unknown · · 659 lines

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๐๑ นาฬิกา)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไปที่หารือ เลยนะครับ ขออภัยที่ Late เล็กน้อยนะครับ เชิญท่านแรก ท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย ขอปรึกษาหารือ ทั้งหมด ๖ เรื่องนะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ซ่อมแซมไฟส่องสว่าง ซอยแสนสุข ซอยแสนสบาย ถนนพระราม ๔ เขตคลองเตย รบกวนให้ทางสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งติดต่อยากมากนะครับ ผมก็ไม่รู้ปัจจุบันสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นี้ไปสังกัดหน่วยงานไหน ก็ต้องอนุญาต ให้ทางท้องถิ่น หรือ กทม. เข้าไปจัดการเรื่องสาธารณูปโภคนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ติดตามโครงการก่อสร้างล่าช้าเกินกำหนด ปรับปรุงท่อระบายน้ำ ซอยปรีดีพนมยงค์ ๒๕ ซอยปรีดีพนมยงค์ ๓๑ ล่าช้า ๒-๓ เดือนแล้วยังไม่เริ่มสร้างเลย ก็ฝากติดตามกับฝ่ายโยธา สำนักงานเขตวัฒนาอีกทีหนึ่งนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ทางเท้าเอกมัยนะครับ อันนี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปลงเอง ๔ ครั้งแล้ว ผมก็ไปมากกว่า ๔ ครั้งแล้วเหมือนกันนะครับ ล่าช้าเกินกำหนดอาจก่อให้เกิด อุบัติเหตุต่อผู้สัญจร สำนักการโยธา กทม. ก็ต้องปรับนะครับ แล้วก็ต้องไปทบทวนเกณฑ์ ในการจัดหาผู้รับเหมาใหม่นะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ คนไร้บ้าน ผู้ป่วยจิตเวช ขอทานเด็กต่างด้าว ละเมิดสิทธิเด็ก อาจคุกคามผู้สัญจรไม่ปลอดภัยได้ ย่านอโศก นานา สุขุมวิท ๘-๑๐ ให้ พม. สน. ลุมพินี เทศกิจเขตวัฒนา และเขตคลองเตยร่วมบูรณาการจัดการนะครับ🔗

เรื่องที่ ๕ ประปาหัวแดงหน้ามัสยิดคลองเตย ชุมชนล็อก ๑ ๒ ๓ ก็มีเรื่องของ MOU ที่ตกลงกันไม่ได้กับประปานครหลวง สำนักบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานครว่า ใครจะออกเงินครับ ก็รีบไปตกลงกันก่อนที่จะเกิดเหตุไฟไหม้นะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ย้ายอาคารรอรถขนส่งสาธารณะป้ายรถเมล์ ซึ่งอันตราย ต่อผู้ใช้บริการย่านอโศกตรงข้าม มศว. ประสานมิตร เพราะว่ามันมีเสาไฟขนาดใหญ่บล็อก อยู่หน้าที่รอรถเมล์ ๓ เสาใหญ่ ๆ เลยนะครับ ให้สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร กรุณาพิจารณาย้ายป้ายดังกล่าวด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านศักดิ์ ซารัมย์ ครับ🔗

นายศักดิ์ ซารัมย์ บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดิ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เขต ๖ ในพื้นที่อำเภอหนองหงส์ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ วันนี้กระผม มีข้อหารือกับท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก กระผมได้รับทราบข้อปัญหาของพี่น้องประชาชนตำบลไทยสามัคคี อำเภอหนองหงส์ ผ่านทางท่าน สจ. ลำไย ภาษี ในช่วงฤดูฝนทำให้น้ำท่วมขังถนนทางหลวง สายชนบท บร. ๔๐๓๕ สายบ้านฝ้าย ตำบลไผทรินทร์ อำเภอลำปลายมาศ ถึงบ้านหัวช้าง ตำบลไทยสามัคคี อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ทำให้ ทางสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก และพื้นผิวถนนขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในการเดินทาง จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าสำรวจเส้นทางซ่อมสร้างถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ที่กระผมกล่าวมา ข้างต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับ ก่อนอื่นกระผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์ ที่จัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะ เรื่องการประกอบอาชีพในพื้นที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และยังมีพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งในพื้นที่อำเภอลำปลายมาศ อำเภอหนองหงส์ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ยังมีคนตกงาน ซึ่งมีผลกระทบจากการปิดโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ทำให้แรงงานเดินทางกลับบ้าน ว่างงาน ไม่มีงานทำหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัว ใช้ชีวิต ที่ขัดสนลำบาก จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าสำรวจแรงงานที่ว่างงานเพิ่มเติม สร้างฐานข้อมูล เร่งรัดจัดหางาน จัดอบรมวิชาชีพ เพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อประกอบอาชีพที่ยั่งยืนในบ้านเกิดและลดปัญหา การว่างงาน แล้วก็การอพยพย้ายถิ่นแรงงานไปต่างจังหวัด ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอหารือทั้งหมด ๔ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องของกำลังพลตำรวจ ซึ่งตอนนี้เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลน พี่น้องที่เป็นประชาชน คือเขาไม่มีผู้ที่เข้ามาดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน แล้วก็เรื่องของการดูแลกำกับการจราจร ซึ่งน้อยมากครับ ก็ฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันหากำลังพลเพิ่มเติมนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของความล่าช้าในการทำเขื่อนนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นเขื่อน ที่เลียบคลองแสนแสบ ก็เป็นชุมชนหลอแหลคลองใหญ่ ตรงนี้เป็นปัญหา อ.เอท ลงพื้นที่เอง ก็จะเห็นได้ชัดว่า ประปายังขวางอยู่ จะมีท่อประปาขนาดใหญ่มากก็ฝากทางการประปา นครหลวงช่วยไปย้ายท่อเพื่อให้การทำเขื่อนนี้สะดวก รวดเร็วมากขึ้นนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของน้ำเช่นกันครับ แต่เป็นบึงน้ำเน่า ๒ บึงเลยครับ ก็จะเป็นบึงที่ติดกับโรงพยาบาลสินแพทย์ แล้วก็บึงกระเทียม อ.เอท ก็ลงไปในพื้นที่ เหมือนกันก็สังเกตว่ามันไม่มีทางออกของน้ำนะครับ เป็นน้ำเน่าเสียทำให้คนที่จะสัญจร หรือคนที่จะใช้พื้นที่บึงนี่ เป็นพื้นที่ของการคลายเครียดกลายเป็นเครียดมากขึ้น ก็ฝากไปยัง สำนักการระบายน้ำนะครับ และ🔗

เรื่องสุดท้ายครับเรื่องที่ ๔ ตรงนี้เราเพิ่งรับชมข่าวตอนเช้ามาครับ จะเป็น คนจรจัดต่าง ๆ ที่รอสถานที่ที่จะไปบำบัดนะครับ ไม่ว่าเป็นผู้ป่วยทางจิต หรือผู้ป่วยที่รอ เพื่อที่จะไปรักษาบำบัดด้านยาเสพติด ก็จะเป็นอะไรที่เขาไม่มีที่อยู่ เมื่อเขาไม่มีที่อยู่ปุ๊บ ก็จะเป็นปัญหาของการที่เขาต้องมานอนบนพื้นที่ บนพื้นถนนต่าง ๆ ซึ่งก็อยากที่จะให้ทาง พม. ช่วยจัดสรรที่ให้เขาได้นอนพักพิงชั่วคราวครับ ก่อนจะย้ายเข้าไปในการที่จะไปบำบัดเขา ให้ดีมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ🔗

ก็มีทั้งหมด ๔ เรื่องครับ เรื่องของกำลังพลตำรวจฝากทางสำนักงานตำรวจ แห่งชาตินะครับ เรื่องของน้ำ ๒ เรื่องครับ เขื่อนคลองแสนแสบ แล้วก็เรื่องของบึงน้ำ ๒ บึง และเรื่องสุดท้ายครับ เป็นการจัดการคนที่เป็นคนเร่ร่อนต่าง ๆ ก็ฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ด้วยความเคารพขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านจำลอง ภูนวนทา ครับ🔗

นายจำลอง ภูนวนทา กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จำลอง ภูนวนทา จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ประกอบไปด้วย ๓ อำเภอ ห้วยเม็ก หนองกุงศรี ท่าคันโท ผมขอภาพสไลด์ด้วยอยากนำสไลด์ ท่านประธานครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจำลอง ภูนวนทา กาฬสินธุ์

อันนี้ผมลงไปสำรวจด้วยตัวเอง ไปตามที่รับซื้อมันสำปะหลังในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นเรื่องของมันแต่มันไม่มัน เป็นเรื่องโศกเศร้า ของเกษตรกรของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งของกระผม ขอภาพถัดไปครับ เมื่อราคาตกต่ำ ไม่คุ้มกับการลงทุน ก็ยังนำมาสู่การเกิดโรคระบาดเขาเรียกว่า โรคใบด่าง อันเกิดจากแมลงชนิดหนึ่ง เป็นไวรัสแพร่ระบาดในแมลงหวี่ขาวยาสูบ หรือที่เรียกว่า Bemisia tabaci โรคนี้มันจะทำให้ต้นมันสำปะหลังแคระแกร็น แล้วก็ง่อย ใบมันจะหดนะครับ ภาษา อีสานบ้านผมเรียกว่า ใบกูด มันจะหดลง แล้วก็ตายไปในที่สุด แล้วก็จะทำให้แป้งมัน ไม่มีคุณภาพ ผลผลิตที่ได้รับก็ถูกปฏิเสธจากการรับซื้อหรือไม่ได้ประโยชน์เลย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานวันนี้ ผมอยากฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งวันนี้ท่านมานั่งฟังอยู่นี่ครับ ได้โปรดพิจารณาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ราคามันสำปะหลังไม่ดีแล้วยังไม่พอนะครับ แถบบ้านผมนี่มันอยู่ท้ายเขื่อน เขื่อนลำปาว น้ำชลประทานก็จะมาท่วม พี่น้องประชาชนก็เช่าที่ธนารักษ์ในการทำมาหากิน ซึ่งปัจจุบันนี้ ธนารักษ์ก็ปรับราคาการเช่าพื้นที่ทำกินกับพี่น้องประชาชนขึ้นมาอีก ทำให้พี่น้องเกษตรกร ขาดทุนในการทำไร่มันสำปะหลังอย่างยิ่งยวด และเรื่องนี้ผมอยากจะขอท่านประธาน เพิ่มสักนิดหน่อยครับ เพราะว่าพี่น้องเดือดร้อนจริง ๆ แล้วฝากผมมาตลอด ผมจะนำเรื่องนี้ หารือกับท่านประธานตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่เวลามันไม่สามารถจะแทรกได้ วันนี้ผมถึงนำมา กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมไป Search หาข้อมูลว่า วิธีกำจัดแมลงนี้จะแก้ไขอย่างไร ผมไปพบว่า ต้นสะเดาที่เราทานกันครับ ต้นสะเดานะครับ สามารถกำจัดแมลงนี้ได้ เพราะฉะนั้น ผมอยากฝากไว้ที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผมมั่นใจว่า ท่านรัฐมนตรีท่านใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้วครับ และให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง อยู่แล้วในรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานครับ อยากให้พัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับชีวมวลนะครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้พี่น้องเกษตรกรใช้ Drone ฉีดสารเคมีทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างยิ่ง ฉะนั้นผมจึงฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ทั้ง ๒ กระทรวง ได้โปรดพิจารณารีบแก้ไขให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยด่วนครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ครับ🔗

นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วย อำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร ตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานดังนี้ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก ท่านกำนันเกรียงไกร เครือจันทร์ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนในเขตอำเภอนาจะหลวย สจ. ฉลาด บุญล้น สจ. เขตอำเภอนาจะหลวย นายวรพจน์ บุตรมาตย์ นายกเทศมนตรีตำบลบุณฑริก คณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล ผู้ใหญ่บ้านขอนแป้น บ้านศิลาชัย ผู้ใหญ่บ้าน โนนเขืองจงเจริญ ผู้ใหญ่บ้านโนนเลียง บ้านเวียงเกษม ผู้นำหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอ บุณฑริก ได้รับความเดือดร้อนจากถนนของกรมทางหลวงค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

ถนนผิวจราจรเสื่อมสภาพ เป็นหลุมเป็นบ่อ สามพันโบกค่ะท่านประธาน เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ตกหลุมยางระเบิด กระทะล้อแตก อุบัติเหตุทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินหลายราย หน่วยงานในพื้นที่ หมวดการทาง แขวงการทางหลวงอุบลราชธานีที่ ๒ ก็มาหยอดหลุมให้ค่ะ กลบหลุมใช้งาน ได้ชั่วคราว หยอดหลุม ๓ วันดี ๔ วันพังค่ะท่านประธาน ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรนะคะ ถนนขาดการซ่อมบำรุงผิวจราจรมานานกว่า ๑๕ ปี ได้แก่ ๑. ทางหลวงสาย ๒๓๙๖ ช่วง กม. ที่ ๓๒ ถึง กม. ๓๔ บ้านขอนแป้น ๒. ทางหลวงสาย ๒๒๔๘ ช่วง กม. ๗๗-๘๐ ปากทางบ้านท่าเกาะ อำเภอนาจะหลวย ๓. ทางหลวงสาย ๒๒๔๘ ช่วง กม. ที่ ๑๐๖ เชื่อมทางหลวงสาย ๒๑๘๒ เขตเทศบาลตำบลบุณฑริก เวลาฝนตกน้ำท่วม น้ำไหลเข้าไป ร้านค้าทำให้สิ่งของและทรัพย์สินของชาวบ้านสูญเสีย เสียหาย ทนทุกข์ทรมานมา ๒๐ ปี ไม่มีหน่วยงานไหนมาซ่อมแซมให้เลย ๔. ทางหลวงสาย ๒๑๘๒ ช่วง กม. ที่ ๒๘-๓๓+๕๐๐ บ้านจงเจริญถึงบ้านโนนเขือง ถนน ๒ สีเห็นไหมคะ เห็นความแตกต่างเลยนะคะว่า ชนบทเป็นอย่างไรคะ ๕. ทางหลวงสาย ๒๑๗๒ ช่วง กม. ๔๔ ค่ะ ถนนนี้มีหลุมมาก ยางระเบิด กระทะล้อแตกหลายคัน น้ำท่วมผิวจราจรทำให้เกิดอุบัติเหตุ ดิฉันขอฝากข้อหารือ เหล่านี้ต่อท่านประธานถึง ฯพณฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฯพณฯ มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี กรมทางหลวง ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชูกัน กุลวงษา ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชูกัน กุลวงษา นครพนม เขต ๔ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขอนำเอาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอปลาปาก ตำบลนามะเขือ ถนนชำรุดทรุดโทรมใช้การ อะไรไม่ได้ เพราะพี่น้อง ๑๐ หมู่บ้านของตำบลนามะเขือนั้น จะไปติดต่อราชการยังอำเภอ ปลาปาก ระยะทางเกือบ ๓๐ กิโลเมตร แต่ถนนนั้นทรุดโทรมมาก จึงขอฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถนนเส้นนี้ก่อสร้างมา ๓๐ กว่าปีแล้ว ไม่มีใครดูแลเลย อันนั้นก็ถือว่าพี่น้องนั้นได้รับความลำบากยากเข็ญมากในการใช้รถใช้ถนนของพี่น้อง ตำบลนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม จึงร้องทุกข์มายังผม ผมก็มาร้องทุกข์ ต่อท่านประธานสภา เพื่อให้ประธานสภานั้นผ่านไปยังหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ เอาใจใส่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน ตำบลนามะเขือให้ได้ใช้ถนนเส้นนี้โดยที่ไปมา สะดวกและสบายในการไปติดต่อราชการ จะไปโรงพยาบาลก็ดี จะไปที่ไหนก็ดี ถ้าถนนชำรุด ทรุดโทรมอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไรครับท่านประธาน ขอฝากท่านประธานด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องไฟส่องสว่างทาง สายนาแก-สกลนคร ช่วงอำเภอนาแก หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาแก หน้าที่ว่าการอำเภอนาแก ไฟส่องสว่างทางนั้นมันไม่มีเลย มีแต่มันมืด ผมนั้นได้ปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๑-๒ ครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการดูแล ฝากไปยังแขวงการทางนครพนม ฝากไปยังกรมทางหลวง ช่วยไปดูแลไฟส่องสว่างทาง เพราะเกิดอุบัติเหตุ ค่ำคืนพี่น้องในเขตชุมชนเทศบาลไปมาหาสู่กันลำบาก รถสัญจรไปมา ก็เกิดอุบัติเหตุ ฉะนั้นก็ขอฝากว่าครั้งที่ ๓ แล้วที่ผมปรึกษาหารือเกี่ยวกับไฟส่องสว่าง หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาแก และหน้าที่ว่าการอำเภอนาแกของจังหวัดนครพนม🔗

อันนี้ก็ขอฝากท่านประธาน หวังว่าปัญหาทั้ง ๒ เรื่องจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็วไว จากหน่วยงานที่ได้รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นก็ขอฝากท่านประธานแค่ ๒ เรื่องนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านทรงยศ รามสูต ครับ🔗

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยครับ ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่มีศักยภาพ ได้มาดูแลในส่วนการซ่อมแซมถนน เดิมในเขตตำบลสะเนียน ระหว่างบ้านละเบ้ายา ไปบ้านห้วยเฮือ ห้วยระพี ซึ่งเป็นเขตในลุ่มน้ำ 1A 1B ลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ ซึ่งถนนลูกรัง ปรากฏว่าที่ผ่านมามันเป็นลุ่มน้ำชั้น ๑ ชั้น ๒ ก็เลยหางบประมาณ ไปทำยาก แล้วก็เวลาหน้าฝนชาวบ้านออกมาลำบาก ต้องใส่โซ่ มีคนเคยเสียชีวิต เพราะเดินทางตรงนี้ แต่เดิมนั้นขอตามมาตรา ๑๖ ไม่ได้ หรือสมัยก่อนปี ๒๕๖๒ ทางหน่วยงาน ก็ยังพอเอางบไปลงได้ ไม่ได้บุกรุกป่าเพิ่ม แต่ตอนหลังตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ มา ต้องมีกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาทำหนังสือรับรอง ก็โชคดีที่นายก อบต. สะเนียน ท่านนายกสว่าง ได้ดำเนินการประสานกับโครงการพื้นที่สูงสะเนียน ขอตาม พ.ร.บ. ป่าสงวน มาตรา ๑๙ อนุมัติว่าสามารถดำเนินการได้ แต่ตอนนี้พออนุมัติเสร็จมันไม่มีงบ ถนนประมาณ ๙ กิโลเมตร ใช้งบประมาณ ๓๐ กว่าล้านบาท เกินศักยภาพของ อบต. เพราะฉะนั้น อบต. ก็พยายามทำ ตอนนี้ก็ได้สัก ๑-๒ กิโลเมตรแล้วครับ อีกประมาณสัก ๗-๘ กิโลเมตร ตอนแรกหวังว่าทางหลวงชนบทจะดำเนินการ แต่ก็ปรากฏว่าเขาเพิ่งถ่ายโอน ภารกิจมาให้ อบต. เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ซึ่งก็เกินศักยภาพของ อบต. ก็ฝากกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาด้วยนะครับ ในการซ่อมตรงนี้ เพราะว่าขอมา ๑๐ ปี ตอนนี้ผ่านมา ๓ ปีแล้วนะครับ🔗

อีกหน่วยงานหนึ่งที่อยากจะฝากไปยัง กทม. เมื่อวันก่อนผมผ่านไปแถวซอย ราชครู พหลโยธิน ๕ ตรงทางม้าลาย มันเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งปรากฏว่าตรงนั้นเป็นทางม้าลาย แต่ว่าไม่มีสัญญาณกดสวิตช์ไฟจราจร ไฟเขียว ไฟแดง ให้คนข้าม ผมถามชาวบ้านว่า ต้องเดินไปซอยอารีย์ถึงจะมีสะพานคนข้ามพหลโยธิน ๗ หรือเดินย้อนไปทางสนามเป้า ก็อาจจะมีทางม้าลาย ซึ่งมีไฟแดง สามารถกดได้ แต่ว่าตรงพหลโยธิน ๕ ซึ่งเป็นซอยราชครู มีคนอยู่เยอะนะครับ มีทางม้าลาย แต่ว่าไม่มีไฟเขียว ไฟแดงให้กดให้คนข้าม ก็อยากจะฝากทาง กทม. ให้ดูแลหน่อยนะครับ ก็ฝากไว้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านตรัยวรรธน์ อิ่มใจ ครับ🔗

นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ สมุทรปราการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๘ ผู้แทนชาวอำเภอบางบ่อ บางเสาธง พรรคก้าวไกล กระผมขอนำปัญหาความเดือดร้อน ในพื้นที่ปรึกษาหารือกับท่านประธาน ดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเลียบทางด่วนกรุงเทพฯ-ชลบุรี สายใหม่ มีความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสะพานไม้ชำรุด จำนวน ๒ สะพาน คือสะพานไม้ข้ามคลองบางพลี และสะพานไม้ข้ามคลองปากกระพัง ในพื้นที่หมู่ ๑๓ ตำบลบางเสาธง ทั้ง ๒ สะพานเป็นสะพานไม้อายุเก่าแก่ สร้างพร้อมกับ Motorway สายดังกล่าว ปัจจุบันพื้นไม้สะพานชำรุดผุพัง ราวสะพานไม่มี สะพานโยกสั่นคลอน หากยังฝืนใช้ต่อไปเกรงว่าสะพานจะรับน้ำหนักรถยนต์ไม่ได้ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและ การสูญเสีย สะพานดังกล่าวมีผู้ใช้สัญจรจำนวนมากในแต่ละวัน ประชาชนต้องการสะพานปูน ที่มีมาตรฐาน และสะพานที่รถยนต์สามารถวิ่งสวนกันได้ เรียนท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง ให้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจัดสรรงบประมาณ ให้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของบ้านเรือนชาวคลองด่าน หมู่ ๕ และหมู่ ๑๓ ตำบลคลองด่าน จากการก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร ๓ ไม่ตรงตามแบบ และยังไม่ส่งมอบงาน ทำให้กระแสน้ำที่ไหลออกมาไหลเชี่ยวรุนแรงกระทบกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยเรื้อรังมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ส่งผลให้ปัจจุบันชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น กว่า ๖๐ ชีวิต ๒๐ หลังคาเรือน ถูกน้ำกัดเซาะใต้ถุนบ้านจนเหลือแต่เสาเข็ม ซึ่งอีกไม่นาน บ้านเหล่านั้นก็จะพัง บ้านทั้งหมดที่กล่าวนี้ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย เรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบโครงการ ติดตาม ความคืบหน้าปัญหาผลกระทบ และเยียวยาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ครับ🔗

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ศรีสะเกษ

ผมได้รับการร้องเรียนจาก นายสาวิทย์ สารคาม และประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกันทรารมย์ ว่าการก่อสร้างถนน ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๑๒๕ จากแยกวัดกันทรารมย์ถึงบ้านสบาย ช่วงเทศบาล ตำบลกันทรารมย์ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เดิมถนนสายนี้เป็นถนนลาดยางอย่างดี แต่ทางแขวงการทางได้จ้างผู้รับเหมามาทำถนนใหม่ ท่านประธานครับ จากถนนลาดยางดี ๆ ท่านประธานดูในรูปสิครับ ชาวบ้านเขาเดือดร้อนมาก ค้าขายก็ไม่ได้ ถึงหน้าแล้งฝุ่นก็เต็มไปหมด ถึงหน้าฝนถนนก็เป็นหลุมเป็นบ่อ จนชาวบ้านค้าขายจนจะไปไม่รอด ผมเองก็ได้โทรศัพท์ ไปถึงแขวงการทาง แขวงการทางเขาบอกว่า โทรตามผู้รับเหมา แต่ผู้รับเหมาก็ยังไม่มาทำ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้กรมทางหลวงพิจารณา ผู้รับเหมารายนี้ให้ด้วย🔗

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ไฟเขียว ไฟแดง ไฟจราจรสี่แยก ไม่รู้เขาใช้อำนาจอะไร เขาไปปิด คนเฒ่าคนแก่เวลากลับรถ เขาก็กลับรถลำบากนะครับ ก็อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกรมทางหลวงด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ว่าพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ ชาวบ้านร้องเรียนมาเรื่องราคา มันสำปะหลังและข้าวโพดตกต่ำ เมื่อ ๒-๓ เดือนที่แล้วราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ กิโลกรัมละ ๙ บาท และมันสำปะหลังราคากิโลกรัมละ ๓.๘๐ บาท ตอนนี้ราคาข้าวโพดอยู่ที่ กิโลกรัมละ ๗.๔๐ บาท มันสำปะหลังราคาอยู่ที่ ๒.๔๕-๓.๒๕ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมาก แต่ราคาปุ๋ย ยาป้องกันและยาปราบศัตรูพืช รวมถึงราคาน้ำมันกลับปรับสูงขึ้นมาก ปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้นทุกปี แล้วอีกไม่นานข้าวหอมมะลิก็จะเริ่มออกสู่ท้องตลาดแล้ว ฝากท่านประธาน ไปยังกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เรื่องต่อมา กระผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องในเขตเทศบาลอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร กรณีก่อสร้างถนนในเขตเทศบาลนะครับ ที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อภาวะแวดล้อม ของพี่น้อง ทำให้พี่น้องบริเวณนั้นได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น เป็นโคลน เป็นตม ตลอดจนเวลาค่ำคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง หรือทำสัญลักษณ์ในบริเวณก่อสร้าง ทำให้พี่น้อง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้งท่านประธาน🔗

เรื่องต่อมา เป็นเรื่องติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน บ้านหนองบึง ตำบลห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร กรณีถนนทางเข้าชลประทาน อ่างเก็บน้ำห้วยลิงโจน มีผู้ใหญ่หลายท่านไปรับปากไว้ว่า จะให้งบเขาไปสร้างนะครับ เจ้าหน้าที่ชลประทานก็เดือดร้อน ฝากผู้หลักผู้ใหญ่ได้ช่วยดูแลด้วยว่า ให้เร่งรัดจัดสรร งบประมาณลงไปปรับปรุง หรือทำถนนใหม่ให้เขาเถอะท่านประธาน ๓๐ ปีแล้ว เขาไม่ได้รับ การดูแลนะครับ ทางเข้าห้วยลิงโจนที่บ้านหนองบึง ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ครับ🔗

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ชัยภูมิ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย กระผมขอนำ ปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล ในเรื่อง ขอให้ความสำคัญ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังครับ ท่านประธานครับ มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกอันดับที่ ๕ รองจากข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวเจ้า และมันฝรั่ง ประเทศไทยเราส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง เป็นอันดับ ๑ ของโลกติดต่อกันทุกปี โดยมีมูลค่าการส่งออกมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าชะตากรรมของเกษตรกร และอนาคตของอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวเนื่องกับมันสำปะหลังกำลังจะลำบาก และมืดมนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการแพร่ระบาด ของโรคใบด่างมันสำปะหลังในช่วง ๖-๗ ปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่แพร่ระบาดของโรคใบด่าง มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น แต่แนวทางการแก้ปัญหายังไม่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตรทำได้เพียงแจ้งให้เกษตรกรต้องทำลาย ต้นมันสำปะหลังในแปลงที่พบเจอ โดยไม่ได้ชดเชยอะไร ทำให้เกษตรกรไม่แจ้ง และไม่ทำลายครับ ผมยกตัวอย่าง ในจังหวัดชัยภูมิครับ มีพื้นที่เพาะปลูกในปีนี้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่มีข้อมูลการพบเจอโรคใบด่างมันสำปะหลังเพียงไม่กี่ไร่ แต่ผมได้ลงพื้นที่ ใน ๓ อำเภอในเขตเลือกตั้งของผมครับ ก็คืออำเภอเทพสถิต อำเภอหนองบัวระเหว และอำเภอบำเหน็จณรงค์ ผมพบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ไร่ แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไรครับ ทั้งที่วันนี้เรามีคณะกรรมการนโยบายและบริหาร มันสำปะหลัง และเรายังมีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง แต่วันนี้ยังไม่มีวี่แววของการแก้ปัญหาได้เลยครับ กระผมจึงขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกัน ได้คุยกัน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังให้ชัดเจน และเร่งด่วนครับ ขอขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่านเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ครับ🔗

นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงใหม่ จากประชาชน ชาวเชียงใหม่ เขต ๑ วันนี้ดิฉันมีเรื่องปรึกษาหารือต่อท่านประธานสภาอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู เชียงใหม่

เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียน จากเครือข่ายคนแป๋งเมือง ที่มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ริมคลองแม่ข่า และริมน้ำสาขา กว่า ๑๓๙ ครัวเรือน ที่กำลังจะถูกไล่รื้อที่ดิน ที่อยู่อาศัย ตามมติของคณะกรรมการจังหวัด ตามแผนโครงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า ปี ๒๕๖๒ ทำให้พี่น้องประชาชน เดือดเนื้อร้อนใจอย่างมาก หลายคนเป็นแรงงานที่หาเช้ากินค่ำ และอยู่ในที่ดินแห่งนี้ มาหลายสิบปี พี่น้องประชาชนจึงมีข้อเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ🔗

๑. ยืดระยะเวลาการรื้อถอนเดิมจนกว่าจะมีความแน่นอนในที่ดินและ ที่อยู่อาศัยทดแทน🔗

๒. จัดสรรที่ดินใหม่ โดยไม่ไกลจากแหล่งทำมาหากินเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ คืออยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่🔗

๓. ขออายุระยะเวลาสัญญาเช่าระยะยาว สำหรับที่ดินที่อยู่อาศัยใหม่ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดสรรให้ และมีราคาค่าเช่าที่เป็นธรรมค่ะ🔗

จึงฝากประธานสภาผ่านไปยังจังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนที่สุดค่ะ เพราะที่อยู่อาศัยคือปัจจัย ๔ อย่างที่มนุษย์ ทุกคนควรได้รับค่ะ เอกสารรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ดิฉันจะขอส่งให้ท่านประธาน หลังจากการหารือครั้งนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ประเด็นน้ำท่วมขังซ้ำซากบริเวณกาดก้อม ตำบลหายา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ทุก ๆ ครั้งที่ฝนตกติดต่อกันระยะเวลาหลายชั่วโมง บริเวณนี้จะมีน้ำท่วมขัง มาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ดิฉันได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการชุมชน พี่น้องประชาชน ที่อยู่อาศัยแถวนั้น และผู้เชี่ยวชาญวิศวกรการจัดการน้ำ และได้เสนอแนวทางแก้ไข แบ่งเป็น ๓ ระยะด้วยกัน ระยะสั้น ขอความร่วมมือและขอสร้างองค์ความรู้ต่อผู้อยู่อาศัย พ่อค้าแม่ขาย ไม่ทิ้งเศษขยะหรือสิ่งปฏิกูลลงในท่อระบายน้ำ และประสานไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อให้มีการขุดลอกท่ออย่างสม่ำเสมอ ระยะกลาง คือการส่งผู้เชี่ยวชาญในการเขียนแผน ชุมชนไปให้คำแนะนำให้กับกรรมการชุมชนในการเขียนแผนต่อเทศบาลนครเชียงใหม่ และระยะยาว ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ สถาบันการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน ดิฉันจึงฝากประธานสภาผ่านไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากนี้ให้กับพวกเรา ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านหรั่ง ธุระพล🔗

นายหรั่ง ธุระพล อุดรธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม หรั่ง ธุระพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้าในเขตพื้นที่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีปัญหากันมายาวนาน แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหาเลย ก่อนที่ผมจะได้มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผมเคยเป็นผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ๕ สมัย ท่านประธานครับ แต่ละปีในห้วงเดือนสิงหาคมพวกเราก็ได้มีการ เรียกประชุมสภาเพื่อจัดตั้งงบประมาณในปีถัดไป แล้วเราก็ได้ตั้งงบประมาณเพื่ออุดหนุน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ขยายเขตไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชน หวังว่าพี่น้องประชาชน จะได้รับความสะดวกสบายในการใช้ไฟฟ้าทุกหลังคาเรือนให้ครบ ท่านประธานครับ ในห้วง ไตรมาสที่ ๑ ไม่เกินไตรมาสที่ ๒ เราก็ได้โอนงบประมาณเข้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ท่านประธานทราบหรือไม่ครับ ปีกว่าเกือบ ๒ ปี เขาก็ไม่เคยมาทำให้ ทางเราก็เดือดร้อน พี่น้องประชาชนก็มาทวงถามว่า เมื่อไรจะได้ไฟ ผมในฐานะเป็นผู้บริหารก็ได้ทำหนังสือ ไปสอบถามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขาก็ตอบมาสารพัดที่เขาจะตอบ บางครั้งเขาก็บอกว่า ไม่มีวัสดุ ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีสายไฟ ไม่มีเสาไฟ ไม่มีช่าง ยังไม่สอบราคาอะไรประมาณนี้ จึงทำให้พี่น้องประชาชนชาวอำเภอเพ็ญเดือดร้อนมากครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องไฟฟ้าดับ ดับประจำ ดับแทบจะทุกวัน ทุกตำบลเหมือนกันหมด ทั้ง ๑๑ ตำบล ดับเป็นเวลานาน ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ให้ด้วย ผมจึงอยากเสนอท่านประธานว่า ถ้าหากไฟฟ้าดับบ่อย ๆ อย่างนี้ ผมอยากจะให้มีไฟฟ้าสำรองให้กับพี่น้องประชาชน ส่วนไฟฟ้าตก ก็ขอให้เปลี่ยนหม้อแปลงให้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเพ็ญด้วยครับ สงสารคนอำเภอเพ็ญด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ครับ🔗

นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายหารือเรื่องการปราบยาบ้าในหมู่บ้าน ๔ อำเภอ อำเภอ นาทม อำเภอนาหว้า อำเภอศรีสงคราม และอำเภอบ้านแพง ด้วยพี่น้องประชาชน ได้ร้องเรียนขอให้กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะว่าอำเภอและหมู่บ้านทั้ง ๔ อำเภอนี้อยู่ห่างไกลตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร และมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือน้อยมาก และมีปัญหายาบ้าระบาดมาก โดยเฉพาะอำเภอนาทม มีเพียง ๓ ตำบล ๓๘ หมู่บ้าน ก็มียาบ้า ผู้ค้า ผู้ขาย ผู้เสพจำนวนมาก ได้ Re-X-ray ได้สำรวจส่งรายชื่อผู้ค้า ผู้ขาย ผู้เสพ ให้ท่านนายอำเภอนาทมไปแล้ว ๒ ครั้ง ๒ รอบ แต่มีการจับกุมน้อยมาก พี่น้องประชาชน จึงร้องเรียนมาขอให้ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีเงินเดือน อยู่แล้ว ขอให้ได้ตั้งด่านตรวจทางเข้าหมู่บ้าน ท้ายหมู่บ้าน หรือระหว่างอำเภอ ระหว่างจังหวัด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตลอด ๑ เดือน ผู้ส่งยาบ้าก็จะส่งไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนที่จะหวังพึ่งตำรวจก็อยู่ในขั้นที่ยากมาก ตำรวจก็ไม่อยาก ไปจับผู้ค้ารายย่อยเพราะมันมีจำนวนมาก ก็คอยแต่จับผู้ค้ารายใหญ่ มันก็ทำให้ลูกหลาน เสพยาบ้ากันอยู่ตลอดทุกวัน เพราะตำรวจเองก็รู้ว่ามีใครในพื้นที่ขายยาบ้าบ้าง ส่งยาบ้าบ้าง ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหา แล้วพี่น้องประชาชนก็หวังพึ่งเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ที่จะได้ช่วย การตรวจจับ หรือได้ร่วมกับผู้นำหมู่บ้านในการปราบปรามยาบ้าได้หมดไปตามนโยบาย ของรัฐบาล ต้องหมดไปภายใน ๙๐ วัน ก็คือวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้ กราบขอบพระคุณ ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปกรณ์ จีนาคำ ครับ🔗

นายปกรณ์ จีนาคำ แม่ฮ่องสอน

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปกรณ์ จีนาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นผมในนามตัวแทนของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยการนำของท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้นำโครงการดี ๆ คือโครงการคลินิกเกษตร และโครงการแม่ฮ่องสอน โมเดล เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาความยากจนให้กับชาวแม่ฮ่องสอน และเป็นการพัฒนาอาชีพ แบบยั่งยืนให้กับคนเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของชาวแม่ฮ่องสอนอย่างแน่นอน สำหรับเรื่องหารือในวันนี้นั้น เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้มีสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่เสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องเมืองล่าเสี้ยว รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่มีการสู้รบกันอย่างหนัก ที่ทำให้ประชาชนในเมืองล่าเสี้ยวนั้นมีแนวทางว่า จะอพยพ ออกจากเมืองล่าเสี้ยว ซึ่งพี่น้องประชาชนชาวเมืองล่าเสี้ยวนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวไทยใหญ่ ที่จะอพยพออกมาจากเมืองล่าเสี้ยว ซึ่งหมุดหมายที่สำคัญที่หนึ่งที่จะอพยพมานั้น คืออำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนตามข่าว ทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่ ใกล้เคียงนั้น มีความกังวลในเรื่องนี้ เพราะข่าวนั้นแพร่สะพัดไปทั่วในโลก Social และเพื่อให้ ความมั่นใจและความสบายใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ผมจึงอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องแผนการรองรับต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น มิฉะนั้นประชาชนจะเกิดความสับสน แล้วจะส่งผลกระทบต่อในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการค้าต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งในอดีตนั้นเคยมีการสร้างข่าวเท็จ ขยายข่าวเกินความเป็นจริง ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นเสียโอกาส ทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นเสียชื่อเสียงมาแล้ว ผมก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบในอดีตนั้นเกิดขึ้นอีก ผมจึงขอฝากท่านประธานถึงผู้บริหาร กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเซีย จำปาทอง ครับ🔗

นายเซีย จำปาทอง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่าย ผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับการประสานงานจากพี่น้อง แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ว่ามีลูกจ้างเหมาช่วง หรือลูกจ้าง Subcontract ที่ทำงานในพื้นที่บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รับค่าจ้าง การชุมนุม เรียกร้องสิทธิ ลูกจ้างชุมนุมอยู่หน้าบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผมจึงรีบไปประสานงาน ในพื้นที่ พอไปถึงพบลูกจ้างเหมาค่าแรงบริษัท วัน เทิร์น เท็น จำกัด บริษัท เอ็มโก้ เมททอล จำกัด และบริษัท ไทยฟง จำกัด เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัตชั่น จำกัด ลูกจ้าง ๓ บริษัทนี้ รวมกันประมาณ ๖๒๐ คน แต่ออกมาชุมนุมประท้วงกันประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ คน ทั้ง ๓ บริษัทนี้รับเหมาช่วงมาจากบริษัท ซิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด มาอีกช่วงหนึ่ง และบริษัท ซิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด นี้เองก็รับเหมาช่วง มาจากกิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล หรือที่เรียกว่า UJV ประกอบด้วย บริษัท ปิโตรเพค บริษัท ไซเต็ม จำกัด แล้วก็บริษัท ซัมซุง ที่เป็นบริษัทผู้รับเหมาชั้นต้นจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มาอีกที สืบเนื่องจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการขยายกิจการ เพื่อดำเนินการโครงการพลังงานสะอาดที่มีการลงทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีการจ้างงานประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ลูกจ้างแจ้งให้ผมทราบว่า ในบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีลูกจ้างเหมาช่วงนับร้อยบริษัท หนึ่งในนั้นก็คือบริษัท ซิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทางบริษัท ซิโนเพค เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้ออกมาชี้แจงว่าทางกิจการร่วมค้า หรือ UJV ไม่จ่ายเงินให้ตรงตามสัญญา ทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง รวมแล้วตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม ตัวแทนลูกจ้างกับนายจ้างเหมาช่วง และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ประชุมร่วมกันหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ นับวันก็จะมีคนเดือดร้อน มากขึ้น ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันลูกจ้างเดือดร้อนมาก บางคนแทบจะไม่มีเงิน ซื้อข้าวกิน ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ลูกไปโรงเรียน บางคนต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ต้องส่งเงิน ให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ปัจจุบันต้องกู้เงินมาเพื่อใช้จ่าย บางคนเจ้าของจะไล่ออกจากห้องเช่าแล้วครับ ท่านประธาน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าห้องเช่า ปัจจุบันมีลูกจ้างเดือดร้อนนับหมื่นคน เพียงแต่ว่า ยังออกมาร่วมชุมนุมยังไม่มากนะครับ ผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลและกระทรวง แรงงาน ให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาการจ้างงานแบบ Subcontract แล้วก็ที่หลายคน เรียกว่า การจ้างงานแบบสัญญาทาส ให้กับลูกจ้างได้รับค่าจ้างโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของลูกจ้าง และป้องกันปัญหาการบานปลายต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตปรึกษาหารือ เกี่ยวกับปัญหาที่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีร้องเรียนมา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ปัญหาเกี่ยวกับการก่อสร้างประตูเมือง เข้าเมืองอุดรธานีครับท่านประธาน ขอฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์เปิดไปเรื่อย ๆ นะครับ จะได้ ประจานผู้รับเหมา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

ท่านประธานครับ กรมโยธาธิการ และผังเมือง ได้มีงบประมาณ ๓๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท และเซ็นสัญญาตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เป็นระยะเวลา ๖๖๐ วัน ซึ่งจะต้องสร้างเสร็จภายในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๖ ผ่านมาเกือบปีแล้วครับ แล้วก็มีการ Check ข้อสรุปในการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานั้น เพิ่งสร้างได้เพียง ๕๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งมันเป็นปัญหามาก ท่านประธานครับ ท่านเห็นหรือไม่ครับ มีแต่เสาตอม่อ เอาเสาตอม่อประจานด้วยครับ เสาตอม่อมันไม่ได้สร้างพีระมิดของอียิปต์นะครับ หรือโรงพักร้างนะครับ เพราะฉะนั้น นี่เหลือแต่เสาตอม่อครับ ท่านประธานครับ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้รายงานปัญหา อุปสรรค และสัญญาจ้างบอกว่า จะมีการทำออกแบบใหม่ จะทำแบบใหม่ จะทำสัญญา ให้บริษัทเดิมด้วยครับ มันทำได้ด้วยหรือครับ กระผมอยากจะขอให้กรมโยธาธิการ และผังเมืองอย่างนี้ครับ ตอนนี้สัญญาก่อสร้างหมดแล้ว กรมโยธาธิการและผังเมืองจะทำ อย่างไรต่อครับ ทำไมจึงยินยอมให้ผู้รับเหมาแก้ไขสัญญา ทั้ง ๆ ที่แก้ไขภายหลังครบกำหนด ระยะเวลาสัญญาจ้าง มันเพราะอะไรครับ และสัญญาจ้างมีเงื่อนไข มีข้อกำหนด มีการปรับ ผู้รับจ้างที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาหรือไม่ และสามารถเปิดเผยสัญญาให้พี่น้อง ประชาชนทราบได้หรือไม่ มีค่าปรับ ต้องคิดค่าปรับเท่าไร ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งรัดให้ผู้รับจ้างรายนี้ดำเนินการก่อสร้างให้ไวที่สุดนะครับ และมีความโปร่งใส และไม่ทุจริต พี่น้องชาวจังหวัดอุดรธานีรอคอยผังเมือง ถ้าทำเสร็จตามแบบ Plan ที่กรมโยธาธิการ และผังเมืองทำมาจะสวยงามมากนะครับ เพราะปี ๒๕๖๙ นี้พืชสวนโลกก็จะได้เกิดขึ้น ที่จังหวัดอุดรธานี ถ้าพี่น้องประชาชนหรือคนทั่วโลกมาเที่ยวพืชสวนโลก ก็จะเห็นแต่เสานี่ อับอายขายขี้หน้าเขาครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรักชนก ศรีนอก ครับ ขออนุญาตข้ามก่อนนะครับ ขอเชิญท่าน ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ผมเลยนะครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พอดียังไม่เห็นท่านรักชนกอยู่ในห้องประชุมครับ เชิญครูมานิตย์เลยครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องกราบ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กรุณาเมตตาสั่งให้กรมชลประทาน ได้แบ่งที่ดินที่ราชพัสดุ แต่กรมชลประทานดูแลอยู่ที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ๒๐๐ ไร่ จากจำนวน ๗,๐๐๐ ไร่ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาล ๒๐๐ ไร่ มอบให้กับสำนักงานที่ดิน อำเภอศีขรภูมิ ๘ ไร่ แล้วก็มอบให้กับสถานีตำรวจภูธรอำเภอศีขรภูมิอีก ๘ ไร่ ความเดิมมันเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน สำนักงานที่ดินในที่เก่าอยู่ในตัวตลาด ที่มัน คับแคบมากมีที่อยู่ ๒ งาน พี่น้องมาใช้บริการแทบจะไม่มีที่นั่งเลย พอขยายพื้นที่เข้าไป ก็เลยได้รับความเมตตาจากกรมชลประทานให้ไปสร้างที่กรมชลประทาน กรมชลประทาน เจียดพื้นที่มาให้ ๘ ไร่ ก็เลยฝากไปยังกรมที่ดินให้ช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง อาคารสถานที่หน่อย แต่ปัญหามันก็ยังติดอยู่นิดเดียวคือเรื่องของที่ราชพัสดุ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้ทุกที่ไม่ใช่เฉพาะที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บ้านผมนะครับ ผมเข้าใจว่าทั้งแผ่นดินเลยครับ ถ้าไปขอความอนุเคราะห์จากที่ราชพัสดุ ของกรมธนารักษ์ก็จะช้ามาก แล้วก็จะอืดอาด แล้วก็จะสอบสวนละเอียดถี่ยิบ ผมไม่อยากให้ มันเป็นเช่นนั้นนะครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนที่ไม่เข้าใจ คือเป็นการให้ที่ดิน และใช้ระหว่างรัฐต่อรัฐครับ ไม่ต้องเอาอะไรกันมาก แค่ยินยอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วก็ดูมีเหตุ มีผลพอประมาณแล้ว ก็น่าจะให้เอกสิทธิ์เลยครับ แต่ที่นายทุนไปบุกรุกนะครับ ประเทศนี้ ที่นายทุนบุกรุก ผู้มีอิทธิพลไปบุกรุก ท่านประธานก็เห็นเป็นข่าวเรื่อย ๘,๐๐๐ ไร่ ๖,๐๐๐ ไร่ ๗,๐๐๐ ไร่ แทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ แต่อันนี้ขอกัน ๔ ไร่ ๕ ไร่ ซึ่งเป็นระหว่างรัฐต่อรัฐ ผมก็เลยฝากท่านประธานไปยังที่ราชพัสดุด้วยครับ ให้ช่วยดูแลเรื่องนี้ ทั้งของสำนักงานที่ดิน อำเภอศีขรภูมิ สถานีตำรวจภูธรอำเภอศีขรภูมิ แล้วก็โรงพยาบาลอำเภอศีขรภูมินะครับ ติดที่ราชพัสดุนิดเดียว ผมเข้าใจว่าเรื่องงบประมาณนั้นหน่วยงานที่เขาดูแลอยู่ เขารู้ว่า มีความจำเป็นจริง ๆ กับ ๓ หน่วยงาน ที่ผมได้กล่าวในเบื้องต้น ณ ที่ประชุมแห่งนี้ครับ ฝากท่านประธานไปด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ครับ🔗

นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ นนทบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๒ พรรคก้าวไกล ขอปรึกษาหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๒ เรื่องค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ นนทบุรี

เรื่องแรก ความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน หมู่ ๗ ตำบลบางกร่าง ที่อาศัยอยู่ริมคลองนายเรือง ในเขตเทศบาล เมืองบางกร่าง ชาวบ้านได้มาร้องเรียนกับดิฉันว่า ไม่มีสะพานข้ามคลอง เวลาเดินทาง ก็ยากลำบาก แล้วยิ่งมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็ยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นค่ะท่านประธาน ขอสไลด์ย้อนไปเมื่อสักครู่นี้ค่ะ ที่เห็นนี้นะคะท่านประธาน สะพานนี้พี่น้องประชาชนได้สร้าง กันเอง ไม่ได้มาตรฐานอะไรแต่ว่าพอข้ามได้ แล้วสะพานก็ใกล้จะพังแล้วค่ะ ชาวบ้าน ขอให้ช่วยติดตามการสร้างสะพานข้ามคลองดังกล่าว เพราะได้เคยทำหนังสือร้องไปยัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และศูนย์ดำรงธรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้รับคำตอบว่า เทศบาลเมืองบางกร่าง ได้บรรจุเข้าแผนพัฒนาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๔ แต่ว่า จนถึงปัจจุบันสะพานก็ยังไม่ได้สร้างเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยกำกับเทศบาลเมืองบางกร่างให้เร่งสร้างสะพาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ🔗

เรื่องสุดท้ายค่ะ ความเดือดร้อนของพี่น้องชุมชนวัดเฉลิมพระเกียรติ ซอย ๑๑ ในเขตเทศบาลเมืองบางศรีเมืองค่ะ ประชาชนร้องเรียนมาว่า ลำประโดงน้ำท่วมขัง ไม่มี การระบาย น้ำเริ่มเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูฝนด้วยค่ะท่านประธาน ฝนตกมาทีไร น้ำก็จะล้นมาท่วมบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนในซอยนี้ได้รับ ความลำบากมากค่ะ โดยเฉพาะกลิ่นน้ำเน่า และยุงที่มีมาก เกรงว่าจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ทำให้เกิดโรคระบาดไข้เลือดออกได้ค่ะ จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ให้ช่วยขุดลอกคูคลอง และฟื้นฟูลำประโดงให้มีการระบายน้ำได้อย่างสะดวกด้วย ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร ครับ🔗

นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่มานำเรียน ต่อท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ช่วยดำเนินการแก้ไขดังต่อไปนี้ ครับ🔗

เรื่องแรกครับท่านประธาน เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องหมู่ ๑๔ ตำบล ปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย บริเวณซอย ธ.ก.ส. กล่าวคือ สภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นลักษณะ แอ่งกระทะ เวลาฝนตกหนักมวลน้ำก็จะไหลมารวมที่ซอยแห่งนี้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากต่อผู้อยู่อาศัย ผมได้หารือกับทางท่านนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลพยัคฆภูมิพิสัย ทางเทศบาลต้องการท่อระบายน้ำ Culvert ขนาด ๑.๕ x ๑.๕ เมตร เป็นระยะทางรวม ๑,๒๐๐ เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นพี่น้องชาวอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ได้ฝาก ความขอบคุณมายังกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้อนุมัติงบประมาณสร้างตึกผู้ป่วยใน อาคาร ๕ ชั้น ๑๑๔ เตียง งบประมาณ ๑๐๘ ล้านบาท ซึ่งทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย มีศักยภาพในการดูแล และรักษาผู้ป่วยเฉพาะทางในหลาย ๆ ด้าน และมีแผนที่จะยกระดับ ให้เป็นโรงพยาบาลทั่วไปภายในปี ๒๕๗๒ แต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่จำกัดของโรงพยาบาล จึงมีความจำเป็นที่จะขอใช้พื้นที่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุ เป็นที่ตั้งของงานสืบสวน สภ. พยัคฆภูมิพิสัย ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ เพื่อขออนุมัติการใช้พื้นที่สร้างอาคารผู้ป่วยใน กราบขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา ครับ🔗

นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ผมมีเรื่อง หารือความเดือดร้อนในพื้นที่ต่อท่านประธาน ๑ เรื่องด้วยกัน ดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

ช่วงนี้ครับท่านประธานเป็นช่วงฤดูฝน หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน ในช่วง ระยะเวลาประมาณ ๔ เดือน เป็นช่วง High Season ของแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีมีอำเภอประจันตคามครับ จากข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีข้อมูลว่า จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอประจันตคาม เป็นอำเภอที่มีน้ำตกมากที่สุดในประเทศไทย มีมากถึง ๑๗ แห่งครับ ภายหลังจากมีการระบาดของโรคโควิด ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงประกาศปิดตัวน้ำตกลงหลายจุดในพื้นที่อำเภอประจันตคาม ซึ่งที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา เกือบ ๕ ปีแล้วครับท่านประธาน ที่น้ำตกเหล่านี้ก็ยังปิดอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทาง จัด Trip มาจากกรุงเทพมหานคร แล้วก็มาพบว่าน้ำตกที่จังหวัดปราจีนบุรียังปิดอยู่หลายจุด ก็พบกับความผิดหวังกลับไปครับ เพราะจากกรุงเทพมหานครมาจังหวัดปราจีนบุรี น้ำมันครึ่งถัง ก็มาถึงได้มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งที่ผ่านมามีการประชุมในจังหวัดครับ ตามภาพ โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และการท่องเที่ยว เขตนครนายกที่ดูแล ซึ่งเรามีการพูดคุยกันในน้ำตก ๓ จุด คือน้ำตกเหวอีอ่ำ น้ำตกธารทิพย์ และน้ำตกส้มป่อย ซึ่งทั้ง ๓ น้ำตกมีความพร้อมที่ควรเร่งเปิดมากที่สุด เพราะว่ามี อบต. ท้องถิ่น รวมถึงวิสาหกิจชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอประจันตคาม พร้อมช่วยดูแล นักท่องเที่ยวเรื่องความปลอดภัย เรื่องขยะ แล้วเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเห็นตรงกันในที่ประชุม ในจังหวัดว่า ควรเปิด ผมจึงฝากเรียนผ่านท่านประธานถึงจังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้ช่วยตอบรับ เป็นหนังสือ เพื่อที่ว่าทางหน่วยงานท้องถิ่นจะได้ดำเนินการต่อ ตอบรับเพื่อการเปิดน้ำตก ที่สวยงามทั้ง ๓ แห่งครับ เพื่อให้ Resort Cafe เพื่อให้ชาวบ้านที่ขายของฝากในพื้นที่ได้เปิด กิจการขายของฝากกัน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีในส่วนของน้ำตก ให้กลับมามีความคึกคักอีกครั้ง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ปรึกษาหารือ ๓ เรื่องครับ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗

เรื่องแรก เป็นของกรมทางหลวง ขอให้ทางกรมทางหลวง พิจารณาจัดสรร งบประมาณก่อสร้างทางคู่ขนานขาเข้า กรุงเทพฯ-ชลบุรี สายใหม่ กิโลเมตรที่ ๔๕ ถึงเชื่อม ทางหลวงหมายเลข ๓๑๔ บริเวณหน้าบริษัท โคมัตสุ เซอิกิ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยความที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมาก ๆ แล้วก็ประชาชนจำนวนมาก จำเป็นจะต้องใช้เดินทาง ไปทำงานนะครับ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก ๆ จึงอยากให้ทางกรมทางหลวง เร่งจัดสรรงบประมาณไปปรับปรุงถนนเส้นนี้🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง เนื่องจากว่าบริเวณถนนบางนา-ตราด มีหม้อแปลงไฟฟ้าส่องสว่างที่ถูกโจรกรรมจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ในตอนกลางคืน แล้วก็เป็นระยะทางที่ยาวหลายกิโลเมตร หลายครั้งก็เกิดอุบัติเหตุจนนำไปสู่ การสูญเสียชีวิตจำนวนมาก กังวลครับว่าถ้าไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่การปรึกษาหารือ กรมทางหลวง จะไม่ทราบถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ก็อยากให้เป็นเรื่องเร่งด่วนในการจัดสรรงบประมาณ ในการผลิตหม้อแปลง แล้วก็เอาไปติดตั้งให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงทีก่อนที่ จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ปรึกษาหารือไปยังกรมชลประทานครับ ถึงปัญหาถนนเลียบคลองปูนชลประทานสายใหญ่ทั้ง ๒ ฝั่ง มันเกิดการชำรุด ทรุดโทรม เป็นอย่างมาก พิกัดตั้งแต่ทางเชื่อมทางหลวงหมายเลข ๓๑๒๑ ถึงสะพานยกระดับทางหลวง หมายเลข ๓๓๐๔ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลแหลมประดู่ อำเภอ แปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา พี่น้องประชาชนจำนวนมากก็ประสบปัญหาอุบัติเหตุหลายครั้ง แล้วก็ยังไม่มีการเข้าไปแก้ไขเลย ก็ฝากท่านประธานไปยังกรมชลประทานเพื่อที่จะพิจารณา จัดสรรงบประมาณเข้าไปดูตรงนี้ด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ครับ🔗

นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือเรื่องประเด็นการติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัด เพชรบูรณ์ โดยปัญหาดังกล่าว มีดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ ปัญหาเส้นทางการเดินทางบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข ๑๑๓ ช่วงบริเวณตำบลวังชมภู-ห้วยงาช้าง ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างอำเภอเมืองและอำเภอชนแดน ระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่ก่อสร้างมานานแล้ว และยังไม่เคย ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ปัจจุบันถนนแคบมาก และพื้นที่มีลักษณะผ่านภูเขาสูงชัน ดิฉันอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวง ให้ช่วยจัดสรรงบประมาณ เพื่อสำรวจออกแบบขยายถนน ยกระดับมาตรฐานชั้นทางให้เป็น ชั้น ๒ หรือ ๗/๑๒ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาระหว่าง ๒ อำเภอดังกล่าวได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น🔗

เรื่องที่ ๒ ขอเร่งรัดติดตามความคืบหน้าการขอใช้พื้นที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน พช. ๖๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลระวิง เพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงาน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สนามกีฬา ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และพื้นที่สาธารณประโยชน์ แต่ยังติด ปัญหาเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ ซึ่งเคยยื่นเรื่องไว้ตั้งแต่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ จึงขอให้กรมธนารักษ์เร่งรัดการอนุญาตด้วยค่ะ นอกจากพื้นที่อำเภอเมืองแล้ว ดิฉันยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายก อบต. หินฮาว อำเภอหล่มเก่า เรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับปัญหาตลิ่งทรุดตัว บริเวณริมคลองน้ำพุง หมู่ที่ ๔ ตำบลหินฮาว เป็นระยะทางกว่า ๑๐๐ เมตร เนื่องจากน้ำหลากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนนี้ ทาง อบต. ได้เคยทำหนังสือส่งไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว จึงขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ช่วยเร่งรัดจัดสรรงบประมาณมาแก้ไขปัญหา เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนโดยเร็ว ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปรัชญาวรรณ ไชยสืบ ครับ🔗

นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ จันทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ ผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๒ จากพรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ ในช่วง ๓-๔ วันที่ผ่านมานี้จังหวัดจันทบุรีประสบกับปัญหาน้ำท่วม เนื่องจาก ฝนตกหนักสะสม ทำให้น้ำระบายไม่ทัน น้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน จากการลงพื้นที่ ดิฉันพบว่า ในหลายแห่งมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ วันนี้จึงขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องแรก ขอให้กรมชลประทานช่วยเร่งรัดในการขุดคลอง Bypass บริเวณ คลองรำพัน เพื่อช่วยระบายน้ำจากคลองวังโตนด และลดผลกระทบให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนในตำบลวังใหม่ ตำบลวังโตนด ตำบลสองพี่น้อง และตำบลทุ่งเบญจาค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมชลประทานช่วยปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ในจุดของประตูระบายน้ำคลองรำพัน เพื่อช่วยในการระบายน้ำจากคลองรำพันให้ไหลลงสู่ อ่าวไทยได้เร็วขึ้น เพราะว่าปัจจุบันประตูระบายน้ำคลองรำพันมีลักษณะเป็นคอขวด แล้วก็ มีช่องประตูเพียงแค่ช่องเดียวเท่านั้นค่ะ🔗

เรื่องที่ ๓ ปัญหาการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลช้างข้าม อำเภอนายายอามค่ะ ตามแนวถนนทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๑๑ ซึ่งปัจจุบันมี Box ลอดถนนเพียงแค่ ๔ จุด เท่านั้น เมื่อฝนตกหนักทำให้น้ำระบายไม่ทัน แล้วก็หลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน จึงขอให้ กรมทางหลวงชนบท ช่วยทำทางระบายน้ำตามแนวถนนทางหลวงชนบทหมายเลข ๑๐๑๑ ตั้งแต่บริเวณกิโลเมตรที่ ๘ ด้วยค่ะ🔗

สุดท้ายค่ะท่านประธาน ปัญหาการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้กับพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่า ปภ. จะมี Application แต่ก็ไม่สามารถแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนได้ จึงขอให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งในการพัฒนาระบบที่จะแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้อง ประชาชนได้รับรู้ถึงภัยที่กำลังมาถึงค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอับดุลอายี สาแม็ง ครับ🔗

นายอับดุลอายี สาแม็ง ยะลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขตอำเภอกรงปินัง อำเภอ บันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง ผมขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ประเด็นเรื่องปัญหาตลาดทุเรียนที่จังหวัดยะลา ซึ่งเกิดปัญหา สืบเนื่องจากวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เวลา ๒๑.๑๙ นาฬิกา มีการยิงผู้รับซื้อทุเรียน ที่ริมถนนสาย ๔๑๐ ได้เสียชีวิตไป ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตชื่อ นายเจริญพร คำชู อยู่บ้านเลขที่ ๔๑ หมู่ ๑ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอละแม จังหวัดชุมพร เมื่อมีการเสียชีวิต พวกพ่อค้าที่จะรับซื้อ ทุเรียนก็มีการรวมตัว แล้วก็ไม่ยอมที่จะไปซื้อทุเรียนในตัวจังหวัดยะลา ซึ่งเกิดเป็นปัญหา ความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ผมก็ได้มาประสานกับท่านประธานสภาเพื่อที่จะประสาน ไปยังหน่วยในพื้นที่ อย่างเช่น ตำรวจที่อำเภอบันนังสตา เพื่อจับกุมผู้กระทำผิดโดยด่วน ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายต่อตลาดทุเรียน ก็คาดการณ์ว่าถ้าไม่มีการรับซื้ออาจจะเสียหาย วันละเป็น ๑๐๐ ล้านบาท ก็ขอเรียนให้ท่านประธานเพื่อประสานไปยังหน่วยงานตำรวจ ในพื้นที่ด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากถนนสาย ๔๑๐ จากยะลาไปอำเภอเบตง มีปริมาณ จราจรหนาแน่นเป็นอย่างมาก ถนนบางช่วงก็ยังคับแคบอยู่ ยังไม่เป็นถนน ๔ ช่องจราจร อีกเป็นจำนวนมาก เช่นว่า ตั้งแต่ กม. ๖๙ ถึง กม. ๑๖๐ ช่วยเร่งรัดให้ใช้งบประมาณในการ ก่อสร้างถนนสาย ๔๑๐ นี้ด้วยนะครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่ง สืบเนื่องจากโครงการการเจาะอุโมงค์ที่บ้านกระป๋อง ตำบลแม่หวาด ระยะทางประมาณ ๙๐๐ เมตร เพื่อลดระยะทาง ๖ กิโลเมตร ก็อยากจะประสานไปยัง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เพื่อดำเนินการใช้งบประมาณในช่วงนี้ด้วยขอขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ครับ🔗

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ลำพูน

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน เขต ๑ อำเภอเมือง อำเภอแม่ทา และอำเภอบ้านธิ จากพรรคก้าวไกล วันนี้ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ โครงการปรับปรุงระบบผันน้ำ ฝายแม่ลอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้ก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๔๖ ระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร เพื่อผันน้ำจากน้ำแม่ลอบไปสู่ อ่างเก็บน้ำแม่อาว ปัจจุบันได้ถูกน้ำป่ากัดเซาะและดินสไลด์ ทำให้ไม่สามารถผันน้ำไปยัง อ่างเก็บน้ำได้ครับ จึงอยากให้กรมชลประทานอนุมัติโครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบผันน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้ชาวบ้านตำบลทาแม่ลอบ ตำบลนครเจดีย์ มีน้ำใช้ในการ อุปโภค บริโภคและเพื่อการเกษตรครับ🔗

เรื่องที่ ๒ โครงการแพะ-แกะล้านนา เฟส ๑ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๒๒๐ ครอบครัว งบประมาณโครงการ ๔๔ ล้านบาท โครงการนี้มีปัญหาตั้งแต่เริ่มโครงการ เพราะว่าพ่อแม่พันธุ์ที่ได้รับมีสภาพไม่แข็งแรง และมีอาการท้องร่วงทยอยตายกันไป ส่วนแม่พันธุ์ก็จะมีอาการแท้งลูก ทำให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการไม่มีรายได้ แล้วยังต้องแบกรับภาระหนี้สิน จึงอยากให้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของโครงการดังกล่าวด้วยครับ🔗

และเรื่องสุดท้ายครับ ราคาลำไยรูดร่วงเกรด AA และ A ปัจจุบันราคาต่างกัน ถึง ๑๕ บาท ซึ่งในอดีตทั้ง ๒ เกรดนี้ราคาจะต่างกันอยู่ที่ ๘-๑๐ บาท จึงอยากให้กระทรวง พาณิชย์เข้าไปตรวจสอบการกำหนดราคารับซื้อลำไยรูดร่วง แล้วบังคับให้โรงงานรับซื้อลำไย ติดป้ายแสดงราคารับซื้อตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนลำไยสามารถ มีโอกาสเลือกที่จะเก็บผลผลิตของตนเองเพื่อขายเข้าไปสู่โรงงานครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสุธรรม แสงประทุม ครับ🔗

นายสุธรรม แสงประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุธรรม แสงประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับการสอบถามจากพี่น้องประชาชนจำนวนมากต่อวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เคยเกิดมาแล้ว ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ๒๑ ปี ที่ผ่านมาเกิดกรณีต้มยำกุ้ง แล้วเราเองจะต้องไปกู้เงิน IMF เข้ามาเพื่อใช้หนี้ ผมจึงให้ทีมงาน ได้ไปศึกษาว่าใครกันแน่ที่เป็นคนปลดเปลื้องหนี้สิน IMF เป็นคนสุดท้าย ก็ปรากฏว่าได้ไป ค้นคว้าข้อมูลข้อเท็จจริงมาใน ๓ เหตุการณ์สำคัญ วันนี้เมื่อ ๒๑ ปีที่แล้ว คือวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เวลานั้นเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงแจ้ง ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ดำเนินการใช้หนี้ IMF ก้อนสุดท้าย โดยส่งไปยังธนาคารญี่ปุ่น แล้วก็ไปยัง IMF ก็ค้นได้มาทั้งหมด ท่านประธานครับ แล้วในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เช่นเดียวกันในฐานะ นายกรัฐมนตรี ได้รายงานสถานการณ์นี้ต่อที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ โดยได้แจ้งข้อความทำนองเดียวกันว่า วันนี้ตอนเช้าท่านได้โอนเงินไปยังสถาบันการเงินญี่ปุ่น คิดว่าคงใช้โครงการเงินกู้มิยาซาวา แล้วที่เหลือก็โอนเงินไปยังสำนักงานใหญ่ IMF ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็ได้ยืนยันต่อรายการนายกทักษิณ พบประชาชน ผมอยากเปิดคลิปตรงนี้นะครับ ยืนยันความจริงตรงนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พอสมควรไหมครับเวลา🔗

นายสุธรรม แสงประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ก็โอเค ข้อเท็จจริงตรงนี้เพื่ออยากจะยืนยันต่อสภาแห่งนี้ ยืนยันต่อพี่น้องประชาชนว่า วิกฤติ เศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ นั้น ประเทศไทยกู้เงินจาก IMF ๑๔,๕๐๐ ล้าน U.S. Dollars ครับ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาสามารถใช้หนี้ก่อนกำหนด ๒ ปี และสามารถ ประหยัดดอกเบี้ยถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ผมถึงอยากให้บันทึกสิ่งนี้ แต่เมื่อเราไปค้นข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นต้นตอใหญ่ของเรื่องนี้ปรากฏว่า ได้บันทึกไว้คลุมเครือมาก ผมจึงอยากให้ประธานได้แจ้งผ่านไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สามารถบันทึกข้อเท็จจริง อย่างน้อยเป็นหลักฐานให้ลูกหลานรุ่นต่อไป แล้วเราจะทำ Digital Wallet อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความร่วมมือเพื่อพาประเทศไทย ออกจากวิกฤติโดยเร็วครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ขอเชิญท่านธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ครับ🔗

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนที่เคารพ ดิฉัน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เขต ๑ ดิฉันมีหัวข้อหารือต่อท่านประธานสภาไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัด แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชนในเขตจังหวัดเพชรบุรีของดิฉันนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เพชรบุรี

หัวข้อที่ ๑ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอ แสดงความยินดีกับวงโยธวาทิตโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับรางวัล ชนะเลิศรับโล่เกียรติยศ DCA ประเภท Marching Field Show ในรายการ Drum Corps Asia 2024 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่งรางวัลนี้ไม่ใช่เป็นรางวัลแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ยังมีอีกหลายรางวัลที่เป็นรางวัล อันทรงเกียรติ อาทิเช่น การได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประจำปี ๒๕๖๗ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ณ สนามศุภชลาศัย โดยรางวัลดังกล่าว ต้องใช้ความสามารถและการฝึกฝนเป็นอย่างหนัก เด็กและเยาวชนต้องเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อมาฝึกซ้อม ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ซึ่งความสามารถดังกล่าวนี้หากได้รับการดูแล และผลักดันจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน แต่ในการฝึกซ้อม และการเดินทางไปประกวดดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับการประกวดในแต่ละรอบ ซึ่งงบประมาณในการรับอยู่ขณะนี้ ไม่เพียงพอต่อการเดินทางไปประกวดและฝึกซ้อม ดิฉัน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี จึงขอนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหางบประมาณ และจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้เพียงพอ เพื่อที่จะได้ผลักดันความสามารถของเยาวชน คนไทย ให้เทียบเท่าสากลและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติต่อไป🔗

เรื่องที่ ๒ ขอนำเรียนท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ให้มีข้อสั่งการต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอเร่งรัดให้มีการสร้างสะพานลอย ข้ามทางรถไฟรางคู่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนจังหวัดเพชรบุรี ๒ จุด🔗

จุดที่ ๑ บริเวณทางข้ามทางรถไฟช่วงสนามกีฬาดอนคาน ระหว่างเทศบาลเมือง กับองค์การบริหารส่วนตำบลธงชัย ปัจจุบันรถติดมากเนื่องจากเป็นการเปิดภาคเรียน และเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยราชการหลายแห่ง ทำให้กระทบต่อการเดินทางของผู้ใช้เส้นทาง สัญจร รวมถึงนักท่องเที่ยวในวันหยุด🔗

จุดที่ ๒ บริเวณทางข้ามแยกตำบลต้นมะม่วงไปมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตำบล โพไร่หวานถึงตำบลหาดเจ้าสำราญ ประชาชนที่ใช้รถสัญจรเป็นจำนวนมาก โดยปัญหาดังกล่าว ดิฉันพูดหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาครั้งหนึ่งแล้ว และได้มี การลงดูพื้นที่เมื่อครั้งที่มีคณะ ครม. สัญจรมายังจังหวัดเพชรบุรี และยังไม่ได้รับความคืบหน้า จึงอยากให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสร้างสะพาน ๒ จุดนี้ เพื่อลดปัญหา ดังกล่าว จึงขอนำเรียนท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้ช่วยเร่งรัด ให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟรางคู่ด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาต นำปัญหาของพี่น้องประชาชนและความต้องการมาหารือต่อสภาแห่งนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสำคัญกับปัญหา ฝุ่นข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ควรมีการเจรจาหารือกับ ประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหา ควรประชาสัมพันธ์สถานการณ์ฝุ่นละออง และควรมี มาตรการป้องกันให้กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังควรดำเนินการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพ อากาศให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทย โดยในภาคใต้ยังขาดจังหวัดพัทลุง จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดปัตตานี ที่ยังไม่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพ อากาศ ซึ่งช่วงนี้เองก็อาจจะมีฝนตกลงมาที่ช่วยบรรเทาปัญหา แต่ผมคิดว่ารัฐบาล ต้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้อง ประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมขอสนับสนุนให้กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการในระยะต่อ ๆ ไปของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเร็วครับ เพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางและการขนส่งระบบราง ส่งเสริม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การค้าและสร้างการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างในภาคใต้ ก็เป็นการเชื่อมโยงกับประเทศมาเลเซียได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่ม รายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยโครงการนี้ก็อยู่ ในความสนใจและการเฝ้ารอของพี่น้องประชาชนอย่างมาก ซึ่งผมขอติดตามความคืบหน้า ของโครงการมา ณ ที่นี้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณอุดหนุน ให้กับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ โดยโรงเรียนเหล่านี้มีความสำคัญ ในการให้การศึกษา ให้ความรู้กับเยาวชนควบคู่ไปกับการสร้างคุณธรรม จริยธรรม แต่ปัจจุบันหลายแห่งเผชิญความยากลำบากในการดำเนินการ โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดกลาง ยกตัวอย่างในจังหวัดพัทลุง โรงเรียนเหล่านี้ ได้รับงบประมาณอุดหนุนที่จำกัด ไม่เพียงพอต่อการทำการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ มีงบประมาณสนับสนุนให้บุคลากรและด้านต่าง ๆ ในการเรียนการสอนที่น้อยครับ และต้อง มีการเปิดรับบริจาคอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้มีการพิจารณาอุดหนุนงบประมาณให้เพียงพอ ด้วยครับ โดยขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประสานและรับฟังปัญหาจากสมาคมโรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลามของแต่ละจังหวัดครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอภิชาติ แก้วโกศล ครับ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะ ครม. ทุกท่านที่ได้อนุมัติแก้กฎหมายการแข่งขันกีฬาวัวลานของ ๖ จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้สามารถทำการแข่งขันกีฬาวัวลานได้ตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ถึง ๖ โมงเช้า ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะ ครม. มาอีกครั้งนะครับ ซึ่งการแก้กฎหมาย ดังกล่าวนั้น เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นการส่งเสริมอาชีพ ให้กับพ่อแม่พี่น้องที่เลี้ยงวัวได้มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริม การท่องเที่ยว นี่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่ดีมาก ๆ ครับ ต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ถนนหมู่บ้านรางโพธิ์ ตำบลยางน้ำกลัดใต้ ของอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ถนนเส้นนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งกับชาวบ้านในพื้นที่ในการสัญจร ในการ ขนส่งสินค้าทางการเกษตร แต่ถนนเส้นดังกล่าวสภาพชำรุดมากมาหลายสิบปีแล้ว ทาง อบต. ยางน้ำกลัดใต้ ได้ทำหนังสือขออนุญาตเทคอนกรีตเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ต้องให้อธิบดี กรมป่าไม้อนุญาต ทาง อบต. ทำหนังสือขออนุญาตไปนานแล้ว ทางกรมป่าไม้ยังไม่อนุญาต ผมก็อยากจะทราบว่าเป็นเพราะอะไร ฝากถึงท่านอธิบดีกรมป่าไม้ด้วยนะครับ ชาวบ้าน เดือดร้อนจริง ๆ สงสารชาวบ้านตาดำ ๆ หรือว่าต้องให้มีผู้หลักผู้ใหญ่ นายทุนไปอยู่แถวนั้นก่อน ถึงจะอนุญาตได้ ต้องฝากท่านอธิบดีกรมป่าไม้ด้วยนะครับ ว่าคนบ้านผมเดือดร้อนจริง ๆ เขาเดือดร้อนมาหลายสิบปีแล้วนะครับ เพราะถนนเส้นดังกล่าวมีความชำรุดมาก ในปัจจุบัน ยังเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย ฝากท่านประธานด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวิลดา อินฉัตร ครับ🔗

นางสาววิลดา อินฉัตร ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิลดา อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๗ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะหารือต่อสภาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ แล้วในเรื่องเดียวกัน ดิฉันขอหารือ เพื่อของบประมาณในการซ่อมแซมถนนเพื่อการท่องเที่ยว ถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนที่ชาวบ้าน ใช้สัญจรไปมาเข้าหมู่บ้านรอบ ๆ บารายสระกู่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ดิฉันได้รับการประสานงานจากนายพสิษฐ์ เจนพิทักษ์กุล นายก อบต. กู่ กรณี อบต. กู่ ได้ร่วมกับสภาวัฒนธรรมตำบลกู่ ได้ขอใช้อาคารราชพัสดุหลังลำดับที่ ศก. ๑๙๕๕ เพื่อใช้ เป็นพิพิธภัณฑ์ชาวกูย ซึ่งตั้งอยู่ภายในบารายชุมชนท่องเที่ยวคุณธรรมวัดบ้านกู่ และมี ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ๔๘๐ หลังคาเรือนได้ใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ชาวกูยนี้ เป็นที่สำคัญที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวกูย ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในจังหวัด ศรีสะเกษ เป็นแหล่งส่งเสริมการเรียนรู้ที่สำคัญ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถาน โบราณคดีทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ชาวกูยอีกด้วย เพื่อนำเสนอให้เยาวชน ประชาชน นักท่องเที่ยวสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เกี่ยวข้อง พื้นที่โดยรอบพิพิธภัณฑ์ชาวกูยนี้ประกอบด้วย อาคารและถนน นักท่องเที่ยวใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมา และชาวบ้านยังได้ใช้เป็นทางออกหมู่บ้านกว่า ๔๘๐ หลังคาเรือน ปัจจุบันสภาพถนนโดยรอบแห่งนี้ เกิดการชำรุดเสียหายอย่างหนัก เพราะถูกน้ำกัดเซาะฐานโครงสร้างถนนเป็นโพรงยาว หากมีการทรุดของผิวดินเกิดขึ้นอีก ไม่ช้าถนนก็จะพังและทรุดตัวในทันทีตลอดเส้นทาง ผลกระทบที่จะตามมาก็คือ นักท่องเที่ยว และชาวบ้านที่ใช้ถนนเส้นนี้อาจจะได้รับอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สินได้ ดังสุภาษิตไทย ที่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทันนะคะ หากยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไขโครงสร้าง ถนนอาจจะทรุดตัวได้แล้วก่อให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต จึงขอหารือผ่านท่านประธานสภา ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ อย่ามองข้ามว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยว่าถนนยังไม่พัง ถ้าเกิดขึ้นเมื่อใด จะเป็นมหันตภัยสำหรับผู้ที่ใช้ถนนเส้นนี้นะคะ ดิฉันจึงขอประสานผ่านท่านประธานสภา ไปยังกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบถนนรอบบารายสระกู่เป็นการด่วน เพื่อขออนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซม ถนนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนมัธยม วัดด่านสำโรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการครับ และอีกคณะหนึ่ง กลุ่มสตรีจากเทศบาลตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ยินดีต้อนรับนะครับ ขอเชิญ ท่านต่อไปครับ ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ขอหารือเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๑ เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และผู้ประกอบการแปรรูป และส่งออกผลผลิตมะพร้าวของประเทศไทย ได้รับผลกระทบ จากการรณรงค์ให้มีการ Ban ในการซื้อมะพร้าวในตลาดต่างประเทศ โดยการรณรงค์ ขององค์กร PETA ซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านการทรมานสัตว์ ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคและตัวแทน จำหน่ายในต่างประเทศหยุดบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากมะพร้าวของไทย จากการกล่าวหาว่า ประเทศไทยมีการทรมานสัตว์ โดยเฉพาะการใช้ลิงกังที่นำมาเก็บมะพร้าว ทำให้เกิด ผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ผลิตมะพร้าวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้ราคามะพร้าวตกต่ำ มีผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกร โดยตรง ดังนั้นจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ เชิญผู้ประกอบการ ประชุมดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ให้กับตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศรับทราบ อย่างเร่งด่วนว่า ทางเกษตรกรได้มีการเก็บมะพร้าวโดยใช้แรงงานคนเป็นหลัก🔗

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากแมลงดำหนามและหนอนหัวดำ ได้เข้าทำลาย ต้นมะพร้าวและเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับ ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งใช้เวลามาหลายเดือนแล้ว แต่การดำเนินการดังกล่าว ยังไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ จึงขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรเข้าดำเนินการเพื่อซื้อเวชภัณฑ์ ไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งได้รับงบประมาณจาก ครม. สัญจรที่จังหวัด เพชรบุรี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วนด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขต ๔ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องอยากจะขออนุญาตหารือกับท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗

เรื่องแรก ทุกวันนี้กำลังเข้าฤดูฝน และในช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นปัญหาที่ ประชาชนจะต้องเผชิญมากที่สุดนั่นก็คือ ปัญหาน้ำท่วม ดิฉันจึงอยากจะขอความอนุเคราะห์ ผ่านท่านประธานไปยังกรมชลประทาน ให้นำเครื่องจักรมาขุดลอกแม่น้ำสายหลัก เช่น ลำน้ำส้าน ลำน้ำปอน ห้วยหนองเขียว ลำน้ำฮ่าง ลำน้ำแม่พุง แม่น้ำคาว ลำน้ำแม่แก้ว เพื่อเป็นการป้องกัน การเกิดน้ำท่วมค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ในช่วงเก็บเกี่ยวฤดูลำไยปีนี้ ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีที่ราคาลำไย ค่อนข้างดีเลยค่ะ แต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องผลผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาดค่ะ ท่านประธาน เนื่องจากตลาดต้องการลำไยคุณภาพเกรด AA แต่เกษตรกรมีลำไยคุณภาพ เกรด A ค่ะ แต่ต้องบอกว่า มันไม่ได้แตกต่างกันมากเลย วันนี้จำนวนเกษตรกรมีลำไยคุณภาพ เกรด A เป็นจำนวนมากจนล้นตลาด ทำให้ราคาต่างกันถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรจำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อน จึงอยากจะขอทางกระทรวงพาณิชย์หาโควตาการส่งออกลำไยคุณภาพ เกรด A ซึ่งมีคุณภาพไม่ได้แตกต่างกันกับเกรด AA มีคุณภาพดีเหมือนกัน ส่งไปยังต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทยค่ะ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องเกษตรกรจังหวัดเชียงรายด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพงษ์มนู ทองหนัก ครับ🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พงษ์มนู ทองหนัก พรรครวมไทยสร้างชาติ วังทอง เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก วันนี้ จะขอหารือกับท่านประธานสัก ๒-๓ ประเด็น ในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องวังทอง และเนินมะปราง🔗

ประการแรก ผมได้รับรายงานการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลชมพู ท่านบุญชนะ คลองภูเขียว ว่าได้ทำหนังสือขออนุญาตไปยังกรมป่าไม้ เพื่อขอใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้ในการทำถนนบ้านวังแดง หมู่ที่ ๑ ตำบลชมพู เพื่อขนถ่ายสินค้า ทางการเกษตรและการสัญจรของพี่น้อง หมู่ที่ ๑ บัดนี้เนิ่นนานเป็นปีแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบ จากกรมป่าไม้🔗

ประการที่ ๒ ผมได้รับการรายงานจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล วังนกแอ่น ท่านนายกชัยยนต์ มาไชยนาม ว่าได้ทำหนังสือขออนุญาตใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้ ในการเจาะบ่อบาดาลสร้างประปาให้กับพี่น้องบ้านห้วยเดื่อ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลวังนกแอ่น ซึ่งขออนุญาตไปเป็นเวลาประมาณ ๒ ปีแล้ว ยังไม่ได้รับการตอบรับ🔗

ประการที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านกลาง ท่านลำพูล สีหะวงษ์ ว่าได้ทำหนังสือขออนุญาตจากกรมป่าไม้ในการขอใช้พื้นที่ ในการสร้างถนน เพื่อเข้าแหล่งท่องเที่ยวคือ น้ำตกแก่งว่าวของหมู่ที่ ๑๓ บ้านซำทองพัฒนา บัดนี้ก็เนิ่นนานอีกเช่นกัน ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากกรมป่าไม้เช่นกัน ดังนั้นผมก็อยากให้ ท่านประธานสภาได้ทำหนังสือหรือประสานไปยังกรมป่าไม้ เพื่อให้กรมป่าไม้ได้อนุญาต ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปราง ได้ใช้พื้นที่ในการ สร้างความสะดวก สบาย และสร้างความผาสุกให้กับพี่น้องอำเภอวังทองและอำเภอ เนินมะปรางของกระผมด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๑ ดิฉันขอประสานสำนักงานเขตลาดกระบัง ได้เข้าลอกคูคลอง ที่คลองลำมะละกอ คลองลำตะอู คลองลำคูเวียง คลองกระทุ่ม ลำรางตาพุก ลำรางตาเกษม ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันทราบว่า ในขณะนี้เป็นช่วงของฤดูน้ำหลากก็อยากที่จะให้ทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ลงไปปรับปรุงพื้นที่ที่ดิฉันได้กล่าวไปนะคะ เพื่อที่จะสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม แล้วก็เป็นการป้องกันสัตว์พิษต่าง ๆ ที่จะแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในธรรมชาติด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องการพัฒนาพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติรอบ ๆ กรุงเทพมหานคร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ให้นักท่องเที่ยวนั้นได้มาสัมผัสวิถีธรรมชาติของพี่น้อง ในชุมชนต่าง ๆ ได้ ดิฉันคิดว่าศักยภาพของทางกรุงเทพมหานครเอง ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่เขตลาดกระบังเราอยู่ติดกับสุวรรณภูมิ นักท่องเที่ยวพอเดินทางแบบ One Day Trip หรือว่าค้างคืนแบบ ๑ คืนนี่ สามารถที่จะไปรับชมธรรมชาติที่ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก และเราสามารถที่จะเริ่มได้จากการที่จะทำให้คลองทุกเส้นที่อยู่ในพื้นที่นั้น สามารถใช้เรือ ในการเดินทางถึงกันได้ เราสามารถที่จะสร้างท่าเรือตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ในวัดลานบุญ วัดสุทธาโภชน์ วัดปลูกศรัทธา วัดพลมานีย์ หรืออีกหลาย ๆ วัด แล้วก็ยังมี ตลาดหัวตะเข้ที่เป็นตลาดไม้เก่าแก่นั้น ถ้าหากว่าเรามีการท่องเที่ยวทางเรือ นักท่องเที่ยว ลงเครื่องปุ๊บ มานั่งเรือดูธรรมชาติวิถีชีวิตของในชุมชน ก็จะสามารถทำให้พี่น้องประชาชน นำผลิตภัณฑ์ในชุมชนมาขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ ดิฉัน ก็อยากให้ทาง กทม. รวมถึงการท่องเที่ยว ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อที่เราจะให้สังคมของเรา ให้ชุมชน ให้พี่น้องประชาชนเข้มแข็งไปด้วยกันค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือนะครับ วันนี้ผมมีเรื่องจะปรึกษา ท่านประธาน ๓ เรื่อง ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ถนนมืดนะครับ ไม่มีไฟส่องสว่าง เกิดอุบัติเหตุตรงปากซอยธารขนิษฐา ถนนเส้น ทล. ๓๒๖๑ ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี อันนี้ผมปรึกษาไปเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ตอนนั้นก็มีอุบัติเหตุ ๒ ครั้งแล้ว ๑๕ พฤษภาคม รถชนกัน รถไถลไปลงข้างทาง สไลด์แรกนะครับ อีกอุบัติเหตุหนึ่งนะครับ ๑ กรกฎาคม รถชนฝูงควาย ที่วงกลมนั้นคือควาย ๒ ตัว ตัวหนึ่งเจ็บ ตัวหนึ่งตาย แล้วก็มีคน บาดเจ็บด้วย แล้วผ่านมาไม่กี่วัน สไลด์ที่ ๒ ก็มีรถชน อุบัติเหตุคราวนี้เละเลยนะครับ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม หรือเมื่อ ๒ คืนก่อนนี้เองนะครับ มีเสียชีวิต ๑ ราย รถกระบะชนรถ มอเตอร์ไซค์ อันนี้คือไม่มีไฟส่องทาง เกิดอุบัติเหตุบ่อยขนาดนี้กรมทางหลวงยังนิ่งนอนใจ ได้อย่างไร ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปนานแล้ว หลายเดือนแล้ว และผมก็ร้องเรียนซ้ำไปอีก แล้วก็มาปรึกษาท่านประธานอีกเมื่อเดือนที่แล้ว ตรงนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขนะครับ ก็อยากจะให้ แก้ไขโดยเร่งด่วน มันมีปัญหาจริง ๆ แล้วควรจะไปประเมินด้วยว่า จุดนี้ทำไมถึงอุบัติเหตุ บ่อยขนาดนี้ หัวเดือนท้ายเดือนเลยนะครับ🔗

เรื่องต่อไปนะครับท่านประธาน สไลด์ต่อไปนะครับ ก็เป็นถนน ปท. ๓๐๓๕ แยก ทล. ๓๐๕ ตรงถนนรังสิต-นครนายก เบี่ยงเข้ามานิดหนึ่งก็จะมีการเทหิน กำลังทำถนน ดูอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ ดูหลุมบ่อตรงนั้น แล้วก็ดูตรงทางต่างระดับ มอเตอร์ไซค์วิ่งมา ก็ตกหลุมตกบ่อ เวลาหลบรถก็ตกกัน อันนี้คือเฉพาะจุดที่ทีมงานของผมได้รับเรื่องร้องเรียน แต่คนที่เกิดอุบัติเหตุแล้วยังไม่ได้ร้องเรียนมามีอีกเยอะนะครับ อยากจะให้ซ่อมแซม แล้วก็ดูแลกันด้วยนะครับ🔗

เรื่องต่อไป น้ำประปาขุ่น อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยเลย หลังจากซ่อมบำรุงแล้วไม่มีการระบายตะกอนออกที่เรียกว่า Bolt น้ำ ระบายตะกอน ไม่ยอมทำแบบนี้ คือเมื่อซ่อมเสร็จแล้วจะมีโคลน มีสิ่งสกปรก ผสมปนเปเข้าไป ผมเคยถาม เจ้าหน้าที่การประปาว่ามี KPI ระบุหรือเปล่าครับว่า ถ้าเกิดน้ำไหลเยอะนี่จะได้ KPI ต่ำ เจ้าหน้าที่บอกไม่มีนะครับ ผมก็เลยสงสัยว่า ทำไมจึงไม่ระบายน้ำตะกอนออกก่อนที่จะปล่อย ให้ประชาชนใช้ เพราะหลาย ๆ หลังคาเรือนคนแพ้ก็จะมีอาการคัน เป็นตุ่ม เป็นผื่น มีตุ่ม สีแดงเต็มไปหมด ระคายเคืองตา อันนี้อยากจะให้ระบายน้ำก่อนนะครับ เสียเวลาครึ่งชั่วโมง ถึง ๑ ชั่วโมงก็ควรจะทำทั่วประเทศไทย ก่อนที่คุณจะปล่อยน้ำให้ประชาชนใช้ บ้านบางหลัง ต้องล้างแท็งก์บ่อย ๆ เลยนะครับ ตรงนี้อยากฝากทางกระทรวงมหาดไทย ช่วยออกประกาศ หรืออะไรก็ได้ วัดค่าระดับน้ำก่อนจะปล่อยให้ประชาชนใช้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญท่านเชตวัน เตือประโคน ครับ🔗

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เทศบาลเมือง คูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวายครับ ผมมีปัญหาของพ่อแม่พี่น้องในอำเภอลำลูกกา ในพื้นที่คูคต ลำสามแก้ว ลาดสวาย รวมถึงบึงคำพร้อยด้วยนะครับ หลาย ๆ คนที่ใช้ถนน สัญจรตรงช่วงนี้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ปัญหาน้ำท่วมครับท่านประธาน เมื่อวัน ๒ วันที่ผ่านมานี้ก็มีฝนตกหนัก ทั่วทั้งกรุงเทพมหานครเลย รวมถึงปริมณฑลของเราด้วย ในจังหวัดปทุมธานีก็เกิดน้ำท่วมหนัก แล้วก็ทุกปีเช่นเคยจุดนัดพบของน้ำก็คือ บริเวณแยกตรงที่ถนนลำลูกกากับถนนพหลโยธิน บรรจบกัน ตรงนั้นเรียกว่า ต่างระดับอนุสรณ์สถาน แต่ชาวปทุมธานีเราจะเรียกชื่อเล่นกันว่า สะพานเจ็ดชั่วโคตร แยกเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งก็คงจะสร้างนานนะครับ เลยไม่เสร็จสักที น้ำไหล ไปรวมกันตรงนั้นตลอดเลยครับ แล้วก็ท่วม ท่วมจนทุกครั้งที่มีฝนตก แล้วขณะเดียวกัน ปัจจุบันนี้ มีการซ่อมสะพานด้วย มีการซ่อมสะพานต่างระดับตรงนี้ ก็เลยยิ่งทำให้รถติดหนัก เข้าไปอีกนะครับ ก็ฝากทางกรมทางหลวงช่วยดูแลในส่วนของน้ำท่วมตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะเครื่องสูบน้ำของท่านเองครั้งที่แล้วเคยท่วมแล้วก็บอกว่า เสียไปไม่สามารถที่จะสูบน้ำได้ นะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาไฟดับนะครับ ไฟฟ้าตรงบริเวณถนนตัดใหม่ ใต้รถไฟฟ้า สายสีเขียวอ่อนที่จะไปสถานีคูคต ตรงนั้นเป็นเขตสายไหม แต่ว่าผู้ที่ใช้รถสัญจรเยอะที่สุด ก็น่าจะเป็นชาวลำลูกกา ซึ่งไฟดับมืดมากตรงประตูกรุงเทพฯ ฝากด้วยนะครับให้ช่วยดูแล เรื่องของไฟฟ้าส่องสว่างตรงนี้ด้วย🔗

และเรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ฝากทางเทศบาลเมืองลำสามแก้วนะครับ ปัญหาเรื่องของการลักลอบทิ้งขยะบริเวณซอยพวงส้มนะครับ ตรงชุมชนทับทอง ตรงนี้ ก็มีการลักลอบทิ้งขยะ อยากให้ทางเทศบาลได้กวดขัน เอาจริงเอาจังกับผู้ที่นำขยะมาทิ้ง เพราะตรงนี้พ่อแม่พี่น้องมาร้องเรียน ส่งภาพมาให้ดูเป็นกองขยะที่ใหญ่โตพะเนินเทินทึก ฝากทางเทศบาลลำสามแก้วช่วยดูแลพี่น้องประชาชนตรงพื้นที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เป็นอันเสร็จสิ้นการหารือก่อนเริ่มเปิดประชุมนะครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๓ คน
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อทั้งหมด ๓๒๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มตั้งแต่ ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่างครับ โดยจะให้กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติได้อภิปราย และเมื่อกรรมาธิการได้ตอบชี้แจง และลงมติในมาตรานั้น ๆ และเนื่องจากร่างฉบับนี้ คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ จะไม่สามารถอภิปรายถ้อยคำ หรือข้อความใด ๆ ได้นะครับ อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่เลยครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ระหว่างรอ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งได้ไหมครับ ณัฐวุฒิครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ขอหารือสั้น ๆ นิดเดียวครับว่า เนื่องจากว่าเท่าที่ผมดูจากการพิจารณาร่างวันนี้ อาจจะมีการลงมติ อย่างน้อยประมาณ ๕ ครั้งด้วยกันนะครับ ก็คือการลงมติรายมาตราที่อาจจะมีกรรมาธิการ ได้สงวนหรือขอแปรญัตติไว้นะครับ แล้วก็กรณีของการลงวาระที่ ๓ แล้วก็รวมถึงกรณี ของข้อสังเกต ผมยังไม่มั่นใจว่าในแต่ละมาตรานั้น ระยะเวลาในการพิจารณาจะห่างกัน มากน้อยขนาดไหน แต่อย่างไรก็ตามอาจจะให้ท่านประธานได้กำชับอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน🔗

ส่วนที่ ๑ ก็คือ การกำชับไปยังทางเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝ่าย สื่อสารว่า ออดที่อยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการแต่ละห้อง ตรวจสอบความถูกต้อง ชัดเจนว่า ถ้ากดออดเรียกปุ๊บ สัญญาณจะไปติดที่แต่ละห้องกรรมาธิการ เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ เตรียมตัว🔗

ส่วนที่ ๒ หากเป็นไปได้ก็อาจจะรบกวนท่านประธานจริง ๆ ว่า ได้ช่วยกรุณา ให้ทางเจ้าหน้าที่ได้คำนวณสักนิดหนึ่งว่า โอกาสหรือความเป็นไปได้ในการลงมติแต่ละมาตรา น่าจะอยู่ราว ๆ การอภิปรายสักกี่นาทีต่อการลงมติต่อครั้งประมาณนี้ เพื่อให้การประชุม เป็นไปโดยดี แล้วเราก็ได้ช่วยกันรักษาองค์ประชุม แล้วก็มาลงมติกันอย่างพร้อมเพรียง ในร่างกฎหมายที่มีความสำคัญครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขออนุญาตนำเรียน ปรึกษาครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิก อภิปรายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาจะค่อนข้างแน่นอน เพราะว่ามีแค่กรรมาธิการที่แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็สมาชิกผู้แปรญัตติ เพราะฉะนั้นมาตราที่มีการลงชื่ออภิปราย จะเป็นมาตรา ๓ ซึ่งมีผู้ลงชื่อทั้งหมดตอนนี้ ๗ ท่านนะครับ ๗ ท่านก็ ๔๙ นาที รวมเวลา ในการตอบชี้แจง เพราะฉะนั้นถ้ารวมแล้วภายในเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง เราจะมีการลงมติแรก แต่ส่วนมาตราอื่นเดี๋ยวผมจะให้เจ้าหน้าที่ได้คำนวณเวลา แล้วก็แจ้งต่อสมาชิกทราบครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้รบกวนทางวิปประสานว่า ภายในเวลา ๑ ชั่วโมงให้เตรียมตัวเข้ามา เพื่อจะลงมติครับ กรรมาธิการพร้อมนะครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการแถลงครับ🔗

นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอเสนอรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้🔗

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ และได้มีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... นั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เสนอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว ผมขอเรียน สรุปสาระสำคัญของผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ต่อที่ประชุม ดังนี้🔗

คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗ แล้วเสร็จในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยได้ร่วมกันพิจารณา รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับ จากการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน ในพื้นที่ต่าง ๆ และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับ การบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet โดยคำนึงถึงความสอดคล้อง กับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๓) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ ใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงสุด มีมาตรการในการกำกับดูแล เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการ รวมถึงกำหนดมาตรการ ด้านความปลอดภัยของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล🔗

สำหรับรายละเอียดผลการพิจารณา รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ปรากฏตามเอกสารรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ได้ ให้ความสำคัญเสียสละเวลา และร่วมมือกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี พร้อมทั้งขอขอบคุณท่านหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือในการชี้แจงรายละเอียด และจัดเตรียมเอกสารให้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน🔗

สุดท้ายนี้กระผมและคณะกรรมาธิการวิสามัญ ยินดีและพร้อมที่จะชี้แจง ข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในแต่ละมาตราต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗

นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มี การแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นอภิปรายนะครับ ท่านแรก ท่านนพณัฐ มีรักษา ครับ🔗

นายนพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นพณัฐ มีรักษา ในฐานะกรรมาธิการ ขออภิปรายตามที่ผมได้สงวน ความเห็นไว้ในมาตรา ๓ แล้วก็ขอให้ปรับลดลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามประมาณการ จัดเก็บรายได้เพิ่มเติม โดยไม่ต้องกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณเพิ่ม ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม เป็นกังวลมากที่สุด คือความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่สภาแห่งนี้กำลังพิจารณากันอยู่ครับท่านประธาน โดยเฉพาะ คือประเด็นของการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ มาตรา ๑๔๐ และ มาตรา ๑๖๔ ท่านประธานครับ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไป ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการ แล้วก็มีโอกาสได้ซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้ามาชี้แจง ผมก็พบปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญอยู่ด้วยกัน ๒ ประการ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ครับท่านประธาน🔗

ประการแรก ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นเหตุผลและ ความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ เพราะว่า มาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ได้บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า การออกงบเพิ่มเติม จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณ คือต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ หรือภายในอีกแค่ ๒ เดือนข้างหน้านี้เท่านั้น แต่ท่าน ประธานครับ คำถามก็คือคณะรัฐมนตรีมีเหตุผลและความจำเป็นอะไรในการตรากฎหมาย ฉบับนี้ครับ ถ้าคำตอบคือเพื่อหาเงินไปใช้ในโครงการ Digital Wallet ผมก็ต้องถามต่อครับ ท่านประธานว่า โครงการ Digital Wallet จะเริ่มแจกเงินเมื่อไรครับ ซึ่งเราก็ทราบกันดีครับ ว่าเป็นหลัง ๓๐ กันยายน ก็คือเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ๒๕๖๘ อย่างแน่นอน ใช่ไหมครับ ในเมื่อเจตนาที่แท้จริง คือการเอาเงินไปทำ Digital Wallet ซึ่งทุกฝ่ายอย่างที่ผม กล่าวไว้ว่าทราบดีว่า ไม่ได้แจกภายในปีงบประมาณนี้แน่ ๆ ก็ย่อมไม่มีเหตุผลและ ความจำเป็นใดที่จะต้องมีการออกงบประมาณเพิ่มเติมมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นี้เลย และการตรากฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลัง ของรัฐมาตั้งแต่ต้นครับ ท่านประธานครับ พอผมได้พูดมาจนถึงตรงนี้ใช่ไหมครับ กระทรวงการคลังก็จะยกอ้างเหตุผลขึ้นมาได้ว่า ถึงแม้การแจกเงินจะแจกไม่ทันวันที่ ๓๐ กันยายนใช่ไหมครับ แต่ก็ยังมีช่องทางอื่นในการใช้เงิน ก็คือสามารถนำไปใช้เป็นงบประมาณ รายจ่ายข้ามปีได้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ นี่จึงเป็นประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่ผมต้องขอยกขึ้นมาอภิปรายเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ในครั้งนี้ ท่านประธานครับ การที่กระทรวงการคลังนี่จะอ้างว่าการก่อหนี้ผูกพันมันเกิดขึ้นได้ ใช่ไหมครับ มันก็ต้องมีมูลเหตุแห่งหนี้ขึ้นก่อน ก็คือมีมูลแห่งหนี้ขึ้นก่อนโดยกระทรวงการคลัง ก็พยายามอธิบายว่า การที่เขาเปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับสิทธิ มันเป็นการสร้าง นิติสัมพันธ์ มันเป็นการที่มีคำเสนอ มีคำสนองเมื่อต้องตรงกันก็เกิดขึ้นเป็นสัญญา เกิดเป็นหนี้ ที่ผูกพันงบประมาณขึ้นมา แต่ท่านประธานครับ การให้คำอธิบายแบบนี้มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่สัญญาทุกประเภทจะก่อให้เกิดหนี้ เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเองท่านประธาน ก็คือ มีศาสตราจารย์ทางกฎหมายหลายท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับบ่อเกิดแห่งหนี้เอาไว้ ในมือ ของผมนี้ก็ถืออยู่เล่มหนึ่งท่านประธาน อีกทั้งเจตนารมณ์ของการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ เพื่อใช้จ่ายข้ามปีตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็มีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ของระบบราชการไทยเรา ก็คือเรามีการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว มีผู้ชนะการประมูลไปแล้ว มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดเบิกจ่ายไม่ทันสิ้นปีงบประมาณ แบบนี้ต้องทำอย่างไร แบบนี้ก็เลยอนุญาตให้มีการผูกพันงบประมาณไปใช้จ่ายหนี้ทีหลัง หลังปีงบประมาณไปได้ เป็นการป้องกันไม่ให้หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องจากการผิดนัดชำระหนี้ท่านประธาน คำถามคือ ประชาชนจะฟ้องรัฐบาลในกรณีที่ผิดสัญญาไม่แจก Digital Wallet ได้จริง ๆ หรือครับ แล้วจะฟ้องได้โดยอาศัยมูลหนี้อะไร ในเรื่องของการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ แล้วถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันนี่ มันไม่เคยมีมาก่อนท่านประธาน ถ้าหากกระทรวงการคลังจะอ้างว่า การลงทะเบียนรับสิทธิ เป็นการทำนิติกรรมสัญญา กระทรวงการคลังก็สมควรต้องตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า มันเป็น เอกเทศสัญญาหรือเป็นสัญญาที่มีชื่อเรียกว่าอะไร ท่านประธานครับ ผมคิดแล้วคิดอีก คิดแล้วคิดอีก ก็สรุปได้ว่าการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท มันเป็นสัญญาให้ท่านประธาน เพราะรัฐบาลบอกว่า จะให้เงินประชาชนคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ไปแบบเปล่า ๆ ฟรี ๆ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมาใช้เงินคืน โดยที่ประชาชนไม่ต้องตอบแทนอะไรให้กับรัฐบาล ใช่ไหมครับ พอมันเป็นสัญญาให้ก็เลยเกิดปัญหาครับ เพราะสัญญาให้มันเป็นสัญญา ที่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่จะให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๓ ดังนั้นต่อให้ท่านมีการเปิดให้ลงทะเบียน ต่อให้มีการเซ็นชื่อลงในสัญญา แต่ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้มีการส่งมอบเงิน ก็ต้องถือว่าสัญญานั้นยังไม่สมบูรณ์ จะไปฟ้องร้อง เป็นคดีต่อศาลไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เทียบเคียงได้ คือคำพิพากษา ศาลฎีกา ที่ ๑๕๖๖/๒๔๙๙ ให้ท่านประธานได้ลองไปดูได้นะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ก็คือสมมุติท่านประธานบอกผมว่า ท่านประธานจะให้เงินผม ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วแบบนี้มันแปลว่า ท่านประธานติดหนี้ผมอยู่ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือเปล่าครับ มันน่าจะไม่ใช่ ถูกไหมครับ ท่านบอกว่าท่านจะให้ ๑๐,๐๐๐ บาทผม ผมบอกว่าผมจะรับ ๑๐,๐๐๐ บาท แบบนี้ท่านก็ไม่ได้เป็นลูกหนี้ผมจริง ๆ นะครับท่านประธาน คือสมมุติ ท่านประธานบอกว่า ท่านประธานจะแจกเงินให้ผม ๑๐,๐๐๐ บาท พรุ่งนี้ตอนเที่ยง อะไรอย่างนี้ แล้วพอถึงกำหนดเวลาพรุ่งนี้เที่ยง ท่านประธานยังไม่ได้แจกเงินให้ผม แบบนี้ แปลว่าท่านประธานผิดนัดชำระหนี้หรือเปล่าครับ แบบนี้แปลว่าท่านประธานจะต้อง ถูกผมฟ้องให้บังคับเอาเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มาได้หรือเปล่าครับ มันไม่ได้ ในเมื่อไม่มีหนี้ ที่จะไปฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตั้งแต่ต้นท่านประธาน🔗

อีกประการหนึ่ง ที่น่าสนใจมากครับท่านประธาน คือถ้ากระทรวงการคลัง ต้องการที่จะยืนยันให้ได้ว่า มันเป็นหนี้จริง ๆ ผมก็ต้องถามว่า อ้าว ถ้าสมมุติว่าท่านแจก Digital Wallet ไม่ทันภายในไตรมาสที่ ๑ ของปีงบประมาณ ๒๕๖๘ หรือภายใน วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ แปลว่ารัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ใช่หรือไม่ แล้วประชาชนผู้มีสิทธิ จำนวน ๕๐ ล้านคน หรือประชาชนที่ไปลงทะเบียน ไม่ว่าจะจำนวนกี่ล้านคนก็ตาม มีสิทธิ ที่จะไปฟ้องร้องบังคับให้รัฐบาลต้องจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ตัวเองใช่หรือไม่ ถ้าจะเอาแบบนี้ โดยสรุปนะครับท่านประธาน ก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเห็นว่า มีความขัด กับรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ไม่มีเหตุผล ความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะต้องใช้เงินภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ซึ่งมันก็ไม่สอดคล้อง กับการออกเรื่องของงบกลางปีอยู่แล้ว และยังมีการตีความกฎหมายที่น่าสงสัยในเรื่องของ ความสุจริตในการกำหนดขึ้นมาตั้งแต่ต้น รวมไปถึงความไม่ตรงไปตรงมาในหลักกฎหมาย และหลักวิชาที่เราจะต้องพิจารณากันให้ชัดเจนนะครับ ดังนั้นผมก็เลยต้องเสนอให้ปรับลด ตามที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ แล้วก็ต้องฝากความกังวล เป็นความกังวลจริง ๆ ในประเด็น ข้อกฎหมาย เพื่อให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่า หากในอนาคตอันใกล้มีปัญหาในการใช้จ่าย เงินงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพิจารณาต่อไป หรือว่าเป็นเรื่องของ คตง. อะไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและสำนัก งบประมาณ ดังที่ท่านก็มีอยู่ในรายงานฉบับนี้ว่า ท่านก็รับรู้รับทราบแล้ว คงจะอ้างว่าท่านไม่รู้ ไม่ทราบประเด็นกฎหมายที่ผมยกขึ้นมาไม่ได้นะท่านประธาน ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ครับ🔗

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออภิปรายสงวนความเห็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ด้วยเหตุผล ดังนี้ครับ🔗

ในกฎหมายมาตรา ๓ งบรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ให้ตั้งเป็นจำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ขอสงวนความเห็นให้ตั้งเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจาก ด้วยข้อกฎหมาย พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๑ การจัดทำงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ ตรงนี้ต้องขอขีดเส้นใต้คำว่า โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ ผมได้มีส่งสไลด์ประกอบไปนะครับ เดี๋ยวช่วยเอาสไลด์ขึ้นให้ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการ

ณ วันที่เริ่มต้นโครงการจะต้องมี งบประมาณรองรับเต็มจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับจำนวนผู้ลงทะเบียนจริง หากสมมุติฐานของรัฐบาลว่าคนจะมาลงทะเบียน ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นผิด ก็จะทำให้งบประมาณที่ต้องใช้อาจจะมากกว่า ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ ดังนั้นแหล่งที่มาของเงินเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการ Earmarked หรือระบุแหล่งที่มา ของเงินแบบเฉพาะเจาะจงได้ หรือว่า Fully Earmarked นะครับ เพื่อไม่ให้ผิดข้อกฎหมาย พระราชบัญญัติเงินตรา มาตรา ๙ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แสดงความกังวล และให้ข้อสังเกตไว้นะครับ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ ขอหน้าถัดไปด้วยนะครับ เงินรายจ่ายเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๗ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะถูกนำไปใช้พร้อมกับงบประมาณปี ๒๕๖๘ จำนวน ๒๘๕,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้แปลว่าอะไร ท่านประธานครับ รองบปี ๒๕๖๘ ไม่ได้ แต่จะใช้เงินพร้อมกับงบปี ๒๕๖๘ จึงเห็นได้ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ว่า มีความย้อนแย้งและอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๑ กระผมในฐานะกรรมาธิการจึงขอสงวนความเห็น โดยขอแก้ไข ให้ตั้งเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามรายได้ที่รัฐบาลประมาณการว่าจะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปกู้เงิน ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้มาเป็นภาระให้ลูกหลาน และตามที่รัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้เคยลั่นวาจาไว้ว่า จะทำโครงการนี้ได้โดยไม่กู้ ก็เลยอยากจะขอให้ไม่ต้องกู้จริง ๆ มีรายได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอามาใช้แค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้นำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็คือสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธานครับ ผมขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๓ เพื่อขอปรับลดวงเงิน เนื่องจากเม็ดเงินจำนวนนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงผลกระทบว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหนนะครับ โดยเฉพาะอ้างอิงตามเหตุผลประกอบการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อสภา รัฐบาลพูดตลอดว่าเป้าหมายของโครงการ Digital Wallet เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามปัจจุบันคำถามว่า จะกระตุ้นได้แค่ไหนเป็นที่น่าสงสัย อย่างยิ่ง เอาแค่ในช่วงเวลา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ในสภาแห่งนี้มีการพิจารณาวาระแรก ของร่างพระราชบัญญัติ ท่านบอก Digital Wallet จะช่วยกระตุ้น GDP ได้ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าน่ากังขาเพราะว่าใน ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมาธิการ เราพบว่าตัวเลขนี้เปลี่ยนหลายครั้ง แรกที่สุดในสภาอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็มีการ ถกเถียงกันเยอะว่า สูงเกินไปหรือเปล่า เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ประเมิน ไม่ว่าจะเป็น แบงก์ชาติที่ประเมินว่าตลอดโครงการอยู่ที่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือสภาพัฒน์ที่ประเมินว่า ปีนี้อยู่ที่ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ และปีหน้าอยู่ที่ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ในการประชุมกรรมาธิการนัดแรก ซึ่งก็แค่ ๒ วันหลังจากสภาผ่านร่างวาระที่ ๑ ไปคือวันศุกร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม กระทรวงการคลัง โดยปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลังแจ้งว่า มีการทบทวนใหม่ ตลอดโครงการให้ผลตอบแทนอยู่ที่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ผมฟังก็ว่าสมเหตุสมผลนะครับ เพราะสอดคล้องกับที่สภาพัฒน์และแบงก์ชาติประเมิน อันนี้ไปดูได้ในบันทึกรายงาน การประชุม ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ๒๖ กรกฎาคม คล้อยหลังสัปดาห์เดียว กระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจใหม่ ท่านรัฐมนตรีบอกผลกระทบของ Digital Wallet กลับมาที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว คำถามคือมันอะไรกันครับ งบรวม ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเฉพาะในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกำลังขอเงินไปใช้มากขนาดนี้ สรุปท่านทราบหรือยังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน แล้วอย่าบอกว่า เป็นโครงการใหม่ โครงการแรกในโลก เพราะว่าไม่ว่าประเทศไหนถ้าท่านขอเงินไปใช้ขนาดนี้ ท่านต้องบอก ได้ชัดแล้วว่า จะเกิดประโยชน์หรือผลตอบแทนได้แค่ไหน ประการสำคัญที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือมันไม่น่าผิดพลาดได้ เพราะคนที่ชี้แจงในกรรมาธิการก็เป็นระดับปลัดกระทรวงการคลัง กับ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในการแถลงข่าวก็เป็นระดับรัฐมนตรี สรุปผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ รวมถึงกรรมาธิการที่ใกล้ข้อมูลมากขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่า จะเชื่อใครดีนะครับ ท่านประธานครับ แล้วผมคิดว่าเมื่อวานนี้ผมก็อาจจะใช้คำว่า จับโป๊ะได้ เมื่อวานนี้มีการประชุมวิปฝ่ายค้าน มีการตั้งคำถามในห้องประชุมวิปฝ่ายค้าน ถึงผู้แทน กระทรวงการคลัง ถึงสาเหตุที่ประเมินผลกระทบของ Digital Wallet กลับไปอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านชี้แจงมาเป็นเอกสาร ซึ่งก็ดีนะครับจะได้เป็นลายลักษณ์อักษร ท่านชี้แจงมาเป็นเอกสารนี้ครับ ท่านบอกว่า ตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับ ๔ เงื่อนไข ๑. แหล่งที่มาของเงิน ๒. เงื่อนไขโครงการ ๓. จำนวนผู้เข้าร่วม และ ๔. พฤติกรรมการใช้จ่าย ประเด็นที่ควรขีดเส้นใต้คือตรงนี้ครับ ท่านบอก แหล่งที่มาของเงินที่เอามาคำนวณนี่มาจากเงิน ที่อัดฉีดใหม่เข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการนำเงินที่จะใช้จ่ายภายใต้ภารกิจอื่นอยู่แล้ว หมายความว่า ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นสมมุติฐานบนเหตุผลว่า เป็นเงินใหม่ทั้งหมด คำชี้แจงจากกระทรวงการคลัง ที่บอกว่า ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงมีปัญหา ๒ เรื่อง นะครับ🔗

ปัญหาแรก คือแหล่งที่มาของเงิน อันนี้วันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แหล่งที่มา ของเงินในโครงการนี้มาจากไหน ที่แน่ ๆ คือไม่ได้เป็นเงินใหม่ทั้งหมด ขณะนี้เรากำลังจะใช้ เงินจากงบเพิ่มเติมที่เราคุยกันอยู่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับอีก ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๘ รวมเป็นทั้งสิ้น ๒๗๔,๗๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ๑๗๕,๓๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเก่า โยกงบประมาณจากโครงการเดิมมา ดังนั้นคำอธิบายที่ท่านรัฐมนตรีบอก โดยมีหมายเหตุ ประกอบ มันเป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แล้วนะครับ ทำไมท่านยังนำตัวเลขนี้มาโฆษณาอยู่🔗

ปัญหาที่ ๒ ซึ่งมีเอกสารเป็นหลักฐานชัดเจน ก็คือการขัดกันระหว่างสิ่งที่ กระทรวงการคลังชี้แจงในกรรมาธิการ กับสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีแถลงเมื่อวันศุกร์ ซึ่งปรากฏ ในเอกสารที่ส่งให้วิปฝ่ายค้าน เอกสารที่ส่งให้วิปฝ่ายค้านชี้แจงว่า ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขเดียวกับที่ประเมินตั้งแต่ ๑๐ เมษายน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ตรงกับที่ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลังให้ข้อมูลในกรรมาธิการนะครับ ท่านปลัดและท่าน ผอ. สศค. ชี้แจงว่า ผมอ่านให้ฟังเลยนะครับ เดิมผลการประเมินโครงการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาหน่วยงานประเมินใหม่ ผลคือโครงการส่งผล ต่อเศรษฐกิจที่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ย้ำนะครับ ทั้ง ๒ เอกสารบอกเป็นตัวเลขตั้งแต่เดือนเมษายน ทั้งคู่แต่ไม่ตรงกัน คนหนึ่งบอก ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ อีกคนบอก ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือ ตกลงมีการทบทวนดังที่ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงในกรรมาธิการจริงหรือไม่ ทำไม ตอนแถลงข่าวล่าสุดจึงไม่บอกตัวเลขที่ Update หรือล่าสุดกับประชาชน มันต้องมีใครสักคน ที่พูดไม่ตรง ไม่แน่ว่าปลัดกระทรวงการคลังหรือท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ขอให้ข้อมูลประกอบเพื่อเป็นการตัดสินใจในการโหวตรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ GDP ที่แต่เดิมคาดว่าจะโต ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คำนวณ บนสมมุติฐานสำคัญ ๒ อย่าง คือ ๑. วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๒. เป็นการกู้เงิน ทั้งหมดรวมถึงเงินจาก ธ.ก.ส. แต่ข้อเท็จจริง ณ ตอนนี้ที่เราคุยกันชัดเจน วงเงินลดเหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๒. เม็ดเงินใหม่ไม่เยอะเท่าเดิม ดังนั้นโดยสรุปมันไม่มีทางกระตุ้น เศรษฐกิจได้อย่างที่ท่านโฆษณาไว้ครับ เมื่อวานนี้ในห้องวิปฝ่ายค้าน มีการถามผู้แทน จากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า จากข้อมูลปัจจุบันต้องประเมินผลกระทบ ของ Digital Wallet ต่อ GDP ใหม่หรือไม่ ผู้แทนสภาพัฒน์ตอบดีนะครับ ผู้แทนสภาพัฒน์ บอกเดิมประเมินไว้ที่ปีนี้ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ กับปีหน้า ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่จากสมมุติฐานว่า เป็นเม็ดเงินใหม่ใช้เงินจากมาตรา ๒๘ ของ ธ.ก.ส. อันนั้นคือของเดิม แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริง ปัจจุบันที่มีการจัดสรรงบใหม่ แหล่งที่มาของเงินเปลี่ยนไป ต้องกลับไปประเมินใหม่ แต่เชื่อว่า ผลกระทบจะน้อยลง ย้ำนะครับ น้อยลง ดังนั้นก่อนลงมติอยากให้รัฐบาลชี้แจงว่า มีการทบทวนตัวเลขจริงหรือไม่อย่างที่ปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงว่า ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ในห้องกรรมาธิการ ๒. ทำไมยังแถลงว่าจะกระตุ้นได้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ท่าน รัฐมนตรีให้ข่าว และ ๓. สรุปตัวเลขจริง ๆ ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน คือตัวเลขเท่าไร ท่านประธานครับ ประเด็นผลกระทบของ Digital Wallet ต่อ GDP สำคัญ เพราะรัฐบาล พูดเสมอว่า เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามที่พวกเราในฐานะพรรค ฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยถามคือ มันจะกระตุ้นได้แค่ไหน คุ้มกับงบประมาณ ที่ประเทศต้องใช้ไปหรือเปล่า วันนี้ปัญหาคือท่านบอกไม่ชัด กลับไปกลับมา แต่ที่แน่ ๆ คือ น้อยลงและเสี่ยงไม่คุ้มกับงบประมาณ ดังนั้นผมจึงขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ครับ🔗

นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๓ ของร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ด้วยความกังวลว่าเม็ดเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากโครงการ Digital Wallet จะยิ่งซ้ำเติมการกระจุกตัวของตลาดค้าปลีก ค้าส่งไทยให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะอาหารที่เราซื้อจะถูกหรือแพง ของใช้จะมีคุณภาพดีหรือแย่ ขนมจีบ ซาลาเปาจะมี หลายแบบให้เลือก หรือเหลืออยู่เพียงแบบเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของนโยบายรัฐและกลไก การกำกับดูแล ตลาดค้าปลีกของไทยที่เดิมก็กระจุกตัวสูงอยู่แล้ว จะยิ่งกระจุกตัวสูงขึ้นอีก เพราะโครงการ Digital Wallet มีแนวโน้มไปเพิ่มอำนาจเหนือตลาดให้กับผู้ประกอบการ รายเดิม ท่านประธานครับ เศรษฐกิจที่ดีคือเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยของเราเติบโตต่ำ เหลื่อมล้ำสูง และขาดเทคโนโลยี ก็เป็นเพราะ เศรษฐกิจไทยมีการแข่งขันน้อยเกินไป เพราะเมื่อผู้ผลิตรู้ว่าต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาด ก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ปรับปรุงการผลิตเพื่อลดต้นทุนแข่งกับรายอื่น ส่วนผู้เล่น หน้าใหม่ที่อยากเข้ามาแย่งส่วนแบ่งก็จำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มาขาย สุดท้าย ผู้บริโภคและสังคมก็ได้รับประโยชน์จากการแข่งขัน ถึงไม่ต้องอ้างอิงงานวิจัยคนไทย ก็พอสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่าการแข่งขันที่ลดลง และการมียักษ์ใหญ่ไม่กี่รายในตลาดสินค้า และบริการสำคัญ ๆ อย่าง ธนาคาร โทรคมนาคม หรือพลังงาน จำกัดทางเลือกของเรา อย่างไร ตลาดค้าปลีกค้าส่งของไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดที่มีการกระจุกตัวสูง โดยเฉพาะ หลังการรวมธุรกิจครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในปีนั้นเกิดการรวมธุรกิจมูลค่ากว่า ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนึ่งใน Deal ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย แม้การควบรวมจะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือที่เรียกกันว่า คณะกรรมการ กขค. แต่ก็นำไปสู่ข้อถกเถียงมากมายในสังคม ไม่ต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่กฎหมาย หลักการ และสามัญสำนึกไม่ได้เดินไปทางเดียวกัน อย่างไรก็ดีคณะกรรมการ กขค. จำนวน ๓ คนจากทั้งหมด ๗ คน ได้คัดค้านการรวมธุรกิจ ให้เหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ จะใช้ดัชนี Herfindahl-Hirschman Index หรือ HHI เพื่อคำนวณผลของการรวมธุรกิจ ปกติแล้วถ้าค่าการเปลี่ยนแปลงของ HHI เกิน ๑๐๐ ก็นับว่าส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ในระดับรุนแรงมาก ต้องขึ้นป้ายเตือนสีแดงเข้มกันแล้ว ท่านประธานทราบไหมครับว่า การรวมธุรกิจในปี ๒๕๖๓ ดัชนีที่ว่าเปลี่ยนไปเท่าไร คำตอบคือ ๑,๔๐๐ ทวนอีกครั้ง หลักสากลแค่ ๑๐๐ ก็นับว่าน่ากังวลแล้ว แต่ของเราเปลี่ยนแปลงไปถึง ๑,๔๐๐ กรรมการ กขค. ๓ คน ที่คัดค้านการรวมธุรกิจอธิบายตอบว่า การรวมธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสจะทำให้เกิด การผูกขาดหรือครอบงำทางเศรษฐกิจได้ เพราะผู้ขออนุญาตมีสถานะเป็นผู้ผลิตสินค้า สำคัญหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตรพื้นฐาน เกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้ผู้ขออนุญาตมีอำนาจเหนือตลาดสูงมาก จนสามารถครอบงำเศรษฐกิจการค้า ของประเทศได้โดยง่าย และจะมีส่วนให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ หากเป็นมาตรฐานสากล การรวมธุรกิจที่เพิ่มอำนาจเหนือตลาด ระดับนี้อย่างต่ำที่สุดก็ต้องมีโทษปรับ หรือบังคับให้มีการถ่ายโอนร้านค้าบางส่วน การแข่งขัน ในตลาดจะได้ไม่น้อยลงไปกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องมีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการกระจุกตัว เพิ่มขึ้นอีกในระยะเวลาอันใกล้ ตลกร้ายก็คือผ่านไปเพียง ๔ ปีเท่านั้น หลังการรวมธุรกิจ ครั้งใหญ่กลับเป็นนโยบายใหม่ของรัฐบาลเอง ที่อาจจะเป็นตัวเพิ่มอำนาจเหนือตลาด ให้กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ โดยที่ผู้ดำเนินโครงการ Digital Wallet ไม่ได้สนใจศึกษาผลกระทบ ของนโยบายนี้ที่จะมีต่อการแข่งขันในตลาดค้าปลีกเลย ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้ถามสำนักงาน กขค. ว่า ในฐานะที่ กขค. มีอำนาจ หน้าที่ในการให้คำปรึกษากับรัฐบาล รัฐบาลได้ขอความเห็น กขค. บ้างหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ มีการเตรียมความพร้อม Monitor พฤติกรรมการค้าระหว่างโครงการหรือยัง คำตอบคือ ยัง แน่นอนครับท่านประธาน เราไม่อาจสรุปได้ว่า โครงการ Digital Wallet จะเพิ่มอำนาจ เหนือตลาดให้กับร้านค้าปลีกรายใหญ่แค่ไหน จะลดอำนาจต่อรองของ Supplier และผู้ผลิต หรือไม่ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปอย่างไร จะส่งผลต่อราคาและคุณภาพสินค้า ในระยะยาวมากน้อยเพียงใด หากเป็นไปได้ผมจึงอยากให้มีการประเมินผลกระทบ ของโครงการต่อตลาดค้าปลีกค้าส่งอย่างรอบคอบ และออกแบบโครงการให้เอื้อต่อการ กระจายรายได้ ใช้เงินปริมาณมหาศาลเพื่อเพิ่มโอกาสต่อลมหายใจให้กับผู้ผลิตไทยที่กำลัง ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ แต่หากไม่ทันแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรมีการเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บข้อมูล อย่างเป็นระบบ จัดทำโดยตัวกลางที่น่าเชื่อถือ เก็บข้อมูลธุรกรรม แยกรายพื้นที่ แยกประเภทสินค้า แยกประเภทร้านค้า มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่คอยเฝ้าระวังพฤติกรรม การค้าที่ไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่าง หาก SMEs รายหนึ่งเคยขายขนมปังผ่านร้านค้าปลีก ปกติเขาก็ต้องจ่ายค่าวางของ ค่าขนส่งส่วนแบ่งกำไร และค่า Rebate หลายปีอยู่แล้ว ถ้าอยู่ ๆ ถูกเรียกเก็บเงินเหล่านี้เพิ่มขึ้นระหว่างโครงการ Digital Wallet หรือมีการยืดเวลา Credit Term ให้ยาวขึ้นกว่าเดิม คำถามก็คือรัฐบาลพร้อมเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ว่า เป็นพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือเปล่า และจะดำเนินการอย่างไรให้แล้วเสร็จ ในเวลาอันสั้นที่สุด เพื่อไม่ให้ SMEs รายนั้นสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าช่วง ๖ เดือน ของโครงการไป ท่านประธานครับ การมีบรรทัดฐานด้านการแข่งขันไม่เพียงช่วย Guarantee ว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าในราคาและคุณภาพที่ดีที่สุดจากตลาดเท่านั้น แต่บรรทัดฐาน ด้านการแข่งขันจะเป็นเสมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ให้ธุรกิจไทยสามารถยืนพิงได้ ในเวลาที่กระแสการแข่งขันจากต่างชาติเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีกฎเกณฑ์การแข่งขัน บังคับใช้ยักษ์ใหญ่ในประเทศ สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้ยักษ์ต่างชาติที่ตัวใหญ่กว่า กำลังเยอะกว่า ในที่สุด การ Dump ราคาสินค้าต่ำกว่าทุน การที่แพลตฟอร์มขึ้นค่าธรรมเนียมกับผู้ขาย แบบไร้เหตุผล หรือการที่แพลตฟอร์มบังคับให้ใช้ช่องทางขนส่งของตัวเองเท่านั้น ทั้งหมดนี้ นับเป็นความผิดมาตรฐานการแข่งขันระดับสากลทั้งสิ้น แต่ในประเทศไทยเมื่อเราไม่เคยมี บรรทัดฐานด้านการแข่งขัน ทุนใหญ่จึงกินทุนเล็กอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา และในอนาคต ทุนใหญ่ในประเทศก็อาจถูกทุนต่างชาติกินอีกทอดหนึ่ง ในฐานะกรรมาธิการผมเอง ก็อยากเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตสดใสเช่นกัน เราวิเคราะห์ปัญหาไม่ต่างกันหรอกครับ แต่การเลือกใช้เงินมหาศาลกับโครงการนี้หวังให้เป็นยารักษา อาจจะส่งผลเสียกับร่างกาย ที่กำลังที่ทรุดอยู่แล้วให้แย่ลงไปกว่าเดิม การละเลยมิติด้านการแข่งขัน ทำให้การออกแบบ โครงการอย่างที่เป็นอยู่ เสี่ยงมากที่จะกลายเป็นพายุที่พรากการแข่งขันออกไปจากตลาดค้าปลีก ค้าส่งไทยยิ่งกว่าเดิม เสี่ยงมากที่จะเป็นพายุที่พรากอำนาจต่อรองของ SMEs ที่มีน้อยอยู่แล้ว ให้น้อยลงไปอีก ในฐานะกรรมาธิการผมจึงขอสงวนความเห็นในการแก้ไขมาตรา ๓ ให้ลดจำนวนเงิน และขอให้มีการประเมินผลต่อการแข่งขัน และอำนาจเหนือตลาด อย่างรอบคอบ ทั้งก่อนทำโครงการ ระหว่างทำโครงการและหลังทำโครงการจบลง ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะประชาชนศูนย์พัฒนาการเมือง ภาคพลเมืองจังหวัดตราด และอีกคณะนะครับ Very Welcome MR. TAKEBE Arata The Member of the House of Representatives and the Chairman of the Standing Committee of Judicial Affairs and party Very Welcome ต่อไปเชิญท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชนชาวไทย ผู้แทน ของชาวปทุมธานี เขต ๗ และในฐานะกรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็น ให้ตัดลด งบประมาณจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับที่เราจะได้จัดเก็บ เพิ่มเติมในครั้งนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า งบประมาณส่วนนี้ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ คือส่วนหนึ่ง ของโครงการ Digital Wallet ที่เราจะแจกให้กับประชาชน ผมพร้อมจะสนับสนุนโครงการนี้ หากท่านแจกให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และต้องการใช้เงินจริง ๆ ไม่ใช่แจกให้กับหลาย ๆ คน ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือแม้แต่คนรวย ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย ในเรื่องนี้ผมได้ สงวนความเห็นเนื่องจากจะมีปัญหาหลายประการ อย่างที่ ๑ ก็คือว่าอาจจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ก. (๓) มีกลไกที่กำหนด ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศ โฆษณานโยบายที่มิได้วิเคราะห์ ผลกระทบความคุ้มค่าและเสี่ยงอย่างรอบด้าน ซึ่งต่อมาก็มีการออกเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลัง ซึ่งในมาตรา ๗ ก็จะระบุว่า การกู้เงิน หรือการลงทุนของรัฐ ที่มีผลผูกพันทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดภาระทางการคลังแก่รัฐ ต้องพิจารณาความคุ้มค่า และผลประโยชน์เสถียรภาพ และความมั่นคงของเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย ตรงนี้มีปัญหาอย่างไร มีปัญหา ๒ ส่วนนะครับ ๑. คือความไม่คุ้มค่า ๒. คือส่งผลกระทบ ต่อความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ ท่านเสนอโครงการนี้ เสนอ พ.ร.บ. นี้ระบุแต่วัตถุประสงค์ แต่ไม่ได้วิเคราะห์ความคุ้มค่า แล้วก็ไม่ได้เสนอเข้ามา ไม่มีตัวชี้วัด ความคุ้มค่าในที่นี้คืออะไร ทั้งสภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ธนาคารโลก ต่างประเมินกันว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจ คือกระตุ้น GDP ได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่กระทรวงการคลังเอง ก็ประเมินมาที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ท่านจะประเมินตัวเลขนี้ตัวเลขสูงกว่าความจริง ไปมาก แต่ก็ยังไม่คุ้มค่าอยู่ดี เพราะเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔.๕ แสนล้านบาทในนี้ ก็คิดเป็นประมาณ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เมื่อท่านเอาเงินตรงนี้ไปลงทุนแล้วมันจะคุ้มค่า ได้อย่างไร เห็นชัดเจนเลยว่า ไม่คุ้มค่า🔗

เรื่องที่ ๒ ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง ส่วนนี้อยากให้ดูถึงสัดส่วน ของหนี้สาธารณะต่อ GDP ก่อนที่เราจะเกิดโควิด หนี้สาธารณะเราตั้งไว้ที่ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากที่เราเกิดวิกฤติโควิดซึ่งเป็นมหันตภัยต่อมนุษยชาติ เป็นการทำลายเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง ทำให้เราต้องกู้เงินเพิ่มจนไปแตะเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องมีการแก้ เงื่อนไขตรงนี้ให้เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่รุนแรง ทำให้เราแก้ไขตรงนี้ เสร็จแล้วอย่างไรครับ ทางรัฐบาลของท่านเข้ามาก็ฉวยโอกาสตรงนี้ครับ เมื่อเรามี ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วก็กู้มันให้เต็มเพดานไปเลยนะครับ โดยการอย่างไรก็คือ โดยการทำโครงการ Digital Wallet ที่เราจะกู้เงินจำนวนมาก ปัจจุบันนี้เราเป็นหนี้อยู่ เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมอยู่ ๑๑.๖ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๔.๓ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ซึ่งก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว แต่รัฐบาลแทนที่เราจะพยายามลดให้ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อกลับไปใช้เหมือนเดิม เราไม่ทำนะครับ เราจะกู้เพิ่ม กู้เพิ่มแล้วนโยบายของท่านจะทำให้ ปีงบประมาณ ๒๕๖๘-๒๕๗๑ ฉบับล่าสุดนี่ ก็จะมีสัดส่วน GDP ค่อย ๆ เพิ่มไปจนแตะ ๖๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้จะแตะเพดาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ ต่อไปท่านจะทำอย่างไร ท่านจะแก้ให้เป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไหมครับ ท่านจะแก้ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือครับ จะเอาแบบนี้ หรือครับ หรืออย่างที่ ๒ ท่านจะไปแก้นิยามใช่ไหมครับ นิยามหนี้สาธารณะให้ตรงใจท่าน แก้นิยามเสร็จเกิดอะไรขึ้น หนี้สาธารณะเราจะลดลง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ทันที เหมือนปาฏิหาริย์ เลยใช่หรือไม่ครับ เราจะบริหารประเทศกันแบบนี้หรือครับ ไม่ต้องใช้สมองเลยนะครับ ท่านแก้แต่นิยาม ท่านก็สามารถลดหนี้สาธารณะได้แล้ว ทำกันแบบนี้จริง ๆ หรือครับ นี่คือเหตุผลที่ผมไม่สนับสนุนแน่นอนโครงการนี้ เพราะว่าเราไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจกันจริง ๆ เราไม่ได้ช่วยแค่เฉพาะคนจน แต่เราหว่านเงินออกไป ถึงขั้นที่เราพูดกันว่า เจ๊งไม่ว่าเสียหน้า ไม่ได้ แล้วเราอาจจะเจ๊งกันจริง ๆ นอกจากนี้โครงการนี้อาจจะผิด พ.ร.บ. เงินตรา มาตรา ๙ ดังที่ผมเคยอภิปรายวาระที่ ๑ นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ กรรมาธิการ

สรุปย่อ ๆ ก็คือว่า โครงการ ก่อนหน้านี้ ก็คือคนละครึ่งนะครับ มีการลงทะเบียนกัน ๙๐-๙๘ เปอร์เซ็นต์ ให้ดูตรงนี้คร่าว ๆ ในเฟสที่ ๑ เฟสที่ ๒ นี่ลงทะเบียนกัน ๙๘ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ แล้วก็ไล่ลงมาเหลือ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะช่วงหลัง ๆ คนอาจจะไม่มีเงินแล้ว หรือท่าน อาจจะแจกน้อยไป ๘๐๐ บาท ๑,๒๐๐ บาท แต่ช่วงแรก ๆ ที่ท่านแจกหลักหลายพัน คนลงทะเบียน ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ผมคิดว่า ท่านแจกเงินหมื่น คนลงทะเบียน ๙๘ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ๙๘ เปอร์เซ็นต์เป็นจำนวนคนเท่าไรครับ คนที่มีสิทธิ ๕๐.๗ ล้านคน ๙๘ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น ๔๙.๗ ล้านคน หรือท่านต้องสำรองเงิน ๔๙๗,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ดี แต่ที่ท่านตั้งงบมาทั้งหมดทั้งปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ท่านบอก ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันไม่พอนะครับ ตรงนี้ผิด พ.ร.บ. เงินตรา มาตรา ๙ อย่างไร มาตรา ๙ บอกว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่าย ใช้ ซึ่งวัตถุ หรือเครื่องหมายใด ๆ แทนเงินตรา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี อันนี้ถ้ามีการลงทะเบียนมาถึง ๕๐ ล้านคน ท่านต้องตั้งเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเต็ม ๆ ไม่สามารถตั้งน้อยกว่านั้นได้ ซึ่งผมคาดว่าท่านจะทำอย่างไร ท่านก็คงจะใช้อำนาจของ รัฐมนตรีบอกว่า ทำได้ ใช้อำนาจของรัฐมนตรีอนุญาตเลย สร้างเงินส่วนที่เกินมาจากอากาศ ไปเลยนะครับ สิ่งเหล่านี้จะเกิดอะไรขึ้น ท่านก็สร้างมาตรฐานผิด ๆ อีกแล้ว แล้วรัฐมนตรี ท่านเองอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของ Payment แพลตฟอร์มซึ่ง Blockchain อาจจะทำไม่ทัน ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากว่ามันมีปัญหา เรื่องของความยุ่งยาก Coding ต้องลำบาก แล้วก็ใช้เวลานานในการทำแต่ละ Transaction ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้นะครับ🔗

ส่วนเรื่องอื่น ๆ นะครับ ผมขอเป็นเรื่องสุดท้าย ข้อกังวลของผมก็คือว่า เศรษฐกิจมันไม่ดีแทนที่ท่านจะช่วยด้วยวิธีอื่น อย่างเช่น ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ต้นทุนสินค้าทั้งหมดเกิดจากค่าต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านแค่ไปเจรจาสัมปทานกับโรงไฟฟ้าใหม่ เฉลี่ยต้นทุนแก๊ส LPG ที่นำมาผลิตไฟฟ้า ท่านก็สามารถลดต้นทุนให้ประชาชนได้แล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ท่านไม่ทำนะครับ ท่านอ้างโน่น นี่ นั่น แล้วก็ไม่ยอมแตะนายทุน พลังงาน และระหว่างที่ท่านรวบรวมเงินเพื่อจะไปใช้ใน Quarter ๔ ของปีนี้ หรือว่าของปีหน้า ระหว่างที่ท่านรวบรวมเงินตรงนี้ ท่านก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินเลย ซึ่งตรงนี้ทำให้เศรษฐกิจ ยิ่งชะลอตัว รายเล็กรายน้อยที่สายป่านสั้นก็ทยอยปิดตัวไป มันเหมือนกับเกษตรกร เปรียบเหมือนประชาชนเป็นเกษตรกรที่รอฟ้ารอฝน ฝนก็ไม่ตกสักที ท่านอั้นฝนไว้ตลอด ก็กะปริบกะปรอย ต้นไม้ไหนที่ใกล้ตาย ที่ไม่แข็งแรงก็ตายไป ปล่อยทยอยตายไป และสุดท้าย ท่านก็หวังว่า จะเอาพายุฝนลงมาทีเดียวให้กับเกษตรกร แล้วก็หวังว่ามันจะเป็นพายุที่จะหมุน กับเศรษฐกิจ แต่ท่านก็เห็นแล้วว่า มันจะกระตุ้น GDP ได้แค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ พายุหมุนครับ ผมไม่ได้แช่ง ผมไม่ได้ดูถูก และไม่จำเป็นต้องมีความรู้ มีตาทิพย์เลยนะครับ ตัวเลขประเมินจากหน่วยงานของรัฐทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็บอกแล้วว่า ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านก็ยังดันทุรัง เข้าทำนองนี้เลยนะครับ เจ๊งไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้นะครับ สุดท้ายนี้ผมก็ขอส่งสารผ่านท่านประธานไปถึงประชาชน พรรคก้าวไกลเรานะครับ เราค้าน อย่างมีเหตุผล เราค้านโครงการ เราไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ไร้อนาคตนะครับ แต่พรรคก้าวไกล ของเราคือฝ่ายค้านที่พร้อมจะเป็นรัฐบาลแห่งอนาคต ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ก็ขอสงวนความเห็นใน ๓-๔ ประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นแรก มาตรา ๔ ผมขอตัดคำว่า สร้างความเข้มแข็งของระบบ เศรษฐกิจ เป็นข้อกังวลนะครับ เพราะว่าปัจจุบันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดนี้ มีสัดส่วนของร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขาเยอะค่อนข้างมาก ได้เปรียบมาก ท่านไปดู ยอดขายก็ได้ ท่านไปดูจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน ต่างจากร้านโชห่วยหลายสิบเท่า จินตนาการ ถ้าเผื่อร้านโชห่วยขายได้วันละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท ถ้าเผื่อเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีสาขา ขนาดเยอะขายได้หลายหมื่น อันนี้สถานะปัจจุบันนะครับ Fair โอกาสที่ลูกค้า ประชาชน ธรรมดาจะเข้าร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขามาก มีมากกว่าเยอะมากนะครับ รายย่อย เสียเปรียบอยู่แล้ว เมื่อมีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับปฏิเสธไม่ได้ Market Share ส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ยี่ห้อไหน มันก็จะไปตรงนั้น เผลอ ๆ ยิ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจพัง ค้าปลีก โชห่วย เจอโครงการนี้ เข้าไป Knock เลยนะครับ เพราะทุนหมุนเวียนเขาก็ไม่พออยู่แล้ว เขาจะไปแข่งอะไร กับรายใหญ่นะครับ แน่นอนอาจจะเป็นการบรรเทาค่าครองชีพได้บางส่วน ผมก็เลยขอสงวน ความเห็นในประเด็นแรกนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าโครงการนี้จะสร้างความเข้มแข็งให้ระบบ เศรษฐกิจนะครับ เผลอ ๆ จะทำให้รายย่อย โชห่วย ล้มหายตายจาก เจอพายุหมุนเรียบร้อย เลยนะครับ ประเด็นแรก🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็อยากจะแชร์กับเพื่อนสมาชิกว่า ในชั้นกรรมาธิการ เราก็พยายามซักถามเกี่ยวกับเรื่องดัชนีผลชี้วัดจากทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เขาจะวัด อย่างไร เราก็พูดกันไปเยอะเรื่อง GDP เรื่องการหมุนของเงิน Velocity ก็อยากจะมั่นใจว่า เพราะดูจากคำชี้แจงไม่แน่ใจว่าจะมีเก็บข้อมูลหรือเปล่า หรือเก็บอย่างไร ใช้เงินที ๔๐๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องเก็บข้อมูลให้เป็นประโยชน์เยอะ ๆ ก็เลยขอสงวนความเห็นว่า จริง ๆ กระทรวงการคลังจ่ายเงินออกไป มีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินการ และผลสัมฤทธิ์ ของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ แล้วต้องกลับมารายงานสภา ให้ทราบ อันนี้เป็นจุดที่สำคัญนะครับ🔗

ในข้อสังเกตของรายงานนะครับ ก็มีคุยกันหลายจุด ผมคงไม่ต้องพูดทุกจุด เดี๋ยวอาจจะถามให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยประชาสัมพันธ์อีกทีนะครับ เรื่องเกณฑ์ที่จะผิด ในกรณีที่ประชาชนได้เงิน Digital Wallet มาแล้ว ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วจูงกันไปกับเพื่อน ผมไปใช้สิทธิของท่าน ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท เป็นหนี้นอกระบบครับ ต้องไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ พ่อ แม่ไม่สบาย ลูกต้องเรียน อยากได้เงินสดแล้ว อยากจะ Cashout ออกมาเลย แต่ Digital Wallet หมื่นบาทนี่มันไม่ As good as cash คือมันไม่เท่าเงินสดครับ ถ้าเผื่อผมต้องใช้ เงินสดผมต้องจูงเพื่อนไป เราจะไปทำอะไรกับเขาได้ เราจะป้องปรามอย่างไร เพราะเข้าใจว่า มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่เราต้องการที่จะให้เขาไป อาจจะมีกรณีของผู้ประกอบการไปตั้งโต๊ะ หน้าห้างสรรพสินค้า ค้าส่งขนาดใหญ่ แล้วก็ซื้อของมาแล้วก็ At discount ความหมายคือ ก็เหมือนกันครับ ผมก็เอาของที่ไปรับซื้อมาหน้าห้าง เอาไปขายต่อออนไลน์เอาไปขายต่อ ในตลาดนัดในราคาที่ต่ำลงมาเพื่อแลกเงินสดออกไปใช้ทันทีเลย ท่านจะป้องกันอย่างไร ท่านจะประชาสัมพันธ์อย่างไร แต่เราคงไปแล้วนั่งไล่จับพี่น้องประชาชนไม่ไหว เพราะเขา อยากจะได้ ๕,๐๐๐ บาท จริง ๆ แทนที่จะได้ ๑๐,๐๐๐ บาท เอาไปซื้อของ เราจะไปทะเลาะ กับประชาชนไหวหรือครับ อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อกังวลนะครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องภาษี เราก็อยากจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ทราบว่า ข้อมูลการซื้อขายระหว่างประชาชนกับร้านค้า หรือร้านค้ากับร้านค้าที่เกิดขึ้น ในโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet จะไม่ได้ถูกส่งตรงไปกรมสรรพากร แต่นะครับ แต่หากมีกฎหมายอื่นที่กำหนดให้มีการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมการเงิน กับกรมสรรพากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงินก็จะต้องดำเนินการส่งข้อมูล ตามกฎหมายนั้น งงไหมครับ เป็นร้านค้าท่านจะยังกังวลไหมครับ คือในฐานะที่ท่าน จดทะเบียน หรือท่านจดแวตท่านก็ต้อง Report Tax อยู่แล้ว คือท่านต้องรายงานภาษี แล้วก็จริง ๆ กรมสรรพากรเขาก็มีสิทธิเรียก ถ้ามีจำนวน Transaction หรือธุรกรรมเกินกว่า กี่ครั้งต่อปี มูลค่าเท่าไร กรมสรรพากรก็มีสิทธิเรียกมาจากธนาคารอยู่ดีนะครับ มันก็เลย ยังเป็นข้อกังวลอยู่ ก็เดี๋ยวฝากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงเพื่อคลายกังวลของพี่น้องประชาชน เรื่องภาษีนะครับ เพราะเขามีประสบการณ์ที่อาจจะไม่ดีในโครงการรัฐที่ผ่านมานะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวีระ ธีระภัทรานนท์ นะครับ🔗

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอแสดงความเห็นในหลักการและเหตุผลที่ผม เสนอให้ตัดลดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เหลือเพียง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวงเงินที่รัฐบาลเสนอมาจำนวนทั้งสิ้น ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผม ได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้ในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมาชี้แจง ให้ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาก่อนที่จะให้ความเห็นชอบร่างพระบัญญัตินี้ ในลำดับต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะใช้เวลาที่มีค่าของที่ประชุมแห่งนี้ไม่มาก เพื่อแสดงเหตุผลถึงความจำเป็นต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ดังนี้🔗

แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุผลในการตัดงบประมาณรายจ่ายที่ว่า เพื่อใช้ในการ กระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการ Digital Wallet ที่อยู่ในงบประมาณเพิ่มเติม ผมมีข้อสังเกต เบื้องต้นเป็นประเด็นสำคัญว่า แท้ที่จริงแล้วเราต้องมองภาพรวมของโครงการดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งใช้เงินรวมกัน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้จะมีการลดวงเงินจากเดิม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่ามีความเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ในโครงการนี้ นอกเหนือจากงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณากันในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ จะเรียกว่าเป็นการจัดทำ งบประมาณแบบรวมห่อ หรือว่าเป็น Package ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคในการจัดทำงบประมาณ ที่ไม่ตรงไปตรงมา เรื่องนี้ความเหมาะควรผมจะไม่อภิปราย แต่อยากตั้งเป็นข้อสังเกตให้เห็นถึงความผิดปกติ ในการจัดทำงบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการนี้เอาไว้ สำหรับที่มาของเงินที่จะใช้ ในโครงการ Digital Wallet มาจาก ๓ แหล่ง แหล่งแรก เป็นงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ เป็นงบปกติ บวกกับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ วงเงิน รวมกัน ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒. มาจากงบประมาณปกติ ปี ๒๕๖๘ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ๓. จากงบประมาณปกติ ปี ๒๕๖๘ โดยไม่บอกที่มาอย่างชัดเจน เป็นวงเงิน ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะใช้วิธีให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ทดรองจ่ายไปก่อนตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ หรืออาจจะออกเป็นงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของปี ๒๕๖๘ หรืออาจจะจัดสรร วงเงินงบประมาณปกติในปี ๒๕๖๘ ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการในขณะนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ประเด็นก็คือว่า งบประมาณปี ๒๕๖๘ ซึ่งต้องใช้เงินประมาณ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท จนถึงขณะนี้ทางกระทรวงการคลังก็ยังไม่ได้ส่งรายละเอียดเข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ของงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๆ ที่รับปากว่า จะจัดส่งมาให้ภายใน ๒ สัปดาห์ แต่นี่ก็ล่วงเวลามาเป็นเวลา ๕ สัปดาห์แล้ว ผมเข้าใจว่าคงมีปัญหา แต่ผมจะยังไม่พูดตรงนั้น แต่ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า ค่อนข้างจะฉุกละหุก ชุลมุน ชุลเก สมกับที่รัฐบาลบอกว่า มีความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ท่านประธานครับ เงินที่ใช้ในโครงการนี้ทั้งหมดมียอดรวมกัน ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบแล้วเท่ากับร้อยละ ๒.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่ตกประมาณ ๑๘ ล้านล้านบาท ในแง่จำนวนต้องถือว่า ไม่มาก เพียงแต่ว่ามาดำเนินการ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ ใช้เงินในการประคับประคองเศรษฐกิจ ไปถึงร้อยละ ๑๐ ของ GDP ในการต่อสู้ในช่วงวิกฤติสาธารณสุข ด้วยการออกพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินรวมกัน ๑.๕ ล้านล้านบาท อันที่จริงช่วงเวลานี้ควรจะเป็นช่วงเวลา ของการถอนคันเร่ง ในส่วนที่รัฐบาลจะอัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาล จะต้องปรับลด ไม่ใช่กู้เงินเพิ่มผ่านการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง พอกพูนจากเดิมที่เคยมีอยู่ จนทำให้ยอดคงค้างข้างหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้น ในอัตราเร่งที่น่าเป็นห่วง ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ถ้าท่านได้ดูแผนประมาณการทางด้านการคลัง ๓ ปีข้างหน้า ท่านก็จะเห็นว่า ตัวเลขอัตราส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับ GDP มิได้ลดลง ตรงกันข้าม ประมาณร้อยละ ๖๘ ถึงร้อยละ ๖๙ เมื่อเทียบกับ GDP ซึ่งแน่นอนไม่เกินเพดาน ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังกำหนดไว้ร้อยละ ๗๐ แต่ก็ต้องบอกว่า ไม่มีแนวโน้ม ที่ตัวเลขนี้จะลดลงในอนาคตอันใกล้ การดำเนินนโยบายการคลังผ่านการทำงบประมาณ ขาดดุลเรื้อรัง และพอกพูนหนี้สาธารณะไปเรื่อย ๆ แบบนี้อันตรายครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือการใช้เงินดังกล่าว เป็นการกระตุ้นผ่านการจับจ่ายใช้สอยอุปโภคบริโภค ซึ่งมีลักษณะ เป็นลักษณะเฉพาะกิจ และดำเนินการทางด้าน Demand side แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนและการผลิต ซึ่งเป็นการดำเนินการทางด้าน Supply side ที่จะสร้าง ความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคตมากกว่า แม้ว่าเรื่องนี้จะสามารถถกเถียงกันได้ว่า การดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจทางด้าน Demand side จะนำมาซึ่งการดำเนินการทางด้าน Supply side ในอนาคตได้ก็ตามที อันนี้ผมอยากตั้ง เป็นข้อสังเกตไว้ด้วยเช่นกัน ท่านประธานครับ แต่ถึงแม้ว่าจะมีการผลักดันโครงการ Digital Wallet ของรัฐบาล จะมีความสลับซับซ้อน เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมาย ในทางปฏิบัติอย่างที่ผมได้ลำดับความมาก่อนหน้านี้ แต่ผมก็อยากจะชื่นชมรัฐบาลในการ ตัดสินใจที่ยอมใช้วิธีงบประมาณปกติในการใช้เงินทำโครงการนี้ ผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๗ ผ่านงบประมาณปี ๒๕๖๘ เพื่อให้ทางฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบ เพื่อความรอบคอบ โดยไม่ใช้การเงินกึ่งการคลังที่ให้สถาบันการเงินของรัฐดำเนินการจ่ายเงินไปแทนก่อน และไม่ใช่เป็นการออกพระราชกำหนดกู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การผ่านให้ความเห็นชอบงบประมาณที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะไม่มีความเสี่ยง ทางด้านการเงินการคลังในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนต่อไป ก็คือ การดำเนินการโครงการนี้นอกจากประเด็นทางข้อกฎหมาย ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงว่า จะขัดกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ขัดกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ รวมทั้งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง และพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ รวมทั้ง รายละเอียดในภาคปฏิบัติที่อาจจะมีช่องว่าง รูโหว่ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้ผลเต็มที่ อย่างที่ตั้งใจไว้ ผมเข้าใจว่าในประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ก็คงได้แสดงความคิดเห็น ไปแล้ว ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ โดยสรุปประเด็นข้อกฎหมายในการดำเนินนโยบาย Digital Wallet ยังเป็นปัญหา อาจจะต้องส่งไปให้มีการตีความโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ในอนาคต แต่ผมคิดว่าประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ประเด็นทางด้านการเมือง ก็ควร ให้ความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึงประเด็นทางด้าน เศรษฐกิจโดยจะไม่รบกวนเวลาของที่ประชุมมาก🔗

ประการแรก ถ้าเราดูวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในบ้านเราในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปี ๒๕๒๗-๒๕๒๙ ที่มีการลดค่าเงินบาท และช่วงปี ๒๕๔๐-๒๕๔๒ ที่มีการลอยตัวค่าเงินบาท สิ่งที่ควรตระหนักก็คือ วิกฤติที่เกิดก่อนหน้านี้มีความแตกต่าง ไปจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ที่อาจจะพัฒนากลายเป็นวิกฤติในอนาคตได้ ทั้งนี้ เพราะรากเหง้าของวิกฤติเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องของหนี้ต่างประเทศ ภาครัฐ และหนี้ต่างประเทศภาคเอกชน จนทำให้ต้องมีการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการลดค่าเงินบาทในปี ๒๕๒๗ และการลอยตัวค่าเงินบาทในปี ๒๕๔๐ แต่สำหรับคราวนี้ รากเหง้าของปัญหาเป็นเรื่องของหนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นเรื่องของเงินบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินตราต่างประเทศ ที่สำคัญเชื่อมโยงกับการบริหารทางด้านการเงิน การคลังของรัฐโดยตรง ซึ่งต้องบอกว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการจัดการปัญหาแบบนี้ มาก่อน มาถึงตรงนี้ผมอยากจะเสนอให้ทางการที่เกี่ยวข้องศึกษาบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้น ในต่างประเทศในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศกรีซ ซึ่งกลายเป็นวิกฤติค่าเงินยูโรไปด้วย แม้ว่ารายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะแตกต่าง กับบ้านเราในขณะนี้ แต่ความเหมือนที่เกิดขึ้นเหมือนกันก็มองข้ามไม่ได้🔗

ประเด็นที่ ๒ ถ้าหากเรามองให้ลึกลงไปในงบประมาณที่จัดทำในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต ขณะนี้เราจะเห็นตัวชี้วัดอันหนึ่งที่เป็นอันตรายซ่อนเร้นอยู่ นั่นก็คือ อัตราส่วนระหว่างรายจ่ายดอกเบี้ยเทียบกับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บในแต่ละปี ถ้าหากดู แบบคร่าว ๆ จะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ มีรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ ๓๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ในนี้เป็นการชำระคืนเงินต้น ๑๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการชำระดอกเบี้ย ๒๒๗,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ ๘ ในขณะนี้งบประมาณ ที่เราทำเป็นการจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๘ ของประมาณการที่เป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ ในแต่ละปี ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ซึ่งกำลังเสนอให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาอยู่นั้น มีรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการชำระคืนเงินต้น ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ชำระดอกเบี้ยอย่างเดียว ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ ๙ สรุปแบบสั้นย่อก็คือ เราจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละปีในงบประมาณรายจ่ายประจำปีเกือบเท่า ร้อยละ ๑๐ ของรายได้ที่เราหามาได้ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องบอกว่าในการทำตัวเลขก็มีการตุกติก เล่นกลเพื่อทำให้ตัวเลขที่เป็นรายจ่าย เพื่อการบริหารหนี้ของภาครัฐต่ำกว่าความเป็นจริง ตรงนี้ต้องบอกว่า เป็นอันตราย ถ้าหากแนวโน้มยังมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แบบนี้🔗

ประเด็นที่ ๓ ถ้าหากมองตัวชี้วัดที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง คือ อัตราส่วนระหว่าง งบจ่ายลงทุนกับยอดขาดดุลงบประมาณ ในขณะนี้และในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าดูแบบคร่าว ๆ เราจะเห็นว่า งบจ่ายลงทุนในงบประมาณปี ๒๕๖๗ จำนวน ๗๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ การขาดดุลงบประมาณ ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท เช่นเดียวกับงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ซึ่งมีงบจ่ายลงทุน ๙๐๘,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับการขาดดุล ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท แม้ว่า งบจ่ายลงทุนดังกล่าวจะไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และยังมี ยอดสูงกว่างบขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีก็ตามที แต่นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้อง ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพราะยังไม่ต้องพูดถึงนิยามของงบจ่ายลงทุนของสำนัก งบประมาณที่ยังมีข้อถกเถียงว่า เหมาะสมหรือไม่ เป็นการบิดเบือนเพื่อให้ตัวเลขงบจ่าย ลงทุนสูงกว่าที่ควรจะเป็น และคำนวณงบจ่ายลงทุนที่นำโครงการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน หรือโครงการ PPP บางรายการมารวมไว้ในงบจ่ายลงทุนอีกต่างหาก ความผิดปกติที่ชัดเจนมาก ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ และงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่พวกเรากำลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ อยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นการทำงบประมาณขาดดุลสูงที่สุด จนติดเพดานการทำงบประมาณ ขาดดุลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ และงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ทำให้มียอดขาดดุลรวมกัน ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่เพดานที่จะขาดดุลได้โดยไม่ผิดกฎหมายนั้นอยู่ที่ ๘๑๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่า เหลือเพดานที่จะขาดดุลได้เพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าการใช้จ่ายงบประมาณ แทบไม่เหลือช่องว่างให้ทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว🔗

ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ เรื่องที่ผมกล่าว โดยสั้นย่อดังกล่าว ยังไม่รวมภาระทางการคลังในงบประมาณที่รัฐบาลต้องตั้งวงเงิน จ่ายสมทบให้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กบข. กองทุนประกันสังคม ปกส. ที่ยังไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ ยังไม่รวมภาระการคลังนอกงบประมาณตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ที่มียอดคงค้างอยู่ในขณะนี้ ๑ ล้านล้านบาท เช่นเดียวกันมีภาระนอกงบประมาณ ซึ่งยังไม่มีการบริหารจัดการในขณะนี้อีก ๓ ก้อนใหญ่ ก้อนที่ ๑ ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาระหนี้ของการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท ภาระหนี้สินของกองทุนประกันวินาศภัย ที่มีภาระต้องจ่ายสินไหมทดแทนบริษัทประกันวินาศภัยที่ล้มละลายแล้ว อีกไม่น้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นส่วนหนึ่งของระเบิดเวลาที่จะทำให้ภาคการคลังของรัฐ มีความอ่อนไหว จนสามารถพัฒนาเป็นวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต ถ้าบริหารจัดการ กันไม่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมอยากเพิ่มเติมข้อมูลด้วยประสบการณ์จากประเทศอื่น ที่เคยประสบวิกฤติการคลังอย่างรุนแรง เป็นตัวอย่างให้เราเห็นบทเรียน และช่วยกันพิจารณา สักนิด เมื่อเกิดวิกฤติการคลังแล้ว เศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซา ซึมนาน อัตราการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจต่ำต่อเนื่องและถึงขั้นติดลบ ราคาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น พันธบัตร และอื่น ๆ จะไม่ขยับปรับตัวขึ้น เพราะขาดแรงซื้อ การลงทุนใหม่จะไม่เกิดขึ้น และเมื่อต้องลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การตัดลดงบประมาณรายจ่าย ประจำอย่างหนัก งบประมาณรายจ่ายประจำที่มีประสบการณ์จากชาติอื่นที่เขาประสบ ปัญหาทางด้านการคลังที่ต้องตัดอย่างรวดเร็วและรุนแรง ประกอบไปด้วย เงินบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ เงินอุดหนุนชดเชยสินค้าอุปโภค บริโภค เงินสมทบกองทุนต่าง ๆ จะถูกตัดยอดลงมาอย่างรุนแรง ในเวลาเดียวกันจะต้องมีการขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ และอุดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณด้วยการตัดลดงบประมาณรายจ่าย ในขณะที่การ จ้างงาน การผลิต การออมจะได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการวาดภาพ คร่าว ๆ และหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต ถ้าหากเราดำเนินนโยบายการคลังไม่รอบคอบ จนเกิดความผิดพลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างใหญ่หลวง🔗

ท่านประธานครับ ผมขอรบกวนเวลาที่ประชุมอีกเล็กน้อย ผมอยากจะพูดถึง ประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Digital Wallet โดยขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ดังนี้🔗

๑. โครงการนี้เนื่องจากเป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการบริหารจัดการที่ดำเนินไป ในลักษณะที่นำเป้าหมายมาสร้างความชอบธรรม ในวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก🔗

ประเด็นที่ ๒ จะมากหรือน้อยก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นนโยบายในการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้งที่สร้างภาระทางการคลังในอนาคต และอาจจะเป็นตัวอย่างให้รัฐบาล ในอนาคตใช้นโยบายการคลังแบบสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ อันที่จริงยังมีประเด็นมากกว่าที่ผม อยากจะสรุป อันที่จริงยังมีประเด็นมากกว่านี้ แต่ผมอยากจะขอสรุปสั้น ๆ เพียงแค่ว่า ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การดำเนินตามนโยบายด้วยโครงการ Digital Wallet ดังกล่าว ลดความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการคลังในอนาคต ผมจึงเสนอให้ลดวงเงินในงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จากเดิม ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และลดการขาดดุลจากเดิม ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือเพียง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท การลดวงเงินและลดการขาดดุลดังกล่าว ผมเชื่อว่ามีความเหมาะสม สอดคล้องกับภาระทางการคลังที่ตึงตัวอยู่ในขณะนี้ แม้การเสนอขอปรับลดวงเงินดังกล่าว อาจจะไม่มากพอ จะทำให้ภาระทางการคลังลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสมก็ตามที ถ้าหาก พิจารณาเชื่อมโยงว่า การขาดดุลงบประมาณในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ อยู่ในเกณฑ์ที่เกินกว่ามาตรฐานที่ยอมรับได้คือ ร้อยละ ๓ เมื่อเทียบกับ GDP การขาดดุลงบประมาณแต่ละปีไม่เกินร้อยละ ๓ ซึ่งปัจจุบันประมาณร้อยละ ๔ เป็นหมุดหมายที่สำคัญ ที่จำเป็น ถ้าหากต้องการหลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต ท่านประธานครับ แม้ว่าการลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ จะเป็นไปตามเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่ให้คงตามร่างเดิมเอาไว้ ก็ตามที แต่ผมก็หวังว่าข้อสังเกตด้วยความห่วงใย ที่ผมลำดับความมาตามลำดับ จะทำให้เรา ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต🔗

ผมอยากจะสรุปในตอนท้ายว่า ในขณะนี้มีแนวคิดสำคัญต่อสิ่งที่รัฐบาลกำลัง ดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายการคลังที่เชื่อมโยงกับงบประมาณ รายจ่าย เชื่อมโยงกับหนี้สาธารณะ และเชื่อมโยงกับรายได้ภาครัฐในปัจจุบันและอนาคต หนึ่งในนั้นคือโครงการ Digital Wallet ที่เรากำลังจะพิจารณาให้ความเห็นชอบอยู่ในขณะนี้ มีแนวคิด ๒ แบบด้วยกัน🔗

แบบแรก ถ้าหากรัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และที่จะทำต่อไปในอนาคตแบบไม่รอบคอบ รัดกุมมากพอ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิด วิกฤติการเงินการคลังในอนาคตได้🔗

แบบที่ ๒ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นความคิดของทางรัฐบาล คือเห็นว่าถ้าหาก รัฐบาลไม่ดำเนินการนโยบายแบบที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และในอนาคตอันใกล้นี้ จะทำ ให้เกิดวิกฤติการเงินการคลังในอนาคต หรือมิฉะนั้นก็สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินการคลัง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้🔗

ผมคงไม่ต้องบอกว่า ผมเห็นด้วยกับแนวทางไหน เรื่องการเงินการคลัง และวิกฤติการเงินการคลังเป็นเรื่องใหญ่ ที่สำคัญเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการแก้ไข เรื่องนี้มาก่อน ถ้าหากเกิดวิกฤติดังกล่าวในอนาคตจะสร้างความลำบากให้กับพวกเรา มากเสียยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่เคยเกิดขึ้น ๒ ครั้งในอดีตที่ผ่านมา🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อาจารย์ครับ ขออนุญาตสรุปครับ🔗

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

สรุปแล้วครับ อีก ๒ บรรทัด🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยังมีอีกหลายมาตรา อาจารย์🔗

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

ผมทีเดียวแล้วจบแล้ว ผมจึงหวังว่า ท่านสมาชิกจะได้พิจารณาเรื่องการให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ด้วยความรอบคอบ ใช้สติปัญญาเต็มพิกัด โดยคำนึงถึง ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากขอใช้สิทธิชี้แจงนะครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลานิดเดียวครับ ผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคามครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ผมจำเป็นต้องประท้วง ท้วงติง ท่านประธานนิดเดียวว่า ผมเป็นห่วงเรื่องการอภิปราย เพราะว่าตารางการอภิปรายนี่ ก็ถูกเข้ามาในมือถือของทุกคนว่า ท่านผู้นี้อภิปราย ๗ นาที เมื่อสักครู่นี้ผมไม่ได้ประท้วง ผู้นั่งลงเมื่อสักครู่นะครับ ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ เพียงแต่ผมอยากท้วงติงท่านประธาน ว่าขอให้ควบคุมนะครับ ใครที่ขอ ๗ นาที ก็เป็น ๗ นาที ท่านเมื่อสักครู่นี้ถ้าท่านเปล่งวาจาว่า ขอสัก ๒๐ นาทีเหมือนสักครู่นี้ พวกผมก็ไม่ขัดข้องหรอกครับ เพื่อเป็นประโยชน์ที่สุด ในการที่เราจะพิจารณากฎหมายฉบับนี้นะครับ ท้วงติงท่านประธานไว้ตามข้อ ๙ ครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยินดีครับ เห็นด้วยกับท่านไชยวัฒนานะครับ ถ้าเกิดกรรมาธิการท่านใดต้องการเวลา ที่มากขึ้นกว่า ๗ นาทีก็สามารถแจ้งได้เลยนะครับ เราไม่ได้ต้องเร่งรัด เพราะว่ามีไม่กี่มาตรา ที่ต้องพิจารณาเท่านั้นเองนะครับ ขอเชิญกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นทุกท่าน ได้นำเสนอในประเด็น ที่มีการถกกันในที่ประชุมแล้วก็เป็นประโยชน์🔗

ในประเด็นแรกเลย กราบขอบคุณท่านอาจารย์วีระ ผมเป็นคนชอบคำชม ท่านบอกว่า ขอบพระคุณรัฐบาลในการที่ให้เราเดินหน้าเข้าสู่สภานี่ ขอบพระคุณ เพราะว่า ตรงกันกับรัฐบาล เพราะว่าเรามีความเห็นว่า กลไกรัฐสภาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็การผ่าน ความเห็นชอบของท่านในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกรัฐสภาเป็นสิ่งสำคัญ และจะทำให้ตัวกฎหมายประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่ครบถ้วน ในการเดินหน้าโครงการ ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและต่อประชาชน ต้องเรียนอย่างนี้ว่าแนวความคิดทางเศรษฐกิจ อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา อ่านหนังสือ Textbook ด้านเศรษฐศาสตร์นี่ ๒ คนอ่านมาพร้อมกัน มานั่งวิเคราะห์วิจารณ์กันก็มีข้อถกเถียงกันได้อยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยืนยันว่า ในขณะนี้รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นในการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ช่วง ๑ ปีที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลอยู่ แต่ใน ๑๐ ปีก่อนหน้า ที่มีอัตราการเจริญเติบโตตกต่ำ จนในขณะนี้อัตราการเติบโตของประเทศไทยอยู่ในระดับ ต่ำสุดของภูมิภาค เพราะฉะนั้นรัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นในการที่จะต้องมีเม็ดเงินที่จะเติม ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนครับว่าตัวเลขหลาย ๆ ตัวที่เป็นตัวเลขที่ท่านยกอ้างมา ท่านสมาชิกที่ท่านกรรมาธิการหลายท่านยกอ้างขึ้นมา ก็เป็นตัวเลขที่รัฐบาลเอง ตระหนัก แล้วเราก็ดูอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้รัฐ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขใดก็ตามเราหยิบมาดูหมด และยืนยันว่าทั้งหมดเป็นไปตามกรอบวินัยทางการเงิน การคลัง ยังไม่มีตัวเลขใดที่มีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ จะเกิน จะผิดพลาดไปจากกลไกที่เราได้มี การตรากฎหมายกำกับไว้ ซึ่งตรงนี้เองท่านก็รับทราบ เพราะว่าได้มีหน่วยงานรัฐนี่มาชี้แจง ในกรอบวินัยทางการเงินการคลังของรัฐว่า ในขณะนี้ และ Projection ไปข้างหน้า การประมาณการไปข้างหน้าหลาย ๆ ปีก็ตาม อยู่ในกรอบ ไม่มีตัวเลขใดที่จะเป็นปัญหา แต่รัฐบาลยืนยันว่า เราดำเนินการด้วยความรอบคอบ แล้วเราจะยืนยันว่า จะไม่ให้มีปัญหา วิกฤติใด ๆ เกิดขึ้นมาจากการดำเนินโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า โจทย์ที่เราได้ให้ไว้กับการเดินหน้าโครงการนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากเพียงพอ ซึ่งในขณะนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย อยู่ในระดับที่ทุกคนก็ทราบดีว่าตกต่ำ เราโตเฉลี่ยต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์มา ๑๐ ปี ในปีนี้ ด้วยการผลักดันแนวนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ไตรมาส ๑ ประกาศตัวเลขออกมา ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็เห็นตัวเลขแล้วก็ดูด้วยความเป็นห่วง ด้วยนโยบายหลาย ๆ ตัวที่รัฐบาล ผลักดันลงไป ไม่ว่าจะเป็นการดึงการลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดฟรี Visa ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยนโยบายการเสริมความง่ายในการดำเนินธุรกิจของรัฐบาลที่เติม ลงไปในมิติต่าง ๆ ตัวเลขในไตรมาส ๒ ก็ถีบขึ้นมาได้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสม ตอนนี้ อยู่ที่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ด้วยการเร่งเครื่องของรัฐบาล ประกอบกับนโยบายที่จะเติมลงไป รวมถึงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ด้วย เรายิ่งมีความเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถดึงการเจริญเติบโตกลับไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ให้ได้ หากที่เราสามารถทำได้เช่นนั้น ตัวเลขที่ทุกคนห่วงเราก็รู้กันดีว่า มันคือตัวหารนะครับ ตัวการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวหารในหลาย ๆ ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น หนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนก็ตาม สุดท้ายมันจะสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่อง ภาระหนี้สินของรัฐ แก้ไขปัญหาในเรื่องการชำระหนี้สินของรัฐ ตัวเลขที่ท่านเป็นห่วงว่า มันจะไปปริ่ม มันจะไปเกินนี่ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนี่เป็นหลักปรัชญา ซึ่งเรายึดถือและเราเชื่อมั่นว่า จะสามารถเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ กับเพื่อนสมาชิกและเพื่อนกรรมาธิการที่ได้นำเสนอหลายท่าน ผมจะพยายามสรุป เป็นประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นแรก มีหลายคนที่ได้แสดงความห่วงใย ในเรื่องของความไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เกือบทุกท่านใช้คำว่า สุ่มเสี่ยง คำว่า สุ่มเสี่ยง แปลอีก ความหมายหนึ่งก็แสดงว่า ท่านก็ทราบว่าในขณะนี้มันอยู่ในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งหน่วยงานได้มาชี้แจงทำความเข้าใจในทุก ๆ ประเด็น ประเด็นที่มีการอภิปรายกันมากที่สุด ก็คือเรื่องของการใช้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แต่ว่าอาจจะต้องมีการเบิกจ่ายในไตรมาส ๔ ของปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จะสอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ผมขออนุญาตอ่าน เพราะว่ามันเป็นข้อกฎหมาย แล้วผมจะอภิปรายตาม ในมาตรา ๒๑ แห่ง พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง กำหนดว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำได้ เมื่อมีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องใช้เงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถ รองบประมาณรายจ่ายปีถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงิน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔ กำหนดคำว่า หนี้ ที่ท่านสงสัยนี่นะครับ หมายความว่า ข้อผูกพันที่จะต้องจ่าย อาจจะต้อง จ่ายเป็นเงิน สิ่งของ หรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันที่เกิดจากการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้างโดยใช้เครดิต หรือจากการอื่นใด ดังนั้นการก่อหนี้ผูกพัน จึงมิได้มุ่งหมาย เฉพาะกรณีมีข้อผูกพันที่ต้องจ่ายเป็นที่แน่นอนแล้วเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง ข้อผูกพัน ที่อาจทำให้ต้องจ่ายด้วย ซึ่งการดำเนินการโครงการของรัฐอาจไม่มีการทำสัญญา กับประชาชนโดยตรง แต่จะดำเนินการในรูปแบบของแผนงาน หรือโครงการ ประกอบกับ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๔๐ กำหนดให้การจ่ายเงิน หรือก่อหนี้ผูกพันของหน่วยรับ งบประมาณ ต้องเป็นไปตามแผนการบริหารงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับ ความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ดังนั้นการที่รัฐบาลทำโครงการ Digital Wallet และให้ประชาชนลงทะเบียน โดยมีการยืนยันตัวตนของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย จึงเป็นข้อผูกพันที่ต้องจ่าย หรืออาจจะต้องจ่ายแล้วตามกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของหนี้ ซึ่งประเด็นนี้หน่วยงานที่มาชี้แจงในชั้นของกรรมาธิการก็ได้บอกชัดเจน มันเป็นเรื่องของการ เสนอและสนอง เมื่อประชาชนกดปุ่มขอใช้สิทธิในเรื่องของโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท คือการเสนอให้กับรัฐ เมื่อรัฐยืนยันสิทธิให้กับประชาชน คือการสนองตอบตามข้อสัญญานั้น ก็มีนิติกรรมร่วมกันระหว่างประชาชนกับรัฐ เปรียบเทียบกับโครงการอื่น ๆ ในอดีตของรัฐ ก็เป็นเช่นนี้ครับ เราตั้งงบประมาณมาทุกครั้งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณใด คือการตั้งงบประมาณไว้รอ เพื่อที่จะได้มีการทำสัญญากันระหว่างประชาชนกับรัฐ ไม่มี โครงการไหนที่ตั้งงบประมาณประจำปีแล้วมีการผูกพันกันล่วงหน้า ทำสัญญากันล่วงหน้า แล้วมาขอสภาว่า ต้องตั้งเงินให้นะ ไม่มีนะครับ ทุกโครงการ ทุกเงินที่เรามีกัน ก็เป็นการตั้งรอ เพื่อให้หน่วยงานไปทำการจัดซื้อจัดจ้าง ไปทำการประกาศ TOR ผูกพันสัญญากับภาคเอกชน หรือกับประชาชน เป็นกรณีเดียวกันนะครับ สำหรับการขอเบิกจากคลัง หรือการเบิกจ่ายเงิน งบประมาณ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา ๔๓ กำหนดว่า กรณีเบิกจ่าย งบประมาณไม่ทัน หน่วยรับงบประมาณสามารถขอขยายเวลาการขอเบิกเงินจากคลังได้ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในเรื่องของ Digital Wallet เอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ได้ และเมื่อได้ลงทะเบียนยืนยันตัวตน ของประชาชน กลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ถือเป็นข้อผูกพันที่จะนำไปสู่กระบวนการใช้จ่าย และเบิกจ่ายงบประมาณตามขั้นตอนของกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะฉะนั้นต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ความกังวลของท่านนี่นะครับ กังวลได้ครับ แต่ว่า หน่วยงานที่มายืนยันชี้แจงกับพวกเรารวม ๘ หน่วยงาน ได้ชี้แจงอย่างมีความชัดเจนว่า ทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งในประเด็นนี้เอง ผมต้องเรียนยืนยันว่า มันก็ย้อนแย้งกับการสงวนความเห็นของท่านด้วย ท่านสงวนความเห็น ขอปรับลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หากจะดำเนินโครงการ เดินหน้าจริง ๆ ปรับลดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายมันก็ต้องไปดำเนินการในโครงการ เดียวกัน คือมีการเติมเงินให้กับประชาชนในไตรมาส ๔ อยู่ดี เพราะฉะนั้นมันก็ย้อนแย้ง กันเองกับสิ่งที่ท่านได้มีการสงวนความเห็นเอาไว้นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นในเรื่องของการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีส่วนงาน มาชี้แจงจริง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าทางกระทรวงการคลังก็ได้หารือในที่ประชุม และมีการสอบถามกัน หลังจากมีการประชุม ก็มีการออกตัวเลขของกระทรวงการคลังออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังยืนยันตัวเลขที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ในการขยายตัวต่อ GDP เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่แล้วครับ เป็นการแถลงในเรื่องของภาวะการทางเศรษฐกิจที่ไตรมาสปัจจุบัน ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ในกระบวนการที่เราพิจารณาในเรื่องของตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ มันยังมีคำห้อยท้ายซึ่งเราควรจะต้องพูดให้ชัดเจนว่า รูปประโยคที่ได้มีการนำเสนอต่อ ท่านสมาชิกเอง ท่านกรรมาธิการเอง หรือสังคม ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับแหล่งที่มา เงื่อนไขของโครงการ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ และพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิ ซึ่งอันนี้แน่นอน มันเป็นการประมาณการครับ เป็นการประมาณการในเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า มันจะเกิดการเจริญเติบโตขึ้นเท่าไร จากการที่เราเติมเงินของ Digital Wallet ลงไปในสังคม ในขณะนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพ ไม่มี Model ไหน ไม่มีไหม มี Economic Model ไหน ที่จะสามารถรองรับในเรื่องผลของโครงการ Digital Wallet ได้อย่างชัดเจน เพราะว่าไม่เคยมี โครงการใด ๆ ในประเทศไทยที่มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง และพื้นที่ กรอบการที่บังคับให้ใช้ ๒ รอบอย่างที่เราได้ดำเนินการกันอยู่ เพราะฉะนั้น มันอาจจะไม่มีตัวเลขที่ชี้ชัด เฉพาะลงไปได้ให้เกิดความมั่นใจ เอาแค่ในเรื่องของ MPC ก็คือ การใช้จ่ายบาทสุดท้าย ในแต่ละหน่วยงานก็ยังใช้ข้อสมมุติฐานที่แตกต่าง บางหน่วยงานยังใช้ ๐.๔ อยู่เลย ๐.๔ เกิดจากอะไรครับ ๐.๔ คือ MPC ๐.๔ หมายความว่าให้เงินไป ๑๐๐ บาท เขาจะเก็บเข้ากระเป๋า ๖๐ บาท จะเกิดการใช้จ่ายจริง ๔๐ บาท เราถามว่าตัวเลขนี้ มาจากไหนก็มาจาก Assumption ว่า ๐.๔ เป็นตัวเลขที่ยกอ้างมาจากตัวเลขการใช้เงินสด เป็นการแจก เพราะฉะนั้นตอนนี้ถามว่าจะเชื่อตัวเลขของใคร เราก็ต้องเดินหน้าโครงการ แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่า ตัวเลขของกระทรวงการคลังที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลข ที่มีความเป็นไปได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ท่านกรรมาธิการหรือท่านสมาชิก มองผล ของโครงการเพียงเรื่องของตัวเลขเม็ดเงินที่จะเกิดจากการเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แล้วมันจะเกิดการหมุนเวียนเท่าไร ในเรื่องของการเติบโตของทาง GDP เท่านั้น เพราะผลกระทบของมันมีอีกมากมายครับ🔗

ประเด็นแรก ก็คือเม็ดเงินที่จะลงไปสร้างกำลังให้กับพี่น้องประชาชน เพราะ ๑๐,๐๐๐ บาท จะถึงมือพี่น้องประชาชน ๕๐ ล้านคน หมายความว่าคน ๕๐ ล้านคน จะร่วมกันเป็นกลไกของรัฐในการมีกำลังซื้อ มีกำลังในการไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจ นี่คือ ผลที่จะเกิดกับคนไทย ๕๐ ล้านคน ซึ่งเราไม่นับไม่ได้ว่านี่คือผลที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน คนไทย มิติอื่น ๆ ในเรื่องของการพัฒนาระบบขึ้นมารองรับ วันนี้เราสามารถทำทางรัฐ ให้ยกระดับมาเป็น Super App สามารถมีประชาชนเข้ามาลงทะเบียน เชื่อว่าสุดท้ายเราจะมี ไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ล้านคน เราจะสร้างระบบใหม่ เราจะสร้างสิ่งซึ่งเรียกว่า e-Government ขึ้นมาได้ วันนี้มีบทความใน Twitter มาจากทีมงานของท่านนายกรัฐมนตรี ๑ คนครับ ผมไม่ขอเอ่ยนาม แต่ผมขออนุญาตนำมาพูดให้ฟังว่า สิ่งที่จะเกิดคืออะไร วันนี้เรากำลังมุ่งสู่ ความเป็น e-Government ซึ่งการยืนยันตัว Application ใหม่นี้ เป็นการยืนยันตัวตน ในระดับสูงที่สุดตามกฎหมายกำหนด นั่นก็คือ IAL ทำให้ธุรกรรมบนทางรัฐเทียบเท่ากับ การที่ประชาชนไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง เทียบเท่ากับการที่เราเดินไปที่อำเภอ เทียบเท่ากับการที่เราเดินไปยังท้องถิ่น ไปยังศาลากลาง เขตต่าง ๆ เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ไม่มี Application ไหนที่จะเคยลงทะเบียนประชาชนได้ถึง ๔๐-๕๐ ล้านคนมาก่อน ด้วยการยืนยันตัวตนในระดับนี้ บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียน การย้ายบ้าน การขอน้ำ ขอไฟ ในอนาคตมันจะถูกย้ายมาในระบบออนไลน์ที่จะสามารถบริการประชาชน ได้อย่างสะดวกขึ้น Opportunity cost ที่จะเกิดขึ้นที่เคยเสียไป จากการที่ประชาชนจะต้อง เดินทางไปพบกับข้าราชการ ไปพบกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ การเตรียมเอกสารต่าง ๆ จะถูก ลดลงอย่างมหาศาล ข้อมูลที่รัฐมีและมารวมตัวกันอยู่ในจุดเดียวกันคือ Appplication กลาง ของเราผ่านกลไกที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา คนป่วย เราจะมีข้อมูลทั้งหมด ทำให้สามารถ มีนโยบายที่ตรงเป้าได้มากขึ้นไปอีก ไม่ต้องเน้นให้เงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ให้เฉพาะในส่วน ของค่าโดยสาร ค่าพลังงาน ค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษา ซึ่งเราจะสามารถกำหนด และออกแบบนโยบายให้ตรงเป้า เพราะเรามีข้อมูลพร้อม และที่สำคัญนี่เป็นกลไกในการลด ในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันด้วย อันนี้ก็เป็นอีก ๑ Benefit ๑ ข้อดีของโครงการที่เราทำอยู่ เพราะสุดท้ายเมื่อระบบทั้งหมดขึ้นไปอยู่ใน Lecture ที่เป็น Blockchain การเก็บบันทึก ข้อมูลที่เป็น Blockchain ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หลักฐานที่มี รายละเอียดที่มี ทั้งหมดเราจะสามารถเรียกคืนมาดู เพื่อป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ว่ามันจะเกิดจาก ภาครัฐ หรือจะเกิดจากการใช้จ่ายของประชาชนก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่างที่ได้เรียน นี่เป็น กลไกซึ่งเราสร้างขึ้น และมีข้อดีไม่ใช่เพียงแค่มิติของตัวเงิน แต่เป็นมิติทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ e-Government Digital Economy ไม่ว่าจะเป็นมิติของประชาชนที่สามารถ เพิ่มกำลังให้กับประชาชน ที่กำลังเป็นภาคที่อ่อนแอที่สุดในขณะนี้ ด้วยหนี้ครัวเรือนที่มันสูง เราก็เพิ่มกำลังให้เขา ให้กับประชาชน อันนี้เป็นกลไกที่เราดำเนินการ🔗

ในส่วนต่อมาครับ มีคำถามประเด็นในเรื่องของการกระจุกตัว อันนี้มีการ อภิปรายกันอยู่เช่นเดียวกันนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ระบบที่เราทำท่านกรรมาธิการ หลายท่านต้องชื่นชมด้วยนะครับ มีการนำเสนอในเรื่องของข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ เรามีการเติมข้อสังเกตเข้ามา ๘ ข้อ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ แล้วรัฐบาลยินดีที่จะรับ เอาข้อสังเกตเหล่านั้นไปพิจารณา หากจะสามารถทำให้โครงการนี้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ เราก็จะรับเอาข้อสังเกตเหล่านั้นไปพิจารณา ผมต้องเรียน อย่างนี้ว่า ระบบ Ledger ระบบฐานข้อมูลที่เป็น Blockchain นี่ละครับ จะเป็นตัวเก็บข้อมูล ทุกอย่าง เราก็จะเห็นการไหลเวียนจริง ๆ ของระบบเศรษฐกิจไทยว่า สุดท้ายแล้วเม็ดเงิน มันไหลจากบาทแรกไปบาทสุดท้ายมันวิ่งไปทางไหน มันไปร้านก๋วยเตี๋ยวไหม มันไปเจอ คนขายหมูปิ้งเข็นรถอยู่ หรือมันจะเข้าสะดวกซื้อ หรือมันจะจบที่ห้างร้านขนาดใหญ่ และจะหมุนไปที่ไหน เราจะสามารถมองเห็นการไหลเวียนของเม็ดเงินได้จริง ๆ และในที่สุด จะเป็นประโยชน์กับรัฐในการกำหนดนโยบาย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ กลไกที่เรากำหนดอย่างน้อยมันดีขึ้น เพราะว่าเรามีการกำหนด ในเรื่องของสินค้าซึ่งเป็น Negative List ไม่อนุญาตให้ซื้อในหลายประเภท ซึ่งเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นตัวหยุดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ตัวหยุด Multiplier ทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น เช่นเรื่องของการออม เช่นเรื่องของการชำระหนี้สิน เช่นเรื่องของการไปซื้อสินค้า ซึ่งเป็น สินค้านำเข้าเป็นหลัก Import Content ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เหล่านั้นซื้อเข้าไปแล้วเม็ดเงินมันหลุดออกไปนอกประเทศ เม็ดเงินมันหยุดการหมุนเวียน เรามีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเกิดหลายรอบ แต่อย่างไรก็ตาม อย่าไปคิดว่า โครงการใดโครงการหนึ่งของรัฐมันจะเป็นยาวิเศษที่จะมาปรับโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของสังคมได้ ผมก็ไม่ได้ยืนยันว่า Digital Wallet เป็นยาวิเศษที่จะทำได้ขนาดนั้น แต่อย่างน้อยด้วยกลไกที่เราทำ ด้วยข้อมูลที่เราเก็บ เราจะสามารถเห็นโครงสร้าง ของเศรษฐกิจไทย และจะสามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ได้ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเดียว ย้อนถามกลับไปยังท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็น ไม่ได้เป็นข้อเสียนะครับ ลองยกตัวอย่างว่า ถ้าทำโครงการที่เป็นนโยบายของท่าน อย่างเช่น เรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุ ก็เติมเงินเป็นเงินบาทถูกไหมครับ ก็เติมเงินสด แล้วถามว่า โครงการ อย่างนั้นห่วงไหมว่าจะไปกระจุกตัวกับรายใหญ่ ผู้สูงอายุก็เข้าสะดวกซื้อนั้นเหมือนกันนั่นละ เพราะฉะนั้นกลไกนี้มันเป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่เราจะเก็บเอาข้อมูลทั้งหมด มาเป็นฐานข้อมูล ด้วยเราเชื่อว่าด้วยข้อมูลที่เราเก็บมาได้ ในที่สุดเราจะสามารถพัฒนา และออกแบบนโยบายที่ตรงจุด ตรงใจ และสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในมิติต่าง ๆ ได้ในอนาคตนะครับ ไม่มีนโยบายไหนจะเป็นยาวิเศษที่ลงทีเดียว แล้วปรับ โครงสร้างการใช้จ่ายของประชาชนคนไทยได้ทั้งหมด🔗

ในประเด็นเรื่องของกลุ่มเปราะบาง ก็ยืนยันตรงกันว่า นโยบายนี้เป็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของการเยียวยา เพราะฉะนั้นก็คงยืนยันคำเดิมว่า เราคงจะพิจารณา เฉพาะกลุ่มเปราะบางไม่ได้นะครับ🔗

ในประเด็นของ Payment Platform มีข้อห่วงใยว่า อาจจะล่าช้า ผมเรียน อย่างนี้ว่าด้วย Payment Platform นี่นะครับ ผมเองก็ไม่ใช่ Programmer ผมก็เรียนตรง ๆ ผมก็รับรายงานจากหน่วยงานที่มารายงานให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นในชั้นของคณะกรรมการ กำกับดูแล หรือว่าในชั้นของกรรมาธิการ พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม ที่เราพิจารณากัน เขายืนยันว่าทันในกรอบเวลาไตรมาส ๔ ปีนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นว่า กระบวนการที่มันเดินหน้านี่จะสามารถทำได้ทัน แต่อย่างไรก็ตามหากท่านเป็นห่วงว่า มันจะทำทันหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุให้มีการสงวนความเห็นในการปรับลด เพราะมันไม่ได้แปลว่า โครงการจะเดินหน้าไม่ได้ หากมันจะช้าเกิดจากการผลิตอะไรขึ้นมาไม่ทันจริง ๆ อย่างที่ท่าน เป็นห่วง สุดท้ายมันก็ออกครับ มันจะไปออกเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มันก็ออก แต่ผมยืนยันว่า หน่วยงานมาชี้แจงทั้งหมดยืนยันว่า กรอบเวลาเรายังสามารถดำเนินการได้ ในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๖๗ ไม่เกินเดือนธันวาคมเงินถึงมือพี่น้องประชาชนนะครับ ก็คงจะขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่มีคำถามหลัก ๆ กันไว้ก่อนในเบื้องต้น หากมีคำถาม เพิ่มเติมใด กรรมาธิการเสียงข้างมากยินดีที่จะนำเสนอ และชี้แจงในประเด็นต่อไป ยังยืนยัน ในเรื่องของความเห็น ในเรื่องของการยืนยันตามร่างเดิมครับ ขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณ กรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ต่อไปเป็นผู้ที่แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติที่แจ้ง ความประสงค์จะขออภิปรายในตอนนี้ก็มีท่านแรก ผมจะขอเชิญคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ ก่อนครับ🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย วันนี้ผมขอร่วม อภิปรายขอสงวนคำแปรญัตติ ขอปรับลดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ลงจำนวนทั้งสิ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเรียนอย่างนี้ว่า ผมอภิปรายในวันนี้บีบหัวใจผมจริง ๆ เห็นใจพี่น้องประชาชนว่า เงิน Digital Wallet นี้จะต้องไปถึงมือพี่น้องประชาชนให้ได้ ขอฝ่ายเลขาขึ้นสไลด์ที่ ๑ ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมอภิปรายวันนี้ไม่ได้มีเจตนา อย่างอื่นเลยนะครับ เจตนาอยากจะให้เงิน Digital Wallet ดังกล่าวไปถึงมือพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ผมเรียนว่า มันส่อในการที่จะขัด กฎหมาย ๒ ฉบับครับท่านประธาน ผมใช้คำว่า ส่อที่จะขัดกฎหมาย ๒ ฉบับ เพราะฉะนั้น อยากจะให้พี่น้องประชาชนฟังคำอภิปรายของผม และคำอภิปรายของท่านรัฐมนตรี ที่เพิ่งชี้แจงไป กฎหมายฉบับแรกครับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๑ ขอสไลด์ที่ ๒ ด้วยครับ มาตรา ๒๑ ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดไว้ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้อง ใช้จ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ถัดไปได้ ท่านประธานครับ อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าเราอ่านกฎหมายตามนี้ ความหมาย ก็คือร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๘ ก็คือในปีหน้า ถ้าเสนอเข้ามาแล้วหมายถึงว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่เสนอเพิ่มเติมเข้ามาจะไม่สามารถที่จะเสนอเพิ่มเติม เข้ามาได้ เนื่องจากว่าท่านได้เสนองบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ ต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นโจทย์ใหญ่ไปกว่านั้นอีก ในคำของบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ และงบประมาณปี ๒๕๖๘ รายการที่เสนอขอเข้ามา ก็คือเป็นรายการเดียวกัน รายการ Digital Wallet เหตุผลที่ท่านต้องเสนองบประมาณดังกล่าวนี้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน เพราะว่าท่านเสนอขอตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๘ เงิน Digital Wallet ตั้งไว้ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท แต่ท่านไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณดังกล่าวได้ครอบคลุม งบประมาณทั้งหมด ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงเสนอย้อนกลับไปในการที่จะทำงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมเข้ามาอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ละครับ ผมถึงอภิปรายว่า ส่อในการที่จะขัดกฎหมาย ผมอยากให้เงินดังกล่าวถึงมือพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง สุดท้ายท่านจะเห็นผมจะเสนอทางออกให้ เพราะว่าผมไม่อยากให้รัฐบาล ถ้าเปรียบกับ การขี่มอเตอร์ไซค์ เขาเรียกกันว่า ขี่มอเตอร์ไซค์แบบปล่อยมือ มันเสี่ยง มันอันตรายจริง ๆ ผมไม่อยากให้ทำอย่างนั้นเลยครับ ผมขอสไลด์ที่ ๑ กลับมาด้วยนะครับ ขัดกฎหมายต่อไปอีก ก็คือขัด พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๓ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ สไลด์ที่ ๓ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณเขียนไว้ว่าอย่างไรครับ การขอเบิกเงินจากคลัง ตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณใด ให้กระทำได้แต่เฉพาะภายในปีงบประมาณนั้น ความหมายก็คือ ปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ท่านต้องเบิกเงินให้ทันภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้ มีข้อยกเว้นครับ ในวรรคสอง ในกรณีที่ไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายใน ปีงบประมาณ ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังได้เฉพาะในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณ ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้มีการกันเงินไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับการ เบิกเงินจากคลังไว้เรียบร้อยแล้วครับ สรุปก็คือมี ๒ เงื่อนไขก็คือ หน่วยรับงบประมาณ ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว ๒. ได้รับการกันเงินจากคลังแล้ว ความหมายของผมครับ ขอสไลด์ที่ ๕ ด้วยครับ พอมาดูที่สไลด์ที่ ๕ การขอกันเงินเบิกจ่ายเหลื่อมปีไว้ตามที่จะขอ กันเงินไว้ในวันที่ ๓๐ กันยายน ท่านจะเห็นว่ากรอบวงเงิน Timeline ของ Digital Wallet กรอบงบประมาณปี ๒๕๖๗ คือเริ่ม ๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ สิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ วันนี้ครับรัฐบาลได้เสนองบเพิ่มเติมเข้ามาอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนว่าการเปิด ให้ประชาชนลงทะเบียนในวันที่ ๑ สิงหาคม ยืนยันว่าส่อไปในทางที่บอกว่า มันไม่ใช่การ ก่อหนี้ผูกพันแต่ประการใด การก่อหนี้ผูกพันมันหมายถึงว่า จะต้องให้มีการจ่ายเงินดังกล่าว ออกไป เมื่อสักครู่ผมขอเวลา ๑๐ นาทีอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่า การก่อหนี้ ผูกพัน หมายถึงว่า เช่น ถ้าหน่วยงานของรัฐออกประกาศประกวดราคา คำถามของผมคือ การที่เราขายแบบออกไป เมื่อราษฎรมาซื้อแบบในการประกวดราคา ถือว่าเป็นการก่อหนี้ ผูกพันไหมครับ การก่อหนี้ผูกพันหมายถึงว่า จะต้องมีการลงนามในสัญญาให้ทันภายใน วันที่ ๓๐ กันยายนเท่านั้น ดังนั้นการที่เราก่อหนี้ผูกพันโดยที่ประชาชนแค่มาซื้อแบบ อยู่ในขั้นตอนประกวดราคาต่าง ๆ เงินดังกล่าวนี้จะต้องตกไปครับท่านประธาน🔗

สุดท้ายครับท่านประธานไม่อยากสิ้นเปลืองเวลามาก ผมเสนอทางออก ให้อย่างนี้ ถ้าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามไม่สามารถกันเงินเบิกจ่ายเหลื่อมปีได้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ ผมเสนอ ทางออกอย่างนี้คือ ๑. เงินที่รัฐบาลกันไว้แล้วจากเงินงบกลาง ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒. เงินงบเพิ่มเติมที่ร่างขึ้นมาปี ๒๕๖๗ อีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอให้รัฐบาลแจกเงินดังกล่าวผ่าน App เป๋าตัง หรือเป็นสดให้กับพี่น้องประชาชน ๑๖.๕ ล้านคน ในกลุ่มเปราะบางให้เสร็จก่อนครับ เสร็จก่อนวันที่ ๓๐ กันยายน ผมเรียนท่านประธานว่า จะทำให้เงินดังกล่าว สามารถที่จะใช้ได้ถูกต้องตามระเบียบต่อไปครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม จำนวน ๗ ท่าน กำลัง เข้าฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ของสภาแห่งนี้นะครับ อีกคณะหนึ่ง คณะผู้บริหารเทศบาล ตำบลปะแต และกลุ่มสตรีเทศบาลตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลาครับ ทางสภาขอต้อนรับ ซึ่งเข้ามานั่งฟังการประชุมอยู่บนชั้น ๔ ในขณะนี้ ต่อไปท่านผู้แปรญัตติ ขออภิปรายนะครับ คุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง พรรคก้าวไกล ในวันนี้ขอร่วมอภิปรายเรื่องของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในมาตรา ๓ เป็นการแปรญัตติ อ.เอท แปรญัตติไว้ก็คือจาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอเหลือ ๐ บาทครับ ทำไมเหลือแค่ ๐ บาทหรือตัดออกทั้งหมดเลยครับ วันนี้ที่คุยกันนี่ครับ Model ของเราก็คือ Digital Wallet ฉะนั้นวันนี้ อ.เอท ขอใช้คำว่า Wallet เป็นตัวอภิปรายครับ Wallet ครับ ตัวแรกครับ ตัว W ก็คือคำว่า Waste แปลว่า สูญเสียครับ สูญเสียในที่นี้คือ สูญเสียโอกาสครับ โอกาสคืออะไรครับ ในที่นี้ครับ GDP เมื่อสักครู่นี้หลายท่านพูดแล้วครับ ว่าอย่างไรไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ปรับไปปรับมาตอนนี้เป็น ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ อ.เอท ก็ไม่แน่ใจว่า มีการปรับกันเร็วขนาดนั้นหรือเปล่านะครับ ตัวที่ ๒ ก็คือตัว Fiscal Multiplier หรือเป็นตัวคูณทางการคลัง ถ้ากู้มาแล้วเอามาแจก อย่างไรก็ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเอามาทำ อย่างอื่น เช่น เอามาเป็นเงินที่เป็นการทดรอง หรือเอามาจ่ายเงินที่เป็นเงินเดือนจะมีตัวคูณ ที่มากกว่านั้นหลายเท่าครับ เพราะฉะนั้นตัวเรื่องของ Fiscal Multiplier อย่างไรก็ไม่คุ้ม รวมไปถึงเมื่อสักครู่หลายท่านพูดครับ เรื่องของกลุ่มเปราะบาง อันนี้สำคัญเลยครับ เรามี คนจนหรือคนที่กลุ่มเปราะบางจริง ๆ รายได้ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทบวกลบนะครับ ประมาณ ๘ ล้านกว่าท่าน ถ้าเราเอาเงินตรงนี้ไปให้กลุ่มเปราะบาง หลายท่านบอกว่าไม่ใช่การเยียวยา เป็นการลงทุน แต่กลุ่มนี้ควรจะให้ก่อนไหมครับ เขาเองยังขาดโอกาสตรงนี้ครับ และโอกาส ต่อไปที่ Waste ก็คือกลุ่มคนที่ Displacement หรือกลุ่มคนที่ยังต้องมีการเดินทางหลายที่ ตัวอย่าง ต่างประเทศมีกว่าหลาย ๆ หมื่นคน หลาย ๆ แสนคน แล้วยังมีพี่น้องที่อยู่ในคุก และยังรวมถึงพี่น้องที่อยู่ทะเบียนต่างจังหวัด หลายท่านเมื่อสักครู่นี้บอกว่า มีการย้าย ทะเบียนบ้านได้ก่อน มันจะเป็นการสร้างความวุ่นวายไหมครับ กว่า ๔ ล้านคนที่อยู่ต่างถิ่น ต่างแดน และนี่ก็เป็นอีกเขาเรียกว่า การเสียโอกาสอย่างใหญ่หลวงครับ และนี่คือตัวแรกครับ คือตัว W ยังไม่รวมถึงเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะสุดท้ายแล้ว Wallet นี่ครับ มันจะไปซื้อ เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ไปซื้อยาสีฟัน ไปซื้อสบู่ ไปซื้อผ้า ไปซื้อ Furniture คือมันไม่ได้ เป็นการที่เอาไว้ คือเราต้องการทำครั้งนี้เพื่อความยั่งยืน เพื่อความจำเป็น แต่ อ.เอท ก็ไม่เห็นเลยว่า Digital Wallet มันจำเป็น หรือมันยั่งยืนอย่างไรนะครับ นี่คือตัว W แรก ต่อมาครับคือตัว A A อ.เอท ขอใช้คำว่า Alternative แปลว่า ทำอย่างอื่นดีกว่าไหม คือหาทางเลือกอื่นดีกว่าไหมครับ ขอทำเป็น ๓ ป เลยครับ ป แรกครับ ไปทำปุ๋ยครับ ตอนนี้ ปุ๋ยเราก็มีปัญหาถูกไหมครับ ล่าสุดงบประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังคงมีปัญหาอยู่ ๒. ไปทำประมง ปลาหมอคางดำ เรายังมีอีกหลายอย่างที่พี่น้องชาวประมงยังต้องได้รับ การแก้ไขครับ และอันที่ ๓ ก็คือ ประโยชน์ด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ไปช่วยพี่น้อง ด้านน้ำ ด้านไฟ ค่าน้ำ ค่าไฟ ตอนนี้ถ้าเราพูดถึงค่าไฟ เพื่อน ๆ อ.เอท พูดไปเยอะครับ ค่าไฟ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราทำตรงนี้ได้ค่าไฟลดลงครับ ไม่ถึง ๔ บาท นี่คือสิ่งที่จะดีกว่าไหม เราเอามาช่วยตรงนี้ เพราะนี่คือพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ต่อมาเป็นตัว L L ในที่นี้ก็คือ คำว่า Legal กฎหมาย เพื่อนพูดเมื่อสักครู่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับอะไรครับ การเงิน การคลัง อ.เอท ขอไล่เลยครับ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๒๐ คืออะไรครับ ต้องมีเงินที่เอาไว้เป็นงบที่ใช้จ่ายในการลงทุนไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าเราจะตั้งงบ ไว้ที่ ๑๐๐ บาท ก็ต้องลงทุน ๒๐ บาท ถึงไหมครับตอนนี้ ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วครับ ซึ่งเราจะถึงตัวเลขนั้นต้องประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่ถึง หรือจะถึงมันอยู่ที่การตีความท่านหรือเปล่า นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ อีกประเด็นหนึ่ง การที่เรา จะทำให้เกิดเป็นการกู้ เราจะต้องเอาการกู้เงินนี่จะต้องไม่ต่ำกว่า เรื่องของผลต่าง เรื่องงบ ขาดดุล สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ ๑๐๐ บาท เรามีรายได้ ๘๐ บาท งบขาดดุลคือ ๒๐ บาท เราเกินไหมครับ ตรงนี้ก็เป็นอีก ๑ ปัญหา นี่คือมาตรา ๒๐ ว่าเราทำถึงขั้นหรือเปล่า มาตรา ๒๑ ก็หลายท่านพูดแล้วครับ ต้องภายในปีและมีความจำเป็น อ.เอท ก็ไม่เห็น มีความจำเป็น เพราะมันก็แค่นโยบาย ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง และตัวที่ ๓ คือข้อ ๔๓ เมื่อสักครู่นี้ ที่เพื่อนสมาชิกพูด ข้อ ๔๓ มันต้องมีความสัมพันธ์ มันต้องมีภาระผูกพัน ต้องการเป็นการเซ็น Contract แต่ดูไปดูมาก็ไม่ได้เซ็น Contract ครับ เป็นการลง Application แล้วก็ดูจาก Application ตอนนี้รู้สึกว่าจะ Appplication ล่มหรือเปล่า ไม่แน่ใจเหมือนกันท่านลอง Check ด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้นี่ครับ Alternative ตัว A แล้วก็ตัว L คือ Legal มาถึง L อีกตัวครับ L อีกตัวคืออะไรครับ คือ Lone เรากู้ปี ๒๕๖๗ กับปี ๒๕๖๘ ๒ ปีนี้เรากู้รวมกัน ประมาณ ๒๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๗ เมื่อสักครู่เรากู้ไป ๑๑๒ K ใช่ไหมครับ หรือ ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท กู้อย่างเดียวเลยครับแล้วเรากู้ครับ มีเรื่องของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ว่าตอนนี้การกู้เราสูงสุด เฉพาะปี ๒๕๖๗ ต้องกู้ไม่เกิน ๘๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ เรากู้แล้ว ไป ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีกแค่หมื่นเดียวครับ นี่คือสิ่งที่จะเกิดอะไรขึ้นมา เราจะเอาประเทศเราไปอยู่ตรงไหนดีเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไรครับ และนี่คือสิ่งที่ว่า มันจำเป็นกว่าไหม และนี่คือตัว L ตัวที่ ๒ เรามาถึงตัว E ครับ E ในที่นี้คืออะไรครับ Emergency Emergency แปลว่าอะไรครับ แปลว่าฉุกเฉินครับ เรามีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ต้องใช้ เราเคยมี งบฉุกเฉินใช่ไหมครับ กว่า ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก็ถูกโยกไปโยกมาครับ และมีงบที่ใช้ เรื่องของบรรเทาสาธารณภัย บรรเทาสาธารณสุขอีกหลาย ๆ อย่าง โดนตัดไปตัดมาหมดครับ เพราะรัฐบาลบอกว่า จะต้องมีการเจียดเงินเพื่อเอาไว้ทำ Digital Wallet เห็นไหมครับ และที่สำคัญถ้ามันฉุกเฉินจริง ๆ ก็มีโควิด หรือมีอะไรอีกสักรอบหนึ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เราเหลือเงินวงเงินกู้ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เราจะทำอย่างไรครับ นี่คือสิ่งที่เรา เสียโอกาสเห็นไหมครับ แล้วก็เสียเรื่องของถ้าเป็น Emergency ขึ้นมา และตัวสุดท้ายครับ ตัว T ครับ T ในที่นี้คือ Time แปลว่า เวลา เราควรที่จะเอาเวลา ถึงเวลาแล้วครับที่เอามา ลงทุนด้านอื่นที่เป็นฐานที่แท้จริง เช่นการศึกษา เช่นเรื่องของสาธารณสุข หรือเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางต่าง ๆ เอาง่าย ๆ ถ้าเอามาทำเรื่องสาธารณสุข ไปลงทุนกับ โรงพยาบาล รพ.สต. ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เป๊ะเลยครับ เรามีอยู่กว่าหมื่นที่ที่ตอนนี้เงิน ก็ยังขาด เอามาลงทุนด้านไหนครับ ด้านการศึกษาครับ เรามีเด็กที่ยังคงอยู่ในระบบการศึกษา ประมาณ ๙ ล้านคนครับ ให้เลยครับปีหนึ่ง คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท คืออย่างไรก็ยังไม่ถึง Digital Wallet เลยครับ แต่มันคือการสร้างความที่ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างให้เขามีศักยภาพในการใช้ชีวิตได้อย่างจริงจังมากกว่านี้ และนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นกังวล ว่าทำไมเราไม่เอาไปทำอย่างอื่นที่มันคุ้มค่ากว่า ที่มันจำเป็นกว่า ดีกว่ากู้มาเพื่อเอามาแจก เพราะเราก็แจกอย่างนี้เยอะแล้ว เอาละครับนี่คือเหตุผลที่ อ.เอท ทำไมถึงแปรงบให้เหลือ ๐ บาท🔗

และสุดท้ายนี้ครับ Wallet ก็คือ กระเป๋าสตางค์ อ.เอท ก็อยากจะเห็นกระเป๋า สตางค์ที่เป็นสตางค์ของประชาชน ไม่ใช่กระเป๋าสตางค์เพื่อมาใส่เงินให้กับนายทุนหรือใคร บางคน Respect ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณปรีติ เจริญศิลป์ ครับ🔗

นายปรีติ เจริญศิลป์ นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วม อภิปรายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ จำนวน ๑.๒ แสนล้านบาท ซึ่งตามหลักการแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการ Digital Wallet โครงการนี้ครับ เพราะเป็นการนำเงินภาษี ของประชาชนมาแจกให้กับประชาชน แต่มีการล็อกสเปกการใช้จ่าย มีการระบุว่ารายการใด ซื้อได้หรือไม่ได้ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปรีติ เจริญศิลป์ นนทบุรี

สินค้าบางอย่างที่เขาระบุว่า ซื้อไม่ได้ครับ เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน เชื้อเพลิง ทองคำ เป็นต้น แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมสงสัยคือ เรื่องเกี่ยวกับบริการ เช่น ร้านนวด ร้านทำผม ทำไมถึงไม่ให้เขาใช้ สืบทราบได้ว่า ทางรัฐบาลมีความระแวงว่า การให้บริการ อาจจะไม่มีบริการจริง พวกท่านระแวงทั้งที่งานบริการเหล่านี้ ร้านทำผม ร้านตัดผมเป็นธุรกิจ ของประชาชนโดยแท้จริง เงินจะสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง แต่ท่านมีความระแวงเป็นอย่างมาก ทั้งที่ผมเห็นว่า โครงการนี้มีความหละหลวม สามารถส่อไปในทางทุจริตได้หลายรูปแบบครับ หน้าถัดไปครับ ผมยกตัวอย่าง ในการที่หละหลวมเพราะเรื่องอะไรบ้าง เช่นถ้าเรา Scan ซื้อของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ท่านอนุญาตให้ซื้อได้ น้ำมันพืช ๑ ลิตร สมมุติราคา ๔๘ บาท แต่ผมไม่อยากได้ ผมคุยกับร้านค้าขอเปลี่ยนเป็นเบียร์ ๑ กระป๋องแทนในมูลค่าเท่ากัน รัฐบาลจะรู้ไหมว่า เขาทำแบบนี้ ประชาชนได้น้ำมันพืชกลับบ้านหรือได้อะไรกลับบ้านแทน หรือแม้แต่ถ้าหากผมอยากจะซื้อบุหรี่สัก ๒ ซอง ไปคุยกับร้านค้าให้ Scan ซื้อข้าวสาร ๕ กิโลกรัม ในมูลค่าพอ ๆ กัน ๒๑๐ บาท รัฐบาลรู้ไหมครับเรื่องแบบนี้ หรือแม้แต่เป็นการ Scan ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ไม่นำสินค้ากลับ มีการให้เงินกลับไปแทน รัฐบาลรู้ไหมครับ เรื่องแบบนี้ นี่คือความหละหลวมที่เกิดขึ้น ผมอยากเสนอหลายเรื่องที่มันป้องกันการทุจริตได้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลทำ หลายรายการที่รัฐบาลไม่สนับสนุนให้ใช้จ่ายเงินดิจิทัลได้ หน้าถัดไปครับ นี่ครับหลายเรื่องที่มันเป็นของจำเป็น ประชาชนก็อยากใช้ เพราะเงินภาษี ของเขา ท่านไม่เพิ่มทางเลือกให้เขา ท่านไปล็อกสเปกให้ซื้อได้เฉพาะบางอย่างเท่านั้น อย่างค่าบำรุงการศึกษา มันไม่ทุจริตแน่นอน มันต้องมีนักเรียนเข้าไปเรียน ผู้ปกครอง อยากจะใช้จ่ายให้นักเรียนทำได้ไหม ไม่ได้ รัฐบาลไม่เปิดช่องให้ ค่าน้ำ ค่าไฟ มันล็อก อยู่แล้วว่า ต้องเป็นบ้านของใคร นี่ละครับมันไม่มีการทุจริต ทำไมรัฐบาลไม่ให้ใช้ มันเป็น ของจำเป็น อีกตัวอย่างหนึ่ง การซื้ออาหารผ่าน Application อย่างนี้ครับ มันมีช่องทาง หลายส่วน มีทั้งคนกลาง มีทั้งร้านค้า ผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ได้มาเจอกัน มันก็ป้องกันการทุจริตได้ แต่รัฐบาลก็ไม่เปิดโอกาสให้ใช้เงินได้จากช่องทางนี้ เรื่องสำคัญครับ หนี้ที่รัฐบาลเคยมี โครงการให้ลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ผมทราบข้อมูลมาว่า มีคนลงทะเบียนประมาณ ๑.๕ แสนราย หนี้เป็นเงิน ๑๙,๙๙๙ ล้านบาท ทำไมรัฐไม่ให้นำเงินดิจิทัลมาใช้หนี้ได้ แปลกไหมครับ อีกอันหนึ่งครับ หนี้ผ่อนบ้านกับธนาคาร หรือหนี้ Finance รถยนต์ ตัวนี้ แน่นอนถ้าให้ใช้มันไม่มีการบิดพลิ้วแน่นอน เพราะมันมีหนี้ที่เกิดขึ้นมาก่อน และธนาคาร หรือ Finance ต่าง ๆ เขามีข้อมูลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นสนับสนุนให้คนทั่วไปสามารถ นำเงินดิจิทัล มาใช้จ่ายชำระหนี้เหล่านี้ได้ เพราะอะไรผมพยายามนึก เพราะผู้บริหารรัฐบาล ไม่เข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง ผู้บริหารรัฐเขาไม่เคยเป็นหนี้ เขาไม่เคยกู้บ้าน ไม่เคยผ่อน รถยนต์ครับ เขาซื้อสดหมด ท่านยังไม่เข้าใจประชาชนความต้องการของเขา นี่ละครับ ข้อบกพร่องที่ผมไม่อาจจะเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ๑.๒๒ แสนล้านบาทนี้ได้🔗

สุดท้ายนี้ครับ ผมอยากจะบอกรัฐบาลว่า ผมไม่เห็นด้วย เพราะโครงการนี้ เป็นโครงการที่นำภาษีของประชาชนมาคืนกับประชาชน แต่สุดท้ายประชาชนก็ต้องรับภาระ คืนกลับไปที่รัฐอยู่ดี ภายภาคหน้าท่านก็ต้องเก็บเงินภาษีของประชาชนเหล่านี้ละครับ มาเติมสิ่งที่มันขาดไปที่ท่านเอามาแจก และรายการใช้จ่ายในเงินดิจิทัลนี้ท่านก็ล็อกสเปก ให้ใช้จ่ายได้เฉพาะบางอย่างเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการจริง ๆ ของประชาชนเลย แล้วมันก็หละหลวม อาจเกิดการทุจริตได้อย่างมโหฬารครับ จึงฝากรัฐบาล ไว้เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไป ขอเชิญคุณวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ🔗

นายวรภพ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ ขออภิปรายในมาตรา ๓ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็จะเป็นคำถามสั้น ๆ คำถามโต ๆ ไปยัง กรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอความชัดเจน นิดหนึ่งว่า ถ้าวัตถุประสงค์ของการที่โครงการเงินดิจิทัลนี้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจนี่ครับ ว่าสรุปแล้วท่านต้องการจะกระตุ้นใคร ระหว่างเศรษฐกิจประชาชน หรือเศรษฐกิจเจ้าสัว เพราะคำถามนี้ผมอยากจะให้ท่านตอบมาครับว่า เป้าหมายของโครงการเงินดิจิทัล ในรอบแรกระหว่างประชาชนกับร้านค้า ท่านตั้งเป้าหมายว่าอย่างไรว่า ประชาชนจะมา ใช้เงินดิจิทัลกับร้านค้ารายย่อยสัดส่วนเท่าไร และเป็นร้านค้าสะดวกซื้อของเจ้าสัวเท่าไร ผมต้องการคำตอบชัด ๆ ในประเด็นนี้ครับ🔗

เหตุผลที่ผมต้องการคำตอบ เพราะท่านยังยืนยันนะครับ รัฐบาลยังยืนยันว่า ยังจะกำหนดให้มีเงื่อนไขว่า ร้านค้าขนาดเล็กที่รับเงินดิจิทัลในรอบแรกนั้น ห้ามถอน เป็นเงินสด ซึ่งผมต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เงื่อนไขนี้คือเงื่อนไขสำคัญ ที่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านค้ารายย่อยเขาจะหมุนเงินไม่ได้ เพราะร้านค้านี่เมื่อรับเงินดิจิทัลมาแล้ว แต่ค่าใช้จ่าย จำนวนมากที่มันใช้เงินดิจิทัลซื้อต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าแรง ค่าบริการต่าง ๆ ค่าน้ำมัน ร้านค้าเหล่านี้ต้องหาเงินสด หรือหาเงินธรรมดามาหมุนใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันเงื่อนไขของโครงการดิจิทัลเอง ของรัฐบาลเองกลับเปิดโอกาสให้ ร้านรายใหญ่ แต่เป็นร้านขนาดเล็กก็คือ ร้านสะดวกซื้อของเจ้าสัวนี่ รับเงินดิจิทัลได้ แน่นอนเมื่อร้านขนาดเล็ก ร้านของรายย่อยรับเงินดิจิทัลแบบอั้น ก็คือรับจำกัดว่าวันหนึ่ง จะรับเงินดิจิทัลได้เท่าไร มันขึ้นอยู่กับว่าเขาหมุนเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้เท่าไร แต่ในขณะเดียวกันร้านค้าสะดวกซื้อของเจ้าสัว เขารับเงินดิจิทัลแบบไม่อั้น แต่ท่าน เปิดโอกาสให้ ๒ กลุ่มนี้รับเงินดิจิทัลทั้งคู่ คำถามมันจึงเป็นว่า ในเมื่อเงินดิจิทัลท่านก็สามารถ รู้กันได้ในภายหลังว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเงินดิจิทัลรอบแรกกับร้านค้ากลุ่มไหนเท่าไร ผมก็เลยตั้งคำถามว่า สัดส่วนที่ท่านตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเงินดิจิทัลที่ประชาชนจะไปใช้ มันจะเป็นของรายย่อย หรือของเจ้าสัวเท่าไรกันแน่ อันนี้ขอเป็นคำถามด้วยครับ เพราะท่าน พูดตลอดมาว่า ร้านค้าที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ถูกต้องครับ มันคือ ๑.๖ ล้านร้านค้า ร้านค้า สะดวกซื้อมันก็มีเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ถูกต้องครับ นี่คือ ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือจำนวนร้าน แต่สัดส่วนของเศรษฐกิจที่จะได้ประโยชน์จากเงินดิจิทัลมันจะเป็นเท่าไร เพราะในเมื่อ ความเป็นจริงก็รู้อยู่ว่า ร้านค้าสะดวกซื้อเขามีอยู่ทุกอำเภอ แล้วเขาก็สามารถรับเงินได้ไม่อั้น ดังนั้นถ้าท่านตั้งเงื่อนไขนี้ ประชาชนก็จะมีโอกาสสูงมากครับ ที่ต้องเอาเงินดิจิทัลทั้งหมด ที่ได้ไปสนับสนุน ไปอุดหนุนร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก แทนที่มันจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในชุมชน เศรษฐกิจในอำเภออย่างที่ท่านกล่าวอ้าง สุดท้ายเงินดิจิทัลทั้งหมดก็จะถูก สูบกลับมาให้ร้านค้าของเจ้าสัวขนาดใหญ่ ดังนั้นขอคำถามชัด ๆ ว่าท่านตั้งเป้าหมายสัดส่วน ของร้านค้ารายย่อย และร้านค้าสะดวกซื้อเท่าไรกันแน่นะครับ เช่นเดียวกันในรอบ ๒ รอบ ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ที่ท่านบอกว่าไม่จำกัดขนาด ไม่จำกัดภูมิภาคแล้วท่านตั้งเป้าหมายว่า จะเป็นร้านค้ารายย่อยที่จะรับเงินดิจิทัลในรอบ ๒ เท่าไร และเป็นสัดส่วนเท่าไร ที่จะเป็น ร้านค้ารายใหญ่ที่จะรับเงินดิจิทัลต่อในรอบ ๒ เพราะเช่นเดียวกันเงื่อนไขของการถอน เป็นเงินสดในรอบ ๒ ก็ยังไม่มีความชัดเจนจนถึงวันนี้ว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี ที่สามารถรับเงินดิจิทัลจากรอบ ๒ มาแล้ว ถอนเป็นเงินสดได้ มันรวมถึงผู้ประกอบการ เขาสามารถยื่นภาษีย้อนหลังไปยังปี ๒๕๖๖ ได้หรือไม่ครับ คือถ้ารัฐบาลเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นภาษีบุคคลย้อนหลัง ก็คือยื่นรายได้ปี ๒๕๖๖ ในตอนที่จะมา รับเงินดิจิทัลได้ แน่นอนมันก็ทำให้ร้านค้าดิจิทัลเข้ามายื่นภาษีแล้วก็อยากจะขอรับเงินดิจิทัล มากขึ้น เพราะอย่างที่บอกถ้ารัฐบาลยังกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามผู้ประกอบการถอนเป็นเงินสด สุดท้ายมันจะไม่เกิดผู้ประกอบการรายย่อยหรือแม้แต่เกษตรกร แม้แต่ห้างร้านรายย่อย เขาก็จะประกาศไม่รับเงินดิจิทัลจากรอบ ๒ ด้วยซ้ำ สุดท้ายท่านครับ ร้านค้าทั้งหมดที่รับเงิน ดิจิทัลมาในรอบแรกก็จะต้องกลับไปอุดหนุนร้านค้า ห้างร้านขนาดใหญ่ของเจ้าสัวไม่กี่ราย ซึ่งก็เป็นเจ้าของเดียวกันกับร้านค้าสะดวกซื้อในรอบแรกละครับ ดังนั้นในเมื่อไม่มี ความชัดเจนตรงนี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่าเป้าหมายของรัฐบาลเป็นสัดส่วนเท่าไร กันแน่ แล้วเมื่อผลจบของโครงการมันก็จะได้มาดูกันชัด ๆ ว่า เป้าหมายของรัฐบาลที่ตั้งไว้ว่า จะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เม็ดเงินก้อนนี้มันจะไปอยู่ในมือใคร ระหว่างประชาชนรายย่อยจริง ๆ หรือเป็นแค่ร้านค้า ห้างร้านขนาดใหญ่ของเจ้าสัวไม่กี่ราย อันนี้ขอเป็นเป้าหมายชัด ๆ ขอคำตอบด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ต่อไป ขอเชิญคุณแอนศิริ วลัยกนก ครับ🔗

นางสาวแอนศิริ วลัยกนก กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอสงวนแปรญัตติ ขอปรับลดงบประมาณที่ตั้งไว้ลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลโครงการที่ไม่คุ้มค่า ไม่สัมฤทธิ์ผล อย่างแท้จริง โดยเหตุผลที่ดิฉันได้ลงพื้นที่พบปะกับประชาชน ได้ฟังเสียงของประชาชน ที่ฝากถึงรัฐบาล ที่ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ รวมถึงยังได้ดูและได้ฟังสำนักข่าวต่าง ๆ ที่ได้มีการสัมภาษณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการ Digital Wallet เกินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนที่เข้ามา ได้ฟังความคิดเห็นผ่านทางดิฉันคือ การกำหนดเงื่อนไขการให้ใช้เงินได้เฉพาะร้านค้าบางกลุ่ม และกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ได้เฉพาะอำเภอที่ระบุตามบัตรประชาชน ไม่ได้อำนวยความสะดวก ให้กับประชาชนได้อย่างที่ควรจะเป็น ในการกลับภูมิลำเนาเพื่อต้องไปใช้ Digital Wallet ประชาชนเป็นจำนวนมากที่อยู่ปัจจุบันไม่ได้ตรงกับทะเบียนบ้าน เช่น คนที่ทำงาน หรือ นักเรียน นักศึกษาในต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ที่ต้องเดินทางกลับไปใช้สิทธิที่บ้าน ซึ่งทาง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาในกรณีนี้ไว้ ดิฉัน ขอยกตัวอย่างคำพูดคร่าว ๆ ที่กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เปิดทางให้ประชาชนสามารถ ย้ายที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อให้สามารถใช้การจ่ายเงิน Digital Wallet ได้สะดวกขึ้น ไม่สะดวกไปใช้ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้านก็ย้ายทะเบียนบ้าน ฟังดูแล้วเป็นเรื่องง่าย แต่ท่านคะ ข้อมูลจากสถิติแห่งชาติ ประชากรที่แฝงอยู่ไม่ได้อาศัยตามทะเบียนบ้านมีจำนวนเฉลี่ยกว่า ๑๐ ล้านคน เกินกว่าครึ่งมาเช่าหอ มาเช่าบ้านพัก เมื่อมาทำงาน บ้างก็มาเรียน พวกเขา จะย้ายทะเบียนบ้านกันอย่างไรคะ🔗

ปัญหาต่อมาคือ ปัญหาร้านค้าบางกลุ่มไม่ได้เข้าร่วม พ่อแม่ร้านค้ารายเล็ก รายย่อยที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ก่อนหน้านี้เขามีความคาดหวังค่ะ หวังว่าโครงการนี้จะช่วย แบ่งเบาภาระ ทำให้เขาได้ขายของได้ ได้มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ ดิฉันได้ลงพื้นที่ แม่ค้าร้านน้ำชงท่านหนึ่งได้กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งยังจะดีกว่า อย่างน้อย ยังได้ขายบ้าง นอกจากนี้ยังได้มีเสียงบ่นของประชาชนที่พูดถึงปัญหาข้าวของแพงขึ้นทุกวัน และคำถามคือ ทำไมเขาไม่แก้ปัญหาค่าครองชีพ เพราะทุกวันนี้ประชาชนทุกคนประสบ ปัญหาข้าวของแพง เมื่อข้าวของแพงขึ้น นั่นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และจะต้องปรับราคาขึ้น ลูกค้าก็ไม่อยากซื้อ จะขายของราคาเท่าเดิมก็แทบจะไม่เห็นกำไร นี่คือเสียงจากประชาชน ที่เขาฝากอยากให้ไปถึงรัฐบาล ไม่ทราบว่าพวกท่านได้ลองฟังเสียงของพวกเขาบ้างหรือยังคะ ดิฉันอยากให้ท่านรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนทุกกลุ่ม ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนที่เลือกพวกเรามา ณ ที่นี้ มาเป็นผู้แทนเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา เพราะเงินที่ท่านมาใช้ก็เป็นเงินโครงการภาษีของประชาชน พวกเราต้องขอนะคะ อยากจะให้ เงินปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ตามที่ดิฉันขอไว้เป็นไปตามที่เสนอ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศิริกัญญา ตันสกุล ครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันได้ขอ แปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อที่จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติม ให้เหลือเพียง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วย ๔ เหตุผลด้วยกัน🔗

เหตุผลที่ ๑ ก็คือเราไม่ควรจะกู้เงินเพิ่มอีกแล้วค่ะ🔗

เหตุผลที่ ๒ คือถึงจะกู้ได้ก็ต้องใช้ภายในปีงบประมาณ🔗

เหตุผลที่ ๓ ถึงจะกู้ได้ใช้ภายในปีงบประมาณ สัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็ต้องทำ ให้มันถูกต้องตามกฎหมายค่ะ🔗

และเหตุผลที่ ๔ ถึงจะกู้ได้ใช้ภายในปีงบประมาณ และมีสัดส่วนรายจ่าย ลงทุนถูกต้องทุกประการ ก็ยังไม่คุ้มค่าที่จะทำค่ะ🔗

เหตุผลประการแรก ที่บอกว่าไม่ควรจะกู้เพิ่มอีกแล้วนี้ ด้วยฐานะทางการคลัง ของประเทศ ณ วันนี้ แน่นอนว่ามันยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ว่าทุกอันนี้มันปริ่ม เพดานไปหมด มันไต่ขอบ ไต่เส้นไปเสียทุกอย่าง หนี้สาธารณะท่านจะเล่นแร่แปรธาตุ แก้นิยามอย่างไรก็ตาม แต่ดอกเบี้ยมันไม่หลอกใคร ในงบปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ เราทราบกันดี อยู่แล้วว่ามีการตั้งงบสำหรับการชำระดอกเบี้ยไว้ไม่พอกับที่ได้ตั้งไว้ ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วก็ตั้งไว้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยังจะต้องใช้เงินคงคลังเพิ่มอีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ก็น่าจะไม่พออีกเช่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ตั้งไว้ ๒๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๙ เฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวจะขึ้นไป ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่า ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ รัฐบาล พอไปถึงปี ๒๕๗๑ ก็จะสูงขึ้นเกือบ ๆ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะนี่เรา ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เราหารายได้ได้เท่าไร เก็บภาษีได้เท่าไรเอาไปจ่ายเป็นดอกเบี้ย เสียทั้งหมด แล้วถ้ารวมกับเงินต้นด้วยมันก็จะขึ้นไปเกือบ ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันเป็น ปัญหาที่มันจะผูกพันกับเราไปอีกในอนาคต ดิฉันจึงขอเสนอว่าเราไม่ควรที่จะกู้เพิ่มอีกต่อไป แถมการกู้ครั้งนี้ก็ยังกู้จนสุดเพดาน ก็คือไม่กะว่าจะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดจะจัดเก็บรายได้ ไม่เข้าเป้าบ้างเลยหรืออย่างไรคะ กรรมาธิการได้สอบถามไหมว่า ประมาณการรายได้ ของปี ๒๕๖๗ นี้ได้มีการประมาณการใหม่ไว้หรือไม่ และเราจะจัดเก็บพลาดเป้าเดิมที่สภา เคยอนุมัติไปเมื่อต้นปีไปเท่าไร ดิฉันทราบ เพราะว่าดิฉันนั่งสังเกตการณ์อยู่ในห้องนั้นว่า มีการถาม แต่ทางตัวแทนจากกระทรวงการคลังเองบอกว่าอะไรคะ ประมาณการรายได้ใหม่ ประมาณการแล้วแต่ไม่บอกว่าเป็นเท่าไร บอกว่า ขอให้เชื่อมั่น ขอให้มั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว จะไม่มีปัญหา แต่ท่านประธานคะ ตัวเลข ๙ เดือนมันออกมาแล้ว กรมสรรพสามิตก็แถลงแล้วว่า จัดเก็บพลาดเป้าไปเกือบ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเราก็ยังจะมากู้เพิ่มจนสุดเพดาน มันเป็นการสร้างความเสี่ยงที่มันไม่จำเป็นให้เกิดขึ้นกับระบบการคลัง ดังนั้นจึงขอยืนยันว่า ดิฉันให้งบเพิ่มเติมได้เท่าที่จะหารายได้อื่นมาเพิ่มได้ นั่นก็คือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านประธาน🔗

เหตุผลข้อที่ ๒ ถึงจะกู้ได้ก็ต้องใช้ภายในปีงบประมาณตามกฎหมาย จริงอยู่ที่ก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านนพณัฐได้ชี้แจงแล้วว่า การลงทะเบียนมันไม่นับว่า เป็นหนี้ ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านจุลพันธ์ก็มาบอกว่า เป็นหนี้แล้วท่านก็อ้างว่า ตามมาตรา ๔ ของวิธีการงบประมาณนี้ระบุเอาไว้ว่า หนี้มันจะเกิดได้ ๔ อย่างก็คือ กู้ ค้ำ ซื้อ แล้วก็จ้าง โดยใช้เครดิตหรือจากวิธีการอื่นใด แต่ท่านพูดมาก็ไม่รู้ว่าท่านได้อ่านก่อน หรือเปล่าว่า เขาเขียนมาว่าอย่างไร มันไม่มีข้อไหนเลยที่บอกว่า การลงทะเบียนนี้มันจะเข้า นิยามของหนี้ตามมาตรา ๔ ยกเว้นจากการอื่นใด อื่นใดนะคะ แต่อย่างไรก็ตามมันจะเป็นหนี้ได้ มันก็ต้องไปมีระเบียบออกมารองรับต่อเนื่องออกไปอีก ซึ่งมันก็จะกลายเป็นการสร้าง บรรทัดฐานผิด ๆ ไปในอนาคตอีก แต่กรรมาธิการได้มีการซักถามหน่วยงานที่มาชี้แจงหรือไม่ ว่าสรุปแล้วนี่มันถือว่าเป็นหนี้ หรือว่าเป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งดิฉันก็อยู่ในห้องนั้น เช่นเดียวกัน ไม่มีหน่วยงานใดที่ตอบได้ว่า เป็นสัญญาเอกเทศประเภทใด ถ้าเป็นสัญญาให้ ไม่ถือว่าเป็นการก่อหนี้ มันฟ้องร้องกันไม่ได้ค่ะ🔗

เหตุผลข้อที่ ๓ ถึงกู้ได้ แต่ก็ต้องทำให้สัดส่วนรายจ่ายลงทุนมันถูกต้อง แต่นี่ท่านก็ทำผิดกฎหมายอีกรอบหนึ่ง ก่อนหน้านี้มีการชี้แจงในห้องงบประมาณว่า ทำไม ถึงคิดว่ารายจ่ายของ Digital Wallet เป็นรายจ่ายลงทุนถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอเข้ามาชี้แจง ในห้องวิปฝ่ายค้านก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกค่ะท่านประธาน คราวนี้ไม่มีแล้วว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มาจาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นรายจ่ายลงทุน อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายอุปโภคบริโภค และใน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายลงทุนนั้น จะเป็นต้นทุนการผลิตประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงเอา ๕๐ ไปบวก ๓๐ ให้เป็น ๘๐ ไม่มีแล้วนะคะ เขาเปลี่ยนอีกแล้วค่ะท่านประธาน คราวนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ส่วนที่ก่อให้เกิดดอกผลกับไม่ก่อให้เกิดดอกผล และบอกว่า การก่อให้เกิดดอกผลนั้น คือการลงทุนค่ะท่านประธาน ดิฉันขอใช้สไลด์ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

โดยที่บอกว่า ส่วนที่ ไม่ก่อให้เกิดดอกผลมีประมาณ ๑๙.๙ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายรายเดือน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ ทำบุญ บริจาค และงานสังคม อันนี้เข้าใจ แต่ส่วนที่ ๒ บอกว่า ที่ก่อให้เกิดดอกผลมีสูงถึง ๘๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกว่ามีองค์ประกอบสำคัญคือ ค่าเช่าสถานที่ เครื่องใช้ และการซ่อมแซม ถือว่าเป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งก็อาจจะพอตีความได้ ค่าพาหนะและการบำรุงรักษา อันนี้เริ่มไม่ค่อยมั่นใจ ค่าใช้จ่ายในการศึกษา ก็อาจจะใช่ค่ะ แต่ว่าในท้ายของตัวเอกสารได้มีการให้ QR Code มาด้วยว่า ใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่า เป็นรายจ่ายลงทุนนั้นนำมาจากอะไรได้บ้าง ดิฉันก็เลยเอาไปรวบรวมมาให้ค่ะ ปรากฏว่า รายจ่ายในแต่ละเดือนของประชาชนราว ๆ ๒๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นรายจ่ายครัวเรือน ด้วยนะคะ ไม่ใช่เป็นรายจ่ายของบุคคล เป็นค่าอาหารไปแล้ว ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าเสื้อผ้า รองเท้าอีก ๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทางต่าง ๆ อีก ๗ เปอร์เซ็นต์ นี่รวม ๆ กันแล้ว เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ค่าน้ำ ค่าไฟอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ได้รวมค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต อีกประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นค่าสาธารณูปโภคประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่มันจะเข้าว่าเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ๆ พยายามค้น พยายามหาแล้ว ประชาชนช่วยกัน Scan QR Code เข้าไปหา มีค่าที่จะไปซื้อรถยนต์ หรือว่ามอเตอร์ไซค์ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ จ่ายเป็น ค่าเช่าบ้าน นี่คือตีความอย่างกว้าง ใจกว้างที่สุดแล้วว่าเป็นรายจ่ายลงทุนอีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง อันนี้มีปัญหาแน่ ๆ นะคะท่านประธาน มาตรา ๒๐ (๑) เราต้องมีรายจ่ายลงทุนมากกว่าที่เรากู้ เพื่อชดเชยขาดดุล กู้ชดเชยขาดดุลในครั้งนี้ ๘๐๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านกลับเอาค่าใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคตามปกติของครัวเรือนที่เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟมาบอกว่า สามารถ นับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ ดิฉันคิดว่ามันเกินเลยไปมาก จริง ๆ แล้วในมาตรา ๒๐ (๑) ไม่ทำก็ได้ ก็แค่บอกกับสภาว่ารายจ่ายลงทุนในรอบนี้มันจะไม่เท่ากับสัดส่วนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ เพราะว่าเราจำเป็นที่จะต้องรักษาชื่อเสียงที่เราสะสมมานาน แล้วก็เพื่อทำโครงการเรือธงของตัวเองให้ได้ ท่านก็บอกเหตุผลกับสภามา ซึ่งเสียงข้างมาก ก็คงจะยอมให้ท่านทำได้ แต่ท่านกลับพยายามที่จะบิดกฎหมาย เพื่อที่จะบอกว่า อย่างไรก็ได้ ให้มันเป็นรายจ่ายลงทุนให้ได้ โดยที่มันไม่ได้เป็น อันนี้มันจะสร้างบรรทัดฐานผิด ๆ ต่อเนื่อง ไปในอนาคตกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของประเทศค่ะ ขออีกนิดหนึ่งท่านประธาน🔗

ข้อที่ ๔ ถึงจะกู้ได้ แต่ก็ไม่คุ้มที่จะทำ ขอหน้าสุดท้าย คือแหล่งที่มาของเงิน มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ จากเดิมที่จะมีการเติมเงินเข้ามาใหม่ในระบบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการกู้ ๓ แหล่ง ก็คือกู้ชดเชยขาดดุล ปี ๒๕๖๗ กู้ชดเชยขาดดุล ปี ๒๕๖๘ แล้วก็กู้ ธ.ก.ส. ตอนนี้มันเหลืออยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ดังนั้นจากเดิมที่เคยประเมินเอาไว้ ว่าจะโตได้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขมันเลย มันจะไม่เท่าเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลังเขาก็บอกในห้องค่ะ ดิฉันก็ได้ยินอยู่เต็ม ๒ หูว่า เขาประเมินให้ใหม่แล้ว ถ้าตัวแหล่งที่มาของเงินใหม่มันลดลงแล้วก็จะเหลืออยู่แค่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่ว่าพอมีการ แถลงประมาณการเศรษฐกิจ รัฐมนตรีช่วยก็กลับไปใช้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ก็ขอกลับไปใช้ตัวเลขที่มันสูงไว้ก่อนนั่นเองค่ะ อันนี้ดิฉันก็ต้องบอกว่ามันยิ่งสะท้อนว่า สรุปแล้วโครงการนี้มันไม่ได้มีการประเมินความคุ้มค่าไว้ล่วงหน้า ท่านอาจจะบอกว่า โครงการนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้ ก็เลยไม่รู้ว่าจะประมาณการอย่างไร แต่ว่า เราสามารถที่จะประเมินขั้นต่ำ ขั้นสูงกันได้อยู่แล้ว ถ้าโครงการนี้มันมีการประเมิน อย่างรอบคอบ รอบด้าน แต่เนื่องจากว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบนี้ สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าจะใช้ตัวเลขไหนกันแน่ และในเอกสารงบประมาณก็ไม่ได้มีการระบุตัวเลขไว้ อย่างชัดเจน ดิฉันจึงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ต้อง ขอยืนยันสงวนคำแปรญัตติค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ผู้อภิปราย ที่สงวนคำแปรญัตติหมดแล้วนะครับ กรรมาธิการจะชี้แจง เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก มีท่านสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติหลายท่าน ได้ขึ้นมาเสนอความเห็น แล้วก็มีข้อห่วงใย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก🔗

ประเด็นแรกคือ ยืนยันตามมติคือไม่มีการแก้ไขร่างนะครับ ประเด็นที่สำคัญ ที่มีการอภิปราย แล้วมีความจำเป็นต้องชี้แจงในประเด็นแรก มีการกล่าวถึงเรื่องของ Fraud ที่จะเกิดขึ้นการใช้ผิดประเภทต่าง ๆ เช่น ประชาชนไปคุยกันกับร้านค้า แล้วก็เอาเงินสด ออกมาโดยที่ไม่รับสินค้า ไม่มีการแลกเปลี่ยนสินค้า อันนี้เป็นประเด็นห่วงใยที่ทาง กรรมาธิการ และท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. มีข้อสังเกตในเรื่องของการป้องกัน Fraud ที่จะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นครับ เรามีการพูดกันหลายครั้ง มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เป็นอนุกรรมการด้านติดตามการใช้จ่ายผิดประเภท หรือติดตามเรื่อง Fraud โดยเฉพาะ มีการประชุมกัน มีข้อสรุปในที่ประชุม ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายอย่างละเอียด โดยประเด็นสำคัญก็คือ การป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ซึ่งมีการพูดคุยกัน กับผู้พัฒนาระบบ ก็คือ สพร. ในการที่จะกำหนดให้ระบบสามารถตรวจจับได้ในเบื้องต้น แล้วก็จะสามารถส่งเอาบุคลากรของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือตำรวจไซเบอร์ก็ตาม ลงไปในสถานที่ที่มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างน่าสงสัย วันนี้อย่างที่ได้เรียนในประเด็นแรก กลไกในการที่เราเก็บข้อมูลทั้งหมด ฐานข้อมูลผ่านระบบ Blockchain จะทำให้ข้อมูลที่มี ไม่สามารถแก้ไขได้ ข้อมูลที่มีทั้งหมดจะสามารถนำกลับมาตรวจสอบย้อนกลับ หากมีการ ใช้จ่ายที่ผิดประเภทนะครับ เพราะฉะนั้นเรามีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า กลไกป้องกัน เรื่องของการใช้ผิดประเภทของประชาชนนั้น เราป้องกันอย่างเข้มงวด แน่นอนครับสินค้าที่ท่านบอกว่า ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างในหลายจุด เป็นสิ่งหนึ่งที่เราได้คำนวณ อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่า เราพยายามที่จะป้องกันการรั่วไหลของเม็ดเงินของรัฐ แต่ไม่ได้ หมายความว่า เราจำกัดจนกระทั่งซื้ออะไรไม่ได้เลย เพราะว่าถึงแม้จะมี Negative List ก็ตาม List นี้ก็ยาวประมาณ ๑๐ กว่ารายการเท่านั้น ไม่ได้ยาวเป็น ๑๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ หมายความว่า สินค้าประเภทอื่นอีกจำนวนมาก ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ เพราะฉะนั้นนี่จะเป็นกลไกที่เราเชื่อว่า แน่นอนครับว่ามันมีความเปลี่ยนแปลง มันต่างจาก การแจกเงินสดแน่นอน ถ้าเรายังจะย่ำอยู่กับที่จ่ายเป็นเงินสดทุกครั้ง ๆ แล้วเราไม่สามารถ ควบคุมการใช้จ่าย ไม่สามารถกำหนดสิ่งซึ่งรัฐบาลเติมเงินเข้าไปแล้ว อยากจะกำกับให้เกิด การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์กับสังคมในมิติใด เราก็จะจ่ายเป็นเงินสด แล้วเรา ก็ไปหวังว่า สุดท้ายเขาจะไปจ่ายสิ่งที่ท่านต้องการแต่มันไม่เคยเกิด เพราะฉะนั้นเราจะเดินซ้ำ รอยเดิม ๆ โดยที่แก้ไขปรับเปลี่ยนกลไกเป็นไปไม่ได้ วันนี้รัฐบาลเอาเทคโนโลยีแบบใหม่ เข้ามา เพื่อกำกับให้เงินที่เติมเข้าไปทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลตามที่เราตั้งวัตถุประสงค์ และความคาดหวังเอาไว้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นกลไก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนโยบายของรัฐในอนาคต🔗

ประเด็นที่ ๒ มีการสอบถามถึงเรื่องว่า เป็นห่วงเรื่องเดิมครับ ผมตอบไปแล้ว ในเรื่องของการที่จะกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าอาจจะไม่มีตัวเลขว่า เราคาดหวังว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไรที่จะไปลงกับร้านใหญ่กับร้านเล็ก แต่ว่ากลไกตลาด เป็นอย่างไรเราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยสิ่งที่เรากำหนด อย่างแรกเลยคือ การใช้จ่ายในระดับต้นเป็นระดับอำเภอ มี ๑๕๗ อำเภอทั่วประเทศที่มี ร้านค้าขนาดใหญ่อยู่ ส่วนมากก็คืออำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดกับกรุงเทพมหานคร เป็นหลัก ซึ่งมีห้างสรรพสินค้า มีร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ถูกตัดออกไปจากการใช้จ่ายในรอบแรก คือใช้จ่ายรอบแรกไม่ได้ นั่นก็เป็นการสร้างโอกาสให้ร้านเล็ก ๆ ให้กับร้านอยู่ในชุมชน มีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้นแล้ว อย่างที่ ๒ เรากำกับว่าการใช้จ่ายจะต้องเกิดอย่างน้อย ๒ รอบ หากท่านเป็นห่วงร้านสะดวกซื้อที่ท่านพยายามที่จะเอ่ยชื่อ ในกรณีที่มีประชาชน ไปใช้จ่ายที่นั่น เรากำกับว่าอย่างน้อยเม็ดเงินนี้ลงไปที่ร้านนั้นแล้ว จะต้องไหลต่อไปอีกหนึ่งต่อ คือมีการใช้จ่ายรอบที่ ๒ ระหว่างร้านค้ากับร้านค้า ร้านที่ท่านเป็นห่วงเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ผลิต สินค้าทั้งหมด ไม่ใช่ผลิต ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในร้าน ก็มี Supplier มีผู้ผลิตที่ต้องส่งสินค้า มาให้กับเขาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่จะลงไปแล้วใน Digital Wallet ก็จะถูกส่งต่อ ไปยังร้านค้าลำดับถัดไป คือ Supplier ที่เกิดขึ้น และวันนี้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ ร้านค้า ที่เข้าสู่โครงการเหล่านั้น วันนี้เราได้ผู้ลงทะเบียนกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ร้านค้า ซึ่งเป็นร้านค้าไม่เคยเข้าสู่โครงการใด ๆ ของรัฐ ไม่เคยเข้ามาสัมผัสกับกระทรวงพาณิชย์ แต่เป็นร้านค้าที่เป็น Supplier ให้กับเอกชนอีกทอดหนึ่ง ไม่เคยที่จะขายสินค้าโดยตรงให้กับ ประชาชน วันนี้เราดึงเขาเข้ามาอยู่ในระบบให้เกิดการหมุนเวียนร่วมกัน อันนี้คือสภาพ ของ Supply Chain ที่มันเกิดขึ้นในประเทศไทยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นนี่คือประโยชน์ที่มัน จะเกิดขึ้นจากโครงการ และสุดท้ายเราเชื่อว่าด้วยกลไกที่เรามีจะสามารถทำให้เกิดการ หมุนเวียนและกระจายตัวอย่างมีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่หรือร้านเล็ก ทุกคน ก็ได้ประโยชน์ร่วมกัน🔗

ในประเด็นสุดท้าย ท่านศิริกัญญา ก็ได้พูดสรุปในมิติเกือบทั้งหมดของทาง ฝ่ายค้านในความเห็นที่เป็นความเห็นสงวน ผมก็ชี้แจงไปเกือบทุกประเด็นแล้ว ในเรื่องการ ขาดดุลก็ตาม ทั้งหมดอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งท่านก็ยืนยันกับผมว่าทั้งหมดอยู่ในกรอบ ของ พ.ร.บ. วินัยทางการเงินการคลัง การเป็นหนี้หรือไม่ ก็ได้ตอบชี้แจงไปแล้ว ผมเองเรียนอย่างนี้ที่ได้ตอบชี้แจงไปในช่วงต้น ก็เป็นคำชี้แจงซึ่งมีหน่วยงานรัฐได้ทำมาให้ ส่วนหนึ่ง เขาก็ทำมาเป็นเอกสารว่า ยกอ้างข้อกฎหมายใด ๆ มาตราใด ผมได้ชี้แจงไปหมด ขึ้นอยู่กับท่านว่าท่านไม่เชื่อ หรือท่านเลือกที่จะไม่เชื่อ แต่อย่างไรก็ตามผมบอกเลยว่า การที่ หน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมชี้แจง ทำความเข้าใจในชั้นของกรรมาธิการ หน่วยงานรัฐเหล่านั้น ต้องมีความมั่นใจแน่นอนว่า กฎหมายที่เขาถืออยู่ กฎหมายที่เขาต้องปฏิบัติตามเป็นไปตาม ข้อกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของกลไกที่เราจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม แล้วไปใช้จ่ายในไตรมาส ๔ ก็ตาม ทั้งหมดเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ไม่มีข้าราชการคนไหนจะกล้าพร้อมที่จะทำผิด ต่อกฎหมายที่ตัวเองเป็นคนถือเพื่อรัฐบาล เป็นไปไม่ได้ครับ ผมเองในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี คนหนึ่ง ในฐานะ ครม. เราก็ไม่พร้อมครับ หากมีข้อที่มันผิดหรือขัดไปจากกฎหมายที่กำกับอยู่ เพราะฉะนั้นยืนยันกับท่านสมาชิกผ่านท่านประธานว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทั้งหมดนี้เป็นไปตาม กรอบของกฎหมายทุกประการ มีหน่วยงานภาครัฐมาชี้แจงทำความเข้าใจอย่างครบถ้วน เราถึงมั่นใจนำเข้าสู่สภาแล้วก็พิจารณากันในวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้นจงเชื่อมั่นว่าทั้งหมด เป็นไปตามกฎหมาย🔗

สุดท้ายเรื่องของความคุ้มค่าหรือไม่ ผมก็ได้เรียนชี้แจงไปแล้วว่า ความคุ้มค่า นอกจากเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลหลัก ยังมีในเรื่องของผลประโยชน์ ที่พี่น้องประชาชนจำนวนเกือบ ๕๐ ล้านคน จะได้เม็ดเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ไปช่วยเหลือ ประคับประคอง ไปต่อยอดชีวิต ไปช่วยกันลงทุน ไปช่วยกันจับจ่ายใช้สอย เป็นกลไกในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีผลประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาตลาด Digital Economy ผลประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของความเป็น e-Government ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผลประโยชน์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล ไม่อาจนับเป็นจำนวนเงินได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า โครงการนี้มีความคุ้มค่าในการเดินหน้าทุกประการ ต้องเรียนต่อท่าน ท่านเป็นห่วงในเรื่อง ของรายละเอียด อย่างเช่น ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยืนยันว่า ทางกระทรวง การคลังก็ยังยืนยันที่ตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนคนที่เข้าร่วม รายละเอียดของโครงการต่าง ๆ อันนี้เป็นรายละเอียดซึ่งมาพูดคุยกันได้ แต่ตัวเลขที่ท่าน หยิบยกอ้างมาผมก็ได้บอกแล้วว่า บางตัวนี้ฐานคิด MPC ยังอยู่ที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า เราแจกเป็นเงินสด ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขที่มาจากฐานคิดที่บอกว่า เป็นเงินสด ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว วันนี้เราใช้โครงการ Digital Wallet เติมเงินเข้าไป พร้อมข้อจำกัดว่า เงินไม่สามารถออมได้ เงินไม่สามารถที่จะไปใช้บางสินค้าได้ มันจะเกิดการหมุน เกิดตัวคูณ ทางเศรษฐกิจที่มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นเรายืนยันว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า และจะเกิด ประโยชน์กับประเทศและประชาชน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันครับ ขออนุญาตยืนตามสิ่งที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ มาตรานี้กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ยังติดใจอยู่นะครับ เพราะบางท่านฟังจากเสียงการแปรญัตติ แล้วยังติดใจอยู่นะครับ เมื่อยังมีการติดใจอยู่ผมก็ต้องถามมติว่า จะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไข หรือจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ ก่อนจะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม และขอเชิญสมาชิก ที่อยู่ข้างนอก หรืออยู่ในห้องกรรมาธิการกรุณาเข้ามาลงมติด้วยนะครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญสมาชิก เข้ามาในห้องประชุมได้นะครับ แล้วถ้าท่านสมาชิกเข้ามาในห้องประชุมแล้วกรุณากดบัตร แสดงตนด้วยนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๒๔ แสดงตนครับ เดี๋ยวฝ่ายเจ้าหน้าที่กรุณาจดด้วยนะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ๓๗๘ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๓๗๘ แสดงตน เนื่องจากวันนี้มีประชุมกรรมาธิการหลายคณะ เดี๋ยวรอสักครู่ครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานคะ ๔๐๓ แสดงตนค่ะ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ศศินันท์ ๓๖๑ แสดงตนค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่จดด้วย นะครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ๔๖๑ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๔๖๑ แสดงตน นะครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย พอดีมีเพื่อนสมาชิกแจ้งว่ากำลังลงมา ขอเวลาอีกสักครู่นะครับ พอดีพอลงมาพร้อม ๆ กันลิฟต์วิ่งไม่ทันครับท่านประธาน ขออภัยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

กำลังเดินเข้ามา อีกหลายท่าน เดี๋ยวรอ ๒-๓ นาที ที่เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ถ้ามีปัญหา เรื่องเสียบบัตรก็กรุณาแจ้งด้วยครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนบ้างครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการใช้สิทธิแสดงตนนะครับ ตอนนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมแสดงตนแล้ว ๔๔๗ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอถามมติจากที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก🔗

นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้ทางห้องโสตทัศนูปกรณ์เพิ่มเสียงนิดหนึ่งครับ พอดีท่านประธานพูดแล้วก็เพื่อนสมาชิก ไม่ได้ยินเลย ขออนุญาตให้เพิ่มเสียงนิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เพิ่มเสียงนิดหนึ่ง ตอนนี้ปิดการแสดงตนแล้วนะครับ ขอแจ้งจำนวนอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อสักครู่ ๔๔๗ ท่านแล้ว แจ้งอีกครั้งก็ได้ครับ จำนวนผู้แสดงตนเข้าประชุม ให้ตัวเลขขึ้นมาหน่อย เมื่อสักครู่ผมบอก กลัวจะผิดพลาด ถูกต้องหรือเปล่าครับ จำนวนผู้เข้าประชุมเมื่อสักครู่ ๔๔๗ ท่าน เชิญครับ🔗

นายวุฒินันท์ บุญชู สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ วุฒินันท์ ๓๕๕ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวอย่าเพิ่ง ยังไม่ได้เสียบบัตรบอกให้ลงมติ ผมต้องการจะตรวจสอบองค์ประชุมที่เข้ามาแล้วครับ ตอนนี้ องค์ประชุม ๔๔๗ ท่านครับ เพราะฉะนั้นถือว่าครบองค์ประชุม🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ขออนุญาตครับท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตนิดเดียวครับ เมื่อสักครู่นี้ ทางฝั่งนี้ไม่ได้ยินเสียงของท่านประธานเลย แล้วก็ท่านประธานประกาศองค์ประชุม ไปรอบหนึ่งแล้วก็เลยเข้าใจว่า เป็นกระบวนการในการลงมติ แล้วหน้าจอก็ขึ้นแล้วว่า เป็นกระบวนการการลงมติครับ อาจจะมีความสับสนเล็กน้อยครับ ถ้าท่านประธานจะล้าง แล้วเอาใหม่ก็ได้ครับ ประกาศอีกรอบหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ เพื่อความชัดเจนก็ล้างได้ครับ ล้างอีกครั้งก็ได้จำนวนผู้เข้าประชุม เพราะว่าความจริงยังไม่ได้ บอกลงมติอาจจะกดผิดไป แสดงตนแล้วก็ไม่ต้องแล้วนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงจำนวน ผู้เข้าร่วมประชุมถูกต้องตามเดิม ๔๔๗ ท่าน ตอนนี้เครื่องกำลังล้างอยู่นะครับ ในระหว่างนี้ ผมจะบอก จะลงมติอย่างไรครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย เพื่อความชัดเจนสรุปว่า เมื่อสักครู่ครับท่านประธานก็คือ องค์ประชุมเรา Check ไปแล้ว และท่านประธานก็ได้ขานแล้ว ต่อไปก็คือจะเป็นการลงมติเลย ไม่ได้มีการตรวจองค์ประชุมใหม่ใช่ไหมครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสักครู่ องค์ประชุมครบแล้ว ๔๔๗ ท่าน แต่ทางท่านปกรณ์วุฒิบอกว่า มีหลายท่านเข้าใจผิดนึกว่า ครั้งแรกจะมาขึ้น ๓๕๐ ท่าน ยังไม่ชัดเจน ก็ขอให้ล้างแล้วก็แสดงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความชัดเจน ก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร ทางโสตทัศนูปกรณ์มีปัญหาไหมครับ ถ้าจะแสดงใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ระหว่างที่เครื่องกำลังปรับอยู่ ผมก็จะบอกว่าเดี๋ยวสักครู่จะลงมติอย่างไร ท่านสมาชิก ที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ เพื่อไม่ให้เป็นการสับสนนะครับ แล้วก็ในอดีต ที่ผ่านมาเราก็เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้แล้วมันอาจจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ผมนำเรียน ผ่านท่านประธานเรียนเพื่อนสมาชิกได้ไหมครับว่า กระบวนการก่อนที่จะลงมติ ผมขออนุญาต เรียนท่านประธานว่า ให้ตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะขจัดข้อสงสัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตครับ ก็จึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หมายความว่า ให้กดบัตรแสดงตนอีกครั้งเลยใช่ไหม เริ่มตั้งแต่ตรงนั้นนะครับ ท่านสมาชิกเข้าใจนะครับ ท่านเสียบบัตรแล้ว แล้วก็กดปุ่มแสดงตนอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจตรงกันนะครับ ตอนนี้ท่าน เสียบบัตรแล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าเพื่อเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ คือ กดบัตรแสดงตน ได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๓๒ แสดงตนครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แสดงตนใหม่ คนที่แสดงตนแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ แสดงตนแล้วคงไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ตอนนี้ แสดงตนแล้ว เชิญเจ้าหน้าที่แสดงจำนวนครับ เอาตัวเลขใหม่นี้เลยนะครับ ๔๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗

ท่านที่เห็นด้วย กรรมาธิการเสียงข้างมากคงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดที่งดออกเสียงกรุณา กดปุ่ม งดออกเสียงครับ ลงมติได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เห็นด้วยนะครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

ธิษะณา ชุณหะวัณ ไม่เห็นชอบ ๑๗๐ ค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ช่วยบอก หมายเลขด้วยนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติครับ ถ้าไม่มีปิดการลงมตินะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มาตรา ๓ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากคงไว้ร่างเดิม จำนวนผู้ลงมติ ทั้งหมด ๔๕๙ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่มีการแก้ไข ๒๘๗ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๒๘๘ ท่าน ไม่เห็นด้วยคือ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้สงวน คำแปรญัตติ ๑๗๐ ท่าน บวก ๑ ท่าน ก็เป็น ๑๗๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่านนะครับ ก็จบมาตรา ๓ ครับ🔗

เชิญเลขาธิการ ต่อไปครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๔ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติเสนอคำแปรญัตติ ขอเชิญกรรมาธิการ สงวนความเห็นก่อนครับ ท่านแรกคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ครับ🔗

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

ท่านประธานขออนุญาตครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

เครื่องผมเสียนะครับ ผมกดเห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

บันทึกไว้ด้วย ก็แล้วกันครับ บอกเลขที่🔗

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

หมายเลข ๐๙๗ ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงคะแนนว่า อย่างไรนะครับ เห็นด้วยนะครับ ถูกต้องนะครับ โอเคครับ บันทึกไว้เพราะว่าคะแนน ลงไปแล้ว ต่อไปก็เป็นการอภิปรายของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านแรกขอเชิญคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เชิญครับ🔗

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ โดยแก้ไขเพิ่มเติมตัวเลขงบประมาณ ให้ตั้งเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรา ๓ ที่ได้สงวนความเห็นไว้ และนอกจากนั้นเนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาระบบชำระเงิน หรือ Payment แพลตฟอร์มด้วยงบประมาณ ๙๕ ล้านบาท ที่ได้รับทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในชั้นกรรมาธิการได้ทำให้กระผมในฐานะกรรมาธิการมีความกังวล และไม่อาจเชื่อได้ว่า การพัฒนาระบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ตามกำหนดเวลาที่รัฐบาลแถลงว่า จะเริ่มต้น แจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ในไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๖๗ นี้ เนื่องจากระบบ Payment Platform เป็นระบบที่มีความซับซ้อนกว่าระบบ Payment ปกติอีกนะครับ เนื่องจากการกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินที่ซับซ้อน ต้องมีการตรวจสอบพื้นที่การใช้งานนะครับ ต้องมีการตรวจสอบเก็บข้อมูลว่า เป็นการใช้เงินรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ หรือรอบที่เท่าไร และต้องรองรับผู้ใช้งานถึง ๔๕ ล้านคน ต้องรองรับการเชื่อมต่อ Open Loop ผ่าน API ที่เป็นการเปิดความเสี่ยงในการเข้าถึงระบบจากภายนอก จำเป็นที่จะต้องมีการทำมาตรการ ระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ แถมที่สำคัญยังมี Blockchain นะครับ ที่ท่านผู้ชี้แจงก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า มีระบบ Blockchain ซึ่งเอามาห้อยติดเอาไว้นะครับ จะจำเป็นหรือไม่อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ สำหรับเก็บข้อมูลอะไรก็ยังไม่รู้นะครับ และจะเปิด Ledger ให้ใครเข้าถึงได้บ้าง ให้ใครเป็น Validator บ้างก็ยังไม่ทราบอีกด้วยนะครับ แล้วผม ก็ไม่เชื่อว่าการใช้ Blockchain มาเก็บข้อมูลนี้จะทำให้เห็นเงินหมุนเวียน หรือว่าไปประเมิน อะไรลงไปได้นะครับ เราเชื่อว่าจะสามารถไปประเมินว่า จะเห็นเม็ดเงินหมุนเวียน ประเมินอัตราการเติบโต ผลของโครงการ จะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อมีการระบุเงื่อนไขนี้ลงใน TOR ซึ่งทาง สพร. สำนักงาน พัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาระบบนี้ก็ไม่ได้เปิดเผย TOR ให้ทาง กรรมาธิการทราบนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ทางกรรมาธิการเองก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ การเก็บข้อมูลของระบบ Payment Platform ซึ่งก็หวังว่านี่จะเป็นข้อสังเกตที่ดีที่ทางรัฐบาล และผู้รับผิดชอบโครงการจะน้อมรับไปปฏิบัติ ก็คือในการดำเนินโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet และโครงการอื่น ๆ ในอนาคตที่รัฐบาลทำควรมีการเก็บข้อมูล เพื่อให้ นำมาประเมินผลสัมฤทธิ์ เช่น การนำมาคำนวณตัว Fiscal Multiplier ที่มีการอภิปราย ในสภาไปต่าง ๆ มากมายว่า คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่านะครับ ประเมินค่าของ MPC หรือ Marginal Propensity to Consume แล้วก็อัตราการหมุนของเงิน ซึ่งเราพูดกันว่าจะหมุนกันเป็นพายุ มันควรจะต้องประเมินให้ได้จริง ๆ ว่าหมุนไปกี่รอบ อัตราการหมุน Velocity of money การจะประเมินเหล่านี้ได้ต้องมีการระบุเงื่อนไขว่า ต้องเก็บข้อมูลอะไรลงไปในระบบ และต้องมีระบบขึ้นมาวิเคราะห์จากข้อมูลเหล่านั้นด้วยนะครับ ซึ่งจำเป็นที่ต้องใส่ลงไปใน TOR อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ทางกรรมาธิการเสนอในรายงานการประชุมไว้ด้วยนะครับ🔗

กลับมาที่เรื่องของการพัฒนา Payment Platform ครับท่านประธาน จากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ก็คือ สพร. หรือ DGA ที่ได้เข้ามาชี้แจง ได้ให้ข้อมูลว่าการพัฒนา Payment Platform ต้องใช้เวลาประมาณ ๙-๑๒ เดือน รวมการเก็บ Requirement ซึ่ง Requirement ต่าง ๆ หลายอย่างก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไม่นิ่ง และทาง DGA เอง ก็ได้ชี้แจงว่า จะมีการสรรหาบุคคลภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบชำระเงิน จะเป็น การสรรหาแบบคัดเลือก แต่ ณ วันที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ก็ยังไม่ได้ออกหนังสือ เชิญชวนที่ให้เชิญชวนเข้ามาคัดเลือกว่า ใครจะเป็นคนที่เข้ามาร่วมคัดเลือกบ้าง แล้วก็ ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการว่า คาดหวังว่าจะมีการลงนามในสัญญาจ้างพัฒนาระบบ Payment Platform ตอนสิ้นเดือนสิงหาคม ตอนแรกผมก็มีความสงสัยนะครับ แล้วผู้เชี่ยวชาญ ในวงการชำระเงินหลายท่านก็ฝากข้อสงสัยมาบอกว่า งานเผือกร้อนแบบนี้ถ้าหากว่าใครรับไป แล้วก็สามารถทำสำเร็จภายในระยะเวลาได้ ถ้าไม่ทำล่วงหน้ามาก็ต้องเป็นระดับเทพ มหาเทพมาพัฒนาเองนะครับ ในขณะเดียวกันผู้แทนจากภาคธนาคารที่ได้เข้ามาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการก็ได้แสดงความเห็น แสดงความกังวลว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลการออกแบบ ซึ่งก็เปรียบเทียบได้กับ Blue Print หรือแปลนก่อสร้างของระบบ ที่มีรายละเอียดเพียงพอ ที่จะสามารถประเมินได้ว่า ต้องใช้เวลาและต้องใช้ทรัพยากรในการพัฒนา รวมถึงการทดสอบ ระบบมากเท่าไร พูดง่าย ๆ ก็คือยังไม่รู้ เพราะยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอนั่นเองนะครับ ดังนั้น ในฐานะกรรมาธิการผมจึงต้องขอสงวนความเห็น และขอแก้ไขปรับลดงบประมาณลงเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่เพื่อไปใช้จ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบ เศรษฐกิจไทย ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อลดวงเงินไปมากขนาดนี้เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ รายได้ที่หามานี่นะครับ การดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยคงต้อง ไปคิดวิธีอื่น คงจะมาแจกเงินผ่าน Digital Wallet อีกไม่ได้แล้วนะครับ และเพื่อให้การใช้ งบประมาณนี้เป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องมีความสุ่มเสี่ยงใด ๆ ก็ขอเสนอให้ นำเงินนี้ไปใช้ภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ด้วย เพราะว่าเท่าที่เราทราบกันดีการเบิกจ่าย จากภาครัฐเป็นตัวฉุดรั้ง GDP ฉุดรั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้มาโดยตลอด เราควร ที่จะเร่งเบิกจ่าย ไม่ควรที่จะอั้นงบประมาณต่าง ๆ เอาไว้ แล้วเก็บมาใช้รอเอาไปโปะสำหรับ แจก Digital Wallet หลังจากพัฒนา Payment Platform เสร็จ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้ Payment Platform พัฒนาเสร็จอีกต่อไปครับ เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะเสร็จเมื่อไร ก็เลยเสนอให้ตัดงบประมาณแก้ไขตามที่สงวนความเห็นไว้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออภิปรายในมาตรา ๔ ที่ผมสงวนความเห็นเพื่อลดวงเงินงบประมาณ เนื่องจากเม็ดเงินจำนวนนี้ยังถูกตั้งคำถามว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน ตามที่ระบุไว้ว่า จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจครับ🔗

ประเด็นแรก ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจงประเด็นที่ผมพาดพิง เรื่องการ ประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในสภาผู้แทนวาระแรก ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ในชั้นกรรมาธิการที่ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ พอกลับมาแถลงที่กระทรวงการคลัง หลังจากพูดในกรรมาธิการไป ๑ สัปดาห์ไปที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ใหม่ เพื่อนกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีก็กรุณาบอกว่า ต้องไปดูในรายละเอียดคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังที่บอกไว้ ว่า การประเมินที่ ๑.๒-๒.๘ เปอร์เซ็นต์นี้ ประกอบไปด้วย ๔ เงื่อนไข คือ ๑. แหล่งที่มา ของเงิน ๒. เงื่อนไขของโครงการ ๓. จำนวนผู้เข้าร่วม และ ๔. พฤติกรรมการจับจ่าย ใช้สอย เนื่องจากท่านรัฐมนตรีพูดเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากจะนำมาขยายความนิดหนึ่ง การที่ผมเรียนไปในตอนต้นว่า การประเมิน ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นการประเมินของ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เมื่อตอนเริ่มแรกก็คือประเมินว่า วงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นการใช้เม็ดเงินใหม่ทั้งหมด ก็คือรวมถึงการกู้ ธ.ก.ส. ด้วย อันนี้คือสมมุติฐาน ณ ตอนนั้น แล้วเรามาลองดูว่าในเอกสารที่กระทรวงการคลังมาชี้แจงต่อวิปรัฐบาลว่า ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหนครับ ๔ เหตุผลครับ ๑. แหล่งที่มาของเงิน เป็นเม็ดเงินใหม่ ทั้งหมดซึ่งก็ไม่ใช่แล้วนะครับ ๒. เงื่อนไขของโครงการ มีอาทิ การจำกัดการใช้จ่ายรอบแรก ให้เป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านขนาดเล็ก ประเด็นนี้ยังใช่อยู่ ๓. จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ เต็มตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่ง ณ วันนั้นคือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงไปแล้ว และสุดท้ายพฤติกรรมในการใช้จ่ายของผู้รับสิทธิ ในรายงานเขียนว่า กรณี ที่ประชาชนมีความต้องการอยากจะซื้อสินค้าที่ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ หรือสินค้าราคาแพง พูดง่าย ๆ เป็นไปตามที่เศรษฐศาสตร์ เขาพยายามจะบอกว่า รายได้ ที่ประชาชนได้เพิ่มไป ไม่ได้นำไปชดเชยความตั้งใจเดิมว่า จะซื้อสินค้าอะไร พูดง่าย ๆ เป็นการสมมุติว่า เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ประชาชนแล้วจะนำไปบริโภคสินค้าที่ตัวเอง ไม่เคยคิดจะบริโภคมาก่อน ก็ต้องบอกว่าทั้ง ๔ เงื่อนไขในการประเมินตัวเลขให้ได้ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุดที่วันนี้หลายข้อไม่เป็นจริงตามนั้นแล้ว ไม่ว่า จะเป็นเม็ดเงินใหม่ที่ไม่ใช่วงเงินโครงการรวมที่เดิม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ ดังนั้นผมขอยืนยันว่า การประเมินตัวเลข ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ตามที่กระทรวงการคลังแถลงล่าสุด เพื่อแก้ไขจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหานะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าเอกสารที่ทางกระทรวงการคลัง รวมถึงท่านปลัด กระทรวงการคลังชี้แจงในกรรมาธิการ ก็มีความไม่สอดคล้องกันนะครับ ไม่สอดคล้องอย่างไร ไม่สอดคล้องตรงที่ว่า ตอนชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ. สำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่า ปรับตัวเลขใหม่เนื่องจากเดือนเมษายนมีการประเมินใหม่ ในขณะที่เอกสารที่อธิบายว่า ทำไมถึงแถลงกระทรวงการคลังอยู่ที่ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็ให้ตัวเลขนี้ว่า เป็นการประเมิน ณ เดือนเมษายนเหมือนกัน ดังนั้นที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า หลังการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการแล้ว กระทรวงการคลังกลับไปคิดคำนวณ ใคร่ครวญมาใหม่ ก็ต้องบอกว่า ในเอกสารที่ชี้แจงมาบอกว่า เป็นตัวเลข ณ เมษายนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจงถึงความกังวล ถึงการประเมินผลกระทบของ Digital Wallet ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า มีปัญหาอย่างไรในตัวเลขที่รัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันและชี้แจง🔗

ประเด็นถัดมาที่ผมคิดว่า เป็นประเด็นสำคัญในส่วนของมาตรานี้ คือเรื่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในชั้นกรรมาธิการก็มีการอภิปรายซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทางท่านรัฐมนตรี ก็รับฟังไปหลายเรื่อง ผมขออนุญาตนำมาพูดในสภาแห่งนี้อีกเล็กน้อยคือ เรื่องประเด็น Negative List นะครับ ประเด็น Negative List หรือสินค้าที่เงิน Digital Wallet ไม่สามารถ นำไปใช้จ่ายได้ ปัจจุบันเนื่องจากว่ารัฐบาลมุ่งเน้นเรื่องอยากจะให้เกิดการจ้างงาน การผลิต สินค้า ก็เลยตัดบางอย่างออกไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เหมารวมไปเลยว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า มองว่ามี Import Content สูง มองว่าเป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศสูง ซึ่งผมเห็นว่า ควรทบทวนนะครับ ควรทบทวนเพราะว่าเราไม่ควรเหมารวมแบบนั้น ถือโอกาสถ้าว่ารัฐบาล จะผลักดันโครงการนี้จริง ๆ ก็ควรทำให้เม็ดเงินเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการมากที่สุด ตัวอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าปัจจุบันนี้เรามีโรงงานที่เป็นของคนไทยจำนวนมากที่ใช้ Local Content สูง ซึ่งถ้าเม็ดเงิน Digital Wallet ตรงนี้ลงไปก็จะช่วยได้มากนะครับ จากการไปหา ข้อมูลเราพบว่า จากข้อมูลของสถาบันไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๖๕ มีผู้ประกอบการ ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่า ๑,๒๐๐ ราย จ้างงานเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน เอาเฉพาะโรงงาน ขนาดเล็ก ซึ่งก็เชื่อได้ว่าส่วนมากน่าจะเป็นคนไทย ก็มากกว่า ๗๐๐ โรง พวกเขากำลังลำบาก จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ แล้วก็การแข่งขันจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศนะครับ ท่านอาจชี้แจงว่าแยกลำบาก สินค้าไหนผลิตในไทย สินค้าไหนผลิตจากต่างประเทศ สินค้าไหน ใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ หรือ Local Content สูงหรือต่ำ ผมอยากแนะนำท่าน ปัจจุบันประเทศเราก็เจริญนะครับ เรามีมาตรฐานชื่อว่า MiT หรือ Made in Thailand ที่สภาอุตสาหกรรมจะมอบตรา หรือสัญลักษณ์ให้กับสินค้าที่ใช้ Local Content สูงนะครับ นึกง่าย ๆ เหมือนฉลากประหยัดไฟเบอร์ ๕ ท่านก็กำหนดเลยก็ได้ว่า สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีมาตรฐาน MiT นี่สามารถใช้เงิน Digital Wallet ซื้อได้ ทำเช่นนี้ก็จะเกิดประโยชน์ หลายอย่าง ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการ ซ้ำยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเร่งไปขอ มาตรฐาน Made in Thailand เพิ่มขึ้น และยังช่วยให้กระตุ้นผู้ประกอบการภายในประเทศ เปลี่ยนมาใช้ Local Content เยอะขึ้นนะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งวันนี้ Negative List ตัดออกไปก็คือ บริการทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นร้านทำผม ร้านนวด ร้านสปา ซึ่งพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะใกล้ชิด กับคนกลุ่มนี้มาก พบว่ามีคนประกอบอาชีพเหล่านี้เยอะ เอาจำนวนคร่าว ๆ เรามีแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทำผม ๑๘๐,๐๐๐ คน สปาและนวด ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ท่านอาจให้เหตุผลว่า ต้องตัดออกไป เพราะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เกิดการผลิตและการจ้างงาน อยากให้ข้อแนะนำ เราสามารถไปดูโครงสร้างปัจจัยการผลิตได้ หรือวิเคราะห์อุปทาน เกี่ยวเนื่องได้นะครับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สภาพัฒน์เคยทำไว้ น่าสนใจว่าข้อมูลที่ผมไปหามาล่าสุด ภาคบริการหลายอย่างช่วยสร้างอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง หรือที่เราเรียกว่า Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นไปข้างหน้า คือ Forward Linkage หรือย้อนหลัง Backward Linkage เราพบว่า หลายบริการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมเลย ดังนั้นก็อยากจะ ถามท่านว่า ในการกำหนดสินค้า Negative List เหล่านี้ท่านได้คำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ มากน้อยแค่ไหนนะครับ ก็อยากจะขอให้ท่านถ้าท่านเกรงว่า โอกาสจะเกิดการทุจริตง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำแนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในหรือต่างประเทศยาก หรือบริการจำแนกยาก ก็อยากให้ท่านมั่นใจเหมือนที่ท่านยืนยันใช้ Blockchain ว่าช่วยป้องกันการทุจริตได้เยอะ ก็ขอให้นำเทคโนโลยีที่ท่านมั่นใจมาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ผมจึงขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ ในฐานะ กรรมาธิการ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๔ ตัดงบประมาณจาก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๓ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้เป็นจำนวน เงินเดียวกันครับ🔗

เรื่องแรกนะครับ ผมก็จะขอตอบข้อสังเกตของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่บอกว่าการที่เราตัดเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นการย้อนแย้งหรือเปล่านะครับ ถ้าเรา ไม่สนับสนุนโครงการก็ควรจะตัดให้เหลือ ๐ ไปเลย อันนี้ผมต้องขอเรียนให้ทราบว่า ไม่ได้ มีการย้อนแย้งใด ๆ เกิดขึ้น ในมาตรา ๓ ที่ผมอภิปรายไปผมเกริ่นแต่แรกเลยว่า ผมสนับสนุน ให้แจกเงินกับประชาชนผู้ยากไร้ จำนวน ๑๕ ล้านคน เพราะฉะนั้นเงินที่เราลดลงมาเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไปรวมกับงบอื่น ๆ เพื่อจะแจกประชาชนได้อยู่นะครับ เราไม่ได้ ต้องการที่จะตัดเหลือ ๐ อันนี้เรื่องแรกนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ในส่วนของ Blockchain นะครับ ก็ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่ง ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันว่า จะทำเป็น Blockchain เพื่อความปลอดภัย แก้ไข ไม่ได้ แล้วก็ติดตาม ตรวจสอบได้ว่า มีการใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ตรงนี้ในตัวของ Blockchain เอง ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือว่า มันเป็นการกระจายที่เรียกว่า Decentralize นะครับ กระจายการเก็บข้อมูล ทำให้ข้อมูลปลอดภัย ไม่สามารถที่จะแก้ไข Node ใด Node หนึ่งได้ จำเป็นต้องแก้ไขมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน Node ใน Network ถึงจะแก้ไขข้อมูลได้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าข้อมูลแก้ไขไม่ได้นี่ ไม่ใช่นะครับ สามารถแก้ไขได้อยู่ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ที่แก้ไขไม่ได้ เพราะว่าจำนวน Node มีมหาศาลในส่วนของ Crytocurrency จึงทำให้ การแก้ไขเป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ อันนี้ต้องเรียนให้ทราบว่า เมื่อเรามี Node เยอะ ปัญหาที่ตามมาคือข้อเสีย คือ Transaction แต่ละ Transaction การโอนเงินแต่ละครั้งจะใช้เวลานานในการสร้างบล็อก ในการสร้าง Transaction ขึ้นมา แล้วก็สร้างบล็อก แล้วก็ต้อง Update Node ต่าง ๆ จะใช้เวลานานมาก ในส่วนของโครงการ คนละครึ่งใช้ Database ธรรมดาก็ยังมีปัญหาเว็บล่ม มีปัญหาใช้เงินไม่ได้ในช่วง ๕ โมงเย็น ในส่วนของโครงการคนละครึ่งนั้นจำนวนผู้ใช้น้อยกว่านี้เยอะด้วยนะครับ ไม่ถึง ๕๐ ล้านคน แต่ตอนนี้เรากำลังจะให้คน ๕๐ ล้านคน มาใช้ Transaction มาใช้การใช้จ่ายเงินพร้อม ๆ กัน แล้วจะใช้ Blockchain อีก ผมแทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย ถ้าเราต้องการให้ข้อมูล ปลอดภัยด้วย ให้มีความเร็วสามารถใช้งานได้จริงด้วยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านจะใช้ Blockchain แต่ไม่ได้เป็น Decentralize ก็เป็น Centralize ใช้ Server แค่ไม่กี่ตัว อันนี้ก็บอกว่าความปลอดภัยมันก็จะลดลงไปเยอะเลย เพราะเราแก้ไข ข้อมูลไม่กี่ Server ข้อมูลก็แก้ไขได้แล้ว ผมก็จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ Blockchain อีกเช่นกัน เราใช้ Database ธรรมดาก็ได้ แล้วเราก็ลิงก์ข้อมูลแต่ละ Transaction เข้าหากัน ก็สามารถ Track ได้แล้วเหมือนกันว่า การใช้จ่ายแต่ละครั้งใช้ไปที่ไหน ใช้จ่ายอะไร ซื้ออะไร ใช้โดยใคร ไม่จำเป็นต้องใช้ Blockchain เลยนะครับ อันนี้ก็ขอแย้งไว้นิดหนึ่งนะครับ🔗

ส่วนข้อกังวลในมาตรา ๔ ที่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าการที่เรานำเงินมหาศาล ตรงนี้เรากันไว้เพื่อใช้กับโครงการ ๆ เดียว ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ มันทำให้โครงการอื่น ๆ มีปัญหา เราไปเบียดบังงบประมาณส่วนอื่น ๆ ถ้างบส่วนนี้ผ่านไป งบปี ๒๕๖๘ ท่านก็ต้องตั้งเป้าแล้วว่า ท่านจะตัดงบอีกเท่าไร แล้วโครงการที่ทางภาครัฐ อยากจะทำ โครงการของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ จะไม่ได้ทำนะครับ ตรงนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า ท่านไปเจรจาต่อรองอะไรกันมา มีอะไรทดแทนแลกเปลี่ยน ทำให้พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้ค้านกันเลยแม้แต่เสียงเดียว ก็ถือว่าท่านมีวาทกรรมที่สูงส่งมากเลยที่สามารถทำ นโยบายของตัวเองได้โดยที่ปล่อยให้นโยบายของพรรคร่วมไว้ทีหลัง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผม เป็นห่วง แล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดการพัฒนาที่ล่าช้า เพราะว่าการวางแผนเราต้องพัฒนา อย่างต่อเนื่อง แต่เงินนี้ถูกดึงมา ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกดึงมาทำแค่โครงการ ๆ เดียว แล้วก็ ตัวเลขก็ชี้ชัดว่า ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าไร มันจะกลายเป็นว่าเราไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจ โตจริง ๆ การพัฒนาส่วนต่าง ๆ อย่างเช่นการศึกษา อย่างเช่นเทคโนโลยี อย่างเช่น การคมนาคม Public Transportation ทุกอย่างมันก็จะล่าช้าลงไปอีก เพราะเงินก้อนนี้ มันค้ำคออยู่ และมันไปเป็นภาระเงินกู้อีกด้วย ในอนาคตเราจะกู้เพิ่มเติมได้น้อยมาก ๆ เลย นะครับ🔗

สุดท้ายก็จะฝากปัญหาของแพลตฟอร์มที่ผมพอจะมองเห็นในเรื่องของการทำ Payment Platform ที่เราอาจจะเกิดปัญหาขึ้น อย่างที่บอก ๕๐ ล้านคน มาใช้งานพร้อม ๆ กัน ในเวลาเย็นปัญหาเกิดแน่นอน เราจะต้องมีการ Scalable คือการสามารถขยายได้ อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เราต้องดูความเร็วของการประมวลผล ต้องใช้นวัตกรรมชั้นสูง เพราะว่าไม่อย่างนั้นไม่รอดแน่นอน แล้วก็เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ป้องกัน การโจมตีทางไซเบอร์ เช่น DDoS SQL Injection อาจจะเป็นเทคโนโลยี Technical Term นิดหนึ่ง แล้วเราต้องมีระบบสำรองข้อมูลด้วยที่สามารถกู้ข้อมูลคืนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เมื่อข้อมูลมีปัญหา หรือ Data Corrupt นะครับ แล้วก็มีการตรวจจับ ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการประมวลผลธุรกรรมต่าง ๆ ต้องป้องกันไม่ให้เกิด ธุรกรรมซ้ำซ้อน สมมุติว่ามีการจ่ายแล้วมันไม่ไป กดซ้ำ ๆ ต้องไม่มีการบันทึกซ้ำ การจัดการ ข้อมูล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียรจะจัดการอย่างไร การวางแผน การดำเนินงาน การ Upgrade ระบบไม่ควรจะกระทบกับการใช้งานจริง แล้วก็การกระจายโหลดของ Server ต้องมี Load Balancing ต้องมีการจัด Network Monitoring ก็อยากให้ท่านดูแลส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ ผมก็คิดว่าท่านคงจะมีความสามารถ อยู่แล้ว แต่ก็เป็นห่วงนะครับ อย่างไรฝากไว้พี่น้องที่จะใช้เงิน Digital Wallet ก็พึงระวัง ในเรื่องของข้อมูลของท่านด้วย แล้วก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้วครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณนพณัฐ มีรักษา ครับ🔗

นายนพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ ผมต้องขออภิปรายเพื่อขยายความ ถึงเหตุผล ๔ ประการที่ผมจำเป็นที่จะต้องสงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้ ท่านประธานครับ🔗

เหตุผลประการที่ ๑ ของผม ก็คือถ้าท่านถามความเห็นส่วนตัวของผม เกี่ยวกับกฎหมายใช่ไหมครับ ผมคงจะเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ก็ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอย่างแน่นอน ส่วนที่ผมได้เคยได้เลือกใช้คำว่า สุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อกฎหมายนี่ มันเป็นเพราะผมนี่สำนึกว่าผมนั้นไม่ใช่ศาล หรือว่าไม่ใช่หน่วยงานที่มีอำนาจชี้ขาด ตามกฎหมาย ดังนั้นก็จำเป็นที่ต้องละการที่จะชี้ชัด ฟันธงหรือการที่จะยืนยันอย่างหนักแน่น อะไรลงไป เพื่อปล่อยให้หน่วยงานผู้มีอำนาจได้พิจารณาพิพากษา พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งในอนาคตกระบวนการเช่นนี้ก็คงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับท่านประธาน🔗

ประการที่ ๒ คือการสงวนความเห็นโดยการให้ปรับลดงบประมาณ ลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เป็นการขัดกับความเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญและกฎหมายครับ เพราะเหตุผลที่ว่ารายการตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้เขียนว่า เป็นเรื่อง Digital Wallet โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นรายการที่มีชื่อว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจครับ ดังนั้นแล้วผมก็ยังเชื่อว่า การที่เขียนความหมายให้กว้างได้มากขนาดนี้ รัฐบาลอาจจะยังคงสามารถใช้จ่ายงบประมาณ เท่าที่จะได้เพิ่มขึ้นจากประมาณการรายรับ ที่กระทรวงการคลังประมาณเพิ่มได้มา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการอื่นเท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และต้องใช้เงินให้หมดหรือให้ทันภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้ครับ ท่านประธาน🔗

ประการที่ ๓ ที่ผมจะพูดคือเรื่องของหลักความสุจริต ก็คือโดยที่มาตรา ๑๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้การกระทำของคณะรัฐมนตรีต้องเป็นไป โดยสุจริตใช่ไหมครับ ซึ่งคำว่า ความสุจริต มันไม่ได้หมายความอย่างแคบ แค่เพียงที่เราเข้าใจ โดยทั่วกันว่า ทำไมถึงไม่ทุจริต คอร์รัปชันอะไรแบบนี้นะครับ อันนี้เป็นความหมายอย่างแคบ เวลาเราพูดถึงความหมายอย่างกว้าง หรือพูดถึงหลักสุจริตในกฎหมาย เรามักจะอธิบาย ในเชิงนามธรรม ก็คือเป็นหลักทุจริตในเชิงนามธรรม ซึ่งหมายความว่า การที่บุคคลใดรู้ ไม่รู้ หรือไม่จำต้องรู้ ในข้อเท็จจริงใดข้อเท็จจริงหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มันก็ชัดเจนนะครับ ผมยกตัวอย่าง เลยง่าย ๆ ว่า เช่น คณะรัฐมนตรีนี่รู้แน่ชัดว่า โครงการ Digital Wallet ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ นี้อย่างแน่นอน โดยหลักฐานที่บอกว่าคณะรัฐมนตรีรู้นี่ ก็คือ ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้เตรียมไว้หมดแล้ว ท่านก็ได้เตรียมตัวไว้หมดเลยว่า จะทำอย่างไร ถึงจะสามารถดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณข้ามปีได้ นั่นหมายความว่าท่านรู้อยู่ตั้งแต่ต้นเลย ว่าเรื่องนี้การใช้เงินจากงบเพิ่มเติมก้อนนี้ ไม่มีทางใช้ได้ทันภายในปี ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นเหตุผล และความจำเป็นที่กฎหมายวินัยการคลังของรัฐล็อกไว้อย่างแน่นอน ดังนั้นท่านได้คิดเรื่องนี้ไว้ ตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ. งบเพิ่มเติมฉบับนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาเลย แล้วจะให้เชื่อว่า เป็นเรื่องของการที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ โดยสุจริตได้อย่างไรท่านประธานครับ🔗

ประการที่ ๔ และเป็นประการสุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของการ ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ อย่างที่ผมได้กล่าวไปเมื่อการสงวนความเห็นในมาตราก่อนว่า ไม่ใช่สัญญาทุกประเภทที่จะก่อให้เกิดหนี้ และหากท่านจะบอกว่าการลงทะเบียนรับสิทธิ ของพี่น้องประชาชนเป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ ท่านก็ต้องอธิบายให้ได้อย่างชัดเจนว่า มันเป็นเอกเทศสัญญาในบรรดา ๒๓ เอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือว่ามันเป็นสัญญาไม่มีชื่ออื่นอย่างไร เมื่อเรามาดูความหมายของคำว่า หนี้ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ซึ่งท่านอ้างนะครับ แล้วก็จะบอกว่า มาตรา ๔ ที่เป็น คำนิยามของกฎหมาย นิยามคำว่าหนี้โดยยกตัวอย่างขึ้นมาว่า เป็นข้อผูกพันอันเกิดจาก การกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้าง แล้วก็มีพ่วงท้ายนิดหนึ่งว่า หรือจากการอื่นใด ในกรณีนี้ท่านประธานเราต้องมาพิจารณาก่อนนะครับท่านประธานว่า ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อหรือการจ้าง ก็ล้วนแต่เป็นเอกเทศสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นหนี้ที่สามารถฟ้องร้องให้บังคับเอาได้จากกฎหมายด้วย ก็คือถ้าสมมุติว่าหน่วยงาน ของรัฐได้ไปจัดซื้อจัดจ้างอะไรไว้แล้ว ไม่มีเงินไปจ่ายเขา ก็อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ดังนั้นก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีการผูกพันงบประมาณ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ เช่นนั้นขึ้น แต่การที่ท่านจะไปตีความหมายพ่วงว่า คำว่า จากการอื่นใดนี่ ท่านก็ต้อง ตีความหมายโดยไม่ทำให้เกิดผลประหลาด คือไม่ทำให้คำว่า การอื่นใด กลายเป็นคำว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกไหมท่านประธาน การอื่นใดจะต้องตีความให้แคบ ก็คือคล้องจอง แล้วก็ สอดคล้องกับ ๔ สัญญาที่ท่านได้กล่าวขึ้นมาเบื้องต้น ก็คือเป็นสัญญาที่ฟ้องร้องบังคับ เอาได้ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น เป็นหนี้จากสัญญาประกันภัย เป็นหนี้จากสัญญาตั๋วเงิน เป็นหนี้ สัญญาเช่าซื้อ เช่าทรัพย์ เป็นต้น หากการแจก Digital Wallet เป็นเพียงสัญญาให้ ในเมื่อ ยังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินที่จะให้ สัญญาก็ย่อมไม่สมบูรณ์นะครับ แล้วก็ไม่สามารถฟ้องร้อง บังคับเขาได้ ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า คำว่า การอื่นใดในกรณีนี้ ไม่รวมในการทำสัญญาของ Digital Wallet รับเงินอะไรอย่างนี้แน่นอนครับท่านประธาน และเมื่อไม่เป็นหนี้ตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ กระทรวงการคลังก็ย่อมไม่มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ในการออก หลักเกณฑ์ ในการออกระเบียบอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งถ้าหากท่านยืนยันที่จะทำ มันก็จะเป็นห่วงโซ่ ความผิดที่ร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายท่านก็จะมาพันรัดมัดตัวของผู้ที่กำหนดหลักเกณฑ์ และระเบียบเหล่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงไม่มีทางอื่นนอกจากที่จะต้องยืนยันการสงวนความเห็น ที่ให้ปรับลดลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปก็จะเป็น การอภิปรายของผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ ซึ่งมี ๓ ท่านนะครับ ขอเชิญท่านแรกก่อนครับ คุณชุติมา คชพันธ์ ครับ🔗

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันขอเสนอคำแปรญัตติด้วยหัวข้อที่ว่า ขอแปรงบประมาณรายจ่าย ขอตั้งงบรายจ่ายเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน สินค้าชุมชนผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ทำไมดิฉันถึงบอกแบบนั้นนะคะ ขอภาพด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

จนถึงวันนี้เป็นวาระที่ ๒ แล้ว ที่เราพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ดิฉันมีคำถาม ตลอดมาว่า งบประมาณที่กำลังทำอยู่ Digital Wallet ที่เรากำลังทำอยู่ กระตุ้นเศรษฐกิจ ได้จริงหรือไม่ กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ จนถึงตอนนี้เราพูดกันมาตลอดเวลา เราพูดกันมา เยอะแยะมากมาย ก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ทำให้ดิฉันเชื่อได้เลยว่า มันจะสำเร็จตามที่ท่านพูดไว้ คำถามคือ กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ ดิฉันไม่เชื่อว่าจะทำได้ตามนั้นนะคะ เพราะอะไร ดิฉันอยากจะโฟกัสให้เห็นว่า เหตุใดดิฉันจึงไม่เชื่อ แล้วทำไมดิฉันถึงขอให้ใช้งบประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไป ดิฉันไม่พูดถึงที่ต้องกู้นะคะ เพราะดิฉันไม่เห็นด้วยกับการกู้อยู่แล้ว แต่งบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มีอยู่แล้วของงบกลาง ดิฉันขอให้นำไปใช้ดังภาพถัดไปค่ะ คือไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น ดังที่ท่านบอกว่าท่านต้องการ ให้เศรษฐกิจภูมิภาคดีขึ้น ก็คือนำไปใช้เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากยกระดับวิสาหกิจ ชุมชน ในภาพถัดไปเลยค่ะ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท่านรู้ดีอยู่แล้วนะคะ แต่ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงมองข้ามไป แล้วโครงการของท่านที่ท่านทำ คนกลุ่มนี้แทบจะไม่ได้ประโยชน์เลยนะคะ ประชาชนกลุ่มนี้ แทบจะไม่ได้ประโยชน์เลยค่ะ ดิฉันอยากจะให้เห็นในภาพถัดไป ประเทศไทยเรายังต้องการ งบประมาณอีกมาก เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย อย่างที่เราเห็น ถ้าเราพูดถึง SMEs ก็มีประมาณเกือบ ๓ ล้านราย แต่ถ้าเราพูดถึงวิสาหกิจชุมชนมีอยู่ ๘๐,๐๐๐ ราย อยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถทำอะไรได้เยอะมาก เพราะอะไรคะ เพราะว่าวิสาหกิจชุมชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน ส่งผลโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ เพราะอะไรคะ เพราะว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในภาคเหนือ และวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่คือภาคเกษตร ประเทศเราคือประเทศเกษตรกรรม ภาคเกษตรมีเยอะที่สุด ภาคการผลิตรองลงมา นี่คือ กลุ่มคนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้ แต่กลับกลายเป็นว่าได้ประโยชน์น้อยมาก ๆ จากโครงการนี้ ดิฉันก็เห็นถัดไป ดิฉันก็สงสัยว่า เอ๊ะ รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจกลุ่มนี้เพราะอะไร นโยบายไม่มีหรืออย่างไร พอดิฉันไปดูในภาพถัดไปค่ะ นโยบายภาครัฐที่เกี่ยวกับวิสาหกิจ ชุมชน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีก็มีอยู่แล้ว แต่ทำไมท่านไม่ทำให้สอดคล้องกันกับยุทธศาสตร์ ที่มีอยู่ ไปดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ก็มี แต่ว่าไม่ได้รับการใส่ใจ พอไปดูนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแผนปฏิบัติราชการระยะ ๕ ปี ก็มีเป้าหมายให้วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกร ได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการ มีรายได้ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ ต่อปี แต่ก็เหมือนกันเลยค่ะ ไม่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้อย่างจริงจัง ดิฉันเลยมองว่าจริง ๆ แล้วงบประมาณตรงนี้ เอาไปใช้อย่างอื่นได้ประโยชน์กว่ามาก ๆ มากกว่า จะไปลงใน Digital Wallet ดิฉันจะให้ดูกรณีตัวอย่างของต่างประเทศ ขออภิปรายเพิ่ม อีกนิดหนึ่ง ในต่างประเทศ ๓ ประเทศเลย เอาง่าย ๆ เลย อินเดีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เขาใช้งบตรงนี้ ไปช่วยอย่างไรบ้างในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดังภาพถัดไปเลยค่ะ ประเทศอินเดีย เขาส่งเสริมอุตสาหกรรมหมู่บ้านโฟกัสว่า หมู่บ้าน อุตสาหกรรมในหมู่บ้าน สนับสนุน แบบครบวงจร สนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสม ช่วยเหลือด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ พอเราไปดูญี่ปุ่น เขาเอางบไปช่วยเรื่องอุตสาหกรรมท้องถิ่น และหัตถกรรมดั้งเดิม อำนวย ความสะดวกด้านการจัดหาเงินทุนค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ แม้กระทั่งประเทศไทย ท่านเป็น สส. เราเป็น สส. เราลงพื้นที่กัน เราได้ยินประชาชนพูดบ่อยมาก โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนว่า อยากจะเริ่มต้น แต่ไม่มีเงินลงทุน ดิฉันเพิ่งมาจากจังหวัดพังงา ดิฉันเพิ่งมาจาก จังหวัดสตูล ดิฉันก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นเดียวกันค่ะ คือการเริ่มต้นทำธุรกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อันนี้ก็เจอปัญหากันทั่วประเทศ ทำไมท่านไม่แก้ปัญหานี้ ต่อมาเรื่องการส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ญี่ปุ่นเขาก็ส่งเสริมจริงจัง ไต้หวันส่งเสริมการพัฒนา ของกลุ่มอุตสาหกรรมท้องถิ่น ช่วยเหลือด้านการตลาด ส่งเสริมความสามารถการใช้ดิจิทัล นี่คือสิ่งที่ต้องใช้งบประมาณในการดูแล ท่านจะเห็น ๓ ประเทศนี้จะมี ๒ เรื่องเหมือนกัน คือเรื่องของอุตสาหกรรมหมู่บ้าน อุตสาหกรรมท้องถิ่น ท้องถิ่นทั้งท้องถิ่นเหมือนกันหมดเลย แล้วก็เทคโนโลยี แล้วก็ดิจิทัลเขาให้ความสำคัญเหมือนกัน และประเทศไทยเราก็ต้องการ เช่นเดียวกัน ดิฉันเสียดายมาก ๆ เสียดายงบประมาณที่ท่านเอาไปทุ่มกับอะไรตรงนั้นที่ไม่ได้ ประโยชน์อย่างจริงจัง ดิฉันเลยอยากเสนอในสไลด์ถัดไป ประเทศไทยเราเอาไปทำอะไร ได้อีกบ้างในงบส่วนนี้ที่ท่านเอาไปทำ Digital Wallet เอาไปทำในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อีกมากมาย เอาไปแปรรูปสินค้าเกษตร ช่วยในเรื่องการตลาดอย่างจริงจัง แล้วก็ส่งออกไปได้ คือท่านทำได้ดีกว่านี้ค่ะ ตอนนี้ท่านอาจจะบอกว่าก็ส่งออกมีอยู่แล้ว ทำอยู่แล้ว ยังไม่ดีพอ มันควรจะดีกว่านี้ได้อีก แล้วก็รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ นะคะ🔗

สุดท้ายก่อนเวลาจะหมด ดิฉันอยากจะฝากอีกนิดหนึ่ง เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับพรรคก้าวไกล ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะไม่ทำแบบที่ท่านทำ แต่เราจะทำแบบนี้ค่ะ ในภาพถัดไป ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมาหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับตรงนี้ เราบอกว่าเราจะใช้ เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุนพิสูจน์สิทธิ ยุติข้อพิพาท ออกเอกสารสิทธิให้เกษตรกร พรรคก้าวไกลจะตั้งกองทุนพิสูจน์สิทธิ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการเพิ่มบุคลากร อุปกรณ์ ระบบ RTK รังวัดที่ดินด้วยดาวเทียมที่ต้องใช้ในกระบวนการพิสูจน์สิทธิให้ประชาชน โดยการใช้ ข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ทั้งจากภาพถ่ายทางอากาศ หลักฐานราชการ หลักฐานของชุมชน และข้อมูลของประชาชนที่มีอยู่ ปัญหานี้มีอยู่ทั่วประเทศ และเป็นปัญหาเรื้อรัง เป็นปัญหา ที่ใหญ่หลวงมาก ๆ ณ ตอนนี้ เรารับเรื่องร้องเรียนนี้กันเยอะมาก ๆ เรื่องที่ดินทับซ้อนนี้ค่ะ เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้แก้ปัญหาได้ ทำไมท่านไม่เอาไปทำ ท่านยังปล่อยให้ประชาชนต้องมา นั่งร้องเรียน ต้องมานั่งเจอปัญหาที่ดินทับซ้อน ประชาชนต้องร้องไห้เสียน้ำตาอยู่ทุกวี่ทุกวัน ดิฉันเลยไม่เห็นด้วยกับโครงการ Digital Wallet ไม่ว่าท่านจะบอกว่า ดีอย่างไรก็ตาม เพราะดิฉัน ยังคงเห็นน้ำตาประชาชนอยู่ ดิฉันยังรับเรื่องร้องเรียนอยู่ทุกวี่ทุกวันที่ดิฉันลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ หลังจากที่ปิดประชุมสภา ดิฉันคิดว่างบประมาณที่มีควรจะเอาไปใช้ตรงนั้นที่มีประโยชน์มากกว่า ไม่ว่าท่านจะบอกว่าจะมีพายุตั้งกี่ครั้ง มีพายุหมุนทางเศรษฐกิจอะไรเท่าไรก็ตาม หรือจะให้ยา ขนานไหนก็ตาม ดิฉันรู้ว่าไม่ใช่ยาวิเศษ นั่นล่ะค่ะยิ่งไม่ควรต้องใช้เลยถ้าแบบนั้น ไม่ควร จะเลี้ยงไข้แบบนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันจึงขอให้เงินตรงนี้นำไปใช้ดังที่ดิฉันเสนอไปข้างต้นค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ครับ🔗

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดนนทบุรี พรรคก้าวไกลครับ ผู้แทนของชาวบางบัวทอง ชาวอำเภอไทรน้อย เรียนท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายเรื่องมาตรา ๔ วันนี้ถือว่า เป็นวันที่ทางรัฐบาลได้เปิดให้มีการลงทะเบียนนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ ครั้งแรกก็คือ โดย Application ชื่อว่า ทางรัฐ รัฐคือ ร คือรัฐบาล ไม่ใช่ ล ก็คือประชาชน ๕๐ ล้านคน จะได้เข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับเงิน Digital Wallet ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของทางรัฐบาล และแอปตัวนี้คนที่จะเข้าไปลงทะเบียนก็คือจะต้องเรจิสเตอร์ก่อน ซึ่งวันนี้ผมได้ทดลอง ลงทะเบียนเพื่อที่จะได้เข้าไปใช้สิทธิ ไปกดรับสิทธิ ก็คือให้ทีมงานลองไปกด เพื่อจะรอรับสิทธิ ในวันที่ ๑ สิงหาคม คราวนี้เรามาลองดูงบประมาณของ App ตัวนี้ก่อนว่า มีการจัดทำ และมีการใช้ภาษีในการดำเนินการในส่วนใดบ้าง เดี๋ยวขอสไลด์นิดหนึ่งครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

คือระบบลงทะเบียนนะครับ เป็นระบบที่ทางรัฐบาลทำ โดยใช้ Outsource ตามที่ DGA จัดซื้อจัดจ้างอยู่ที่ ๒๗ ล้านบาท ในโปรแกรมลงทะเบียน ขอสไลด์ขึ้นหน่อย ขอบพระคุณครับ แล้วก็มีระบบอีกอันหนึ่งคือ ระบบยืนยันตัวตัวตน KYC อีก ๕๒.๕ ล้านบาท แล้วก็มีระบบรับส่ง Message คือ OTP เพื่อยืนยันตัวตนอีก ๑๐ ล้านบาท คราวนี้ผมจะพามาดูว่าถ้าการจัดซื้อ Application ระดับนี้ ตอนนี้มันทำงานอย่างไร เดี๋ยวขอสไลด์ต่อไปนะครับ เห็นไหมครับตอนนี้ Application ทางรัฐหมุนติ้ว ติ้ว ติ้ว อยู่อย่างนี้ครับ แล้วก็ขึ้น Message บอกว่า มีบางอย่างผิดพลาด เรากำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ในขณะนี้ กรุณาลองใหม่ภายหลัง วันนี้ Application ตัวนี้ ยังทำงานได้แค่นี้ แล้วพรุ่งนี้ละครับเป็นวันแรกที่มีการเปิดให้พี่น้องประชาชนกว่า ๕๐ ล้านคน เพื่อไปกดรับสิทธิ มันจะวินาศสันตะโรขนาดไหนครับ อีกอย่างพอเมื่อสักครู่มันหมุนเสร็จ แล้วขึ้น Alert Message แบบนั้น ผมเลยอยากถามว่า แล้วช่องทางของการติดต่อ App มันอยู่ตรงไหนครับ ผมเปิดดู ไม่มีทิ้งช่องทางการติดต่อไว้เลยว่า จะติดต่อใครถ้า App มีปัญหา ติดต่อช่องทางไหน อย่าว่าแต่คนเฒ่า คนแก่ครับ ผมและเพื่อน ๆ สมาชิก ทนายโป้ง ก็ยังนั่งเกาหัวยิก ๆ กันอยู่เมื่อสักครู่นี้ว่า เราจะเอาอย่างไรต่อ ท่านก็รู้อยู่แล้วนะครับว่า มันจะเกิดปัญหา หรือว่าเพราะท่านรู้อยู่แล้วว่า มันจะเกิดปัญหานี่ ก็เลยไม่ได้ทิ้งช่องทาง ติดต่อไปให้กับพี่น้องประชาชนเลย อย่างนั้นวันนี้ครับ ไหน ๆ ท่านรัฐมนตรีก็อยู่ ผมก็ขอ ท่านรัฐมนตรีครับ ทิ้งเบอร์โทรไว้ แจ้งเบอร์โทรไว้ที่สภาแห่งนี้ได้เลยนะครับว่า ถ้าหากพี่น้อง ประชาชนติดขัดในการลงทะเบียน สามารถโทรไป Call center หรือโทรสอบถามใคร ตอนนี้มีคนติดตามอยู่ทั่วประเทศในการอภิปราย ท่านจะตั้งเป็น Hotline สายด่วนอะไร ก็ทำได้เลย เพื่อช่วยเหลือผู้ลงทะเบียนไม่ได้ ผมก็มีประเด็นที่อยากจะสื่อสารแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้ขอแปรญัตติ เสนอคำแปรญัตติมีคุณศิริกัญญา ตันสกุล ๑ ท่าน ทีนี้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย คุณวีระ ธีระภัทรานนท์ จะขออภิปรายอีก ๑ ท่าน หลังจากคุณศิริกัญญาแล้วก็เป็นคุณวีระ แล้วกรรมาธิการตอบได้ครับ เชิญคุณศิริกัญญาก่อนครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันได้ขอ แปรญัตติในมาตรา ๔ เพื่อที่จะขอแก้ไขให้การใช้งบกลางปีในครั้งนี้ใช้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ และการกระตุ้นการลงทุนภาครัฐในเศรษฐกิจฐานราก ด้วยวงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน ดังนั้นการอภิปรายของเราทั้งหมดนี้ไม่ได้ มีความย้อนแย้งกันนะคะ เนื่องจากว่าเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่า เราไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะใส่ เงินลงไปใน Digital Wallet จากงบกลางปีนี้ เราจึงเสนอให้ใช้งบเท่าที่มีไปใช้ในการทำ อย่างอื่น ซึ่งการเสนอแนวทางแบบนี้ก็จะทำให้เราสามารถใช้งบกลางปีได้อย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย สามารถใช้ได้ภายในปีงบประมาณ สัดส่วนรายจ่ายลงทุนก็เป็นไปตามกฎหมาย แล้วก็ไม่ทำให้ฐานะการคลังของประเทศอ่อนแอลง เหลือวงเงินเอาไว้รองรับกรณีที่จัดเก็บ รายได้ไม่เข้าเป้า และยังเป็นแนวทางที่คุ้มค่าภาษีของประชาชนแน่นอนค่ะ เนื่องจากว่าในร่างนี้มีการระบุว่า งบกลางปีนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมันกว้างมาก ๆ แม้แต่จะเข้าไปดูในเอกสาร งบประมาณแล้วก็ยังบอกแค่ว่า เป็นการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ ต่าง ๆ เพื่อรักษาระดับการบริโภค และการลงทุนในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง ให้แก่ประชาชน และการดำรงชีพของประชาชน ซึ่งมันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเป็น Digital Wallet ก็ได้ซึ่งมันกว้างเกินไปอยู่ดีค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเสนอว่า ๒ เรื่องที่เรา ควรจะทำ ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่รุมเร้าประชาชนที่ทำให้ต้องแบกภาระอยู่ทุกวันนี้🔗

เรื่องแรกก็คือ ปัญหาค่าครองชีพค่ะท่านประธาน ปัญหาค่าครองชีพทุกวันนี้ แน่นอนว่ามันไม่สามารถดูจากเงินเฟ้อ จาก CPI ที่มันไม่ได้โตได้ เพราะว่าเวลาที่ราคาสินค้า และบริการมันเพิ่ม มันไม่ลดค่ะ ของที่อยากจะโตราคาเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว วันนี้ราคามันก็ยังคงสูงอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ซึ่งทุกวันนี้ประชาชนพี่น้อง ที่เติมแก๊สโซฮอล์อยู่ก็ทราบดีว่าใกล้แตะ ๔๐ บาทต่อลิตรแล้ว ส่วนดีเซลก็อยู่ที่ ๓๓ บาท ต่อลิตรค่ะท่านประธาน จริง ๆ รัฐบาลเองก็เคยสัญญาว่า จะลดราคาพลังงาน เป็นนโยบาย เร่งด่วน ทำทันที ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณค่ะท่านประธาน รัฐบาลทำทันทีแต่ว่าทำแป๊บเดียวค่ะ ก็คือลดอยู่แป๊บเดียวไม่กี่อึดใจ ราคาพลังงานต่าง ๆ ก็เด้งกลับมาเหมือนเดิม ตอนนี้ก็มี นโยบายที่จะตรึงราคาทั้งน้ำมันดีเซล แล้วก็ตรึงค่าไฟ แต่ว่าก็ตรึงก็คือตรึงค่ะ มันไม่ได้ลด มันก็คือเท่าเดิมค่ะ ส่วนพี่น้องประชาชนก็ได้แต่รอ แล้วก็รอ แล้วก็รอต่อไปค่ะ🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้มีการใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ ในการไปลงทุนก็คือ ไปลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายที่มันจะเกิดการจ้างงานตามมา อย่างแน่นอน ที่ต้องให้เป็นการกระตุ้นการลงทุน เพราะว่าการกระตุ้นการลงทุนจะเป็น วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้ตัวคูณทางการคลังที่สูง แล้วก็สูงกว่าการกระตุ้นแค่การบริโภค อย่างมาก ทั้งจะเกิดการจ้างงาน แล้วก็ซื้อของภายในท้องถิ่น แล้วก็สามารถที่ทำให้เกิด กิจการต่อเนื่องไปได้อย่างมากมาย โดยที่จะทำอะไรรัฐบาลไม่ต้องเป็นคนไปคิดให้ ให้ท้องถิ่น เขาเป็นคนคิดกันเอง ให้พื้นที่เขาเป็นคนทำ ให้มันเกิดการจ้างงานในท้องถิ่น ท้องที่ของเขาเอง ถ้าเขาอยากจะไปขุดบ่อเตรียมรับน้ำท่วม อยากจะเอาเงินไปซ่อมระบบประปา ไปพัฒนา แหล่งท่องเที่ยว เตรียมรับกับมาตรการการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐบาล ไปทำสะพาน ไปทำทางลาด ไปทำห้องน้ำสาธารณะ ก็ให้เขาไปคิดเอาเอง ไปสร้างระบบการจัดการขยะ ไปซื้อรถขยะ ไปหาที่เอาไว้ทำ เอาไว้ทิ้งขยะ ไปทิ้งขยะที่ถูกต้องตามสุขลักษณะ เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ของเขาเองก็สามารถที่จะทำได้ค่ะ แน่นอนว่ามันเป็นปัญหาที่รัฐบาล จำเป็นที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะทำให้ทั้งค่าครองชีพของประชาชนสามารถ ที่จะบรรเทาภาระของเขาได้ แล้วก็กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่แน่นอนว่า คนก็อาจจะถามว่าเม็ดเงินแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปทำอะไรได้ ใช่ไหมคะ แต่ว่าอย่าลืมว่างบกลางปี ๒๕๖๗ แล้วก็งบกลางในส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ถ้าเราไม่กั๊กเอาไว้รอไปจ่ายสำหรับ Digital Wallet ในอีก ๕ เดือนข้างหน้า เราก็จะมีเงิน คืนมาได้อีกราว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเก็บเอาไว้นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไปจนถึงวันที่ Digital Wallet จะต้องมาเบิกใช้ ซึ่งแน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ต้องบอกว่า มันไม่มีทางที่จะทำให้เกิด พายุหมุนได้ มันไม่สามารถดัน GDP ให้โต ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ แต่มันตอบปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเฉพาะจุด แก้ปัญหา ณ วันนี้ได้เลย โดยที่ไม่ต้องรอไปถึง ๕ เดือนข้างหน้า ไม่ต้อง รอลุ้นอีกว่าพายุมันจะหมุนกี่รอบ ไม่ต้องรอลุ้นว่าตัวเลขเศรษฐกิจสุดท้ายมันจะเป็นเท่าไร มันจะเป็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้ทันที กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทันที และคุ้มค่า กับเงินภาษีประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณวีระ ธีระภัทรานนท์🔗

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๔ ส่วนที่ผมสงวนความเห็นนี้ก็คือ เป็นการตัดทอน ลดยอดของงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จากจำนวนเต็ม ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้เป็นการขาดดุล งบประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ได้อภิปรายไปในช่วงที่เป็นมาตรา ๓ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก ก็คือในร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีนี้ เป็นงบกลาง ประเด็นปัญหาตรงนี้อยู่ที่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือว่า ตามประกาศของคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐ รายการที่เป็นงบกลางต้องตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ไม่เกิน ร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผมยังไม่ได้คำนวณอะไรชัดเจน แต่คิดว่า ทางทีมงานที่เขาทำในส่วนของรัฐบาลนี้คงจะดูพวกอัตราส่วนต่าง ๆ นี้ที่มีทั้งหมด ๑๑ อัตราส่วนนี่คงจะดูทั่วละ แต่ประเด็นของผมก็คือว่า การจัดทำงบกลางในงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ การจัดทำงบกลางในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ และงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ ที่ท่านอนุมัติไปแล้วที่ว่าจะกันมาเป็นโครงการ Digital Wallet ผมคิดว่าประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า การจัดทำเป็นงบกลางจะมีโอกาส ในการตรวจสอบ ในการเบิกจ่ายนี่ค่อนข้างยาก เพราะหน่วยที่จะเป็นคนจัดเงินให้คือ กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อผ่านให้ความเห็นชอบไปแล้วนี่ ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้ดู ยกเว้นเมื่อมันทำไปแล้ว แล้วมันเกิดผลอย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อท้วงติง เป็นข้อที่เป็นห่วงนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นเรื่องงบจ่ายลงทุน ในเอกสารของสำนักงบประมาณ ที่เป็นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม ในการจัดสัดส่วนของงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ นี่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ได้แยกเป็นรายการ ที่เป็นงบจ่ายลงทุน ๙๗,๖๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๘๐ ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ จัดเป็นรายจ่ายประจำ ๒๔,๔๐๐ ล้านบาท ที่จริงตอนที่เรามีการประชุมในคณะกรรมาธิการ วิสามัญของกฎหมายฉบับนี้ เราก็ถกเถียงกันมากว่า ที่มาของการคำนวณงบจ่ายลงทุน ที่สำนักงบประมาณเสนอนี่ไม่น่าจะถูกต้อง น่าจะสับสนระหว่างงบจ่ายลงทุน Capital Expenditure กับงบจ่ายดำเนินการ Operating Expenditure OpEx นะครับ ซึ่งถ้าหาก เป็นอย่างนั้นการคำนวณงบจ่ายลงทุนของปีงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๗ บวกกับ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ จะผิดเพี้ยน แล้วก็อาจจะไม่ถึงร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้ง ๒ ฉบับรวมกัน ซึ่งผมว่าเรื่องนี้อาจจะมีคน Challenge ว่าสิ่งที่ทำอาจจะไม่ถูกต้อง แต่จะเป็นขั้นตอนกระบวนการไหน ผมไม่ทราบนะครับ🔗

สุดท้ายผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ท่านสมาชิกอาจจะไม่ได้ดู หรือว่าอาจจะ ผ่านตาเฉย ๆ นะครับ อันนี้ผมข้ามไปเลย เพราะว่ามันเป็นมาตราที่ไม่ได้มีการสงวนความเห็น แล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ผมอยากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่งว่า ในส่วนที่เป็นมาตรา ๕ ซึ่งเดี๋ยวคงจะมีการลงมติรับรองนี่นะครับ มันมีคำอยู่ ๒ บรรทัด ๒ ประโยค คือหลังจากท่าน ผ่านแล้ว กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ และจำนวนที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่มี หรือ อยู่ ๒ หรือนะครับ หรือแรก ก็คือนอกจากกระทรวง การคลังมีอำนาจจ่ายเงินแล้ว หรือที่ ๑ ก็คือว่า ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือที่ ๒ ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย อันนี้มันค่อนข้าง ผมพยายาม หาคำอธิบายจากการคุยกับท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คุณเฉลิมพล รัตนสูตร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน แต่คิดว่าคงไม่เป็นไรนะครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นความลับอะไร เฉลิมพล เพ็ญสูตร ขอประทานโทษครับ คุณหนู ชื่อเล่นชื่อหนูถ้าผมจำไม่ผิด ประเด็นก็คือว่า ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย อันนี้คืออะไร ซึ่งที่จริงในตอนที่เราคุยกัน ทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือในที่ประชุมที่สอบถามก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้กันอย่างชัดเจน ผมเลยตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อให้ท่านติดตามต่อว่า ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร คืออะไร ตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้หมายความว่า อะไร แต่สุดท้ายที่ผมคิดว่าไม่ได้มีการพูดถึงเลย แล้วเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากครับ ผมขอเวลา อีกสัก ๒ นาทีครับ คือถ้าเราบริหารจัดการแบบนี้ในรูปของงบกลาง แล้วก็การกระตุ้น เศรษฐกิจในลักษณะแบบนี้ ซึ่งเรายังไม่รู้ผลว่าเมื่อใช้สิทธิในการไปจับจ่ายใช้สอย ไม่ใช่ เงินนะครับ เป็นสิทธิในการจับจ่ายใช้สอยผ่าน Digital Wallet คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท สิ่งที่ จะเกิดขึ้นที่ผมค่อนข้างเป็นห่วง แล้วเรายังไม่ได้พูดกัน ก็คือว่าในการกระทบยอดที่เป็น เงินสด ผมมั่นใจว่าอาจจะต้องไปแตะเงินคงคลัง ซึ่งตอนนี้ระดับของเงินคงคลังสูงก็จริง เพราะยังไม่มีการใช้ แต่เมื่อเริ่มมีการใช้เงินก้อนนี้ระดับเงินคงคลังจะลดลงอย่างรวดเร็ว ระดับเงินคงคลังที่เป็นเงินสดในการบริหารเงินสด เป็นของ Cashier โดยกรมบัญชีกลาง ของรัฐบาลผ่านพระราชบัญญัติเงินคงคลัง ผมอยากให้ถ้าเกิดจะดำเนินการโครงการนี้ อย่างจริงจัง ฝากทางกระทรวงการคลัง ฝากผ่านไปทางท่านประธานว่า ควรจะพิจารณาเรื่อง ของสิ่งที่จะเป็นความเคลื่อนไหวในบัญชีเงินคงคลังที่ ๑ ที่กระทรวงการคลังฝากไว้ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย เป็นเงินประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขอตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อจะบอกว่า ทำไมผมถึงต้องปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงมาเหลือแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้มันอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการได้ โดยไม่เกิดความเสี่ยงในอนาคต ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

กรรมาธิการ เสียงข้างมากจะขอชี้แจง เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ขอบพระคุณท่านสมาชิก แล้วก็ท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นนะครับ สำหรับข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์ในส่วนใดที่ปรับใช้ได้เราก็จะรับไว้นะครับ🔗

ในประเด็นแรก ในการตอบคำถามที่มีข้อสงสัย แล้วก็ยกประเด็นขึ้นมา ในสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของรายจ่ายลงทุนก็น่าจะอธิบายกันหลายรอบแล้วนะครับ ก็อย่างที่ได้เรียนเป็นแนวความคิด ซึ่งอาจจะมีมุมที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทาง สำนักงบประมาณได้กำหนดในเรื่องของรายจ่ายลงทุนนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ทางสำนักงบประมาณยึดกรอบ แนววิธีการนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง มาจนถึงปัจจุบัน หากท่านคิดว่าไม่มีความถูกต้อง หรือไม่มีความเหมาะสม กระบวนการ ตรงนั้นน่าจะใช้กลไกทางสภาในการไปปรับแก้ แล้วปีหน้าปีต่อไปแล้วเราจะมาปรับกันอย่างไร ก็มาคุยกัน แต่ในขณะนี้จะให้รัฐบาลไปปรับแก้ ไปขอให้ทางสำนักงบประมาณเปลี่ยน แนววิธีการในการยึดคิดคำนวณรายจ่ายลงทุนคงเป็นไปไม่ได้ มาเปลี่ยนสำหรับโครงการนี้ โดยเฉพาะ เพื่อให้มันเป็นไปตามที่ใครประสงค์นี่เราไม่ทำ เราก็ยึดกรอบที่มันเคยเป็นมา โดยตลอดนะครับ🔗

ในประเด็นเกี่ยวกับมาตรา ๕ จริง ๆ แล้วตอนนี้อยู่มาตรา ๔ แต่ในมาตรา ๕ ต้องเรียนอย่างนี้ว่า สิ่งที่ท่านมีข้อสงสัย อย่างเช่น เรื่องของคำว่า หรือตามที่สำนัก งบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย ไม่มีเรื่อง ลึกลับซับซ้อน เป็นฟอร์แมลิตี คือมันเป็นวิธีการเขียนงบประมาณของทางสำนักงบประมาณ ที่กระทำเป็นปกติ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น คิดง่าย ๆ สมมุติว่า โครงการ Digital Wallet ในปี ๒๕๖๗ มีคนมาลงทะเบียนแค่ ๑ ล้านคน ใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง สมมุติ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินที่เหลือที่เราได้ผ่านสภา มันก็มีความจำเป็นจะต้องมีการโอนเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นมันเป็นการปลายเปิด ให้กับทางสำนักงบประมาณ หรือผู้ที่บริหารจัดการจะสามารถดำเนินการได้ หากลงทะเบียน เต็มจำนวน เงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไปทำโครงการที่เป็น Digital Wallet คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้มีการร้องขอต่อสภา ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน อันนี้ก็เรียน ด้วยความเคารพนะครับ🔗

ในส่วนของท่านสมาชิก ท่านศิริกัญญา ท่านชุติมาเอง ก็ได้มีข้อคิดเห็น ซึ่งเป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะไปสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ในเรื่องของการบรรเทา ค่าครองชีพของประชาชน ต้องเรียนว่าในประเด็นแรก รัฐบาลไม่ได้ทำงานหน้าเดียวนะครับ เราไม่ได้มีเพียงแค่นโยบายโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ยังมี การช่วยเหลือประชาชนในมิติอื่น ๆ ด้วยกลไกที่มีทั้งหมด เราก็เดินหน้าในทุกมิติคู่ขนานกัน ไม่ได้ทำเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านเป็นห่วงเราก็ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของวิสาหกิจชุมชนท่านตรงกับพวกเราครับ จริง ๆ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ตรงกัน มีข้อคิดเห็นในเรื่องของการว่า จะไปสนับสนุนภารกิจในเรื่องของกิจการเล็ก ๆ ได้อย่างไร SMEs ได้อย่างไร มีกรรมาธิการจากทางกระทรวงพาณิชย์มานั่งด้วยเป็นข้าราชการ ก็มีการนำเสนอในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ยืนยันกับท่านว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจากโครงการรัฐ ในอดีตที่ไม่เคยได้มีโอกาสเข้าร่วม วันนี้กลุ่มนี้มีทั้งหมด ๙๓,๐๐๐ วิสาหกิจชุมชน จะได้มีสิทธิเข้ามาร่วมอยู่ในโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet โดยที่ถังข้อมูลของเขา ซึ่งอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะถูกถ่ายโอนเข้ามาที่โครงการ โดยอัตโนมัติ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพียงแค่เข้าสู่ระบบกดยืนยันเข้าร่วม เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า ๙๓,๐๐๐ กลุ่ม จะเข้ามาอยู่ในโครงการและสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ ๒. คือในกลุ่มที่เป็นกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเอง กลุ่มร้านค้าที่เป็นหาบเร่ แผงลอย กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีตกหล่น เราใช้กลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง กระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมด้วยกัน ทุกหน่วยงาน เพื่อให้ร้านค้าเหล่านี้สามารถมีโอกาสได้มากที่สุดในการที่จะเข้าร่วม สู่โครงการเรา ซึ่งยืนยันได้ว่ามีไม่ต่ำกว่าตัวเลขต่ำสุดคือ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ร้านค้า ซึ่งไม่เคยมี โครงการรัฐโครงการใดที่มีจำนวนร้านค้าเข้าร่วมได้มากขนาดนี้ แล้วเราเชื่อว่าเราจะสามารถ ทำตัวเลขของกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมได้มากกว่า ๒ ล้านร้านค้าครับ🔗

ในส่วนของเรื่องความสุ่มเสี่ยง ท่านนพณัฐยังยืนยันเช่นเดิม ก็เรียนอย่างนี้ เราก็รับทราบในข้อห่วงใยของท่าน แต่ได้ชี้แจงไปหมดแล้วในเรื่องของข้อกฎหมาย รวมถึง ในส่วนที่ภาคราชการเป็นผู้เข้ามาชี้แจงว่า ทั้งหมดเป็นไปตามกรอบของกฎหมายทุกประการ สามารถดำเนินการได้ ผมเองก็ยืนยันได้แค่นี้นะครับ ส่วนกลไกที่ท่านบอกว่าเราก็ไม่ใช่ศาล ผมก็ไม่ใช่ศาลครับ ถ้าสุดท้ายช่องทางจะไปจบที่การพิจารณาของตุลาการใด ๆ หากท่าน จะเป็นคนยื่นหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายเราก็พร้อมที่จะไปชี้แจง เพราะเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน🔗

ในส่วนของท่านสิทธิพล ท่านพูดถึงเรื่องของข้อสังเกต นี่ท่านย้ำหลายทีครับ แล้วก็ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ท่านเป็นผู้เติมข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของ Negative List ซึ่งเป็นประโยชน์ ผมขออนุญาตอย่างนี้ข้อที่ ๘.๓ เพื่อให้เป็นการใช้งบประมาณเกิดความ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงสุด การกำหนดรายการสินค้าที่ไม่สามารถ ใช้จ่ายเงินตามโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ควรขยายให้ครอบคลุม ผู้ประกอบการไทยมากที่สุด ประเด็นคืออย่างนี้ครับ ซึ่งตรงนี้ผมต้องขยายความให้เกิด ความชัดเจน หมายความว่ากลุ่มที่เป็น Negative List อยากให้ทางรัฐบาลและผู้ดำเนินการ ไปทบทวน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าของไทยมีโอกาสเข้าร่วมได้มากขึ้น อันนี้ผมเอง รับในที่ประชุมคณะกรรมาธิการในฐานะที่มีหลายหมวกว่า เราจะรับไปทบทวนจริง ๆ เพราะเราก็อยากจะให้โอกาสกับผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสเข้าสู่โครงการ ได้มีการผลิต การจ้างงานภายในประเทศ อย่างที่ท่านคิดหวังเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในมุมนี้เรา ไม่แตกต่างกัน และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ🔗

ในข้อสุดท้ายครับ มีข้อห่วงใยในเรื่อง Payment Platform เป็นห่วงในเรื่อง TOR เป็นห่วงในเรื่องของกรอบระยะเวลา ต้องเรียนอย่างนี้ว่าหน่วยงานที่ดำเนินการก็คือ สพร. เป็นเหมือนกับ Application Developer เป็นหน่วยงานพัฒนาซอฟต์แวร์ของรัฐ เขาได้ดำเนินการมาเป็นปีแล้วครับ ไม่ได้เพิ่งเริ่มวันนี้ เขาดำเนินการในการเก็บ Requirement ในการทำ Technical Spec ต่าง ๆ มามีความพร้อม วันนี้เหลือแต่ขั้นตอนการ Coding ซึ่งก็จะมีการออก TOR ให้กับเอกชนเข้ามาเป็นผู้รับจ้างต่อไป ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ในกระบวนการ ขั้นตอนและอยู่ในกรอบเวลาที่เรากำหนดทุกประการ เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นเรื่อง แปลกประหลาดอะไรนะครับ แล้วก็เชื่อว่าจากการรับฟังที่หน่วยงานมาชี้แจงในทุก ๆ ชั้น ก็มีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการในการพัฒนา Application จะสามารถเสร็จทันตามกรอบเวลา แน่นอนครับว่าเรื่องการพัฒนาทุก ๆ มิติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Application ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการสร้างกลไกการจับจ่ายใช้สอยแบบใหม่ผ่าน Digital Wallet เองก็ตาม มัน Challenge มันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย มีความน่าตื่นเต้น มีความแปลกใหม่ และเราก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ แต่อันนี้เป็นประเด็นที่ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า สำหรับรัฐบาลเรามองเห็นโอกาสในอุปสรรค ไม่อยากให้ท่านมองเห็นโอกาส แล้วก็เจอแต่อุปสรรคจนกระทั่งไม่เดินหน้าในการที่จะพัฒนา ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พัฒนาปรับเปลี่ยนกลไกในการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มีอุปสรรคแน่นอนครับ พวกเราก็จะฝ่ามันไป และเดินหน้าโครงการให้สำเร็จให้ได้นะครับ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมือง ของเยาวชนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีครับ ถึงแม้ว่ามาตรานี้ไม่มีการแก้ไข แต่กรรมาธิการ และผู้สงวนความเห็นยังติดใจ เพราะฉะนั้นก็คงต้องขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้สงวนคำแปรญัตตินะครับ ก่อนจะลงคะแนนผมขอเชิญสมาชิกทุกท่านเข้ามาในห้องประชุม เมื่อเข้ามาแล้วกรุณา เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ สมาชิก ที่อยู่ในห้องกรรมาธิการหรือที่อยู่ข้างนอก กรุณาเข้ามาแล้วก็เสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ถ้ามีปัญหาแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ เพื่อจะได้ลงคะแนนต่อไปครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๒๔ แสดงตนครับ กำลังเดินเข้ามาหลายท่านนะครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ขอนแก่น

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ขอนแก่น

ผม วันนิวัติ สมบูรณ์ ในฐานะวิปครับ ขออนุญาตให้ท่านประธานได้กรุณารอเพื่อนสมาชิกกำลังลงมาจากห้องงบประมาณครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง ๔๓๐ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๔๓๐ แสดงตนครับ🔗

นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ชลบุรี

ท่านประธานครับ ๔๖๓ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๔๖๓ แสดงตนครับ ที่เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนหมดแล้วนะครับ ถ้ามีปัญหาแจ้งด้วยครับ ข้างหลังมาอีก ๓ ท่านครับ แสดงตนทุกท่านแล้วผมขออนุญาตปิดการแสดงตนนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ แสดงผลด้วยนะครับ มีผู้เข้าห้องประชุมแสดงตน ๔๔๒ ท่าน ครบองค์ประชุม ๔๔๒ ท่าน บวก ๓ ท่าน เป็น ๔๔๕ ท่านนะครับ🔗

ผมจะถามมติ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากคือ ไม่มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แล้วก็ท่านผู้ใดงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ชัยภูมิ

๔๘๗ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสักครู่นี้ แสดงตนแล้วนี่ใช่ไหมครับ🔗

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ชัยภูมิ

๔๘๗ เห็นด้วยครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีสมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ไม่มีขอปิดการลงคะแนนลงมตินะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ ผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่านครับ เห็นด้วย ๒๘๘ ท่าน เดี๋ยวบวกเท่าไรเจ้าหน้าที่ มีผู้ที่เห็นด้วย แล้วก็เสียบบัตรไม่ได้มีไหมครับ คือผู้ที่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๘๘ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๒๙๐ ท่าน ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๑๖๐ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นมาตรานี้เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ🔗

ต่อไปเชิญ เลขาธิการครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานครับขออนุญาตครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย อยากรบกวนท่านประธาน แจ้งเพื่อนสมาชิกว่า ในมาตราต่อไปนี้มีผู้อภิปรายท่านเดียว กลัวว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน พักการประชุม เดี๋ยวจะรีบขึ้นไปประชุมกัน เดี๋ยวต้องวิ่งขึ้นวิ่งลง ก็อยากรบกวนท่านประธาน ย้ำกับเพื่อนสมาชิกหน่อยครับว่า เดี๋ยวเราจะโหวตต่อไปเลยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ เพื่อไม่ต้อง เสียเวลาวิ่งขึ้นวิ่งลง ขอให้สมาชิกอยู่ในห้องประชุมนี้ก่อนครับ เพราะว่ามาตรา ๕ นี่มีผู้สงวน ความเห็นเพียงท่านเดียว กรรมาธิการท่านเดียวก็จะลงมติ แล้วก็จะเหลือมาตรา ๖ ต่อไป เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นขอเชิญก่อนเลยครับ รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๕ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยในมาตรานี้เดิมมีการระบุว่า ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ และจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย โดยผมขอสงวนและเสนอให้แก้ไข โดยเพิ่มเติมไปอีกเรื่องหนึ่งว่า จำเป็นจะต้องมีการประเมินผลที่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อกระทรวง การคลังมีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินก็ควรจะเป็นเจ้าภาพในการประเมินผลการดำเนินงาน และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้าง ความเข้มแข็ง และกลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ เพราะว่าเนื่องจากโครงการนี้ อย่างที่ทราบว่า เงินจากงบประมาณเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๗ นี้ก็จะไปรวมกับเงินก้อนอื่น ๆ รวมแล้วอย่างน้อยก็ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการเติมเงิน Digital Wallet ดังนั้นผมคิดว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีการเตรียมพร้อม ในการประเมินผล ดังนั้นควรจะต้องมีเจ้าภาพตั้งแต่วันนี้เลย แล้วก็มีการออกแบบ ไม่ใช่แค่ ระบบ Payment ที่ยังมีปัญหา แต่ว่าระบบการเตรียมพร้อมที่จะเก็บข้อมูลระหว่างที่ดำเนิน โครงการ ตั้งแต่การตรวจสอบว่า จะมีการค้าที่ไม่เป็นธรรม พฤติกรรมการค้าจากผู้มีอำนาจ เหนือตลาดหรือไม่ ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ โดยประเด็นที่ควรจะมีการศึกษา ผมจะไม่ขอ อ้างจากที่อื่นใดเลยนะครับ จะขอนำเหตุผลที่มาจากตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งทางรัฐบาลเป็นคนเสนอ ผมอยากจะแยกออกมาให้เห็นชัดเจนว่า พอดูสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ มันสามารถแยกออกมาเป็นตัวชี้วัด จำนวน ๘ ข้อได้อย่างชัดเจน ในเหตุผลที่ท่านเขียนไว้ ข้อที่ ๑ ท่านบอกว่า ท่านต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นผมคิดว่าตัวชี้วัดข้อที่ ๑ ที่จะต้อง มีการประเมินและเตรียมพร้อมเลย ก็คือต้องดูว่าสุดท้ายเราจะเกิด Growth เศรษฐกิจเติบโต ได้แค่ไหนจากโครงการนี้ ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าจะให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ ผมขอตั้งเสนอให้เป็นตัวชี้วัด ข้อที่ ๒ เลยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ ข้อที่ ๓ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ ข้อที่ ๔ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ของประชาชน ข้อที่ ๕ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของภาคธุรกิจ ข้อที่ ๖ รักษา ระดับการบริโภค ข้อที่ ๗ รักษาระดับการลงทุน และข้อที่ ๘ ซึ่งอยู่ในตัวเหตุผลที่ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนเอง ก็คือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นอันนี้ ไม่ได้เอามาจากที่อื่นใดเลย เอามาจากตัวหลักการและเหตุผลของตัวร่างพระราชบัญญัติเอง ก็อยากจะขอให้มีการเพิ่มเติม แก้ไข แล้วก็มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการเตรียมพร้อม ที่จะประเมินผล อย่างน้อย ๆ ขอเป็น ๘ ข้อนี้นะครับ ผมจะขอยกตัวอย่าง จริง ๆ การทำโครงการใหญ่ขนาดนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ศึกษา ผลกระทบของนโยบายสาธารณะครั้งใหญ่ที่มีต่อประเทศไทย โครงการใหญ่ขนาดนี้ผมอาจจะ ยกเทียบเคียงให้เห็นกับประเทศบราซิล ซึ่งเคยทำโครงการ Bolsa Familia หรือการให้เงิน ช่วยเหลือกับครอบครัว แล้วก็เป็นครั้งแรก ๆ ในโลกที่มีการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข คือเมื่อก่อนหน้านี้เวลารัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมาก็มักจะแจกเงินให้กับประชาชน แล้วก็ โดนวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการให้หัวคะแนน ซื้อเสียงใด ๆ ดังนั้นบราซิลในช่วงต้นทศวรรษ ๒๐๐๐ ก็ริเริ่มการทำการแจกเงิน แต่ว่ามีเงื่อนไขนะครับ แจกให้กับคนจน แล้วก็ตั้งเงื่อนไข ไว้ชัดเจน ๒ ข้อ ว่าครอบครัวที่ได้รับเงินอุดหนุนตรงนี้ ข้อที่ ๑ จะต้องพาลูกไปฉีดวัคซีน ข้อที่ ๒ จะต้องให้ลูกมีอัตราเข้าเรียนที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการแก้ Pain Point หรือปัญหาของ ประเทศบราซิล โดยเฉพาะในครอบครัวยากจนได้เป็นอย่างดี แล้วโครงการ Bolsa Familia ของบราซิลก็ยังออกแบบที่จะจ่ายเงินโดยตรงให้กับแม่ในครอบครัว เพราะเชื่อมั่นว่า คนที่เป็นแม่จะดูแลลูก แล้วก็จะสามารถจัดสรรใช้จ่ายเงินในครอบครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีการศึกษาการออกแบบงานวิจัยว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยสร้างการเติบโต เติบโตของคนจนมากกว่าเติบโตของคนรวย ด้วยซ้ำ ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำได้ แล้วก็ทำให้คนบราซิลมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นพลเมือง หรือ Citizenship ของประเทศ ผมคิดว่าโครงการ Digital Wallet ก็จะนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการศึกษา เพราะมันสอดคล้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ หลายอย่างเลย นโยบายสาธารณะ สังคมศาสตร์ด้านต่าง ๆ ผลกระทบการคลัง เศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมก็ได้ ว่าคนแต่ละกลุ่มมีแนวทางในการใช้จ่ายเงินอย่างไร พฤติกรรมอย่างไร ข้อมูล ตรงนี้ยังจะเป็นข้อมูลการค้าที่สำคัญที่จะเป็นประโยชน์กับร้านค้าปลีก ร้านค้ารายย่อย ในอนาคตด้วย ดังนั้นผมเลยอยากให้มีการเตรียมความพร้อมในการออกแบบข้อมูล ต่อให้ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพก็ควรจะมี Third Party ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานเดียว ที่รับสัมปทานไป ควรจะเอามหาวิทยาลัยต่าง ๆ หน่วยงานในท้องถิ่น ที่เข้ามาช่วยกันในการระดม เพื่อเก็บข้อมูลตรงนี้ ผมคิดว่าจะทำให้การออกแบบโครงการในอนาคตนั้น เป็นประโยชน์มากขึ้น แล้วเราก็จะได้มีข้อสรุปชัดเจนว่า การใช้เงิน การออกแบบโครงการแบบนี้นั้น ส่งผลอย่างไร กับเศรษฐกิจไทยกับคนไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญกรรมาธิการอีกท่านนะครับ ท่านนพณัฐ มีรักษา ครับ🔗

นายนพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นพณัฐ มีรักษา กรรมาธิการ ขออภิปรายตามที่ได้สงวน ความเห็น ก็คือให้เพิ่มความต่อไปนี้ขออนุญาตอ่าน ก็คือให้เพิ่มคำว่า โดยให้กระทรวง การคลัง มีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินการ และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ และรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ขอให้เติมข้อความตรงนี้ลงไปเป็นตอนท้ายของมาตรา ๕ โดยมีเหตุผลสนับสนุนเล็กน้อยสั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้เราไม่มีแผนในการ ประเมินผลโครงการ Digital Wallet อย่างชัดเจนนะครับ เท่าที่เรามีนี่ก็เป็นเพียงการ ประเมินผลตามธรรมดา เช่น ในห้องกรรมาธิการทางสำนักงบประมาณก็ได้ชี้แจงว่า ตัวชี้วัด ของเขาก็คือการเบิกจ่าย คือเบิกจ่ายงบประมาณได้ครบ เบิกจ่ายได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ เป็นการชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของสำนักงบประมาณใช่ไหมครับ ทีนี้ผมก็ยังคิดว่ามันไม่ใช่ตัวชี้วัด ที่เหมาะสม เพราะว่าเรื่องนี้เรื่องของการแจกเงิน Digital Wallet รัฐบาลอ้างว่า เพื่อเป็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจใช่ไหม ดังนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีการประเมินผลที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า GDP ของเราโตได้ ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑.๒-๑.๘ เปอร์เซ็นต์ จากโครงการ Digital Wallet จริงหรือไม่ อย่างไร คือเรายังต้องมีรายละเอียดพวกนี้มากขึ้นกว่าการที่แต่จะบอกว่า เราใช้จ่าย งบประมาณครบอย่างเดียวเท่านั้นนะครับท่านประธาน🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า GDP โตอย่างเดียวก็ยังไม่พอ เรายังต้องพิจารณาด้วยว่า โครงการนี้ในท้ายที่สุดแล้ว ได้ตอบสนองในเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐบาลสัญญาว่า เป็นเงื่อนไข หรือว่า เป็นสาระสำคัญของการทำโครงการนี้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การทำ Digital Wallet ทำให้ มีการลงทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ การใช้เงิน Digital Wallet เงินมันหมุนจริง ๆ แล้วกี่รอบ ตัวคูณ ทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงเป็นเท่าไร ประชาชนเอาเงิน Digital Wallet ไปซื้อสินค้าทุนเท่าไร ใครบ้างที่เอาเงิน Digital Wallet มาขึ้นเงินเป็นเงินจริง เพราะอย่างที่เราทราบว่าสุดท้าย ก็จะเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ที่รับเงินรอบ ๒ มา แล้วเอาไปขึ้นเงิน ดังนั้นก็อยากจะรู้จริง ๆ ว่า เป็นหน่วยงานไหน เป็นบริษัทไหนบ้างที่ได้รับเงินในส่วนนี้มากที่สุดครับท่านประธาน แล้วก็ต้องอย่าลืมว่าปกติแล้วการใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณใด ก็ต้องไป รายงานผลตอนที่งบประมาณของปีถัดไปเข้าสู่การพิจารณาของสภา แล้วก็ไปรายงานผล ในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาตั้งขึ้นมา เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีใช่ไหมครับ แต่ว่าครับท่านประธาน แต่ว่านี่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติม ใช่หรือไม่ครับ ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ผ่านวาระที่ ๑ จากสภาไปแล้ว แล้วก็ใกล้จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเสร็จอยู่แล้วด้วย ดังนั้นก็เลยเป็นการยากมาก ที่จะมีการรายงานผลของปี ๒๕๖๗ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการใช้จ่ายเงินก้อนนี้เพื่อ Digital Wallet เอามาพิจารณาให้ทั้งกรรมาธิการเอง ให้ทั้งสภาเองได้รับทราบว่า การใช้เงิน เป็นอย่างไร ได้ผลลัพธ์สำเร็จสมบูรณ์ไปตามที่ท่านได้กล่าวอ้าง กล่าวถึงในตอนแรกหรือไม่ ดังนั้นก็เลยอาจจะเกิดช่องโหว่ที่ไม่มีการประเมินผลเรื่องนี้อย่างครบถ้วน เต็มที่ และเหมาะสม ดังนั้นก็เลยจำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มเติมคำตามที่ได้สงวนความเห็นไว้ เพื่อให้มีการ ประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างถูกต้อง แม่นยำ แล้วก็ขอให้ยืนยันตามที่สงวนไว้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังและกรรมาธิการเสียงข้างมาก มาตรา ๕ ต้องเรียนอย่างนี้ว่า โดยการแปรญัตติของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้สงวน ความเห็นนะครับ ให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการทั้งก่อนและหลัง ซึ่งตรงนี้ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เป็นข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งถูกกำหนด อยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของ พ.ร.บ. วินัยทางการเงิน การคลังนะครับ การทำโครงการลักษณะนี้ จะต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทั้งก่อนและหลัง เป็นปกตินะครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเขียนตัว พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติม ไม่มีความจำเป็นจะต้องเติมวรรคสองเข้าไปนะครับ🔗

ประเด็นถัดมาคือ ประเด็นที่ต้องรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ อันนี้เป็นข้อความใหม่ครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเรียนด้วยความเคารพว่า กลไกสภา ผู้แทนราษฎรของเรา มีโครงสร้างและมีกลไกในการรองรับในการตรวจสอบมากมาย ไม่ว่า จะเป็นกรรมาธิการสามัญหรือกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะตั้งขึ้นมาในอนาคตได้ สามัญ ที่ดูเรื่องนี้อยู่แล้วก็คือ เรื่องของกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหาร งบประมาณ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการดำเนินการในการตรวจสอบ รวมถึงกรรมาธิการอื่น ๆ ก็สามารถดึงเรื่องขึ้นมาตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน และเมื่อวาระมาถึงในการพิจารณา งบประมาณในปีถัด ๆ ไป เรื่องเหล่านี้ก็ต้องมานำเสนอต่อกรรมาธิการเพื่อติดตามตรวจสอบ การใช้งบประมาณของรัฐว่าเกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพอย่างไร เพราะฉะนั้น โดยความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่มีความจำเป็นจะต้องปรับเพิ่มแก้ไขในเรื่อง ของมาตรา ๕ ขอยืนตามร่างเดิมครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ กรรมาธิการได้ขอสงวนความเห็นยังคงติดใจไหมครับ ในเมื่อยังติดใจ จะต้องมีการลงมติครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๒๔ นะครับ🔗

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำพูน

ท่านประธานครับ ผม รังสรรค์ มณีรัตน์ ขอท่านประธานรอสมาชิกที่อยู่ข้างนอกสัก ๑๐ นาทีครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ตอนนี้ ถ้าดูด้วยตาก็หนาแน่นพอสมควรนะครับ ๑๐ นาทีผมว่านานไปหน่อย ผมขอไม่เกิน ๕ นาที เดี๋ยวเราจะได้เริ่มโหวตกันนะครับ🔗

นางสาววิลดา อินฉัตร ศรีสะเกษ

ท่านประธานคะ ๓๔๘ แสดงตนค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

แล้วก็ เมื่อโหวตมาตรานี้เสร็จแล้วเราอยู่ต่อกันเลยนะครับ เพราะว่ามาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ๓๖๙ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๓๖๙ นะครับ ท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ผมขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๘ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๔๕๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการลงมติครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากคือให้คงไว้ตามร่างเดิมโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หมายเลข ๐๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๒๔ เห็นด้วยครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิด การลงคะแนน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๓ ท่าน บวก ๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๔ ท่าน บวก ๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๖๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่านครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ🔗

ขอเชิญฝ่ายเลขานุการครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไขครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบการพิจารณาเรียงตามลำดับแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีเป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ🔗

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ เพื่อให้สภาลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบโดยไม่มีการอภิปรายครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ดังนั้นผมจะขอถามมติ จากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... หรือไม่ครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๐๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๒๔ แสดงตนครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าครบถ้วนแล้วผมขอปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๗ ท่าน บวก ๑ ท่านครับ🔗

ต่อไป เป็นการลงมตินะครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วยครับ ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วยครับ ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๐๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๒๔ เห็นด้วยนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๔ ท่าน บวก ๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๑ ท่าน บวก ๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๖๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการลงมติข้อสังเกตนะครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน และเพื่อให้สภาลงมติว่า จะเห็นชอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มี การอภิปรายครับ ถ้าที่ประชุมเห็นด้วยจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี ต่อไปครับ ต่อไปจะเป็นการถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ๐๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๒๔ ครับ ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๔๓ ท่าน บวก ๑ ท่านครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป ขอสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ๐๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๐๒๔ เห็นด้วยครับ มีใครยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่าน บวก ๑ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๔๔๘ ท่าน บวก ๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ ท่าน เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการครับ🔗

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนของรัฐบาล ขอขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พ.ศ. .... ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ ในการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงิน หมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการ ประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุน ในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ🔗

สำหรับข้อคิดเห็น คำเสนอแนะ ข้อเสนอ รวมถึงความห่วงใยที่ท่านสมาชิก ได้เสนอแนะไว้ตลอดระยะเวลาในการประชุม รัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะได้ นำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ จากการใช้เม็ดเงินงบประมาณมากที่สุด🔗

นอกจากนั้นขอบพระคุณท่านกรรมาธิการวิสามัญทุกท่าน ที่ได้เสียสละเวลา และร่วมมือกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฉบับนี้ อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ รัฐบาลจะได้นำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุง การดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ กระผมขอให้ความ มั่นใจว่า นโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่ได้รับอนุมัติให้นำไปใช้จ่ายในครั้งนี้ จะนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด โดยรัฐบาลจะกำกับ ดูแล ติดตามการ ใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวให้มีความโปร่งใส และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิต และการดำรงชีพ รวมถึงสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณกรรมาธิการทุกท่านนะครับ🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗

ด้วยในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ วันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ และ ๒ ออกไปก่อนนะครับ เพื่อรอพิจารณาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน ที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอมายังสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระ ต่อไปครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗

๕.๑ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... (นายรังสรรค์ มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) พิจารณาต่อจากการประชุมในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗🔗

จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๗ วันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการทำนอง เดียวกัน รวม ๓ ฉบับตามระเบียบวาระที่ ๕.๑ ถึง ๕.๓ โดยผู้เสนอได้แถลงหลักการ และเหตุผลตามลำดับเสร็จสิ้นแล้วครับ ประธานของที่ประชุมในขณะนั้นจึงสั่งปิดประชุม และวันนี้จะเป็นการที่สมาชิกได้ใช้สิทธิในการอภิปรายต่อครับ ดังนั้นขอดำเนินการต่อตามนี้ สำหรับรายชื่อผู้อภิปราย สมาชิกครับช่วยรักษาความสงบในห้องประชุมด้วยครับ เราจะเริ่ม อภิปรายในวาระต่อไปแล้วครับ ขอเชิญท่านแรกเลยครับ ท่านญาณธิชา บัวเผื่อน ครับ🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน จันทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ ลำไยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยในปี ๒๕๖๕ มีผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ ๑,๕๕๐,๐๐๐ ตัน มีมูลค่าการส่งออกลำไยสดอยู่ที่ประมาณ ๑๗,๔๐๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๖๖ มีผลผลิตทั้งหมดประมาณ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ตัน มีมูลค่า การส่งออกลำไยสด ประมาณ ๑๖,๔๐๐ ล้านบาท เมื่อมาดูผลผลิตลำไยในภาคตะวันออก ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสระแก้ว มีผลผลิตในปี ๒๕๖๕ อยู่ที่ ประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ ตัน และในปี ๒๕๖๖ มีผลผลิตอยู่ที่ ๔๒๐,๐๐๐ ตัน สถิตินี้มาจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะสังเกตว่าบางส่วนผลผลิตทั้งในประเทศ และในภาค ตะวันออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากชาวสวนลำไยบางส่วนพักต้นและสลับแปลงราดสาร Potassium chlorate เพราะว่าความสมบูรณ์ของต้น และบางส่วนก็ประสบกับปัญหา การขาดทุนจนต้องเลิกอาชีพนี้ไปนะคะ และแม้ว่าแนวโน้มจะมีผลผลิตที่ลดลง แต่ว่าลำไย ก็สร้างรายได้ให้กับประเทศหลายหมื่นล้านบาท และเป็นอาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้กับ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ครัวเรือน ลำไยจึงเป็นผลไม้ที่รัฐบาล ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ท่านประธานคะ ท่าน สส. วิทวิสิทธิ์ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลของดิฉัน ได้กล่าวถึงรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติลำไย ของพรรคก้าวไกลไปแล้ว ที่แตกต่างจากของพรรคอื่น ๆ ดังนั้นดิฉันจะขอพูดรายละเอียด ในส่วนอื่น ๆ แทนค่ะ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือที่เราเรียกกันว่า Fruit Board และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการ ผลผลิตลำไยคุณภาพ ที่ตั้งขึ้นจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ว่าชาวสวนลำไย ก็ยังประสบกับปัญหาขาดทุน จนบางรายต้องเลิกอาชีพปลูกลำไยหันไปปลูกทุเรียน ซึ่งมี ราคาที่ดีกว่าแทน นี่ขนาดลำไยในภาคตะวันออกเป็นลำไยคุณภาพ ก็ยังมีปัญหาขนาดนี้ ในขณะที่ลำไยภาคตะวันออกกับภาคเหนือนี่มีบริบทที่แตกต่างกัน ในส่วนนี้ดิฉันจึงจะขอ อภิปรายปัญหาลำไยในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีปัญหาโดยรวม ๗ ปัญหาดังต่อไปนี้นะคะ🔗

ปัญหาแรก เกษตรกรขาดแคลนเงินลงทุน ต้องพึ่งพาเงินทุนจากล้ง ณ วันนี้ จำเป็นที่จะต้องขายล่วงหน้า หรือที่เราเรียกว่า การขายใบเพื่อให้ได้เงินมัดจำจากล้งมาลงทุน ทำให้มีอำนาจในการต่อรองกับล้งต่ำ ล้งว่าอย่างไรก็ต้องเอาแบบนั้นนะคะ🔗

ปัญหาที่ ๒ เมื่อทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว รับเงินมัดจำจากล้งไปแล้ว เมื่อถึงเวลา ที่ต้องเก็บผลผลิต จากล้งที่เคยทำสัญญาล่วงหน้าไว้ ๓๒ บาท บางล้งต่อรองราคาเหลือ ๒๐-๒๕ บาท เกษตรกรจำเป็นต้องขายค่ะ ถึงแม้ว่าจะขายขาดทุนก็ตาม ปัญหานี้เป็นปัญหา ที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยฝากดิฉันมาพูดค่ะท่านประธาน เพราะว่าเป็นปัญหาที่ส่วนใหญ่ เจอคล้าย ๆ กันนะคะ🔗

ปัญหาที่ ๓ เป็นปัญหาของเรื่องมาตรฐานในการคัด Size ซึ่งเรื่องนี้ล้ง กับชาวสวนมีปัญหากันบ่อย ก็ควรมีการกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจนไปเลยว่าเกรด A B C ควรที่จะมีขนาดเท่าไร ลูกร่วงควรที่จะมีขนาดเท่าไร และหากไม่ปฏิบัติตามควรมีบทลงโทษ และการตักเตือนที่ชัดเจนด้วยนะคะ🔗

ปัญหาที่ ๔ เป็นปัญหาในเรื่องของแรงงาน ในการเก็บลำไยจำเป็นที่จะต้องใช้ แรงงานต่างชาติ ชาวกัมพูชาที่มีทักษะเฉพาะ ที่ผ่านมาประสบกับปัญหาการนำเข้าแรงงานต่างชาติ มีราคาแพง ทำให้เกษตรกรและล้งต้องจำกัดจำนวนแรงงาน ส่งผลทำให้เกิดการขาดแคลน แรงงานต่างชาติในช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิต และล้งบางล้งอาจนำเรื่องของการขาดแคลน แรงงานมาเป็นข้ออ้างในการไม่เข้ามาเก็บตามสัญญา ทำให้ลำไยได้รับความเสียหาย และถือโอกาสกดราคาค่ะ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ ที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาลตามมาตรา ๖๔ ด้วย ที่ไม่สามารถข้ามไปเก็บลำไยระหว่างพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดสระแก้วได้ เพราะติดขัด ข้อกฎหมาย ซึ่งปัญหานี้ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้น และยังซ้ำเติมกับปัญหาการขาดแคลน แรงงานด้วยค่ะ🔗

ปัญหาที่ ๕ เป็นปัญหาของต้นทุนการผลิต ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน มีราคาแพงมาก แต่ว่าผลผลิตมีราคาถูกสวนทางกันนะคะ🔗

ปัญหาที่ ๖ เป็นปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะ ในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งที่ผ่านมาในจังหวัดจันทบุรีต้องซื้อน้ำเฉลี่ยวันละประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น หรือว่าบางสวนไม่มีทุนในการซื้อน้ำ ก็ต้องปล่อยให้ต้นลำไยตายไปนะคะ🔗

ปัญหาที่ ๗ เป็นปัญหาที่สำคัญมาก ๆ นอกจาก ๖ ปัญหาใหญ่ที่กล่าวมาแล้ว ปัญหาที่ ๗ ก็คือว่า ขายลำไยแล้วไม่ได้เงิน ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ต้องไปกู้เงินนอกระบบ มาใช้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังฟ้องร้องเป็นปัญหากันอยู่หลายเคส ท่านประธานคะ ถึงแม้ว่าตอนนี้ เรามีคณะกรรมการ Fruit Board และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการผลผลิต ลำไยคุณภาพอยู่แล้ว แต่ว่าเกษตรกรชาวสวนลำไยยังคงประสบกับปัญหาที่ดิฉันกล่าวมาอยู่ และดิฉันคิดว่าถึงแม้ว่าจะตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย คณะกรรมการบริหารจัดการลำไย หรือคณะกรรมการลำไยใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่ตั้งขึ้นตามหลักการของ พ.ร.บ. ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ หากยังคงทำแบบเดิม ประชุมแบบเดิม และมีหน่วยงานเดิม ๆ เข้าร่วมประชุม ผลการทำงาน ก็อาจจะไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนลำไยได้อยู่ดี อีกทั้งยังซ้ำซ้อน กับหน่วยงานเดิมด้วย ดิฉันคิดว่าหากรัฐบาลมีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา หน่วยงานเดิมที่มีอยู่แล้วก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อยู่แล้ว หากที่จะแก้ไขปัญหาให้กับชาวสวนลำไยต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยอาจจะมี กองทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรกู้เงินไปลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอาเงินมัดจำจากล้งมาใช้ก่อน ล่วงหน้า เกษตรกรจะได้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น มีมาตรการ มีบทลงโทษที่ชัดเจน สำหรับล้งที่เอาเปรียบ มีการวางแผนการบริหารจัดการเรื่อง Demand Supply อย่างจริงจัง มีการสนับสนุนเงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำให้ล้งไทยสามารถแข่งขันกับล้งจีนได้ ก็สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้ แต่ว่าหากเพื่อน ๆ สมาชิกอยากที่จะเสนอให้ใช้แนวทาง การแก้ไขปัญหาด้วยการออก พ.ร.บ. เฉพาะ ดิฉันก็ไม่ขัดข้องค่ะ และยินดีให้ความร่วมมือ และจะเสนอข้อเสนอของพรรคก้าวไกลเพิ่มเติมขึ้นในชั้นกรรมาธิการต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย กระผม ขออนุญาตท่านประธาน ขอมีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ ท่านพร้อมกับคณะ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศอยู่ในภาค การเกษตร แล้วก็มีผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ลำไยเป็นส่วนหนึ่งของผลไม้ที่พี่น้องประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือหรือภาคตะวันออก เดี๋ยวนี้ปลูกได้แทบทุกภาคแล้วนะครับ แล้วก็ เมื่อถึงหน้าลำไยในขณะนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของราคา ซึ่งตัวผมเองก็ได้ช่วยเหลือเพื่อน ในตอนที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เราก็จะมีการเชื่อมโยง ในการช่วยเหลือเพื่อนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะนี้ ราคาลำไยก็ค่อนข้างที่จะตกต่ำ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า โครงสร้างประเทศไทย ในเรื่องของการดูแล ในเรื่องของผลไม้หลักของประเทศไทย ในขณะนี้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เรามีคณะกรรมการ Fruit Board ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ครับ ก็ไปดูแลผลไม้ เพียงแค่ ๑๐ ชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด ลำไย ก็ ๑ ใน ๑๐ ของผลไม้ที่จะต้อง มีคณะกรรมการชุดนี้ดูแล ยังมีเงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด ส้มเขียวหวาน และส้มโอ ในส่วนของภาคใต้นะครับ มังคุดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มังคุดที่จังหวัดพังงา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ล้วนแต่มีปัญหาในช่วงหน้าฤดูของผลไม้นั้น ๆ เราไม่เคยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้เลย กับทั้งยังมีประเด็นปัญหาที่ซ้ำซากมาก เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ในเรื่องของการเสนอร่าง พระราชบัญญัติ ส่วนตัวผมเองผมในสมัยนี้ผมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติผลไม้ไทย รวมถึง พืชผักด้านอื่นด้วย ในความเป็นจริงแล้วนอกเหนือจากผลไม้นะครับ ผมว่ายังมีอีกหลายอย่าง ที่เป็นหน้าฤดู ไม่ว่าจะเป็นกล้วย ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ และพืชผัก เช่น กระหล่ำปลี และมะเขือเทศ ถ้าเราออกกฎหมายรวมให้มันเป็นโครงสร้างหลัก โครงสร้างใหญ่ ๆ ก็ด้วยข้อจำกัดละครับว่า สภาผู้แทนราษฎรพอออกร่างพระราชบัญญัติอย่างนี้ มันก็จะเกี่ยวกับ เรื่องการเงิน ก็ไม่สามารถที่จะผ่านกำแพงในเรื่องของข้อจำกัดทางกฎหมายได้ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีผมไม่เคยเห็นอนุญาตในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอร่างที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติการเงิน และผมก็ไม่ประสงค์ที่จะอุทธรณ์ คำสั่งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมประธานคณะกรรมการ ๓๕ คณะ เพื่อวินิจฉัยในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการเงิน เพราะผมไม่เคยเห็นว่าจะผ่าน คณะกรรมการไปได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นร่างพระราชบัญญัติของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน รวมทั้งครั้งนี้ด้วย และผมก็เสนอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านการรับฟังความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ พี่น้องประชาชนในภาคการเกษตรเห็นด้วยหมด เพื่อที่จะให้ รัฐบาลตั้งคณะกรรมการโครงสร้างในเรื่องของพืชผลไม้ไทยมากกว่า ๑๐ ชนิดด้วยกัน เราจะเห็นได้ว่าวันนี้ที่ไหน ๆ ก็ปลูกทุเรียน ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุเรียนก็เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่กำลังจะต้องประสบปัญหาอย่างแน่นอน แล้วเราก็เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของประเทศจีน ก็มาตั้งล้งกันในประเทศไทยมากมาย ก็เป็นผลให้เกษตรกร ชาวสวนผลไม้ไทยเราก็ไม่ค่อยมีกำไรนะครับ เพราะเขาซื้อตั้งแต่ที่มาดูตั้งแต่พืชผลไม้ ที่ผลิดอก ก็เป็นการเหมาจ่ายนะครับ สิ่งเหล่านี้ผมไม่อยากเห็นเพื่อที่จะให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ ที่ตั้งใจในการที่จะผลิต เพราะฉะนั้นในส่วนของนโยบายของยุทธศาสตร์ลำไยก็ดี ในส่วนของพืชผลไม้อื่นก็ดี ที่ผมเสนอไปเป็นผลไม้รวมนั้น ผมก็ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องนะครับ ผมเห็นว่าถ้าในกรณีผลการศึกษาในส่วนของร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นั้น ถ้าสามารถที่จะออกเป็นกฎหมายรวมในเรื่องของผลไม้และผักหลัก ๆ ของประเทศไทยนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ในอนาคตเดี๋ยวก็จะมีพระราชบัญญัติทุเรียน พระราชบัญญัติมังคุด เงาะ และอื่น ๆ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมเห็นว่า รัฐบาลควรที่จะรวมทั้งหมดแล้วก็กำหนดเป็น ยุทธศาสตร์ในเรื่องของโครงสร้างที่รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุน เช่น สนับสนุนในเรื่อง ของพันธุ์ สนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในเรื่องของการปลูก การรักษา และต้นทุน การผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปราบวัชพืช ในการดูแล การส่งเสริม ในเรื่องของ Packaging ในเรื่องของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดในเรื่องของ อุตสาหกรรมต่อยอดในเรื่องของพืชผลไม้ไทยและผักประเทศไทยด้วยซ้ำไป ในวันนี้ มีการแข่งขันสูงมาก เราจะไปเห็นว่าที่ประเทศจีนนั้นผลไม้เขาทำดีมาก พัฒนาบำรุงพันธุ์ มีห้องเย็น มีระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งที่รวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันของเรานี่มีการขนส่ง การ Packaging ที่ไม่ดี ห้องเย็นไม่ดี เวลาขนส่งก็เสียหาย ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นทุนต้นทุนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกกระทรวงที่จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการขาดการวางแผน เพราะฉะนั้นเกษตรกรประเทศไทยพอถึงวันนี้ หน้าทุเรียนราคาดี บางท่านมีสวน ๑๐ ไร่ ขายได้เป็นล้านก็แห่กันในการที่จะไปโค่น ยางพารา ไปโค่นปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่จะพอปลูกทุเรียนได้ ก็ไปปลูกทุเรียนกันเต็มไปหมด ในขณะเดียวกันในอนาคตทุเรียนเป็นพืชที่ลงทุนสูง รักษายาก ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ เป็นสิ่งจำเป็น ในเรื่องของโรคระบาดก็ค่อนข้างที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ก็จะทำให้ พี่น้องเกษตรกรถึงเวลาไม่มีพี่เลี้ยงในเชิงวิชาการ วันนี้แถวบ้านผมจังหวัดกระบี่ ทุเรียนขยายมาก จีนมาทานทุเรียนกัน ก็สั่งทุเรียนเป็น ๑๐ ตัน ๒๐ ตัน สิ่งเหล่านี้พี่น้องประชาชน ก็ได้ประโยชน์ และเราก็ยังใช้นักวิชาการจากผู้มีประสบการณ์จากจังหวัดจันทบุรี จังหวัด ระยอง หรือจังหวัดชุมพร ก็มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน ถ้าหากว่า รัฐบาลมีหน่วยงานหลักในการดูแลทั้งหมด ในด้านวิชาการ ในเรื่องของโครงสร้าง และในเรื่องของการประกันราคา ทิศทางที่แน่นอน การกำหนดการจำกัดพื้นที่ การหาตลาด การขนส่งก็จะทำให้เป็นหลักประกันของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้ และผักในประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า ถ้าเรามีกฎหมายที่ชัดเจน เรามีโครงสร้างที่ชัดเจน การมีส่วนร่วมของตัวแทนของภาคเกษตรกรทุกส่วนทุกฝ่าย ผมคิดว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง ที่นำมากับประเทศชาติไม่แพ้ในเรื่องของการท่องเที่ยวแน่นอน เป็นความท้าทายครับ เราเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอาชีพภาคการเกษตรเป็นหลัก ทั้งหมดทั้งสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญในชุดนี้ แล้วก็ขอฝากถึง ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วยว่า ถ้าเห็นว่า โครงสร้างในการทำกฎหมายในเรื่องของ พระราชบัญญัติผลไม้ไทย แล้วก็ผักของประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าจะทำให้เกิดรายได้ และมีอำนาจต่อรอง ทำให้เกษตรกรทุกกลุ่ม โดยส่วนใหญ่อยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทยนั้น จะมีฐานะที่มั่นคงขึ้นในอนาคตต่อไป ต่อไปนี้เราจะไม่เห็นว่าพี่น้องเกษตรกรแต่ละจังหวัด ในฤดูจะต้องเอามังคุดมาเทที่หน้าศาลากลาง จะต้องเอาเงาะมาเทที่กลางถนน ลำไยก็เช่นกัน เป็นพืชผลไม้ที่มีรสชาติที่ดี แล้วก็เป็นที่นิยมของทั่วโลกสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านคริษฐ์ ปานเนียม ครับ🔗

นายคริษฐ์ ปานเนียม ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม คริษฐ์ ปานเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๑ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติลำไย ท่านประธานครับ จังหวัดตากบ้านผมนี้ ก็มีพื้นที่เพาะปลูกลำไยได้ผลผลิตกันก็เป็นอันดับ ๗ ของประเทศ มีประชากร พี่น้องเกษตรกร ปลูกมากถึง ๓๐,๐๐๐ ไร่เศษ เรารับทราบรับฟังปัญหาจากพี่น้องมานานแล้วครับ ในเรื่องของราคาตกต่ำนะครับ แล้วก็เรื่องของการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และล้งอย่างที่เราทราบกันดี สิ่งที่ผมจะพูดมันก็ไม่ได้เกินจริงไปสักเท่าไรนะครับ ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน ราคาที่ล้งจะติดกัน แจ้งให้พี่น้องเกษตรกรทราบ ก็มักจะติดกันช่วงเย็น เกษตรกรก็ไปเก็บกันตั้งแต่เช้า พอถึงเวลาเห็นราคาก็สุดท้ายจำใจ ต้องขายครับ เพราะว่าถ้าไม่ขายเดี๋ยวผิวมันกรอบมันก็ขายไม่ได้ แล้วก็ตะแกรงร่อน ที่เราเห็นกันอยู่นะครับ ขนาด AA แล้วก็ A แล้วก็ B แล้วก็ C ต่างกันหลักมิลครับ ต่างกัน นิดเดียวนะครับ แต่ราคาต่างกันราวฟ้ากับเหวจาก ๓๐ บาท พอเปลี่ยน AA เป็น A ก็หายไป ครึ่งหนึ่ง เหลือ ๑๕ บาทอย่างนี้ครับ สิ่งนี้ก็คือควบคุมไม่ได้เลย ไหนจะเรื่องผลกระทบ จากสิ่งแวดล้อม พายุ ฝน หรือภัยแล้ง ปัญหาต่าง ๆ ที่พูดมายังไม่เท่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้น เพราะว่าราคาขายเราทราบกันดี ไม่ว่าผลไม้ชนิดใดก็ตามมันราคาเดียวกันแทบทั้งประเทศ แต่ต้นทุนของแต่ละคนไม่เท่ากัน จังหวัดตากที่ผมได้พูดถึงเมื่อสักครู่ ปลูกกัน ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ มีพื้นที่ที่เข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่เป็นแหล่งน้ำที่บริการจากภาครัฐที่เราเรียกว่า ในเขตพื้นที่ชลประทานเพียง ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วที่เหลือละครับ ที่เหลืออีก ๘๓ เปอร์เซ็นต์ เข้าไม่ถึงแหล่งน้ำ ดังนั้นต้นทุนของเขาเพิ่มขึ้นแล้วจากการที่ต้องไปขุดสระ ไปเจาะบ่อบาดาล ใช้เครื่องสูบน้ำทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน จากราคาที่มันต่ำอยู่แล้วกลายเป็นไม่ได้ กำไรเลยก็มี🔗

แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของมาตรฐาน GAP การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ การเข้าถึงองค์ความรู้ การได้รับมาตรฐาน จังหวัดตากยังดีหน่อย เขาเรียกว่า ตาก Guarantee มาช่วยในเรื่องของลำไย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมแล้ว ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เข้าถึง องค์ความรู้ตรงนี้ แล้วก็ได้รับมาตรฐานตรงนี้ แล้วที่เหลือละครับเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร สิ่งนี้เป็นปัญหามาอย่างยาวนาน แล้วมันก็เป็นการดีที่วันนี้เราได้นำปัญหาของพี่น้อง เกษตรกรมาพูดคุยกัน มาหารือกันในสภาแห่งนี้ แล้วก็จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา พ.ร.บ. นี้ ก็มีความยินดีครับ ผมเองและพรรคก้าวไกลก็เห็นความสำคัญ ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นลำไยหรือพืชผัก ผลไม้ทุกชนิดก็ตาม ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วก็จะผลักดันเรื่องนี้ให้พี่น้องเกษตรกรต่อไป ผมก็ไม่ค่อยน้ำเท่าไรครับ เอาเนื้อ ๆ เลยครับ ก็ประมาณนี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศรีโสภา โกฏคำลือ ครับ🔗

นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ มันอาจจะฟังดูเป็นเหมือนเรื่องเดิม ๆ แต่มันคือความจริงที่พี่น้องภาคเหนือในประเทศไทย รวมถึงตัวดิฉันเองที่เกิดมาพร้อมกับ ต้นลำไย กินลำไยกันตั้งแต่เกิดค่ะ ลำไยถือว่าเป็นผลไม้ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ของดิฉันและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของดิฉันก็ว่าได้ จนมาถึงทุกวันนี้นับว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่ง ที่ดิฉันได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ที่เสนอโดย ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะคะ และเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ได้เข้าร่วมเสนอขึ้น ท่านประธานคะ จากการที่ดิฉันได้เกิดและเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ได้สัมผัสคลุกคลีกันตั้งแต่ปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว จนไปถึงการจำหน่ายลำไยนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่า ลำไยต้องเป็นผลไม้ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของเกษตรกรภาคเหนือ ตามเนื้อความที่ระบุอยู่ในหน้าที่ ๔ ของร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ หากได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จนหน้าที่ ๒ หมวด ๑ จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ลำไย ซึ่งเป็นใจความสำคัญ สู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และที่สำคัญคือการกำหนดให้เกษตรกร ชาวลำไยได้มีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายจัดการยุทธศาสตร์ไปพร้อมกับภาครัฐ และหากดิฉัน ได้พูดถึงการส่งออกลำไยของประเทศไทย ยังไปสู่คู่ค้าหลักนั่นก็คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชาวจีนนั้นจะเรียกลำไย ว่า หลงเหยียน ซึ่งแปลว่า ดวงตาของมังกร อันเนื่องมาจาก ลักษณะผลของมันค่ะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชาวจีนรู้จักลำไยมาตั้งนานแล้ว และชื่นชอบลำไย ชนิดนี้เป็นอย่างมาก ด้วยรสชาติที่หอม หวาน กรอบ อร่อย ถูกปากคนจีน อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นผลไม้ที่เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศ ได้ดีทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนะคะท่านประธาน ปัจจุบันชาวจีนได้เริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เพราะลำไยมีคุณประโยชน์ต่อการไปประกอบอาหาร รวมถึงการทำเป็นยาได้ จึงทำให้ลำไย โดยเฉพาะลำไยจากประเทศไทยยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องของชาวจีน เนื่องจากลำไย ของเรามีคุณภาพ อร่อย ขนาดของมันมีมาตรฐาน ซึ่งหากนำข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ตามที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับราคาลำไยที่ส่งออก ไปยังประเทศจีน โดยเกรด AA ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพที่ดีที่สุดจะอยู่ที่ ๔๗ บาทต่อกิโลกรัม และเกรด C จะอยู่ที่ ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้เราอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วยการเพิ่มราคาสินค้า เกษตรจากความเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ด้วยเหตุนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรทั้งภาคเหนือและจังหวัดอื่น ๆ ได้เกิดความเชื่อมั่นว่า ทางภาครัฐจะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลด้านผลิต กลไกการตลาด ตลอดจน การส่งเสริมการส่งออกลำไย เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวลำไยได้มีผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอรพรรณ จันตาเรือง ครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อรพรรณ จันตาเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ คนอำเภอ เชียงดาว เวียงแหง พร้าว ไชยปราการ และวันนี้ในฐานะลูกเกษตรกร วันนี้ขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ลำไยค่ะ ดิฉันขอเป็นตัวแทนพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ด้วยตัวดิฉันเองเกิดและเติบโตมาในสวนลำไย พ่อแม่ทำสวนลำไยเลี้ยงชีพ และส่งเรียน หนังสือเหมือนกับพี่น้องประชาชนอีกหลายคนในพื้นที่ภาคเหนือ สวนลำไยเป็นตัวกำหนด ชะตากรรมชีวิตของครอบครัว ถ้าหากปีไหนราคาดี ลำไยก็จะแพง ทำให้ลูกได้เรียนหนังสือ ได้ใส่เสื้อตัวใหม่บ้าง ปีไหนลำไยราคาถูก ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกร เรียกว่า ปุ๊ดตืนเจ้า ปีไหน ถ้าถูกจริง ๆ หรือว่า ปุ๊ดตืน พี่น้องเกษตรกรก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน เกษตรกรผู้ปลูกลำไย ทั้งหมด ๓๓ จังหวัด พื้นที่ปลูกทั้งหมด ๑,๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน จำนวน ทั้งหมด ๒ ล้านกว่าชีวิต ลำไยเป็น ๑ ใน ๑๑ พืชสวนสงวนของไทยเรา เป็นผลไม้ส่งออก อันดับต้น ๆ ของประเทศ แต่เกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหาหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่แรกค่ะ ดอกลำไยร่วงก่อนที่จะติดผล เนื่องจากสภาพอากาศและแหล่งน้ำที่แห้งแล้ง สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำให้ติดผลลำไยค่ะ อันที่ ๒ ก็คือไม่สามารถ ขอมาตรฐาน GMP ได้ เนื่องจากพื้นที่ของเขตบ้านดิฉันเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่า เขตอุทยาน จึงไม่สามารถขออนุญาตได้ เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับราคาปุ๋ย ราคายา ราคาต้นทุนที่สูง ๑ วัน คนที่ขึ้นลำไยใช้แรงงานวันละ ๕๐๐ บาท คนที่เด็ดลำไยอยู่ข้างล่างวันละ ๒๕๐ บาท ถ้าหาก วันนี้เก็บลำไยได้สัก ๒ กระสอบ แล้วนำไปร่อน ถ้าได้สัก ๗๐๐ บาท ก็ไม่คุ้มกับราคา ที่จะมาจ้างในการทำลำไยในแต่ละวัน ค่าน้ำแข็งยังไม่ได้เลยค่ะท่านประธาน ยังไม่พอนะคะ ในเรื่องของกฎหมาย เกษตรกรเสียเปรียบกับพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด จากเหตุการณ์ ในพื้นที่ของดิฉันมีการซื้อ หรือเขาเรียกกันว่า ขายเขียว ซื้อก่อนตั้งแต่ที่ลำไยยังไม่ออก เป็นเม็ด เป็นดอกซื้อแบบนี้ค่ะ แต่พอถึงเวลาที่จะเก็บลำไยจริง ๆ มันมีการตกลง แล้วก็ ตัวคู่สัญญาที่เอาเปรียบพี่น้องประชาชนบ้างในพื้นที่ และปัญหาที่น่ากลัวที่สุด ณ ตอนนี้ก็คือ ในเรื่องของทุนค่ะ ทุนจีน ขออนุญาตนะคะ ทุนต่างประเทศที่มาเป็นตัวกำหนดราคา เป็นคน ที่กำหนดว่า วันนี้ชะตาชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยจะได้ราคาไหน เราปลูกลำไยมา ๔-๕ ปี แต่ต้องมารอทุน ๆ เดียวมากำหนดว่า วันนี้จะให้ชะตากรรมชีวิตเกษตรกรเป็นรูปแบบไหน มันจึงเกิดการรวมกลุ่มของพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นสภาอาชีพเกษตรกรเคลื่อนไหว เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ลำไย เพื่อให้รัฐเห็นความสำคัญของเกษตรกร เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับคุณภาพ สินค้า ความเป็นธรรมของราคากับทุก ๆ ฝ่าย ท่านประธานที่เคารพคะ กลุ่มพี่น้องเกษตรกร นำโดยอาจารย์สง่า สภาอาชีพเกษตร พ่อกำนันไพศาล นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอพร้าว พ่อสมนึก ต๊ะปวน อดีตผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มนี้เป็นคนที่นำเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน หรือว่าข้อปัญหาของพี่น้องประชาชนของเรามา เพื่ออยากจะให้รัฐเห็นความสำคัญ โดยการ ไปยื่นหนังสือในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักปลัด สำนักงานรัฐมนตรี และพรรคการเมืองต่าง ๆ ท่านประธานคะ กลุ่มนี้เราไม่มี นายทุนในการสนับสนุน ทุก ๆ ครั้งในการเดินทาง หรือว่าในการขับเคลื่อนแต่ละครั้ง ทุก ๆ คนจะได้งบประมาณในการที่พี่น้องประชาชนออมกันคนละ ๒๐ บาท เพื่อจะให้ ไปเป็นค่าเดินทางในการมาเพื่อขับเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. นี้ แต่ พ.ร.บ. ของพี่น้อง ประชาชนในวันนี้ที่ได้ยื่นมามีทั้งหมด ๖ หมวด ๕๒ มาตรา ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. หมวดทั่วไป ๒. คณะกรรมการ ๓. คณะกรรมการบริหาร ๔. กองทุนลำไยผลิตภัณฑ์ ๕. ลำไย ๖. ราคาลำไยและผลตอบแทน แต่ พ.ร.บ. ที่เรากำลังอภิปรายกันนี้มีอยู่ ๒ หมวด ก็คือเกี่ยวกับเรื่องหมวดของการแต่งตั้งคณะกรรมการ และที่มาของคณะกรรมการว่า มาแบบไหน ทั้ง ๆ ที่ทั้งหมดนี้คณะกรรมการหรือว่า Fruit Board ของเราก็มีอยู่แล้วนะคะ เราเห็นได้ว่าถ้าสมมุติว่า Fruit Board ที่มาจากคณะกรรมการทั้งหมด ทำหน้าที่ตั้งแต่แรก พ.ร.บ. ลำไย หรือว่า พ.ร.บ. อะไรต่าง ๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้นค่ะ วันนี้เราก็ต้องบอกกับพี่น้อง ประชาชนผู้ปลูกลำไยจริง ๆ ว่า หมวดทั้งหมดที่พี่น้องประชาชนต้องการมันยังอยู่ในหมวด ของเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การเงินการคลังอยู่ ก็อยู่ที่อำนาจของนายกรัฐมนตรีละค่ะว่า วันนี้ นายกรัฐมนตรีของเราจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับพี่น้องผู้ปลูกลำไย หรือพี่น้องเกษตรกร ทั้งหมดหรือเปล่า และรัฐมนตรีจะเห็นใจ แล้วก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเกษตรกรหรือเปล่า แต่วันนี้ถือว่าเป็นมิติที่ดีที่สภาแห่งนี้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับลำไย และได้นำปัญหามาคุยกัน แล้วเริ่มต้นในการจะแก้ไข วันนี้ดิฉันจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ร่างนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครับ🔗

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทยค่ะ ก่อนอื่นดิฉัน คงต้องขอขอบพระคุณท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ และเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มี ความห่วงใยในเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในหลาย ๆ พื้นที่ รวมถึงตัวดิฉันเอง ทั้งในพื้นที่ของดิฉัน รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ที่ดิฉันมีความคุ้นเคยกับหน่วยงานราชการและกลุ่ม ผู้ปลูกลำไย ดิฉันมีความเป็นห่วงและอยากจะเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวหนึ่งแรงที่ช่วยหาทางออก ให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยค่ะ ท่านประธานคะ ลำไยอดีตเป็นพืชเศรษฐกิจ ของภาคเหนือค่ะ แต่ในยุคปัจจุบันได้ขยายตัวไปหลายจังหวัดและหลายภาคของประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือ พ่อค้าชาวจีนได้นำเอาพันธุ์ลำไยของพวกเราไปแพร่ขยายและนำไปปลูก ในหลายมณฑลของประเทศ เพราะเขาถือว่าลำไยเป็นผลไม้ให้พลังงาน และสามารถนำ ผลผลิตมาเป็นส่วนผสมของสมุนไพรในหลาย ๆ ตัวค่ะ ท่านประธานคะ จากตัวเลข การส่งออกลำไยสดที่ดิฉันได้มา ๓ ประเทศหลักที่ไทยเราได้ส่งออก อันดับ ๑ คือประเทศจีน อันดับ ๒ คือประเทศอินโดนีเซีย และอันดับ ๓ คือประเทศเวียดนาม โดยการส่งออก ไปประเทศจีนของพวกเราค่ะ ในปี ๒๕๖๕ เรามียอดส่งออกถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๖๖ ลดลงเหลือ ๓,๗๐๐ ล้านบาท ดังนั้นในปีนี้ปี ๒๕๖๗ เพื่อประโยชน์ ของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยของประเทศเรา ดิฉันหวังว่าตัวเลขการส่งออกจะแตะยอด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทะลุตัวเลขของปี ๒๕๖๕ ซึ่งดิฉันเองก็มีความเชื่อมั่นในการบริหารงาน ของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และในส่วนตัวเลขของการส่งออก ลำไยแห้งค่ะท่านประธาน อันดับ ๑ ก็ยังคงเป็นประเทศจีนค่ะ ซึ่งในปี ๒๕๖๕ เรามียอด ส่งออกถึง ๖,๘๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๖๖ ตกลงมาเหลือ ๔๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๗ ดิฉันก็ยังคงมีความหวังว่า พอจบปีนี้แล้วยอดของการส่งออกลำไยแห้ง ไปยังประเทศจีนจะปิดตัวเลขในหลักพันล้าน ส่วนอันดับ ๒ และอันดับ ๓ จะเป็นประเทศ เวียดนามและประเทศอินโดนีเซียตามลำดับ ท่านประธานคะ ในส่วนของจังหวัดเชียงราย บ้านเกิดดิฉันค่ะ ในปี ๒๕๖๗ จะมีพื้นที่ปลูกลำไยจำนวนกว่า ๒๓๐,๐๐๐ ไร่ คาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตประมาณ ๗๗,๘๔๐ ตัน ผลผลิตลำไยของจังหวัดเชียงรายจะเริ่มออกสู่ท้องตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม และเดือนกันยายนของทุกปี โดยอำเภอแม่สรวย อำเภอเทิง และอำเภอพญาเม็งราย จะเป็นอำเภอที่มีผลผลิตลำไย ที่มากที่สุดของจังหวัดเชียงราย ถึงแม้ว่าทั้ง ๓ อำเภอนั้น จะไม่ใช่เขตการดูแลของดิฉัน แต่ดิฉันคือ สส. ของชาวจังหวัดเชียงราย ดังนั้นดิฉันจึงไม่อาจละเลยความเดือดร้อน ของพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้เลยค่ะ แต่อย่างไรก็ดีนะคะท่านประธาน ดิฉัน ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ค่ะ ที่ได้เร่งออก มาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี ๒๕๖๗ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการรณรงค์บริโภคผลไม้ ส่งเสริมการแปรรูป จัดทำเกษตร พันธสัญญา หรือแม้กระทั่งจับคู่เจรจาธุรกิจ และหาตลาดการขายผลไม้ในต่างประเทศ ท่านประธานคะ ที่ผ่านมาเราจะย้ำ เราจะพูดถึงการรับซื้อ การตลาด การช่วยเหลือด้านราคา รวมถึงปัญหาใหญ่ของพวกเราคือ ปัญหาเรื่องล้งค่ะ ล้งเกิดขึ้นโดยมีชาวจีนอยู่เบื้องหลัง เขาลงทุนทั้งปรับแต่ง ปรับปรุงแต่งกิ่ง บำรุงรักษา รวมถึงการขายเขียวหรือการซื้อลำไย ล่วงหน้า หนำซ้ำค่ะท่านประธาน ยังมีการอบแห้งเพื่อ Delay Supply อีกนะคะ การที่เรา รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ พยายามจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ดูเหมือนเราจะมาถูกทางนะคะ ท่านประธาน แต่มันอาจจะไม่มีความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ของพวกเราค่ะ ณ วันนี้ตอนนี้ดิฉันมองว่าเรายังขาดการสร้าง Value Added หรือการ เพิ่มมูลค่า โดยในสมัยรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เราเคยส่งเสริมทำลำไย กระป๋องในน้ำเชื่อม ซึ่งระยะหลังเงียบหายไปเลย อาจเป็นเพราะไม่มีการขยายตลาด รวมถึง ไม่มีการสร้างแบรนด์ให้มีความเข้มแข็งค่ะ ดิฉันจึงหวังว่าร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ จะสามารถนำออกมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องพวกเราในฤดูถัดไปได้ ท่านประธานคะ ในทุก ๆ ปีขณะที่ผ่านมาปัญหาเรื่องลำไย เราก็พยายามทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่พวกเราก็ไปไม่สุด ดิฉันมองว่าการรับฟังเสียงของเกษตรกรก็จะเป็นอีกหนึ่งทางในการ แก้ไขได้ถูกจุด ในส่วนของเสียงสะท้อนเรื่องของปัญหา และข้อเสนอแนะจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ในจังหวัดเชียงรายที่อยากจะฝากถึงคณะกรรมาธิการที่กำลังจะเกิดขึ้น ดิฉันจะขอรวบรวมไว้ ดังนี้นะคะ🔗

เสียงสะท้อนจากประธานสภาอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ในส่วนของตำบล ห้วยสัก ตำบลดอยลาน ท่าน ร้อยโท สมศักดิ์ แสงโรจน์ รวมถึงท่าน จ่าสิบเอก นิกร บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนลำไย ๘ จังหวัดภาคเหนือ ขออภัยที่เอ่ยนามค่ะ โดยทุกท่านขอผลักดันร่าง พ.ร.บ. นี้อย่างเต็มที่ แต่ขอเน้นย้ำถึงความเสถียรของราคาลำไยค่ะ ท่านประธาน เกษตรกรเก็บลำไยในตอนเช้าแต่ราคาจะทราบในช่วงเย็น โดยเกษตรกรเอง ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย อีกทั้งยังเป็นการกำหนดราคาเองจากโรงงาน ทราบแบบนี้แล้วก็ เห็นใจพ่อแม่พี่น้องพวกเราชาวเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงเครื่องคัดเกรดที่อาจจะไม่ได้ มีมาตรฐาน ส่วนกลางควรมีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ เพราะราคาระหว่างขนาด AA และ A ถึงแม้ว่าขนาดผลไม่ค่อยต่างกันมากค่ะท่านประธาน แต่ราคาต่างกันถึงเกือบ ๑๓ บาทค่ะ อีกทั้งอยากให้ทางภาครัฐได้มีการวิจัย การพัฒนาในเรื่องของการปลูกลำไย เพื่อเพิ่มทั้งขนาดผล และจำนวนผลผลิต รวมถึงอาจจะต้องนำเรื่องของสภาวะอากาศ และเรื่องของภัยแล้ง มาวิเคราะห์ วิจัย เพราะปัญหาเหล่านี้เริ่มจะเป็นปัญหาหลัก ๆ ที่คุกคามการเกษตร ของประเทศไทยค่ะ ท่านประธานคะ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ดิฉันและพวกเราสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ณ ที่นี้ พวกเราหวังว่าพวกเราจะสามารถบังคับหรือร้องขอให้รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบปัญหาเรื่องลำไยของพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรผู้ปลูกลำไยของดิฉันให้ได้รับประโยชน์อย่างสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นได้รับทั้งเรื่อง การส่งเสริมด้านเทคโนโลยี การได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐได้ทันเวลา และเหมาะสม หากเกิดภัยธรรมชาติที่มิอาจควบคุมได้ รวมถึงการเปิดตลาดเส้นทางใหม่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือตะวันออกกลาง แต่ทว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องลำไยนี้จะยั่งยืน ไม่ได้เลย ถ้าหากทาง Demand ไม่เกิดขึ้น หรือความต้องการไม่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นกฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นการอำนวยการป้องกัน และจัดการไม่ให้มีการบิดเบือนตลอดเส้นทาง From Farm to Table หากมีการตกหล่นในข้อมูลด้านใด หรือเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ ทางคณะกรรมาธิการคงจะมีการปรึกษาหารือ หาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งประเทศ ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้อย่างที่สุดกำลัง และขออนุญาตฝากปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะที่ทางประธาน กลุ่มเกษตรกรของทางพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้ฝากมา เพื่อให้คณะกรรมการที่กำลัง จะจัดตั้งขึ้นนี้นำไปประกอบการพิจารณา🔗

ประการสุดท้ายค่ะท่านประธาน หากผลทางการปฏิบัติเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ หรือร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้ออกมา ดิฉันขอเน้นย้ำว่า คนที่ได้ประโยชน์ จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้องเป็นพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั่วประเทศของดิฉัน มิใช่เจ้าสัว หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง รวมถึงรัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ มาสานงานต่อในเรื่องของ การสร้าง Value Added ลำไยของพวกเราค่ะ พี่น้องเกษตรกรที่ได้เคยทำมาแล้วในยุคสมัย ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านฐากูร ยะแสง ครับ🔗

นายฐากูร ยะแสง เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายฐากูร ยะแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคก้าวไกลครับ อำเภอแม่ลาว แม่สรวย และอำเภอเวียงป่าเป้า ลำไยเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ที่สำคัญครับ เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออก สร้างรายได้ให้ประเทศเราเป็นจำนวนมาก โดยปี ๒๕๖๖ มีการส่งออกลำไยสด และผลิตภัณฑ์มูลค่า ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ คิดเป็น ๗.๙๑ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์ ซึ่งนับเป็นผลไม้ และผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุด เป็นลำดับที่ ๓ รองจากทุเรียน ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และมะพร้าว ๒๖,๐๐๐ ล้านบาทตามลำดับครับ โดยสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นร้อยละ ๘๒ และบริโภคในประเทศมีอยู่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลทำให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน มีรายได้ เช่น เกษตรกรต้นน้ำ ๒๕,๐๐๐ ครอบครัว ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุลำไยสด และโรงงานแปรรูปลำไยอบแห้ง ประเทศไทยมีการปลูกลำไยอยู่ ๓๓ จังหวัดครับ รวมพื้นที่ ๑.๗ ล้านไร่ และจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกลำไยมากเป็นอีก ๑ จังหวัดครับ ซึ่งอำเภอของผมคืออำเภอแม่สรวย เกษตรกรอำเภอแม่สรวยปลูกลำไยเป็นพืช เศรษฐกิจหลัก โดยข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเชียงราย อำเภอแม่สรวย มีพื้นที่ปลูกลำไย ๓๐,๑๒๐ ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เหมาะสม ร้อยละ ๑๕ ของพื้นที่ปลูก ๔,๕๐๐ ไร่ พื้นที่เหมาะสมปานกลาง ร้อยละ ๗๕ ของพื้นที่ปลูก ๒๒,๕๙๐ ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย ร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่ปลูก มีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ ไร่ โดยผลผลิตจำหน่ายสู่ตลาดในช่วง เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายนของทุกปี แนวโน้มทุกวันนี้การปลูกลำไยมีแนวโน้มในการ ปลูกลดลง เนื่องจากเกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น ยางพารา ทุเรียน เป็นต้น ทำให้ พืชชนิดอื่นมีผลตอบแทนที่ดีกว่า เกษตรกรเลยเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นนะครับ ปัญหา ของคนปลูกลำไยคือ ปัญหาต้นทุนในการผลิตที่สูง ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเราต้อง นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งในจังหวัดเชียงรายใช้แรงงานจากประเทศกัมพูชา เป็นแรงงานหลัก ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องสถานะ เรื่องทางทะเบียน รวมถึงมีปัญหาเรื่อง การขาดแคลนแรงงานของภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงราย ๓. ปัญหาเรื่องการขาดแคลน แหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำที่น้อยลง ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ ถ้ามี พ.ร.บ. ลำไยครับ พี่น้องลำไยจะได้ประโยชน์ ๑. เป็นการคุ้มครองผู้ปลูกลำไยหากเกิดการเสียหายขึ้น ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ๒. สิทธิประโยชน์ตามควร เช่น การสนับสนุนจากรัฐ ทั้งความรู้ การดูแลสมาชิก รับผิดชอบแหล่งทุน และการประกันราคา ๓. เพื่อควบคุมปิดกั้น กลุ่มผู้หวังผลประโยชน์เข้ามาแทรกแซงราคาก่อนเข้าสู่โรงงาน ๔. ผู้แทนเกษตรกรมีส่วนร่วม ช่วยในการพัฒนาแก้ไข ปรับปรุง พ.ร.บ. ลำไย เพื่อเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ปลูกลำไย ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการยืนยันขอสนับสนุน พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ🔗

นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ที่ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ และคณะ รวมถึงท่านนเรศ และคณะ ได้นำเสนอนั้น เป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ และการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน เป็นหนังยาวยืดเยื้อมานานไม่จบสักที ก็หวังว่าครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้ที่จบลงด้วย Happy Ending ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นอยู่ ชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวสวนลำไย ท่านประธานครับ ลำไยนั้นไม่ต้องลำไยกันนะครับ ลำไยเป็นผลไม้ยืนต้นที่มีผลนั้นรสชาติอร่อย หวาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นทางภาคเหนือ จังหวัด ลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง และจังหวัดอื่น ที่ภาคอื่นก็ปลูกได้ แต่อย่างไรก็ตามรสชาตินั้นจะไม่เท่ากับภาคเหนือ ผมถือว่าเป็นผลไม้ ประจำถิ่น เกิดมาก็เห็นลำไย เกิดมาก็รู้จักลำไย ไม่นึกว่าวันนี้ลำไยจะกลายเป็นปัญหา ของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามครับปัญหาแก้ไขได้ ปัญหามีทางออก เพราะฉะนั้นวันนี้ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ การปลูกลำไยนั้น ปลูก ๒ ช่วงครับ คือลำไยในช่วงฤดูกาลปกติประจำปีที่เขาออกโดยธรรมชาติเขา ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา และอีกช่วงหนึ่งเป็นการปลูกนอกฤดูกาล ซึ่งการปลูก ๒ ช่วงแบบนี้ จะเป็นเรื่องของการตลาด เป็นเรื่องของการประกอบอาชีพเกี่ยวกับผลผลิตลำไยแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือ อาชีพ เพราะฉะนั้นต้องเป็นมืออาชีพกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายรัฐที่สนับสนุน และฝ่ายพี่น้องประชาชนที่ปลูกลำไย การปลูกลำไยนั้นเกี่ยวข้องเรื่องของดิน น้ำ ปุ๋ย ยา หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้กระทบทั้งนั้น อย่างไรก็ตามผลผลิตลำไยในปี ๒๕๖๖ นั้น การส่งออกสดและผลิตภัณฑ์มูลค่า ๒๓,๐๐๐ กว่าล้านนั้น ประเทศจีนเป็นประเทศที่สั่ง นำเข้ามากที่สุด ในปี ๒๕๖๗ นั้นลดลงจากปีก่อน ๆ แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในช่วงนี้ก็ถือว่า สามารถที่จะแก้ไขได้ ผลดีของการปลูกลำไยในภาคเหนือนั้น ประเทศอื่น ภาคอื่นปลูกได้ครับ ไปจีนมา ไปเวียดนามมามีลำไยขาย แต่ไม่อร่อยเท่าประเทศไทย และลำไยจะไม่อร่อยเท่าที่ ภาคเหนือ เพราะเป็นผลไม้ประจำถิ่นเกิดขึ้นเองธรรมชาติตั้งแต่เด็กอย่างที่บอก อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้ กระจายรายได้ เป็นพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้รายได้ประชาชาติ เพิ่มผลผลิตขึ้นจากมวลรวมของประเทศ ทำให้ประชาชนนั้นอยู่กับที่ไม่ทิ้งถิ่นฐาน ปัญหา ของลำไยนะครับผมก็ไปถามพี่น้องประชาชน เขาก็บอกว่า ต่างชาติไม่ต้องคิดมาก ปัญหาลำไย คือราคาต่ำ ขายไม่ได้ราคาดี นี่คือปัญหา ผมก็ไปดูว่ามันไม่เสถียรจริง ๆ ลำไยจึงเป็นผลไม้ ที่แปลกครับท่านประธาน ชาวบ้านไม่สามารถที่กำหนดราคาได้เอง แล้วแต่กลไก แล้วแต่ล้ง แล้วแต่พ่อค้าคนกลาง นอกจากนั้นยังไม่พอครับ เช้าวันนี้เก็บเอาไปขายที่ตลาดรับซื้อลำไย ตอนเย็นไม่รู้ว่าจะมีราคาเท่าไร และไม่รู้จะรับซื้อหรือเปล่าอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าราคาเท่าเดิม หรือเปล่า นี่คือกำหนดกลไกไม่ได้ เป็นเรื่องที่แปลก ผมสงสารพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็น ลำไยหรือเกษตรกรด้านอื่น ๆ ทั้งหมดมักจะเป็นอย่างนี้ประจำ เราจะทำอย่างไรให้เขายืนอยู่ บนขาของตัวเองได้ เราบอกว่าประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม เป็นสุวรรณภูมิที่เรา สามารถจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญแล้วละ อย่างไรก็ตามสาเหตุ หลัก ๆ นั้นผมก็ดูแล้วว่า วันนี้ถ้าเราจะเป็นมืออาชีพแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาพันธุ์ สายพันธุ์ที่นิยมปลูกกัน ไม่ว่าจะพันธุ์อีดอ หรือพันธุ์อื่น ๆ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราจะทำ อย่างไรให้ลำไยนี้ออกมาก ออกแล้วได้ผลผลิต ออกแล้วลูกโตเป็น AA จะได้ราคาดี นี่คือ สิ่งสำคัญ นอกจากนั้นเรื่องของภัยแล้ง ดินเสื่อม สารเคมี ชีวภาพ เกษตรกรไม่เข้าถึง GAP การผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม เรื่องของการผลิตที่ขาดคุณภาพ เครื่องมือ เรื่องของการแปรรูปต่าง ๆ เรื่องด้านการตลาด การส่งออกผ่านพ่อค้าคนกลางต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ กฎหมาย เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็นร่างกฎหมายที่จะช่วยพี่น้องประชาชนชาวสวนลำไย กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับลำไยนั้นมี ๔ ฉบับครับ หลัก ๆ ฉบับแรก คือพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ฉบับที่ ๒ คือพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับที่ ๓ คือพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ และฉบับที่ ๔ คือประมวลรัษฎากร การที่บุคคลต่างด้าวที่มีรายได้ในไทยต้องมาเสียภาษี แต่ลำไยนั้นเราขายเป็นผลสดและอบแห้งอันนี้คือปัญหา เพราะฉะนั้นกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับนั้น ก็เชื่อว่ากรรมาธิการวิสามัญนั้นคงจะต้องพิจารณา ส่วนสถานการณ์ลำไยของจังหวัดเชียงราย ท่าน สส. ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ก็ได้พูดไปแล้ว เดี๋ยวท่าน สส. วิสาระดี ก็จะลงรายละเอียดอีก อย่างไรก็ตามจังหวัดเชียงรายปีนี้น่าจะมีผลผลิตประมาณ ๗๗,๘๔๐ ตัน ข้อเสนอแนะ ของการบริหารจัดการลำไย ผลผลิตลำไยอย่างยั่งยืนก็คือ🔗

เรื่องแรกครับ ที่เราพูดถึงกันไปคือกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องทำกฎหมาย เฉพาะพืช ชนิดของพืช นั่นคือร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี่คือเรื่องแรก ฉบับนี้ดีตรงที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน เป็นประธาน ยุทธศาสตร์ในการที่จะดูแลเรื่องของผลผลิต แล้วก็การค้า การขายและการตลาดทั้งหมด และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือมีผู้แทนเกษตรกรเลือกกันเอง ๓ คน เป็นคณะกรรมการ อยู่ตรงนี้ด้วย เขาจะได้ดูแลตัวเองเรื่องของผลผลิต🔗

ข้อเสนอแนะที่ ๒ คือส่งเสริมการผลิตที่มีคุณภาพ ดิน น้ำ ปุ๋ย ยา พันธุ์ลำไย ควบคุมการเพาะปลูก ทำแบบมืออาชีพ โดยนักวิชาการเกษตรเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ลำไย เป็นพืชชอบน้ำ แต่ไม่ชอบอยู่กับน้ำ เพราะฉะนั้นแหล่งน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ผลผลิต ของลำไยได้ผลดี🔗

ข้อเสนอแนะที่ ๓ การส่งเสริมการตลาดที่มีคุณภาพ ทั้งตลาดในประเทศ ตลาดต่างประเทศ การแปรรูป โรงงานวิสาหกิจแปรรูป การแลกเปลี่ยนสินค้ากับต่างประเทศ การส่งเสริมช่องทางการตลาด ไม่ว่าการตลาดแบบ Onsite การตลาดแบบออนไลน์ที่ต้องมี แพลตฟอร์มระดับชาติที่ให้เกษตรกรสามารถทำมาค้าขายในระบบออนไลน์ได้🔗

และข้อเสนอแนะที่ ๕ ก็คือการแทรกแซงราคา เมื่อผลผลิตไม่เป็นไปตาม กลไกที่ทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ในภาวะของการขาดทุน🔗

สรุปท่านประธานครับ ลำไยคือผลไม้ประจำถิ่น รสชาติกินอร่อยมาก เหลือหลาย ลำไยรสชาติดีที่ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย ทั้งกระจายรายได้ให้ประชาชน ปัญหาลำไยชาวบ้าน ผ่านจากลำไยแล้วครับ รัฐบาลไหน ๆ ไม่เกิดผล รัฐบาลนี้รัฐบาล พรรคเพื่อไทยของท่านเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลนี้จึงแก้ทางอย่างแยบยล ร่างกฎหมาย เพื่อประชาชนเลิกจนเสียที ยุทธศาสตร์ลำไยจงให้เกิด เพื่อผลเลิศการผลิต การค้า การขาย อย่างเต็มที่ ประสานงานราษฎร์รัฐ ทางรัฐแอปนี้ก็น่าจะมีประโยชน์ด้วยนะครับ ประสานงาน ราษฎร์รัฐชัดเจนเสียที ชาวสวนลำไยจะมั่งมีสุขขีเอย ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสมดุลย์ อุตเจริญ ครับ🔗

นายสมดุลย์ อุตเจริญ เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สมดุลย์ อุตเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอ ไชยปราการ เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย พ.ร.บ. ลำไย ดังนี้ เนื่องจากว่าทั้ง ๓ อำเภอดังกล่าวมีการปลูกพืชยืนต้นหลากหลายชนิด เช่น ส้มสายน้ำผึ้ง มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย เป็นต้น แต่ในที่นี้ผมจะกล่าวถึงเฉพาะลำไยที่มีการปลูกจำนวนมาก จากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาดังนี้ พื้นที่ปลูกลำไยของอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ เนื้อที่ปลูกทั้งหมด รวม ๔๖,๙๑๗ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๒.๗๗ ของลำไยใหญ่ทั้งประเทศ เนื้อที่ที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน ๔๒,๑๒๒ ไร่ ซึ่งผลผลิตทั้งหมดรวมกันได้ ๓๔,๗๙๙ ตัน คิดเป็น ๒.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ของลำไยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียวครับท่านประธาน สำหรับปี ๒๕๖๗ มีแนวโน้มว่าการปลูกลำไยจะมีพื้นที่ลดลง เนื่องจากมีการปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น ทุเรียน ส้มสายน้ำผึ้ง ลิ้นจี่ มะม่วง เป็นต้น ประกอบกับไม่มี พ.ร.บ. คุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไยด้วย ที่ให้ผลตอบแทนแล้วก็คุ้มครองปัญหาของเกษตรกรได้ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาของเกษตรกร มีดังต่อไปนี้ ที่รวม ๆ มานะครับท่านประธาน🔗

๑. ต้องการให้ภาครัฐจัดตั้งตลาดกลาง กำหนดราคากลางที่เป็นธรรม เพราะในพื้นที่ปัจจุบันเจอปัญหาแต่ละล้งรับซื้อราคาต่างกัน และราคาที่ขึ้นลงไม่เป็นธรรม เราควรจะมีภาครัฐ หรือว่าหน่วยงานทางราชการกำหนดราคากลางในการรับซื้อ และมีการตรวจสอบราคารับซื้อของแต่ละจุด เพื่อที่จะพยุงเกษตรกรผู้ปลูกลำไยให้ยืนอยู่ได้ ไม่ให้มีพื้นที่การปลูกลดลง🔗

๒. ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งท่านฐากูร ยะแสง สส. จากเชียงราย ได้เอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้ ในช่วงของเก็บผลผลิต ทำให้ต้นทุนการเก็บลำไยสูงขึ้น ที่ผ่านมา ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๕ บาท ท่านประธานคิดดูสิครับ ไปขายลำไยกิโลกรัมละ ๑๐ บาท เหลือ ๕ บาท อันนี้ยังไม่รวมการจัดเก็บต่าง ๆ การบรรจุ หรือการจัดส่งต่าง ๆ นะครับ ก็อยากจะสนับสนุน พ.ร.บ. นี้ด้วย🔗

๓. คือราคาปุ๋ย ยาราคาแพง ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้สำหรับลำไย ทำให้มี ต้นทุนการผลิตสูง🔗

๔. คือแหล่งน้ำ ที่ทำให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอ การบริหารจัดการ แหล่งน้ำที่ไม่ดีเท่าที่ควร🔗

๕. ในแต่ละโครงการของภาครัฐมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ทำให้เข้าถึงยาก เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงโครงการต่าง ๆ ได้🔗

๖. แหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ให้มากกว่านี้ เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกลำไยจำนวนมากต้องอาศัยพึ่งพาแหล่งเงินทุน จากนายทุน รวมทั้งร้านค้า ปุ๋ย ยาต่าง ๆ🔗

๗. อยากให้ภาครัฐช่วยจัดตั้งโรงงานเพื่อยืดอายุของลำไยออกไป เช่น ตั้งรม Sulfur Dioxide ของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยยืดอายุให้เกษตรกรนำไปเก็บไว้เพื่อจะรอราคา แล้วก็ มีการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงทั้งชุมชน🔗

๘. อยากจะให้ส่งเสริมมีการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โรงอบลำไยแห้ง โรงงานผลิตลำไยกระป๋อง รวมถึงห้องเย็นที่จะช่วยยืดอายุผลผลิตดังกล่าวครับ🔗

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการยืนยันว่า ผมขอสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าว ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ Welcome H.E. Mrs. Alice Lau Kiong Yieng, Deputy Speaker of the House of Representatives from the Parliament of Malaysia and party for visit our today. Very welcome. Terima Kasih ต่อไปเชิญท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นค่ะท่านประธาน ท่านประธานชอบทานลำไยไหมคะ ต้องบอกว่า ดิฉันเองเป็นคนชอบทานลำไยมาก และเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็คงชอบเช่นเดียวกันค่ะ เพราะว่าเนื้อลำไยอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งพบมาก ในกระดูก หลอดเลือด แล้วก็ผิวหนังค่ะ เนื้อลำไย ๑ เม็ด ๙ ผล ให้วิตามินซีสูงถึง ๖๓ มิลลิกรัม ซึ่งเป็นจำนวนวิตามินซีที่มนุษย์เราควรจะได้รับ และเป็นการแนะนำ จากแพทย์ค่ะ ดิฉันอยากจะเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของลำไยที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย จากข้อมูลสถิติ การผลิตลำไยในปี ๒๕๖๖ พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่การผลิตทั่วประเทศกว่า ๑,๖๙๕,๐๐๐ กว่าไร่ มีปริมาณการส่งออกสูงถึง ๖๔๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นจำนวนที่สูงมาก ๆ เลย เรามีพื้นฐานด้านพืชเกษตรเขตร้อน และมีข้อได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถพัฒนาต่อยอด สร้างธุรกิจ ทางด้านการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกเยอะเลยค่ะ ซึ่งจากตัวเลขที่ดิฉันได้กล่าวมานี้ ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านคงเห็นแล้วใช่ไหมคะว่า ความสำคัญของผลไม้ชนิดนี้ ลำไยสำคัญ ต่อประเทศไทยขนาดไหน ลำไยเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก อย่างที่ดิฉันได้กล่าวไว้ตอนเบื้องต้น แต่เกษตรกรสิคะกลับต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่า จะเป็นเรื่องราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาด้านการตลาด และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลำไย และการขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่ พี่น้องเกษตรกรต้องพบกับปัญหาเหล่านี้ นอกจากปัญหาด้านภูมิอากาศที่เราไม่สามารถ จะควบคุม และการเปลี่ยนแปลงของการค้าระหว่างประเทศที่ไม่มีความแน่นอนแล้ว ต้นตอของปัญหาทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวมา นั่นก็คือปัจจุบันเรายังขาดการบริหารจัดการ อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อการแก้ไขต้นตอของปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และให้มี ประสิทธิภาพ เราจึงควรมียุทธศาสตร์เข้ามาแก้ไข โดยตั้งคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาคราชการหรือว่าภาคเกษตรกร เป็นเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มากำหนดเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจลำไยในระยะยาว นอกจากจะมาแก้ปัญหาแล้ว ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยพี่น้องเกษตรกรได้เตรียมความพร้อม ที่จะเข้าแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในตลาดลำไยโลกอีกค่ะ หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้สามารถผ่านไปได้ และดิฉันเชื่อว่าจะผ่านไปได้ค่ะ ดิฉันอยากจะฝากถึงคณะกรรมการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้กำหนดกรอบต่าง ๆ ให้ชัดเจนและครอบคลุมค่ะ ตั้งแต่การผลิตต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้อย่างมีประสิทธิภาพ นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต ด้านการเก็บรักษา หรือว่าด้านการขนส่ง เพื่อคงคุณภาพของลำไยไว้ให้ดีที่สุด ปัจจุบันตลาด ลำไยทั่วโลกในรูปแบบสด และแบบแห้งกำลังเจริญเติบโต และเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจาก ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค เราต้องเตรียมพร้อมต่อตลาดที่กำลังจะขยายตัวขึ้น และอย่าลืมค่ะ เราต้องรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ของโลกเอาไว้ให้ได้ เพราะผู้ที่ได้รับ ผลประโยชน์ ไม่ใช่ตัวดิฉันหรือว่าทุกท่านที่นั่งในที่นี้ค่ะ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์นั่นก็คือ พี่น้องเกษตรกรชาวไทย พี่น้องผู้ที่ปลูกลำไยค่ะ ดังนั้นดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ครับ🔗

นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงราย อำเภอเมือง เขต ๑ จากพรรคก้าวไกล จากที่ได้รับฟังการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ผมก็ดีใจแทนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยครับ ที่จะได้มีกฎหมายคุ้มครองเป็นการรักษาผลประโยชน์ ให้พี่น้องเกษตรกร แล้วก็จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ผมเห็นด้วยครับการที่จะมี คณะกรรมการที่จะมาประมาณรายได้ตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อกำหนดราคาลำไยขั้นต้น และผลตอบแทนการผลิต การจำหน่ายลำไยขั้นต้นอย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ที่จังหวัดเชียงรายมีลำไยพันธุ์สีชมพู หนึ่งในผลไม้ขึ้นชื่อที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่ผลใหญ่ เนื้อหนา เมล็ดเล็ก เนื้อมีสีชมพู รสชาติดีมาก ๆ ครับ โดยเฉพาะข้าวเหนียวเปียกลำไยสีชมพูเป็นของหวานขึ้นชื่อเช่นกัน แต่ปัจจุบันหาทาน ได้ยากมากแล้วครับ เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้ปลูกต่อ ซึ่งมีปัญหาเรื่องไม่ทนแล้ง กิ่งเปราะง่าย ติดผลไม่สม่ำเสมอ จึงอยากให้มีการพัฒนาสายพันธุ์ ส่งเสริมการปลูก หรือการขยายพันธุ์ เพื่อส่งมอบไปยังเกษตรกรต่อไปครับ ในช่วงต้นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อจำหน่าย ณ ตอนนี้ลำไยมัดช่อเกรด AA ล้งบางแห่งก็รับซื้ออยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ ๕๐ บาท เกรด A กิโลกรัมละ ๔๖ บาท ก็จะลดหลั่นกันไป แต่ราคาจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ ๔๐ บาท แต่นี่คือราคาต้นฤดูกาลครับ ซึ่งในช่วงผลผลิตออกมามากราคาก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่วนข้อมูลจากกรมการค้าภายในคาดการณ์ว่า จำนวนผลผลิตของลำไยในปีนี้จะอยู่ที่ ๑.๔๔ ล้านตัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคม ที่จะถึงนี้ผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ ๔๐ เริ่มล้นตลาด ราคาก็จะตกต่ำลงอย่างน่าตกใจ จากกิโลกรัมละ ๔๐-๕๐ บาท ก็จะดิ่งลงไปเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่ถึง ๑๐ บาท ทั้งนี้ ในจังหวัดเชียงราย ปี ๒๕๖๖ มีผลผลิตลำไยอยู่ที่ ๘๕,๒๖๔ ตัน คิดเป็น ๘.๘๓ เปอร์เซ็นต์ ของภาคเหนือและ ๖.๐๓ เปอร์เซ็นต์ของประเทศครับ เป็นไปได้ไหมครับที่รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำลำไยสู่ครัวโลกบ้าง หรือส่งเสริมการส่งออกไปยังประเทศ ที่มีกำลังซื้อ นอกจากประเทศจีนที่มีตลาดขนาดใหญ่แล้วในการรับซื้อ เพื่อให้เกษตรกร มีรายได้และต่อยอดการผลิตเพิ่มขึ้น จะทำอย่างไรดีครับเมื่อผลผลิตมีมากกว่าความต้องการ ของตลาด ก็คือการแปรรูปผลผลิตจากลำไย มีหลากหลายผลิตภัณฑ์ครับ แต่ทำไม เรายังถึงขายไม่ได้สักที สิ่งหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงหน่วยงานของรัฐเข้าไปส่งเสริมการแปรรูป การออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ได้คำนึงถึงการที่จะมีตลาดในการขายสินค้า ท่านประธานครับ จะดีกว่าไหมครับ ที่มาของการส่งเสริมการขายออนไลน์จากกลุ่มแปรรูปสู่ผู้บริโภค หรือส่งลำไยจากสวนสู่มือผู้บริโภคโดยรัฐเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงครับ ทั้งนี้ หน่วยงาน ของรัฐต้องเข้าไปส่งเสริมอย่างจริงจัง นอกจากนำองค์ความรู้ให้แล้ว ต้องนำเทคโนโลยีเข้าไป เสริมให้ด้วยครับ อย่างเช่น การเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือจุดศูนย์กลางของแหล่งกระจายสินค้า เป็นต้น ผมจึงขอนำเรียนท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบกำหนดมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และแนวทางการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ในช่วงฤดูกาล แต่ระยะยาวที่สินค้าแปรรูปยังต้องขับเคลื่อนไปให้ได้ด้วยครับ🔗

สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ เศรษฐกิจดีขึ้นไม่ได้มองเพียงแค่ GDP แต่ต้อง เหลียวกลับไปดูว่า ประชาชนยังยากจนอยู่หรือเปล่าครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ซึ่งมีท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ และคณะ กับท่านนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ตลอดจนคณะของท่าน วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก กับคณะ รวมเป็น ๓ ฉบับนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันเองเห็นด้วย ในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งลำไยถือว่าเป็นพืชผลไม้ชนิดหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทย แล้วใน พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ หลักการ และเหตุผลก็ตรงกัน และในวัตถุประสงค์นั้นก็ชัดเจน ให้มีการ กำหนดยุทธศาสตร์ของลำไย มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการผลิตลำไยอย่างไร ให้เป็นพืช เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ปลูก พี่น้องชาวสวนลำไยที่ปลูกนี่จำหน่ายในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ ภาคเหนือและภาคกลางจะปลูกเป็นจำนวนมาก สำหรับภาคอีสานก็อาจจะเป็นลำดับ ๓ นะคะ ก็ถือว่าลำไยเป็นผลไม้ที่สำคัญ เป็นสินค้าทางการเกษตร ที่สร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ กับประเทศไทย เป็นการสร้างรายได้มาอย่างต่อเนื่อง ดิฉันได้เห็นเอกสารจากสำนักงาน สถิติทางการเกษตรว่า เป็นผลไม้ส่งออกอันดับ ๓ ของประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนลำไย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน หรือภาคใต้ที่ปลูกกันก็บ่นกันว่า ราคาไม่ค่อยดี ปลูกไม่รวยสักที ดังนั้นในการเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็น่าจะมีความหวัง ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยมากขึ้นนะคะ🔗

และอีกประเด็นหนึ่ง ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ ดิฉันเห็นด้วยค่ะ การกำหนดยุทธศาสตร์เป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะต้องบริหารของชาวสวน ลำไยนะคะ แต่ในการจัดการให้มันชัดเจน เพราะว่าการเพาะปลูกลำไยนี่ต้องมีเป้าหมาย ในการพัฒนาผลผลิตลำไยในประเทศไทยเราให้มีประสิทธิภาพ ดิฉันได้อ่านในมาตรา ๕ มาตรา ๖ ของท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ดิฉันเห็นด้วยนะคะ ควรจะมีการกำหนดเป้าหมาย ให้ชัดเจน แล้วก็กำหนดกรอบในการจัดทำแผนพัฒนาต่าง ๆ ให้ชัดเจน แล้วก็มีตัวชี้วัด ระยะเวลาดำเนินการให้สอดคล้องกับการบูรณาการร่วมกันกับภาครัฐและเอกชน จะช่วย เป็นการพัฒนาลำไยสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ลำไยที่เป็นพืชเศรษฐกิจดีขึ้นค่ะ แล้วก็ยังมียุทธศาสตร์เน้นในการพัฒนาการวิจัยด้วย และพัฒนาถึงสายพันธุ์ลำไยให้เป็น ที่ต้องการของตลาดด้วยนะคะ แล้วก็รักษาเสถียรภาพราคาลำไยให้มีราคาที่มั่นคงหรือสูงขึ้น ต่อไปนะคะ ขณะเดียวกันดิฉันก็เห็นด้วย หมวดที่ ๒ ในการกำหนดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ลำไยนะคะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไยนี่ก็มีองค์ประกอบของคณะกรรมการที่มีอำนาจ หน้าที่ในการที่จะช่วยดำเนินการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่คณะกรรมการในชั้นนี้ประกอบไปด้วย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตร หรือ ตัวแทนภาครัฐ แล้วก็เอกชน หรือผู้ปลูกลำไยมาร่วมกันกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ อาทิเช่น คุณภาพลำไย ให้ดี ให้มีประสิทธิภาพ ราคาจะได้สูงขึ้น ในเรื่องของการจัดการนะคะ รวมถึง การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการผลิตลำไยเข้ามาปรับใช้ และคณะกรรมการ ยังช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินการบริหารการจัดการไปอย่างรอบคอบ แล้วก็ มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมไปทุก ๆ ด้านนะคะ ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ แล้วก็ยังกำหนด ให้มีการปฏิบัติร่วมกันด้วย เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรลำไยที่ปลูกลำไยให้ดำเนินการบรรลุ เป้าหมาย เพื่อการอยู่ดีกินดีของเกษตรกร ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีกฎหมาย คุ้มครองลำไยด้วย แล้วก็ผู้ผลิตทั้งระบบ ตามวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยที่บอกว่า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ค่ะท่านประธาน เพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจ และมีความเชื่อมั่นในการผลิตลำไยต่อไป ดิฉันก็หวังว่าพี่น้อง เกษตรกรชาวสวนลำไยจะได้ไม่ต้องวิตกกังวลว่า อีกต่อไปฤดูไหนลำไยเราจะล้นตลาด หรือว่าฤดูไหนราคาลำไยจะตกต่ำ ดิฉันจึงให้ความสำคัญในเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ กับการบูรณาการ ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลำไย โดยการนำการวิจัยที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ เช่น การปลูกลำไยนอกฤดูกาล เพื่อผลักดันให้มีการส่งออกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เป็นการส่งเสริมให้เป็นหนึ่งในเจ้าตลาดลำไยที่สำคัญของโลกต่อไป ดังนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนี้ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยได้มีรายได้มากขึ้น และทำให้ลำไยที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศของเราได้มากขึ้นค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านการณิก จันทดา ครับ🔗

นางสาวการณิก จันทดา เชียงใหม่

ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ จากใจที่บ้านดิฉันเป็นสวนลำไยนะคะ ตื่นเช้ามาลืมตาตื่น เปิดประตูออกมานอกตัวบ้าน ก็เจอสวนลำไยล้อมรอบตัวบ้านค่ะท่านประธาน และที่ดิฉันโตมาเป็น สส. ได้ทุกวันนี้ก็ต้องขอบคุณค่าแรงของคุณตา คุณยายจากการขาย ลำไยส่งดิฉันจนเป็นดิฉันทุกวันนี้ค่ะ สัปดาห์ก่อนนะคะท่านประธาน ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับ รุ่นพี่ที่เขาทำสวนลำไย เขาบอกว่าตอนนี้เขาเริ่มทำโรงเรือนเขี่ยเชื้อเห็ด ไม่รอแล้วค่ะลำไย ตอนนี้ก็รอส่งลูกสาวเรียนให้จบก็จะไม่ทำสวนลำไยแล้วค่ะ ดิฉันเชื่อว่านอกจากรุ่นพี่ท่านนี้แล้ว ยังมีอีกหลายคนที่เขายอมแพ้ไม่ไปต่อกับลำไย ชาวสวนลำไยไม่น้อยถอดใจ เพราะว่าเข้าเนื้อ ที่สำคัญทำตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ จนมารุ่นตัวเองทำก็ยังจน ก็ยังไม่สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ พอจะส่งต่อให้รุ่นลูก เด็ก ๆ เขาก็ไม่ทำ เพราะว่าเวลาไปรับจ้างนี่ได้ค่าแรงรายวัน หรือว่า ได้เป็นเงินเดือนต่อเดือน มันดีกว่ารอกินจากเงินที่ได้รับจากการขายลำไยต่อปีครั้งเดียวนะคะ ท่านประธาน แถมยังไม่ต้องลุ้นด้วยว่าปีนี้ราคาลำไยจะดีไหม จะหาคนงานมาช่วยเก็บลำไยได้ไหม ราคาลำไยมันก็เหมือนราคาหุ้น เราไม่รู้ว่ากลางเดือนสิงหาคมอีกไม่กี่สิบวัน ราคาลำไย มันจะยังรับซื้อได้ในราคาที่ดีอยู่ไหม ราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ต่างจากหุ้นเลยค่ะ ก็ต้องลุ้นกันไป ใครลำไยออกก่อนก็ขายได้ดี ใครลำไยออกช้ากว่าเพื่อน แน่นอนก็ล้นตลาดเป็นวัฏจักร ท่านประธานคะ วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังของพี่น้องชาวสวนลำไย ในหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะชาวสวนลำไยในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะว่ากลุ่มเกษตรกร ชาวสวนลำไยในพื้นที่ภาคเหนือนี่เขาปลูกลำไยกันมานาน ๒๐-๓๐ ปี เพื่อเป็นการยังชีพ และนี่คืออาชีพหลักของพวกเขา วันนี้ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับลำไยทั้ง ๓ ร่าง ซึ่งกำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันได้อ่านร่างทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็น ร่าง พ.ร.บ. ลำไย หรือว่าร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย ทั้ง ๓ ฉบับที่เพื่อนสมาชิกจาก ๓ พรรคการเมือง มีความเห็นตรงกันต่อกรณีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อให้เกิดการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านลำไย เพื่อจะช่วยกันจัดทำแผนแม่บทลำไย ซึ่งอาจนำไปสู่ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจแก่ชาวสวนลำไยค่ะ แต่ว่าเสียดายนิดหน่อยนะคะ ที่ร่างเหล่านี้มันมีเพียง ๑๗-๑๘ มาตราในวาระแรกนี้นะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเห็นร่าง พ.ร.บ. ลำไยจากภาคประชาชน ที่มีความ ครอบคลุมมากกว่านี้ มี ๗๐ กว่ามาตราค่ะ เข้าใจว่าเป็นร่างการเงิน ก็เลยเกิดคำถามว่า เอ๊ะ แล้วเหตุใดร่างนั้นในวันนี้จึงไม่เห็น แต่ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ถ้ามันผ่านวาระแรกไป วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ถ้ามันจะต้องเกี่ยวข้องกับร่างการเงินจริง ๆ ก็อยากจะวอนเพื่อนสมาชิก แล้วก็ ทางคณะรัฐมนตรีช่วยให้ท่านนายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาเซ็นร่างพระราชบัญญัติให้มัน สมบูรณ์มากขึ้นด้วยค่ะ จาก ๓ ร่างนี้ดิฉันก็มีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะฝากพิจารณาต่อ ในชั้นกรรมาธิการวาระถัดไป เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในหลายมิติให้รอบด้านมากขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนชาวสวนลำไยอย่างแท้จริง ต่อไปนี้นะคะ🔗

อย่างในมาตรา ๓ ความหมายของลำไย ถ้าเราเติมคำว่า ในฤดูกับนอกฤดู เพื่อที่จะให้นำไปสู่การวางแผนแม่บทในการบริหารจัดการลำไย ช่วยเหลือวิกฤติลำไย ทั้ง ๒ ช่วงได้ หรือว่าการเติมคำนิยาม ไม่ว่าจะเป็นกองทุนลำไยเพื่อการจัดตั้งและเป็น ตัวเสริมการประกันราคาในอนาคต ให้ตอบสนองต่อความต้องการของชาวสวนลำไย ที่เขาต้องการกองทุนลำไยมาโดยตลอด อันนี้สำคัญนะคะ เพราะว่าการเข้าถึงแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนหรือว่าทรัพยากรที่เป็นทุน เป็นสิ่งจำเป็นที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ของชาวสวน เมื่อสักครู่น่าจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านก็พูดถึงเรื่องของระบบชลประทาน ที่จะช่วยลดต้นทุนค่าน้ำให้กับชาวสวนลำไยได้เป็นอย่างดี ดิฉันอยากเห็นในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ของการพิจารณามีการระบุเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นระบุมาตรฐานการป้องกันการทุจริต มีการ กำหนดบทลงโทษ เพราะว่าที่ผ่านมาขนาดเป็นมาตรฐานของภาครัฐต่าง ๆ ที่ออกมาเพื่อช่วย ราคาลำไยยังมีการทุจริตค่ะ โดยเฉพาะในโครงการใหญ่ ๆ อย่างเช่น จำนำลำไยปี ๒๕๔๕ ที่รัฐขาดทุนสะสมหลายพันล้าน เพราะว่ารับซื้อลำไยอบแห้งค่ะ แล้วลำไยอบแห้งนั้นที่มารับ จำนำมันไม่ได้มาตรฐาน รัฐก็ต้องทำลายทิ้งไปเสียเปล่า ๆ เมื่อปี ๒๕๔๗🔗

สุดท้ายนี้นะคะท่านประธาน ต้นยางใหญ่ ลำไยหวาน เมืองโบราณ เวียงกุมกาม พระนอนบวรงาม เชิดชูนามสารภี นี่คือคำขวัญประจำอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ ท่านประธาน ดิฉันเชื่อว่านอกจากอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กับคำขวัญประจำจังหวัด ลำพูนเลยนะคะ สารภี เชียงใหม่นี่ละที่มีลำไยอยู่ในคำขวัญค่ะ เพราะว่ามันอธิบายลักษณะเด่น ของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่อนสมาชิกทุกท่าน พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ได้รับชมอยู่นะคะ วันนี้ที่จะช่วยชาวสวนลำไยได้ทันที ท่านสามารถสั่งซื้อลำไยหวานสด ๆ ทานได้ที่เพจ สำนักงานเกษตรอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขาช่วยหาตลาดให้เกษตรกรที่ทำการตลาด ไม่ได้ สั่งซื้อลำไยสด ๆ ค่ะ ตะกร้าหนึ่ง ๕ กิโลกรัม ๓๐๐ บาท พร้อมส่งนะคะ สดจากสวน หวานอร่อย ฝากทุกท่านด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้อ่านร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... แล้วนะคะ สงสัย ในคำนิยามค่ะท่านประธาน สงสัยที่บอกว่า ลำไยหมายถึงอะไร ท่านประธานคะ ดิฉัน เป็นคนชอบกินลำไย แล้วเวลาไปซื้อตามตลาดมักจะถามว่าลำไยนี้มาจากไหน แล้วดิฉัน ก็รู้อยู่แล้วว่า ลำไยไม่ว่าจะมาจากภาคเหนือ ก็ต้องมาจากภาคตะวันออก เพราะฉะนั้น ในนิยามที่เขียนบอกว่า ลำไยหมายความว่า ไม้ผลที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของเกษตรกร ภาคเหนือ เขาเขียนไว้อย่างนี้ ดิฉันรู้สึกว่าไม่เห็นด้วยนะคะ เพราะว่ามันมีหลายที่กันอยู่ ขอภาพด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

ท่านประธานคะ ดูในภาพนี้นะคะ ในประเทศไทยนี่มีหลายสิบจังหวัดมากเลยที่มีลำไย พื้นที่สีเขียวข้างบนนั่นก็คือ จังหวัด เชียงใหม่ จังหวัดลำพูนอย่างนี้แน่ ๆ นะคะ ส่วนเขียวที่มาตรงภาคตะวันออกคือจังหวัดจันทบุรี ซึ่งดูสิคะว่าลำไยให้มันมีทั่วประเทศ กันไปหมดแล้ว แล้วก็มีมาก อย่างจังหวัดเชียงใหม่มีมากที่สุดแน่นอน ภาคเหนือมีมากที่สุด แน่นอน แต่จังหวัดจันทบุรีมีมากกว่าจังหวัดลำพูนด้วยนะคะ แล้วถ้าเกิดเราไปพูดแค่เพียง ภาคเหนือ ดิฉันคิดว่าคนภาคตะวันออกเขาอาจจะน้อยใจก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงขอเสนอว่า ให้ใช้คำว่า ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยไปเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดิฉันเองอยากจะพูดต่อไปก็คือว่า การที่ดิฉันเป็นกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ลงพื้นที่เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๗ ที่จังหวัดจันทบุรี ในภาพนี้ดิฉันไปประชุม ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย ซึ่งมาร้องเรียนกับกรรมาธิการ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ๑. เรื่องเขาถูกเบี้ยวเงินค่าลำไยจากล้งต่างชาติ ที่ไปมัดจำค่าลำไยกับชาวสวน ลำไยไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาจ่ายเลื่อนนัด เลื่อนนัด เลื่อนนัด ๓-๔ รอบ มูลค่ารวม ๆ ก็เป็น ๑๐๐ ล้านบาทกันเลยทีเดียว มีพี่น้องท่านหนึ่งบอกว่า ล้งต่างชาติเอาเงินไปทำเชอร์รี่เสียแล้ว น่าเห็นใจมากมันมีเรื่องแบบนี้ด้วย แล้วท่านประธานดูนะคะ ทุกข์ยากแบบนี้ดิฉันทราบดีว่า ข้าราชการไม่ว่าจะเป็นจังหวัด หรือเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ตำรวจมากันหมดเลย ดูแลหมด แต่เป็นปี ๆ แล้วที่ยังไม่ได้เงินจากล้งต่างชาตินั้น นี่คือปัญหาของพี่น้องเกษตรกรอยู่ ในร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้เน้นเรื่องคณะกรรมการ ซึ่งสามารถ กำหนดนโยบายได้ ดิฉันทราบดีว่าสามารถกำหนดเกี่ยวกับลำไยได้เลย ดิฉันจึงเห็นช่องทางว่า รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. นี่ละคะ คือขอเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร โดยให้ ธ.ก.ส. ทำการรับซื้อลูกหนี้การค้า จากเกษตรกรได้นะคะ ที่เขาเรียกว่าทำ Factoring คือบริการรับซื้อลูกหนี้ คือเวลาล้งมาซื้อลำไย จากสวนเขาจะออกใบรับสินค้า ก็ให้เกษตรกรเอาใบรับสินค้าตัวนี้ไปติดต่อกับธนาคาร ธ.ก.ส. ก็ได้ แล้วก็บอกว่าให้ ธ.ก.ส. ไปตามเงินกับล้งนั้นอีกทีหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นมันก็จะเกิดปัญหาแบบนี้ มันอาจจะเกิดแบบครั้งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ได้🔗

เรื่องต่อไปค่ะ เป็นเรื่องในวงการลำไยที่ถือว่ายิ่งใหญ่มาก ในวันที่ลงไปที่ จังหวัดจันทบุรี เราก็จะเจอว่าเขาร้องกันมาอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องแรงงาน แรงงานคือ เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ผู้ประกอบการกับเกษตรกรพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ปัญหาแรงงาน มีเยอะมากแล้วหนักมากด้วย นั่นก็คือว่าในช่วงฤดูทำลำไย ในฤดูมันจะมีออกมาพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นปัญหาแรงงานก็จะขาด เขาก็จะใช้แรงงานจากต่างชาติถูกไหมคะ ใช้จากกัมพูชา ซึ่งมีทักษะในการเก็บลำไยได้ดีมาก มีความชำนาญมาก แต่ทีนี้ประสบปัญหาอย่างนี้ค่ะว่า ในการที่จะใช้แรงงานจากต่างชาติ ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการสูงมาก เขาบอกเลยว่า ต่อ ๑ คน เสียค่าทำ Border Pass ๖,๕๐๐ บาทต่อคน เสร็จแล้วพอ ๑ เดือนถัดมาต้องไป รายงานตัว ต้องไปเสียค่าต่อบัตรอีก ๒๔๐ บาท ต่อมาอีก ๑ เดือน ต่อมาอีก ๑ พอเดือนที่ ๓ เสีย ๓,๐๐๐ บาทเลย สรุปว่าเสียยุบเสียยับอยู่ตลอด ตรงนี้ค่ะที่ไม่น่าจะให้เกิดขึ้น คราวนี้ มันเสียค่าใช้จ่ายถึง ๓,๐๐๐ บาท แบบนี้มันหนักกับผู้ประกอบการ และที่สำคัญแรงงานพวกนี้ ทำงานข้ามจังหวัดไม่ได้ นั่นหมายความว่า จังหวัดจันทบุรีอยู่ติดกับจังหวัดสระแก้ว ซึ่งปลูกลำไยเยอะเหมือนกัน ก็ก้าวเท้ามาไม่ได้ ทีนี้มีปัญหาว่าเวลาที่เขาจะไปทำต่างจังหวัด มันก็เลยลักลอบ ท่านประธานคะ ข้อเสนอก็คือว่า ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแรงงานต่างด้าว สามารถน่าจะทำให้ต่อเนื่องยาวไปถึง ๓ เดือนได้โดยที่ไม่ต้องวิ่งมารายงานตัว รายงานตัว เพราะว่าใน ๑ วันที่ไปรายงานตัวก็เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาไปแล้วนะคะ แล้วก็ในจังหวัด สระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี เขาทำการปลูกลำไยเดือนกันยายนถึงเดือนเมษายน ๘ เดือนด้วยกันเลยนะ เพราะฉะนั้นผ่อนผันให้เขาบ้างนะคะ อีกอย่างหนึ่งคือ ขอให้เคลื่อนย้ายแรงงานไปยังจังหวัดอื่นได้ด้วย เชื่อไหมคะมันก็มี การลักลอบอยู่ดี จากจังหวัดจันทบุรีแรงงานกัมพูชาก็วิ่งไปเมืองเหนือ มันก็เกิดใต้โต๊ะ กันอยู่นั่น เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาควรที่จะคำนึงถึงด้วยว่า น่าจะมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงานให้มาก ถึงแม้ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์สามารถ ทำอะไรได้หลายอย่างเลยที่เขาบอก🔗

มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธาน คือจำนวนล้งลำไยมีกันเป็นพันล้งเลย ก็ว่าได้ ซึ่งโดยมาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นล้งต่างชาติ ดิฉันขอเสนอให้สนับสนุนล้งไทยค่ะ ล้งไทยเขาลงทุนเยอะนะคะ เขาลงทุนเรื่องสารที่จะไปราดต้นลำไยเพื่อให้ได้ลูกดี ๆ ราดปุ๋ย ราดอะไรก็แล้วแต่ลงทุนไปก่อน แล้วก็เป็นคนไทยเขาไม่หนีไปไหน ควรที่จะดูแลเขาด้วย กำหนดเลยว่า ช่วยเขาอย่างไร สนับสนุนให้เขามีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แล้วก็อำนวยความสะดวก เรื่องเอกสารกับเขา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพืช หรืออื่น ๆ ใด ๆ ก็แล้วแต่ เพื่อให้เขาสามารถ ส่งออกได้แข่งกับต่างชาติได้ แข่งกับจีนได้ สรุปดิฉันเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... แล้วก็ขอฝากกับท่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นด้วย ได้โปรด คำนึงถึงสิ่งที่ดิฉันได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพุธิตา ชัยอนันต์ เชิญครับ🔗

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจ พืชส่งออก แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐเหมือนกับข้าว ยางพารา มัน ที่ได้รับการอุดหนุน ส่งเสริมจากภาครัฐ นี่คือเสียงสะท้อนค่ะ ที่ชาวสวนลำไยได้บอกกับดิฉัน เมื่อได้ไปลงพื้นที่ ปัญหาราคาลำไยปัญหาอยู่ที่ว่าผู้กำหนดราคาคือ ล้งจีน ซึ่งราคาก็มีความ ไม่แน่นอน ชาวสวนลำไยไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรด้วยเลยกับการกำหนดราคา เขาไม่รู้อนาคต เลยว่า วันนี้เอาลำไยไปขายจะได้กำไรหรือขาดทุน นอกจากนี้เรื่องของผลผลิตก็มีความ ไม่แน่นอนอีก ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ สภาพอากาศที่แปรปรวน นี่คือความทุกข์ยากของชาวสวน ลำไย ขอสไลด์ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

จากการลงพื้นที่ของดิฉันเมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมานี้เอง ดิฉันพบว่าราคาลำไยร่อน ลำไย AA ราคาอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๔๐ บาท แต่ขนาด A อยู่ที่ ๑๔-๑๖ บาท ซึ่งถ้าเอามาเปรียบเทียบใกล้ ๆ กันแล้วก็จะเห็นว่า ขนาดของผลลำไยก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่ว่าราคาดีดห่างกันมากเลย ส่วนราคาปีที่แล้ว ของขนาดเกรด A จะอยู่ที่ ๒๑-๒๒ บาท ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มมากขึ้น ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าไฟฟ้า ก็มีส่วนสำคัญมาก ค่าไฟที่แพงมีส่วนก็คือว่า เวลาที่เกษตรกรจะสูบน้ำเข้าสวนก็ต้องใช้ไฟฟ้า ค่าแรงอันนี้ก็เป็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายพูดกันไปแล้วค่ะ ดิฉันลงพื้นที่ พบว่ามีอยู่สวนหนึ่งที่ทั้งสวนลำไยของเขาอยู่ที่ขนาดถ้าวัดกันแล้วเป็นเกรด B ซึ่งจะได้ราคา ประมาณ ๗ บาท แต่ค่าแรงในการเก็บลำไยปีนขึ้นต้นลำไยก็อยู่ที่ ๔๐๐-๖๐๐ บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าเด็ดอีก ค่าเด็ดนะคะ ค่าเด็ดก็ ๓๐๐-๓๕๐ บาทก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ซึ่งชาวสวนก็บอกว่าเก็บก็ปุ๊ดตืน ไม่เก็บก็ปุ๊ดตืนเหมือนกัน ปุ๊ดตืนหมายความว่า ขาดทุน เป็นคำเมือง ดังนั้นก็ไม่เก็บดีกว่าขอปล่อยให้มันแห้งตายอย่างนั้น นี่คือความน่าสงสาร ความยากลำบากของพี่น้องชาวสวนลำไยค่ะ🔗

สรุปค่ะท่านประธาน แม้ว่าร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับนี้อาจจะไม่ได้แก้ปัญหา ทั้งหมดของพี่น้องชาวสวนลำไย แต่ว่ามันก็เป็นการเริ่มต้น ดิฉันไม่มีปัญหา ไม่ขัดข้อง กับการรับหลักการของร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับนี้ค่ะ อันนี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา ในระยะยาว แล้วก็ในระยะสั้นพี่น้องชาวสวนลำไยก็กำลังรอการแก้ไขจากทางรัฐบาลอยู่ค่ะ ทางพี่น้องชาวสวนลำไยก็ได้ฝากมาค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เชิญครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ในมือผมนี้เป็นของท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ซึ่งเป็นคนที่มีความสนใจ เรื่องลำไยตลอดเวลาเลย ในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นท่านพยายามมาพูดคุยกับผม เรื่องการ แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับลำไย แม้กระทั่งตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็จัดเอาโรงงานลำไยไปที่จังหวัดลำพูน เพื่อดำเนินการในการที่พยายามตั้งล้งให้กับประเทศไทย แต่ว่าเนื่องจากในช่วงที่รัฐบาลที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้รับการสนับสนุนก็เลยทำให้มีปัญหา และอุปสรรค แต่คาดว่าต่อไปก็น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ท่านประธานครับ ลำไยเป็นพืช ยุทธศาสตร์ไม่ใช่แต่คนไทยชอบนะครับ ประเทศใหญ่ ๆ ในโลกนี้ชอบลำไยมาก ประเทศจีน เป็นประเทศหลักทุกวันนี้ที่เราส่งไป แต่ประเทศที่ไม่ด้อยกว่านั้นก็คือ อินโดนีเซีย ก็อาจจะมี เกรดที่แตกต่างกันนิดหนึ่งแต่เขาสนใจ แล้วประเทศใหญ่อีกประเทศหนึ่งที่มีความสนใจ ลำไยไทยมากคือประเทศอินเดีย ผมคิดว่าในส่วนนี้ถ้าเราตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย แล้วมองเป้าหมายให้ชัดว่า ลำไยนั้นเราจะดำเนินการอย่างไร ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาลำไย จะเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาผลไม้ภายในประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมดูการเสนอ ให้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากนำเรียนว่าการตั้งแบบนี้ การตั้ง ปีต่อปี ปัญหาก็คือถ้าเราตั้งแล้ว เมื่อคณะกรรมการออกมาแล้ว มีแผนออกมาแล้ว แล้วงบประมาณของแต่ละกระทรวง ทบวง กรมที่จะมารองรับตรงนี้ทันกันหรือไม่ อย่างเช่น งบประมาณปี ๒๕๖๘ เราตั้งกันตั้งแต่ปีก่อนโน้น แล้วถามว่าถ้าต้องประกาศปีต่อปี ผมเกรงว่า แผนยุทธศาสตร์ลำไยกับแผนงบประมาณสนับสนุนจะไม่สอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นในส่วน ของคณะกรรมการนี้ ท่านประธานครับ อยากนำเสนอให้ตั้งให้ครอบคลุมมากกว่านี้ มีจำนวนที่มาก เพราะว่าทุกคนเวลาที่รับผิดชอบแล้วจะต้องเตรียมการว่าเป็นกรรมการ อยู่แล้ว เห็นปัญหา เตรียมแผน เตรียมงบประมาณการสนับสนุนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าถึงวันนั้น มีแผนและยุทธศาสตร์แล้ว ไม่ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้ และไม่ได้ตั้งแผนสำรองไว้ ก็จะเป็นการ เสียโอกาสของพี่น้องเกษตรกร อย่างเช่น ท่านประธานครับ การถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ใช้งบประมาณจากไหนครับ การแปรรูปหรือแม้แต่เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ยืดอายุ หรือว่าจะส่งไปต่างประเทศไปยังอินเดีย ซึ่งมีปัญหาเรื่องของการขนส่งจะตั้งเทคโนโลยีอะไร มารองรับ หรือแม้แต่เทคโนโลยีในการเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้งบประมาณจากไหน ดำเนินการ อย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าทั้งสิ้น ผมว่าวันนี้ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน อภิปรายไว้ก็มองเห็นว่า หลายเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้น นอกจาก เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี การแปรรูป การเก็บเกี่ยวแล้ว สินเชื่อ การลงทุน การเก็บ ผลผลิตทำอย่างไร หรือแม้แต่ว่าบางอย่างที่เป็นสารเคมีต้องห้ามทางการอาหาร อย่างพวก Sulfur ที่จะใช้ ในการอบลำไย หรือว่าจะเป็นพวก Sodium Chlorate Potassium Chlorate ในการที่เร่ง ลำไยก็ดีนะครับ หรือแรงงาน หรือว่าการกำหนดราคาคุณภาพ การดูแลคุณภาพผลผลิต ต่าง ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน มันต้องใช้การเตรียมการทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของ คณะกรรมการลำไยและยุทธศาสตร์ลำไยนี่เห็นด้วยนะครับ แต่คิดว่าน่าจะมีการปรับปรุง และเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ ก็ฝากกรรมาธิการได้พิจารณาให้ครอบคลุมด้วย อย่าไปห่วงเลย ครับว่าเราตั้งคณะกรรมการมากเกินไป จริง ๆ แล้วต้องคิดถึงว่า ลำไยปีหนึ่งทั้งประเทศ มีกี่แสนตัน เป็นมูลค่าเท่าไร ผิดกันเพียงแค่ไม่กี่บาท เม็ดเงินมหาศาลในการที่เราดำเนินการ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมไม่อยากจะให้เราตั้งคณะกรรมการ แต่ว่าอำนาจกับแผนงาน กับความรับผิดชอบไม่สอดคล้องกัน ก็ฝากคณะกรรมการว่าในส่วนนี้อยากให้ไปพิจารณา เพิ่มเติมให้ครอบคลุมตามที่วันนี้มีท่านสมาชิกอภิปรายด้วย แล้วก็ต้องขอบคุณนะครับ วันนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านอภิปรายถึงเรื่องนี้ และเห็นความสำคัญกับเรื่องของ ลำไย แล้วคิดว่าต่อไปนี้รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน แล้วก็ ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีภูมิธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องลำไยจริงจัง จะทำให้อนาคตและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง ไม่เพียงแต่ชาวสวนลำไย ผลไม้ทุกชนิด จะมีคุณภาพ มีราคา และยกระดับชีวิตของเกษตรกรได้ดีขึ้นนะครับ ขอท่านประธาน ได้ฝากไปถึงคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมาต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานย้อนประวัติศาสตร์ไปนิดหนึ่ง เมื่อปี ๒๕๖๕ ข่าวเขาเขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ชาวสวนลำไยภาคเหนือบุกสภา ร้องฝ่ายค้านช่วยจี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ คนที่มายื่นหนังสือก็คือ เลขาธิการ สภาอาชีพเกษตรกร คุณสง่า มังคละ คนที่ไปรับจดหมายมีผม สส. เบญจา แล้วก็ สส. รังสรรค์ ผมคิดว่าอันนี้ที่มาที่ไปของปัญหาเกษตรกร และเป็นที่มาที่ไปของการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีครับท่านประธาน การเอาปัญหาของเกษตรกรมาพูด ในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็จะเป็นหลักการใหญ่ก็คือ โครงสร้างที่เราเรียกว่า กฎหมาย จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ ช่วงที่มันมีปัญหานี่ครับ มีกลุ่มพ่อค้าคุยกับผมอย่างนี้ ท่านประธาน บอกว่า ท่าน สส. ลำไยในประเทศไทยยังไม่พอกินหรอกสำหรับคนบนโลกนี้ เอ๊ะ แสดงว่ามันมีปัญหาครับท่านประธาน ลำไยในโลกนี้ไม่พอกินหรอกคนบนโลกนี้ ที่เรากำลังค้าขายทำการตลาดมีไม่กี่ประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่กรรมาธิการ วิสามัญจะพิจารณากฎหมายทั้ง ๓ ฉบับอยู่นี่ครับ กำลังคุยเรื่องยุทธศาสตร์ กำลังคุย เรื่องกรรมการลำไยนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านจะต้องทำคือว่า ทำอย่างไรลำไยของเราไปสู่ ตลาดโลกให้เยอะที่สุด เอเชียกลาง รัสเซีย อุซเบกิสถาน ตะวันออกกลาง รวมไปถึงแอฟริกา ตอนนี้เรากำลังวนอยู่ ๓ ประเทศท่านประธาน มีจีน อินโดนีเซีย แล้วก็เวียดนาม ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่ในกฎหมายจะต้องเขียนเรื่องการพัฒนาอยู่ ๓ เรื่องครับท่านประธาน🔗

เรื่องแรก พ่อค้าบอกผมอย่างนี้ท่านประธาน พ่อค้ามีหน้าที่ที่จะต้องเอาลำไย ของประเทศนี่ไปขายทั่วโลก แต่ที่ไปขายไม่ได้เพราะไม่มีทุน อันที่ ๑ อันที่ ๒ คือระเบียบ มันเยอะมากเลยท่านประธาน มันเกี่ยวข้องกี่กระทรวงครับ ต้องได้รับใบรับรอง ต้องได้รับ อนุญาตการขนส่งต่าง ๆ มีปัญหาไปหมดเลย เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะกำหนดว่ากรรมการยุทธศาสตร์ลำไยจะต้องเขียนเรื่องนี้ว่า เขามีอำนาจหน้าที่ในการ ปลดล็อกอุปสรรคตรงนี้ให้กับพ่อค้าครับท่านประธาน และที่สำคัญคือเขาขาดเงิน สินเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ คือเขาจะช่วยเกษตรกร เวลาเราไปคิดเงื่อนไขเยอะ แล้วคิดกำไรเยอะ ผมคิดว่าพ่อค้า ไม่มีใจที่จะช่วยเกษตรกร ไม่มีใจที่จะไปขายอีกหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของคุณภาพของลำไย ท่านประธานทราบดี ท่านประธาน เป็นคนจังหวัดเชียงราย ลำไยทุกวันนี้ที่เราปลูกและขายส่งล้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะส่งไปแบบ ประเภทแบบตะกร้าขาวหรือว่าเป็นแบบอบแห้งนะครับ เป็นสายพันธุ์อีดอหมดเลย ท่านประธาน ผมถามเกษตรกรแล้วก็คนที่ทำล้งเขาบอกว่า ทำไมต้องไปสายพันธุ์อีดอ เพราะว่าอีดอมีน้ำน้อย เปลือกหนา เวลาอบมันต้องใช้สารเคมีคือบางตัว เช่น กำมะถัน มันไม่ซึมเข้าไปเวลาส่งมันก็เลยได้คุณภาพ อันนี้คือลำไยส่วนหนึ่งที่คนชอบกินลำไยอบแห้ง ผมคิดว่าลำไยที่หายไปและอร่อยมาก เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดเชียงรายก็อภิปรายแล้ว คือพันธุ์สีชมพูครับท่านประธาน สีชมพูลำไยคุณภาพ โรงแรม ที่ท่องเที่ยวดัง ๆ นะครับ นักท่องเที่ยวที่มีกำลังอยู่ในประเทศนะครับ ทำอย่างไรใช้ลำไยคุณภาพและกินสดที่ไม่ต้อง ไปอบแห้งให้มันเป็นพื้นที่กลไกตลาดภายใน แม้กระทั่งลำไยสดที่ส่งไปต่างประเทศนะครับ ผมคุยกับพ่อค้าเหมือนเดิมครับท่านประธาน เขาบอกว่าจากประเทศไทยไปอียิปต์ ถ้าขนส่ง ด้วยเครื่องหรือไปอุซเบกิสถานในตะวันออกกลางใช้เวลาแค่ ๗ ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า พอ ๆ กับที่ผมขับรถจากจังหวัดเชียงใหม่มาถึงกรุงเทพฯ เพราะนั่นคือระบบขนส่งแบบนี้ ที่จะต้องทำหน้าที่ในการทำให้กลุ่มพ่อค้าได้เข้ามา ลำไยที่อยู่ภายในประเทศที่ต้องกินสด ก็ต้องมี ในส่วนที่ตลาดที่อบแห้งก็ต้องทำ🔗

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ก็คือประเด็นเรื่องของปัจจัยพื้นฐานของ เกษตรกร ปุ๋ย ยานี่สมาชิกพูดได้เยอะมากเลยครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดวันนี้ เราไปเจอเกษตรกรที่มีที่ดินแต่ที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีที่ดินลำไยโตหมดแล้วครับ เกษตรกรเหล่านี้ท่านประธาน แล้วไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มสหกรณ์ด้วยนะครับ การชดเชย ของรัฐที่ผ่านมากิโลละกรัม ๒ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้รับ เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรให้สิทธิความเท่าเทียมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต โดยเฉพาะเรื่อง ของสิทธิในที่ดินมันต้องได้ ถ้าไม่มีสิทธิในที่ดินเวลาขอใบรับรอง GMP เวลาไปขุดบ่อบาดาล เวลาจะพัฒนาพื้นที่งบประมาณหลวงเข้าไม่ได้เลย อันนี้คือปัญหาใหญ่จะทำระบบบ่อน้ำอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ🔗

โดยสรุปนะครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานี่ ผมคิดว่าหัวใจสำคัญในกฎหมายฉบับนี้คือบอกว่า จะต้องมี ยุทธศาสตร์ อันที่ ๑ อันที่ ๒ คือบอกว่าต้องมีคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ที่จะเกิดขึ้นจะต้องมีหน้าที่ ๓ ประการที่ผมได้อภิปรายไปต่อไปนี้นะครับ ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ เป็นไปไม่ได้ เพราะเกษตรกรบอกว่า ปลูกนี่ปลูกได้ พัฒนาคุณภาพนักวิชาการทำได้ แต่ปัญหาอย่างเดียวคือ ไม่รู้จะไปขายที่ไหน เพราะฉะนั้นหลักที่ ๑ ที่ผมได้อภิปรายก็คือว่า ๑. ทำอย่างไรให้พ่อค้าภายในประเทศหรือต่างประเทศ ทำหน้าที่เอาลำไยของเราไปขาย มันมีอุปสรรคตรงไหน ระเบียบตรงไหน เราก็ปลดล็อก เขาไม่มีทุนเราก็ไปสนับสนุนนะครับ แล้วก็การพัฒนาคุณภาพลำไย ผมย้ำอีกรอบนะครับท่านประธาน ลำไยที่กินสดและอร่อยที่สุด ก็คือลำไยสีชมพู วันนี้เราไม่มีสายพันธุ์นี้ให้ขายภายในประเทศแล้ว ทำอย่างไรให้ลำไย สายพันธุ์นี้ได้ฟื้นฟู และอยู่ในตลาดอีกเส้นทางหนึ่งที่มันไม่ใช่ตลาดแบบอบแห้ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นใน พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าถ้าเราจะทำให้ มันครอบคลุมเกษตรกรกลุ่มอื่นนะครับ ผมคิดว่าถ้าเป็น พ.ร.บ. ลำไย แล้วก็พืชผลไม้อื่น ๆ จะเป็นไปได้ไหม แต่ผมไปดูในหลักการของทั้ง ๓ ร่าง ในหลักการมันไม่ครอบคลุมถึงเรื่องอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้ว เราก็สามารถที่จะทำให้แก้ไข พ.ร.บ. ตรงนี้ครอบคลุมให้กลุ่มเกษตรกรอื่นได้รับผลประโยชน์จาก พ.ร.บ. นี้นะครับ ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในร่างก็คือ ยุทธศาสตร์และกรรมการ และถ้าในเนื้อหาที่เราร่างขึ้นมา มันไม่ครบ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการที่จะเพิ่มเติมตามที่ผมได้นำเรียนกับท่านประธาน เพราะว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายร่างใหม่ครับท่านประธาน เติมได้หมดเลยไม่ใช่แก้ไขครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล เชิญครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแพร่ เขต ๒ พรรคเพื่อไทยครับ คำว่า ลำไย เป็นอะไรก็ดังหมดนะครับท่านประธานครับ เป็นเพลงก็เพลงดังนะครับ คุณลำไยเป็นนักร้อง ก็ดังมาก เป็นผลไม้ก็หอมหวานโด่งดังของไทย อีกหน่อยเราคงมี สส. ลำไยอีกนะครับ ก็คือท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำไยเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยเป็น ลำดับ ๓ รองจากทุเรียน มะพร้าวนะครับ ปี ๒๕๖๖ มีการส่งลำไยและผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่า ถึง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีเกษตรกรถึง ๒๕๐,๐๐๐ ครอบครัว พื้นที่ปลูกในประเทศไทย ก็คือ ๑.๗ ล้านไร่ ลำไยนี้ก็คือบริโภคในประเทศไทยเพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่งออกถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศจีนก็เป็นตลาดที่สำคัญที่สุดที่เราได้ส่งลำไยไปจำหน่าย เมื่อสักครู่นี้ ท่าน สส. ศรีโสภา โกฏคำลือ ก็ได้บอกว่า ทำไมคนจีนชอบลำไยนะครับ เพราะว่าเป็นผลไม้ มงคล เป็นผลไม้ดวงตามังกรนะครับ กินแล้วก็มีความสดชื่นเพราะว่ามีน้ำตาล อีกอย่างหนึ่ง คนจีน ชื่อว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ มีสรรพคุณทางยานะครับ ก็ขออนุญาตเล่านิดหนึ่ง เมื่อปี ๒๕๕๙ จังหวัดเชียงใหม่ได้ทำ MOU เป็นเมืองมิตรภาพกับเมืองอี้อู เพื่อการค้า การท่องเที่ยว และเพื่อการส่งออกลำไยอบแห้งไปยังประเทศจีน โดยการประสานงานของ ท่านอดีต สส. สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ อดีตประธาน กรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมืองอี้อูเป็นเมืองในมณฑลเจ้อเจียง อยู่ทางใต้ของนครเซี่ยงไฮ้และหางโจว เป็นเมืองที่พัฒนาเป็นเมือง Hub ของสินค้าส่งออก ขนาดใหญ่ระดับโลก มีร้านค้าและสินค้าต่าง ๆ มากมาย มีร้านค้าถึง ๗๕,๐๐๐ ร้านค้า ในอาคารขนาดยักษ์ ๕ อาคาร มีชาวต่างประเทศไปซื้อของต่าง ๆ จากทั่วโลกมากกว่า ๑๒๐ ประเทศ อี้อูเป็นตลาดของลำไยอบแห้งขนาดใหญ่จากประเทศไทย ในปี ๒๕๕๙ ส่งออกลำไยจากประเทศไทยไปประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตู้ แต่เฉพาะที่อี้อูประมาณ ๖,๐๐๐ ตู้ ส่วนลำไยสดตลาดจะอยู่ที่ตลาดเจียงหนาน เมืองกวางเจา มณฑลกวางตุ้ง ในปี ๒๕๖๒ อดีต สส. สุรพล เกียรติไชยากร พรรคเพื่อไทยและผม ซึ่งช่วงนั้นเราไม่ได้เป็น สส. เพราะยัง ไม่มีการเลือกตั้ง ได้พาคณะกรรมการสหกรณ์สันป่าตองไปเปิดตลาดลำไยอบแห้งที่เมืองอี้อู จุดประสงค์ก็คือเพื่อไม่ให้ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือล้ง ซึ่งทำให้ถูกกดราคา ทางผู้บริหาร เมืองอี้อูก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ปีนั้นเราได้ทำ MOU ในการที่จะจำหน่ายลำไยอบแห้ง ไปยังประเทศจีน ในเบื้องต้นทำ MOU กันไว้ที่ ๒๐๐ ตู้ แต่โชคไม่ดีครับอีกไม่นานโควิด ก็ได้เริ่มระบาดที่ประเทศจีน การติดต่อก็ได้หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงและไม่สามารถดำเนินการ ต่อไปได้ ถ้าเราจะสามารถคงตลาดลำไยอบแห้งที่จีนให้ได้ อนาคตของลำไยก็ยังคงไปได้ดี รวมทั้งการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซียหรืออินเดีย เพราะปัจจุบันการส่ง ลำไยไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดก็ยังมีปัญหาหลายอย่างนะครับ อันที่ ๑ ก็คือ อนาคตของลำไยมีแนวโน้มจะล้นตลาดนะครับ เพราะมีการขยายพื้นที่การปลูก การผลิต ได้ตลอดปี ทั้งในฤดูปกติและนอกฤดู อันที่ ๒ ก็คือการส่งออกไปจีนมีแนวโน้มลดลงนะครับ จากการที่จีนและเวียดนามปลูกลำไยได้ จีนมีผลผลิตลำไยมากที่สุดในโลกนะครับ พอในปี ๒๕๖๕ จีนมีพื้นที่การปลูกลำไยถึง ๑.๘๗ ล้านไร่ ผลผลิตเกือบ ๒ ล้านตันครับ แต่ด้วยประชากรกว่า ๑,๔๐๐ ล้านคน ทำให้ไม่พอกับความต้องการ จึงต้องนำเข้าจาก ประเทศอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ โดยคู่แข่งที่สำคัญก็คือเวียดนาม อันที่ ๓ ก็คือมาตรฐานด้านสุขอนามัยในการผลิต เราต้องให้เกษตรกรซึ่งยังขาดองค์ความรู้ หรือฐานข้อมูล และเครื่องมือในการวิเคราะห์ อันที่ ๔ ก็คือปัญหาที่สำคัญที่สุดปัจจุบันนี้ ก็คือ ล้งของคนจีนได้เพิ่มมากขึ้น โรงงานลำไยอบแห้งมากมายในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด ลำพูน ชื่อเป็นภาษาไทยแต่เจ้าของเป็นคนจีน เพราะถูกขายไปแล้วนะครับ ทำให้อนาคต ก็จะเกิดการผูกขาด การกำหนดราคาซื้อขาย การควบคุมการส่งออกไปยังประเทศจีน ดังนั้น ผมก็ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ซึ่งก็จะมีคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ลำไยเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่ว่า ไม่อยากให้คณะกรรมการ ชุดนี้เป็นเสือกระดาษที่ไม่มีเขี้ยวเล็บ ไม่มีอำนาจในการที่จะบังคับ หรือว่าจะมีเงินที่จะ สนับสนุน ก็คงต้องฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งในโอกาสต่อไป เพื่อช่วยกันปรับแก้ให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนลำไยและ สส. ลำไย วันนี้ก็นำลำไยมาด้วย เดี๋ยวเชิญทุกท่านมาชิมได้นะครับ กราบขอบพระคุณ อย่างสูงครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชิญครับ🔗

นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชียงราย

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขตที่ ๖ อำเภอแม่สาย แม่ฟ้าหลวง แล้วก็แม่จัน วันนี้ดิฉันจะขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยเพื่อน ๆ สมาชิกทั้ง ๓ พรรคการเมือง เพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดไปถึงสภาพปัญหาเกี่ยวกับลำไยของเกษตรกร ผู้ปลูกลำไย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต ปุ๋ย หรือว่าการตลาด หรือว่าราคาที่ไม่แน่นอน แล้วก็ไม่มั่นคง ซึ่งการเสนอร่าง พ.ร.บ. ลำไย พ.ศ. .... ก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง แล้วก็เป็น กลไกในการบริหารจัดการการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการผลิตลำไย เพื่อแก้ปัญหา ในการผลิตลำไยของประเทศ ซึ่งดิฉันมองว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาในเชิงระยะยาว ซึ่งในขณะนี้ปัญหาที่พ่อแม่พี่น้อง กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในประเทศไทยของเราได้พบเจอกับปัญหานี้มายาวนานกว่า ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ที่จะเร่งแก้ไข แต่ถึงกระนั้นก็ดีค่ะในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เข้ามาเพื่อแก้ไขในระยะยาวก็เป็นผลดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ก็อาจจะมี คณะกรรมการเข้ามาในการวางยุทธศาสตร์ วางแผนงาน เพื่อจะมีการจัดราคา หรือกำหนด ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ พัฒนาในเรื่องของราคาลำไยให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นค่ะท่านประธาน ในการ แก้ไขปัญหาในระยะสั้น แล้วก็ในระยะกลาง ซึ่งตรงนี้ดิฉันก็อยากจะฝาก เดี๋ยวในตอนท้ายว่า ให้หน่วยงานที่สามารถขับเคลื่อนอยู่แล้ว ก็สามารถขับเคลื่อนได้เลย ก่อนอื่นข้อมูลสถิติ ในการผลิตลำไยในปี ๒๕๖๖ เราพบว่าประเทศไทยมีพื้นที่การผลิตทั้งประเทศประมาณ ๑,๖๙๕,๕๕๔ ไร่ แล้วก็มีมูลค่าการส่งออกประมาณ ๒๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากการติดตาม สถานการณ์การติดผลของลำไยในพื้นที่ ๘ จังหวัดภาคเหนือ ประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา แล้วก็ จังหวัดตากในปี ๒๕๖๗ ลำไยมีพื้นที่ยืนต้นจำนวน ๑ ล้านกว่าไร่ ผลผลิตปีที่แล้วมีจำนวน ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เพิ่มขึ้น ๒๙,๕๐๑ ตัน คิดเป็นร้อยละ ๓ อันนี้เป็นข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ ๑ ของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นลำไยจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศชนิดหนึ่งเลยก็ว่าได้ ที่จะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรได้ ในร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้ ก็จะสามารถเป็นตัวแทนบริหารจัดการ ทั้งระบบเกี่ยวกับการผลิตลำไยได้อย่างครบวงจร มีแผนงานบริหารจัดการเกี่ยวกับลำไย ซึ่งจะเป็นทางออกหากเกิดวิกฤติเกี่ยวกับปัญหาผลผลิตลำไยขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ยังจะทำให้ เกษตรกรทราบถึงทิศทาง แล้วก็แนวโน้มด้านราคาที่มีความแน่นอนยิ่งขึ้น แล้วก็มี การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ผลิตลำไยได้อย่างตรงความต้องการ แต่ว่าภายใต้คณะกรรมการ ตามร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอเข้ามาในสภาแล้ว ก็มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบคุณภาพ การรับซื้อ การนำเข้า การส่งออก ซึ่งดิฉัน จะขออนุญาตอภิปรายแล้วก็นำเนื้อหาใน พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับจากเพื่อนสมาชิก สส. ทั้งหมด ๓ พรรคการเมือง แต่ว่าตัวหนังสืออาจจะเล็กนิดหนึ่งคะ ดิฉันจะอภิปรายเพื่อจะให้เกิด ข้อแตกต่าง แล้วก็อาจจะเป็นเหมือนข้อนำเสนอบางอย่างที่จะนำเสนอไปยังกรรมาธิการ วิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากนี้ เพื่อจะพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกลำไย ในเนื้อหาเกี่ยวกับคณะกรรมการในตัว พ.ร.บ. ของทางสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้วก็พรรคพลังประชารัฐ ก็เสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานของคณะกรรมการ ซึ่งเหมือนกันกับของเพื่อนสมาชิกที่เสนอจากพรรคประชารัฐ ในส่วนของพรรคก้าวไกล เราขอเสนอว่า อยากจะให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการ เกษตรและสหกรณ์นั่งเป็นประธานเลย โดยที่ไม่ต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ก็ได้นะคะ แล้วก็ในสัดส่วนของคณะกรรมการในส่วนอื่นของพรรคก้าวไกลเราเสนอว่า ให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผอ. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ผอ. องค์การตลาดเพื่อการเกษตร ผอ. สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก และผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค ให้นั่งเป็นกรรมการร่วมด้วย อันนี้เป็นข้อแตกต่างนิดหน่อย แต่ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะเกิดขึ้นอาจจะเอาในตรงนี้ไปพิจารณาด้วยนะคะ เพื่อว่าจะให้มีความหลากหลายในส่วนของ คณะกรรมการ แล้วในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิค่ะท่านประธาน ก็นำเสนอโดยมีความแตกต่าง ในลักษณะของจำนวนแตกต่างกันไปตามสไลด์ที่ปรากฏ แล้วก็สิ่งที่สำคัญคือผู้แทน จากชาวสวนลำไย อันนี้เป็นคิดว่าเป็นบุคคลสำคัญเลยในการที่จะช่วยให้นำเสนอทั้งข้อมูล สถานการณ์ของลำไยที่แท้จริงเลย ในสัดส่วนตรงนี้ของในพรรคก้าวไกลอยากเสนอให้มี ๔ คน มีจำนวนที่มากขึ้น แล้วก็ผู้แทนของโรงงานให้มีด้วย เพื่อจะมีการประชุมงานกัน หรือว่า พูดคุยการนำเสนอถึงปัญหาหรือวางแผนยุทธศาสตร์อะไรกันอย่างครอบคลุมในทุกส่วน ที่เกี่ยวข้องนะคะ รวมทั้งการกำหนดคุณสมบัติ ตรงนี้ของเราก็เสนอให้มีการกำหนด คุณสมบัติของคณะกรรมการด้วยนะคะ🔗

แล้วอีกส่วนหนึ่งที่มีความแตกต่างกัน เพื่อว่าพ่อแม่พี่น้องที่กำลังรับชม และรับฟังอยู่ ก็จะได้รู้ว่ามันมีรายละเอียดของพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ร่างนี้อยู่นะคะ ก็คือว่า ในเรื่องของการนัดประชุมของคณะกรรมการใน ๑ ปี ของพรรคเพื่อไทยเสนอว่าให้เป็นตาม ระเบียบของคณะกรรมการจะกำหนด คล้าย ๆ กันกับเพื่อนสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐ ส่วนพรรคก้าวไกลเสนอว่า ให้มีปีละ ๔ ครั้ง เพราะว่าสามารถที่จะอัปเดต หรือว่ารายงาน สถานการณ์ของปัญหาหรืออะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ และแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีนะคะ แล้วสุดท้ายก็คือเป็นข้อนำเสนอที่ดิฉันอยากจะให้เสนอว่า ในระยะเวลาที่จะต้องมีการ พิจารณา พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับนี้จะต้องใช้เวลานานพอสมควร ดิฉันอยากจะเสนอให้ในขณะนี้ เรามี Fruit Board อยู่แล้วตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาและบริหาร จัดการผลไม้ ปี ๒๕๕๐ มาพัฒนาแล้วก็บริหารจัดการผลไม้ทั้งหมด รวมถึงลำไยด้วยนะคะ ที่จะดำเนินการหาวิธีการแก้ไขให้กับพี่น้องผู้ปลูกลำไยไปก่อน จนกว่าที่ พ.ร.บ. ชุดนี้ ก็จะเกิดขึ้น รวมทั้งในการประชุมอยากจะให้มีการประชุมที่มีประสิทธิภาพ ขอฝากไปยัง กรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นด้วยนะคะว่า ในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ลำไยก็ให้มีการประชุมที่มีการอัปเดตในเรื่องของสถานการณ์ผลผลิต การตลาด การแปรรูป แล้วก็ราคาต่าง ๆ แล้วก็ในสิ่งที่สำคัญในระยะสั้นก็อยากจะให้รัฐมนตรีกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้หาวิธีการแก้ไขตามนโยบายของรัฐบาลได้เลยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัด พิษณุโลก คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ แม้ว่าที่จังหวัดพิษณุโลกจะไม่ได้มีการปลูกลำไย สักเท่าไร มีพื้นที่น้อยมากที่ปลูกลำไย ก็ส่วนใหญ่แล้วปลูกไว้ทานนะครับ แต่ว่าผมในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเองเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ. ของลำไย โดยเฉพาะท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรด้วยกันมานี่ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปี ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ให้ความสำคัญกับเรื่องลำไยเป็นอย่างมาก ผมเองต้องขอแสดงความชื่นชมที่ท่านเอาจริงเอาจัง ประกอบกับในนโยบายของพรรคเพื่อไทย ว่าก็ว่าตามตรงนะครับ เป็นนโยบายทางการเกษตรที่ผมอดชื่นชมไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่พรรค เดียวกัน ใครว่าจะมายกยอพรรคเดียวกันนี้ผมไม่สนใจหรอกครับ เพราะนั่นคือเรื่องจริง ที่ทางพรรคเพื่อไทยนั้นตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรนะครับ จริงอาจจะมีหลายส่วนอาจจะ ต่อว่าต่อขานว่าพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลให้ความสำคัญกับพืชหลัก ๕ ชนิด คือ ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม อะไรพวกนั้นนะครับ แต่ว่าจริง ๆ วันนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พืชรองอย่างเช่น ลำไย ทางรัฐบาลก็ให้ความสำคัญนะครับ ในมาตราต่าง ๆ ในข้อกำหนด ที่มีอยู่ใน พ.ร.บ. เรื่องของยุทธศาสตร์ลำไยก็เห็นได้ชัดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีแม้ว่า จะมีภารกิจมากขนาดไหน แต่ว่าทางพวกเราก็ให้ความสำคัญกับลำไยถึงได้มีการกำหนดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย ผมเองต้องขอขอบคุณ ที่ทางรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านครับ ลำไยนั้นถ้ามี พ.ร.บ. เกิดขึ้นแล้ว ความมั่นคง ในชีวิตของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกลำไย เพราะมีทั้งหมดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน เกือบ ๆ ๒ ล้านคนจะได้รับอานิสงส์ เพราะว่าการที่มีร่างกฎหมายในเรื่องของยุทธศาสตร์ ลำไยแล้ว จะทำให้มีการดูแลในหลาย ๆ ภาคส่วนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิต ผลผลิต หรือแม้แต่การเพาะปลูก การวิจัย การพัฒนาหลาย ๆ อย่าง ตลอดจนมีการปกป้อง เราต้องพูดกันตามตรงว่า พ.ร.บ. ในพืชแต่ละชนิดก็ปกป้องพี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูก ในพืชชนิดนั้น ผมต้องขอแสดงความคิดเห็นอีกอย่างหนึ่งตรงที่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผม อยากให้เอาใจใส่นะครับ แต่ผมคิดว่าถ้า พ.ร.บ. นี้เกิดขึ้นแล้วนี่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ในเรื่องของลำไยก็คงจะต้องดูแลให้ครบวงจร โดยเฉพาะเรื่องน้ำ แม้ว่าผลผลิตจะราคาดี ขนาดไหน แต่ถ้าพี่น้องเกษตรกรถ้าขาดน้ำทุกอย่างก็ล้มเหลว ลำไยแม้จะกิโลกรัมหนึ่ง ๒๐๐-๓๐๐ บาท แต่ว่าถ้าไม่วางแผนยุทธศาสตร์ในเรื่องของระบบชลประทานให้ดีทุกอย่าง ก็ล้มเหลว ผมเองหวังเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้ นอกจากลำไยแล้ว ยังมีพืช ที่สำคัญอีกหลายชนิดนะครับ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลก็คงจะคิดอยู่ในใจแล้วว่าต้องการ ที่จะยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร แล้วก็ในเรื่องของความมั่นคง ในเรื่องของการผลิต แล้วก็ปัจจัยการผลิตทั้งหลายที่ทำในเรื่องของเกษตรแต่ละชนิดให้มีความมั่นคงมากขึ้น เพื่อความผาสุกของพี่น้องราษฎรนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรคนหนึ่งของสภาแห่งนี้ แล้วก็เป็นคนที่เติบโตมาทางการเมืองกับท่านรังสรรค์ รู้ใจท่านรังสรรค์ดีว่าท่านทุ่มเท ผมเองก็ยังเอาแบบอย่างท่านรังสรรค์ได้มาดำเนินในเรื่อง ของระบบชลประทานในพื้นที่เขตเลือกตั้งของผมนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมเอง ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ในครั้งนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชิญครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตอง ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายเรื่องของ ลำไย โดยพูดถึงปัญหาแล้วก็เชื่อมโยงมาถึงเนื้อหาในร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ลำไยที่เรากำลัง พิจารณากันถึงในตอนนี้นะครับ🔗

อย่างแรกเลยท่านประธานครับ ปัจจุบันเราคัดเกรดลำไยกันด้วยเป็น เกรด AA เกรด B แล้วก็เกรด C ครับ ในมือของผมตอนนี้อันนี้จะเป็นเกรด AA ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า ๒๗ มิลลิเมตร แล้วก็เกรด B ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า ๒๕ มิลลิเมตร แล้วก็เกรด C จะอยู่ที่ ๒๓ มิลลิเมตร แต่เราจะเห็นว่าความต่าง ของเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง ๒ มิลลิเมตร แต่ว่าราคาต่างกันเยอะมาก ๆ เกรด AA ราคากิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๓๐ บาท เกรด A ธรรมดากิโลกรัมละประมาณ ๑๔ บาทเท่านั้น แล้วก็เกรด B ไม่ต้องพูดถึงเลย ๗ บาทต่อกิโลกรัม ทีนี้เราเห็นความแตกต่างนะครับ เพียงแค่ ๒ มิลลิเมตร ราคาแตกต่างกันเท่าตัว ทีนี้เรามาดูที่ร่างกฎหมายที่เรากำลัง พิจารณากันในตอนนี้นะครับ ว่ามีเรื่องของการกำหนดมาตรการในการควบคุมโรงงาน ในเรื่องของมาตรฐานเครื่องร่อนหรือไม่ เมื่อมาดูทั้งร่างของพรรคฝั่งรัฐบาลทั้ง ๒ ร่าง เราไม่เห็นเนื้อหาในส่วนนี้เลย เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องไปเพิ่มในชั้นกรรมาธิการ ในส่วนนี้ เพิ่มในหมวดของโรงงานให้ชัดเจนนะครับ ให้กับท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับเกษตรกร มากที่สุด มีอำนาจในการเข้าไปควบคุมเป็นมาตรการจัดการกับโรงงานที่เอาเปรียบเกษตรกร เอาเปรียบกับโรงงานขนาดเล็กของชาวไทยอยู่ด้วย🔗

แล้วอีกส่วนหนึ่งอีกปัญหาหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้พูดกันมาเยอะ มาก ๆ นั่นก็คือ โรงงานจากต่างชาติที่มีทุนขนาดใหญ่เข้ามาแล้วควบคุมกำหนดกลไก ของการตลาด กำหนดราคาด้วยตัวเขาเองเลย ยกตัวอย่างเช่น ต้นฤดูกำหนดราคาให้ดูดี ไว้ก่อน ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม เรียกคนเข้ามา กลางฤดูก็มีการกดราคารับซื้อลง เพื่อที่จะลด ต้นทุนแล้วก็เพิ่มกำไรให้กับพวกเขา แล้วพอปลายฤดูมีการดีดราคาเพิ่มขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะใช้ในการต่อรองกับคู่ค้าของเขา ทำให้เห็นชัดเจนครับว่า ลำไยอบแห้ง ที่เขากำลังจะขายให้กับคู่ค้าเขา นี่ต้นทุนแพงนะ ต้นทุนไม่ได้ถูกเลย ผมรับซื้อราคาค่อนข้าง แพงเลย แต่ที่ไหนได้ครับ เขารับซื้อในราคาถูกตั้งแต่กลางฤดูแล้ว เราเห็นไหมครับว่าตรงนี้ คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือโรงงานขนาดใหญ่ แต่ว่าใครที่เสียผลประโยชน์ครับ นั่นก็คือ เกษตรกรนั่นเอง หรือว่าจะมาพูดกันถึงเรื่องปัญหาที่ท่านสมาชิก ไม่ว่าจะฝ่ายค้าน หรือว่า ฝ่ายรัฐบาล ได้พูดกันถึงเรื่องการส่งเสริม การส่งออก ขยายตลาด พูดกันถึงเรื่องสินเชื่อ พูดกันถึงเรื่องเงินทุนต่าง ๆ พูดกันถึงเรื่องการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับลำไย แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นกลับไม่ได้อยู่ในร่างกฎหมายที่เรากำลังพิจารณากันในวันนี้ ร่างกฎหมายที่เรา พิจารณากันในวันนี้มีเพียงแค่การตั้งคณะกรรมการ แล้วก็การจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพียงแค่ ๑๘ มาตรา ผมขออนุญาตเท้าความให้ท่านประธานเข้าใจถึง พ.ร.บ. ลำไยสักเล็กน้อยนะครับ ร่าง พ.ร.บ. ลำไยถูกเสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรของเราตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว เสนอโดย ทางกลุ่มเกษตรกรตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แล้วก็ได้ยื่นเข้าสภาผู้แทนราษฎร โดย สส. รังสรรค์ คนเดียวกับที่ยื่นร่าง พ.ร.บ. ในวันนี้ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้น กับร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่เรา พิจารณากันอยู่ในตอนนี้ เนื้อหามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับท่านประธาน เนื้อหา ในส่วนของการให้คณะกรรมการมีอำนาจในการกำกับควบคุมเรื่องของปริมาณ เรื่องของราคา เรื่องของคุณภาพลำไยโดนตัดออกไป เนื้อหาในส่วนของการตั้งกองทุน ก็โดนตัดออกไป เนื้อหาของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการลำไยก็ถูกตัดออกไปอีก แล้วที่หนักไปกว่านั้นครับ ก็คือในหมวดของโรงงานที่มีการออกกฎหมายที่เป็นมาตราบังคับใช้ ในการป้องกันโรงงานขนาดใหญ่จากนายทุนต่างชาติ ที่เอาเปรียบเกษตรกรชาวไทย ที่เอาเปรียบกับโรงงานขนาดเล็กของชาวไทย มาตราตรงนั้นถูกตัดออกไปหมดเลย เนื้อหา ไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงแค่การตั้งคณะกรรมการ แล้วก็จัดทำแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งพอมองในกฎหมายฉบับนี้ ผมมองไม่เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคณะกรรมการชุดนี้ ที่จะออกจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ กับคณะกรรมการเรื่องของการบริหารพัฒนาผลไม้ หรือว่า Fruit Board ที่ออกตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ต่างจากคณะกรรมการกำหนด นโยบายบริหารจัดการลำไยคุณภาพที่คลอดออกมา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ อาศัยพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถ้าใครจะตั้งคำถามว่า เราต้องการคณะกรรมการลำไยที่มาจาก พ.ร.บ. ก็นี่อย่างไรครับ คณะกรรมการลำไย ที่มาจาก พ.ร.บ. แล้วถ้าใครจะบอกว่าเราต้องการให้คณะกรรมการลำไยของเรามีการจัดทำ แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในส่วนนี้มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคพลังประชารัฐที่เป็นผู้เสนอร่างนี้ ด้วยเช่นกัน ท่านสามารถเดินไปบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อยู่ พรรคเดียวกับท่าน ให้เพิ่มเรื่องนี้เข้าในวาระเลยได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมายื่นแบบนี้ผมอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่า คณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ ที่ผมกล่าวไป ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั่งหัวโต๊ะ นั่งเป็นประธาน ทำงานไม่มีประสิทธิภาพหรืออย่างไร เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นผมเข้าใจได้เลยถึงหลักการ และเหตุผลที่จะมายื่น พ.ร.บ. ที่มีเนื้อหาเพียงแค่ตั้งคณะกรรมการแบบในวันนี้ อันนี้ ผมก็ขอรอทางผู้สรุปอภิปรายร่างของพรรคพลังประชารัฐมาชี้แจงในส่วนนี้ด้วย พูดถึง ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... เราพิจารณากันในวันนี้นะครับ เราเห็นชัดเจน จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ว่าเนื้อหาของมันแทบจะ ไม่สามารถแก้ปัญหาของชาวสวนลำไยได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นในวันนี้ขณะที่ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยกำลังดูการถ่ายทอดสด กำลังดูการอภิปรายในวันนี้นี่ ผมขอถามทางผู้ยื่นจากฝั่งรัฐบาลทั้ง ๒ คน ว่าคุณกล้าที่จะสัญญากับประชาชนผ่าน สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้หรือไม่ ว่าเราจะเข้าไปเพิ่มเนื้อหาที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลำไย ให้ได้จริง ๆ ในชั้นกรรมาธิการ เราจะเข้าไปเพิ่มเนื้อหาตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนได้ยื่นไว้ ในปี ๒๕๖๕ ในชั้นกรรมาธิการ เพราะในวันนี้เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล สส. วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก หรือว่า สส. เต๋อที่พ่อแม่พี่น้องชาวลำพูนรู้จักกันดี เขาพร้อมที่จะเข้าไป ทำหน้าที่ตรงนี้แทนชาวสวนลำไยทั้งประเทศแน่นอน แล้วในส่วนนี้เราต้องเลิกอ้างว่า เรายื่นร่างนี้เข้ามาเพื่อที่จะหลบร่างการเงิน เพราะในวันนี้ สส. ที่ยื่นมาก็คือ สส. จากฝั่งรัฐบาล ในส่วนนี้ผมขอให้ท่านสัญญากับประชาชนผ่านสภาอีกครั้งหนึ่งว่า ในชั้นกรรมาธิการ ถ้าเกิดเรามีการเพิ่มเนื้อหา แล้วทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลายเป็นร่างการเงิน ท่านจะสามารถ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ที่ให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปเซ็นรับรองร่างการเงิน มาภายหลังได้ เพื่อทำให้ร่าง พ.ร.บ. ลำไย มันใช้งานได้จริง ๆ แก้ปัญหาได้จริง ๆ ในวันนี้ ผมก็ขอความร่วมมือจาก สส. ฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เราเป็นฝ่าย นิติบัญญัติเหมือนกัน หน้าที่หลักของเราคือ การคลอดกฎหมายไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นมาร่วมมือกันครับ แก้ไขร่าง พ.ร.บ. ลำไย ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ยังต้องแก้เพิ่มอีกเยอะมากมายตรงนี้ แก้ให้เป็น พ.ร.บ. การเกษตร ที่แก้ปัญหาให้กับชาวสวนลำไยทั้งประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านแรกท่านอดิศร เพียงเกษ เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ผมในฐานะ เป็นผู้บริโภคนะครับ ที่จังหวัดขอนแก่นไม่ค่อยได้มีการปลูกลำไย แต่ผมอยากให้ พระราชบัญญัติทุกพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับพี่น้องประชาชน ที่มีอาชีพทำการเกษตร บรรลุผลครับ ปลูกข้าวก็ขายให้มีราคา ปลูกมันสำปะหลัง ยางพาราก็อยากให้มีราคา ปลูกปาล์มก็อยากให้มีราคา อ้อยเขามีกฎหมาย เขามีคณะกรรมการ มาวันนี้กฎหมาย ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับลำไย ผมอ่านดูแล้วทั้ง ๓ ฉบับน่าสนับสนุนครับ เพราะส่วนมาก สส. ต่างจังหวัดจะมาจากชาวเกษตรกร ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ จากพรรคก้าวไกล อีสานบ้านผมมีภาษิตคำคมอยู่หลายอย่างครับ เปรียบเทียบเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ถ้าเป็นภาษิตบ้านผมนี่ ความคึดมีบ่แพ้ ขึ้นสิค่าบ่มี ความคิดที่จะให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ให้มีนโยบายเสนอแนะ เสนอต่อ ครม. กลับไปกลับมา โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเลขาธิการ เป็นข้าราชการประจำ เป็นความคิดที่จะส่งเสริม แต่ทุนไม่มีครับ ความคึดมีบ่แพ้ ทุนคือ กองทุนไม่มีที่จะให้ ยุทธศาสตร์ลำไยนี่อยู่ยงคงทนสถาพร ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญครับ แต่ก็ฝากไปว่ากองทุนที่จะไปบรรลุชัยชนะของลำไย ควรจะเกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการ เพื่อส่งให้ทางรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้ดูแลเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นนะครับ ผมรู้จักกับ สส. รังสรรค์มาเห็นแต่แบกลำไยเข้ามาในสภา เกือบทุกสมัยจนจะเปลี่ยนนามสกุลเป็น มณีรัตน์ ณ ลำไย ไปเสียแล้วครับ ก็อยากให้ทุกคน ได้ทำเรื่องนี้ให้เป็นตัวอย่าง อยากให้เป็นตัวอย่างแก่มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม และข้าว รัฐบาลซึ่งมาจากคนส่วนมากซึ่งเกษตรกรเลือก ผมเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคงจะรับรอง กฎหมายฉบับนี้ในโอกาสต่อไปในกรรมาธิการวิสามัญ ให้เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน มีกองทุนดูแลชัดเจน ดูแลตั้งแต่ขั้นตอน ตั้งแต่ปลูกจนขาย เดี๋ยวนี้ถ้าเราไม่ทำนะครับ นายทุนต่างชาติเดี๋ยวนี้เข้ามา ไม่ใช่มาเป็น Nominee ให้คนไทยนะครับ นี่เขาทำโรงงานเอง รับซื้อรับอบเอง ส่งไปขายที่ประเทศ สป. จีนเอง ขอโทษนะครับ ขออนุญาตเอ่ย ถ้าเราผลิต มีความคิดแต่ไม่มีกองทุน แพ้เขาแน่ครับ เกษตรกรหรือคนไทยก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ดี จึงให้กำลังใจนะครับ พูดไม่ยาวพูดสั้น ๆ เพื่อให้กฎหมายลำไยเป็นยักษ์ที่มีกระบอง มีแต่ความคึด บ่มีเงินอย่าไปครับ อย่าออกจากบ้าน นี่ก็เช่นเดียวกัน ผมให้กำลังใจน้องผมนะครับ สส. รังสรรค์ มอบกลอนสั้น ๆ ครับ ลำเอ๋ยลำไย รังสรรค์เริ่มเดินไปให้เรืองรุ่ง เสนอเป็น กฎหมายเพื่อผดุง เพื่อพยุงให้ลำไยมีค่าเอย ขอมอบให้คุณรังสรรค์เลยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมจะอภิปรายเรื่องลำไยแบบไม่ลำไย เพราะถ้าพูดเรื่องลำไยแล้วทำให้เกิดบรรยากาศ ที่คนลำไยจะทำให้เรื่องลำไยของผมนั้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องลำไย วันนี้ต้องมองครับว่า เป็นวันประกาศชัยชนะ เป็นวันประวัติศาสตร์ครับ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย ผู้ปลูกลำไย รอคอยวันนี้ครับ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องจะต้องไปสัญญิงสัญญา ไม่ใช่เรื่องต้องไปตกปากรับคำ ไม่ใช่ เรื่องท้าทายว่า ต้องทำเรื่องนั้น ไม่ทำเรื่องนี้ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่กรรมาธิการเขาจะไปทำงานกัน ในรายละเอียด ไม่ใช่เรื่องแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ใช่เรื่องว่าใครทำได้มาก ใครทำได้น้อยครับ แต่เป็นเรื่องที่เราสามารถร่วมด้วยช่วยกัน ในการผลักดันและทำให้หมุดหมายแรกนี้ที่จะเกิด ร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ลำไยนั้นไม่ใช่แค่ผลไม้ ไม่ใช่แค่พืชทางเศรษฐกิจครับ แต่ลำไยคือความภาคภูมิใจ คือ ความหวัง คือศรัทธา และความอยู่รอดของพี่น้องเกษตรกรไทย ผมต้องกราบเรียนว่า วันนี้ลำไยจุดหมายปลายทางใหญ่อยู่ที่ประเทศจีนครับ ในปี ๒๕๖๕ ประเทศจีนเขานำเข้า ลำไย ถ้าเรียงลำดับผลไม้นำเข้าเป็นอันดับ ๗ ครับ รองจากทุเรียน เชอร์รี่ กล้วย ถั่วเปลือกแข็ง มังคุด และมะพร้าว เขาเชื่อว่าในปีหนึ่งในช่วงเทศกาลมหามงคล วันตรุษจีน วันขึ้นปีใหม่ วันชาติจีน ต้องได้กินลำไยอย่างน้อยปีละ ๒ เม็ดครับ เพราะลำไยไปพ้องเสียงกับภาษาจีน ที่บอกว่า หลงเหยี่ยน หลงหรือลำนี่นะครับ แปลว่ามังกร เหยี่ยนหรือไยนี่แปลว่า ดวงตา หลงเหยี่ยนหรือลำไยจึงหมายถึง ดวงตาของมังกร เขาไม่กินเยอะหรอกครับ เขากินปีหนึ่งนี่ สัก ๒ เม็ด แล้วก็นำเมล็ดลำไยเขวี้ยงขึ้นไปบนหลังคา ว่ากันว่าเป็นดวงตามังกรที่จะปกปักษ์ รักษาทุกชีวิตในครอบครัว ดังนั้นเมื่อเป็นผลไม้มงคลครับ เขาก็บอกว่ามีสรรพคุณทางยา อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกโรคหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นกร่อย ไตพิการ อาหารไม่ย่อย ปวดเป็นกรด เป็นปลาหลดตามลำไส้ ไอจามแต่ละครั้งไม่มั่นใจ แก้ไขด้วยลำไย แต่ถ้าจะทาน จริง ๆ ต้องปรึกษาแพทย์ เพราะนึกอยากจะให้ดวงตามังกรอยู่เป็นเข่งอาจจะเป็นร้อนใน หรือเบาหวานขึ้นตาได้ แต่จีนเขาเห็นว่าเป็นผลไม้มงคล นำเข้าจากไทยไม่พอ เขาปลูกเองด้วย ในปี ๒๕๖๕ เขาปลูกลำไย ๑.๘๗ ล้านไร่ ผลผลิตเกือบ ๆ ๒ ล้านตัน แล้วถามว่าจีนปลูกเองแล้ว เราไปขายใคร เราขายจีนนั่นล่ะครับ เพราะว่าจีนมีประชากรมากกว่า ๑,๔๐๐ ล้านคน และถ้าหากว่าเราสามารถไปสร้างทัศนคติ ให้ความรู้ ให้เกิดความนิยมชื่นชอบในลำไย แบบที่เกิดกับจีนครับ อินเดียกินเยอะ อินโดนีเซียกินเยอะ แบบนี้ถือว่า Go so big ครับ ไปกันใหญ่ เกษตรกรลำไยไทยจะได้เป็นเศรษฐีกันในคราวนี้ แต่ว่าในโอกาสนั้นมันก็มีสิ่งที่เรา ต้องระมัดระวังประกอบกันไปด้วย เพราะอะไรครับ เขาบอกว่าลำไยไทยที่ตลาดจีนยอมรับ จุดเด่นก็คือลูกใหญ่ครับ เนื้อหนา เปลืองบาง หวานฉ่ำ แล้วลำไยไทยนี่นะครับตีคู่มากับทุเรียน เพราะว่าอะไรครับ เราสามารถผลิตลำไยนอกฤดูได้ แปลว่าปลูกและผลิตได้ทั้งปี นี่คือจุดแข็ง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี่ครับ ต้องไปดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้นน้ำ ไปดูอะไรครับ ต้นน้ำไปดูคุณภาพการผลิต จะมาตรฐาน GAP มาตรฐาน Q มาตรฐาน GI ก็ต้องดูนะครับ ไม่ให้มีสารตกค้าง ปลอดจากสารพิษ ให้ความรู้ยกระดับคุณภาพในชั้นการผลิต กับพี่น้องเกษตรกร กลางน้ำครับ ก็ประกอบไปด้วยพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นยี่ปั๊ว ผู้รวบรวม หรือล้ง ผู้ค้าส่งลำไย แล้วก็ปลายน้ำก็ขายครับ แปรรูป โรงงานผลไม้กระป๋อง แต่ว่าเราต้อง เอางานวิจัย เอานวัตกรรมเข้ามาใส่ เพื่อเป็นการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กระบวนการ ผลิตลำไยนั้นเป็นนักนวัตกร แล้วก็ไปไกลถึง BCG Economy Model หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และจะเป็นเศรษฐกิจสีเขียวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สารตกค้างไม่ว่า จะเป็นปุ๋ย ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งความหวานหรืออื่นใดอะไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่สารเคมีที่ใช้ ในการบ่มลำไยให้สุกเร็วขึ้น พวกนี้ต้องระมัดระวัง และต้องปลอดจากสาร อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบว่า ลำไยตลาดใหญ่อยู่จีนเป็นรถไฟฟ้า วันนี้เรามีตัวรถ เรามีล้อ มีอุปกรณ์ในการ ขับรถได้ แต่หัวใจสำคัญต้องมีแบตเตอรี่ ถ้าเป็นไฟฟ้าแบตเตอรี่ต้องมีความทนทาน ถ้าเป็น พ.ร.บ. ลำไยต้องมีกองทุน ท่านที่เคารพครับ ต้องกราบเรียนนะครับ สินค้าเกษตรของไทย หลายตัวมีกองทุนเข้าไปช่วย เช่น อ้อย มีกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ยางพารา มีทั้งกองทุน ชาวสวนยาง มีกองทุนพยุงราคายาง ดังนั้นถ้าเรามี พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... แต่เราไม่มี กองทุน มันก็จะเปรียบเสมือน NATO คือ No Action Talk Only สนทนาธรรมไปเรื่อย ๆ ต้องติดอาวุธตรงนี้ครับ แม้จะถูกตีความว่าเรื่องกองทุนนั้นเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วย การเงิน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับ ก็ส่งให้นายกรัฐมนตรีท่านรับรอง ถ้านายกรัฐมนตรีรับรอง ก็ Beautiful ครับตลาดลำไยไทย ถ้าท่านไม่รับรอง อย่างน้อยก็ได้เห็นครับว่ากรรมาธิการ ได้พยายามผลักดันเรื่องของกองทุนอย่างเต็มที่ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า วันนี้ที่ผมใช้คำว่า วันประวัติศาสตร์ลำไยไทยนั้น ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริง นี่คือการวาง หมุดหมาย หมุดหมายแรกที่จะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาลำไยให้เป็นสินค้าแห่งความภาคภูมิใจ ผมทิ้งท้ายสั้น ๆ เพื่อให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร ให้กำลังใจทุกกระบวนการผลิตว่า ลำพูน มีลำไย เกษตรกรไทยต้องไม่อยู่อย่างลำพัง ผมขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... และขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาต อภิปรายเพื่อสนับสนุนนะครับ จะใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อจะได้มีการเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้เปรียบเทียบกับร่างพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเรื่องเกษตรกร ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมีเยอะ มีมากมาย ผมจะยกตัวอย่างว่า ผมมาดูเมื่อสักครู่นี้ว่า หลังจากที่เรารับหลักการไปแล้ว เราสามารถ ในการที่จะไปปรับเปลี่ยนวิธีแก้อะไรต่าง ๆ ในคณะนี้ ผมเห็นว่าตามที่ท่านรังสรรค์และคณะ ตลอดจนพรรคการเมืองอื่น ๆ ได้ทำมาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ลำไยถ้าพูดถึงแล้ว ก็ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นำรายได้เข้าประเทศ ก็ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง ที่เราจะมองข้ามไม่ได้ แล้วลำไยเดี๋ยวนี้ภาคอีสานก็ยังปลูกได้แล้วครับ ทุเรียนทางจังหวัด อุดรธานี ภาคอีสานตอนบนก็ปลูกได้แล้ว แถวจังหวัดนครพนม ลิ้นจี่ ลำไยปลูกได้แล้ว เพียงแต่ว่าปลูกเพื่อรับประทานเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้ปลูกเอาจริงเอาจัง เพราะว่าเราเพิ่งเริ่มต้น ในการปลูก ที่ดินก็สามารถปลูกได้นะครับ ที่มีน้ำ แล้วก็ดูแล ลำไยสามารถปลูกได้ จังหวัด อุดรธานีก็ปลูกได้ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูไปดูมามันไม่มีกองทุน น่าจะมี กองทุนลำไยเขาเรียกว่า คณะกรรมการกองทุนลำไยแห่งชาติก็ได้ อะไรก็ได้ เพราะผม จะเปรียบเทียบว่า พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย เขาจะมีสำนักงานคณะกรรมการ กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย มีคณะกรรมการดูแลรับผิดชอบ เมื่อก่อนนั้นก็มีปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม เป็นประธาน ปัจจุบันนี้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน คณะกรรมการกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ก็มีรักษาการตามพระราชบัญญัติ ๓ กระทรวง แต่พระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย เอา ๒ กระทรวงก็พอ ก็คือเกษตรผลิต พาณิชย์ขาย เพราะอุตสาหกรรมก็คงจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มีอะไรมาก ที่มันเยอะแยะ เหมือนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอกราบเรียนว่า อาจจะมีบางตัวซึ่งคล้าย ๆ กันที่เราจะต้องดำเนินการในการที่จะให้มันประสบผลสำเร็จ ในเรื่องนี้ อย่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย เมื่อก่อนกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง แต่ยางก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ก็หลายแสนล้านบาทนะครับ เมื่อก่อนนี้ มีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เดี๋ยวนี้เขาก็รวมมาเป็นพระราชบัญญัติการยาง แห่งประเทศไทย แต่ก็มีกองทุนตามมาตรานะครับ มาตรา ๔๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) อย่างมาตรา ๔๙ (๓) อย่างนี้ก็สามารถมีเงินที่เป็นกองทุนในการที่จะให้กู้อะไรต่าง ๆ อยู่ในตรงจุดนั้น แต่ในเมื่อเรามีกองทุนเราจะเอาเงินที่มา เอามาไว้กองทุนได้อย่างไร เราก็ไปออกระเบียบ อย่างกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง อย่างกองทุนสวนยาง กยท. เวลาเขาส่งยางไปขายต่างประเทศ ก็กิโลกรัมละ ๒ บาท เอามาเข้ากองทุน เอามาเข้า กยท. มันก็จะมีเงินหมุนเวียน เงินผัน ตั้งแต่ (๑) เอาไปใช้อะไร (๑) เอาไปใช้จ้างลูกจ้าง (๒) เอาไปตัด แล้วก็โค่นปลูกใหม่ ปลูกยางนั่นล่ะ หรือจะเอาไปปลูกทุเรียนก็ยังได้เลยครับ ๑๖,๐๐๐ บาท ต่อไร่ แล้ว (๓) ก็เป็นเงินอีกประมาณสัก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงิน สมมุติว่าเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ ๓,๕๐๐ ล้านบาทแล้ว เอาไว้ให้ดูแลกู้ แล้วก็ยังมี (๔) วิจัย (๔) ปีละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท ก็เอาไปวิจัย (๕) ก็สวัสดิการ (๖) ก็คือ สถาบันเกษตรกรที่จะต้องไปดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่จดทะเบียนภายใต้พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็จำลองมาจากตรงนั้นก็ได้ แต่ผมอยากให้มีกองทุนนะครับ เพราะฉะนั้น เราอาจจะมีกองทุนตรงนี้ก็ได้ แล้วก็ไปปรับเปลี่ยนได้ แล้วที่มาของกองทุน เราจะมี คณะกรรมการกองทุนก็มาจากคณะนี้ล่ะ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าพระราชบัญญัติมันเยอะ เหลือเกิน แล้วนายกรัฐมนตรีก็เป็นประธานเยอะ รัฐมนตรีก็เป็นประธานเยอะนะครับ เกรงว่าจะไม่มีเวลาไปประชุม เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะเอาพวกในส่วนที่มอบหมายอะไรต่าง ๆ ให้มันกันไว้เสียก่อน เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสให้เป็นมรรคเป็นผลในการไปประชุม ไปประชุม เพื่อที่จะวางยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ได้ เพราะปกติแล้วก็เพียงแต่ว่าเจียดเวลา อาจจะในช่วงเวลาไหนที่ผลผลิตออก อาจจะช่วง เวลาไหน เราวางยุทธศาสตร์ช่วงไหนในการเริ่มต้น ตั้งแต่เกษตรต้องไปดู แผนพื้นที่เหมาะสม ในการปลูกนะครับ ในการปลูกเราจะส่งเสริมสนับสนุนแบบไหน เราจะเอาพันธุ์ไหน พันธุ์ที่มี ความเหมาะสมในการที่จะปลูก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัด ลำพูน อาจจะเป็นพันธุ์เดียวกัน อีสานเอาพันธุ์ไหนนะครับ อันนี้ผมก็พูดถึงว่าในเมื่อมันเป็น ยุทธศาสตร์แล้วมันก็ต้องยุทธศาสตร์ กฎหมายมันใช้ได้ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ..... นี้ เป็นพระราชบัญญัติที่ยกร่างขึ้นมาด้วยความพยายามของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ เรามีหน้าที่ในการมาออกกฎ กติกา ออกกฎหมาย เราก็มีหน้าที่ถ้าผ่านรับหลักการไปแล้ว เราก็ตั้งกรรมาธิการขึ้นมา เราก็สามารถในการปรับเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ไปได้ และกองทุน ที่สามารถดำเนินการได้ก็คือ เราจะมีวิธีการในการเอาเงินเข้ากองทุนอย่างไร เริ่มต้นเราก็เอาเงิน จากหลวงนี่ละ จากรัฐบาลเอามาไว้กองทุนสักหน่อยเป็นการต่อยอด แล้วเราจะหารายได้อื่น ๆ ที่เราไปค้าไปขายที่ไหนมาเราก็จัดแจง ถ้ามันมีองค์กร มียุทธศาสตร์ มีองคาพยพต่าง ๆ แล้วมันก็สามารถดำเนินการได้ทั้งนั้นนะครับ ไม่มีปัญหา ก็คนเขียนกฎหมายนี่ละครับ ก็คนปฏิบัตินี่ครับ ขออย่างเดียวให้เขียนแล้วก็ไปปฏิบัติ เอาจริง เอาจังขอกราบขอบคุณครับ ขอสนับสนุนรับหลักการร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านธีระชัย แสนแก้ว จากที่นั่งฟังนะครับ มีท่านสมาชิกท่านภัทรพงษ์ ท่านอดิศร ท่านธีระชัย ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ทั้ง ๔ ท่านได้สนับสนุนให้มีกองทุนนะครับ กองทุนลำไยแห่งชาติ ก็มีปืนแล้วต้องมีลูกปืนด้วยนะครับ ท่านมีแต่ยุทธศาสตร์แต่ไม่มีทุน มันก็ไม่สมบูรณ์แบบนะครับ ก็ฝากกรรมาธิการด้วยว่า ท่านสมาชิกเสนอให้มีกองทุนเหมือน การยางแห่งประเทศไทย เหมือนอ้อย เพราะเป็นสินค้าเกษตรมันต้องมีทุนนะครับ ตำนานลำไย ของสภาผู้แทนของเราเมื่อ ๒๐ ปีก่อน ก็มี สส. ลำพูน ชื่อสถาพร มณีรัตน์ ทุกปีก็เอาลำไยมา เอามาประท้วง เอามาแจกท่าน สส. ได้รับประทานทุกปี วันนี้ ๒๐ ปีมาแล้วนะครับ ได้สืบทอดมรดกจากพี่ชายมา ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ๒๐ ปีมาแล้วนะครับ วันนี้ก็ถือว่า เป็นโอกาสดีที่ทางภาคเหนือแล้วก็ ๓๓ จังหวัด ที่จะได้มีพระราชบัญญัติที่คอยดูแลคุ้มครอง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันหนึ่งที่เป็นอุตสาหกรรมได้ ก็ฝากท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ ก็ต่อไปนะครับ ท่านผู้เสนอญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ นะครับ ๒ ท่านที่จะสรุป ท่านแรก ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ เชิญครับ🔗

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำพูน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมขอสรุป สั้น ๆ ว่าการเดินทางของร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... เริ่มต้นเมื่อปี ๒๕๖๒ เนื่องจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่อยากเห็นความเสมอภาค อยากเห็นการได้รับ การคุ้มครองจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน เราผ่านอะไรมาเยอะครับ เราเห็นรอยยิ้ม ของเกษตรกรที่ดีใจในต้นฤดูที่ราคาลำไยพุ่งสูงขึ้น เราเห็นน้ำตาของพี่น้องเกษตรกร ผู้ปลูกลำไยในช่วงกลางฤดู และท้ายฤดูที่ราคาดิ่งลง และถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เราถูกเอารัดเอาเปรียบมายาวนานครับท่านประธาน ดังนั้นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ผม ได้กล่าวไว้ว่าเกษตรกรต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐนั้น ต้องนำมาบังคับใช้ได้จริง เราไม่อยากถูกเลือกปฏิบัติเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ในวันที่ราคาลำไยตกต่ำ กลับมีเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว เฮ เพราะได้รับเงินชดเชยค่าเก็บเกี่ยว ในวันที่ลำไยราคาตาย เราเห็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มได้รับเงินประกันรายได้ เราดีใจ กับเกษตรกรทั้งหมดที่ได้รับการดูแลจากรัฐเป็นอย่างดี แต่เราอยากเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของรัฐ ที่ชายตามามองเกษตรกรผู้ปลูกลำไยว่า เขาจะอุ้มชูพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอย่างไรได้บ้าง ด้วยแนวคิดและความเป็นจริงของเกษตรกรดังกล่าว จึงนำมาสู่การตั้งสภาอาชีพเกษตรกร ผู้ปลูกลำไย ๘ จังหวัดภาคเหนือขึ้นมาเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๒ และขณะนี้กระจายตัว ไปทั่วอำเภอ ทั่วตำบลใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ รวมแล้วถึง ๑๒๐ สภาอาชีพเกษตรกรผู้ปลูก ลำไย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นได้ออกไปแสดงความคิดเห็น รวมถึงให้ความรู้ รวมถึงไปสอบถาม เรื่องการร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อปี ๒๕๖๕ เราได้ร่วมกันยื่น พ.ร.บ. ลำไย เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ต่อรัฐบาลท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เราไม่ได้รับการพิจารณา ดังนั้นนับจากที่เราจัดตั้งสภาอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกลำไย เป็นต้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา ๔ ปีกับอีก ๒๙๙ วัน ที่เราได้ยื่นแล้วก็ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... วันนี้เป็นวันแห่งความหวัง เป็นวันแห่งความฝัน และเป็นวันประวัติศาสตร์ของเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ที่จะได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ที่จะได้รับความดูแลอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน เหมือนเฉกเช่นพืชชนิดอื่นของประเทศไทย จากคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ทั้งการตั้งกองทุนก็ดี การจัดตั้ง Zoning ปลูกลำไยก็ดี การจัดตั้งโรงงาน การจัดหาแหล่งชลประทาน การหาตลาดใหม่ ๆ ปัญหาแรงงาน รวมถึง การเพิ่มคณะกรรมการขึ้นมาให้ครบถ้วน รวมถึงการให้มีบทลงโทษ โดยยกตัวอย่างคดี จำนำลำไยปี ๒๕๔๕ ถ้าท่านอยากทราบ ท่านไปถามสมาชิกพรรคก้าวไกลที่ในภาคเหนือ เขาทราบดีว่าปัญหาลำไยปี ๒๕๔๕ เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นผมได้นำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ สอบถามเหล่าเกษตรกรทั้งหลาย เรามีความเห็นว่าเราจะเดินร่วมกันทีละก้าว กินข้าวที่ละคำ กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ลำไยก็เช่นเดียวกัน เดี๋ยวในชั้น กรรมาธิการเราไปว่ากันเรื่อง พ.ร.บ. การเงิน ดังนั้นวันนี้ผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ร่วมกันอภิปราย และสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ ผมขอเป็นตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งประเทศ กราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน และขอให้ทุกท่านลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก เชิญครับ🔗

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ลำพูน

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน เขต ๑ อำเภอเมือง อำเภอแม่ทา และอำเภอบ้านธิ ก่อนอื่นผมก็ต้องขอขอบคุณท่าน สส. รังสรรค์ ที่ทำเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ลำไย มาตลอด ผมก็ชื่นชมในความพยายามของท่าน แต่อย่างไรก็ดีแม้กระทั่ง ท่านประธานเองห่วงใย มีแต่ปืนไม่มีลูกกระสุน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวในชั้นกรรมาธิการ เดี๋ยวเราคงต้องผลักดันเรื่องนี้กัน ก็อยากจะขอบคุณ สส. ทุกท่านที่มาร่วมอภิปรายกันวันนี้ ได้ให้ทั้งข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องของผูกขาดของล้ง หรือว่า แม้กระทั่งในเรื่องของการเข้าถึงระบบชลประทาน การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ แล้วก็พูดถึงปัญหา เรื่องของราคาลำไยที่ถูกกดทับมาตลอด ๒๐ ปี อย่างไรก็ดีในส่วนที่ก่อนจะถึงการตั้ง คณะกรรมาธิการ อันดับแรกที่ทางสภาไทยของเราสามารถที่จะแก้ปัญหาให้เกษตรกร ได้เลยก็อย่างที่ผมหารือเมื่อเช้า อันนี้มันเป็นระเบียบกฎของพาณิชย์จังหวัดว่า ผู้ที่รับซื้อลำไย รูดร่วงต้องแสดงราคาตั้งแต่ช่วงเช้าให้เกษตรกร อันนี้มันมีระเบียบอยู่แล้วสามารถทำงาน ได้เลยครับ ก่อนที่เราจะต้องมาทำคณะกรรมการนี้ อยากจะให้ทางกระทรวงพาณิชย์เข้าไปแก้ไขปัญหา ได้เลย สามารถทำได้เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลย ก็อยากจะเป็นเสียงสะท้อนเล็ก ๆ ให้กับพี่น้อง ชาวสวนลำไยนะครับ🔗

ต่อไปก็คือเราพูดกันมาตลอดว่า ลำไยเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ๑ ใน ๓ ของประเทศ สร้างมูลค่ามากกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นลำไยสด ลำไยอบแห้ง หรือการแปรรูปลำไย แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จริง ๆ ก็คือนายทุน แต่ผู้ที่ต้องก้มหน้าก้มตา รับกรรมก็คือ เกษตรกร ผมที่พูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ๑. ก็คือในต้นลำไยที่จะออก ผลผลิตได้ต้องใช้เวลามากถึง ๔-๗ ปี เกษตรกรต้องคอยดูแล ประคบประหงมเหมือนลูกเลย ก็คือต้องให้น้ำ ให้ปุ๋ย ถึงจะออกผลผลิตได้ ประมาณ ๔-๗ ปี กว่าที่จะทำการออกผลได้ ต้องมีการเตรียมต้น เตรียมดินอีก ๒ เดือน การให้ปุ๋ย ใส่สารเร่ง ป้องกันศัตรูพืชเพื่อให้ออก ผลผลิตที่เราได้กินกันวันนี้ก็คืออีก ๗ เดือน เพราะฉะนั้นใน ๑ ปีครับ ความหวังของเกษตรกร ชาวสวนลำไยมีแค่ครั้งเดียว การกำหนดราคาหรือว่าการแสดงราคาแล้วเราสามารถบอกถึง ราคาต้นทุนที่แท้จริง แล้วก็ทำให้เกษตรกรได้รู้ว่า ราคาปีนี้มีราคาดี มันเป็นอาชีพ หรือว่า เป็นความหวังของเขาทั้งปีครับ อันนี้พ่อแม่ความหวังที่จะให้ลูกหลานได้ไปเรียนมันเป็น ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้าของลูก ๆ ก็คือเงินก้อนนี้เลยครับ มันเป็นทั้งชีวิต อันนี้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเราถึงอยากจะผลักดันเรื่องของ พ.ร.บ. ลำไยตัวนี้ออกมานะครับ แต่อย่างไรก็ดี มันมีหลักในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน หรือว่ากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เราต้องไม่พูดถึง พ.ร.บ. การเงิน อันนี้ก็พอจะเข้าใจได้ แต่คงจะเข้าไปปรับแก้ในส่วนชั้นกรรมาธิการ แต่อันนี้สิ่งที่เรา จะต้องสะท้อนให้ถึงปัญหาที่เรายังอาจจะมองไม่เห็น คือจังหวัดลำพูนเราเองถูกมองว่า เป็นจังหวัดที่มีรายได้ที่สูง หลาย ๆ คนก็ทราบอยู่ แต่สิ่งที่อยู่ภายในอีกอันหนึ่งก็คือในจังหวัด ลำพูนเอง ก็มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเหมือนกัน แต่ทุกท่านอาจจะมองว่าเป็นส่วนของนิคม หรือเปล่าที่ฆ่าตัวตายสูง แต่กลับไม่ใช่นะครับ ก็คืออัตราการฆ่าตัวตายสูงกลับกลายเป็น เกษตรกรครับ ที่ผมเห็นหลาย ๆ ภาพที่หลังสุดในพื้นที่ของจังหวัดนะครับ เกษตรกร มีการแขวนคอตายที่ต้นลำไยครับ อันนี้คือทั้งชีวิตของเขาครับ เพราะว่าอย่างปี ๒๕๖๕ จะเห็นในคลิป ในภาพต่าง ๆ ก็คือทุกคนต้องมาฟันต้นลำไย ทำลายต้นลำไยเพื่อปลูกผลไม้ อย่างอื่น นี่คือเขาหมดหวังแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าหนี้สินที่เขากู้ยืมมามันคือ ทั้งชีวิต แล้วเขาเองก็ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน ตัดสินใจเพียงชั่วพริบตาก็คือ การจบชีวิต ลงที่สวนของตัวเอง อันนี้คือผมเองยังไม่อยากจะให้เกิดภาพนี้ หลังจากเรามี พ.ร.บ. ตัวนี้ ออกมานะครับ ดังนั้นอย่างไรก็ดีผมเองก็อยากจะให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราสามารถแก้ ในสภาไทยแห่งนี้ ให้เราโอบรับทุกปัญหาของเกษตรกรครับ หลาย ๆ ท่านให้ความเป็นห่วงว่า ทำไมเราต้องพูดถึงเรื่องของลำไย แต่อย่างที่บอกถ้ามันมีปัญหาของเกษตรกรหลาย ๆ กลุ่ม อาชีพเข้ามา สภาของเราแห่งนี้ยินดีที่จะรับเพื่อแก้ปัญหาครับ เราแก้ปัญหาโดยเอาปัญหา ของเกษตรกรมาพูดในชั้นกรรมาธิการ และแก้กฎหมายกันเพื่อให้เกษตรกรมีที่ยึดหลักว่า สภาไทยแห่งนี้สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ อย่างไรก็ดีในส่วนของที่เพื่อนสมาชิก สส. ของผมได้อภิปรายมาถูกเลยนะครับ ก็คือทุกวันนี้เกษตรกรเราเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เพราะทุกวันนี้มีเรื่องของปัญหาหลาย ๆ อย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาปุ๋ย ยาแพง แล้วก็การเข้าถึงแหล่งน้ำ การไม่มีโอกาสที่จะกำหนดราคาของตัวเองได้ ทุกวันนี้เก็บลำไย มาแล้วตั้งแต่ช่วงเช้าถึงสี่โมงเย็น ค่าคนงานขึ้นลำไย ๕๐๐ บาท ค่าเก็บข้างล่างอีก ๓๐๐ บาท ถ้าได้ ๑๐ กระสอบ ประมาณแค่สัก ๑,๐๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐ บาท ยังไม่พอค่าแรงงานเลยครับ ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... นี้ โดยคณะกรรมาธิการนี้ครับ ถ้าเรามีสัดส่วน ตัวแทนของชาวสวนลำไยเข้ามาพูด มาแก้ปัญหาร่วมกันครับ อันนี้เราจะสามารถแก้ปัญหา ให้กับเกษตรกรชาวสวนลำไยได้อย่างแท้จริงครับ อย่างไรก็ดีครับการแปรรูปของลำไยจะเป็น อีกทางออกหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีทางเลือก เพราะอย่างที่เพื่อนสมาชิก สส. ของเรา ได้เป็นห่วงว่า การปลูกลำไยตอนนี้มันเริ่มล้นตลาด แต่อีกทางหนึ่งที่เราสามารถที่จะนำเอา สินค้าลำไยเราออกจากสินค้าที่มันล้นตลาดได้ คือการแปรรูป แล้วก็การสร้างคุณภาพที่ดี แล้วก็การยืดอายุของผลไม้ให้มันยาวนานขึ้น จะทำให้คุณภาพของสินค้าเราสามารถ สู้กับตลาดโลกได้ครับ ดังนั้นความหวังของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยกับคณะกรรมการลำไย ที่จะตั้งขึ้นนี้ เพื่อจะช่วยผลักดันให้ผลไม้ที่สำคัญของประเทศที่เราเรียกว่า ลำไย นอกจาก จะเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ เกษตรกรที่เราเรียกว่า ชาวสวนลำไย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก่อนลงมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมด้วยนะครับ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงแสดงตน)
นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ สิริน ๔๒๐ แสดงตนครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๒๐ แสดงตนนะครับ🔗

นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ๒๙๘ แสดงตนค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒๙๘ แสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนเลยนะครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ๐๒๔ แสดงตนครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๐๒๔ แสดงตนนะครับ🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เบญจา ๑๙๙ แสดงตนค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๑๙๙ แสดงตนครับ แสดงตนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๙๓ ท่าน บวก ๔ ท่าน เป็น ๓๙๗ ท่าน ครบองค์ประชุม นะครับ🔗

ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับหรือไม่ ท่านสมาชิกเชิญใช้สิทธิลงคะแนนได้เลยครับ ผู้ใดเห็นว่าควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

สิริน ๔๒๐ เห็นด้วยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๒๐ เห็นด้วยนะครับ🔗

นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

๒๙๘ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ๐๒๔ เห็นด้วยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒๙๘ กับ ๐๒๔ เห็นด้วยนะครับ🔗

นางสุพัชรี ธรรมเพชร พัทลุง

ท่านประธานคะ ๔๓๔ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๓๔ เห็นด้วยนะครับ🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เบญจา ๑๙๙ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๑๙๙ เห็นด้วยนะครับ ลงคะแนนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่ครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๐๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะครับ🔗

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ พระนครศรีอยุธยา

เรียนท่านประธานครับ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พอดีกดผิด กดเป็นเห็นด้วยครับ ขออนุญาตให้บันทึกไว้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เปลี่ยนแปลงบันทึกไว้นะครับ ก็งงอยู่เหมือนกันนะครับ กดผิดนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม มีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ขอเชิญท่านเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ ผู้เสนอเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เชิญกำหนดจำนวนกรรมาธิการ ครับ🔗

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

ขออนุญาตครับท่านประธาน ผม พชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภานะครับ ขอเสนอสัดส่วนกรรมาธิการทั้งหมด ๓๑ ท่าน ขอบคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ดังนั้นก็เป็นอันว่ามีสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๗ ท่านนะครับ ของกรรมาธิการแต่ละพรรคการเมือง ๒๔ ท่าน เชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อเลยครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ ครม. จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายกรนิจ โนนจุ้ย ๒. นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ๓. นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ ๔. นายเอกราช ตรีลพ ๕. นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ๖. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ๗. นายสุรพล เกียรติไชยากร ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ดังนั้นสัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมือง พรรคก้าวไกล ๗ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน เชิญพรรคก้าวไกลเสนอครับ🔗

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธาน ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล จำนวนทั้งหมด ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ๒. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ๓. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง ๔. นายคริษฐ์ ปานเนียม ๕. นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ๖. นายดำรงค์ จินะกาศ ๗. นายสุธรรม เศวตโกเมศ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๗ ท่านครับ🔗

นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ๒. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ๓. นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ ๔. นายมานพ จินะนา ๕. นายสง่า มังคละ ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย ๗. นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗

นายประดิษฐ์ สังขจาย พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. สส. สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ๒. สส. ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ๓. สส. ธนพัฒน์ ศรีชนะ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมขออนุญาตเสนอ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๒ ท่านครับ ๑. คุณจีรเดช ศรีวิราช ๒. คุณนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่านครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา รวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ ท่านที่ ๒ นายประสงค์ ชุ่มเชย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือท่านอภิชาติ เนตรผาบ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗

นายศุภโชค ศรีสุขจร นครปฐม

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนาครับ ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา กระผมขอเสนอท่านสัตตพล ดาราวุฒิ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ปัตตานี

เรียนท่านประธาน ผม นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขอเสนอนายสุธีรพันธ์ สุขวุฒิชัย คณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อครับ🔗

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. .... จำนวน ๓๑ คน ๑. นายกรนิจ โนนจุ้ย ๒. นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ๓. นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ ๔. นายเอกราช ตรีลพ ๕. นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ๖. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ๗. นายสุรพล เกียรติไชยากร ๘. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ๙. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ๑๐. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง ๑๑. นายคริษฐ์ ปานเนียม ๑๒. นายเอนก ธรรมสุทธิ์ ๑๓. นายดำรงค์ จินะกาศ ๑๔. นายสุธรรม เศวตโกเมศ ๑๕. นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ๑๖. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ๑๗. นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ ๑๘. นายมานพ จินะนา ๑๙. นายสง่า มังคละ ๒๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย ๒๑. นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ๒๒. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ๒๓. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ๒๔. นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ๒๕. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ๒๖. นายจีรเดช ศรีวิราช ๒๗. นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ ๒๘. นายประสงค์ ชุ่มเชย ๒๙. นายอภิชาติ เนตรผาบ ๓๐. นายสัตตพล ดาราวุฒิ และ ๓๑. นายสุธีรพันธ์ สุขวุฒิชัย🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ แปรญัตติภายใน ๑๕ วันนะครับท่านสมาชิก เนื่องจากมีการ รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติมากกว่า ๑ ฉบับ ดังนั้นขอเชิญท่านสมาชิกเสนอว่า จะใช้ร่างพระบัญญัติฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสาม เชิญครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ข้อเสนอใช้ร่างของท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย เป็นร่างหลักขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ เป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ นะครับ🔗

ต่อไประเบียบวาระที่ ๕.๒ และ ๕.๓ ได้พิจารณารวมกับระเบียบวาระที่ ๕.๑ แล้วนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๕.๔ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย อาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กับคณะ เป็นผู้เสนอ) เนื่องจาก มีร่างพระบัญญัติที่มีหลักการทำนองเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระอีก ๑ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งผมเห็นว่าร่างทั้ง ๒ ฉบับสามารถ พิจารณาและลงมติร่วมกันได้ แต่เนื่องจากร่างของนายธัญวัจน์กับคณะยังไม่ได้บรรจุ ในระเบียบวาระ และข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ที่ประชุมต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ ในระเบียบวาระการประชุม เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น ดังนั้นผมจึงขอปรึกษา ที่ประชุมเพื่อขอนำร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับมาพิจารณาพร้อมกัน และลงมติ ในวาระที่ ๑ รวมกันตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) ข้อ ๒๘ และข้อ ๑๑๗ วรรคสาม จะมีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ สำหรับร่างที่ยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารประกอบการพิจารณาได้เลยนะครับ🔗

ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภา ผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๒) โดยร่างของท่านเท่าพิภพ กับคณะ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ ท่านสมาชิกแล้ว สำหรับร่างของท่านธัญวัจน์กับคณะ เป็นร่างที่มีหลักการทำนองเดียวกัน สำนักงานจึงได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอีก โดยให้นำรายงานของร่างที่ได้ดำเนินการ รับฟังความคิดเห็นแล้วมาประกอบการพิจารณาแทนนะครับ ต่อไปเชิญผู้เสนอได้แถลง หลักการและเหตุผลตามลำดับนะครับ ท่านแรกท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมในฐานะผู้เสนอร่างนะครับ แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยหลักการและเหตุผลผมจะได้แถลง ณ ต่อไปนี้ครับ🔗

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อใช้การประกอบการค้าเกี่ยวกับ เอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบเสียง บันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือสิ่งอื่นอันเป็นลามก การประกอบการค้าเกี่ยวกับวัตถุ หรือสิ่งของลามก การแพร่หลาย หรือการค้าวัตถุ หรือสิ่งของ ลามกที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับบุคคลอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือเป็นการใช้ความรุนแรง ให้สามารถดำเนินการได้ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๘๗ ประมวลอาญาครับท่านประธาน🔗

โดยเหตุผล ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุน และร้องขอให้เพื่อนสมาชิก เห็นชอบในหลักการในวาระที่ ๑ ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า ปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือภาพยนตร์โป๊นั่นเอง หรือว่า Sex Toys ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่า มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติของประเทศไทยเราและทั้งโลก แม้กระทั่งมันอยู่ภายใต้จิตใจพื้นฐานของมนุษย์ด้วยซ้ำ มนุษย์มีความต้องการพื้นฐาน ไม่กี่อย่าง กิน นอน สืบพันธุ์ ใช่ไหมครับท่านประธาน ซึ่งสิ่งของเหล่านี้เราหนีไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับ เป็นเครื่องมือในการจัดการความใคร่ของรัฐ รัฐไทยครับ ประวัติศาสตร์รัฐไทยแต่ก่อนเดิมมีมา ไม่ได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลามกจกเปรตใด ๆ นะครับ ท่านประธาน มันเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นด้วยความจำเป็นในการรักษาชาติไทยไว้ในสมัย รัชกาลที่ ๕ ครับท่านประธาน เพราะเราเอาคติคิดแบบศาสนาคริสต์อย่างตะวันตกมา แล้วทำกฎหมายในรูปแบบใหม่ของรัฐไทยให้มีการ Ban สิ่งเหล่านี้ เพื่อเราจะได้เป็นชาติ ที่ศิวิไลซ์ กฎหมายนี้แก้ไขล่าสุดมาก็ประมาณปี ๒๔๘๐ กว่า ๆ นะครับ นับรวมเวลากว่า ๘๐ ปีแล้ว ผมจึงรู้สึกว่ายินดีอย่างยิ่งครับ ที่สภาแห่งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผมได้มาพูดถึงสิ่งนี้ ในสภาแห่งนี้ รวมถึงในสังคมไทยได้ฉุกคิด ลองขบคิด ลองวิพากษ์วิจารณ์กันครับว่า ๘๐ ปีมานี้ สังคมไทยเราได้เปลี่ยนไปข้างหน้า หรือเราถอยหลังเพิ่มเติมอย่างไรบ้างครับท่านประธาน ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ก็อย่างที่ว่าสไลด์นี้นี่คือ การที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมครับ โดยจากดั้งเดิมกฎหมายของเราเป็นลักษณะ Total Ban คือ ห้ามทุกอย่างเลย แต่มันกลับอยู่กับทุกทีเลยก็ไม่รู้ว่ากฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตามการบริหาร หรืออย่างไร แต่โดยพฤตินัยแล้วเป็นสิ่งที่ทุกคนก็ทราบว่ามันมีอยู่จริง ดังนั้นร่างของผม ก็มุ่งเน้นในการปลดล็อกตามหลักการในสไลด์ที่ ๒ ผมจะสรุปสั้น ๆ เพื่อควบคุมสื่อลามก ที่มีเนื้อหาที่มีความรุนแรง อาทิเช่น ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาข่มขืน เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือ อันตรายครับ ที่หลายครั้งนี่พอคนที่ดูหนังเหล่านี้ที่มีเนื้อหาความรุนแรง ก็ผล็อยให้คิดไปว่า โลกของความเป็นจริงคุณไปทำอย่างนี้กับคนอื่นได้ ผมเข้าใจครับว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็กังวลว่า การเข้าถึงของเด็ก การมีส่วนร่วมของเด็กจะเป็นปัญหา รวมถึงเรื่องของอาชญากรรม เกี่ยวกับเพศจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ นี่ละครับผมว่าภาพยนตร์เหล่านี้ที่มีเนื้อหาความรุนแรง มันไม่ควรจะมีเลย และสุดท้ายเราปฏิเสธไม่ได้ครับถึงการมีอยู่ของมัน เราควรจะมีภาพยนตร์ ผู้ใหญ่ที่มีเนื้อหาที่มันถูกต้อง แล้วมันดีกว่านี้ให้ทุกคนได้ดูอย่างปลอดภัย และมีสติครับ ท่านประธาน🔗

สไลด์ต่อไปครับ ผมย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ พ.ร.บ. หนังโป๊เสรี Sex Toys เสรี ไม่เคยมีความคิดว่าเสรีในหัวผมเลยครับ แต่มันเป็นการปลดล็อกครับ และนี่ไม่ใช่เรื่องลามก จกเปรตนะครับ แต่เป็นเรื่องที่เราต้องเอาขึ้นมาบนดินเพื่อจัดการให้เป็นระบบระเบียบ และนี่มันไม่ใช่เรื่องของคนที่มีความต้องการทางเพศ แล้วจะไปใช้สิ่งพวกนี้เพื่อผ่อนคลาย แต่มันยังเป็นเรื่องของคนหลายคนครับที่เขามีอาชีพทำสิ่งนี้อยู่ ณ ปัจจุบัน ภาษาสมัยใหม่ มีแพลตฟอร์มมากมายนะครับ เอ่ยชื่อได้อย่าง OnlyFans แล้วคนที่ทำงานเขาจะเรียกว่า Sex Creator คนเหล่านี้ พอสิ่งเหล่านี้ผิดกฎหมาย หลายอย่างที่เขาควรจะได้รับการปกป้อง สิทธิตามกฎหมาย อย่างเช่น สิทธิแรงงาน บางคนโดยกดขี่ค่าแรง บางคนโดนหลอกบ้าง พอเขาโดนหลอกเขาไปหาตำรวจไม่ได้ครับ หรือว่าหลาย ๆ คนครับ ผมเชื่อท่านประธาน ตอนนี้เรามี LINE แล้วหลาย ๆ คน ผมเชื่อว่าเคยเห็นว่า มีการส่งสื่อลามกพวกนี้ใน LINE ผมถามว่าคนเหล่านี้เขาโดนละเมิดลิขสิทธิ์ไหมครับ เขาโดนครับ แต่ก็ไม่มีมาตรการใด ๆ ที่ปกป้องคนเหล่านี้เลย ถ้าเราคิดว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่ผิด แล้วทำไมคนเหล่านี้ ไม่เคยได้รับการปกป้องเลยครับท่านประธาน อีกอย่างหนึ่งครับ ถ้าเราไม่ปลดล็อก และนำขึ้นมาบนดินจัดให้เป็นที่เป็นทางระบบระเบียบ มันหมายความว่าเราพอใจหรือครับ ที่อยู่ดี ๆ เราไปเดินสำเพ็ง แล้วเห็นแบพื้นอยู่ข้างทางครับ ของต่าง ๆ ทั้งอุปกรณ์ Sex Toys ที่ไม่รู้ว่าได้มาตรฐาน อย. หรือ มอก. หรือเปล่า สิทธิที่จะได้ใช้ของเหล่านี้เพื่อความปลอดภัย ทำไมประชาชนทั่วไปถึงได้รับไม่ได้ ท่านประธานครับ ในสไลด์ต่อไปผมจะสนับสนุนมีเหตุผล ๓ ด้านหลัก ๆ ด้วยกัน คือถ้าหากปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย🔗

ด้านแรกเป็นด้านของเศรษฐกิจ แน่นอนครับเกิดการจ้างงานหรือเพิ่ม ตำแหน่งงานมากขึ้น อย่าคิดว่าที่เราหลายคนอาจจะเคยแอบดูหนังผู้ใหญ่ต่าง ๆ ผมเชื่อว่า ดูกันอยู่แล้วนะครับ เราเห็นคนแค่ ๒ คนครับ แต่จริง ๆ แล้วมันมีทีมงานมากมายครับ มันไม่ต่างจากหนังเรื่องหนึ่งครับ มีช่างไฟ ช่างกล้อง มีนักเขียนบท มีผู้กำกับ มีคนทำอาหาร ในกอง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่รัฐบาลผลักดันภาพยนตร์หรอกครับ🔗

อันที่ ๒ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ แน่นอนครับ เรายังไม่มีอุตสาหกรรมของเล่น ผู้ใหญ่ หรือว่า Sex Toys ซึ่งหลายท่านผมเคยเห็นนักการเมืองรุ่นพี่ของผมหลายท่าน ก็พยายามจะผลักดันอยู่นะครับ โดยการนำยางพาราที่เรามีอยู่เยอะมาก และมีคุณภาพที่ดี ของประเทศไทยในการไปผลิต เพิ่มการจัดเก็บภาษีให้ได้มากขึ้นครับ แน่นอนครับ คนเหล่านี้ ที่ผมบอกไปข้างต้น คนที่ทำงานอยู่แพลตฟอร์ม ท่านประธานเชื่อไหมว่า เขาได้รายได้หลาย ๆ คนที่ดัง ๆ เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมถามว่าเขาจ่ายภาษีไหมครับ ไม่ครับ เขาจะไปบอก สรรพากรได้อย่างไรว่า เขามีรายได้เช่นนี้ คนตัวเล็ก ๆ ตัวน้อย ๆ คนที่ไม่ดัง ท่านประธาน เชื่อหรือไม่ครับว่า เขาได้จากคน Subscribe คนเขาจ่ายสตางค์ให้รายเดือนน้อยที่สุดก็เดือนละ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นอาชีพของเขา ซึ่งถ้านำคนเหล่านี้ขึ้นมาบนดิน ลงทะเบียน จัดการให้เรียบร้อย เขาก็สามารถที่จะจ่ายภาษีเงินได้ได้ รวมถึงบริษัทต่าง ๆ ด้วย มิหนำซ้ำ เรื่องของอุปกรณ์ของเล่นผู้ใหญ่ ยังสามารถที่จะสร้างเป็นฐานภาษีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย อุตสาหกรรมเหล่านี้ท่านประธานเชื่อไหมว่า มีมูลค่าต่อปีคือ ๑๒ ล้านล้านบาทต่อปี เอาแค่ลำพังทุกคนก็คิดว่า ภาพยนตร์ผู้ใหญ่จะมีส่วนแบ่งการตลาดเยอะใช่ไหมครับ แต่ผิดเลยครับท่านประธาน มีเพียงแค่ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓.๕ ล้านล้านบาทต่อปี เท่านั้น ที่เยอะกว่านั้นครับ คืออุปกรณ์ของเล่นผู้ใหญ่นี่ละครับ ที่ผมมองว่ามีศักยภาพ และประเทศไทยสามารถเป็นฐานการผลิตได้ ซึ่งผมมองว่าเรื่องอุปกรณ์ของเล่นผู้ใหญ่นี่ มันไม่ได้ทำร้ายใครครับ มันอยู่กับตัวเองมากกว่า และคนควรจะได้มาตรฐานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการลงทุน การสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ด้วย มีคำใหม่ครับ ท่านประธาน เรียกว่า Sex Text บางครั้งเหล่าของเล่นผู้ใหญ่เหล่านี้มีการใช้อินเทอร์เน็ต อะไรต่าง ๆ เพื่อให้คู่รักที่อยู่ทางไกลได้เสมือนมีความสุขร่วมกันก็มี นี่ก็คือเป็นตัวอย่าง ในด้านเศรษฐกิจคร่าว ๆ ครับ🔗

ด้านต่อมาครับท่านประธาน ในสไลด์ถัดไปครับ ด้านสังคม ผมว่าหลายคน ถกเถียงกันว่าการปลดล็อก พ.ร.บ. นี้มันจะเป็นสิ่งที่ทำร้ายสังคม สังคมไทยจะไม่มีศีลธรรม คุณธรรม ล่มจม แต่ผมยืนยันว่าถ้าเราดูตัวอย่างประเทศต่าง ๆ มันกลับกลายให้ผลตรงข้าม มันเกิดเสรีภาพและความเท่าเทียมทางร่างกายให้เกิดขึ้น และการเลือกทำงานที่ตัวเอง อยากทำ การศึกษาและความเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่องเพศ เมื่อเรานำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาบนดินแล้ว เรื่องเพศ มันจะเป็นเรื่องปกติขึ้น เราจะสร้างความเข้าใจให้คนในสังคม ตั้งแต่เด็ก ๆ ขึ้นมาได้ครับว่า การมี Consent การที่จะมีอะไรกับใคร คุณต้องถามความยินยอมของเขาก่อน ซึ่งเรา สามารถใส่พวกนี้ไปในสื่อเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันเบื้องต้นได้ ดีกว่าเขาไปดูสื่อลามก หรือภาพยนตร์ผู้ใหญ่ แล้วมันเป็นเนื้อหาที่มีความรุนแรง มีการคุ้มครองผลงานที่ผลิตครับ ก็อย่างที่ว่าไปครับ อย่างเช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ เป็นต้น ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม อย่างเช่น ครอบครัว มีหลายครอบครัวที่ความต้องการทางเพศของทั้งคู่ไม่เท่ากัน การใช้ อุปกรณ์ของเล่นผู้ใหญ่ก็จะช่วยได้จุดนี้ได้ คุ้มครองสิทธิของคนในอุตสาหกรรม อันนี้ ผมว่าเป็นข้อสำคัญที่หลายคนอาจจะเป็นห่วง อย่างเช่น เรื่องการหลอกไปโดนถ่ายหนัง ต่าง ๆ นานา ทราบไหมครับท่านประธาน ในประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายออกมา ซึ่งเราสามารถ ออกเป็นกฎหมายลูกได้ เช่น ถ้าวันนี้ผมเซ็นสัญญาจะแสดงหนัง ผมไม่สามารถถ่ายได้เลย ทันที ต้องรอก่อน ๓ สัปดาห์เพื่อให้ผมได้ไปคิดไตร่ตรอง แล้วผมสามารถมายกเลิกสัญญา ได้เลยหรือแม้กระทั่งพอผมถ่ายเสร็จแล้ว กองถ่ายต้องใช้เวลา ๓ เดือนถึงจะออกหนังผมได้ และผมสามารถยกเลิกสัญญา แล้วก็ห้ามไม่ให้เขาฉายเมื่อไรก็ได้ ควบคุมเนื้อหาและจำกัด การเข้าถึง เรื่องนี้ครับเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องมาดู ถ้าเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ เราก็ควร จะสร้างคุณภาพและความเข้าใจที่ดีให้กับหนังผู้ใหญ่เหล่านี้ เพื่อที่คนดูไปก็จะไม่มีพฤติกรรม ที่อาจจะรุนแรงหรือว่าคิดต่อเพศอื่นเป็นเพียงแค่วัตถุ🔗

แล้วอีกอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ที่เป็นเหตุผลสนับสนุน ซึ่งเดี๋ยวเพื่อน คุณหมอวาโยของผมนี่จะมาอภิปรายเสริมเพิ่มเติม คือด้านการแพทย์ครับ สไลด์ถัดไปครับ แน่นอนครับมันเป็นเรื่องของการส่งเสริมสุขภาวะ บำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาทางเพศครับ และแน่นอนครับ ลดความเครียด คืนความสุขให้เธอประชาชน ผมว่าด้วยเหตุผลทั้ง ๓ อย่างนี้ ที่ผมได้ว่ามานะครับ มันก็เพียงพอที่เราจะผ่านในวาระที่ ๑ เพื่อไปคุยในวาระที่ ๒ แล้ว แต่หากเพื่อนสมาชิกท่านใดมีความกังวลครับ ผมก็ต้องยืนยันอีกครั้งว่า ร่างนี้เป็นร่างเพียงแค่ ปลดล็อก นำสิ่งที่อยู่ใต้ดินอยู่แล้วนำขึ้นมาบนดิน ให้มันถูก อยู่ในที่ที่ถูก อันควรอยู่ในสิ่งที่เรา ควบคุมได้ เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยครับ ถ้ามันอยู่ใต้ดินเพราะเรามองไม่เห็นมัน แล้วผมคิดว่าวันนี้และการยื่นญัตติของผมครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผมอยากทราบเหมือนกัน ว่าประเทศไทยตอนนี้เราอยู่ตรงไหนแล้ว ดังนั้นท่านประธานครับ โดยสรุปผมคิดว่า นโยบาย ทุกนโยบายไม่มีข้อดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ มีทั้งข้อดีและข้อเสียทุกอย่างนะครับ แต่ข้อดีในเรื่องนี้มันเยอะกว่าข้อเสียมาก ๆ ความกังวล ความเคยชินของทุกคนผมเข้าใจดี แต่อยากให้ฟังเหตุผลและให้สภาแห่งนี้ รวมถึงเพื่อนสมาชิกในฝ่ายรัฐบาลโหวตสนับสนุน เห็นด้วย หรือหากว่าท่านสมาชิกฝ่ายรัฐบาลยังไม่เห็นด้วยในวันนี้ ไม่เป็นไรครับ อย่างไร ผมก็วิงวอนครับ อย่างไรไม่อยากให้อันนี้ปัดตก เพราะเราจะไม่รู้เลยครับว่าเราจะได้คุยเรื่องนี้ กันอีกกี่ปีข้างหน้า ดังนั้นผมขอก็ได้ว่าถ้าไม่เป็นการเหนือบ่ากว่าแรง ก็อยากให้ทาง ครม. ได้อุ้มร่างของผมนี้ไปศึกษาสัก ๖๐ วัน และทำร่างที่ ครม. เห็นว่า โอเคกว่านี้ แล้วมาประกบ กับผมภายหลังก็ได้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ เชิญครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อค่ะ วันนี้ธัญเป็นผู้ยื่น เสนอร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเพื่อให้การกระทำอันใด เพื่อวัตถุประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้าเพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวด แก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้า หรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออก หรือยังให้ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไป หรือยังให้พาไป หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือสิ่งอื่นใดอันลามกที่ไม่ปรากฏ เนื้อหาเกี่ยวกับบุคคลต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ หรือเนื้อหาซึ่งมีความรุนแรง สามารถ ดำเนินการได้ และเพื่อให้การประกอบการค้า หรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุ หรือสิ่งของลามก หรือการแจกจ่าย หรือการแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุ หรือสิ่งของเช่นว่านั้น กับทั้งการช่วยทำให้แพร่หลายซึ่งการค้าวัตถุ หรือสิ่งของอันลามก ดังกล่าว การโฆษณา หรือขายข่าวโดยประการใด ๆ ว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวจะหาได้ จากบุคคลใด หรือวิธีใด สามารถกระทำได้ค่ะ🔗

เหตุผล โดยที่ปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติให้การกระทำอันใด เพื่อวัตถุประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวด แก่ประชาชน ผลิต มีไว้ นำเข้า หรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออก หรือยังให้ส่งออก ไปนอกราชอาณาจักร พาไป หรือยังให้พาไป หรือทำให้แพร่หลายด้วยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือสิ่งอื่นใดอันลามก กับทั้ง การประกอบการค้า หรือการมีส่วนเข้าเกี่ยวข้องกับการค้า เกี่ยวข้องกับวัตถุ หรือสิ่งของ อันลามก การแจกจ่าย หรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุ หรือสิ่งของเช่นว่านั้น รวมถึงการช่วยทำให้แพร่หลาย ซึ่งการค้าของวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าว การโฆษณา หรือการขายข่าวโดยวิธีประการใด ๆ ว่า วัตถุหรือสิ่งของอันลามกดังกล่าวจะหาได้จากบุคคลใด หรือวิธีใดเป็นความผิดอาญา อันเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลตามหมวด ๓ ประกอบมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ อันจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเช่นว่า ให้เท่าทันกับยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนา ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน กับทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

วันนี้สิ่งที่เราจะมาถกเถียงกันเราพูดง่าย ๆ ก็คือ เรื่องของประเด็น Sex Creator เรื่องของหนังโป๊ หรือภาษาที่เป็นทางการหน่อยเราก็เรียกว่า เป็นหนังสำหรับผู้ใหญ่ค่ะ เราก็จะมีชุดความคิดหนึ่งซึ่งธัญเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านพอได้ฟังแล้วก็อาจจะรู้สึกมือทาบอก ขึ้นมา แล้วก็บอกแล้ว อุ๊ย อกอีแป้นจะแตก เราพูดเรื่องนี้กันในสภาจริง ๆ หรือ ธัญยอมรับว่า ในสภาชุดนี้เราจะมีชุดความคิดในเรื่องของศีลธรรมอันดี คนที่อาจจะมีความเชื่อในด้าน อนุรักษ์นิยมก็อาจจะกังวลว่า การที่เราทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกต้องนั้น จะกระทบ กับศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเยาวชนซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมและเสพติดทางเพศ ท่านลองหลับตาค่ะ วันนี้สังคมเรามีจริยธรรม จรรยาบรรณจริง ๆ หรือเปล่า ใช่ไหมคะ วันนี้เรามีเด็กเยาวชนเสพติดทางเพศ และเราไม่มี ผู้ใหญ่ที่เสพติดทางเพศหรือคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ข้อกังวลในเรื่องของการป้องกันครอบครัว มองว่าหนังดังกล่าว หนังโป๊ดังกล่าว หนังสำหรับผู้ใหญ่ดังกล่าว ถ้าถูกกฎหมายขึ้นมาก็จะกระทบต่อความมั่นคง และความสุขของครอบครัว กังวลว่าการเข้าถึงหนังดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดปัญหา ความสัมพันธ์กัน วันนี้หนังโป๊ยังไม่ถูกกฎหมายนะคะ เรามีความรุนแรงในครอบครัวไหม เรามีปัญหาในครอบครัวไหม เรามีอยู่แล้ว และหนังโป๊ไม่ได้เกี่ยวข้องค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๓ ท่านกังวลว่าความรุนแรงและการเอาเปรียบ มีการโต้แย้งว่า การผลิตหนังผู้ใหญ่บางครั้งเกี่ยวข้องกับการเอาเปรียบทางเพศ ความรุนแรง การบังคับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องถูกควบคุมหรือห้าม คำถามธัญถามกลับไปว่า ท่านจะควบคุม กำกับ ดูแล และห้ามได้อย่างไรก็ในเมื่อมันยังผิดกฎหมายอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งนะคะ ธัญอยากให้ ทุกท่านมองอีกด้านหนึ่งว่า นี่คือเสรีภาพในการประกอบอาชีพ นี่คือเสรีภาพที่บุคคลนั้น ตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่า เขาจะประกอบอาชีพอะไร และในเมื่อเขาตัดสินใจได้แล้วว่า เขาจะประกอบอาชีพนี้ รัฐมีหน้าที่คุ้มครองเขาให้ปลอดภัยไม่ใช่หรือคะ การควบคุม หรือการกำกับดูแล ทำให้หนังดังกล่าวนั้นถูกกฎหมายก็สามารถที่จะดูแลคุณภาพของหนัง ได้ดียิ่งขึ้น ตรวจสอบความปลอดภัยของเนื้อหา ตรวจสอบความปลอดภัยของนักแสดง ตรวจสอบว่ามีบุคคลใดที่ถูกล่อลวงให้มาถ่ายคลิปวิดีโอและถูกเผยแพร่ ซึ่งก็เคยปรากฏ เป็นข่าวอย่างเว็บไซต์ชื่อดังที่มีการฟ้องร้องที่มีคลิปของผู้ที่ไม่ได้รับการยินยอมนั้น ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ และแน่นอนค่ะ ถ้าเรามองกลับกัน นี่ก็คือประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ อย่างคุณเท่าพิภพก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อว่า รัฐสามารถที่จะเก็บภาษี อย่างถูกต้องได้ และที่สำคัญก็ยังเป็นการสร้างงานให้กับธุรกิจดังกล่าว ในเมื่อท่านได้ฟัง ๒ ขั้วความคิดแล้ว ขั้วความคิด มือทาบอก อกอีแป้นจะแตก กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มองว่า นี่คือ เสรีภาพในการตัดสินใจของบุคคล ธัญอยากให้เรามามองในสถานการณ์จริงของประเทศไทยค่ะ ประเทศไทยนั้น วันนี้หนังโป๊ Sex Creator ยังถือว่าผิดกฎหมาย แต่ท่านคะ เรายอมรับกัน จริง ๆ หรือเปล่าว่า เรายังมีการดู มีการบริโภคช่องทางที่ไม่ถูกกฎหมาย มีการจับกุมผู้ผลิต Content ดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ คำถามเหล่านี้ธัญต้องถามว่า มันแก้ปัญหาจริง ๆ หรือ เรามีข่าวออกมาว่าเราจับ Sex Creator ได้ มันทำให้ประเทศไทยของเรามีศีลธรรมอันดี จริง ๆ หรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วท่านจะต้องทุ่มเททรัพยากรมากแค่ไหนที่จะต้องจับ Sex Creator ทั้งประเทศ ถ้าท่านไม่มีทรัพยากรที่จะจับกุมคนเหล่านั้นได้ทั้งหมดประเทศจริง ๆ เราต้องมาพิจารณากันใหม่แล้วว่า สถานการณ์อันนี้เราต้องปลดล็อกแล้วต้องเปลี่ยนแปลง เสียทีค่ะ🔗

ธัญอยากจะยกตัวอย่างในประเทศต่าง ๆ สักนิดหน่อยเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพว่า จริง ๆ แล้ว หนังโป๊ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว ถ้าเราทำให้มันถูกกฎหมายและมีการกำกับ ดูแลอย่างถูกต้องและปลอดภัย อย่างสหรัฐอเมริกา การผลิตและจำหน่ายหนังผู้ใหญ่ อย่างถูกกฎหมายในหลายรัฐ โดยเฉพาะรัฐฟลอริด้า แล้วก็เนวาดา แต่มีข้อบังคับค่ะ เช่น การตรวจสุขภาพของนักแสดง ที่เขาเปลี่ยนจากผิดกฎหมายมาเป็นถูกกฎหมาย และมีการ คุ้มครองนักแสดง หรืออย่างประเทศญี่ปุ่นค่ะ ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก แล้วก็มีรายได้ จากธุรกิจดังกล่าวมากเผยแพร่ไปทั่วโลก เมื่อเขาผลิตหนังแล้ว เขาก็สามารถที่จะกำหนด ได้ว่ามีการ Censer บางส่วน เช่น การเบลออวัยวะเพศ ประเทศที่ ๓ ก็เป็นประเทศ ที่น่าสนใจนะคะ ก็คือเนเธอร์แลนด์ค่ะ การผลิตและจำหน่ายหนังผู้ใหญ่เป็นไปอย่างเสรีค่ะ แต่มีข้อแม้เกี่ยวข้องกับอายุของนักแสดงเป็นสำคัญ และที่สำคัญการแสดงนั้นต้องมี Consent Form หรือการเซ็นยินยอมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในงานดังกล่าว เพื่อไม่ให้ เป็นการค้ามนุษย์ ประเทศที่ ๔ เยอรมัน หนังผู้ใหญ่ถูกกฎหมายมีการควบคุมตามกฎหมาย ที่เคร่งครัดค่ะ และแน่นอนก็มีการดำเนินการในเรื่องความยินยอม เอกสารความยินยอม ของทุก ๆ ฝ่ายเพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายนั้นยินยอมในการเผยแพร่และทำธุรกิจดังกล่าว ประเทศที่ ๕ ฝรั่งเศส การผลิตและจำหน่ายหนังผู้ใหญ่ถูกกฎหมายค่ะ มีข้อบังคับ แล้วก็ เรื่องการยินยอมของนักแสดงเช่นเดียวกัน ส่วนประเทศสวีเดนค่ะ การผลิตและจำหน่ายหนัง ผู้ใหญ่นั้นถูกกฎหมาย มีการคุ้มครองและควบคุมปกป้องเด็กและเยาวชนค่ะ ธัญยกตัวอย่าง ๕-๖ ประเทศนี้เป็นเพียงบางส่วน ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่ยังเผยแพร่หนังผู้ใหญ่อย่างถูกกฎหมาย แล้วก็ควบคุมและกำกับดูแลหนังผู้ใหญ่ หรือหนังโป๊ Content Creator ต่าง ๆ เหล่านี้ ขึ้นอยู่กับนโยบาย แล้วก็วัฒนธรรมของแต่ละประเทศค่ะ🔗

ธัญอยากจะพูดถึงข้อดีสักนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วข้อดีนี้ทางคุณเท่าพิภพ ได้พูดไปบ้างแล้ว ธัญอยากจะสรุปง่าย ๆ ว่าข้อดี ถ้าประเทศเรานั้นปลดล็อกเรื่อง Sex Creator ปลดล็อกเรื่องหนังผู้ใหญ่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศที่ยังไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายและยังผิดกฎหมาย ในมุมมองของด้านเศรษฐกิจ ประเทศที่ถูกกฎหมายนั้น ก็จะมีรายได้จากภาษี จะมีการสร้างงาน แล้วก็มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็สามารถกระตุ้น เศรษฐกิจได้ แต่สำหรับประเทศที่ผิดกฎหมาย มีผลกระทบอย่างไรด้านเศรษฐกิจคะ สิ่งเหล่านี้จะถือเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นเงินนอกระบบ ซึ่งไม่ต่างจากเงินยาเสพติด ที่อยู่นอกระบบ ซึ่งเงินนอกระบบเหล่านี้ก็จะยิ่งสร้างความสูญเสียให้กับระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ การสูญเสียรายได้ รัฐบาลก็จะสูญเสียรายได้ที่ควรจะนำเงินที่อยู่นอกระบบ มาเป็นเงินในระบบ และที่สำคัญการบังคับใช้กฎหมายนั้นก็ยังสามารถที่จะปราบปราม คนที่ละเมิด ช่วยเหลือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ดีกว่าที่เราปล่อยให้อยู่ใต้ดิน และมีการค้ามนุษย์ และทำอย่างไรก็แล้วแต่เราไม่สามารถที่จะช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้🔗

ด้านสังคม ประเทศที่ถูกกฎหมายจะได้รับผลดีอย่างนี้ค่ะ การปกป้องสิทธิ ผู้ทำงาน มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของทุกคนในอุตสาหกรรมนี้ มีการศึกษา เรียนรู้ มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องจริงของมนุษย์เราทุกคน ไม่มองว่าเป็นเรื่องศีลธรรมอันดี แต่นี่คือเรื่องจริงที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ เมื่อเวลาท่านเปิดหนังโป๊ดู ท่านไม่ต้องคิดอะไรมาก ท่านคิดง่าย ๆ ว่านั่นคือพวกเราทุกคนค่ะ ลดอาชญากรรม การแสวงประโยชน์หรือ หาประโยชน์โดยมิชอบในการค้ามนุษย์ก็จะหมดไป เพราะเราสามารถควบคุมและกำกับ ดูแลได้ สำหรับประเทศที่ผิดกฎหมาย เราจะพบว่าจะมีการแสวงหาประโยชน์จากการ ค้ามนุษย์และบังคับคนให้เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้มากขึ้น เราจะพบการเข้าใจผิดและการตีตราว่า อาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย และที่สำคัญไม่มีความปลอดภัย ไม่มีการควบคุม ไม่มีการดูแล ในเรื่องสิทธิ สุขภาพ และความปลอดภัย🔗

ผลกระทบสำหรับด้านวัฒนธรรม ประเทศที่ถูกกฎหมายจะเป็นประเทศ ที่มีการยอมรับความหลากหลายทางอาชีพมากขึ้น มีการแสดงออกทางเพศมากขึ้น ไม่ใช่ แสดงออกแบบเดินแก้ผ้าตามถนน แต่หมายถึงว่าเรามีสิทธิเสรีภาพที่จะพูดเรื่องที่เราหมก อยู่ใต้พรม มาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือมาพูดในเรื่องของบทบาทเพศ วัฒนธรรมเปิดกว้างค่ะ เปิดกว้างเรายอมรับว่าทุกอาชีพนั้นมีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์ เท่าเทียมกัน แต่ในทางกลับกันประเทศที่ผิดกฎหมายเราจะพบว่า เป็นประเทศที่มีปิดกั้น ทำให้ผิดกฎหมาย นำไปสู่การปกปิดเรื่องเพศ เรื่องเพศเป็นเรื่องผิดบาป เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ ไม่ถูกต้อง แล้วก็ยังคงมีการแสวงหาผลประโยชน์อยู่แบบนั้น และยังส่งผลต่อวัฒนธรรม การละเมิด การทำกฎหมายอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิและแสวงประโยชน์ทางเพศ อย่างไม่เป็นธรรม นี่ก็คือธัญเปรียบเทียบให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วการที่ปลดล็อกให้อาชีพดังกล่าวนั้น ถูกกฎหมายก็น่าจะเป็นผลดีกับประเทศ และมันถึงเวลาที่ประเทศเราจะต้องเปลี่ยนแปลง เสียที ธัญอยากให้ทุกคนมองอีกนิดหนึ่ง เราทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพในการตัดสินใจ หากท่านได้เสพ ได้ติดตามข่าวของกลุ่ม Sex Creator นี่ก็คือหนึ่งข้อเรียกร้องที่เขาต้องการความเป็นธรรม ในสังคม และในสภาชุดนี้เราก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับพวกเขาเช่นเดียวกัน ในร่าง พระราชบัญญัติที่ธัญเสนอนะคะ ธัญมีการกำหนดให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็กระทรวง ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณากฎหมาย แก้ไขกฎหมาย เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ธัญรู้ว่า นี่ไม่อาจจะเป็นการปลดล็อก แล้วทำให้ถูกกฎหมายได้ในการนำเสนอครั้งเดียว แต่มันถึงเวลา ที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีและทุก ๆ ฝ่ายต้องขยับเรื่องนี้ ธัญไม่อยากเห็นผู้นำ ของประเทศที่จะมาบอกว่า เราจะสนับสนุน Sex Worker เราจะสนับสนุนอุตสาหกรรม เกี่ยวกับเพศผ่านสื่อเฉย ๆ แต่ธัญต้องการเห็นการกระทำวันนี้ เดี๋ยวนี้และให้เกิดผล และเราสามารถที่จะโหวตร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านไปด้วยกัน ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้อภิปรายนะครับ ต่อไปท่านพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ เชิญครับ🔗

นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้ทรงอำนาจ ที่กำลังรับชมการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ค่ะ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ประเด็นของการปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่นั้น เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน แล้วเราต้อง พิจารณากันในหลายแง่มุม ดิฉันจึงขอร่วมอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาฉบับนี้ แต่ว่าจะเจาะลึกในประเด็นของ Sex Toys นะคะ ในแง่มุมของการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ได้ถูกมองข้ามไป แล้วก็เป็น ๑ เหตุผลที่ทำไมเราถึงควรหารือ และร่วมกันปรับแก้พระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ในสังคมของเรานั้นยังมีทัศนคติเชิงลบต่อสินค้าในอุตสาหกรรมผู้ใหญ่อยู่มาก ขอสไลด์ หน้าถัดไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดอาการเสพติด การทำลายความสัมพันธ์ ข้อห่วงกังวลในเรื่องของสุขภาพ และความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม ลามกอนาจารต่าง ๆ แล้วอาจจะนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ แต่ว่าเหรียญนั้นก็ไม่ได้มีด้านเดียวค่ะ ท่านประธาน เพราะในอีกด้านหนึ่งสินค้าในอุตสาหกรรมประเภทนี้ ก็สามารถลด อาชญากรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดความตึงเครียด ส่งเสริมสุขภาวะทางเพศที่ดี และใช้เป็น เครื่องมือในการเพิ่มความแน่นแฟ้นในความสัมพันธ์ได้ ซึ่ง สส. วาโย ของพรรคก้าวไกล ก็จะอธิบายเพิ่มเติมทั้งในประเด็นของสุขภาวะทางเพศ และการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ในคนต่อไปค่ะ สไลด์ที่ ๓ ที่ผ่านมาประตูของอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ หรือของเล่นผู้ใหญ่ในประเทศไทยนั้นถูกปิดตายค่ะท่านประธาน เราจะเห็นดังสไลด์ที่ดิฉัน ขึ้นบนหน้าจอเลยว่า มีการควบคุมและกำหนดข้อบังคับที่เข้มงวดมาโดยตลอด แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจขัดขวางความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้ เพราะยังคงมีการลักลอบซื้อขาย แล้วเมื่อสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์แบบนี้โดนกีดกัน การหลบ ๆ ซ่อน ๆ ลักลอบนำเข้า มันกลับส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างมากมายค่ะท่านประธาน เพราะว่าทางรัฐเองก็ไม่มีข้อมูลที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ขาดข้อมูลในการรับมือ ไม่อาจ ปกป้องเยาวชนของเราจากการเข้าถึงสื่อพวกนี้ ไม่สามารถควบคุมตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงหากในภาพยนตร์ประเภทนี้มีความรุนแรง เกินกว่าเหตุ เราก็ไม่สามารถที่จะกำหนด Rate ความรุนแรงของมันได้เลย สไลด์ถัดไปค่ะ สไลด์นี้จะแสดงให้เห็นว่า ตลาดของอุตสาหกรรมประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ดิฉันนำมายกตัวอย่าง แค่ในส่วนของตลาดอุปกรณ์เพิ่มความสุขทางเพศ ในภาคพื้นยุโรป สถิติจะเป็น ๕ ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง แต่ในอีก ๖ ปีข้างหน้าท่านประธาน มีการคาดการณ์ว่า ตลาดในทวีปยุโรปนั้นจะมีมูลค่าราว ๆ ๖๒ พันล้าน U.S Dollar ค่ะท่านประธาน เท่ากับ ๒ ล้านล้านบาท ซึ่งนั่นพอ ๆ กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของเราทั้งปีเลยทีเดียว นโยบายเพื่อรัฐสวัสดิการก้าวหน้าตั้งแต่เกิดจนตายที่พรรคก้าวไกลเคยเสนอไว้ใช้งบประมาณ แค่ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานพอเห็นภาพไหมคะว่า เอาละดิฉันจะขายไม่ฝันว่าเราสามารถแบ่งส่วนการตลาด ของ Sex Toys มาได้ทั้งหมด แต่เห็นภาพกันแล้วใช่ไหมว่า สิ่งนี้หากมีการปลดล็อก มีการสนับสนุนอย่างถูกต้อง และมีการควบคุมที่เหมาะสมเราสามารถที่จะส่งเสริมสิ่งนี้ ให้เป็นอุตสาหกรรม และทำรายได้ในการส่งออกให้กับประเทศของเราได้ ปีที่แล้วค่ะ ท่านประธาน รายได้จากอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ทำรายได้ให้กับประเทศญี่ปุ่น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่ปีเดียวค่ะท่านประธาน สไลด์ถัดไปค่ะ และแน่นอนว่าเมื่อธุรกิจในอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ มันเจริญเติบโตก้าวหน้า ก็จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เกิดอาชีพและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่มันเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ ก็คือนักรีวิวสินค้าเฉพาะทาง ซึ่งในปัจจุบันอาชีพนี้ในประเทศญี่ปุ่น สามารถทำรายได้ตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน นอกจากนี้ Model ๒ ประเทศ ที่ดิฉันจะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างได้ดี แล้วก็ประสบความสำเร็จในการจัดเก็บรายได้ภาษี ที่มากขึ้น ก็คือประเทศเนเธอร์แลนด์ แล้วก็เดนมาร์กค่ะ ทั้ง ๒ ประเทศนี้เปิดกว้าง แล้วก็มีกฎหมายที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมผู้ใหญ่อย่างมาก และทั้ง ๒ ประเทศนี้มีปัจจัย ความสำเร็จร่วมกัน ๔ ประการด้วยกันค่ะ ข้อแรกก็คือ กฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรม เน้นที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค และส่งเสริมการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม ๒. ก็คือการส่งเสริมทัศนคติที่เปิดกว้างและยอมรับ มีการทำงานทางความคิดกับประชาชน ให้เคารพสิทธิ ตระหนักในสิทธิร่างกาย โอบรับความแตกต่างหลากหลาย และไม่ปิดกั้น ผลักดันให้เรื่องของสุขภาวะทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่น่าอับอายหรือว่าผิดปกติ ต่อไปก็จะเป็นเรื่อง ของการให้ความรู้ ทั้งในประเด็นของเพศศึกษา ประเด็นของการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ อย่างถูกต้องนะคะ เรื่องของสุขภาวะทางเพศ เรื่องของการป้องกันโรคต่าง ๆ และประการ สุดท้ายก็คือ การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยที่จะต้องเข้มงวด เพื่อให้ผู้บริโภคนั้น ปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน สไลด์ต่อไปเลยค่ะ แน่นอนว่าพรรคของเรา พรรคก้าวไกลไม่ได้มุ่งที่จะเปิดเสรี โดยไม่ได้สนใจปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบไม่พึงประสงค์ ต่อสังคม ดังนั้นพวกเราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ ไปพร้อม ๆ กับการป้องกันปัจจัยที่ไม่ควรเกิดขึ้น การแก้ไขกฎหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราคาดหวังว่ามันจะเป็นทางเลือกที่ตอบรับกับยุคสมัย มากกว่าจะเป็นทางเลือกที่ปิดกั้น สไลด์ต่อไปค่ะ การตั้งต้นที่เราพูดคุยกันในการแก้ไขกฎหมายวันนี้จะเป็นส่วนสำคัญ ในการส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเด็นของของเล่นผู้ใหญ่ โดยในประเด็น ของอุปกรณ์เพิ่มสุขภาวะทางเพศ ซึ่งในอนาคตหากเราส่งเสริมมันอย่างถูกต้อง ผลักดัน เราจะสามารถที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ Startup ลดอุปสรรคทางกฎหมาย และทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สามารถพูดกันได้อย่างเปิดเผย แน่นอนว่าเราไม่ได้ทำอย่างเดียว ข้อแรก เราสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ ข้อต่อไป เรากำหนดมาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยเพื่อปกป้องประชาชน ข้อสุดท้ายคือ ต้องทำคู่กับการส่งเสริม การวิจัย และการพัฒนา ส่วนนี้ก็จะสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน เรื่องของการวิจัย เพื่อจะนำความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้มี ความหลากหลาย แล้วก็ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคค่ะ🔗

ท่านประธานคะ ๗ นาทีไม่พอที่ดิฉันจะผ่อนคลายความกังวล หรือว่า ตอบโจทย์ข้อกังขาของเพื่อนสมาชิก และประชาชนที่บ้านได้อย่างแน่นอน แต่ดิฉันขอฝาก ให้ทุกท่านตริตรองความสุขทางเพศ ที่ถูกที่ ถูกเวลา ไม่ไปละเมิด ไม่ไปเบียดเบียนใคร สิ่งนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่น่าอับอาย สิ่งนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่จะตีตราว่า มันคือความผิดบาป หากเรายังคงหลับหูหลับตาหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ให้ความรู้ที่ถูกต้อง แต่ปล่อยให้ขาย กันเกลื่อนริมถนนย่านกลางคืน ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพ ทำให้เกิดอันตรายขึ้นต่อสังคม เปิดช่องทางให้การรับสินบน และการคอร์รัปชัน นี่ต่างหากค่ะที่จะนำไปสู่ความเสื่อมทราม ของสังคม นี่ต่างหากคือปัญหาที่พวกเราควรจะช่วยกันแก้ไข ดิฉันขอจบการอภิปรายในวันนี้ โดยหวังว่าประเด็นของการปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ จะอยู่ในห้วงคำนึงของผู้แทนราษฎร ในที่นี้ และดิฉันอยากขอให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันถึงข้อดี ข้อเสีย รับฟัง เสียงสะท้อนจากทุกมิติ จนหาฉันทามติร่วมกันของสังคมค่ะ ว่าในเรื่องของสุขภาวะทางเพศนี้ จะยังเป็นเรื่องที่เราสามารถพูดคุยกันได้อย่างมีวุฒิภาวะ หรือว่าจะยังหลบเป็นเรื่องที่จะต้อง กระซิบกระซาบอยู่ในมุมมืดของสังคม ทำเป็นเหมือนมันไม่มีอยู่จริงในสังคมของเรา ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านวาโย อัศวรุ่งเรือง นะครับ🔗

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดย พรรคก้าวไกล โดยท่าน สส. เท่าพิภพ และครูธัญ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ซึ่งเราเรียกกันย่อ ๆ ภายในพรรคว่า พ.ร.บ. ปลดล็อกอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ ต้องอธิบายผ่านท่านประธาน ถึงเพื่อนสมาชิก แล้วก็ประชาชนที่ติดตามกันอยู่ว่า แต่เดิมเรามีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๗ ซึ่งมาตรา ๒๘๗ ก็คือล็อกสิ่งของ ๒ อย่างอยู่ สิ่งแรกก็คือ ภาพยนตร์ผู้ใหญ่ สิ่งที่ ๒ ก็คือวัตถุช่วยเหลือทางเพศ หรือว่า SEA : Sexual Enrichment Aids หรือเรียกย่อ ๆ ว่า Sex Toys ทีนี้การเขียนกฎหมายในลักษณะที่ล็อกมันเขียนง่าย ท่านประธาน แต่ในลักษณะ ที่จะเปิดขึ้นมาเขียนไม่ง่าย ต้องอาศัยรายละเอียด ต้องอาศัยผู้มากประสบการณ์ ต้องอาศัย หลาย ๆ ฝ่ายในกระบวนการนิติบัญญัติ รวมถึงทางภาคราชการและประชาชนเข้ามา ร่วมพูดคุยกัน พวกเราถึงได้เสนอว่า ควรตั้งกรรมาธิการจริง ๆ ท่านประธานครับ เพราะว่า สิ่งเหล่านี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีอยู่ ท่านประธานกล้าปฏิเสธไหมครับว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่เลย ในประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้ ถูกต้องไหมครับ พอมันไม่มีกฎหมายที่จะมาควบคุมเด็ก ๆ เยาวชนเซิร์ชเข้าไป เข้า Google เข้า Safari เข้าอะไรนี้ เซิร์ชไปหนังโป๊ขึ้นมาพรึบเลยครับ ท่านประธาน มีเว็บโฆษณาจากเว็บพนันแปะเข้ามาอีก จะเข้าไปดูหนังโป๊ทีกดไปกดมาไปเข้า เว็บพนัน แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องวัตถุช่วยเหลือทางเพศ หรือว่า Sex Toys สั่งกัน App ส้ม App น้ำเงิน แบกับดินขายกันเต็มไปหมด ในทุก ๆ ปีท่านประธาน มีข่าว Shock อวัยวะเพศ ระเบิดคาอวัยวะเพศ ต่าง ๆ ไม่มีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลเรายอมรับในสิ่งที่มันมีอยู่ แล้วเราอยากที่จะเข้าไปควบคุมมัน ไม่ใช่เสรี กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่หนังโป๊เสรี ไม่ใช่ Sex Toys เสรี ขออนุญาตขึ้นสไลด์ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายวาโย อัศวรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

ผมจึงต้องขออนุญาตสรุป ร่างพระราชบัญญัติอุตสาหกรรมผู้ใหญ่ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล เราแยกอย่างนี้ครับ เราบัญญัติมาตรา ๒๘๗ เป็นการเฉพาะสำหรับตัวภาพยนตร์ผู้ใหญ่ ส่วนมาตรา ๒๘๗/๑ เราแยกออกมาในเรื่องของวัตถุช่วยเหลือทางเพศ ทำไมต้องแยก ๒ อัน เดี๋ยวว่ากันต่อไป โดยหลัก คือเราควบคุม ภาพยนตร์ผู้ใหญ่สิ่งที่เราห้ามคือ หนังโป๊เด็กครับท่านประธาน อันนี้ ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ยอมรับสิ่งนี้ เราตัด ๒๐ ปีเลยครับท่านประธาน จะได้ไม่ต้อง ถกเถียงกันว่าอายุ ๑๕ ปี อายุ ๑๘ ปี อายุ ๒๐ ปีเลย และอีกกรณีหนึ่งครับ คือ หนังโป๊ที่มี ความรุนแรง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Violence Porno Graphy สิ่งนี้มีงานศึกษาวิจัยมากมายว่า มันไม่ดีจริง ๆ และมันไม่เคยส่งผลดี ท่านประธานต้องถามผมกลับมาว่า อ้าวหมอ อย่างนี้ แปลว่าหนังโป๊ธรรมดาที่ไม่มีความรุนแรงอาจจะส่งผลดีได้ด้วยหรือ เดี๋ยวว่ากันต่อไป สุดท้ายก็คือว่ามาตรา ๒๘๗ ทำไมถึงต้องเป็นภาพยนตร์ผู้ใหญ่อย่างเดียว ทำไมไม่เอา มันมารวมกันในเมื่อของเดิมนั้น มาตรา ๒๘๗ ห้ามทั้งหนังโป๊ ห้ามทั้ง Sex Toys ก็เพราะว่า เรามองว่าคนที่จะเข้ามาควบคุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องมันคนละอันกัน ท่านประธาน ภาพยนตร์ผู้ใหญ่จะถูกควบคุมโดย มท. ๑ ก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย หน่วยงานต่าง ๆ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เดี๋ยวผมจะว่าให้ฟังต่อไปว่า มันมีกฎหมายอื่นที่มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร ให้ มท. ๑ ออกระเบียบเลยครับท่านประธาน อย่างน้อยต้องนิยามว่า หนังโป๊ที่มีความรุนแรง หรือว่า Violence Porno Graphy นั้น สรุปแล้วหมายถึงอะไรกันแน่ แล้วท่านจะควบคุมอย่างไร ท่านจะให้มีการฉายหรืออะไร อย่างไร เป็นการควบคุม ไม่ใช่เสรีครับ แต่จะไปใส่อยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพราะฉะนั้น ในกรรมาธิการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลายฝ่าย หลายหน่วยที่จะเข้ามาพูดคุยกัน แล้วมา ออกกฎ มาหาข้อยุติร่วมกันว่า เราจะให้ประชาชนเข้าถึงอายุเท่าไร อย่างไร วิธีการแบบไหน ควบคุมมากน้อยแค่ไหน ส่วนตัววัตถุช่วยเหลือทางเพศ หรือว่า SEA โดยหลักคือ ไม่ได้ห้าม แต่ต้องควบคุม และมีมาตรฐาน ส่วนที่ควรจะเข้ามาเกี่ยวข้องคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเราเขียนเอาไว้ในวรรคสอง ว่าจะให้เขาสามารถที่จะออกกฎระเบียบและมาตรฐานได้ เพราะอะไรท่านประธาน เดี๋ยวผมชี้ให้เห็นว่าทำไมเรามีคำว่า SEA SEA นี่คืออะไร วัตถุช่วยเหลือทางเพศนี่คืออะไร เพราะมันมีที่ใช้ในทางการแพทย์ด้วยท่านประธาน บางครั้ง พูดกันถึงขนาดว่า Sex Toys Prescription คือจ่าย Sex Toys โดยแพทย์ก็มีในต่างประเทศ มาตรฐานมันต้องมี ยาง หรือ Silicone ต่าง ๆ ต้องเป็น Medical Grade บางครั้งมีการแถม วัตถุเป็นซองน้ำยาหล่อลื่นต่าง ๆ นั้นก็ต้องเป็น Medical Grade ท่านประธาน รวมถึง มอก. ต่าง ๆ ตัว Vibrator สายไฟ ลักษณะของแบตเตอรี่ต่าง ๆ ต้องมี มอก. แต่ปัจจุบันมันไม่มี ท่านประธาน ไม่มีใครควบคุมเลย แต่หาซื้อกันได้ในทางออนไลน์ ท่านสั่งไป ๒-๓ วัน มาถึงแล้ว แน่นอน🔗

สไลด์ถัดไปครับ แต่สิ่งที่ท่านอยากจะทราบมากที่สุดผมเชื่อว่า คือสรุปแล้ว การทำกฎหมายฉบับนี้สังคมจะได้อะไร สังคมจะได้ประโยชน์หรือไม่ เป็นคำถามภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า Miss ท่านประธาน เหมือนเป็นข่าวลือ ว่าสรุปแล้วความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพยนตร์ผู้ใหญ่กับพฤติกรรมการข่มขืนมันสอดคล้องกัน และมันไปด้วยกันหรือไม่ มีงานวิจัยมากมายท่านประธาน ถึงความสัมพันธ์เชิงอิทธิพลระหว่างภาพยนตร์ผู้ใหญ่ กับพฤติกรรมข่มขืนว่าสรุปมีหรือไม่มี มีตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ สรุปแล้วว่า ไม่มีความสัมพันธ์ ใช้คำว่า ไม่ปรากฏความสัมพันธ์เชิงอิทธิพลระหว่างภาพยนตร์ผู้ใหญ่กับการข่มขืนนะครับ แต่ไม่รวมถึงภาพยนตร์ผู้ใหญ่ที่มีความรุนแรงก็คือ Violence Porno Graphy ตรงนี้ มีงานวิจัยชี้ชัดท่านประธานว่า มันส่งผลถึงความรุนแรงจริง ๆ และมีงานวิจัยในปี ๒๐๑๙ โดย Rostad บอกว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์ผู้ใหญ่ที่มีความรุนแรง กับความรุนแรงระหว่างคู่รักวัยรุ่น อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ปรากฏความสัมพันธ์ เชิงลบระหว่างภาพยนตร์ผู้ใหญ่กับจำนวนการข่มขืน หมายความว่าอย่างไร Negative Correlation หมายความว่า อันหนึ่งเพิ่ม อีกอันหนึ่งจะลด ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Pornub Rapedown ประเทศที่มีจำนวนภาพยนตร์ผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น ประเทศที่มีการเปิด และมีการ ควบคุมภาพยนตร์ผู้ใหญ่จำนวนคดีข่มขืนนั้นลดลง สไลด์ถัดไป เคยมีผู้วิจัย ท่านประธาน ปีที่แล้วนี้เอง ปี ๒๐๒๓ ผมขออนุญาตยกมาให้ดูกันนิดหนึ่ง อธิบายว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น เขาทำงานวิจัยนี้ท่านประธานที่ผมยกมา N คือจำนวนผู้ถูกวิจัยมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำวิจัยอยู่ใช้เวลา ๓ ปีโดย Sommet กับ Porn use and Berent men’s and women’s sexual Performance evidence from a large longitudinal sample ตีพิมพ์ปีที่แล้วนี้เอง ช่วงประมาณสักเดือนพฤษภาคม ท่านประธานดูกราฟที่ ๑ อันซ้ายสุด รูปภาพที่ ๑ เส้นผู้ชาย คือ เส้นสีน้ำเงิน เส้นผู้หญิงคือเส้นสีแดง เขาบอกว่าผู้ชายยิ่งดูภาพยนตร์ผู้ใหญ่ปรากฏว่า ความต้องการทางเพศมันลดลง อาจจะด้วย Nature คือธรรมชาติของเพศชาย เวลาสำเร็จ ความใคร่นั้น มีความแตกต่างกับของเพศหญิง อันที่ ๒ ตรงกลางคือ Sexual Functioning ผู้ชายพอดูภาพยนตร์ผู้ใหญ่แล้วมีการช่วยเหลือตนเองนั้น ความสามารถในการแข็งตัว หรืออะไรต่าง ๆ นั้นก็ลดลงด้วย นี่ไปสอดคล้องกับเมื่อสักครู่นี้คือ Pornub Rapedown มันเกิดที่ปลดปล่อย มันเกิดที่ที่จะทำให้คนที่อาจจะมี Potential หรือมีความโน้มเอียง ไปในทางที่อาจจะก่ออาชญากรรมหรือมีความรุนแรงนั้น สามารถมีปลดปล่อยได้อย่าง ถูกกฎหมายบนเนื้อตัวร่างกายของเขาเอง ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดงานวิจัยในที่นี้มาก เพราะว่าเดี๋ยวจะใช้เวลาของที่ประชุมไปมาก แต่กล่าวโดยสรุปท่านประธานครับว่า ภาพยนตร์ผู้ใหญ่เองมีที่ใช้ในทางการแพทย์อยู่หลายที่ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่หนึ่ง ท่านประธานครับ คลินิกช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ทำ GIFT ทำเด็กหลอดแก้ว เวลา เก็บไข่จากผู้หญิงเก็บอย่างไรครับ ใช้เข็มจิ้มถูกไหมครับ เก็บสเปิร์มจากผู้ชายทำอย่างไร ก็คือการช่วยตัวเองออกมา ทำ Masturbation แยกห้องเก็บครับ ห้องเก็บของผู้ชายมีอยู่ ในคลินิกเลย ในห้องนั้นก็จะมีตัวช่วยเหลือก็คือเป็นภาพยนตร์ผู้ใหญ่นั่นละอยู่ในคลินิก อยู่ในสถานพยาบาลตามกฎหมาย แต่ถ้าว่ากันตรง ๆ ท่านประธาน ถ้ายึดตามมาตรา ๒๘๗ ณ ปัจจุบัน ผู้ใดครอบครองผิดหมดครับ ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบหรือไม่ ถ้าไม่อย่างนั้นถ้ายึดตามกฎหมายปัจจุบันและมันไม่เปิดช่องให้ใช้เลยแม้แต่ในทางการแพทย์ ท่านประธานครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องลงจับทุกคลินิกที่รักษาเรื่องภาวะผู้มีบุตรยาก เพราะในนั้นมีหนังโป๊ทั้งนั้นท่านประธาน ผมขอจบเรื่องหนังโป๊ไว้คร่าว ๆ แล้วกันนะครับ🔗

สไลด์ถัดไปครับ เรามากันที่ SEAs Sexual Enrichment Aids หรือว่าวัตถุ ช่วยเหลือทางเพศ ภาพที่ประธานเห็นอยู่นี้เป็น The world first variable vibrator for male อันนี้ของผู้ชาย ไม่ใช่เครื่องนวด คอ บ่า ไหล่ อันนี้สำหรับผู้ชาย และมีที่ใช้ในทาง การแพทย์ได้รับการ Approve โดย อย. สหรัฐอเมริกา ก็คือ USFDA ในการรักษาโรค ที่เรียกว่าโรค ED หรือว่า Erectile Dysfunction หรือภาษาไทยที่ชื่อว่า นกเขาไม่ขัน ท่านประธาน มีที่ใช้ทางการแพทย์ วัตถุช่วยเหลือทางเพศ หรือ SEAs นอกจากการรักษา ภาวะ ED แล้วยังมีที่ใช้ในอีกหลายที่ท่านประธานนะครับ Ejaculatory Dysfunction คือเรื่องของภาวะหลั่ง Anorgasmia ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้หญิง ก็คือเวลาแต่งงานไปแล้ว ในบางสังคมไม่มีการทดลองงานกันก่อนนะครับ ก็แต่งงานกันไป ความต้องการไม่เท่ากัน อย่างที่ท่าน สส. เท่าพิภพว่า ฝ่ายหนึ่งผู้ชายอาจจะเสร็จอยู่คนเดียว ฝ่ายผู้หญิงไม่เคยสัมผัส ประสบการณ์เช่นว่า แล้วอาจจะเกิดความทุกข์ทรมาน แล้วเกิดปัญหาครอบครัวตามมาได้ วัตถุช่วยเหลือทางเพศ หรือ SEAs นั้นสามารถที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือมี Potential ในการ ช่วยเหลือภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้ง Anorgasmia Pelvic Floor Dysfunction Sexual Dysfunction Enhanse Sexual & Relationship Satisfaction เพิ่มความพึงพอใจ ในเรื่องของ Sexual แล้วก็ Relationship คือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส ในบางประเทศ เขาใช้คำอย่างนี้เลยครับว่า Sex Toys prescription ก็คือให้แพทย์เป็นคนสั่งจ่าย เพราะฉะนั้นถ้าอย่างแย่ที่สุดสำหรับผม ถ้าเราจะใช้ในทางการแพทย์อย่างเดียว อย่างน้อย กฎหมายนี้ผ่าน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎระเบียบต่าง ๆ มาตรฐาน และข้อบ่งใช้สำหรับในทางการแพทย์ อาจจะจ่ายในร้านขายยาโดยคำสั่งแพทย์ หรืออาจจะ ให้สูตินารีแพทย์ หรือแม้แต่ศัลยแพทย์ยูโรวิทยาของผู้ชายในการสั่งจ่ายก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่มันจะไม่เกิดขึ้นเลยท่านประธาน ถ้าเราไม่มาพูดคุยกัน ถ้าเราไม่ตั้งกรรมาธิการ ถ้าเรา ไม่เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มา สไลด์ถัดไป อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ มันแก้ด้วยตัวคนเดียวยากลำบากเหลือเกิน เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ คงไม่ลงรายละเอียด ณ ที่นี้ แต่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ (๔) มันชัดอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ไม่ต้องไปแก้มันครับ เพราะว่าเราไม่ได้อยากให้ประชาชนทุกคนเขาถึง ภาพยนตร์ผู้ใหญ่ มาตรา ๑๔ (๔) ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์บอกเอาไว้ชัดเจนว่า ห้ามนำเข้า สื่ออันลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ถูกต้องครับ ถ้าจะเป็น OnlyFans จะเป็นอะไร อย่างที่ท่านเท่าพิภพ หรือว่าครูธัญเป็นคนพูดมาเมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่ผิดมาตรา ๑๔ (๔) ถ้ามาตรา ๒๘๗ ผ่านนะครับ ก็ให้เป็นในเรื่องของ User Account มีการจัดระบบ การจัดระเบียบ อายุ การยืนยันตัวตนต่าง ๆ ก็สามารถกระทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ พ.ร.บ. ภาพยนตร์คงต้องเชิญกอง Sensor เข้ามาด้วยเหมือนกัน พ.ร.บ. ค้าประเวณี พ.ร.บ. ค้ามนุษย์เองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นที่มาของมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ในกฎหมายฉบับนี้ครับ ที่ต้องให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอ ยกร่างมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มันสอดคล้องกัน ในส่วนของกฎหมายลำดับรองก็มีทั้ง อย. ทั้ง มอก. ทั้งศุลกากร เท่าที่ผมพอจะนึกได้ ถ้าจะเก็บภาษี จะเก็บอะไรกันกรมศุลกากร ก็ต้องทำพิกัดศุลกากรขึ้นมาใหม่ ตัววัตถุช่วยเหลือทางเพศนั้น ก็จะต้องมีกระทรวง สาธารณสุขเข้ามาดูแลในเรื่องของมาตรฐาน ดูแลในเรื่องของ อย. กระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาดูในเรื่องของแบตเตอรี่ สายชาร์จ สายไฟต่าง ๆ🔗

ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นอย่างเหตุผลที่ผมได้ยกไปส่วนหนึ่ง เวลามันมี ไม่เยอะจริง ๆ เสมือนหนึ่งว่าผมใช้ไปเยอะ แต่รายละเอียดเหล่านี้เยอะมากท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมเห็นใจทางฝั่งรัฐบาลจริง ๆ เพราะว่าร่างวันนี้ของท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ก็เพิ่งยื่นประกบเข้ามา ท่านอาจจะยังมีเวลาน้อย หรือยังไม่มีเวลาเพียงพอ ที่จะสามารถศึกษาในรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะสามารถเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ผมก็แนะนำ อย่างนี้ครับท่านประธานว่า อาจจะเป็นครั้งนี้เลย หรืออาจจะเป็นครั้งหน้านะครับ เสนอให้ ทางคณะรัฐมนตรีนำร่างนี้ไปศึกษาก่อนสัก ๖๐ วัน เพราะว่าของครูธัญเพิ่งยื่นเข้ามา แล้วก็ ท่านอาจจะเสนอแนะ มีข้อคิดเห็น หรือยกร่างมาประกบ ผมคิดว่าเราน่าจะยอมรับกันได้ แล้วก็อยากให้เปิดโอกาสในการพูดคุยในเรื่องนี้อย่างมีอารยะในสภาผู้แทนราษฎรของเรา ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณคุณหมอวาโยมากครับ ท่านสมาชิกเราประชุมมาพอสมควรนะครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๐๕ นาฬิกา