให้ดึกขึ้นได้ และในท้องถิ่นเองก็เห็นด้วยว่า โอเค เวลาเปิดนี้ดึกขึ้นได้ จะกระทบกับกลุ่มคนใดบ้าง มากน้อยเพียงใด อันนี้ก็อยากจะฝากไว้เป็นข้อสังเกตครับ🔗
ในส่วนของโทษครับ อันนี้เห็นด้วยอย่างเต็มที่ว่าการปรับเป็นพินัยเป็นสิ่งที่ เหมาะสม และในปัจจุบันเองหลาย ๆ อย่างก็ยังไม่ Make Sense เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ไม่มีประเด็นที่เห็นต่างกับท่าน🔗
ส่วนเรื่องข้อสังเกตอื่น ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเวลาการขายที่บอกว่า ขายได้ ตั้งแต่บ่าย ๒ ขึ้นไป หรือในช่วงเวลาที่กำหนด ที่ต้องปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับจากในรายงานนี้ก็ต้องบอกว่ามีอายุมากพอสมควร อาจจะมากเกินสมควรด้วย บางกฎหมายอายุเท่าพ่อผม เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะต้องถึงเวลาในการปรับปรุงให้ สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบันของสังคม ซึ่งผมไม่ได้เป็นห่วงครับ ผมเชื่อว่าเราสามารถ ช่วยกันแก้ไขในสภาแห่งนี้ได้ ทั้งหมดทั้งมวลครับ จากรายงานฉบับนี้ผมเชื่อว่าทุกท่าน ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครบในสิ่งที่เราต้องการในการที่จะลดการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะจากเจ้าพนักงาน รวมไปถึงผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ แล้วผมเชื่อว่าเราจะช่วยกันนะครับ สามารถนำข้อสังเกตจากรายงานฉบับนี้ปรับปรุงเป็นกฎหมาย และทำให้เกิดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ฝากว่ากฎหมายที่มีอายุมากโดยเฉพาะเรื่องนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ปี ๒๕๐๙ ต่าง ๆ นี้ เราก็ควรที่จะนำมาคุยกันโดยเร็วที่สุด อีกอย่างที่ผมอยากจะฝากไว้เหมือนกันก็คือ อย่างที่ เพื่อนสมาชิกว่าไว้ครับว่า เรื่องศาสนากับเรื่องกฎหมาย ผมเคารพทั้ง ๒ อย่าง ผมคิดว่า มีความสำคัญทั้ง ๒ อย่าง แต่บางครั้งเราก็ไม่ควรจะนำมาเกี่ยวกันมากเกินไป อันนี้ก็เห็นด้วย กับเพื่อนสมาชิก แล้วก็ฝากท่านกรรมาธิการครับ เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ วันนี้ขออนุญาตเข้ามาร่วมอภิปรายเรื่องของการศึกษา แนวทางแก้ปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายนะครับ ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการ มาก ๆ ที่ให้โอกาส อ.เอท ในวันนี้ได้มาช่วย ก็ขอบคุณท่านประธานเดียร์เช่นกัน เราก็ เห็นหน้าเห็นตากันบ่อย วันนี้ก็ขอเสริมแล้วกันนะครับ วันนี้มาเสริมในมุมมองของ อ.เอท ที่ก็เคยไปเที่ยวสถานบันเทิงต่าง ๆ มาหลายที่นะครับ แล้วก็ Model ที่ อ.เอท ใช้วันนี้ ก็ตรง ๆ เลยครับ Pub P U B ๓ ตัวอักษรครับ P U B Pub ครับ P ตัวแรก ก็คือปัญหาเลย P Problem นะครับ ซึ่ง อ.เอท แยกออกเป็น ๕ ปัญหา ซึ่ง ๕ ปัญหาเหล่านี้ข้อดีครับ อยู่ในรายงานของท่านฉบับนี้เรียบร้อยแล้วนะครับ🔗
ปัญหาแรก ก็คือปัญหาเรื่อง พ.ร.บ. คือเราบอกว่าเป็นสถานบันเทิง แต่ พ.ร.บ. ยังเขียนไว้เป็น พ.ร.บ. สถานบริการนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ ซึ่งการให้คำนิยามนี้ มันหลากหลายจริง ๆ เมื่อสักครู่เราบอกแล้วครับ เดี๋ยวนี้สถานบันเทิงหรือสถานบริการครับ เป็น Mobile ก็มีแล้วนะครับ ตั้งรถ ขับรถเป็นแบบบนสามล้อ ขายเบียร์ ขายเหล้า ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ถูกตีความว่าเป็นสถานบันเทิงนะครับ ก็อยากที่จะให้พวกเราให้ กฎหมายนี้มัน Update นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ แล้วนี่ก็จะปี ๒๕๖๙ อยู่แล้วครับ เกือบ ๆ ๕๐ ปี ก็ควรที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง นี่คือปัญหาที่ ๑ ครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ คือ Zoning หลายท่านพูดไปแล้วครับ Zoning นี่ อ.เอท ไปดู หลายพื้นที่มาเลยครับ ที่ชลบุรีก็เพิ่งไปมานะครับ ที่ภูเก็ตหรือที่ไหนก็ตามแต่นะครับ ชัดเจนว่า Zoning นำไปสู่ปัญหาเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ Noise หรือเรื่องของเสียง เรื่องของ การจราจร แล้วก็เรื่องของเวลาเปิดปิดมันสร้างความรำคาญให้กับพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ เหลือเกิน เพราะฉะนั้นการทำ Zoning ก็ควรจะเป็นแบบเมื่อสักครู่นี้ที่ สส. เล่าให้ฟังครับ มันต้องมาจากผู้ที่ดูแลท้องถิ่นหรือ อปท. นะครับ ก็ฝากเรื่อง Zoning ไว้ด้วย แล้วก็เรื่องเสียง เขามีการวิจัยครับ ถ้าเป็นที่อเมริกานะครับ เขาบอกชัดเจนเลยครับว่าคนที่ทำงานไม่ควรเกิน ๙๐ เดซิเบล ในช่วงเวลาสัก ๘ หรือ ๙ ชั่วโมง เช่นเดียวครับ ตอนนี้ในพื้นที่ อ.เอท เอง ก็จะมีหลายท่านที่เป็นกังวล จะมีงาน Party ใหญ่ ๆ โต ๆ มากมายเลย ไม่ว่าจะเป็น Party ที่เกี่ยวข้องกับการฉลองปีใหม่อีกไม่กี่เดือนนี้ เขาบอกเลยครับว่าเปิดปิดกันแบบเต็มที่ เหลือเกิน แล้วคนที่อยู่บริเวณนั้นนะครับ ต้องมาเดือดร้อนเรื่องของปัญหามลพิษทางเสียง ก็ฝากอันนี้ไว้นะครับ ปัญหาที่ ๒🔗
ปัญหาที่ ๓ ครับ License อันนี้ชัดเจนครับ ให้ง่ายเกินไปหรือไม่ ให้ยาก เกินไปหรือไม่ เมื่อสักครู่เราเพิ่งฟังครับ ผู้อภิปรายได้พูดกันเยอะแยะเลย เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ โรงงานต่าง ๆ การจะให้ License ของโรงงาน อันนี้ก็สำคัญครับ จะให้ License ยากเกินไป หรือไม่ ง่ายเกินไปหรือไม่ เพราะการให้ License มันมีผลกระทบกับผู้มีอิทธิพล ซึ่งคน เหล่านั้นจะเข้ามารีดไถเงินนะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญครับ จะมี One Stop Service แบบที่ท่านทำอยู่ในรายงานเล่มนี้หรือไม่ ทำทีเดียว จะเปิด จะปิด หรือจะขายเหล้า ขายอะไรก็ควรจะเป็นบริการแบบ One Stop อันนี้ อ.เอท ก็เห็นด้วยนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เป็นการลดภาระของทุกคนนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๔ ปัญหาเรื่องของอายุ อันนี้ก็ชัดเจนครับ อ.เอท เมื่อก่อนเราเคย อยากจะแอบเข้าไป แต่เขาห้าม เพราะที่อเมริกาเขาห้ามชัดเจนครับ เข้าบ่อนนี่ห้าม แต่เมืองไทย อ.เอท เห็นเหลือเกินครับว่าเข้าได้จริง ๆ อันนี้ก็เป็นกฎหมายที่สุดท้ายต้องฝาก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ที่ควบคุมกฎหมายนะครับ ตำรวจต่าง ๆ ก็ควรที่จะต้องเข้ามาร่วมกัน แก้ไขนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๕ ครับ แบบที่ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญได้พูดชัดเจนครับว่า สถานบันเทิงจะนำมาสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ อื่น ๆ เช่น ขายยา เป็นการค้ามนุษย์ นี่ละครับเราจะ ทำอย่างไรดีเพื่อที่จะลดปัญหาเหล่านี้นะครับ นี่คือตัว P ตัวแรกครับ ก็คือ Problem🔗
ตัวที่ ๒ ครับ คือตัว U U อ.เอท ขอใช้คำว่า Under Control ก็หวังเป็น อย่างยิ่งว่ารายงานตัวนี้จะ Under Control ก็คือทำทุกอย่างให้เรียบร้อย ให้สามารถ ที่จะควบคุมได้นะครับ ก็เริ่มตั้งแต่การควบคุม อ.เอท Concern มากครับ เรื่องของ Drink ก็คือการดื่ม ไปที่ต่างประเทศเขาจะมีป้ายครับ สมมุติเราขับรถนะครับ Drink Drive Die ๓ D ครับ ดื่ม ขับ ตาย เขาเขียนตัวเบ้อเร่อเลย คืออันนี้น่าจะเอามาใช้ได้นะครับ หรือเอามา แบบเป็นการเตือนสติว่าคุณห้ามดื่มนะ แล้วกฎหมายบ้านเราครับ เรื่องของการดื่มนี่ ดื่มชนนะครับ และดื่มแล้วทำให้คนอื่นเสียชีวิตก็ติดคุกสัก ๑๐ ปี ปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อ.เอท ว่ามันน้อยไปครับ จัดเลยครับ ของอเมริกาสักรัฐหนึ่ง อ.เอท ขออนุญาตอ่าน รัฐแมสซาชูเซตส์ครับ เขาปรับแบบขั้นต่ำของเขาเป็นประมาณไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ หรือ ๕,๐๐๐ ถ้าเกิดว่าขับแล้วยังคงผิดซ้ำผิดซาก พวกผิดแบบไม่ลืมหูลืมตา ปรับทีละ ๕๐,๐๐๐ เหรียญ หรือปรับประมาณเท่าไรครับ เป็นล้านนะครับ ปรับประมาณ ๑,๗๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าคูณ ๓๕ นะครับ ถ้าเกิดเดี๋ยวนี้ค่าเงินบาทต่ำนะครับ มันยิ่งแพงเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่อง กฎหมายพวกนี้ควรจะปรับให้เข็ด จะได้จบ ๆ กับผู้ที่ยังคงกล้าทำผิดอยู่ อันนี้คือเรื่องของ การที่ปรับค่าปรับนะครับ ทำอย่างไรดีนะครับ แล้วก็มีผลแน่นอนครับ เมื่อสักครู่นี้เรา พูดแล้ว หลายท่านพูดครับ ปรับไปเชิงเรื่องของปรับแบบเป็นพินัย อันนี้ก็สำคัญครับ มีการ ขยับให้เขาแบบเลิกขายสัก ๕ วันไหม หรือจะยึด License เลยไหม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ฉะนั้น เราจะได้จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดเสียทีหนึ่ง และ🔗
ตัวสุดท้ายครับ เวลากำลังดี ก็คือ B Boy นะครับ Pub B Boy ก็คือ สถานบันเทิงเหล่านี้นะครับ มันนำมาสู่คำว่า Bribe นะครับ ซึ่งก็แปลชัดเจนครับ แปลว่า สินบน เห็นไหมครับ เพราะเราต้องการที่จะแก้ไขปัญหาใช่ไหมครับ การเรียกรับผลประโยชน์ จากผู้มีอิทธิพล การที่เราจะทำให้สินบนเหล่านี้มันหมดไปได้ แน่นอนกฎหมายไม่ว่าจะเป็น ทางอาญาหรือทางปกครองนะครับ ชัดเจน และสิ่งที่สำคัญครับ ถ้าเราป้องกันอันนี้ ถ้าเป็นเชิงป้องกันนะครับ ถ้าเราแก้ไขปัญหาตามที่ท่านแนะนำมานะครับ ๕ ปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข พ.ร.บ. การที่เราจะแก้ไข Zoning เรื่องเสียง เรื่องของการให้ License การปรับอายุต่าง ๆ และเรื่องของการแก้ไขปัญหา โดยการที่ให้ผู้ที่มีอำนาจมาทำงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนะครับ อ.เอท เชื่อว่าการที่ทำให้ แก้ไขปัญหาเรื่อง Bribe นะครับ หรือการที่ติดสินบนจะน้อยลง เพราะฉะนั้นการลงโทษต้อง ชัดเจนนะครับ ต่างประเทศเขาทำได้ ญี่ปุ่นเขาทำได้ คือประเทศอื่นที่เขามีเรื่องของการแก้ไข ปัญหาติดสินบนเขาทำได้ เพราะเขามีกฎหมายที่แรง และผู้ใช้กฎหมายก็เช่นกันครับ เมื่อ Season ที่ผ่านมาหรือฤดูที่ผ่านมาครับ เราได้คุยแล้วเรื่องของผู้ที่เป็นตำรวจนะครับ ยังคงผิดแล้วก็เฉย ๆ ผิดแล้วก็ย้าย ผิดแล้วก็ไปโน่นไปนี่ โดยที่ไม่ได้มีการลงโทษอย่างชัดเจน ฉะนั้นการลงโทษอย่างชัดเจนต้องเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทยนะครับ ฉะนั้นสรุปครับ สรุป อ.เอท ก็อยากที่จะเห็นสถานบันเทิงที่ไม่ต้องเตลิดเปิดเปิงให้คนไทยอีกต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ Respect🔗
ขอบคุณครับ ขออนุญาตปิดการลงรายชื่อผู้อภิปรายนะครับ ตอนนี้มีผู้อภิปรายพอสมควร แล้วครับ ต่อไปนะครับ เชิญท่านธนกร วังบุญคงชนะ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่าได้ทำข้อมูลมานี่ ลงพื้นที่ศึกษาอย่างละเอียดยิบเลย อันนี้ ชื่นชมเลยนะครับ แล้วก็กรรมาธิการแต่ละท่านนี่ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญนะครับ เช่น ท่าน สส. ศาสตรา ศรีปาน นี่ท่านพื้นที่หาดใหญ่ก็ลงหาเสียงทั้งวันทั้งคืนนะครับ พบปะพี่น้องประชาชน ท่านปกรณ์วุฒิก็ทราบว่าท่านก็เคยเป็นนักดนตรีมาก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า รายงานชุดนี้สมบูรณ์ที่สุดแล้วนะครับ แล้วก็ขอชื่นชมท่านเท่าพิภพ ท่าน สส. พรรคก้าวไกล เมื่อสักครู่นี้ที่อภิปรายข้อมูลได้ดีมากนะครับ โดยเฉพาะท่านเมื่อสักครู่ก็ภาษาอังกฤษ วันละคำนี่ผมชอบมากนะครับ แล้วผมคิดว่า สว. เลือกตั้งครั้งหน้าถ้าผมเรียนจากท่านคงได้ เป็น สว. ท่านประธานครับ ในเรื่องของสถานบันเทิงนี่การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของ ประเทศ ผมพูดมาตลอดนะครับ แล้วก็สถานบันเทิงเราจะทำอย่างไรให้มันสร้างความสมดุล ให้ได้ ซึ่งกรรมาธิการชุดนี้ก็ไปศึกษามาแล้วในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย ในเรื่องของ เยาวชนห้ามเข้า เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีเป็นผู้ทำงาน ผมฝากตรงนี้นิดหนึ่งว่าเมื่อสักครู่เพื่อน สมาชิกได้พูดแล้ว เด็ก ๑๘ ปีที่ไปทำงานกับผู้ใช้บริการอายุ ๒๐ ปี ตรงนี้เราจะเราจะแก้อย่างไร เพราะว่ามันก็อาจจะย้อนแย้งกันอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมฝากให้ท่านกรรมาธิการได้ดูด้วย🔗
ส่วนในเรื่องของเวลาที่ล่าสุดรัฐบาลได้ผ่อนปรนเปิด ๐๔.๐๐ นาฬิกา ในพื้นที่ Zoning ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ กรุงเทพฯ อะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญ เพราะว่า วันนี้เราจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องการท่องเที่ยวสถานบันเทิงต่าง ๆ มันก็ควรจะสมดุลในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งวันนี้ ๐๔.๐๐ นาฬิกา ผมคิดว่าเมื่อมีการ ดำเนินการแล้วเราก็ต้องประเมิน วันนี้ผมอยากจะบอกว่ามันมีสถานบันเทิงบางแห่ง ทำได้ดีมาก เป็น Model ใหม่เลย เช่น ในสถานบันเทิงบางแห่งที่ผมบอกนี้ เด็กอายุ ๒๐ ปี วันนี้เด็กอายุไม่ถึงท่านประธาน แต่ว่าไปใช้บัตรประชาชนปลอมเข้าไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันต้องระวัง แต่สถานบันเทิงที่ผมบอกเขาใช้เครื่อง Scan เลยครับ นอกจากนั้นแล้วคนที่เมา ก็จะมีที่ที่บริการเลยข้าง ๆ พักก่อน แล้วก็บริการของ Garb ไปส่งที่บ้าน อันนี้สำคัญ ผมอยากให้ทางท่านกรรมาธิการได้ไปดูว่าในกรุงเทพฯ มีแล้วนะครับ และในเรื่องของ การเรียกร้องผลประโยชน์ รับผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น ตรงนี้ผมเชื่อว่าถ้าสถานบันเทิง สถานบริการต่าง ๆ เราได้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้จะเบาบางลง ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผมว่าวันนี้ท่านทำได้ดี แต่ว่าในสถานบันเทิง ในต่างจังหวัดนี่ผมไม่แน่ใจ แต่นครบาลเท่าที่ผมทราบทำได้ดีมาก ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องสถานบันเทิงนั่นก็คือยาเสพติด วันนี้สถานบันเทิงต่าง ๆ เราเข้าใจได้ แต่อย่าปล่อยให้มียาเสพติดเด็ดขาด เพราะปัญหายาเสพติดในบ้านเมืองทุกวันนี้มัน แพร่ระบาดไปทั่วแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วในการ ปราบปรามยาเสพติด เพราะฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่สถานบันเทิง ซึ่งผมเชื่อว่าถ้า ผู้บังคับใช้กฎหมายจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ผมคิดว่ามันจะสร้างรายได้กับประเทศ มากมาย และนักท่องเที่ยวเข้ามาก็มาเที่ยวสถานบันเทิงต่าง ๆ ทั้งนั้นละครับ เพราะฉะนั้น สุดท้ายท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ก็ต้องขอชื่นชมท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ท่านมีชุดเฉพาะกิจ อันนี้สำคัญ ผมอยากให้ท่านเปิดปฏิบัติการในทุกพื้นที่ เพื่อเข้าไปตรวจสอบในเรื่องยาเสพติด เพราะผม เชื่อว่ายาเสพติดมันอยู่ในสถานบันเทิง แต่ว่าถ้าเจ้าของสถานบริการทำถูกต้องตามกฎหมาย และคุมเข้มเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันเปิดได้นะครับ จะเปิดกี่โมงก็ทำได้ แต่การเปิดดึก ปิดตีสี่ต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ก็ต้องพร้อมด้วย เพราะว่าหลายอย่างเราเร่งรีบไปไม่ได้นะครับ วันนี้ในจังหวัดภูเก็ต ในอดีตที่ผ่านมาผมเคยบอกท่านรองนายกรัฐมนตรีอนุทินว่า สถานบันเทิงผิดกฎหมาย เยอะแยะมากมาย สำคัญที่สุดมีผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติอีก แล้วก็หลังจากนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีก็เปิดปฏิบัติการให้ทันทีเลย อันนี้ผมคิดว่าได้ใจ พี่น้องประชาชน เราจำได้ใช่ไหมครับว่าในอดีตที่ผ่านมาสมัยเรามีการจัดระเบียบสังคม ผมเชื่อว่าท่านประธานจำท่านปุระชัยได้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมอยากจะให้ท่านอนุทินได้เข้ม ในเรื่องนโยบายตรงนี้ ท่านจัดระเบียบไปเลยครับ เพราะว่ายาเสพติดวันนี้ผมคิดว่า มันทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วนถ้าเราแก้ปัญหายาเสพติดได้ ในเรื่องสถานบันเทิงผมเห็นด้วยเลย แล้วผมไปอ่านรายงานชุดนี้อย่างละเอียดยิบ แล้วก็เห็นด้วยเลย แล้วทุกท่านก็เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอบคุณที่ทางท่านประธานได้ดำเนินการอย่างดีเยี่ยมนะครับ ผมคิดว่า รายงานตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการที่พวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ถ้ากฎหมาย ตรงไหนมันล้าหลังเราก็ต้องแก้นะครับ เพราะวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปมากแล้ว สถานบันเทิง ก็เปลี่ยน ทุกวันนี้ผมไม่แน่ใจท่านประธานเคยไปหรือเปล่าใน กทม. เยอะแยะมากมาย ผมอยากให้ท่านประธานได้ไปดูนะครับว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราไปไม่ได้ บางที่นี่ผมอายุมากแล้วผมก็แอบเข้าไปดู เพราะว่าผมก็มีลูกสาว เราก็เป็นห่วงลูกเรา เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องไปดูด้วยว่าสถานที่นั้นเหมาะกับลูกเราหรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากให้นำรายงานชุดนี้ได้ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ แล้วก็ไปปฏิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือว่าการคุมเข้ม การบังคับใช้กฎหมาย ที่สำคัญก็คือ อย่าปล่อยให้มันมียาเสพติดเท่านั้นเอง ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านศนิวาร บัวบาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หลายปีมาแล้วค่ะท่านประธานที่ผู้ประกอบการในหลายจังหวัดกำลังเดือดร้อนกับการจะต้อง คอยจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแบบไม่รู้จักจบรู้จักสิ้น ๒๒ จังหวัดถูกควบคุมโดย พระราชกฤษฎีกากำหนดท้องที่งดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วสถานบริการ คืออะไร จากพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ แบ่งสถานบริการออกเป็น หลายประเภท แต่ดิฉันจะขออภิปรายเน้นไปที่สถานที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่น จำหน่าย หรือให้บริการ โดยมีอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น มีดนตรี มีการร้องเพลง มีการเต้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่านี่คือสถานบันเทิง ทีนี้จะทำอย่างไรคะ อยากจะประกอบกิจการ ในจังหวัดซึ่งห้ามตั้งสถานบริการ ก็ต้องทำการเลี่ยงกฎหมายค่ะ โดยจดทะเบียนพาณิชย์เป็น ร้านอาหารที่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งมีลักษณะคล้าย สถานบริการ คล้ายกับสถานบริการอย่างไรคะ ก็คือจะต้องไม่มีการเต้น จังหวัดน่านเป็น จังหวัดหนึ่งในนั้นค่ะ จึงเป็นที่มาของคำว่า น่านห้ามเต้น ท่านประธานลอง Search ใน Social Media ได้เลย น่านห้ามเต้น ทางคณะกรรมาธิการด้วยนะคะ ดิฉันขอเชิญ ลองดูนะคะ มีเต็ม Social Media ไปหมดค่ะ ถ้าท่านไม่เลี่ยงกฎหมายก็จดทะเบียนสรรพสามิต สถานบริการ Nightclub discotheque ผับ บาร์ ตรง ๆ ไปเลยค่ะ เป็นกิจการที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ประเภทกิจการที่เกี่ยวกับการบริการ ลักษณะกิจการมีการจัดให้มีการแสดงดนตรี เต้นรำ รำวง รองเง็ง Karaoke หรือการแสดงอื่นในทำนองเดียวกัน ซึ่งปิดทำการหลัง เที่ยงคืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าหน้าที่จะเรียกหัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากเจ้าของธุรกิจ จากยอดขาย ในทุกเดือน นอกจากจะขัดกับพระราชกฤษฎีกาแล้ว ยังขัดกับคำสั่ง คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นำเสนอไปเบื้องต้นอีกด้วย คำสั่งนี้กล่าวถึงมาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และการควบคุม สถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ นี่เป็น ปัญหาที่สั่งสมหมักหมมมาช้านาน แต่ทำไมสถานบริการเหล่านี้ยังเปิดอยู่ได้ ก็เพราะ เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบน เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจก็ต้องยอมจ่ายไปไม่รู้จักจบจักสิ้น ถึงเวลาแล้วค่ะท่านประธานที่เราจะต้องนำปัญหาที่ซุกใต้พรมเหล่านี้ออกมาแก้ปัญหาอย่าง จริงจังเสียที ก่อนที่พรมจะเน่าไปมากกว่านี้ รายงานฉบับนี้ดิฉันอ่านดูแล้วค่ะ เสนอให้มีการ ปรับปรุงกฎหมายและบทกำหนดโทษ ดิฉันเห็นด้วยที่ให้ทางท้องถิ่นกำหนดเขตท้องที่ตั้ง สถานบริการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรที่จะทบทวนพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวที่ดิฉันได้ นำเสนอไปนี้ด้วย จังหวัดไหนควร ไม่ควร หรืออาจจะทำ Zoning เป็นบางพื้นที่ ไม่ต้อง ควบคุมทั้งจังหวัดก็ได้ หากเราดำเนินการปรับปรุงกฎหมายหลักแล้ว คำสั่ง คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ ก็ได้ทำการยกเลิกแล้วโดย พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๖๕ สำหรับในส่วนที่เหลือก็มีพระราชบัญญัติสถานบริการ ควบคุมอยู่แล้ว ดิฉันจึงเห็นควรให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ เพื่อให้ทันยุคทันสมัย และให้เศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัว ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังทางคณะกรรมาธิการ ด้วยนะคะ หลายจังหวัดที่ถูกควบคุมเป็นเมืองท่องเที่ยว สถานบริการจึงเป็นหนึ่งในกิจการ ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด หากเราสามารถดำเนินการให้ถูกกฎหมายจะยิ่งทำให้ การจัดระเบียบสถานบริการเป็นไปได้โดยง่าย แล้วก็เป็นเอกภาพขึ้น ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย จากรายงาน ฉบับนี้ที่ท่านคณะกรรมาธิการที่ได้รับเรื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อคราวที่แล้ว ในการที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องบันเทิงและส่วย กระผมได้มีการอภิปรายในหลาย ๆ เรื่องเมื่อคราวที่แล้ว และคณะกรรมาธิการก็ได้ไปดำเนินการ ตั้งใจในการทำงานอย่างดี ไม่ได้อวย ผมดูเล่มนี้ เล่มนี้ทั้งหมด กระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากการรายงานของคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ตลอดจนการไปดูสภาพความเป็นจริงของสถานบริการและแหล่งท่องเที่ยว ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมคิดว่ามันรอบคอบที่สุดนะครับ แต่จะทำอย่างไรให้หน่วยงาน หรือองคาพยพต่าง ๆ ที่มันได้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองของเรานี่มันหมักหมม มันหมักหมม มานานแล้วที่เกี่ยวกับเรื่องส่วย ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริงให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันไม่ได้พ้นผู้ที่มีอำนาจก็คือ กระทรวงมหาดไทยและกองบัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ คือตำรวจกับปกครองนี่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้ง โดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตรงจุดนี้ อย่าเอาตำแหน่งพนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำมาหากินกับ เรื่องส่วย ตรงจุดนี้เราจะทำอย่างไร แต่ผมคิดว่าจากกรรมาธิการของเราที่ได้ไปศึกษาแล้วก็ รายงานมานี้ ผมคิดว่าถ้าเอาจริงเอาจัง ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่ดีที่สุด แล้วก็ดีมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงกฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กฎกระทรวงง่าย ๆ ประกาศใช้เลย เป็นนโยบายก็ได้ อย่างกรณีที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง Zoning เกี่ยวกับเรื่อง Zoning นี่นะครับ ก็คือจริง ๆ แล้วควรที่จะให้มันชัดเจน โดยในแหล่งท่องเที่ยวที่หลัก ๆ ก็ควรจะมี ตีสี่ก็ว่าตีสี่นะครับ อันนี้เวลานะครับ แล้วในส่วนของจังหวัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ตีหนึ่ง ไม่ใช่ว่าหกทุ่ม ไม่ใช่ว่าตีสอง อะไรลักษณะนี้ คือจะทำอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ให้มันเป็นรูปแบบเดียวกัน คำว่า Zoning ไม่ต้องไปจำกัดว่า Zoning เท่านั้น เท่านี้ ตรงนั้น ตรงนี้ ไม่ต้องไปจำกัดหรอก เอาไปเลยจัด Zoning ขึ้นมาใหม่ อยู่ในป่าถ้าเขาจะไปเที่ยวเขาก็ไปเที่ยว ร้าน Theque ร้านบันเทิงอะไรต่าง ๆ อยู่ตรงไหน ก็ได้ เหมือนร้านอาหารนี่ถ้าทำอร่อย ๆ เขาก็ไป เพราะฉะนั้นคำว่า Zoning นี่ยกเลิกเลย และยกเลิก Zoning นะครับ และผู้ประกอบการต้องการอยากไปทำที่ไหนให้เขาทำ แต่ต้องจัดระเบียบ ๑. อย่าใกล้ในสถานที่โรงเรียน ในสถานที่วัดวาอาราม สถานที่ศาสนา หรือสถานที่อะไรต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม ก็ไปจัดการมา เพราะฉะนั้นในสถานที่ที่บอกว่า Zoning พอ Zoning ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องการอยากจะไป Zoning ตรงนั้น ผู้ประกอบการใหม่ ๆ ก็ไม่มีโอกาส คำว่า ไม่มีโอกาส คืออย่างไร ที่ก็แพง อะไรก็แพง โอ้โฮ เยอะแยะไปหมด ในเรื่องต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดนะครับ ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนอย่างนี้ ก็คือว่า เรื่องการวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องส่วย ตรงนี้เรื่องส่วยก็คงจะไม่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไร ได้มากหรอก มันอยู่ที่คน มันอยู่ที่พื้นฐานของมนุษย์ที่เห็นแก่ตัว ที่ใช้อำนาจของตัวเองไปใช้ ในสิ่งที่ไม่ชอบนี้ก็คือส่วย ถ้ากฎหมายบอกว่าหกทุ่ม ต้องปิดหกทุ่ม แต่เขาก็เปิดจนถึงตีสอง ส่วยเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นก็ให้มันตีสองเสียเลย อันนี้ก็พอได้ ถ้าสมมุติว่าอนุญาตให้เปิดตีสอง ในแหล่งหลัก ๆ เราบอกว่าเอาไปเลยตีสี่ แหล่งท่องเที่ยว เพราะมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติก็ดี ไม่ว่าจะเป็นคนไทยก็ดี นักนิยมในการเที่ยว เราต้องการ อันนี้แหล่งบันเทิงนะ ส่วนหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการและทำรายได้เข้า มาสู่ประเทศไทย อย่าลืมว่าเสน่ห์ของประเทศไทยมันมีอะไรก็รู้กันอยู่แล้วนะครับ ก็คือแหล่ง ท่องเที่ยวบันเทิงนี่แหละที่เป็นที่สร้างรายได้ ในเมื่อผู้ประกอบการเขามีกำไรหรือคนเที่ยว ก็อยากเที่ยว มีความบันเทิง มีความสุขสนุกสนาน มีความปลอดภัยเขาก็ไปครับ เพราะฉะนั้น ความปลอดภัย เขาจะตีสี่ ตีห้า หรือ ๖ โมงเช้า คือถ้าตีสี่ ก็ ๖ โมงเช้าก็ส่วยมาอีกแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่กำหนดในเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องส่วยมีวิจัยในแต่ละปี พ่อค้า ผู้ประกอบการ นักธุรกิจมากกว่าร้อยละ ๘๐ นะครับ ที่จะต้องเสียเงินเสียทองให้กับการ คอร์รัปชันเป็นจำนวนที่สูงเกือบ ๓ แสนล้านบาทต่อปี ใน ๓ แสนล้านบาทอันนี้ส่วยนะครับ ถ้าเราเก็บภาษีตรงไปตรงมา เอาใน ๓ แสนล้านบาทเอามาไว้ให้กับพี่น้องประชาชน เอามาไว้ ให้หน่วยงานของรัฐ โดยไม่ต้องถูกเจ้าหน้าที่ที่กังฉิน เอารัดเอาเปรียบ เรียกรับผลประโยชน์ รีดส่วยอะไรต่าง ๆ หาเรียกผู้คุ้มครอง รีดอีกพวกหนึ่งก็คือ ณ วันนี้ก็คือผมไม่อยากจะเอ่ยถึง สื่อมวลชนปลอม ๆ ที่ชอบใช้อำนาจไปโน่นนี่นั่น ไม่อย่างนั้นจะลงข่าว ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง นอกจากเจ้าหน้าที่มีสีแล้วนะครับ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกับฝ่ายตำรวจ และสื่อมวลชน ที่ไม่มีอุดมการณ์ พวกนี้ก็ไปเบียดบังกับผู้ประกอบการอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดว่า คุณไม่ให้ส่วยฉัน ฉันก็จะไปลงข่าวว่าของคุณเปิดเกินเวลา เขารำคาญเขาก็ต้องจ่าย ที่พูดนี้ เป็นประสบการณ์ โดยที่ผมไม่มีอาชีพในการเป็นผู้ประกอบการอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่มันถูก บอกเล่ามาจากผู้ประกอบการ และประสบการณ์ที่ได้เห็นเท่านั้นเอง ผมเชื่อมั่นว่า คณะกรรมาธิการก็คงจะไม่ได้ดูได้เห็นเช่นเดียวกัน ที่ไปดูของจริงนะครับ แล้วงานวิจัย ในประเทศไทยกับการคอร์รัปชันของรัฐมีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ในขณะที่ท่านศึกษามา หลายเดือน แล้วก็ต่ออีกเป็นหลายเดือน จนมาถึงวันนี้ซึ่งเป็นรูปแบบที่สวยงามและดีมาก ส่วยก็ยังมีอยู่ตลอดนะครับ เพราะในดัชนีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของเรายังต่ำกว่าเกณฑ์ จาก ๑๐๐ คะแนน การแก้ไขปัญหาได้ ๓๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดสะท้อน ว่าประเทศไทยแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เลยครับท่าน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมหวังอย่างยิ่งว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้องและ ชื่อยาวเหลือเกินครับ เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จาก เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะนำพาเรื่องเหล่านี้ไปทำให้ได้และเกิดขึ้นให้ได้ และให้หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้จัดการให้ได้เร็ววันได้ไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนจะ อภิปรายผมต้องขอสงวนสิทธินะครับ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Disclaimer ผมไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญในการเที่ยวสถานบันเทิงนะครับ เพราะว่าภรรยากำลังดูทีวีอยู่ ผมอ่านรายงานแล้ว ผมขอชื่นชมว่ารายงานนี้ทำได้ดี แต่อย่างไรก็ตามผมมี ๑ ข้อสงสัย และ ๑ ข้อสังเกต ๑ ข้อสงสัย ยกตัวอย่างจริง ๆ ครับ ผมมีรุ่นน้องคนหนึ่งจบจากจุฬา แต่คนละคณะ คือเขาจบ วิศวะจุฬา จบออกมาเปิด Cocktail lounge แถวเพลินจิตนะครับ ท่านกรรมาธิการบางคน พยักหน้านะครับ มาเปิด Cocktail lounge แถวเพลินจิต ไม่ต้องทำงานอย่างอื่น เขาตั้งใจ จะทำถูกต้องตามกฎหมายนะครับ เปิดตรงเวลา มีใบอนุญาตทุกอย่าง แต่ตำรวจมาตั้ง ด่านตรวจอยู่หน้าร้าน ใบอนุญาตก็ขอถูก เปิดเวลาก็เปิดถูก แต่ตำรวจมาตั้งด่านอยู่หน้าร้าน แล้วอย่างนี้เขาจะเปิดร้านอย่างไรครับ ด้วยความเคารพนะครับ ผมดูรายชื่อท่านกรรมาธิการ แล้วผมเห็นบางท่านเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ ผมจึงขอสงสัยจริง ๆ ว่าสาเหตุจริง ๆ ทำไมครับ ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงยังต้องเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบันเทิง เอาชีวิต จริง ๆ นะครับ ค่าน้ำมันไม่พอจริง ๆ หรือเปล่าครับ นี่ผมถามจริง ๆ นะครับ ถ้าท่านตอบได้ ท่านประธานกรรมาธิการอาจจะมอบหมายให้กรรมาธิการตอบได้ หรือตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นข้อสงสัยของผม🔗
อันที่ ๒ คือข้อสังเกต ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสังเกตไหมครับ เวลาเราไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เจริญแล้วนี่มันหาสถานบันเทิงยากครับ Zoning มีหรือไม่ มีครับ แต่ทำไมมันหาสถานบันเทิงยาก ผมเรียนอย่างนี้ครับ ที่หาสถานบันเทิงยาก เพราะเขาให้ชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำอย่างไรครับ คุณจะเปิดร้านเหล้าสักแห่งหนึ่ง เปิดบาร์สักแห่งหนึ่ง เขาจะสอบถามความเห็นจากชุมชน ยกตัวอย่างเช่น เมืองเมลเบิร์น ใครจะมาเปิดร้านเหล้า เปิดในโซนนะครับ จะต้องมีประกาศให้คนในเขต ๓ กิโลเมตร ว่าเห็นด้วยหรือคัดค้านอย่างไร เพราะเปิด Zoning เฉย ๆ ไม่มีประโยชน์ครับ หากเจ้าหน้าที่ ของรัฐปล่อยปละละเลย ถามว่าถ้ามีเสียงคัดค้านแล้วเขาจะไม่ให้เปิดหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ครับ เขาจะเรียกทั้ง ๒ ฝ่ายมาคุยกันว่ามีหาทางออกอย่างไร แล้ววิธีนี้จะเป็นวิธีชุมชนดูแลกันเอง แทนที่จะพึ่งแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ ผมเรียนตรง ๆ ว่าผมเห็นในรายงานนี้มีเรื่อง Zoning แต่อาจจะขาดในเรื่องความเกี่ยวข้องของชุมชน ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ Zoning ก็ Zoning อยู่ใน Zoning นั่นละ แต่ถ้าชุมชนไม่เข้ามาช่วยกันดูแล ไม่เข้ามาพิทักษ์ครอบครัวตัวเอง ปัญหาเดิม ๆ ก็จะเกิดขึ้น ไป ๆ มา ๆ อยู่ ๆ วันดีคืนดีก็จะมีร้านผับเสียงดนตรีดังมาอยู่ บ้านข้าง ๆ เรา อันนี้คือสภาพของประเทศไทยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมี ๑ ข้อสงสัย ๑ ข้อสังเกต ด้วยความเคารพนะครับ ข้อสงสัยท่านจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ แต่จริง ๆ ถ้าเราแก้ที่กฎหมายผมเห็นด้วย แต่ประเทศไทยทุกท่านก็รู้อยู่ในการบังคับใช้ กฎหมายมันเป็นอย่างไร มันเป็นสองแง่สองง่ามนะครับ มีกฎหมายถ้าเราใช้กฎหมายเป็น เครื่องมือในการรีดไถมันจะยิ่งแย่กันใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นแน่นอน ๑. ก็คือเราต้องแก้ ที่สาเหตุ ๒. ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่าจะต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมนะครับ เพราะว่าถ้ามี การเปิดร้านเหล้า มีคนคัดค้าน ชุมชนนั้นเองละครับจะเป็นคนควบคุม ไม่เปิดช่องให้ เจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์หลังจากนั้น ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดอ่างทองครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิงและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในเบื้องแรกต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมในการได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แล้วก็อยากจะชื่นชมไปทางคณะกรรมาธิการวิสามัญทุกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธาน กรรมาธิการนะครับ ทราบว่าท่านเองก็ได้ลงพื้นที่หลายครั้งหลายพื้นที่ ไปดูปัญหา ไปรับฟัง ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของทั้งผู้ประกอบการ แล้วก็ผู้ที่ไปใช้บริการด้วยตัวของท่านเองนะครับ แล้วก็ทราบว่าในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็น่าจะมีผู้ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ที่หลากหลาย จึงทำให้รายงานฉบับนี้ออกมาได้ครอบคลุม ก็ต้องถือโอกาสในเบื้องแรก ได้ขอชื่นชม มีอยู่ ๓-๔ ประเด็นนะครับที่เป็นประเด็นหลักที่รายงานชุดนี้ได้หยิบยกขึ้นมา นำเสนอ🔗
ประการแรกครับ เรื่องของ พ.ร.บ. สถานบริการ ซึ่งเราเห็นตรงกันนะครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลอภิปรายมา ทุกคนเห็นตรงกันหมดว่ากฎหมาย ที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้มันไม่ทันสมัย มันล้าสมัยไปแล้วนะครับ แล้วมันมีหลายเรื่อง หลายอย่างที่สถานการณ์ในปัจจุบันนี้มันล้ำหน้ากฎหมายไปมาก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาส ที่ดีที่เพื่อนสมาชิกในสภาของพวกเราน่าจะได้ใช้โอกาสตรงนี้ในการพิจารณาปรับปรุง กฎหมายฉบับดังกล่าว🔗
ประเด็นต่อมา เรื่องของการ Zoning ครับ เห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ผมเองได้มีโอกาสไปติดตามงานในพื้นที่ ได้ไปลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต แล้วก็ได้ไปลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ไปติดตามเรื่องของการจัดระเบียบสังคม รวมไปถึงการไปตรวจสอบเรื่องของสถานบริการ เห็นตรงกันครับ แล้วก็ดีใจที่ในรายงาน ชุดนี้มีทั้งภูเก็ต มีทั้งเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เรียกว่าเป็นจังหวัด Top Destination ของนักท่องเที่ยว เห็นตรงกันเลยครับว่าปัญหาเรื่องของการจัด Zoning ณ ปัจจุบันนี้เป็น ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นช่องว่างที่สำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมไปถึง ผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ไปเรียกรับผลประโยชน์ สิ่งที่อยากจะเสนอเช่นเดียวกันนะครับ ก็คืออยากที่จะเห็นการเปิด Zoning แล้วก็เอา Zoning ณ ปัจจุบันนี้ เอาของจริงมาวาง บนโต๊ะ แล้วก็มาเจรจากันครับ มาพูด มาคุยกันว่าพื้นที่ในโซนไหนในปัจจุบันนี้ควรที่จะเป็น พื้นที่ในการจัดระเบียบ พื้นที่โซนไหนควรที่จะเป็น Zoning สำหรับสถานบริการ ท่านไป เชียงใหม่มา ทางคณะกรรมาธิการไปเชียงใหม่มาน่าจะเห็นอย่างที่ผมเห็นแล้วครับ Zoning ที่เขาจัดอยู่ในเมือง ไม่มีร้านเปิดอยู่เลยแม้แต่ร้านเดียวนะครับ ส่วนร้านที่เปิดอยู่นี้ อยู่นอก Zoning ทั้งหมด ก็เลยทำให้สถานบริการที่เขาจะมาเปิดและทำอย่างถูกต้อง มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ และอยากจะฝากถึงทางรัฐบาล ที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็แก้ไขเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน นอกจากนั้นแล้วหลังจากที่เรา Zoning ผมอยากจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดครับ เข้มงวดและตรงไปตรงมา กับทั้งร้านที่ทำตามกฎหมาย กับร้านที่ละเมิดกฎหมาย ท่านก็จัดการไปครับ ไม่ใช่ว่าคนที่ทำ ถูกต้อง ทำถูกกฎหมายวันนี้กลายเป็นเสียเปรียบเชิงธุรกิจ ลูกค้าร้านไหนที่ทำถูกกฎหมาย ตรวจบัตรเข้มข้น มีผังของร้านชัดเจน มีการตรวจอาวุธ มีการตรวจยาเสพติด ตำรวจเข้าไป เยี่ยมบ่อย กลายเป็นคนที่จะไปเที่ยวในสถานบันเทิงนั้นก็ไปอยู่สถานที่อื่น แบบนี้เป็นต้น🔗
ประการต่อมา เรื่องของวัน เวลาเปิดแล้วก็ปิดนะครับ ในประกาศของทาง กระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะเป็นการทดลอง ก็ได้มีจังหวัดนำร่อง ๔ จังหวัด กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ เพื่อที่จะนำร่องทดสอบดูครับว่า การขยายเวลาปิด ไปปิดเป็น ๐๔.๐๐ นาฬิกา ผลของมันจะเป็นอย่างไร ผมเองในนามกรรมาธิการการปกครอง เราได้ ติดตามเรื่องนี้ แล้วก็พบว่ามันมีปัญหา เรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมกับชุมชน มากมายพอสมควร ในรายงานของคณะกรรมาธิการก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเช่นเดียวกัน ผมอยากจะเสนอแนะสั้น ๆ นิดเดียวครับ ร้านค้าบางร้านผมไปที่เชียงใหม่ครับ บางร้าน บางสถานบริการ สถานบันเทิงเขาบอกว่าขยายไปเปิดถึงตีสี่ แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่มี ร้านไหนหรอกครับที่จะไปเปิดถึงตีสี่ เพราะคนที่เที่ยวเขาก็กลับบ้านกันหมด จะเปิดถึงตีสี่ จะดีเป็นบางช่วงเวลาเท่านั้น ในบางช่วงที่หน้าเทศกาลของการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยว มาเยอะ แบบนี้ Work ครับ ดังนั้น ถ้าหากว่าจะฝากไปถึงรัฐบาลก็คงจะต้องมาดูมาตรการว่า เราจะเป็นไปได้ไหมที่จะขยายระยะเวลาเปิดถึงตีสี่ เอาเป็นแค่บางช่วงเวลาของปีนะครับ ช่วงเทศกาลท่องเที่ยว หรือบางพื้นที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากจริง ๆ ผมขอเวลาสั้น ๆ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน🔗
ประเด็นสุดท้ายนะครับ นอกจากเรื่องของฝ่ายปกครองยังมีกฎหมายของทาง สาธารณสุขครับ ท่านกรรมาธิการเองไปในร้านก็จะเห็นนะครับ บางร้านผมเข้าไปตรวจ เอาแผ่นผ้าไปปิดโลโกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พอผมออกจากร้านเขาก็ดึงออก ก็บอกแบบนี้ ทางสาธารณสุขไปตรวจก็จะมีความผิด ต้องถูกลงโทษทางกฎหมายอีก เรื่องความชัดเจน เรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรงนี้ก็อยากที่จะทำให้เกิดความชัดเจนครับ ไม่ใช่เฉพาะกฎหมาย ของทางกระทรวงมหาดไทย แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย🔗
และประเด็นสุดท้ายนะครับ ผมขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอชื่นชม การทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ในพวกกระผมเองนะครับ ทางพรรคภูมิใจไทย โดยท่านหัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ให้นโยบายเรื่องของการจัดระเบียบสังคม และผมเองในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง เราได้ตั้งคณะอนุ กรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อที่จะติดตามศึกษาปัญหา ผลกระทบ แล้วก็ติดตามเรื่องของ การจัดระเบียบสังคม ก็จะขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน แล้วก็ คณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ รายงานชุดนี้มีประโยชน์มาก ทางพวกผมเองก็จะ ขออนุญาตเอามาเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านยอดชาย พึ่งพร ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพี่น้องชาวพัทยา ผู้แทนเมืองท่องเที่ยวครับ วันนี้ก็ขอมีส่วนร่วมสนับสนุนรายงานฉบับนี้ครับ วันนี้ก็คงใช้เวลาไม่มาก ก่อนอื่นเลยก็ต้อง ขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ดึกดื่นต้องลงไปหาข้อมูลร่วมกับพี่น้อง ส่วนของสมาคมต่าง ๆ ในพื้นที่ท่องเที่ยว หลายภาคส่วนก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ทางบ้านด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องในเมืองพัทยา Walking Street ที่ได้ ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ลงพื้นที่ วันนี้ผมมี ๒ ข้อเสนอแนะที่จะฝากไปยังรัฐบาล ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วยนะครับ🔗
ข้อแรกเรื่องของ Zoning เมืองพัทยาครับ ในปี ๒๕๔๕ กฤษฎีกาในเรื่องของกำหนดเขตควบคุม อนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ นั่นก็ ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ จะมีแถบตรง Highlight จะเป็นแนวถนนเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เมืองพัทยาสักประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอแนะของผมก็คือ อยากให้เมืองพัทยาทั้งเมืองเป็น Zoning ทั้งหมด เพื่ออะไร อย่างที่เป็นที่ทราบกันเมืองพัทยาคือจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกมุ่งหวังที่จะมาที่นี่ ต้องการที่จะมาหาความสุข ความสำราญในทุกมิติ เมืองพัทยาไม่ได้มีแค่สถานบันเทิง ยังมีการท่องเที่ยวประเภทอื่น ยังมีชายหาด ยังมีหมู่บ้านประมง พื้นที่ประมงที่มีอาหารทะเลที่อร่อยด้วยนะครับ ก็อยากที่จะให้เมืองพัทยาเป็น Zoning ทั้งเมือง ด้วยเรื่องของการนำพื้นที่ออกมาปล่อยเช่าด้วย ถ้าแบ่งเฉพาะพื้นที่เป็นจุด ๆ ก็จะ ทำให้ค่าเช่าพื้นที่มีปริมาณที่แพงมากขึ้น แล้วก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น แล้วก็ส่งผลไปยัง ต้นทุนของผู้ประกอบการ อย่างไรต้องเผื่อพิจารณาดูนะครับว่าเมืองพัทยาพอจะเป็นไปได้ไหม เพราะว่ามันเป็นเมืองไม่ได้ใหญ่มาก ถ้าจะกำหนดให้เป็น Zoning ทั้งเมือง แล้วก็ไปออก มาตรการต่าง ๆ ในการที่จะอนุญาตให้ก่อสร้างสถานบันเทิงว่าจะต้องอยู่ไกลกับบ้านเรือนเท่าไร จะต้องอยู่ไกลโรงเรียนเท่าไร แบบไหน แล้วก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกท่านจุลพงศ์พูดนะครับว่า ให้มีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุญาตด้วย🔗
ประเด็นถัดมา ในเรื่องของวันพระห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โอ้โฮ อันนี้ เดี๋ยวจะให้ดูนะครับ วันพระถ้าผมเป็นนักท่องเที่ยวผมบินมาจากใกล้ ๆ ก็แล้วกัน สิงคโปร์ ใช้เวลาไม่มาก มีวันหยุดสัก ๓ วัน เตรียมเงินใส่กระเป๋ามาสัก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท จะมาเที่ยว ลงเครื่องมา เข้าโรงแรมปุ๊บ อาบน้ำแต่งตัว เรียกรถไป Walking Street แล้วต้องมาเจอกับภาพนี้ครับ ซึ่งเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ เขาตั้งใจมาใช้เงินที่ประเทศเรา แล้วผู้ประกอบการที่จะต้องปิดวันนั้นสูญเสียรายได้เท่าไร และกับค่าเช่าที่ต้องจ่ายแพงมหาโหด พี่น้องผู้ประกอบการก็ส่วนหนึ่งแล้ว พี่น้องผู้ใช้แรงงานภาคบริการบางคนต้องอาศัย Tip ในการที่จะออกไปทำงานแล้วเอา Tip มาเพื่อให้ลูกไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นครับ เขา Run ชีวิต เขาด้วย Tip นะครับพี่น้องผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ ลองดูประเด็นเรื่องวันพระนี้ Serious เลยนะครับ เพราะผมมองว่ามันเป็นข้อจำกัดในการที่จะทำให้พื้นที่เมืองท่องเที่ยวขาดรายได้ แล้วก็เป็นรายได้ของประเทศด้วย และอันนี้ก็คือเป็นภาพ ถ้าเป็นในวันปกติที่เมืองพัทยา Walking Street ก็จะแน่น ๆ อย่างนี้เลยนะครับ ทั้งนี้เมืองพัทยาไม่ได้มีแค่ Walking Street เพียงเส้นเดียวนะครับ เมืองพัทยามีสถานบันเทิงหลากหลายรูปแบบเต็มเมืองไปหมดนะครับ อย่างไรก็เป็นไปได้นะครับ เรื่อง Zoning เรื่องวันพระ ขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ไปยังรัฐบาลให้ช่วยพิจารณาปรับปรุงให้เป็นแบบทันยุคทันสมัยด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ทางสภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียน ม.ปลายของโรงเรียน วัดสุทธาราม คลองสาน กรุงเทพมหานคร และอีกคณะหนึ่งครับ คณะนิสิตภาควิศวกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ ยินดีต้อนรับครับ ต่อไปเป็นท่านผู้อภิปรายท่านสุดท้าย เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ตามปกติระเบียบวาระ การประชุมสภาจะมีเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ก่อนที่ผมจะเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับ กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ผมขออนุญาตแทรกวาระการประชุมเป็นเรื่องสมาชิกจะแจ้งต่อ ที่ประชุมได้ไหมครับ เรื่องหนึ่งครับ เมื่อเช้านี้ผมเดินทางไปที่ศาลอาญา ไปเพื่อพิจารณาเรื่อง คดีที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๓ การชุมนุมของคนเสื้อแดง ผมขออนุญาตท่านสมาชิกแจ้งให้ ที่ประชุมทราบว่า ทางพนักงานอัยการ หรืออัยการสูงสุดได้มีคำร้องต่อศาลอาญาถอนฟ้องคดี พวกกระผมในข้อหาก่อการร้าย พอก่อการร้ายชุดแรกศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษา ยกฟ้องไป อัยการสูงสุดไม่ฎีกา จึงส่งอานิสงส์หาผม ผมไปกับคุณวัชระพล ขาวขำ ซึ่งเป็น ลูกชายคุณวิเชียร ขาวขำ คุณอารี ไกรนรา ผมและคุณแรมโบ้ ซึ่งขณะนั้นเคลื่อนไหวด้วยกัน จึงขออนุญาตที่จะโดยสารที่ประชุมแห่งนี้และแจ้งให้แก่พี่น้องคนเสื้อแดงได้ทราบว่า กระบวนการยุติธรรม ๑๔ ปีนะครับ กระผมเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วครับท่านประธาน🔗
แสดงความยินดีด้วยนะครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
ขอกราบขอบพระคุณ นี่เป็นเรื่องที่ สมาชิกแจ้งต่อที่ประชุมครับ🔗
สำหรับเรื่องของกรรมาธิการสถานบันเทิง ผมอ่านบทสรุปของผู้บริหาร ในวรรคแรกนะครับ การท่องเที่ยวเป็นนโยบายหนึ่งที่สำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้น เศรษฐกิจ โดยผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ปัจจุบันพบว่าธุรกิจสถานบันเทิงในประเทศไทย มีปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันสร้างความเดือดร้อน ให้แก่ภาคประชาชนอย่างยาวนาน ผู้ประกอบการที่ตั้งใจดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต เสียภาษี ถูกต้องตามกฎหมายก็ถูกรีดไถหรือกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด ปัญหาดังกล่าว คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงไม่มีความทันสมัย ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์จริงของปัจจุบัน จึงกลายเป็นเครื่องมือในการเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราอภิปรายวันนี้ไม่ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองและ ฝ่ายทหารเขาฟังอยู่หรือไม่ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเขากล่าวหาท่าน กรรมาธิการหลายท่าน มาจากตำรวจ มาจากฝ่ายปกครอง ท่านจะอธิบายต่อสังคมอย่างไรครับ มีคนมากระซิบ เข้าหูว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยกตัวอย่าง กระซิบผม ผมยังไม่เชื่อนะครับ บอกว่าผู้กำกับ เดี๋ยวก็ย้ายไปอยู่กำกับนั้นกำกับนี้ แต่ผู้กำกับเพิ่งไปนี่ไม่รู้เรื่องว่าสถานีตำรวจตรงนี้ เขาไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ต้องเรียกประชุมนายดาบที่อาวุโส ตำรวจที่อาวุโสที่นั่นจะได้ รายงานสรุปว่าในอดีตเป็นอย่างไร รายได้ที่บนโต๊ะและรายได้ที่ใต้โต๊ะเขาคิดกันอย่างไร ซอยนี้มีกี่ร้าน ตรงนี้มีกี่ร้าน ท่านผู้กำกับคนเดิมท่านแบ่งเปอร์เซ็นต์อย่างนี้ ท่านมาใหม่ ท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะกินรวบหรือว่าจะให้พวกผมกินด้วย ผมยังไม่เชื่อนะครับ กรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาเรื่องลงลึก ๆ อย่างนี้หรือเปล่า จึงมีคำพูดว่า ถ้า สน. ไหน ๕ ล้าน ต้องสร้างผลงานใต้โต๊ะเท่าไร จริงหรือเปล่าผมอยากทราบว่าท่านได้ศึกษาเรื่องนี้หรือไม่ ด้วยความเกรงใจครับ ตำรวจถูกกล่าวหามากที่สุด พนักงานฝ่ายปกครองมหาดไทยไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่มีศักดิ์ศรี ว่าง ๆ ก็ไปตรวจจับตัดหน้าตำรวจ จริงหรือเปล่า ทำให้รู้ว่าผมนี่ก็มีอำนาจ คุณอย่าไปดูแลเฉพาะตำรวจ อยู่ ๆ ทหารก็ออกจากค่ายเหมือนกัน กลัวจะไม่มีศักดิ์ศรี ก็มีทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองนี่ละครับ ไม่ทราบว่าท่านประธานกรรมาธิการ ประธานอนุ ได้ศึกษาเรื่องนี้หรือไม่ ผมให้ความเป็นธรรมต่อทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองนะครับ แต่เรื่อง มันเข้าหูอยู่อย่างนี้ทุกวัน ผู้กำกับย้ายไปใหม่จะรู้เรื่องอะไร ต้องเอานายดาบ ผู้ที่อาวุโสนั่นละ ผู้กำกับที่แท้จริง ผู้กุมชะตาชีวิต เส้นเลือดในการทำธุรกิจอันผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ จึงเป็นรายงานในวรรคแรก ท่านจะแก้ไขอย่างไรนะครับ ผมโดยสารเรื่องสมาชิกแจ้ง เพื่อทราบ และโดยสารเรื่องเบา ๆ ถามประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการ โดยเฉพาะ มาจากตำรวจ กรมการปกครองและทหารได้กรุณาชี้แจงว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นมันเป็นเท็จ ไม่จริง ไม่มีการประชุม ไม่มีใต้โต๊ะ ไม่มีการแบ่งเปอร์เซ็นต์ ตำรวจทุกวันมี พ.ร.บ. ตำรวจใหม่แล้ว ไม่มีเรื่องนี้ คุณอดิศรเอาเรื่องอะไรมาพูด ก็ตอบมาดี ๆ ครับ ถ้าไม่ตอบดี ๆ ผมก็จะลุกขึ้น ในคราวที่ประธานได้แถลง แล้วผมก็จะโต้ตอบเรื่องนี้ มีพยานหลักฐาน แต่ไม่มีใบเสร็จ นะครับ แต่มีเงินทอนอยู่ทุกซอย อยู่ทุกร้านค้าจริงหรือเปล่า ขอประทานโทษทางตำรวจ ฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารด้วยครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิกที่อภิปรายมีเพียงเท่านี้ครับ เชิญกรรมาธิการใช้สิทธิในการชี้แจงครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ รองประธานคนที่หนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ความเห็นจากท่านสมาชิกทุกท่านที่มีต่อรายงานฉบับนี้ที่ค่อนข้างอภิปรายกันอุ่นหนาฝาคั่ง ก็ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ทุกความเห็นมีประโยชน์มาก ๆ ผมขอตอบในบางประเด็นนะครับ และเดี๋ยวต่อไปก็จะมีกรรมาธิการท่านอื่นที่จะลุกขึ้นมาชี้แจงในประเด็นอื่น ๆ เช่นกันนะครับ🔗
ประเด็นแรกนะครับ ก็มีท่านเท่าพิภพได้อภิปรายไว้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็น ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ ก็คือเรื่องของ One Stop Service นะครับ ที่ท่านเสนอให้เป็นระบบแบบออนไลน์ โดยที่เจ้าของกิจการอาจจะไม่จำเป็นต้อง ออกจากบ้านด้วยซ้ำ อันนี้ก็เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ช่องทางหนึ่งที่มีการเรียกรับ ผลประโยชน์กันตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดกิจการเลย ก็คือการยื่นใบอนุญาต แล้วก็เจ้าพนักงานในหลาย ๆ ครั้งก็อาจจะใช้ดุลพินิจนะครับ แล้วก็อาจจะมีการเรียกรับ ผลประโยชน์ เพื่อให้การขอใบอนุญาตต่าง ๆ นั้นเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น ดังนั้นถ้าเราเข้าไปในออนไลน์นี่มันก็จะลดการเรียกรับส่วยได้ด้วย แล้วก็เพิ่มความสะดวก ให้กับผู้ประกอบการได้ด้วย ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกนะครับ ลองนึกถึงถ้าใครทันสมัยสอบ เข้ามหาวิทยาลัยที่เราเรียกว่า Entrance ในยุคก่อนปีการศึกษา ๒๕๔๑ ซึ่งผมไม่ทัน ก็ต้อง บอกไว้นะครับ สมัยนั้นนะครับเวลาเราไปเลือกนี่เราจะไปเลือกคณะก่อนนะครับ เราเลือกไป ๔ คณะปุ๊บ แล้วเขาก็จะบอกเลยว่าเราต้องสอบวิชาอะไรบ้างนะครับ อันนี้ก็เช่นกันนะครับ เราก็เข้าไปบอกว่าเราจะเปิดสถานบริการในรูปแบบใด แล้วเขาก็จะบอกเรามาว่าเราจะต้อง ยื่นเอกสารใด ๆ บ้าง แล้วเราเอาแค่ยื่นเอกสารนั้นให้ครบ หลังจากนั้นระบบก็จะส่งเอกสารต่าง ๆ ไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่จำเป็นนะครับ ทำให้ลดการพบปะกันระหว่างเจ้าพนักงานกับ ตัวผู้ประกอบการ แล้วก็ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในการเรียกรับผลประโยชน์เช่นกัน ก็ขอบคุณข้อแนะนำนี้นะครับ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ🔗
ในประเด็นต่อไป ก็เป็นประเด็นที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงก็คือเรื่องของ Zoning ในการเปิดกิจการสถานบริการต่าง ๆ ก็ต้องชี้แจงว่าในรายงานฉบับนี้ไม่ได้มีการยกเลิก การ Zoning เรายังคงการ Zoning ไว้เหมือนเดิม เพียงแต่เราคิดว่าหลักเดิมในการใช้ Zoning นั้นค่อนข้างที่จะเป็นอุปสรรค แล้วก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ค่อนข้างมากนะครับ เราก็กลับหลักจากที่ไม่สามารถขออนุญาตได้ ยกเว้นใน Zoning ที่ระบุ ไว้เท่านั้น เปลี่ยนนะครับ เปลี่ยนเป็นสามารถขอใบอนุญาตได้ ยกเว้นในโซนที่ระบุว่า ให้งดออกใบอนุญาตนะครับ ก็คือเปิดเป็นหลัก ปิดเป็นข้อยกเว้น โดยที่หลาย ๆ ท่านก็พูดถึง อำนาจในการตัดสินใจในการทำ Zoning ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยเช่นกันว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีความรับผิดรับชอบทางการเมืองต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง ควรจะมีอำนาจนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเข้าใจว่าในหลาย ๆ เรื่อง ทาง อปท. เอง อาจจะมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่รอบด้านนะครับ ดังนั้นเราก็เลยเสนอในรูปแบบของ คณะกรรมการร่วม อาจจะมีส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลางเข้าไปนั่งด้วยตามแต่ที่จะกำหนด ขึ้นมาในภายหลังนะครับ แต่ทั้งนี้ในวงเล็บไว้ก็คือเราสามารถที่จะกำหนดสัดส่วนให้ทาง อปท. อาจจะมีอำนาจค่อนข้างมากในคณะกรรมการนี้ อาจจะเป็นเสียงข้างมากใน คณะกรรมการก็ได้นะครับ แล้วก็มีการเพิ่มความมีส่วนร่วมกับประชาชน ดังที่ท่านจุลพงศ์ ได้อภิปรายไว้ก็คือ ประชาชนสามารถรวมตัวกันเรียกร้องให้คณะกรรมการวางเขตงด ออกใบอนุญาตในเขตที่ใกล้เคียงกับชุมชนนั้น ๆ ได้นะครับ หรืออาจจะสามารถยื่นคัดค้าน การออกใบอนุญาตได้เช่นกันนะครับ🔗
ในอีกส่วนหนึ่ง มีท่านธีระชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงการห้ามออก ใบอนุญาตในเขตที่ใกล้กับสถานศึกษา หรือศาสนสถานอื่น ๆ ผมต้องเรียนแบบนี้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย จริง ๆ แล้วเราควรจะเป็นการควบคุม และการลดผลกระทบ ที่กิจการมีต่อประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการนั้น ๆ นะครับ แล้วอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง ในสาเหตุที่เราเสนอให้แก้นิยามของสถานบริการใน พ.ร.บ. ตามที่เราเสนอไว้ในหน้า ๔๙-๕๐ ในรายงานฉบับนี้ ผมก็พูดสั้น ๆ เราก็จะแบ่งนิยามตามเวลาเปิดปิดนะครับ ตามระดับเสียง ที่ใช้ การแสดง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรี หรือว่า คาราโอเกะ ลักษณะบริการที่อาจจะอนุญาตให้ พนักงานนั่งดื่มกับลูกค้า หรือลักษณะของสถานประกอบการที่เป็นแบบถาวรหรือเป็น แบบชั่วคราว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มันทันสมัยมากขึ้น แล้วก็ไม่ให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยง เพราะปัจจุบันนี้ในหลาย ๆ ผู้ประกอบการก็ต้องบอกตามตรงว่ามีการหลีกเลี่ยงในการ ไม่จดทะเบียนสถานบริการ เพื่อที่จะให้อยู่นอกระบบนะครับ เพื่อที่จะไม่ได้ถูกควบคุมภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นกัน เราก็ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อให้สามารถถูกควบคุม ได้นะครับ🔗
แล้วอีกอันหนึ่ง ผมก็ต้องบอกว่าถ้าพูดถึงเรื่องสถานศึกษานะครับ แล้วก็ศาสนสถาน ผมคิดว่าควรจะต้องให้อำนาจท้องถิ่นไปเลยในการกำหนดหรือไม่กำหนด ก็ได้ ผมต้องเรียนแบบนี้เป็นตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าเรามีสถานประกอบการที่ไม่ได้ ใช้เสียงดัง แล้วก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องปิดดึก เราก็อาจจะสามารถอนุญาตให้ตั้งในเขต ที่อาจจะใกล้เคียงกับศาสนสถานมากกว่าสถานบริการในอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจจะใช้เสียงดัง มากกว่านะครับ เราก็จะสามารถแบ่งแบบนี้ได้เช่นกัน หรือสถานศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะพูดกันตามตรงครับ สถานบริการเปิดหลังโรงเรียนปิดนะครับ แล้วปิดก่อนโรงเรียนเปิด ผมพูดตามตรงว่า ถ้านักเรียนที่อายุไม่ถึงนี่ถ้าเขาเลือกจะหนีไปเที่ยวนี่เขาเที่ยวผับ ใกล้บ้านครับ เขาไม่เที่ยวผับใกล้โรงเรียน สะดวกกว่าเยอะนะครับ ดังนั้นจริง ๆ แล้วมัน ก็ต้องพูดถึงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งคิดว่าบางทีการตั้งใกล้สถานศึกษามันอาจจะไม่ได้ ส่งผลกระทบเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะแถวนั้นก็อาจจะไม่ได้มีชุมชนที่อยู่กันหนาแน่น ก็เป็นได้นะครับ อันนี้ผมก็คิดว่ายกให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นไปเลย แทนที่เราจะไปบังคับใช้ ทั่วประเทศ โดยที่ในแต่ละพื้นที่อาจจะมีบริบทที่แตกต่างกันนะครับ🔗
ในประเด็นสุดท้ายที่หลาย ๆ ท่านก็พูดถึงนะครับ ก็คือเรื่องของการห้าม ขายเหล้าในวันพระใหญ่ ก็เห็นด้วยนะครับ ผมคิดว่าในสภาแห่งนี้เกือบทั้งหมดก็คงเห็นด้วย ร่วมกันว่าการออกกฎหมายใด ๆ ก็ตาม แน่นอนว่าทุกท่านเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง หลากหลาย แต่ว่าการออกกฎหมายใด ๆ ก็ตามก็ไม่ควรที่จะไปละเมิดสิทธิของผู้ที่มีความเชื่อ ที่แตกต่างหลากหลายเช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ยกตัวอย่างนะครับเรื่องนี้ผมพูดไว้ตอนที่ผมอภิปรายในญัตตินี้ที่เข้าในสภาก่อนที่จะตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเช่นกัน ผมเคยไปอินโดนีเซียที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งก็ทราบกันดีว่าอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักนะครับ ผมไปในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมนะครับ แต่สถานบริการที่เป็นผับบาร์ก็เปิดตามปกติ ชาวมุสลิมแน่นอนไม่ดื่มสุรานะครับ เขาก็ไม่เข้าไปเที่ยวอยู่แล้ว แต่ว่านักท่องเที่ยวหรือว่า ประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นเองก็ตาม เขาก็มีสิทธิเสรีภาพที่จะเข้าไปท่องเที่ยวหรือเข้าไป ดื่มกินในที่นั้นโดยรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เราน่าจะเห็น ตรงกัน แล้วก็คิดว่าเราควรจะปรับปรุงกฎหมายให้เข้ากับยุค เข้ากับสมัย แล้วก็เข้ากับ นานาประเทศมากขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗
มีกรรมาธิการท่านอื่นไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายมานะ สิมมา กรรมาธิการสัดส่วน ครม. ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมขออนุญาตตอบประเด็น นายทะเบียนว่า ทำไมถึงกำหนดให้เป็นอธิบดีกรมการปกครองที่เป็นนายทะเบียน ในกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าโครงสร้างของกฎหมายของประเทศไทย ที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ เป็นนายทะเบียนผู้ออกใบอนุญาต จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ เช่น กฎหมายสถานบริการ กฎหมาย อาวุธปืน กฎหมายการพนัน เพราะกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่รักษาความสงบเรียบร้อย อย่างเดียวนะครับ มันจะมีผลกระทบไปถึงความมั่นคงของประเทศด้วย พระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ. ๒๕๐๙ ปัจจุบันแก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๖ โครงสร้างของ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาต ในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการส่วนกลางและเป็น เมืองหลวง ในการบริหารพื้นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลเป็นผู้พิจารณาออกใบอนุญาตสถานบริการ ส่วนในต่างจังหวัดเป็นหน้าที่ และอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่จะต้องให้ผู้บริหาร ระดับสูงที่ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในจะต้องเป็นผู้พิจารณาอนุญาต อนุมัตินะครับ เช่นเดียวกับกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน การพนัน ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แล้วทำไมในร่างการศึกษาครั้งนี้เดิมทำไมเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแล้วเปลี่ยนมาเป็น อธิบดีกรมการปกครอง ก็เนื่องจากว่ากรรมาธิการเราได้สอบถามทางสำนักงานตำรวจ แห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วนะครับ ท่านเห็นว่าการเป็นนายทะเบียน อนุญาตอนุมัติท่านก็อยากให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ สำหรับแนวคิดที่ว่าทำไมถึงต้องเป็น กรมการปกครอง เป็นอธิบดีกรมการปกครอง ก็เนื่องจากว่าพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ วรรคสอง กำหนดให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ต้องโอนภารกิจเกี่ยวกับงานทะเบียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมโดยตรงไปให้หน่วยงานของรัฐอื่นรับผิดชอบ มีแนวทางแนวการดำเนินการมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา อย่างเช่น อาวุธปืนสมัยก่อนนะครับ ทางกรมตำรวจหรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบันเป็นผู้อนุญาตเป็นนายทะเบียนอาวุธปืน ปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงมาเป็นอธิบดีกรมการปกครอง การพนันเช่นกันนะครับ ก็เปลี่ยนจากตำรวจใน กรุงเทพมหานครก็เปลี่ยนมาเป็นกรมการปกครองเป็นผู้อนุญาตอนุมัติ นี่คือแนวคิด แนวทาง ว่าทำไมถึงต้องเป็นอธิบดีกรมการปกครอง สำหรับท้องถิ่น การออกแบบของคณะกรรมาธิการ ในการศึกษา เราก็เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา พื้นที่ ถึงให้มีคณะกรรมการสถานบริการกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเป็นประธาน และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องในการร่วมกันพิจารณาสถานที่เหมาะสมที่จะให้ตั้งสถานบริการ ในต่างจังหวัด ก็เช่นกันนะครับ จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็จะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรูปแบบในเขตพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ากฎหมายสถานบริการหรือ Zoning ไม่ได้ยืนอยู่เอกเทศเพียง พ.ร.บ. เดียว กฎหมายฉบับเดียว จะต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กฎหมายควบคุม อาคาร แต่ก่อนจะถึงกฎหมายควบคุมอาคารนั้นก็จะต้องดูกฎหมายว่าด้วยผังเมืองฉบับล่าสุด ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับล่าสุด คือ พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็จะมีผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมท้องถิ่น ซึ่งก็จะมีพิจารณาพื้นที่ตามความเหมาะสมของกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ ประชากร ให้รู้ว่าโซนไหนต้องกำหนดให้ทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นท้องถิ่นก็จะมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่อง การกำหนดผังเมือง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกำหนดตั้งสถานบริการก็เชื่อมโยงกับกฎหมาย ผังเมือง แนวคิดของคณะกรรมการถึงแม้ว่าในกรุงเทพมหานครจะเป็นอธิบดีกรมการปกครอง แทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาลตามความประสงค์ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ท่านอยากให้หน่วยงานอื่นมารับผิดชอบในการอนุญาต แต่หน่วยงานนั้นก็ต้องเป็นหน่วยงาน ของรัฐตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ วรรคสอง นี่คือเรื่องของนายทะเบียนนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือ เรื่องเกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ ประกอบกับ คำสั่ง ที่ ๔๖/๒๕๕๙ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งปิดสถานบริการหรือสถานประกอบการ ที่กระทำความผิด ๗ ฐานความผิด เป็นเวลา ๕ ปี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เสนอแนะ แล้วก็ ให้ข้อคิดเห็นว่าควรจะยกเลิก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เราก็มี ความเห็นตรงกันว่าเห็นควรยกเลิก แต่มีเงื่อนไขว่า ประโยชน์ ความสำคัญ ความจำเป็นของ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๒๒/๒๕๕๘ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสังคมเช่นกัน เพราะว่ากลไกตาม กฎหมายของสถานบริการมั่วสุมยาเสพติดในสถานบริการ ทำลายพี่น้องประชาชน เป็นสิ่ง มัวเมาพี่น้องประชาชน เยาวชน โดยใช้สถานบริการที่เปิดวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง แต่กลับมามั่วสุมยาเสพติด กลไกเดิมปิดได้แค่ ๙๐ วัน การบังคับใช้กฎหมายอะไรต่าง ๆ ก็ไม่เป็นที่เกรงกลัวของผู้ประกอบการที่คิดไม่ดี ทำไม่ดี เพราะฉะนั้นคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็เลยต้องออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชน ระงับยับยั้งให้เกิดความรวดเร็ว เฉียบขาด นี่คือข้อดีนะครับ และที่สำคัญคือกลุ่มเด็ก เยาวชน คำสั่งหัวหน้า คสช. มุ่งเน้นคุ้มครอง กลุ่มเด็ก เยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้เด็กหรือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีเข้าไป ใช้บริการในสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ก็จะต้องได้รับโทษ ทางปกครอง คือสั่งปิด ๕ ปี ขาย จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ ในสถานที่ดังกล่าวก็ปิด ๕ ปี เรื่องเวลาเปิดกิจการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ปิด ๕ ปี จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ปิด ๕ ปี และที่รุนแรง ต่อสังคมคือเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มียาเสพติดเข้าไป ในสถานบริการก็ปิด ๕ ปี เรื่องอาวุธเข้าไป ๕ ปี มีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์เกิดขึ้น ในสถานบริการ ปิด ๕ ปี โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เรื่องค้ามนุษย์ มีผลต่อความมั่นคงของ ประเทศ ค้ามนุษย์ก็จะมีผลเกี่ยวกับการจัดทำ TIP Report การทำรายงานจัดอันดับของ ประเทศต่าง ๆ ๑๘๘ ประเทศที่ร่วมอยู่ในพันธกรณี แล้วจะมีผลต่อประเทศในการส่งออกถึง ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้าน ถ้าเกิดมีปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มี ความรุนแรง ความร้ายแรง การพนันอีกนะครับ บ่อนพนัน หรือเปิดบ่อนการพนันใน สถานบริการ เพราะสถานบริการนั้นเปิดมาเพื่อความบันเทิง แต่มีหลายแห่งเอาไปเป็นแหล่ง มั่วสุมการพนัน ประกอบธุรกิจสีเทาครบวงจร อย่างนี้เป็นต้น คำสั่งหัวหน้า คสช. จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการระงับยับยั้งการกระทำของกลุ่มที่กระทำมีผลกระทบต่อสังคม ความเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงความถูกต้อง สุจริต และเป็นธรรมกับประชาชนด้วย จากการที่ผมเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วน การสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครองนะครับ เคยเป็น ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองในยุค คสช. ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มาจนถึงปี ๒๕๖๐ เคยออก ปฏิบัติการจับกุมปราบปรามการค้ามนุษย์ และการจับกุมปราบปรามในสถานบริการต่าง ๆ ที่กระทำผิดคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็เจอปัญหา ผมขออนุญาตชื่นชมท่านกรรมาธิการทั้ง สส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนะครับ ที่ท่านให้ความเห็น อะไรต่าง ๆ ในเรื่องนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเพื่อประชาชนจริง ๆ เพื่อความเป็นธรรมของ ประชาชนจริง ๆ ผมในฐานะกรรมาธิการสัดส่วน ครม. เราเคยเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเจอกับตัวเอง ตรงที่ว่าเวลาเราไปจับสถานบริการนะครับ โดยเฉพาะปล่อยเด็กเข้า บางร้าน ๔-๕ คน ก็ต้องถูกสั่งปิด ๕ ปี บางร้านเจตนาพิเศษ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ปล่อยเข้า ๕๐๐ คน ก็ปิด ๕ ปีเท่ากัน เพราะฉะนั้นข้อเสียของคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็มีอยู่ ๒ จุด จุดที่ ๑ คือใช้ดุลพินิจ ไม่ได้ ซึ่งถ้าพิจารณาถึงความถูกต้องเป็นธรรมต่อประชาชนแล้วอาจจะยังไม่ได้สัดส่วน อย่างที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ปล่อยเด็กเข้า ๕ คน ๕ ปี ปล่อยเด็กเข้า ๕๐๐ คนก็ ๕ ปี เท่ากัน น้อง ๆ ผู้ประกอบการเคยมาขอว่าท่านช่วยผมหน่อย แต่ว่าเราช่วยไม่ได้ เจ้าหน้าที่ ของรัฐ ไม่ว่าฝ่ายปกครอง ตำรวจที่ไปจับนะครับ เราช่วยไม่ได้ เพราะเนื่องจากว่าคำสั่ง หัวหน้า คสช. เขากำหนดอย่างนั้นเป็นกฎหมายเทียบเท่าระดับพระราชบัญญัตินะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเราจึงเห็นตรงกันครับว่าต้องปรับนะครับ ต้องปรับ ประเด็นที่ ๒ ที่คำสั่งหัวน้า คสช. ที่ดูแล้วจะไม่เหมาะสมก็คือว่า แรงเกินไป ถ้าพูดถึงว่ายาแรงก็แรง จนเกินไป คือว่า ๕ ปี เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีแนวคิดว่า เราจะปรับฐานความผิด คำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๒๒ และที่ ๔๖ เอามายกร่างเป็นพระราชบัญญัติสถานบริการฉบับใหม่ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ และกำหนดโทษอย่างเหมาะสม อย่างเช่น เปิดทำการไม่เป็นไปตามเวลา ที่กฎหมายกำหนด จาก ๕ ปี ครั้งที่ ๑ เหลือ ๖๐ วันพอ ให้เขามีโอกาสปรับปรุงตัว คนเรา ถ้าทำผิดแล้วโดนครั้งแรก ๖๐ วัน นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการเขากระทบแล้ว ๖๐ วันนี่ ทั้งลูกจ้างเองก็ตกงาน การลงทุนอะไรต่าง ๆ ถ้าครั้งที่ ๒ จะเพิกถอนใบอนุญาตเลย นี่คือ แนวคิด ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ๕ ปี ครั้งที่ ๑ ก็ ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลา ที่กฎหมายกำหนด จาก ๕ ปี ก็เหลือครั้งที่ ๑ ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ยินยอม หรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เข้าไปใช้บริการในสถานบริการกรณีไม่เกิน ๒๐ คน ครั้งแรก ๖๐ วัน ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต แต่ถ้าเป็นกรณีที่เกิน ๒๐ คนขึ้นไป หรือตั้งแต่ ๒๐ คนขึ้นไป มันแสดงถึงการเจตนานะครับ เมื่อเจตนาไม่ดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ดูแลเยาวชน ก็ปิด ๑ ปีครั้งแรก ครั้งที่ ๒ เพิกถอน ใบอนุญาต แต่ถ้าเป็นพวกร้ายแรง เช่น อาวุธ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และการพนัน พวกนี้ครั้งแรก ๑ ปี ครั้งที่ ๒ เพิกถอนใบอนุญาต ก็คือลดระยะเวลาจาก ๕ ปีเหลือ ๑ ปี และให้โอกาส ๒ ครั้ง แล้วก็อย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เวลาเด็กเข้า ครั้งแรก ๖๐ วัน แต่ครั้งที่ ๒ ก็จะเพิกถอนใบอนุญาต คือทำให้สมดุล ผู้ที่ได้รับผลกระทบพ่อแม่ ผู้ปกครอง เวลาเขา ร้องเรียนต่าง ๆ เขาก็ได้รับการแก้ไขเยียวยาจากเจ้าหน้าที่ และกลไกของรัฐบาล กลไก ของรัฐ กลไกของกฎหมายก็ยืนอยู่บนความเหมาะสมนะครับ🔗
สำหรับอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้ให้ความเห็นว่า ที่ฝ่ายปกครองไปจับตัดหน้าตำรวจใช่ไหม พวกกฎหมายสถานบริการอะไรต่าง ๆ อยู่เฉย ๆ กลัวว่าไม่มีศักดิ์ศรี หรืออยากให้รู้ว่ามีอำนาจ จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ผมเป็นผู้อยู่ใน เหตุการณ์นี้โดยตรง เป็นผู้ขับเคลื่อนในฐานะที่เคยเป็นผู้อำนวยการส่วนการสอบสวน คดีอาญาของฝ่ายปกครอง จริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย เมื่อสมัยก่อน กรมตำรวจสังกัดกระทรวงมหาดไทย หน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข รักษาความสงบ เรียบร้อย ความมั่นคงภายใน และอำนวยความเป็นธรรมของสังคม กฎหมายหลักที่ให้ ฝ่ายปกครองและตำรวจมีอำนาจในการสืบสวน จับกุม ปราบปราม และสอบสวนการกระทำ ความผิดกฎหมาย ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องศาล ก็คือประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ จนถึงปัจจุบัน และแก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ คือเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนคือ กฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญา ๕ สถาน ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ถือว่าเป็นกฎหมายรักษา ความสงบเรียบร้อยของประชาชน พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจสืบสวน จับกุม ปราบปรามได้ทั้งหมด ตำรวจก็จับได้ ฝ่ายปกครองก็จับได้ แต่ที่ผ่านมากรมตำรวจสังกัด กระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสั่งไปได้ ดำเนินการนะครับ แต่ปัจจุบันนี้แยกเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างหน่วยก็คือต่างปฏิบัติภารกิจ และที่เป็นสิ่งที่เร่งรัดให้ ฝ่ายปกครองต้องออกมาทำก็คือ ตอนนั้นมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการป้องกัน ปราบปรามการค้ามนุษย์ เรื่องยาเสพติด บ่อนการพนัน อาวุธ แล้วในคำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ ประกาศหัวหน้า คสช. ด้วยบอกว่า ถ้าหน่วยงานไหนที่มีหน้าที่และอำนาจไม่ทำตาม หน่วยงานนั้นจะต้องได้รับโทษ เปิดกฎหมายดูในประเทศไทยนะครับ🔗
ท่านกรรมาธิการครับ ขออนุญาตครับ เราใช้เวลาพอสมควร ช่วยสรุปประเด็นนะครับ🔗
ผมสรุปเลยครับ เปิดกฎหมายในประเทศไทย มีโทษทางอาญาหลายฉบับ ๓๐๐-๔๐๐ ฉบับ และที่ฝ่ายปกครองดูแลโดยตรงก็มีถึง ๑๓๒ ฉบับ ซึ่งเราก็อยู่ในหน้าที่และอำนาจที่ฝ่ายปกครองจะต้องดำเนินการ เมื่อประชาชน ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมมา ฝ่ายปกครองหลักการก็คือประสานไปยังตำรวจ หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับท้องที่ แต่ถ้าเมื่อรายงานเข้ามาว่าไปตรวจสอบแล้วไม่พบ ไปตรวจสอบแล้วไม่เจอ ฝ่ายปกครองก็จะออกสืบสวนและจับกุมเอง ขออนุญาตสรุปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านใดเพิ่มเติมไหมครับ เชิญท่านรองครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการครับ ขออนุญาตชี้แจง ๒-๓ ประเด็นครับ ตอบคำถามของท่านศรัณย์ เรื่องความชัดเจนของเวลาเปิดปิดของ สถานบริการ จากรายงานฉบับนี้ครับท่านกรรมาธิการทุกท่านมีความเห็นตรงกัน แล้วก็ หลายหน่วยงานที่เราลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือว่าชลบุรีก็แล้วแต่นะครับ ผู้ประกอบการก็ได้เห็นตรงกัน แล้วท่านกรรมาธิการทุกท่านก็ลงความเห็นตรงกันว่า ในเมืองปกติ ซึ่งเป็นจังหวัดปกติ เราอาจจะกำหนดไว้ที่ ๐๒.๐๐ นาฬิกา ก็คือตีสอง ส่วนจังหวัดที่เป็นเศรษฐกิจพิเศษ อย่างเช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพมหานคร หรือชลบุรี เราก็กำหนดไว้ที่ตีสี่ครับ อันนี้คือของท่านศรัณย์นะครับ🔗
แล้วก็ตอบคำถามของท่านธนกร และของท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์นะครับ เรื่องเมาแล้วขับ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาเรื่องการ เมาแล้วขับ เพราะว่าตามชื่อก็ระบุอยู่แล้วครับว่าเราดูเรื่องสถานบันเทิงอย่างเดียว แล้วก็ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้เพิ่มในข้อสังเกตไว้ ๒ ข้อ ข้อสังเกตข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ เรื่องขอให้กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนหรือจัดหา อุปกรณ์การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ให้แก่สถานบริการครับ เพราะว่าทางกรรมาธิการเล็งเห็นว่า ถ้าเกิดผู้ใดมึนเมาแล้วก็จะขับรถกลับบ้านก็อาจจะเป็นอันตราย ถ้าทางร้านสามารถ จัดอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ก่อนที่จะกลับบ้านก็เป็นการดีครับ หรือบริการเรียก รถรับจ้างสาธารณะ รถแท็กซี่ หรือจัดหาการขับรถแทนให้อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ข้อที่ ๔ ข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการเพิ่มไว้ก็ขอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้กับผู้ที่ฝ่าฝืนขับขี่ยานพาหนะในขณะมึนเมา จึงกราบเรียนท่านสมาชิกมาเท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญครับท่านศาสตรา ศรีปาน🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน กรรมาธิการ ผมขออนุญาตตอบในประเด็น ของท่านอดิศร เพียงเกษ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของ กรรมาธิการของเราที่ท่านถามว่าได้ไปศึกษาในเรื่องของการแบ่งหรือว่าผลประโยชน์ อะไรต่าง ๆ ที่มันตรงกับหัวข้อของกรรมาธิการเราพอดี ในเรื่องของการลดหรือว่าไม่ให้มี ในเรื่องของหลังจากแก้กฎหมายเสร็จ ก็จะเป็นในเรื่องของการรับผลประโยชน์ในตรงนี้ ถูกต้องครับ มันมีจริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะว่าวันนี้ในกรรมาธิการของเรา ประกอบไปด้วยทั้งผู้ประกอบการ ทั้งผู้ใช้บริการ ทั้งกรมการปกครอง ตำรวจ อะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราทราบดีครับ แล้วก็ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มาครบ องคาพยพต่าง ๆ มาครบถ้วน สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือที่บอกไปทางกรรมาธิการเพื่อแก้ปัญหาในการ รับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ ก็คือเรื่องของ Zoning ซึ่งเราได้พูดไปแล้วตอนต้นว่าเราได้ กำหนดในเรื่องของการกำหนด Zoning ใหม่ โดยให้ท้องถิ่นเป็นคนกำหนดตามบริบทต่าง ๆ เพราะวันนี้ Zoning มันล้าหลังจริง ๆ ถ้าเกิดทุกท่านเปิดไปที่หน้า ๔๑ จะเห็นได้ว่า กรุงเทพมหานครของเรามีการกำหนด Zoning เพียงแค่ ๓ โซนเท่านั้นเอง ก็มีที่พัฒน์พงษ์ รัชดาภิเษก และเพชรบุรี สังเกตไหมครับยังมีอีกหลายโซนที่วันนี้ทุกท่านไปใช้บริการกัน หรือว่าขับรถผ่านไปมาก็จะเห็นว่าวันนี้ อย่างเช่นเลียบทางด่วนรามอินทราก็ดี ย่านทองหล่อ ย่านเอกมัย ตรงนั้นก็ไม่ใช่ Zoning นะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ Zoning คือปัญหาหลักที่วันนี้ กรรมาธิการได้พูดไปว่ามันต้องแก้ไขโดยด่วน แล้วหลังจากนั้นพอ Zoning ได้ถูกแก้ไขหรือว่า กฎหมายอะไรต่าง ๆ เสร็จปั๊บ ผู้ประกอบการถ้าจะมาลงทุนก็สามารถที่จะจดใบอนุญาตได้ ก็ถูกกฎหมาย ก็นำไปสู่เรื่องของการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็จะไม่มีหรือน้อยลง นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการได้ชี้แจงไปแล้วเบื้องต้น ส่วนอย่างที่บอกว่าวันนี้ในหลายพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้น มีปัญหาเหล่านี้ เป็นเรื่องของแรงงานก็ดี ขออนุญาตตอบของท่านธนกร วังบุญคงชนะ ด้วยที่ ให้ความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของยาเสพติด ในเรื่องของเมาแล้วขับ แล้วก็ไม่เอาเด็กอายุ ต่ำกว่า ๒๐ ปี ทีนี้ในเรื่องของแรงงานที่ท่านกลัวว่าจะมีการลักลั่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ซึ่งทางกรรมาธิการก็เสนอไปว่ายังสามารถทำงานได้ แต่ผู้ที่ไปเที่ยวหรือใช้บริการ อายุ ๒๐ ปี ขึ้นไป อาจจะมีการลักลั่นอะไรกัน ตรงนี้ก็ต้องขอบคุณมาก เพราะว่าทางกรรมาธิการก็ได้ เน้นย้ำในเรื่องนี้ตลอด ในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่ากฎหมายมันจะแยกกันระหว่างกฎหมายแรงงานกับกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้เขียนไว้แล้ว ในตรงนี้นะครับ แต่อย่างที่บอกครับ วันนี้เรื่องจริงก็คือว่า ตัวผมเองอยู่หาดใหญ่ ทางกรรมาธิการของเราบางที่อยู่พัทยา อยู่ภูเก็ต ก็จะมีนักเรียน นักศึกษาที่วันนี้เขาไม่ได้ มีรายได้ที่เพียงพอ ก็ต้องออกไปหาอาชีพเสริมทำกัน น้อง ๆ เด็ก ๆ ก็อายุเพียงแค่ ๑๘ ปี เท่านั้นเอง แต่ทราบไหมครับว่าวันนี้นักเรียนนักศึกษาเหล่านี้สามารถที่จะดูแลครอบครัวได้ หลังจากที่ได้ไปทำงานในผับ บาร์ หรือสถานประกอบการ สถานบันเทิงเหล่านี้ แล้วก็ดูแล ส่งเสียตัวเองจนเรียนจบได้ เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการได้สอบถามข้อมูล เรียกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมา ๑๘ ปีนี้ผมว่าถือว่าเหมาะสมแล้วนะครับ ผมว่าเป็นเรื่องดีที่จะส่งเสริมเยาวชน ให้ทำงานต่อไป และหลังจากส่งรายงานฉบับนี้ไปแล้ว สุดท้ายผมก็หวังว่าจะได้การโหวตให้ ร่างรายงานฉบับนี้ผ่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ใช้เวลากันพอสมควรนะครับ หัวข้อนี้อภิปรายกันอย่างมี Passion นะครับ แต่ก็รักษาเวลาด้วยนะครับ เพราะเราเหลือรายงานอีกหลายฉบับนะครับ ขอให้กรรมาธิการ ตอบเฉพาะเรื่องที่มีการซักถามเท่านั้นพอนะครับ🔗
ขอขอบคุณท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ เขตพระนคร พรรคก้าวไกลครับ ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขออนุญาตตอบเพื่อน ๆ สมาชิกที่มีคำถามกันมามากมายนะครับ ทางกรรมาธิการของเรา ได้ตอบไปหลายคำถามแล้วนะครับ ผมต้องขออนุญาตตอบคำถามใน ๒ ประเด็น ขออนุญาต ใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ🔗
ประเด็นแรกจะเป็นเรื่องของเสียงรบกวน มลภาวะทางเสียง ประเด็นนี้ เพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการอภิปรายมาว่าเป็นสิ่งที่รบกวนแล้วก็ทำให้ชาวบ้าน เดือดร้อนจริง ต้องขอเรียนชี้แจงว่าผมเองเข้ามาในกรรมาธิการชุดนี้มีความมุ่งมั่นในการแก้ไข ปัญหานี้โดยเฉพาะ เพราะว่าในพื้นที่ของผมเองที่อยู่ถนนข้าวสาร หลาย ๆ ท่านน่าจะ พอทราบดีว่ามีปัญหาเรื่องเสียงกันอยู่นะครับ กรรมาธิการของเราชุดนี้พื้นที่แรกที่ไปศึกษา นั่นก็คือพื้นที่ถนนข้าวสาร เราพบเจอปัญหามากมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียง การเอา ลำโพงมาตั้งอยู่บนทางเดิน แล้วก็เปิดเสียงดังอัดใส่กัน เราเองก็มีข้อเสนอเป็นข้อสังเกตที่ อยากจะส่งต่อให้ทางคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณานะครับ🔗
ข้อแรกคือการใช้ AI ในการตรวจจับร้านที่ใช้เสียงดังเกินที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานครับ เพราะสิ่งที่เราได้พบเจอในข้อเท็จจริงก็คือว่า ตอนเจ้าหน้าที่พนักงานมาตรวจก็เบาเสียงลง แต่พอหันกลับไปก็เสียงกลับมาดังใหม่ ซึ่งส่ง ผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงนะครับ ต้องเรียนแจ้งก่อนว่าพื้นที่นั้นมีทั้งหมด ๓ ชุมชน ๒ มัสยิด และ ๑ วัด กับอีก ๑ โรงเรียนที่อยู่รอบข้าง เราจึงมีการเสนอและเป็นมติ ของทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าอยากที่จะให้มีการทบทวนในการใช้ระบบ AI เข้ามา ตรวจสอบ เพื่อที่จะส่งข้อมูลแบบ Real Time ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกัน ตรวจสอบ เพื่อลดผลกระทบที่มีขึ้นต่อชุมชนและผู้อาศัยที่อยู่ข้างเคียงนะครับ ก็ต้อง ขอขอบคุณทางท่าน ผอ. เขต ท่านโกศล ผอ. เขตพระนครนะครับ ที่ตั้งใจกวดขันและลงไปดู พื้นที่นี้อย่างสม่ำเสมอ แต่แน่นอนครับ มันก็มีปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพลอยู่ ฉะนั้นเรามองว่า ทางออกที่ดีคือการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วย และพื้นที่นี้ก็ต้องเรียนว่าหลาย ๆ ท่าน ก็เรียกว่าเป็นพื้นที่ปราบเซียนครับ เขาบอกว่าถ้าจัดการปัญหาเรื่องเสียงของพื้นที่นี้ได้ ก็จัดการปัญหาเรื่องเสียงของสถานบริการในพื้นที่อื่น ๆ ได้นะครับ ก็ต้องขอชมเชย คณะกรรมาธิการเราได้ไปลงพื้นที่ที่ป่าตอง ก็มีการจัดการแล้วก็ควบคุมเสียงได้อย่างดีนะครับ ก็ขอตอบทางเพื่อนสมาชิกในเรื่องของมลภาวะทางเสียงเท่านี้ครับ🔗
ส่วนประเด็นถัดไปครับ ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของยกเลิกการห้ามขาย วันพระและวันศาสนา ต้องขออนุญาตเสริมประเด็นที่ทาง สส. เอิร์ธ ปกรณ์วุฒิ ได้ชี้แจงมา เบื้องต้นนะครับ ซึ่งก็เป็นมติของทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า อยากจะให้มีการทบทวน ในการยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันศาสนา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องนี้ครับ ทางเราเข้าใจว่าเป็นเรื่องของศาสนาและความเชื่อที่ละเอียดอ่อน ฉะนั้นเรามีการพูดคุย และหารือกันอย่างถี่ถ้วนว่า อยากจะให้ทบทวนในการยกเลิกการห้ามขายแอลกอฮอล์ ในวันศาสนานั้น อาจจะเริ่มต้นในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวที่มี ชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากครับ เพราะอะไรครับ ต้องบอกว่าในวันที่งดการจำหน่าย แอลกอฮอล์เหล่านี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้นเป็นจำนวนมาก ต้องเรียนอย่างนี้ว่า โดยปกติแล้วอย่างคนไทยเราก็จะทราบดีอยู่แล้วนะครับว่าใน ๑ ปี วันที่ห้ามขายมีอยู่ ๕ วัน ซึ่งคนไทยเราเองสามารถเตรียมตัวได้ ยกตัวอย่างวันเสาร์ที่กำลังจะถึง ก็เป็นหนึ่ง ในวันที่ห้ามขายแอลกอฮอล์ ฉะนั้นคนไทยถ้าอยากจะบริโภคแอลกอฮอล์เราก็เตรียมตัวกัน อยู่แล้วครับ วันนี้วันพฤหัสบดี วันศุกร์ เรามีเวลาตั้ง ๒ วันเต็ม ๆ ครับ แต่ต้องเรียนว่าคนที่ ได้รับผลกระทบจริง ๆ และคนที่ไม่รู้ว่าวันไหนห้ามขายแอลกอฮอล์คือชาวต่างชาติที่มา ท่องเที่ยว หลาย ๆ ท่านไม่ได้มีโอกาสมาเที่ยวบ่อยนะครับ ๓ ปี ๔ ปี มีโอกาสได้มาเที่ยวไทย ครั้งหนึ่ง เขาก็อยากดื่มด่ำบรรยากาศแล้วก็บริโภคแอลกอฮอล์ตามปกติของ Lifestyle ของเขา เพราะเมืองไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งใน Nightlife นะครับ ฉะนั้นก็ขออนุญาตตอบ เพื่อน ๆ สมาชิกนะครับว่าทางคณะกรรมาธิการเราก็มีความเห็นเพื่อที่อยากจะส่งต่อไปให้ ทางคณะรัฐมนตรีได้ทบทวนและพิจารณาในเรื่องของการยกเลิกการห้ามขายแอลกอฮอล์ ในวันศาสนาดังกล่าวนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะทำงานและทีมงานในพื้นที่เขตบางแค ภาษีเจริญ ของท่าน สส. ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เป็นอีก ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคก้าวไกล ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการวิสามัญครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ยื่นญัตติเรื่องอยากให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาแนวทางการแก้ปัญหาสถานบันเทิง แล้วก็มี การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากทางเจ้าหน้าที่ ของรัฐนะครับ ขออนุญาตใช้โอกาสนี้สั้น ๆ เรียนเพื่อน ๆ สมาชิก แล้วก็กล่าวต่อสภาแห่งนี้ ด้วยความมั่นใจว่า ทั้ง ๕ หัวข้อที่เราได้วางกรอบในการทำงานแล้วก็ได้จบเป็นเล่มรายงาน อันสมบูรณ์แบบในมือของท่านได้อ่านกันนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านแรก เรื่องของนิยาม สถานบันเทิง เรื่องใบอนุญาต เรื่อง Zoning มาถึงด้านที่ ๒ เรื่องอายุ คนที่จะเข้าไปทำงาน ต้องอายุ ๑๘ ปี คนที่จะดื่มแอลกอฮอล์ต้องอายุ ๒๐ ปี แล้วเรานึกถึงว่าจุดไหนที่จะเหมาะสม เรามีรายละเอียด แล้วก็ข้อแนะนำ ในด้านที่ ๓ วัน เวลาเปิดปิด ด้านที่ ๔ เรื่องการกำหนดโทษ เราได้ยินเสียงเล่าประสบการณ์โดยตรงของเจ้าของธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า คนที่ทำงาน ไปจนถึง เจ้าหน้าที่ปกครองนะครับ เพื่อเอามากำหนดเป็นข้อแนะนำ ด้านที่ ๕ เรื่องเรียกรับ ผลประโยชน์ ทั้ง ๕ ด้านนี้เป็นกรอบที่ค่อนข้างครอบคลุมนะครับ ในการลงพื้นที่ผมโชคดีได้ ไปร่วมกับคณะเพื่อน ๆ แล้วก็ลงพื้นที่ด้วยทุกครั้ง เราไปเรียกได้ว่าทุกภูมิภาคนะครับ การที่ เราลงพื้นที่เราจะแบ่งเป็น ๒ รอบอย่างน้อยเสมอ รอบแรกเราจะได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐ เพื่อที่จะรับฟังแล้วก็สามารถพูดคุยในส่วนของภาครัฐได้ แล้วก็อีกรอบหนึ่งเป็นรอบที่ สำคัญ เรามักจะมีโอกาสได้เจอกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า เจ้าของร้าน แม้กระทั่งคนที่ทำงานอยู่ในสถานบันเทิง สถานบริการ มาเล่าปัญหาในทุกมิติ ฉะนั้นรายงาน ฉบับนี้ผมเชื่อว่ามีรายละเอียดที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ในทุกบท แล้วก็ในส่วนปิดท้ายคือ คำแนะนำ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำแนะนำของเราจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล แล้วก็เร่ง นำไปปรับใช้ประกาศยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ล้าหลัง กฎหมายที่ทับซ้อนต้องเปลี่ยน ออกไป ในยุคที่ปัจจุบันการทำธุรกิจทางด้านสถานบันเทิง สถานบริการมีการเปลี่ยนแปลง มีความผันผวนสูง และเราก็คาดหวังว่าความรื่นเริงบันเทิงใจนำไปสู่สถานบริการ สถานบันเทิง การท่องเที่ยวจะสร้างเม็ดเงิน สร้างรายได้ เพราะฉะนั้นขอให้รายงานฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อ ผู้ที่จะศึกษา แล้วก็ขอให้รัฐบาลได้นำไปปรับใช้โดยเร็ว ขอบคุณทุกท่านครับ🔗
เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการค่ะ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ ร่วมกันอภิปรายและต้องขอขอบคุณท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เข้ามาร่วมฟังการอภิปรายของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกของเราค่ะ ดิฉันหวัง เป็นอย่างยิ่งค่ะว่ารายงานฉบับนี้ที่พวกเราตั้งใจทำขึ้นจะเป็นประโยชน์และเป็นก้าวแรก ในการที่จะทำให้สถานประกอบการ สถานบริการ สถานบันเทิงนั้น ลดลงจากการที่จะต้อง จ่ายหรือจะต้องเสียเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานนะคะ เพื่อเป็นการ ป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ค่ะ อย่างที่บอกว่ารายงานฉบับนี้เมื่อผ่าน สภาแล้วจะถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ต้องการที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยว เพื่อสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศไทย สถานบันเทิง สถานบริการเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะช่วยให้เรากระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้น การท่องเที่ยวได้ ดังนั้นหากเราสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ เราก็จะสามารถสร้างเม็ดเงิน ทำให้ผู้ประกอบการนั้นมีแรงที่จะทำงาน แล้วก็มีแรงที่จะทำให้ประชาชนนั้นลดรายจ่าย แล้วก็สร้างรายได้เพื่อคนไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ จากการที่เราได้รับฟังการอภิปรายนะครับ ก็มีความเห็น ไปทางเดียวกันว่า สมาชิกจำนวนมากได้เห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการและไม่มีผู้คัดค้านรายงานฉบับนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขออาศัยอำนาจ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมครับว่า จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ หากไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ข้อ ๑๐๕ ประกอบข้อ ๘๘ จะส่งรายงานและ ข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่อไปครับ ขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ🔗
เรียนสมาชิกครับเป็นอันเสร็จ ๔.๑ นะครับ ผมขอเข้าสู่ ๔.๒ ครับ เดี๋ยวเรารอ ในการเปลี่ยนที่นั่งของคณะกรรมาธิการสักครู่นะครับ ที่ประชุมครับ ผมขอพักการประชุม ๕ นาทีนะครับ🔗
พักประชุมเวลา ๑๔.๔๔ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๔๗ นาฬิกา🔗
ต่อไป เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๔.๒🔗
๒. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่🔗
ขอเชิญกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ ในการนี้ผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอก เข้าร่วมชี้แจงตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ขอเชิญท่านสุรศักดิ์ ทวีสิน อนุกรรมาธิการ ร่วมชี้แจงครับ ตอนนี้ในรายงานฉบับนี้มีสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายเพียงแค่ ๑ ท่านครับ เรายัง เปิดรับสำหรับการอภิปรายนะครับ ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญประธานกรรมาธิการแถลงครับ🔗
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหาร งบประมาณครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานเนื่องจากว่าพอดีว่าตัวผมเอง มีนัดผู้แทนต่างประเทศในเวลาบ่ายสามโมง แล้วก็วันนี้ตามที่ท่านประธานได้นำเรียนว่า มีทางเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ แล้วก็ท่านอนุ รวมถึงในวาระลำดับถัดไปในเรื่อง Cloud First ก็จะเป็นเล่มรายงานของชุดผมด้วย ซึ่งก็จะมีท่านนิธิกรที่อยากจะขออนุญาต ท่านประธานล่วงหน้าทั้ง ๒ วาระ เพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าผมจะเสร็จจากการพบกับตัวแทน ต่างประเทศกลับมาเมื่อไรแล้วเดี๋ยวจะกลับมาร่วมประชุมในการรายงานนะครับ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็อยากจะขออนุญาตท่านประธานให้ทางท่านสุรเชษฐ์ในฐานะที่ เป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ที่เป็นการศึกษาเล่มรายงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ นำชี้แจงในที่ประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญ ท่านสุรเชษฐ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ขอนำเสนอรายงานผลการศึกษานี้ แบบสั้น ๆ นะครับ ก็ไม่อยากรบกวนเวลามากเพราะว่ามีหลายระเบียบวาระนะครับ แต่ว่าก็ เป็นการศึกษาที่เราได้ติดตามโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการต่อเนื่องมาจากสภาชุดที่แล้ว แล้วเราก็เอา Lesson Learn สิ่งที่เราได้ค้นพบนะครับ พยายามมาสรุปเป็นสาระสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณของโครงการขนาดใหญ่ในประเทศมีความคุ้มค่า และโปร่งใสมากยิ่งขึ้นนะครับ ก็มีการประชุมในชุดนี้ ๖ ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคมถึง พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เพื่อรวบรวมความคิดเห็น แล้วก็ปรับปรุงข้อมูลให้มีความถูกต้อง แล้วก็ เป็นปัจจุบัน ตลอดจนติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ส่งเข้ามาเพื่อรอ การพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ แล้วก็เป็นวาระที่จะพิจารณากันในวันนี้นะครับ เดี๋ยวทางห้องโสตขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ🔗
ผมพยายามสรุปเนื้อหาสาระ ในรายงานเล่มนี้ให้ทางเพื่อน ๆ สมาชิกได้เข้าใจง่าย ๆ แต่รายละเอียดก็จะอยู่ในเอกสารนะครับ ในส่วนของรายงานฉบับนี้นะครับ การดำเนินงานก็จะเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจาก คณะกรรมาธิการสามัญ ชุดที่ ๒๕ โดยเป็นการรวบรวม แล้วก็ปรับปรุงข้อมูลการใช้จ่าย งบประมาณ สภาพปัญหา อุปสรรคการดำเนินงานของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภายหลังจากการรับข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะ ของกรรมาธิการเมื่อปีที่แล้วนะครับ ก็เป็นการประชุมรวบรวม จัดทำ ศึกษา โดยเนื้อหาสาระหลัก ก็คือเราต้องการเห็นการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน แล้วก็โปร่งใส โดยสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อสังเกต เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนนะครับ จากการรวบรวมก็จะเห็นว่าภาพรวมงบประมาณของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในประเทศไทยที่สามารถรวบรวมจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ มีอยู่ ๖๕๔ โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น ประมาณ ๑๖ ล้านล้านบาท โดยมีแผนที่จะใช้งบประมาณภาครัฐประมาณ ๑๒ ล้านล้านบาท ก็ให้ทาง QR Code ไว้นะครับ เพื่อนสมาชิกสามารถเข้าไปดูได้ว่าในพื้นที่ของท่าน หรือว่า ในภาคของท่านใกล้เคียงรัฐมีแนวคิดที่จะผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อะไรบ้างนะครับ จากการที่ไปรวบรวมจากหน่วยงานต่าง ๆ มา เรียกว่าแทบทุกหน่วยงาน ก็จะมีหลัก ๆ เป็นเรื่องของราง ถนน แล้วก็น้ำนะครับ เราพบว่าประเด็นปัญหาสำคัญที่อยากจะให้รัฐใช้เงินอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสมากขึ้น อยากจะ สรุปเรื่องราวเป็น ๔ ประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของความซ้ำซ้อนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดใหญ่นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของแบบจำลองในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ🔗
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของหลักเกณฑ์การจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ🔗
ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงข่ายถนน🔗
มาดูเรื่องแรกนะครับ สภาพปัญหาหลักที่เราค้นพบจากการติดตามหลาย ๆ โครงการขนาดใหญ่ เราพบว่ายังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน อันเป็นที่มาของความ ซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการ การดำเนินงาน และงบประมาณที่ใช้ ต่างหน่วยงานยัง ต่างคิดต่างทำกันอยู่พอสมควรนะครับ มันขาดการบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่การประเมิน ความคุ้มค่า ศึกษาความเป็นไปได้ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานนะครับ แล้วก็ส่วนสุดท้าย ปัญหาหลักก็คือขาดการบูรณาการระบบของข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อการ ประเมินความคุ้มค่า แล้วก็การประยุกต์ใช้ในเรื่องของการวางนโยบายและแผน🔗
แนวทางการแก้ไขนะครับ ก็ควรจะมีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ไม่ให้ ทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงานนะครับ มีการจัดลำดับความสำคัญโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในด้านคมนาคมก็จะมีหลายโครงการนะครับ ก็อยากให้เน้นการพัฒนา รถไฟทางคู่นะครับ มีการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายแบบเป็น Network ก็คือต้องคิดทั้งถนน ทั้งราง ทั้งเรือ ทั้งอากาศ ไม่ใช่ว่าต่างหน่วยงานต่างวางแผนกัน เพื่อให้ โครงสร้างพื้นฐานมัน Sync กัน มันบูรณาการกัน แล้วก็เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อจริง ๆ🔗
ก็ได้มีข้อสังเกต แล้วก็ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานนะครับ ก็อยาก ให้ทางสภาพัฒน์ได้มีการรายงาน ก็จะมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานปลัด แล้วก็ทาง สนข. ไปปรับปรุงให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ ทาง สบน. หรือว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะกับทาง สคร. ที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจก็ควรจะมี ส่วนในการพิจารณาภาพรวมของโครงการในการเสนอแนะ แล้วก็จัดหาแหล่งเงินที่จะ เป็นประโยชน์กับรัฐได้มากขึ้นนะครับ🔗
ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของแบบจำลองในการคาดการณ์เพื่อประเมินความคุ้มค่า หลัก ๆ ก็จะมีด้านของทาง Economics หรือว่าทางเศรษฐศาสตร์กับทาง Finance หรือเรื่องของทางการเงิน สภาพปัญหาหลักก็คือการตัดสินใจการลงทุนในโครงการ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เราอยากให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้นสิ่งจำเป็นนั้นก็คือ มันจะต้องมีแบบจำลองที่มีความน่าเชื่อถือ แล้วก็แม่นยำเพียงพอที่จะประมาณการผู้ที่จะมา ใช้ในอนาคตว่า ถ้าทำโครงการนี้ไปแล้ว Capacity มันอยู่อย่างนี้จะมีคนมาใช้เท่าไร ถ้าเกิดคนมาใช้ไม่ได้เยอะมากก็ไม่จำเป็นต้องเลือกกระบบที่มันใหญ่เกินไป จะได้มีโครงการ ที่ไปพัฒนาในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย แบบจำลองในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการในปัจจุบัน ก็ยังขาดความน่าเชื่อถือและความแม่นยำอยู่แล้ว มันปรับปรุงได้อีกพอสมควร แล้วก็มี ความล้าสมัยขาดสมมุติฐานที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติทางวิชาการสมัยใหม่ อันนี้ก็ควร จะมีการปรับปรุงต่อไปให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น แล้วก็มีการขาดการบูรณาการของหน่วยงานที่จะพัฒนา แบบจำลองร่วมกัน แต่อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ยากจริง ๆ ในสภาพบริบทของไทยที่จะเกิดการ Sync ข้อมูลอะไรกัน แล้วก็ขาดการตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขแบบจำลอง เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ไขที่ทางคณะกรรมาธิการอยากเห็นก็คือ หน่วยงานควรจะจ้าง แล้วก็ กำหนดสมมุติฐานในการนำเข้าข้อมูลที่มันถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้กระบวนการต่าง ๆ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น พัฒนาแบบจำลองให้มีความแม่นยำและทันสมัยมากขึ้น ตลอดจน คิดเชื่อมโยงระหว่างโครงข่าย ไม่ใช่ว่าถนนก็จะวางแผน รางก็จะวางแผน อากาศก็จะวางแผน ก็อยากให้เป็นไปในทิศทางนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากขาด ความเชี่ยวชาญในการจัดทำแบบจำลอง ก็จะนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงโดยทำการ ปรับเทียบ แล้วก็พัฒนาแบบจำลองให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ประเทศ ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น🔗
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของหลักเกณฑ์การจัดสรร แล้วก็การใช้จ่ายงบประมาณ ในสภาพปัญหาหลักก็คือยังขาดการกระจายอำนาจและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง เนื่องจากการใช้อำนาจอะไรต่าง ๆ ยังผ่านส่วนกลางอยู่มาก อาจจะเป็นส่วนภูมิภาคอะไรต่าง ๆ ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของภาครัฐก็ยังมีกรอบระยะเวลาที่ตึงตัว ต้องวางแผนล่วงหน้านาน แล้วก็แนวทางการดำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันก็ยังขาดความเป็นธรรม แล้วก็ โปร่งใสพอสมควรอย่างที่เราได้ยินข่าว ยังต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นในการกำหนดแหล่งงบประมาณ แล้วก็ผู้รับผิดชอบโครงการ ส่วนการวางแผนโครงการแล้วก็การของบประมาณในการลงทุน ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ก็ยังขาดการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน ต้องคำนึงถึงประโยชน์ในภาพรวมของประเทศให้มากขึ้น ในส่วนของแนวทางการแก้ไข ทางกรรมาธิการก็เห็นว่าควรจะลดอำนาจส่วนกลาง แล้วก็กระจายอำนาจและเม็ดเงิน สู่ท้องถิ่นอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น การจัดซื้อจัดจ้างก็ควรจะมีเกณฑ์การคัดเลือกเอกชน อย่างเป็นธรรม มีการพัฒนาระบบ e-Bidding ไปถึงขั้นที่ประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบ ได้มากขึ้น แล้วก็ควรจะให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ ไม่อย่างนั้น มันจะมีภาระผูกพันจากปีงบประมาณก่อนหน้ามาถึงปัจจุบัน ก็ทำให้รัฐบาลใหม่สามารถ บริหารจัดการได้ยากยิ่งขึ้น ในส่วนของการดำเนินงานของหน่วยงานก็ได้มาชี้แจงแล้วก็จะ พิจารณาความคุ้มค่าโครงการ รูปแบบแหล่งเงินเพื่อจัดสรรงบประมาณ แล้วก็จัดลำดับ ความสำคัญของโครงการ อันนี้ก็เห็นตรงกันว่าควรจะมีทิศทางนั้นมากขึ้น แล้วก็ควรจะมี ทิศทางในการกระจายอำนาจ แล้วก็ภารกิจต่าง ๆ ให้ท้องถิ่นที่มากยิ่งขึ้น🔗
ในส่วนสุดท้ายในเรื่องของการพัฒนาโครงข่ายถนน ถึงแม้ว่าเราจะให้ ความสำคัญกับทางรางมากขึ้น แต่ถนนก็ยังมีความสำคัญอยู่พอสมควร แต่ว่าการจัด งบประมาณมันจะต้อง Balance ให้ดี ในถนนยังมีปัญหาในเรื่องของการจัดลำดับชั้น หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Road Hierarchy ที่ยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่ของนิยาม แล้วก็ บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น ประเทศไทยก็เลยมีการพัฒนาเมืองตาม ถนนสายหลัก อันนี้ซึ่งก็เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากในอดีต เนื่องจากเราขาดในเรื่องของ การจัดลำดับชั้นที่ยังไม่ชัดเจน เราเลยไม่ค่อยเกิดสภาพเมือง แต่ว่าเมืองก็จะโตไปตาม แนวถนน ควรจะมีมาตรฐานในการพัฒนาถนนแล้วก็การซ่อมบำรุงที่ชัดเจน ปัจจุบันนี้ถ้าไป ตรวจสอบกันในส่วนของ Motorway นี้ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าถนนสายอื่นบางทีเป็นชนบทบ้าง บางที อบจ. บ้าง ดูแลโดยท้องถิ่นอะไร ยังขาดนะครับ แล้วก็ยังบอกได้ไม่ค่อยชัดว่าเส้นนี้เป็น Hierarchy ประเภทไหน ก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข กันนะครับ แนวทางการแก้ไขก็คือควรจะกำหนดลำดับชั้นให้ชัดเจน แล้วก็สอดคล้องกัน ในแต่ละหน่วยงานนะครับ แล้วก็ให้ความสำคัญกับสร้างถนนตามแนวผังเมือง พัฒนาเมือง ในเชิงพื้นที่ ควรจะมีการกำหนดมาตรฐานการพัฒนา การซ่อมบำรุง รวมถึงมาตรฐาน ความปลอดภัยในถนนทุกลำดับชั้นนะครับ ซึ่งการดำเนินงานของหน่วยงานนี้ทางกรมทางหลวง แล้วก็กรมทางหลวงชนบทก็อยู่ในระหว่างดำเนินงานร่วมกันนะครับ เพื่อจัดทำลำดับชั้น ของถนนให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน บนกรอบโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันนะครับ อันนั้น เป็นส่วนที่ได้นำเสนอไปนะครับ ส่วนในรายงานก็คือจะแบ่งเป็น ๕ บท อย่างที่เสนอใน รายงานนะครับ บทข้อสังเกตก็คือจะอยู่ในหน้าที่ ๑๒๑ บทสรุปอยู่ในหน้าที่ ๑๑๖ มีบทนำ มีการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงตามกรอบการศึกษา แล้วก็มีผลการศึกษาในด้านต่าง ๆ ก็เรียนเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะได้ไปอ่านได้สะดวกยิ่งขึ้นนะครับ🔗
สุดท้ายนะครับ ในนามของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการ จัดทำและติดตามการใช้จ่ายของงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้มี ความคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน แล้วก็โปร่งใส เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในการ ใช้งบประมาณของประเทศต่อไป ขอบคุณครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ มีกรรมาธิการท่านอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอไปที่สมาชิกในการ อภิปรายซักถามนะครับ เชิญท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคก้าวไกล จากชาวอยุธยา และบางบาลครับ วันนี้ผมขอใช้โอกาสในการสนับสนุนรายงานฉบับนี้นะครับ รายงานการ จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และขอ ขยายความเพิ่มเติมครับ ในหัวข้อที่ผมคิดว่าเป็นใจความสำคัญที่สุดของรายงานฉบับนี้ นั่นคือเรื่องความซ้ำซ้อนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในโครงการที่มีชื่อว่า MR-MAP ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ครับ ที่มาจากยุค คสช. ส่งต่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้ คือมันใหญ่จริงครับโครงการนี้ แต่คำถามคือเรามาถูกทางแล้วหรือยัง MR-MAP คืออะไรครับ มันคือแผนแม่บทเส้นทางคมนาคมใหม่ที่ไม่มีหลักการอะไรเลยครับ คือมันมั่วมาก และมันก็แพงมาก คือแผนจะประกอบไปด้วย ๓ สิ่งใหญ่ ๆ ครับ คือ Motorway รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง แต่ปัญหาก็ตามมาอีก ๓ ปัญหาหลักครับ คือมันซ้ำซ้อนกัน แย่งลูกค้ากันเอง และแพงเกินไปมาก คือมันเสียดายภาษีจากประชาชนครับ เพราะว่าสิ่งที่กำลังวางแผนอยู่นั้น คือการวางแผนแบบต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำครับ จากภาพครับ มันคือการทำให้ กรมทางหลวงก็วางแผน Motorway ไป ให้การรถไฟก็วางแผนรถไฟทางคู่ไป แล้วก็มี นโยบายจาก คสช. ที่เพิ่มรถไฟความเร็วสูงเข้าไปด้วย คือท่านประธานจะเห็นได้ว่ามันมั่วมาก และมันก็เยอะเกินความจำเป็นไปมากครับ คือท่านจะเอา M หรือ Motorway มาบวกกับ R หรือทางรถไฟ แต่กลับเอามาสร้างในเส้นทางเดียวกันครับ แบบนี้มันจะซ้ำซ้อนกัน แล้วก็ แย่งลูกค้ากันเองครับ คือเราจะเอาแต่สร้างเส้นเลือดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมือง แต่ไม่ได้ เลือกรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละเส้นทางครับ สุดท้ายเราก็จะไม่เหลือเงินไปสร้างเมือง คือ ๓ สิ่งนี้มันซ้อนทับกันกว่า ๓,๗๑๓ กิโลเมตร จาก ๖,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร หรือคิดเป็น ๕๔ เปอร์เซ็นต์ คือมันทับซ้อนกันเกินกว่าครึ่งครับ คือแผนที่กำลังทำอยู่นี้เพียงแค่ขยับ แนวของ ๓ สิ่งนี้มาซ้อนทับกันนะครับ แต่ไม่ได้เลือกหยิบเข้าหยิบออกนะครับ ว่าง่าย ๆ คือ แทนที่จะเลือกว่าเส้นทางนี้ใช้ Motorway ไปเชื่อมต่อ เส้นทางนี้ใช้รถไฟทางคู่ไปเชื่อมต่อ เส้นทางนี้ใช้รถไฟความเร็วสูงไปเชื่อมต่อ แต่นี่ท่านเล่นสร้างแบบไม่เลือกครับ คือจะหา แต่สร้างไปเรื่อย ต้องอย่าลืมนะครับว่าประเทศไทยยังมีจังหวัดอีกถึง ๓๐ จังหวัด ที่ไม่มีรถไฟ ไปถึง อย่างในเส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย ก็อัดเข้าไปทั้ง ๓ สิ่งนี้ครับ แต่ทำในเส้นทางเดียวกัน แต่คำถามคือภาคเหนือบ้านท่านประธานไม่ต้องไปหรือครับ ภาคอื่นไม่ต้องทำหรือครับ มันแย่งลูกค้ากันเองครับ แล้วมันแย่งลูกค้ากันอย่างไรครับ นี่เป็น เรื่องสำคัญของทิศทางคมนาคมไทยในอนาคตนะครับ คือปัจจุบันนี้นะครับ เราใช้กันแต่ถนน หรือใช้แต่รถเสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ เราจึงพบปัญหารถติด รถไม่มีที่จอด มลพิษจากควันรถ แล้วก็อีกสารพัดปัญหาครับ วิธีแก้คือให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ หรือรถไฟมากขึ้นนะครับ หรือที่เรียกว่านโยบาย Mode Shift การจะทำให้เกิดการเปลี่ยน รูปแบบการเดินทางได้ หรือ Mode Shift หรือให้พี่น้องเราเปลี่ยนจากใช้รถยนต์ส่วนตัวมาใช้ รถไฟได้นะครับ คือเราต้องเพิ่มความจุและพัฒนาการให้บริการของรถไฟครับ แต่จากภาพ ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ กับถังน้ำครับ คือจะเห็นว่าตอนนี้คนไม่นิยมใช้รถไฟ เพราะความจุ น้อยแล้วก็การบริการไม่ดี คนถึงหันไปใช้รถยนต์แล้วก็ถนนมากกว่า แล้วด้วยตอนนี้นะครับ รถไฟเรานี่มีแค่ทางเดี่ยวเสียเยอะนะครับ คือรถไฟมันสวนทางกันไม่ได้ คือต้องจอดรอกัน เพื่อสับหลีก ส่งผลให้มันช้านะครับ แล้วทำให้ประชาชนไม่นิยมใช้กัน แต่ถ้าเราทำจาก ทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ คือให้รถไฟมันสวนทางกันได้นะครับ ก็จะเพิ่มความจุของรถไฟได้ มากถึง ๑๐ เท่า จะส่งผลให้คนที่เบื่อรถติด คนที่เบื่อรถเยอะในช่วงเทศกาลในช่วงวันหยุดยาว เขาก็จะหันมาใช้รถไฟหรือขนส่งสาธารณะมากขึ้น นี่ถึงเรียกว่านโยบาย Mode Shift ที่ควร จะเป็นครับ แต่สิ่งที่มรดกบาปจาก คสช. ทำอยู่นี้ คือท่านเล่นอนุมัติ Motorway เพิ่มเข้าไป ด้วยครับ คือเพิ่มความจุของถังของถนนเป็น ๒ ถัง คือแบบนี้รถจะไม่ติดครับ เพราะว่ารถ ก็จะแบ่งออกไปที่ ๒ ถังนี้ แต่ระบบรางหรือรถไฟที่ลงทุนไปแล้วนี่จะมีคนมาใช้น้อยมาก แต่ว่าลงทุนไปแล้วมหาศาลครับ เพราะฉะนั้นการลงทุนจำเป็นต้องคิดจัดลำดับความสำคัญ หมายความว่าคือตอนนี้ใส่ Motorway ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ประชาชนจะหันมาใช้รถไฟนี่ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ แล้วยังมีการใส่รถไฟความเร็วสูงไปด้วย ทั้ง ๆ ที่จะมีการทำรถไฟ ทางคู่อยู่แล้ว พูดง่าย ๆ คือรถไฟทางคู่ที่มีคุณภาพก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้ รถไฟมากขึ้น แล้วปัญหาใหญ่ที่สุดนะครับ ที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาสจากการลงทุนที่สิ้นคิด แบบนี้ นั่นก็คือเราจะหาสร้างแต่เส้นเลือดใหญ่ Over ระหว่างเมืองครับ แต่ไม่คิดสร้างเมือง เมืองที่พี่น้องเราต้องอาศัยอยู่ในทุกวันทุกวินาที คือการสร้างแต่เส้นเลือดใหญ่ Over ระหว่าง เมืองนะครับ สุดท้ายจะส่งผลให้ทุกอย่างถูกดูดรวมเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครเหมือนเดิม สุดท้ายกรุงเทพมหานคร ก็จะโตเดี่ยวยิ่งกว่าเดิมครับ แต่ความเจริญหรือการพัฒนาในเมืองอื่น ๆ หรือในต่างจังหวัดมันจะไม่เกิดขึ้น คือเราต้องคิดสร้างเมืองก่อน ไม่ใช่สร้างแต่เส้นเลือดใหญ่ ๆ แล้วสุดท้ายไม่เหลือเงินไปสร้างเมือง ไม่เหลือเงินไปสร้างพิษณุโลกบ้านท่านประธาน ไม่เหลือ เงินมาพัฒนาที่อยุธยาบ้านผม สิ่งที่เราต้องทำ คือลดความซ้ำซ้อนของโครงการครับ แล้วเอา เงินที่ประหยัดได้นี่มาสร้างเมือง สร้างเศรษฐกิจในเมืองให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ดีขึ้นได้จริงตั้งแต่เขาตื่นนอนก้าวเท้าออกจากบ้านจนเขาหลับตา เกิดเป็นคุณภาพชีวิตที่ดี ในทุก ๆ วันนะครับ เอาไปสร้างถนนให้มันเรียบ ให้มันมีไฟส่องสว่างให้ทั่วถึง ทำให้ผังเมือง หรือถนนมันเกิดเป็นผังแบบตารางมีระเบียบ ให้เมืองมันเดินได้ ปั่นจักรยานดี แล้วก็มี การจัดลำดับความสำคัญของถนน พอเมืองโตนะครับ ก็ค่อยมีขนส่งสาธารณะดี ๆ มีรถเมล์ ทั่วถึงทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกวันนี้ไปดูอยุธยาบ้านผมครับ รถเมล์ดี ๆ แทบจะไม่มี พอมีคน มาใช้ขนส่งสาธารณะมากพอนะครับ ก็ค่อยพัฒนาเป็นรถรางหรือรถไฟฟ้า ทำให้ระบบ น้ำประปามันทั่วถึงและดื่มได้นะครับ ทำให้ระบบไฟฟ้าเสถียรสร้างอุตสาหกรรมให้ คนในเมือง เกิดอุตสาหกรรมจากน้ำประปาดื่มได้ เกิดอุตสาหกรรมจากเกษตรกรรม เกิดอุตสาหกรรมเฉพาะตัวในเมืองนั้น ๆ สร้างเงิน สร้างงานดี ๆ สร้างรายได้ให้คนในเมือง ไม่ใช่แบบปัจจุบันครับที่จะหางานดี ๆ ในต่างจังหวัดนี่ยากมาก แล้วสุดท้ายต้องมาเสี่ยงดวง กันเองหางานทำในกรุงเทพมหานคร ทิ้งครอบครัว ทิ้งพ่อแม่ไว้ต่างจังหวัด พอเมืองโตนะครับ ก็พัฒนาให้มีโรงเรียนดี ๆ และใกล้บ้าน มีโรงพยาบาลดีมีคุณภาพทุกตำบล ทุกอำเภอ แล้วก็ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ด้วยการกระจายอำนาจและเม็ดเงินสู่ท้องถิ่น ให้คนที่รู้จักปัญหาและพื้นที่ดีที่สุดได้แก้ปัญหา ของเขาเอง ไม่ใช่เอาแต่สร้างเส้นเลือดใหญ่ Over ระหว่างเมือง แล้วสุดท้ายปล่อยให้เมือง โตตามยถากรรมอยู่แบบนี้🔗
สรุปสุดท้ายนะครับ คือผมเห็นด้วยกับการพัฒนาแผนคมนาคมไทยใหม่ เพราะแผนปัจจุบันนี่มันมีปัญหามาก ผมเห็นด้วยกับการพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมือง ผมเห็นด้วยกับการพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อกรุงเทพฯ แล้วก็โคราช ฟังดี ๆ นะครับ และผมก็ไม่ได้ รังเกียจด้วยว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง หรือมอเตอร์เวย์ แต่โครงการ ผังแม่บทปัจจุบันนี้มันซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น ไม่คุ้มค่า แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีการฟันหัวคิวกัน หรือเปล่า แต่ที่ผมไม่เห็นด้วยเลยคือท่านกำลังจะสร้าง ๓ สิ่งใหญ่ ๆ ในเส้นทางเดียวกัน คือใช้ตรรกะอะไรคิดครับ ถ้าประเทศเรารวยขนาดนั้นเอาไปพัฒนาให้เส้นทางมันทั่วถึง แบบที่ท่าน สส. เฉลิมพงศ์จากภูเก็ตบอกผมนี่ที่ภูเก็ตก็ยังไม่มีรถไฟไปถึงเลย หรือเอาไป พัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือครับ สุดท้ายผมจึงขอ สนับสนุนรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็ขอฝากข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาล ให้ได้อ่านรายงานฉบับนี้อย่างถี่ถ้วน ขอบคุณครับ🔗
ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านทวิวงศ์ครับ ผมนึกว่าท่านสุรเชษฐ์หนุ่ม ๆ นะครับ ท่านใดจะมีอะไร อภิปรายซักถามไหมครับ เท่าที่เข้าชื่อไว้มีเพียงแค่ท่านเดียว ถ้าไม่มีขอเชิญทางคณะกรรมาธิการครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ในฐานะกรรมาธิการ ในนามของตัวแทนคณะกรรมาธิการ ก็อยากจะให้ เพื่อนสมาชิกได้พิจารณานะครับ แล้วก็ได้โปรดลงมติเห็นชอบกับรายงาน แล้วก็ส่งข้อสังเกต ไปให้ทางฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ🔗
เรียน ท่านสมาชิกครับ จากการอภิปรายของท่านสมาชิกมีความคิดเห็นทางเดียวนะครับ คือเห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ไม่มีผู้คัดค้านครับ ผมขออาศัย อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า ที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มี ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็น ๔.๓ กรรมาธิการชุดเดิมนะครับ ผมขอเข้าสู่ ๔.๓ เลย นะครับ🔗
๓. รายงานผลการพิจารณา เรื่อง วิธีการจัดทำงบประมาณและระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเลือกใช้ Cloud เป็นอันดับแรก (Cloud-first Policy) ในภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ พิจารณาเสร็จแล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ แล้วมีบุคคลภายนอกเพิ่มเติม ด้วยนะครับ ท่านแรกท่านอัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ ที่ปรึกษา และท่านนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษา ขอเชิญตัวแทนกรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะตัวแทนของกรรมาธิการ ทางกรรมาธิการ ได้มอบหมายให้ทางหัวหน้าคณะทำงาน คุณนิธิกร บุญยกุลเจริญ ได้นำเสนอรายงาน การศึกษา เรื่อง วิธีการจัดทำงบประมาณและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับ นโยบายการเลือกใช้คลาวด์เป็นอันดับแรก (Cloud-first Policy) ในภาครัฐ ขอเชิญ ท่านนิธิกรต่อไปนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม นิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษา กรรมาธิการและคณะทำงาน ทุกท่านครับ สำหรับใจความสำคัญของการศึกษารายงาน ในเล่มนี้ที่อยู่ต่อหน้าทุกท่านจะเป็นเล่มที่แบ่งเนื้อหาเป็น ๓ ส่วนด้วยกันครับ มีส่วนของ บทนำในการกำหนดขอบเขตในการศึกษา มีส่วนของข้อค้นพบทั้งทางภาครัฐของเราและ นโยบายต่างประเทศ ส่วนสุดท้ายก็จะเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะนะครับ รายงานฉบับนี้ และการศึกษาฉบับนี้ครับ เพื่อให้การใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ ไทยคุ้มค่ามากที่สุด ลดความซ้ำซ้อนในการบำรุงรักษาระยะยาวเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลเอง เปรียบเสมือนภาครัฐซื้อรถและเป็นเจ้าของที่ต้องมีการดูแลรักษา มีค่าบำรุง แต่เปลี่ยนเป็น การเช่าใช้รถยนต์ครับ เปรียบเสมือนกับการเช่าใช้บริการ Cloud ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยน ตัดลดการเช่า หรือ Upgrade ให้ทันสมัยได้ เพื่อเป็นการไม่รบกวนเวลาสภาแห่งนี้มากเกินไป ผมขออนุญาตเล่าสรุปข้อสังเกต ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการจัดทำงบประมาณและการ ดำเนินนโยบาย Cloud เป็นหลักที่กรรมาธิการของเราได้ศึกษามาต่อท่านสมาชิกทุกท่าน ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่า เล่มรายงานฉบับนี้ได้นำเข้าสู่สภาช่วงประมาณมีนาคม เพราะฉะนั้นตัวเลขหรือนโยบายต่าง ๆ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนในเล่มรายงานฉบับนี้ครับ ทุกท่านครับ หากเปรียบนโยบาย Cloud-first Policy เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ขอจัดวางเป็นโครงสร้าง ๖ ชั้น ตาม ๘ ข้อสังเกตของเรา ตั้งแต่วิธีการงบประมาณไปจนถึง การดำเนินนโยบาย🔗
เริ่มที่ชั้นที่ ๑ ชั้นของหลักปฏิบัติ เพื่อให้ภาครัฐดำเนินการตามนโยบาย ได้โดยง่ายครับ รัฐบาลควรเร่งรัดมอบหมายสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือว่า DGA ครับ ร่วมกับกระทรวง DE ในการจัดทำหลักการการใช้ Cloud ขึ้น แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ครับ แบบที่หลายประเทศมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้แนวปฏิบัติของหน่วยงานเป็นไป อย่างสอดคล้องกันครับ ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานจำเป็นที่จะต้องเลือกเช่าใช้บริการ Cloud ก่อนจัดตั้งศูนย์ข้อมูล หรือว่า Data Center เอง เพื่อไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่า Total Cost of Ownership ที่สูง หรืออย่างการเลือกใช้ Software สำเร็จรูป ผ่านรูปแบบบริการ Cloud หรือที่เรียกว่า Software as a Service ครับ ก่อนพัฒนา จัดจ้าง Software เอง หรือการระบุแนวทางการป้องกันการผูกขาดผู้ให้บริการ Cloud ครับ สามารถย้ายบริการ Cloud ได้โดยง่าย โดยมีสัญญาตัวอย่าง หรือ Contact Framework ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ทางกรรมาธิการและคณะทำงานได้ตั้งไว้ ซึ่งทาง DGA และ DE สามารถพิจารณาเพิ่มเติมให้เหมาะสมต่อไปได้🔗
ส่วนชั้นที่ ๒ ในเรื่องของการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนโยบาย พร้อมแล้วครับ ในเรื่องของหลักการพร้อมแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานในการรองรับ ความเปลี่ยนผ่านนี้ คณะทำงานและกรรมาธิการครับ เราเห็นว่าควรมอบหมายให้ DGA เช่นเดิม ในฐานะการเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ให้ความรู้กับหน่วยงานตั้งแต่ ระดับปฏิบัติการครับ จนถึงระดับผู้บริหารภาครัฐ หรือ CIO เรียกได้ว่าเป็น Cloud Center of Excellence ครับ ที่ให้คำปรึกษา มีการออกรูปแบบการตั้งค่า Cloud หรือทางเทคนิค เรียกว่า Infrastructure as Code ครับ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่า เล็กหรือใหญ่ สามารถนำ Code ชุดนี้ Deploy ขึ้นระบบได้เป็นมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มมากขึ้น ส่วนสำคัญที่สุดนะครับ อย่างที่ผมเรียนไปคือการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มี ความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้🔗
ส่วนชั้นที่ ๓ ชั้นที่สำคัญมาก ๆ คือชั้นวิธีการงบประมาณครับ จากที่ คณะทำงานของเราและกรรมาธิการได้พูดคุยหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เราพบว่า แม้ภาครัฐ เราจะมี Cloud กลางภาครัฐหรือที่เรียกว่า GDCC แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของหน่วยงาน บางทีเราจะเห็นท้องถิ่นเล็ก ๆ เราจะเห็นหน่วยงานที่ไม่ได้มีความพร้อม ทางด้านบุคลากรทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องจัดหา Server ต้องมีคนดูแล ต้องเปิดแอร์ให้ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเหล่านี้ครับ แก้ได้ด้วยวิธีการกำหนดงบประมาณให้ถูกต้อง กรรมาธิการและคณะทำงานของเราเห็นว่าสำนักงบประมาณควรแยกงบดำเนินงานค่าใช้จ่าย บริการ Cloud ออกจากงบดำเนินงานประเภทอื่น ๆ ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกนับไปรวมกับ ส่วนที่สำนักงบประมาณมีเป้าหมายในการควบคุมสัดส่วนของงบประมาณลงครับ ทั้งนี้ พูดง่าย ๆ คือการเปลี่ยนจากค่าลงทุนนะครับ งบลงทุนค่าครุภัณฑ์ให้เป็นค่าใช้สอยแทน หรือเพื่อให้รองรับการใช้งานแบบ Pay per use ครับ พร้อมกันนี้ครับ แต่เดิมงบประมาณ กระจัดกระจาย แต่ละหน่วยงานจัดหากันเอง เราสนับสนุนให้สำนักนายกรัฐมนตรีและสำนัก งบประมาณกำหนดวิธีการงบประมาณเช่าใช้ Cloud แบบงบบูรณาการ ทีนี้ภาครัฐของเรา หรือรัฐบาลจะเห็นงบประมาณก้อนเดียวกันครับ สามารถโยกย้ายข้ามกระทรวงได้โดยง่าย หากปีนี้มีงบประมาณที่กระทรวงหนึ่งต้องการใช้บริการ Cloud สูงก็สามารถใช้ก่อน แต่หาก มีหน่วยงานอื่นต้องการใช้ สามารถใช้ก้อนเดียวกันโยกย้ายได้ทันทีครับ ในส่วนข้อนี้ ชั้นนี้ จะมีเรื่องของการวัดผลด้วยครับ เราควรมอบหมายให้ ก.พ.ร. มีตัวชี้วัดกับหน่วยงานผู้บริหาร ระดับสูงว่า การเลือกเช่าใช้ Cloud สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของได้มากน้อย แค่ไหน🔗
ส่วนชั้นที่ ๔ ครับ ชั้นเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ ทุกท่านครับ เมื่อรากฐาน พร้อมแล้ว วิธีการงบประมาณก็เปลี่ยนแล้ว ชั้นถัดไปคือการทำให้เกิดการใช้งานในภาครัฐ หรือที่เรียกว่า Government Adoption อย่างแท้จริง ซึ่งก็มีหลายส่วนนะครับที่ปัจจุบันเรา ทำไปแล้ว หรือกำลังทำอยู่นะครับ ยกตัวอย่างเช่น การมีมาตรการ BOI ที่ทางรัฐบาลได้ ดำเนินการแล้ว มีการชักจูงหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือการแบ่งชั้น ข้อมูลครับ แบ่งเป็นระดับชั้นต่าง ๆ ก็มีการดำเนินการอยู่ แต่บางส่วนที่ยังไม่เห็นครับ คือการ ให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DGA) และกรมบัญชีกลางบูรณาการร่วมกันครับ ให้นำ ผู้ให้บริการ Cloud เหล่านั้นมาขึ้นทะเบียน Cloud Market Place เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ไม่มีนายหน้า ภาครัฐสามารถซื้อตรงกับเอกชนเจ้าต่าง ๆ ที่ผ่านมาตรฐานได้ และกรรมาธิการ ของเรายังสนับสนุนนะครับว่า Cloud Service Provider หรือผู้ให้บริการ Cloud เหล่านั้น จำเป็นที่จะต้องจดนิติบุคคลในไทยครับ เพื่อให้เงินเกิดการหมุนเวียนในประเทศไทย หรือมีมาตรฐานการโอนย้ายข้อมูลครับ หากต้องการที่จะเปลี่ยนเจ้าไปหาเจ้าหน้าที่ถูกกว่า และมีตัวอย่างสัญญา Contract Framework ที่หลายประเทศมีเพื่อให้ภาครัฐสามารถ Download ไม่จำเป็นต้องเขียนเองและนำไปใช้ได้ทันที ส่วนเรื่องความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางหน่วยงานรัฐดำเนินการอยู่ การตั้ง ISO การตั้ง Tier ต่าง ๆ ของรูปแบบ Data Center🔗
ถัดมาครับ ชั้นที่ ๕ เหลืออีก ๒ ชั้น ชั้นที่ ๕ คือการแบ่งชั้นข้อมูล แน่นอนว่า จากที่คุยกับหน่วยงานมา ข้อกังวลหลักคือการนำข้อมูลที่อยู่ภายในตึกหรืออาคารของตัวเอง ออกไปยังผู้ให้บริการ Cloud ภายนอก ซึ่งเรื่องนี้สามารถแก้ได้โดยภาครัฐกำหนดนโยบาย การจัดการข้อมูล หรือว่า Data Classification ให้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่ามีความกังวลว่าหน่วยงานอาจจะตีความว่าข้อมูลที่เรามีถืออยู่จำเป็นที่จะต้องจัดจ้างจัดซื้อ Server มาตั้งในหน่วยงาน แล้วก็จะมีค่าความเป็นเจ้าของที่สูงเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งจากที่ศึกษาแล้ว หลายประเทศมากกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลสามารถนำขึ้น Public Cloud ที่มีมาตรฐาน ผ่านการรองรับการให้บริการเอกชนแล้วอย่างถูกต้อง ซึ่งเราสามารถอ้างอิงการแบ่งชั้นข้อมูล ตามมาตรฐาน มสพร. ๘-๒๕๖๕ ของ GDA ได้ในการแบ่งว่าข้อมูลสาธารณะสามารถนำขึ้น Public Cloud หรือข้อมูลใดที่มีความมั่นคง ชั้นความลับของทางราชการสามารถตั้ง Private หรืออยู่ใน Data Center ของประเทศไทยได้ ถ้าท่านสมาชิกเห็นรูปในสไลด์ของผมนี้จะเห็น ในเรื่องของข้างล่าง จะเป็นการใช้ Public Cloud แต่เมื่อสูงขึ้นไป การตั้ง Data Center การใช้ Private Cloud ก็จะมีงบประมาณที่สูงตามไปเช่นเดียวกันครับ🔗
ส่วนชั้นสุดท้ายครับ ในชั้นการทำให้ภาครัฐเข้าใจ จากการรับฟังปัญหา หน่วยงานต่าง ๆ ก็ยังพบว่ามีหน่วยงานภาครัฐจำนวนมากที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การจัดซื้อจัดจ้าง Software สำเร็จรูปไม่สามารถดำเนินการได้ แต่จากที่หารือ ไม่ได้ติดขัด เรื่องระเบียบ ซึ่งเราสนับสนุนให้ทางหน่วยงานทำหนังสือเวียนแจ้งว่าการจัดซื้อจัดจ้าง Software สำเร็จรูปไม่ได้ติดระเบียบข้อบังคับใด โดยหน่วยงานสามารถที่จะเลือกใช้บัญชีบริการดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Catalogue จาก SMEs หรือ Start Up ไทยที่พัฒนาอยู่แล้ว ทำให้หน่วยงานสามารถ ใช้งบประมาณได้อย่างไม่ซ้ำซ้อน และหากอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีก็จะไม่ต้องลงทุน ก้อนนี้ให้เสียเปล่า ทุกท่านครับ เพื่อให้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และนำไปต่อยอดเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างทันสมัย คณะทำงานก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าข้อสังเกตของกรรมาธิการในเล่มนี้จะเป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อให้การ ดำเนินการนโยบายคลาวด์เป็นหลัก หรือ Cloud First Policy ของภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ยังไม่มีสมาชิกที่ลงชื่อในการอภิปรายนะครับ เมื่อสักครู่ได้มียกมือ ๑ ท่าน นะครับ ท่านปกรณ์วุฒิ มีอีกไหมครับ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ในรายงาน เรื่อง Cloud First Policy นี้ ที่ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพราะว่าในการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ ที่ผ่านมาผมก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ในส่วนหนึ่งในการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมาด้วยนะครับ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งสิ่งที่ผมก็เคยได้อภิปรายไปแล้วก็คือเรื่องของ Data Classification ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีผลสืบเนื่องในหลาย ๆ กรณี อย่างแรกก็คือในปัจจุบันก็เท่าที่ทราบมา ใน Data Classification ที่หน่วยงานได้ทำมาเบื้องต้น อาจจะค่อนข้างทำมาโดยเรียกว่า Conservative สักหน่อย อาจจะทำให้ข้อมูลส่วนใหญ่อาจจะไม่เก็บไว้ใน Public Cloud หรือว่า คลาวด์ของเอกชน ดังนั้นข้อเสนอนี้ผมคิดว่าก็เป็นประโยชน์ในลำดับแรก ก็คืออย่างที่ทาง คณะทำงานได้อภิปรายมาแล้วว่ามันสามารถลด Cost of Ownership ได้ แทนที่เราจะซื้อ Server มาตั้งไว้ในหน่วยงาน บำรุงรักษาก็ยาก ถึงเวลาเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนรุ่น แล้วก็ต้อง จัดซื้อจัดจ้างใหม่กันไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ต้องติด Air-condition ให้ห้อง ต้องอะไรต่าง ๆ มากมาย ก็เปลืองงบประมาณนะครับ อีกอย่างหนึ่งทางรัฐบาลเองก็พยายามที่จะดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาในประเทศ ทีนี้เวลาเราไปเจรจากับเขา ถ้าเราแค่เหมือนกึ่ง ๆ ว่าไปขอร้องให้มาลงทุน จริง ๆ แล้วพอเขาเข้ามาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เราอาจจะได้เปรียบหรือจะได้ประโยชน์เข้ามาในประเทศนี้มันก็อาจจะน้อยลง แต่ถ้าเรา มีนโยบาย Cloud First Policy ที่เป็น Public Cloud First นี้ เราสามารถเสนอว่าถ้าเขามาลงทุนนี้ แน่นอน Demand เรามีให้แล้ว อย่างน้อย ๆ ก็ Demand ในภาครัฐ แต่เงื่อนไขก็คือคุณต้องทำ มาตรฐาน Cloud ของคุณให้ได้ตามที่ทางรัฐบาลกำหนด เพื่อให้เก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย อันนี้ผมก็คิดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนที่เป็นบริษัทระดับโลกเข้ามาได้ หรือแม้กระทั่ง ผู้ประกอบการใหม่ ๆ ที่เป็นคนไทยได้เช่นกันนะครับ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยนะครับ มีอีกนิดเดียวนะครับที่ผมคิดว่า อาจจะยังไม่เห็นอย่างชัดเจน คือผมเข้าใจว่าเนื้อหาทั้งหมดนี้มันจะเป็นประโยชน์มากครับ ถ้าถูกส่งไปยังคณะกรรมการที่มีมติ ครม. ไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานะครับ ที่จะกำหนด นโยบายเกี่ยวกับ Cloud First Policy ถ้าข้อเสนอต่าง ๆ นี้ถูกส่งไปยังคณะกรรมการชุดนั้น ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ในการพิจารณานะครับ แน่นอนว่าทางคณะกรรมการนี้คงจะมี ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน แล้วก็คงจะเข้าใจเนื้อหานี้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าอาจจะ มีการติดขัดในช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ ก็คือหลาย ๆ ท่านที่อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ในเรื่องเทคโนโลยีไม่มีความรู้เชิงเทคนิคก็อาจจะตั้งข้อสงสัยขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ เราเอาข้อมูลรัฐ ที่เป็น Official ไม่ใช่ Public บางส่วนไปไว้กับ Cloud ที่เป็นเอกชนและเป็นบริษัทที่ เป็นต่างชาติมันมีความปลอดภัยจริงหรือไม่นะครับ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าท่านกรรมาธิการ ท่านตัวแทน ท่านคณะทำงานสามารถอธิบายเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยเพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้เข้าใจว่า จริง ๆ แล้วการเก็บบน Cloud เอกชนไม่ใช่แปลว่าไม่ปลอดภัย ผมคิดว่าก็น่าจะ เป็นประโยชน์และทำให้ประชาชนเข้าใจนโยบายนี้มากขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านศรัณย์ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยครับ ต่อรายงานของท่าน กรรมาธิการ ในประเด็นของ Cloud First ผมก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็น จากที่ท่านรายงานครับ ประโยชน์และคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้งบประมาณต่าง ๆ เราเห็นได้ชัดและเราก็เห็นได้ จากหลายประเทศที่มีการผลักดันเรื่องนี้ อีกทั้งมันก็ยังสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลพยายาม ทำอย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นไปครับว่า การที่เราจะดึงกลุ่มเทคโนโลยี Data Center เข้ามา มันก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่ทำให้เขาชักจูงใจว่าเข้ามาแล้วจะมีงานจะมี ความต้องการ และความต้องการของภาครัฐเองมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขามั่นใจได้ว่าการที่เขาจะ ลงทุนใน Data Center ต่าง ๆ มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาตัดสินใจเข้ามาลงทุน อีกทั้งถ้าเรา มีการลงทุนจากบริษัท Data Center รวมถึงส่งเสริมให้เกิด Public Cloud หรือผู้ให้บริการ ในไทยแล้ว ในอนาคตเรายังสามารถทำให้คุณค่าของ Data ที่เกิดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ สิ่งนี้ก็จะมีมูลค่ามากขึ้นได้ในอนาคต อันนี้ผมเห็นด้วยกับทางท่านกรรมาธิการทุกท่าน สิ่งที่เป็นห่วงก็ยังมีอยู่ ๒-๓ ประเด็น คล้าย ๆ กับเพื่อนสมาชิกก็คือเรื่องความปลอดภัย เราก็ต้องพูดกันตามตรงว่าในปัจจุบันนี้ ในระบบราชการเองเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะความปลอดภัยไซเบอร์ เป็นสิ่งที่ ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด อันนี้มันก็จะเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึง ให้เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก ๆ ถ้าเราจะต้องการผลักดันให้เกิด Cloud First ไม่ว่าจะ เป็น Data ที่จะอยู่ใน Public ต่าง ๆ หรือช่องทางต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดอันตรายไม่ใช่เฉพาะ เกิดจาก Public Cloud หรือสิ่งที่อาจจะเกิดจากภาครัฐเอง อันนี้ก็จำเป็นต้องมีการทำ ความเข้าใจที่เหมาะสม🔗
และอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือข้อจำกัดต่าง ๆ ข้อบังคับต่าง ๆ ของแต่ละ หน่วยงาน ไม่เพียงเฉพาะเรื่อง Classification ของข้อมูล แต่ว่ารวมไปถึงข้อบังคับต่าง ๆ ของหน่วยงานที่อาจจะยังไม่สอดคล้องหรือยังไม่ได้รับการปรับปรุง เพื่อที่จะได้สอดรับกับ นโยบาย Cloud First ผมว่าอันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเราต้องการผลักดันให้ ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงศักยภาพและใช้ประโยชน์จาก Cloud First ได้จริง อันนี้ก็เป็น ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งว่า แต่ละหน่วยงานมีข้อจำกัดใดบ้างที่ทำให้ไม่สามารถใช้งาน Cloud First ได้ หรือถ้าใช้ไปแล้วอาจจะขัดกับข้อบังคับใด อันนี้แต่ละหน่วยงานต้องบอกว่า ไม่เหมือนกันเลยจากที่เคยศึกษามา ทุกหน่วยงานมีข้อจำกัดและมีข้อบังคับของตัวเองที่ อาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการ อันนี้ก็เผื่อไว้ครับว่าในอนาคตถ้าเราจะต้องการผลักดัน จริง ๆ รายละเอียดเหล่านี้มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผลักดันนโยบาย Cloud First ได้ช้า แต่ผม เชื่อว่าถ้าเราร่วมกันแล้วเราจะทำได้สำเร็จมันจะเป็นประโยชน์แล้วผมก็เห็นด้วย แล้วก็ รับทราบรายงานของทุกท่านอย่างเต็มที่ครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญคณะกรรมาธิการ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม นิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษากรรมาธิการครับ ขออนุญาตตอบ คำถามของท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านนะครับ🔗
สำหรับของท่านปกรณ์วุฒิที่พูดในเรื่องของการนำ Data หรือว่า Public Data ต่าง ๆ ขึ้นสู่ Cloud สาธารณะหรือว่า Public Cloud มีความกังวลอย่างไร จากที่ ทางคณะทำงานและกรรมาธิการของเราได้ศึกษามานะครับ เราพบว่า จริง ๆ แล้ว การปล่อยให้หน่วยงานนะครับ ถ้าเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพในเรื่องของการดูแล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และตั้ง Data Center เองก็ไม่มีปัญหาครับ แต่เราก็เจอครับว่า บางหน่วยงานนี้ก็มีการดูแลที่หละหลวม เพราะฉะนั้นการไปขึ้น Public Cloud ที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือว่า Cloud Service Provider จำเป็นที่จะต้อง Comply ตามกฎหมายต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น PDPA ข้อมูลส่วนบุคคล สิ่งเหล่านี้ครับจะช่วยควบคุมการไม่ปล่อยข้อมูล รั่วไหลจากผู้ให้บริการ Cloud จะเป็นมาตรฐานอย่างหนึ่งที่ก่อนจะขึ้นตัว Cloud Market Place ได้ เพราะฉะนั้นเราเห็น Model จากหลายประเทศนะครับ ก็จะมีการแบ่ง อย่างชัดเจนทุกท่านสามารถดูได้ที่หน้า ๑๖ ในเรื่องของตัวอย่างการแบ่งชั้นข้อมูลเป็น Model อย่างชัดเจนนะครับว่าข้อมูลแบบใดเราควรไว้แบบไหน ความลับของชาติ ความลับ ของทางราชการควรจะต้องมาตั้ง Data Center เท่านั้น ซึ่งข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการนำขึ้น Public Cloud คือ Data Center แต่ละที่สามารถกระจายตัว Data ไปในแต่ละภูมิภาค ของจังหวัดได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการมี Data Center ที่เดียวเหมือนที่ หน่วยงานบางรัฐมีประสิทธิภาพสามารถทำได้เท่านั้นนะครับ ตามกรอบงบประมาณหรือ ระเบียบต่าง ๆ นี่ก็จะลดปัญหาตรงนี้ไปนะครับ🔗
ขออนุญาตตอบทางท่านศรัณย์นะครับ ในเรื่องความกังวลของหน่วยงาน ต่าง ๆ ในเรื่องการเช่าใช้คลาวด์ อันนี้เห็นด้วยอย่างมากครับ ผมคิดว่าในข้อสังเกตข้อแรก ของคณะทำงานและกรรมาธิการของเราที่อยากจะให้ทาง DGA และ DE ร่วมกันประกาศ เป็นระเบียบแพลตฟอร์ม ออนไลน์ เลยครับว่า ต่อจากนี้การใช้นโยบายคลาวด์เป็นหลัก เป็นวาระที่สำคัญ แล้วการเข้างบประมาณจะใช้ในงบบูรณาการ แน่นอนว่าต้องมีการสำรวจ ความต้องการบริการคลาวด์อยู่ทุกปี หรือที่เรียกว่า Cloud Consumption ว่าในแต่ละปีนั้น จะมีงบประมาณเท่าไร ให้แต่ละหน่วยงานสามารถเช่าใช้ได้ หรือเลือกใช้ได้นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นข้อสังเกตที่จะทำให้หน่วยงานไม่มีความคลุมเครือในเรื่องของ ระเบียบการใช้คลาวด์ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ก็ทางสภาของเราก็เพิ่งเซ็น MOU กับทางกระทรวง DE ไปในเรื่องของ คลาวด์เหมือนกัน แล้วก็ประสบการณ์ของเราในการ Go Cloud ตะกุกตะกักมากเลย เดี๋ยวคงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ ขอเชิญทางประธานกรรมาธิการ ได้สรุปครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในนามของกรรมาธิการนะครับ ก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกแล้วก็ จะรับข้อเสนอแนะไว้เพื่อหาโอกาสพูดคุยกันนะครับ ผลักดันให้การใช้งบประมาณในอนาคต ที่เกี่ยวกับเรื่องของ Cloud First Policy เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ ส่วนวันนี้ก็ขอมติเห็นชอบนะครับ แล้วก็ส่งข้อสังเกตไปให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ จากการอภิปรายของท่านสมาชิกเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่มีข้อคัดค้านนะครับ ผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมนะครับ ว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ในส่วนของรายงานและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ไม่มีนะครับ ผมขอถือไว้ว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานและข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ สมาชิกครับเราเหลืออีก ๒ เรื่อง🔗
๔. รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาแนวทาง การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ทางกรรมาธิการพร้อมนะครับ ตอนนี้ยังไม่มีผู้ลงรายชื่อเพื่ออภิปรายนะครับ อย่างไรสมาชิก สามารถยกมือขึ้นเพื่ออภิปรายหลังจากที่ทางประธานกรรมาธิการได้แถลงเสร็จแล้วนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ในเรื่อง ของญัตติที่ได้รับจากสภาแห่งนี้ไปก็คือ ญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับ เด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒๒ สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้รับ ญัตติของท่านปารมี ไวจงเจริญ ซึ่งเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับญัตตินี้ไว้พิจารณาโดยส่งมอบให้กรรมาธิการ สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการศึกษา กระผมและคณะได้ทำการศึกษา จากญัตติ จากการที่เราได้เชิญส่วนราชการทั้งส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และได้ลงพื้นที่ ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นและศึกษาปัญหาของการที่เด็กในชายขอบชายแดนไม่ว่าจะเป็น เชียงรายหรือนราธิวาส และในจังหวัดอื่น ๆ เราได้ข้อสรุปจากข้อมูลจากที่ส่วนราชการได้ ประมาณการว่าในขณะนี้ เรามีเด็กที่อยู่ในที่เราเรียกว่าเด็กหัว G หรือเด็ก G Code อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน และใน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้เป็นเด็กที่ได้รับรหัส G Code แล้ว ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ส่วนอีก ๒๐๐,๐๐๐ คน เท่าที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษา แล้วก็ได้ ไปลงพื้นที่หาข้อมูลก็จะได้พบว่าเด็กส่วนนี้จะเป็นเด็กชายขอบไม่ว่าจะเป็นเด็กทั้งชายแดน ในประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ข้ามไปข้ามมา🔗
ฉะนั้น การศึกษาในครั้งนี้นอกจากที่เราได้รับฟังความคิดเห็นของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะจัดการศึกษาให้การศึกษาตามหลักมนุษยธรรม และให้รับเด็กเหล่านี้ได้ ให้รหัส G Code เพื่อเด็กเหล่านี้จะได้รับการดูแลในสถานะอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือการสาธารณสุข การเดินทาง คณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลจนได้ ข้อสรุปที่ทำเป็นรายงานเสนอต่อสภาแห่งนี้ กระผมและคณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตใน เอกสารที่มอบให้ท่านประธานและมอบให้ท่านสมาชิกได้พิจารณา และกระผมขออนุญาตให้ ท่านเจ้าของญัตติ คือ ท่านปารมี ไวจงเจริญ ได้ชี้แจงในรายละเอียดพอสังเขป กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
เชิญท่านปารมีครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการศึกษา และในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้ยื่นญัตติให้พิจารณาศึกษา แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ แล้วในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็มีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการสามัญคือ คณะกรรมาธิการการศึกษา จริง ๆ เหตุการณ์ครั้งนี้นะคะท่านประธาน สืบเนื่องมาจากกรณี นักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ๑๒๐ กว่าคน ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง เมื่อประมาณปีที่แล้ว ที่โดนกองกำลังของทางหน่วยราชการหลายหน่วยทั้งตำรวจตรวจคน เข้าเมือง ทั้งกระทรวง พม. กระทรวงศึกษาธิการ เข้าตรวจสอบ แล้วในที่สุดก็มีการดำเนินคดี กับผู้บริหารโรงเรียน แล้วก็มีการส่งเด็กกลุ่มนี้ผลักดันออกไปสู่นอกประเทศ ซึ่งตัวดิฉันเอง แล้วก็บรรดาเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลเราก็ปรึกษาหารือกันว่า กรณีเช่นนี้มันขัดต่อ หลักสิทธิมนุษยชน แล้วก็ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่เด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษา และพอดิฉันมาศึกษาดูจากกฎหมายกฎระเบียบต่าง ๆ ก็พบว่าจริง ๆ แล้วกฎระเบียบกฎหมาย ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมติคณะรัฐมนตรี เดือนกันยายนปี ๒๕๔๘ หรือระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๔๘ ปีเดียวกัน จริง ๆ มีกฎหมายค่อนข้างครอบคลุมเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าพอวิธีปฏิบัติมันไม่ได้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกันจึงนำมาสู่การพิจารณาแล้วก็สืบหาข้อมูล ต่าง ๆ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ หน่วยไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวง พม. กระทรวงแรงงานเข้ามา ให้ข้อมูลในคณะทำงาน ในคณะกรรมาธิการการศึกษาที่ตั้งขึ้นมานี้นะคะ ซึ่งผลปรากฏก็ได้ ข้อสรุปที่เป็นบทสรุปและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดิฉัน อยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกถ้าได้เห็นในรายงานดูสรุปผลการพิจารณาและ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในหน้า ๔๘ ได้เลย ซึ่งคณะทำงานเราและคณะกรรมาธิการ เราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็สรุปออกมาค่อนข้างอ่านง่ายนะคะ ดิฉันได้สรุปไว้เป็น ๓ ขั้นตอน🔗
ขั้นตอนที่ ๑ ระเบียบวิธีปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานที่มันมีติดขัด ลักลั่นกัน แล้วก็ยังไม่เหมาะสม ยังไม่สะดวก คณะกรรมาธิการการศึกษาเราก็เสนอไว้ว่า ในขั้นที่ ๑ เป็นขั้นการขึ้นทะเบียน นักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรเหล่านี้ให้ได้รับ รหัสประจำตัวผู้เรียน หรือ G Code ซึ่ง G Code ก็คือย่อมาจาก Generate Code เป็นรหัส ที่กระทรวงศึกษาธิการสร้างขึ้น เพื่อจะใช้ในการขึ้นรหัสแล้วให้สิทธิทางการศึกษากับ เหล่านักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรเหล่านี้ ในลำดับที่ ๑ ดิฉัน และคณะกรรมาธิการ การศึกษามีความเห็นว่า ให้หน่วยงาน ๕ หน่วยงาน คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวง พม. แล้วก็กระทรวงแรงงานเร่งไป สำรวจแยกแยะข้อมูลของบรรดาเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรว่ามีจำนวนเท่าใด เพราะว่าข้อมูลนี้สำคัญมากค่ะท่านประธาน ในการที่เราจะแก้ปัญหาหรือจะจัดแนวทาง แก้ไขใด ๆ ก็ตาม ต้องเริ่มต้นจากข้อมูลที่ชัดเจน คณะกรรมาธิการเราจึงเห็นว่าการได้ข้อมูล และตัวเลขที่แน่ชัดจึงสำคัญมาก ลำดับที่ ๑ จึงต้องแยกแยะข้อมูลว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรเหล่านี้มีจำนวนเท่าไรกันแน่ ซึ่งในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ การศึกษาที่เราพิจารณาเราเห็นว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรอาจจะแบ่งได้ออกเป็น ประมาณ ๗ กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ ๑ คือลูกหลานชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เป็นเวลานานแล้ว กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มเด็กเร่ร่อน กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นและคนไทย ตกหล่น กลุ่มที่ ๔ คือบุตรหลานผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เกิดในประเทศไทย กลุ่มที่ ๕ กลุ่มบุตรหลานผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย กลุ่มที่ ๖ กลุ่มนักเรียน ที่ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนและเดินทางเข้ามา เรียนหนังสือในไทยแบบไปเช้าเย็นกลับ แล้วกลุ่มที่ ๗ คือนักเรียนที่ไม่สามารถติดตามตัวได้ เนื่องจากอาจจะย้ายที่อยู่ หรือกลับภูมิลำเนาไปแล้วหรืออาจจะเสียชีวิต ใน ๗ กลุ่มนี้ถ้าเรา แยกแยะข้อมูลโดย ๕ หน่วยงานนี้ประสานความร่วมมือกัน แยกแยะข้อมูลให้ได้จะได้เกิด ความชัดเจน รู้จำนวนนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่แท้จริง ลดความซ้ำซ้อนของ นักเรียนรหัส G ในแต่ละสถานศึกษา และจะได้จำหน่ายรหัส G ของนักเรียนบางคนที่อาจจะ กลับภูมิลำเนาไปแล้ว หรือย้ายที่อยู่ ให้จำหน่ายนักเรียนบางคนออกไปจากระบบจะได้ Clear ข้อมูล พอตั้งต้นที่ข้อมูลที่ชัดเจนแนวทางแก้ปัญหามันก็จะชัดเจนตามไปด้วย โดยคณะทำงานและคณะกรรมาธิการการศึกษาให้เวลากำหนดกรอบระยะเวลาของ หน่วยราชการต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนในรายงานฉบับนี้นะคะ โดยขอให้ในการแยกแยะข้อมูล ๕ หน่วยงาน ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี🔗
ประเด็นต่อมาหลังจากที่แยกแยะข้อมูล รู้จำนวนเด็กนักเรียนรหัส G เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อมากระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ไขคู่มือและแนวปฏิบัติในการ จะขึ้นทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร ซึ่งจริง ๆ คู่มือนี้มีอยู่แล้ว กระทรวงศึกษาธิการทำมานานแล้ว อันนี้ต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ เพียงแต่ว่า ฉบับที่กระทรวงศึกษาธิการมีอยู่มันอาจจะค่อนข้างมีรายละเอียดมากหน่อย ทางคณะกรรมาธิการเรามีความเห็นว่าให้กระทรวงศึกษาธิการไปแก้ไขคู่มือนี้ให้สั้น กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย เพื่อที่ครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะได้ใช้ดำเนินการขึ้นทะเบียนรหัส G ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ🔗
ต่อมาประเด็นที่ ๒ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ กรรมาธิการเราเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้งานระบบ ในการขึ้นทะเบียนรหัส G ให้กับ ครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ดำเนินการการขึ้นทะเบียน รหัส G ได้อย่างรวดเร็วและเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศ🔗
และในส่วนข้อสังเกตประการที่ ๓ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประสานความ ร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองแต่ละท้องที่ รวมถึงตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของแต่ละท้องที่ เพื่อผ่อนปรนให้กับนักเรียนที่มีเลข ประจำตัว ได้รหัส G เรียบร้อยแล้ว แล้วก็อยู่ในระหว่างที่จะพัฒนาสถานะรหัส G ให้ไปเป็น เลขประจำตัว ๑๓ หลัก ให้นักเรียนเหล่านี้เขาได้เดินทางออกนอกเขตอำเภอที่ตัวเขาเอง อาศัยอยู่เพื่อไปสอบเรียนต่อ เช่น สอบเรียนต่อระหว่างช่วงชั้น สอบ ป.๖ เข้า ม.๑ หรือ ม.๓ เข้า ม.๔ อย่างนี้ เป็นต้น ในเรื่อง ๓ หัวข้อนี้ที่กระทรวงศึกษาธิการควรทำก็ควรจะทำให้ แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี🔗
ประเด็นต่อมาที่คณะกรรมาธิการเราศึกษาแล้ว เพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามาดำเนินการเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการขึ้น ทะเบียนรหัส G ก็คือขอให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลเด็กที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎร แล้วก็ตั้งสายด่วน Hotline เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาด้านแนว ปฏิบัติการขึ้นทะเบียนรหัส G ให้กับครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของทุกพื้นที่ในประเทศไทย เวลาติดขัดปัญหาอะไรจะได้ Hotline สายด่วน หรือจะใช้เป็น Application LINE ก็ได้ กระทรวงศึกษาธิการไปติดตั้งระบบนี้ขึ้นมา ก็ควรจะติดตั้งระบบศูนย์ประสานงานและ Hotline สายด่วนประเภทนี้ขึ้นมาสักภายใน ๑ ปี ๖ เดือน🔗
ประเด็นต่อมานะคะ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ กรณีที่นักเรียน ที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรและได้ขึ้นทะเบียนรหัส G แล้ว เขาจะยังไม่ได้รับสิทธิพื้นฐาน ในความเป็นมนุษย์หรือสิทธิมนุษยชนในบางประเด็น ก็คือสิทธิการรักษาพยาบาล อันนี้ก็ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่านักเรียนต่าง ๆ ที่เข้ามาเล่าเรียนหนังสือในประเทศไทย เพื่ออนาคต เขาได้เล่าเรียนหนังสือ จะได้นำความรู้และทักษะสมรรถนะต่าง ๆ กลับมาเป็นแรงงานสำคัญ ของประเทศชาติได้ด้วย แต่ในระหว่างที่เขาเล่าเรียนอยู่ และเขาได้ขึ้นทะเบียนรหัส G ของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เขาจะยังไม่ได้รับสิทธิรักษาพยาบาล เพื่อให้เติมเต็ม สิทธิพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนกับนักเรียนเหล่านี้ คณะกรรมาธิการของเรา จึงมีความเห็น มีข้อสังเกตต่อกระทรวงสาธารณสุข ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอนุมัติหลักการการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข และจัดหาแหล่งงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลให้กับกลุ่มนักเรียนที่มีรหัส G แล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาสถานะบุคคลให้เป็นเลข ๑๓ หลัก อันนี้ก็ขอให้กระทรวง สาธารณสุขดำเนินการภายใน ๑ ปี ๖ เดือน🔗
ประเด็นต่อมาที่ดิฉันนำเรียนไปนะคะท่านประธาน จะเป็นประเด็นกรณี เรื่องนักเรียนที่ขึ้นทะเบียนรหัส G แล้ว มันมีประเด็นที่ ๒ คือด้านการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีรหัส G แล้วให้เป็นเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ท่านประธานคะ อันนี้เราเข้าใจ และรู้กันถ้วนหน้าว่าอัตราการเกิดประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาลดลงเป็นจำนวนมาก แล้วเราขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก เราได้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วย เติมเต็ม การขาดแคลนแรงงานเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศเรา มันเป็นการที่ดี ถ้าเราจะให้ความรู้ ให้ทักษะ ให้สมรรถนะที่เหมาะสมในการที่เขาจะเป็นแรงงานสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป ดิฉันและคณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า การที่นักเรียนเหล่านี้ได้รหัส G อาจจะยังไม่เพียงพอ ควรจะพัฒนาเขาให้ได้เป็นเลข ประชาชน ๑๓ หลัก จึงได้นำเสนอต่อ ๓ หน่วยงานนี้นะคะ หน่วยงานที่ ๑ คือในด้าน การพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลขประชาชน ๑๓ หลัก คณะกรรมาธิการเราเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการทำ ๓ ประเด็นนี้นะคะ🔗
อันที่ ๑ คือให้กระทรวงศึกษาดำเนินการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักบริหาร การทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งรัดดำเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีเลขรหัส G แล้ว ให้พัฒนาไปเป็นเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก🔗
ข้อ ๒ ให้กระทรวงศึกษาธิการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายใน กระทรวงศึกษาธิการเอง ทั้งระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ จนถึงระดับส่วนกลาง เพื่อร่วมกันพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ได้รหัส G แล้ว ให้พัฒนาสถานะไปเป็น เลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก🔗
ข้อ ๓ ให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งให้กับครู และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ตรงกันในการพัฒนาสถานะของนักเรียน รหัส G นะคะ เหล่านี้ก็ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประสานงาน ๓ หัวข้อนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี🔗
ข้อที่ ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นหน่วยงานสำคัญ ในประเด็นการพัฒนา จากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก คือกระทรวงมหาดไทยนะคะ โดยเฉพาะสำนักบริหาร การทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานหลักในประเด็นนี้ค่ะ ท่านประธาน กรรมาธิการเรามีความเห็น มีข้อสังเกตว่า สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ควรแก้ไขระเบียบการส่งข้อมูลที่กำหนดให้ กระทรวงศึกษาธิการต้องส่งข้อมูลเพื่อพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก ข้อมูลเหล่านี้ ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องส่งไปยังสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง มี ๑๕ รายการ หรือ ๑๕ Field ตัวอย่างอย่างเช่น รายการที่ ๑ คือรหัส G ของกระทรวงศึกษาธิการ รายการที่ ๒ คำนำหน้านาม รายการที่ ๓ ชื่อตัว รายการที่ ๔ ชื่อสกุล แต่มันมีบางรายการ อย่างเช่น รายการที่ ๑๐ หรือ Field ที่ ๑๐ คือรหัสตำบล รายการที่ ๑๑ ชื่อตำบล รายการที่ ๑๒ รหัสอำเภอ คณะทำงานและคณะกรรมาธิการการศึกษามีความเห็นว่า ๑๕ รายการ หรือ ๑๕ Field นี้มากเกินไป ยุ่งยาก และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาสถานะของนักเรียน รหัส G ให้กลายไปเป็นเลข ๑๓ หลัก จึงควรแก้ไขให้สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แก้ไขรายการเหล่านี้ให้เหลือเพียงแค่รายการที่จำเป็นนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการของเรามีข้อสังเกตเสนอแนะให้ สำนักงาน ทะเบียนกรมการปกครอง อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาสถานะบุคคลของ นักเรียนที่มีเลขประจำตัวรหัส G ให้กลายไปเป็นเลขประชาชน ๑๓ หลัก โดยขอให้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อบรมให้ความรู้กับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละอำเภอ เพื่อที่ปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแต่ละอำเภอ จะได้ ปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ ในขั้นตอนนี้ของ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรรมาธิการเราเห็นควรว่า กรมการปกครองควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี🔗
ส่วนประเด็นที่ ๓ ในเรื่องการพัฒนาสถานะจากรหัส G ไปเป็นรหัสประชาชน ๑๓ หลัก และเกี่ยวเนื่องกับสำนักบริหารการปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรรมาธิการเรามีข้อสังเกตว่า สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ควรตั้งศูนย์มนุษยธรรม เพื่อประสานงานการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีเลข ประจำตัวรหัส G แล้ว ให้พัฒนาสถานะไปเป็นเลข ๑๓ หลัก เพื่อให้ศูนย์นี้หรือศูนย์ มนุษยธรรมนี้เป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษา ให้กับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อได้ปฏิบัติงานการพัฒนาสถานะเลขประจำตัว ๑๓ หลักให้กับนักเรียนเหล่านี้ จะได้ ปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกันทั่วทั้งประเทศนะคะ ในข้อเสนอแนะการ ตั้งศูนย์มนุษยธรรมนี้ ทางกรรมาธิการเราก็เสนอว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน เหล่านี้เป็น ๒ ประเด็นใหญ่นะคะ ประเด็นด้านการขึ้นรหัส G กับประเด็นการพัฒนาจากรหัส G ไปเป็นเลข ๑๓ หลัก ซึ่งจะเป็น การเติมเต็มสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ให้กับนักเรียนเหล่านี้ เพื่อโอบรับนักเรียนเหล่านี้ เข้ามาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา พัฒนาความรู้ พัฒนาวิชาชีพ ทักษะและสมรรถนะ ของเขา ในยามที่ประเทศไทยเราหลายปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดเราลดลง โรงเรียนต่าง ๆ ของไทยเราปัจจุบันว่างลงไปเยอะ เพราะฉะนั้นเรานำเด็กเหล่านี้มาพัฒนาเขาให้เขามีศักยภาพได้เต็มที่ เพื่อเขาเติบโตเขาจะได้ ผูกพันกับประเทศเรา ได้เรียนภาษาไทย ได้เรียนภาษาอังกฤษ และวิชาความรู้ทักษะ สมรรถนะต่าง ๆ ที่จำเป็น เขาจะได้รักและผูกพันกับประเทศเรา และทำงานเป็นแรงงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบให้กับเรา ดิฉันจึงเห็นเป็นประโยชน์อย่างมากในการจะ ดำเนินการเรื่องการขึ้นทะเบียนรหัส G และพัฒนาสถานะของนักเรียนกลุ่มนี้ให้มีโอกาสได้รับ การศึกษาและโอกาสได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่อ ๆ เนื่องไป เห็นประโยชน์ของประเทศไทย ยิ่งปีนี้ประเทศไทยเรานะคะ เราสมัครเป็นสมาชิกในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน นี่จะเป็น อีกโอกาสหนึ่งที่ประเทศไทยและรัฐบาลไทยจะได้แสดงให้นานาชาติได้รับรู้ว่าประเทศ เราตระหนักในเรื่องสิทธิเด็ก สิทธิทางการศึกษา แล้วโอบรับแก่มนุษยชาติทุกคน ขอขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ ทางสมาชิกมีลงชื่อเพื่ออภิปราย ๓ ท่านนะครับ ขอเริ่มด้วยท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมจะขอ อภิปรายสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษาที่ท่านประธานและท่านผู้เสนอ ญัตติเพิ่งกล่าวไปนะครับ ตามญัตติที่ท่านเสนอไว้เดิมเป็นญัตติเพื่อพิจารณาแนวทาง การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเริ่ม มาจากการที่ท่านผู้เสนอญัตติคือ คุณปารมี ไวจงเจริญ ได้เสนอญัตติจากการที่ได้พบกรณี ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ จังหวัดอ่างทอง เกิดเหตุขึ้น ก็คือมีการแจ้งความดำเนินคดี ผอ. โรงเรียน มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ผอ. โรงเรียน แล้วก็มีการเคลื่อนย้ายเด็ก ๑๒๖ คน จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทองกลับไปที่พื้นที่ชายแดน รวมทั้งได้ส่ง ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดกลับไปประเทศเพื่อนบ้าน ผมเองได้รับรู้เรื่องนี้โดยตรง เนื่องจากว่า เป็นข่าวขึ้น มีอาจารย์นักวิชาการติดต่อมาขอให้ผมไปเป็นพยานในการสอบสวนคดี ที่ดำเนินคดีกับ ผอ. ท่านนั้น ผมก็ไปเป็นพยาน แล้วต่อมาก็ยังต้องมาให้การเพิ่มเติมแก่ คณะกรรมการสอบสวนที่สำนักงานพื้นที่ในจังหวัดอ่างทองเขตการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่ ในจังหวัดอ่างทองได้ตั้งกรรมการสอบสวนอยู่ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยที่ท่านเจ้าของญัตติ ได้นำเรื่องนี้มาเสนอต่อสภาเพื่อตั้งกรรมาธิการ และสภาส่งไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษา ก็คือทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง แล้วเราก็หาทางช่วยผู้ที่ควรได้รับความเป็นธรรม ให้ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ว่าท่านนำเสนอในที่สุดเข้าสู่คณะกรรมาธิการการศึกษา เพื่อที่จะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นระบบและครอบคลุมในหลายด้านที่เกี่ยวกับ เด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการการศึกษาที่ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างดี มีทั้งการศึกษาผลการศึกษาวิจัย งานศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญผู้ที่สนใจเรื่องนี้ได้ศึกษาไว้หลายชิ้น ท่านยังได้ มีการศึกษาโดยที่เห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นรวมทั้งกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีโรงเรียน ไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง คงหมายถึงอย่างนั้นนะครับ กับกรณีที่เกิดขึ้นได้อีกหลาย ๆ ที่ ที่เกิดกับเด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่เข้ามาบริหารจัดการ ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน อาจจะเกิดปัญหาต่าง ๆ ได้ในหลายด้าน นี่คือบทสรุปของท่าน ก็คือทั้งในด้านความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม และความมั่นคง ปัญหาด้านแรงงาน ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งท่านได้ศึกษาไปอย่างครอบคลุม คณะอนุกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาต่าง ๆ ยังขาดวิธีการจัดการอย่างเป็นระบบ ยังคงมีอุปสรรคในการดำเนินการอีกหลายประการ เช่น ปัญหาในเรื่องกฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมถึงปัญหาในเรื่องทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งจากที่สัมผัสในคราวที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการ เป็นพยานในการสู้คดีนะครับ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทาง ดำเนินงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ การกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนภายใต้พื้นฐานการยอมรับ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และการยอมรับในสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มคนดังกล่าว โดยจัดทำเป็น ยุทธศาสตร์และมาตรการที่เหมาะสมครอบคลุมในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การ แก้ปัญหาในภาพรวมอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แล้วท่านก็เสนอว่ารัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างไร ในส่วนที่น่าจะ เป็นข้อสรุปในแง่จุดหมายปลายทาง ที่ชัดเจนของคณะกรรมาธิการคือได้บอกว่า ดังนั้น เพื่อให้เด็กไร้สัญชาติได้มีโอกาสเข้าถึงสิทธิในการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรร่วมกันแก้ปัญหา โดยในส่วนที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิ ด้านการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว และในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ควรชี้แจงทำความเข้าใจสร้างองค์ความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ ของรัฐในส่วนของเด็กไร้สัญชาติเอง ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนควรตระหนักในความสำคัญ ของการศึกษา รวมทั้งสร้างองค์ความรู้เรื่องสิทธิด้านการศึกษา เพื่อให้เด็กไร้สัญชาติ สามารถเรียกร้องและต้องปกป้องสิทธิของตนเองได้ อีกทั้งยังนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไป พัฒนาตนเองและสังคมต่อไป อันนี้ต้องถือว่าเป็นข้อสรุปในทิศทางในทางยุทธศาสตร์ที่ ตรงประเด็นอย่างมาก ท่านประธานครับ แต่ว่าผมก็อยากกราบเรียนต่อไปคือ ถ้าย้อนไปถึง กรณีที่เป็นต้นเหตุที่มาของการเสนอญัตติ จนกระทั่งมาพิจารณากันนี้ ก็คือกรณีที่เกิดขึ้นที่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖ จังหวัดอ่างทอง มันเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญนะครับ กรณีตัวอย่าง ที่สำคัญที่แสดงถึงความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับสูงมาก ๆ ลงมาถึงระดับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง จะเป็นพื้นที่ ที่อำเภอ ที่จังหวัดก็ตาม กรณีนี้เกิดขึ้นมีการตั้งข้อหาผู้อำนวยการทำผิด พ.ร.บ. คนเข้าเมือง นำเด็กเข้ามาแล้วเอาเข้ามาเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ว่าจริง ๆ แล้วการให้การศึกษา แก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ไม่มีสัญชาติ ไม่รู้ว่าสัญชาติอะไร หรือว่า สัญชาติอะไร สัญชาติชาติอื่นเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมายก็ตาม เป็นเรื่องที่รัฐและระบบการศึกษาไทยมีหน้าที่ตามที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีหน้าที่ทั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และระบบกฎหมายของประเทศไทยเอง ที่จะต้องให้ การศึกษาแก่เด็กเหล่านั้นทุกคนเท่าเทียมกัน แต่กลายเป็นว่าผู้อำนวยการที่มีเด็กอยู่ ๑๒๖ คน บอกว่าไปเอามาจากเชียงรายอยู่ไกลเอามาที่นี่ แสดงว่าต้องไปเคลื่อนย้ายมา อ้างเหตุ อะไรก็ตามไปดำเนินคดีเขา แต่ที่สำคัญมากก็คือว่าได้เกิดการเคลื่อนย้ายเด็กโดยพลการ ด้วยการร่วมมือกันของทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายกระทรวงศึกษาธิการเอง ร่วมกันย้าย เด็กเหล่านี้ไปที่ชายแดน ก็คือไปที่เชียงราย แล้วส่งกลับไปส่วนใหญ่ ถ้ามีเล็ดลอดไม่ได้ กลับไปบ้างก็คงไม่กี่คน กลับไปยังเมียนมา เสร็จแล้วทำให้เด็กเหล่านี้ สุดท้ายแล้วพบว่า เด็กไปมีที่เรียนได้ ๔๐ คน ไม่ได้เรียน ๓๑ คน ไม่พบข้อมูลติดต่อไม่ได้ไม่รู้ชะตากรรม ๕๕ คน อันนี้คือเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาเด็กที่ประเทศไทยเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ กว่าโน้น และนอกจากนั้นยังขัดหลักเนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันมีความขัดแย้งถึงขั้น สู้รบกันในเมียนมา การส่งเด็กกลับไปในพื้นที่เมียนมาเท่ากับส่งไปในพื้นที่ที่เป็นอันตราย ที่ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ ก็ผิดหลักการที่จะต้องไม่ส่งบุคคลกลับไปในพื้นที่ อันตราย ความผิดนี้เป็นความผิดที่ใหญ่หลวงมากและทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ของประเทศ ซึ่งก็เป็นข้อหนึ่งในที่ท่านตั้งเป้าในการศึกษานะครับ ก็ขอชมเชยอีกรอบหนึ่ง แต่ว่าที่ผมยกขึ้นมาพูดขยายความก็เพื่อจะให้เห็นว่า เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มัน เกิดขึ้นและเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง เกิดผลเสียหายตามมาคือการไป แจ้งความดำเนินคดี ผอ. โรงเรียน ซึ่งจัดการศึกษาให้เด็ก ดำเนินการสอบสวนทางวินัย เรื่องนี้ถ้าจะมีคนผิดคือคนที่ไปเคลื่อนย้ายเด็ก ส่งกลับไปเชียงรายแล้วส่งกลับไปเมียนมา แต่คนที่กำลังถูกสอบกลายเป็น ผอ. โรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่เด็ก และคนที่ไปแจ้งความ ดำเนินคดีก็ดี คนที่ตั้งกรรมการสอบก็ดี กลายเป็นบุคลากรในวงการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อยกเว้น อันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมด จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ท่านนำมาพิจารณา ทีนี้ในสิ่งที่ท่านเสนอเป็นข้อเสนอ ท่านประธาน กรรมาธิการและท่านผู้เสนอญัตติ คุณปารมีก็ได้อธิบายขยายความไปแล้วผมไม่ขอพูดซ้ำอะไร เลยนะครับ เพียงแต่ว่าท่านพูดถึงว่าหน่วยงานไหนต้องทำอะไรบ้าง มีวิธีปฏิบัติอย่างไร มีระเบียบวิธีปฏิบัติขั้นตอนอย่างไร ซึ่งครอบคลุมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง สาธารณสุข สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย อันนี้ก็ครอบคลุมดีครับ เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าจะมีวิธีอย่างไร เพราะว่าเรา แก้ไขรายงานของท่านไม่ได้ หมายถึงจะเพิ่มเติมอะไรในรายงานของท่านไม่ได้ ก็ถือเป็น โอกาสอภิปรายต่อที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อที่จะเป็นบันทึกหรือว่าท่านมีโอกาสที่จะสื่อสาร กับผู้ที่เกี่ยวข้องอีก ก็จะได้พูดกันเพื่อที่จะสื่อสารและให้เกิดประโยชน์ต่อไป ผมยังคิดว่า ข้อสังเกตที่เป็นเรื่องระเบียบวิธีปฏิบัติขั้นตอนต่าง ๆ ที่เสนอนี้ เห็นด้วยทั้งหมด เป็นเรื่องที่ดี ทั้งหมด แต่ว่ามันไม่เพียงพอตรงที่ว่า ปัญหาใหญ่ถ้าเราดูจากเฉพาะกรณีโรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดอ่างทอง และยังไม่นับว่าอีกหลายที่นะครับ ซึ่งขณะนี้อาจจะรวนไปมากแล้วก็ได้ เนื่องจากเขาเห็นว่า มีเด็กที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมาย อยู่ในความครอบครอง สอนอยู่ไม่รู้วันไหน จะโดนกระทรวงศึกษาธิการตั้งกรรมการสอบหรือไม่ ไม่รู้วันไหนจะโดนแจ้งความดำเนินคดี ฐานเอาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายมาเรียนหนังสือหรือไม่ มันก็จะเกิดการรวนไปหมด ทีนี้เรื่อง ใหญ่ที่ใหญ่กว่าระเบียบก็คือเรื่องหลักการครับ เรื่องหลักการใหญ่ที่ต้องทำความเข้าใจกัน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับสูงสุดของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้มี หลายกระทรวงครับ ไล่ลงมาจนถึงระดับเรียกว่าระดับปลัดกระทรวง ระดับอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องไปถึงระดับเขตพื้นที่ ต้องทำความเข้าใจกันใหม่หมดครับ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอก เรื่องก็ยังคาอยู่ ทั้ง ๆ ที่คนที่ทำผิดกลายเป็นไม่ได้ ถูกมองอะไร ไม่ได้ถูกตั้งประเด็นอะไร คนที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเอง กลับถูกดำเนินคดีอยู่ อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามีปัญหา จะต้องทำความเข้าใจอะไร ท่านประธานครับ จะต้องทำความเข้าใจหลักการใหญ่ ๆ ในที่นี้ก็คือว่า เรื่องเด็กไร้สัญชาติ เด็กมีสัญชาติแต่เข้าเมืองผิดกฎหมายก็ดี เด็กไม่มีชื่อในทะเบียนก็ดี ไม่ว่าจะมา จากไหนนะครับ ไม่ว่าจะมาจากจังหวัดชายแดน หรือมาจากข้ามประเทศมา หรือมาจากไหน และมาเรียน ที่ไหน อันนี้ไม่ใช่ประเด็น คือเด็กอาจจะมาจากเซียมเรียบ มาจากข้างนครวัดและมาเรียนอยู่ ในกรุงเทพฯ แบบนี้ก็เยอะแยะไป ไม่ได้จำกัดเลย สำคัญว่าเป็นเด็กหรือไม่ ถ้าเป็นเด็ก ระบบ การศึกษาของประเทศไทยนี้โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แล้วก็โดยมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม และต่อมามีคู่มือและแนวปฏิบัติจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐาน ทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติ นี่เมื่อปี ๒๕๔๘ มติคณะรัฐมนตรีนี้ยังไม่ยกเลิกครับ มตินี้ บอกว่าต้องจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคน แล้วก็ครอบคลุม ทั้งที่มีสัญชาติ ไม่มีสัญชาติ มีชื่อในทะเบียน ไม่มีในทะเบียน สมัยนั้นเราพูดกันว่าไม่มีบัตรอะไรเลย ที่กรรมาธิการกำลัง พยายามเสนอบอกว่าเรื่องตัว G เรื่องระเบียบ เรื่องขั้นตอน เรื่องเอกสารหลักฐานทำให้ ถูกต้องอย่างไร อย่างไร อย่างไรนั่นละก็ดีครับ แต่เรื่องนี้เด็กไม่มีบัตรอะไรทั้งสิ้น ก็ต้องให้เขา เรียน ต้องจัดการศึกษาให้เขา และกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องจัดงบประมาณอุดหนุน บางคน มีความรู้สึกว่าให้ขนาดนั้นก็แย่สิ เสียงบประมาณ เรื่องนี้เรามองกันอีกแบบหนึ่ง ทุกประเทศ ที่เจริญแล้วเขามองว่าเมื่อมีเด็กเข้ามาอยู่ อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่ง ๆ ในสังคมหนึ่ง ๆ ให้เขา มีการศึกษา ดูแลทางสาธารณสุขเขาให้ดี เขาจะเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม แต่ถ้าไม่ดูแลเขา ให้ดี ไม่ให้การศึกษา เขาจะโตขึ้นมาเป็นภาระของสังคม ซึ่งก็คือประเด็นหลัก ๆ ในตอนต้น ๆ ของคณะกรรมาธิการนี้ นอกจากนั้นมีคนเป็นห่วงว่าเรื่องนี้จะไปเกี่ยวกับความมั่นคง จะเป็น ปัญหาต่อความมั่นคงอย่างไร ผมก็จะกราบเรียนในฐานะผมเป็นผู้เกี่ยวข้อง เป็นผู้เกี่ยวข้อง คือผู้เชี่ยวชาญในขณะนั้นที่ทำเรื่องเด็กไร้สัญชาติ เด็กมีสถานะทางทะเบียนทั้งหลายนี่นะครับ มาหารือผม ก็นำเรื่องสู่สภาความมั่นคง นำเรื่องสู่สภาความมั่นคงแล้วสภาความมั่นคง มีมติเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม เกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับสถานะบุคคล ในเรื่องนั้นก็มี เจตนาเชื่อมโยงไปสู่การรับรองสิทธิของผู้ที่แม้แต่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติสภาความมั่นคง เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๘ ต่อมาได้รับความเห็นชอบเป็นมติ ครม. ๑๘ มกราคม ๒๕๔๘ และนี่คือต้นทางของมติ ครม. ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ซึ่งปัจจุบันยังคง มีชีวิตอยู่ยังต้องใช้อยู่ ส่วนการจะต้องแก้ไขคู่มือแนวปฏิบัติหรือระเบียบวิธีการอื่น ๆ อย่างไร ที่คณะกรรมาธิการเสนอผมเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่ว่าผมกำลังจะบอกว่าขณะนี้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังมีความขัดแย้งรุนแรง มีแนวโน้มที่จะมีผู้ข้ามมาฝั่งนี้ ข้ามมา โดยถูกกฎหมายบ้าง ไม่ถูกกฎหมายบ้าง มีเด็กตามมามากบ้าง น้อยบ้าง และแนวโน้มจะมากขึ้น ถ้าเราไม่รีบทำความเข้าใจเรื่องนี้ ตั้งแต่ผู้ที่รับผิดชอบระดับสูงลงมาอย่างจริงจังพูดกัน ผมเสนอนี่เผื่อจะได้ยิน ถ้าได้ยินไปถึงรัฐบาลก็อยากให้รัฐบาลจัดครับ กระทรวงศึกษาธิการ อาจจะเป็นเจ้าภาพ กระทรวง พม. ก็ได้เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการเสวนาหารือ เชิญผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งหลายมาเลยแล้วมาศึกษาว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กว่าอย่างไร เราเป็นภาคีเมื่อไร ระบบ กฎหมายของประเทศไทยตั้งแต่มติสภาความมั่นคง มติคณะรัฐมนตรีเขามีไว้อย่างไร เราจะได้ ไม่ทำอะไรที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วเราจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เข้าใจเรื่องนี้ เรื่องหลักการสิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็ก อย่างที่จริง ๆ แล้วเราเข้าใจมานานแล้ว รัฐไทยเข้าใจมานานแล้ว ทำเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มันถูกปล่อยถูกละเลยไปไม่ได้ทำความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่องก็เลยขาดช่วง เวลานี้ ดึงกลับมาใหม่ครับ ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจ แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าขอให้รัฐบาลนำข้อสังเกต ซึ่งเป็นข้อค้นพบและข้อเสนอที่ดี ที่คณะกรรมาธิการการศึกษาได้เสนอในครั้งนี้ ผมสนับสนุน การรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการการศึกษา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล จะนำไปปฏิบัติ รวมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดการพูดจาหารือกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในหลักการใหญ่ที่ประเทศไทยได้ยึดถือมาและทำมาแต่ขาดช่วงไปบ้างให้นำกลับมา เมื่อผสมผสานกับการแก้ไขระเบียบวิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการเสนอ ผมเชื่อว่า การดูแลการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มี สัญชาติไทยก็จะดีขึ้นมากอย่างแน่นอนเลยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงใหม่ครับ เขต ๓ สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ดครับ ก็ได้ฟังท่านจาตุรนต์อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ก็ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ เข้าใจในเรื่องหลักการทั้งหมดที่ท่านพยายามจะอภิปราย และชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาตินะครับ จริง ๆ แล้วก็ตามรายงานนะครับ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษามาก็ได้ระบุนะครับว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เคยมีการจัดทำคู่มือ บางพื้นที่เข้าใจเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สามารถจัดการแก้ไขปัญหาให้กับเด็ก ๆ ได้ แต่ก็มีอีกหลายพื้นที่ ที่ไม่เข้าใจกับกระบวนการทั้งหมดที่เคยมีมา ซึ่งทางท่านจาตุรนต์เมื่อสักครู่ก็ได้ชี้ให้เห็น ว่าเรื่องนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับหลักการในแต่ละช่วงเวลาว่าเราจะยึดถือ หลักการใหญ่ที่เราจะให้การศึกษากับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มาจากไหนก็ตามนั้น เราจะให้ความสำคัญเรื่องนั้นอย่างไร ผมคงไม่พูดซ้ำในตรงนั้นนะครับ แต่ก็อยากจะเล่า สักเล็กน้อยในฐานะที่เป็น สส. เขตที่อยู่ในจังหวัดที่มีเด็กรหัส G เยอะพอสมควรนะครับ ครั้งก่อนครับ ตอนที่มีการเสนอญัตติที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญผมก็ได้ลุกขึ้นอภิปราย ตอนนั้นก็สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่จังหวัดอ่างทองด้วยครับ แล้วก็สืบเนื่องไม่เชิงเป็น เหตุการณ์ที่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นคุณครูโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงวัดนะครับ ที่ติดต่อมาว่ามีปัญหา เกี่ยวกับการให้รหัส G กับเด็กนะครับ ทีนี้ตอนนั้นยอมรับครับว่าผมไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ระยะเวลาเกือบ ๑ ปีที่ผ่านมาครับ ร่วมกับทาง สส. ปารมี ก็เราลงพื้นที่เชียงใหม่กัน เยอะนะครับ สส. พรรคก้าวไกลเราก็ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเองด้วยครับท่านประธาน ก็มีปัญหาเหล่านี้เหมือนกัน ซึ่งระหว่างทาง ๑ ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้เข้าใจ ได้เห็น กระบวนการ กลไก รวมถึงได้มีข้อสรุป ข้อสังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการการศึกษาได้กรุณา และทำขึ้นมา ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านจริง ๆ เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะท่าน สส. ปารมี ที่ลงพื้นที่ภาคเหนือบ่อยมาก พบกับกลุ่มต่าง ๆ พบกับเจ้าอาวาส พบกับมูลนิธิต่าง ๆ พบกับ คุณครูในพื้นที่ห่างไกล เพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้นะครับ🔗
สำหรับข้อสังเกตในรายงานฉบับนี้ ผมไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด แต่ว่าจะมี จุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญนั่นคือ การตั้งศูนย์ประสานงานโดยกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็เป็นการตั้งศูนย์มนุษยธรรมโดยกระทรวงมหาดไทย ตรงนี้สำคัญครับ เพราะว่าเรื่องนี้ การที่เราจะแก้ปัญหาได้ มันก็มีหลายหน่วยงาน หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง การที่มันจะมี ศูนย์ขึ้นมานี่ มันมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จไปแล้วที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่ทำในเชิงมูลนิธิที่เขาขับเคลื่อนกัน เขาเป็นตัวกลางประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามา และช่วยจัดการไขปลดล็อกข้อปมต่าง ๆ จนสามารถจัดการเรื่องนี้ได้นะครับ ดังนั้น ศูนย์นี้ผมเห็นด้วยที่ควรจะมีขึ้นมา และอยากจะเพิ่มว่าควรจะมีภาคเอกชน เป็นครูในพื้นที่ ที่มีประสบการณ์ เป็นมูลนิธิ เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ที่สามารถพูดภาษาถิ่นต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่อจะได้ สื่อสารกับเด็กหรือกับครอบครัวของเด็กเหล่านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเขาก็สื่อสารภาษาไทยเราไม่ได้ ผมว่าอันนี้ก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาเรื่องเด็กรหัส G มันรวดเร็ว ยิ่งขึ้นนะครับ🔗
มีอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะเล่าให้สภาแห่งนี้ได้ฟังในระหว่างที่ การแก้ไขปัญหาเด็กรหัส G วันนี้เราก็มีข้อเสนอนะครับ แต่ว่ารัฐบาลก็ต้องนำไปทำต่อ สิ่งที่ เกิดขึ้นตอนนี้ มีเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จำนวนมากที่หาที่เรียนไม่ได้ เมื่อเขาหาที่เรียนไม่ได้ พวกท่านคิดว่าเขาไปที่ไหนครับ เขาไปที่วัดครับ ผมเจอกับเจ้าอาวาสหลายวัดในจังหวัด เชียงใหม่นะครับ ทุกวันนี้จำนวนเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่จำเป็น จำเป็นต้องบวชเป็นเณรเพื่อให้ ได้รับการศึกษา มีเพิ่มขึ้นสูงมากนะครับ เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด คือตัวเลขมันดูน้อย จากเณร ๕๐ คน เพิ่มเป็น ๑๐๐ คน เพิ่มเป็น ๒๐๐ คนในวัด ๆ หนึ่งคือ ตัวเลขมันดูน้อย แต่ท่านอย่าลืมนะครับ การให้การศึกษากับเณรน้อย ป. ๑ ถึง ป. ๖ ไม่ได้รับเงินอุดหนุนใด ๆ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เด็กเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงินบุญ ผมเจอกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเล่าให้ผมฟังว่าหมาตัวหนึ่ง พระยังต้องให้อาหาร แต่ชีวิตเด็กคนหนึ่งนี่จะให้เขาทิ้ง ได้อย่างไร สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผมไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นจะมีลักษณะเดียวกัน หรือเปล่านะครับ วัด ศาสนาพุทธของเราที่เราทำนุบำรุงผ่านการทำบุญ มีหลายแห่งที่กำลัง ประสบปัญหาว่าจะเอาเงินบุญที่ไหนมาดูแล และให้การศึกษากับเณรน้อย เด็กน้อยที่เขา ไร้โอกาสแบบนี้ ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ผ่านท่านโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ การศึกษานะครับ ผมไม่แน่ใจ ไม่ได้ติดตามการทำงานของคณะท่านว่าได้เคยมีการพูดคุย เรื่องนี้กับทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรืออะไรแล้วหรือยังครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอฝากไว้นะครับ มันก็เป็นการจัดการศึกษารูปแบบหนึ่ง และผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหา ในรายงานฉบับนี้ มันก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเด็กที่จำเป็นต้องบวชเรียน และกำลัง ทำให้วัดและพระสงฆ์ต่าง ๆ กำลังได้รับ จะเรียกว่าผลกระทบก็ไม่ได้ แต่ว่าเขาใช้เงินบุญครับ เงินบุญที่ทำนุบำรุงศาสนาแต่ก็ต้องนำมาดูแลตรงนี้ ผมนับถือศาสนาพุทธนะครับ ผมก็เข้าใจ หลักการตรงนี้ครับ มันน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราน่าจะช่วยกันได้ ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ใคร่ขออนุญาตในการที่จะอภิปรายเพื่อสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องที่อาจารย์ปารมีในการเสนอ ญัตติในคราวนั้นนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กไม่มีสัญชาติ เด็กไร้สัญชาติในที่นี้ จนถึงมติ ได้นำไปให้คณะกรรมาธิการสามัญ ไม่ใช่วิสามัญ โดยท่านอาจารย์โสภณ ซารัมย์ คุณครู โสภณ ซารัมย์ ถูกต้องแล้วครับที่ท่านได้ศึกษา จากเล่มนี้ที่ท่านได้ศึกษา ได้เชิญคณะต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามา องคาพยพต่าง ๆ อยู่ที่นี่หมด และศึกษาละเอียดมากพอสมควร ท่านที่เคารพครับ มีประเด็นหนึ่งนะครับ สาเหตุที่ผมจะต้องพูดก็เพราะว่าการศึกษามันเป็น สิ่งที่บ่อเกิด ทุกคนต้องได้รับการศึกษา แม้กระทั่งคนไทยหรือคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในนี้ ก็ตามแต่ ทุกคนแสวงหาในเรื่องการศึกษาทั้งนั้น เด็กยากจนในประเทศไทยก็มีเยอะ ในการที่เราจะต้องการสนับสนุน ผมเป็นกรรมาธิการการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร ผมจะเล่า ให้ฟัง ท่านได้เดินทางไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อไปดู ไปศึกษางาน ไปตรวจงานที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน นับแสนคนครับที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ไป ๆ มา ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะมาทำงานเกี่ยวกับการให้การบริการ มาทำงานเกี่ยวเรื่องอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แต่ก็จะมีลูกมีหลานตามมา ตามมาเรียน เลยนะครับ ตอนแรกจะไปเรื่องแรงงานอย่างเดียว แต่มีครูบาอาจารย์ที่อยู่ที่โรงเรียนเทศบาล มาร้องเรียนมาเล่าให้ฟังว่า ในโรงเรียนอยู่ในเขตเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเกาะพะงันก็ดี เกาะสมุยก็ดี หลายโรงเรียนครับ ผมไม่ได้เอ่ยนาม ซึ่งมีบันทึกอยู่ที่กรรมาธิการการแรงงาน ที่ผมไปตรวจงานดูว่าเด็กต่างด้าวที่เข้ามา ติดตามบิดามารดาเข้ามาเพื่อที่จะเข้ามาทำงาน ในประเทศไทยเราต้องมาเรียนหนังสือที่นี่ เรียนที่โรงเรียนเทศบาลครับ ถามว่าคนไทย มีประมาณกี่คน เขาบอกตรง ๆ เลยครับ ครูคนไทยต้องสอนเด็กต่างด้าวครับท่าน ก็คือ เด็กต่างด้าวถ้ามาอายุไล่เรียงกันก็ไม่เป็นไรครับ ปกติแล้วคนไทยจะเข้าเกณฑ์ก็คือ ๗ ปี แต่เด็กต่างด้าว ๑๔ ปี ๑๕ ปีต้องมาเรียน คนละภาษาครับ ครูหัวหมุนครับ ไม่รู้จะสอน มันต้องเรียนเริ่มต้นภาษาไทย ต้องเริ่มต้นใหม่ครับ แล้วทีนี้ก็มีปัญหาติดตามมา แต่ก็อยู่ ด้วยกัน ประคับประคองกันไป แต่อย่างน้อยที่สุดเป็นครูเทศบาล เป็นท้องถิ่นที่เขาคอยดูแล ไม่ว่าจะเป็นอาหารกลางวันโน่น นี่ นั่น อะไรต่าง ๆ ลักษณะเหล่านี้ก็เป็นประเด็นเช่นเดียวกัน ทั้งมาโดยถูกต้องและมาไม่ถูกต้องนะครับ แต่เขาก็จะไปเอาคนที่มาบ้านพัก ผู้ประกอบการ ก็เอามาให้สอนที่วัดบ้าง โรงเรียนเทศบาลบางทีอยู่ที่วัดก็มีครับ ตรงจุดนี้เขาก็ร้องเรียนมา เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการการแรงงานติดต่อทางกระทรวงศึกษาธิการเช่นเดียวกัน แต่ผม เชื่อมั่นว่าท่านก็ได้ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร นี่ละครับก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เล่าให้ฟัง ปัญหาของครูคนไทยที่สอนเด็กทั้งพม่า ทั้งคนไทยที่อายุไม่เท่ากัน อันนี้ก็เป็นปัญหาหนัก ๆ ผมว่าคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านอาจารย์ปารมี ผมว่าได้บุญด้วยนะครับ ท่านศึกษา มาอย่างดี แต่ผมเห็นอกเห็นใจ และคนที่ได้รับการศึกษานี่นะครับ แล้วทีนี้เราก็มาเป็น คณะกรรมาธิการเราร่วมกันเพื่อที่จะโยนให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการให้มันถูกต้อง เรื่อง G เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นรหัสนะครับ อีสานตอนบนของพวกผมนี่ถึงแม้ว่าจะติดตาม มาน้อย ไม่เหมือนพื้นที่ในส่วนของทางข้างล่างทางใต้ หรือชาติพันธุ์แบบทางเหนือ แต่อีสาน ผมก็จะเป็นแบบนี้นะครับเรื่องการศึกษา อีสานตอนบนนะครับ ผม สส. อุดรธานี และเดี๋ยวนี้ ต่างชาติเขาส่งลูกหลานมาเรียน อันนี้ชาติพันธุ์อาจจะไม่เกี่ยวนะครับ เขาอาจจะส่งมาถูกต้อง มาเช้าเย็นกลับ อย่างกับเกิดในประเทศไทย ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมครับ และในส่วน มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้อีสานตอนบนน่าจะเป็นศูนย์กลาง เป็น Hub ของการศึกษาของ อินโดจีนแล้ว ณ วันนี้ ตามราชภัฏ ตามมหาวิทยาลัย เด็กจีนมาเรียนก็เยอะ เด็กเวียดนาม ก็เยอะ อันนี้ต้องเอ่ยนามแล้ว เพราะมันมีจริง ๆ ครับ มาเรียนตามราชภัฏ ตามวิทยาลัย เอกชน ลูกหลานที่มีเงินมีทอง ร่ำรวยหน่อยเขาก็โรงเรียนที่ดี ก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก เป็นเพื่อนมนุษย์ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เขาอาจจะเข้ามาถูกต้อง แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องก็คือ เด็กที่มันเกิดมาบนโลกนี้ ถ้าหากว่าเขาไม่ได้รับการศึกษา มันก็จะเป็นภัยสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างชาติก็แล้วกัน ในเมื่อเขาเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ถ้ามันโตขึ้น ในประเทศไทย โดยไม่มีอะไรเราก็ไม่ต้องการอยากให้มันเป็นโจรนะครับ เราต้องการอยากให้มันเป็นสังคมดี เรียนดีได้มีโอกาสได้เรียน ถ้ามันไต่เต้าขึ้นมาเหมือนกับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เชียงใหม่บอกว่าต้องบวชเรียน ต้องอะไรต่าง ๆ เติบโตมานะครับ ได้เรียนจนถึงขั้นระดับสูง ๆ มันก็เป็นคนดีในสังคม และคนดีก็กลับไปปกครองประเทศเขา ก็ได้ในอนาคตข้างหน้าให้มันเป็นประชาธิปไตย ให้มันเป็นอะไรต่าง ๆ ก็ได้ นี่ละครับคือ การศึกษาของประเทศเรา ผมเห็นด้วยทุกอย่างนะครับ ท่านประธานโสภณ ท่านต้องจัดการ เรื่องนี้ให้ได้ จัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการว่าที่ท่านศึกษาแล้ว แล้วก็คุยกันท่านเชิญมา หมดแล้วนี่ เชิญมาหมดผมคิดว่าน่าจะไปได้ที่นี่ เชิญมาหมดทุกหน่วยงาน ความมั่นคง อะไรต่าง ๆ เชิญมา เพราะว่าประเทศไทยก็ถือว่าตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว ที่เดินทางมาอาศัย พระบรมโพธิสมภารของประเทศเรา ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายรัชกาลมาแล้ว ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เช่นเดียวกัน เขามาอาศัยบ้านเรา เราต้อง ให้ความเป็นศาสนาพุทธ เป็นคนมีบุญนะครับ ทุกท่านได้บุญหมดถ้าทำสำเร็จนะครับพวกนี้ แม้กระทั่งพวกผมที่อภิปรายสนับสนุนด้วย ขอขอบพระคุณครับ เห็นด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพุธิตา ชัยอนันต์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ดิฉันขออภิปราย สนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการเล่มนี้นะคะ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการ ที่ได้เห็นความสำคัญในประเด็นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องของเด็กรหัส G หรือว่าบุคคลที่ไร้สถานะ ไร้สัญชาติ การไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักเป็นสิ่งที่ถูกละเลยในสังคม แล้วก็กลุ่มคนกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มชายขอบ ยังมีอยู่ในปัจจุบันนะคะ ดิฉันเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อเสนอที่บอกว่าจะพัฒนาจากรหัส G ให้เป็นเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลักอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็มีมาตรฐานเท่ากัน อันนี้เรื่องนี้จะต้องเป็นเรื่องที่คิดว่าทางรัฐบาล จะต้องช่วยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะว่าตอนนี้อย่างที่บอกนะคะว่า เราก็ขาดกลุ่มเด็ก ที่เกิดใหม่ แล้วก็ขาดแรงงานสำคัญในอนาคต แต่ว่าเด็กกลุ่มนี้เรามีเยอะมากมาย อยู่ในสังคมกับ พวกเรา กับคนที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักเหมือนกัน แต่ว่าเขายังถูกละเลย ในสังคมอยู่นะคะ ในพื้นที่ของดิฉัน ดิฉันลงพื้นที่ดิฉันพบเด็กคนหนึ่งเป็นเคสน่าสนใจ ได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างดีเลย แต่ประเด็นนี้อย่างนี้ค่ะ ประเด็นคือว่าเขามีปัญหาเรื่องของ สุขภาพป่วยเป็นมะเร็ง แล้วจะต้องได้รับการผ่าตัด ตรงนี้สิทธิในการรักษาพยาบาลก็ยังมีไม่ได้ ครอบคลุมถึงการผ่าตัดโรคร้ายแรง และมีเคสอย่างนี้อีกมากมายในสังคมเรา สุดท้ายดิฉัน ก็ต้องช่วยเหลือโดยการส่งให้กับวัดอีกแล้วค่ะ เจ้าอาวาสช่วยคอยดูแลตรงนี้ ก็เลยอยาก อภิปรายสนับสนุนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สิทธิในการได้รับการศึกษาก็เรื่องหนึ่ง สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ เหมือนประชาชนคนไทย อันนี้ก็อยาก ให้ความสำคัญด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่ดิฉันได้ร่วมอภิปรายเรื่องเด็กกลุ่ม G ค่ะ ซึ่งก็มีปัญหาในการจำกัดสิทธิ ขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเคลื่อนย้าย เด็กกลุ่ม G ดิฉันได้ลงพื้นที่กับอาจารย์ปารมี ไวจงเจริญ ซึ่งดิฉันก็ขอบพระคุณมากที่ทำรายงานที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ แล้วก็มีความ ตั้งใจจริงตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันนะคะ เราได้ลงพื้นที่กันเราก็ได้เห็นว่าเด็กกลุ่มนี้ นอกจากจะถูก จำกัดสิทธิแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องความหวาดกลัว ความวิตกจริต ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายไป ในที่ต่าง ๆ การจะเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพมหานคร บางคนก็ยังไม่เคยได้มาเที่ยว ที่กรุงเทพมหานครเลยนะคะ เพราะว่าขึ้นรถก็กลัวจะเจอด่าน และเมื่อเจอด่านไม่มี บัตรประชาชน หรือว่าไม่มีเอกสารสิทธิก็กลัวจะถูกตำรวจจับ เด็กเหล่านี้ต้องอยู่อย่าง หวาดกลัว ไม่สามารถที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งสิทธิในการรักษาพยาบาลก็ยังเป็นปัญหา มีคนหนึ่งที่มาให้ความคิดเห็นกับดิฉัน แล้วก็ตอนที่ลงพื้นที่กับอาจารย์จวงในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก็พบกับผู้ปกครอง ของเด็กที่เคยถูกปฏิเสธการรักษาในโรงพยาบาล ไม่สามารถที่จะรักษาได้ เพราะไม่มีตัวเลข ๑๓ หลัก การที่จะได้ตัวเลข ๑๓ หลักก็ได้มาด้วยเงื่อนไขที่ยากลำบาก จะต้องมีปริญญาตรี ต้องตรวจ DNA ต้องทำสิ่งที่คนไม่มีภาระ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากมายแก่กลุ่มคนเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่กลุ่มต่างชาติตอนนี้กลุ่มที่เป็นกลุ่มทุนก็ได้โอกาสมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเช่าที่ดินได้ ยาวนานเกือบจะ ๑๐๐ ปีก็ยังทำได้นะคะ แต่ว่าเด็กกลุ่ม G ที่เกิดในประเทศเรายังไม่มีโอกาส แม้กระทั่งว่าจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งจะมาเที่ยวกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ของตนเองก็มีความหวาดกลัวแล้วนะคะ จากรายงานของ สหประชาชาติคาดว่ามีผู้ไร้สัญชาติ ๔๘๐,๐๐๐ คน ที่เป็นผู้ลี้ภัยแล้วก็ขอลี้ภัย รวมถึงกลุ่มไร้ สัญชาติที่เกิดในไทยด้วยนะคะ แล้วตามดัชนีชาติทั่วโลกของสหประชาชาติ ประเทศไทย เป็นที่อยู่อาศัยของเหยื่อการค้ามนุษย์ถึง ๖๑๐,๐๐๐ ราย ที่ดิฉันพูดถึงเหยื่อการค้ามนุษย์ เพราะเด็กไร้สัญชาติและกลุ่มคนไร้สัญชาติ รวมถึงเด็กกลุ่ม G มีโอกาส และเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจจะถูกหลอก หรือลักลอบค้ามนุษย์ได้ เพราะเขาไม่สามารถ ที่จะหางานทำอย่างสุจริตได้ค่ะท่าน เขาไม่มีบัตรประชาชน เขาหางานทำไม่ได้ เขาไม่มี แม้กระทั่งบัตรชมพู เขาก็เลยจำเป็นที่จะต้องไปหางานที่อาจจะสุ่มเสี่ยงต่ออันตราย สุ่มเสี่ยงต่อการถูกจับกุม มีคนหนึ่งมาบอกว่าต้องถูกบังคับไปทำงานเป็น Call Center ที่กัมพูชา เป็นมิจฉาชีพทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยากจะทำ อยากจะหางานทำโดยสุจริตที่ประเทศไทย ประเทศเราภาคเหนือมีอยู่เยอะ กลุ่มคนเหล่านี้ที่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ตามชายแดน เพื่อที่จะไปประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต ต้องการที่จะทำงานแต่เงื่อนไขก็ยาก เสียเหลือเกินกว่าคนเหล่านี้ที่จะได้สิทธิเท่าเทียมกับคนไทยส่วนมาก ตัวเลขของกลุ่มเด็ก รหัส G เพิ่มขึ้นจาก ๖.๘ หมื่นคน ตอนนี้เป็น ๗.๒ หมื่นคน ล่าสุดปีนี้มีจำนวน ๘.๒ หมื่นคน รัฐภาคีเครือข่ายต้องทำงานคู่กับภาคประชาสังคม ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเด็กกลุ่ม G ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกับผู้ปกครองเด็ก รัฐต้องมีนโยบายในการจัดทะเบียนประวัติของทุกกลุ่ม จำแนกบุคคลตามกลุ่มต่าง ๆ ในการกำหนดเลข ๑๓ หลัก และกลุ่มเลข ๑๓ หลักที่ได้ปัจจุบันมีความแตกต่างกับสัญชาติไทย ก็อาจจะไม่จำกัดสิทธิบางอย่างที่คนไทยที่มีเลข ๑๓ หลักที่เกิดเมืองไทย และไม่ได้เป็น เด็กกลุ่ม G หรือเป็นกลุ่มเด็กไร้สัญชาติมาก่อนก็ไม่ได้มีสิทธิที่เท่าเทียม เพราะจริง ๆ แล้ว การที่จะได้เลข ๑๓ หลักก็ควรจะมีสิทธิที่เท่าเทียมหรือไม่แตกต่างกับกลุ่มคนหมู่มากนะคะ เพราะก็ถือว่าเขาเป็นคนไทย ถึงจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ตาม โดยในอนุสัญญาระหว่าง ประเทศ เราก็ได้ลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไปแล้ว ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ซึ่งมาตรา ๑๙ ก็บัญญัติไว้ว่า รัฐภาคีต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย การบริหารสังคม การศึกษาที่เหมาะสมทั้งหมด เพื่อปกป้องเด็กจากความรุนแรงทางร่างกายหรือการบาดเจ็บ ทรมาน หรือการละเลย การปฏิบัติโดยประมาท ปฏิบัติไม่ดี หรือแสวงหาผลประโยชน์นะคะ หรือขณะที่อยู่ในความดูแลของบิดา มารดา ผู้ปกครองตามกฎหมายนะคะ หรือบุคคลอื่น ที่ดูแลเด็ก และมาตราคุ้มครองควรมีประสิทธิผลในการจัดโครงสร้างทางสังคม ให้การ สนับสนุนจำเป็นต่อผู้ดูแลเด็ก ต่อความเหมาะสม ตลอดจนรูปแบบอื่น ๆ ที่ป้องกันและ ระบุตัวตน การรายงาน การส่งต่อ การสอบสวน การบำบัด หรือติดตามกรณีการทารุณกรรม ของเด็กอย่างเหมาะสมนะคะ และรัฐไทยก็ให้สัตยาบันนี้ ซึ่งก็มีระบุว่ามาตรฐานเรื่อง การศึกษา รัฐผู้ที่ทำสัญญาต้องปฏิบัติต่อบุคคลไร้สัญชาติเช่นเดียวกันกับคนในชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐานนะคะ รัฐผู้ทำสัญญาต้องปฏิบัติต่อบุคคลไร้สัญชาติ เช่นเดียวกับคนที่เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ ก็ตาม ต้องไม่น้อยกว่าที่ให้ได้กับคนต่างด้าวหรือว่าข้ามชาติ โดยทั่วไปในสถานการณ์เดียวกัน เรื่องการศึกษา เรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะมากกว่าระดับประถมศึกษา และการเข้าถึงศึกษาอย่าง ถ้วนหน้า และการเป็นที่ยอมรับและได้ใบรับรองจากโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุปริญญา ระดับปริญญา แล้วก็การผ่อนผันค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และการมอบทุนการศึกษาที่ต้อง เท่าเทียม แล้วก็อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เราก็ให้สัตยาบัน ไปแล้ววันที่ ๒๙ มกราคม ในมาตรา ๒๗ ก็กล่าวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ว่าบุคคลที่เป็น ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ หรือความแตกต่างทางศาสนา จะต้องไม่ถูกปฏิเสธสิทธิ ในชุมชน ร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ หรือคนส่วนมากในกลุ่มของตน ที่จะสามารถเพลิดเพลินไปกับ วัฒนธรรมของตนเองเป็นที่ยอมรับ ประกอบศาสนกิจ หรือการใช้ภาษาของตนเอง รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานค่ะท่าน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม อภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการ จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยของ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะเคยมี ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ลืมพกใบขับขี่ขณะขับรถผ่านด่านใช่ไหมครับ ท่านมีสัญชาติไทยนะครับ ท่านมีใบขับขี่ ท่านมีบ้าน ท่านมีทุกอย่าง เพียงแต่ลืมพกใบขับขี่ ผ่านป้อมตำรวจ ทุกคนรู้สึกใจหวิว ๆ นะครับ นี่ก็คือประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเรา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง เขาไม่มีเอกสารแสดงตัวตนแม้แต่อย่างเดียวนะครับ การที่เขาผ่านด่าน มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ใจหวิว ๆ เพราะเมื่อไรที่เขาถูกตรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาจจะถูกจับ ติดคุก ดำเนินคดีส่งออกไปยังเมืองนอกได้เลยอย่างนี้ อันนี้เป็นปัญหาอย่างมากของคนที่ ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนนะครับ ในฐานะของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ก็ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่ทำการศึกษา แล้วก็ได้จัดทำข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งนะครับ แม้ว่าในสังคมไทยเรา ทางราชการพยายามที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็แล้วแต่ ปัญหาเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงนะครับ เอาเข้าจริง ๆ ระบบกฎหมายของเรา ก็พยายามที่จะเปิดเป็นลำดับแล้วนะครับ เอาในระดับสากลตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ประเทศไทยเราก็ได้ถอนข้อสงวนในข้อที่ ๗ ไปแล้วนะครับ ซึ่งก็ส่งผลดีต่อสังคมไทยเรา ในระดับกฎหมายและนโยบายของเราเอง ก็มีระเบียบกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจน กฎหมาย สัญชาติก็กำหนดว่า ถ้าบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายก็สามารถที่จะดำเนินการ พิสูจน์เพื่อขอสัญชาติได้ อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องสัญชาติอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวผมจะพูด ในลำดับต่อไปนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ถ้าเราดูสถานการณ์จำนวนเด็กกลุ่ม G ไม่ได้มีท่าทีว่าจะ ลดลงนะครับ ปีที่แล้วในตอนที่เราเสนอญัตตินี้ขึ้นมา ผมจำตัวเลขได้มีอยู่ ๙๖,๐๐๐ คน แต่ปีนี้ผมเห็นตัวเลข ๑๓๐,๐๐๐ คน มันไม่ได้ลดลง มันเพิ่มขึ้น นี่เรายังไม่นับรวมถึงกลุ่มเด็ก ที่ไม่ได้ถูกจัดทำทะเบียน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วถ้าผมจำไม่ผิดอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ คน สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ตัวเลขเหล่านี้ไม่ลดลง ผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ประการนะครับ🔗
ประการที่ ๑ ก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อนบ้านเรา ในประเทศเมียนมาหลายท่านทราบดีมีปัญหาความไม่สงบในประเทศของเขา ทำให้คนจำนวนมาก จำเป็นต้องเข้ามาในประเทศไทยนะครับ คนที่มาจากเมียนมาในอดีตเคยมาเพียงเพื่อที่จะเป็น แรงงาน แล้วสักพักหนึ่งก็จะกลับบ้านไป ณ ตอนนี้หลายคนจำเป็นต้องอพยพมา พาครอบครัวมาแทบจะเป็นถาวรแล้วนะครับ ในฝั่งลาวเองก็เช่นกัน ในฝั่งกัมพูชาเอง ก็เช่นกัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็บีบให้คนจำนวนหนึ่งก็อพยพเข้ามาเพิ่มขึ้น ๆ เข้ามา เรื่อย ๆ เรื่องนี้ทำให้ตัวเลขมันก็เลยไม่ลดลง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าปัญหาที่เราทำไว้ มันค้างคา ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขเลย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเด็กเกิดใหม่จากคนที่ไม่มีเอกสาร แสดงตนใด ๆ เมื่อเกิดออกมาก็ไม่สามารถที่จะไปแจ้งเกิดก็ต้องกลายเป็นคนกลุ่มนี้ไปอย่างนี้ ปัญหาการสะสมหมักหมมอย่างนี้มา มันทำให้ตัวเลขเหล่านี้มันก็ไม่ได้กระเตื้องในการ แก้ไขปัญหา🔗
ในลำดับต่อไปก็คือเรื่องของการจัดการเรื่องสถานะบุคคล ผมต้องเรียน อย่างนี้นะครับว่า การทำให้เด็กเข้าสู่รหัส G ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เขามีสัญชาตินะครับ มันเป็นคนละเรื่องกันนะครับ มันเป็นเพียงแค่การจัดทำหลักฐานทางทะเบียนให้แก่บุคคล ที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ส่วนเขาจะมีสถานะบุคคลแบบไหน อันนี้ มันเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติ ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเด็กกลุ่ม G กลุ่มนี้ มีเพียงแค่กลุ่มเล็กน้อยที่มีคุณสมบัติที่จะได้สัญชาติไทย ซึ่งการที่จะมีสัญชาติไทย คือการที่จะทำให้เด็กกลุ่มเหล่านี้มีสัญชาติไทย แรกเริ่มมันจำเป็นต้องทำให้เขาได้มี รหัส G ก่อน ถ้ามีคุณสมบัติที่จะได้รับสัญชาติไทย แต่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนก็ไม่สามารถ ที่จะทำการเริ่มต้นทำการพิสูจน์สัญชาติไทยได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการทำให้ทุกคนมี รหัส G จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากใน ๒ แง่นะครับ แง่ที่ ๑ ก็คือเพื่อเป็นบันไดขั้นแรก ให้บางคนที่มีคุณสมบัติสามารถขอพิสูจน์สัญชาติได้🔗
ประการที่ ๒ ก็คือ สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดไว้ให้ได้ โดยเฉพาะ เรื่องของการจัดการศึกษา ทีนี้ถามว่าเรื่องของการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ไม่ใช่คน ที่มีสัญชาติไทยมีความสำคัญอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้ในสังคมไทยเรามีแรงงานที่เป็น คนต่างชาติจำนวนมาก หรืออาจจะพูดได้ด้วยว่าบรรดาแรงงานที่ใช้กำลัง ที่ใช้แรงแทบจะ เป็นคนต่างชาติทั้งหมดนะครับ ที่เป็นคนไทยนี้แทบจะน้อยมากเคยมีการพูดกันแบบเล่น ๆ สมมุติถ้าคนพม่ากับคนเขมรกลับบ้านหมด ปั๊มน้ำมันของประเทศเรานี่ต้องปิดเลย ร้านอาหารประเทศเราต้องปิดเลยนะครับ คือสิ่งเหล่านี้มันทำให้เห็นได้ว่าในสังคมไทยเรา มันมีกลุ่มคนที่ข้ามมาอยู่ในประเทศไทยอีกจำนวนมาก การจัดการการศึกษาผมคิดว่า มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในส่วนการเป็นแรงงาน ในอนาคตโรงงานในประเทศไทย หรืองานภาคอื่น ๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังคน ต้องใช้แรงงานอีกจำนวนมากนะครับ ถ้าเราทำให้คนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมีการศึกษา โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสัญชาติก็ได้ครับ ทำให้เขามีการศึกษา เมื่อเขามีการศึกษามีฝีมือ เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเขาสามารถที่จะเป็น ส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยเราได้ เรื่องนี้ผมมองไม่เห็นปัญหาเลยว่ามันจะเป็นปัญหาได้อย่างไร🔗
ในส่วนของความมั่นคงผมอยากจะพูดตรงนี้หน่อยหนึ่งว่า การที่เราปล่อยให้มี คนบางกลุ่มเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ผลดีนะครับ เพราะเวลาเขาไป กระทำความผิดหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา รัฐไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แต่ถ้าเกิดว่าระบบ การทะเบียนของเราเอาคนทุกคนเข้ามาอยู่ในสารบบ โดยมีหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ควบคุม การเข้า-การออก การเกิด การตายอย่างนี้ มันจะทำให้รัฐมีหลักฐาน มีข้อมูลของคนทุกคน เวลาจัดทำเอกสารทางทะเบียน นอกจากมีชื่อ มีบ้านเลขที่มีที่อยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำ ก็คือการพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือ การทำหลักฐานเหล่านี้เอาไว้ มันจะเป็นเอกสาร เป็นหลักฐาน ในการติดตาม ควบคุม กำกับคนได้ด้วย สมมุติอีกหน่อยถ้าเกิดว่ามีใครไปกระทำความผิด ก็สามารถที่จะตรวจสอบติดตามได้ อันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐมีข้อมูลในการติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็กำกับสิ่งเหล่านี้นะครับ🔗
แล้วสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า ประเทศไทยเราเองเราไม่ได้อยู่ โดดเดี่ยว เราอยู่ในสังคมโลก แล้วสังคมโลกในยุคสมัยใหม่ให้ค่านิยมกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ถ้าประเทศไทยเราดูแลคนเหล่านี้ตามมาตรฐานสากล รัฐบาลของประเทศไทยเราก็จะ มีหน้ามีตาในสังคมโลก เวลาเราไปที่ไหนในสังคมโลกเขาก็จะให้เกียรติ เขาก็จะยกย่อง เชิดชูเราในฐานะของประเทศที่เคารพ แล้วก็ปฏิบัติตามกฎกติกาสังคมในเรื่องของ การคุ้มครองสิทธิของเด็ก ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านละออง ติยะไพรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันเห็นด้วยเรื่องการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย เพราะว่าประเทศไทยเราเอง เราทราบดีว่าประชากรของเราลดลงเรื่อย ๆ แต่สำคัญที่สุดก็คือ การจัดการศึกษาทำให้คนมีคุณภาพ คุณภาพมันคือมาจากการศึกษา แล้วก็สุขภาพอนามัยต่าง ๆ นี่ก็คือสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุด ซึ่งเรามองได้ง่าย ๆ ดิฉันเองอยู่ในจังหวัดเชียงราย ดิฉันมองเห็นในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ถ้าวันนั้นเขาขาดโอกาสในการศึกษา วันนี้อำเภอแม่ฟ้าหลวงคงไม่มีความเจริญอย่างนี้ เพราะว่าการศึกษานี้จะทำให้ชนเผ่าต่าง ๆ เขามีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ แล้วเขาสามารถ ที่จะพูดเรียนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ซึ่งในอำเภอแม่ฟ้าหลวงจะมีความเจริญมาก ดิฉันถือว่า มีการศึกษามีความสำคัญ แต่วันนี้ดิฉันเห็นปัญหาอย่างหนึ่งนะคะท่านประธาน ก็คือว่า เด็กที่ไร้สัญชาติที่เรียนหนังสือ เขาจะมีอายุที่ต่างกว่ากับเด็กที่เรียนปกติธรรมดา โดยเฉพาะที่ เป็นเด็กชาย ทำให้ผู้ปกครองหลายคนกลัวที่จะเอาลูกสาวเข้าไปเรียนหนังสือ เพราะว่า เด็กบางคนอยู่ ป.๒ ป.๓ อายุ ๑๓-๑๔ ปี กับเด็ก ๗-๘ ขวบ ที่เป็นผู้หญิงมันก็จะทำให้ กลัวว่ามันจะเกิดปัญหาอะไรต่าง ๆ ซึ่งในจังหวัดเชียงรายเอง ไม่ได้ว่าเด็กไร้สัญชาติจะมี ๒-๓ คนนะคะ ในห้องหนึ่งก็จะมี ๒๐-๓๐ คน แล้วก็อยู่กันแบบเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้น เรื่องปัญหาสาเหตุที่ดิฉันกลัวที่สุด แล้วก็ผู้ปกครองกลัวก็คือวัยที่แตกต่างกันในการเรียน ดิฉันอยากจะถามทางกรรมาธิการทุกท่านว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรามีการศึกษา มีการวิจัยไหมว่า มันมีปัญหาที่จะให้เด็กเรียนที่อายุต่างกันมาก จะมีปัญหาหรือเปล่าคะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ไม่ได้เอ่ยชื่อผมนานนะครับ อ่านติดขัดทีเดียว ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ จะไม่พูดเสียก็ไม่ได้เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดเชียงใหม่ก็เอ่ยถึงจังหวัดอ่างทอง อย่างชัดเจน แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมเองก็มีส่วนในการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น ผู้อภิปรายสรุปญัตติแทนคุณปารมี ไวจงเจริญ ในการพิจารณาญัตตินี้ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ ท่านประธานครับ ถ้าดูจากญัตติของท่านปารมี ซึ่งผมเองก็มีส่วนในการเขียน มันมีประเด็นที่ทางพวกผมตั้งใจ และอยากจะสื่อสารเพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญอยู่ทั้งหมด ๓ ประเด็นด้วยกัน🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการถอดบทเรียนครับ ว่าตกลงกรณีการย้ายนักเรียน ซึ่งขณะนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา และย้ายมาจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังเข้าสู่ กระบวนการในการลงรหัส G ที่จังหวัดอ่างทอง แล้ววันดีคืนดีก็ถูกส่งกลับไปยังประเทศ เพื่อนบ้านนั้น ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น ในรายงานฉบับนี้มีการถอดบทเรียนหรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวนั้นปัญหาคืออะไร กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร และคำตอบในการ ส่งเด็กกลับในวันนี้นั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ สมควรที่จะเป็นรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนที่เดินทางเข้าสู่ใน ประเทศไทยหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
คำถามในประการที่ ๒ ของญัตติก็คือคำถามว่า นอกเหนือจากกรณีของ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น ตกลง ณ ขณะนี้เรามีปัญหาเด็กที่กำลังเข้าอยู่ ในประเทศไทยและยังไม่มีรายการสถานะบุคคล ไม่ว่าจะเรียกว่าไร้รัฐ ไม่ว่าจะเรียกว่า ไร้สถานะ ไม่ว่าจะเรียกว่าไร้รากเหง้าอยู่จำนวนเท่าไร และปัญหาในการลงรหัส G นั้น มันเป็นปัญหาเพราะอะไร อย่างไร🔗
ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่า ในท้ายญัตตินั้นมีคำถามประการที่ ๓ ครับ ซึ่งคุณเลาฟั้งก็พูดย้ำอีกรอบหนึ่งว่า คำถามที่สำคัญตามมาก็คือว่าการลงรหัส G นั้น เป็นหลักประกันสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่การดำรงชีวิตอยู่นั้นยังจำเป็นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแห่งนี้ การมีรายการสถานะบุคคล ซึ่งญัตติก็เขียนชัดนะครับ ว่าให้รวมไปถึงแนวทางการลงรายการสถานะบุคคล ซึ่งมิได้หมายถึงการให้สัญชาติไทย ในทุกราย หรือในกรณีที่อยู่ในเงื่อนไขการให้สัญชาตินั้น จะนำไปสู่การให้สัญชาติไทย ในระยะยาวได้อย่างไร ในเมื่อเราตั้งโจทย์แบบนี้ ผมก็อยากฟังว่าทางคณะกรรมาธิการ การศึกษาที่รับโจทย์จากสภานั้น ท่านตอบคำถามนี้ครบถ้วนหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอบพระคุณนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเราไม่ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา แต่ผมได้อ่านรายงานทั้งหมด แล้วก็รวมถึงกรณีของข้อสรุปในตอนท้าย ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นั้น ผมเองก็เห็นว่า เป็นรายงานที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ แน่นอนครับ เรามีรายงานที่เข้าสู่สภา เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะเก็บไว้ทุกเล่มได้ครับ ไม่เช่นนั้นบ้านก็ต้องทรุดแน่นอน แต่รายงานของประธานกรรมาธิการ ท่านโสภณ ซารัมย์ เป็นหนึ่งในเล่มที่ผมต้องเก็บไว้ เพื่อใช้ในการศึกษาและอ้างอิงต่อไปแน่ แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อพิจารณาทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นตัวข้อสรุป ข้อสังเกตใด ๆ ต่าง ๆ ผมเองก็ยังมีข้อสังเกต ที่เพิ่มเติมอยู่อีกสัก ๔-๕ ประเด็นด้วยกันครับ ถ้าไม่ครบถ้วนอย่างไรเพื่อนช่วยตามด้วยนะครับ บางทีพูดไปก่อน ๕ ประเด็น ต้องหาเนื้อหามาพูดให้ครบ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือคุณเลาฟั้งพูดถึงเรื่องของการยกเลิกข้อสงวน ข้อที่ ๗ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แน่นอนเป็นอดีตไปแล้วครับ เพราะข้อที่ ๗ นั้นมีการสัมพันธ์ยิ่ง ในการที่จะบอกว่าต่อไปนี้ ใครก็แล้วแต่ที่เกิดในประเทศไทย รัฐมีหน้าที่ต้องลงรายการ สถานะบุคคลหรือการรับรองการเกิดให้ ซึ่งประเทศไทยถอนข้อสงวนนี้ไม่นานนัก แต่มีข่าว ที่น่ายินดีนะครับ เมื่อเดือนที่แล้วเองคณะรัฐมนตรีมีมติถอนข้อสงวน ข้อที่ ๒๒ ของ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ต้องป่าวประกาศแบบนี้ เพราะสื่อสารให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยทั่วไปว่า ตกลงประเทศไทยยอมรับแล้วว่าต่อไปนี้ถ้ามีเด็กรายใดเข้ามา ในประเทศในสถานะที่เสมือน หรือเป็นผู้ลี้ภัย รัฐมีหน้าที่ต้องรับรองและดูแล เพราะเราได้ ถอนข้อสงวน ข้อที่ ๒๒ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งหมายรวมถึงเด็กกลุ่มนี้แน่นอนครับ แน่นอนไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ผมจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่คณะรัฐมนตรีทำแล้ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ท่านประธานครับผมพูดเป็นคนสุดท้าย ต้องขอใช้เวลาสักนิดหนึ่งครับว่า สิ่งที่อยากพูดประการที่ ๒ ที่ผมถามมาโดยตลอดก็คือว่า เสียดายว่าในเงื่อนเวลา หรือการดำเนินการท่านไม่ได้สรุปบทเรียน หรือกรณีของจังหวัดอ่างทองว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เห็นในรายงานฉบับนี้ว่า ตกลงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตั้งข้อหากับ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่พาเด็กเข้ามานั้น ผลสรุปจะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ว่า ตกลงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานที่ดูแลด้านคนเข้าเมืองนั้น มีส่วนสำคัญยิ่ง ในการคัดกรองการเดินทางเข้ามาของเด็ก หรือผู้ปกครอง หรือเด็กที่ติดตามผู้ปกครอง หรือไม่ อย่างไร และในท้ายที่สุดจริง ๆ แล้วกระบวนการยุติธรรมต้องช่วยตอบมาด้วยครับว่า การดำเนินคดีกับบางครั้งของคนที่เขาอาจจะไม่ได้มีเจตนาทำผิดต่อกฎหมายนั้น มันควรจะ เข้าเงื่อนไข หรือข้อยกเว้นแบบใด ประการใด แน่นอนนะครับ มีคุณธิษะณา ชุณหะวัณ ท่านพูดถึง แล้วก็ไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ เช่นเดียวกันว่าแล้วถ้าเป็นกรณีของการนำพา มาในลักษณะของการค้ามนุษย์ ซึ่งสถานะของประเทศไทยขึ้นลงนะครับ ระดับการจัดอันดับ ของสหรัฐอเมริกาว่าจะอยู่ใน Tier 1 Tier 2 ต่าง ๆ เป็นต้น เราจะจัดการกระบวนการ ค้ามนุษย์อย่างไร เด็กที่มาบวชและเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เด็กที่ถูกพาเข้ามา ในกระบวนการจำนวนไม่น้อย ที่สุ่มเสี่ยงอยู่ในสถานะที่เรียกว่า เหยื่อของการค้ามนุษย์ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้พูดถึงหน่วยงานเป็น จำนวนมากครับ และมีการพูดถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมเสียดายเนื่องจากว่ารายงานน้ำหนักไปอยู่ที่การจัดการศึกษา แต่ผมกำลังพูดถึงระบบ ของการคุ้มครองเด็กในภาพรวม เสียดายที่บอกว่าไม่เห็นประเด็นความเชื่อมโยงว่า ระบบคุ้มครองเด็กจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไรครับ เพราะกรณีของการลงรายการสถานะ แม้กระทั่งคนที่อำนวยการในการพาเด็กไปติดต่อเรื่องสถานะบุคคล ไปตรวจ DNA ไปดูว่า ครอบครัวเขาดูแลได้จริงหรือไม่ ไปดูว่าครอบครัวเขาตกอยู่ในสถานะอย่างไร ไปดูว่าเขาเป็น เหยื่อของการค้ามนุษย์จริงหรือไม่ ไปดูระยะยาวของเส้นทางของเด็กแต่ละคนนั้น ไม่ใช่ หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงมหาดไทย แต่เป็นบทบาทหน้าที่ของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านเขียนในข้อ ๑ จริงครับ แต่ข้อ ๑ มันขาด Keyword หรือคำสำคัญยิ่งครับ ที่เรียก Children Safety หรือระบบ Child Protection หรือระบบคุ้มครองเด็ก นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ก็คือว่าเวลาที่เราพูดถึงเด็กนักเรียนที่ ลงรหัส G กระบวนการมันไม่ได้จบแค่การเรียนขั้นพื้นฐาน กระบวนการมันไม่ได้จบแค่ การเรียนในระดับประถมหรือมัธยมศึกษา รายงานฉบับนี้มีตัวต่อที่สำคัญนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาพูดตอนท้ายเรื่องระยะเวลาครับ แต่ว่าท่านอย่าลืมนะครับว่าปัญหาที่เราเจอ แม้กระทั่งปัจจุบันนะครับ อาจารย์บางท่านที่จบปริญญาเอกสอนในมหาวิทยาลัย ผ่านนักเรียนประถม มัธยม แต่ไม่ได้สัญชาติไทยนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ไม่เห็น ถ้าท่านเพิ่มเติมได้ ก็คือว่าขอให้เชื่อมไปยังกระทรวงอุดมศึกษา ชื่อมันก็ยาวแต่เอาเป็นว่ากระทรวง อว. นะครับ ท่านประธานท่านทราบดี เพราะว่ารัฐมนตรีก็อยู่ในสังกัดของพรรคท่าน ให้ดูสักนิดหนึ่ง ได้ไหม ช่วยในการคัดกรองต่อได้ไหมว่า G ไปแล้วนะ อาจจะมีการลงรายการสถานะบุคคล แต่จะขยับการลงรายการสถานะ หรือสัญชาติเขาได้อย่างไร อาจารย์มหาวิทยาลัยผมจำไม่ได้ ว่าเป็นมหาวิทยาลัยพายัพ หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพายัพเห็นไหมครับ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจบปริญญาเอกนะครับ ไม่ได้สัญชาติไทย เราไม่อยากเสียบุคลากร เหล่านี้นั่นคือคนที่เข้าถึงระบบต่อครับ แต่คนที่ถูกตัดตอนและเข้าไม่ถึงระบบ เพราะเรียนต่อ ไม่ได้ เนื่องจากว่าไม่มีสถานะบุคคลเสียทรัพยากรไปโดยไม่จำเป็น นั่นเป็นประการที่ ๔ ครับ🔗
ประการสุดท้าย ก็คือว่าคณะกรรมาธิการท่านทำงานรวดเร็วและส่งรายงาน ฉบับนี้มาในเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ อันนี้ต้องขอบพระคุณท่านประธาน โสภณ ซารัมย์ ที่เคารพ ของผม ท่านทำงานเร็ว ท่านเขียนกำหนดเวลาไว้ อันนี้ผมเป็นรายงานแรก ๆ นะครับ ที่เห็นเลยว่าท่านเขียนกำหนดเวลาไว้ว่า ขอให้หน่วยงานดำเนินการแล้วเสร็จ หรือควรจะ ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร แต่ปรากฏว่ารายงานมาสภาเดือนมีนาคม เราเองพิจารณาไม่ทันปิดสภาครับ มาพิจารณาเดือนกรกฎาคม มันบวกไป ๔ เดือนนะครับ ถ้าอย่างนั้นถ้าท่านทบทวนเวลาได้ลบออกสักอย่างละ ๔ เดือนได้ไหม ที่ท่านบอก กระทรวงศึกษาธิการว่า ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี เหลือสัก ๘ เดือนได้ไหม นี่ยกตัวอย่างนะครับ ที่ท่านบอกว่า ๑ ปี ๖ เดือน ต้องลบไป ๔ เหลือสัก ๑ ปี ๒ เดือนได้ไหม ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผมนะครับ แต่เพื่อประโยชน์ในการยืนยันหลักการว่า ประเทศแห่งนี้เป็นประเทศที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครที่เดินเข้ามาในสยามเมืองยิ้ม ไม่ว่าจะเป็น ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์แบบใด อย่างไร ไม่มีสถานะแบบใด อย่างไร แต่ที่แห่งนี้เป็นประเทศที่ให้ความปลอดภัยและรับรองรายการดำรงอยู่ของเขาทุกคน สิทธิเด็กไม่ใช่สิทธิของใครคนหนึ่งครับ แต่เป็นสิทธิของเด็กทุกคน นั่นคือทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งต้องขอบพระคุณท่าน รายงานท่านเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่ผมจะได้สอบถามท่าน เพิ่มเติม อยากให้ท่านปรับแก้บางประเด็น และนำไปใช้ต่อในการดำเนินงานในส่วน ที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เดี๋ยวท่านประธานกรรมาธิการจะชี้แจงนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กระผมจากที่ได้รับฟังญัตติที่เรากำลังอภิปราย แล้วกำลังตอบข้อซักถามก็คือ ญัตติที่ให้กรรมาธิการไปศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎรและ ไม่มีสัญชาติ อันนี้คือญัตติเรื่องการศึกษา จากที่ฟังมาโดยสมาชิกส่วนใหญ่ให้ความเห็น เป็นประเด็นที่ให้ข้อเสนอแนะและเสนอปัญหา ผมจึงไม่จำเป็นที่จะต้องย้อนไปถึงปัญหา ที่ท่านสมาชิกได้เสนอแนะปัญหา แล้วก็ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่มีคำถามบ้างที่จะได้ตอบ ก็คือหลักการใหญ่ ๆ ที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ท่านได้พูดเรื่องนี้ ไว้ครบถ้วน แล้วก็มีคำตอบบางประเด็นด้วย ต้องประทานอภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน🔗
เรื่องแรกเรื่องหลักการ เรื่องหลักการที่จะให้เด็กได้รับการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไร้สัญชาติ ไร้รัฐ หรือไม่มีทะเบียนราษฎร แม้แต่เป็นคนไทยแนวทางของ คณะกรรมาธิการการศึกษา เราศึกษาก็คือมี ๒ แนวทาง แนวทางแรกก็คือให้รัฐได้ช่วยเหลือ ตามหลักสิทธิมนุษยชนก็คือหลักมนุษยธรรม ประการที่ ๒ แนวทางที่รัฐจะต้องดำเนินการ ก็คือตามหลักกฎหมาย ดังจะเห็นเราได้เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า เงื่อนไขเวลาเดี๋ยวผมจะตอบ ในเงื่อนไขเวลา🔗
ประเด็นที่ต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือวันนี้ที่ต้องเอ่ยนามท่าน อีกครั้งหนึ่งที่ท่านจาตุรนต์บอกว่า ทำอย่างไรจะสู่การปฏิบัติได้ เราต้องทำงานต่อครับ เพราะว่าเรามีตัวเลขหนึ่งที่ในสังคมประเทศไทย หรือในวงการศึกษาที่กำลังกล่าวขวัญ หรือเป็นที่พูดถึงอยู่นี้ ก็คือตัวเลขที่เด็กจำนวน ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน ออกจากระบบการศึกษา ฉะนั้นเด็ก ๑,๐๒๐,๐๐๐ คนที่ออกนอกระบบการศึกษาจะเป็นเด็กจำนวนเหล่านี้ด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องเสาะแสวงหา ส่วนประเด็นที่ผมตอบคำถามท่านสมาชิกที่ถามว่า มีประชากรทั้งหมดที่ไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่ไม่ได้รับการศึกษามีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ทำไมจึงใช้คำว่าประมาณ เพราะเด็กเหล่านี้จะข้ามระหว่างประเทศไป ซึ่งจะให้ท่านกรรมาธิการท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการที่อยู่ในเขตชายแดน ท่านได้กล่าวถึงประเด็นนี้ ฉะนั้นจึงมีตัวเลขประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ส่วนที่มีรหัส G Code แล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ฉะนั้นที่จะตอบคำถามต่อไปว่า ทำอย่างไรจะได้สัญชาติเราอยู่ในข้อสังเกตแล้วครับว่า ทำอย่างไรจึงจะได้สัญชาตินะครับ ขั้นตอน ระยะเวลาต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าการนับเวลาที่จะให้ หน่วยงานปฏิบัติ ก็คือนับตั้งแต่เขาทราบรายงานแต่ว่าถ้านับตั้งแต่ยื่นรายงานก็เหลือเวลาอีก ไม่มาก ก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะทำได้ ประเด็นหนึ่งที่ต้องกราบเรียนเป็นความห่วงใยของ ท่านสมาชิกว่า อันนี้เป็นข้อเท็จจริงมีในเขตพื้นที่ผม ก็คือเด็กที่ข้ามจากประเทศเพื่อนบ้านมา อายุ ๑๔ ปี เพิ่งเข้ามาเรียน ป. ๑ ฉะนั้นเป็นเรื่องกระบวนการจัดการว่าเราจะเอาเด็กที่ ต่างอายุมาเรียนร่วมกันแล้วให้เกิดความปลอดภัยอย่างไร ที่จะเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไป🔗
ประเด็นสุดท้ายที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกและ ผู้ที่ฟังอยู่ทางบ้านว่า การจัดการศึกษาของไทยเราในขณะนี้ที่พรรคภูมิใจไทยได้กำกับดูแล กระทรวงศึกษาธิการอยู่ เรามีนโยบายจากที่คณะกรรมาธิการได้ร่วมกับทางฝ่ายบริหารก็คือ กระทรวงศึกษาธิการ เรามีนโยบายที่จะจัดการศึกษาให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เร่ร่อน หรือไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไร้ทะเบียนราษฎร ฉะนั้นตัวเลข เหล่านี้อย่างที่ท่านปารมีท่านได้ชี้ไปในข้อสังเกตไปแล้วว่า เป็นเรื่องที่เราจะต้องเอกซเรย์ จำนวนประชากร แล้วก็นำมาสู่กระบวนการจัดการ ฉะนั้นเพื่อความสบายใจของท่านสมาชิก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานสภาไปว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราจะทำงานกันอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ ในสัปดาห์หน้าก็จะได้พูดถึงเรื่องเด็กที่ออกนอกระบบมันก็จะผูกกัน ฉะนั้น ผมต้องขอบคุณท่านประธานไปยังท่านสมาชิกที่กรุณาได้ให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นประโยชน์ ผมหวังว่ารัฐบาลจะได้รับข้อสังเกตเหล่านั้น รับข้อสังเกตในข้อสังเกตที่เขียนไว้ในรายงาน และข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกได้ให้ไว้ต่อสภานี้ไปดำเนินการต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ จากการที่ได้ฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ มีความเห็นไปในทิศทาง เดียวกันนะครับ ก็คือเห็นด้วยกันกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ท่านประธานได้มอบหมายให้พูดถึงประเด็นที่มีเด็ก ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมาที่จังหวัดอ่างทอง เราก็ถือว่าเป็นดองกันนะครับท่านณัฐวุฒิ เชียงรายกับอ่างทองไม่ใกล้ไม่ไกลนะครับ หลังจากที่ทางสภามีมติให้รับญัตติเรื่องของ การแก้ไขปัญหาเด็กไร้สัญชาติ ทางคณะกรรมาธิการการศึกษาเองก็ได้ถือว่าเป็นวาระสำคัญ ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ หรือท่านโสภณ ซารัมย์ ก็ได้นำ เรื่องนี้เข้าที่ประชุมโดยเร่งด่วน แล้วก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมา แล้วนำทีมลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย เชียงรายอย่างน้อย ๓ ครั้ง เพื่อที่จะไปดูต้นเหตุของปัญหา ซึ่งดังที่ทราบนะครับว่า ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ท่านได้คลี่ปมประเด็นเหตุแห่งการยื่นญัตติ รวมไปถึงบรรยายเส้นทาง แนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังผู้บริหารระดับสูงและระดับปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนแล้ว ชี้ให้เห็นทางออกของการดำเนินการเกี่ยวกับการ จัดการศึกษาสำหรับเด็กไร้สัญชาติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมถึงท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ท่านธีระชัย แสนแก้ว ท่านพุธิตา ชัยอนันต์ ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ และท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ขออภัยที่เอ่ยนามทั้งหมด ท่านมีความเห็นที่เป็นประโยชน์ อย่างยิ่งต่อจัดการศึกษาให้กับเด็กไร้สัญชาติเหล่านี้ เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญมี ๒ ประเด็น คือ การให้การศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายดังที่กล่าวถึง มีเด็กอย่างน้อย ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มที่เกิดในประเทศไทย ตกสำรวจไม่มีหลักฐาน ว่าด้วยการทะเบียนราษฎรนั่นกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็คือเด็กที่มากับพ่อแม่ทำงานในประเทศไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย อันนี้เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย อีกกลุ่มหนึ่งที่มาเรียนก็คือ เด็กที่ข้ามมาเรียน ข้ามมาเป็นรายวันหรือจะอยู่เป็นเทอม อันนี้ก็แล้วแต่ก็ถือว่าเป็นการ ข้ามมาเรียน และที่ท่านได้อภิปรายมาจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง หรือภาคใต้ก็ดี มีทิศทางที่คล้าย ๆ กันทั้งหมด ในวิธีปฏิบัติเหล่านี้นะครับ กระทรวงศึกษาธิการได้สร้างระเบียบขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๘ ให้สามารถที่จะรับเด็กเหล่านี้ เข้ารับการศึกษาได้ เพื่อที่จะให้เกิดความคล่องตัวไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็ให้เด็กได้รับหัว G ที่เราพูดถึง คือ Generate เป็นเลข ๑๓ หลักแทนไป ส่วนที่เข้ามาที่ไม่มีหัว G ก็ถือว่าได้รับการศึกษา แต่ไม่สามารถที่จัดสรรงบประมาณให้กับนักเรียนเหล่านั้นได้ นี่คือปมของปัญหา เมื่อโรงเรียน เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ๑. ตัวผู้เรียนเอง ตัวนักเรียนเอง การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เอง กระทบกับทั้งในส่วนของผู้เรียนและในส่วนของครู บุคลากรที่รับผิดชอบ รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีส่วน ที่เกี่ยวข้องก็คือระเบียบกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในหลายเรื่อง อย่างเช่น ระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาให้กับเด็กไร้สัญชาติ ปี ๒๕๔๘ ซึ่งมันยาวนานมากแล้ว ๒๐ กว่าปี วันนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความรับผิดชอบ มันมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นภาระสำคัญของกรรมาธิการที่เราก็ต้องดูเรื่องนี้ด้วย เช่นเดียวกัน แต่ผมก็เชื่อว่าพี่น้องผู้แทนราษฎรที่ท่านอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ท่านก็ทราบปัญหา เหล่านี้ ก็คงจะช่วยกันดำเนินการในสิ่งเหล่านี้หมด การแก้ไขปัญหาในเชียงรายก็ให้เด็ก ส่วนหนึ่งได้เข้าเรียนตามความต้องการของเขา บางส่วนก็ดังที่ทราบไปนั่นคือการแก้ไขปัญหา ที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ภาคไหนของประเทศไทย จึงจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งทั้ง ๖-๗ ท่านนั้น ท่านก็ได้เสนอวิธีการและ แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ ผมฟังแล้วทึ่ง แล้วท่านก็เห็นระบบ และรู้ปัญหาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงมี ๒ แบบก็คือ แก้เชิงระบบกับแก้ แบบ Case By Case ที่มีปัญหาขึ้น นั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและทั้งหมดทั้งมวลนั้นครับ นอกเหนือจากเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การปรับ Mindset ของผู้บริหารระดับสูง ที่รับผิดชอบ Mindset ของผู้ปฏิบัติก็ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้ว่า นี่คือมนุษย์เหมือนกันที่เข้ามาพึ่งใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร เพราะฉะนั้นไทยเป็นเมืองพุทธ มีเมตตา มีมนุษยธรรม จึงจำเป็นที่ต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง จึงเป็น หน้าที่สำคัญ นี่คือสิ่งที่เราได้เห็นภาพรวมทั้งหมด การแก้ไขปัญหาในเคสของอ่างทอง ที่ผ่านมา ก็เป็นไปดังที่ทราบแล้วก็ไปได้ระดับหนึ่ง แต่เราเองก็เห็นปัญหาระยะยาวที่ต้อง แก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะฉะนั้นระเบียบปฏิบัติอะไรที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ที่จะทำให้คนที่เข้ามารับการศึกษา นักเรียน เด็กที่จะต้อง ได้รับสัญชาติเข้ามาช่วย เข้ามาเรียนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่อง สำคัญเช่นเดียวกัน ก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นมาและผมเชื่อว่า ต่อไปนี้ทิศทาง ของการทำงานร่วมกัน และการปรับ Mindset ใหม่ทั้งหมดของพวกเราตรงกัน แล้วก็คงจะ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตรงเหตุเช่นเดียวกัน ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขออนุญาตค่ะท่านประธาน เล็กน้อยค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ท่านประธานคะ พอดีว่าท่านประธานโสภณให้ดิฉันสรุปสักเล็กน้อย กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการการศึกษานะคะ ดิฉันขออนุญาตขอบคุณทุกท่าน ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้ข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ที่ตัวดิฉันและคณะกรรมาธิการ การศึกษาจะได้นำไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็นำไปปฏิบัติผลักดันต่อในคณะกรรมาธิการ การศึกษา จะขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยตอบข้อสังเกตของท่านสมาชิกบางท่าน โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านละออง ติยะไพรัช พรรคเพื่อไทย ที่ได้ห่วงใย ในกรณีเด็กไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรที่มีอายุเยอะ เช่น อาจจะอายุ ๑๐ กว่าขวบ และเข้าเรียน ป.๑ นะคะ ในกรณีนี้ตัวดิฉันเองและกรรมาธิการทุกท่านก็ได้ถกประเด็นนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เราก็ห่วงใยในประเด็นนี้ กรณีอย่างนี้ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า เด็กเหล่านี้เขาขาดโอกาส แทนที่เขาจะเข้าเรียน ป.๑ ตั้งแต่อายุ ๖ ขวบหรือ ๗ ขวบ แต่เนื่องจากเขาเป็นเด็กที่ไม่มีสถานะทะเบียนราษฎร เขาจึงเข้าสู่ระบบการศึกษาช้าใช่ไหมคะ เข้าสู่ระบบการศึกษาอาจจะเข้า ป.๑ ๑๓ หรือ ๑๔ ขวบแล้ว ซึ่งประเด็นนี้มันก็เป็นประเด็น ที่เกิดขึ้นกับเด็กสัญชาติไทยได้ ไม่ใช่ว่าจะพบกรณีเด็กไม่มีสถานะทะเบียนราษฎรเท่านั้น ดิฉันก็จะได้ผลักดันต่อ และนำเสนอข้อสังเกตของท่านละอองไปยังผู้เกี่ยวข้อง คือ สพฐ. แล้วก็สถานศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ อันนี้ขอรับไว้🔗
ประเด็นต่อมานะคะ ข้อสังเกตของท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส. เชียงใหม่ เพื่อนร่วมพรรคดิฉัน ที่ได้พูดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ที่ตกหล่นออกไปจากระบบการศึกษาเรา ระบบการศึกษาเราไม่โอบรับเขา จนเขาจะต้อง หวังพึ่งพระศาสนา ในการเป็นช่องทางในการเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการไปบวชเรียน เป็นสามเณร ประเด็นนี้ดิฉันมีความกังวลเช่นเดียวกับที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคเดียวกับดิฉันห่วงใย เพราะว่าเราได้ยินข่าวเรื่องเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในกลุ่ม น้องสามเณรต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง Child Safeguarding หรือระบบ การคุ้มครองเด็ก ซึ่งประเด็นนี้ดิฉันก็คงจะหาข้อมูลเพิ่มและแสวงหาความร่วมมือถกเถียงต่าง ๆ แล้วก็ผลักดันกันต่อในคณะกรรมาธิการการศึกษา เพราะว่ากรณีน้องสามเณรที่บวช และจะเข้าสู่การศึกษาในลักษณะของสถานะสามเณร มันก็ยังมีกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อ เพราะว่าตามกฎหมายโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จะเปิดการศึกษา ในระดับมัธยมเป็นต้นไป คือ ม.๑ เป็นต้นไป จะไม่ได้เปิดรับในระดับประถมศึกษา ก็เลย ทำให้พระอาจารย์หรือพระภิกษุสงฆ์ในบางพื้นที่ท่านหวังดี อยากจะเติมเต็มการศึกษาระดับ ประถมศึกษาให้กับน้องเณร จริง ๆ แล้วเป็นพื้นที่ในเขตของท่านณัฐพล สส. เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ที่ดิฉันก็ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมกับท่าน ที่พระอาจารย์ของวัดหนึ่งในจังหวัด เชียงใหม่ ได้ไปใช้วิธีการตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติ เพราะว่านี่ละค่ะ มันมาจากกฎหมายโรงเรียนพระปริยัติธรรมมันยังมีช่องโหว่ตรงนี้ อันนี้เราก็คงจะต้องขับเคลื่อนกันไป เพราะจริง ๆ แล้วการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่า จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการหรือจะเป็นท้องถิ่นที่จะต้องจัดให้ทุกคน แต่ในเมื่อมันมีรอยโหว่ ตรงนี้ เดี๋ยวเราก็คงจะต้องขับเคลื่อนกันต่อไป🔗
ในประเด็นต่อมาที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคก้าวไกล พรรคเดียวกับ ดิฉันที่ได้กังวลเรื่องกรณีว่าเราได้ถอดบทเรียน เคสโรงเรียนอ่างทองในการประชุมของการทำ รายงานฉบับนี้หรือไม่ ดิฉันขอนำเรียนท่านณัฐวุฒิตรงนี้ว่า เราได้พูดคุยถกเถียงกันกว้างขวาง ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ แล้วก็นำมาสู่การตกผลึกว่าเหตุที่เกิดเคสอ่างทองขึ้นมา ก็เพราะว่าทั้งครู ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานต่าง ๆ อาจจะยังมีความ ไม่เข้าใจในหลักการการปฏิบัติ และยังไม่ได้เข้าใจว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษา โดยไม่คำนึงว่าเขาจะเป็นเด็กไทยหรือจะเป็นเด็กที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ จากความไม่เข้าใจตรงนี้ ก็เลยทำให้เกิดเคสอ่างทองขึ้นมา เราได้ถอดบทเรียนไว้จนมาสู่รายงานฉบับนี้นี่แหละ ที่เราต้องการจะให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งสำรวจเอกซเรย์ เหมือนที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการโสภณ ซารัมย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้กล่าวไว้ ว่าเราจะต้องเอกซเรย์ เพื่อหาข้อมูลให้ได้ก่อนว่าเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรมีกี่คน กันแน่และมีกี่กลุ่ม เพราะว่าข้อมูลที่ชัดเจนจะนำไปสู่วิธีการแก้ไขได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เราได้ทำการถอดบทเรียนเอาไว้แล้วนะคะ และจนเป็นที่มาของแนวทางการที่จะดำเนินงาน ในรายงานฉบับนี้นะคะ🔗
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นสุดท้ายนะคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ร่วมกัน กับกรรมาธิการการศึกษานะคะ ช่วยกันเข้ามาให้ข้อเสนอแนะและข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนเป็นที่มาของรายงานฉบับนี้นะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อสมาชิกคณะกรรมาธิการ การศึกษาทุกท่าน ทุกพรรค และขอบคุณเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ สพฐ. เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวง เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวง พม. กระทรวงแรงงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ภาคเอกชน NGO หลายภาคส่วน ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม อย่างเช่น อาจารย์สุมิตร วอพะพอ องค์กร Plan International อาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา อาจารย์สันติพงษ์ มูลฟอง มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล อาจารย์ศิราพร แก้วสมบัติ มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน ที่เป็น ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งในการดำเนินการช่วยเหลือในประเด็นเรื่องเด็กไม่มีสถานะ ทางทะเบียนราษฎร ที่ท่านได้ดำเนินการมาหลายปีแล้วแล้วก็เข้ามาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการ จนได้ข้อมูลเป็นที่มาของรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับนี้ ดิฉันต้องขอขอบคุณ ไว้ ณ ที่นี้นะคะ ขอขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ท่านสมาชิกครับ จากการรับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ซึ่งมีความเห็นไป ในทิศทางเดียวกันนะครับ คือเห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ และไม่มีผู้ใดคัดค้านนะครับ ดังนั้น ผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่นะครับ หากไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ และข้อ ๑๐๕ ประกอบกับข้อ ๘๘ ซึ่งผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไปนะครับ ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ ท่านมีอะไรไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอเสนอเปลี่ยน ระเบียบวาระการประชุมครับ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕๔ (๒) โดยจะขอนำ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕.๒๑ ร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... (นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ระเบียบวาระที่ ๕.๑๙ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ระเบียบวาระที่ ๕.๓๕ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... (นายรังสรรค์ มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันครับ มาพิจารณาต่อจาก🔗
ระเบียบวาระที่ ๕.๓ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
โดยให้มีผลในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๗ ในวันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานผมยกมือทั้ง ๒ สถานะนะครับ ด้านหนึ่งผมยกมือรับรองด้วยนะครับ แต่ว่าจะยกมือขอตั้งข้อสังเกตว่า ผมเข้าใจขั้นตอนหรือว่าประเด็นที่ท่านเลื่อนรายงาน ครบถ้วนสมบูรณ์ตรงกันหรือไม่นะครับ จะได้ไม่ต้องนำไปสู่การลงมติ ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตนำเรียนว่า ณ ขณะนี้กฎหมายที่ค้างวาระการพิจารณาอยู่ฉบับแรกเลย คือการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ Hashtag ที่เรียกว่าประเทศนี้ไม่ตีเด็ก ซึ่งเป็นของผมกับคุณภัสริน รามวงศ์ ถ้าผมฟังท่านตัวแทนวิปรัฐบาล ท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ พูดไม่ผิดหมายถึงว่า ของผมนี่ไม่ได้มีการเลื่อนใช่ไหมครับ ยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สัปดาห์หน้าวันที่ ๒๔ ปุ๊บกลับมาปุ๊บ ผมสรุปญัตติก็รับหลักการ อันนี้เข้าใจ ถูกต้องใช่ไหมครับ นั่นเป็นประการที่ ๑ ก่อนนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่าผมเข้าใจว่าหลังจากของผมแล้ว ก็จะมีการเลื่อน กฎหมายเข้ามา พอดีวาระสัปดาห์นี้มันเป็นพิเศษนะครับ มันเลยไม่มีรายละเอียดว่าอันไหน อยู่เท่าไร แต่ว่า ๑ ในนั้นเข้าใจว่าจะเป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเสนอโดย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ผมเข้าใจว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งถ้าเป็น กรณีของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับเพศ ทางผมเองก็คงเห็นด้วย เพราะว่าเรื่องเพศก็มีหลายเรื่อง แต่ว่าผมอยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนนะครับท่านประธานว่า เท่าที่ผมตรวจดูวาระทั้งหมดจะมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ในหมวดที่ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับเพศ อย่างน้อยนะครับ อย่างน้อย ๓ วาระด้วยกัน ก็คือวาระของคุณภคมน หนุนอนันต์ ของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นการแก้ไขความผิดในข้อหาการคุกคามทางเพศ แล้วก็ มีของท่านจุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก็มีการพิจารณาในประเด็นเรื่องของ มาตรา ๒๘๗/๑ อะไรต่าง ๆ ด้วย ทีนี้ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนก็คือว่า สมมุติว่าถ้าเราอนุญาต ให้มีการเลื่อน สภาแห่งนี้เห็นชอบให้มีการเลื่อน ทางท่านประธานก็จะพูดคุยกับทางสำนัก การประชุมว่า ถ้ามีวาระทำนองเดียวกันใช่ไหมครับก็จะเอามาพิจารณารวมกัน อันนั้นต้อง พูดเผื่อไว้ก่อนนะครับ เพราะว่าไม่ใช่ว่าเลื่อนไปปุ๊บเกิดพิจารณาของท่านอนุทินอย่างเดียว ของคุณภคมน ของท่านจุติตกไปด้วย ก็เกรงว่ามันจะไม่สมบูรณ์นะครับ ก็ขออนุญาตว่า สัก ๒ ประเด็นครับท่านประธานครับ ๑. ก็คือว่าของผมนี่อยู่อันดับ ๑ นะครับ ท่านรับหลักการ ตามที่เราพูดคุยกันใช่หรือไม่นะครับ แล้วก็อันดับที่ ๒ ถัดไปหรือ ๓ ถัดไปก็จะเป็นประเด็น ความผิดเกี่ยวกับเพศ เพราะว่ากฎหมายอาญามันมีเยอะครับท่านประธาน ๓๐๐ กว่ามาตรา พอเขาบอกแก้ไขเพิ่มเติม จุด จุด จุด ก็เลยไม่รู้เรื่องใด ถ้าเป็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับเพศ ของท่านอนุทิน อันนี้เราเข้าใจตรงกันก็จะได้เห็นชอบตรงกันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ก็ที่ขอเลื่อนมานี้นะครับ ถ้ามีเรื่องไหนที่เป็นทำนองเดียวกัน เดี๋ยวสำนักการประชุมจะจัดการ เอามาประกบด้วยนะครับ ท่านมีอะไรครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ก็ตอบถึงข้อสงสัย ของเพื่อนสมาชิกว่าในระเบียบวาระในวันพุธหน้า เรื่องที่ ๕.๓ ที่เราค้างกันอยู่ครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ยังเป็นสิ่งที่เราจะพิจารณาเป็นอันดับแรกต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีการเลื่อนไปไหน ยังอยู่ด้วยกันนะครับ และหลังจากนั้นครับ ส่วน ๓ ร่างกฎหมาย ที่ขอเลื่อนในวันนี้ครับ ถ้ามีร่างกฎหมายใดที่มีหลักการตรงกันครับ ก็จะถูกนำมาพิจารณา พร้อมกันครับ ทั้งหมดทั้งมวลครับ ทางฝ่ายสภาก็จะเป็นผู้พิจารณาว่าหลักการของแต่ละ กฎหมายนั้น สามารถไปด้วยกันได้หรือไม่ ถ้าไปด้วยกันได้ก็จะยกขึ้นมาพิจารณาพร้อมกันครับ🔗
ขอบคุณครับ ด้วยมีสมาชิกเสนอญัตติขอเปลี่ยนวาระตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) โดยขอนำ🔗
ร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. .... ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗
ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ขึ้นมาพิจารณาต่อจาก🔗
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม กับคณะ เป็นผู้เสนอ ในระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้าง พิจารณา🔗
ทั้งนี้ จะมีผลในคราวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๗ วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ท่านณัฐวุฒิไม่ขัดข้องนะครับ จะมีสมาชิกท่านอื่นไหมครับ ที่เห็นเป็นอย่างอื่น ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้เปลี่ยนระเบียบวาระ🔗
๕. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษาการแก้ไข ปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ซึ่งคณะกรรมาธิการ กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ เชิญกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗
พร้อมแล้วนะครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ได้รับมอบหมายจากท่านพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการ ทำหน้าที่นำเสนอการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ตามที่ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบัน ครอบครัว โดยท่านวิทยา แก้วภราดัย และคณะเป็นผู้นำเสนอ และมีมติให้ส่งมาที่ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความ หลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ตามข้อบังคับการประชุมสภา ผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ กำหนดระยะเวลาพิจารณาศึกษาไว้ถึง ๙๐ วัน หลังจาก การพิจารณาศึกษาคณะกรรมาธิการได้ข้อสรุป เกี่ยวกับแนวทางการร่วมสร้างเด็กและ เยาวชนในสังคมไทย เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของ สถาบันครอบครัว โดยเน้นไปที่การร่วมมือกันแก้ไขปัญหานะคะ เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ทุกคนมีความเข้าใจดีแต่สิ่งที่ขาดก็คือการตระหนักรู้ การคิดหาหนทาง หรือวิธีการ อย่างไรที่จะมาร่วมกันสร้างเด็ก เยาวชนในสังคมไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้ดียิ่งขึ้น โดยจากการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ ประกอบกับข้อมูลที่ได้จาก การประชุมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการได้ค้นพบแนวทางในการแก้ไขปัญหา ดังนี้ค่ะ🔗
๑. บทบาทของสถาบันครอบครัวต่อการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน🔗
๒. บทบาทของสถาบันการศึกษาต่อการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน🔗
๓. บทบาทของสื่อมวลชนต่อการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน🔗
๔. การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงให้สอดคล้องกับพันธกรณี ระหว่างประเทศ🔗
การพิจารณาศึกษาเรื่องการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคง ของสถาบันครอบครัว ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะคะ ด้วยเนื้อหาทั้งสองส่วนนี้🔗
๑. ใช้นโยบายของรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน🔗
๒. หน่วยงานภาครัฐที่มีเครื่องมือหรือกฎหมายอยู่แล้ว สามารถนำมา ขับเคลื่อนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ในทันที🔗
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการศึกษา เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษาการ แก้ไขปัญหาการดูแลของเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว พิจารณาเสร็จแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดนำเสนอที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกขออภิปรายนะครับ ท่านแรกท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา จริง ๆ ผมก็ขอร่วมอภิปรายในรายงานฉบับนี้นะครับ ศึกษาปัญหาการดูแลเด็กและเยาวชน จริง ๆ ผมลืมญัตตินี้ไปแล้วนะครับว่า มันมีญัตติเพื่อจะให้ทาง กมธ. สตรีและเด็กมาศึกษาเรื่องนี้ แต่จริง ๆ ต้นเรื่องก็คือผมได้ทำหนังสือถึงกรรมาธิการสตรีและเด็กให้พิจารณาเรื่องปัญหาเด็ก ที่มาขายพวงมาลัย ปัญหาเด็กที่มาเร่ร่อนอยู่ตามสี่แยกใหญ่ ๆ ในเมืองอย่างถนนสุขุมวิท ถนนพระราม ๔ สี่แยกคลองเตย สี่แยกอโศก นานา เป็นพื้นที่ที่ผมเป็นผู้แทนอยู่นะครับ ก็ได้รับการตอบว่าให้ไปอ่านรายงานฉบับนี้ครับ ผมก็มาอ่านรายงานฉบับนี้จริง ๆ ว่า ถ้าเผื่อเป็นผมเจอปัญหาอย่างนี้ ผมจะไปหาทางแก้ไข มีแนวทางที่จะแก้ไขอย่างไร เพราะผมก็เคยไปลงพื้นที่กับ พม. เคยไปลงพื้นที่กับ สน. ท้องที่ มันก็แก้ได้เป็นเฉพาะครั้ง เป็นเคสไป แก้ไม่ได้สักที มีข้อร้องเรียนมาตลอดเวลาเรื่องปัญหาเด็กเร่ร่อน เด็กขายพวงมาลัย ในยามวิกาล สวัสดิภาพของเด็กก็ไม่ได้รับการดูแล ซ้ำร้ายกว่านั้นมีพ่อแม่เอาเด็กมา เด็กเล็ก เด็กแดงออกมาขายพวงมาลัย ออกมาขายของข้างถนนนะครับ ซึ่งก็เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ด้วยนะครับ ก็อยากจะทราบว่ามีแนวทางอย่างไร อ่านไม่เจอครับในรายงานนี้ แต่โอเค ก็มีหลายประเด็นที่อยากจะอภิปราย ก็เป็นภาพรวมนะครับ ๑. ผมขอเริ่มต้นตั้งแต่เกิดก่อน มันจะต้องไปดูเรื่องให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์นี้ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ รณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ คือถ้าเผื่อไม่พร้อม ก็ลำบาก เกิดมาแล้วไม่สามารถดูแลเขาได้ และในชุมชนแออัด หรือชุมชนเมืองขนาดใหญ่ ในเขตคลองเตยนี้ก็ท้องก่อนแต่งเยอะมาก อายุ ๑๓-๑๔ ปีมีลูกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงออกมา แล้วจะดูแลกันอย่างไร แต่เมื่อมีเด็กออกมาแล้ว การสำรวจสิทธินี้เป็นเรื่องสำคัญ เด็กต้องเข้าถึงเรื่องสวัสดิการสาธารณสุข สวัสดิการการศึกษา คือการสำรวจสิทธิให้มีสูติบัตร ขึ้นทะเบียนราษฎรเพื่อให้รับสวัสดิการจากรัฐ อันนี้ผมเห็นด้วยสนับสนุนนะครับ การเอาผิดกับ พ่อแม่ผู้ปกครองที่ละเมิดสิทธิเด็กหรือปล่อยปละละเลยให้ลูกทำความผิด อันนี้ก็เป็น อีกประเด็นหนึ่งที่มีเขียนไว้ในรายงานนะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่ สส. ในเขตเมืองคงเจอกันเยอะ คือกรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและเยาวชนไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอ อันนี้เป็นปัญหาคือส่งไป เต็ม คุณภาพไม่ดี ก็วน Loop กลับมาอยู่ข้างถนนเหมือนเดิม พอไปถึงโตขึ้นไปหน่อยก็เป็นเรื่องของการศึกษา ในปี ๒๕๖๕ ก็พบว่ากระทรวงศึกษาธิการคาดว่าเด็กไทยตกหล่น หลุดออกนอกระบบการศึกษา มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ กว่าราย พอไปอ่านสาเหตุก็รู้อยู่แล้วครับ รายได้ไม่เพียงพอ ผู้ปกครอง ไม่มีเวลา คือเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกต้องเอาลูกไป ทำมาหากินด้วย อันนี้เป็นเหตุผลหลักเลยว่าทำไมเด็กไทยถึงหลุดออกนอกระบบ ด้วยปัญหา เศรษฐกิจ ยิ่งตอนนี้เห็นชัดเลยนะครับ ในเมืองชั้นในถนนสุขุมวิท ในเขตคลองเตย มีเด็ก เร่ร่อน เด็กขอทานเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ ก็อยากจะทราบแนวทางในการที่จะแก้ไข เหมือนกัน เข้าใจว่าในรายงานท่านก็เขียนเป็นภาพรวมเอาไว้ว่า เชิงนโยบายต้องทำ อย่างไรบ้าง อย่างเช่น โอเค สนับสนุนให้สถาบันครอบครัว ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการได้มีโอกาส ทำกิจกรรม พูดคุยร่วมกัน เพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าอะไรต่าง ๆ ก็มีข้อเสนอแนะที่เป็นภาพรวม เพราะท่านก็เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหลายหน่วยงาน อย่างเช่น มูลนิธิดวงประทีป ในเขตคลองเตยก็มาชี้แจง เขาก็มีแนวทางที่ทำอยู่แล้วในเชิงสังคมสงเคราะห์หรือการที่จะ ดูแลเด็กที่ติดยาเสพติดโดยการย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ปรับสภาพแวดล้อม ก็ฝากไว้นะครับ ว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขท่านมาดูได้ในเขตเมือง ก็อยากจะฝากให้พิจารณาบรรจุวาระ ของผมว่าจะแก้ไขเด็กขอทาน เด็กเร่ร่อนในเมืองอย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขออนุญาตเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอภิปราย ในเรื่องรายงานการพิจารณาการศึกษาของปัญหาเด็กเยาวชน แล้วก็สถาบันครอบครัว คืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันอ่านในรายงานนี้ก็จะรู้สึกว่า มันเป็นลักษณะแบบภาพรวมนะคะ แล้วก็เป็นเรื่องการบูรณาการงานต่าง ๆ แต่ท่านประธานคะ ดิฉันยังไม่ได้เจอถึงแนวทาง การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เรารู้กันอยู่แล้วว่าปัญหาเด็กและเยาวชนที่เราพบบ่อย ๆ มันก็จะมีทั้งปัญหาติดยาเสพติด ติดแอลกอฮอล์ หรือว่าติดการพนัน ก่ออาชญากรรม ท้องก่อนวัยอันควร ปัญหาซึมเศร้า ฆ่าตัวตายก็เยอะขึ้น ปัญหาการถูก Bully ก็มีมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เราพบเจอเยอะเหลือเกิน แล้วเราก็เห็นว่าหลายหน่วยงานที่ท่าน อาจจะเชิญมาในคณะกรรมาธิการที่ท่านศึกษาอยู่ก็ดี หรือว่าอ่านในรายงานนี้ทราบว่า หลายหน่วยงานเลยพยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อะไรประมาณนี้นะคะ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านก็มี กระทรวงอุดมศึกษามีหมดเลยมาบูรณาการงานกัน แต่ว่ายังไม่เจอะเจอคำตอบ ดิฉันมี ข้อเสนออย่างนี้ค่ะว่า ในการที่เราจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีปัญหา ต่าง ๆ มากมายที่ดิฉันพูดถึง หน่วยงานที่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชนมากที่สุด อาจจะต้อง พิจารณาถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งท่านก็เขียนในรายงานเหมือนกันว่า องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีความใกล้ชิดกับประชาชน แต่สุดท้ายมันไม่มีคำตอบว่า แล้วทำอะไร ทำอย่างไร ถูกไหมคะ เพราะฉะนั้นจากมุมมองของดิฉันเอง คิดว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเขาใกล้ชิด เขามีการไปเยี่ยม เขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เขาเป็น นักการเมืองที่ในวันข้างหน้าเมื่อครบวาระเขาจะต้องเลือกตั้งอีก เขาก็ต้องดูแลประชาชน ถ้าเขาอยากจะได้เป็นอีกนะคะ เขาต้องดูแลประชาชน เขาต้องลงไปคลุกเข้าไปเจอปัญหา แต่ถ้าเกิดว่าเป็นนักการเมืองที่คิดว่าในอนาคตจะไม่อยากเป็นนายก อบต. อะไรแล้ว เขาอาจจะไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความสำคัญก็เป็นไปได้ แต่เอาละค่ะ เอามาพูดถึงหน่วยงาน การปกครองท้องถิ่นที่เขาทำดี ๆ นะคะ ทำดี ๆ ถามว่าคืออะไร ดิฉันเจอะเจอแล้วก็โทรศัพท์ ไปพูดคุยกับทั้งเทศบาลก็ดี อบต. ก็ดี บางที่เขาเป็นอย่างนี้ค่ะ เขาเป็นหน่วยงานที่ทำอะไร มีกิจกรรมที่ลงไปทำ เช่น เขามีครูที่เรียกว่า เป็นครูอัตราจ้าง ที่จ้างพิเศษเพื่อลงไปดูในพื้นที่ ดูในพื้นที่ว่าบ้านเรือนเหล่านั้นมีปัญหาอย่างไร ทำหน้าที่เดินเข้าไปดู ดู ดู เขามีกิจกรรม เรียกว่า To Be Number One ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดิฉันเองก็เป็นประธานที่ปรึกษาอยู่ใน เขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ดิฉันรู้เลยว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะว่าช่วยให้เด็กนั้น มีทัศนคติที่ดี หลีกจากยาเสพติด อันนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ดี เขามีพี่น้อง อสม. เข้าร่วมด้วย ซึ่งพี่น้อง อสม. นั้นเป็นคนที่ขลุกอยู่กับ ๕ บ้าน ๑๐ บ้าน รู้จักหมดเลย จะลุงป้าน้าอา ลูกหลานต่าง ๆ นานา อสม. จะเป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า อสม. นั้น ไม่ได้อยู่กับท้องถิ่น อสม. อยู่กับสาธารณสุข ดังนั้น ถ้าจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดประชาชน สามารถทำงานแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนได้ดีมากขึ้น น่าจะต้อง คำนึงถึงเรื่องการให้งบประมาณเขามากขึ้น ย้าย อสม. มาอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เขามีเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ทำโครงการเข้าไป ทางราชการเราก็ให้เงินเขามากขึ้น ในขณะเดียวกันให้ อสม. อยู่กับเขา เพื่อช่วยให้ อสม. มีงบประมาณในการที่จะช่วย ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเด็กป่วย พ่อแม่ไปทำงานทำการไม่มีเวลาดูแลลูกเลย อสม. สามารถช่วย แต่ อสม. จะพาเด็กไปโรงพยาบาล ยกตัวอย่าง จะทำอย่างไร อสม. ถ้าอยู่กับท้องถิ่นช่วย ได้ง่ายมากขึ้น แต่ถ้าไม่อยู่ท้องถิ่น อสม. ก็อาจจะนั่งเห็นอกเห็นใจ หรือใช้เงินส่วนตัวของ อสม. อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งดิฉันคิดว่าในแนวคิดของดิฉันคือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มามีส่วนในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนมากขึ้นนะคะ เพราะใกล้ชิดมากขึ้น แต่จะถาม ท่านว่าท่านได้ ศึกษาลงไปลึกหรือเปล่าว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาทำอย่างไรได้บ้าง จากมุมมองดิฉัน ดิฉันบอกไปแล้วนะคะ เขาสามารถทำโน่นทำนี่อย่างที่ดิฉันคิด แต่ท่าน ได้ศึกษาหรือเปล่า อยากจะรู้จริง ๆ เพราะว่าปัญหาเด็กและเยาวชนมันมากขึ้น ๆ ทุกวัน แล้วยังหาหนทางไม่ได้ การบูรณาการงานมันมีมานานแล้วและมันยังทำอยู่ แล้วก็ยังแก้ปัญหา ไม่ได้ และอุตส่าห์มีกรรมาธิการวิสามัญศึกษาตรงนี้แล้ว ทำไมคำตอบในเล่มที่มีจึง กว้างใหญ่ไพศาล แล้วดิฉันหาคำตอบไม่เจอนะคะ อยากทราบด้วยปากของท่านกรรมาธิการ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สมุทรสงคราม พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนรายงานผลการศึกษา พิจารณาในญัตติพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคง ของสถาบันครอบครัว ของคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดี อยู่นะครับว่า เด็ก เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญกับประเทศชาติ เป็นอนาคตของชาติ เป็นกลุ่มคนที่เราต้องดูแลพวกเขาเป็นพิเศษ ดังนั้น ปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่เราจะต้องศึกษา อย่างละเอียดถี่ถ้วน ให้ครบทุกมิติ เพราะนับวันปัญหาจะมีความซับซ้อนและเกิดถี่ขึ้น ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ มากที่สุด ผมได้อ่านรายงานเล่มนี้ที่คณะกรรมาธิการมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา ให้ข้อมูลหลายหน่วยงานด้วยกันเลยครับ ที่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และสถาบัน ครอบครัว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเราจะได้ข้อมูลอย่างรอบด้านสามารถอุดช่องโหว่ ในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานด้วยกันเองได้ ท่านประธานครับ เนื้อหา ในส่วนของบทสรุป ผู้บริหาร มีการเกริ่นนำไว้ว่าจะเน้นการร่วมกันแก้ไขปัญหา หรือร่วมกัน เดินไปข้างหน้า ไม่ได้เน้นไปที่การพิจารณาศึกษาว่าปัญหามีอะไรบ้าง เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทุกคนมีความเข้าใจดีอยู่แล้ว ในส่วนของผมนะครับเห็นว่า เราควรจะศึกษาปัญหา ควบคู่กันไปด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาใด ๆ นั้นให้สำเร็จ เราควรรู้ถึงต้นตอของปัญหา อย่างถ่องแท้เสียก่อน อันจะเป็นการทำให้เราหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ตรงกับ เหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างครบถ้วนรอบด้าน และจะส่งผลให้ถึงการปฏิบัติจริงได้ ซึ่งรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาฉบับนี้นะครับ เป็นเพียงการรายงานถึงภาพรวมของปัญหาที่หน่วยงาน ต่าง ๆ ได้มาให้ข้อมูล ไม่ได้เจาะลึกถึงรายละเอียดนะครับ ไม่มีการเสนอปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และแนวทางปฏิบัติก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน อย่างเช่น ปัญหาเรื่องยาเสพติด ของเด็กและเยาวชนที่ผมจะยกมาให้เป็นตัวอย่างนะครับ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญมาก แต่รายงานฉบับนี้นะครับ มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างกว้าง ๆ โดยมี ๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พูดถึงคือ🔗
๑. สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่พูดถึงเพียงแค่การดำเนินการตามแนวคิดครู D.A.R.E. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นผู้รับงบประมาณและใช้ งบประมาณบอกไว้เพียงแค่นี้ครับ🔗
๒. มูลนิธิดวงประทีป ที่ได้ให้ข้อมูล แล้วก็แนะนำด้วยว่าการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดในเด็กและเยาวชนต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ🔗
๓. กระทรวงมหาดไทยก็กล่าวเพียงภาพรวมการดำเนินการโครงการต่าง ๆ กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รายละเอียดของกรมต่าง ๆ ในกระทรวง มีหน้าที่อย่างไรบ้าง ดูแลในส่วนใด มีความรับผิดชอบแค่ไหนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้มีข้อมูล การประเมินผล เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดของเด็ก เยาวชน ว่าประสบความสำเร็จ เพียงใด🔗
ท่านประธานครับ ปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีการใช้สารเสพติดรูปแบบใหม่ ๆ จำนวนผู้ติดยามีมากขึ้น และมีแนวโน้มอายุต่ำลงเรื่อย ๆ ช่องทางการเข้าถึง และการซื้อขาย ง่ายขึ้น พฤติกรรมการใช้สิ่งเสพติดเปลี่ยนไป มีการใช้ยาสำหรับรักษาโรค เช่น โรคพาร์กินสัน โรคจิตเวช ยาคลายกังวล ยาแก้ไอ มาใช้เสพติดร่วมกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า น้ำกระท่อม กัญชา ยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ สิ่งเสพติดที่เป็นผสมรูปแบบใหม่นะครับ ที่เรียกว่าซองคอลลาเจน สถานการณ์ตอนนี้นะครับเราพบว่าเด็กและเยาวชน ใช้ยาพวกนี้ทำให้เกิดผลเสียทาง ระบบประสาทและสมองกันอย่างแพร่หลาย โดยการใช้จะใช้ในปริมาณทีละมาก ๆ เพราะการหาซื้อก็เข้าถึงได้ง่ายและราคาถูก เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เกิด เหตุการณ์ที่มีผลมาจากยาเสพติดจนเป็นข่าวในจังหวัดสมุทรสงครามของผมนะครับว่ามี ผู้ก่อเหตุอายุเพียงแค่ ๑๗ ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก่อเหตุใช้กระป๋อง Lacquer ที่เป็นวัตถุไวไฟฉีดพ่นตามร่างกายเพื่อน หลังจากนั้นก็ใช้ไม้ตีเพื่อน ซึ่งมีอายุ ๑๕ ปี เมื่อเกิดเหตุแล้วข้างบ้านเขาได้แจ้งกับผู้นำชุมชน โดยผมก็ได้ประสานงาน ถ้าผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์ได้ตรวจร่างกายเบื้องต้น แล้วพบว่า มีบาดแผลไฟไหม้ขั้นที่ ๒ บริเวณใบหู ลำคอ ศีรษะ ใบหน้า และแผ่นหลัง ร่างกายก็มีรอยฟกช้ำทั่วตัวหลายแห่ง ผู้ก่อเหตุให้การว่าตนโมโหเพื่อนหลังจากที่มีปากเสียงกัน เกิดการชกต่อยกัน แล้วก็ก่อเหตุใช้ไฟเผาดังกล่าวนะครับ แต่สาเหตุที่สำคัญเลยก็คือ เด็กยอมรับว่าได้รับประทานยาบีไฟว์ หรือ B5 ที่ซื้อมาเม็ดละเพียงแค่ ๕ บาท กินครั้งละ ๑๐ เม็ด แล้วก็ยา ๕๔๒ หรือยาลิ้นฟ้า ซึ่งเป็นยารักษาโรคทางระบบสมอง เมื่อกินแล้ว จะมีอาการมึนเบลอ จำอะไรไม่ได้ ขาดสติ โดยระหว่างที่กินยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท เขายังมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มนั่งสูบกัญชาอยู่ด้วยกันด้วย เรียกได้ว่าเป็นการมั่วสุ่มกันเป็นแก๊งเลย ตอนนี้เด็กที่บาดเจ็บได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนเยาวชนผู้ก่อเหตุก็ถูกดำเนินการ ตามกฎหมาย จะเห็นว่ายาเสพติดมีแต่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทุกฝ่าย ท่านประธานครับ ตัวอย่างที่ผมยกมาเห็นนี้นะครับ ภัยยาเสพติดกับเด็กและเยาวชนนั้น ต้องได้รับการแก้ไข อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายให้ยารักษาโรคเหล่านี้ควบคุมให้เข้มข้นขึ้น ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ยากขึ้น รวมถึงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ถึงโทษภัย ในการใช้ยา เกินขนาดและแนวทางการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ปัญหาในเด็กและเยาวชนในด้านอื่น ๆ ยังมี อีกมากมายนะครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องยาเสพติด หากเราพิจารณาศึกษาแล้วสามารถ นำไปปฏิบัติได้จริงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก ผมต้องขอขอบคุณ ผู้เสนอญัตติ รวมถึงคณะกรรมาธิการผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการ แก้ปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในอนาคต🔗
สุดท้ายนี้ผมหวังว่าตัวอย่างเรื่องยาเสพตามที่ผมยกขึ้นมา จะช่วยทำให้ รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านละออง ติยะไพรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันได้สนใจว่าการศึกษาแก้ไขปัญหาการดูแลเด็กเยาวชนและ ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ความมั่นคงของสถาบันครอบครัวมันเป็นเรื่องที่กว้าง แต่มันต้องมีคำตอบในรายงานฉบับนี้ ดิฉันเองไม่ได้มีอคติหรืออะไรจากรายงานฉบับนี้นะคะ ดิฉันเห็นด้วยที่ท่านได้ศึกษาปัญหาต่าง ๆ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดิฉันยังมองไม่เห็นว่าวิธีการ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยวิธีไหนบ้าง คือสถาบันครอบครัววันนี้ค่าแรงยัง ๓๐๐ บาท ๔๐๐ บาท ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเรามีลูกสักคน หรือ ๒ คน จะทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้นไหม อันนี้คือสิ่งที่เป็นปัญหาว่า เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ค่าแรงงานต่ำ คุณภาพชีวิตก็คงจะต้องลำบาก ปากกัดตีนถีบ แต่ดิฉันมองถึงว่าเราได้ศึกษาไหมว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ดูแลเด็ก เยาวชน ของเราอย่างไร วันนี้เด็กที่ไปโรงเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของกิจกรรมต่าง ๆ มาก จนผู้ปกครองแทบจะไม่ไหว ชุดนักเรียน ชุดกิจกรรม ชุดวัฒนธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็เป็นภาระ เป็นปัญหาให้เกิดปัญหากับเยาวชนด้วย🔗
อันที่ ๒ ในเรื่องของปัญหายาเสพติด วันนี้โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ดิฉันเดิน ตามห้างเห็นเด็กเยาวชนยังใส่คอซองอยู่เลยสูบบุหรี่กัน เหมือนแบบไม่มีกฎหมายหรือว่า ไม่มีผิดอะไร ให้ทางกรรมาธิการได้ศึกษาหรือเปล่าว่า ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ บุหรี่ไฟฟ้า เด็กที่สูบบุหรี่มีกี่เปอร์เซ็นต์ และแต่ละสถาบันการศึกษาเขามีวิธีการจัดการอย่างไรในแต่ละ โรงเรียน อันนี้เราต้องยอมรับเลยว่ามันมีมากเหลือเกิน และปัญหาที่ดิฉันคิดว่าเป็นปัญหา เรื่องของคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคตด้วย อันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะถามกรรมาธิการว่าได้ ศึกษาปัญหาเรื่องพวกนี้หรือเปล่าเรื่องของเยาวชน🔗
อันที่ ๓ เรื่องของปัญหาด้านเศรษฐกิจ ดิฉันอยู่ในเชียงราย ดิฉันเห็นเด็ก ที่ขายนมเปรี้ยวตอนเย็นหลังเลิกเรียนและใส่ชุดนักเรียนด้วย ไปขายนมเปรี้ยวอะไรต่าง ๆ ทางกรรมาธิการได้ศึกษาไหมว่า ในเรื่องของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะช่วยเหลือเด็ก เยาวชน ที่ขาดทุนทรัพย์ หรือว่ามีปัญหาครอบครัวที่พ่อแม่อาจจะเลิกกัน หรือว่าพ่อแม่รายได้ต่ำ เด็ก ๆ จะต้องไปช่วย ทางพัฒนาสังคมเองหรือว่าทางกรรมาธิการได้เข้าไปศึกษาปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ อันนี้คือเป็นสิ่งที่ดิฉันอยากจะได้คำตอบจริง ๆ ว่าเราจะช่วยกัน เพราะรายงานฉบับนี้เป็นรายงานพิจารณาการแก้ไขปัญหาดูแลเด็กและเยาวชน และ ความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และสิ่งสำคัญที่ดิฉันอยากจะถามประเด็น ๒ ประเด็น ก็คือ ๑. เรื่องของการดูแลเรื่องเศรษฐกิจของพ่อแม่เด็กที่มีรายได้ต่ำ ๒. เราดูแลในเรื่อง ค่าใช้จ่าย ควรจะทำอย่างไรเมื่อมีการศึกษาแล้วว่า อันนี้มันคือปัญหา ดิฉันขอตั้งคำถามสัก ๒-๓ คำถาม ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกลครับ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย รายงานผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศนะครับ จากรายงานฉบับนี้ เท่าที่เห็น เท่าที่อ่านทั้งหมด ก็เห็นความพยายามว่าจะแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนในมิติต่าง ๆ ทั้งยาเสพติด ครอบครัว ความรุนแรง กระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่อย่างไรดีครับ จากที่ผมสังเกตในรายงานฉบับนี้มีบางมิติที่ขาดหายไปครับ มิติที่ผมพูดถึง คือมิติเศรษฐกิจครับ แม้ในรายงานจะมีการกล่าวถึงปัญหามิติเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก และไม่ได้มีรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังครับ เรื่องหนึ่งที่สะท้อนผ่านปัญหา เศรษฐกิจได้ดีคือตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากการศึกษา ในปี ๒๕๖๕ ที่มีมากถึง ๑,๐๒๐,๐๐๐ คน ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ถ้าเรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงวัยแบบนี้ และเยาวชนของเรา หลุดจากระบบการศึกษาปีละเป็นแสนคนแบบนี้ สาเหตุหนึ่งที่เด็กหลุดจากการศึกษาคือ ปัญหาเศรษฐกิจครับ เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น เป็นเพราะครอบครัว ไม่มีเงิน Support เด็กเหล่านี้ครับ โอเคเราอาจจะมีแนวคิดเรื่องการเรียนฟรี มีอาหาร กลางวันสำหรับเด็กยากไร้ต่าง ๆ แต่คำถามจริง ๆ คือมันเพียงพอหรือไม่ครับ ค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ได้มีแค่ค่าเทอม หรือค่าอาหาร มีค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าชุด ค่าเสื้อผ้า ชุดนักเรียนต่าง ๆ ที่จนวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมีไว้ทำไม หรือกระเป๋า เครื่องเขียน จนถึงตำราเรียนต่าง ๆ นี่ยังไม่นับว่าเรียนฟรีเองก็อาจจะไม่ได้ฟรีจริงครับ แต่โรงเรียน ก็มีการเรียกเก็บเงินผู้ปกครองเป็นค่าบำรุงต่าง ๆ ไหนจะกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาที่จริง ๆ แล้วก็ควรจะฟรี แต่ยังต้องจ่าย เช่น การทำรายงาน โครงงานต่าง ๆ ก็เป็นค่าใช้จ่ายไปหมด เด็กหลายคนที่ยากจน อาจจะพอมีครูบางคนที่ช่วย Support แต่ว่า คำถามคือครูต้องเป็นคนช่วยเหลือตลอดไหมครับ แล้วเราจะลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ในเรื่องนี้อย่างไรได้บ้างครับ การมีรถรับส่งแบบที่ผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินไปได้ไหมครับ มากไปกว่านั้นครับเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือการที่เด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือ ทำให้ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียแรงงานไป ๑ คน ปัญหานี้อาจจะเหมือนเรื่องตลก จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่แล้ว หายไปนานมาก ๆ แต่ปัญหานี้กลับมา เป็นอีกครั้งครับ เด็กหลายคนหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงโควิดครับ เพราะที่บ้านได้รับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน จนถึงวันนี้เด็กที่หลุดจาก การศึกษาเหล่านั้นก็ยังไม่ได้กลับมาเรียนเป็นจำนวนมากครับ และพอเยาวชนเหล่านี้ออกจาก ระบบการศึกษาไปตั้งแต่ ม.๓ ม.๔ ก็ทำให้ทักษะน้อย ทักษะต่ำ ทำให้งานที่ทำก็มีแค่จำกัด ไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือบ้าง รับจ้างทั่วไป หรือบางส่วนไปเป็นลูกจ้างของบริษัท แพลตฟอร์ม ที่เราเรียกกันว่าเป็น Rider ก็จำนวนมากครับ แล้วแบบนี้เยาวชนเหล่านี้จะโตไปเป็น ประชากรที่มีชีวิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่โอเคได้อย่างไรครับ นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เด็กหลุดจากการศึกษานะครับ อีกปัญหาหนึ่งที่พูดถึง ในรายงานฉบับนี้ คือเรื่องของการสื่อสารพูดคุยระหว่างเด็กกับพ่อแม่ ในรายงานพูดไว้ หลายสาเหตุครับ เช่น สังคมก้มหน้า เด็กติดเกม ติดมือถือ อะไรก็แล้วแต่ครับ แต่จริง ๆ ปัญหาสำคัญ คือพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกได้เพียงพอครับ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ไม่มีเวลา ให้ลูกได้เพียงพอ ก็เพราะต้องทำงานเลี้ยงชีพครับ พ่อแม่จำนวนมากต้องทำงาน ๖ วัน ขณะที่เด็กเรียน ๕ วัน แล้วอีก ๑ วัน เด็กไปอยู่ไหนครับ เรามีสถานที่ดูแลไหมครับ พอไม่มีคนดูแล เด็กก็หาที่ไปครับ ไปอยู่กับพี่ ไปอยู่กับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ก็ไม่ได้พาไปในทางที่ดีเท่าไรนัก นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่ง และเศรษฐกิจส่งผลกับครอบครัวโดยตรงเลยนะครับ ทุกวันนี้พ่อแม่ ต้องเครียดกับการหาเงินเลี้ยงชีพ แล้วคนเครียด ๆ จะไปเป็นพ่อแม่ที่สร้างความอบอุ่น ให้ลูกได้อย่างไรครับ ผมว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องกลับมาครุ่นคิดและตั้งโจทย์ใหม่นะครับ คือทุกวันนี้หรือแม้แต่ในรายงานฉบับนี้เอง เราก็ยังมองเด็กและเยาวชนอย่างแยกส่วนครับ เรามองว่าเยาวชนเป็นเพียงความรับผิดชอบของครอบครัวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เราต้องมองใหม่ ว่าเด็กและเยาวชนเป็นความรับผิดชอบของสังคม เพราะในอนาคตเขาต้อง โตไปเป็นผู้ใหญ่อยู่ในสังคม ไปเป็นพลเมืองประเทศของชุมชน ดังนั้น ชุมชนและสังคม ต้องช่วยกันดูแลครับ ผมมีข้อเสนอแบบนี้ครับ🔗
เรื่องแรก คือเราต้องทำให้การเรียนฟรีเป็นฟรีจริงครับ ให้เด็กที่ด้อยโอกาส เข้าถึงระบบการศึกษาได้จริงครับ โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ที่ทำให้เสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ในท้องถิ่นหรือชุมชน อาจจะต้องช่วยจัดหารถราเหล่านี้ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจต้อง Support เพิ่มเติมครับ🔗
เรื่องต่อมา คือต้องมีการลดค่าครองชีพนะครับ ที่ไม่ได้เป็นการช่วยแค่เยาวชน แต่เป็นการช่วยคนทั้งสังคม ให้ผู้ปกครองมีเงินเหลือ ให้เยาวชนไม่ต้องออกจากการศึกษา เพื่อมาช่วยพ่อแม่หาเงินหาทอง แล้วสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไป🔗
อีกปัญหาหนึ่งครับ ที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกนะครับ ต้องช่วยกันสร้างระบบ เศรษฐกิจที่ดี ทำให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น โดยเฉพาะในวันหยุดพ่อแม่บางคน ต้องทำงาน ๖ วัน เราก็ควรจะลดชั่วโมงทำงานลงมาให้ไม่เกิน ๕ วันต่อสัปดาห์ ให้เยาวชน ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ให้พ่อแม่ได้ใช้เวลากับเด็กมากขึ้น มีเวลาให้กันมากขึ้น เพื่อที่จะ สร้างความเข้าใจ หรือมีบทสนทนาร่วมกันมากขึ้นด้วยครับ เราอย่าสร้างสังคมที่พอเด็กไม่ดี ก็โทษแต่พ่อแม่หรือโทษตัวเด็ก ทั้ง ๆ ที่สิ่งสำคัญแล้ว ที่มีผลกับการเติบโตมากที่สุดคือ สังคมครับ เด็กจึงเป็นความรับผิดชอบของสังคม ของชุมชน และของพวกเราทุกคนครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสิริลภัส กองตระการ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร บางกะปิ วังทองหลาง พรรคก้าวไกล จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ที่มีภาวะเด็กเกิดต่ำ ทางรัฐบาลก็มีการผลักดัน ให้เป็นนโยบายแห่งชาติเลยนะคะ ว่าจะต้องมีการเกิดเพิ่มขึ้น แต่ว่าสิ่งที่เรามองข้ามไป ไม่ได้เลยนั่นก็คือการดูแลเด็ก คุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดมาแล้ว รวมไปถึงเยาวชนด้วยนะคะ คุณภาพชีวิตนี้ควรจะต้องรวมทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งวันนี้ดิฉันก็จะขออภิปรายถึงเรื่อง ของสภาพจิตใจของเด็ก ๆ แล้วกันนะคะ ดิฉันมีความสนใจ ๓ บทบาทสำคัญที่เป็นกรอบ ในการพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการนี้ นั่นก็คือบทบาทของ ครอบครัว อันดับแรกเลยค่ะ🔗
Prenatal Development through Adolescence หรือว่าการเข้าใจเด็กอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่การ พัฒนาการก่อนคลอดจนถึงวัยรุ่นนะคะ เราพบว่าการสร้างบุคลิกภาพจะเริ่มต้นตั้งแต่ ช่วงแรกเกิด แล้วมันจะพัฒนาไปตลอดชีวิตค่ะ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นในวัยเด็ก นั่นก็คือ ๐-๕ ขวบ ที่เขาจะมีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหลายด้าน เพราะฉะนั้น ประสบการณ์ การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่ดีมีบทบาทสำคัญในการกำหนดบุคลิกภาพของคน ๆ หนึ่ง ในระยะยาว รวมไปถึงอิทธิพลของครอบครัวนะคะ สภาพแวดล้อมก็สามารถส่งผล ถึงบุคลิกภาพ พฤติกรรม หรือกำหนดความสำเร็จในชีวิต ในอนาคตของคน ๆ หนึ่งได้ค่ะ ดิฉันได้เคยอภิปรายไปแล้วนะคะ เรื่องของการเลี้ยงลูกเชิงบวกว่ามีข้อดีอย่างไรนะคะ แล้วมันจะทำให้ไม่สร้างบาดแผลทางใจให้กับคน ๆ หนึ่งที่จะเติบโตไปอย่างไร จากรายงาน ดิฉันก็มีข้อเสนอแนะเล็กน้อยนะคะ เพื่อที่จะให้มีการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์แบบหรือว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ไปพิจารณาเพิ่มเติมนะคะ🔗
ประการแรก คือการเพิ่มโครงการที่จะส่งเสริม เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกให้มากขึ้น จริง ๆ โครงการนี้มีอยู่ในกรมสุขภาพจิตแล้วนะคะ แต่ว่าอาจจะยังทำพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงค่ะ แต่เราควรจะสนับสนุนให้มีความรู้กับพ่อแม่ที่เป็นผู้ดูแลเด็กให้มากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นคู่มือเลย ก็ได้ หรือว่าแบบฝึกหัดเลยก็ได้นะคะ ให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นมาตรฐานให้เท่ากัน ทั้งหมดค่ะ เราฝึกอาบน้ำลูกอย่างไร ห่อตัวลูกอย่างไร ป้อนข้าวลูกอย่างไร จริง ๆ เราก็ควร จะมีคู่มือที่จะฝึกการพูดคุย รับมือกับลูกในวัยต่าง ๆ กับอารมณ์ของเขา แล้วทำ แล้วฝึก ให้เป็นกิจวัตรเหมือนการเลี้ยงดูทางด้านร่างกายเลยค่ะ🔗
ประเด็นต่อไปนะคะ ก็คือการส่งเสริม หรือว่าเพิ่มเติมช่องทางในการให้ ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเชิงบวกนะคะ ถ้าเพื่อนสมาชิกท่านใดเกิดรุ่นเดียวกับดิฉัน หรือว่ารุ่นก่อนดิฉันอาจจะเคยดูรายการรักลูกให้ถูกทางนะคะ ถ้าตอนนี้ท่านมีแผนบูรณาการ กับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์อยู่แล้ว เราจะสามารถมีแนวทางในการผลิต รายการแนวนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่คะ เพราะว่าเราสามารถทำได้นะคะ ทั้ง On air ก็คือในทีวี ออนไลน์ ผ่าน Social Media หรือว่า On Ground ผ่านการจัดกิจกรรม หรือว่า Event ต่าง ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมและกระจายความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเชิงบวกให้กับพ่อแม่ ได้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานคะ สถาบันครอบครัวมีความสำคัญอย่างไรกับการสร้างตัวตน ของคน ๆ หนึ่ง ดิฉันอยากจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศมาให้ท่านได้ดูว่า มันส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างไรถ้าเด็กคนหนึ่งถูกละเลย และถูกการใช้ความรุนแรง ในครอบครัวค่ะ และดิฉันหวังอย่างยิ่งเลยนะคะว่า กมธ. นี้อาจจะหาทางออกและป้องกัน ให้ได้ก่อนค่ะ ก่อนที่จะเกิดเหตุแบบนี้เกิดขึ้นค่ะ ขอสไลด์ด้วยนะคะ🔗
ไปดูสไลด์แรกกันค่ะ เจฟฟรีย์ ไลโอเนล ดาห์เมอร์ (Jeffrey Lionel Dahmer) เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ๑๗ ราย ที่เหยื่อเป็นเด็กชายวัยรุ่น แล้วก็ชายหนุ่ม สาเหตุของเขาในการหล่อหลอมขึ้นมาให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะว่าเขาถูกปล่อยปละละเลยจากการเลี้ยงดู เพราะว่าคุณแม่ตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม และในครอบครัวมีการทะเลาะกัน ใช้ความรุนแรงกันต่อหน้าเด็กชายเจฟฟรีย์ ไลโอเนล ดาห์เมอร์ (Jeffrey Lionel Dahmer) มาโดยตลอด🔗
คนที่ ๒ ริชาร์ด รามิเรซ (Richard Ramirez) คนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ชาวอเมริกา ฆาตกรรมทรมานล่วงละเมิดเหยื่ออย่างน้อย ๑๕ คน สาเหตุมาจากการถูก เลี้ยงดูด้วยความรุนแรงและถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศค่ะ🔗
สไลด์ถัดไปค่ะ เฟร็ด เวสต์ (Fred West) และโรสแมรี เวสต์ (Rosemary West) คู่นี้เป็นคู่สามีภรรยาที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องจากประเทศอังกฤษนะคะ ทำการฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ แล้วก็มีการบังคับค้าประเวณีโดยหนึ่งในเหยื่อนั้นเป็นลูกสาวของเขาเอง ในตัวโรสแมรี เวสต์ (Rosemary West) เอง มีประวัติการถูกทำร้ายร่างกาย และล่วงละเมิด จากครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เธอเข้าใจว่า นี่คือการแสดงความรักของครอบครัว แล้วเป็นปกติที่ครอบครัวอื่นนั้นเขาก็ทำกัน จากกรณีศึกษานี้ก็คงจะสะท้อนให้เห็นแล้วว่า บทบาทของครอบครัวนั้นมีความสำคัญอย่างไร🔗
บทบาทต่อไปนั่นก็คือสถาบันการศึกษาค่ะ ดิฉันเห็นด้วยกับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เรื่องของการบูรณาการการทำงานร่วมกันนะคะ เช่น การคัดกรอง เฝ้าระวังเด็กที่มีความเสี่ยง ในรายงานนี้มีการเอ่ยถึงระบบ School Health Hero แต่ดิฉัน ก็คิดว่ามันจะดีกว่านี้ค่ะ ถ้าเรามีงบประมาณในการต่อยอด หรือว่าพัฒนาระบบ School Health Hero ให้เพื่อนนักเรียนด้วยกัน ให้ผู้ปกครองเข้าสู่ระบบได้ด้วย ไปช่วยกันสอดส่องดูแล แทนที่ตอนนี้จะทำให้เป็นภาระหน้าที่ของครูอย่างเดียวนะคะ รวมไปถึงการลดปัจจัยเสี่ยง แล้วก็ปัจจัยปกป้องเรื่องของการ Bully ในโรงเรียนนะคะ ประเด็นนี้ดิฉันก็ได้ไปศึกษา ดูงานมา แล้วก็ได้คุยกับทาง WHO เขาก็ได้ยกประเด็นที่เขามีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โลก เรื่องของการ Bully ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่เขาได้หยิบยกขึ้นมานะคะ แล้วทางตัวแทน ก็บอกว่าควรจะมีแนวทางที่ชัดเจน เป็นขั้นตอน มีทั้งการเฝ้าระวัง การติดตามการรณรงค์ตามสื่อต่าง ๆ รวมไปถึงการป้องกันการถูก Bully ที่จะต้องใช้วิธีการ เชิงจิตวิทยาเข้ามาด้วย แต่เท่าที่เราทราบกันดีค่ะว่า ในประเทศไทยเรานั้น นักจิตวิทยาไม่เพียงพอ สิ่งที่เราจะช่วยคุ้มกันดูแลสุขภาพจิตของเยาวชนได้ คือการให้ความรอบรู้ทางด้านสุขภาพจิต ให้กับเขา ดิฉันขอชื่นชมโครงการกำแพงพักใจ ที่ สปสช. ทำงานร่วมกับ Application ให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงการรับบริการปรึกษากับนักจิตวิทยา แต่ว่ามันก็ยังถูกจำกัดอยู่แค่พื้นที่ กทม. เท่านั้น จะดีกว่านี้ถ้ามันสามารถทำโครงการนี้ได้ทั่วถึงนะคะ🔗
บทบาทที่ ๓ ที่สำคัญก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมค่ะ ดิฉันขอแบ่งแยก นั่นก็คือปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ขอแบ่งเป็น ๒ ประเภท ด้วยกัน ก็คือเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทะเลาะกันรุนแรง ฝ่าฝืนกฎระเบียบ และเด็กที่มีการ แยกตัวเก็บตัวเงียบ แล้วก็ซึมเศร้า สิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอเพิ่มเติมก็คือบุคลากร ในสถานพินิจค่ะ เขาจะต้องใช้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องของจิตวิทยาในการเข้าไปในปม เข้าไปศึกษาปมในใจเด็กค่ะ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าอาการที่เขาแสดงออกมาในแต่ละประเภทนั้น เกิดจากอะไรจะได้บำบัดถูก แล้วก็มีการปรับตัวถูก และทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้เขาออกมาใช้ชีวิต ในสังคมได้ เช่น การพัฒนาโปรแกรมหรือเครื่องมือในการประเมินทางจิตเวช การอบรม ผู้ปกครองในการให้ความรู้ แล้วดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการต่าง ๆ แล้วปรับให้เข้า กับบริบทและสถานการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น แต่ทีนี้มันก็มีความท้าทายอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของอัตราบุคลากรที่ยังมีไม่เพียงพอ หรือว่าอุปสรรคปัญหาความท้าทายต่าง ๆ อย่างเช่น เยาวชนที่ไม่อยากรับการช่วยเหลือ เพราะเขาคิดว่าปัญหานี้จะหายไปได้เอง รวมไปถึง การติดตาม การประเมินผลที่มันต้องใช้ทั้งคน แล้วก็เวลาซึ่งเป็นทรัพยากรที่ต้องใช้มากนะคะ เราจะดูแลเขาอย่างไร ให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้แล้วปรับสภาพจิตใจของเขา ให้อยู่ในสภาวะปกติไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำอีก ในประเทศออสเตรเลียนะคะ ขออนุญาตอีกนิดเดียวค่ะท่านประธาน ยกตัวอย่าง เขาจะมีทีมสหวิชาชีพเลยค่ะ ดูแล ทุกขั้นตอน ๕ ด้าน ที่อยู่อาศัย การศึกษา การทำงาน ครอบครัว และชุมชน และการ คบเพื่อน ดูแลรอบด้านเหล่านี้เลย ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่หน้าที่ ๕ หน้าที่นี้ เป็นของนักสังคมสงเคราะห์เพียงแค่คนเดียว แต่การแยก ๕ หน้าที่นี้จะทำให้แต่ละฝ่าย ทำงานได้อย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการมีกฎหมายกำกับบัญญัติ เฉพาะเลยนะคะ สำหรับการติดตามการดูแลหลังปล่อยตัว ในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้มี กฎหมายบัญญัติกำชับดูแลอย่างชัดเจนค่ะ🔗
ประเด็นสุดท้ายเลยนะคะ ก็คือเรื่องของนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นที่ต้องเข้า ไปมีบทบาทในกระบวนการยุติธรรมค่ะ ซึ่งเขาก็จะต้องปกป้องสิทธิของผู้ป่วยด้วย แล้วก็ ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกับศาลด้วย นักจิตวิทยานี้จะต้องทำตัวเป็นคนกลางที่ต้องสร้าง ความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้ป่วยเอง แล้วก็ต่อศาลด้วยเช่นเดียวกันทั้ง ๒ ทาง🔗
โดยสรุป ดิฉันก็ขอสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาเล่มนี้นะคะ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทาง กมธ. เองจะรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปนะคะ แล้วก็นำไป ปรับใช้ รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ นำไปใช้แก้ปัญหาการดูแลเด็กและเยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัวตามญัตติที่ท่านได้ตั้งมาค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับผมขออนุญาตอภิปราย เพื่อสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหา การดูแลเด็ก เยาวชน และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมได้ดูในส่วนที่เป็นเนื้อหา โดยเฉพาะส่วนที่เป็น สรุปผลการพิจารณา โดยทางคณะผู้ศึกษาได้ค้นพบแนวทางในการแก้ไขปัญหา อยู่หลายกรณีด้วยกันนะครับ แต่ว่าผมจะขอพูดเฉพาะกรณีบทบาทของสถาบันการศึกษา ในการแก้ไขปัญหานะครับ ผมคิดว่าเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเช่นเดียวกันนะครับ เด็กที่มีปัญหาก็มีหลากหลายมากมายเรื่องราว ส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ก็คือการทำให้เด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษา และเป็นระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ด้วย ซึ่งในรายงานการศึกษา ก็ได้ให้ประเด็นที่เป็นข้อ สาระสำคัญอยู่ ๓-๔ ประการนะครับ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการสร้างระบบนิเวศ อันที่ ๒ คือว่าสร้างระบบคุ้มกัน อันที่ ๓ ก็คือออกแบบการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง หลากหลายนะครับ ซึ่งเรื่องของการออกแบบการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลาย อันนี้ละครับผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก อย่างไรก็แล้วแต่ผมตั้งข้อสังเกตว่า ในการพูดถึงเรื่องของการออกแบบการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ มันยังคิดอยู่บนกรอบว่า เด็กเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่ผิดปกตินะครับ ก็เลยพยายามที่จะออกแบบ หรือหาเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาแก้ไขพฤติกรรมให้กลับมาสู่ในร่องในรอยนะครับ ซึ่งการทำอย่างนี้มันก็อาจจะถูกในส่วนหนึ่งนะครับ แต่ว่าอาจจะไม่ได้ครอบคลุมไปเสียเลย ทีเดียว เพราะอย่าลืมนะครับว่าเด็กเหล่านั้น เราอาจจะมองว่าเขามีพฤติกรรมที่ผิดปกติ แต่ในอีกทางหนึ่งสิ่งที่เขาแสดงความผิดปกติ อาจจะเป็นการต่อต้านหรือเขาอาจจะไม่ได้ชอบ ในสิ่งที่ระบบจัดให้เขา เขาก็เลยแสดงพฤติกรรมอย่างนี้ออกมานะครับ ในขณะเดียวกัน ถ้ามีระบบการศึกษาที่ไปรองรับความถนัด ความชอบของเขาอย่างนี้นะครับ มันก็จะทำให้ เขาสามารถที่จะพัฒนาไปจากจุดที่เขาเป็นอยู่ได้ บางอย่างที่เป็นความถนัดของเขา อาจจะ ไม่ใช่ความชอบของผู้ปกครอง ไม่ใช่ความชอบของครู แต่ว่ามันเป็นความถนัดของเขา เขาเชี่ยวชาญ จิตใจหรือว่าสมองของเขามันไปแบบนั้นอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรา เอาเด็กเหล่านั้นกลับมาอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า ในรูปในรอย แน่นอนครับว่าระบบการศึกษา อาจจะไม่ได้ซึมซับเข้าไปอยู่ในหัวของเขาเลย หรือไม่ก็คือว่าแทบจะไม่ได้เป็นประโยชน์เลย อย่างนี้นะครับ🔗
ทีนี้ในส่วนที่อยากจะตั้งคำถามด้วยนะครับก็คือว่า เวลาเราพูดถึงเรื่องของ การจัดการศึกษาที่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ ผมมีข้อสังเกตก็คือว่า เอาเข้าจริง ๆ นะครับ ทุกวันนี้ในประเทศไทยเรามีบางโรงเรียนอยู่ที่สามารถจัดการศึกษา ที่เราเรียกได้ว่าเป็นการจัดการศึกษาที่แตกต่างหลากหลาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่การทำ แบบนั้นต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้บริหารโรงเรียนเป็นอย่างมากนะครับ เพราะในระบบ การจัดการศึกษาของประเทศไทยเรา ตกอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ไม่ได้เอื้ออำนวย ให้ผู้บริหารสามารถจัดการศึกษาได้ตามสิ่งที่ควรจะเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติ ไม่ทราบว่าทางคณะศึกษาได้ไปดูรายละเอียดไหมครับว่า รูปแบบในการจัดการศึกษา ที่แตกต่างหลากหลาย ที่เหมาะสมกับเด็กทุกประเภทมีรูปแบบอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ รูปแบบที่เป็นไปได้แล้วก็มีความเป็นรูปธรรมนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้ เป็นไปได้หรือไม่ได้ ก็คือระเบียบกฎหมายที่รองรับให้ผู้ปฏิบัติสามารถที่จะทำได้ โดยที่มี หลักอิงที่ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ อันนี้ก็อยากจะฝากเป็นคำถามเพิ่มเติมด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคก้าวไกลค่ะ คุณแม่ลูก ๒ ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเมืองค่ะ สวัสดีนะคะ วันนี้ก็มาอ่านรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็อ่านชื่อญัตตินะคะ ว่าเป็นการพิจารณาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็กและเยาวชน และความมั่นคงของสถาบัน ครอบครัวค่ะ พลิกไปที่หน้าที่ ๗๐ ชวนดูไปพร้อม ๆ กัน ดิฉันก็มีข้อเสนอแนะ แล้วก็อาจจะ แก้ไขเป็นข้อ ๆ เป็นคำ ๆ ไปนะคะ ก็ตั้งแต่ข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๑ ที่มีข้อเสนอแนะ ถึงคณะรัฐมนตรีนะคะ เกี่ยวกับนโยบายและการกำหนดการป้องกันและการแก้ไขปัญหาค่ะ🔗
(๑) ที่บอกว่า จะให้มีการสร้างมาตรการในการป้องกัน และรักษาฟื้นฟู ระยะยาว ในเด็กและเยาวชนที่ทำผิดนะคะ ซึ่งอันนี้คิดว่า ถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาเด็ก และเยาวชนจริง ๆ เราอาจจะไม่ได้ต้องโฟกัสเฉพาะแค่เด็กที่ทำผิดเท่านั้น อาจจะต้องเป็น เด็ก เยาวชนทั้งหมดทั้งที่ไม่ต้องทำผิดก็ได้หรืออาจจะเข้าไปอยู่ในความรุนแรง เข้าไปอยู่ ในคดี เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มันทำร้ายจิตใจ หรือว่าทำร้ายร่างกายอะไรก็ตาม ก็ควรจะต้อง มีเขาอยู่ด้วย🔗
รวมถึง (๓) ที่บอกว่าควรมีการสร้างมาตรการที่ต้องดำเนินการเชิงรุก ตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาค่ะ อันนี้ก็พูดมาหลายครั้งเหมือนกันว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน เราไม่สามารถละเลยวัยอนุบาล หรือว่าช่วงปฐมวัยได้ ก็คือก่อนเข้าประถมศึกษานะคะ เพราะฉะนั้นถ้าต้องการจะแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนจริง ๆ การกำหนดพฤติกรรมของ มนุษย์คนหนึ่งเริ่มตั้งแต่ ๐-๖ ขวบค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเรามาเริ่มมาตรการเชิงรุก ตั้งแต่ประถมศึกษาอาจจะไม่ทันแล้วนะคะ ที่จะมีการคัดกรองเด็กที่มีภาวะเสี่ยง ประถมศึกษาก็อาจจะไม่ทันแล้วเช่นเดียวกันค่ะ อาจจะต้องแก้เป็นระดับปฐมวัยเลยนะคะ🔗
(๕) บอกว่าทุกครั้งที่พบเด็กกระทำผิดควรได้รับการประเมินทางสุขภาพจิต ในขั้นตอนแรกรับมาตรฐาน รวมถึงการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว โดยเฉพาะ คดีที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม อันนี้เห็นด้วยทั้งหมดเลยนะคะ แต่เพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า ไม่ได้แค่เด็กที่กระทำผิดค่ะ เวลาที่มันมีเหตุการณ์สะเทือนใจ สะเทือนขวัญขึ้นในสังคมค่ะ เราต้องคิดถึงเด็กที่อยู่ในสถานการณ์นั้นด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่เด็กที่ทำผิดนะคะ เด็กที่อยู่รอบ ณ สถานการณ์นั้นด้วย อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า เวลามันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาหลายครั้งมาก ที่นักข่าวเข้าถึงตัวเด็กก่อนด้วยนะคะ มีการสัมภาษณ์เด็กในเหตุการณ์ก่อนด้วยนะคะ อันนี้สำคัญค่ะ ก็จะโยงไปในเรื่องของการมีนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนจรรยาบรรณ สื่อสารมวลชนใน (๗) เรื่องนี้ก็สำคัญค่ะ เห็นด้วยค่ะ แต่อาจจะต้องเพิ่มว่าการที่จะมีนโยบาย ชัดเจนไม่พอค่ะ เราต้อง Subsidize เรื่องงบประมาณด้วย ทำอย่างไรให้รัฐ Subsidize งบประมาณในวงการสื่อ การสร้างอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้เวลาเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเด็ก และเยาวชน ปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรง เขาจะมาสร้าง Series ถ้าใครเป็นคอ Series เกาหลีใต้เหมือนกันเราจะรู้ ช่วงไหนที่มีปัญหา Series กฎหมายก็จะมาเป็น Pack เลยใช่ไหมคะ Series ความรุนแรงจะมาเป็น Pack เพราะว่าเขาต้องการจะแก้ปัญหา รัฐบาลรับรู้ปัญหา แล้วก็มีการ Subsidize งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเรื่องนั้น🔗
แล้วก็ข้อ (๘) มีการส่งเสริมให้มีสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ พูดถึงกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จริง ๆ แจมเข้าไปดูบ่อยเพราะตอนอภิปรายเกี่ยวกับกองทุนนี้ มีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนเยอะมากเลยนะคะ แต่ยอดวิวอยู่ประมาณ ๕ วิว ๑๐ วิว คิดว่าเรา จะทำอย่างไรที่มันเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำให้มันดีขึ้น ดีกว่า หรือว่าช่วยกัน Promote ช่องทางที่มีอยู่แล้วไม่ต้องทำเพิ่มนะคะ🔗
แล้วก็ (๙) มีการส่งเสริม การพัฒนาคุณธรรมอย่างกว้างขวาง ทุกหน่วยงาน มีการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนมีพลังบวกในการใช้ชีวิต มีการสร้างระบบพี่เลี้ยง ๕ ทักษะต่าง ๆ อันนี้ก็เห็นด้วยบางส่วน แต่อย่างที่บอกว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริง ๆ ถ้าไปดูในหลักสูตรการศึกษาจริง ๆ พอดีมีโอกาสได้ดูหลักสูตร ของปฐมวัยทั้งหมดเลยนะคะ คุณธรรมเยอะมากเลยค่ะ คุณธรรมเยอะมาก ๆ มีแทบจะ ทุกระดับชั้น ระดับชั้นหนึ่งก็มีหลายสาระการเรียนรู้มาก ๆ จริง ๆ สิ่งที่สำคัญมากกว่า เรื่องคุณธรรมก็คือเรื่องของสิทธิมนุษยชนค่ะ หลาย ๆ ครั้งที่เราพยายามจะเอาคุณธรรม เอาหลักธรรมคำสอนมาผูก ทำให้เด็กไม่สามารถใช้เหตุและผลได้ เช่น อย่าตีนะมันบาป พออย่าตีแล้วมันบาป เด็กไม่เข้าใจค่ะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าตีแล้วมันจะเป็นบาปเท่านั้นหรือ มันเป็นการทำให้เด็ก เยาวชนรู้แค่ว่าไม่ทำเพราะว่ากลัว แต่ไม่ได้เข้าใจจริง ๆ ว่าสิ่งที่ทำ มันไปละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร เพราะฉะนั้นอีกอันหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาคุณธรรม คือการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนค่ะ ถ้าเรื่องนี้เข้าใจพร้อมกัน ไม่ต้อง พูดถึงคุณธรรมเลยค่ะ เขาจะเข้าใจในการไม่ละเมิดสิทธิในเรื่องของร่างกายคนอื่นด้วย ตัวของตัวเองนะคะ🔗
ข้อที่ ๓ กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเร่งด่วนในการสร้างความปลอดภัย ในโรงเรียน อันนี้ก็คือโยงมาถึงร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลได้นะคะ เรื่องกฎหมายไม่ตีเด็ก ไม่ทารุณกรรมเด็ก ก็ช่วยกันผ่านกฎหมายข้อนี้นะคะ🔗
แล้วก็ข้อที่ ๔ กระทรวงสาธารณสุข ควรจะต้องมีการบูรณาการกับ กระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย ต่าง ๆ มาตรการการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดใน เด็กและเยาวชน ตอนนี้งบประมาณแผนบูรณาการยาเสพติดเรา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรายังแก้ไขปัญหากันไม่ได้เลยค่ะ เราต้องไปดูมากกว่าภายใต้งบประมาณก้อนนี้เอาไปทำอะไรกัน ทำไมปัญหายาเสพติด ไม่เคยได้รับการแก้ไข อยากจะให้ลงรายละเอียดให้ชัดกว่านี้🔗
แล้วก็ข้อ ๗ บอกว่ากระทรวงยุติธรรมควรมีการทบทวนกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดร้ายแรง มีการเพิ่มสหวิชาชีพเข้ามาวินิจฉัย พฤติกรรมเด็กเป็นการเฉพาะราย เพื่อสร้างพฤติกรรมให้เหมาะสม อันนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วค่ะ อันนี้ไม่ต้องเขียนก็ได้ เพราะว่าอันนี้มีอยู่แล้วนะคะ เพราะว่าในหลาย ๆ เคสทาง พม. เอง ก็เข้าไปศึกษาพฤติกรรมเด็กเหมือนกันว่า การที่เด็กคนหนึ่งมาเป็นฆาตกร มาเป็นผู้ต้องหาได้ เขาผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ปัญหาคือว่าเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระบวนการนี้ เท่าไร เราให้ความสำคัญกับเรื่อง Drama มากกว่านะคะ เอาไมค์ไปจ่อปากมากกว่า ก็โยงมา ที่ข้อสุดท้ายข้อ ๘ อันนี้เห็นด้วยเหมือนกันค่ะ สุดท้ายเราก็ต้องไปดูแลกำกับสื่อที่มีความเสี่ยง ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง เฝ้าระวังสื่อที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ละครหลังข่าว ก่อนเลยนะคะ อันนี้เพิ่มนิดหนึ่งก็ได้ค่ะ เราทำอย่างไรให้ละครหลังข่าวเลิกตบตีกันก่อน ก่อนจะบอกว่าเด็กควรจะทำอย่างไร ผู้ใหญ่อาจจะต้องเลิกก่อน ก่อนจะบอกเด็กว่าการทำร้ายกัน ไม่ดี ผู้ใหญ่เราต้องเลิกตบตีกันผ่านละครก่อนนะคะ อยากฝากไว้ประมาณนี้ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการจะมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิครับ ขออนุญาตชี้แจงในฐานะกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศนะครับ ท่าน พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ และท่านรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ ๑ ครับ ท่านกิตติ์ธัญญา วาจาดี ให้เป็นผู้ตอบคำถาม แล้วก็ชี้แจงในบางประการที่เพื่อนสมาชิก ได้ตั้งคำถามหรือข้อสังเกต ตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกของเราทั้ง ๘ ท่านนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมขออนุญาตที่จะต้อง ขอบพระคุณท่านเป็นรายบุคคล แล้วก็ต้องตอบคำถามท่านเพิ่มเติม รวมถึงรับข้อสังเกต ที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตกับพวกเราไว้ เอาไปใช้ในการดำเนินการต่อครับ🔗
ท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขต คลองเตย-วัฒนานะครับ ฉะนั้นท่านมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กเร่ร่อน เด็กที่มาขาย พวงมาลัยนะครับ ตลอดเด็กที่อยู่ในสภาวะที่อยู่ในชุมชนนะครับ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเด็ก กระทำความผิดเป็นจำนวนมาก ผมต้องเรียนท่านเบื้องต้นนะครับว่า หนังสือร้องเรียน ของท่านต่อกรรมาธิการนั้น เป็นหนึ่งในหนังสือที่กรรมาธิการใช้ประกอบในการพิจารณา ตลอดจนการจัดทำรายงานนะครับ กรรมาธิการตระหนักถึงประเด็นที่ท่านพูดถึงดีครับ แล้วก็เข้าใจดีครับว่ากรณีที่จะหาแนวทางในเชิงการป้องกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทันทีนั้นนี่ มันไม่สามารถทำโดยระดับใดระดับหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องทำทั้งระบบนะครับ อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการเห็นด้วยครับ แล้วก็มีอยู่ในข้อศึกษาของพวกเรานะครับว่า กรณีของบ้านพักเด็ก และครอบครัว ซึ่งวันนี้มีครบทุกจังหวัด อยู่ในสังกัดของกรมกิจการเด็กและครอบครัว กรมกิจการเด็กและเยาวชนใน ๗๗ จังหวัด กรุงเทพมหานครนั้นอยู่ในบริเวณบ้านราชวิถี เดิมนะครับ เรียกว่า บ้านพักเด็กและครอบครัว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่รองรับ เวลาที่ประสบปัญหาที่เด็กเข้าไปเกี่ยวข้องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการให้การสงเคราะห์ หรือคุ้มครอง แต่ก็ต้องนำเรียนท่านว่า เราพบครับว่ากรณีของทางเลือกในการคุ้มครองเด็ก บ้านพักเด็กและครอบครัวอาจจะไม่ใช่ทุกคำตอบครับ เราจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือก ที่เรียกว่า Alternative Care หรือการดูแลเด็กโดยไม่จำเป็นต้องแยกเด็กออกจากครอบครัว ไปประกอบกันครับ แต่ว่าประเด็นเรื่องของการที่เด็กขายพวงมาลัย เด็กที่สุ่มเสี่ยงต่อ การกระทำความผิดต่าง ๆ เด็กเร่ร่อนนั้นเป็นประเด็นที่เราตระหนักดีครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านฐิติมา ฉายแสง นะครับ ท่านเพื่อนสมาชิกจากจังหวัด ฉะเชิงเทราครับ ต้องขอบพระคุณท่านครับ ท่านเน้นย้ำถึงบทบาทขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมนำเรียนท่านแบบนี้นะครับว่า ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๔ เดิมนั้น เสมือนตั้งให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการทำงาน คุ้มครองเด็ก เรียกว่าเป็นผู้มีหน้าที่คุ้มครองเด็ก แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ตลอดจน ๒๐ ปี ของการมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก และสิ่งที่กรรมาธิการได้รับมาพิจารณาศึกษานั้นมีอยู่ ในข้อเสนอข้อที่ ๑ ใหญ่เลยนะครับ คือเห็นตรงกันว่าเราไม่สามารถ หรือยังเขียนบทบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ชัดเจนครับ ยังไม่สามารถเขียนไปเชื่อมโยงกับบทบาท ของ อสม. ยังไม่สามารถเขียนไปเชื่อมโยงบทบาทของ อพม. ยังไม่สามารถเขียนไปเชื่อมโยง บทบาทของศูนย์เด็กเล็ก ยังไม่สามารถเขียนไปเชื่อมโยงกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการคุ้มครองเด็กในระดับตำบลนะครับ ผู้ชี้แจงที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการนั้นก็บอกว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เองพยายามในการทำงานเรื่องชุมชน คุ้มครองเด็ก ตำบลคุ้มครองเด็ก ซึ่งเราเองก็เคยได้ยินครับ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าการแก้กฎหมายคุ้มครองเด็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอใหญ่ของกรรมาธิการนะครับ เพิ่มบทบาทหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดรูปแบบใหม่ จัดหน้าที่ใหม่ จัดการ สนับสนุนเรื่องงบประมาณใหม่ จัดเรื่องของระเบียบ กฎหมายใหม่ ตลอดจนการมีเจ้าหน้าที่ เป็นการเฉพาะ ในแง่ของการคุ้มครองเด็กในระดับตำบลนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในข้อเสนอ ของกรรมาธิการครับ และตรงกับที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย เพื่อนสมาชิกจากจังหวัด สมุทรสงคราม ท่านตั้งประเด็นและข้อสังเกตของท่านในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด น่าสนใจครับ จริง ๆ แล้วข้อเสนอหนึ่งของท่านก็คือเรื่องของครู D.A.R.E. หรือตำรวจ ที่ทำหน้าที่ในเชิงเข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียนต่าง ๆ หรือในชุมชนต่าง ๆ ครับ ตำรวจ ครู D.A.R.E. เองนี้นะครับ เป็นหนึ่งในคำถามที่เพื่อนสมาชิกกรรมาธิการหลายท่าน ถามตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ พบว่าเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง แต่ด้วย งบประมาณ ด้วยข้อจำกัดนะครับ หลายท่านเองเกษียณอายุราชการ จำเป็นต้องอบรมใหม่ เพิ่มเติม อันนี้เราเห็นตรงกันครับว่าเป็นคนที่มีความสำคัญยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามปัญหา ยาเสพติดนั้น เราเองยังก้าวไปหรือศึกษาไม่ทันครับ ๑๐-๒๐ ปีที่แล้วที่กรรมาธิการศึกษานั้น เป็นประเด็นเรื่องของยาเสพติดในรูปแบบเดิม ๆ นะครับ สี่คูณร้อย อะไรต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งมันไม่ทันต่อสถานการณ์หรือความเปลี่ยนแปลงครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ในรายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีว่า ประเด็นยาเสพติดเป็นประเด็นใหญ่ครับ และจำเป็นต้องทำงาน ซึ่งท่านอานุภาพเอง ท่านก็เสนอตรงกันว่าต้องทำงานเชิงป้องกัน เชิงระมัดระวัง เชิงแก้ไข เชิงจัดการกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเครือข่ายต่อการกระทำความผิดเรื่องยาเสพติด แต่อย่างอะไรก็ตามก็อย่าลืมว่าประเด็นเรื่องของการดำเนินคดีนั้นไปเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ยาเสพติด หรือเครือข่ายยาเสพติด ซึ่งมีลักษณะทั้งภายในและข้ามประเทศ อันนี้เป็นประเด็น ที่กรรมาธิการยอมรับครับว่ายังไม่ได้มีการศึกษาถึง แล้วก็คงเป็นประเด็นหนึ่งที่พวกเรา หยิบยกขึ้นมาศึกษาต่อในอนาคตครับ🔗
ท่านประธานครับ กรณีของท่านละออง ติยะไพรัช ท่านสมาชิกจากจังหวัดเชียงราย อันนี้ท่านทำงานเรื่องเด็กมานานครับ ผมทราบดีครับ อย่างไรก็ตามมี ๒-๓ ประเด็นครับ ที่ท่านตั้งไว้แล้วผมคิดว่าจำเป็นและเป็นสิ่งที่ดียิ่งนะครับ เช่น ประเด็นเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่กรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาครับ แล้วกรรมาธิการเห็นว่าในปัจจุบันนั้น สภาของเรามีกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาประเด็นเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรงครับ ก็ไม่อยากให้การศึกษานั้นทับซ้อนหรือปะปนกัน แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่า วันที่กรณีของ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าทำรายงานกลับเข้ามาในสภาแห่งนี้ ทางผมเองในกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรีนะครับ ท่านประธาน ท่านรองประธานเอง ก็เตรียมการที่จะมีการอภิปราย แล้วพูดถึงปัญหาของเด็ก เยาวชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีนักสูบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีนักสูบหรือผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อม หรือกรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับความถูกผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามมีประเด็น ส่วนตัวนิดหนึ่งครับ ที่ท่านละอองพูดถึงกรณีของการขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกต่าง ๆ ก็ต้องนำเรียนต่อท่านละอองนะครับ ผมเองมีความห่วงใยเป็นพิเศษ อันนี้นอกเหนือ จากสิ่งที่กรรมาธิการศึกษานะครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถามประเด็นนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และท่านเคยมาตอบกระทู้ถาม ในประเด็นนี้ ก็ต้องขอบพระคุณท่าน เราใจตรงกันครับว่ากรณีของการขายของนั้น อาจจะ ไม่ใช่ปัญหาในทุกรายนะครับ หลายครั้งมีความจำเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ แต่ระบบของรัฐ ในการดูแลจำเป็นที่ต้องมีดีกว่านี้ครับ ซึ่งตรงกับที่ท่านสหัสวัต คุ้มคง ท่านพูดถึงเป็น ท่านที่ ๕ นะครับ ท่านสหัสวัต คุ้มคง เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดชลบุรี ท่านเน้นย้ำว่าเวลาที่ เราพูดถึงประเด็นเรื่องของการคุ้มครองเด็กจะดูมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ ครอบครัว การศึกษา อย่างเดียวไม่ได้ ท่านพูดถึงประเด็นมิติทางเศรษฐกิจนะครับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบ สนับสนุนครอบครัวเข้ามามีส่วนในการดูแลเด็กด้วย ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง แน่นอนว่าบางส่วนยังไม่ได้อยู่ในรายงานการศึกษาทางกรรมาธิการก็อาจจำเป็นที่จะต้องรับ ไปศึกษา เพราะอย่าลืมนะครับว่า กรรมาธิการชุดนี้ไม่ใช่กรรมาธิการวิสามัญครับ เป็นกรรมาธิการสามัญ เรื่องใดที่ไม่อยู่ในการศึกษาในวันนี้เราเองก็สามารถหยิบยกขึ้นมา อภิปรายหรือเพิ่มเติมต่อได้ครับ แล้วเราเห็นด้วยครับว่า ระบบนิเวศหรือการดูแลเด็กนั้น ไม่สามารถพูดถึงแค่ตัวเด็กได้ จำเป็นต้องพูดถึงครอบครัว จำเป็นต้องพูดถึงสังคม จำเป็นต้อง พูดถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นอยู่ในร่างแผนแม่บทว่าด้วยการคุ้มครองเด็กนะครับ แล้วก็มีหนึ่งในข้อที่กรรมาธิการถามกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า แผนแม่บทเรื่องของการคุ้มครองเด็ก แผนนี้เป็นร่างปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ บัดนี้ปี ๒๕๖๗ ร่างนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เราก็ถามกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็เร่งรัดว่า ให้กระทรวงเป็นผู้ดำเนินการในประเด็นนี้ครับ🔗
ท่านประธานครับกรณีของท่านสิริลภัส กองตระการ เพื่อนสมาชิก จากเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ท่านพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องจิตเวชนะครับ ต้องขอบพระคุณท่านครับว่า หลายเรื่องที่ท่านยกตัวอย่างนั้นเป็นความเศร้าใจบนพื้นฐาน ที่ถ้าทำงานในเชิงคัดกรอง หรือเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นมันจะไม่เกิดกรณีแบบนี้ครับ กรรมาธิการ ได้เชิญนะครับ แล้วก็ให้ความสำคัญในการเชิญกรมสุขภาพจิตครับ โดยเฉพาะผู้อำนวยการ โรงพยาบาลศูนย์สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น เข้ามาเป็นผู้ชี้แจง แล้วก็ท่านให้ประเด็น ในเชิงรายละเอียดว่า วันนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของทั้งตัวบุคลากรที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในการคัดกรองนะครับ ทั้งเรื่องของผู้ดูแล ผู้รักษาในกรณีของจิตเวชเด็กที่มีไม่เพียงพอครับ ตลอดจนระบบของกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. สุขภาพจิต ยังเป็นประเด็นเรื่องของการตีความว่า อำนาจในการรับรักษานั้นนี่ทำได้แค่ไหน อย่างไรครับ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นที่ท่าน ตั้งประเด็นหลายข้อนั้น ผมคิดว่าท่านกับเราใจตรงกันว่า หลายครั้งรอกรมสุขภาพจิตไม่ได้ ฉะนั้นระบบท่านขั้นเลยครับ การเตือนภัยหรือการให้คำปรึกษาเบื้องต้นจะทำอย่างไรให้เป็นสายด่วนที่เขาเรียก อะไรนะครับ สายด่วนที่เป็นมิตรต่อการให้คำปรึกษา ซึ่งวันนี้สายด่วนของรัฐบาลเอง ในนามของ ๑๓๒๓ ของกรมสุขภาพจิต ถ้าผมเอ่ยหมายเลขผิด ต้องขอประทานอภัยนะครับ แต่ว่ายังไม่ตอบสนองต่อโจทย์ดังกล่าว อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ท่านสิริลภัสท่านตั้งไว้ แล้วผมคิดว่ายังมีรายละเอียดบางประการที่ทั้งอยู่ในรายงานฉบับนี้ และจำเป็นที่จะต้อง ไปดูต่อครับ🔗
ท่านประธานครับ คุณเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เพื่อนสมาชิกจากจังหวัด แม่ฮ่องสอน ท่านตั้งประเด็นเรื่องของการศึกษาและการเรียนรู้ กรรมาธิการให้ความสำคัญว่า ๑ ใน ๔ ของประเด็นที่เรามีการพูดคุยหรือตอบคำถามนั้น นอกเหนือจากครอบครัว นอกเหนือจากเรื่องของชุมชน นอกเหนือจากเรื่องของกฎหมาย นอกเหนือจากเรื่อง ของการศึกษา นอกเหนือจากเรื่องของระบบของกฎหมายแล้ว นอกเหนือจากเรื่องของสื่อ ยังมีเรื่องของการศึกษา ก็ต้องนำเรียนว่ากรรมาธิการเห็นตรงครับ และผู้ชี้แจงจาก กระทรวงศึกษาธิการก็พูดชัดเจนว่า พ.ร.บ. การศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่ตอบโจทย์ ต่อการเรียนรู้ ยังไม่ตอบโจทย์ต่อระบบการศึกษา แม้กระทั่งทางเลือก แม้กระทั่งศูนย์ การเรียนรู้ต่าง ๆ นะครับ ท่านไม่ได้พูดถึงแต่กรรมาธิการก็มีการสอบถามว่า ระบบ Montessori One Drop หรือการศึกษาทางเลือกอื่น ๆ นั้น อยู่จำกัดอยู่ในเขตพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งหรือศักยภาพที่ทำได้ แต่กรณีของพื้นที่ต่างจังหวัดที่สมควรที่ต้องมีการศึกษา อย่างหลากหลายและตอบสนองต่อผู้ที่เข้าเรียนอย่างเหมาะสมนั้นยังไม่เพียงพอครับ อันนี้ ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในรายงาน แล้วเราก็ให้ความสำคัญต่อประเด็นที่ท่านตั้งมา เช่นเดียวกันครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านที่ ๘ คุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เพื่อนมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจากเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร คุณแม่ลูก ๒ ที่เคารพของพวกเรานะครับ ผมคิดว่าประเด็นของท่านกับเราตั้งตรงกันครับว่า วันนี้เราไม่สามารถพูดถึงเมื่อเด็กเกิดขึ้นแล้ว รายงานฉบับนี้มีหลายหน้า มีหลายจุดนะครับ ที่พูดถึงว่าการดูแลเด็กต้องเริ่มตั้งแต่ การวางแผนครอบครัวด้วยซ้ำ ต้องเริ่มตั้งแต่คนอย่างพวกเราที่ต้องเข้าระบบการเรียนรู้ โรงเรียน พ่อแม่ด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งกรณีของการตั้งครรภ์ ถึงแม้รายงานจะค้นพบนะครับ ว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จำนวนถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่เข้าสู่ระบบการฝากครรภ์แต่มันไม่มี ระบบการเตรียมความพร้อมในการที่จะเป็นผู้ดูแลเด็ก ซึ่งไม่สามารถที่จะบอกว่าเป็นความผิด ของครอบครัวทั้งหมดนะครับ เป็นเรื่องของรัฐที่ต้องลงทุนต่อระบบการเตรียมความพร้อม ในเรื่องการดูแลเด็กครับ เราตระหนักดีครับ มีรายงานในหน้าหนึ่งที่พูดถึงกรณีของ ๐-๓ ปี ว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลกับเด็ก ๐-๓ ปีที่เรียกว่า Bonding Attachment นั้น ส่งผลกระทบต่อสถานะหรือความมั่นคงของเด็กในระยะยาว พูดกันง่าย ๆ เปรียบเทียบ ให้เห็นภาพก็คือว่า เด็กที่ขาด Bonding Attachment นั้น มีโอกาสที่จะกลายเป็นเด็กเร่ร่อน เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด หรือแม้เป็นกรณีของการกระทำความผิดในคดีความ รุนแรงที่สูงขึ้นในอนาคตนะครับ ฉะนั้นการลงทุนในเด็กต้องลงทุนทั้งระบบ และไม่ใช่เริ่ม ในช่วงอายุใดอายุหนึ่งครับ ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมอยากนำเรียนท่านประธานครับ ผมคิดว่า ประเด็นของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๘ ท่านนั้นนี่ มีทั้งประเด็นที่ตั้งข้อสังเกต มีทั้งประเด็น ที่ตั้งข้อเสนอแนะนะครับ ข้อสังเกตข้อเสนอแนะบางประการนั้นอยู่ในรายงานฉบับนี้ครับ แล้วเราคิดว่ารายงานฉบับนี้เมื่อส่งไปในคณะรัฐมนตรีนั้น จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา บางประการได้ แต่ว่าข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะบางประการที่ยังไม่อยู่ในรายงานฉบับนี้นั้น ทางกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ยินดีที่จะเป็นตัวแทนของทุกท่านที่จะรับเรื่องเหล่านี้ไปดำเนินการต่อ🔗
ผมสรุปสั้น ๆ นะครับว่า สิ่งที่เราพูดถึงการทำงาน เรื่องการคุ้มครองเด็ก ทั้งหมดในรายงานที่เรียกว่า การศึกษาการแก้ไขปัญหาการดูแลเด็กเยาวชน และความมั่นคง ของสถาบันครอบครัว ไม่ได้พูดถึงแต่เพียงเด็กและครอบครัวครับ แต่พูดถึงองคาพยพ ทั้งหมดครับ ทั้งของส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งเราคนใด คนหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะว่าเด็กมิใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เด็กเป็นประธาน แห่งสิทธิ หรือเป็นเจ้าของสิทธิของตนเองที่เรามีหน้าที่ช่วยกันดูแล ทำให้เขาได้รับ การพัฒนา การเติบโตไปตามศักยภาพที่ควรจะเป็น ก็ขออนุญาตชี้แจงในนามของ คณะกรรมาธิการครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ จากการที่ได้รับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ซึ่งมีความเห็น ไปในทิศทางเดียวกัน ก็คือเห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะครับ และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ดังนั้นผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ หากไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ข้อ ๑๐๕ ประกอบกับข้อ ๘๘ ซึ่งผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ เพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไปนะครับ🔗
วันนี้เราพิจารณากันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วครับ ผมขอปิดประชุมครับ🔗