unknown · · 525 lines

(นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๘.๕๖ นาฬิกา)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อรุณสวัสดิ์ทุกท่านนะครับ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ครับ เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุม ผมอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับนะครับ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๒ นาที ผมจะเรียกทีละ ๓ ท่านเพื่อให้ท่านได้เตรียมตัว ท่านแรก ท่านศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ต่อด้วยท่านญาณธิชา บัวเผื่อน แล้วก็ท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย เชิญท่านศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือ ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ได้รับแจ้งจาก นายสุวิทย์ ทองดี กำนันหมู่ที่ ๑๗ ตำบลห้วยกระเจา อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ว่าถนนสายห้วยกระเจา วังไผ่ อ่างหิน ทุ่งสมอ ไปยังตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นถนนลูกรังดินแดงหน้าฝนก็ชำรุด หน้าแล้งก็มีฝุ่น อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขโดยด่วนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๘ บ้านหนองโพธิ์ ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ว่าถนนสายบ้านเสาหงส์ อ่างหิน บ้านหนองโพธิ์ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นถนนลูกรังเช่นกันครับ วันนี้ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไป ปรับปรุงแก้ไข อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขเป็นถนนคอนกรีตหรือลาดยาง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกกับประชาชนในการสัญจรไปมา🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับแจ้งจากกำนันสุรนาท บุญขำ กำนันตำบลดอนแสลบ อำเภอ ห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรีว่าวันนี้ท่านประธานครับ ราคาวัวก็ยังตกต่ำเหมือนเดิม ผมทราบว่ารัฐบาลพยายามจะแก้ไขเป็นเวลา ๓ ปีเศษแล้ว วัวราคาเดิมครับ แต่ถ้าเราไปดู ในตลาดราคาวัวเขียงกิโลกรัมละประมาณ ๓๐๐ บาท บวก ลบนิดหน่อย แต่ราคาวัวเป็น หรือวัวขุนกิโลกรัมละ ๗๐ บาท กลไกตลาดมันเกิดช่องว่างมาก วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค เลี้ยงวัว เดือดร้อนเพราะว่าราคามันตกต่ำ ไม่ทราบว่ามีการลักลอบนำเข้าวัวจากต่างประเทศ หรือมีการ สั่งวัวเข้ามาทำให้ปริมาณวัวในประเทศมีจำนวนมากแล้วราคาวัวเป็นถูกมากนะครับ เกษตรกร เดือดร้อนมากครับท่านประธาน ทั้งพืชผลการเกษตร ทั้งปศุสัตว์เดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน ผมอยากให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไขอย่างจริงจังครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน จันทบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาหารือในสภาแห่งนี้ ๒ เรื่องค่ะ🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในการเก็บลำไย ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและพื้นที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งปัญหานี้ทำให้ล้ง ไม่มาเก็บลำไยของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทำให้สวนลำไยเสียหายเป็นจำนวนมาก พี่น้องเกษตรกรขาดทุน ติดหนี้ติดสิน ดิฉันได้มีโอกาสไปลงพื้นที่ในอำเภอสอยดาวและ โป่งน้ำร้อนหลายครั้ง เดินไป ๑๐๐ บ้านพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยก็บ่นปัญหาเรื่องนี้ ๙๐ บ้าน ทำให้ดิฉันทราบปัญหาเลยว่าเกษตรกรมีความทุกข์ร้อนกับปัญหานี้จริง ๆ ถ้าเกิดว่า ไม่แก้ไขปัญหาตอนนี้ลำไยเหลือแค่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่เท่านั้น ถ้าเกิดว่าไม่แก้ไขปัญหานี้ ก็จะลามไปถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียน และจะวนมาอีกครั้งหนึ่งในฤดูกาลเก็บเกี่ยวลำไย ในช่วงของเดือนสิงหาคมปีนี้ ถ้าหากไม่รีบแก้ไขเกษตรกรก็จะทุกข์ร้อนเหมือนเดิม ก็ขอหารือ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงแรงงานค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องขอให้กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่าช่วยเร่งรัดการขออนุญาต ใช้พื้นที่เพื่อที่จะทำสะพาน ๒ ฝั่งของพี่น้องหมู่ที่ ๒ หมู่บ้านไร้แผ่นดิน ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีความยาวประมาณห้องประชุมของเรานี้เองก็เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง หมู่บ้านที่อยู่ ๒ ฝั่งคลอง ฝั่งหนึ่งเป็นศาลเจ้า อีกฝั่งหนึ่งเป็นโรงเรียน อีกฝั่งหนึ่งเป็นอนามัย และโรงเรียนค่ะ ถ้าเกิดว่าทำสะพานนี้ได้นะคะก็จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง ๒ ฝั่งคลอง มันสะดวกสบายมากขึ้น ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ ดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาหารือท่านประธานอยู่เพียง ๒ เรื่อง เท่านั้นแต่เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันค่ะท่านประธาน🔗

เรื่องแรกท่านประธาน ดิฉันได้ยินเพื่อนสมาชิกพูดมา ๑-๒ สัปดาห์แล้ว และนี่ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันได้พบเจอในพื้นที่คือเรื่องของราคามันตกต่ำ และปัญหาอย่างหนึ่ง ในเขตพื้นที่ดิฉันใกล้ประเทศลาวมาก ๆ ค่ะ ปัญหาหนึ่งที่ชาวบ้านเขาเห็นตลอด ก็คือ แม้กระทั่งว่าราคามันจะตกต่ำอย่างไร ก็ยังเห็นรถขนมันจากประเทศลาวเข้าไปส่งในโรงงาน อยู่เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นต้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาในประเด็นการนำเข้า มันสำปะหลังด้วยค่ะท่านประธาน เพราะว่าแม้กระทั่งราคาในประเทศยังตกต่ำอยู่ ท่านก็ยัง อนุญาตให้นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาได้อีกนะคะท่านประธาน อันนี้คือเรื่องแรกค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องต่อเนื่องค่ะท่านประธาน เรื่องบรรดารถบรรทุกขนาดใหญ่ ขนมันเข้ามานี่ละค่ะ แล้วทีนี้ในเขตพื้นที่ดิฉันจะมีโรงงานมัน ต้องบอกว่าไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ แต่จะอยู่เข้าไปในชั้นหมู่บ้านในชั้นตำบลอีกทีหนึ่ง แต่ทีนี้ปัญหาก็คือว่ารถขนาดใหญ่ก็จะ ไม่ค่อยวิ่งเส้นหลัก จะชอบวิ่งเส้นใน เส้นผ่านกลางหมู่บ้าน ปัญหาที่เกิดขึ้นค่ะนอกจาก จะรถบรรทุกหนักแล้ว การวิ่งด้วยความเร็วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อย่างล่าสุดก็มีเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อประมาณสัก ๒ เดือนที่แล้ว ที่ตำบลหนองบัวฮีก็เกิดเหตุมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ ชนเด็กที่เล่นอยู่ข้างทางนี่ค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้องฝากไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่า จะเป็นทางคมนาคม ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการอนุญาต ให้รถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาใช้เส้นทางเล็ก ๆ ตัดผ่านหมู่บ้านเพื่อไปส่งตามโรงงานต่าง ๆ ท่านควรจะตรวจตราและควบคุมอย่างจริงจังค่ะ อุบัติเหตุ และที่สำคัญที่สุดถนนก็พังทุกปี เป็นแบบนี้เหมือนวน Loop ไปเรื่อยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านต่อไป ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ท่านธัญธารีย์ สันตพันธุ์ แล้วก็ต่อด้วยท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่มากราบเรียนหารือท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องปัญหาน้ำประปาไม่ไหลในเขตตำบลอ่าวนางมาร่วม เป็นเดือนแล้วในหมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๕ ของอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งจังหวัดกระบี่ เป็นเมืองท่องเที่ยวแล้วก็มีประชากรมาเที่ยวมากมายรวมทั้งประชากรแฝงด้วย เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งนะครับที่รัฐจะต้องดำเนินการ ในขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอของ อบต. อ่าวนาง เพราะฉะนั้นผมอยาก เรียนหารือท่านประธานไปยังการประปาส่วนภูมิภาค ในจังหวัดกระบี่เรามีการใช้บริการ ของการประปาส่วนภูมิภาค ๒๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นยังอีกเยอะมากที่เราขาดอยู่ เมื่อเทียบกับจังหวัดภูเก็ต เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยัง การประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการไปดูแลสนับสนุน ในเรื่องของงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนางด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาเรื่องถนนทรุดโทรมอย่างหนักมาก เนื่องจากว่าเป็นเรื่อง ของการโอนถ่ายถนนผิดไปอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ วันนี้โอนกลับมาแล้ว อยู่ทางหลวงชนบท แต่ปรากฏว่าเส้นทางเส้นนี้อยู่ในพื้นที่เขตของอุทยาน ๒ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นการตั้งงบประมาณก็ทำไม่ได้ จึงกราบเรียนประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ ที่ประชาชนชาวบ้าน ๒๒๐ ครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ขนปาล์มน้ำมันในภาคการเกษตรแล้วก็สภาพ เป็นอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการประชุม ซึ่งเป็นถนนอยู่แล้ว เพื่อที่จะให้ทางหลวงชนบทได้ตั้งงบประมาณจัดซ่อมแซมได้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เชิญครับ🔗

นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๖ พรรคเพื่อไทย ขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ตามที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้สรุปสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยว ในประเทศไทยประจำปี ๒๕๖๗ พบว่ามีจำนวนกว่า ๓๕ ล้านคน และเมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๖ ที่จำนวน ๒๘ ล้านคนก็จะพบว่าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๒๖ นอกจากนั้นยังมีการประเมินว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นำเข้ามามีมูลค่าถึง ๑.๖๗ ล้านล้านบาท จึงเป็นสิ่งที่ ยืนยันได้ว่านโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้ค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายได้จากผู้มาเยือนชาวต่างชาติยอดสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗ รายพื้นที่พบว่ามีเพียง ๒๒ จังหวัดที่มีรายได้มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดย ๘ จังหวัดมีรายได้มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีเพียง ๓ จังหวัดที่มี รายได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี นอกจากนั้น เมื่อนำรายได้จาก ๕๕ จังหวัดที่เหลือมารวมกันก็จะพบว่ามีมูลค่าเพียง ๑๐,๘๔๐ ล้านบาท ทำให้จากตัวเลขที่กล่าวมาทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ถูกกระจายอยู่อย่างจำกัดในเพียงบางพื้นที่และรายได้ที่กระจายก็มีความห่างและแตกต่างกัน ระหว่างพื้นที่เป็นอย่างมาก สะท้อนจากพื้นที่ที่มีรายได้สูงสุดมีรายได้หลักแสนล้านบาท ขณะที่พื้นที่ที่มีรายได้น้อยสุดมีรายได้หลักเพียงล้านบาท ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยหาแนวทาง ในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีการกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ดิฉันจึงขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาหาแนวทางสนับสนุนและ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวในจังหวัดอื่น ๆ และเพื่อให้เกิด การกระจายรายได้จากภาคท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับวันนี้ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ เรื่องเกี่ยวกับผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาของทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียมและผสมกลมกลืนกัน นโยบายตรงนี้มีผลกระทบต่อในเรื่องเกี่ยวกับค่ายผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทยทั้ง ๙ แห่ง เราเห็นในตามข่าวต่าง ๆ ว่าจากการเปลี่ยนแปลงตัวนโยบายของรัฐบาลของทรัมป์ (Trump) นั้น ทำให้เงินบริจาคต่าง ๆ นั้นได้หยุดชะงักลง ได้มีการระงับลงโดยรัฐบาลของทรัมป์ (Trump) ที่บริจาคให้กับองค์กรภาคประชาสังคมและรวมถึงองค์การระหว่างประเทศในค่ายผู้ลี้ภัย เราเห็นครับว่าผู้ลี้ภัยตอนนี้ก็ไม่สามารถที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาลต่าง ๆ นานาได้ ต่อไป ในอนาคตจะหนักกว่านี้ครับท่านประธาน เพราะเรามีทั้งหมด ๙ แห่งอยู่ใน ๔ จังหวัดของ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าเป็นแค่คนสัญชาติพม่าที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าผลกระทบมันหนักกว่านี้จะทำให้ผู้ลี้ภัยทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ต้องออกมาข้างนอก และมีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยเช่นกัน และรวมถึงในเรื่องเกี่ยวกับศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ตอนนี้พวกเขาต้องแบมือขอรอเงินต่าง ๆ ในการบริจาคทั้งหมด ๔๐ กว่าปีแล้ว เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงครับ ท่านประธานครับ เราต้องถือโอกาสตรงนี้ที่รัฐบาลสหรัฐ เปลี่ยนแปลงเรื่องเงินบริจาคตรงนี้ทำให้เราสามารถที่จะทำให้การทำงานด้านมนุษยธรรม ยืนด้วยขาตัวเองให้ได้ ผมเลยขอหารือท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีช่วยเปลี่ยนแปลง ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายการดูแลค่ายผู้ลี้ภัยหมดทั้ง ๙ แห่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๔ แห่ง ตาก ๓ แห่ง กาญจนบุรี ๑ แห่ง ราชบุรี ๑ แห่ง และรวมไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยที่จะต้องใช้ พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมืองมาตรา ๑๗ ในการที่อนุญาตให้ ๘๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ สามารถที่จะทำงานได้และสามารถที่จะอยู่ในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว แล้วขอหารือ ท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อจะประกาศกฎกระทรวงแรงงานออกมา ให้เขาสามารถที่จะทำงานได้อยู่ในประเทศไทยจนกว่าเขาสามารถที่จะแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้ ถ้าเขาสามารถทำงานได้เขาจะสามารถช่วยทำภาษีให้กับประเทศไทยร่วมพัฒนาประเทศไทย และเขาสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ด้วยตัวเขาเอง เขาจะไม่เป็นภาระครับ ต้องเปลี่ยน ภาระให้เป็นพลังให้ได้ และจะทำให้ประเทศไทยเรามีบทบาทที่ดีในเวทีระหว่างประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านสกุณา สาระนันท์ ท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ ต่อด้วยท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญท่านสกุณา สาระนันท์ ครับ🔗

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันมีเรื่องที่จะนำมาหารือต่อท่านประธาน ๒ เรื่องนะคะ🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจากการสัญจรบนท้องถนนค่ะ ด้วยบริเวณ สี่แยกโนนดอกคูณ ตำบลธาตุ อำเภอวานรนิวาส ซึ่งเป็นจุดตัดของถนนทางหลวง หมายเลข ๒๒๘๐ และถนนทางหลวงชนบทหมายเลข ๓๐๑๕ เป็นจุดที่ไม่มีป้ายสัญญาณจราจรเตือน ที่ดีพอจึงทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ ชาวบ้านก็ได้นำเรื่อง มาเรียนกับดิฉันว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งค่ะ ดิฉันจึงนำเรื่องนี้หารือต่อท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวงชนบทหรือว่ากรมทางหลวง ช่วยเร่งพิจารณาหาทางแก้ไขโดยเร็วด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ดิฉันได้รับ ร้องเรียนจากชาวบ้านดงบาก ตำบลบ้านเหล่า อำเภอเจริญศิลป์ ในเรื่องของการขาดแคลน น้ำอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ห้วยก้านเหลืองเป็นแหล่งน้ำที่เคยมีศักยภาพ กักเก็บน้ำใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ค่ะ ขณะนี้มีความตื้นเขินแล้วก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำ ได้เพียงพอ ชาวบ้านจึงได้นำเรื่องนี้มาหารือต่อดิฉันเพื่อที่จะนำมาหารือที่สภาผ่านท่านประธาน ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยให้ช่วยจัดสรรงบประมาณในการ ขุดลอกเพิ่มความจุเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำให้ประชาชนด้วย ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ🔗

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้อยากจะหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องปัญหาน้ำประปา ในเขตเมือง ซึ่งประสบปัญหาท่อแตกน้ำไม่ไหลรายวันหลายจุดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณชุมชนสามแยกปัก ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่และได้ไปพบกับพี่น้องในชุมชนในขณะที่ ประชุมเพื่อหาทางออกหาทางแก้ เพราะว่าชุมชนนี้ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา เนื่องจากมีการก่อสร้างจากโยธาธิการจังหวัดที่จะแก้ปัญหาการระบายน้ำจากถนนมิตรภาพ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหน้าตลาดเซฟวัน แต่ความหวังดีตรงนี้ก่อสร้างลงไปแล้วกลับไป กระทบกระเทือนกับท่อประปาขนาดใหญ่ของเทศบาลทำให้ต้องมีการแก้ไข มีการแก้ปัญหา แต่นี่ละครับเมื่อ ๒ หน่วยงานหลัก ๆ ของราชการมาเจอกันปรากฏว่ากว่าจะบูรณาการ กว่าจะแก้ไขปัญหาชาวบ้านนี่พอเข้าสู่ปีใหม่ก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหาล่วงเลยมาจนปัจจุบัน นี่ ๒ เดือนกว่ายังไม่เห็นวี่แวว สอบถามไปก็ทราบคร่าว ๆ แค่ว่าเดี๋ยวคงเป็นกลางเดือนกุมภาพันธ์ เดี๋ยวคงไม่เกินปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่คำถามคือต้องลำบาก ต้องเดือดร้อน น้ำไม่ไหล น้ำไหลเอื่อยและบางครั้งก็ไม่ไหลเลย ถึงกับต้องติดป้ายหน้าบ้านบอกว่าไม่มีน้ำแม้กระทั่ง จะราดส้วม ไม่มีน้ำที่จะใช้ล้างก้นด้วยซ้ำไป และในย่านนี้อยู่กันอย่างสงบสุขมาตลอดแต่ละ หลังคาเรือนนี่นะครับ ไม่ใช่ว่าทุกบ้านจะมีแท็งก์น้ำสำหรับสำรองน้ำทำให้เดือดร้อนมากมาย ในขณะที่การแก้ไขปัญหาจากทางเทศบาลได้เอาน้ำมาช่วย แต่ว่าควรจะมีการนัดหมาย ให้ดีกว่านี้เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น และเร่งแก้ไขเรื่องท่อประปาทำให้ปัญหาแก้ไขได้ทั้งหมด ก็ขอปิดท้ายท่านประธานครับ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ช่วยแก้ปัญหาน้ำประปาไม่ไหลหน่อย ได้ไหมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง เกี่ยวกับเรื่องคุณหมอปกติ ไม่อยากจะร้องกันนะครับ แต่หมอถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปทำงานที่อื่นซึ่งค่าตอบแทนสูงกว่า ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพวกคุณหมอผ่าตัดหัวใจหรือเรียกว่าหมอ CVT เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมหมอผ่าตัดหัวใจ ท่านประธานครับ หนังสือของ กระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนค่าผ่าตัดหัวใจนอกเวลาไม่ได้มีบรรจุไว้นะครับ ทั้งที่การผ่าตัดหัวใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพียงแต่เขียนว่าไปเปรียบเทียบกับการผ่าตัดอย่างอื่น ที่ใกล้เคียงกัน ที่ใกล้เคียงก็คือผ่าตัดสมอง ๓,๖๐๐ บาทต่อรายครับ แต่ท่านประธานครับ โรงพยาบาลก็จ่ายไป ๓,๖๐๐ บาทบ้างหรือถ้าผู้อำนวยการเห็นใจก็จะเพิ่มให้เป็น ๒ หรือ ๓ เท่า ซึ่งเกิดความไม่เป็นธรรมและไม่ชัดเจน ท่านประธานครับ การผ่าตัดหัวใจนี้มันยากนะครับ ต้องทำงานเป็นทีม ผ่าตัดก็นาน ใช้เวลานาน ผ่าตัดยากที่สุดในบรรดาผ่าตัดทั้งหลาย ไม่มีใคร อยากเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เขาได้ประชุมแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่แล้วก็ได้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วขอให้ปรับ อัตราค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับภาระงานเหมือนกันทั่วประเทศครับ เพราะว่า คิวผ่าตัดมันยาวนะครับ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ นี้ผมมีในหนังสือเอกสารแต่เรื่องยังไม่คืบหน้า ท่านประธานครับ หมอผ่าตัดหัวใจแต่ละรายนี้ต้องใช้เวลาหลังจบแพทย์ ๕-๖ ปีงานก็หนัก ผลิตได้ปีหนึ่งน้อยกว่า ๒๕ ราย แล้วก็ต้องทำงานร่วมกับวิสัญญีแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล เฉพาะทาง เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีเฉพาะทางทำให้มีงานเยอะยุ่งยากมาก จึงขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปถึงท่านปลัดกระทรวงได้พิจารณาบรรจุ การผ่าตัดหัวใจเข้าไปในหัตถการให้ชัดเจนแล้วก็ปรับอัตราให้เหมาะสมตามที่ทางคุณหมอ เขาเสนอมานะครับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการผ่าตัดเพื่อรับใช้ประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ต่อด้วยท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล และท่านพชร จันทรรวงทอง เชิญท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ปีนี้ฝนตกน้อยมาก พี่น้อง ประชาชนไม่ว่าเกษตรกร ไม่ว่าผู้อุปโภคบริโภคน้ำประปาหรือน้ำใช้ต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงโดยเฉพาะชาวสวนมะพร้าวและพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานสภาไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการสั่งการ ให้กรมฝนหลวงขึ้นปฏิบัติการทำฝนเทียมในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะในโซนล่าง ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ว่าอำเภอเมือง อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอ บางสะพานน้อย ซึ่งไม่มีแหล่งเก็บสะสมน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง จึงขอให้อธิบดีกรมฝนหลวง ซึ่งตั้งฐานบินอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นดำเนินการทำฝนเทียมเพื่อแก้ปัญหา ให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดังกล่าวต่อไปโดยเร่งด่วนด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเลี้ยงโคขุนหรือโคเนื้อ ซึ่งราคาโคเนื้อตกต่ำมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๒ ปีแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลเข้าดำเนินการแก้ไข ปัญหาโคเนื้ออย่างเร่งด่วน เพราะเดี๋ยวนี้โคเนื้อไม่ได้ซื้อเป็นกิโลแล้วนะครับท่านประธาน ซื้อเหมาจากตัวละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท เหลือตัวหนึ่งไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท จึงเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่เลี้ยงโคเนื้อโดยเร่งด่วนด้วยครับ ขอบพระคุณ มากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชิญครับ🔗

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เชียงใหม่ เขต ๓ สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ด วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ พาท่านประธานไปที่ อบต. เทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด อบต. แห่งนี้ พี่น้องที่นี่ก็อยู่บนภูเขาสูง ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีคือดินสไลด์ ต่อให้ฝนตกหนักตกน้อย ดินสไลด์ เป็นประจำ ที่ผ่านมาก็ต้องรอรถของกรมทางหลวงชนบทมาเกลี่ยดินรถการไฟฟ้าถึงจะเข้ามา ตั้งเสาไฟต่าง ๆ นานาได้นะครับ น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาไฟดับสนิทไป ๒ วัน ผมก็ได้ลงพื้นที่ พูดคุยกับทางนายก อบต. ก็แนะนำเขาว่าให้เขียนคำของบอุดหนุนเฉพาะกิจขอรถตักดิน ๓.๕ ล้านบาท ขณะนี้ อบต. เขียนเข้าสู่ระบบแล้ว ผมก็อยากจะฝากเรื่องนี้ให้สำนักงบพิจารณา เป็นพิเศษสักหน่อยเพราะอันนี้สำคัญจริง ๆ สำหรับ อบต. ขนาดเล็กแห่งนี้มีเงินสะสมเพียงแค่ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาทเองครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็ยังคงอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ดนะครับ เป็นเรื่องของการตั้งเสาใหม่ พาดสายไฟใหม่ที่เป็นแบบหุ้มเปลือกเพื่อไม่ให้ต้นไม้ที่อยู่ตามป่ามากระทบจนไฟดับนะครับ ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แทบทุกวันนะครับ ผมอยู่ในกลุ่มไลน์ของช่างไฟฟ้า พี่น้องประชาชน โซนบนภูเขาแจ้งว่าไฟดับทุกวัน ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาดอยสะเก็ด ๒ ปีผ่านมาแล้ว ได้สายไฟมาแล้ว เตรียมเสาไว้แล้ว ตั้งไว้แล้วนะครับ แต่ว่าการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ต้องขอ ทั้งทางหลวง ต้องขอทั้งอุทยาน ต้องขอทั้งป่าไม้นะครับ ซึ่งตอนนี้ติดอยู่กับกรมป่าไม้นะครับ ก็จะฝากเรื่องนี้ไปยังกรมป่าไม้รวบรวมคำขอทั่วประเทศและรีบกรุณาอนุมัตินะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ท่านประธานในฐานะที่ท่าน อยู่พรรคภูมิใจไทย ฝากไปถึงกระทรวง อว. เพราะว่าปีที่แล้วช่วงเดือนมีนาคม ถ้าท่านจำได้ มีเครื่องบินของ NASA มาบินสำรวจเก็บข้อมูลฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยเดือนมีนาคม โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวง อว. GISTDA หรือ NARIT ก็ผ่านมาเกือบ ๑ ปี อยากให้ ท่านประธานช่วยติดตามครับว่ารายงานผลวิเคราะห์ฝุ่นในประเทศไทยนั้นถึงไหนแล้ว เป็นอย่างไรแล้ว และจะเผยแพร่ได้เมื่อไรนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านพชร จันทรรวงทอง เชิญครับ🔗

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมมีประเด็นอภิปรายหารือความเดือดร้อนของพี่น้อง อำเภอปากช่องดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากท่านกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง ว่าถนนทางหลวงชนบทหมายเลข ๓๐๕๒ ช่วงบริเวณแยกวงเวียนกระทิง ผ่านโค้งยาวไปประมาณ ๓ กิโลเมตร พบว่าไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รวมถึงที่ตำบลโป่งตาลองมีปัญหาเรื่องสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นช้างหรือกระทิงลงมาจากเขา ทำให้ ตอนกลางคืนยิ่งถ้าไม่มีไฟก็จะเกิดอันตรายอย่างมาก จึงขอหารือผ่านท่านประธานสภาไปยัง กรมทางหลวงชนบทช่วยจัดสรรงบประมาณมาก่อสร้างไฟฟ้าแสงสว่างด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ของบประมาณก่อสร้างปรับปรุงถนนลาดยาง Asphaltic Concrete สายทางบ้านวังกะทะ หมูที่ ๔ เชื่อมบ้านหนองซ่อม ตำบลโป่งตาลอง หมู่ที่ ๒๔ บ้านเฉลิมพัฒนา ยาว ๒,๘๕๐ เมตร และอีกสายทางหนึ่งบ้านเทพนิมิตรเชื่อมบ้านหนองนกกระเต็น หมู่ที่ ๑๙ บ้านเทพนิมิตร ตำบลวังกะทะ ยาว ๑.๗ กิโลเมตร และอีกเส้นหนึ่งสายทางบ้านป่าไผ่แดง ตำบลวังกะทะ เชื่อมบ้านคลองดินดำ ตำบลระเริง อำเภอวังน้ำเขียว หมู่ที่ ๑๙ บ้านเทพนิมิตร ตำบลวังกะทะ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑,๗๔๒ เมตร เนื่องจากถนนทั้ง ๓ เส้นเป็นเส้นทางหลัก ที่ชาวบ้านใช้สัญจรประจำหมู่บ้านและตำบลวังกะทะ แต่มีการชำรุดเสียหายทำให้เกิด อุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงขอผ่านท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ขอความอนุเคราะห์จัดสรรงบประมาณมายัง ๓ เส้นดังกล่าวด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องปัญหาภัยแล้งที่ตำบลวังกะทะ เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาผมได้ร่วมกับผู้นำไปหารือกับท่านปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เรื่องการขออนุญาต ใช้พื้นที่เพื่อเจาะน้ำบาดาลแก้ปัญหาภัยแล้งที่ตำบลวังกะทะนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็ยังรอผลของ การประชุมการอนุญาตใช้พื้นที่อยู่ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี ท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ ต่อด้วย ท่านปารมี ไวจงเจริญ ท่านกฤษฐ์หิรัญ เชิญครับ🔗

นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี นครสวรรค์

เรียนท่านประธานสภา กระผม นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ คนปากน้ำโพ พรรคประชาชน หากสไลด์พร้อมเชิญนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี นครสวรรค์

วันนี้มีเรื่องหารือ ท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่เคยหารือท่านประธานสภาไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖ เป็นเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชนตำบลนครสวรรค์ตก ถึงเรื่องน้ำประปาที่ขุ่นข้น ไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีความคืบหน้าครับทางฝ่ายบริหารมีงบประมาณพร้อมผลักดันโครงการแล้ว แต่ว่าเกิดปัญหาจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหารกับสมาชิกไม่สามารถผลักดันได้ ภาพสไลด์ก่อนหน้านี้ครับ ภาพนี้เป็นภาพการประชุม แล้วก็จริง ๆ เป็นวิดีโอมีการ Walkout ไม่ร่วมประชุม ก็อยากให้ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับพูดคุยกัน แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนครับ เรื่องนี้การ Walkout โดยไม่ทราบสาเหตุมันทำให้ผลักดันโครงการต่าง ๆ ไม่ได้ ก็อยากให้ ฝ่ายผู้ตรวจการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลองเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้นะครับ🔗

เรื่องต่อไปหน้า ๓ เป็นเรื่องของปัญหาน้ำอีกเช่นกัน เรื่องน้ำประปา สไลด์ ถัดไปครับ ที่การประปาส่วนภูมิภาคอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ จุดนี้เป็นอำเภอหนองบัว ประปาบ่อน้ำขนาดใหญ่นี้จุน้ำได้ ๓๖๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แต่ว่าภายในเดือนมีนาคมนี้ หากไม่มีการเติมน้ำเข้ามาในจุดนี้พี่น้องประชาชนอำเภอหนองบัวจะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ก็อยากให้ประปาส่วนภูมิภาคเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ขอสไลด์ถัดไปครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้ปิด U-Turn ถนนพหลโยธินหน้าสาธารณสุขนครสวรรค์ ให้ทำสามแยกใหม่ตรงแยกสับไฟเพื่อลดอุบัติเหตุ ปัจจุบันมีอุบัติเหตุอย่างมาก โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซค์มักจะทำการย้อนศรทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งขึ้นก็ขอให้แขวงการทางที่ ๑ นครสวรรค์ กรมทางหลวงพิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ เชิญครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีอยู่ ๒ เรื่องที่จะนำเรียนเพื่อให้ ได้รับทราบครับ🔗

ประการแรก ท่านผู้อำนวยการสุภัทร์ แสนกล้า ผู้อำนวยการโรงเรียน กนกศิลป์พิทยาคมพร้อมด้วยคณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง ได้ฝากกราบขอบพระคุณท่าน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านได้กรุณาอนุมัติ เงินงบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาทไปให้ทางโรงเรียนได้ซ่อมแซมห้องสมุดของโรงเรียนซึ่งถูก ไฟไหม้จากกรณีของไฟฟ้าลัดวงจร ขณะนี้ได้ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำเรียน มาเพื่อได้รับทราบครับ🔗

ประการที่ ๒ ได้รับการบอกกล่าวจากท่านผู้อำนวยการบอกว่าทางโรงเรียน ได้จัดงานทอดผ้าป่าและชมรมศิษย์เก่าขึ้นในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์นี้ มีการจำหน่ายโต๊ะจีนด้วย หากว่าท่านสนใจจะไปร่วมช่วยเหลือโรงเรียนเพื่อหาเงินสร้างห้องประชุมของโรงเรียนก็ขอ เรียนเชิญไปจองโต๊ะได้ที่โรงเรียนกนกศิลป์พิทยาคม🔗

อีกเรื่องหนึ่งได้รับการบอกกล่าวจากท่านเจ้าคณะตำบลโคกเหล็ก อำเภอห้วยราช และพระสงฆ์หลายแห่ง เจ้าอาวาสหลายรูปได้ส่งข่าวมาว่าขอบอกกล่าวไปถึงบรรดาญาติโยม พี่น้องประชาชนชาวพุทธที่รักสัตว์ จะเป็นสุนัข จะเป็นแมวก็ดี ตอนเล็ก ๆ ก็น่ารักเลี้ยงดี พอโตขึ้น ท่านเอาสุนัข เอาแมวไปปล่อยตามวัดต่าง ๆ วัดในต่างจังหวัดนั้นไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดู สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ ท่านรักสัตว์แต่กำลังทำบาปพระนะครับ ต้องขอความกรุณาจากพี่น้องของเรา ได้งดการที่จะนำสุนัข นำแมวไปปล่อยวัดเพื่อให้เป็นภาระของพระสงฆ์ด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ท่านปารมี ไวจงเจริญ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้จะขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนก็คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่สีแดง ซึ่งในขณะนี้ พื้นที่สีแดงในช่วงฤดูนี้จะเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคกลางตอนล่างด้วย ในตอนนี้ มาตรการที่ สพฐ. ออกมาไม่กี่วันมานี้ดิฉันคิดว่ายังไม่พอนะคะ สพฐ. จำเป็นจะต้องออก มาตรการเพิ่มขึ้นมาอีกนะคะท่านประธาน เพราะว่าฝุ่น PM2.5 ในวันนี้จะมีความหนักเบา ไม่เท่ากันในแต่ละวัน ปรับเปลี่ยนกันรายชั่วโมงตามกระแสลม บางวันบางพื้นที่ก็เป็นสีแดง แต่พอรุ่งขึ้นก็จะเป็นสีส้ม จึงทำให้โรงเรียนต่าง ๆ เกิดความไม่เข้าใจ แล้วก็จัดการรับมือกับ กรณีฝุ่นได้ไม่เต็มที่ ดิฉันจึงขอเรียกร้องท่านประธานไปยังรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการให้ตั้ง War room เลยค่ะ เพื่อวิเคราะห์ฝุ่นเป็นรายชั่วโมงเลยก็ว่าได้ แล้วก็ต้องมีความยืดหยุ่น ในการหยุดเรียนไม่ใช่ว่าประกาศเอะอะหยุดเรียน เพราะว่าการหยุดเรียนไม่ใช่ผลดีเสมอไป เพราะบางครอบครัวพ่อแม่ที่บ้านเขาไม่มีแอร์ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ การที่ได้อยู่โรงเรียน ในบางโรงเรียนที่มีเครื่องฟอกอากาศอาจจะดีกว่านะคะ แต่อยากจะขอท่านประธานเสนอ ให้กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งของบประมาณสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นในโรงเรียนต่าง ๆ โดยเร่งด่วนได้แล้ว ตอนนี้เป็นช่วงฤดูทำงบ ๒๕๖๙ อยากจะให้เขียนขอมาเลยค่ะ🔗

ประการที่ ๒ กระทรวงศึกษาธิการเหมือนกันค่ะท่านประธาน คือกรณี เงินชดเชยของครูหลายคนที่ได้วุฒิบริหารการศึกษายังปรับเงินและได้เงินชดเชยไม่ได้เลย ทั้งที่ ก.ค.ศ. มีหนังสือถึง สพฐ. ให้ดำเนินการ แต่ตอนนี้ ผอ. เขตในหลายเขตยังไม่เข้าใจนะคะ ยังมีการปฏิบัติไม่เท่ากัน บางเขตปรับเงินชดเชยให้ครู แต่บางเขตยังไม่ได้ปรับ ขอท่านประธาน ส่งเรื่องไปที่ สพฐ. ใน ๒ เรื่องนี้ด้วย ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับจะเป็นท่านศักดิ์ ซารัมย์ ท่านสมศักดิ์ บุญประชม ท่านราชิต สุดพุ่ม เชิญท่านศักดิ์ ซารัมย์ ก่อนครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศักดิ์ ซารัมย์ บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดิ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ ในพื้นที่อำเภอ หนองหงส์ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง กราบเรียนท่านประธานครับ หน่วยงานของรัฐ ในกำกับดูแลของฝ่ายบริหารภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาออกมาเปิดเผยข้อมูล เด็กหลุดออกจากนอกระบบทางการศึกษาทั้งประเทศ จำนวน ๑,๐๒๕,๕๑๔ คน เป็นข้อมูลที่น่าเป็นห่วงครับ ที่พวกเราได้รับทราบเห็นกันตลอดมา เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และเคยมีกระทู้ถามตอบในสภาแห่งนี้ ผมติดตามเรื่องนี้ มาโดยตลอดครับ ท่านประธานครับ เรามาดูข้อมูลของพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ภายใต้กำกับดูแล ของท่านเสมา ๑ ท่านพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริม การเรียนรู้ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ร่วมกับศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินการติดตามหา ความจริงตามข้อมูลกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งบุรีรัมย์เด็กหลุดออกจาก นอกระบบ จำนวน ๑๗,๕๘๖ คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ ๓-๑๘ ปี สกร. ใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ได้ติดตาม ปรากฏว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของการศึกษาภาคบังคับ ๔,๓๙๐ คน พบว่ายังเรียน อยู่ในระบบ ๘๓๕ คน หลุดออกจากระบบไปจำนวน ๓,๕๕๕ คน เหตุผลที่หลุดออกจากระบบ ไปอยู่จังหวัดอื่น อยู่ต่างประเทศ เสียชีวิต และไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด ส่วนเด็กที่อยู่ในการศึกษา ภาคบังคับในช่วงที่ ๑๖-๑๘ ปี มีจำนวน ๑๓,๑๙๖ คน จากการติดตามพบว่ากำลังศึกษา อยู่ในระบบ ๔,๙๔๓ คน จบการศึกษาแล้ว ๕๔๘ คน หลุดออกจากระบบจริง ๆ ๗,๗๐๕ คน สรุปครับว่าในจังหวัดบุรีรัมย์ช่วงเด็กอายุ ๓-๑๘ ปี หลุดออกจากระบบ ๑๑,๒๖๐ คน ไม่ใช่ ๑๗,๕๘๖ คนตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคได้นำเรียน ท่านประธานครับ จากข้อมูลที่ผม นำเรียนเป็นที่สงสัยว่าข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งทาง สกร. และ ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ได้ร่วมกันตรวจสอบมันมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ การจัดตั้งงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ และแผนการใช้เงินของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในปีงบประมาณถัดไป จึงกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ดำเนินการตรวจสอบหาความจริงในเรื่องนี้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสมศักดิ์ บุญประชม เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ บุญประชม อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายสมศักดิ์ บุญประชม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัด อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ มีผู้ใช้รถใช้ถนน ร้องเรียนมายังกระผม เรื่องถนนสาย ๒๒๔๘ ช่วง กม. ที่ ๓๙ ถึง กม. ที่ ๔๓ ถนนสายนี้ เชื่อมไปอำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริกและไปยังช่องเม็กครับ เป็นถนน ๒ ช่องจราจร มีรถบรรทุกวิ่งเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ส่วนมากเป็นรถพวกเกษตรกร รถอีแต๊ก ๆ ที่นำ มันสำปะหลังไปที่โรงงานหลายร้อยคันต่อวันครับ แต่ยังไม่มีการขยายเป็นถนน ๗ เมตรครับ ใช้มานานครับ เวลาฝนตกน้ำท่วมถนนสายนี้และไฟส่องสว่างยังไม่มีนะครับ ผมอยากฝาก ท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ช่วยจัดสรร งบประมาณไปติดไฟส่องสว่างและขยายถนนสายนี้เป็น ๔ ช่องจราจรให้กับพี่น้องใช้ถนน สาย ๒๒๔๘ นี้ด้วยครับ ถนนสายนี้เป็นถนนตะเข็บชายแดนและมีแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ แหล่งท่องเที่ยว เช่นว่า ช่องตาอู น้ำตกห้วยหลวง อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็จุดสามเหลี่ยมมรกต อยู่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็มีช่องอานม้าอยู่อำเภอ น้ำยืนเขาต้องใช้ถนนสายนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่ง วันที่ ๒๓ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปวัดครุนอก อำเภอพระประแดง อยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่งครับท่านประธาน ฝุ่น PM2.5 ชั่วโมงหนึ่งครับ รู้สึกมีอาการไม่ดีเลยครับ ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลครับช่วยแก้ไขฝุ่น PM ให้กับพี่น้องชาวไทย ในนาม พรรคไทยรวมพลังอยากเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องช่วยแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ ท่านราชิต สุดพุ่ม เชิญครับ🔗

นายราชิต สุดพุ่ม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องขอให้เร่งรัดโครงการบรรเทาอุทกภัย เมืองนครศรีธรรมราชหรือเรียกว่าโครงการขุดคลองเลี่ยงเมืองป้องกันน้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีเหตุผล ๒ ๓ ประการครับท่านประธาน🔗

ประการแรกในเรื่องดังกล่าวนี้ผมเคยหารือกับท่านประธานไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ ขณะนั้นโครงการดังกล่าวนี้ดำเนินการไปได้ ๓๙.๕๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ผ่านมา ๖ เดือนแล้วโครงการดังกล่าวนี้ดำเนินการไปได้ ๔๐.๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น เพียง .๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นขอให้ได้ตระหนักแล้วก็ดำเนินการเร่งรัดด้วย🔗

ประการที่ ๒ โครงการนี้เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อชาวนครศรีธรรมราชเพื่อไม่ให้น้ำท่วมเขตเทศบาลนคร นครศรีธรรมราชและเป็นเขตเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานครับ เมื่ออุทกภัยที่ผ่านมาวันที่ ๑๕ ๑๖ ธันวาคม โครงการดังกล่าวดำเนินการไปแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีการประเมินได้ว่าโครงการดังกล่าวนี้ทำให้ปริมาณน้ำเข้าสู่เมืองนครลดลงมากในระดับ ความสูงไม่ต่ำกว่า ๑ เมตรที่น้ำลดลง เพราะฉะนั้นโครงการดังกล่าวมีความสำคัญมาก แล้วก็ ที่สำคัญขณะนี้ที่น้ำท่วมเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเงินเยียวยาก็ยังไม่ได้เลยท่านประธานครับ🔗

ประการที่ ๓ โครงการนี้เดิมจะดำเนินการตั้งแต่ปี ๒๕๖๑-๒๕๖๖ แต่ขอ ขยายระยะเวลาออกไปจนถึงปี ๒๕๗๐ แต่ถ้าดำเนินการอย่างนี้ก็มีแนวโน้มครับว่าโครงการ ดังกล่าวน่าจะไม่แล้วเสร็จอีกในปี ๒๕๗๐ ก็ขออนุญาตท่านประธานฝากไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้โปรดเร่งรัดดำเนินการ โครงการดังกล่าวอย่างจริงจังเพื่อสนองพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีพระเมตตา ต่อชาวนครศรีธรรมราชเพื่อให้แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวรและยั่งยืนต่อไป ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ท่านวีรวุธ รักเที่ยง และต่อด้วย ท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ครับ🔗

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ พระนครศรีอยุธยา

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากพี่น้อง ชาวเมืองอยุธยาและบางบาลครับ ขอท่านประธานฝากไปถึงหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ขอให้เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา แก้ปัญหาน้ำประปาไหลช้า และขุ่นดำในชุมชนเป็นจำนวนมากครับ ทั้งในพื้นที่ที่อยู่ในและนอกรอบเกาะเมืองครับ ซึ่งเป็นใจกลางของเมืองอยุธยาขอให้เร่งปฏิรูปท่อเก่าโดยด่วนครับ🔗

๒. ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและ อบจ. อยุธยาทำการสนับสนุน อบต. บ้านป้อมเพื่อจัดทำทางระบายน้ำแก่ชุมชนของ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านป้อม ซึ่งมีน้ำเน่าเสีย และขังในชุมชนเป็นเวลานาน พี่น้องประชาชนต้องเจอกับยุงและกลิ่นเหม็นอยู่ตลอดครับ🔗

๓. จากหลายวันที่ผ่านมาอยุธยาเจอค่าฝุ่นสูงมากติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ จังหวัด ที่ค่าฝุ่นอันตรายต่อชีวิต จึงขอให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพระนครศรีอยุธยา และกรมควบคุมมลพิษออกตรวจสอบอุตสาหกรรมที่มีการเผา อย่างโรงเผาอิฐมอญ โรงเผาขยะ และโดยเฉพาะในอำเภอบางบาลครับ🔗

๔. จากค่าฝุ่นอันตรายในอยุธยาขอให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และตำรวจทางหลวงร่วมกับตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาเข้ากวดขันและบังคับใช้ฎหมาย เพื่อตรวจตรารถบรรทุกดินและทรายที่ไม่คลุมผ้าและรถบรรทุกควันดำ ซึ่งทำให้ฝุ่นมันฟุ้ง กระจายตามแนวเส้นทางทั้งทางหลวงชนบท อย.๔๐๑๖ พาดผ่านตำบลพระขาว ตำบลบ้านคลัง ตำบลกบเจา ตำบลสะพานไทย ตำบลมหาพราหมณ์ และเส้นทางหลวงชนบท อย.๔๐๓๘ พาดผ่าน ตำบลวัดตะกู ตำบลทางช้าง ตำบลบางหลวง อำเภอบางบาล รวมถึงทางหลวง ๓๔๑๒ และ ทางหลวง ๓๔๖๙ ที่พาดผ่านตำบลบ้านป้อม ตำบลปากกราน ตำบลบ้านรุน ตำบลคลองตะเคียน ของอำเภอพระนครศรีอยุธยาครับ รวมถึงขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สั่งการให้รถน้ำมาฉีดล้างถนนที่ถูกปกคลุมด้วยทรายมาเป็นเวลานาน ตามแนวเส้นทาง ดังกล่าวแทนการเอาน้ำฉีดขึ้นอากาศซึ่งไม่สามารถลดฝุ่นพิษได้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวีรวุธ รักเที่ยง เชิญครับ🔗

นายวีรวุธ รักเที่ยง กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวีรวุธ รักเที่ยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก คลองสามวา จากพรรคประชาชน ผมมีเรื่องจะปรึกษาหารือผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ข้าราชการตำรวจว่าขณะนี้อยู่ในช่วงที่มี การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงแล้วเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมครับ เนื่องจากมีการทำ เรื่องของตั๋วครับ เขาเรียกกันว่าตั๋วอ้ายโม่ง ดังนั้นเกิดการวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่ง ระดับสูง ซึ่งจะส่งผลอย่างไรครับ ทำให้เขาไม่สามารถโฟกัสในการทำงานของเขาเพื่อที่จะ อำนวยความสะดวกให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมครับ ส่งผล อะไรบ้าง เรื่องของภัยข้ามชาติ อย่างเรื่องของการจับรีดไถชาวจีนซึ่งเป็นข่าวเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมานี้ แน่นอนจะส่งผลในระดับประเทศทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลง เรื่องของบ่อนการพนัน ในท้องที่ เรื่องของสิ่งผิดกฎหมายในท้องที่จะกระทบกระเทือนอย่างมากเนื่องจากเขาไม่สามารถ ที่จะทำอย่างถูกต้องได้ เพราะเขาต้องการเงินเพื่อ Support ตัวเองเพื่อที่จะดำรงตำแหน่ง ที่สูงขึ้น ดังนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่าน นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และท่านยังเป็น ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจนะครับ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่ทุ่มเทการทำงาน เขาสามารถได้เติบโตในการงานของเขา แล้วก็สามารถที่จะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในการดำรง ตำแหน่งเขาได้อย่างถูกต้อง ก็ฝากท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือถึงเรื่องปัญหา ราคาข้าวตกต่ำนะคะ เนื่องจากดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา หลายคนทีเดียว บอกว่าราคาข้าวตอนนี้หล่นไปเหลือ ๗,๒๐๐ บาทต่อเกวียนค่ะ ถ้าปริมาณ ข้าวออกมามากขึ้นจะมีแนวโน้มในการที่จะลดราคาลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้พี่น้องชาวนา เดือดร้อนหนักนะคะ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนและเร่งด่วน ดิฉันเชื่อว่า อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเพราะว่าพี่น้องชาวนาเป็นกลุ่มเกษตรกรกลุ่มใหญ่ ของประเทศค่ะท่านประธาน ดิฉันมีข้อเสนอแนะอยู่ ๓ ข้อด้วยกันนะคะ ให้รัฐบาลได้เร่ง ดำเนินการดังนี้ค่ะ🔗

ข้อที่ ๑ รัฐควรจะกำหนดราคารับประกันรายได้ที่สะท้อนต้นทุนการผลิตข้าว ที่แท้จริงพร้อมกับจัดตั้งกองทุนพยุงราคาข้าว ซึ่งคล้าย ๆ กับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ค่ะท่านประธาน เพื่อช่วยอะไร ช่วยชดเชยราคาส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาประกัน วิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องชาวนาในการประกอบ อาชีพก็ได้นะคะ🔗

ข้อที่ ๒ รัฐควรซื้อข้าวจากชาวนาในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดเพื่อนำไปเก็บ สำรองไว้ตามมาตรการเพื่อความมั่นคงทางอาหารก็ได้ หรือนำไปใช้ในโครงการช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม เช่นช่วยประเทศที่ประสบภัยพิบัติก็ได้ค่ะ วิธีนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพ ราคาข้าวได้เช่นเดียวกัน🔗

ข้อที่ ๓ อยากให้รัฐส่งเสริมให้เกิดผู้ส่งออกรายใหม่ได้ง่ายขึ้นเพื่อให้เขา ได้สามารถหาตลาดได้เพิ่มขึ้นค่ะ ดิฉันขอเรียนปรึกษาหารือแล้วก็ถามรัฐบาลโดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือว่ากระทรวง การต่างประเทศก็ตาม ว่าจะสามารถประสานงานกันแล้วก็ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ได้ไหม ตามข้อเสนอแนะ แล้วดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้ารัฐบาลดำเนินการตามข้อเสนอแนะราคาข้าวจะดีขึ้น อย่างแน่นอน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากนะครับ ๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านบุญแก้ว สมวงศ์ ท่านธีระชัย แสนแก้ว ท่านพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ เชิญท่านบุญแก้ว สมวงศ์ ครับ🔗

นายบุญแก้ว สมวงศ์ ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญแก้ว สมวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอป่าติ้วและอำเภอค้อวัง ขอให้ กระทรวงมหาดไทยหรือกรมที่ดินได้จัดหาเจ้าหน้าที่ที่ดินเพื่อไปอยู่ที่สำนักงานที่ดิน เพราะว่า พี่น้องประชาชนมาทำธุรกรรมทางที่ดินนั้น จากอำเภอป่าติ้วก็มาทำที่ที่ดินจังหวัดยโสธร มาตั้ง ๒๕ กิโลเมตร ทำให้พี่น้องเสียเวลาและไม่สะดวกในการไปทำธุรกรรม แล้วก็ไปทั้งวัน อย่างอำเภอค้อวังก็มาอยู่อำเภอมหาชนะชัยนะครับ ระยะทางก็ประมาณ ๒๐-๒๕ กิโลเมตร เหมือนกันนะครับ ถ้าได้ไปแล้วก็ไปทั้งวันนะครับไม่สะดวกในการไปทำธุรกรรมนะครับ เรื่องที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินด้วยได้จัดหาเจ้าหน้าที่เพื่อไปอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้การไฟฟ้าขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรระหว่างบ้านแคร่ หมู่ที่ ๗ ถึงบ้านร้าง ตำบลหัวเมือง ตำบลฟ้าห่วน และอำเภอค้อวัง เนื่องจากพี่น้องได้ทำ การเกษตรปลูกหอมแดง หอมแดงเป็นพืชเศรษฐกิจให้กับพี่น้องชาวตำบลฟ้าห่วน เพราะว่า ทางอำเภอค้อวังแล้วก็อำเภอยางซุมน้อยได้ปลูกหอมแดงเป็นจำนวนมาก ก็อยากฝากทาง ท่านประธานให้การไฟฟ้าขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนด้วย ก็ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กระผมขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยเหตุว่า ผมได้รับคำร้องเรียนจากคณะกรรมการการยางในระดับประเทศ คือคณะกรรมการสถาบัน เกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ ก็คือว่าในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นราคายางตกต่ำ รัฐบาล ได้ทำโครงการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางคือโครงการหมื่นล้านเริ่มเมื่อปี ๒๕๕๗ โดยให้ กลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อมกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการไปรับซื้อยางจากพี่น้องเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม โดยรัฐบาลได้จ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ ๓ บาท โดยให้ทางสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย ร้อยละ ๑ บาท และโครงการนี้ได้ทำกันมาต่อเนื่องทำให้ราคายางมีเสถียรภาพและโครงการนี้ ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗ การยางแห่งประเทศไทย หรือ กนย. ซึ่งกำกับดูแล ได้นำเรื่องเสนอขอขยายการส่งชำระหนี้ให้กับสถาบันเกษตรกรออกไปอีก ๔ ปี จนถึงปี ๒๕๗๑ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง ก็ได้มีมติขยายเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ตามที่ กยท. ได้เสนอ แต่เวลานี้ทาง ธ.ก.ส. ได้มีหนังสือทวงถามหนี้จากสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางเหล่านี้ทั้งเงินต้น ทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๖.๒๕ และ ๗.๒๕ บาทต่อปี ซึ่งทำให้สถาบัน เกษตรกรชาวสวนยางที่ได้กู้ยืมเงินในโครงการนี้เกิดปัญหาความเดือดร้อนไม่สามารถที่จะส่ง เงินชำระได้ทันเวลาต้องรอมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นการยืนยันทางธนาคารจึงจะสามารถ ขยายเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด จึงขอกราบเรียนท่านประธาน ได้พิจารณาติดตามเรื่องนี้จะเป็นอานิสงส์แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศครับ ขอขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ เชิญครับ🔗

นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ มีเรื่องมาหารือฝากท่านประธานไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยครับ เรื่องโครงการรถไฟ ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ สัญญาที่ ๒ สถานีท่าแค-ปากน้ำโพ บริเวณสถานีบ้านตาคลีครับ เนื่องจากผลกระทบจากการสร้างสะพานกลับรถตรงจุดใกล้ป้อมตำรวจสี่แยกไฟแดง กม.๑๙๔+๕๐๐ หลังจากสร้างสะพานกลับรถแล้วทำถนนเชื่อมต่อปรากฏว่าฤดูฝนช่วงที่ผ่านมา มีน้ำท่วมขังจำนวนมากแทบจะตลอดฤดูฝน วิธีแก้ที่ผู้รับเหมาทำการแก้ไขก็คือนำคันดินมาเสริม และจากวันนั้นถึงวันนี้ยังไม่ได้มีการแก้ไขใด ๆ เพิ่มเติม ผมได้รับการประสานงานจากท่าน นายกเทศมนตรี ท่านเพลินพิศ ศรีภพ ท่านสมาชิกสภาเทศบาล ท่านประธานชุมชน กรรมการชุมชน ชุมชนมาลัยเข้ามาพบผม ช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาครับวันที่ ๒๓ ผมได้มี โอกาสเจอท่านผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ท่านผู้ว่าวีริศก็ได้ฝากเรื่องนี้กับท่านแล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ ๒๕ นี้ท่านนายก ท่าน สท. ท่านกรรมการชุมชนทั้งหลายเข้ามาพบผม อีกทีเพื่อเร่งรัดเรื่องนี้ ผมก็อยากจะฝากการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วย จริง ๆ แล้วได้มี การประสานกับการรถไฟแห่งประเทศไทยไปหลายเรื่อง ตั้งแต่ท่านผู้ว่าคนเก่า ท่านผู้ว่า นิรุฒท่านก็ได้ให้ความร่วมมือกับผมด้วยดี แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้พอสมควร แต่ตั้งแต่เปลี่ยนท่านผู้ว่าคนใหม่ท่านผู้ว่าวีริศยังไม่ได้มีการตอบรับจากผู้ว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถอ้อยที่มาข้ามสะพานกลับรถไม่ได้ แล้วเรื่องนี้ วันก่อนที่ผมแจ้งท่านผู้ว่าไป ป่านนี้ก็ยังไม่ได้มีการประสานกลับมานะครับ จริง ๆ แล้ว ได้มีการคุยกับผู้รับเหมา ผู้รับเหมาบอกว่าเขาได้ทำเรียบร้อยตามแบบแล้ว แต่ผมมีความรู้สึกว่า การที่ทางรถไฟทางคู่นี่สร้างสะพานกลับรถแล้วถ้ามันเกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน จำเป็นจริง ๆ ครับที่จะต้องหาทางแก้ปัญหา อย่างไรฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านต่อไปจะเป็นท่านรักชนก ศรีนอก ท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย และท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี เชิญท่านรักชนกครับ🔗

นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือกับ ท่านประธานนะคะ ขอสไดล์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

ตรงนี้นะคะเป็นบริเวณ ซอยเอกชัย ๙๔ เขตบางบอน ดิฉันก็เคยได้ไปลงพื้นที่ตั้งแต่มิถุนายน ปี ๒๕๖๖ นะคะ ร้องเรียนกับทางเขตแล้วก็ทางกรมโรงงานไปว่ามีการแอบปล่อยน้ำเสียซึ่งสีชัดเจน บางวัน ก็เป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน บางวันเป็นสีดำ สีเขียวก็แตกต่างกันไปนะคะ รูปถัดไปค่ะ แล้วก็มี ช่วงหนึ่งนะคะที่สีตรงนี้ได้หายไป แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นานไม่กี่เดือนผ่านไปนะคะก็กลับมาอีก ที่เดิมค่ะ เอกชัย ๙๔ บางบอนที่เดิม อันนี้มกราคม ปี ๒๕๖๘ ดิฉันเอารูปมาจากเฟซบุ๊ก ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ร้องเรียนเข้ามา นี่ก็คือสีน้ำที่มีการปล่อยออกมาอย่างชัดเจนว่า เป็นการแอบปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำของชุมชน ถัดไปค่ะ ไปดูมานะคะเมื่อวานซืนก็มีค่ะ มีสีดำ คือถ้าหลาย ๆ คนเห็นสีเขียว ๆ คือน้ำ ส่วนสีดำคือน้ำที่แอบปล่อยออกมา ท่านประธานคะ มันเป็นไปได้อย่างไร ดิฉันถามไปที่สำนักงานเขตที่กรมโรงงาน ไม่มีใครตอบได้ว่าน้ำเสียตรงนี้ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานไหนทั้ง ๆ ที่ร้องเรียนไป ๒ ปีแล้ว ตั้งแต่ดิฉันเป็น สส. แรก ๆ ไม่สามารถตรวจสอบเจอว่าปล่อยออกมาจากตรงไหน แล้วก็ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ก็ยังแอบปล่อยน้ำเสียลงแหล่งธรรมชาติ กันแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ ดิฉันก็ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่านต้องหาให้เจอว่าที่ไหนที่เป็น แหล่งปล่อยน้ำเสีย จะยากอย่างไรท่านก็ต้องหา ไม่ใช่ให้ดิฉัน ไม่ใช่ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชน ไปนั่งหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเป็นคนเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนลานกระบือวิทยา อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ต่อไปท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือ🔗

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ทำนาถึงปัจจุบันนี้ราคาข้าว ตกต่ำลงมามากจากเดิม เกวียนละประมาณ ๙,๕๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันลดลงเหลือ ๗,๐๐๐ ๗,๐๐๐ กว่าบาท ทำให้เกษตรกรทำนาไม่มีเงินเหลือพอค่าใช้จ่ายและปัจจุบันราคาปุ๋ย ก็ยังมีราคาสูง เกษตรกรฝากถามว่าปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุมแต่ช่วงเกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูก ครั้งใดหรือฤดูกาลเพาะปลูกราคาปุ๋ยจะขึ้นทุกครั้ง ที่ผ่านมาผมเห็นว่าปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม รัฐบาลควรจะให้โรงงานปุ๋ยทุกโรงงานติดราคาขายสูตรอะไร ราคาเท่าไรให้ชัดเจนเพื่อที่ เกษตรกรจะได้รู้ราคาและรายละเอียดของปุ๋ย ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุมจะได้ไม่มีปัญหา ทุก ๆ ปี เวลาเกษตรกรเพาะปลูกชาวนาจะร้องเรียนว่าปุ๋ยแพงขึ้นทุกครั้ง ฝากรัฐบาลด้วยนะครับ ทั้งราคาข้าวตกต่ำและปุ๋ยที่มีราคาแพง🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการสอบถามจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล นิคมเขาบ่อแก้ว นายคงศักดิ์ ฉัตรชัยรัตนเวช พร้อมด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ทุกท่าน และท่านกำนันประจักร รังผึ้ง กำนันตำบลนิคมเขาบ่อแก้ว รวมถึงผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรทุกท่าน สอบถามถึงโครงการขยายเขตประปาภูมิภาค ตำบลนิคมเขาบ่อแก้ว อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งพี่น้องประชาชนในเขตตำบลนิคมเขาบ่อแก้วมีความเดือดร้อนครับ เรื่องน้ำบริโภคในช่วงหน้าแล้งเป็นประจำทุก ๆ ปี ขอความอนุเคราะห์จัดสรรงบประมาณ ให้การประปาส่วนภูมิภาคเร่งดำเนินการขยายเขตประปาให้ตำบลนิคมเขาบ่อแก้ว อำเภอพยุหะคีรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ที่เคารพครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเฉลิมพงศ์ เเสงดี ภูเก็ต

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชน ผมขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตมาหารือต่อรัฐสภาเพื่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไข ๓ เรื่องดังต่อไปนี้🔗

เรื่องแรก หมู่บ้านภูเก็ตวิลล่า เจ้าฟ้า ๒ ตำบลวิชิต ประชาชนกว่า ๖๐๐ หลังคาเรือนได้รับผลกระทบทางเข้าออกหมู่บ้านครับ เนื่องจากบริเวณหน้าหมู่บ้านเป็นถนน เส้นหลัก ถนนที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่ชะลอความเร็ว ประกอบกับไม่มีสัญญาณไฟจราจรหรือ ไฟเตือนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต และขณะขับรถข้ามถนน ขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาทางเข้าออกหมู่บ้านด้วย ฝากท่านประธานหารือไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการจัดการระบบขนส่งทางบกจังหวัดภูเก็ต และแขวง ทางหลวงภูเก็ต กระทรวงคมนาคมด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตมีปัญหาด้านการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก บางช่วงติดหนักแทบไม่ขยับ โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนนะครับ เช่น วงเวียนห้าแยกฉลอง ทางลอดดาราสมุทร ทางขาเข้าออกเมืองป่าตอง ส่วนเวลาปกติบนถนนจะมีรถสะสมค่อนข้างมาก กระทบเป็นวงกว้าง กระทบภาคการท่องเที่ยวเนื่องจากต้องใช้เวลาในการเดินทางของนักท่องเที่ยว จึงตัดสินใจไปยังจุดอื่น แต่ละเที่ยวน้อยลง มีค่าใช้จ่ายน้อยลง ทำให้รายได้กระจุกตัว ไม่สามารถ กระจายไปถึงชุมชนได้ครับ ผู้ประกอบการต้องแบกภาระต้นทุนในเรื่องของเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ตเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากออกจากบ้าน ด้วยสาเหตุเพราะรถติด ผมจึงขอให้รัฐบาลกำหนดเป็นเรื่องเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องคนภูเก็ตด้วย ฝากท่านประธานหารือไปยังรัฐบาลครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ตเป็นเวลานานได้ลักลอบ เปิดธุรกิจประเภทกลุ่มอาชีพสงวนของคนไทยและลักลอบทำงานไม่ถูกต้องด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาทิ คนขับรถรับจ้างผ่าน Application เป็น Cashier ขายสินค้า เปิดร้านตัดผมเสริมสวยทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ได้รับผลกระทบ หลายคนไปต่อไม่ไหวต้องปิดกิจการ ฝากท่านประธานหารือไปยังรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ ท่านกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ เชิญท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ก่อนครับ🔗

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน วันนี้ขอนำปัญหาความขาดมาตรฐานของระบบราชทัณฑ์และปัญหา ที่เกิดขึ้นกับนักโทษคดีการเมืองในเรือนจำมาปรึกษากับท่านประธานค่ะ🔗

เรื่องแรกคือปัญหาระบบรับส่งจดหมาย Domimail ค่ะ ที่ผู้ต้องขังไว้ใช้ ในการติดต่อญาติแล้วก็โลกภายนอก ซึ่งดิฉันเองก็เคยปรึกษาเรื่องนี้กับท่านประธานมาแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ล่าสุดดิฉันทราบมาว่าแนวปฏิบัติของเรือนจำหญิงและเรือนจำชายนั้น แตกต่างกัน โดยเรือนจำหญิงไม่สามารถส่งจดหมายถึงญาติแล้วก็โลกภายนอกได้ทุกวัน ในขณะที่ เรือนจำชายสามารถทำได้ ดิฉันเองก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมราชทัณฑ์ช่วยพิจารณา นโยบายเรื่องนี้ เพราะดิฉันไม่อยากจะให้สังคมตั้งคำถามว่าราชทัณฑ์ยังมีนโยบายที่เป็นการเลือก ปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศอยู่นะคะ🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการจำกัดรายชื่อญาติในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังแค่เพียง ๑๐ รายชื่อค่ะ ในขณะที่บางเรือนจำ เช่น สมุทรปราการ แล้วก็ที่นราธิวาสไม่ให้คนที่ไม่ใช่ ญาติทางสายเลือดอยู่ในรายชื่อ ซึ่งกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขังไกลบ้าน แล้วก็รวมไปถึง ผู้ต้องขังไร้ญาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องขังในคดีมาตรา ๑๑๒ ที่ถูกใครก็ได้ แจ้งความและแจ้งความที่ไหนก็ได้ ดิฉันจึงขอให้ท่านประธานฝากไปยังกรมราชทัณฑ์ในการ พิจารณายกเลิกการจำกัดรายชื่อดังกล่าวนะคะ🔗

เรื่องที่ ๓ คือการที่เรือนจำไม่อนุญาตให้ทำบัตรฝากเงินให้แก่ผู้ต้องขัง ในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งทำให้ญาติต้องเดินทางไปฝากเงินที่เรือนจำหรือว่าจะส่งผ่าน ธนาณัติซึ่งใช้เวลานานเป็นเดือน ดิฉันขอฝากทางราชทัณฑ์ให้ช่วยพิจารณา เรื่องสุดท้าย ขอสไลด์ขึ้นนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากคือกรณี ของคุณก้อง อุกฤษฏ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ต้องขังในคดี มาตรา ๑๑๒ ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำในขณะนี้ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ ดิฉัน ต้องย้ำนะคะว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด คุณก้องค่ะกำลังสิ้นสุดสภาพความเป็นนักศึกษา เพราะไม่สามารถจบการศึกษาเป็นบัณฑิตได้ เพราะมหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่มีการอนุมัติ ให้มีการสอบในเรือนจำเกิดขึ้น ทั้งนี้กรณีนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าคุณอุกฤษฏ์ หรือว่าคุณก้อง ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่แรกนะคะ ดิฉันขอฝากทางท่านประธานไปยังมหาวิทยาลัย รามคำแหงให้ช่วยอนุมัติให้คุณอุกฤษฏ์สามารถสอบจบภายในเรือนจำได้ อย่าให้คำว่า เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง เป็นแค่เพียงเทคนิคในการโฆษณาจอมปลอมเท่านั้น กระบวนการยุติธรรมบ้านเราโหดร้ายแล้วค่ะ และดิฉันก็ไม่อยากเห็นกระบวนการหรือ มหาวิทยาลัยของบ้านเราระบบการศึกษาบ้านเราโหดร้ายเช่นนี้นะคะ และขอความร่วมมือ ทางกรมราชทัณฑ์เรือนจำให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วยในการจัดสอบ ซึ่งการจัดสอบ ในเรือนจำดิฉันขอย้ำว่าสามารถทำได้ค่ะแล้วก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น กรณีของคุณไผ่ ดาวดิน ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ🔗

นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ อำเภอเทิง อำเภอ พญาเม็งราย อำเภอขุนตาล ตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมมี ๑ เรื่องแต่เป็น ๒ กรณีครับ🔗

เรื่องแรกนั้นได้รับข้อร้องเรียนจากคุณฐิติพงษ์ สุขใจ ว่าจากกรณีที่น้ำป่า ไหลหลากเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ นั้น ทำให้ตลิ่งริมน้ำหงาวพังลงทับบ้านเรือนและถนน ซีเมนต์เสียหายทรุดพัง ที่บ้านโจ้โก้ หมู่ที่ ๕ บ้านตีนเป็ด หมู่ที่ ๗ บ้านปางค่า หมู่ที่ ๘ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ในลำน้ำหงาวชาวบ้านก็อยากให้ทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องน่าจะเป็นกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการสร้างแนวกันตลิ่งพัง และคืนพื้นที่ถนนทางเดิน ให้กับประชาชนครับ เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเดียวกันครับ จริง ๆ มีภาพให้ทางฝ่ายโสตครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย

ก็มีน้ำป่าไหลหลากตัดถนนเปลี่ยนทางน้ำ ทำลายที่นาของราษฎรบ้านโจ้โก้ หมู่ที่ ๕ และบ้านตีนเป็ด หมู่ที่ ๗ ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายเช่นเดียวกัน และอีกหลายหมู่บ้านเปลี่ยนทางน้ำทำให้ไร่นาราษฎรนั้น เสียหายเป็นที่นาแล้วนะครับ เป็นร่องน้ำไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ทางกรมชลประทาน กรมป่าไม้ได้ดำเนินการเกี่ยวกับร่องน้ำลำน้ำหงาวคืนสภาพเดิม แล้วทางประชาชนจะได้ จัดทำที่นาของตนเองคืนมาครับ🔗

และอีกประการหนึ่งก็ฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ เกี่ยวกับ ไม่ใช่ภาพนี้ขอลงด้วยครับ เป็นภาพใหม่ที่ให้นะครับ ไม่เป็นไร ขอบคุณมากครับ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติอุทกภัยครั้งใหญ่ ครั้งก่อนนะครับ แต่ตอนนี้ได้เยียวยาชดเชยให้กับเกษตรกรที่มีนาไปแล้วนะครับ แต่ว่า ภัยพิบัตินั้นยังไม่ได้รับการเยียวยา ก็ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการ ภายในเดือนนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ เชิญครับ🔗

นางสาวกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ชลบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กฤษฏิ์ ชีวะธรรมานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ จังหวัดชลบุรี ตัวแทนพี่น้อง ชาวบางพระ ศรีราชา สุรศักดิ์ ทุ่งสุขา และเกาะสีชัง มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานฝากไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดังนี้ค่ะ ขอให้ท่านช่วยกำชับฝ่ายปกครองอำเภอศรีราชา และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีให้ช่วยกวดขันในพื้นที่อำเภอศรีราชา ในการกระทำ ผิดกฎหมาย ๓ เรื่องดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๑ ร้านขายน้ำกระท่อม โดยเฉพาะในซอยหมู่บ้านหนองแขวะ ซึ่งมี วิทยาลัยเดินเรือแอมคอลวัดอัมพวัน โรงเรียนวัดอัมพวันตั้งอยู่ในซอยนี้มีน้ำกระท่อมขาย ไม่ต่ำกว่า ๘ ซุ้ม ในรัศมีห่างกันไม่เกิน ๒๐๐ เมตร บางซุ้มมีการแอบแฝงขายยาบ้าด้วย เป็นเหตุให้นักเรียนและเยาวชนติดน้ำกระท่อมและยาเสพติดต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๖ คนในเวลานี้นะคะ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของสถานี ตำรวจหนองขาม🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้ช่วยปราบปรามการลักดูดน้ำมันขาย หรือเขาเรียกว่าซุ้มขายหมู ตามแนวเส้นทางเลียบถนนสาย ๗ ๒ ฝั่งนะคะ ตั้งแต่แยกนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองมาจนถึง ถนนสาย ชบ.๓๐๐๙ ซึ่งมีจุดสังเกตเป็นแขวนไฟสีแดงไว้หน้าตรงปากซอยเพื่อให้รถบรรทุก ขับเข้าไปแอบลักดูดขายน้ำมันทำให้เจ้าของรถได้รับความเสียหายนะคะ🔗

เรื่องที่ ๓ การแอบเผาตามแนวรางรถไฟพื้นที่ว่างเปล่า และบริเวณฮวงซุ้ยต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้บรรพบุรุษแล้วประมาณเดือนมีนาคม จะมีการแอบเผาหญ้า เป็นระยะ ๆ ดังนั้นจึงขอให้ฝ่ายปกครองตรวจสอบอย่างเข้มงวด วันนี้จึงขอฝากท่านประธาน เรียนไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยกำชับฝ่ายปกครองและตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจจับ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ท่านปรเมษฐ์ จินา และท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เชิญท่านศุภณัฐก่อนครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนคนกรุงเทพฯ พรรคประชาชน ขอปรึกษาหารือทั้งหมด ๗ ประเด็นดังนี้ครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งถ่ายโอนถนนในกรุงเทพมหานคร ให้กรุงเทพมหานครดูแลตามแผนการกระจายอำนาจ เพื่อให้การจัดการซ่อมแซมถนน FootPath และการลอกท่อมีประสิทธิภาพโดยขอให้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจนด้วยครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งอนุญาตให้การประปาส่วนภูมิภาค ทำท่อระบายน้ำในซอยแจ้งวัฒนะ ๑ แยก ๕ เนื่องจากน้ำท่วมขังทุกปีครับประชาชนลำบาก ถ้าอนุมัติช้าจะไม่ทันหน้าฝนครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ เนื่องจากโครงการบ้านมั่นคงเป็นการให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเช่าที่จากธนารักษ์มาสร้างบ้าน แต่ทว่าการเช่าที่ดินโดยสหกรณ์ จะถือว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของเอกชนทำให้กรุงเทพมหานครไม่สามารถนำงบประมาณ ไปช่วยเหลือซ่อมแซมอะไรในพื้นที่ได้เลย ผู้มีรายได้น้อยต้องระดมเงินกันเอง ซ่อมถนน เปลี่ยนหลอดไฟ ติด CCTV กันเอง จึงขอให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงระเบียบงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในโครงการของภาครัฐด้วยครับ🔗

ประเด็นที่ ๔ ขอให้สำนักการโยธากรุงเทพมหานคร ประสานกับศาลอาญา และการรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งรัดแผนในการขยายซอยบริเวณข้างศาลอาญา เพื่อทำเป็น ทางลัดเชื่อมระหว่างถนนรัชดาและลาดพร้าวซอย ๑ และซอย ๑๕ เพื่อแก้ปัญหารถติดด้วย🔗

ประเด็นที่ ๕ ที่แฟลตตำรวจลาดยาว เขตจตุจักรมีปัญหาไฟถนนดับกว่า ๒๕ ดวง เป็นเวลานานแล้ว แล้วก็ FootPath พังหลายจุด กระทบต่อพี่น้องตำรวจและครอบครัว ที่อาศัยอยู่ จึงขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าปรับปรุงโดยด่วนครับ🔗

ประเด็นที่ ๖ ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครบริหารตลาดนัดจตุจักรไม่มีประสิทธิภาพ ขาดแผนการพัฒนา การ PR การ Marketing ที่ชัดเจน ลูกค้าลดน้อยลง ร้านค้าร้องเรียน มาโดยตลอด จึงขอให้กรุงเทพมหานครเลิกบริหารเองและจ้างให้เอกชนมืออาชีพเข้ามา บริหารแทนครับ🔗

ประเด็นที่ ๗ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องของการทุจริตไปยัง ป.ป.ช. แต่ไม่สามารถติดตามผลการดำเนินการได้อย่างสะดวก จึงขอให้ ป.ป.ช. พิจารณา ทำระบบติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนทางออนไลน์ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านปรเมษฐ์ จินา เชิญครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ ขออนุญาตนำเรียน ปัญหาของชาวบ้านผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ หน่วยงานแรกก็คง จะเป็นกรมโยธาธิการและผังเมือง ท่านผู้ใหญ่โตที่อำเภอบ้านนาเดิม ท่านได้ทำโครงการ พัฒนาแก้มลิงทุ่งปักขอ ซึ่งก็ได้ทำ ปร.๔ ปร.๕ ทำประชาพิจารณ์ ทำแผนเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ด้วยความกังวล ท่านก็พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ของท่านโดยจัดกิจกรรม เยอะแยะมากมาย ตอนนี้ก็หวังว่าทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจะได้นำโครงการแผนงาน ดังกล่าวเข้าแผนงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องที่ดินครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อยาวนานก็ขอฝากไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ช่วยเชิญทางผู้ที่รับผิดชอบ เอาหน่วยงานแรกก่อน หน่วยงานแรกก็เป็นของกรมธนารักษ์ แปลงแรกก็ได้ดำเนินการมาแล้วอย่างยาวนานนะครับ ผมติดตามมาตั้งแต่มารับตำแหน่งใหม่ ๆ แปลงของบริษัทแสงสวรรค์น้ำมันปาล์ม ซึ่งก็หมด สัมปทานแล้วก็ให้ชาวบ้านเข้าไปแบ่งกันตามหลักเกณฑ์การจัดสรร ซึ่งเป็นเวลายาวนาน แล้วก็อยากจะให้ท่านผู้ว่าแล้วก็ทางอธิบดีกรมธนารักษ์ช่วยติดตามความก้าวหน้าให้ด้วย แปลงที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องของที่สงวนบ่อถ่านศิลา เนื่องจากหลายท่านบอกว่าไม่น่าจะมีการ ออกเอกสารสิทธิให้เช่าได้ แต่ว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็ได้ไปมอบเอกสารสิทธิเข้าทำกินให้เช่าแล้ว ๓๐๐ แปลง ที่เหลือเขาก็ยังรออยู่ ก็อยากจะ ฝากให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการต่อให้กับพี่น้องประชาชนด้วย แล้วก็แปลงที่ ๓ ในส่วนของที่ป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากว่ามีการทับซ้อนกันระหว่างเขตป่าสงวนแห่งชาติ แล้วก็ที่ทำการปกครองของจังหวัดรอยต่อเขตกระบี่ แล้วก็เขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีนะครับ ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมการลงไปตรวจสอบ แล้วก็ลงไปดำเนินการให้กับชาวบ้านด้วย เนื่องจากว่าพอทับซ้อนกันจะเอาโครงการของ อบจ. ของ อบต. แล้วก็ของเทศบาลลงไป มันก็มีปัญหาว่าใครจะเซ็นระหว่างพื้นที่คร่อมแดน อยากจะให้ไปตรวจสอบด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เชิญครับ🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยครับ ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาตฝากท่านประธาน กราบเรียนไปถึงรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในภาพรวม ในการที่สหรัฐอเมริกาจะตั้งกำแพงภาษีกับประเทศไทย ท่านประธานครับ ในสไลด์ที่ ๑ ท่านจะเห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่จะเกิดขึ้น ๕ อุตสาหกรรม หลัก ๆ ท่านประธานครับ อุตสาหกรรมแรกที่จะเกิดขึ้นก็คืออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และ PCB ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีคนงานที่ทำงานอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน อุตสาหกรรมที่ ๒ ก็คืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำครับ ภาคนี้จะมีคนงานที่จะเข้าทำงานก็คือประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มที่ ๓ ก็คืออุตสาหกรรมทางภาคเกษตรเนื้อสัตว์ สินค้าแปรรูป อุตสาหกรรมที่ ๔ ก็คือ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและแผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมที่ ๕ อุตสาหกรรมยางพารา ยางรถยนต์ และถุงมือ ถุงมือยางนะครับจะมีคนงานทำงานอยู่ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ คน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาพรวมขณะนี้ใน ๕ อุตสาหกรรมนี้มีคนเข้าทำงานอยู่ประมาณ ๑ ล้านคนเศษครับ ยังไม่รวมครอบครัว เพราะฉะนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอยากจะฝาก รัฐบาลครับว่า ขอสไลด์ที่ ๒ เลยครับ สถิติที่เราได้ดุลการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาจะเห็นว่า เป็นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามอยากจะฝากทางรัฐบาลครับว่าทางท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลจะต้องตั้งทีมเจรจากับทางรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้แล้วแถลงให้ประชาชนทราบ แถลงสร้างความมั่นใจให้กับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศว่าจะเดินหน้าในการที่จะแก้ไข ปัญหาการตั้งกำแพงภาษีในครั้งนี้ของสหรัฐอเมริกาอย่างไร เพื่อส่งผลกระทบกับประเทศไทย ให้น้อยที่สุดครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ต่อด้วยท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล ต่อด้วย ท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติครับ มีเรื่องหารือผ่านท่านประธานสภา ไปเรื่องเดียวครับ ขออนุญาตหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ🔗

เรื่องถนนเป็นถนนที่สร้างมาตั้งแต่โบราณครับ สมัยสงครามญี่ปุ่นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช คือถนนเชื่อมระหว่างตัวเมืองนครศรีธรรมราชกับอำเภอปากพนัง แล้วต่อมา ถนนได้รับการพัฒนามาเป็นระยะครับ จนสุดท้ายถนนเส้นนครศรีธรรมราช ปากพนังนี้ได้ถูก พัฒนาเป็นถนน ๔ ช่องจราจร มีเกาะกลางถนนเรียบร้อย ระยะทางถนนประมาณสัก ๓๕ กิโลเมตร แต่ท่านประธานครับที่ประหลาดก็คือเริ่มต้นถนนจากเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช ออกไปจากตัวเมืองเส้นทางนี้ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรยังเป็น ๔ ช่องจราจรแบบตีเส้นอยู่ คือตลอดสายตอนปลายเรียบร้อยหมดเหลือตอนต้นทางอย่างเดียว ใครที่ผ่านไปมาจะเลี้ยวขวา เข้าอำเภอปากพนัง จะเลี้ยวเข้าอำเภอปากพนังจะรู้สึกครับว่าถนนเส้นนี้เริ่มต้นเป็นถนนที่ ไม่มีเกาะกลาง เพราะฉะนั้นค่อนข้างจะอันตรายในการเดินทางมากกว่าถนนที่มีเกาะกลาง ประชาชนไปสอบถามกับแขวงการทาง เขตการทาง ท่านทราบไหมครับว่าถนนเส้น ๔ ช่อง จราจรสร้างเสร็จมาเกือบ ๑๐ กว่าปีแล้ว แต่ท่อนแรกที่เหลืออยู่ประมาณ ๒ กิโลเมตร จนบัดนี้ยังไม่เคยออกแบบการก่อสร้าง ยังไม่เคยวัดเลยถนนที่เหลือผิดปกติอยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านไป ติดตามให้ด้วยครับ ประชาชนเบื่อที่จะติดตามกับส่วนราชการของท่านแล้ว แล้วก็เรียนย้ำ กับท่านประธานไว้นิดนะครับ ผมหารือวันนี้ผมอยากได้คำตอบจริง ๆ เป็นเอกสารจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญครับ🔗

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม คนนครสวรรค์ ท่านประธานครับวันนี้ผมขอนำเรียนหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ พูดกันมาประมาณเกือบ ๒ เดือนแล้วครับ ราคาข้าวกิโลกรัมละ ๒๒ บาทตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม วันนี้มกราคมจะสิ้นเดือนแล้วเหลือกิโลกรัมละ ๑๔ บาทครับ เกษตรกรชาวนาเคยได้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ตอนนี้เหลือ ๗,๐๐๐ บาท ลงไป ๓,๐๐๐ บาท ท่านลองนึกดูครับ ต้นทุน เขาหายไปเลยครับ ทุนยังไม่ค่อยจะได้คืน ข้าวถึงเวลาเกี่ยวก็ยังต้องเกี่ยวครับ ขณะนี้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงการคลัง ที่จะหาโครงการมา Support เรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ยังไม่มี ราคามันสำปะหลัง ก็เช่นกันครับ แต่ยังโชคดีมันสำปะหลังยังชะลอการขุดได้ครับ ถ้ายังไม่มีชะลอการขายก็ขอ เรียนท่านประธานไปถึงพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกมันทั้งประเทศท่านชะลอการขุดนิดหนึ่งเพื่อให้ ผู้ประกอบการมันที่ซื้อมัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแป้งมัน ลานมันทั่วไปเขาขาดสินค้านิดหนึ่ง ราคา จะได้กระเตื้องขึ้นมานิดหนึ่งก็เป็นการช่วยเหลือตัวเอง ในเมื่อรัฐบาลยังไม่มีโครงการอะไร มารองรับก็ต้องช่วยตัวเองไปก่อนครับ ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ เรื่อง PM2.5 ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

PM2.5 ทุกวันนี้หนาแน่นมาก เกิดจากหลายประเด็นครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเกิดมลภาวะพิษจากการเผา เกิดจากต่างประเทศ เกิดจาก มลภาวะเรื่องของยานพาหนะ จากการเผานี่ละมันเป็นอะไรที่แก้ยากมากนะครับตอนนี้ กระทรวงมหาดไทยก็ขันน็อตไปที่ผู้ว่า ไปที่นายอำเภอครับ แล้วก็ลงไปถึงพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศไทยให้เข้มงวดกวดขันทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลว่าอย่าเผา แต่ว่าก็ไม่ได้ใส่ข้อมูลหรืออะไรลงไปว่าอย่าเผาแล้วมีหนทางแก้อะไร อย่างไรครับ ก็ฝากเรียนท่านประธานไปถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กระทรวง พาณิชย์ด้วยครับว่าไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทเพิ่มเป็น ๑,๒๐๐ บาท เพิ่มค่าไถได้ไหมครับ เพิ่มค่าไถให้เกษตรกรที่ทำนาทำไร่หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วนี่ ไถแล้วอย่างน้อยผมก็เชื่อว่า มันจะลดการเผาไปได้เยอะเลยเพราะมันไถไปหมดแล้ว มันก็จะไม่มีฝุ่น มีควัน มีหิมะดำ ที่ลอยไปทั่วอากาศจนเป็นมลภาวะถึงทุกวันนี้ ส่วนในข้ามแดนก็เหมือนกันครับฝากไปถึง กระทรวงพาณิชย์ครับเขียน TOR นิดหนึ่งครับผู้ที่นำข้าวโพดเข้ามานี่ ถ้าซื้อพื้นที่ไหน ของต่างประเทศนี่ขอให้ทาง GISTDA ไปตรวจสอบจุด Hotspot ที่เกิดกลุ่มความร้อนที่ท่าน ซื้อจากตรงนั้นแล้วก็ขอให้ตัดแต้มจากการนำเข้ามาบ้างครับ เขาจะได้ช่วยกันรักษาจากฮับ ต่างแดนได้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ ครับ🔗

นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมุทรปราการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมนายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ปภ. จังหวัดสมุทรปราการ อบจ. จังหวัดสมุทรปราการ และผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาลงพื้นที่ หาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนมากกว่าให้ อปท. ใช้งบประมาณยกถนน ๔๐ เซนติเมตร เพราะ ๕-๑๐ ปีมันก็ท่วมเหมือนเดิมครับ สูญเสียงบประมาณการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ คนชาวพระสมุทรเจดีย์ครับ🔗

เรื่องที่ ๒ จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเด็กชาย ๘ ขวบถูกแรงงานข้ามชาติเถื่อน ฆาตกรรม ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตแสดงความเสียใจกับครอบครัวน้องไทม์ด้วยครับ ปัญหา แรงงานข้ามชาติเถื่อนผมเคยปรึกษาหารือผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนะครับ รวมถึงปัญหา แรงงานข้ามชาติประกอบอาชีพต้องห้ามในอำเภอพระสมุทรเจดีย์และตำบลบางจากในอำเภอ พระประแดง ซึ่งต้องขอขอบคุณนะครับเมื่อวันที่ ๒๔ ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น สส. เซีย จำปาทอง เจ้าหน้าที่กรมจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. พระสมุทรเจดีย์ และ ฝ่ายปกครองของอำเภอพระสมุทรเจดีย์ได้ลงพื้นที่กับผมสุ่มตรวจแรงงานข้ามชาติก็ได้พบ ๑ ราย แล้วก็อยากจะฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันสม่ำเสมอ เพราะเคสพวกนี้ มีมากมายนะครับจนนำมาสู่การสูญเสียครับ🔗

เรื่องที่ ๓ การติดตามขอขยายเวลาเส้นทางติดเวลาของรถบรรทุกนะครับ ตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผมต้องบอกอย่างนี้ครับผมเคยเสนอตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เรียกว่าการปรึกษาครั้งนั้นครั้งแรกของผมในฐานะ สส. ในเวทีประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัด และอนุกรรมการจราจรจังหวัดสมุทรปราการ แต่ข้อเสนอเหล่านี้กลับถูก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ไปใช้ ล่าสุดเมื่อวานขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวครับ ล่าสุดนะครับ เมื่อวานก็เกิดเหตุสลดใจในซอยบุญเลิศพัฒนาที่ผมได้มีการพูดไว้ครั้งที่แล้วกับ พ.ร.บ. ปัญหา หน้าบ้าน เกิดการสูญเสียเช่นเดียวกัน เกิดอุบัติเหตุเรื่องรถบรรทุกติดสุรา ผมก็เลยอยาก จะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านท่านประธานแก้ปัญหานี้เถอะครับ เพราะว่าสุดท้ายนี้นะครับ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมทำหน้าที่โดยเป็นปากเป็นกระบอกเสียงแทน ประชาชนแล้ว แล้วท่านที่มีอำนาจโดยตรงมีงบประมาณเป็นฝ่ายบริหารท่านทำอะไรอยู่ครับ ประชาชนเดือดร้อน ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไป ท่านวีรภัทร คันธะ ท่านธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ต่อด้วยท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญท่านวีรภัทร คันธะ ครับ🔗

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมวีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคประชาชน วันนี้ขออนุญาตปรึกษาหารือสักนิดหนึ่งนะครับ ขอสไลด์เลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

ท่านประธานจากภาพที่ท่านเห็น เป็นภาพถนนที่ชำรุดนะครับ ก็มีการปล่อยปละละเลยทิ้งมาเป็นระยะเวลานานจนตอนนี้ ข้อความเต็ม Inbox ใน Page เฟซบุ๊กของผมว่าเมื่อไรถนนนี้จะเสร็จนะครับ เป็นถนน สุขสวัสดิ์ ๖๔ ยาวตั้งแต่ปากซอยไปจนถึงที่สุดเขตบางผึ้งรอยต่อเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร แล้วก็สุขสวัสดิ์ ๗๐ วันก่อนผมถามเข้าไปในกลุ่มที่มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเขาก็บอกว่า ตอนนี้เจอปัญหาต้องประสานกับการไฟฟ้าต้องรอย้ายเสา แล้วสุดท้ายก็คือชาวบ้านเห็นว่า ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น อย่างไรก็ขออนุญาตฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗

เรื่องถัดมาครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานทราบดีในช่วงที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ซึ่งถ้าท่านประธานเห็นจากภาพ คือสะพานภูมิพลแล้วก็เป็นข่าวที่ลง ว่าสมุทรปราการมีค่า PM2.5 เยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ แม้แต่คุ้งบางกระเจ้าปอดของ กรุงเทพฯ แต่สงสัยปอดของกรุงเทพฯ จะเอากันไม่อยู่ก็มีค่า PM2.5 ที่หนักมากจนโรงเรียน ต้องปิดทำการหลายโรงเรียน ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาล รวมถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก็หน่วยงานท้องถิ่น บูรณาการร่วมกันเพื่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนทำอย่างไรก็ได้ ผมในฐานะ สส. พื้นที่เห็นน้อง ๆ ที่มีเลือดกำเดาไหลก็เป็นห่วง ก็เห็นว่าเดี๋ยวหลังวันที่ ๒๙ เป็นต้นไปสภาพอากาศจะเป็นเหมือนเดิมนะครับ ก็คือสภาพอากาศเป็นโดมปิด ดังนั้นแล้ว ก็ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ เร่งแก้ปัญหาระยะยาวร่วมกันนะครับ🔗

ท่านประธานครับ ในส่วนสุดท้ายเรากำลังจะมีการเลือกตั้ง อบจ. เร็ว ๆ นี้ ผมฝากไปถึงท่านประธานช่วยเป็นหูเป็นตา เป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน หรือเป็นประชาชนเดินทางไปใช้สิทธิใช้เสียงกันนะครับ ทั้งนี้อย่างที่เคยเรียนไปการเลือกตั้ง วันเสาร์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นถ้าหากท่านประธานจะช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง เพื่อประชาสัมพันธ์ว่าการกลับไปเลือกตั้งเป็นหน้าที่ แล้วครั้งนี้ทางกระทรวงแรงงานก็บอก มาเองไม่ถือว่าเป็นวันลา ดังนั้นช่วยกันประชาสัมพันธ์สักนิดหนึ่งจะเป็นพระคุณมาก ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เชิญครับ🔗

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต ๑ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ดิฉันมีหัวข้อหารือต่อท่านประธานสภาไปยังหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังต่อไปนี้นะคะ จากการที่ดิฉันได้จัด ประชุมรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนชาวบ้านบางอินทร์ และได้รับเรื่องร้องทุกข์ จากผู้นำท้องถิ่น ตำบลบางขุนไทร โดยมีนายสุชาติ รุ่งเพียร นายก อบต. บางขุนไทร นายชัยวัฒน์ หว่านผล นายก อบต. ปากทะเล นายเอกชัย เตียเจริญ นายก อบต. บางแก้ว และผู้นำชุมชน พร้อมทั้งชาวบ้านเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนจากการขุดลอกทางเดินเรือ เนื่องด้วยจังหวัดเพชรบุรีมีคลองที่ประชาชนใช้สำหรับสัญจรออกทะเลและทำมาหากิน เป็นจำนวนมาก และในช่วงมรสุมทะเลเกิดพายุทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรและ ทำมาหากินได้ เนื่องจากคลองปิดจึงได้ประสานไปยังหน่วยงานกรมเจ้าท่า เพื่อเร่งแก้ไข ปัญหาดังกล่าวการขุดลอกคลอง แต่เนื่องด้วยกรมเจ้าท่ามีงบประมาณสำหรับการขุดลอกคลอง อย่างจำกัด และอีกทั้งเรื่องการขนย้ายเครื่องในการขนส่งยังใช้ระยะเวลานาน เพราะต้องรอ การขนย้ายขุดจากจังหวัดข้างเคียงทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนในการ ประกอบอาชีพและจังหวัดเพชรบุรีมีคลื่นลมพายุแรงทำให้เกิดปัญหาอยู่ตลอดเวลาค่ะ แม้ขุดลอกคลองไปแล้ว แต่ด้วยระยะเวลาประมาณ ๒ ๓ เดือนปัญหาเก่าก็จะกลับมาทำให้ ชาวเรือทำมาหากินลำบากเพราะคลองตื้นเขิน เพราะโคลนจะถูกพัดมากับลม มีการสะสม ของโคลนตะกอนเป็นจำนวนมาก ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี จึงขอนำเรียนฝากท่านประธานสภาไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขอจัดสรร งบประมาณในการขอซื้อเรือขุดให้มีประจำของจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายทะเล สามารถใช้เรือขุดในการขุดคลองได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดพายุมรสุมทะเล โดยไม่ต้องรอการขนย้าย เรือขุดเพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติคลื่นลมพายุแรงได้อย่างทันท่วงที สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนทุกท่านมาเที่ยวงานประจำปีของจังหวัดเพชรบุรี คืองานพระนครคีรี ครั้งที่ ๓๘ ที่จะจัดขึ้นช่วงวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒ มีนาคม พร้อมทั้งมารับชมการแสดงที่ลาน ร.๔ เพลิดเพลินกับแสงสีเสียงด้วยนะคะ ขอขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญครับ🔗

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ บางรัก และดุสิต ท่านประธานครับ วันนี้ก็วันตรุษจีนขออนุญาตอวยพรสั้น ๆ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ นะครับ ท่านประธานต่อมาผมขอนำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาร้องเรียน ต่อสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ก็จะเป็นปัญหาเรื่องเกี่ยวกับกัญชาในพื้นที่ ปัจจุบันในเขตผม ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราช ข้าวสาร หรือสีลมนะครับ ก็มีการเปิดร้านกัญชาเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเองก็เข้าใจดีว่าร้านกัญชาก็ได้นำเศรษฐกิจ มาให้กับชาวไทย แล้วก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาใช้บริการจำนวนค่อนข้างมากนะครับ แม้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง แต่ถ้าว่านั้นก็มีปัญหาที่ตามมาก็คือนักท่องเที่ยว จำนวนไม่น้อยก็ยังใช้กัญชาในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย ก็อยากจะฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงาน กรุงเทพมหานคร ให้ทำงานเชิงรุกและร่วมมือกันอย่างจริงจังด้วยมาตรการต่อไปนี้นะครับ🔗

๑. ไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายแจ้งเตือนให้ความรู้ในภาษาต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว ว่าให้ใช้ในที่ปิด ไม่อย่างนั้นจะสร้างความรำคาญความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะมีแหล่งท่องเที่ยวแล้วก็ที่พักอาศัยชุมชนอยู่รวมกัน เราก็ต้องหาจุดสมดุล ให้อยู่ร่วมกันได้🔗

๒. กำหนดให้ร้านกัญชามีหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ของร้านนี้ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติว่าขอความร่วมมือไม่ให้ใช้ในพื้นที่สาธารณะ🔗

ข้อสุดท้ายจัดแผนการบังคับกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะว่าชาวบ้านไปร้องเรียน กับตำรวจก็เข้าใจว่าตอนนี้กัญชาถูกกฎหมายแล้ว ตำรวจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ก็อยากให้มี ข้อบังคับที่ชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุดท้ายสำหรับวันนี้นะครับ ท่านนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร เชิญครับ🔗

นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๙ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จิราพร สินธุไพร ค่ะ เรื่องกองทุนหมู่บ้านค่ะท่านประธาน อำเภอราศีไศล มีทั้งหมด ๑๙๐ หมู่บ้าน เนื่องจากกองทุนหมู่บ้านเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยไม่เคยมีปัญหาสมาชิก ที่กู้ยืมเงินนี้ส่วนมากเป็นอาชีพเกษตรกร เงินที่ได้ไปนั้นเขาจะเอาไปลงทุนกัน ที่ผ่านมานี้ เกิดปัญหาสมาชิกไม่ยอมจ่ายเงินกองทุนหมู่บ้านเพราะว่าได้มีคณะกรรมการเครือข่ายกองทุน หมู่บ้านอำเภอราษีไศลไปตั้งข้อบังคับขึ้นมาว่าใครที่จะกู้เงินจะต้องจ่ายค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งมันไม่มีในระเบียบเลย แรกเข้าในการทำฌาปนกิจสงเคราะห์คนละ ๒๐ บาท และจ่ายเพิ่ม อีก ๑๐ ศพ ต่อ ๓๐๐ บาท ท่านคะขณะนี้สมาชิกที่ถูกบังคับไปแล้วประมาณ ๓,๐๐๐ คนค่ะ ถ้าหากว่าใครไม่เข้าเป็นสมาชิกฌาปนกิจจะไม่มีการปล่อยเงินกองทุนกู้ยืมนี้ออกมา แล้วฌาปนกิจ ตัวนี้ตั้งโดยผิดกฎหมาย และมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นเพราะว่าคนที่เสียชีวิตไม่สามารถได้ค่าชดเชย จากการที่ตั้งไว้ว่าศพละ ๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันฝากท่านจิราพร สินธุไพร รีบลงไปสำรวจหรือ ตรวจให้พี่น้องชาวราษีไศลด้วยค่ะ เดือดร้อนมากค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เป็นอันจบผู้ปรึกษาหารือนะครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๑๑ ท่าน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้องค์ประชุมที่มาลงชื่อเข้าร่วมประชุมแล้วทั้งสิ้น ๒๗๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม รับทราบ วันนี้มี ๒ ๓ เรื่องด้วยกัน🔗

- รับทราบเรื่อง วุฒิสภาได้ลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน จำนวน ๒ ฉบับ🔗

ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมวุฒิสภาได้มี มติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษีอากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ และร่างที่ ๒ คือร่างพระบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ จึงต้องขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรื่องต่อไปครับเป็นเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ🔗

รับทราบเรื่องข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการกิจการสภา ผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับแนวทางและมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่รัฐสภา🔗

ด้วยคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม โดยขอให้สมาชิกไม่นำผู้ติดตามเข้ามาบริเวณห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยกเว้นจะได้รับ อนุญาตจากประธานในที่ประชุม และการจอดรถบริเวณชั้น B2 ในช่องจอดรถของสมาชิก ขอความร่วมมือให้สมาชิกจอดบริเวณชั้น B2 นี้ให้จอดในที่ประจำหมายเลขของตัวเองเท่านั้น ก็ฝากเจ้าหน้าที่ช่วยเข้มงวดกวดขันด้วยนะครับ จึงต้องขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ🔗

ถัดไปครับ ในวันพรุ่งนี้ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา หลังจากเลิกการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรแล้วจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๗ ของหน่วยประจำชาติไทย ในสหภาพรัฐสภา และหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก และ หน่วยประจำชาติไทยในสมัชชารัฐสภาอาเซียน จึงขอเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาในฐานะสมาชิก หน่วยประจำชาติไทยเข้าร่วมประชุมดังกล่าวด้วยนะครับ หมายความว่าพรุ่งนี้ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเราก็จะสิ้นสุดเลิกกันที่เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา แล้วหลังจากนั้นก็จะมีประชุม หน่วยประจำชาติไทยต่าง ๆ ทั้ง ๓ หน่วย จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน🔗

- ร่างพระบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๐ เมื่อวันพุธที่ ๒๒ มกราคม ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติในวาระที่หนึ่งในชั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ ได้รับรองไปแล้ว จากนั้น ตัวผมเองซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุม เพื่อให้มาดำเนินการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญกันในวันนี้ ก็จะขอดำเนินการต่อจากที่ค้างไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขอเชิญกำหนดจำนวนกรรมาธิการนะครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ กรรมาธิการจำนวน ๓๑ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอผู้รับรองสักนิดนะครับ ช่วยยกมือกันหน่อยนะครับ ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุม ได้กำหนดสัดส่วนกรรมาธิการวิสามัญ จำนวนทั้งสิ้น ๓๑ ท่าน สัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๗ ท่าน แล้วก็สัดส่วนของ สส. เรา ๒๔ ท่าน เชิญท่านรัฐมนตรีเสนอชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๒. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ๓. นายเทอดไชย ระลึกมูล ๔. นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ๕. นายวสันต์ จีนหลง ๖. นายกฤชสฤษฎ์ ปิดตามาตา ๗. นายขุนศรี ทองย้อย ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเป็นสัดส่วนกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคการเมือง ก็จะเป็นดังนี้นะครับ พรรคประชาชน จำนวน ๗ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๗ ท่าน ภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคกล้าธรรม ๑ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน และพรรคประชาชาติ ๑ ท่านนะครับ ก็ขอเชิญแต่ละพรรคได้เสนอรายชื่อกรรมาธิการตามสัดส่วน เริ่มที่ทางพรรคประชาชนก่อน เชิญครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโคนม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาชน ๗ ท่าน ๑. นายสมดุลย์ อุตเจริญ ๒. นายปรีติ เจริญศิลป์ ๓. นายสาธิต ทวีผล ๔. นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ ๕. นายนที โดดสูงเนิน ๖. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ๗. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๒. นายรชตะ ด่านกุล ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก ๔. นายธนศาล คำเรืองฤทธิ์ ๕. นายอำนาจ วิชัย ๖. นายอโณทัย ดวงดารา ๗. นางกาญจนา กาญจนสุคนธ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพคะ ขอเสนอรายชื่อสัดส่วนในนามพรรคภูมิใจไทย ดิฉัน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสังคม แดงโชติ ๒. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ๓. นางสาวกาญจนาพร เหลืองขจรวิทย์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปรวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่าน เชิญครับ🔗

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ พรรครวมไทยสร้างชาติค่ะ ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ท่านสุบิน ป้อมโอชา ค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือ ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคกล้าธรรม ๑ ท่านครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนพรรคกล้าธรรมคือ คุณกฤดิทัช แสงธนโยธิน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่านครับ🔗

นายสุธรรม จริตงาม นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุธรรม จริตงาม สส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ คือนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา เชิญครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน คือท่านสรชัด สุจิตต์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคประชาชาติ ๑ ท่าน เชิญครับ🔗

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๑ ท่าน คือนายสูฮัยมี ลือแบซา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นางสาวศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ๒. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ๓. นายเทอดไชย ระลึกมูล ๔. นายถนัดกิจ นิวาทวงษ์ ๕. นายวสันต์ จีนหลง ๖. นายกฤชสฤษดิ์ ปิดตามาตา ๗. นายขุนศรี ทองย้อย ๘. นายสมดุลย์ อุตเจริญ ๙. นายปรีติ เจริญศิลป์ ๑๐. นายสาธิต ทวีผล ๑๑. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ๑๒. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง ๑๓. นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ ๑๔. นายนที โดดสูงเนิน ๑๕. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๑๖. นายรชตะ ด่านกุล ๑๗. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนพงษ์ วันจันทึก ๑๘. นายธนศาล คำเรืองฤทธิ์ ๑๙. นายอำนาจ วิชัย ๒๐. นายอโณทัย ดวงดารา ๒๑. นางกาญจนา กาญจนสุคนธ์ ๒๒. นายสังคม แดงโชติ ๒๓. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ๒๔. นางสาวกาญจนาพร เหลืองขจรวิทย์ ๒๕. นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๒๖. นายสุบิน ป้อมโอชา ๒๗. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ๒๘. นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน ๒๙. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ๓๐. นายสรชัด สุจิตต์ และ ๓๑. นายสูฮัยมี ลือแบซา🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับเราได้กำหนดวันแปรญัตติล่วงหน้าไว้ ๗ วัน แต่เนื่องจากว่า ๗ วันนับตั้งแต่วันที่เรารับหลักการ ทีนี้เรารับหลักการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วเราเพิ่งจะมาตั้งกรรมาธิการในสัปดาห์นี้นะครับ นั่นหมายความว่าวันแปรญัตติของเรา จะไม่เหลือแล้ว ก็จะถามที่ประชุมว่าที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างอื่นให้มีการขยายวันแปรญัตติ เพิ่มหรือไม่อย่างไร เลขาวิปครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ผมเสนอว่าเห็นด้วย กับที่ท่านประธานยกประเด็นขึ้นมาว่าเรามีการตั้งกรรมาธิการกับการรับหลักการคนละ สัปดาห์กัน ถ้า ๗ วันไม่น่าพอ ปกติแล้วเราจะใช้กรอบระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน เพราะฉะนั้น ถ้าเพิ่มอีก ๑ อาทิตย์ ผมเสนอว่าครั้งนี้เราเสนอเป็น ๒๑ วันไหมครับ เสนอกับเพื่อนสมาชิก ว่าขอเสนอเป็น ๒๑ วัน เพื่อให้เป็นกรอบ ๑๕ วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไปครับท่านประธาน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดเวลาการแปรญัตติภายใน ๒๑ วัน นับตั้งแต่วันที่รับหลักการ เนื่องจากว่ามีการรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ มากกว่า ๑ ฉบับ ดังนั้นขอเชิญท่านสมาชิกเสนอว่าจะใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับใดเป็นหลัก ในการพิจารณาในวาระที่สองตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสาม เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอใช้ ร่างของท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน เป็นร่างหลักในการพิจารณาครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ไม่มีนะครับ ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้ร่างของท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน เป็นหลักในการพิจารณา ในวาระที่สองนะครับ ต่อไปครับ ระเบียบวาระที่เห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณา ก็ได้พิจารณา ไปเรียบร้อยทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะครับ ต่อไปครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ร่างพระบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ด้วยในคราวประชุมเมื่อวันพุธที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘ นะครับ ที่ประชุมได้มี มติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระนี้ออกไปพิจารณาในวันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ คือสัปดาห์หน้านะครับ ดังนั้นก็ขอดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไปเลยนะครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

ในคราวประชุมเมื่อวันพุธที่ ๑๘ กันยายน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เลื่อน การพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ และเรื่องด่วนที่ ๒ ออกไป เพื่อรอพิจารณาพร้อมกับ ร่างพระบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกัน และในคราวประชุมในวันพุธที่ ๒๒ มกราคมนะครับ ที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๓ ออกไปก่อน เพื่อรอพิจารณา พร้อมกับร่างบัญญัติที่จะเสนอเข้ามาโดยคณะรัฐมนตรีนะครับ ดังนั้นก็จะขอดำเนินการ ตามระเบียบวาระต่อไปเลยนะครับ🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ท่านสมาชิกเนื่องจากว่ามีร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ซึ่งท่าน สส. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และคณะเป็นผู้เสนอ แต่ว่ายังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระนะครับ ซึ่งผมเห็นว่า ทั้ง ๒ ฉบับนี้สามารถพิจารณาและลงมติรวมกันได้ เนื่องจากว่าร่างของท่านสุรเชษฐ์กับคณะ ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระนะครับ และข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ที่ประชุมต้องพิจารณา เฉพาะเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ก็จะขอปรึกษากับที่ประชุมนะครับ เพื่อขอนำร่างทั้ง ๒ ฉบับมาพิจารณาพร้อมกันและลงมติ ในวาระที่หนึ่งรวมกันตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และข้อ ๒๘ และข้อ ๑๑๗ วรรคสามนะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีก็ขอดำเนินการตามนี้ นำทั้ง ๒ ร่าง มาพิจารณาพร้อมกันนะครับ สำหรับร่างที่ยังไม่ได้บรรจุอยู่ในระเบียบวาระก็จะให้ทางเจ้าหน้าที่ ได้แจกเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไปนะครับ ด้วยทางคณะรัฐมนตรีและสมาชิก ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๓ (๑) และ (๒) โดยร่างของคณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ส่วนร่างของท่านสุรเชษฐ์ และคณะเป็นร่างที่มีหลักการทำนองเดียวกันกับร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีซึ่งได้จัดให้ มีการรับฟังความคิดเห็นไว้แล้ว ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ได้จัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นซ้ำอีก โดยให้นำรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นจากร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี มาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง และประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการรับฟังความคิดเห็นและ วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ ได้มีผู้ขอเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงจะมีด้วยกัน ๓ ท่านก็จะอนุญาตให้ทั้ง ๓ ท่านเข้าร่วมชี้แจงด้วยนะครับ ท่านที่ ๑ ท่านปัญญา ชูพานิช ท่านผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนขนส่งและจราจร ท่านที่ ๒ ท่านจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ท่านที่ ๓ ท่านโพธิ์ไทร บุญซ้อน หัวหน้าฝ่ายกฎหมายที่ ๔ กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ต่อไปครับ ขอเชิญ ท่านผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผลตามลำดับได้เลยนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

หลักการก็คือ ๑. ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการระบบตั๋วร่วมเพื่อสนับสนุนการให้บริการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสารค่ะ เหตุผลค่ะท่านประธาน โดยในสถานการณ์ ปัจจุบันการขนส่งผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะและการบริการที่มีความหลากหลาย โดยให้ผู้บริการแต่ละรายมีต้นทุนในการจัดการแล้วก็บริหาร รวมทั้งการจัดเก็บผู้โดยสาร หรือค่าธรรมเนียมของตนเองอันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของการให้บริการขนส่งสาธารณะ อยู่ในอัตราที่สูงและประชาชนผู้ใช้บริการต้องรับผิดชอบต้นทุนค่ะ เหตุผลดังกล่าวผู้ประกอบการ ทุกระบบนอกจากจะมีต้นทุนและภาระของประชาชนแล้วยังทำให้เกิดความไม่สะดวกในการ ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายแก่พี่น้องประชาชน ผู้ใช้บริการโดยใช้บัตรโดยสารใบเดียวและเดินทางได้ทุกระบบของการบริการขนส่งสาธารณะ อันเป็นการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรมในการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคล มาเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการที่จะเดินทาง โดยรถขนส่งสาธารณะ แล้วก็การเดินทางดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่อง ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะทำให้ภาวะโลกร้อนตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนั้น ยังจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการจัดทำและการจัดการบริการโดยสารอันจะเป็น ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนจึงสมควรให้มีการบริหารจัดการกำหนดรูปแบบในระบบตั๋วร่วม โดยมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมในการดำเนินการ การพัฒนาและการส่งเสริม ในการบริหารจัดการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขออนุญาต ได้อธิบายความถึงสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีหลักการสำคัญอยู่ ๕ ประเด็นค่ะ🔗

ประเด็นแรก ก็จะเป็นการจัดทำมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม เพื่อให้เป็นมาตรฐานกลาง โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนและการขนส่งการจราจรหรือ สนข. เป็นหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมและใช้เป็นมาตรฐานกลาง สำหรับการบริการระบบตั๋วร่วมในอนาคต และสำหรับผู้ให้บริการปัจจุบันที่จะเข้าสู่ระบบ การบริการตั๋วร่วมตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นการกำหนดอัตราโดยสารร่วมกันโดยเป็นอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจะต้องนำอัตราค่าโดยสารร่วม ไปใช้บังคับในการทำสัญญาสัมปทานขนส่งสาธารณะในอนาคตอีกด้วยค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๓ ก็จะมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม เพื่อสนับสนุน ให้การดำเนินงานการพัฒนาและการส่งเสริมเกี่ยวกับระบบการจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้ง ให้มีการกู้ยืมแก่เอกชนที่ประกอบกิจการตั๋วร่วม🔗

ประเด็นที่ ๔ ผู้ประกอบการที่จะมีสิทธิขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริม ระบบตั๋วร่วมจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ หากผู้ประกอบการ รายใดไม่ขอรับใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ ก็จะมีผลทำให้ไม่มีสิทธิในการได้รับสนับสนุน จากเงินกองทุนดังกล่าว🔗

ประเด็นที่ ๕ ในกรณีที่มีความจำเป็นให้ตราพระราชบัญญัติกฎษฎีกา กำหนดให้มีการประกอบกิจการขนส่งสาธารณะใดเป็นกิจการที่ต้องใช้ระบบตั๋วร่วม แล้วจะต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อรักษาการให้บริการระบบตั๋วร่วม หรือเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมระบบตั๋วร่วมเพื่อป้องกันความเสียหาย ต่อสาธารณะ ซึ่งก่อนการตราพระราชกฤษฎีกาจะต้องจัดให้มีการเจรจาและทำความตกลงร่วมกัน สำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะที่จะถูกบังคับ รวมทั้งการดำเนินการรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนตามความเหมาะสมและนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบในการพิจารณา นอกจาก สาระสำคัญและประเด็นแล้ว ดิฉันขออนุญาตได้พูดถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีทั้งหมด ๗ หมวด และมีบทเฉพาะกาล ๕๔ มาตรา ขอสรุปแต่ละหมวดเพื่อให้ท่านสมาชิก ได้เข้าใจตามรายละเอียดนะคะ🔗

โดยหมวดแรก จะเป็นหมวดของคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมอยู่ใน มาตรา ๕ ถึงมาตรา ๑๒ ซึ่งจะมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม มาตรฐานทางเทคโนโลยี หลักเกณฑ์วิธีการ การคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม รวมทั้งกำหนดนโยบายการนำส่งเงินเข้ากองทุนและการใช้จ่ายเงินกองทุนค่ะ🔗

หมวดที่ ๒ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมจากมาตรา ๑๓ ถึง มาตรา ๓๐ แบ่งเป็น ส่วนที่ ๑ ก็จะเป็นเรื่องของการกำกับดูแลโดยให้ สนข. รับผิดชอบ งานธุรการของร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด มีอำนาจหน้าที่ในกำกับดูแลแล้วก็บริหารกิจการ ระบบตั๋วร่วม ในส่วนที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมให้มีการขออนุญาต ออกใบอนุญาต แล้วก็ต่ออายุใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่รัฐมนตรี ได้เป็นผู้กำหนด โดยใบอนุญาตประกอบกิจการตั๋วร่วมมีอยู่ ๓ ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ ๑ ก็คือใบอนุญาตประกอบกิจการศูนย์บริหารการจัดการซึ่งเป็นรายได้กลาง ใบอนุญาตที่ ๒ กำหนดให้มีการบริการออกบัตรชำระค่าโดยสารโดยมีระบบตั๋วร่วม และหลักเกณฑ์ข้อที่ ๓ ก็คือใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วมค่ะ🔗

หมวดที่ ๓ เป็นเรื่องของอัตราค่าโดยสารอยู่ในมาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๓ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณอัตราโดยสารร่วม โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ความเสมอภาคและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง🔗

หมวดที่ ๔ เป็นเรื่องของกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมอยู่ในมาตรา ๓๔ ถึง มาตรา ๓๘ ให้มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมขึ้นใน สนข. โดยมีวัตถุประสงค์ในการ สนับสนุนการดำเนินงาน การพัฒนาและการส่งเสริมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งให้การกู้ยืมเงินแก่เอกชนที่ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ บริหารกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมโดยทำหน้าที่กำหนดนโยบายดูแลแล้วก็กำกับบริหาร ติดตามให้การดำเนินงานของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์🔗

หมวดที่ ๕ เป็นเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่อยู่ในมาตรา ๓๙ ให้มีอำนาจ และหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าไปในสถานที่ประกอบการ สถานที่ตั้ง หรือสถานที่รวบรวม เพื่อประมวลข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบกิจการในระบบตั๋วร่วมทั้งหมดค่ะ🔗

หมวดที่ ๖ มาตรการในเรื่องของการปรับพินัยอยู่ในมาตรา ๔๐ ถึงมาตรา ๔๖ เป็นการกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัยแทนการลงโทษปรับทางปกครอง🔗

หมวดที่ ๗ เป็นโทษทางอาญาอยู่ในมาตรา ๔๗ ถึงมาตรา ๕๑ และบทเฉพาะกาล มาตรา ๕๒ ถึงมาตรา ๕๔🔗

ภาพรวมทั้งหมดของร่างพระราชบัญญัติการบริหารระบบจัดการตั๋วร่วมค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ทั้งหลักการและเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติ ระบบการจัดการตั๋วร่วมในวันนี้ ในนามคณะรัฐมนตรีจึงเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ได้ร่วมกัน พิจารณาแล้วก็ลงมติให้ความเห็นชอบเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญในโอกาสต่อไป ของการพิจารณา วันนี้ดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่จะได้ลุกขึ้นอภิปราย ให้ความเห็นหลากหลายต่อการตราร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ ทางคณะรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ในชั้นรับหลักการแล้วกรรมาธิการทุกท่านก็จะไปแสดงความคิดเห็นในชั้นของกรรมาธิการ วิสามัญในวาระที่สองนะคะ แล้วก็ขอความร่วมมือ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณมากครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะเยาวชนระดับมัธยมศึกษา ตอนปลายหรือเทียบเท่าที่เข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกันรุ่นที่ ๙ ผู้บริหารและ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานศาลยุติธรรม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ยินดีต้อนรับทุกท่าน ต่อไปผู้เสนออีกท่านหนึ่งท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เชิญครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งรัฐบาล ก็จะมีร่างหนึ่งนะครับแล้วก็พรรคประชาชนเรายื่นร่างประกบอีกร่างหนึ่ง ซึ่งโดยหลักการแล้ว เราให้การสนับสนุนการมีตั๋วร่วม แต่วันนี้ที่จะต้องทำร่างประกบเพราะมันมีหลายประเด็น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นประเด็นสำคัญที่อยากให้ทางสภาแห่งนี้ได้พิจารณากันครับว่าร่างไหน มีความสมเหตุสมผลมากกว่าก็อยากให้ใช้ร่างนั้นเป็นร่างหลักนะครับ อย่างที่ผมเรียนนะครับ เวลาเราพูดถึง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จริง ๆ ตรงนี้ก็เป็นกฎหมายใหม่นะครับเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้นำเสนอซึ่งพรรคประชาชนเราก็เห็นความสำคัญของการมีตั๋วร่วมนะครับ อย่างไรก็ดีนะครับ ถ้าเรามานั่งไล่รายละเอียดกันตัวอักษรมันจะเยอะ ผมเลยต้องขออนุญาตท่านประธาน ห้องโสตช่วยเอาตัว PowerPoint ขึ้นนะครับเพื่อให้ผมได้แสดงให้เห็นความแตกต่างนะครับ อย่างที่บอกคือเราเห็นตรงกันเพียงแต่ว่ามันก็ต้องไปดูว่าในมาตราจริง ๆ มันมีตั้งแต่คำนิยาม มันมีความแตกต่างกันอย่างไรนะครับ ก็เลยขออนุญาตใช้ PowerPoint เพื่อให้เห็นแบบ Side by Side ว่าข้อแตกต่างของร่างฉบับรัฐบาลกับร่างฉบับพรรคประชาชนมีความแตกต่าง กันอย่างไร แล้วทำไมเราถึงยืนยันว่าร่างของพรรคประชาชนควรจะเป็นร่างหลักนะครับ หลักการเดียวกันใน ๒ ร่างนี้ให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการตั๋วร่วม เพราะฉะนั้น การโหวตในวันนี้นะครับเป็นการโหวตรับหลักการ ผมว่ามันเห็นตรงกันไม่ยากที่จะรับ หลักการทั้ง ๒ ร่างเพราะว่ามีหลักการเดียวกัน อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึงข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นนะครับ ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ทำให้ควรมี พ.ร.บ. นี้นะครับแล้วมันก็จะส่งผลถึง ข้อความอะไรต่าง ๆ เราน่าจะเห็นตรงกันได้ว่าระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันมีปัญหามาก เพราะเดิมเราเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้งครับว่ารถไฟฟ้าสายหนึ่งก็คิดค่าผ่านทางระบบหนึ่ง อีกสายหนึ่งก็คิดค่าผ่านทางอีกทีหนึ่ง รถเมล์ก็แยกกันหลายเจ้าอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วมันมีหลายรายโดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง ง่าย ๆ นะครับถ้าเอาประชาชนเป็นตัวตั้งนี่เราขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว ๑๐ สถานีมันต้องจ่าย เท่ากับสายสีเขียว ๕ สถานีไปต่อสายสีน้ำเงินอีก ๕ สถานี แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ใช่ไหมครับ เพราะว่าเดิมนี่รัฐเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง เราต้องการเปลี่ยนให้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้น่าจะเห็นตรงกันได้ไม่ยากว่าแต่ละรายก็จะมีระบบบริหารจัดการจัดเก็บ ค่าโดยสารค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นบางสายก็อาจจะเริ่ม ๑๔ ไปถึง ๔๗ บางสายเริ่ม ๑๗ ไปถึง ๔๔ อะไรคือมันไม่สมเหตุสมผลนะครับ ขนาดแต่ละสาย แต่ที่แย่ ที่สุดก็คือเวลาข้ามสายนี่ละครับจะทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงนะครับเพราะว่าข้ามสาย ต้องจ่ายค่าแลกเข้าใหม่ ระบบสาธารณะที่ดีนี่ผมต้องย้ำนะครับว่ามันไม่ใช่มีเฉพาะราง จริง ๆ ในบริบทของกรุงเทพมหานครด้วยความเป็น Super Block อะไรต่าง ๆ นี่ เราต้องทำให้รถเมล์ กับรถไฟฟ้ามันทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่สร้างโลกคู่ขนานและอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแต่ละเลย รถเมล์ อันนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเอาผู้ใช้เป็นตัวหลักนะครับ แล้วเราก็ต้องทราบว่าสถานะปัจจุบันนี่ผู้ใช้โดยเฉพาะผู้ที่ใช้หลายเส้นทางหลายรูปแบบ การเดินทางไม่ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และนอกจากนั้นก็มีปัญหาเรื่องค่าโดยสารแพงเกินควร เพราะอย่างที่เรียนว่าเดิมรัฐเอา ผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง เราต้องเปลี่ยนมุมมองประชาชนเป็นตัวตั้ง ฉะนั้นในภาพใหญ่ ๆ หลักการเดียวกันครับ เห็นตรงกันแต่ Keyword ที่ผมอยากนำเสนอชื่อ พ.ร.บ. ผมก็พยายาม ใช้ชื่อเดิมจะได้มาประกบได้มาอภิปรายได้ แต่จริง ๆ มันมีคำ ๒ คำที่แตกต่างกันในทางเทคนิค ก็คือคำว่าตั๋วร่วมกับค่าโดยสารร่วม ตั๋วร่วมเขาเรียกว่า Common Ticket จริง ๆ แล้วมันก็คือ เพื่อความสะดวกบัตรเดียวแตะเข้าแตะออกหลาย ๆ ที่ แต่สิ่งที่จะส่งผลต่อชีวิตประชาชนจริง ๆ ก็คือคำว่า ค่าโดยสารร่วม หมายถึงว่าถ้าเดินทาง ๒ สายจะลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอย่างไรนะครับ หรือจริง ๆ แม้แต่นโยบายของรัฐบาลที่จะบอกว่าเป็น ๒๐ บาทเขาใช้คำว่า ตลอดสาย แต่จริง ๆ คือตลอดทาง หมายถึงว่าท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงชัดอยู่แล้วว่าสายสีเขียวไปต่อสายสีน้ำเงิน ควรจะ ๒๐ ไม่ใช่ ๔๐ ดังนั้นอันนี้คือค่าโดยสารร่วมหรือเขาเรียกว่า Common Fair Common Ticket คือตั๋วร่วม Common Fair คือค่าโดยสารร่วม มันมี ๒ คำต้องไม่สับสน รวมถึงเวลา เราเขียนใน พ.ร.บ. ก็ต้องไม่สับสน เวลาสื่อสารก็ต้องไม่สับสน ตั๋วร่วมกับค่าโดยสารร่วม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. จะชื่อตั๋วร่วมเฉย ๆ ไม่มีปัญหา แต่ต้องคำนึงถึงว่าส่วนที่จะส่งผลต่อ ชีวิตของประชาชนจริง ๆ ก็คือค่าโดยสารร่วม นอกจากนั้นข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ มาก ๆ ก็คือหลายคนพูดถึงแต่เรื่องราง จริง ๆ มันไม่ใช่ ที่ประเทศไทยขาดจริง ๆ คือขนส่ง สาธารณะ ไม่ได้จำเป็นต้องระบบราง จะเป็นล้อ จะเป็นรถเมล์ จะเป็นเรือ มันจะต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้พวกนี้มาทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริง ๆ ไม่ใช่มองเป็นโลกคู่ขนานกัน อุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแต่ละเลยรถเมล์อย่างนี้มันไม่ได้มันต้องปรับเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเวลา เราพูดถึงนโยบายเราอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็คือนโยบายพรรคเพื่อไทยก็จะเขียน แบบหนึ่ง พรรคเพื่อไทยก็จะชูมาเสมอว่าค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า จริง ๆ เขาใช้คำว่าตั๋วร่วม ๒๐ บาทตลอดสาย แต่อย่างที่ผมเคยอภิปรายไปตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ว่าคำนี้มันผิด จริง ๆ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอคือค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทาง เฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนผมและพรรคประชาชนซึ่งในวันนั้นคือพรรคก้าวไกลเสนอค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทตลอดทางรถเมล์ร่วมกับรถไฟฟ้า คือเอาโลกคู่ขนาน ๒ อันนี้มาบูรณาการกัน มองเป็นระบบขนส่งสาธารณะไม่ใช่แค่ราง อย่างไรก็ตามแม้เราจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน แต่เราต้องการ พ.ร.บ. ตัวเดียวกัน แล้วหลักการเขียน พ.ร.บ. ก็ไม่ได้เขียนเพื่อสนับสนุน นโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่มันจะต้องเป็นกรอบคิดว่าพอมีตั๋วร่วมจะทำค่าโดยสารร่วมต่ออย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นในหลักการอย่างที่ผมเรียน นโยบายต่างกันแต่เรา ต้องการ พ.ร.บ. ตัวนี้เหมือนกัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม มีประเด็นที่สำคัญก็คือค่าโดยสารร่วม เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้จบตรงนี้จะต้องมีกลไกมีกฎหมายลูกอะไรต่าง ๆ ก็เดี๋ยวไปว่ากัน แต่เวลาเราเขียน พ.ร.บ. มันจะต้องรองรับโครงสร้างค่าโดยสารร่วม แล้วจริง ๆ เรื่องนี้ถ้าเราย้อนชมคลิปนโยบายตอนที่ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน อันนี้ให้ QR Code ไปย้อนดูได้นะครับ ณ วันนั้นผมก็เตือนแล้วว่าที่หาเสียงไว้ว่า ๒๐ บาทตลอดสายภายใน ๓ เดือนมันเป็นไปไม่ได้ แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้ก็พยายามเลื่อนมาเป็น กันยายน ๒๕๖๘ แต่อย่างไรก็ตามวันนั้นผมก็เตือนไปแล้วต้องมี พ.ร.บ. ราง กับ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งตอนนี้ พ.ร.บ. รางเมื่อเช้าก็ยังไปประชุมกรรมาธิการอยู่ก็กำลังเดินต่อ ก็มาถูกทางแล้ว วันนี้ มีการเสนอ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็มาถูกทางแล้วครับถือว่าเป็นเรื่องที่ดี พ.ร.บ. ตั๋วร่วมอาจจะไม่ได้ ตอบนโยบาย ๒๐ บาทโดยตรง แต่อย่างน้อยมาให้กรอบอำนาจที่จะไปทำ เพราะว่าถ้าไม่มีตั๋วร่วม ท่านไม่สามารถ Track เข้า Track ออกได้ เพราะฉะนั้นการทำค่าโดยสารร่วมให้เป็น ๒๐ บาท ตลอดทางหรืออย่างพรรคประชาชนอยากจะทำค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีตั๋วร่วม เพราะฉะนั้นหลักการสั้น ๆ ก็คือนโยบายเราอาจจะแตกต่างกันแต่เราต้องการ พ.ร.บ. เดียวกัน จะต้องคิดว่าจะเขียน พ.ร.บ. อย่างไรให้มันครอบคลุม ซึ่งจะเป็นกฎหมาย สำหรับประเทศนี้ ไม่ว่านโยบายรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ควรจะต้องยังอยู่ เพราะฉะนั้นพอเราเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างที่ผมอภิปรายไปก็อยากให้ลงไปถึงรายละเอียด ในเนื้อหาสาระของกฎหมายว่าข้อแตกต่างหลักของ พ.ร.บ. ๒ ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมมี ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งคือฉบับรัฐบาล อีกฉบับหนึ่งคือฉบับพรรคประชาชนแตกต่างกันอย่างไร อันนี้ผมก็สรุปเป็น ๕ ประเด็นสำคัญ ที่มีความแตกต่าง แล้วก็ให้ QR Code ไปด้วยเผื่อพี่น้องประชาชนทางบ้านอยากดูรายละเอียด ก็สามารถไปดาวน์โหลดร่างฉบับรัฐบาลได้รวมถึงร่างฉบับพรรคประชาชน แล้วก็ให้ตาราง เปรียบเทียบแบบ Side by Side อันนี้ก็ต้องขอบคุณทาง สนข. ที่ทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดู ประชาชนไปดูได้รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่อยากอภิปรายวันนี้ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นร่างฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล แต่เอามาเปรียบเทียบ Side by Side แล้วใช้วิจารณญาณตัดสินว่าร่างใด น่าจะดีกับประเทศนี้มากกว่ากัน แต่ในความเห็นของผมร่างพรรคประชาชนมีนิยามที่ชัดเจนขึ้น ลดความครอบคลุมและสับสน ร่างพรรคประชาชนเพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการ นโยบายระบบตั๋วร่วม ร่างพรรคประชาชนเพิ่มความชัดเจนแล้วก็กลไกที่คำนึงถึงการบังคับ ใช้จริงมากขึ้น ร่างพรรคประชาชนเพิ่มหน้าที่ผู้ประกอบกิจการตั๋วร่วมให้เปิดเผยสถานะ ทางการเงินเพราะเอาเงินของชาวบ้านไปกอง แล้วก็ ๕. ร่างพรรคประชาชนเพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุนคือจะตีเช็คเปล่าไม่ได้ต้องเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน โดยมุ่งสร้างสมดุล การอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะพร้อมกับคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว แล้วเดี๋ยว ผมจะแจกแจงให้ฟังนะครับว่า ๕ ข้อนี้รูปธรรมมันคือมาตราไหนที่แตกต่างกัน มาดูมาตราแรก ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญในเรื่องของนิยามซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๓ ฉบับรัฐบาลก็คือเขียนแสดง ดังภาพซ้าย ระบบตั๋วร่วมหมายความว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสารโดยผู้ให้บริการ มันผิดครับ ระบบตั๋วร่วมมันจะหมายถึงการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสารโดยให้ ผู้ให้บริการได้อย่างไร ต้องเข้าใจกันก่อนนะครับว่าระบบขนส่งสาธารณะอย่างที่ผมเรียนมีทั้ง ระบบรถไฟฟ้า มีทั้งระบบรถเมล์ มีทั้งระบบเรืออะไรต่าง ๆ รถไฟฟ้าอาจจะบังคับทุกสาย ให้เข้ามาได้ แต่รถเมล์ก็คงจะต้องทยอยเข้ามาเวลาออกใบอนุญาตใหม่เพราะออกใบอนุญาต ไปแล้ว ไหนจะเรือที่ออกใบอนุญาตไป แต่มันไม่ใช่ว่าทุกสายทุกระบบจะอยู่ในระบบตั๋วร่วม ได้พร้อม ๆ กันใช่ไหม เพราะฉะนั้นระบบตั๋วร่วมมันคนละเรื่องกับการให้บริการขนส่งสาธารณะ เพียงแต่ว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะบางสายบางระบบเข้ามาในตั๋วร่วม และเราพยายาม จะเร่งให้เข้ามาในระบบตั๋วร่วมมากขึ้น เพราะฉะนั้นนิยามนี้สำหรับผม ผมคิดว่าคลาดเคลื่อน ไปมากการที่จะเขียนนิยามตามฉบับรัฐบาล แล้วมันก็จะส่งผลต่อมาตราอื่น ๆ ด้วยนะครับ ต้องเข้าใจตรรกะก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอก็จะเป็นความหมายที่ชัดเจนขึ้น ดังแสดงในภาพขวา พรรคประชาชนเราเขียนว่าระบบตั๋วร่วมหมายความว่าระบบชำระค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการในการใช้บริการขนส่งสาธารณะทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้มาตรฐาน ทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม แล้วเราก็แยกในเรื่องของมาตรฐานเทคโนโลยีมาอธิบาย เพิ่มเติมนะครับว่ามาตรฐานเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมหมายความว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับ ระบบประมวลผลหลัก ระบบจัดการโครงสร้างพื้นฐานยาว ๆ ตามที่โชว์ในสไลด์นะครับ แต่อย่างที่เห็นอันนี้คือนิยาม คือพื้นฐานถ้าตรงนี้ผิดเนื้อหาสาระมันจะเป๋ไปมาก นี่คือเหตุผล ที่ผมบอกครับว่าต้องใช้ร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ไม่ใช่ร่างรัฐบาล เพราะร่างรัฐบาล เขียนไว้ว่าระบบตั๋วร่วมคือการให้บริการขนส่งสาธารณะ บลา บลา บลา มันไม่ใช่อย่างไรครับ ระบบตั๋วร่วมก็คือระบบชำระค่าโดยสาร แล้วผมอธิบายเพิ่มเติมแล้วตามมาตรฐานก็แยก มาตรฐานออกมาอธิบายดังแสดงในสไลด์นะครับ แล้วก็เป็นข้อความเดียวกันกับ พ.ร.บ. ที่ให้ ไปดาวน์โหลดได้ ตรงนี้สำคัญเลยนะครับ🔗

มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งในมาตรา ๑๗ นะครับ มาตรา ๑๗ ฉบับรัฐบาลเขียนไว้ว่า มันมี ๓ ใบอนุญาตนะครับ ใบอนุญาตที่สำคัญแล้วส่งผลต่อชีวิตประชาชนก็คือใบอนุญาต การให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม เขียนอย่างนี้ก็ผิดครับ แต่ข้อเสนอที่ดีกว่าก็คือ ใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ อย่างที่เรียนระบบตั๋วร่วม มันเป็น Subset มันไม่ใช่ว่าขนส่งสาธารณะทั้งหมดจะไปอยู่ในตั๋วร่วม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอก็คือเปลี่ยนจากใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม ไปเป็นใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ ตรงนี้มันถึงจะถูกนะครับ แล้วมันก็จะล้อไปกับอีกหลาย ๆ มาตรา มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอีก เหตุผลที่ผมบอกว่าต้องเอาร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลักไม่ใช่ร่างรัฐบาล เพราะคนที่เขียน ผมก็ไม่แน่ใจมันอาจจะผ่านหลายมือนะครับ แต่ว่าสุดท้ายผลที่ออกมามันคลาดเคลื่อนไปจากเดิม เดิม สนข. ก็เคยจ้างศึกษามายาวนานนะครับ สนข. ก็น่าจะเห็นสอดคล้องไปกับผมนะครับ สนข. ก็น่าจะเข้าใจระบบนะครับ แต่ตอนนี้ข้อความมันถูกแปลงไปจนมันเพี้ยนมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเปลี่ยนให้มาเป็นใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่ง สาธารณะนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะตรงตามเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมายนะครับ เพราะว่า การขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการระบบตั๋วร่วม ไม่ใช่ การขออนุญาตเพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะ เอาให้ชัด ๆ เป็นการขออนุญาตเพื่อให้บริการ ระบบตั๋วร่วม ไม่ใช่การขออนุญาตเพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะ🔗

มาดูอีกปัญหาหนึ่งนะครับ ที่ร่างพรรคประชาชนอยากจะแก้ไข อันนี้จริง ๆ ก็ตรงกับตอนที่ สนข. จ้างที่ปรึกษาแล้วก็พยายามศึกษากันมาหลายปีนะครับ ในร่างเดิม สนข. ก็ให้มีสัดส่วนของประชาชนในนามของประธานสภาองค์กรผู้บริโภค แต่ผมก็ไม่รู้นะครับว่า ไปแปลงร่างกันอย่างไร แต่เป็นฉบับปัจจุบันดีดออก แล้วก็เอาอธิบดีกรมบัญชีกลางมาใส่แทน ซึ่งวันก่อนก็มาชี้แจงในวิปผมก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมจะต้องเป็นกรมบัญชีกลาง แล้วทำไม จะต้องดีดออกประธานสภา ก็มีการกล่าวอ้างว่ามันจะไปซ้ำซ้อนกับเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค ผมยืนยันว่าไม่ได้ซ้ำซ้อนนะครับ แล้วในทางกฎหมายก็คนละ Identity เลย อันหนึ่งคือเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้เป็นหน่วยงานราชการนะครับ ส่วนประธานสภาองค์กรผู้บริโภคก็เหมือนมันเป็นสภาหนึ่งของผู้บริโภค ก็มาจากหลาย ๆ องค์กรอิสระนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เปลี่ยนแล้วตรงนี้น่าจะเห็นตรงกันกับผู้ร่างดั้งเดิม มาด้วยซ้ำนะครับ ก็เปลี่ยนจากอธิบดีกรมบัญชีกลางตามร่างรัฐบาลไปเป็นประธานสภาองค์กร ของผู้บริโภคนะครับ ในมาตรา ๕🔗

อีกประเด็นหนึ่ง ในส่วนของมาตรา ๑๔ อันนี้เป็นเรื่องของการบังคับใช้จริง อย่างที่ผมเรียนตั๋วร่วมจะมาบังคับใช้จริงเฉพาะรถไฟฟ้าไม่ได้ ตั๋วร่วมจะบังคับใช้จริงพยายาม เอารถไฟฟ้าหลากสีเข้ามาอย่างเดียวไม่ได้ มันมีเรื่องอื่นที่สำคัญด้วยนะครับ อย่างเช่นรถเมล์ ซึ่งจริง ๆ ฐานผู้ใช้รถเมล์เป็นคนมีรายได้น้อยแล้วก็ลำบาก หรืออาจจะต้องนั่งหลายต่อมากกว่า รถไฟฟ้าด้วยซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการแก้ไขให้เวลามีกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับ ระบบตั๋วร่วม ผลบังคับจะต้องครอบคลุมไปถึงการออกใบอนุญาตด้วยนะครับ ไม่ใช่มองเฉพาะ ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้สัมปทานรถไฟฟ้า แต่ต้องมองไปถึงการขนส่งทางบก ทางเรือ ทางรางด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอเป็นรูปธรรม ก็คือมาตรา ๑๔ ที่ฉบับรัฐบาลเขียนไว้เฉพาะสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมทุน ผมแปลงเป็นด้านขวาของพรรคประชาชนนะครับว่า เติมถ้อยคำว่า หรือ พูดง่าย ๆ คือเอาส่วนของใบอนุญาตเข้าไปด้วย หรือใบอนุญาตที่มีข้อกำหนด เกี่ยวกับระบบตั๋วร่วม แล้วก็จะมาขยายความต่อว่าใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้หมายรวมถึง ใบอนุญาตประกอบการขนส่งทางบก ใบอนุญาตการขนส่งทางรางแล้วก็ทางเรือเข้าไปด้วยนะครับ มันจะได้เป็นตั๋วร่วมที่มีทั้งรถ ราง เรือ ไม่ใช่ระบุไว้โดยกำหนดเฉพาะสัญญาสัมปทาน สัญญา ร่วมงาน แล้วก็สัญญาร่วมลงทุน เพราะฉะนั้นก็เป็นการขยายตั๋วร่วมให้มีประโยชน์มากขึ้น แล้วในอนาคตก็ทำค่าโดยสารร่วมได้ในวงกว้างมากขึ้น ก็ควรจะระบุไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน🔗

อีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๑๖ อันนี้ก็สำคัญนะครับว่าเวลาคิดจะทำตั๋วร่วม ไม่ใช่อยู่ ๆ จะดีดนิ้ว เอา ๒๐ บาทหรือจะเอา ๕ บาท ไปทำเชียงใหม่จะลดเหลือ ๕ บาท กรุงเทพมหานคร ๒๐ บาทอะไรมันไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเติมข้อความลงไปเพื่อให้ แน่ใจว่าการบังคับใช้ตั๋วร่วมในพื้นที่หรือเส้นทางหนึ่งนั้นตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ อย่างรอบคอบ แล้วก็เพื่อให้เป็นการ บังคับใช้ตั๋วร่วมในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขออนุญาตเติมข้อความ ลงไปหลังคำว่า วรรคหนึ่ง ในมาตรา ๑๖ เติมข้อความลงไปว่า ให้สำนักงานศึกษาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตราพระราชกฤษฎีกาและจัดทำแผนการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำหรับพื้นที่หรือเส้นทางนั้น ก็เป็นการเพิ่มขั้นตอนให้มันรอบคอบขึ้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าวันดีคืนดี รัฐบาลจะมาประกาศ ๕ บาทอย่างไม่มีฐานคิด ๒๐ บาทอย่างไม่มีฐานคิด อะไรต่าง ๆ มันก็ต้อง ศึกษาอะไรให้รอบด้านนะครับ🔗

ต่อไปเป็นเรื่องของการเพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมนะครับ เพราะเงินของประชาชนไปกองตรงนั้น ผมจึงเห็นว่าในมาตรา ๒๓ ควรจะต้องเพิ่มหน้าที่เขา เข้าไปด้วยให้เปิดเผยสถานะทางการเงิน นอกจากในเรื่องของการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสแล้ว เราต้องนึกภาพว่าอีกหน่อยรัฐต้องเข้าไปอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบรอง ระบบรถเมล์มากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้เขาเปิดเผยข้อมูลเราจะได้รู้ว่าอุดหนุนเท่าไรดี ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็โยนเงินไปอุดหนุนเท่านั้นเท่านี้ ผมว่าเรื่องนี้นอกจากในเรื่องของความโปร่งใสแล้ว ยังมีผลต่อเรื่องของการคำนวณเงินของรัฐที่จะเอาไปอุดหนุนกับเอกชนเพื่อประโยชน์ของ ประชาชน จึงขออนุญาตเติม (๔) แล้วก็จาก ๖ ก็เลยเพิ่มเป็น ๗ (๔) ว่าจัดส่งรายงานประกอบ กิจการและงบกระแสเงินสดทุก ๖ เดือนนับจากวันที่เริ่มประกอบกิจการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดนะครับ🔗

อีกส่วนหนึ่งในมาตรา ๓๔ อันนี้ผมว่าร่างฉบับรัฐบาลขาดความชัดเจนในเรื่อง ของวัตถุประสงค์ ซึ่งประมาณการผมว่าพวกท่านก็น่าจะเห็นตรงกันถ้าเราพูดถึงการอุดหนุน อย่างนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ต้องใช้เงินปีละเป็นหมื่นล้านบาท ปีละเป็นหมื่นล้านบาท อันนี้ยังไม่พูดถึงเงินที่จะไปกองกับบัตรต่าง ๆ เพราะว่าอีกหน่อยระบบตั๋วร่วมที่เราพูดถึง คนใช้บัตรกระต่ายก็ใช้ได้ คนใช้บัตรแมงมุมก็ใช้ได้ หรือว่าในอนาคตใครจะออกบัตรไหนอะไรต่าง ๆ ถ้ามันเป็นไปตามมาตรฐานมันก็ควรจะใช้ได้ แต่พูดง่าย ๆ คือมันจะมีเงินมากองไว้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเงินตรงนี้เวลาจะใช้อะไรต่าง ๆ นอกจากต้องเปิดเผยแล้วเราก็ต้องมาดูว่าการใช้เงิน เป็นหมื่นล้านบาทในกองทุนที่จะไปอุดหนุนอะไรต่าง ๆ มันสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นกองทุนที่มีเงินไปกองเยอะ ๆ มันจะถูกใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็เลยขออนุญาตเพิ่มดังภาพขวานะครับ ระบุวัตถุประสงค์ ของกองทุนให้ชัด แล้วก็นโยบายของสภาเราผมว่าเรามีการถกเถียงในสภาหลายทีว่าไม่อยาก ให้มีกองทุน คือกองทุนประเทศนี้มันเยอะแยะไปหมดแล้ว แต่จริง ๆ ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับท่าน ก็คือมันจำเป็นต้องมี ผมก็ไม่ได้ขัดแย้งตาม พ.ร.บ. ว่าไม่มีกองทุน แต่พอมีกองทุนแล้วขอให้ เขียนวัตถุประสงค์ให้ชัด ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นแหล่งหากินแหล่งหนึ่งได้นะครับ🔗

ต่อไปในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับพรรคประชาชนก็จะมีมุ่งสร้างสมดุล ของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะ พร้อมกับคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว ไม่ใช่ว่า วันดีคืนดี สมมุติต้นทุนเฉลี่ยต่อ Trip อยู่ที่ ๓๓ บาท จะไปบอกให้เขาเก็บ ๒๐ บาทหรือ อีกรัฐบาลหนึ่งจะมาเกทับเหลือ ๕ บาทอย่างนี้ มันเงินหลวง เงินรัฐ เงินงบประมาณ เงินของคน ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นมันต้องสร้างสมดุลว่าสัดส่วนในการใช้เงินรัฐไปอุดหนุนกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานครเองสัดส่วนที่จะเอาเงินไปใช้ในการอุดหนุน ระบบรถไฟฟ้ากับระบบรถเมล์มันควรจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องคำนึงถึง ก็เลยไปเพิ่มหลักเกณฑ์ว่าคณะกรรมการเวลามีหลักเกณฑ์ตามภาพซ้ายฉบับรัฐบาลมี ๕ ข้อ เราเพิ่มเป็น ๖ ข้อ แล้วก็ใส่ข้อความเพื่อมุ่งสร้างสมดุลของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ว่าตามใจฉัน ตามใจคนที่มาถืออำนาจ แล้วก็ใช้เงินของหลวงไปอย่างสะเปะสะปะนะครับ🔗

ต่อไปในเรื่องของมาตรา ๓๗ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เราต้องการมุ่งสร้างสมดุล ในเรื่องของการอุดหนุนก็เลยไปเพิ่มข้อความในมาตรา ๓๗ ซึ่งเกี่ยวกับเงินกองทุนในการใช้จ่าย เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ใน (๓) ก็มีการเพิ่มข้อความว่าผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมของ ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดอื่น ตามที่คณะกรรมการกำหนดโดยคำนึงถึงความได้สัดส่วนและสมดุลของการส่งเสริมหรืออุดหนุน ต่อต้นทุนที่แตกต่างกันของบริการขนส่งสาธารณะแต่ละระบบและแต่ละพื้นที่ ต้นทุนและ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน รวมถึงความคุ้มค่าต้นทุนและผลประโยชน์เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยนะครับเงินกองทุนนี้จะถูกใช้เป็นนโยบายหาเสียง อยากให้บางจังหวัดถูก แต่บางจังหวัดไม่มีด้วยซ้ำ อยากให้คนกรุงเทพมหานครโดยละเลยต่างจังหวัด อยากอุดหนุน รถไฟฟ้าโดยละเลยรถเมล์ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไปเขียนวัตถุประสงค์ของกองทุนให้ชัด เงินยังใช้ได้อยู่จะต้องคิดมากขึ้นไม่ใช่ทำตามใจใครบางคน🔗

สุดท้ายกล่าวโดยสรุปสิ่งที่ผมได้อภิปรายไป ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของผม ก็คืออยากให้ทุกคน เพื่อนสมาชิกทุกท่านลงมติเพื่อรับหลักการของทั้ง ๒ ร่าง เราไม่ได้เห็นต่างกัน ว่าควรจะมี พ.ร.บ. ตั๋วร่วม อย่างไรก็ตามพอรับหลักการแล้วมันต้องเลือกว่า ร่างใดเป็นร่างหลัก ข้อเสนอของผมก็คือขอให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ด้วยเหตุผลที่ผมอภิปรายไป ว่าถ้าเอาร่างรัฐบาลเป็นร่างหลักนี้ มันมีปัญหาหรือมันมีความเพี้ยน เพี้ยนจากร่างของ สนข. เดิมเองด้วยซ้ำไปเยอะมาก หลัก ๆ ร่างของพรรคประชาชนก็คือกำหนดนิยามที่ชัดเจนขึ้น เพิ่มสัดส่วนผู้แทนของประชาชน เพิ่มความชัดเจนและกำหนดกลไกในการบังคับใช้จริง เพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบการให้เปิดเผยสถานะทางการเงินอย่างโปร่งใส แล้วก็เพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุนโดยมุ่งสร้างสมดุลการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะพร้อมกับคำนึงถึง ภาระทางการคลังระยะยาว ก็ขอจบการนำเสนอนะครับ ขอบคุณท่านประธาน แต่เห็นควร ให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักโดยรับทั้ง ๒ ร่าง ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงานส่วนตำบล ลูกจ้าง ผู้นำชุมชน คณะกรรมการกลุ่มต่าง ๆ ของหมู่บ้านในเขตพื้นที่ตำบลนครเจดีย์นะครับ จากองค์การบริหารส่วนตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สภาผู้แทนราษฎรยินดี ต้อนรับนะครับ🔗

ต่อไปมีท่านสมาชิกมาลงชื่ออภิปรายจำนวน ๑๖ ท่านท่านแรก ท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารการจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... ก็แบบที่ท่าน อาจารย์สุรเชษฐ์ได้กล่าวไปเมื่อข้างตอนนี้ว่ามันมีอยู่ ๒ ร่าง ก็คือร่างของ ครม. กับร่างของ พรรคประชาชน วันนี้ อ.เอท ก็มีความเห็นอย่างหนึ่งที่เห็นด้วย ก็คืออยากที่จะเป็นการทำให้ เป็นค่าโดยสารร่วมมากกว่าตั๋ว แต่ไหน ๆ ชื่อก็เป็นตั๋วก็เลยขออนุญาตใช้โมเดลแบบง่าย ๆ ก็คือคำว่า TICKEY T I C K E Y มาครับ มาดูที่ Model Ticket ในวันนี้กันนะครับ ตัว T ตัวแรกครับ อ.เอท ขอใช้คำว่า Transportation หรือคำว่า Mass เป็นคำว่า ขนส่งสาธารณะ มากไปกว่าคำว่า ตั๋ว ทำไมต้องเป็นขนส่งสาธารณะครับ ท่านครับไปดูต่างประเทศครับ สมมุติ เราไปดูที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ก็มีตั๋วร่วมที่สามารถจะใช้ได้ทุกที่นะครับ เราเรียกว่า EZ-Link ไปที่ลอนดอนครับ อังกฤษก็จะมีตั๋วที่เขาเรียกว่า Oyster Oyster แปลว่าหอย ก็จะมีตั๋วแบบนี้ ใช้ร่วมเหมือนกันและไปดูต่อครับ ถ้าไปที่ฮ่องกงก็จะมีตั๋วคำว่า Octopus ก็จะเป็นตั๋วที่ใช้ทำ อะไรได้บ้างครับ ตั๋วเหล่านี้สามารถที่จะขึ้นรถบัสได้ ขึ้นรถแท็กซี่ได้ ขึ้นรถเมล์ได้ ขึ้นเรือก็ได้ แม้กระทั่งไปดูหนังก็ยังได้หรือจะเข้าไปทำอะไรครับ เข้าไป Museum หรือเข้าไปพิพิธภัณฑ์ ก็ยังสามารถใช้ได้อีก แสดงว่าเขาไม่ได้ร่วมแค่การขนส่งสาธารณะ เขาร่วมทุกอย่าง และนี่คือ คำว่า Transportation และร่วมจริง ๆ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ อ.เอท อยากเห็น แล้วนอกจากนี้ครับ บัตรเครดิต บัตรเดบิต ถ้าใครที่มีก็สามารถจะที่ใช้ได้แล้ว เราแตะตื๊ด ๆ ผ่านได้ทันที นี่คือความสะดวกสบายที่ควรจะมีในระบบการขนส่งของประเทศไทย ตอนนี้ไปตัวที่ ๒ Ticket T ไปแล้ว I ครับ I คืออะไรครับ I คือ Integrate Integrate แปลว่า ร่วมกัน ทีนี้ร่วมอะไรบ้าง อ.เอท ขอใช้คำว่า Model PPP ครับก็คือ People เป็นหลัก ให้ประชาชนเป็นองค์ประกอบหลัก แล้วก็เอารัฐบาลก็คือ Public และ Private ก็คือองค์กร เอกชนเข้ามาร่วมกันทำให้มันเกิดขึ้นให้มันมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงสักที และรวมไปถึงร่วมถึง ๓ R ๓ R คืออะไรครับ R ที่ ๑ ก็คือเรื่องของ Road ทางถนน แท็กซี่ รถบัส เรื่องของ Rail ก็คือ รถไฟครับ MRT ต่าง ๆ หรือจะเป็น BTS ต่าง ๆ แล้วก็อีกอันหนึ่งครับคือ River River คืออะไรครับ ก็คือทางน้ำ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ได้พูดแล้ว เพราะฉะนั้นสรุปรวมทุกอย่าง ให้มารวมกันและบวกอีก ๓ M อ.เอท วันนี้มาแบบหลาย Model มาก M คือ Movie รวมไปเลย ดูหนังก็ได้ หรือเข้า Museum เป็นการเสนอการท่องเที่ยว เรียกว่า Creative Economy หรือเป็นการส่งเสริมให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปอีกอันหนึ่ง และอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของ อะไรครับ M อีกตัวก็คือ Mall Mall คืออะไรครับ Shopping ได้ด้วย ฉะนั้นตั๋วร่วมของเรา หรือบัตรอันนี้ใช้ได้ทุกอย่างเป็นบัตรวิเศษจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ อ.เอท อยากเห็นครับไม่ใช่แค่ทำ ออกมาแล้วสุดท้ายก็งง ๆ กันอันนี้ใช้ได้ อันนี้ใช้ไม่ได้ มันไม่เกิด ต่อมาครับตัว C C คืออะไร Model นะครับ Ticket ที่ T I C K E T C คือคำว่า Cost Of Living ซึ่งแปลว่าแน่นอนครับ แปลว่าเรื่องของค่าครองชีพของประเทศเรา ถ้าท่านไปดูครับ เพราะฉะนั้นค่าครองชีพ อ.เอท ขอใช้คำว่า Model ๓ กว่า ก็คือถูกกว่า ดีกว่า แล้วก็ต้องสะดวกกว่า กว่าอย่างไรบ้าง ไปดูที่ ประเทศอื่นครับ สมมุติไปที่ฮ่องกงครับ ฮ่องกงนี่ถ้าท่านดูค่าใช้จ่ายจริง ๆ อาหารมื้อหนึ่ง ประมาณ ๒๐๐ บาท และค่าใช้จ่ายในการที่จะเดินทางไปกลับ เอาแบบแพงสุดเลยครับ เขาประมาณ ๑๔๐ บาท นี่คือฮ่องกง แสดงว่าดูแล้วประมาณสัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของอาหาร ๑ มื้อ นี่คือค่ารถในการเคลื่อนที่ใช้ MRT หรือเป็น BTS จากจุดใดไปจุดหนึ่ง ไปกลับเอาแบบ ระยะทางเกิน ๓๐ กิโลเมตรด้วยนะครับ เรียกว่าแพงสุด ๆ แล้วยังไม่เกิน ๑๔๐ บาท ไปกลับ ต่อวัน แสดงว่าใช้เงินประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไปดูที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ถูกกว่าฮ่องกง เพราะสิงคโปร์ใช้เงินไปกลับประมาณ ๑๒๐ กว่าบาทต่ออาหาร ๑ มื้อของสิงคโปร์เฉลี่ยแล้ว ประมาณ ๔๐๐ บาท แสดงว่าค่าเดินทางของสิงคโปร์ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอาหาร ๑ มื้อ ไปดูที่อังกฤษครับ อังกฤษอาหาร ๑ มื้อประมาณ ๓๐๐ บาท ค่าเดินทางไปกลับทั้งวันเลย เต็มที่ประมาณ ๓๐๐ บาท แสดงว่าอังกฤษแพงหน่อย ไปทั้งวันกลับทั้งวันประมาณ ๓๐๐ บาท ต่อ ๑ มื้อ ก็คือเท่ากับค่าอาหาร ๑ มื้อ มาดูที่ประเทศไทยเฉลี่ยอาหารประเทศไทย ๑ มื้อ อยู่ที่ประมาณ ๕๐-๑๕๐ บาท อ.เอทขอใช้เฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ บาท ค่าเดินทางครับ สมมุติ เดินทางจากมีนบุรีบ้าน อ.เอท ไปยังสยามสแควร์ สมมุติเด็ก ๆ ไปเรียนนะครับ ค่าเฉลี่ยครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๐๗ บาท หรือ ๑๑๐ บาท แสดงว่าอะไรครับ เกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของ ค่าอาหารต่อ ๑ มื้อ และนี่คือความเจ็บปวดครับ นี่คือสิ่งที่ทำไมมันถึงได้แพงขนาดนี้นะครับ ไปดูอีกตัว ขออนุญาตข้ามไปที่ตัว K เลยครับ K คือ Knowledge Management การจัดการ ความรู้ จัดการอย่างไร ท่านครับสายสีเขียวท่านบอกว่ามีประมาณ ๔๗ สถานี ๑-๑๑ สถานีแรก ท่านคิดประมาณจาก ๑๕ บาทถึง ๖๒ บาท หลังจากสถานีที่ ๑๗-๑๘ ไปจนถึงสถานีที่เท่าไรครับ ๔๗ สถานี ที่เหลืออีกประมาณสัก ๒๐ กว่าสถานีท่านคิดเท่ากันหมดก็คือ ๖๒ บาท แสดงว่า อัตราการคิดมันดูแล้วไม่เป็นเหตุเป็นผล ไปดูอีกสายหนึ่ง สีชมพูครับ สีชมพูมีทั้งหมด ๓๐ สถานีครับ สถานีที่ ๑ ถึงสถานีประมาณที่ ๙ ท่านคิดประมาณ ๑๘ บาท ไล่ไปถึง ๔๕ บาท หลังจากสถานีที่ ๙ ไปถึง ๓๐ ท่านก็คิดเท่ากันก็คือ ๔๕ บาทตลอดสาย ดูแล้วมันไม่ Makesense เหมือนกับว่าท่านมีข้อมูลอยู่แล้วว่าคนส่วนมากก็ขึ้นอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าสถานี ท่านก็อัดเงินเข้าไปเยอะ ๆ ที่ ๑๐ สถานีนั้น หลังจากนั้นไปปุ๊บราคาก็เท่ากันหมด เราต้องมา คำนวณใหม่ครับ และนี่คำว่า Knowledge Management ท่านต้องมีการจัดการเรื่องนี้ ให้ดีกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นค่าครองชีพจะแพงมากกว่าเดิมครับ และไปอีกตัวครับคือตัว E ครับ E คือคำว่า Expectation การคาดหวังครับ อ.เอท อยากจะคาดหวังว่าคณะกรรมาธิการ เรื่องของการดูแล คณะกรรมการการจัดการจะต้องโปร่งใสครับ โปร่งใสด้านไหนครับ ตั้งแต่ มาตรา ๓๗ (๒) เป็นการดูแลว่าเงินทุนที่ท่านใช้ประกอบเมื่อสักครู่ท่านสุรเชษฐ์บอกครับ เงินทุนท่านเอาไปทำอะไรบ้าง และมาตรา ๓๙ พนักงานมีอำนาจเยอะมากครับ เข้าเป็นค้น เข้าไปอะไร อันนี้ระวังเรื่องของการที่ท่านจะเกิดการคอร์รัปชันได้ด้วย และมาตรา ๔๒ ครับ มีการจับปรับจริง ปรับเป็นพินัยอีกเป็น ๒ ล้านบาท อันนี้ก็คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วงว่าถ้าเกิด พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่โปร่งใสจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วงครับคาดหวังว่าพนักงาน ของเราจะมีคุณภาพในการที่เข้าไปตรวจสอบครับ และตัวสุดท้ายครับ คือตัว T ครับ T นี่คือ Transparency ครับ เงินกองทุนของท่านใช้อยู่ ๖ วัตถุประสงค์ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอาไปปรับสำนักงาน เอาไปดูแลเรื่องพัฒนาระบบ เอาไปให้เงินกู้ เอาไปอุดหนุน และที่สำคัญเอาไปทำ Research ด้วย Research คือการทำไมครับ ไปทำเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรร การดูแล การทำที่เป็นแนว ๆ แบบมา Research ก็คือแนว ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการที่จะต้องมานั่งหาข้อมูล ซึ่งที่อื่นเขาทำเยอะแล้วครับ ท่านไม่ต้องทำ นี่คือ สิ่งที่เราอยากจะเห็นมากขึ้นว่าควรจะทำสิ่งถูกที่ควรนะครับ และสุดท้าย อ.เอท ก็เห็นแล้วว่า ที่อังกฤษก็มีตั๋วอะไรครับ ตั๋วก็คือ Oyster ที่สิงคโปร์ก็มีตั๋ว EZ Link หรือ Octopus สิงคโปร์ คือทุกที่เขามีตั๋วหมดแล้ว แต่ที่เมืองไทย อ.เอท ไม่อยากที่จะเห็นตั๋วช้างในคมนาคมครับ Respect🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต้องขออนุญาตว่าทางฝั่งนี้ ๒ ท่าน แล้วก็มาฝั่งรัฐบาล ๑ ท่านนะครับเพราะว่า จำนวนมากก็ขอไปที่ท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ ก่อนนะครับ แล้วก็ตามด้วยท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญท่านภูริวรรธก์ครับ🔗

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน และลาดพร้าว จระเข้บัว พรรคประชาชน เรียนท่านประธานครับ ตั๋วร่วมเวลาที่เรา Search หาคำนี้ใน Search Engine ครับ เราก็จะเจอแต่ Page ที่จั่วหัว ประมาณว่าตั๋วร่วมความหวังของประชาชน ระบบตั๋วร่วมนโยบายขายฝันสู่ความเหลื่อมล้ำ ในการใช้บริการ หรือระบบตั๋วร่วมรัฐบาลขายฝันสู่ผู้บริโภคมากว่า ๑๐ ปี ภาพเหล่านี้ครับ มันเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่สามารถผลักดันเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมได้เมื่อเวลา ผ่านไปครับมันไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการในเรื่องของตั๋วร่วมระหว่างรถไฟฟ้ากับรถไฟฟ้า แต่ว่ามันไปถึงเรื่องของรถเมล์กับรถเมล์ก็ไม่ใช่แค่นั้นด้วย แต่ตั๋วร่วมครับในประเทศที่มีระบบ ขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพนั้นมันข้ามไปตั้งแต่ระบบล้อ ระบบราง แล้วก็ระบบเรือด้วย แต่กระนั้นเราก็ทราบดีว่าโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะบ้านเราครับหลัก ๆ แล้วมันเป็นแบบ Public Private Partnership นะครับ อย่างเช่นรถไฟฟ้าก็ดี ในส่วนของรถเมล์สาธารณะครับ ก็ประกอบไปด้วยหลายหมวดตั้งแต่หมวด ๑ ไปยังหมวด ๔ ซึ่งแต่ละหมวดก็ประกอบไปด้วย Operator ทั้งของรัฐของเอกชนสัมปทานหลาย ๆ ราย ซึ่งในสัญญาสัมปทานนั้นไม่ได้ระบุว่า ต้องมีการดำเนินการเรื่องของตั๋วร่วม โครงสร้างการบริหารการจัดการรวมถึงระบบธุรกรรม ทางการเงินต่าง ๆ ก็แตกต่างกันออกไป ก็ทำให้ผู้ประกอบการที่ได้สัมปทานแต่ละสายนั้น ก็ต้องการที่จะนำเอาผลประโยชน์เข้าไปสู่ที่ตัวเองมากที่สุดนะครับ เอาสไลด์ลงก่อนก็ได้ครับ อันนี้ไม่ใช่สไลด์ที่ต้องการนำเสนอนะครับ รวมไปถึงประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎหมายครับ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องระบบตั๋วร่วมอย่างชัดเจนทำให้ไม่มีอำนาจในการบังคับเอกชน ผู้รับสัมปทานให้เข้ามาสู่ระบบตั๋วรวมได้ ถ้าท่านอ่านในการแสดงความคิดเห็นในร่างนี้ครับ แค่ BTS ก็ไม่เห็นด้วยในหลาย ๆ ข้อภายใต้เหตุผลด้วยความไม่พร้อมหรือว่าจริง ๆ แล้ว มันอาจจะมีการขัดกันเรื่องผลประโยชน์ขององค์กร ที่ผ่านมาเรามีบัตรแมงมุมเป็นตัวอย่าง ที่เชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงินที่ไม่ได้มีการพัฒนาระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือ Central Clearing House นะครับ เพื่อคำนวณรายได้ค่าโดยสารต่าง ๆ ของรถไฟฟ้า แต่ละสาย ส่งผลให้บัตรนี้สุดท้ายแล้วก็ผลักดันไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร จะใช้ข้ามได้ ก็เฉพาะแค่รถไฟฟ้ากับรถไฟฟ้า แต่ว่ามันไม่สามารถที่จะนำไปใช้กับรถเมล์สาธารณะได้เลย ในเขตของผมครับ บางเขน สายไหม ลาดพร้าวครับท่าน เคยพูดในสภาแห่งนี้แล้วครับว่า น้อง ๆ เด็กคนหนึ่งจะไปเรียนต้องขึ้นรถเมล์วิ่งไปต่อสายสีชมพู สายสีแดง แต่ละวันนั้น เดินทางไปกลับใช้ ๑๕๐ บาทถึง ๒๐๐ บาท แน่นอนการมีตั๋วร่วมเหล่านี้ก็จะช่วยในเรื่องของ ลดค่าโดยสารรวมไปถึงเชื่อมโยงได้ทั้งระบบล้อและระบบรางทำให้ต้นทุนของน้องคนหนึ่งลดลง ผมเชื่อได้ว่าประชาชนของผมในเขตนี้ส่งเสริมให้มีการใช้ขนส่งสาธารณะต้องมีความพอใจแน่ ๆ ถ้ามีเรื่องของตั๋วร่วม แต่อย่างอื่นอย่างใดการเจรจากับผู้ประกอบการนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เอาแค่เดินออกมาจากหน้าบ้านทุกวันนี้ครับ เดินขึ้นไปแล้วรอรถเมล์ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเลย เรามาลองดูกรุงเทพมหานครมีรถเมล์เอกชนวิ่งทั้งหมด ๓๔๗ สาย แบ่งเป็นเอกชนล้วน ๆ ประมาณ ๓๒๙ สาย แล้วก็เป็นสายที่เอกชนมีร่วมกับ ขสมก. ด้วย โดยที่บริษัทประกอบ ธุรกิจรถเมล์เอกชนทุกวันนี้ใน กทม. มีประมาณ ๔๘ บริษัท ในที่นี้รวมทั้งหมวด ๓ และหมวด ๔ เราก็มีเอกชนที่วิ่งในหมวด ๑ เช่นเดียวกันด้วย เราสามารถเห็นความแตกต่างของ Business Scale ในแต่ละผู้ประกอบการได้ ไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการนั้นจะสามารถ Success เหมือนเจ้าใหญ่ ได้ทั้งหมด เรามีการลองไป Search นะครับ ขอสไลด์ได้แล้วครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เราลองไปค้นหาข้อมูล เป็นกลุ่มของบริษัทเอกชนที่ทำเรื่องของรถเมล์รายย่อย มันไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีกำไรครับท่าน ขาดทุนนี่เยอะมาก บางรายทั้งปีขาดทุน ๘๐๐,๐๐๐ กว่า บางรายขาดทุนส่วนใหญ่ขาดทุนถึง ๑.๙ ล้านบาท บางรายนั้นรายได้รวมไม่มีเลยครับ ขาดทุนจนกระทั่งทุกวันนี้ปิดไปแล้วก็มี เรามาดูกลุ่มกำไรครับ อย่างเช่นบริษัทบัส ๓๓ นี้ กำไรออกมาเพียงแค่ ๑๗๙,๕๑๑ บาท ส่วนใหญ่จะประมาณนี้ครับ กำไรประมาณแสนกว่า ๆ อันนี้มันสะท้อนอะไรให้เห็นครับ มันสะท้อนให้เห็นว่ากำไรของผู้ประกอบการรายย่อยนั้นมันน้อยมาก เอาสถิติจำนวน ผู้ใช้บริการผลประกอบการมาพิจารณามันก็จะย้อนกลับไปหาคำถามตั้งต้นครับว่า เมื่อจะต้องมีการปรับมาใช้ระบบตั๋วร่วมนั้น ต้นทุนในการให้ผู้ประกอบการรายย่อยนั้น สามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนถึงจะทำให้เกิดความเท่าเทียมในการใช้ระบบตั๋วร่วม การใช้ Common Ticket System เพราะว่าทั้งนี้ใน ๑ คันนั้นครับจะต้องไปทำตั้งแต่เรื่องของ ตัวฮาร์ดแวร์ ตัวซอฟต์แวร์ ซึ่งในอดีตเราก็มีบริษัทเอกชนที่มาจัดการระบบ e-Ticket ในวงเงินประมาณ ๑,๖๖๕ ล้านบาทเพื่อมาจัดจ้างในการติดตั้งทั้งระบบ EDC เครื่องแตะบัตร โดยสารต่าง ๆ เอาสไลด์ลงได้นะครับ ที่ผ่านมาเคยมีการใช้กับ ขสมก. จำนวน ๒,๖๐๐ คัน ซึ่งปัจจุบันก็ยกเลิกสัญญาแล้วก็หยุดใช้ระบบดังกล่าวไปแล้ว ตอนนั้นมีการติดตั้งเครื่อง EDC นี้ ๑ คันใช้เงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคัน ผู้ประกอบการรายย่อยข้างต้นที่ผมพูดไว้กำไร ไม่ได้เยอะ ขาดทุนบานเลยครับ เพราะฉะนั้นการปรับให้เข้ากับระบบเหล่านี้นั้นจำเป็น ที่จะต้องคิดดี ๆ อย่างที่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์พูดไว้ครับมันจะต้องมีการทยอยเข้ามาสู่ระบบ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญเมื่อมีเรื่องแบบนี้เราก็จำเป็นที่จะต้องมีเรื่องของการจัดตั้งกองทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ นะครับที่จะสามารถหล่อเลี้ยงระบบตั๋วร่วมได้อย่างต่อเนื่องนะครับ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติของพรรคประชาชนนั้นก็มีการระบุไว้ จากแผนปฏิบัติการการจัดการ ตั๋วร่วมครับ ผมก็กลับไปอ่านดูของ สนข. เหมือนกัน จริง ๆ แล้วต้องขอชมเชยเหมือนกันว่า ในรายงานฉบับนั้นมีการประเมินเอาไว้ว่าจะมีการวางระบบตั๋วร่วมไว้ประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมไปถึงเรื่องของโอกาสทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผลดี ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราการลดค่าโดยสารไปด้วย แล้วก็มีคิด Scenario ต่าง ๆ ทำให้ค่าโดยสารมันลดลงไป ประหยัดค่าใช้จ่าย ยานพาหนะ ประหยัดในเรื่องของเวลา ในการเดินทาง รวมไปถึงเรื่องของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีมาก ในการที่เราจะสนับสนุนตั๋วร่วมอันนี้ ซึ่งอย่างไรก็ดีครับผมมองว่าก่อนที่เราจะไปเรื่องตั๋วร่วมด้วย เราสามารถทำเรื่องอื่นผลักไปพร้อม ๆ กัน ทุกวันนี้ระบบของรถเมล์สาธารณะนี้เมืองมันขยาย แต่ว่าหลาย ๆ อย่างมันไม่เพียงพอครับ ถนนทุกวันนี้บางที่ก็ไม่มีรถวิ่ง มีรถวิ่งอยู่ก็จริงแต่ว่า รอบมันห่างมาก ต่อให้เรามีตั๋วร่วมแต่ว่าไม่มีรถวิ่งก็เท่านั้น ตั๋วร่วมมีแต่เอกชนรายย่อยที่วิ่ง อยู่นั้นก็ยังไม่พร้อมมันก็จะทำให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้แล้วนี้มันจะต้องมีการทำให้ คู่ ๆ กันไป ผมลองไปดูครับในเขตผม อย่างเช่นสายไหม ๕๐ เขตใน กทม. เป็นอันดับ ๔๒ มีรถเมล์วิ่งเพียง ๙ สาย ลองมาดูของเขตลาดพร้าวเป็นอันดับ ๔๖ จาก ๕๐ เขต มีรถที่วิ่ง ๓ สาย คลองสามวาอันดับสุดท้าย ๕๐ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ในขณะที่เรากำลังจะมี ตั๋วร่วมเราก็พยายามที่อยากจะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานมันมีความพร้อมมากไปกว่านี้ ทุกวันนี้มันยังไม่ Stable ครับ บางทีก็มีการยุบสายรวมกัน บางทีก็มีการใช้ ม. ๔๑ วิ่งเข้ามา ช่วยเหลือประชาชนมากขึ้นหรือบางทีก็มีการตัดทอนเส้นทางไปด้วย ซึ่งมันมีผลต่อความเสถียร ในการกำหนดตั๋วร่วมในการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ดังนั้นผมเห็นด้วยครับในการใช้ตั๋วร่วม ในขณะเดียวกันก็จะต้องโฟกัสแล้วเราก็จะต้องมาทำโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแรง ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้แน่นอน แล้วก็ปรารถนา ให้เกิดการทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการต่อไป ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เชิญครับ🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายรับร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพื่อบูรณาการระบบการจ่ายเงินของขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยให้เป็น ระบบมีความสะดวกสบายแก่พี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นครับ ให้บัตรใบเดียวไปได้ทุกที่จ่ายได้ ทุกระบบ ตามแนวคิดของรัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ตั๋วร่วมเป็นแนวคิดที่พูดกันมานานแล้วในอดีตครับ หลาย ๆ คนอาจจะ คุ้นเคยกับบัตรแมงมุมที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างมากมายในอดีต แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดทำได้ สำเร็จครับ ระบบตั๋วร่วมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปสู่การคิดระบบค่าโดยสารร่วมที่จะเพิ่ม ความสะดวกสบายให้พี่น้องประชาชน และจะเป็นการรวบรวมฐานข้อมูลของผู้โดยสาร ในระบบขนส่งสาธารณะครั้งใหญ่ไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเป็นกลไกที่เราจะลดการคิดค่าแรกเข้า ที่ซ้ำซ้อน และทำให้นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำเสนอนั้นทำได้จริง อย่างยั่งยืนครับ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านหลาย ๆ ท่านอาจจะมีความเห็นแย้ง หรือว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายนี้ แต่ก็อย่างที่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ได้เสนอร่าง ขออภัยที่เอ่ยชื่อแต่ไม่เสียหายครับ นั่นหมายความว่ากฎหมายตั๋วร่วมนี้มีการเสนอทั้ง ๒ ฝั่ง แล้วผมก็คาดหวังว่าเราจะได้เห็นการลงมติเห็นชอบ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมไปด้วยกันทั้งฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับนี้ครับจะทำให้ตั๋วโดยสาร ๑ ใบจะใช้ชำระ ค่าโดยสารในระบบขนส่งสาธารณะได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ทางด่วน รถเมล์ หรือแม้กระทั่งระบบเรือ ไม่ใช่ระบบรางอย่างเดียวเท่านั้น และในอนาคตอาจจะ สามารถเปิดเชื่อมต่อรองรับการขนส่งด้วย Feeder ของภาคเอกชนอีกมากมาย ทั้งรถสองแถวเอง รถตู้ หรือแม้กระทั่งวินมอเตอร์ไซค์ถ้าสามารถดำเนินการได้ ซึ่งกลไกทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อ ระบบการจ่ายเงินเข้าด้วยกันภายใต้การตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือว่า Central Clearing House กลไกนี้จะเป็นกลไกที่เป็นศูนย์ข้อมูลตรงกลางที่รองรับข้อมูลการใช้จ่าย และการเดินทางของทุกระบบเข้าด้วยกัน นำมาคิดสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสม เสร็จแล้วค่อยจ่าย รายได้กลับไปให้ผู้บริการแต่ละรายครับ กลไกนี้จะเป็นกลไกที่ทำให้ระบบตั๋วร่วมเกิดขึ้น ได้จริงครับ และมีคณะกรรมการระบบตั๋วร่วมเป็น Regulator หรือเป็นผู้ออกนโยบายกำกับ ดูแลโดยภาครัฐ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เรามีระบบตั๋วร่วมที่เป็นระบบกลางสามารถเปิด License ให้ผู้ที่สนใจประกอบการ โดยเฉพาะภาคเอกชนต่าง ๆ สามารถเข้ามาแข่งขันได้เสรี ในอนาคตเราอาจจะเห็นผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินการระบบตั๋วร่วมที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการ เดินรถด้วยก็ได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเอาสิทธิประโยชน์อื่น ๆ หรือว่าจุดขายอื่น ๆ เข้ามาส่งเสริมการออกตั๋วร่วมของตัวเอง สุดท้ายแล้วประโยชน์จะกลับไปสู่ที่พี่น้องประชาชน อย่างแน่นอน🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องของการทำระบบตั๋วร่วม เราต้องย้อนกลับ ไปดูว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนค่าเดินทางสูงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ค่อนข้างมากครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าผมยกตัวอย่างหากผมจะต้องขึ้นมอเตอร์ไซค์ ที่อยู่ในซอยเพื่อมาขึ้นรถไฟฟ้า ๒ หรือ ๓ ต่อ ค่าเดินทางต่อ Trip ของผมอาจจะอยู่ที่ราว ร้อยกว่าบาท นั่นหมายความว่าหากผมจะต้องไปกลับด้วยระบบนี้ค่าเดินทางต่อวันผมจะตกที่ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ค่าเดินทางนี้ถ้าเป็นในประเทศที่เขาส่งเสริมขนส่งสาธารณะอย่างเป็นระบบ ค่าเดินทางไม่ควรเกินประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของพี่น้องประชาชน แต่ปัจจุบัน ประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ต้องใช้รถไฟฟ้าเป็นทางเดินหลักมีค่าใช้จ่าย เฉลี่ยราว ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทครับ หากพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้มีความจำเป็นจะต้องจ่าย ค่าที่พักอาศัยและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ด้วยอีกราว ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่า First Jobber หรือพี่น้องที่มีรายได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่มีทางมีเงิน เหลือเก็บได้เลยครับท่านประธาน วิธีคิดหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเราอยากจะลดค่าครองชีพลง ทั้งระบบ ทั้งค่าเดินทางและค่าที่อยู่อาศัยเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เคยเสียโอกาสในการตั้งตัว มีโอกาสในการเข้าถึงการตั้งตัว การมีเงินเก็บ การมีเงินเหลือใช้เพิ่มขึ้น รัฐบาลเรามีนโยบาย ๒ นโยบายหลัก ๆ ครับ ก็คือเรื่อง ๒๐ บาทตลอดสาย และบ้านเพื่อคนไทยครับ นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายที่นำเสนอโดยท่านรองนายกสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ให้คำมั่นชัดเจนว่าภายใน ปีนี้เราจะสามารถลดค่าเดินทางให้พี่น้องประชาชนได้ เช่นเดียวกันกับนโยบายบ้านเพื่อคนไทย ที่ท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ได้เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นโยบายนี้จะช่วยลดค่าที่อยู่อาศัย ให้พี่น้องประชาชนที่ต้องการตั้งตัวครับ ทำให้สามารถเข้าถึงการมีเงินเก็บ มีเงินเหลือแล้วก็ สามารถนำเงินเหล่านี้มาใช้เป็นทุนในการตั้งตัว ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือส่งเสริมให้มี โอกาสในชีวิตด้วยรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น นโยบาย ๒ นโยบายนี้รวมกันจะทำให้พี่น้องประชาชนที่มีรายได้เพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐ บาท สามารถตั้งตัวได้แล้วครับ คนที่อายุต่ำกว่า ๓๐ ปี สามารถมีเงินเก็บและสามารถพัฒนา คุณภาพชีวิตของเขาได้ ซึ่งแนวคิดนี้จะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยที่เรา มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ขนส่งสาธารณะเป็นขนส่งที่เป็นบริการของพี่น้องประชาชนทุกคน อย่างแท้จริง เรามีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเข้ามาในระบบขนส่งสาธารณะ ด้วยนโยบายหรือว่าแนวคิดมาตรการหลากหลาย ระบบตั๋วร่วมเป็นกลไกหนึ่งที่เราจะผลักดัน เพื่อให้เกิดสิ่งนั้นควบคู่ไปกับการทำ ๒๐ บาทตลอดสาย การพัฒนาระบบ Feeder เพื่อเข้าสู่ เส้นทางหลัก รวมไปถึงการพัฒนาโครงการบ้านเพื่อคนไทยเพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยโดยรอบสถานี และพัฒนาเมืองควบคู่กันไปตามสถานีรถไฟฟ้า กระจายตัวจากกลางเมืองหลวงออกไปข้างนอก ประโยชน์ที่จะได้จากการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้หลากหลายครับท่านประธาน นอกเหนือจากการลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชนแล้วเราก็จะสามารถลดการ Subsidize หรือว่าลดต้นทุนที่เราจะต้องไปเติมเพื่อชดเชยค่าโดยสารให้กับเอกชน รวมไปถึงการพัฒนา คุณภาพชีวิตให้พี่น้องอย่างเป็นระบบ ลดการรถติดลงในกรุงเทพมหานครเพราะพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องใช้รถ และยังสามารถลดฝุ่นพิษ หรือว่า PM2.5 อย่างยั่งยืนจากต้นตอได้ด้วย🔗

ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมมั่นใจว่าเราจะเห็นชอบ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่เสนอโดย ครม. นี้ไปด้วยกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เปลี่ยนระบบตั๋วใครตั๋วมัน ให้เป็นระบบตั๋วร่วมใช้ใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบให้สำเร็จภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชตวัน เตือประโคน ตามด้วยท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี ตัวแทนพี่น้อง ประชาชนชาวเทศบาลเมืองคูคต เทศบาลเมืองลำสามแก้ว และเทศบาลเมืองลาดสวาย อำเภอลำลูกกา ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหาร จัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... อันเป็นกฎหมายที่ในความคิดผมแล้วรู้สึกว่าทำไมมาช้าจัง รัฐบาลควรคิดเรื่องการออกกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ก่อนที่เราจะมีรถไฟฟ้าสายแรกตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ เพราะเมื่อมาถึงวันนี้เอาแค่เฉพาะระบบรางอย่างรถไฟฟ้านะครับ เราเจ้าของโครงการและผู้ให้บริการเดินรถนั้นบางทีประชาชนเขาไม่รู้ว่าสายสีเขียวเป็นของ กรุงเทพมหานครโดยมีบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเดินรถ ประชาชนเขาไม่รู้ว่า สายสีแดง Airport Link เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในส่วนสายสีแดงการรถไฟ ให้บริการเดินรถเอง ขณะที่ Airport Link ก็เป็นเอกชนอีกเจ้าหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเดินรถ ประชาชนเขาไม่รู้ว่าสายสีเหลือง สีชมพู สีม่วง สีน้ำเงินเป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย หรือ รฟม. โดยเหลือง ชมพู บริษัทเอกชนเดินรถ ขณะที่ส้ม ม่วง น้ำเงิน มีบริษัทเอกชนอีกเจ้าหนึ่งเป็นผู้ให้บริการเดินรถ คือแม้ว่าประชาชนเขาจะรู้เขาก็คงไม่ได้ สนใจว่าในความวุ่นวาย ในสมการนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็คือว่าทำไม ไม่ทำให้มันง่าย ทำไมไม่ทำให้มันเชื่อมโยงถึงกันโดยเฉพาะการใช้ระบบตั๋วร่วมหรือระบบ ค่าโดยสารร่วมที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้นะครับ คือที่ผ่านมามันต่างคนต่างบริหารจัดการ ตัวใครตัวมันจากสายหนึ่งไปต่ออีกสายหนึ่งก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ มีค่าแรกเข้าสายที่ ๑ มีค่าแรกเข้า สายที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ทำให้คนไทยเสียค่าโดยสารรถไฟที่แสนจะแพงครับ ทำไมประชาชน ต้องเป็นคนแบกรับภาระตรงนี้ไว้ด้วย ท่านประธานครับ โดยเฉพาะพี่น้องในจังหวัดปทุมธานี ของผม ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ไปแล้วในญัตติเกี่ยวกับเรื่องของค่าครองชีพนะครับ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนว่าค่าใช้จ่ายของพวกเราชาวปทุมธานีที่มากที่สุดต่อเดือนนั้น คือจังหวัดปทุมธานีมีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ตอนผม ยกสถิติในปี ๒๕๖๖ เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงานสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ที่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด ไปดูว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่พี่น้องปทุมธานีใช้จ่ายมากเป็นอันดับหนึ่งนั้นหมดไปกับค่าอะไร มากที่สุด น่าตกใจนะครับ ค่าใช้จ่ายที่พวกเราชาวปทุมธานีเสียไปมากที่สุด หมดไปมากที่สุด นั่นคือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการเดินทาง ถามว่าเราขยันเดินทางกันขนาดนั้นเลยหรือ เปล่าครับ เปล่าเลย แต่เพราะโครงสร้างของประเทศที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหากที่บังคับให้พวกเราชาวปทุมธานี หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไปต้องจ่ายแพง ยกตัวอย่างในเขตของผม ยกตัวอย่างว่า สมมุติบ้านอยู่ที่ถนนเสมาฟ้าครามหรือลำลูกกา ๑๑ จะออกมาหารถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานี คูคต สภาพการจะไปให้เร็วที่สุดท่านก็ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์เพื่อไปให้เร็วที่สุด มาถึงรถไฟฟ้าแล้ว ก็ต้องเจอค่าบริการรถไฟฟ้าอีก แล้วสำหรับบางคนนะครับอาจไม่ใช่แค่ต่อเดียวถึงที่ทำงานเลย บางครั้งต้องเปลี่ยนระบบรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งก็ต้องเสียเวลาไปซื้อตั๋วใบใหม่ ซื้อบัตรใหม่ มีค่าโดยสาร แรกเข้า เข้าแล้วเข้าอีก เข้าแล้วเข้าอีกครับ นี่อย่างไรครับเหตุผลที่เราจำเป็นต้องสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้นะครับ นี่ครับเหตุผลที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว อย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่ทำสำเร็จมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ท่านประธานอย่างที่ผมบอก อย่างที่ผมรู้สึกว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้มาช้าจัง ก็ผู้ประกอบการดังที่ผมได้จำแนกแจกแจง ไปตอนต้นในส่วนของหน่วยงานรัฐ เมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้เราอาจคุยกันรู้เรื่อง หน่วยงานรัฐ เราอาจคุยกันรู้เรื่องง่ายหน่อยครับ ตกลงกันได้ไม่มีปัญหา แต่ทว่าในส่วนของผู้ประกอบการ เอกชนล่ะครับ เอกชนที่มีสัญญาสัมปทาน มีสัญญาร่วมงาน หรือพูดง่าย ๆ คือมีสิทธิตาม กฎหมายแล้วล่ะครับ ผมสนับสนุนให้มี พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม แต่ผมก็อดที่จะ เป็นห่วงในเรื่องนี้ไม่ได้ ยิ่งถ้าใครได้เข้าไปดูในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นในร่างกฎหมาย ของรัฐบาลก็จะเห็นว่ามีเอกชนเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งไม่เห็นด้วย แสดงตัวออกมาอย่างเปิดเผยแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม โอเครายละเอียด ไม่ได้อยู่ในกฎหมายนี้เพราะต้องไปออกเป็นประกาศ เขาก็ห่วงครับว่ามันจะเป็นแบบไหน สูตรหรือวิธีการใช้คำนวณเป็นอย่างไร จริงอยู่ว่ากฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผย แต่กระนั้น เมื่อออกมาแล้วถ้าเอกชนเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมล่ะครับ แต่ถ้าผลลัพธ์สุดท้ายออกมาแล้วเขา ไม่เอาล่ะครับ น่าห่วงนะครับ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๕๔ ที่ระบุว่า เมื่อรัฐมนตรีได้ออก กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมแล้วถ้าไปกระทบต่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุนให้หน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่สัญญากับเอกชนดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา เจรจาเพื่อแก้ปัญหา แก้ไขสัญญาให้เสร็จใน ๑ ปี นับตั้งแต่วันที่มีกฎกระทรวงคมนาคม ประกาศอัตราค่าโดยสารร่วม ผมสนับสนุนร่างนะครับ ย้ำอีกครั้ง อยากให้มีด้วย แต่ที่ห่วง ก็ว่านั่นละครับ ถ้าเอกชนเขาไม่เอาด้วยล่ะ หรือถ้าหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญาไปเจรจา เพื่อแก้ไขสัญญาที่บอกว่าให้จบภายใน ๑ ปี ถ้ามันไม่จบล่ะครับจะอย่างไร ดังนั้นผมคิดว่า ไม่ต้องรอสูตรการคำนวณค่าโดยสารร่วมออกมาหรอกครับ นาทีนี้รัฐบาลเจรจาต่อรองอะไร ได้กับเอกชนผู้ได้รับสัมปทานได้อะไร ทำได้เลยครับ เริ่มทำได้เลย เพื่อวันหนึ่งในปี ๒๕๗๐ ที่ท่านคิดว่าจะเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมนี้จะได้ไม่มีปัญหา แหว่ง วิ่น ขาด เพราะเอกชนบางราย ไม่ยอมแก้ไขสัญญาตามมา ท่านประธานครับ ผมทิ้งท้ายการอภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับอย่างนี้แล้วกัน ขณะที่เรากำลังมีการพิจารณา วันนี้คิดว่าจะมีการรับมติ ต่อไป จะมีวาระที่สอง วาระที่สาม ก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้นะครับ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหา ของพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนถนนลำลูกกา ก็คือถนนลำลูกกามีรถเมล์ไม่เพียงพอ รัฐบาล จะใช้ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าดึงดูดคนให้มาใช้ขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถส่วนตัว ลดฝุ่น ลดรถติด แต่คำถามคือประชาชนจะมาใช้บริการรถไฟฟ้าได้อย่างไรเมื่อไม่มีรถเมล์ที่เพียงพอ ให้เขาเดินมาหรือครับ คือผมเคยพูดในสภาแห่งนี้ไปหลายครั้งแล้ว เคยหารือไปไม่รู้กี่รอบ ต่อกี่รอบ อย่าให้พี่น้องชาวอำเภอลำลูกกาต้องเข้าชื่อกันเพื่อยื่นเรื่องต่อกรมการขนส่งขอเพิ่ม เที่ยวรถบนถนนลำลูกกาเลยครับ ในระหว่างนี้ในขณะที่ตั๋วร่วมกำลังพิจารณากันอยู่ ท่านไป พิจารณาได้เลยครับ กรมการขนส่งทางบกช่วยไปทำให้ถนนลำลูกกามีรถเมล์เพียงพอหน่อย พวกเราจะกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านมาก และการลดใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดฝุ่นพิษ ลดโลกร้อน ก็คงจะเกิดขึ้นอย่างที่เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้อยากเห็นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและ เขตคลองเตย พรรคประชาชน ก็ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนหลักการของการมี พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ก่อนอื่นความจำเป็นมีแน่นอนอยู่แล้วนะครับ หลายท่านก็ได้พูดไป จากข่าวท่านก็คงพูดว่า อยากให้มีบัตรใบเดียวมาตั้งนานแล้ว บัตรแมงมุมเราก็ได้ยินมาตั้งกี่ปีแล้วนะครับ เราได้ยิน เรื่อง กทม. จะต้องไปจ่ายหนี้ BTS นะครับ เราได้ยินนโยบายอย่าง ๒๐ บาทตลอดสาย โอเคก็เถียงกันได้เรื่องตลอดสายตลอดทางนะครับ แต่ความจำเป็นที่จะต้องอุดหนุนบริการ ขนส่งสาธารณะมันมีนะครับ คือเรารู้อยู่แล้วว่าบริการขนส่งสาธารณะปกติมันไม่ได้กำไรอะไร จนกระทั่งล่าสุดก็มีข่าวอย่างรัฐมนตรีท่านสุริยะก็ออกมาพูดว่าถึงขั้นจะต้องซื้อคืนสัมปทาน เลยหรือเปล่าเพื่อจะเอามาบริหารจัดการได้ สามารถควบคุมอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลนะครับ ล่าสุดก็เอาอีกแล้วครับ จะอุดหนุน พอมีฝุ่น PM ทีบอกว่า จะอุดหนุนงบกลาง ควักมาหลายร้อยล้านบาทเลย แล้วคนต่างจังหวัดทำไมเขาไม่ได้ครับ ทำไมอยู่ดี ๆ มีคน กทม. ได้อภิสิทธิ์นี้นะครับ อันนี้มันเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องรู้ถึงต้นทุน วิธีการคำนวณ ไม่อย่างนั้นก็คืออุดหนุนอย่างเดียว จ่าย ควักกระเป๋าจ่ายนะครับ ค่าโดยสารร่วม มันต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนที่จะต้องมาคำนวณกัน ก่อนที่เราจะไปพูดถึงเรื่องบัตรร่วม แต่นิดหนึ่งครับ ผมก็ต้องพาดพิงนะครับ BTS ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายแรกซึ่งก็ผ่าน กลางใจสุขุมวิทนะครับ ทั้งเขตวัฒนาและเขตคลองเตยที่ผมเป็นผู้แทนอยู่ ๒๐ กว่าปี ๒๕ ปีแล้วที่เป็นรถไฟสายสีแรกนะครับ แล้วก็ตอนหลังก็มีรถสายสีน้ำเงิน รถไฟใต้ดินของ MRT ก็ผ่านเขตคลองเตย เขตวัฒนาเหมือนกัน คือศูนย์สิริกิติ์ไปอโศกนะครับ มันเป็นปัญหาครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย BTS ขวาง พ.ร.บ. ฉบับนี้แน่นอนครับ ที่ผ่านมาทำไมถึง ๒๐ บาท ตลอดสายยังทำไม่ได้ เพราะ BTS สายสีเขียวตั้งแต่อโศก นานา ไล่ไปจนถึงทองหล่อ เอกมัย ไปถึงอ่อนนุชแล้วก็สมุทรปราการแล้วขึ้นไปปทุมธานี มันเป็น Backbone ครับ มันเป็น Cash Cow ทุกคนจะต้องมุ่งหน้าเข้ามาทำงานในเมือง ถ้าเผื่อไม่มี BTS สายสีเขียวที่เหลือล่มหมดครับ เพราะที่เหลือมันไม่กำไร BTS น่าจะเป็นสายเดียวที่มีปริมาณผู้โดยสารเพียงพอและคุ้มทุน ที่กำไร เพราะฉะนั้นมันเหมือนเอาประชาชนเป็นตัวประกันครับ เหมือนทางด่วนเส้นที่ ๑ เหมือนกัน เคยเปรียบเทียบนะครับ ผมก็ไปมาหลายเวที ถ้าเผื่อไม่มี BTS สายสีเขียวจบเลยครับ ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้น BTS ก็เลยเอาเรื่องนี้เป็นเครื่องต่อรอง ท่านสุริยะเลยต้องไปออกข่าวว่าต้องไปซื้อสัมปทานคืนเพราะถ้าเผื่อเขาไม่มาร่วมท่านก็จะไป ต่อไม่ได้ ๒๐ บาทตลอดสายหรือตลอดทางมันก็ไปต่อไม่ได้ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ ฝากไว้เลย ที่มันสำเร็จไม่ได้เพราะ BTS ทุกครั้งที่เขาต่อสัญญาคิดหรือครับว่าเขาจะต่อสัญญาในเงื่อนไข ที่เลวลง ไม่มีครับ เขาก็เอาอันนี้ไปเป็นเงื่อนไขต่อสัมปทานเรา มันถึงไม่ตกกลับมาที่รัฐสักที จริง ๆ รัฐต้องเข้ามาเป็นเจ้าของแล้วครับ แล้วก็โอเคประมูลกันใหม่ ใครจะมาเดินรถ ใครจะมาทำ เรื่องตั๋วก็ทำกันไป แต่ที่ผ่านมามันทำไม่ได้เพราะติดเรื่องนี้ครับ ก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ท่าน สนข. หรือท่านที่จะต้องไปเจรจากับ BTS ท่านจะต้องเจอขวางแน่นอนนะครับ กลับมา เรื่องพี่น้องประชาชนนะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างสมมุติถ้าเผื่อบ้านผมอยู่แถวปรีดี คลองตัน ผมต้องนั่งรถเมล์มา สมมุติผมจะไปทำงานศูนย์สิริกิติ์ ผมต้องเสีย ๘ บาท รถร้อน ถ้าเผื่อเป็นรถแอร์ ๑๕ บาท มาที่ BTS พระโขนง ขึ้น BTS พระโขนงไปอโศกไปเปลี่ยนรถ เสียเท่าไรครับ ๓๒ บาท แล้วก็ไปต่ออีกต่อหนึ่ง ๑๗ บาท จากอโศก สุขุมวิทไปศูนย์สิริกิติ์ ถ้าผมต้องไปงานศูนย์หนังสือหรือไปทำงาน ๕๐ กว่าบาทครับเที่ยวหนึ่ง นิดเดียว สุดท้าย ไปซื้อมอเตอร์ไซค์ดีกว่าไหมครับ ซื้อรถดีกว่า คำนวณต้นทุนมามันถูกกว่าครับ แต่บางทีผมก็ ไม่อยากรถติด ก็จำเป็นจะต้องนั่งรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือบางทีนั่งแท็กซี่ยังถูกกว่าเลย ๒ คน ๕๐ บาท ๒ คน ๑๐๐ บาทแล้ว ค่าแท็กซี่ถ้าเผื่อผมนั่งจากแถวปรีดีแถวเอกมัยมาศูนย์สิริกิติ์ ถูกกว่า อันนี้มันก็เลยไม่ตอบโจทย์ขนส่งสาธารณะ มันจำเป็นมาก ๆ ที่เราจะต้องมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เห็นด้วยนะครับ แต่ก็มีข้อท้วงติงบางประการที่ทางอาจารย์สุรเชษฐ์ผู้เสนอร่างหลัก ก็ได้พูดไปแล้วในเรื่องที่มาของคณะกรรมการก็ควรจะมีประธานสภาองค์กรผู้บริโภค เข้ามาร่วมด้วยในฐานะตัวแทนของภาคประชาสังคมนะครับ🔗

สุดท้ายคือปัจจุบันเราไม่รู้ว่าค่าแรกเข้าจริง ๆ อย่าง ๑๗ บาท ค่าเหยียบแผ่นดิน ค่าเหยียบสถานี ๑๗ บาท เคยไหมครับเข้าไปปุ๊บแตะบัตรลืมเราจะต้องลงไปออกมาเสีย ๑๗ บาท อันนี้คือค่าเหยียบสถานี BTS ๑๗ บาท ยังไม่ได้เดินทางเลยนะครับ อันนี้ผมว่ามันต้องมาคุยกัน ตกลงกันสำหรับโอเพอเรเตอร์ทุกรายว่าสุดท้ายแล้วแรกเข้าจะเท่าไร แล้วแรกเข้ามันไม่ควร ซ้ำซ้อนนะครับ สมมุติผมเสีย ๘ บาท เข้าไปแล้วผมก็ควรจะใช้สาธารณูปโภคได้ทั้งหมดเลย ส่วนที่เหลือมันเป็นต้นทุนผันแปรใช่ไหมคือค่าน้ำมันหรือค่าไฟที่ต้องใช้ในการเดินรถหรือ ถ้าเผื่อเป็น Feeder ในอนาคต ตรงนี้สูตรวิธีการคำนวณถึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ในการที่จะอุดหนุนค่าโดยสารสาธารณะเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธนกร วังบุญคงชนะ เชิญครับ🔗

นายธนกร วังบุญคงชนะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ธนกร วังบุญคงชนะ แบบบัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้นำเสนอกฎหมาย ที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน เป็นของขวัญวันตรุษจีนก็ว่าได้นะครับ ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภานะครับ เพราะว่าวันนี้ปัจจุบัน ผู้โดยสารสาธารณะต้องเผชิญกับความยุ่งยากมากมายในการเดินทาง แล้วก็ต้องสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายจำนวนมากนะครับ การใช้ระบบตั๋วหลายใบมันก็เกิดปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะโดยสารรถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ควรจะมีระบบตั๋วร่วมตั้งนานแล้วนะครับ เพราะว่าวันนี้ต่างประเทศหลายประเทศท่านประธานก็เห็นเขาใช้ระบบตั๋วร่วมทั้งนั้นเลย เพราะว่ามันช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนะครับ และการมีระบบตั๋วร่วมจะเป็นการเชื่อมระบบ เหล่านี้เข้าด้วยกันนะครับ ทำให้พี่น้องประชาชนสะดวก รวดเร็ว แล้วก็ประหยัดค่าใช้จ่าย จำนวนมากนะครับ นอกจากนั้นแล้วระบบตั๋วร่วมยังช่วยในเรื่องของการแก้ปัญหาจราจรด้วย เพราะว่าคนไปใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลงอย่างแน่นอนนะครับ เพราะว่าถ้าเราสะดวกสบาย เราก็ไม่ต้องใช้รถส่วนตัวนะครับ รวมไปถึงแก้ปัญหา PM2.5 ด้วย วันนี้ต้องยอมรับว่าวันสองวันนี้ PM2.5 ในกรุงเทพมหานครผมดูแล้วลดลงนะครับ แต่ก่อนหน้านี้ปัญหามันรุนแรงมากนะครับ วกเรื่องนี้นิดหนึ่งนะครับ แล้วผู้ว่า กทม. ก็ไม่รู้ทำอะไรหาเสียงพูดเป็นตุเป็นตะนะครับ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ไม่มีการเตรียมความพร้อมเลย เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยที่รัฐบาลบูรณาการ ทุกฝ่ายวันสองวันนี้ ผมดูแล้วอากาศก็ดีขึ้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การใช้ประโยชน์ ของตั๋วร่วมผมคิดว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้วก็มันจะต้องยุติธรรมแบ่งผลประโยชน์ อย่างเป็นธรรมนะครับ เพราะว่าวันนี้การโดยสารรถไฟหลายสายนี่นะครับมันมีค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อน เหมือนที่ท่าน สส. พรรคประชาชนพูดเมื่อสักครู่นี้ ตรงนี้จะต้องแก้ปัญหาให้ได้ เพราะว่าถ้ามันมีซ้ำซ้อนมันก็ทำให้ค่าใช้จ่ายมันเพิ่มขึ้นอยู่แล้วนะครับ นอกจากนั้นแล้วการมี ระบบตั๋วร่วมแม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันทำได้อย่างแน่นอน เพราะว่ามันมีความซ้ำซ้อน มันต้องใช้เวลา ต้องใช้งบประมาณ และจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพราะไม่เช่นนั้นมันทำไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายฉบับนี้มันต้องกำหนด กลไกการควบคุม กำกับดูแลที่เข้มแข็งท่านประธาน และให้มั่นใจว่าการดำเนินการต้องมี ความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้นะครับท่านประธาน นอกจากนั้นแล้วการมีระบบตั๋วร่วม มันมีความท้าทายที่สำคัญอยู่ ๒ ประการ🔗

ประการแรก ภาระของผู้ประกอบการ วันนี้ผู้ประกอบการหลากหลายเขามี ระบบของเขาเอง เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะไปรวมนี่นะครับผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้นอีก สุดท้ายเป็นอย่างไรครับ ภาระก็ตกอยู่กับผู้บริโภคนั่นคือพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลก่อนที่จะทำก็จะต้องไปดูว่าจะต้องเยียวยาหรือต้องมีระบบอย่างไร🔗

ประการต่อมาในเรื่องของเทคโนโลยีและบุคลากร ท่านประธานร่างกฎหมาย ฉบับนี้ควรมีความพร้อมคำนึงถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย วันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย ตรงนี้ก็ต้องไปดูนะครับ และผมคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่ค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสาย ผมเชื่อว่านโยบายนี้แม้เป็นนโยบายของรัฐบาลผมมั่นใจแม้ว่าประกาศไปแล้วอาจจะช้าหน่อย ไม่เป็นอะไรครับ ผมเชื่อมั่นว่าท่านสุริยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทำเรื่องนี้สำเร็จ อย่างแน่นอน และผมเชื่อว่าวันนี้ระบบ ๒๐ บาทตลอดสายพี่น้องประชาชนเขารออยู่ไม่ว่า จะช้าจะเร็วแต่ผมเชื่อว่าสำเร็จ เพราะฉะนั้นระบบตั๋วร่วมมันจะนำไปสู่ ๒๐ บาทตลอดสาย และผมเชื่อว่าพี่น้องกรุงเทพมหานครหรือพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่มาในกรุงเทพมหานคร เขาจะได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นแล้วผมสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ พื้นที่เทศบาลนครรังสิต เทศบาลเมืองคลองหลวง และตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับวันนี้ผมก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ตั๋วร่วมที่มีร่างเสนอเข้ามา ๒ ร่าง อันนี้ผมก็อยากจะพูดถึงนิยามของแต่ละร่างก่อนนะครับ เริ่มต้นที่ร่างของอาจารย์สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นะครับ อาจารย์สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้พูดถึงนิยามของระบบตั๋วร่วมเป็นระบบชำระค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและบริการในการ ขนส่งสาธารณะ ก็คือเป็นระบบชำระเงินนะครับ แต่อีกนิยามหนึ่งของร่าง ครม. ที่พูดถึงว่า ระบบตั๋วร่วมคือการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสาร โดยผู้ให้บริการใช้บัตรโดยสาร หรือสิ่งอื่นที่จัดทำขึ้นตามมาตรฐานเทคโนโลยีก็ว่าไปนะครับ ก็คือตั๋วร่วมที่เป็นระบบชำระเงิน กับตั๋วร่วมที่พูดถึงการให้บริการขนส่งสาธารณะ ผมอยากจะขอยกตัวอย่างการใช้งานจริง ๆ ก็คือผมเองที่เคยเป็น Resident อาศัยอยู่ประเทศญี่ปุ่นมา ๕ ปี เราก็มีโอกาสได้ใช้ตั๋วร่วมจริง ๆ ขอสไลด์ขึ้นนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

ตั๋วร่วมแน่นอนว่าใคร ๆ ก็ทราบว่า สามารถใช้ชำระค่าขนส่งสาธารณะได้สะดวกรวดเร็ว แต่มันทำได้มากกว่านั้น สามารถใช้ชำระ ทั้งทางตู้สะดวกซื้อก็ได้ ภัตตาคารก็ได้ครับ อย่างภาพแรกผมให้ดูก่อนตั๋วร่วมที่เขามีก็จะเป็น บัตรแม่เหล็ก มีบัตรหลายยี่ห้อหลายประเภทเลยก็สามารถเติมเงิน เติมเงินที่เครื่อง Charge เงิน ก็ได้ หรือจะทำเป็น Application เติมเงินก็ดี ในการใช้งานถ้าเราขึ้นระบบเป็นรถไฟ รถไฟ ก็แตะที่ Gate รถไฟก็จะสามารถผ่านเข้าไปได้ ขอสไลด์ต่อไปครับ ความสะดวกที่มากกว่านั้น ก็คือการที่ใช้กับขนส่งสาธารณะ อย่างเช่นรถบัสได้ด้วย ของญี่ปุ่นเขาไม่มีกระเป๋ารถเมล์นะครับ แต่ว่าเขาใช้ระบบ Ticket กระดาษอันหนึ่งกับตั๋วร่วมที่สะดวกกว่าใช้ IC อย่างภาพซ้ายก็คือ แตะตอนขึ้นนะครับ มันก็จะจำว่าคุณขึ้นที่สถานีไหน ขึ้นที่ป้ายรถเมล์ป้ายไหนก็อาจจะต้องมี ระบบจีพีเอสเข้าไปด้วยกับตอนลงเราแตะอย่างเดียวมันก็จะคำนวณให้เลยว่าจุดที่ลงค่าโดยสาร เป็นเท่าไรและหักเงินโดยอัตโนมัติ ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องมาต่อคิวจ่ายเงินสดหรืออะไรใด ๆ หากเรามาประยุกต์ใช้กับในประเทศไทยนอกจากก็จะได้ประสิทธิภาพของแรงงานในระบบ เก็บค่าโดยสารบนรถเมล์มากขึ้น หรือเราอาจจะไปประยุกต์ใช้กับรถในพื้นที่ผมอย่างเช่น สองแถวอย่างนี้ก็ได้นะครับ ผู้โดยสารก็ไม่ต้องมาต่อคิวจ่ายค่าโดยสารอย่างนานนะครับแล้วก็ ทำให้เกิดการจราจรติดขัด นอกจากนี้ ขอสไลด์ต่อไป แต่สิ่งที่ทำได้มากกว่าแค่เป็นตั๋วที่จ่ายเพื่อการโดยสารสาธารณะนั่นคือเขาสามารถจับจ่ายใช้สอย คล้าย ๆ บัตรเดบิตเลยครับ อย่างเช่นไปจ่ายร้านค้าทั่วไปได้ ภัตตาคารหรือร้านสะดวกซื้อนะครับ ชำระสินค้าแตะก็จะคำนวณเงินได้เลยนะครับ ขอสไลด์ต่อไปครับ และนอกจากนี้ทำได้ มากกว่านั้นก็คือที่ตู้ขายของอัตโนมัตินะครับเรากดน้ำเสร็จปั๊บแล้วก็แตะมันก็ชำระเงินได้เลย อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ตั๋วร่วมไม่ได้เป็นประโยชน์กับเฉพาะขนส่งสาธารณะอย่างเดียวมันทำได้ หลากหลายนะครับ ทีนี้เราจะเอาไปใช้มันได้อย่างไรถ้าเกิดนิยามมันถูกจำกัดอยู่นะครับ นอกจากนี้อีกคุณประโยชน์หนึ่งที่ผมเห็นถึงการใช้ตั๋วร่วมนะครับ ก็คือว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้ มันสามารถบันทึกระบบแล้วก็สามารถจัดเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น ก็เป็นการอำนวยความสะดวก กับเอกชนอย่างหนึ่งหากเขาจะมีการค้าขายแล้วลูกค้าก็มาจ่ายเงินแล้วเขาก็ทำระบบลงภาษี ได้เลยไม่ต้องมาบันทึกภายหลังนะครับ ก็อาจจะมีความรวดเร็วกว่า QR Code ครับเพราะว่า เป็นบัตรแม่เหล็ก ก็คือเพียงแค่คีย์ในเครื่องคำนวณ เครื่องคิดเลขของตัวเองกดปั๊บแล้วลูกค้าแตะ ก็ใช้ได้เลย อันนี้คือความสะดวกที่ได้รับจากตั๋วร่วมที่ผมเคยใช้บริการมานะครับ เพราะฉะนั้น การใช้ประโยชน์เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเกิดนิยามเรามันยังแคบอยู่นะครับแค่ขนส่ง สาธารณะอย่างเดียวมันควรจะเปิดนิยามให้กว้างขึ้นก็คือเป็นระบบชำระเงินนะครับ ดังนั้น ผมจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมแล้วขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ของอาจารย์สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เป็นร่างหลักครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัสริน รามวงศ์ เชิญครับ🔗

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ ดุสิต พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมนะคะซึ่งเป็น ร่างกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยให้เป็น ระบบที่สะดวกยุติธรรมและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่มค่ะ ในพื้นที่ของเขตดิฉันเอง พื้นที่เขตบางซื่อ-ดุสิตก็ถือว่าเป็น กทม. กรุงเทพฯ ชั้นในถือเป็นพื้นที่ที่ไปเชื่อมโยงระหว่างรถ ราง เรือ ด้วยนะคะ แต่ว่าทุกวันนี้ประชาชนที่ใช้ขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่ก็ต้องเผชิญกับ ค่าโดยสารที่สูงมากค่ะเป็นการจัดการที่ถือว่าเป็นการจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพนะคะแล้วก็ เป็นการแยกส่วนระหว่างระบบและโครงสร้างที่เอื้อให้ประชาชนต้องจ่ายเงินที่ซ้ำซ้อนนะคะ แล้วก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายค่ะ เราอยู่ในประเทศที่มีรถไฟฟ้าแพงติดอันดับโลกนะคะ แล้วก็เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของประชากรแต่กลับไม่มีการบริหารจัดการให้ประชาชน เดินทางได้อย่างคุ้มค่าแล้วก็เป็นธรรมค่ะ ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในประเทศไทยมีการคำนวณ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนจากการเดินทางไปกลับ ๒ เที่ยวตลอด ๒๒ วันกับการทำงานใน ๑ เดือน นำไปเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชากรในเมืองใหญ่นะคะ ผลก็ปรากฏว่าค่าเดินทาง คิดเป็น ๕.๔๗ เปอร์เซ็นต์ต่อรายได้ต่อเดือนนะคะซึ่งจัดอยู่ในอันดับ ๑๑ จาก ๔๐ ประเทศ ที่มีการสำรวจค่ะ ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงใกล้เคียงกับประเทศในยุโรปอย่างสเปน ๕.๕๕ นะคะ แล้วก็เยอรมนี ๕.๓๔ ขอสไลด์ด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน ด้านขนส่งที่พัฒนาแล้วค่ะ ขณะที่ประเทศในเอเชียนะคะ อย่างไต้หวัน ญี่ปุ่น จีนแล้วก็เกาหลีใต้ ต่างมีสัดส่วนค่าโดยสารที่ต่ำกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ปัญหานี้นะคะไม่ใช่แค่เรื่อง ของความไม่สะดวกค่ะแต่ว่าเป็นภาระทางการเงินที่ประชาชนจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ สะสมจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ประชาชนที่มีรายได้น้อยแล้วก็ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวัน แล้วยังมองไปที่ประเทศที่มี ความสำเร็จในการจัดการขนส่งสาธารณะนะคะ พบว่าระบบตั๋วร่วมเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแล้วก็เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางค่ะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อย่างในไต้หวันมีการใช้ Easy Card ที่สามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้า รถเมล์ รถไฟระหว่างเมือง หรือแม้แต่ร้านค้าทั่วไปค่ะ บัตรใบเดียวค่ะประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนนะคะ แล้วก็ยังมีเพดานค่าโดยสารรายวันเพื่อควบคุม ไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายแพงเกินไปค่ะ ในเยอรมนีมีการนำเสนอนโยบาย ๔๙ ยูโร หรือว่า Deutschland-Ticket ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ได้แบบไม่จำกัดในราคาเดียว เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพของ ประชาชนแล้วก็ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างแท้จริง ดิฉันก็ต้องการอยากเห็น ประชาชนสามารถใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ รถโดยสารสาธารณะ แล้วก็ ระบบขนส่งอื่น ๆ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนนะคะ รวมถึงกำหนดเพดานค่าโดยสาร ที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของค่าเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริม ระบบตั๋วร่วมเพื่อให้รัฐสามารถบริหารแล้วก็สนับสนุนระบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินเพื่อให้เกิดความโปร่งใสป้องกัน การเรียกเก็บค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม แล้วก็การส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะต้องไม่ใช่ แค่คำพูดที่สวยหรู แต่ว่าเป็นการกระทำที่จับต้องได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของความที่ไม่สะดวกหรือ สะดวกอย่างเดียวแต่ว่ามันสะท้อนถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชนด้วย ดิฉันจึงขอเรียกร้องนะคะให้ผู้แทนทุกท่านมีส่วนร่วมกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติของ พรรคประชาชนนี้ด้วย เพราะระบบขนส่งที่เป็นธรรมมันไม่ควรที่จะเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชน แต่ว่าควรเป็นเรื่องสิทธิของทุกคน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ🔗

นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... ที่เสนอ โดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลจะได้มาดูแลการบริการสาธารณะให้กับภาคประชาชนได้ พี่น้องประชาชนครับ คำว่า ตั๋วร่วม คืออะไร หลายคนฟังแล้วอาจจะงง มันคืออะไรกันแน่ ตั๋วก็คือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เวลาเราไปขึ้นรถไฟ ขึ้นเรือต่าง ๆ อาจจะเป็นกระดาษหรือพลาสติก หรือแผ่นการ์ดสำหรับ เป็นค่าเดินทางของผู้ใช้บริการหรือประชาชนเวลาเราไปใช้บริการรถสาธารณะนะครับ ไม่ว่า จะเป็นรถยนต์ รถไฟ อันนี้คือตั๋ว แล้วตั๋วร่วมละใครร่วมกัน ตั๋วร่วมก็คือค่าบริการสาธารณะ แก่ผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของ การ์ด บัตร หรือสิ่งอื่นใดแทนบัตร ในการเดินทางทุกประเภท เช่น รถไฟฟ้า BTS MRT รถเมล์ ขสมก. และเรือโดยสารใช้ตั๋วเดียว และเดินทางได้ทุกสายก็คือตั๋วร่วม ร่วมกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้เวลาเราจะขึ้นก็ไปต่อสาย เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าใช้ตั๋วร่วมแล้วไม่ต้องไปต่อสาย บัตรเดียว การ์ดเดียว ใบเดียวจบเลย อย่างนี้ก็คือตั๋วร่วม แล้วใครรับผิดชอบครับ หน่วยงานที่รับผิดชอบคือสำนักนโยบายและแผน การขนส่งและจราจร สนข. ของกระทรวงคมนาคมนะครับ แนวคิดเรื่องตั๋วร่วมนี้เป็นแนวคิด เป็นการกำหนดค่าโดยสารแบบจ่ายครั้งเดียว Free Capping Fair Capping ต้องมีสูตร คำนวณค่าโดยสารกลางที่ทุกหน่วยงานเห็นชอบร่วมกันว่ามีราคาเท่าไรในตั๋วร่วม โดยรัฐ อาจต้องอุดหนุนค่าโดยสารในบางกรณีเพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระมากเกินไป นี่คือ แนวคิดของการใช้ตั๋วร่วม ปัญหาหลักขณะนี้ก็คือความแตกต่างของค่าโดยสารรถหรือบริการ สาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถราง รถยนต์ โครงสร้างทางธุรกิจของผู้ให้บริการ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งแตกต่างกันอยู่ ระบบของบริการสาธารณะ เช่น รถยนต์ ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า เรือ เป็นต้นนะครับ ก็มี ๒ คำ คือคำว่า บริการสาธารณะกับระบบขนส่งมวลชน นี่ละครับ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นซึ่งจะต้องเป็นเรื่องรายละเอียดที่ผมเชื่อว่าทางรัฐบาลหรือ คณะรัฐมนตรีคงจะดำเนินการตรงนี้ได้ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ข้อดีของระบบตั๋วร่วม ในระบบขนส่งสาธารณะก็คือ ๑. สะดวกต่อผู้โดยสารเพราะใช้บัตรเดียวเดินทางได้ทุกระบบ ขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือโดยสาร ลดปัญหาพกบัตรหลายใบหรือการไม่สะดวก ในการเดินทางต่าง ๆ ลดเวลาในการเดินทาง ๒. ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อเดินทาง หลายระบบควบคุมโครงสร้างค่าโดยสารเพื่อให้เป็นธรรมนั้นได้ยาก เพราะฉะนั้นระบบนี้ จะเป็นระบบที่ควบคุมโครงสร้างค่าโดยสารที่เป็นธรรมให้แก่พี่น้องประชาชน ๓. เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบขนส่ง ลดเวลาจ่ายค่าโดยสาร ลดความแออัด ทำให้ระบบขนส่งมีความคล่องตัวมากขึ้น แล้วก็เรื่องของมลพิษมลภาวะต่าง ๆ ทางน้ำ ทางอากาศก็จะลดลงไปถ้าเราใช้ระบบขนส่งเดียว ผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นก็จะลดน้อยลงไป ๔. โปร่งใสและควบคุมค่าโดยสารได้ง่าย การใช้ระบบดิจิทัลช่วยให้การจัดเก็บรายได้มีความแม่นยำ แล้วก็จัดเก็บค่ารถต่าง ๆ เป็นระบบได้มากขึ้น ๕. กระตุ้นให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดความแออัดของการจราจร ลดมลพิษ และลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน ข้อสังเกตก็คือ ๑. ต้นทุนการพัฒนาและการบำรุงรักษาสูง ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างมาก โครงสร้างพื้นฐาน ระบบซอฟต์แวร์และเครื่องอ่านบัตรต่าง ๆ ๒. ความซับซ้อนของการบริหารจัดการ ปัญหา การบูรณาการข้อมูลจากผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาการจัดสรรรายได้ การกำหนด ค่าโดยสารร่วมทั้งภาครัฐและเอกชนแล้วก็รถร่วมต่าง ๆ นะครับ ๓. ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ต้องปรับระบบ Upgrade เข้าระบบด้วยกันได้ ป้องกันระบบล้มเหลวในการเดินทาง ปัญหา ตรงนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ ๔. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว จากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ๕. ความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และภาครัฐ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ🔗

ผมเชื่อว่าข้อสังเกตเหล่านี้ทางคณะรัฐมนตรีโดยรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่ในการดูแล บริการขนส่งสาธารณะนั้นก็คงจะได้มีแนวทางป้องกันเป็นอย่างดีแล้ว ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนและเป็นแนวคิดที่จะทำให้บริการสาธารณะนั้นได้ประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนมากขึ้นนะครับ🔗

สรุปแล้วการบริหารจัดการตั๋วร่วมนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ และเอกชน โดยการสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและ สังคมโดยรวมครับ ผมขอเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... ฉบับของรัฐบาลที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ตอนนี้ก็ปิดรับลงชื่อหน้าบัลลังก์แล้วนะครับ มีท่านสมาชิกอภิปรายจำนวนมาก ต่อไปท่านวีรภัทร คันธะ เชิญครับ🔗

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมเป็นคนที่ใช้รถเมล์มาตั้งแต่เด็กแล้ว ไปโรงเรียนกลับจากโรงเรียนก็ใช้รถสาธารณะ โตขึ้นมาหน่อยก็ใช้ BTS ใช้ Airport Link ปัญหาก็คือพอผมโตขึ้นมาอีกนิดไปต่างประเทศ ก็จะไปเห็นว่าต่างประเทศเขามีระบบตั๋วร่วม ซึ่งบัตรใบเดียวไปได้ทั่วเมือง แต่พอหันกลับมามองเมืองไทยทุกวันนี้พอไปที่ Airport Link ต้องไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อเอามาจ่ายเงินสดแลกออกมาเป็นเหรียญ ก็จะเห็นว่าปัญหา เรื่องของตั๋วการเดินทางเกี่ยวข้องไปทุก ๆ คนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ คนวัยทำงาน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนครับว่าตั๋วร่วมเป็นแนวคิดที่ดีครับ เป็นก้าวสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะที่จะทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ประหยัดขึ้น ใช้บัตรใบเดียวได้ทุกระบบขนส่ง แต่เมื่อเรามาดูร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันจริง ๆ กลับพบว่าร่างของพรรครัฐบาลมีการตัดทอนสาระสำคัญไปหลายจุด พี่น้องครับวันนี้ขอคุย เรื่องตั๋วร่วม บัตรใบเดียวที่ใช้ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า และขนส่งสาธารณะทุกประเภทได้ซึ่งฟังดูดี ใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ร่างกฎหมายของภาครัฐที่ออกมาแอบเปลี่ยนคำบางคำ ที่สำคัญมากและมันอาจทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากกว่าที่คิด ตั๋วร่วมคือการเดินทาง ที่สะดวกขึ้นหรือการผูกขาด นี่คือคำถามที่สำคัญ ร่างกฎหมายของรัฐบาลไม่ได้บังคับให้ผู้ที่ ถือสิทธิระบบตั๋วร่วมต้องเป็นผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ นั่นแปลว่าใครก็ได้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำ ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นนายทุนใหญ่ได้สิทธิ ทำตั๋วร่วมเขาจะกำหนดกฎทุกอย่างเอง ค่าโดยสารอาจจะแพงขึ้นเพราะระบบอยู่ในมือเอกชน ประชาชนอาจไม่มีทางเลือกเพราะทุกขนส่งต้องใช้ตั๋วนี้ แล้วมันยุติธรรมกับพวกเขาหรือครับ คำจำกัดความของระบบตั๋วร่วมถูกลดทอนในร่างของรัฐบาลได้มีการตัดคำอธิบายสำคัญเกี่ยวกับ มาตรฐานกลางของเทคโนโลยีระบบตั๋วร่วมออกไป ซึ่งหมายความว่าระบบนี้อาจไม่สามารถ ใช้งานร่วมกันได้จริงในทางปฏิบัติ แล้วแบบนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรครับ หรือสุดท้าย จะกลายเป็นแค่โครงการในอากาศที่มีแค่ชื่อ แต่ใช้ไม่ได้จริง เหตุผลในการผลักดันกฎหมายนี้ ไม่ชัดเจนแล้วก็อ่อนแอ พบว่าร่างกฎหมายขาดเจตนารมณ์ที่หนักแน่นในการแก้ปัญหา ของประชาชน หลายประเด็นสำคัญถูกลดทอนนะครับโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ยกตัวอย่าง เช่น การระบุให้มีการจัดเก็บค่าโดยสารเป็นธรรม กลับถูกทำให้คลุมเครือ ซึ่งอาจนำไปสู่ ปัญหาการกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน🔗

ถัดมานะครับ ประโยชน์ที่ประชาชนควรได้รับอาจไม่เกิดขึ้นจริง การทำให้ ตั๋วร่วมเป็นจริงต้องมีความโปร่งใสและเป็นระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่หากขาดกฎระเบียบที่เข้มแข็งเราอาจได้เห็นระบบตั๋วร่วมที่ยังคง กระจัดกระจายไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้จริง และอาจเป็นเพียงโครงการที่อำนวยประโยชน์ให้กับ ผู้บริการรายใหญ่มากกว่าประชาชน คำถามสำคัญคือตั๋วร่วมนี้คือเพื่อใคร พี่น้องประชาชนครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องบัตรโดยสาร แต่นี่คืออนาคตของระบบขนส่งไทย ที่มีผลต่อค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตของเรา พรรคประชาชนยืนยันว่าระบบตั๋วร่วมนี้ ต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่แค่ของกลุ่มทุนใหญ่ ผมขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายนี้ และต้องให้มั่นใจว่าระบบตั๋วร่วมจะต้องใช้งานได้จริงในทุกระบบขนส่ง ต้องมีมาตรฐานกลาง ที่โปร่งใสไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชน การจัดเก็บค่าโดยสารต้องเป็นธรรมและลดภาระ ค่าใช้จ่ายของประชาชน เพราะอะไรครับที่ผมต้องเสนอแบบนี้ แล้วร่างของพรรคประชาชน ต่างกันอย่างไรนะครับ ผมยืนยันว่าคนที่ได้รับอนุญาตทำตั๋วร่วมนะครับต้องเป็นผู้ให้บริการ ขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่แค่บริษัทไหนก็ได้ที่มาควบคุมระบบแล้วเก็บเงินจากประชาชนอย่างเดียว ประชาชนต้องได้ราคาที่ยุติธรรม ไม่มีนายทุนคนไหนผูกขาดระบบได้ ตั๋วร่วมต้องทำให้ประชาชน เดินทางสะดวกขึ้นไม่ใช่กลายเป็นภาระ ถ้ากฎหมายผ่านไปแล้วประชาชนจะเสียอะไร ถ้าระบบ ตั๋วร่วมอยู่ในมือกลุ่มทุนประชาชนอาจจะต้องจ่ายราคาที่แพงขึ้น ไม่มีสิทธิเลือก และถูกบีบบังคับ ให้ใช้บริการที่นายทุนกำหนด แล้วเราจะยอมให้เป็นแบบนั้นหรือ ทุกท่านครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ต่อต้านตั๋วร่วมนะครับผมอยากให้มันเกิดขึ้นและเป็นของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ของ นายทุนนะครับ ถ้าท่านไม่อยากเสียค่ารถแพงขึ้น ไม่อยากถูกบังคับให้ใช้ระบบที่ผูกขาด ก็ต้องช่วยกันส่งเสียงว่าเราต้องการกฎหมายที่เป็นธรรมกับประชาชน ตั๋วร่วมต้องทำให้ ประชาชนสะดวกขึ้น ไม่ใช่เปิดทางให้ทุนใหญ่ผูกขาด เราจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ ผมจะไม่ยอม ให้ตั๋วร่วมเป็นแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือเป็นเครื่องมือของนายทุน ผมต้องการให้มันเป็น เครื่องมือที่ทำให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ถูกลง และเป็นธรรมมากขึ้น🔗

สุดท้ายนี้นะครับ ผมอยากให้ทุกท่านช่วยกันจับตามองว่ากฎหมายฉบับนี้ จะออกมาเพื่อใคร เพื่อประชาชนหรือเพื่อคนบางกลุ่ม รัฐบาลอาจจะประกาศรถไฟฟ้า ๒๐ บาท ที่ฟังดูเหมือนช่วยประชาชน แต่ท่านก็รู้ว่ามันก็อาจสร้างหนี้มหาศาล แล้ววันนี้พวกท่าน แก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ด้วยเงินตัวเอง แต่เปิดทางให้นายทุนเข้ามาผูกขาด ขูดรีดประชาชนแทน แบบนี้เรียกว่าช่วยประชาชนหรือว่าส่งพวกเขาเป็นเหยื่อกันแน่ครับ ก็ต้องฝากท่านประธาน ฝากไปถึงหลาย ๆ ฝ่ายทบทวนนะครับ แล้วก็ผมคาดหวังว่าจะเห็นการปรับปรุงให้ร่างนี้ มีประโยชน์ต่อประชาชนที่แท้จริงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เชิญครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ เป็นที่ทราบกันดีค่ะท่านประธานว่า การคมนาคมและการสัญจรในกรุงเทพมหานครส่วนมากค่ะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอัตรา จำนวนที่มีแต่จะขึ้นเอา ๆ จนทำให้เกิดปัญหารถติด ฝุ่นควัน PM2.5 และไม่ตอบสนองกับ ความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชนค่ะ เมื่อมีการพูดถึงใช้ตั๋วร่วมมามากกว่า ๒๐ ปี แล้วค่ะท่านประธาน ตั้งแต่สิงคโปร์ ไต้หวัน เริ่มมีการพัฒนาระบบตั๋วร่วม จนปัจจุบันก็พัฒนา ตั๋วร่วมไปใช้กับขนส่งสาธารณะและร้านสะดวกซื้อทั่วไปได้แล้วค่ะ ส่วนประเทศไทยเองก็ได้ มีการพูดถึงใน ครม. มาแล้วในเรื่องการใช้บัตรร่วมขนส่งสาธารณะตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ค่ะ แต่ปัจจุบันนี้ค่ะท่านประธาน ผ่านมาแล้ว ๑๘ ปีค่ะเราก็ยังไม่มีตั๋วร่วมเดินทางสาธารณะ ที่ใช้ได้กับทุกขนส่งสาธารณะในทุกรูปแบบเลยค่ะท่านประธาน ท่านยังคงจำบัตรแมงมุมได้ ใช่ไหมคะท่านประธาน ท่านประธานคะ ร่างของพรรคประชาชนมีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. กำหนดให้มีการบริหารจัดการเก็บค่าโดยสารในรูปแบบตั๋วร่วม และเชื่อมต่อทุกการเดินทาง ด้วยตั๋วใบเดียวค่ะ ๒. กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมสำหรับกรณีการเดินทางครั้งเดียว บนขนส่งสาธารณะหลายรูปแบบโดยระบุรูปแบบของขนส่งสาธารณะที่ชัดเจนและ ไม่คลุมเครือค่ะท่านประธาน ๓. การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และเพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุน ๔. คือกำหนดหน้าที่ผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วม เปิดเผยสถานะ ทางการเงินเพื่อจะตรวจสอบความโปร่งใสในการประกอบกิจการค่ะท่านประธาน ร่างของ พรรคประชาชนมีความชัดเจนในกลไกในเชิงปฏิบัติจริง โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยมีสัดส่วนของ ผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วมด้วยค่ะท่านประธาน ท่านคะหากท่านได้ ศึกษานโยบายของระบบตั๋วร่วมในต่างประเทศแล้วเปรียบเทียบกัน ในสหราชอาณาจักร อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปก่อนหน้านี้มีบัตร Oyster ที่เป็นบัตรครอบจักรวาลเดินทาง ได้ทั่วลอนดอน หากมีบัตรนี้เพียงใบเดียวก็สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟฟ้า รถราง รถบัส เรือ รวมในบัตรเดียว ภายในวันหนึ่งท่านก็สามารถเดินทางกี่เที่ยวก็ได้โดยราคาก็จะถูกกำหนดไว้ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีระบบ e-Money บัตร IC Card เติมเงินอย่าง Suica ที่เป็นของ JR สามารถใช้ขึ้นระบบขนส่งสาธารณะได้ทั่วไป มีทั้งรถไฟ รถไฟฟ้าใต้ดิน รถบัส และ Monorail ทุกเขตในมหานครโตเกียวและยังสามารถใช้กับบางระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ต่างจังหวัด ของญี่ปุ่นได้อีกด้วยนะคะ เช่น ภูมิภาคโทโฮคุ นีงาตะ ฮอกไกโด ญี่ปุ่นตะวันตก คิวซู จนถึง โอกินาว่า คือใช้ตามพื้นที่ที่ระบุไว้รวมกับระบบ e-Money อื่น ๆ อย่างเช่น PASMO ICOCA หรือ Suica ได้เช่นกันค่ะ ซึ่ง ๑๐ IC Card หลักของญี่ปุ่นก็อยู่ภายใต้เครือข่ายและการจัดการ ของรัฐเอกชนสามารถใช้รวมกันได้ทุกยานพาหนะเลยค่ะ แล้วก็ร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไปโดยที่ ไม่ต้องมีหลายบัตร แค่ใช้ใบเดียวก็เอาอยู่แล้วค่ะท่านประธาน ท่านสามารถใช้บัตรแบบไม่มีบัตร ก็ได้ด้วยนะคะโดยใช้ Application ในโทรศัพท์มือถือ ประเทศเกาหลีใต้ก็มีแบบ T-Money ที่คนเที่ยวใช้บ่อย แล้วซึ่งจะสามารถใช้ได้แบบทุกระบบเลยเหมือนของญี่ปุ่น ได้ทั้งรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ และใช้จ่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป นอกจากคมนาคมและขนส่งสาธารณะ ยังสามารถ นำไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของได้ตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร แล้วก็เพิ่มความสะดวกสบาย ให้กับผู้ใช้ค่ะท่านประธาน ต่อมาไปยังประเทศไทยของเรานั่นเอง มีบัตร Rabbit สำหรับ รถไฟฟ้า BTS ครอบคลุมการชำระค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ในพื้นที่ กทม. และ ต่างจังหวัด เช่น รถโดยสารประจำทาง หรือเรือโดยสาร เป็นต้นนะคะ แต่ก็ยังมีความจำกัด ก็น่าตลกดีในระยะเวลาที่ผ่านมาการใช้รถไฟฟ้าโดยสาร Airport Link หรือบางแห่งก็ต้องใช้ เหรียญแลกเป็นหลักนะคะ นี่มันสมัยไหนแล้วคะท่านประธานที่ยังจะต้องใช้ระบบเหรียญ แลกกับบัตรเข้าไป มันควรจะมีทางเลือกอื่น ๆ ได้แล้วที่สะดวกสบายและ Friendly ต่อผู้ใช้ ทันต่อเทคโนโลยีค่ะ ทั้งหมดนี้การทำระบบตั๋วร่วมดิฉันเห็นว่าสำคัญเป็นอย่างมากหากเรา ต้องใช้รถไฟฟ้าซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องข้ามสายกัน ที่ผ่านมาเพิ่มความยุ่งยากให้กับประชาชน ที่ใช้บัตรคนละรูปแบบในการใช้บริการที่จะต้องรีบแก้ไข ซึ่งตอนนี้ผู้ใช้บริการต้องเสียเวลา แลกบัตรเข้าไปใหม่หลายรอบและเป็นสายที่ข้ามสายกันก็จะไม่สะดวกสบาย รถไฟฟ้าบ้านเรา มีมาหลายสิบปีแล้ว ผ่านยุครัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย แต่ทำไมเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีการพัฒนา ให้มีการใช้ร่วมกันได้เพื่อความสะดวกสบายของผู้โดยสาร เรื่องการคุยกันในแต่ละสายบริการ ไฟฟ้าทั้งภาครัฐและเอกชนมีปัญหาและมีการประวิงเวลามายาวนานค่ะท่านประธาน ดิฉัน เห็นว่าการเริ่มคิดที่จะทำตั๋วร่วมในรูปแบบธุรกรรมที่ผ่านมาเป็นบัตรอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ในยุคปัจจุบัน การเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ตั๋วร่วมที่ว่าควรอยู่ใน ระบบดิจิทัลใช้เป็น Application ได้แล้วค่ะ เพราะทุกวันนี้มือถือเครื่องเดียวก็สามารถทำได้แล้ว เป็นอะไรที่สะดวกสบายแล้วก็ระบบธุรกรรมต่าง ๆ ควรจะเป็นรูปแบบ One Stop Service ระบบดิจิทัลทั้งหมดค่ะ เฉกเช่นเดียวกับอีกประเด็นก็คือมีการพูดถึงการประสานงานกับ หน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชนแล้วก็มีการเอ่ยถึงการทำธุรกรรมการจับจ่ายใช้สอย กับกิจการร้าน SMEs ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่เป็น One Stop Service เราควรครอบคลุม ให้ได้มากที่สุดรวมถึงธุรการด้วย เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้ Application ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มี เยอะเหลือเกินแล้วก็เบิกงบประมาณไปใช้จ่ายในการที่จะสร้าง Application ใหม่เรื่อย ๆ ไม่มีความจำเป็น การลดภาระค่าใช้จ่ายใช้ตั๋วส่งเสริมในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียม ช่วยลดปัญหารถติดในกรุงเทพมหานคร ย่นระยะเวลาการเดินทางในบริเวณที่มีปัญหาการจราจร ติดขัดค่ะท่านประธาน รวมถึงมลภาวะฝุ่น PM2.5 ที่มาจากควันรถ จากสถิติสำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจรเห็นว่า ๕๔ เปอร์เซ็นต์ มลพิษของ PM Two Point Five มาจากการจราจรบนท้องถนนค่ะท่านประธาน ในลอนดอนค่ะมีประชากร อยู่ทั้งหมด ๘.๖ ล้านคน แต่อัตรารถที่จดทะเบียนแล้วมีเพียงแค่ ๒ ล้านกว่าคัน ซึ่งเทียบ เฉลี่ยแล้วผู้ใหญ่ ๑ คนต่อรถ ๐.๓ คัน โดยรวมถึงครัวเรือนร้อยละ ๔๖ เปอร์เซ็นต์ไม่มีรถยนต์ ค่ะท่านประธาน อีกร้อยละ ๔๐ มีรถ นี่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จำเป็นของการมีรถยนต์ ส่วนตัวเลยแล้วการที่เข้าถึงขนส่งสาธารณะอย่างทั่วหน้าเท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำสามารถ ทำให้ลดอัตราการซื้อรถได้ค่ะท่านประธาน กรุงเทพฯ มีประชากร ๑๗ ล้านคน แต่กลับมีรถ จดทะเบียนถึง ๑๐.๖ ล้านคัน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรค่ะท่านประธาน ปาไปแล้ว ๒ ใน ๓ นับเป็น ๖๘ เปอร์เซ็นต์ และขนส่งสาธารณะมีคนใช้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ นี่สะท้อนถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ประชากรเข้าได้เท่าเทียมเท่าถึงทั่วหน้าจะช่วยให้ ประชากรซื้อรถยนต์ลดลงค่ะ แล้วก็ช่วยลดช่องว่างระหว่างครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำให้เข้าถึง ระบบขนส่งสาธารณะที่เท่าเทียม ลดมลภาวะและปัญหารถติดค่ะ🔗

สรุปค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นว่าการพัฒนาระบบตั๋วร่วมของรัฐบาลต้องคำนึง ถึงความสะดวกสบาย อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน ลดภาระให้พี่น้องประชาชน ในชั่วโมงเร่งด่วน และการใช้ตั๋วร่วมใบเดียวสามารถครอบคลุมได้ทุกประเภท เพื่อส่งเสริม ให้พี่น้องหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหารถติด ลดฝุ่น PM2.5 พี่น้องประชาชน จะได้มีความสะดวกสบายในการเข้าถึงสาธารณะที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมทั่วถึงและทั่วหน้า จริง ๆ ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประภาพร ทองปากน้ำ เชิญครับ🔗

นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๓ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีที่เสนอโดยท่านรัฐมนตรีช่วยมนพร เจริญศรี ดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... ฉบับนี้ อย่างเต็มที่ เพราะเป็นกฎหมายที่ช่วยแก้ปัญหาการเดินทางของพี่น้องประชาชนได้อย่างเป็น รูปธรรม ท่านประธานคะ รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ต่อมาถึง ท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร มีนโยบายสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาสด้วยการเข้าถึงการบริการของภาครัฐ ให้ดียิ่งขึ้น และเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะอย่างบูรณาการ ดังนั้นภายใต้การดำเนินงาน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จึงได้ดำเนินการตามนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสอง ด้วยการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะมีทั้งหมด ๗ หมวด ๕๔ มาตรา และบทเฉพาะกาลค่ะ ซึ่งจะครอบคลุมและบังคับ ใช้ได้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเราจึงพบว่าข้อดีของการใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีทั้งหมด ๓ ประการที่จะช่วยปฏิรูปการขนส่งสาธารณะของไทย🔗

ประการที่ ๑ ค่ะการใช้บัตรใบเดียวกันเดินทางได้ทุกระบบ โดยมี สนข. เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรฐาน จะส่งผลให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรฐานกลาง ในระบบเดียวกัน ดังนั้นเมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกบังคับใช้ ผู้ใช้บริการจะสามารถใช้บัตร ชำระเงินใบเดียวกันไปได้ทุกสถานี🔗

ประการที่ ๒ การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมที่เป็นธรรมโดยไม่ต้องจ่าย ค่าแรกเข้าซ้ำก็จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง ระยะไกลและผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบบขนส่งไปหลายต่อ เพราะนั่นจะส่งผลดีต่อการคิด ค่าโดยสารโดยรวมอย่างเป็นธรรม และเมื่อเราใช้หลักการนี้ทำให้ทราบว่าผู้ใช้บริการขึ้นจาก สถานีไหนแล้วเดินทางไปที่สถานีไหนจึงสามารถทำให้มีมาตรฐานราคากลางได้ ส่งผลให้ ค่าโดยสารของผู้ใช้บริการลดลงและยังส่งผลให้การขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟฟ้าทุกสาย รถเมล์ เรือสาธารณะ รวมถึงทางด่วนจะสามารถใช้บัตรชำระเงินใบเดียวกันได้ครอบคลุม ทุกการเดินทางค่ะ ท่านประธานคะ แม้ว่าปัจจุบันคณะรัฐมนตรีจะมีการออกระเบียบว่าด้วย การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พุทธศักราช ๒๕๖๓ แล้ว แต่ระเบียบนี้สามารถบังคับใช้ได้เฉพาะหน่วยงานของรัฐ และไม่สามารถใช้บังคับกับเอกชนได้ เนื่องจากเกินขอบเขตอำนาจที่กำหนด และในอนาคตอาจมีผู้ประกอบการขนส่งทางราง เพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐก็จะยังไม่สามารถบังคับให้ทุกผู้ประกอบการใช้ระบบเดียวกันได้ ใช้ระบบการชำระเงินได้ ใช้ระบบตั๋วได้ จะทำให้การควบคุมและการดูแลการบริหารจัดการ ระบบนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและ ผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะให้สิทธิประโยชน์และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ผู้ใช้บัตร หรือตั๋วร่วมนี้ พระราชบัญญัติการบริหารจัดการตั๋วร่วมฉบับนี้จึงจำเป็นอย่างมาก และข้อดี ส่วนสุดท้ายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือส่วนที่ ๓ จะต้องมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบ ตั๋วร่วม โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน การพัฒนาและการส่งเสริมเกี่ยวกับ การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมนะคะ เพราะการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมจะช่วยสนับสนุน การพัฒนาระบบและช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว โดยเฉพาะผู้ให้บริการด้านรถเมล์ เรือสาธารณะ ซึ่งอาจจะต้องมีการลงทุนในการปรับปรุงระบบในการจัดเก็บค่าโดยสารให้เป็น ระบบอัตโนมัติทั้งหมด ดิฉันจึงต้องบอกว่าเห็นชอบเป็นอย่างยิ่งค่ะ และดิฉันยังจะขอให้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านร่วมเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้เดินทาง เพราะมีการกำหนดให้มีการกำกับดูแล มาตรฐานการให้บริการและจะมีบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายในการเดินทาง ที่สำคัญร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยจูงใจให้พี่น้องประชาชน หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและจะช่วย ลดปัญหาการจราจร ลดมลพิษในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นการพลิกโฉมการเดินทาง เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ง่ายขึ้น และยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทำให้การขนส่งสาธารณะ ของไทยก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชนด้วยการใช้ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางประกอก พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาตผมอยู่มุม ๆ ล่างกล้องเขาหาไม่เจอครับ ท่านประธาน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่ทางอาจารย์สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้เป็นผู้เสนอแล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามีข้อที่ดีกว่าร่างของรัฐบาลอยู่หลายประการ ด้วยกันนะครับ ในแง่ของว่าที่รวมรถเมล์ด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นปัญหาหลักของชาว กทม. เลยก็ว่าได้เรื่องเกี่ยวกับ Feeder Line ที่จะไปสู่รถไฟฟ้าสายหลัก เพราะว่าทุกคนไม่สามารถ มีรถไฟฟ้าอยู่หน้าบ้านตัวเองได้อยู่แล้วครับท่านประธาน ซึ่งผมเองขอพูดในฐานะ ๒ ส่วน ๑. ในฐานะผู้ใช้ขนส่งสาธารณะเป็นประจำนะครับ เมื่อวานลงพื้นที่ไปตรุษจีนผมก็นั่ง MRT ไปลงอิสรภาพแล้วก็ต่อรถไทยสมายล์ครับ แล้วผมก็พกไปอย่างนี้ไปตลอดเวลาครับ มีบัตรขึ้น MRT มี บขส. แล้วก็มี Rabbit ขึ้น BTS แล้วก็บัตร HOP ซึ่งอันนี้จะขึ้นของไทยสมายล์ ได้ด้วยนะครับ แล้วก็ทั้งเรือทั้งรถเมล์ไฟฟ้าด้วย ในอีกฐานะหนึ่งครับผมก็รู้สึกว่าทำไมผมต้อง พกเยอะอะไรขนาดนี้ครับ จริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับบัตรครับว่าจะเยอะจะน้อยอย่างไรครับ มันเกี่ยวกับระบบหลังบ้านครับ เพราะผมไปจีนมากับทางสภานี่ละครับท่านประธาน ก็พบว่าหลายครั้งครับหลายเมืองในจีนที่ขายตั๋วคือเจ๊งไปหมดแล้วครับเขาก็ใช้ Weixin WeChat Alipay อะไรกันไปหมดแล้วนะครับ มันก็อยู่ที่ทางรัฐเราที่จะมาทำ ก็ไหน ๆ ทำแล้ว ก็อยากให้ครอบคลุมอย่างร่างอาจารย์สุเชษฐ์ครับ มีสิ่งหนึ่งที่ผมอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วย แล้วผมจะได้แปรญัตติต่อไปคือการตัดเรื่องของคณะกรรมการออก ซึ่งผมเห็นว่าคณะกรรมการ ในหลาย ๆ กฎหมายก็มีแต่ข้าราชการที่ไปนั่งอยู่ ก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วมของประชาชน สู้ให้รัฐมนตรี เป็นคนกำหนดคนเดียวจะมีส่วนรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่า ซึ่งอันนี้เป็นจุดยืนของผม ในทุก พ.ร.บ. อยู่แล้ว🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานผมอยากพูดในฐานะที่เป็นไกด์เก่า แล้วก็เป็น กรรมาธิการการท่องเที่ยวด้วยครับเป็นรองประธานคนที่สอง ผมก็คิดว่าเรื่อง พ.ร.บ. นี้ ก็จะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างมากในแง่ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยอยู่นานแล้วครับ ทราบไหมครับว่านักท่องเที่ยวมาเขาก็งงว่าสุดท้ายจะขึ้นอันนี้ ๆ ต้องซื้ออะไร บางครั้งครับ ซื้อบัตร Airport Link SRT มาถึงสุวรรณภูมิ ซื้อปุ๊บคิดว่าใช้ได้หมดครับ ที่ไหนได้ครับ ใช้ได้แต่ Airport Link กับสายสีแดง สุดท้ายก็เลยต้องมาซื้อบัตร Rabbit และตรงพญาไทใหม่ สักพักอยากไปเที่ยววัดโพธิ์ไปซื้อบัตร MRT อีกรอบ คราวนี้เข้ามาลืมดูใช้บัตรเครดิตได้ สรุปแล้ว เขาต้องถือกี่บัตรกันแน่ในประเทศนี้เพื่อจะได้เดินทางนะครับ อันนี้ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลา เพราะถ้าคิดง่าย ๆ ครับว่าถ้านักท่องเที่ยวใช้เวลา ๑ นาทีในการซื้อตั๋ว ๑ ครั้ง วันหนึ่งเขา อาจจะเดินทาง ๕ เที่ยว ๖ เที่ยวนะครับ เขาเสียเวลา ๖ นาที แต่เขาอยู่ ๒๐ วันคูณเป็นเวลา หลายชั่วโมงนะครับท่านประธาน แล้วนักท่องเที่ยวเรา ๓๐ ๔๐ ล้านคน ถ้าเวลาตรงนี้เขาไป Enjoy อย่างอื่น เขาไปทำอะไรอย่างอื่นได้มูลค่าที่เขาใช้บริการในประเทศเราเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ ทำให้การเชื่อมต่อนั้นมันไร้รอยต่อ พ.ร.บ. นี้ซึ่งมันจะง่ายกับ นักท่องเที่ยวครับ อย่างผมนี่เคยไปประเทศเกาหลีครับ ถ้าเคยนั่งรถเมล์ไปขึ้นรถไฟก็จะ ไม่เสียค่ารถเมล์ครับ อันนี้ก็เป็นการบริการ Feeder Line ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถได้ กระจายตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ เขาไม่จำเป็นต้องอยู่กับโรงแรมที่ติดรถไฟฟ้าอีกแล้วนะครับ เขาสามารถไปอยู่ใน Hostel Guest House เล็ก ๆ ได้ที่อยู่ในตรอกซอกซอยต่าง ๆ สามารถ ใช้สินค้าในชุมชนหรืออะไรต่าง ๆ ได้ ทำให้เงินไม่กระจุกตัว เพราะเป็นการกระจายการท่องเที่ยว ไปด้วยใช่ไหมครับ และการเชื่อมต่อหลายอันมันมีตัวอย่าง อย่างเช่นรัฐบาลอยากท่องเที่ยว เมืองรองครับ รัฐบาลสามารถบอกเขาว่าให้นั่งรถไฟไปจากโน่นจากนี่พอเราควบคุมราคาได้ เราก็จะบอกว่าถ้าคุณลงสถานีที่ไม่ฮิตผมลดค่าตั๋วให้คุณได้อีกนะหรือคุณจะไปต่อรถบัส ไปสถานที่อื่นผมลดไปใน Package เลยก็ได้ นี่คือเป็นการกระจายการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยว เมืองรองที่พูดกันมาหลายรัฐบาลแล้วก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรครับ ซึ่งตรงนี้ทางพรรคประชาชน ผมก็ได้ทำกับเพื่อน ๆ อยู่นโยบายในการกระจายตัวของ Demand การท่องเที่ยว เพราะในข้อที่ ๓ ที่จะกระจายไปนี่ก็คือปัญหาการไม่กระจายตัวของนักท่องเที่ยวนี้เป็นปัญหาใหญ่ World Economic Forum ได้บอกครับว่าประเทศไทยมันมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ Demand Sustainability หรือความมั่นคงในเรื่องของอุปสงค์ครับ เพราะว่าทุกคนก็แห่ไปเที่ยวเชียงใหม่ทุกคนก็แห่ไปเที่ยว ภูเก็ตก็อยู่กันแค่นี้ครับมันไปที่ไหนไม่ได้ เพราะขนส่งสาธารณะเราห่วยครับ หรือแม้กระทั่ง ไปภูเก็ตครับ นั่งออกมาจากภูเก็ตไปไหนต่อก็ยังลำบากเลย ดังนั้นการที่เราสามารถทำตั๋วร่วมได้ ก็จะทำให้ ๑. คือเราสามารถวางแผนได้ใช่ไหมครับว่าเราจะให้นักท่องเที่ยวไปที่ไหน ผ่าน Promotion ต่าง ๆ ครับ และ ๒. ที่สำคัญกว่านั้นคนไม่ค่อยคิดก็คือเรื่องที่เราจะได้ทราบ เรื่องข้อมูลการเดินทางของนักท่องเที่ยวครับ บัตรหลายประเภท เราก็จะรู้ครับว่าเจ้าของเป็นใคร ถ้าเขาเป็นนักท่องเที่ยวเป็นต่างชาติเราจะรู้พฤติกรรมของเขาเพื่อมาวางแผนนโยบาย การท่องเที่ยว ไม่ใช่สักแต่ Promote สักแต่จัด Event เราก็ไปตะโกน Soft Power ตะโกน ๆ อย่างนี้ ไม่มีใครได้อะไรนอกจากห้างใหญ่ โรงแรม Chain ใหญ่ครับ ชาวบ้านอย่างผมไม่ได้ อะไรเลยครับในเขตคลองสานไปดูครับ โอ้โฮภูมิใจมากจัดปีใหม่โน่นนี่นั่น สุดท้ายครับไม่เห็นมี ใครมาเดินในซอยเจริญรัถข้าง ๆ เลยบอกว่ามีแต่ห้างที่แบบโอ้โฮคนประสบความสำเร็จ คนรอบ ๆ ไม่ได้อะไรเลยครับท่านประธาน การที่ทำตั๋วร่วมพัฒนาขนส่งสาธารณะนี่ละครับ จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจที่มาจากการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวมันจะ ไม่ใช่ของนายทุนอย่างเดียว เพราะการท่องเที่ยวมันมาจากมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษเรา มีร่วมกันครับ ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งครับท่านประธาน ผมจึงขอสนับสนุนในร่างของอาจารย์ สุรเชษฐ์ที่ว่ามันมีความลึกกว่าครับ ดีกว่าแน่นอนของร่างรัฐบาล แล้วจริง ๆ ในเรื่องของ การเชื่อมรถรางแล้วก็เรือ แต่จริง ๆ เดี๋ยวผมจะแปรญัตติอีกอันครับ จริง ๆ เดี๋ยวต้องทำให้ ล้ำหน้า Style ก้าวไกลให้เราก้าวหน้านะครับ ก็คืออาจจะต้องมีทางอากาศด้วยไหมครับ ต่อไปอาจจะมี Drone Bus แล้วก็ได้นะครับเพื่อให้ พ.ร.บ. นี้เป็นทางออกและเป็นการกระจาย รายได้ในอีกมุมหนึ่งของการท่องเที่ยวไทย ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอธัญบุรี อำเภอลำลูกกา แล้วก็อำเภอหนองเสือ วันนี้ผมก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เรียกกันง่าย ๆ ว่าตั๋วร่วม ก็ถือเป็นวาระที่ดีที่เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายให้กับ ประชาชน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมนี้มีข้อดีอย่างไร ผมอาจจะต้องยกตัวอย่างต่างประเทศอีกสักครั้งนะครับ ผมอยู่นิวยอร์กมานี้ ตอนไปอยู่ที่นิวยอร์กก็นั่งรถโดยสารสาธารณะ รถเมล์ต่อรถไฟนี้ก็คือ จ่ายเที่ยวเดียว จ่ายเหมารวม ตอนนั้นก็ประมาณ ๒ เหรียญ แต่ปัจจุบันนี้ก็ ๒.๗๕ เหรียญ ๑๐ ปีผ่านมา ตอนนี้ ๒.๗๕ เหรียญนี้ก็นับเป็นประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงขั้นต่ำ ของคนนิวยอร์กต่อวันนะครับ แต่ในเมืองไทยผมก็ได้ยินมาว่าค่าเฉลี่ยการเดินทางต่อเที่ยว ประมาณ ๓๓ บาท ซึ่งก็นับเป็นประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงขั้นต่ำซึ่งถือว่ายังสูงมาก ๆ เนื่องจากเราต้องจ่ายค่ารถเมล์ไปต่อรถไฟหรือว่าแม้แต่ต่อรถเมล์ไปต่อรถเมล์เองค่าเฉลี่ย ประมาณ ๓๓ บาทต่อเที่ยว ซึ่งอันนี้ก็ยังถือว่าเป็นค่าเฉลี่ย แต่คนปทุมธานีของผมเอง ต้องจ่ายมากกว่านั้น คนที่อยู่ปทุมธานีไม่มีรถโดยสารสาธารณะเข้าถึง เพราะฉะนั้นหลายพื้นที่ จะต้องนั่งรถตัวเองออกมาต่อรถเมล์และมาต่อรถไฟฟ้านะครับ บางคนก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์ ๒๕ บาท มาต่อรถเมล์ ๑๕ บาท มาต่อรถไฟฟ้าอีก ๓๐ บาท ทั้งหมด ๗๐ บาทนะครับ อันนี้ คือค่าใช้จ่ายของคนปทุมธานีที่เพื่อน สส. ปทุมธานีหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าเป็นค่าครองชีพ ที่แพงมาก ๆ สำหรับคนปทุมธานี ๗๐ บาทต่อค่าแรงขั้นต่ำ ๓๕๓ บาทถือว่าเยอะมาก ๆ มีความยินดีที่เราได้ออกกฎหมายฉบับนี้มาทั้งฉบับของ ครม. แล้วก็ของพรรคประชาชน ที่เสนอ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมตรงนี้เข้ามานะครับ ซึ่งจะทำให้เราจ่ายค่าโดยสารร่วมโดยค่าใช้จ่าย ทั้งหมดนี้ก็จะต้องลดลงนะครับ เนื่องจากว่ามันเป็นค่าโดยสารร่วมต่อเนื่องนะครับ รถไฟฟ้า ถึงแม้จะยังไม่ครอบคลุม คนปทุมธานีก็ยังรอสายสีเขียวอยู่ เพราะตอนแรกก็จะมีบอกว่า จะมาลงที่คูคต แล้วจะมาต่อถึงคลอง ๕ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็อยู่ที่คูคตมานานมากแล้ว เกือบ ๑๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่ต่อมาสักที แล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะต่อมาด้วยนะครับ ผมก็ได้รับคำถามจากประชาชน มากมายว่าเมื่อไรเราจะมีรถไฟฟ้ามาถึงคลอง ๕ สักทีนะครับ จะได้ช่วยลดค่าใช้จ่าย จะได้ เดินทางสะดวกขึ้น อันนี้ก็อยากฝากทาง ครม. ด้วย ช่วยพิจารณาตรงนี้ด้วย ส่วนในเรื่องของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมผมก็มีหลายประเด็นที่อยากจะนำเสนอ เนื่องจากว่าในส่วนของ ครม. ก็ดี ของ พรรคประชาชนก็ดีนะครับ สนับสนุนทั้ง ๒ ร่างเลย แต่ก็อยากสนับสนุนของพรรคประชาชน เป็นร่างหลัก เนื่องจากว่ามีหลายประเด็นที่ครอบคลุมมากกว่า ยกตัวอย่าง อย่างเช่นวัตถุประสงค์ ขอบเขตของกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมนี้นะครับก็จะให้การระบุที่ชัดเจนกว่าว่ามีเป้าหมาย ในการส่งเสริมแล้วก็อุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการรวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบ ซึ่งตรงนี้จะมีความชัดเจนครับว่าเงินกองทุนนี้จะไปใช้ในเรื่องไหนบ้าง ทำให้ การบริหารจัดการนี้จะมีประสิทธิภาพ อย่างที่ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์เรียกว่าตีเช็คเปล่านะครับ จะไม่เป็นแบบนั้นเพราะว่าเราระบุชัดเจนว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แล้วจะได้ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการ แล้วก็ผู้รับบริการด้วยก็จะช่วยทั้ง ๒ ฝ่าย อันนี้คือข้อดีนะครับ🔗

ในประเด็นเรื่องต่อไปก็คือร่างของพรรคประชาชนนี้จะเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ ในการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมนะครับ ซึ่งค่าโดยสารร่วมนี้จะคำนวณถึงพื้นที่ความแตกต่าง แล้วก็ต้นทุนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะถ้าเกิดคุณต้นทุนสูง ก็จะได้รับค่าโดยสารที่แพงขึ้น คุณก็จะได้เรียกว่าไม่ขาดทุน สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงแล้วก็ มีความเป็นธรรมให้กับผู้รับบริการมากขึ้นแล้วก็ลดผลกระทบในวงกว้างต่อผู้ประกอบการ🔗

ข้อ ๓ ขอบเขตของกฎหมาย ทางพรรคประชาชนได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุม ถึงผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งตามกฎหมายต่าง ๆ นอกเหนือจากสัญญาสัมปทาน อันนี้ก็ช่วยครอบคลุมผู้บริการขนส่งสาธารณะได้มากขึ้นทำให้ระบบตั๋วร่วมนี้มีประสิทธิภาพ ขยายขอบเขตได้มากขึ้น ใช้จ่ายได้มากขึ้น แล้วก็ลดช่องว่างทางกฎหมายในการบังคับใช้นะครับ🔗

ข้อ ๔ เรื่องร่างของพรรคประชาชนก็จะเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้ประกอบการ ในการจัดส่งรายงาน การประกอบกิจการ และงบกระแสเงินสดนี้จะต้องรายงานทุก ๖ เดือน ทำให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน และช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถทำงาน ได้ง่ายขึ้นเพราะจะติดตามอะไรได้รวดเร็วมากขึ้นนะครับ🔗

ข้อ ๕ ก็คือในเรื่องของคณะกรรมการ คณะกรรมการนี้ก็เสนอให้เป็นของ ประธานสภาองค์กรผู้บริโภคแทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ภาคประชาชนนี้ได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย แล้วก็จะได้สะท้อนถึงปัญหาความต้องการของภาคประชาชนจริง ๆ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าการที่เอาร่างพรรคประชาชน เป็นหลักก็จะมีข้อได้เปรียบหลายเรื่อง เพราะว่ามีความชัดเจน มีความโปร่งใส แล้วก็สามารถ ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ตีเช็คเปล่า เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีที่เป็นวันตรุษจีนด้วย แล้วก็มีข่าวดีที่เราได้นำ พ.ร.บ. นี้เข้าสภา แล้วก็ได้ทราบว่าหลาย ๆ พรรคก็เห็นด้วย คิดว่า ก็คงจะผ่านวาระที่หนึ่งไปได้นะครับ ก็ขอขอบคุณเพื่อน ๆ สส. ที่ช่วยกันโหวต แล้วสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายด้วยความสนใจอย่างตั้งใจ ผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ ส่วนใหญ่ที่พวกเราคิดกันก็คงจะดูตัวอย่างจากสิงคโปร์บ้าง จากฮ่องกงบ้าง หรือจากประเทศที่มีความเจริญกว่าเรา แต่มันมีประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าหากเราจะพยายามทำเพียงแต่ที่สิงคโปร์ทำหรือที่ฮ่องกงทำ เราจะไม่สามารถทำได้ดีกว่าเขาครับ การที่พวกเราได้มีโอกาสมาคิดใหม่ ทำใหม่ ในขณะที่ ประเทศเพื่อนบ้านของเราทำไปก่อนเราทำให้เรามีโอกาสที่จะทำให้ดีกว่าเขาได้ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าสมมุติมีประชาชนคนหนึ่งท่านประธานลองจิตนาการตามผม ประชาชนคนหนึ่งอยู่ที่ซอยเสนานิคมจะเดินทางไปที่วัดเทพศิรินทร์ ถ้าหากว่าประชาชน ก่อนออกเดินทางก็เปิด App ขึ้นมาดูว่าการเดินทางไปที่วัดเทพศิรินทร์มีกี่วิธี ใช้รถ BTS หรือใช้รถเมล์มีกี่ช่องทาง แต่ละช่องทางมีค่าใช้จ่ายเท่าไร จะต้องออกจากบ้านไปที่สถานี เวลากี่โมง หลังจากนั้นประชาชนก็เลือกว่าจะเดินทางช่องทางไหน แล้วก็เดินทางไปตาม กำหนดครับ ออกจากบ้านอาจจะเลือกการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ หรือเรียกแท็กซี่ จากนั้นก็ไป ขึ้นรถ BTS ที่สถานีตรงเมเจอร์รัชโยธิน ระหว่างก่อนที่รถ BTS จะไปถึงที่สยามสแควร์ ท่านก็ดูได้ว่าตอนนี้มีช่องทางจากสยามสแควร์จะไปที่วัดเทพศิรินทร์จะนั่งมอเตอร์ไซค์ต่อ หรือจะนั่งรถบัสต่อก็เลือกได้นะครับ ก็ดูเวลาดูความเหมาะสมอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ได้ตลอดเวลา ท่านก็เดินทางไป หลังจากไปจนจบ การชำระเงินเนื่องจากรัฐบาลจะมี Digital Wallet อยู่แล้วใช่ไหมครับ การชำระเงินก็ชำระเงินผ่าน Digital Wallet ไปเลย บัตรร่วม อะไรต่าง ๆ ความจริงก็ไม่ได้มีความจำเป็นมาก Octopus ก็ไม่จำเป็นมาก หรือบัตรอะไรต่าง ๆ เนื่องจากว่า Digital Wallet ก็เป็นตัวที่สามารถ Link เข้ากับกระเป๋าเงิน เข้ากับบัญชีธนาคาร สามารถชำระเงินได้อยู่แล้วนะครับ ถ้าหากไปในแนวทางนี้มันก็คือแนวทางคิดในเรื่องของ การใช้ตั๋วร่วมประกอบกับการใช้ App ร่วมด้วย Application สำคัญ ๆ บางส่วนรัฐบาลต้องทำเอง แต่บางส่วนอาจจะร่วมมือกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือเจ้าของซอฟต์แวร์รายใหญ่ ๆ ได้ อย่างเช่น ในเรื่องของแผนที่ Google ก็ทำได้ดีพอสมควร ก็อาจจะเจรจากันว่าทำอย่างไร ถ้าหากว่า ทำในลักษณะนั้นผมเชื่อว่าในฐานะที่เรามีโอกาสได้คิดใหม่ทำใหม่เราจะทำได้ดีกว่าสิงคโปร์ และฮ่องกงอย่างแน่นอนนะครับ ด้วยวิธีการถ้ากล่าวโดยสรุปก็คือลองแนวคิดใหม่ว่าใช้ตั๋วร่วม ใช้ App ร่วม แล้วก็ทำอย่างไรให้สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราจะทำให้มันต่อกันเป็นระบบเดียวกัน โดยไม่มีปัญหาอย่างที่ในต่างประเทศมีปัญหาว่ามีหลายระบบต่อกันไม่ได้หรือต่อกันแล้ว มีปัญหา แล้วต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงจำนวนมากมาย สำหรับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมขออนุญาตให้ข้อมูลบางส่วนอย่างนี้นะครับ ทั้งของร่างท่านสุรเชษฐ์และของร่าง ครม. ผมเชื่อว่าเหมือนกันมากกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักการแล้วแทบไม่แตกต่างกัน ซึ่งก็ล้วน แล้วแต่มีเจตนาดีที่จะทำให้การบริหารการขนส่งมวลชนของเราเป็นไปโดยมีสวัสดิภาพ ซึ่งผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า กฎหมายฉบับนี้แบ่งผู้รับบริการเป็น ๓ ประเภท ส่วนหนึ่งจะเป็นศูนย์บริการกลาง เป็น Control Center ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของบัตรชำระเงิน ส่วนที่ ๓ ก็คือผู้ให้บริการขนส่งอาจจะเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ หรือรถไฟฟ้าก็แล้วแต่ ๓ ใบอนุญาต แต่ผมจะขออนุญาตพูดถึงเฉพาะศูนย์บริการกลางครับเพราะว่ามีความสำคัญ ศูนย์บริการกลางทางรัฐบาลแล้วก็ร่างของท่านสุรเชษฐ์เขียนไว้ว่ามีหน้าที่บริหารจัดการคอยดู ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนที่มีการนั่งกันรถไฟฟ้าควรจะได้เท่าไร รถเมล์ควรจะได้เท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนมาก ถ้าหากเราสามารถรู้ว่านั่งรถเมล์กี่ป้าย นั่ง BTS กี่ป้าย นั่งแท็กซี่กี่ป้าย นั่งแท็กซี่กี่กิโลเมตรก็คำนวณค่าใช้จ่ายมากิโลเมตรเท่าไรก็อัตราแท็กซี่ใช่ไหมครับ มันก็คือ การคำนวณว่าค่าใช้จ่ายเท่าไร เพราะฉะนั้นซอฟต์แวร์ตัวนี้ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนมาก จริง ๆ อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลพอทำได้นะครับ ก็อยากฝากรัฐบาลลองดูว่าศูนย์ Control Center ส่วนกลางนี้จะทำเองหรือไม่ เพราะว่าในที่สุดระบบต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะต้องไป Link กับระบบ Digital Wallet ของรัฐบาลที่จะออกมาในภายภาคหน้าอันใกล้นี้ ในเรื่องของศูนย์บริการนี้ ผมเห็นในกฎหมายในมาตรา ๑๘ มีเขียนใน (๑) กับ (๘) ก็พูดถึงว่าตัวผู้รับใบอนุญาต ไม่จำเป็นต้องเป็นสัญชาติไทย บริษัทอาจจะเป็นสัญชาติต่างชาติก็ได้ นิติบุคคล แต่มีข้อระบุ ไว้แต่เพียงว่า กรรมการอย่างน้อย ๑ คนต้องมีสัญชาติไทยและภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ผมเข้าใจว่าก็คงมีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยก็สามารถเป็นผู้รับ ใบอนุญาตได้ แต่การที่มีกรรมการแค่ ๑ คนแล้วมีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ในไทยไม่ได้ หมายความว่าเราจะสามารถทำให้ผู้รับใบอนุญาตมารับผิดชอบได้ เพราะว่ามีจำนวนมาก ที่มีสัญชาติไทย มีทะเบียนบ้านอยู่ในไทย แต่ตัวจริงคนจริง ๆ อาจจะอยู่ในต่างประเทศ เสียส่วนใหญ่ก็มี เพราะฉะนั้นส่วนนี้อาจจะเป็นจุดบกพร่องอันหนึ่งที่ทำให้การควบคุม ของทางภาครัฐต่อผู้รับใบอนุญาตทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และอีกส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขอเวลาสั้น ๆ ตัวคณะกรรมการที่เป็นผู้บริหารจัดการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานมีการพูดถึงกรรมการในหลาย ๆ ภาคส่วน แต่มีส่วนหนึ่งที่ขาดไปก็คือของ กระทรวง DE เพราะว่าการคิดในเรื่องนี้เป็นการคิดแนวคิดในงานของการ Integrate ระบบ ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ในเมื่อเราจะมี Digital Wallet ในเมื่อกระทรวงต่าง ๆ ก็จะเป็น Digital Government แล้ว ดังนั้นควรจะมีตัวแทนของกระทรวง DE เข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้ไม่ว่า จะเป็นศูนย์บริการจัดการร่วมหรือบัตรร่วมอะไรก็แล้วแต่ต้องเป็นระบบที่สามารถต่อเข้ากับ ระบบต่าง ๆ ของประเทศไทยได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นถ้าเราออกมาแล้วเป็นระบบที่ไม่สามารถ ต่อกับระบบอื่นได้ก็จะเกิดปัญหา มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากมายมหาศาลที่ต้องแก้ไขในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียหาย แต่โดยภาพรวมผมขออนุญาตสนับสนุนทั้ง ๒ ร่าง และสมควรที่จะ ได้รับการพิจารณาต่อไปในวาระที่สองในชั้นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธัญธร ธนินวัฒนาธร เชิญครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ สวัสดีวันตรุษจีนนะครับ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางแคและเขตภาษีเจริญ จากพรรคประชาชน ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ซึ่งเป็นประเด็น ที่สำคัญ ควรเร่งรัดดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงเพื่อความสะดวกของพี่น้องประชาชน เดี๋ยวขอ สไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็มีการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนแล้วพบว่าเรามีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับ การเดินทางราว ๆ ๓,๘๐๐ บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๙ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๑๓๐ บาทต่อวันเลย ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงในมาตรฐานค่าครองชีพในประเทศลักษณะเดียวกัน สถานการณ์เศรษฐกิจซบเซาก็ต่อเนื่องมายาวนาน กำลังการจับจ่ายใช้สอยของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนก็ลดลง ผมเห็นว่าค่าครองชีพของประชาชนทุกวันนี้ก็สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ และค่าเดินทางนั้นซึ่งเป็นหนึ่งในรายจ่ายหลักของพี่น้องประชาชนก็ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดรายจ่ายที่สำคัญก็คือการลดค่าเดินทางนั่นเอง โดย พ.ร.บ. ตั๋วร่วมนี้รัฐบาลก็คง วางแผนว่าจะเป็นหมุดหมายแรกเพื่อให้ไปถึงเป้า ๒๐ บาทตลอดสาย ที่วางแผนไว้ว่า จะเกิดขึ้นในช่วงกันยายน ปี ๒๕๖๘ นี้นะครับ แต่เมื่อดูจาก Timeline ขณะนี้ก็ยังไม่อาจ มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ๒๐ บาทตลอดสาย ก็เป็นนโยบายที่ผมได้ยินมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ผ่านมาแล้วกว่า ๑๔ ปี ตัวเลขยังคงเป็นตัวเลขเดิมเลยครับทั้งเศรษฐกิจและสังคมนั้น เปลี่ยนแปลงไปมากครับ ในทางปฏิบัตินั้นก็คงต้องฝากให้ท่านพิจารณาหลาย ๆ ด้าน เช่น ความยั่งยืนทางการเงินของระบบรถไฟฟ้า การดูแลคุณภาพบริการ การรักษามาตรฐาน ความปลอดภัย ซึ่งหากทำได้ดีก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว นโยบายนี้อาจทำให้รัฐบาล ต้องใช้เงินสนับสนุนมากขึ้น เพราะค่าโดยสารที่ต่ำเกินไปก็ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมต้นทุน การดำเนินงานของระบบได้ แต่ถ้ารัฐบาลสามารถหาวิธีในการสนับสนุนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อ ภาระทางการเงินมากไปก็ถือเป็นการลงทุนที่ดีในอนาคต ในสไลด์ต่อไป คำว่า ตั๋วร่วมกับ ค่าโดยสารร่วมนั้นก็มีความหมายที่ไม่เหมือนกันนะครับท่านประธาน เรากำลังพิจารณา พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แต่ปัจจัยที่ทำให้ค่าโดยสารแพงก็คือการที่เราไม่มีค่าโดยสารร่วมสักที นี่เป็นสิ่งที่ ควรดำเนินการโดยเร็ว ตั๋วร่วมก็คือการใช้บัตรใบเดียวในการเดินทาง เน้นไปที่ความสะดวกสบาย แต่ค่าโดยสารร่วมคือการไม่เรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน อย่างทางด้านขวามือนะครับ ไม่ว่า จะไป BTS ต่อรถเมล์ก็อัตราเดียวกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพให้กับประชาชน ใน พ.ร.บ. นี้ หมวด ๓ อัตราค่าโดยสารร่วม มาตรา ๓๑ ร่างของพรรคประชาชนได้เพิ่ม ข้อความให้การบูรณาการอัตราค่าโดยสารระหว่างระบบขนส่งสาธารณะที่ต่างระบบ และต่าง ผู้ให้บริการในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ คำนึงถึงสัดส่วนความสมดุลของอัตราค่าโดยสารร่วม และต้นทุนที่แตกต่างกัน และได้เพิ่มอนุมาตราใน (๔) ถึง (๖) เพื่อคำนึงถึงการแข่งขันที่เป็นธรรม และภาระทางการเงินการคลังของประเทศด้วย และทางออกหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหานี้นะครับ เรื่องอัตราโครงสร้างค่าโดยสารนั้น เราอาจจะพิจารณาเจรจาสัญญารถไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนมาใช้ระบบค่าโดยสารร่วม แยกค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทาน และยกเว้น หรืออุดหนุนการเก็บค่าแรกเข้าหลายต่อ และการเข้าโหมดโดยสารครับ จากผลการศึกษา ของ TDRI ก็ได้พบว่าค่าโดยสารที่เหมาะสมควรจะไม่เกิน ๔๕ บาทต่อเที่ยว แยกออกเป็น ๓ ประเภทการเดินทาง ลองดูในกราฟนะครับ เราก็จะไปสูงสุดที่ ๔๕ บาท กรณีที่ ๑ อัตรา ค่าโดยสารร่วมกรณีรถไฟฟ้า แรกเข้า ๔๕ บาท กรณีที่ ๒ อัตราค่าโดยสารร่วมรถเมล์ ค่าแรกเข้า ๘ บาท และสูงสุดไม่เกิน ๒๕ บาทต่อเที่ยว เมื่อนำมารวมกันในรูปแบบที่ ๓ อัตราค่าโดยสารร่วม ระหว่างรถไฟฟ้าและรถเมล์ TDRI ก็ได้เสนอเช่นเดียวกับทางพรรคประชาชนเรา ก็เห็นด้วย ว่าตัวเลขที่ ๔๕ บาทต่อสาย ต่อการเดินทางต่อครั้งหนึ่งก็เป็นตัวเลขที่พอจะเป็นไปได้ในทาง งบประมาณ โดยเมื่อรวมเงินอุดหนุนทั้ง ๓ รูปแบบก็จะเท่ากับ ๗,๒๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ โดยตัวเลขนี้เป็นงบที่ใช้กับรถไฟฟ้าทุกสี ทุกสาย รวมไปถึงรถเมล์แล้วด้วยครับ นอกจากนี้ ครับท่านประธาน ตามนโยบายท่านดูจะให้ความสำคัญกับรถไฟฟ้าเป็นหลัก แต่อาจจะ ทอดทิ้งรถเมล์ ขนส่งสาธารณะที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดและเป็น Feeder ที่สำคัญให้กับระบบ รถไฟฟ้าครับ ในตัวเลขงบประมาณอุดหนุน ขสมก. แนวโน้มก็ไปทางขาลงครับท่านประธาน ทั้งเงินอุดหนุน เงิน PSO หรือ Public Serviced Obligation หรือการจ่ายเงินชดเชยผลการขาดทุน แก่รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณะ และการชำระเงินกู้ ขสมก. นะครับ โดยสรุปนะครับ ท่านประธานอย่างที่ผมได้พูดไปในหลายโอกาสก่อนหน้านี้ ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถ ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เหลือ ๒๐ บาท ตามที่เคยสัญญาไว้ในนโยบายหาเสียงได้ แนวทาง ที่ควรพิจารณาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน คือการศึกษาการใช้ตั๋วร่วม ร่วมกับค่าโดยสารร่วมอย่างจริงจัง รวมถึงการให้ความสำคัญกับรถเมล์ซึ่งเป็นระบบ Feeder ที่สำคัญสำหรับรถไฟฟ้า เพื่อไม่ให้รถเมล์นั้นกลายเป็นทางเลือกที่คนไม่ยากเลือก ไม่ให้รถเมล์ มันเป็นแค่ทางเลือกที่สิ้นหวังสำหรับพี่น้องประชาชนนะครับ อีกทั้งก็ควรให้ความสำคัญ กับระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดทั่วประเทศให้อยู่ในกรอบความสำคัญเดียวกันกับ ในกรุงเทพมหานครครับ เพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นสิทธิที่พี่น้องประชาชน ทุกคนในประเทศนี้ควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เชิญครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ เขตสะพานสูง พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในวันนี้ครับ ผมเองก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในวันนี้ด้วยนะครับ เนื่องจากว่าระบบขนส่งสาธารณะก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ เดี๋ยวขอ สไลด์ด้วยครับท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

สำหรับเรื่องของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนะครับ ถ้าหากว่ามีการไปดูจากเรื่องของ สถิติตัวเลขจำนวนผู้โดยสารของระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถเมล์ของทาง ขสมก. แล้วก็ทางหน่วยงานอื่น ๆ นะครับ รวมถึงทาง BRT แล้วก็รถไฟฟ้าอื่น ๆ รถไฟฟ้าต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพมหานครนะครับ ก็จะเห็นว่าเมื่อมีการรวมตัวเลขแล้วจะมีจำนวนผู้โดยสาร ระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดต่อวันของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งสิ้นประมาณ ๒ ล้านคนต่อวันท่านประธาน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะมากครับว่าพี่น้องประชาชน ที่กรุงเทพมหานครมีประชากรตีกลม ๆ ก็สักประมาณ ๑๐ ล้านคนนะครับ มีการใช้ขนส่ง สาธารณะต่อวัน ๒ ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่เยอะท่านประธาน ขอสไลด์ถัดไปครับ ซึ่งพี่น้อง ประชาชนจำนวนมากท่านประธานครับ ในตัวเลข ๒ ล้านคนนี้ก็จะเห็นว่าเป็นประชาชน ที่เดินทางเข้ามาทำงานนะครับ จากบ้านที่อยู่ชานเมืองแล้วเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง อย่างเช่น สีลม อโศก สาทรต่าง ๆ ท่านประธานครับ ซึ่งผมอาจจะยกตัวอย่างสักเล็กน้อย ท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนถ้าหากว่าบ้านอยู่อาศัยจากพื้นที่ อย่างเช่นถนนศรีนครินทร์ ถ้าหากว่าจะเดินทางจากบ้านแน่นอนว่ารถไฟฟ้าไม่ได้ไปจอดเทียบที่หน้าบ้าน พี่น้องประชาชน จะต้องมีการนั่ง Feeder หรือว่าอย่างเช่นรถเมล์ในการที่จะเดินทางมาที่ระบบรถไฟฟ้าซึ่งก็ อาจจะเสียที่รถเมล์ไปแล้วทั้งสิ้น ๑๐ บาทนะครับ แต่ว่าเมื่อมาต่อที่รถไฟฟ้าก็อาจจะต่อ หลายสายท่านประธาน อย่างสายแรกถ้าผมยกตัวอย่างมา นั่งรถไฟฟ้าสายสีเหลืองจากสถานี ศรีนุชไปถึงสถานีหัวหมากก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว ๒๔ บาท ต่อมาถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนไปที่ Airport Link ก็จะต้องจ่ายอีก ๒๐ บาทเพื่อไปลงสถานีมักกะสันแล้วก็ต่อสถานี MRT อีก ๑๗ บาทเพื่อไปทำงานที่อโศกท่านประธาน ก็จะเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่เดินทางจาก ชานเมืองเข้ามาทำงานในตัวเมืองจะต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วขาหนึ่งประมาณสัก ๗๐ บาท ๗๑ บาท ไปกลับก็ตีไปคูณ ๒ ท่านประธาน ก็ ๑๔๒ บาทนะครับ ทำงาน ๒๐ วัน ๒,๘๔๐ บาท อันนี้ก็เป็นตัวเลข ถ้าปัดกลม ๆ นะท่านประธาน ก็จะเห็นว่าเป็น ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ที่เป็นเงินที่ใช้ในการเดินทางจากบ้านไปทำงาน สไลด์ต่อไปครับ ซึ่งตัวเลข ๓,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ต่ำนะครับ ตัวเลข ๓,๐๐๐ บาทถือว่าเป็นตัวเลขที่คนไทย หรือว่าชาวกรุงเทพมหานครต้องจ่ายแพงกว่าเมืองใหญ่ ๆ ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วมท่านประธาน ในส่วนของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถ้าหากว่าเรามีการเทียบ ในเรื่องของค่าเดินทางนะครับ เมื่อมีการเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวซึ่งคิดไปแล้วจะอยู่ที่ ประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทเศษ ๆ นะครับท่านประธาน ก็จะอยู่ที่สัดส่วนค่าเดินทางต่อ รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ ๑๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถูกมากท่านประธาน ถ้าหากว่าผมไปเทียบกับตัวเลข ของรายได้ขั้นต่ำจะเห็นได้ชัดว่าสูงกว่านี้อีกท่านประธาน แล้วตัวเลข ๑๔.๔ เปอร์เซ็นต์อันนี้ ก็เกิดจากการที่ปัจจุบันเราไม่มีค่าโดยสารร่วมครับ เพราะว่าเราเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในเรื่อง ของค่าแรกเข้าจำนวนมาก ถ้าหากว่าเรามีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น เมืองโตเกียวของญี่ปุ่น หรือว่าซิดนีย์ อย่างไทเปต่าง ๆ จะเห็นว่าเรื่องของการเปรียบเทียบ สัดส่วนค่าเดินทางต่อรายได้จะอยู่ที่ประมาณ ๕-๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ อย่างสิงคโปร์ ซึ่งแน่นอนประชากรที่สิงคโปร์รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ แสนกว่าบาทต่อเดือนครับท่านประธาน ในส่วนของค่าเดินทางต่อวันเสียเงินแค่วันละร้อย ก็คือเงินประมาณแค่ ๔ ดอลลาร์สิงคโปร์เท่านั้นเอง ซึ่งทั้งหมดท่านประธานครับ ในส่วนของประเทศเหล่านี้พวกเขามีค่าโดยสารร่วมที่จะช่วยให้ มีการประหยัดค่าโดยสาร เช่นเดียวกับพวกเราพรรคประชาชนที่ได้มีการเสนอร่างนี้โดยท่าน สส. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เดี๋ยวสไลด์ถัดไปครับ ในส่วนของ Model ที่ทางท่านสุรเชษฐ์ แล้วก็ทางพรรคประชาชนได้มีการเสนอนะครับ นั่นคือเรื่องของการที่ค่าโดยสารร่วมก็จะช่วย ในการที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเกิดอย่างที่ผม ยกตัวอย่างในสไลด์ก่อนหน้านั้นท่านก็จะเห็นว่าในส่วนของประชาชนจากเดิมเสียค่าเดินทาง อยู่ที่ ๗๑ บาทต่อเที่ยว จะเหลือเพียงแค่ ๔๕ บาทต่อเที่ยว ถึงแม้ว่าประชาชนจะเปลี่ยน รถไฟฟ้าไปแล้วหลายสายหรือว่าเปลี่ยนข้ามระบบไปยังรถเมล์ด้วยก็ตามท่านประธาน นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนจากที่เดิมเสียวันละ ๑๔๒ บาท จะเสียเพียงแค่วันละ ๙๐ บาท ถ้าคิดเป็นเดือน ๒,๘๔๐ บาท จะเหลือเพียงแค่ ๑,๘๐๐ บาทต่อเดือนครับ ซึ่งหมายความว่า พี่น้องประชาชนก็จะประหยัดเงินไปได้ในกระเป๋ามีเงินเพิ่มเข้ามา ๑,๐๔๐ บาท ซึ่งเงิน จำนวนนี้สามารถที่จะเอาไปใช้กินข้าวได้อีก ๑๗ มื้อ เงินจำนวนนี้ยังสามารถที่จะนำไปซื้อ น้ำดื่มขวดละ ๑๐ บาท ได้อีก ๑๐๔ ขวด หรือว่าเงินจำนวนนี้ก็ยังสามารถที่จะนำไปเดินทาง ได้อีก ๒๓ เที่ยว ถ้าเกิดเป็นเที่ยวละ ๔๕ บาท แบบที่พรรคประชาชนเสนอครับ ดังนั้น ท่านประธานครับ ในการอภิปรายทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ท่านประธานครับ อาจจะเอา สไลด์ลงได้ครับ ในส่วนของผมเองก็ขออภิปรายในการที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการตั๋วร่วม พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก เนื่องจากว่าในตัวของร่างพรรคประชาชนเองมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในส่วนของมาตรา ๑๔ ซึ่งมีการบัญญัติไว้อย่างรัดกุมมากกว่านะครับ เนื่องจากว่าร่างของพรรคประชาชนเองก็มีการ ครอบคลุมเขียนให้ชัดไปถึงเรื่องของการที่จะให้มีใบอนุญาตที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบตั๋วร่วม ซึ่งอาจจะรวมถึงขนส่งทางราง ขนส่งทางบก ขนส่งทางน้ำด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะประหยัดรายจ่ายในการที่จะเดินทาง ได้มากขึ้น และนี่ก็ต้องบอกนะครับว่าเรื่องของตั๋วร่วม ค่าโดยสารร่วมก็อาจจะไม่ใช่เพียงแค่ ความสะดวกสบาย แต่ว่าเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนที่จะทำให้มีเวลา ในการกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวมากขึ้นทำให้สามารถที่จะนำเงินไปใช้อย่างอื่นแล้วก็เพิ่ม เงินในกระเป๋าในการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้ดีขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักศึกษาและอาจารย์สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จำนวน ๗๙ ท่าน สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไป ท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ เชิญครับ🔗

นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ พระนครศรีอยุธยา

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากพี่น้องชาวอยุธยาและบางบาลครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้โอกาสนี้ในการชี้ให้เห็นว่า ทำไมร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมของท่านสุรเชษฐ์จากพรรคประชาชนถึงควรจะเป็นร่างกฎหมาย ตั๋วร่วมหลักที่มีส่วนร่วมจากประชาชนและคนต่างจังหวัด และสร้างความเป็นธรรมครับ สร้างความยั่งยืนทางการคลังของรัฐบาล เพื่อสามารถที่จะอุดหนุนค่าโดยสารของขนส่ง สาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกันให้พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการขนส่ง สาธารณะได้อย่างทัดเทียมกัน🔗

เริ่มด้วยเหตุผลที่ ๑ ในหมวด ๑ ในมาตรา ๕ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของคณะกรรมการ นโยบายที่จะเป็นผู้บังคับทิศทางในการคิดค่าโดยสารให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนครับ แล้วทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีราคาถูกและสุดท้ายก็จะหันมาใช้ ขนส่งสาธารณะได้มากขึ้น ร่างของพรรคประชาชนจึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไป โดยกำหนดให้หนึ่งในกรรมการโดยตำแหน่งนั้นต้องเป็นประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งหากเห็นถึงผลงานของสภาองค์กรของผู้บริโภคสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ของเขา ก็จะเห็นว่าทางสภาองค์กรนั้นมีการผลักดันและนำเสนอต่อรัฐบาลในเรื่องของการให้ ความสำคัญกับขนส่งสาธารณะทั่วประเทศไทยมาโดยตลอด รวมถึงติดตามและเสนอแนะ การคำนวณค่าโดยสารที่เป็นธรรมต่อประชาชน ต่อผู้โดยสารรวมถึงต่อผู้ประกอบการด้วย ซึ่งผมเอง ก็ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางสภาองค์กรแห่งนี้เพื่อผลักดันขนส่งสาธารณะให้เกิดขึ้น ภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย นั่นทำให้สภาองค์กรของผู้บริโภคครับเปรียบเสมือน เป็นตัวแทนของประชาชนที่จะเข้าไปปกป้องผลประโยชน์ของผู้โดยสารรวมถึงผู้บริการ ผู้ประกอบการที่อาจจะไม่ต้องแบกรับต้นทุนมากเกินไป โดยเฉพาะการที่รัฐไม่สามารถ สนับสนุนหรืออุดหนุนให้เกิดขนส่งสาธารณะที่เพียงพอโดยเฉพาะในต่างจังหวัด จนสุดท้าย รถสาธารณะที่ดีและมากพอในต่างจังหวัดก็ยังไม่เกิดขึ้นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและแบบที่ เป็นอยู่ในอยุธยา🔗

เหตุผลที่ ๒ เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมของพรรคประชาชนนั้น ถึงสร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ ผ่านการกำหนดค่าโดยสาร ที่เป็นธรรมสำหรับคนไทยทุกคนไม่ใช่แค่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่รวม ไปถึงคนอยุธยา คนต่างจังหวัด คนไทยทั่วประเทศ ผมจึงขอเป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัด เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นนี้🔗

โดยในหมวดที่ ๓ ที่ว่าด้วยเรื่องอัตราค่าโดยสารร่วมนั้นซึ่งเป็นหมวดที่เป็น ใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ระบบตั๋วร่วมนั้นเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย ของประเทศที่เราจะมีค่าโดยสารร่วมในการเดินทางหลายระบบขนส่ง เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้มีค่าโดยสารที่ราคาถูก ไม่มีค่าแรกเข้าที่ซับซ้อน ขึ้นรถเมล์ไปต่อรถไฟไปต่อเรือก็จ่าย ค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวและมีราคาที่สูงสุดอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ค่าโดยสารนั้นสูงมาก จนเกินไปจนสุดท้ายประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้ โดยในมาตรา ๓๑ (๑) นั้นเราจึงเพิ่มหลักการในการคิดค่าโดยสารที่คำนึงถึงต้นทุนการบริการขนส่งที่แตกต่างกัน เช่นต้นทุนการเดินรถไฟฟ้าอาจจะมากกว่ารถเมล์แต่ต้องอุดหนุนรถเมล์ให้มากเพื่อให้ทุกคน สามารถใช้รถเมล์แล้วไปเชื่อมต่อขึ้นรถไฟฟ้าได้ แล้วจึงอุดหนุนรถไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม รวมถึงต้นทุนของพื้นที่ที่แตกต่างกันครับ เช่นในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด อย่างที่ อยุธยาบ้านผมตอนนี้แม้รถเมล์ดี ๆ ยังไม่มีใช้ ด้วยงบประมาณที่จะมาอุดหนุนค่าโดยสารและ ต้นทุนในการบริการนั้นดันกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครจนไม่เหลือเงินไปอุดหนุน ให้เกิดขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและราคาถูกในต่างจังหวัด รวมถึงยังจำเป็นต้องคิดราคา ค่าโดยสารและงบที่รัฐบาลจะอุดหนุนค่าโดยสารนั้นคำนึงถึงค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่ที่แตกต่างกัน อีกด้วย นั่นจึงทำให้พวกเราพรรคประชาชนตั้งแต่เป็นอดีตพรรคก้าวไกลเราเสนอค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทตลอดทาง ย้ำนะครับว่าตลอดทาง คือถ้าเริ่มต้นด้วยรถเมล์ก็ราคาเริ่มต้น ๘ บาท หรือถ้าเริ่มต้นด้วยรถไฟก็ราคาเริ่มต้นที่ ๑๕ บาท แต่จะไปต่ออะไรก็ตามตลอดเส้นทาง ที่จะเดินทางต้องไม่เกิน ๔๕ บาท ที่เรากำหนดแบบนี้ครับก็เพื่อไม่ให้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า ขาดทุนเกินไปจนทำให้รัฐบาลต้องเอางบประมาณมาอุดแทนแล้วก็ละเลยการอุดหนุนรถเมล์ ซึ่งเป็นการบริการที่สำคัญของพี่น้องประชาชนทุกวัยทุกระดับที่สามารถเข้าถึงได้ หรือแม้กระทั่ง ไม่ให้เกิดการนำเอาเงินของคนทั้งประเทศมาอุดหนุนการขาดทุนของรถไฟฟ้าใน กทม. เพียงอย่างเดียว ทำให้สุดท้ายครับคนในต่างจังหวัด คนอยุธยาบ้านผมก็ยังไม่มีรถเมล์ดี ๆ ใช้ ยังไม่มีขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพใช้อยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ไม่ให้เกิดในกรณีแบบนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย เพราะการทำแบบนี้เป็นการกดราคามากเกินไป หมายความว่าเป็นการเอา ภาษีของคนทั้งประเทศมาอุดหนุนรถไฟฟ้าแค่ในกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียวและ ยังอุดหนุนแค่รถไฟฟ้านะครับแต่ยังละเลยรถเมล์ จึงเกิดคำถามครับว่าทำไมคนอยุธยาอย่างผม คนต่างจังหวัดอย่างผมไม่ควรที่จะได้รับขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและราคาถูกอย่างนั้นหรือครับ คือต้องไม่คิดนะครับว่าจะให้รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครราคาถูกอย่างเดียวเราต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเงินอุดหนุน จากรัฐบาลครับที่ต้องกระจายลงไปทั่วถึงทุกจังหวัดไม่ใช่เอาเงินของคนทั้งประเทศมามุ่ง กระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว และยังขาดการไม่คำนึงถึงภาวะทางการคลัง ของรัฐบาลอีกด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเราได้ขยายความในมาตรา ๓๑ ใน (๑) (๔) (๕) และ (๖) สุดท้ายครับด้วยเหตุผลเพื่อให้ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับนี้เกิดการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนเพื่อให้เกิดเป้าหมายที่ประเทศไทยนั้นมีขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพทั่ว ประเทศ และด้วยเหตุผลให้การกำหนดอัตราค่าโดยสารนั้นเป็นธรรมและคำนึงถึง คนไทยทุกคนทั้งในเมืองหลวงและในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ ทั่วประเทศไทยได้อย่างเท่าเทียมกัน จึงขอเสนอให้ร่างหลักในการพิจารณาวาระถัดไปนั้น คือร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมของท่านสุรเชษฐ์และพรรคประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต้องขออภัยท่านอนุชาด้วยนะครับ ท่านอนุชา บูรพชัยศรี เชิญครับ🔗

นายอนุชา บูรพชัยศรี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ จากกรุงเทพมหานครครับ วันนี้สภาผู้แทนราษฎรเรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ซึ่งผมต้องบอกว่าในหลักการและเหตุผลเท่าที่ฟัง สมาชิกในสภาแห่งนี้ก็คงจะเห็นชอบร่วมกันในการที่จะให้หลักการและเหตุผลเป็นไปตามที่ได้ เสนอโดยรัฐบาล อย่างไรก็ตามครับผมอยากที่จะเสนอที่มาที่ไปในส่วนที่ผมมีโอกาสได้เข้าไป เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบตั๋วร่วมนี้ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๓ ปีกว่าที่แล้วครับ ก็ช่วงประมาณ ปลายปี ๒๕๖๔ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้แต่งตั้งให้ผม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายนายกรัฐมนตรี ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า PMDU โดยย่อนะครับเรียกว่าเป็น Prime Minister's Delivery Unit มีอำนาจในการที่จะดำเนินการ เกี่ยวกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด หนึ่งในนโยบายของอดีต ท่านนายกรัฐมนตรีก็คือเรื่องของการบริหารจัดการทำอย่างไรการขนส่งคมนาคมให้มีระบบ ตั๋วร่วม ในตอนนั้นที่พูดคุยกันแนวคิดง่าย ๆ อย่างเดียวเลยครับก็คือทำอย่างไรที่จะมีบัตร ใบเดียวเป็นตั๋วใบเดียวสามารถขึ้นระบบขนส่งได้ในทุก ๆ โหมดการเดินทางนะครับ ไม่ว่า จะเป็นระบบราง ระบบ BTS ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินหรือจะไปต่อระบบรถเมล์ถึงกระทั่งในการ ที่จะไปในระบบที่จะเรียกว่าเรือด้วยก็ได้ ผมจึงเดินหน้าในตอนนั้นที่จะเจรจาพูดคุยกันกับ หน่วยงานหลายหน่วยงานเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน รฟม. หรือว่าจะไปพูดคุยกับ ทางด้านรถไฟฟ้า BTS ซึ่งอยู่ในสังกัดของ กทม. มีการไปพูดคุยกับรถไฟฟ้าใต้ดิน BEM แล้วสุดท้ายก็มีการไปพูดคุยกับ สนข. ด้วยซ้ำไปนะครับ แต่ต้องบอกว่าในช่วงนั้นเป็นแค่การขอ ความร่วมมือในการที่จะทำอย่างไรที่จะจัดตั้งหน่วยงานหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ให้มีการทำระบบ System ที่เรียกว่าเป็นทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการที่จะมีบัตรใบเดียวเดินทางได้ ทั้งหมด แต่ก็ต้องบอกว่าตอนนั้นนี่มันไม่มีผลบังคับใช้ในการที่จะให้หน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของภาคเอกชนก็ดีหรือบางส่วนในส่วนของภาครัฐเองก็ดีสามารถที่จะดำเนินการได้ ในช่วงนั้น มันจึงเป็นที่มาเลยนะครับของร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมฉบับนี้ พูดง่าย ๆ เลยก็คือว่ามันต้องมีการบังคับกันสักนิดหนึ่ง แน่นอนครับก่อนหน้านี้ทางฝ่ายของ ทางด้านหน่วยราชการเองหรือว่าฝ่ายรัฐบาลเองผู้ดูแลนโยบายพยายามที่จะขอความร่วมมือแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมันต้องมีเรื่องของเงินในการที่จะต้องมาบริหารจัดการ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับระบบเปลี่ยนระบบ เข้าใจครับว่าในส่วนของเอกชนเองเขามีการลงทุน ไปแล้วในระบบของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหัวอ่านก็ดีหรือว่าในการที่จะต้องมีการบริหาร จัดการภายหลังหรือว่าหลังบ้านของเขาเองก็ดี แต่นี่คือที่มาที่ไปข้อดีของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ก็คือจากนี้ไป สนข. กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีของระบบ ตั๋วร่วมเองซึ่งจะเป็นมาตรฐานกลางเป็นมาตรฐานสากล ตอนนั้นที่ไปพูดคุยกันครับก็ต้องบอกว่า ทางด้าน BEM เองก็บอกว่าระบบ EMV ที่เรียกว่าอาจจะแตะบัตร บัตรเดบิต บัตรเครดิต อะไรก็แล้วแต่ตอนนี้สามารถที่จะใช้ได้ซึ่งเขาก็จะมีการรวมกันในส่วนของเครือข่ายของเขา ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินหรือว่าระบบเกี่ยวกับขึ้นทางด่วนอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่มีในส่วนของรถไฟฟ้า BTS คำว่า ตั๋วร่วม ถ้าไม่เกิดความรู้สึกของประชาชนที่ใช้บริการ ก็คิดว่ามันยังไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ซึ่งตอนนั้นก็เข้าใจว่าในส่วนของ BTS เองเขาก็มี ระบบของเขาซึ่งก็ยังไม่อยากที่จะยกเลิก เพราะเขาก็ลงทุนไปถึงขนาดที่เรียกว่าตั้งบริษัท ของเขาเองมาแล้วด้วยครับ สุดท้ายครับตอนนี้พอมีเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกเหนือจากบัตรที่จะเดินทางได้ทุกโหมดการเดินทางแล้ว จะมีการกำหนดในเรื่องของ ค่าแรกเขาด้วย นั่นหมายความว่าถ้าประชาชนเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS แล้วจะต้องไปต่อ รถไฟฟ้าใต้ดินอย่างนี้เขาก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนกันมันก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายไปโดย ปริยาย ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทางด้าน สนข. จะต้องไปพิจารณาในเรื่องของการ ที่จะต้องมีการพิจารณาภาพรวมในเรื่องของค่าโดยสารด้วย อีกอันหนึ่งก็คือว่าจะมีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเขาเรียกว่าเป็นรายได้กลางที่เรียกว่าเป็น Central Clearing House ตรงนี้ก็จะมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะพูดง่าย ๆ ว่าใครแตะบัตรที่ไหน เริ่มเข้าก็จะรับตรงนั้นไว้ก่อนแล้วก็ค่อยไปกระจายกันอีกทีหนึ่งว่าไปเข้าระบบไหน ๆ แล้วก็ มีการกระจายแบ่งรายได้ไปตามที่ประชาชนได้เดินทางในแต่ละระบบแต่ละโหมด เพราะฉะนั้น ในส่วนของภาพรวมก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ระบบเฉพาะรางเท่านั้น ระบบนี้จะมีการดำเนินการ ไปถึงในโหมดของรถเมล์ รถโดยสาร แล้วก็ในเรื่องของเรือด้วย ทั้งในส่วนของเรือที่วิ่ง ในแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานครหรือตามคลองต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครด้วย สุดท้ายครับ การที่จะบังคับในครั้งนี้มันมีส่วนสำคัญก็คือว่าเดี๋ยวในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะไปมี ตราพระราชกฤษฎีกาโดยหากผู้ประกอบการที่ถูกบังคับภายใต้พระราชกฤษฎีกาที่จะออก ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วมคือจะใช้ระบบไหนก็แล้วแต่ที่จะดำเนินการก็จะมีโทษทางอาญาด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าตรงนี้ที่ผ่านมาเองในส่วนของภาครัฐก็พยายามที่จะขอความร่วมมือ แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จดังที่ผมได้เล่ามาตั้งแต่ต้น ก็คิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ ระบบตั๋วร่วมได้เกิดสักที หลาย ๆ คนก็อาจจะบอกว่าที่ผ่านมาทำไมมันถึงช้าทำไมมันถึง ไม่ดำเนินการ อย่างที่ผมเรียนครับ เมื่อ ๓ ๔ ปีที่แล้วเราใช้วิธีการที่จะขอความร่วมมือแต่ถ้า ขอความร่วมมือแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องออกกฎหมาย นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนก็คงต้อง ยอมรับกันว่าจากนี้ไปมาตรฐานจะมีมาตรฐานเดียวก็ขอฝากไปทางกระทรวงคมนาคม โดย สนข. ให้พิจารณาให้ดีในเรื่องของระบบมาตรฐานที่จะมีขึ้นในอนาคต อย่าให้เป็นที่ครหา ว่าเราเอียงไปเพื่อที่จะเอื้อผลประโยชน์กับผู้ประกอบการท่านใดท่านหนึ่ง หรือว่าบริษัทใด บริษัทหนึ่ง ให้เกิดความโปร่งใสให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ขอให้เป็นมาตรฐานสากลจริง ๆ เพราะว่าถ้าเราเริ่มต้นถูกต้องและเป็นมาตรฐานได้รับการยอมรับอีกหน่อยมันก็จะเป็น รากฐานของการที่เราจะดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นออกกฎหมายลูกหรือว่า พระราชกฤษฎีกาอะไรออกมาก็จะเป็นที่ยอมรับ สุดท้ายประโยชน์ก็จะได้กับพี่น้องประชาชน เพราะถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการประกาศใช้หลังจากที่มีการตั้งกรรมาธิการ เรียบร้อยแล้วซึ่งผมก็จะได้รับความไว้วางใจจากทางด้านพรรครวมไทยสร้างชาติให้เข้าเป็น กรรมาธิการด้วย ก็จะทำให้ผู้บริการสามารถที่จะใช้บัตรชำระค่าโดยสารในระบบตั๋วร่วม เดินทางในระบบขนส่งมวลชนในระบบสาธารณะที่มีการบริการจากหลายรายได้จากหลาย ผู้ประกอบการก็จะเป็นสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกถ้าเรามีตั๋วร่วมนี้ รวมถึงการที่จะจัดเก็บ ค่าแรกเข้าโดยที่ไม่ซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นผลประโยชน์โดยตรงจะอยู่กับพี่น้องประชาชน ก็ขอ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในการที่จะมีการโหวต ในครั้งนี้ในชั้นหลักการและเหตุผลด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ อยู่ไหม ยังไม่มาใช่ไหม ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ของคณะรัฐมนตรีและของคุณสุรเชษฐ์ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. นี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าระบบตั๋วร่วมเราพยายามจะทำกันหลาย ๆ ที่ เสร็จแล้วก็ไม่เสร็จสักที ผมจำได้ว่า สมัยท่านยิ่งลักษณ์มีการวางโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านคมนาคม ซึ่งจะเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ไม่ว่าเป็นระบบราง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ๙ สาย หรือว่ามีถนนหนทางติดต่อกัน และมีระบบขนส่งทางน้ำและทางอากาศที่จะเชื่อมโยงกัน ซึ่งอันนั้นก็เป็นพื้นฐานจริง ๆ แล้ววันนี้ เราก็พัฒนาขึ้นมาเป็นที่ว่าจะใช้ตั๋วร่วมซึ่งสำคัญเป็นการก้าวไปข้างหน้า Infrastructure ที่ผ่านมา ถ้าไม่มีการรัฐประหารป่านนี้ประเทศไทยไปไกลแล้ว เพราะว่าปี ๒๕๖๐ เรียบร้อยหมดแล้ว ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ผมเอาประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ประโยชน์ของ ประชาชนก็คือจะได้ลดค่าใช้จ่ายในการที่จะจ่ายซ้ำซ้อนอย่างที่มีสมาชิกบอกแล้วว่าค่าแรกเข้า มันจำเป็น ถ้ายังแยกกันอยู่ก็จ่ายแล้วจ่ายอีก แล้วก็ ๒. เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนไม่ต้องพะว้าพะวงว่าจะต่ออย่างไรหรืออย่างไร ทำให้รวดเร็วขึ้น ท่านประธานครับ ระบบตั๋วร่วมนี่ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราเน้นถึงระบบรางก็จะทำให้ลดมลพิษ ลดโลกร้อน หรือถ้าเราใช้รถเมล์ไฟฟ้า EV ก็จะ เช่นเดียวกันลดมลพิษ ลดโลกร้อนเช่นเดียวกัน ก็เหลือแต่ในน้ำซึ่งก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็พอไหวอยู่ อีกหน่อยคงใช้เครื่อง EV แล้วก็ที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของ ประชาชนให้มาใช้ระบบสาธารณะเพื่อแก้ปัญหารถติดในเมืองใหญ่หรือความสะดวกที่จะไป ต่างจังหวัด ท่านประธานครับ เราต้องเข้าใจครับว่า ตั๋วร่วม คืออะไรครับ ดูดี ๆ แล้วถ้าเรา ไม่เคยชิน แต่ในนิยามมาตรา ๓ นี้กล่าวไว้ดีนะครับ หมายความว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะ แก่ผู้โดยสาร โดยผู้ให้บริการซึ่งได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. นี้ใช้แทนบัตรที่จะทำขึ้นตาม มาตรฐานทางเทคโนโลยี ก็หมายความว่าเราจะใช้ระบบดิจิทัลต่าง ๆ เข้ามาซึ่งก็มีท่านสมาชิก ที่ว่าตอนนี้รัฐบาลจะใช้ดิจิทัลมาใช้ ซึ่งมันก็จะได้ต่อเนื่องกันได้ โดยมีคณะกรรมการในการชำระ ค่าโดยสารเพื่อให้การเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ ระบบขนส่งสาธารณะเมื่อสักครู่ผมก็พูดไปแล้ว ก็คือมันเป็นด้านถนน ด้านราง และน้ำ อย่างต่อเนื่องจริง ๆ ท่านประธานครับ พอเราจะทำขึ้นมาคนที่จะมาทำธุรกรรมนี้ต้องมาขอ อนุญาตอย่างกับ พ.ร.บ. ที่ขออนุญาต อำนวยความสะดวกเช่นเดียวกันโดยมีกฎเกณฑ์ และคนที่จะให้ใบอนุญาตก็คือคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมอ่านไปถึงมาตรา ๕ มีคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แล้วมีคณะกรรมการ ๑๑ ท่านจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน รวมแล้ว ประมาณ ๑๖ ท่าน ผมยังสงสัยว่าในเมื่อเราจะใช้ระบบดิจิทัล ทำไมกระทรวงดิจิทัลนี่จะมีส่วนร่วม ได้ไหมหรือตัวแทน ต้องการคำตอบนะครับ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ดีนะครับ มีหน้าที่กำหนด กฎเกณฑ์มาตรฐานทางเทคโนโลยี รวมถึงการกำหนดค่าโดยสารตามมาตรา ๓๑ และมีการ ดำเนินการของกองทุนดูรายได้ รายจ่าย และวินิจฉัยการแก้ปัญหาและตั้งอนุกรรมการขึ้นไป ดำเนินการ แล้วที่สำคัญ คณะกรรมการนี้มีอำนาจอย่างกับ สส. ๆ เลยนะครับ เรียกเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือชี้แจง เมื่อไปถึงระบบที่ว่า ถึงระบบอัตราโดยสารร่วมผมขอ เสนอนิดหนึ่งครับ เราต้องคำนึงถึงการคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นหลัก แล้วต้องคำนึงถึงสิทธิ ประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงวัยหรือนักเรียนนักศึกษาที่จะใช้กันทั่วไป แล้วต้องเป็นธรรมด้วย แล้วก็ต้องมีศูนย์ที่จะรับร้องเรียนว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. นี้มีกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมขึ้นมา ซึ่งมีกลไก คือท่านปลัด กระทรวงคมนาคมเป็นประธาน สนับสนุนการดำเนินการ การพัฒนา การส่งเสริมเกี่ยวกับ การบริหาร แต่ที่น่าสนใจก็คือเปิดโอกาสให้เอกชนกู้ยืมมาร่วมด้วยนะครับ โดยเฉพาะผมเห็น ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะรถเมล์หรือเรือนี่ก็จะได้รับประโยชน์ ทีนี้ผมห่วงนิดหนึ่งว่า รายได้ของกองทุนนี้ อันที่ ๑ เป็นทุนประเดิมจากรัฐบาล อันที่ ๒ คือได้งบประมาณประจำปี ตามความจำเป็นซึ่งรัฐมนตรีจะเสนอ อันที่ ๓ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต อันที่ ๔ รายรับจาก ผู้ได้รับอนุญาต แล้วถ้าไปเรื่อย ๆ นะครับ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง เป็นรายได้ของแผ่นดิน อันนี้ มาตรา ๓๕ ซึ่งอันนี้ผมก็อยากทราบรายละเอียดนิดหนึ่งนะครับว่าถ้ามันไม่พอแล้วจะทำอย่างไร แล้วก็การตรวจสอบความโปร่งใสต่าง ๆ เป็นอย่างไร ท่านประธานครับ บทกำหนดโทษ ที่กำหนดไว้ก็มีทั้งด้านปกครอง ด้านอาญา ปรับเป็นพินัยแล้วการตรวจสอบแก้ไขต่าง ๆ อันนี้ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ท่านประธานครับ ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมดีใจครับว่าประเทศเราได้พัฒนาขึ้น ไปอีกชั้นหนึ่ง แล้วผมเชื่อว่าอีกหน่อยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะมีการแก้ไขไปสู่อย่างที่ ท่านสมาชิกได้อภิปรายว่ามันต้องติดต่อนั่นติดต่อนี่ไปเรื่อย ๆ ผมจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ โดยเอาร่าง ครม. เป็นหลักครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เชิญครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... โดยมี ๒ ฉบับ ที่ยื่นโดย ครม. และพรรคประชาชน โดยอาจารย์สุรเชษฐ์ ท่านประธานรู้ไหมครับว่า ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนลำบากมากในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ถ้าเราเดินทาง ด้วยรถไฟฟ้าเอาแค่จะเปลี่ยนสายระหว่างรถไฟฟ้ากันเองก็มีความยากลำบากมากนะครับ ท่านประธาน ยกตัวอย่างครับประชาชนที่เดินทางต้องการเปลี่ยนจากสายสีน้ำเงิน MRT สวนจตุจักรไปสถานี BTS หมอชิตที่สายสีเขียว ตั้งแต่รถไฟฟ้าจอดที่สถานีครับ เขาต้องเดิน ออกจากรถไฟฟ้าเพื่อไปที่ประตูทางออก ติ๊ดบัตรออกจากนั้นต้องขึ้นไปบันไดเพื่อออกจาก ตัวสถานี MRT ผ่านเต็นท์เขียวขึ้นไปครับแล้วก็ไปขึ้นบันไดต่อ และไปติ๊ดบัตรเข้าใหม่อีกรอบหนึ่ง เพื่อเข้าไปในสถานี BTS หมอชิตสายสีเขียว หรืออย่างที่ห้าแยกลาดพร้าวท่านประธานครับ จะเปลี่ยนจาก BTS สายสีเขียวไปเป็น MRT สายสีน้ำเงิน ก็ต้องเดินออกจากตัวสถานี BTS ห้าแยกลาดพร้าว ติ๊ดบัตรออก แล้วต้องเดินผ่าน Sky Walk ๓๐๐ ๔๐๐ เมตรเพื่อไปติ๊ด บัตรใหม่แล้วเข้าไปใน MRT ของพหลโยธิน แล้วมีอีกหลายสถานีที่เป็นจุดตัดหรือสถานี Interchange ที่มีปัญหาแบบนี้ ทั้งที่สามารถจะทำทางเชื่อมระหว่าง ๒ สถานีภายในกันเองได้ โดยไม่ต้องเข้าออกใหม่อีกรอบหนึ่งแต่ก็กลับไม่ได้ทำครับ สาเหตุที่ประชาชนต้องใช้บัตร หลายใบเพราะว่าเราไม่เคยมองระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเป็น Network เดียวกัน เป็น Ecosystem เหมือนกันครับ แต่เรามองแยกสาย แยกผู้ประกอบการ แล้วปล่อยให้ ผู้ประกอบการแต่ละคนทำตามใจตนเอง อยากจะมีเทคโนโลยีบัตรของตัวเอง อยากมีระบบ Payment เป็นของตัวเอง โดยที่รัฐไม่ได้กำหนดรายละเอียดให้ครอบคลุมก่อนที่จะทำสัญญา สัมปทานกับพวกเขา แล้วที่ตลกกว่านั้นครับ ดูอย่างชื่อสถานี Interchange ของใครครับ ถ้าผู้ประกอบการคนละเจ้าต่อให้อยู่สถานีเดียวกัน เราก็บังเอิญไปตั้งชื่อสถานีให้มันคนละ สถานีกันครับ อย่าง BTS หมอชิต MRT สวนจตุจักรอยู่ที่เดียวกันก็ใช้คนละชื่อ BTS ห้าแยก MRT พหลโยธิน BTS อโศก MRT สุขุมวิท BTS ศาลาแดง MRT สีลม อยู่ตำแหน่งติดกันเลย แต่ใช้ชื่อคนละสถานีให้ประชาชนงงครับ แม้แต่รัฐวิสาหกิจด้วยกันเองก็ยังต้องใช้คนละชื่อ อย่าง Airport Rail Link มักกะสันอยู่ตรง MRT เพชรบุรี อย่างสถานีสายสีแดง อย่างสถานีกลาง กรุงเทพอภิวัฒน์ กับ MRT บางซื่อ เรื่องเหล่านี้อยู่ติดกันเป็น Interchange เหมือนกัน แต่กลับใช้ชื่อคนละสถานีครับ แต่ถ้าเกิดอยู่อย่างที่ลอนดอนครับ ทุกอย่างเขาเรียกว่าเป็น People Oriented หรือเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง สถานี Interchange ใช้ชื่อเหมือนกันหมด มีทางเชื่อมภายในสถานี ไม่มีที่ไหนต้องไปติ๊ดบัตรออก แล้วติ๊ดบัตรเข้าเหมือนที่ประเทศไทย ทำอยู่ แล้วนี่คือปัจจัยที่ทำให้การเดินทางรถไฟฟ้าใต้ดินที่ลอนดอนไวกว่าการเดินทาง โดยรถยนต์ และที่สำคัญครับพวกเขาได้ใช้บัตรที่เรียกกันว่าบัตร Oyster ที่เพื่อนสมาชิก พูดกันไปแล้ว บัตรใบเดียวนั่งได้ทั้งรถ ราง เรือ ถ้าพูดถึงรถเมล์ครับท่านประธาน ที่ไม่พูดถึง ไม่ได้เลย ไม่ได้จริง ๆ ก็คือการปฏิรูปรถเมล์ที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ครับ ขออนุญาต ต้องพูดจริง ๆ เอาแค่การเดินทางระหว่างรถเมล์กับรถเมล์ที่ทำด้วยกันเอง แค่เปลี่ยนรถจาก ไทยสมายล์ไป ขสมก. ทำไมต้องใช้บัตรคนละใบ หนักกว่านั้นคือการปฏิรูปที่ผ่านมาไม่ได้ทำ เรื่องของค่าโดยสารร่วมหรือเรียกว่า Common Fair นั่ง ขสมก. ไปแล้ว ๒๐ ป้าย แค่ต้องการ จะเดินทางอีกป้ายหนึ่งแต่ต้องนั่งไทยสมายล์ ๑ ป้าย ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มอีก ๑๕ บาททันที มันตลกไหมครับ ไม่พอครับ ต้องเรียกว่าการปฏิรูปของรัฐบาลชุดก่อนก็เรียกว่ากระทืบพี่น้อง ประชาชนซ้ำอีกรอบหนึ่งครับ เพราะอะไรครับ เพราะการปรับเส้นทางการปฏิรูปรอบนั้น ได้ทำให้เส้นทางสั้นลงครับ แต่ก่อนนั่งรถคันเดียวต่อเดียวยาวถึงปลายทาง แต่พอไปทำให้มัน สั้นลงก็ต้องนั่ง ๒ คัน ๒ ต่อ แล้วก็ทำให้ต้องจ่ายค่าแรกเข้า ๒ ครั้ง ค่าโดยสารแพงขึ้นทันที เท่าตัวครับ ที่ผ่านมารัฐบาลเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง โดยไม่มีการกำหนดเรื่องของมาตรฐานราคากลาง ระบบตั๋วร่วมหรือการทำค่าโดยสารร่วม หรือ Common Fair เลย ทำให้ผมต้องตั้งคำถามถึง รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาว่ามีความรู้ความสามารถมีวิสัยทัศน์มากน้อยขนาดไหน และถ้าจะอ้างว่า ตั๋วร่วมเป็นเรื่องใหม่ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ เพราะที่ประเทศสิงคโปร์มีระบบตั๋วร่วมมาแล้ว กว่า ๓๕ ปี ก่อนที่จะมาใช้เป็น EZ Link ในปัจจุบัน ฮ่องกงมีระบบตั๋วร่วมไม่น้อยกว่า ๔๖ ปี ก่อนพัฒนาเป็นระบบ Octopus Card ในปี ๑๙๙๗ หรืออย่างลอนดอนครับ เขามีระบบ เรียกว่า Unify the Fair System ตั้งแต่ปี ๑๙๓๓ หรือประมาณ ๙๐ ปีที่แล้ว ก่อนที่จะมาใช้ Common Fair System ล่าสุดด้วยบัตร Oyster ก่อนที่จะเป็น Oyster ก็มี Travel Card ก่อนหน้านี้ ในขณะที่เราทำรถไฟฟ้าสายแรก ๒๕ ปีที่แล้วเองครับ หลังประเทศเหล่านี้มาก ๆ แต่ประชาชนกลับได้รับความลำบาก จนมาถึงวันนี้วันที่สภาแห่งนี้กำลังจะผลักดันเรื่องของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมเสียที โดยผลลัพธ์คืออะไรครับ คือทำให้เกิดทั้งตั๋วร่วมและราคาร่วมเพื่อให้ พี่น้องประชาชนเดินทางได้สะดวกสบายรวดเร็วและประหยัดค่าโดยสารมากยิ่งขึ้น สำหรับ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมทั้ง ๒ ร่างมี ๕ หลักการสำคัญเหมือน ๆ กัน คือ ๑. มีการกำหนดมาตรฐาน เทคโนโลยีกลางของตั๋วร่วม ๒. มีการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม สัดส่วนการแบ่งเงิน และที่สำคัญคือการมีตัวกลางหรือ Clearing House ในการจัดการรายได้ แล้วก็ Clear เงิน ระหว่างผู้ประกอบการ ๓. คือการกำหนดระเบียบการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการตั๋วร่วม ๔. คือมีกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมในการที่จะเปลี่ยนให้ไปใช้ System เดียวกัน และ ๕. คือการบังคับผู้ประกอบการให้เข้าตั๋วร่วม เพราะว่าในอนาคตเราจะต้องดึงรถสองแถวเข้ามา อยู่ในระบบตั๋วร่วมนี้ รวมถึงเรื่องของเรือด้วย ทั้งนี้ผมต้องบอกว่าผมเห็นด้วยกับ ๒ หลักการ ๒ พ.ร.บ. แต่ของพรรคประชาชนต้องบอกว่าโดยอาจารย์สุรเชษฐ์จะเขียนได้ละเอียดกว่า และช่วยคุ้มครองสิทธิพี่น้องประชาชนมากกว่าร่างของ ครม. สักส่วนหนึ่งอยู่ จึงอยากให้ เพื่อนสมาชิกพิจารณาร่างของอาจารย์สุรเชษฐ์เป็นร่างหลักด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญครับ🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมขอ Jam อภิปรายพระราชบัญญัติตั๋วร่วมของรัฐบาล ฯพณฯ แพทองธาร ชินวัตร นะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยดีใจที่จะเห็นตั๋วร่วมได้ชัดเจนก็ตอนนี้ เพราะว่าต่างประเทศ เขามีมานานแล้วท่านประธานครับ เคยไปที่ออสเตรเลีย ที่เมลเบิร์น ก็ใช้ตั๋วร่วม ๔ ๕ ปีที่แล้วมา ตั๋วร่วมใช้ทั้งวันท่านประธานครับ ๙ ดอลลาร์ ๔๐ เซนต์ ลงจากรถไฟขึ้นรถเมล์ ลงจากรถเมล์ ขึ้นเรือ ที่ต่างประเทศ ที่ออสเตรเลีย พอมาเห็นประเทศไทยซึ่งเริ่มมาจากรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ แล้วก็ดีใจที่กระทรวงคมนาคมในสมัยนี้ นำโดยท่านสุริยะและท่านมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยได้เสนอให้เป็นร่างของรัฐบาลมาเป็นร่างที่อภิปรายในสภา ท่านประธานครับ โดยเนื้อหาของตั๋วร่วมนั้นก็มีคำถามเหมือนกันว่าคำว่า ตั๋วร่วม นี้ ทุกคนก็รู้ว่ามันต้องใช้ ทุกระบบมาร่วมกันซื้อใบเดียวไปได้ทุกอย่าง ทั้งรถไฟ ทั้งเรือ ทั้งรถสองแถว นี่อยากจะถาม ว่ารถสองแถวได้ไหม ตั๋วร่วมนี้ใช้เฉพาะกรุงเทพมหานครหรือว่าต่างจังหวัดของผมได้ไหม ปริมณฑลได้ไหม สระบุรีได้ไหม ยโสธร จากบ้านโซงมายโสธรได้ไหม นี่เป็นคำถามที่จะถาม ต่อท่านประธานไปที่ทางกระทรวงคมนาคมที่เสนอมาเจตนาอย่างนี้ เพราะว่าคำว่า พระราชบัญญัติ มันต้องใช้ทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะใช้ส่วนใดส่วนหนึ่ง ต้องบังคับใช้ มีทั้งโทษเบา โทษหนัก จึงกราบเรียนท่านประธานมาอย่างนี้🔗

เรื่องแรกท่านประธานครับ หมวด ๑ คือคณะกรรมการตั๋วร่วม คณะกรรมการ ตั๋วร่วม ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง ท่านประธานครับ ก็ ๒ ท่านแล้ว มีกรรมการโดยตำแหน่งอีก ๑๑ ท่าน และมีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน มีแต่นักการเมือง และข้าราชการทั้งนั้นท่านประธานครับ อยากถามว่าผู้บริโภคมีไหม อยากถามไปที่คนยกร่าง ถามไปที่กระทรวงคมนาคมหรือรัฐบาลช่วยตอบได้ไหมว่ามีตัวแทนของผู้บริโภคเข้ามาร่วม เป็นคณะกรรมการตั๋วร่วมบ้างไหม ตรงนี้มาตรา ๕ ไม่มีเลยนะครับ อยากเสนอเข้ามาสัก ๓ คน พอได้รู้แนวทางว่าเมื่อใช้ตั๋วร่วมไประยะหนึ่งแล้ว ชาวบ้านมีความสุขไหมหรือทุกข์ มากกว่าเดิม หลังจากที่ใช้อยู่ดี ๆ เพราะฉะนั้นต้องมีตัวแทนของผู้บริโภคหรือชาวบ้านเข้ามา เป็นตัวแทนอย่างน้อย ๓ คนในมาตรา ๕ ที่กราบเรียนไว้อย่างนี้🔗

ท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งยังสงสัยอยู่ว่าเอาตั๋วร่วมมาทั้งหมด มาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า เรือหรือรถสองแถวมาอยากทราบว่าเราต้องจ่ายให้ผู้ลงทุนไหม อย่างเช่น ผมนั่งรถจากคูคตมาที่สยามหมดไปแล้ว ๖๕ บาท อันนี้ตั๋วร่วมบอกว่าใช้ ๒๐ บาทตลอดสาย หรือตั๋วร่วมประมาณไม่เกิน ๒๙ บาท มันก็จะเป็นการถูกลงไปอีกเท่าหนึ่งเลยเป็นความสะดวก เป็นความสบาย ต่อไปนี้ไม่ต้องใช้รถส่วนตัวแล้ว ไม่ต้องใช้รถ นั่งรถไฟฟ้าดีกว่า แต่ต้องมีให้ ทั่วถึงนะครับท่านประธาน ต้องมีให้ทั่วถึงไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้น ผมขอย้ำ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้ตั๋วร่วมระหว่างเมือง ระหว่างจังหวัด ท่านจะมีคำตอบ อย่างไร การบริหารงานของตั๋วร่วม ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะดำเนินการอย่างไร ทุกคนดีใจ หมด วันนี้พรรคประชาธิปไตยใหม่ก็เห็นด้วย เห็นด้วยกับที่รัฐบาลเสนอมา เห็นด้วยกับทาง ฝ่ายค้านเสนอมา ผมเข้าใจว่าทางสภาก็จะรับหลักการเพื่อให้ดำเนินการตั้งกรรมาธิการศึกษา ปัญหาตั๋วร่วม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ให้พี่น้องได้รับความสะดวก อันนี้เป็นสิ่งที่พี่น้องต้องการอยู่แล้ว สส. หลายท่านบอกว่ามาช้าด้วยซ้ำ ประชาธิปไตยใหม่ก็บอกเหมือนกันว่าไม่ได้มาช้านะครับ แต่ว่า ต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ ท่านประธานที่เคารพ นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปไตยใหม่ถามดัง ๆ ไปที่รัฐบาลว่าท่านจะดำเนินการอย่างไร งบประมาณที่จะมาชดเชยกับผู้ลงทุน ท่านจะได้มา อย่างไร และอีกอย่างหนึ่ง ยังมีกองทุนซึ่งมีปลัดกระทรวงเป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว เป็นประธาน อยู่แล้ว ท่านจะดำเนินการอย่างไร แถมบางช่วงยังบอกว่าในกองทุนนี้จะต้องเอางบประมาณ แผ่นดินซึ่งเป็นภาษีพี่น้องประชาชนมาอุดหนุนตั๋วร่วม ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านต้อง เข้าใจว่าบางครั้งบางคราวพี่น้องที่อยู่ชายแดนประเทศไทยไม่ได้ใช้ตั๋วร่วมเลย เขาจำเป็นจะต้อง เอาภาษีที่เขาเสียให้ประเทศมาอุดหนุนตั๋วร่วมให้กับพี่น้องส่วนกลางด้วยหรือ อันนี้ก็เป็น คำถาม ต่อผู้ที่ยกร่างขึ้นมานะครับ ท่านต้องตอบให้ได้ ไม่ใช่ว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ไม่สนับสนุน สนับสนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ ดีใจด้วยซ้ำที่กระทรวงคมนาคมทั้งท่านมนพร ท่านสุริยะ เสนอเข้ามา ดีใจด้วยซ้ำ พี่น้องก็ดีใจ โทรมาบอกว่าบ้านเมืองจะได้มีค่าใช้จ่ายลดลงในการ เดินทางสะดวกสบาย พี่น้องคนจนวันหนึ่งมีรายได้ไม่ถึง ๓๐๐ บาท ก็จะใช้ตั๋วชนิดนี้ให้มัน เป็นประโยชน์ต่ออาชีพเขา นี่ครับที่กราบเรียนมาเห็นด้วยกับที่ทางรัฐบาลได้เสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามา พรรคประชาธิปไตยใหม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ครับ🔗

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ทั้ง ๒ ฉบับ และขอเสนอร่างของพรรคประชาชน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเป็นร่างที่ตอบโจทย์ความต้องการของ ประชาชนและช่วยแก้ไขปัญหาในระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างแท้จริงเป็นร่างหลักนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วร่างของพรรคประชาชนไม่ได้เน้นที่ตัวตั๋วร่วมครับ แต่เน้นสิ่งที่สำคัญ ที่ประชาชนคนโดยสารรถขนส่งสาธารณะ เรือสาธารณะ ต้องการก็คือค่าโดยสารร่วม ที่จะถูกลงโดยมีตั๋วร่วมเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการที่จะทำให้ค่าโดยสารร่วมนั้นเกิดขึ้นจริง ได้มากกว่านะครับ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ไปหน้าถัดไปเลยครับ ผมขอย้อนพาท่านกลับไปดูมหากาพย์ของโครงการระบบตั๋วร่วมของ ประเทศไทยนะครับซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นี่ปี ๒๕๖๘ ผ่านมาเกือบ ๑๘ ปีครับ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นและบทเรียนที่สำคัญที่เราจะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่เสนอโดยพรรคประชาชนนี้นะครับ ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๐ แนวคิดเรื่องการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะด้วยตั๋วร่วมถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรก ในรายงานของกระทรวงคมนาคมต่อที่ประชุม ครม. โดยมีการหารือกับผู้ให้บริการหลัก ๆ ในตอนนั้นก็คือ BTS หรือ BMCL ซึ่งเป็น MRT แล้วในตอนนี้นะครับ รวมถึง ขสมก. การรถไฟแห่งประเทศไทยนะครับ แบงก์ชาติ เป้าหมายก็คือเพื่อให้ BTS กับ BMCL สามารถ ใช้ระบบตั๋วร่วมกันได้ภายในธันวาคม ปี ๒๕๕๐ แต่สุดท้ายแผนนี้ก็ไม่สำเร็จ เพราะขาดความพร้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐานก็คือตัวระบบตั๋วร่วมแล้วก็มีปัญหาในการประสานงานระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ มากมายครับ ไปสไลด์หน้าถัดไปนะครับ จนเมื่อเมษายน ปี ๒๕๕๔ ครม. ก็เห็นชอบให้ตั้งโครงการตั๋วร่วมขึ้นมา อนุมัติโครงการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมแล้วก็จัดตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาครับ วางนโยบายจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการ แต่การบริหาร จัดการที่ไม่เป็นระบบส่งผลให้แผนงานล่าช้าเกินกำหนดไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ จนเมษายน ๒๕๕๕ เอกชนไปเร็วกว่าครับ รอไม่ไหว กระต่ายวิ่งไปแล้วครับ BTS ก็ออกบัตร Rabbit ขึ้นมา แต่ก็มีข่าวครับว่าจะสามารถใช้งานกับ MRT ได้ในอนาคต สุดท้ายไม่สามารถ ดำเนินการได้ครับคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะว่าการตกลงเรื่องค่าโดยสารแรกเข้าหรือแค่ตกลง เรื่องใครจะหักภาษีแวตนำส่งนะครับ คุยกันเป็นปี ๆ แล้วแผนนี้ก็เงียบหายไป เวลาผ่านไป มกราคม ๒๕๕๗ สนข. เปิดประมูลการจัดทำระบบ Clearing House นะครับสำหรับตั๋วร่วม แล้วก็มีบริษัท บี.เอส.วี ชนะการประมูลด้วยงบประมาณ ๓๓๘ ล้านบาทครับ ซึ่งการประมูลนี้ ก็เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสนะครับ ทำให้การเซ็นสัญญาล่าช้าไปจนถึง ปี ๒๕๕๘ การดำเนินงานเต็มไปด้วยความล่าช้าครับ จนปี ๒๕๕๙ ระบบถึงจะเริ่มต้นทดสอบ นำร่องได้นะครับ แล้วก็ยังมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ มากมาย ในระหว่างนั้นกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ สนข. ได้วางแผนจัดตั้งบริษัทจัดการระบบตั๋วร่วมขึ้นมานะครับ ซึ่งจะให้มาเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับบัตรตั๋วร่วมนี้ทั้งหมด มีแนวคิดให้รัฐถือหุ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เอกชนที่เกี่ยวข้องถือหุ้นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็มีการประกวดชื่อ ประกวด ตราสัญลักษณ์ของบัตรขึ้นมาครับทำให้เกิดแมงมุมขึ้นมาครับ ชื่อแมงมุมนี้ก็ได้รับการคัดเลือก แต่การดำเนินการขั้นต่อมาก็ประสบปัญหาอีกมากมายนะครับล่วงเลยมาจนถึงพฤษภาคม ปี ๒๕๕๙ พัฒนาระบบบัตรแมงมุมสำเร็จพร้อมทดสอบ มีแผนเริ่มใช้กับ BTS นะครับ แล้วก็จะ ขยายไปยังระบบขนส่งอื่น แต่สุดท้ายตั๋วร่วมแมงมุมก็ไม่เป็นไปตามแผนอีกเช่นเคยการใช้งานจริง ก็ล่าช้าไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ระบบไม่ครอบคลุมทุกการเดินทางนะครับ ไม่สามารถไปยัง MRT Airport Rail Link ขสมก. ได้ แล้วปี ๒๕๖๐ ครับ ขสมก. ก็มีการประมูลติดตั้งระบบ e-Ticket โดยให้รองรับมาตรฐานตั๋วแมงมุมนะครับ แต่ระบบก็ประสบปัญหาหลายอย่าง ขสมก. ไม่ยอม ตรวจรับแล้วก็ไปยกเลิกสัญญาในภายหลัง สไลด์หน้าถัดไปครับ จนเมื่อปี ๒๕๖๐ ครับก็เกิด การเปลี่ยนแปลงอีก เมื่อ ครม. โอนงานระบบตั๋วร่วมจาก สนข. นะครับไปสู่การบริหารของ รฟม. ตุลาคม ๒๕๖๐ นี้ก็เป็นการเปิดตัวบัตรแมงมุมนะครับ โดยทางรถไฟฟ้ามหานคร รฟม. สัญญาว่าจะให้ใช้ได้กับระบบขนส่งทุกประเภท ทั้ง BTS MRT นะครับ Airport Rail Link แต่ความพร้อมในการให้บริการของระบบก็ยังไม่เกิด ใช้ได้แค่สายสีน้ำเงินกับสายสีม่วงเท่านั้น จนเวลาเลยไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ครับ เปลี่ยนทิศทางจากบัตรแมงมุมไปสู่ระบบ EMV แล้วก็เป็น จุดจบของบัตรแมงมุมครับ ปี ๒๕๖๑ รฟม. ก็เปลี่ยนแนวคิดที่จะเปลี่ยนจากระบบ MRT Plus ไปใช้ระบบ EMV ซึ่งก็คือระบบ Payment ที่ใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิตรองรับการแตะชำระเงิน โดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบแต่ว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี แล้วในขณะที่รอการเปลี่ยนผ่านนี้บัตรแมงมุมครับก็ต้องเอามาแจกเพื่อใช้งานระบบเดิมไปก่อน สุดท้ายในช่วงหลัง หลังจากปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมาก็เป็นช่วงแห่งความล่าช้าและความขัดแย้ง เพราะรู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบบ EMV แล้วผู้ให้บริการก็ไม่อยากที่จะลงทุนทำระบบเดิม อีกต่อไปนะครับ ระบบ EMV เองก็เช่นกันนะครับมีแผนกำหนดการเปิดตัวในปี ๒๕๖๒ ก็ต้องเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เนื่องจากข้อขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุน ในการพัฒนา แล้วก็การขอสนับสนุนจาก รฟม. นะครับ การพัฒนาระบบ EMV ก็ล่าช้า ปัญหาด้านงบประมาณที่ รฟม. ต้องใช้เงินกว่า ๘๐๐ ล้านบาทเพื่อวางระบบใหม่ ในขณะที่ ระบบตั๋วร่วมแมงมุมอันเดิมที่พัฒนามานานนะครับก็ถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ จนเมื่อปี ๒๕๖๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นก็ยังคงได้เร่งรัดให้ระบบตั๋วร่วมนะครับเกิดขึ้น แล้วก็สามารถใช้ได้ แต่อย่างที่เราทราบกันดีครับปัจจุบันระบบตั๋วร่วมก็ไม่เกิดครับ สไลด์ ลงได้นะครับ โครงการนี้ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่พัฒนามาหลายปีนั้นสูญเปล่างบประมาณภาษี ของประชาชนถูกเอาไปละเลงทิ้งไม่รู้กี่พันล้าน ผมขอสรุปสาเหตุปัญหาหลัก ๆ ๔ ข้อ แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติที่จะแก้ไขนะครับ รัฐบาลและเอกชนต่างคนต่างทำ ในขณะที่เอกชนไปได้เร็ว รอรัฐไม่ไหว รัฐทำระบบช้าแต่ก็ยังทำระบบของตัวเองขึ้นมา แล้วก็ไม่สามารถดึงดูดให้เอกชน เข้ามาใช้ได้ ผู้ให้บริการเอกชนก็ไม่มีใครยอมใครกลัวจะเสียกำไร ทำให้ตกลงกันเป็นปี ขอเกินเวลาสักเล็กน้อยนะครับ แล้วก็ข้อตกลงทั้งในด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี ซึ่งในส่วนนี้ ร่างของพรรคประชาชนได้กำหนดนิยามมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมไว้อย่างชัดเจน ก็ทำให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างที่ควรจะเหมาะสมเป็นร่างหลักมากกว่า เพราะว่า ร่างของ ครม. ไม่ได้กำหนดไว้🔗

ข้อที่ ๒ ความไร้ประสิทธิภาพของการประสานงานของหน่วยงานภาครัฐนะครับ ในส่วนนี้ร่างของพรรคประชาชนได้กำหนดให้มีตัวแทนจากภาคประชาชน ก็คือสภาองค์กร ของผู้บริโภคเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ แทนที่จะมีแต่ข้าราชการนะครับ ก็จะช่วยให้การ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้มีสัดส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ การตัดสินใจต่าง ๆ การวาง นโยบายต่าง ๆ ก็จะคำนึงถึงผู้ใช้บริการ ซึ่งก็คือประชาชนมากขึ้นนะครับ🔗

ข้อที่ ๓ ปัญหาจากเรื่องสัมปทาน ในร่างกฎหมายนี้มาตรา ๑๔ ได้กำหนดไว้ ให้การพัฒนาโครงสร้างตั๋วร่วมจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสัมปทานในอนาคตนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อ ลดภาระ แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนนะครับ🔗

ข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย การจัดการผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ละบริษัทก็ต้องการ กำไรสูงสุด การบังคับให้ทำระบบตั๋วร่วมนั้นทำได้ยากมาก ดังนั้นการมีพระราชบัญญัตินี้ ในมาตรา ๓๑ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม แล้วก็กำหนด กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมขึ้นมา โดยร่างของพรรคประชาชนกำหนดให้มีการคำนึงถึง การแข่งขันนะครับ คำนึงถึงต้นทุนที่แตกต่างกัน แล้วก็มีความโปร่งใสในการเปิดเผย วิธีการ คำนวณและข้อมูลสันนิษฐานต่าง ๆ อย่างโปร่งใส ทำให้การจัดสรรผลประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมนะครับ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ผมขอให้ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน สนับสนุนร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักครับ สุดท้ายท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุน ร่างตั๋วร่วมทั้ง ๒ ฉบับนี้ครับ แล้วก็ขอให้ท่านพิจารณาสนับสนุนร่างของพรรคประชาชน เป็นร่างหลัก ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณนันทนา สงฆ์ประชา🔗

นางนันทนา สงฆ์ประชา แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ถ้าพูดถึงวัตถุประสงค์ ของร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ ที่จัดทำขึ้นก็เพื่ออำนวยความสะดวก สนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ยานยนต์ ส่วนบุคคลให้มาใช้บริการระบบขนส่งมวลชนให้ได้มากที่สุด โดยจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งประชาชนผู้ใช้บริการให้สามารถใช้บัตรโดยสารใบเดียวกับการเดินทางในทุกระบบขนส่ง สาธารณะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าโดยเฉพาะในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันรถไฟฟ้าก็เปิดทำการไปแล้วทั้งหมด ๘ สาย ไม่ว่าเป็นสาย Airport Rail Link สายสีแดง สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง สายสีเขียว สายสีทอง สายสีชมพู และเราก็ได้ติดตามกันนะคะว่าในปี ๒๕๗๑ นี้เราก็จะเปิดสายสีส้มและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายสีม่วงขณะนี้ก็เปิดในส่วนของตอนเหนือไปแล้ว ม่วงเหนือ ก็คือในส่วนของบางใหญ่-เตาปูน แล้วก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าม่วงใต้กำลังจะมาก็คือในส่วนของเตาปูนไปราชบูรณะ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนว่าที่ดิฉันกล่าวมาทั้ง ๖ ๗ ๘ ๙ สายนี้นะคะ ก็จะเป็นการเชื่อมโยงในระบบตั๋วร่วม ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้งในส่วนของราง เรือ รถยนต์ ขนส่งสาธารณะนั่นเอง ดิฉันอยากจะกราบเรียน ในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเทคโนโลยี ของระบบตั๋วร่วมให้เป็นมาตรฐานกลาง แต่ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตและมีความเห็นใน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ ก็คงจะเป็นเรื่องของราคาค่าโดยสารของชาวต่างประเทศ ดิฉันเชื่อ เป็นอย่างยิ่งว่าสำหรับในเรื่องของการคิดราคาค่าโดยสารในระบบตั๋วร่วมที่มีชาวต่างประเทศ มาใช้บริการนั้นเห็นสมควรว่าในหลักการสากลที่ดีจะต้องไม่มีการแบ่งแยก และกองทุนต้องหา อัตรารายได้เพิ่มในทางอ้อมเพื่อมาจุนเจือภาระต้นทุนของค่าตั๋วถูกในส่วนของชาวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยซึ่งเป็นรายได้หลักนะคะ และในส่วน ข้อห่วงใยอีกข้อหนึ่งนะคะ ดิฉันห่วงใยเรื่องการจัดตั้งกองทุนค่ะท่านประธาน การจัดตั้งกองทุน เพื่อส่งเสริมระบบตั๋วร่วมดิฉันขอตั้งข้อสังเกต แล้วมีความเห็นนะคะว่าการจัดตั้งกองทุน เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นเรื่องที่ดีนะคะท่านประธาน เนื่องจาก การบริหารจัดการในระยะเริ่มต้นจำเป็นต้องมีกองทุน แต่การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจะต้อง ไม่มีแนวทางในการดำเนินงานที่ไม่เป็นภาระต่อเงินงบประมาณแผ่นดินค่ะท่านประธาน เช่น ต้องหารายได้จากภาษีป้ายวงกลมในเขต กทม. หรือเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการใช้รถยนต์ ส่วนบุคคลมาใช้ในการบริหารจัดการร่วมกับ กทม. ซึ่งจะมีความเหมาะสมต่อการดำเนินงาน โดยนำเอารายได้ภาษีป้ายจากรถยนต์ส่วนบุคคลรายปีมาใช้สนับสนุนระบบขนส่งมวลชน เพื่อความต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ไม่ปรากฏในร่างกฎหมายฉบับนี้เลยนะคะ ดิฉันเลยห่วงใยกับการพิจารณาอุดหนุนแนวทางการซื้อตั๋วแพงมาขายตั๋วถูก เราจะต้อง คำนึงถึงที่ดิฉันได้กราบเรียนว่ารถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนี้มีสัมปทาน ค่ะท่านประธาน ปัจจุบันได้มีการตกลงแล้วว่าจะให้เขาจัดเก็บในราคาเท่าไร แต่ลักษณะแบบนี้ จะต้องกำหนดมาตรฐานเดียวกันว่าใช้บัตรใบเดียวจะขึ้นรถ ขึ้นเรือ ขึ้นรถขนส่งมวลชน สาธารณะนี้ ฉะนั้นมันก็จะเข้าข่ายว่าซื้อตั๋วแพงมาขายตั๋วถูกนะคะท่านประธาน ต้องไม่เข้าข่าย ลักษณะของประชานิยมค่ะประธาน โดยจะต้องพิจารณาถึงหลักความจริงต้นทุนค่าใช้จ่าย ที่เหมาะสมต่อการเดินทางสำหรับผู้มีรายได้น้อย และต้นทุนที่แท้จริงของการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วมและต้นทุนในการเดินรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นแล้วกองทุนที่จะตั้งใหม่นี้จะมีภาระ หนี้สินท่วมตัวค่ะท่านประธาน เช่นเดียวกับกองทุนพลังงาน แต่ในการอุ้มราคาน้ำมันดีเซล แต่กองทุนพลังงานก็ยังดีนะคะ ยังมีทางออกอยู่บ้างในการขยับราคาขึ้นในบางช่วงที่ราคา น้ำมันขึ้นลงเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนตั๋วร่วมแล้วนี้กลับไม่มีแนวทาง อื่น ๆ เลยนะคะ ดิฉันกลับไปที่กองทุนน้ำมัน เขาเรียกกองทุนพลังงาน เวลาน้ำมันถูกน้ำมันแพง มันสามารถที่จะ Balance กันได้นะคะ แต่ตั๋วร่วมนี่ไม่มีหนทางเลยว่าถ้าเรากำหนดแล้ว เราจะไปหาเงินในส่วนไหนที่จะมาเพิ่มในส่วนของกองทุนนี้กลับไม่มีแนวทางอื่น ๆ เลยในการ ดำเนินงานเพื่อหาทางออกในเรื่องที่จะมาของแหล่งรายได้เลย แต่อย่างไรก็ตามแต่ถึงแม้ดิฉัน จะห่วงใยในส่วนของการจัดตั้งกองทุนดิฉันก็ยินดีที่จะสนับสนุนค่ะ เพราะการตั้ง พ.ร.บ. ฉบับ นี้ก็เป็นการที่จะเพิ่มความสะดวก ความประหยัด ให้กับพี่น้องประชาชนในด้านการเดินทาง ดิฉัน ก็จะขอสนับสนุนในส่วนของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุดท้าย ที่ขออภิปรายนะครับ ขอเชิญคุณเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ🔗

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในวันนี้ จริง ๆ แล้วก็ต้องขอขอบคุณนะครับทางคณะรัฐมนตรีและ พรรคประชาชนที่ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสู่สภา ซึ่งพี่น้องปริมณฑลและในกรุงเทพฯ นั้น ได้รอคอย พ.ร.บ. ฉบับนี้มานานแสนนานนะครับ มีการพูดคุยกันมานานแล้วว่าเมื่อไรจะมีสักที เปลี่ยนสายทีหนึ่งก็ต้องซื้อตั๋ว ๑ ใบ ซื้อตั๋ว ๑ ครั้ง ต้องทำอย่างนี้โดยตลอด เป็นเวลานานแล้ว ตั๋วร่วมนั้นผมเชื่อมั่นว่าทางคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วมนั้นซึ่งมีถึง ๑๖ ท่าน โดยมีท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีท่านปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นรองประธาน และยังมี กรรมการโดยตำแหน่งอีก ๑๑ ท่าน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีท่านปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ อธิบดีกรมขนส่งทางบก อธิบดีกรมขนส่งทางราง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดี กรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น และเลขาคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน กรรมการเหล่านี้เป็นผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับสัมปทานกับหน่วยงานทั้งสิ้นเลย ผมก็เชื่อมั่นว่ากรรมการชุดนี้จะต้อง ดำเนินการเรื่องตั๋วร่วมได้อย่างดี อย่างเต็มความสามารถ เพราะทั้งหมดนี้ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการทำงานมาเป็นเวลานาน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่านนั้นก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการตลาด การเงิน การกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ที่เป็นประโยชน์ ต่อการบริหารตั๋วร่วมอีกเช่นกัน เราได้เห็นดังนี้แล้วก็เชื่อมั่นว่านโยบายตั๋วร่วมนั้นจะต้องเกิดขึ้น อย่างมีความมั่นคงและมีความสมบูรณ์อย่างแน่นอน การมีตั๋วร่วมน่าจะทำให้ค่าโดยสารนั้น ลดลง ผู้โดยสารสุขสบายมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้บริการก็จะได้ประโยชน์ ทางสำนักงานนโยบายและแผน ของการขนส่งจราจรผมคาดว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการขนส่งมานาน ก็เชื่อมั่น ว่าจะต้องไปจัดการเรื่องนี้ได้ดีและมีประสบการณ์ในการดำเนินงานมาโดยตลอด ทั้งด้าน เครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยี ไปถึงเรื่อง AI อะไรก็ตาม กรรมการก็เป็นที่เชื่อมั่นของทุก ๆ คน ในส่วนคณะกรรมการชุดนี้ก็คงแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยดีแน่นอน ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นนะครับ หลาย ๆ ท่านเป็นห่วงว่าจะต้องเรียบร้อยไหมหรือว่าจะแก้ไขอย่างไร ผมได้เห็นบทเฉพาะกาล มาตรา ๕๔ ก็บอกว่า เมื่อรัฐมนตรีได้ออกกฎกระทรวงแล้วก็จะกระทบต่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงานหรือร่วมทุนนะครับ ซึ่งให้หน่วยงานไปเจรจากับเอกชนเพื่อแก้ไขสัญญา สัมปทาน สัญญาร่วมงานหรือสัญญาร่วมทุนก็แล้วแต่ ประเด็นนี้ก็ขอให้ท่านได้ดำเนินการ เกี่ยวกับเรื่องของการขยายเวลาสัมปทาน ผมเชื่อว่าต้องมีแน่นอน การเอื้อประโยชน์กับ ผู้ประกอบการกับผู้สัมปทานนั้นขอให้ท่านได้ดูด้วย อย่าให้เป็นเหมือนกับ Tollway ที่เราได้ แก้ไขตั้งแต่มี Local Road มีสนามบินสุวรรณภูมิเราแก้ไขสัมปทานจนลืมไปแล้วว่าจะหมด เมื่อไร ทำให้ชาวบ้านใช้บริการที่แพงอยู่ตลอดนะครับ ก็ฝากท่านดู Tollway เพราะว่าการขยาย สัมปทานนั้นต้องเกิดขึ้นก็จะเป็นปัญหาเรื่องทับซ้อน เรื่องผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามองว่าปัจจุบันนี้ปัญหาของรถไฟฟ้าที่เรามีใช้อยู่ทุกวันนี้เราก็จะมี ปัญหาเรื่องขาขึ้นท่านดูนะครับ เป็นบันไดเลื่อน ขาลงต้องเดินลงเอง กรณีผู้โดยสารที่มี กระเป๋าเดินทางที่ต้องมีภาระที่ต้องเดินทางไปสนามบินอะไรก็แล้วแต่ไม่สามารถลงได้ง่าย เป็นเรื่องลำบากฝากท่านดูด้วย ก็จะเป็นการดีอีกอย่างหนึ่งที่ท่านยังมีบัตรให้กับผู้พิการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตร Rabbit ที่เป็นพวก Senior ผู้สูงอายุอันนี้ท่านก็ดูแล ส่วนอาคารที่จอดรถมันไม่เพียงพอ ที่จอดแท็กซี่บางส่วนบางสถานีไม่มีที่รอแท็กซี่ อย่างเช่นที่ บางหว้า เกิดปัญหาเรื่องจราจรไล่แล้วก็ไม่มีที่จอด รอได้เฉพาะตอนกลางคืน อันนี้ฝากท่านดูด้วย เรื่องไฟแสงสว่าง เรื่องที่หลบฝนเวลาในช่วงฤดูฝน แล้วก็ผมได้มีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้าช่วงนี้ที่มี รถไฟฟ้าฟรี ๗ วันนั้น ผมได้เห็นมีผู้คนมาต่อคิวรถไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวกับเรื่องลดฝุ่น PM2.5 ทำให้การจราจรข้างล่างรถยนต์ใช้น้อยลง เพียงแต่ว่ามีผู้โดยสารมาใช้รถไฟฟ้ามาก ก็ต้องต่อคิว บางขบวนก็ต้องรอถึง ๒ ขบวน ๓ ขบวน ผู้ใช้ปกติเขาได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นท่านต้องแก้ไขโดยการที่ท่านต้องเพิ่มขบวนรถไฟฟ้าเข้ามาให้เพิ่มมากขึ้น เพราะว่ามันเกิดการแออัด แล้วถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านขยายเกี่ยวกับเรื่องรถไฟฟ้าฟรี เป็นเวลาจาก ๑ อาทิตย์เป็น ๑ เดือน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้จนชิน จนเคยชิน จนเคยว่าเอ๊ะ ใช้แล้วดีเหมือนกัน ต่อไปจะได้ใช้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องใช้รถยนต์ วันที่ท่านเปิดใช้ช่วง ๗ วันนี้รถยนต์ในถนนนั้นลดลงมาก ดูอย่างเช่นเดิมที่ท่านยังไม่ลดเลยนั่นคือรถไฟฟ้าสายสีแดง จากตลิ่งชันไปบางซื่อแล้วไปดอนเมืองก็มีผู้ใช้บริการเยอะมากตลอดสาย ๒๐ บาท ท่านนั่ง แท็กซี่จากตลิ่งชันไป รวมค่าทางด่วนแล้วก็ค่า ๒ ชั้น คือทางด่วนธรรมดากับทางด่วน Tollway รวมค่าแท็กซี่ด้วยเป็น ๔๐๐ กว่าบาท ไปกลับ ๘๐๐ ๙๐๐ บาท แต่รถไฟฟ้าของท่านไปกลับ ๔๐ บาทเองนะครับ อันนี้อยากให้คงอยู่ให้ตลอด ที่ท่านบอกว่าเป็นนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ทุกเส้นทางนั้นผมเชื่อว่าเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมาก ก็ขอสนับสนุนโครงการรถไฟฟ้าฟรี ของท่านขยายเวลาจาก ๑ อาทิตย์ เป็น ๑ เดือนด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เมื่ออภิปรายจบแล้วผู้เสนอมีสิทธิที่จะอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญคุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายสรุป เชิญครับ สำหรับท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกขอความกรุณาเข้ามาในห้องประชุมด้วย หลังจากคุณสุรเชษฐ์สรุปแล้วก็จะมีการลงมติ จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ จึงขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เข้ามาด้วย เชิญคุณสุรเชษฐ์ครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ยื่น พ.ร.บ. ประกบกับรัฐบาล จากที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกวันนี้ก็มีการอภิปรายกัน หลายท่านทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผมแบ่งการสรุปเป็น ๓ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ผมว่าเท่าที่ผมฟังมาจากเพื่อน สส. ทั้งหลายที่อภิปรายนี้ ก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ที่ทุกคนน่าจะเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ ตั๋วร่วมเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไร ก็ตามด้วยเพื่อนสมาชิกอภิปรายมานี้ส่วนมากก็จะพูดถึงประเด็นของตั๋วร่วมว่าดีอย่างนั้น อย่างนี้ ผมขอย้ำอีกรอบหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วส่วนที่แตกต่างแล้วส่วนที่สำคัญยิ่งไม่ใช่ส่วนของ ตั๋วร่วม ตั๋วร่วมไม่ได้มีปัญหาอะไร หลาย ๆ คนก็อภิปราย สะดวกสบาย ใช้บัตรใบเดียว แต่จริง ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นแมงมุมใบเดียว จะเป็นยี่ห้อไหนก็ได้ขอให้ใช้ มาตรฐานกลางก็สามารถแตะเข้าแตะออก หรือว่าถ้าคิดไปไกลกว่านั้นจริง ๆ ในอนาคต อย่างบัตรประชาชนของเราอย่างนี้มันจะมีตัวชิป ถ้า Update ชิปให้เป็นมาตรฐานก็สามารถ เอาบัตรประชาชนไปผูกกับบัญชีธนาคารแล้วก็ใช้เป็นตั๋วร่วมได้ด้วย หรือว่าใครที่เป็นห่วง เรื่อง Identity ไม่อยากใช้บัตรประชาชนก็อาจจะออกเป็นบัตรอะไรสักอย่างหนึ่ง อันนี้ เคยทำไว้ตอนหาเสียง ตั๋วร่วมก้าวไกล ก็คือเป็นบัตรอะไรสักอย่างหนึ่งที่ใช้มาตรฐานนี้แล้วก็ไปแตะเข้าแตะออก ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นบัตรชนิดใดชนิดหนึ่ง เอาเป็นว่าจริง ๆ แล้วก็เห็นตรงกันในเรื่องของ ความสะดวกสบายของตั๋วร่วม แต่สิ่งที่จะต้องพูดถึงแล้วก็เน้นย้ำเพื่อสรุปนี้ อยากให้เพื่อน สมาชิกของเราในอนาคตเวลาอภิปรายพูด ต้องแยก ๒ คำนี้ให้ชัดนะครับ คำว่า ตั๋วร่วมกับ ค่าโดยสารร่วม มันไม่เหมือนกัน ที่มัน Impact กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ในแง่ของการถูกลง หลาย ๆ ท่านก็พูดในเรื่องของค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำไมเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง จ่ายสายนี้ แล้วต้องไปจ่ายอีกสายหนึ่งอะไรต่าง ๆ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า ค่าโดยสารร่วม ตั๋วร่วม Common Ticket ค่าโดยสารร่วม Common Fair ทีนี้ประเด็นก็คือน่าจะเห็นตรงกันไม่ยากว่า ค่าโดยสารร่วมเป็นสิ่งที่ควรจะต้องเกิด แล้วจริง ๆ ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่อยู่ใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แต่วิธีเกิดนี่หลาย ๆ คนก็พูดแต่รถไฟฟ้า อย่างที่ผมนำเรียนว่าสิ่งที่ประเทศเรา ขาดจริง ๆ คือระบบขนส่งสาธารณะไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า อย่างในบริบทของกรุงเทพฯ โจทย์สำคัญ ก็คือจะทำอย่างไรให้ระบบรถเมล์ทำงานร่วมกับระบบรถไฟฟ้า เพราะนั่นคือ Market Share หลัก ๆ ส่วนจะร่วมกับเรือ ร่วมกับอะไรอื่น ๆ ได้ ขยายโครงข่ายความครอบคลุมเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่เน้นเรื่องของถูกอย่างเดียว เพราะฉะนั้นคำว่า ตั๋วร่วม กับคำว่า ค่าโดยสารร่วม ทั้ง ๒ คำนี้ มีความแตกต่างกันช่วยใช้ให้ถูก ถึงแม้ชื่อ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็จะมีส่วนที่สำคัญที่เป็นเรื่องของ ค่าโดยสารร่วม เพียงแต่ไม่อยากให้ละเลยรถเมล์ รถเมล์จริง ๆ เป็นอะไรที่ต้นทุนต่ำกว่ามาก รถไฟฟ้าดีจริงแต่ว่ามันแพง การลงทุนสร้างรถไฟฟ้านี่ตกกิโลละ ๑,๐๐๐ ล้านบ้าง ๒,๐๐๐ ล้านบ้าง ต่อ ๑ กิโลนะครับ แต่รถเมล์ต้นทุนคันละ ๓ ล้านบ้าง ๕ ล้านบ้าง Opration Cost ก็ถูกกว่า แน่นอนครับรถติด แต่ถ้าเกิดโครงข่ายรถเมล์ขยายอะไรต่าง ๆ มากมายแล้วคนมาใช้ มากขึ้น เราสามารถคิดไปไกลกว่านั้นในเรื่องของ Bus lane Bus Priority Signalize Intersection ที่รถขนส่งสาธารณะได้สิทธิก่อนอะไรต่าง ๆ รวมถึงมันมีระบบอื่น ๆ LRT BRT อะไรต่าง ๆ มากมาย เพียงแต่ผมอยากให้คิดกันมาก ๆ ในเรื่องของตั๋วร่วมแตกต่างจากค่าโดยสารร่วม ที่สำคัญจริง ๆ ก็คือค่าโดยสารร่วมและไม่ควรจะใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศมาอุด แต่รถไฟฟ้าแล้วละเลยรถเมล์ ละเลยคนต่างจังหวัด ตรงนี้ต้องสร้างสมดุลให้ดี นั่นคือสิ่งที่ อยากจะเน้นย้ำ เพราะฉะนั้นโดยสรุปนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะสรุป ก็คือเราเห็นตรงกันว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วมเป็นสิ่งที่ ควรจะมี เราผ่านเรื่องของการทำ MOU ข้อตกลงอะไรต่าง ๆ แล้ว จนสุดท้ายสิบกว่าปีไม่มี อะไรเกิดขึ้น จ่ายเงินไป ๕๐๐ กว่าล้านบาทได้แล้วกระมัง แล้วก็แทบไม่ได้มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นวันนี้มานับหนึ่งกันที่ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เราเห็นตรงกันว่าควรจะมี แล้วก็รับทั้ง ๒ ร่าง ไม่ได้ต่างกัน🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะสรุป ก็คือเท่าที่ฟังเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายนี้ยังไม่ได้ มีการพูดถึงข้อแตกต่างของทั้ง ๒ ร่างเท่าที่ควร หลาย ๆ ท่านก็พูดว่ามันดีอย่างโน้นอย่างนี้ ร่างของรัฐบาลดีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่โจทย์สำคัญอย่างที่ผมเรียนผมทราบอยู่ก่อนแล้วละว่า ทั้ง ๒ ร่างควรจะต้องรับ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะรับ ถ้าเกิดจะมาผลักตกร่างฝ่ายค้าน เอาแต่ร่างรัฐบาล ผมว่ามันก็เดินต่อลำบาก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ขอบคุณที่รับทั้ง ๒ ร่าง แต่สิ่งที่ เราควรพิจารณาก็คือใช้ร่างใดเป็นร่างหลัก ซึ่งเท่าที่อภิปรายกันมาผมยังไม่ได้ยินเหตุผลที่เป็น รูปธรรมจากเพื่อนสมาชิก ฝั่งรัฐบาลก็มีการอภิปรายหลายคนว่าร่างของพรรคประชาชนไม่ดี อย่างไรเมื่อเทียบกับร่างของรัฐบาล ในมุมกลับกันสิ่งที่ผมได้อภิปรายรวมถึงเพื่อนสมาชิก จากฝ่ายค้านหลายคนอภิปรายก็พยายามชี้ให้เห็นว่า ทำไมร่างของพรรคประชาชนจึงควร ถูกใช้เป็นร่างหลัก โดยสรุปนะครับ เหตุผลที่ร่างของพรรคประชาชนควรใช้เป็นร่างหลัก ก็มีอยู่ด้วยกัน ๕ ประเด็นหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดนิยามที่ชัดเจนขึ้น ตัดความคลุมเครือสับสนอะไรต่าง ๆ ในมาตรา ๓ มาตรา ๑๗ ซึ่งเรายืนยันว่ามันสำคัญแล้วก็ มี Impact กับมาตราอื่น ๆ ต่อไป ประเด็นที่ ๒ เป็นการเพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชน หลาย ๆ ท่าน ก็พูดสนับสนุนด้วยซ้ำ รัฐบาลหลาย ๆ ท่านก็สนับสนุนด้วยซ้ำว่าทำไมไม่มีประธานของ สภาองค์กรผู้บริโภค ทำไมตัดออกไป แล้วทำไมเติมกรมบัญชีกลาง แต่ก็ยังไม่ได้ยินเหตุผล ว่าทำไมควรจะตัดออกเพื่อสนับสนุนว่าร่างรัฐบาลดีกว่าของพรรคประชาชนอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ยังไม่เข้าใจครับว่าร่างพรรคประชาชนไม่ดีอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของมาตรา ๕🔗

ประเด็นที่ ๓ ร่างของพรรคประชาชนเป็นการเพิ่มความชัดเจนและกำหนด กลไกที่ต้องคำนึงถึงการบังคับใช้จริง อันนี้ก็อธิบายไว้ในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖ มาตรา ๓๓ มาตรา ๕๔ ทำไมไม่ระบุใบขออนุญาตของรถเมล์ครับ ตกลงเราจะทำตั๋วร่วมเฉพาะรถไฟฟ้า หรือครับ จริง ๆ เราต้องการรถไฟฟ้า รถเมล์ เรืออะไรต่าง ๆ หลาย ๆ ท่านก็พูดไปในทิศทาง เดียวกันนะครับ แต่ทำไมไม่เขียนบังคับไว้ในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖ มาตรา ๓๓ มาตรา ๕๔ ว่าพอเขาหมดใบอนุญาตก็ต้องพยายามดึงเข้ามาร่วม ไม่ใช่เขียนเฉพาะรถไฟฟ้า เขียนเฉพาะ สัมปทาน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ ตรงนั้นดี แต่สิ่งที่ขาดไปมาก ๆ คือเรื่องของรถเมล์🔗

ประเด็นที่ ๔ เพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมให้เปิดเผยสถานะ ทางการเงินในมาตรา ๒๓ ก็ยังไม่ได้ยินเสียงครับว่าทำไมร่างรัฐบาลดีกว่า ทำไมไม่ต้องเปิดเผย สถานะทางการเงิน อันนั้นจริง ๆ มันก็ไปในทิศทางเดียวกันว่าร่างของพรรคประชาชนน่าจะ ดีกว่า🔗

สุดท้ายประเด็นที่ ๕ เป็นการเพิ่มความชัดเจนในการใช้เงินกองทุน โดยมุ่งสร้าง สมดุลการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะพร้อมกับคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาวซึ่งมีผม แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายเกี่ยวกับมาตรา ๑๖ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๗ มันไม่ดีอย่างไรหรือครับ ในการคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ ประเด็นที่ ๒ นะครับ ที่ผมจะอภิปรายสรุปก็คือไม่ได้ยินนะครับว่าเหตุผลที่เป็นรูปธรรมที่จะ มาสนับสนุนบอกว่าร่างรัฐบาลควรเป็นร่างหลักคืออะไร นอกจากเป็นร่างของรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่ ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งด้วยนะครับ เป็น สนข. จ้างที่ปรึกษาแล้วก็ดำเนินการ กันมาหลายปีนะครับ ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่พรรคประชาชนก็ชี้ให้เห็นว่าร่างที่มาจาก ระบบราชการมีปัญหาอย่างไร แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงว่าแล้วร่างพรรคประชาชนไม่ดีอย่างไร ก็เป็น ประเด็นที่ ๒ ประเด็นสุดท้ายครับ สั้น ๆ นะครับ ผมจึงคิดว่ามีความจำเป็นนะครับที่จะต้อง มีการลงมติเพื่อเลือกร่างหลัก และผมขอเสนอให้ร่างฉบับพรรคประชาชนเป็นร่างหลักด้วย เหตุผลที่ว่ามันดีกว่าร่างที่ ครม. ยื่นเข้ามาอย่างชัดเจน แล้วก็พร้อมอภิปรายถกเถียงนะครับ ว่าทำไมถึงยืนยันว่าร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก แต่ตามที่ได้นำเรียนท่านประธานว่า ฟังมานาน ผมนั่งฟังอยู่ตลอดนะครับ ผมยังไม่ได้ยินเหตุผลว่าร่างรัฐบาลดีกว่าร่างพรรคประชาชน อย่างไร ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณสุรเชษฐ์ครับ ต่อไปก็จะเป็นการลงมติในวาระที่หนึ่งว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ นะครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาเพื่อลงมติด้วยนะครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เข้ามา ในห้องแล้ว กรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนด้วยนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาแสดงตนด้วยนะครับ ขณะนี้กำลังเดินทยอยมาหลายคนครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

รบกวนท่านประธานนิดหนึ่ง เพื่อนสมาชิก บางส่วนอยู่บนห้องกรรมาธิการกำลังเดินทางลงมาครับ อยากให้รอเพื่อนสมาชิกสักครู่ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เป็นไรรอหน่อยครับ ช่วยแจ้งไปด้วยที่อยู่ในห้องกรรมาธิการกรุณาเข้ามาเพื่อจะลงมติโหวตจะรับหลักการหรือ ไม่รับหลักการในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ🔗

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ ๓๕๒ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ช่วยขานเลขที่อีกที เจ้าหน้าที่ช่วยจดด้วยนะครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ๔๑๘ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๔๑๘ แสดงตน จดด้วยนะครับ ที่เข้ามาแล้วท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ มีผู้มาเสียบบัตรแสดงตน ๓๖๕ ท่านบวก อีก ๒ ท่านเป็น ๓๖๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปผมก็ถามว่า จะเห็นสมควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้หรือไม่นะครับ ถ้าท่านผู้ใด เห็นว่าสมควรรับหลักการกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกรุณา กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้นะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงมติทุกท่านแล้ว มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ไม่มีก็ปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ มีผู้มาลงมติ ๓๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๖๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๓ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมนี้เห็นสมควรรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ🔗

ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกเสนอจำนวนคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ กรรมาธิการจำนวน ๓๑ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เสนอกรรมาธิการ วิสามัญ ๓๑ ท่าน ๓๑ ท่านนี้ถ้าตามสัดส่วนแล้วเป็นของคณะรัฐมนตรี ๗ ท่านนะครับ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๔ ท่านนะครับ ก็เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมืองนะครับ พรรคประชาชน ๗ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคกล้าธรรม ๑ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน เชิญเสนอชื่อตามลำดับได้เลยครับ เชิญคณะรัฐมนตรีก่อน ๗ ท่านครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายปัญญา ชูพานิช ๒. นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ๓. นางสาวอภิญญาณ์ วรนันตกุล ๔. นายขจร ศรีชวโนทัย ๕. นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ๖. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๗. นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ พรรคประชาชนครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชนครับ ผมขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาชน ทั้งหมด ๗ ท่าน ๑. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๒. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ๓. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ๔. นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ๕. นายสุเมธ องกิตติกุล ๖. นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ๗. นางสาวสลิลธร ทองมีนสุข ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๗ ท่านนะครับ🔗

นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ๒. นายกรวีร์ สาราคำ ๓. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๔. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ๕. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ๖. นายภัทรลาภ ทวีวงศ์ ณ อยุธยา ๗. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคภูมิใจไทย เชิญครับ🔗

นายสังคม แดงโชติ ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทยครับ ผมขอเสนอรายชื่อร่างพระราชบัญญัติการบริหาร จัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. ท่านนันทนา สงฆ์ประชา ๒. ท่านศุภชัย ใจสมุทร ๓. ท่านคารม พลพรกลาง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเชิญพรรครวมไทยสร้างชาติครับ🔗

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ๒ ท่าน ๑. ท่านเจือ ราชสีห์ ๒ ท่านอนุชา บูรพชัยศรี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอ อนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการ ระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคกล้าธรรมนะครับ🔗

นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ กำแพงเพชร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต ๒ พรรคกล้าธรรมครับ ในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรมขอเสนอ นายภูศักดิ์ ด่านประดิษฐ์ เป็นกรรมาธิการครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคพลังประชารัฐครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐจำนวน ๑ ท่านดังนี้ครับ นายจักรัตน์ พั้วช่วย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปได้พรรคชาติไทยพัฒนาครับ🔗

นายสรชัด สุจิตต์ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการในร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบ ตั๋วร่วม พ.ศ. .... ขอเสนอท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง พรรคประชาติครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ ๑ ท่าน คือนายสุไลมาน บือแนปีแน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อครับ🔗

นางวัชราภรณ์ รัตนโกเศศ จันทรเจริญ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบริหารระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... จำนวน ๓๑ ท่าน ๑. นายปัญญา ชูพานิช ๒. นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ๓. นางสาวอภิญญาณ์ วรนันตกุล ๔. นายขจร ศรีชวโนทัย ๕. นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ๖. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๗. นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ๘. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๙. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ๑๐. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ๑๑. นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ๑๒. นายสุเมธ องกิตติกุล ๑๓. นายสมประสงค์ สัตยมัลลี ๑๔. นางสาวสลิลธร ทองมีนสุข ๑๕. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ๑๖. นายกรวีร์ สาราคำ ๑๗. นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๑๘. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ๑๙. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ๒๐. นายภัทรลาภ ทวีวงศ์ ณ อยุธยา ๒๑. นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ๒๒. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๒๓. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒๔. นายคารม พลพรกลาง ๒๕. นายเจือ ราชสีห์ ๒๖. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๒๗. นายอลงกรณ์ พลบุตร ๒๘. นายภูศักดิ์ ด่านประดิษฐ์ ๒๙. นายจักรัตน์ พั้วช่วย ๓๐. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และ ๓๑. นายสุไลมาน บือแนปีแน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านเลขาธิการครับ ต่อไปจะถามเรื่องระยะเวลาของการแปรญัตติครับ จะให้แปรญัตติกี่วัน เชิญครับ🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน มีผู้ใดจะเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าระยะเวลา แปรญัตติ ๑๕ วันนะครับ เนื่องจากรับหลักการนั้นมีพระราชบัญญัติมากกว่า ๑ ฉบับ เพราะฉะนั้นจึงขอให้สมาชิกเสนอว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สอง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสาม เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ ขอเสนอให้ใช้ร่าง ครม. เป็นร่างหลักในการพิจารณา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้เสนอให้ใช้ร่าง ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สอง มีผู้ใดจะเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ขอเสนอให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เนื่องจากว่ามีผู้เสนอใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก และมีผู้เสนอร่างของ คุณสุรเชษฐ์กับคณะเป็นหลักอีกฉบับหนึ่ง จึงเป็นอันว่าเสนอ ๒ ฉบับ จึงจะต้องลงมติกัน ว่าในวาระที่สองเราจะใช้ฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณา ก่อนจะลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมและขอให้สมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาในห้องนี้ด้วยนะครับเพื่อจะลงมติว่า จะเลือกร่างฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาวาระที่สองครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิก ที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้ามาในห้อง ที่อยู่ข้างนอกหรือในห้องกรรมาธิการเข้ามา จะลงมติว่าจะใช้ฉบับใดเป็นหลักนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้แสดงตนบ้างครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ ในระหว่างที่รอมีผู้มาลงคะแนนเพิ่ม เชิญครับคุณปกรณ์วุฒิ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ ประธานวิปฝ่ายค้าน วันนี้เรามีผู้ที่มาแสดงตนลงชื่อเข้าประชุม ๔๐๓ ท่าน จริง ๆ แล้วตั้งแต่เช้า ผมก็แปลกใจเล็กน้อยเพราะว่าหารือเสร็จเวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา มีผู้มาลงชื่อเพียงแค่ ๒๗๐ ท่าน เท่านั้น ก็เข้าใจว่าอาจจะเป็นเทศกาลที่หลาย ๆ ท่านอาจจะมีภารกิจกับครอบครัว แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พูดคุยกับประธานวิปฝ่ายค้าน จริง ๆ เราเห็นตรงกันครับว่าหน้าที่หลักของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรคือมาประชุมสภาแล้วก็ลงมติในการผ่านร่างสำคัญในฐานะสถาบันนิติบัญญัติ ของประเทศ อย่างไรก็ตามในวันนี้ผมคิดว่าถ้าฝ่ายค้านไม่แสดงตน องค์ประชุมล่มแน่นอนนะครับ แต่ผมก็ได้พูดคุยเจรจากับท่านประธานวิปรัฐบาล ผมเห็นว่าร่างนี้ก็เป็นร่างกฎหมายที่สำคัญ และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วเรายังมีอีก ๑ พ.ร.บ. ที่คงจะพิจารณากันต่อก็คือ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับประชาชนแล้วก็ลดผลกระทบ กับประชาชนในกระบวนการยุติธรรมได้มากเช่นกัน ทางพรรคประชาชนเอง พรรคร่วมฝ่ายค้านเอง ก็เตรียมผู้อภิปรายเอาไว้หลายท่าน แล้วก็อยากให้ได้ตั้งกรรมาธิการ ดังนั้นก็ขอกำชับอีกครั้งว่า องค์ประชุมเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ทั้ง ๒ ฝั่ง ฝั่งรัฐบาล ฝั่งฝ่ายค้าน ดูแลรักษาองค์ประชุมกันให้ดีโดยเฉพาะฝั่งรัฐบาลนะครับ อันนี้เป็นร่างที่ ครม. เสนอมา ถ้าไม่ผ่านตามธรรมเนียมแล้วก็คือท่านนายกรัฐมนตรีต้องลาออกนะครับ ก็อยากจะ ให้รักษาองค์ประชุมกันให้ดีทุกครั้งแล้วก็สถานการณ์อาจจะไม่ได้ราบรื่นเช่นนี้ทุกครั้ง แต่วันนี้ เพื่อความราบรื่นผมขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านแสดงตน ผม ๒๐๒ ปกรณ์วุฒิ แสดงตนครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ คุณปกรณ์วุฒิ ช่วงนี้ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนกรุณาแสดงตนด้วยนะครับ อย่าไป ส่งเสียงอะไรนะครับ เพราะว่าเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น ก็เป็นเรื่องธรรมดา ของการประชุม ก็ต้องมีการหารือแสดงความคิดเห็นตรงกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่อะไร ที่มันจะทำให้การประชุมดำเนินไปได้ก็เป็นสิ่งที่เราช่วย ๆ กัน ขอบคุณทุกฝ่าย มีท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้แสดงตน ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตน ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผล ก็มีผู้เข้ามาร่วมประชุมและแสดงตน ๓๖๔ ท่าน บวกอีก ๑ ท่าน เป็น ๓๖๕ ผมถือว่า ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปก็จะถามว่า จะใช้ฉบับใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาในวาระที่สอง ช่วยฟังให้ดีก็แล้วกันเพื่อจะได้ลงมติ ถูกต้องนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบให้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณากรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นชอบให้ร่างของนายสุรเชษฐ์กับคณะ เป็นหลัก กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเอาของคุณสุรเชษฐ์กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการให้คณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลัก กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย และท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เข้าใจ ตรงกัน ลงมติได้นะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านผู้ใดยังไม่ได้ ลงมติบ้างนะครับ มีไหมครับ ลงมติพร้อมเพรียงกันหมดแล้วนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๔๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นมติในที่ประชุมเห็นด้วยคือใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ในการพิจารณาในวาระที่สองนะครับ🔗

ก็เป็นอันว่าจบ การพิจารณาในวาระร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ เมื่อสักครู่คุณธนเดช เพ็งสุข จะขอหารือเล็กน้อยก่อนจะขึ้นเรื่องด่วนในเรื่องด่วนที่ ๔ คุณธนเดชอยู่นะครับ สั้น ๆ นะครับ🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด กรุงเทพมหานคร เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ขออนุญาต กราบเรียนหารือสั้น ๆ แล้วก็ขออนุญาตทวงถามคำตอบจากท่านรัฐมนตรี จากเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ทางท่านประธานวิปรัฐบาลให้คำมั่นเอาไว้ว่าจะมาตอบกระผมในเรื่องของวันเวลา น. ที่ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะกลับเข้าสู่สภา วันนี้ครบ ๑ สัปดาห์แล้ว เลยขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านถึงคำตอบที่ชัดแจ้ง เพื่อที่จะได้บันทึกและรับทราบโดยทั่วกันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครบวันนี้ใช่ไหม🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

ครบวันนี้ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

วันนั้นผู้ที่รับไปว่า จะไปคุยกับคณะรัฐมนตรีคือวิปฝ่ายรัฐบาล เชิญครับ🔗

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานขออนุญาตครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนของวิปรัฐบาล สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสหารือกับท่านรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย ที่รับผิดชอบ กระทรวงกลาโหม ท่านก็ได้แจ้งมาเมื่อเช้านะครับว่ากฎหมายได้มีการหารือกันในฝั่งของกระทรวง แล้วก็ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นแล้ว แต่ในเรื่องของกรอบระยะเวลาหลังจากกระบวนการนี้ก็แจ้ง ให้เพื่อนสมาชิกทราบครับว่าจะต้องมีการส่งหนังสือเวียนเพื่อขอความเห็นของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องแล้วก็นำเข้าที่ประชุม ครม. หลังจากอนุมัติผ่าน ครม. ก็จะส่งให้กฤษฎีกาไปมี การปรับปรุงปรับแก้แล้วก็นำส่งกลับเข้ามาที่ทางสภาผู้แทนราษฎรของเรา จึงไม่อาจจะบอก เวลาที่ชัดเจนได้ เพราะว่ามันมีเรื่องของการสอบทานความเห็นต่าง ๆ แล้วก็ต้องให้กฤษฎีกา ปรับปรุงด้วย แต่ทั้งนี้ทางวิปรัฐบาลก็จะเร่งรัดเพื่อให้กระบวนการเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดครับ คาดว่าไม่น่าเกิน ๒-๓ เดือน จะนำกลับเข้าสู่สภาอย่างแน่นอนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้อยู่ในขั้นตอน ของที่ร่างเสร็จแล้วส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ความเห็น รวมทั้งกฤษฎีกาด้วย ก็ช่วยเร่งรัดหน่อย คุณธนเดช เชิญครับ🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม พรรคประชาชน ก็เป็นคำตอบที่น่าผิดหวังและเสียซึ่งศักดิ์ศรีของประธานสภากลาโหม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างยิ่ง ว่าคำตอบง่าย ๆ สั้น ๆ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้ก็ไม่ต้อง อภิปราย เพราะว่า🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

แล้วก็มันไม่ได้ครับ ท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต้องการคำตอบว่า🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

ถ้าอย่างนั้นเป็นสัปดาห์หน้า พอจะตอบได้ไหมครับ ผมเลื่อนให้อีก ๑ สัปดาห์ก็ได้ครับท่านประธานครับ ขออนุญาต เรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานวิปหรือตัวแทนท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้เมื่อสักครู่ ก็ได้บอกแล้วว่าไม่ได้อยู่ที่คณะรัฐมนตรีแล้วตอนนี้ อยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาเป็นว่าขอให้ไป เร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ ให้มันเร็วที่สุด ถ้า ๒-๓ เดือนก็อยู่ในสมัยประชุมหน้า ถ้าไปภายใน สมัยประชุมนี้ก็อาจจะพอเป็นไปได้นะครับ ผมพูดกลาง ๆ อย่างนั้นนะ เพราะว่าเป็นเรื่องของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่จะติดตามนะครับ เดี๋ยวท่านวิสุทธิ์จะเพิ่มเติม คุณธนเดชรอนิดหนึ่งครับ คุณวิสุทธิ์เชิญครับ🔗

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะครับ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นความนิ่งนอนใจ เพราะอาทิตย์ที่แล้วผมขึ้นมารับปากว่า จะติดตามให้ท่าน หลังจากนั้นก็ได้ประสานกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วก็ รับแจ้งว่าขั้นตอนต่าง ๆ ท่านได้เร่งรัดแล้ว อย่างเร็วในการพิจารณาข้อกฎหมายเป็นไปตาม หลักการนะครับ ไม่ได้เอาเข้าได้ตามใจเลยก็ต้องไปผ่านกฤษฎีกา ขอความเห็นจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วก็ส่งกลับเข้ามา อย่างไวสุดก็เดือนเศษถ้าเร่งกันเต็มที่ ช้าสุดอยู่ในสมัย ประชุมนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นก็ให้ความมั่นใจเพราะว่าผมรับปากท่าน ผมติดตามผมทำจริงครับ คำไหนคำนั้นไม่ใช่ไปบอกว่าเสียเวลาอย่างนั้นไม่ได้ หลักการเสนอกฎหมาย การเสนอกฎหมาย ผ่าน ครม. เป็นรัฐบาลไม่ได้ทำกันวันนี้พรุ่งนี้ให้สำเร็จ ไม่ได้นะครับ ไม่ใช่เล่นขายของนะท่าน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านวิสุทธิ์ครับ เห็นใจทั้ง ๒ ฝ่าย ผมคิดว่าพอแล้วครับ เพราะว่าทางนี้เขายินดีจะไปเร่งรัด แล้วก็ภายในสมัยประชุมนี้จะเอาให้ได้ จะให้เสร็จ ผมก็ว่าน่าจะเป็นการเพียงพอ สั้น ๆ ครับ🔗

เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานครับ กระผม เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ลาดพร้าว บึงกุ่ม พรรคประชาชนครับ ก็ขอบคุณท่านประธานวิปที่ยังให้คำมั่นที่จะนำกลับเข้ามาในสมัย ประชุมนี้ ก็เรียนท่านประธาน นอกจากจะเห็นใจรัฐบาลแล้วก็อยากจะเห็นใจพี่น้องประชาชน ที่ตอนเลือกตั้งเราหาเสียงเลือกตั้งกันเอาไว้ว่าจะปฏิรูปกองทัพ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอบคุณท่านประธานวิปมา ณ ที่นี้ครับ แล้วก็จะรอคอยต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขอบคุณทั้ง ๒ ท่านนะครับ🔗

๒. ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่ง คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ (ในระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่ ๕)🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๓๓ (๑) และเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง รายละเอียดปรากฏ ในเอกสารที่ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ซึ่งในการนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้ขออนุญาต ให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามาร่วมชี้แจงด้วย ผมอนุญาตครับ ๑. คุณเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดี กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ๒. นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพ ๓. นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ๔. นายสุทิพย์ ไชยเดช นักวิชาการยุติธรรม ชำนาญการพิเศษ และ ๕. นายภูมิกร ก้อนแก้ว นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ เชิญผู้ชี้แจง ทุกท่านเข้ามาร่วมได้เลยนะครับ เชิญคณะรัฐมนตรีได้เสนอหลักการและเหตุผลครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้ ก่อนอื่นขอนำเสนอเรื่องของความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ประเทศไทยมีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ ในปี ๒๕๕๙ ซึ่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ในกระบวนการยุติธรรม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา หรือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกายหรือจิตใจเนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น ในส่วนกลุ่มที่ ๒ ค่ะ จำเลย ในคดีอาญาหรือเราเรียกว่า แพะ ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลว่าได้กระทำ ความผิดอาญา แล้วก็ถูกจำคุกในระหว่างการพิจารณาคดี ต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุด ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด นี่คือความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ🔗

ส่วนหลักการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ มีข้อความดังต่อไปนี้นะคะ ๑. ได้เพิ่มบทนิยามคำว่า ผู้ต้องหา และแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า ค่าทดแทน และ พนักงานอัยการโดยมีการแก้ไขมาตรา ๓ ๒. ได้กำหนดสิทธิของการได้รับค่าทดแทนและ ค่าใช้จ่ายของผู้ต้องหาในคดีอาญา หลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ต้องหา ในคดีอาญา และกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนหรือค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่ได้รับตาม กฎหมายที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี นั่นก็คือแก้ไขมาตรา ๕ และมาตรา ๖ และ มาตรา ๘ (๒) และเพิ่มหมวด ๔/๑ การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา มาตรา ๑๙/๑ และมาตรา ๑๙/๒ ท่านประธานคะ นอกจากนั้นยังได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม แจ้งสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนหรือค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายเสียหายแก่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลยหรือทายาทซึ่งได้รับความเสียหายในคดีอาญา ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖ (๑)🔗

ในประเด็นต่อมาเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิของการได้รับค่าตอบแทนค่าใช้จ่าย แล้วก็หลักเกณฑ์การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๐ แล้วก็มาตรา ๒๑🔗

ในประเด็นสุดท้ายเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การยื่นขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายแก่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทายาทที่ได้รับความเสียหายที่เกิด จากคดีอาญาซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีเหตุผลของร่างดังนี้ค่ะ โดยมาตรา ๒๕ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ จากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่นย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือ ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยได้บังคับมาเป็นเวลานาน แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวก็ไม่สามารถครอบคลุม ช่วยเหลือผู้ต้องหาที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและไม่ได้กระทำความผิด รวมถึงจำเลย หรือแพะที่ถูกควบคุมหรือขังในชั้นสอบสวนและช่วยเหลือจำเลยที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องโดยยก ประโยชน์แห่งความสงสัยที่ผ่านคณะกรรมการมาและจะมีมติไม่อนุมัติจ่ายด้วยการขยายเยียวยา ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกเหตุผลที่ศาลตัดสินยกฟ้อง รวมทั้งการที่ประชาชนได้ทำคำขอ เกินระยะเวลา สมควรมีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จำนวน ๑๖ มาตรา และเพิ่มคุ้มครองผู้ต้องหา แล้วก็จำเลย ตลอดจนได้มีการขยายระยะเวลาผู้ยื่นคำขอ รวมทั้งลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและจำเลยได้รับการช่วยเหลือแล้วก็เยียวยาที่สะดวกรวดเร็วแล้วก็ ทั่วถึง รวมทั้งมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรายึดถือกรอบของแนวคิด ก็คือแนวคิด ๒ ขยาย ๒ เพิ่ม แล้วก็ ๑ ลดค่ะ ๒ ขยายดิฉันได้ขึ้นภาพให้ท่านสมาชิกได้เห็นว่า ๒ ขยาย หมายถึง ได้มีการขยายความช่วยเหลือหรือแพะที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องว่าไม่ได้กระทำความผิดหรือ ช่วยเหลือเพิ่มเติมในชั้นสอบสวน เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมช่วยเหลือเฉพาะในชั้นของ การพิจารณาคดีเท่านั้น นี่จึงเกิดเป็นช่องว่างพร้อมทั้งขยายการช่วยเหลือจำเลยหรือแพะที่มี การถอนฟ้องระหว่างการพิจารณาคดีหรือว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องและคณะกรรมการ พิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้มีการกระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลย มิได้มีความผิดให้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาเพิ่มมากขึ้น🔗

ส่วนการขยายที่ ๒ ๑. ก็คือเป็นการยื่นคำขอจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปี ท่านประธานคะ ในเรื่องของส่วนที่เพิ่มก็คือ ๒ เพิ่ม นั่นก็คือเป็นการเพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาในขั้นสอบสวน ที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ปรากฏ ในการแก้ไขกฎหมายฉบับเดิมและเพิ่มการบริการระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึงการขยายบริการ อย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงการบริการอย่างสะดวก แล้วก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ๑. ลดนั่นก็คือลดขั้นตอนของการเยียวยาให้สั้นลงเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่พี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอกราบเรียนเพิ่มเติมนะคะว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕ วรรคสี่ ที่ภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ปี ๒๕๖๗ หน้า ๑๒ พูดถึงนะคะว่ารัฐบาลเองจะยึดมั่นในหลักนิติธรรมและความโปร่งใส สร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการพิจารณาถึงหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และรัฐบาลจะยกระดับการบริการภายใต้ภาครัฐที่สนองความต้องการของ พี่น้องประชาชนมากขึ้น นั่นก็คือเพิ่มบทบาทภาครัฐในการส่งเสริมแล้วก็สนับสนุน รวมทั้ง การอำนวยความสะดวกของพี่น้องประชาชน รวมทั้งการกำกับกติกาที่เป็นธรรมให้พี่น้อง ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว แล้วก็เป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่มที่เราเรียกว่า คนเท่ากัน หรือความเท่าเทียมการปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนค่ะ🔗

สำหรับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายเยียวยาในครั้งนี้ ก็จะมีการประกาศใช้โดยจะส่งผลให้ประเทศไทยมีกฎหมาย ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือว่าจำเลยได้รับความช่วยเหลืออย่างครอบคลุมตามมาตรฐานสากล และประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในคดีก็จะได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างสะดวก รวดเร็ว แล้วก็มีประสิทธิภาพ นั่นก็คือความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉันในนามของคณะรัฐมนตรีจึงขอกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าวให้มีมติเห็นชอบ และนำมาซึ่งการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนสำหรับคนไทยทุกคนแล้วก็ ทุกกลุ่มค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ขณะนี้มีท่านสมาชิกที่จะขอ อภิปรายมาลงชื่อแล้ว ๑๒ ท่าน สำหรับผู้ที่จะอภิปรายที่ยังไม่ได้ลงชื่อก็กรุณามาลงชื่อได้ถึง เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา ท่านมาลงชื่อได้นะครับ สำหรับรายชื่อที่ส่งมาแล้วตอนนี้เป็นพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ๑๐ ท่าน พรรคร่วมรัฐบาล ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นผมก็จะเลือกเป็น ๒ ต่อ ๑ ไปก่อน ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๑ ท่าน ท่านแรกขอเชิญคุณเอกราช อุดมอำนวย ท่านละ ๗ นาที เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ แต่ว่าผมก็จะตั้งข้อสังเกตไปยังกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ท่านประธานครับ ในกรณีที่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่รัฐเป็นโจทก์ฟ้องไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ เราเข้าใจหลักการ ของร่างที่เขียนมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากรณีผมเป็นจำเลยที่ถูกกล่าวหาในคดียาเสพติด ตำรวจสั่งฟ้อง มาถึงอัยการบอกสั่งไม่ฟ้องเป็นการกลั่นแกล้งหรืออะไรต่าง ๆ นานา ยุติสูงสุด เขาถูกขังไปแล้วระหว่างฝากขังกี่พลัดก็ช่างนี่นะครับตามกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้เขาบอกว่า คุณจะต้องไปทดแทนเยียวยาเขาอันเกิดมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็จ่ายเงินค่าตอบแทน ค่าชดเชยไปซึ่งจริง ๆ มันเทียบกันไม่ได้ครับคนที่ไปถูกขังในเรือนจำประเทศไทย แต่ท่านประธาน มันมีอีกประเด็นหนึ่งครับก็คือว่ากรณีในร่างนี้เขียนเอาไว้ ถ้าหากว่าเป็นกรณีที่ตำรวจสั่ง ไม่ฟ้องล่ะ นี่ยังไม่เห็นนะครับว่าสุดท้ายนี้จะทำอย่างไร เช่นสมมุติในประสบการณ์เลย เกิดตำรวจสั่งฝากขังไปแล้วในคดีอาญานะครับ สุดท้ายตำรวจใช้วิธีสั่งไม่ฟ้อง อันนี้มันชัดว่า โอเค ต้องส่งให้พนักงานอัยการทำความเห็นกลับมา แต่ถ้าตำรวจไม่ทำอะไรเลยล่ะ ใช่ไหมครับ มีกี่คดี ที่เป็นแบบนี้ คือสุดท้ายไปฝากขังแต่ไม่ได้มีคำสั่งนะครับ จะฟ้องหรือไม่ฟ้องอย่างนี้ต้องมีคน รับผิดชอบไหมครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมตั้งคำถามขึ้น🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือกรณีที่ผู้ต้องหาหรือผู้ที่ถูกฟ้องถูกกล่าวหาในศาลยุติธรรม ท่านประธานครับ ระบบกล่าวหาของเรามีการฟ้องร้องคดีได้ ๒ ส่วนก็คือพนักงานอัยการเป็นโจทก์ แล้วก็ผู้เสียหายเป็นโจทก์ ผู้เสียหายเขาก็แต่งทนายนะครับเข้าไปแล้วก็ระบบประมวลวิธี พิจารณาความอาญานี่ก็กำหนดให้มีการไต่สวนมูลฟ้องก่อน เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ กรณีที่ศาล มีความเห็นสั่งฟ้องบอกว่ารับฟ้องเอาไว้ คดีมีมูล จำเลยก็ตกเป็นจำเลย ปัญหาคือถ้าศาลสั่งขัง หรือว่าไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือแม้กระทั่งศาลชั้นต้นคนพวกนี้ถูกยกเว้นจากคดีนี้ จากพระราชบัญญัตินี้หมดเลย นี่คือช่องว่างและความเหลื่อมล้ำเพราะว่าอำนาจของศาล ในการสั่งขังมาจากอำนาจของศาลเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นโจทก์ฟ้องหรือผู้เสียหายฟ้อง แบบนี้เราจะดูแลประชาชนอย่างไรเท่าเทียมกันครับ เท่ากับว่าคนที่ตกเป็นจำเลยที่ถูกราษฎร ด้วยกันฟ้องแล้วพอถึงเวลาชั้นต้นยกขึ้นมาแบบนี้จะทำอย่างไร🔗

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานก็คือว่ากรณีของการรับผิด เงินเยียวยา จริง ๆ ไม่เห็นจะต้องทำเป็นระบบของการที่ไปยื่นคำร้องเลยครับ มันควรจะเป็น Default ที่ระบบรัฐจ่ายชดเชยให้กับพวกเขาเหล่านั้น จริง ๆ ถ้าต้องให้ไปยื่นมีกำหนดระยะเวลา ๒ ปีอีก บางคนมีความเจ็บปวดทางจิตใจที่ถูกดำเนินคดีไม่สามารถที่จะเข้มแข็งพอที่จะเดินหน้าต่อ เรื่องอะไรด้วย ยังไม่นับเรื่องของการรู้แจ้งเห็นจริง หรือการรู้เข้าใจในกระบวนการยุติธรรมด้วย ก็ทำให้คนเหล่านี้ตกหล่นไป ไม่ได้รับเข้าสู่การแก้ไขเยียวยาหรือได้รับเงินตอบแทนตามสมควร แบบนี้ท่านประธานผมจึงฝากว่าผมนี้เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่เพื่อนสมาชิก ที่ไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอยากให้ไตร่ตรองนะครับแล้วก็ลองดูว่าสภาแห่งนี้ เราพอจะปรับได้ไหมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำเรื่องของการที่ให้กรณีในชั้นศาลด้วย ที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง หรือกรณีเรื่องของการที่จะให้มีระบบอัตโนมัติในการชดเชยเยียวยาไป🔗

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธานผมก็อยากจะพูดถึงซึ่งจริง ๆ มันเกี่ยวข้องกัน เรื่องนี้เป็นแค่ Jigsaw ตัวหนึ่ง แต่จริง ๆ ครับท่านประธานเรื่องของหลักในการปล่อยตัวชั่วคราว ของระบบกฎหมายเรามีปัญหา ซึ่งผมก็รณรงค์เพื่อนสมาชิกอยู่ตลอดทุกครั้งที่มีโอกาสได้พูดว่า จริง ๆ รัฐธรรมนูญรองรับไว้ จำเลยจะต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนครับ ดังนั้นเมื่อเขาเข้าสู่ กระบวนการ การปล่อยตัวชั่วคราวต้องเป็นหลัก คือสุดท้ายทุกคดีควรจะปล่อยก่อนยกเว้น จะขังใครต้องเป็นข้อยกเว้นที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ หรือหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการที่จะ ให้เหตุผลว่าเราจะขังบุคคลนั้นด้วยเหตุผลอะไร เพราะถ้าสุดท้ายท่านออกไปแบบนี้ยังไม่รู้เลยว่า งบประมาณประจำปีรายจ่ายจะจ่ายประชาชนไหวหรือเปล่าเพราะความผิดพลาด ถ้านับนี่เยอะครับ แล้วงบประมาณแผ่นดินที่สูญเสียไปจากการสั่งที่ผิดพลาดหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดนี่ ใครจะต้องรับผิดชอบ ผมฝากประเด็นไว้เท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม🔗

นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชียงราย

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขต ๖ อำเภอแม่สาย แม่ฟ้าหลวงแล้วก็แม่จัน ๔ ตำบลนะคะ พรรคประชาชนคะ ซึ่งดิฉันขออภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕ ก็กำหนดไว้แล้วว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ หรือจากการกระทำความผิด อาญาของบุคคลอื่นย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมาย บัญญัตินะคะ แต่ว่าร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ผ่านมาระบุเพียงแค่ผู้เสียหายและจำเลยที่จะมีสิทธิ ได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในคดีอาญาไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผู้ต้องหา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เพื่อจะครอบคลุมไปถึงตัวผู้ต้องหาด้วยนะคะ ถ้าตามความหมายของ กฎหมายว่า ทั้งคำว่า ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา แล้วก็จำเลยมีความแตกต่างกันอย่างไรในความหมาย ตามกฎหมายนะคะ ผู้เสียหายนี่ หมายความว่าบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต หรือร่างกายหรือจิตใจ เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น โดยตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิดนั้น ผู้เสียหายตามกฎหมายอาจจะเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบ จากการกระทำความผิดอาญาจากผู้อื่นกระทำต่อตน ส่วนผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่อาจถูกกล่าวหา ได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งหมายความว่าเขาอาจจะไม่ใช่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย อาญาก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาต่อไป ถ้ามีการพิจารณาคดี ส่วนจำเลยเป็นบุคคลซึ่งศาลฟ้องเลยว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดคดีอาญา ซึ่ง ๓ สถานะนี้ มีความแตกต่างกัน แต่ในกระบวนการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติที่เราพิจารณาอยู่นี้ คุ้มครองเฉพาะสิทธิของจำเลยแล้วก็ผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมมาถึง ผู้ต้องหา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบกฎหมายของไทยเราเป็นระบบกล่าวหา หมายความว่า คนหนึ่งคนใดอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาก็ได้ถ้าเขามีพฤติการณ์หรือว่ามีเหตุอันน่าเชื่อได้ว่า เขาเป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ที่กระทำ ความผิดได้จริง แต่ว่าสิทธิเขาเสียตั้งแต่การที่เขาถูกขังตั้งแต่ชั้นสอบสวน แล้วก็เสียสิทธิในเรื่อง ของจิตใจ การเยียวยาในเรื่องของการทำงานหรือหลาย ๆ เรื่องสิทธิที่เขาต้องสูญเสียไป เสรีภาพต้องสูญเสียไป ในขณะที่เขายังไม่ใช่เป็นผู้ที่กฎหมายบอกว่าทำผิดแล้วหรือไม่นะคะ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการละเมิดสิทธิแล้วก็เสรีภาพของบุคคล แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะช่วย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันมากขึ้น แล้วก็มีเสรีภาพมากขึ้นแต่ก็ยังไป ไม่สุดตามที่เพื่อนสมาชิกของดิฉันได้อภิปรายไปว่า ถ้ากฎหมายไทยเราสามารถไปถึงเรื่องของ การพิจารณาสืบสวนสอบสวนกระบวนการยุติธรรมที่มีความรอบคอบรัดกุม แล้วก็ชัดเจน ที่จะไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องกลายเป็นผู้ต้องหาโดยง่าย ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ซึ่งดิฉันก็อาจจะฝากไว้ในการพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไปในทางปฏิบัติว่าบางครั้ง การที่ผู้ต้องหาแต่ละคนที่เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมบางครั้งเขากลายเป็นผู้ต้องหาอาจจะ เป็นเพราะความผิดพลาดในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ได้ ซึ่งทำให้ต้องถูกควบคุมตัว หรือขังไว้ในเรือนจำทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิดจริงแต่ได้รับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ แล้วก็ขาดรายได้ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันก็มองเห็นว่าจะต้องมีกระบวนการ ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นในการจับในการพิจารณาก็ต้องมีความรัดกุมชัดเจนแล้วก็ละเอียด รอบคอบมากขึ้น เพื่อจะไม่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหาได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าจะมี เรื่องของการเยียวยาเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาก็ตามนะคะ ดิฉันก็อยากจะฝากไว้ ในเรื่องของกระบวนการในการที่จะสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชนจริง ๆ ในการเข้าสู่ระบบ ยุติธรรมของไทยเรา ตั้งแต่ชั้นสืบสวนสอบสวนจนไปถึงการสั่งฟ้องสั่งไม่ฟ้อง การพิจารณาคดี และจนถึงการตัดสินคดีค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ🔗

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบสวัสดีท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองขอขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่เสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายเข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาในครั้งนี้ ผมเองเห็นด้วยนะครับที่ได้มีการเพิ่มกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูก ยัดข้อหาทั้งหลายที่เราเรียกว่า แพะ ให้เขาได้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตอบแทนกรณีที่ตำรวจ หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องเพิ่มเข้ามาจากกรณีของจำเลยที่ถูกฟ้องศาลแล้ว แล้วศาลยกฟ้อง ซึ่งทำให้คนที่ถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ นั้นได้รับสิทธิชดเชย ผมเองก็เป็นกรณีตัวอย่าง ๆ หนึ่ง ที่เป็นแพะ ผมเป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจประกอบอาชีพสุจริตด้วยความมุ่งมั่นที่จะก่อร่างสร้างตัว วันหนึ่งมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาเพียงขอให้ยุบสภา แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดนคดีหลายมาตรา ๑๑๓ ๑๑๖ และอีกเยอะ ทำให้ผมเสียโอกาส ทั้งติดคุกในช่วงเวลาหนึ่ง รวมทั้งเสียโอกาสการทำธุรกิจอีกเยอะแยะ แต่โชคดีที่พวกผมและคณะ ทางศาลยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมจึงหลุดรอดคดีมาได้ด้วยการยกฟ้องนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย ทั้งกรณีที่เพิ่มแพะให้เป็นผู้ได้รับค่าชดเชยเสียหายและเห็นด้วยในการขยายเวลาการยื่นขอรับ ค่าตอบแทนจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปี เพราะว่าในการยื่นขอบางทีผู้เสียหายเองนั้นทำไม่ทันหรือว่า ไม่รู้เงื่อนไขเวลาของราชการ การขยายเวลาทำให้เขามีโอกาสได้มากขึ้นนะครับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากให้คณะกรรมาธิการได้ไปพิจารณาในชั้นพิจารณาวาระที่สองว่า การนับเวลาขยาย เวลาจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปีนั้น โดยทั่วไปในร่างกฎหมายนี้เขียนให้นับเวลานับจากวันที่ศาลยกฟ้อง หรือวันที่ได้รับการแจ้งว่ามีการถอนฟ้องนะครับ แต่ว่ามันมีอีกกรณีหนึ่งมันมีกรณีที่อย่างเช่นว่า ศาลชั้นต้นยกฟ้องและอัยการไม่อุทธรณ์ หรือกรณีที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแต่อัยการไม่ฎีกา ซึ่งปกติแล้วทางหน่วยงานต้นคดีไม่ได้แจ้งให้กับผู้เสียหายรับทราบนะครับว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ทางผู้ถูกฟ้องหรือจำเลยนั้นต้องให้ทนายความไปขอคำสั่งจากศาลว่าคดีสิ้นสุดแล้วนะครับ ซึ่งมันจะต่างกับกรณีศาลยกฟ้องหรือกรณีอัยการหรือตำรวจสั่งไม่ฟ้องนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดผู้เสียหายไม่ทราบขั้นตอนตามกฎหมายแล้วก็จะไม่มีเอกสารในการยืนยัน ว่าตัวเองนั้นคดีสิ้นสุดเมื่อไร ตรงนี้การนับเวลาเพื่อยื่นขอค่าตอบแทนนั้นก็ไม่รู้จะนับตั้งแต่ เมื่อไรนะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ชั้นกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเพิ่มเติมประเด็นนี้ เข้ามานะครับ ต้องกราบเรียนฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ สิ่งที่ผมเสนอไปผมเสนอตาม ประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับจากที่โดนฟ้องคดีทางการเมืองจำนวนมาก และสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะผู้มาชี้แจง โดยเฉพาะท่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ เพราะค่าชดเชย ค่าเยียวยาที่ได้มีการเขียนไว้ในร่างกฎหมายนี้ อาทิเช่นว่า ค่าทดแทนการคุมขัง ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนะครับ สิ่งที่เขียนมาในร่างกฎหมายนี้ผมมองว่าเป็นการเขียน เพื่อครอบคลุมกรณีทั่ว ๆ ไปทั้งหมด ซึ่งโดยปกติแล้วคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าทดแทนจะเสนอความเห็นต่อท่านรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีก็จะมีการอนุมัติ กฎกระทรวงออกมานะครับ และเป็นอัตราค่าใช้จ่ายอัตราเดียวแต่ครอบคลุมกับกลุ่มบุคคล ต่าง ๆ ทั่วทุกประเภท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องยอมรับว่าคนที่เป็นแพทย์ทุกวันนี้มีหลากหลาย อาชีพ มีหลากหลายสาธารณะ ความเสียหายแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นวิศวกรอย่างผม บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นชาวบ้านธรรมดา เพราะฉะนั้นความเสียหาย ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเขา ไม่ว่าการขาดรายได้ การสูญเสียโอกาสต่าง ๆ นั้นถ้าตีเป็นมูลค่าแล้ว มันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเราใช้อัตราเดียวกันมันทำให้หลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ คน ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างเช่นปัจจุบันนี้ค่าทดแทนการคุมขังมีการออกกฎกระทรวง ให้อัตราวันละ ๕๐๐ บาทเท่านั้นเองนะครับ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้คิดเป็นอัตราค่าจ้าง รายวันที่คน ๆ นั้นจะทำงานในจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่เท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบันก็คือ ๓๐๐ กว่าบาท ซึ่งตรงนี้มันไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกยัดเยียดข้อหาแล้ววันต่อมาพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์นะครับ ผมยกตัวอย่างในกรณีของผม มีชายชุดดำที่ถูกกล่าวหาด้วยกัน ถูกฟ้องศาลข้อหาก่อการร้าย ศาลไม่ให้ประกันตัวมา ๙ เดือน มากกว่านั้นผมเองราว ๑ ปี วันหนึ่งศาลให้ประกันตัว ปรากฏว่าไปขอเงินชดเชยจากการสูญเสียรายได้และโอกาส กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้เงินมาแค่ ๘๕,๐๐๐ บาทจากการติดคุกประมาณ ๘ เดือนครึ่ง หรือเดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ท่านประธานคิดดูนะครับ ผมทำธุรกิจเงินเดือนปีละ ๒ ล้านกว่าบาท ในยุคนั้น ๒ ล้านกว่าบาท เฉลี่ยแล้วเดือนละเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าผมขอเงินชดเชย จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผมจะได้แค่เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทเองนะครับ ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ท่านประธานครับ ซึ่งอย่างนี้มันไม่ Fair มันไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นก็ฝาก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพช่วยทำตัวเลขที่ให้มันเหมาะสมต่อข้อเท็จจริงต่อกลุ่มบุคคล อาชีพต่าง ๆ ที่เป็นแพะให้ได้รับการชดเชยที่ยุติธรรมและเป็นธรรมนะครับ🔗

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งในฐานะที่วันนี้ได้มีโอกาสมาอภิปรายเรื่องนี้ แล้วก็ฝากไปยังท่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเรื่องหนึ่งนะครับว่าในปี ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายจากการชุมนุม ไม่ว่าสูญเสียชีวิตหรือ บาดเจ็บล้มตาย หรือติดคุกฟรี มีการเยียวยาในอัตราต่าง ๆ ผู้สูญเสียชีวิตผมจำได้ว่า ๗ ล้านบาท ในขณะนั้นนะครับ ส่วนผู้ที่ถูกขังฟรีนั้นก็มีอัตราให้อยู่ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๕ ผู้ที่เสียหาย จำนวนหนึ่งเขาไปยื่นขออนุมัติจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพก็ได้ให้อัตราค่าเสียหายมาว่าประมาณเท่าไร แต่มีเงื่อนไขว่าต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อน ปรากฏว่าคดีสิ้นสุดเมื่อปี ๒๕๖๖ ๑๑ ปีต่อมาเขาก็ไปทวงเงินที่เขาควรจะได้ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องไม่สามารถให้คำตอบได้เลยครับ เรียนท่านอธิบดี ช่วยไปฟื้นเรื่องนี้หน่อยนะครับว่าสถานภาพเป็นอย่างไร และจะชดเชยเขาให้ได้อย่างไร ขอกราบเรียนมาเบื้องต้นเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติซึ่งกำลังพิจารณาอยู่นี้ ท่านประธานครับ ในส่วนของหลักการในการดำเนินคดีอาญาซึ่งมีหลักสำคัญที่เป็นหลักสากล เขาบอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะถูกศาลพิพากษา ถึงที่สุดว่ากระทำผิด ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นหลักที่สำคัญ ข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตั้งแต่ชั้นจับกุม ดำเนินคดี จนถึงตัดสินถือว่าบริสุทธิ์อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการคุมขัง ดำเนินมาตรการคดีอาญา หรือกระทำอื่น ๆ อีกมากมายทำให้เขานั้นต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งที่จะเยียวยา เดิมนั้นเยียวยา เฉพาะขั้นพิจารณาคดีต่อศาลแล้วก็ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ยังไม่หมดนะครับ เพราะว่า หลักการของกฎหมายเดิมนั้นบอกว่าให้เฉพาะในกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยนั้นมิได้กระทำผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด แต่ในกรณีทั่วไปศาลนั้นพิพากษาบางทีก็เมื่อมีเหตุ อันควรสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย กรณีหลังนี้ไม่ได้นะครับ แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขยายคุ้มครองลงมาอีกอันหนึ่ง ก็คือชั้นสอบสวนชั้นอัยการนะครับ ซึ่งไม่ใช่ชั้นพิจารณาคดี ของศาลให้คุ้มครองด้วย ท่านประธานครับ หลักการที่จะคุ้มครองตรงนี้ครับมันเป็นข้อดี ที่ขยายสิทธิ ผมเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่ในเชิงรายละเอียดของกฎหมายและในเชิง หลักการทั้งหมด ในส่วนของมาตรา ๑๙/๑ (๒) เขาบอกว่าในกรณีที่การจ่ายค่าทดแทนให้แก่ จำเลยกรณีที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และคณะกรรมการพิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ต้องหามิได้กระทำผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด และในส่วนของมาตรา ๒๐ ก็บอกเช่นเดียวกัน ถ้าให้คณะกรรมการพิจารณาแล้วว่าปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ กระทำผิดหรือการกระทำของจำเลยนั้นไม่เป็นความผิด ในเชิงหลักการนั้นดีนะครับ บอกว่า ศาลไม่ต้องตัดสินว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด แต่ทำไมต้องมีคณะกรรมการมากลั่นกรอง อีกครั้งหนึ่งล่ะครับ กรรมการใช้ดุลยพินิจอะไรถึงมาตัดสินมาตัดสิทธิกลั่นกรองศาลอีกทีหนึ่ง ทั้งที่ศาลพิจารณาโดยละเอียดแล้ว หลักสำคัญของการเยียวยาผู้ต้องหาที่การดำเนินคดีอาญา ของรัฐก็เกิดจากความผิดพลาดบกพร่องของรัฐ รัฐจะต้องรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ เพราะว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพของเขาโดยความผิดพลาดและศาลยกฟ้อง การจะบอกว่าจำเลย กระทำผิดหรือไม่ไม่ใช่เรื่องประเด็นสำคัญเลยครับ แต่เพราะความผิดพลาดบกพร่องของรัฐ ต่างหากที่ไปดำเนินคดีเขาและศาลยกฟ้อง กรณีนี้ต่างหากที่จะต้องเยียวยาเขาเพราะเขาต้อง ถูกคุมขัง กรณีนี้ทำไมต้องให้กรรมการมากลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง อำนาจใช้ดุลยพินิจเป็นอำนาจ ที่สำคัญมาก ถ้าดุลยพินิจแบบไม่เที่ยงธรรมหรือประหยัดงบประมาณก็ลำบากจริง ๆ จะไม่ได้รับ ผมดูรายงานที่ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้รายงานมายังคณะวิปฝ่ายค้านระบุว่า ถ้าเกิดเอาทุกคดีซึ่งมีประมาณ ๑๖,๐๐๐ คดีที่ถูกศาลตัดสินยกฟ้องก็จะเยียวยารายละ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ประมาณ ๗,๓๐๐ ล้านบาท นั่นคือรายงานนะครับ แต่มีข้อ ประมาณการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพบอกว่าคดีเหล่านี้จะเยียวยาแค่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั่นคือประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรณีอย่างนี้ผมว่าเอ๊ะทำไมถึงประเมินไว้แค่นั้น ก็เพราะว่าอีกมาตราหนึ่งก็คือในส่วนของ มาตรา ๒๒ นะครับ เขาก็บอกว่าจะต้องมีผู้เสียหายหรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีจะต้องยื่น ภายใน ๒ ปี ทำไมถึงจะต้องไป ๒ ปีล่ะครับ ทำไมเป็นภาระของผู้ถูกดำเนินคดีซึ่งเป็นความผิด เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความบกพร่องผิดพลาดจะต้องไปยื่นขอด้วย ทำไมไม่ให้เป็นอัตโนมัติเลย เมื่อเขาถูกยกฟ้องก็เป็นสิทธิที่ได้รับเลย ผมฟังการชี้แจงของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่ชี้แจงในวิปฝ่ายค้านเขาก็บอกว่าก็เป็นเรื่องที่ เขาจะต้องมาแจ้งในตอนพิพากษาคดีเลย แต่ทำไมมีคนถึงไม่ยื่นล่ะครับ เรื่องนี้ควรจะเป็นสิทธิเขา ที่ได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ และเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะต้องไปติดตามและจ่ายค่าทดแทนใช่หรือไม่ แก้แล้วแก้ให้สุดได้ไหมครับ ๗,๓๐๐ ล้านต่อปี ไม่เยอะเลย สำหรับการคุ้มครองสิทธิความผิดพลาด บกพร่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมฝากด้วยนะครับ กรรมาธิการวิสามัญไปแก้ตรงนี้ด้วย🔗

อีกประการหนึ่งที่อยากจะเรียนต่อท่านประธานก็คือว่า ในกรณีที่มีความผิดพลาด บกพร่อง ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คดีที่มีการยกฟ้องต่อปี เราเคยประเมินเจ้าหน้าที่ของรัฐไหม จะอ้างบอกว่าเป็นความอิสระในการทำงานของตำรวจ อัยการ หรือของศาล อันนั้นก็อ้างได้ แต่ถ้าเกิดมีความระมัดระวังทำไมตัวเลขถึงเป็น ๑๖,๐๐๐ คดีต่อปี เรื่องนี้เคยมีการวาง มาตรการไหมครับว่าให้เป็นสถิติ หรือเป็นบันทึกการทำงานของข้าราชการแต่ละคนไว้ เป็นการประเมินของการเลื่อนตำแหน่ง หรือความดีความชอบเขาได้หรือไม่ เพื่อจะได้ ระมัดระวังในการดำเนินคดี การฟ้องคดีไม่ว่าพยานหลักฐานพอ ไม่พอ เท่าที่ผ่านมาผมทำ อาชีพนักกฎหมายมา ๓๐ ปี เห็นเลยว่าบางทีฟ้องเกินก็มีครับ ฟ้องเกินข้อหา ฟ้องไปก่อน ให้ศาลตัดสิน กรณีอย่างนี้มันทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม และพอยกฟ้องมาคนที่ฟ้องเกิน ฟ้องไปก่อนให้ศาลตัดสินไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เรื่องนี้คือมาตรการในการวางคุณภาพ ของการดำเนินคดีอาญาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านได้วางมาตรการตรงนี้มาเสริมขึ้นหรือไม่🔗

อีกประการหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนนะครับ มันมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเยอรมันเขาให้การคุ้มครองถึงขั้นกรณีที่เมื่อศาลยกฟ้องไปแล้ว ลงโทษไปแล้ว แต่ภายหลังมีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณคดีใหม่ แล้วคดีอาญานั้นพลิกขึ้นมาเป็น ให้จำเลยนั้นไม่ผิด กรณีนี้เขาก็คุ้มครองให้ ของเราตรงนี้ฉบับนี้ถึงหรือไม่ แต่ดูแล้วไม่ถึง ถ้ากรรมาธิการวิสามัญจะสามารถทำได้ หรือในกรณีเช่นเมื่อตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด แต่ภายหลังบรรทัดฐานสังคม หรือมีการแก้ไขกฎหมายว่าการกระทำแบบนี้ไม่เป็นความผิด เขาก็เยียวยาชดเชยให้ แต่ของเรามาขีดแค่ต้องยื่นขอด้วย แต่ทำไมของเขาคุ้มครองแม้กระทั่ง ย้อนหลังก็ยังคุ้มครอง นี่คือหลักในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่างฉบับนี้ดีกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ดีที่สุดเพื่อสอดคล้องตามกฎหมายสากล ขอฝากกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดแก้ไขด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ🔗

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หลักการหนึ่งของ กฎหมายฉบับนี้จะมีการขยายขอบเขตการเยียวยาผู้ต้องหาในคดีอาญาเพิ่มเติม ซึ่งผมก็เห็นด้วย กับหลักการนี้เนื่องจากในระหว่างสอบสวนประชาชนอาจถูกกุมขังในระหว่างสอบสวนได้มากสุด ถึง ๘๔ วัน แล้วถ้าสุดท้ายพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องขึ้นมาก็ถูกขังฟรี ๆ โดยการแก้กฎหมาย ครั้งนี้จะเป็นการอุดช่องว่างเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่จับผู้ต้องหาก็ไม่ได้ถูกไหมครับ แต่สิ่งที่ผมเป็นกังวลและ อยากจะฝากเป็นประเด็นไว้เพื่อไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ก็คือการช่วยเหลือ การเยียวยา บางอย่างอาจจะซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นโดยเฉพาะของกระทรวงยุติธรรมเองครับ เข้าใจดีว่า ในมาตรา ๕ มีการกำหนดไว้ครับว่า การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิ หรือประโยชน์ตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่ตัดสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอื่น แต่การเขียนกฎหมาย ก็ไม่ควรเขียนอำนาจหน้าที่ให้ทับซ้อนกับกฎหมายอื่น ๆ เพื่อให้มีความชัดเจนในแต่ละ หน่วยงานว่า หน่วยงานใดช่วยเรื่องใด ประชาชนเองจะได้ไม่สับสนด้วยว่าสรุปแล้วต้องไป ขอรับความช่วยเหลือจากที่ใดครับ กฎหมายฉบับหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือประชาชนกับกฎหมาย ฉบับนี้ก็คือพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ครับ เพราะภารกิจของ กองทุนยุติธรรมมีภารกิจหลักอย่างหนึ่งคือการเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและผู้ได้รับ ผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน แน่นอนครับว่าการถูกคุมขังและสุดท้ายอัยการ สั่งไม่ฟ้องคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งตอนพิจารณากฎหมายกองทุนยุติธรรมทั้งในชั้น พระราชบัญญัติและชั้นกฎหมายลำดับรองในภารกิจเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ กฎหมายที่ถูกเอามาเป็นตัวตั้งเพื่อให้กองทุนยุติธรรมเข้าไปอุดช่องว่างก็คือกฎหมายที่เรา กำลังแก้นี่ล่ะครับ ซึ่งทีมหลักในการร่างกฎหมายกองทุนยุติธรรมก็เป็นทีมจากกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพ แต่พอพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรมบังคับใช้ กองทุนยุติธรรมกลับถูก นำไปอยู่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม การแก้กฎหมายแต่ละครั้งเลยอาจ ไม่ค่อยได้มีการสื่อสารกันระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับสำนักงานปลัดกระทรวง ยุติธรรมครับ ในกองทุนยุติธรรม มาตรา ๓๒ กำหนดให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสามารถ ขอรับค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสภาพร่างกายจิตใจ เงินเยียวยากรณีเสียชีวิตได้ รวมถึง ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ได้อีก เห็นไหมครับว่ามันจะคล้ายกับกฎหมายที่เรากำลังแก้ กันอยู่มากทีเดียว และในระบบของกองทุนยุติธรรมว่าด้วยเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แก้ไข เพิ่มเติม ปี ๒๕๕๙ และปี ๒๕๖๔ ข้อ ๙ (๓) เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นจำเลยที่มีสิทธิได้รับ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และ ค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา และถูกคุมขังในระหว่างสอบสวน ถ้อยคำข้อ ๙ (๓) นี้ หมายความว่าต้องเป็นจำเลยที่มีคุณสมบัติจะได้รับเงินเยียวยาตามกฎหมายค่าทดแทนและ ต้องถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนด้วย สาเหตุที่ต้องใช้คำแบบนี้เพราะตอนปี ๒๕๕๙ และ ปี ๒๕๖๔ กฎหมายค่าทดแทนยังไม่มีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ต้องหาครับ พอมาแก้กฎหมาย ครั้งนี้มีการเพิ่มหมวด ๔/๑ การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญา เราต้อง มาช่วยกันคิดต่อว่าจะแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของกฎหมาย ๒ ฉบับนี้อย่างไร และถ้าต้องไป แก้กฎหมายกองทุนยุติธรรมต่อไปก็ต้องดำเนินการโดยด่วนครับ เพราะผมเองก็มีประเด็น อยากจะแก้กฎหมายกองทุนยุติธรรมอยู่เหมือนกันครับท่านประธาน นอกจากเงินเยียวยา ที่กล่าวไปแล้วกฎหมายค่าทดแทนก็มีการให้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดีตามที่ปรากฏ ในมาตรา ๑๙/๒ (๕) และมาตรา ๒๑ (๕) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีก็สามารถขอรับ ความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมได้อีก เพราะภารกิจอันดับหนึ่งของกองทุนยุติธรรมก็คือ ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี เช่น ค่าตรวจพิสูจน์ ค่ารังวัด ค่าแปล ค่าภาพถ่าย ทางอากาศ ค่าอื่น ๆ อีกเยอะมาก สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับการแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ แต่ต้องคำนึงถึงการซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นด้วย เพื่อให้ การอำนวยความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกัน การสับสนของประชาชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณเทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านเทอดชาติ ไม่อยู่ ออกไปธุระแป๊บเดียว ผม อดิศร เพียงเกษ ขออภิปรายแทนได้ไหมครับ ลงชื่อไปแล้ว🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณอดิศรก็มีชื่อ อยู่แล้ว เชิญเลยครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น กฎหมาย ฉบับนี้ร่าง พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ผมว่า เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ วันนี้ผมจะไม่อภิปรายลงในเนื้อในของกฎหมาย แต่อยากจะนำเอา ประสบการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับชีวิตของผมเองในฐานะที่เป็นผู้ต้องหา และจำเลยในคดีอาญา อนุสนธิสืบเนื่องจากจำเลยรุ่นพี่หรือผู้ต้องหารุ่นพี่คือคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ขออนุญาตเอ่ยนาม เป็นรุ่นพี่ผมเพราะเป็นจำเลยและผู้ต้องหาเรื่องคดีก่อการร้ายรุ่นแรก คดีก่อการร้ายเพราะ นปช. เสื้อแดงชุมนุมกันที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ กระผมไม่ได้อยู่ในรุ่นแรกเพราะผมต้องลี้ภัยไปอยู่ ต่างประเทศ ผมคิดว่าการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนชุมนุมกันโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิ ที่รับรองกันทั่วโลกเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง ด้วยความเชื่อมั่นสุจริตในความเห็น ทางการเมืองสามารถชุมนุมได้ พวกกระผม นปช. ชุมนุมกันเพื่อให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เพราะท่านเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ท่านครับการชุมนุมก็เป็นไปตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ผมกำลังจะพูดให้ผู้ที่มาชี้แจงแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่า ถ้ากระบวนการ ยุติธรรมของประเทศไทยยุติธรรมจริงจะไม่มีผู้ต้องหา ไม่มีจำเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีอาญา ถ้าปฏิบัติจริง ๆ จะไม่เกิดขึ้นครับ กระผมปราศรัย เพราะคนอีสานมาชุมนุมมาก นปช. ก็เกิดขึ้นเพราะพี่น้องประชาชนเห็นด้วยในการที่จะให้ นายกรัฐมนตรียุบสภา ท่านประธานครับ ตำรวจ อัยการ ตำรวจสงสัยต้องจับ อัยการสงสัย ต้องฟ้อง ศาลสงสัยต้องยกฟ้องครับ เราเรียนกฎหมายเรื่องตัวการผู้สนับสนุนมาด้วยกัน ทั้งนั้น แต่วิธีปฏิบัติจริง ๆ ในการปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม ตำรวจเป็นกระบวนการ ยุติธรรมชั้นต้น อัยการสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้องได้ อัยการมี ๒ อำนาจ ๑. สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง และ อำนาจตุลาการที่ผ่านมาอัยการไม่ได้ใช้เลย ผมเป่าแคนในที่ประชุมและที่ชุมนุมนี่มันเป็น ผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ผมปราศรัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เหตุเกิดที่โน่นที่พัทยา พรรคพวก ติดคุกไป ขึ้นไปนั่งบนเวทีติดคุก ๔ ปี ตัวการอะไร ผู้สนับสนุนอะไร ผมปราศรัยอยู่ห่างกัน ๓-๔ ชั่วโมง เดี๋ยวนี้กำลังถูกดำเนินคดีเป็นผู้สนับสนุนบงการให้เกิดเหตุการณ์พัทยา มีวันหนึ่ง พิจารณาความผมเป็นทนายความด้วย ผมใช้สิทธิเป็นทนายความให้ตนเองสวมเสื้อครุย เสื้อครุยของทนายความ ศาลพอซักความเบิกความแล้วศาลถามว่า ถามคนที่ไปแจ้งความผม ว่าเป็นผู้บงการพัทยา ศาลถามซึ่งมาเบิกความเป็นพยานเป็นใครรู้ไหมที่เขาใส่ครุยว่าความ ผู้แจ้งความบอกไม่รู้ เขาบอกไม่รู้จักผม ศาลบอกว่านั้นล่ะจำเลยที่ ๕ ผมกำลังพูดว่า กระบวนการยุติธรรมชั้นอัยการสำคัญครับ อัยการไม่อยากแบกภาระไว้ที่ตนเองก็ส่งไปให้ศาล ศาลสืบพยานเรียบร้อยผู้ก่อการร้ายรุ่นแรก ผู้ทรงเกียรติรุ่นพี่ผม ศาลชั้นต้นยกฟ้อง อัยการ ยกฟ้อง มีผลอานิสงส์ถึงรุ่นของพวกผม อัยการสั่งถอนฟ้องครับ ก่อนหน้านั้นเป็นผู้ต้องหา ต้องหาหลักทรัพย์มาประกัน ที่อัยการต้องประกันที่ศาลต้องประกัน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ไปต่างประเทศอะไรไม่ได้ต้องเอาเงินไปวาง สิทธิเสรีภาพอันควรพึงมีพึงได้ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยขาดหายไป จนในที่สุดอัยการสั่งถอนฟ้องครับ ผมหลุดเรื่องคดี ก่อการร้ายที่เป่าแคนเฉย ๆ ในที่ชุมนุม ทั้ง ๆ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องก็ได้เพราะหลักฐานมันไปไม่ถึง เรื่องพัทยาก็เหมือนกันมันไปไม่ถึงยังสั่งฟ้องอยู่ ผมอภิปรายครั้งนี้ผมไม่มีอคติกับใคร เราเรียนนิติศาสตร์เหมือนกัน เองกินเหล้าเมายาไม่ว่าหรอก แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ แล้วอัยการทำไมไม่ใช้ ผมไม่อยากให้ใครกล่าวหาเพราะผมรักกระบวนการยุติธรรม รักตราชู ของผม ให้ทำงานปฏิบัติหน้าที่อย่าเอาการเมืองมาปั่นให้สั่งฟ้อง เพราะจำเลยหรือผู้ต้องหา มันต้องไปหาประกัน หลายเรื่องหลายราวขาดสิทธิเสรีภาพมาก รุ่นพี่ผมเป็นวิศวกรได้เดือนละ ๒ ล้านบาท ไปขอเงินคืนได้เดือนละหมื่น ผมไม่อยากไปเบิกเงินอะไรหรอกครับเพราะถือว่า เป็นกรรมของชาติบ้านเมืองที่มีอัยการตาบอด มีพนักงานสอบสวนตาบอดครึ่งหนึ่งไม่บอด ครึ่งหนึ่งทำให้ผู้ต้องหาที่บริสุทธิ์ในทางการเมืองถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ลูกหลานที่เข้าไปอยู่ในคุก ในตารางหลักประกันขั้นพื้นฐานการประกันตัวเฉย ๆ ป่านนี้ยังประกันไม่ได้ เอาลูกเอาหลาน ไปขังไว้ไม่รู้กี่เดือนกี่ปีแล้ว ถ้าสู้กันไปหลุดคดีแล้วที่ผ่านมาลูกหลานเสียอนาคตไม่ได้เรียน หนังสือทำอย่างไร เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ดีครับ แต่ว่าผมอยากให้มองถึงกระบวนการ ยุติธรรม ไม่ใช่ว่ายุติแปลว่าหยุด ธรรมแปลว่าทำ ไม่ใช่ว่ากระบวนการหยุดทำนะครับ ต้องให้ ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดี ผมพูดวันนี้เป็นอุทาหรณ์อย่าให้เกิดขึ้นอีกครับ ในเมืองไทย กระบวนการยุติธรรมไปที่ประเทศแห่งหนึ่งบอกว่าคุณไม่มีทะเล ผู้พิพากษาหรือ กระบวนยุติธรรมไปเยี่ยมครับประเทศแห่งหนึ่งไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่มีทะเลและมีทหารเรือ ได้อย่างไรเขาบอก ทางประเทศเขาได้ฟังแล้วเขาก็โกรธเหมือนกัน อ้าวแล้วประเทศคุณไม่มี ความยุติธรรมแล้วมีกระทรวงยุติธรรมได้อย่างไร ท่านครับ มีบางคนเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมทำหนังสือให้อัยการเร่งฟ้องพวกผม ไม่ต้องเอ่ยชื่อครับ นี่คือกระบวนการ ยุติธรรมที่ก่อให้เกิด พ.ร.บ. ฉบับนี้ ค่าเสียหาย ค่าทดแทน เป็นจำเลย เป็นผู้ต้องหามันไม่สง่างาม นะท่านประธาน ถ้าไม่จำเป็นท่านประธานอย่าเป็นเชื่อผมเถอะ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไปที่ศาล จ๋องเลยครับ ไปสามโมงเช้ากว่าจะได้พิจารณาสี่โมง ห้าโมง เป็นเรื่องประจำ นี่ผมจะต้อง สืบพยานจำเลยเรื่องคดีพัทยาที่ว่านี้ ผู้แจ้งความไม่รู้จักจำเลยเพราะจำเลยใส่เสื้อครุย ท่านครับ ผมฝากไว้ด้วยความจงรักภักดีในวิชาชีพ ผมเห็นด้วยกับผู้ที่ให้ความยุติธรรมเบื้องต้น คือตำรวจ อัยการ และศาล ท่านโปรดประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้เสมอภาคกันเถอะครับ ความขัดแย้ง จะไม่มี แต่เดี๋ยวนี้ต้องฟังซ้ายฟังขวา ต้องฟังว่าก่อการร้ายรุ่นแรกไปถึงไหนแล้วก่อการร้ายชุด ๒ ถึงจะเดินตามไป กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ขบวนรถไฟ เพราะฉะนั้นผมจึงฝากกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพมันเป็นกรมปลายเหตุ กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นนั่นล่ะเป็นเหตุของความขัดแย้ง ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น จึงอภิปรายเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่าพวกเราขมขื่นในการเป็น นักการเมือง ในการต่อสู้ตามอุดมการณ์ของตนเอง เชื่อมันมีหลายสิ่งหลายประการที่ทำให้ เดินหน้าต่อไปไม่ได้ จึงฝากกรรมาธิการวิสามัญครับได้โปรดพิจารณา ให้ความเป็นธรรมกับ สังคายนากระบวนการยุติธรรมใหม่ได้แล้ว ผมดีใจที่เห็นกระบวนการยุติธรรมที่ศาลเขาริเริ่ม ว่าต่อไปผู้พิพากษาไม่ควรมาอบรม นยส. หลักสูตรต่าง ๆ ไม่ต้องมา วปอ. ไม่ต้องมา พระปกเกล้าไม่ต้องมา กระบวนการยุติธรรมก็ไม่ต้องไปมีหลักสูตรนี้เพราะผู้พิพากษาต้องไป Connection ไปรู้นั่นรู้นี่ความยุติธรรมก็จะหายไป มันมีอีกมากมายครับ สิ่งสำคัญประเด็น ของกฎหมายฉบับนี้คือความยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ศาล ไม่ให้ความยุติธรรมมันถึงเกิดเรื่อง จึงขอโดยสารรุ่นพี่ก่อแก้ว พิกุลทอง ในฐานะที่เป็นผู้ก่อการร้ายรุ่น ๒ ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเกียรติคุณ ต้นยาง🔗

นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม เกียรติคุณ ต้นยาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย พรรคประชาชน ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องนี้ กฎหมายฉบับนี้มันไม่จำเป็น ต้องเกิดขึ้นเลยก็ได้นะครับ ถ้าบ้านเมืองเราสามารถคุมกำเนิดแพะได้ เพราะว่าเราไม่สามารถคุมกำเนิดแพะในกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาได้ เราก็เลยจะต้อง จำเป็นอย่างยิ่งแทนที่จะไปแก้ปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นไปแก้ที่ต้นตอ เราก็ต้องมาแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ก็ยังดีที่ยังมีกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยครับ เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้แพะ ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ผมยินดีนะครับ และเห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ถ้าจะเท้าความกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๔ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดขึ้นมาแต่เนื่องด้วยว่า ชื่อมันยาวไม่มีใครจำได้ แต่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคยจำท่านได้อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพท่านหนึ่ง ท่านเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า พ.ร.บ. สีส้ม ถ้าท่านจำได้กลับไปดูนะครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้พิมพ์หน้าปกสีส้มครับ สีส้มเป็นสีแห่งความเสมอภาค เท่าเทียม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเสมอภาคจะเท่าเทียมจริง ๆ มันมีอยู่นิดเดียวที่ผมต้องฝาก กรรมาธิการไปช่วยดูให้อีกนิดหนึ่งได้ไหม ทุกอย่างไม่ติดใจ ทุกอย่างยินยอม ยินดี เต็มที่ แต่มี อยู่สิ่งหนึ่งที่ยังเห็นว่าเขียนมากฎหมายที่เป็นคุณมันต้องเขียนกว้าง ๆ ใช่ไหมครับ แต่กฎหมาย ที่เป็นโทษต้องเขียนให้มันเฉพาะเจาะจงใช่ไหมครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมาย ที่เป็นคุณนะครับ แต่ทำไมท่านไปกำหนดตัวของผู้เสียหาย ทายาทของผู้เสียหาย ทายาทของ ผู้ต้องหา ทายาทของจำเลยที่มีสิทธิจะได้รับค่าเสียหาย ที่มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทน ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์เขาก็มีลำดับทายาทอยู่แล้ว ผู้สืบสันดาน บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดา มารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย คู่สมรสก็ถือว่าเป็นชั้นเดียวกับ ผู้สืบสันดาน แต่ทำไมฉบับนี้ต้องไปเขียนเฉพาะเจาะจงด้วยว่าทายาทจะต้องเป็นคนที่ได้รับ ผลเสียหายจากผู้เสียหาย จากผู้ต้องหา จากจำเลย วันที่เขามีญาติเป็นผู้เสียหาย วันที่เขามีญาติ เป็นผู้ต้องหา วันที่เขามีญาติเป็นจำเลย วันนั้นเขาเสียหายแล้วใช่ไหมครับ วินาทีความเสียหาย มันเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นทั้งทรัพย์สินที่ต้องสูญเสียเสียหาย มันเกิดขึ้นทั้งทรัพยากรที่เขา จะต้องสูญเสียในการต่อสู้คดี อาชีพการงาน บ้านแตกสาแหรกขาด แล้วสิ่งที่กลับคืนมาไม่ได้ก็คือ อะไร เวลา เวลาที่สูญเสียไปกับการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องหาจำเลยหรือแม้กระทั่งเป็น ผู้เสียหาย เวลาเหล่านั้นมันสูญหายไปใครเรียกคืนเขามาได้บ้างไหมครับ วิธีที่จะพิสูจน์ การเป็นทายาทมันก็ลำบากพอแล้วนะครับ จะไปบอกคณะกรรมการว่าฉันเป็นลูก ฉันเป็นคู่สมรส ฉันเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง มันยากพอแล้วใช่ไหมครับ ทำไมจะต้องมาเพิ่มเงื่อนไขอีกล่ะ เป็นญาติอย่างเดียวไม่พอใช่ไหม จะต้องเสียหายด้วยใช่ไหม ความเสียหายมันต้องพิสูจน์หรือครับ บ้านเมืองเรามันต้องพิสูจน์ ความเสียหายหรือครับ มันเกิดขึ้นแล้ว ผมเข้าใจคณะกรรมการ ผมเข้าใจเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน เพราะครั้งหนึ่งชีวิตผมก็เคยอยู่เป็นที่ปรึกษาประจำคลินิกยุติธรรมอยู่ตั้งแต่อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ยันถึงศูนย์ราชการอาคาร A ผมนี่ล่ะคือกบฏสภาทนายความที่ไม่ยอมเป็นทนายอาสาของ สภาทนายความ มาเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงยุติธรรม ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่ พี่น้องประชาชน เขาไม่รู้จะไปไหนกัน เขาต้องมาพึ่งกระทรวงยุติธรรม เขาต้องพึ่งกรมคุ้มครองสิทธิ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ผมก็จะฝากท่านกรรมาธิการในชั้นกรรมาธิการช่วยไปดูนิดหนึ่ง คำว่า ทายาท มันน่าจะจบที่ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ได้แล้ว ไม่ต้องไปเฉพาะเจาะจงด้วย ทายาท แล้วต้อง ๒ ขยัก ทำไมใบอนุญาตบ้านเรามันต้องมี ๒ ใบหรือครับ ขอใบอนุญาตใบเดียวได้ไหม อย่าให้เหมือนกับพวกกระผมเลยที่จะต้องมีใบอนุญาต ๒ ใบ ได้ใบที่ ๑ แล้วไม่พอต้องรอ ใบที่ ๒ หรือครับ การเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ใช่ไหมครับ ถ้ามันพอแล้วผมคิดว่ามันไม่จำเป็นหรอกครับที่จะต้องระบุไปด้วยว่าเป็นทายาท แล้วจะต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหาย เป็นไปได้ขอเลยนะครับ แล้วสิ่งหนึ่งที่เห็นว่ากฎหมายนี้ อีกนิดเดียวก็จะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว คือไปให้อำนาจ ด้วยความเคารพนะครับท่านรัฐมนตรี นั่งอยู่ตรงนี้ เมื่อวันจันทร์ก็เจอท่านแล้ว บางอย่างเขียนให้มันชัดเจนไปเลยว่าการยื่นต้องยื่นที่ไหน ยื่นอย่างไร การรับ รับที่ไหน รับอย่างไร เขียนให้ชัดในกฎหมายนี้ไปเลย ผมไม่ได้ไปตัดรอน อำนาจท่านรัฐมนตรีเลย มาตรา ๖/๑ วรรคสอง ให้เกียรติท่านรัฐมนตรี กฎหมายให้เกียรติท่าน แต่ผมคิดว่ามันน่าจะเขียนให้ชัดเจนว่าการแจ้งสิทธิถึงสิทธิตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตาม กฎกระทรวงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนด ไม่ต้องครับ เขียนไปในนี้เลยว่า แจ้งสิทธิที่ไหน พนักงานสอบสวนรู้แล้วแจ้งเลยได้ไหม อัยการรู้แล้วแจ้งเลยได้ไหม ทำไม จะต้องให้เขาดิ้นรนขวนขวายอะไรอีกครับ อย่าซ้ำเติมกันเลยนะครับ ช่วยแล้วช่วยที่สุด ช่วยแล้วช่วยให้ถึง ช่วยถึงฝั่งแล้วดึงเขาขึ้นด้วยนะครับ พายเรือมาถึงฝั่งแล้วอีกนิดเดียว อย่าให้เขาไปจมอยู่ตรงตลิ่งเลย ด้วยความขอบพระคุณครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณปิยรัฐ จงเทพ ครับ🔗

นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนงและบางนา พรรคประชาชน ต่อร่างพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วเมื่อได้อ่านรายละเอียดทั้งเรื่องของหลักการแล้วก็ในมาตราที่มีการปรับแก้ไข นี่นะครับท่านประธาน ผมเองก็ไม่ได้ติดใจขัดต่อหลักการนี้ ก็เห็นด้วยในหลาย ๆ ประเด็น แต่วันนี้จะไม่พูดก็เสียไม่ได้ เพื่อนด้านข้างด้านหลังเองก็บอกว่าต้องพูดเพราะจะบอกว่าเป็นสิทธิ ต่อเนื่องกันมาจากหลาย ๆ ท่านก็ว่าได้ ที่ได้มีประสบการณ์เข้าไปศึกษาดูงานภายในเรือนจำ ในฐานะทั้งผู้ต้องขังและจำเลยมาแล้ว ต้องบอกครับว่าผมมองเห็นอาชีพที่จะต้องอยู่กับเรื่อง พวกนี้มีด้วยกันไม่กี่อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ไม่ว่าจะเป็นศาล ทั้ง ๓ อาชีพนี้ไม่เคยมีใครได้มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาดูงานเช่นเดียวกับผมและหลาย ๆ ท่าน ผมจึงเข้าใจว่าทั้ง ๓ อาชีพนี้จึงไม่เข้าใจว่าความลำบาก ความคับแค้นของคนที่ไม่ได้กระทำผิด แต่ต้องไปขังอยู่ในห้องขังหรือเรือนจำนั้นมีไม่กี่เหตุผลด้วยกันครับท่านประธาน ถ้าเขามั่นใจ ว่าเขาไม่ผิด ๑. เขาไม่มีเงินประกันตัวครับ ๒. เขาไม่มีโอกาสได้แสวงหาพยานหลักฐาน มาคัดค้านการฝากขังของเจ้าพนักงานจนทำให้ศาลเชื่อได้ว่าเขาจะไม่หลบหนี และ ๓. ก็คือ เขาอาจจะต่อสู้คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด นั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาจำเป็นจะต้องอยู่ภายใน แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อศาลหรืออัยการหัวใจของวาระนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของผู้ต้องขังที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งผมเข้าใจ ว่าหลายท่านพูดไปเยอะแล้วเรื่องของเหตุผลความจำเป็นที่ต้องเพิ่มผู้ต้องขังมา ซึ่งเรื่องนี้ผมเอง ไม่ได้ติดใจครับ แต่ผมไปในเรื่องของการแก้ทั้งทีผมอยากแก้ให้มันละเอียดรอบคอบ ผมเห็น ในมาตรา ๑๐ ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เพราะเราจะไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ แต่ผมจะขอว่าถ้าเกิดว่ายังไม่มีการปรับแก้ตรงนี้ผมจะขอแปรญัตติประเด็นนี้ไว้ เพราะการที่ จะมีการตอบแทนในชั้นเป็นจำเลยบอกว่าจะต้องเป็นผู้ต้องคำพิพากษายกฟ้องให้ถึงที่สุด ท่านประธาน ผมกำลังบอกว่าแล้วเมื่อไรจะถึงที่สุดมันต้องใช้เวลานานแค่ไหน ท่านเคยได้ยิน ไหมครับว่าความยุติธรรมที่ล่าช้ามันคือความอยุติธรรมครับ กว่าจะให้เขาไปต่อสู้เขาก็ต้องใช้ ทรัพยากรมันก็จะเพิ่มทรัพยากรเหล่านั้นมาเป็นค่าตอบแทนค่าชดเชยที่เขาจะมาเรียกร้อง เอากับรัฐ คนที่เสียประโยชน์ก็ทั้งตัวเขาแล้วก็รัฐด้วย ผมว่าเรื่องนี้ในเมื่อศาลยกฟ้องตั้งแต่ ศาลชั้นต้นเขาออกมาได้ทันทีในวันที่ศาลยกฟ้อง เขาเป็นอิสระทันที แต่เขากลับไม่สามารถ ขอค่าชดเชยได้เพราะต้องให้ถึงที่สุดก่อน เรื่องนี้ก็ลักลั่นกันพอสมควร เขาจะไปเรียกร้อง ได้อย่างไรในเมื่อเขายังต้องต่อสู้คดีต่ออีก เรื่องนี้ก็เป็นข้อสงสัยเหมือนกัน🔗

และข้อคำถามต่อมาหลายอาชีพสามารถขอชดเชยได้ถ้าติดคุกแล้วศาลยกฟ้อง หรืออัยการไม่สั่งฟ้อง แต่ท่านลองดูสิครับอาชีพ สส. อย่างพวกเราในฐานะนักการเมือง ท่านไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ (๗) (๖) โดยเฉพาะ (๖) บอกว่า ถ้าศาลให้จำคุกก็คือพ้นสภาพความเป็น สส. หมายถึงขาดคุณสมบัติ ผมกำลังจะบอกว่านี่คือ ตัวอย่างว่าถ้าผมหรือใครก็ตามแต่เป็น สส. แล้วพ้นสภาพเพราะศาลสั่งจำคุกแม้กระทั่ง เป็นศาลชั้นต้น ซึ่งเรามีโอกาสต่อสู้ในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หรือศาลสูงได้ นั่นหมายความว่า เราขาดความเป็นสมาชิกภาพ ความเป็น สส. ทันทีนะครับ แล้วผมจะไปเรียกร้องชดเชยนี้ จากกระทรวงยุติธรรมได้หรือไม่ แล้วท่านจะตีเป็นมูลค่าเท่าไรจากความเสียหายนี้ ถ้าเกิดว่า ศาลยกฟ้องในอนาคต เรื่องนี้ก็เป็นคำถามของผมว่านี่คือมูลค่าที่ต้องเสียไปที่เราจะมาตีเป็น ประเมินมูลค่าไม่ได้เลย ต่อโอกาส ต่อสิทธิ โอเคถ้าเรามีเราก็ดีกว่าไม่มี นี่หลายท่านพูดไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ติดขัดเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าผมแค่อยากจะรู้ว่าความล่าช้าของกระบวนการ การประเมิน คุณค่าของสิทธิเสรีภาพที่สูญเสียไปมันคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่รัฐจ่ายให้เขาหรือไม่ ที่สำคัญก็คือว่า ความล่าช้านี้มันยังรวมถึงกระบวนการของรัฐเองด้วย ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปฟังคำพิพากษา มาเมื่อวันจันทร์นี้เองครับท่านประธาน คดีอั้งยี่ซ่องโจรของผมกับคณะอีก ๔๐ ท่าน ศาลยกฟ้อง ครับท่านประธาน ผมติดคุกไปแล้ว ๓๐ กว่าวันในคดีนี้ สิ่งที่ผมเรียกร้องได้ก็คือต้องรอให้ คำพิพากษานี้ถึงที่สุดก่อน หมายความว่าถ้าเมื่อไรไม่มีการอุทธรณ์ ไม่มีการฎีกา ถึงจะได้รับ การเยียวยา ในขณะเดียวกันท่านอื่นที่ยกฟ้องไปก็ต้องรอเหมือนกัน และเขาบอกว่าถ้าเมื่อไร ถึงที่สุดแล้วอยากจะไปดำเนินการเรียกร้องค่าชดเชยนี้ก็ให้ไปยื่นกับกระทรวงยุติธรรม พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเขาต้องไปรับเงินรับทองหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น หลักแสนก็แล้วแต่ เขาต้อง เสียเวลารวบรวมสำนวนพยานหลักฐานจากศาลไปดำเนินการตามขั้นตอนของกระทรวง ยุติธรรม ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้นครับท่านประธาน ในเมื่อตอนจับเขาก็จับเขาก็ไปโดยศาล สั่งจับก็จับ ณ ศาลนั้น ตอนคืนให้เขาทำไมไม่คืนที่ศาลละครับ ทำไมไม่อำนวยความสะดวก ให้เขาที่นั่นให้มันจบตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องให้เขาดั้นด้นไปที่กระทรวงยุติธรรมต่อ ไปเพิ่มงาน และภาระที่นั้นต่อนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันซ้ำซ้อนหลายเรื่องหลายประเด็น ก็เลยอยากจะฝาก ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญครับว่าความยุติธรรมควรจะรวดเร็วด้วย แล้วกระบวนการและ ขั้นตอนบางกระบวนการนั้นควรจะลดละให้มันทันสมัยแล้วก็เข้ากับยุครวมถึงการอำนวย ความยุติธรรมให้เขาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณ ปรเมษฐ์ จินา ครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ขออนุญาตอภิปรายร่วมด้วย เนื่องจากว่าเป็น พ.ร.บ. ที่คิดว่ามีความสำคัญต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้วก็ศักดิ์ศรี ความเป็นคนอย่างรุนแรงอันหาที่สุดไม่ได้นะครับ เพราะว่าจะเป็นปัญหาที่พวกเราประสบ มาแล้วเยอะแยะมากมาย ยกตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีตำแหน่ง โดยเฉพาะ ในส่วนของข้าราชการหรือนักการเมือง สมมุติว่าเราโดนคดีเป็นผู้ต้องหา เป็นผู้เสียหายหรือว่า เป็นจำเลยก็แล้วแต่ เข้าไปอยู่แล้วก็ประกันตัวไม่ทัน หรือว่าศาลขั้นต้นตัดสินแล้ว พออุทธรณ์ แล้วไม่ผิด แต่ว่าคนที่มีตำแหน่ง พอเราเข้าไปนอนโรงพัก หรือว่าเข้าไปนอนในเรือนจำ เพียงแค่วันเดียวข้างหลังเขาก็เปิดรับสมัครคนเข้ามาทำหน้าที่แทนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงมากนะ ก็อยากจะแลกเปลี่ยน ๒-๓ จุดนะครับ🔗

ประเด็นแรก เริ่มตั้งแต่ในส่วนของมาตรา ๔ ที่มีคำว่า ค่าทดแทน ค่าใช้จ่าย แต่ว่าหัวข้อ พ.ร.บ. มันกำหนดว่าเป็นค่าทดแทน แล้วก็ค่าใช้จ่ายนะครับ อันนี้ก็อยากจะให้มี นิยามคำว่า ค่าตอบแทน ด้วย เพราะว่าในการดูมาตราทั้งปี ๒๕๔๔ แล้วก็ที่จะแก้ไขใหม่ที่เรา กำลังอภิปรายอยู่นี่ไม่ได้นิยามคำว่า ค่าตอบแทน มีเฉพาะค่าทดแทนแล้วก็ค่าใช้จ่ายนะครับ อันนั้นก็เป็นอีกจุดหนึ่งครับ🔗

อีกจุดหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องของการที่ประชาชนหรือว่าทุกคนที่ไม่ได้กระทำผิด แล้วก็ถูกจับกุม คุมขัง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้กระทำผิด ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง แล้วก็ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ก็คือในเรื่องของการแจ้งสิทธินะครับ ผมมองว่าอยากจะให้มีขั้นตอนสามารถที่จะให้ผู้ที่เราไป กล่าวร้ายเขาได้รับแจ้งสิทธิตั้งแต่วันที่เขาเดินเข้าสู่กระบวนการที่จะเป็นขั้นตอนของกระบวนการ ยุติธรรมนะครับ ตั้งแต่ในส่วนของตำรวจ แจ้งเลย มีคู่มือให้เขาเลยว่าอันนี้คุณถูกกล่าวหา ต่อไปถ้าสมมุติว่าคุณมีข้อหักล้างหรือว่ามีหลักฐานต่าง ๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์เราก็แจ้งให้เขา เพราะว่าผ่านมาฉบับปี ๒๕๔๔ ก็พบว่ากำหนดไว้เพียงปีเดียวให้เขาเรียกร้องสิทธิซึ่งในการ เรียกร้องสิทธิ ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจน มันมีอยู่ถึง ๓ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือผู้เสียหายได้รับรู้ถึงการกระทำผิด อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือพนักงานอัยการ มีคำสั่งเด็ดขาด สั่งไม่ฟ้อง อันนั้นก็นับเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นสุดท้าย ก็คือในเรื่องของ วันที่ศาลพิพากษาหรืออนุญาตให้ถอนฟ้อง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เฉพาะเจ้าตัวเองก็อาจจะ ไม่เท่าไรนะครับ สามารถที่จะยื่นแล้วก็แจ้งสิทธิได้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าอยู่ในกระบวนการขั้นตอนซึ่งเราไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นกี่วัน กี่เดือน กี่ปี จึงจะมี ใบ Guarantee ว่าเขาบริสุทธิ์ครับ บังเอิญว่าเขาต้องเสียชีวิตในช่วงระหว่างที่รอดังกล่าว สิ่งที่สำคัญการที่จะแจ้งสิทธิให้กับทายาทได้รับรู้สิทธินี้เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกันนะครับ บางที ลูกหลานเขาอยู่ต่างจังหวัด ทายาทอยู่ต่างจังหวัดหรือมากกว่านั้นก็คืออยู่ต่างประเทศนะครับ แล้วในการออกกฎหมายผมก็มองว่าอยากจะให้มันทันสมัยด้วยนะ ยุคไอทีไม่จำเป็นที่จะต้อง มายื่นด้วยตนเองครับ ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ครับ เขียนให้รัดกุมแล้วก็เขียนให้มันทันสมัย เพราะว่าถ้าอยู่ต่างประเทศแล้วก็อาจจะมาใช้สิทธิเพียงแค่เงินไม่เท่าไรนะครับ สมมุติว่า เพียงแค่วันสองวันที่ต้องไปนอนที่โรงพักฟรี ๆ อันนี้ก็จะต้องมีการปรับปรุงตรงนี้ด้วย แล้วก็ ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือในส่วนของมาตรา ๓ ที่เพิ่มเติมก็เป็นการดีนะครับ ครอบคลุม เมื่อก่อนอาจจะมีแต่คำว่า จำเลย ตอนนี้ก็มีผู้ต้องหาแล้วก็ผู้เสียหาย แล้วอีกส่วนหนึ่ง ก็คือผมมองว่าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เราต้องขจัด ต่อไปหมายความว่าเมื่อกฎหมายนี้ออก แพะคงจะน้อยลง มันจะได้เป็นสติเตือนใจ ทั้งตำรวจ ทั้งอัยการ แล้วก็ทั้งผู้พิพากษา ให้คำนึงถึง กระบวนการที่จะเข้าสู่ตรงนี้ให้มันชัดเจน แล้วก็ปราศจากแพะในโอกาสต่อไป แล้วที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งเหมือนที่บางท่านได้นำเสนอแล้ว ก็คือในส่วนของกองทุนยุติธรรม เนื่องจากว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาค่าตอบแทนในส่วนของจังหวัด ก็พบว่าจะต้อง ดูกองทุนตัวนี้ให้มันสอดรับ ไม่ให้มีการซ้ำซ้อนหรือว่าจะทำแบบซ้ำเสริมก็ได้ เพื่อให้สิทธิคนที่ เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนะครับ🔗

ทีนี้ในส่วนที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม สืบเนื่องจากว่าในส่วนของอนุที่เขา พิจารณาจ่ายค่าเสียหายในระดับจังหวัด เราก็พบว่าทุกส่วนจะมีมุมมองเฉพาะคนที่อยู่ใน ระบบราชการ แล้วก็คนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษา เกี่ยวข้องกับอัยการ เพราะฉะนั้นในเรื่องของมุมมองที่เป็นตัวแทนจากชาวบ้านหรือว่าตัวแทนชาวบ้านครับ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผมมองว่าอยากจะให้เพิ่มเติมได้ไหมในส่วนของอนุกรรมการที่พิจารณาค่าตอบแทน อาจจะเป็นตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดก็อาจจะเป็นนายก อบจ. เพราะว่าเขารู้ แน่นอนว่าคนที่เขาไม่ได้กระทำผิด แต่ว่าโดนข้อหาว่ากระทำผิดนะครับ ครอบครัวเขาจะรู้ แล้วเขาจะหาตัวแทนของเขาที่จะเข้ามาเป็นปากเป็นเสียง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เพิ่ม ตัวแทนภาคประชาชน ท่านลองคิดดูว่าจะเอาตัวแทนองค์กรไหน ผมมองว่าตัวแทนของ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็น่าจะเป็นตัวแทนในการที่จะเป็นอนุจ่ายเงินค่าเสียหาย ในกฎหมายตัวนี้ได้ ก็อยากจะฝากประเด็นที่มองเห็นไว้ประมาณนั้นนะครับ แล้วก็ที่สำคัญ ที่สุดก็คือมันจะมีคำกล่าว คำเตือนของคนที่เขาเรียนจบกฎหมายหรือว่าผู้พิพากษา มีคำเตือน หรือว่ามีปรัชญาที่อยู่ในใจของเขาบอกว่า ปล่อยคนผิด ๑๐ คนยังดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์ เพียงคนเดียว ขอบคุณมากครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวีรนันท์ ฮวดศรี เชิญครับ🔗

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชน วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ด้วยหลักการและ เหตุผลครับ ด้วยสภาพปัญหาปัจจุบันหรือว่าความเป็นมาเหตุผลต่าง ๆ ที่ทางเจ้าของร่าง ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอมานี้ ผมก็เห็นด้วยในหลักการครับ แล้วก็สภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นจริง อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ และกรณีที่เป็นปัญหาของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพหรือว่าอย่างผมมีประสบการณ์ตรง ที่เป็นทนายความแล้วประสบพบเจอมาก็คือการที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้จำเลย หรือที่เราเรียกกันว่ายกเทา ยกไม่ขาวสะอาด ข้อเท็จจริงก็จะปรากฏว่า จำเลยจะไม่ได้รับค่าทดแทนหรือว่าค่าชดเชยจากกรณีแบบนี้เป็นส่วนมากครับท่านประธาน ทีนี้อย่างกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นลูกความของผมคนหนึ่งที่จังหวัดกำแพงเพชรตั้งแต่วันถูกจับกุม จนวันที่คดีสิ้นสุดระยะเวลา ๒ ปี ๖ เดือนกับอีก ๑๒ วันครับท่านประธาน แล้วสรุปว่าก็ติดคุกไป ๒ สัปดาห์แรกก็ครอบครัวนะครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคือครอบครัว บ้านแตกสาแหรกขาด แฟนที่เพิ่งแต่งงานได้เดือนหนึ่งก็แยกทางกันไป อันนี้คือข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น แล้วความเสียหาย เหล่านี้มันพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิด แต่ว่ามันไม่ได้รับการชดเชยหรือว่าเยียวยาแต่อย่างใดเลย ท่านประธานครับ🔗

ในประการต่อมาครับ เรื่องกรอบของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้มาชี้แจงต่อวิปฝ่ายค้าน กรรมการฝ่ายค้าน ในเรื่องของ ๒ ขยาย ๒ เพิ่ม ๑ ลด นี่ผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ประการแรกเรื่องของการขยาย การช่วยเหลือจำเลย ในชั้นสอบสวน ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมแค่ชั้นพิจารณาคดี อันที่ ๒ ขยายระยะเวลาการยื่นคำขอ จาก ๑ ปี เป็น ๒ ปี เพิ่มแรกก็คือเพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนที่อัยการมีคำสั่ง เด็ดขาดไม่ฟ้องและไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดครับ อันต่อมาเพิ่มที่ ๒ ก็คือเพิ่มการบริการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ก็สำคัญครับท่านประธาน ในยุคปัจจุบันนี้ซึ่งการให้ข้อมูล หรือว่าการกรอกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยประชาชน หรือว่าผู้เสียหายจำเลยในคดีอาญาได้มากครับ ลด ๑ ก็คือลดขั้นตอนการเยียวยาให้มันสั้นลง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและสมควรทำมาก ๆ นะครับท่านประธาน ทีนี้ผมมีข้อสังเกตครับ ท่านประธานต่อกฎหมายฉบับนี้ฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกหรือว่าในชั้นกรรมาธิการนี้พิจารณา ข้อสังเกตผมมีอยู่ ๓ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก เรื่องของมาตรา ๑๙/๑ ครับท่านประธาน ก็คือข้อสังเกตที่มันมี ๓ เงื่อนไขและ ๒ และ ซึ่งผมมองว่าเป็นเงื่อนไขที่เยอะแล้วก็ซับซ้อนนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็อภิปรายไปแล้วว่า เงื่อนไขสุดท้ายก็คือว่าคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหามิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด อันนี้ผมเห็นควรว่าในชั้นพิจารณาอาจจะทบทวนกันอีกครั้งในเรื่องของถ้อยคำ ข้อความ เพราะว่า ถ้าจบที่ศาลแล้วจบเลยได้ไหมนะครับ🔗

ประการต่อมา ก็คือในเรื่อง (๒) ของมาตรา ๑๙/๒ ประธานครับ ในกรณีแบบนี้ การตั้งข้อสังเกตก็คือว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี แล้วในกรณีที่พนักงาน สอบสวนฝากขังแล้ว พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีและเป็นเด็ดขาดแล้วนะครับ อันนี้ มันครอบคลุมหรือไม่อย่างไรครับ อันนี้ก็เป็นข้อห่วงกังวลว่าแล้วในกรณีที่พนักงานสอบสวน มีคำสั่งไม่ฟ้องล่ะ ไม่ฟ้องแล้วไม่ถึงชั้นอัยการมันครอบคลุมไหม แล้วสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งเป็น ผู้ต้องขังในคดีอาญามันอยู่ตรงไหนของการร่างกฎหมายฉบับนี้ ทีนี้วรรคท้ายของมาตรา ๑๙/๑ ผมอยากจะสอบถามตั้งข้อสังเกตไว้ในเรื่องของหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด ในกฎกระทรวง ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านเราต้องตั้งหลักใหม่ไหม กฎเกณฑ์ใหม่ไหมหรือว่า ใช้กฎเกณฑ์ฉบับเดิมที่มันมีอยู่🔗

ประการต่อมาในมาตรา ๒๐ อันนี้ก็เป็นประการสำคัญที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกต ไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้น ก็คือในเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการ และกำหนดเงื่อนไขของการใช้ดุลยพินิจครับ เพราะว่าอย่างเช่นวรรคสาม เห็นสมควร คำถาม ของผมคือแบบไหนถึงเรียกว่าเห็นสมควร แล้วสมควรของกรรมการแต่ละท่านมีกรอบ มีวิธีการ มีกฎเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์คล้ายกัน เหมือนกันหรือไม่ หรือว่ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไร เพราะว่า กรรมการ ๕ คน ๑๐ คน ผมก็ว่าสมควรของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน🔗

ต่อมาในเรื่องของวรรคสี่ของมาตรา ๒๐ มันเป็นดุลยพินิจของทางกรรมการ ล้วน ๆ เลย เรื่องของการคืนสิทธิ อย่างเช่นถ้อยคำที่บอกว่าคณะกรรมการอาจกำหนด ให้จำเลยได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายเพียงใดหรือไม่ก็ได้ อันนี้ผมห่วงใยว่าเป็นดุลยพินิจ ล้วน ๆ ท่านได้วางมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีการแนวทางของการกำกับการใช้ดุลยพินิจของ คณะกรรมการไว้หรือไม่ อย่างไร แต่ว่าโดยภาพรวมแล้วครับท่านประธาน ผมก็เห็นด้วยกับ หลักการ วิธีการที่เราสมควรจะแก้ไขกฎหมาย เรื่องของการตอบแทน เรื่องของค่าเสียหาย แล้วก็การคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ๒ ท่านถัดไปจะเป็นท่านอนุสรณ์ แก้ววิเชียร แล้วต่อด้วยท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญท่านอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ครับ🔗

นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร นนทบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขออนุญาต มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานก่อนว่าโดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยแต่ผม อาจจะเห็นไม่สอดคล้องกับท่านในเรื่องของหลักวิธีคิด กฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ กฎหมายฉบับนี้ออกเมื่อปี ๒๕๔๔ ออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้ ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและจำเลย วันนี้คณะรัฐมนตรีได้เพิ่มสิทธิของผู้ต้องหาเข้ามาซึ่งผม เห็นด้วยนะครับ แต่ผมอยากจะชวนท่านคิด ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตพูดแทน ราษฎรแล้วกันนะครับ ใช้คำว่า พูดแทน ท่านไม่ได้แก้ในมาตรา ๑ มาตรา ๑ คือชื่อกฎหมาย ท่านยังเขียนว่าร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายแล้วก็จำเลยอยู่ ยังไม่ได้เพิ่มในส่วน ของผู้ต้องหามา อันนี้ผมฝากเป็นประเด็นไว้ในชั้นกรรมาธิการนะครับ ผมไม่รู้ว่าในวาระที่หนึ่ง ท่านรับหลักการตรงนี้ไปท่านจะไปแก้ได้หรือเปล่า แต่พูดแทนประชาชนครับว่าชื่อกฎหมาย มันไม่สื่อกับสิทธิที่ท่านเพิ่มเติมเข้ามานะครับ🔗

ประเด็นต่อมาท่านบอกว่าให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการในการพิจารณา ทั้งในส่วนของผู้ต้องหาและจำเลย ผมตั้งข้อสังเกตไว้นะครับว่าท่านใช้คำว่า ให้เป็นอำนาจ อีกกรณีหนึ่งครับเป็นเรื่องของการแจ้งสิทธิ ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเดี๋ยวผมจะย้อนกลับมา ในประเด็นเรื่องของการแจ้งสิทธิ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ กฎหมายฉบับนี้มันมี หลักคิดมาจากรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ ถึงแม้ประเทศไทยจะให้สิทธิผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองก็ตาม Concept ของ กฎหมายฉบับนี้มีง่าย ๆ เลยครับอยู่ ๒ เรื่องครับ ให้ความคุ้มครองกับประชาชนที่ได้รับ ความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น อันนี้กรณีแรกนะครับ อีกกรณีหนึ่ง คือให้สิทธิกับบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่ผิดพลาดของรัฐ ท่านประธานครับ สังเกตไหมครับ มีอยู่ ๒ เรื่องนะครับทำผิดอาญาของ บุคคลอื่นและมาได้รับผลกระทบ กับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ผิดพลาด ของรัฐ เนื่องจากประเทศเราใช้ระบบกล่าวหานะครับดำเนินคดีอาญาโดยพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล เหมือนที่เพื่อนสมาชิกผมนะครับ ท่านเกียรติคุณ ต้นยาง ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ มันมีเรื่องของแพะเข้ามาในกระบวนการ มันเลยมีความผิดพลาด ในการดำเนินกระบวนการทางอาญาของรัฐนะครับ ประเด็นของผมคือหลักคิดง่าย ๆ เลยครับ เราอยากให้ค่าชดเชย ค่าทดแทน ค่าเสียหายกับบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ในรัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า บุคคล นะครับ บุคคลมีอยู่ ๓ ประเภท ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยถ้าท่านอยาก ให้สิทธิเขาแต่ท่านเขียนกฎหมายนี้ว่าให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณา ผลสุดท้ายท่านมา เขียนกฎหมายว่าให้มีการแจ้งสิทธิ หลักคิดของผมคือในเมื่อมันมีกระบวนการผิดพลาด จากความผิดพลาดของรัฐนะครับ มีการกระทำความผิดอาญาโดยบุคคลอื่นแล้วกระบวนการ ของรัฐเองเอาตัวผู้ต้องหาที่ผิดคนไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงเวลาที่ท่านจะชดเชย เยียวยาความเสียหายให้เขาท่านบอกว่าท่านมาเขียนคำร้อง คำร้องท่านเลยระยะเวลาที่กฎหมาย กำหนดแล้ว กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายให้สิทธิ ผมอยากเปลี่ยนวิธีคิด พอดีท่านรัฐมนตรี มาพอดีนะครับ จะเป็นคุณูปการกับกระบวนการยุติธรรมมากเลยครับถ้าท่านเปลี่ยนวิธีคิด ในกระบวนการยุติธรรมว่า เวลาที่ท่านจะให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่รัฐจะต้องชดเชยท่านเปลี่ยน รูปแบบได้ไหมครับ เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ไหมครับ ในเมื่อมีคณะกรรมการ มีรูปแบบ ในการกลั่นกรองแล้ว ใครที่เข้าสิทธิ เข้าหลัก เข้าเกณฑ์ที่ท่านกำหนดท่านจ่ายเยียวยาให้เขา ทันทีได้ไหมครับ ใครที่ไม่เข้าสิทธิท่านแจ้งเขาครับว่าท่านไม่เข้าสิทธิและให้สิทธิอุทธรณ์แก่เขา คือกระบวนการมันกลับหัวกลับหางครับท่าน คือแทนที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิเขา ในการได้รับค่าเสียหาย ท่านก็ไปเพิ่มขั้นตอนว่าเขาจะต้องมาเขียนคำร้อง ท่านก็ต้องมาขอสิทธิ ตามที่กฎหมายให้ ท่านต้องมาใช้ระยะเวลาในกระบวนการตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ทำไมไม่เป็นคนกลั่นกรองและเอาสิทธินั้นกลับคืนให้กับ ประชาชน มีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นกฎหมายที่ให้ประโยชน์กับประชาชนในกระบวนการ ยุติธรรมนะครับ แม้กระทั่งพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดี แต่ท่านก็ดึงอำนาจมาไว้กับรัฐราชการ คณะกรรมการชุดนั้น คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจ อย่างนั้น มีอำนาจอย่างนี้ ผลสุดท้ายประชาชนไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาครับ แล้วอย่างนี้ มันจะเป็นกฎหมายให้สิทธิกับประชาชนไหมครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีเปลี่ยนกระบวนการ หรือเปลี่ยนหลักคิดเป็นกฎหมายที่ดีครับ ทุกวันนี้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามันมีเลข ๑๓ หลักของประชาชนอยู่ในระบบอยู่แล้วครับ การจ่ายค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมศาล เวลาคืนให้ เขาก็โอนเข้าบัญชีของประชาชนอยู่แล้วครับ ลองกลับข้างกันคิด แทนที่จะให้ประชาชนตั้งต้น เดินมาหาท่าน ท่าน Log In ท่านใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบไอทีเข้าหลักเข้าเกณฑ์แล้วโอน ได้เลยไหมครับ ใครไม่เข้าเกณฑ์ก็แจ้งสิทธิเขาให้เขามาอุทธรณ์ ประเด็นของผมมีประเด็น อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาในทางหลักคิด เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว คือการยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้จำเลย มันมีประเด็นปัญหาตรงนี้ในทางปฏิบัติเยอะมาก ในตัวกฎหมายเดิมเอง เขาก็เขียนอยู่ว่า ปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด ก็เอามาอ้างกันว่าศาลไม่ได้เขียนลงไปในคำพิพากษาว่าเขาไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด ศาลเขียนไปว่ายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะจ่ายค่าชดเชย เพราะศาลไม่ได้เขียนตามที่กฎหมายกำหนด พอท่านแก้ท่านก็ไปแก้บอกว่าเมื่อมีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ยกฟ้องและคณะกรรมการพิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริง อันนี้ไม่ได้ช่วยเหลือ ประชาชนเลยครับ นอกจากศาลยกฟ้องแล้วต้องย้อนกลับมาหาคณะกรรมการให้พิจารณา อีกรอบหนึ่งอีก ไม่เข้าใจครับ ถ้าท่านจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จริง ๆ อันนี้ ถ้าท่านใช้หลักคิดว่าประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาโดยไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น การกระทำความผิดของบุคคลอื่นหรือกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เป็นความผิดพลาด ของรัฐ แล้วศาลจะตัดสินอย่างไรก็แล้วแต่ ผลสุดท้ายเขายกฟ้องขึ้นมาเนื้อหาในคำพิพากษา จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เขาเข้าสู่กระบวนการแล้วครับ เขาได้รับความเสียหายแล้วครับ เขามีสิทธิ ได้รับการเยียวยาแล้วครับ ถ้าท่านใช้วิธีคิดหลักคิดอย่างที่ผมบอกท่านก็จ่ายชดเชยเยียวยา ให้เขาเลยไม่ต้องไปนั่งอ่านคำพิพากษาของเขาแต่ละคนหรอกครับว่าศาลท่านเขียนว่าอย่างไร ไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการพิจารณาหรอกครับว่าคณะกรรมการพิจารณาแล้วมันเข้าหลัก เข้าเกณฑ์หรือเปล่า เขาเสียหายแล้วรัฐธรรมนูญให้สิทธิเขาแล้วนะครับ ผลสุดท้ายประชาชน จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า หลักคิดหลักการในทางกฎหมายที่ผมนำเสนอไป หวังว่าท่านรัฐมนตรีคงจะนำไปใช้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคประชาชน ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

วันนี้จะมาขอร่วมอภิปราย เกี่ยวกับร่างการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ค่าตอบแทน สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ. นะคะ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดกันไปพอสมควรแล้ว ขอเป็นสไลด์ถัดไปเลยค่ะ ซึ่งเหตุและผล ก็คือเพื่อต้องการเยียวยาหรือช่วยเหลือทั้งตัวผู้เสียหายแล้วก็จำเลยรวมถึงต้องการจะขยาย ไปถึงตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาในชั้นสอบสวนด้วย ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้อยากจะเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่ง เพราะว่าในความเป็นจริงที่เราเจอในเวลาที่เราไปช่วยเหลือคดี โดยเฉพาะคดีทางสิทธิมนุษยชน ก็จะมีอีกกรณีหนึ่งค่ะที่ไม่ได้ใช้คำว่า จำเลย หรือใช้คำว่า ผู้ต้องหา ค่ะ แต่เป็นผู้ต้องสงสัย เช่นกรณีที่มีการประกาศกฎอัยการศึก หรือช่วงของในทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตาม อย่างช่วงตอนหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุดที่มีพ่อแม่พี่น้องเสื้อแดงหรือว่าผู้ต้องหาทางการเมือง หลายท่านที่ถูกจับในระหว่างกฎอัยการศึก มีการจับกุมหรือว่ามีการควบคุมตัวก่อนหน้านั้น ที่มักจะใช้คำว่าปรับทัศนคติหรือว่าเรียกมาสอบถามข้อมูลต่าง ๆ คนเหล่านี้ก็ไม่ได้เข้าเงื่อนไข เช่นเดียวกันค่ะ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มขยายขอบเขตไปมากกว่าแค่การสอบสวน ในชั้นตำรวจหรือไม่อย่างไร สไลด์ถัดไปค่ะ ทีนี้มาดูปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ก่อน หน้านี้แล้ว แล้วก็การบังคับใช้กฎหมายในคดีการเมือง สไลด์ถัดไปค่ะ การที่ พ.ร.บ. นี้ไม่ได้ มีการให้คำนิยามที่ครอบคลุม สไลด์ถัดไปด้วยค่ะ อย่างเช่นว่าคดี คดีมาตรา ๑๑๒ ในคดีหนึ่ง บุคคลที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช แล้วถูกขังในระหว่างสอบสวนเป็นเวลาประมาณ ๘๔ วัน ซึ่งอันนี้มี การอุทธรณ์ไป แล้วคำวินิจฉัยของคณะกรรมการก็บอกว่าไม่จ่ายค่าทดแทน เพราะว่า เป็นในช่วงของในชั้นสอบสวน สไลด์ถัดไปค่ะ เช่นเดียวกันกับกรณีนี้ อันนี้ลูกความดิฉันเอง คุณเจมส์ ประสิทธิ์ ก็ติดคุกฟรี ๗ วันเช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่ามีช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ครอบคลุมในกรณีที่มีคำนิยามของคำว่า ผู้ต้องหา ซึ่งอันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มีการเพิ่มเติม ตรงนี้เข้าไปแล้วนะคะ สไลด์ถัดไปค่ะ ล่าสุดหนึ่งในจำเลยก็เป็นเพื่อนสมาชิกในห้องนี้ของเราด้วย ศาลก็มีการยกฟ้องคดีอั้งยี่ซ่องโจร เพราะบอกว่าไม่พบการเตรียมการกระทำผิดกฎหมาย แต่มีการรอลงอาญา คดีนี้ก็มีหนึ่งในจำเลยที่ต้องจำคุกเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ ขอค่าชดเชยเยียวยาเช่นเดียวกัน สไลด์ถัดไปค่ะ ทีนี้เวลาเราพูดถึง พ.ร.บ. ค่าทดแทนต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดตามไปด้วย ก็คือว่าสิทธิในการประกันตัว เพราะอย่างที่รู้กันว่าพอมีการ ขยายขอบเขตใช่ไหมของการจ่ายชดเชยหรือว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะทำให้ตัวงบประมาณ แผ่นดินต้องขยายขอบเขตมากขึ้นเช่นเดียวกัน ทีนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณมาก ดิฉันก็ขอเสนอว่าควรจะต้องมาดูในเรื่องของสิทธิในการประกันตัวควบคู่ไปด้วย เพราะว่า ถ้าเรามีการให้ประกันตัวเราก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียค่าทดแทนกันทีหลังเป็นจำนวนมากค่ะ สไลด์ถัดไปค่ะ อย่างตอนนี้สถานการณ์สิทธิการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองในปี ที่ผ่านมานะคะ มีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังในคดีการเมืองไม่น้อยกว่า ๑๘๓ ฉบับ ใน ๑๘๓ ฉบับนี้ มีการยกคำร้องไม่อนุญาตให้ประกันตัวรวมกันไม่น้อยกว่า ๑๖๘ ฉบับค่ะ นี่คือปัญหา ในกระบวนการยุติธรรมไทย วันนี้ก็ยินดีมากที่มีท่านทวี สอดส่อง มานั่งฟังในวันนี้ด้วยนะคะ สไลด์ถัดไปค่ะ แล้วก็ผู้ต้องขังที่ได้รับการประกันตัว ๑๓ ราย ก็แบ่งเป็นคดีมาตรา ๑๑๒ ถึงมาตรา ๑๑๖ ๑๒ รายแล้วก็คดีชุมนุมทั่วไปอีก ๑ รายค่ะ แล้วก็มีผู้ต้องขังคดีการเมือง อีกจำนวนมากซึ่งครึ่งหนึ่งก็เป็นคดีมาตรา ๑๑๒ อันนี้ก็จะนำไปสู่เรื่องที่ว่าเราก็กำลังรอ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมของรัฐบาลเหมือนกันนะคะว่าจะยื่นมาเมื่อไร กี่โมง ว่าจะมี การรวมคดีมาตรา ๑๑๒ หรือไม่อย่างไรด้วยนะคะ สไลด์ถัดไปค่ะ นอกจากนั้นเวลาเราพูดถึง ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย ค่าชดเชยอะไรก็ตามที่วันละ ๕๐๐ บาท มันก็มีความคิดหรือว่า มีคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าค่าใช้จ่ายหรือค่าทดแทนต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีมันก็ไม่สามารถชดเชย เยียวยาในสิ่งที่เป็นความรู้สึกได้มากด้วยนะคะ เพราะว่าอย่างเช่นกรณีของทนายอานนท์ นำภา ซึ่งจำคุกมาแล้วปีกว่า ๆ เป็นทนายพี่เลี้ยงของดิฉันเองนะคะ เขาก็ไม่ได้เห็นลูกในวันที่ลูกเขา ตั้งไข่เดินนะคะ หรือว่าไม่ได้เห็นลูกในวันที่ลูกเขาพูดคำว่า พ่อ คำแรกด้วยซ้ำนะคะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่อาจทดแทนหรือว่าเยียวยาได้เลยแม้แต่น้อยค่ะ สไลด์ถัดไปค่ะ หรือกรณีของ คุณธนพรที่ได้เยี่ยมครอบครัวแบบใกล้ชิดนะคะ แล้วก็ปรากฏว่าลูกคนเล็กจำไม่ได้นะคะ ในความรู้สึกของคุณแม่ดิฉันเป็นแม่เหมือนกัน ลูกจำไม่ได้นี่เศร้ามากเลยนะคะ เราอุ้มท้อง แล้วก็คลอดมา พอลูกจำหน้าไม่ได้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเศร้านะคะ สิ่งเหล่านี้เงินไม่สามารถ ทดแทนได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอยากให้พิจารณาในเรื่องของการประกันตัวด้วยนะคะ อันนี้ก็มีนโยบายเกี่ยวกับการคุมขังนอกเรือนจำซึ่งท่านรัฐมนตรีเองก็เคยพูดเอาไว้ เป็นไปได้ ก็อยากให้มีการดำเนินการภายในเร็ว ๆ นี้นะคะ สไลด์ถัดไปค่ะ ล่าสุดค่ะ กรณีของน้องก้อง ที่จำคุกอยู่แล้วก็ไม่ได้มีสิทธิสอบในเรือนจำค่ะ ซึ่งอันนี้ได้มีการพูดคุยกับทางรัฐมนตรีแล้ว เหมือนกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านก็บอกว่าอันนี้เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเลย ว่าผู้ต้องขังทุกคนควรจะต้องได้รับการศึกษาแล้วก็ออกไปข้างนอกจะสามารถมีอาชีพที่ดี มีการศึกษาที่ดีต่อไปได้ เคสนี้ก็จะเป็นเคสหนึ่งที่จะดูว่าทางกระทรวงยุติธรรม ทางรัฐมนตรี จะสามารถดำเนินการต่อไปอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีด้วยแล้วกัน ดิฉันก็ขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๒ ท่านถัดไปนะครับ เป็นท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แล้วต่อด้วยท่านสิริน สงวนสิน ครับ เชิญท่านเลาฟั้งครับ🔗

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่เสนอ โดยคณะรัฐมนตรี ผมเห็นด้วยกับหลักการในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนี้นะครับ โดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ต้องหา ผมมี ๓ ประเด็นที่อยากจะ ฝากเป็นประเด็นในการเพิ่มเติมให้แก่คณะกรรมาธิการที่จะนำไปพิจารณาดังต่อไปนี้นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือกรณีที่มาตรา ๑๐ ที่แก้ไขมาตรา ๒๐ เดิมผู้ที่จะมีสิทธิ ได้รับค่าตอบแทนก็คือข้อที่ ๓ ศาลพิพากษายกฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยมิได้ เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำผิดของจำเลยไม่เป็นความผิด ทีนี้ฉบับที่แก้ไขก็แก้ไข นิดหน่อย โดยเขียนปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำ ของจำเลยไม่เป็นความผิด ในเชิงเนื้อหาเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว ตรงนี้ ผมจะไม่ได้พูดถึง แต่ว่าผมอยากจะเพิ่มเติมอย่างนี้นะครับว่าการกำหนดแบบนี้มันจะมีปัญหา ในทางปฏิบัติ ซึ่งเดิมมีปัญหาอยู่แล้วว่าถ้าเป็นกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยตัดสินว่า ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จะไม่ได้รับค่าทดแทนนะครับ ในฉบับที่แก้ไขก็ไม่ได้ แก้ไขปัญหาในจุดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะฝากให้ไปพิจารณาในเรื่องนี้ ในเรื่องนี้ ความสำคัญก็คือมันจะมีคดีประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะคดีนโยบายรวมทั้งคดีที่เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง อย่างเช่น พวกคดียัดยาหรือคดี นโยบายอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้กระทำเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในทางกฎหมาย เป็นผู้สามารถที่จะกลบเกลื่อนพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้นในการที่จำเลยถ้าจะพิสูจน์จนสิ้น สงสัยว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งมันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นคดีประเภทนี้ส่วนใหญ่ถ้าศาล จะยกฟ้องก็จะยกฟ้องด้วยเหตุผลที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอ ถ้าเกิดว่าเป็นแบบนี้ ตัวจำเลยประเภทนี้ก็จะเสียโอกาสที่จะไม่ได้รับค่าทดแทนไปนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องกำหนดระยะเวลา ในร่างมาตรา ๑๑ นะครับที่แก้ไข มาตรา ๒๒ เดิม เดิมเขียนว่าต้องยื่นคำขอภายใน ๑ ปี ซึ่งการกำหนดระยะเวลาที่สั้นแบบนี้ ทำให้ผู้เสียหายหรือจำเลยจำนวนหนึ่งเสียสิทธิไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นจำเลย ในทางปฏิบัติแล้ว คนที่เป็นจำเลยถูกดำเนินคดีติดคุกติดตารางมาเป็นระยะเวลานาน สภาพจิตใจเสียหมด ขวัญกำลังใจเสียหมด วันหนึ่งแม้จะได้รับอิสรภาพ การที่จะตั้งหลักหรือลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ ของตัวเองอีกมันมีคนเพียงไม่กี่คนที่จะเข้มแข็งนะครับ ทุกคนอาจจะไม่ได้เข้มแข็งแบบนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ยืดระยะเวลาไปในระยะหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับ ผลกระทบทางจิตใจหรือไม่รู้กฎหมายจริง ๆ เขาได้มีโอกาสมากขึ้นในการที่จะได้รับค่าทดแทน ความเสียหายในลักษณะแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องมองไปตรงหลักการที่ว่าเขาเป็นผู้เสียหายนะครับ ในเมื่อเขาเป็นผู้เสียหายแล้วเขาก็ควรที่จะมีโอกาสมีระยะเวลาที่มากเพียงพอนะครับ🔗

ประการที่ ๓ ประการสุดท้ายมันจะมีหลาย ๆ กรณี โดยเฉพาะในคดีที่มีการฟ้อง เพื่อปิดปากอย่างนี้นะครับ คดีในลักษณะแบบนี้ครับ บางทีจะเป็นกรณีที่ผู้เสียหายอาจจะ สร้างพยานหลักฐานเท็จ หรือแกล้งไปแจ้งความในที่ไกล ๆ เพื่อสร้างภาระให้แก่ผู้ต้องหา หรือจำเลยอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายของผู้ต้องหาหรือจำเลยก็จะเพิ่มขึ้นนะครับ รวมทั้งต้องไปเสียเวลา เสียเงิน เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นระยะเวลานาน ความเสียหาย เหล่านี้มันเกิดขึ้น แล้วบางทีมันเกิดขึ้นมาจากการกลั่นแกล้งระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเกิดว่ารัฐได้จ่ายค่าทดแทนความเสียหายให้ไปแล้วผมก็ยังคิดว่าบางกรณีอาจจะ ต้องทำให้รัฐมีสิทธิที่จะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นมานะครับ ถ้าเกิดว่าไม่ทำแบบนี้ ก็หมายถึงรัฐต้องไปรับผิดชอบต่อความเสียหายในทุกกรณีอย่างนี้มันก็อาจจะไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดกรณีที่เรามีตัวอย่างเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดที่มีการปั้นแต่งพยานหลักฐาน ที่เป็นเท็จขึ้นมา หรือแกล้งไปแจ้งความ แกล้งไปฟ้องคดี โดยเฉพาะการแกล้งไปแจ้งความ แล้วก็แจ้งความในที่ไกล ๆ ในที่ต่างจังหวัด เหตุเกิดขึ้นที่ภาคเหนือ แต่ว่าไปแจ้งความที่ภาคกลาง หรือภาคใต้อย่างนี้นะครับ ภาระก็จะตกแก่ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย มีค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก ในกรณีแบบนี้ตัวผู้ที่ก่อให้เกิดเรื่องขึ้นมาก็จะต้องมีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบนะครับ รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีใช่ไหมครับ ในเมื่อรัฐได้จ่ายค่าเสียหายให้ไปแล้ว ก็ควรที่จะหาช่องทางในการที่ทำให้รัฐสามารถที่จะไปไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุเหล่านี้ ขึ้นมาด้วยนะครับ ก็จะมีอยู่ ๓ ประเด็นนี้ที่อยากจะฝากให้พิจารณานะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสิริน สงวนสิน ครับ🔗

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สิริน สงวนสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายในการกระทำ ความผิดทางอาญาและจำเลยที่ถูกคุมขังโดยไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว กฎหมายนี้มันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรกถ้าประเทศเราไม่ได้ใช้ระบบกล่าวหากันครับ ปัจจุบันผู้ที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพด้วยระบบกล่าวหา จริง ๆ แล้วทุกคนควรจะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้กระทำความผิดนะครับ ซึ่งใน พ.ร.บ. นี้เขียนว่า จะได้รับ ค่าทดแทนเป็นค่าเสียเวลาของเรา เป็นเงินประมาณ ๕๐๐ บาทต่อวัน แต่ผมว่ามันไม่เพียงพอ สำหรับค่าเสียเวลาและค่าเสียโอกาส แล้วไหนจะในด้านครอบครัวของผู้ที่เสียหายด้วย ไม่ว่า จะเป็นคุณพ่อหรือว่าคุณแม่ก่อนรับคำตัดสินโดนฝากขังไว้ก่อน แล้วเวลาที่เสียไปลูกเขาที่ต้อง โตมาพร้อมกับไม่มีคุณพ่อหรือไม่มีคุณแม่จะเป็นอย่างไรครับ แล้วยังไม่พอ ผมอยากจะพูดถึง ประเด็นที่ว่าการกล่าวหาคน เหมือนตอนนี้เรามีประเด็นทางสังคมที่กำลังดังอยู่ในหน้าข่าว ทุก ๆ วัน ขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างข่าวนักร้องดังท่านหนึ่งก็โดนกล่าวหากระทำความผิด ในคดีอาญาคดีหนึ่ง ซึ่งพอผู้ที่เป็นโจทก์กล่าวหาไปแล้วศาลยกฟ้องเขาก็มากล่าวหาอีกคดีหนึ่ง ที่เป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยกฟ้องได้ นั่นก็คือคดี ๑๑๒ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกันเลย แต่ว่ากระบวนการกฎหมายของประเทศเรานี้สามารถทำให้มันเกิดช่องว่างในการที่จะกลั่นแกล้ง ผู้บริสุทธิ์ได้นะครับ แล้วการที่เราจะใช้กฎหมายแบบนี้แล้วก็มานั่งเยียวยาทีหลังผมคิดว่า มันไม่สมน้ำสมเนื้อ เพราะว่าความยุติธรรมที่ล่าช้ามันคือความอยุติธรรมครับ แล้วผมคิดว่า ๕๐๐ บาทต่อวันใช่ไหมครับ ถ้าท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าการที่เราต้องเสียสภาพจิตใจ ของผู้ที่กระทำความผิดเข้าไปในคุกมันควรจะต้องมี Base ขั้นต่ำไหมว่าถ้าโดนเข้าไปแล้ว ขั้นต่ำออกมา Package แรกเข้ามาขั้นต่ำ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับคนที่โดนเข้าไป เพื่อเยียวยาทางจิตใจก่อนก่อนที่จะบวก ๕๐๐ บาท ๆ ต่อวัน หรือว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ฝากกรรมาธิการวิสามัญดูด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนคนจังหวัด อ่างทอง ขอใช้สิทธิสมาชิกในการมีส่วนร่วมอภิปรายขั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมอาจจะใช้เวลาเฉกเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน แล้วผมคาดหวัง กฎหมายที่มีความสำคัญที่รัฐบาลเสนอมาในวันนี้ แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของพี่น้อง ประชาชนนั้นมันไม่ควรจะมีความล่าช้าอีกต่อไป แน่นอนครับถ้าเราตั้งคำถามว่ากระบวนการ ยุติธรรมที่ล่าช้าเท่ากับการปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นการยกร่างกฎหมายหรือ การรับหลักการที่ล่าช้านี่ก็อาจจะเป็นการเท่ากับปฏิเสธการทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติแห่งนี้ เช่นเดียวกัน ฉะนั้นในท้ายที่สุดผมคาดหวังว่าวันนี้พรรคประชาชนยินดีและสนับสนุนการลงมติ รับหลักการ แล้วทุกท่านพร้อมที่จะร่วมกันลงมติในตอนเย็นของวันนี้ ไม่อยากให้มีการเลื่อน กฎหมายฉบับนี้ไปพิจารณาในวันอื่นอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามครับก่อนจะไปถึงขั้นรับหรือ ไม่รับหลักการนั้นผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องมีการอภิปรายเพื่อตั้งคำถามต่อ ทางท่านผู้ชี้แจงหรือผู้ยกร่างที่นำเสนอมา แน่นอนครับกฎหมายฉบับนี้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ว่าเกิดขึ้นจากคดีสำคัญคดีหนึ่งก็คือกรณีของแพะในคดีที่เรียกว่าเชอร์รี่ แอน ดันแคน (Sherry Ann Duncan) ท่านสมาชิกหลายคนอาจจะเกิดทัน บางท่านอาจจะเกิดไม่ทัน แต่ว่าก็เป็น เรื่องที่เกิดขึ้นมาเกือบ ๒๕ ปีที่ผ่านมา แล้วถ้าเราลงรายละเอียดกฎหมายท่านจะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ด้านด้วยกันนะครับ ด้านหนึ่ง ก็คือการจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายที่เกิดขึ้นในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน หรือคดีอาญาในลักษณะอื่นใดที่รัฐควรมีหน้าที่จะปกป้องให้เขา ไม่กลายเป็นผู้เสียหายแต่รัฐไม่อาจทำหน้าที่เหล่านั้นได้ ส่วนอีกด้านหนึ่ง นั่นก็คือการชดเชย เยียวยาให้แก่คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด และไม่ควรมีข้อยกเว้นประการใดในการจะชดเชยเยียวยานั้นถึงแม้เราก็รู้กันดีว่าการชดเชย เยียวยาเป็นตัวเงินนั้นเป็นแต่เพียงการเยียวยาเพื่อสิทธิในการดำรงชีวิต แต่มันไม่สามารถ เยียวยาเรื่องผลกระทบอื่น ๆ ที่มีค่ามากกว่าเงินเหล่านั้นไปได้ อันนั้นเป็นพื้นฐานที่สุดที่เรา ต้องทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในเชิงหลักการครับท่านประธาน หลักการ กฎหมายฉบับนี้กำหนดมามีทั้งหมด ๕ หลักการด้วยกัน ก็เป็นเรื่องยากที่ทางกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนั้นจะมีการพิจารณานอกเหนือไปจากหลักการเหล่านี้ได้หรือไม่ แน่นอนสิ่งที่ สำคัญที่สุดคือการเพิ่มสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งเพื่อนสมาชิกท่านก็ตั้งคำถามว่า การที่เราเพิ่ม สิทธิของผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังในระหว่างการดำเนินคดีนั้นแน่นอนว่าชื่อของกฎหมายที่ไม่สอดรับ ท่านมีหลักประกันและยืนยันใช่หรือไม่ว่าเราสามารถเพิ่มสิทธิเหล่านี้ได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีการเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขโดยการเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติก็เคยเกิดขึ้นในกฎหมายอื่น ๆ ที่ผ่านมา เวลา ที่เราพูดถึงสิทธิของผู้ต้องหา จำเลยในคดีอาญามันไม่ควรมีข้อยกเว้นหรืออื่นใด ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เพื่อนสมาชิก เช่น ท่านอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ท่านเกียรติคุณ ต้นยาง ท่านพูดถึง ท่านจะแปลความว่ามาตรา ๑๐ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๒๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน (๓) ในกรณีการถอนฟ้อง หรือยกฟ้องต่าง ๆ นั้น แล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดว่าอย่างไร ความจริงไม่ควรเปิดช่อง ให้มีดุลพินิจ ความจริงไม่ควรเปิดช่องให้มีถ้อยคำในลักษณะนี้ เมื่อเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิความเป็นพลเมืองของเขากลับคืนมาเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเยียวยาให้กับตัวเขา ท่านจะตีความกรณีของทายาทซึ่งจะเป็นทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่ง หรือหยิบยก เข้ามาใส่ให้เป็นทายาทซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและมีอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ พวกผมก็ไม่ติดใจ แต่ท่านจะตีความคำว่า ทายาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากความเสียหายด้วย ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นทายาทสิทธิควรตกทอดถึงเขาโดยความชอบธรรม โดยไม่จำเป็น ต้องมีการถูกแบ่งแยกอีก นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นที่จะต้องได้คำตอบ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ยังพูดถึงสิทธิของผู้เสียหายอยู่หลายประการซึ่งท่านไม่ได้เขียนมา แต่ผมคิดว่า เป็นโอกาสอันดีที่ต้องทบทวน ผมยกตัวอย่างบางประการนะครับ เช่นวันนี้เรามีการปลดล็อก เรื่องของสิทธิของผู้เสียหายที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้วหรือยังครับ ท่านมีการแก้ไขกฎหมายมาครั้งหนึ่งผมจำได้ดี แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงในภาคสนามยังมีคน ร้องเรียนมาเป็นระยะ เวลาที่เราพูดถึงเด็กหญิงอายุน้อย ๆ ที่ถูกละเมิดทางเพศจากผู้กระทำ ที่อายุมากกว่า แล้วเด็กหญิงเหล่านั้นเมื่อมีการยื่นขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหาย คณะกรรมการ กลับบอกว่าเธอเป็นคนเปิดบ้านให้เขาเอง เธอเป็นคนไปกับเขาเอง เมื่อมีครั้งแรกแล้วทำไม เธอยังไปครั้งที่ ๒ กับเขาอีก แบบนี้หรือกฎหมายที่บอกว่าจะอำนวยความยุติธรรม ท่านเอา พวกเราที่อายุ ๓๕ ๔๐ มากกว่านั้น หรือคนที่ผ่านวุฒิภาวะในชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาว มามากกว่านั้นไปตัดสินแทนเด็กอายุ ๑๒ ซึ่งอาจจะเป็นรักแรกพบของเขาแบบนี้ได้อย่างไร และเพราะเหตุใดถึงไม่ถือโอกาสนี้ในการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะเหตุใดท่านถึงไม่ถือ โอกาสนี้ในการแก้ไขว่าตกลงแล้ววันนี้สถานะของผู้เสียหายที่ไม่มีสถานะบุคคล ท่านรับรอง ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือยัง มีผู้เสียหายที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนเป็นจำนวนมากเลยยังร้องเรียน มาที่ผมว่าเวลาที่เขาถูกทำร้าย ถูกละเมิดทางเพศ แม้กระทั่งตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แล้วไปยื่นขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหาย ไม่ได้ติดที่กฎหมาย ไม่ได้ติดที่ระเบียบ แต่ถูกตัดตอน โดยสำนักงานยุติธรรมในระดับจังหวัด ซึ่งปฏิเสธการรับเรื่องตั้งแต่ต้นเพราะมองว่าผู้เสียหาย ไม่มีสถานะบุคคล ทำไมท่านถึงไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยเป็นต้น อย่างไรก็ตามครับ ยังมีรายละเอียดอีกหลายประการครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ระยะเวลา ถ้าขยายจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปีดูดีครับ แต่ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนเห็นตรงกัน ว่าในเมื่อกฎหมายฉบับนี้ควรเป็นการรับรองสิทธิแล้วทำไมต้องมีระยะเวลา มันควรเป็นระบบ อัตโนมัติถึงการรับรองและคืนสิทธิ คืนการเยียวยาให้กับเขาหรือไม่โดยไม่จำเป็นต้องมี ระยะเวลา ซึ่งผมคิดว่าหากมีการรับหลักการประเด็นนี้ก็คงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะได้มีการ ทบทวนในกรรมาธิการ ผมขอใช้เวลาไม่เกินไปกว่าท่านอดิศร เพียงเกษ ที่อภิปรายไว้ ๑๐ นาทีครับท่านประธานครับว่า อย่างไรก็ตามครับ ถึงแม้จะมีรายละเอียดที่เราเองอาจจะ ไม่เห็นด้วยในหลายประการครับ หรือเราเองอาจจะไม่เห็นด้วยในหลักการเวลาที่ท่านมอง สิทธิของบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของคนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่เราคิดว่าเป็นการขยาย หลักการที่ดีขึ้นครับ เป็นการขยายหลักการที่จะอำนวยความยุติธรรมขึ้น พวกผมเองก็คง ไม่ติดใจและพร้อมสนับสนุนท่าน ผมมีคำถามต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กรณี น้องชายที่ชื่อก้องซึ่งขณะนี้เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปลวเทียน ให้แสง รามคำแหงให้ทาง อยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ท่านรัฐมนตรีถามผมหลายครั้ง ว่าผมมีส่วนร่วมในการยกร่าง ร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ แล้ววันนี้ผมถามท่านกลับในฐานะ ผู้ยกร่าง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ว่าน้องคนนี้ที่กำลังเรียนอยู่จะสิ้นสุดปีการศึกษาสุดท้าย เขาค้าง อยู่แค่ ๓ วิชา ๙ หน่วยกิต ทำไมถึงไม่มีสิทธิที่จะได้สอบในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ท่านตอบเลยครับว่าราชทัณฑ์อนุญาต ท่านตอบเลยครับว่าราชทัณฑ์ไม่ได้ห้าม ก็เป็นหน้าที่ ที่พวกผมจะต้องไปบี้ต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปบี้ต่อศาลในการอนุญาต เพราะสิทธิ ในการศึกษาเป็นหนึ่งในสิทธิที่อยู่ใน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ วันหนึ่งน้องคนนี้ศาลอาจจะยกฟ้อง แล้วกลายมาเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ใช้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ ในเมื่อเราชดเชยเยียวยา เป็นตัวเงินให้เขาได้ แต่ทำไมเราถึงไม่สามารถจัดการแค่สิทธิการศึกษา อีก ๓ วิชา ๙ หน่วยกิต เขาอาจจะออกมาเป็นนักกฎหมายที่เก่งกว่าพวกผมก็ได้ ท่านตอบในสภาแห่งนี้หน่อยเถอะครับ ให้พวกผมที่พูดแทนประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเอาไปตอบต่อพี่น้องประชาชนภายนอก ซึ่งถ้าเป็น เช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีความสง่างามเป็นอย่างยิ่ง ผมใช้เวลาช่วงสุดท้ายในการอยากจะ ขยายความนะครับว่าเราใช้เงินไปแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านบาทในการเยียวยาผู้ต้องหาหรือจำเลย และรวมถึงผู้เสียหาย แต่เราไม่ได้ใช้เงินเหล่านั้นในการมาปกป้องว่าเขาควรไม่ตกเป็นผู้เสียหาย ตั้งแต่ต้น เช่นกรณีที่เรายังไม่ยอมออกกฎกระทรวงที่เกิดขึ้นตามกฎหมายที่เรียกว่าป้องกัน การกระทำความผิดซ้ำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ แบบนี้ต่างหากครับที่เป็นเรื่องที่กฎหมาย ฉบับนี้ควรพูดเลยไปถึงและช่วยกันดูสิว่าจะไม่ให้เขาตกเป็นผู้เสียหายที่ต้องนำมาสู่การเยียวยา หรือจะไม่ให้เขาตกเป็นแพะที่ต้องนำมาสู่การชดเชยให้กับเขาได้อย่างไร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น กฎหมายก็จะเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง ฉะนั้นวันนี้สมาชิกพรรคประชาชน ๑๔๓ คนอยู่ครบครับ พร้อมลงมติสนับสนุนท่าน พร้อมแสดงตนเป็นองค์ประชุม แค่ขอความจริงใจจากฝ่ายรัฐบาล ว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้สำคัญทำไมเราไม่อยู่เป็นองค์ประชุมด้วยกัน ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดผู้อภิปรายนะครับ ท่านผู้ชี้แจงนะครับ ท่านอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขอชี้แจง เชิญท่านเอมอรครับ เชิญครับ🔗

นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพนะคะ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ กรุณาอภิปรายทั้งสนับสนุน ให้ข้อสังเกตหรือว่าให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพิ่มเติมนะคะ ก่อนอื่นดิฉันจะขอตอบเป็นบางประเด็นนะคะ ไม่ได้ทุกประเด็น ในประเด็นแรกว่าทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่แก้ชื่อนะคะ ต้องบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ถึงจะออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปัจจุบันก็ยังมีประสิทธิภาพอยู่นะคะ แล้วในทางปฏิบัติก็ไม่ได้เกิดปัญหามากนัก ที่จำเป็นจะต้องมาแก้วันนี้ก็คือเนื่องจากว่าเป็นการเพิ่มเติมในการคุ้มครองเยียวยาให้มาก ยิ่งขึ้นค่ะ เช่น การช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งผู้ต้องหาและจำเลยในชั้นสอบสวนนี่เป็นการเพิ่มเติม ขึ้นมานะคะ แล้วก็มีการขยายอายุความจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปี อันนี้จึงไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อนะคะ ในกรณีประเด็นเรื่องทายาทมีการกล่าวว่าทำไมไม่ใช้กฎหมายมรดกนะคะ ต้องบอกว่าในตัว พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการออกระเบียบมาเป็นการเฉพาะในเรื่องทายาท แต่ก็อิงกฎหมายมรดก เหมือนกันแต่มีการเพิ่มเติมการจัดลำดับชั้นของทายาทไว้ทั้งหมด ๔ ชั้นนะคะ ชั้นแรกก็คือ เป็นผู้สืบสันดาน ชั้นที่ ๒ ก็เป็นบุพการี ชั้นที่ ๓ ก็คือคู่สมรส และชั้นที่ ๔ ที่เพิ่มเติมขึ้นมา จากกฎหมายมรดกก็คือเป็นบุคคลใด ๆ ที่อุปการะผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้วก็ได้รับ ผลกระทบจริง ๆ ต้องบอกว่าถ้าไม่มีข้อนี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างกรณีกราดยิงเด็กที่หนองบัวลำภู มีน้องคนหนึ่งเป็นเด็ก พ่อแม่แยกทางกันแล้วก็ทิ้งเด็กไว้กับยายตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่เกิดเหตุ ถ้าไม่มีการออกเพิ่มเติมในข้อ ๔ ยายที่ดูแลจะไม่ได้รับเงินชดเชยเลยนะคะ เพราะว่าความเป็นจริง พ่อแม่ก็กลับมารับเงิน แล้วก็ต้องบอกว่ามีการตบตีกันเกิดขึ้นเราก็ต้องใช้กฎหมายไกล่เกลี่ย อีกฉบับหนึ่งเข้าไปไกล่เกลี่ยแล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายนะคะ🔗

อีกประเด็นหนึ่งในกรณีการแจ้งสิทธิต้องบอกว่ามีหลาย ๆ ท่านสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรอภิปรายเกี่ยวกับการแจ้งสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นทั้งในส่วนของผู้เสียหาย หรือว่าจำเลยในคดีอาญานะคะ ต้องบอกว่าประเด็นนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้วก็พบปัญหาเกิดขึ้น เราเลยมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๙ มาเพิ่มเติมในมาตรา ๖ (๑) ว่าในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย ให้พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิให้กับผู้เสียหายหรือว่าทายาทเลยนะคะ แล้วก็ในกรณีที่เป็น จำเลยก็คือให้ผู้ที่ทำหน้าที่ปล่อยตัวไม่ว่าจะเป็นราชทัณฑ์หรือว่าทางเลขาของศาลทำหน้าที่ แจ้งสิทธิให้กับจำเลย อันนี้ประเด็นที่ ๑🔗

และอีกประเด็นหนึ่งก็คือในกรณีที่มีการเกิดเหตุในส่วนของกระทรวงยุติธรรม เราจะมี Justice Care ซึ่งจะให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิไปแจ้งสิทธิ ให้กับผู้เสียหายในที่เกิดเหตุแล้วก็พร้อมกับรับสิทธิมาเลยนะคะ แต่ว่าถึงอย่างนั้นก็ยังจะมี บางเคสที่หลุดไปนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ในปี ๒๕๖๖ จะมีจำเลยหลุดไป ๓๗ ราย ปี ๒๕๖๗ จำเลยหลุดไป ๔๗ ราย แล้วก็ในกรณีของผู้เสียหายในปี ๒๕๖๖ หลุดไป ๓๒๗ ราย จาก ๑๓,๒๗๒ ราย ในปี ๒๕๖๗ หลุดไป ๕๑๓ รายจากคนที่มายื่นทั้งหมด ๑๔,๒๓๑ ราย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือจะมีผู้เสียหายและจำเลยที่ไม่ได้มาใช้สิทธิหรือว่าไม่ทราบสิทธิประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ เราจึงมีการแก้ไขอายุความอันนี้เกิดขึ้นจาก ๑ ปีเป็น ๒ ปี และนอกจากนี้ ในเชิงบริหารเราก็มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจะตรวจสอบ ว่าในส่วนของผู้เสียหายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเกิดขึ้นกี่รายแล้วก็มาใช้สิทธิกับเรากี่ราย ในส่วนของผู้เสียหายแล้วก็ในส่วนของจำเลยเราก็มีการตรวจทานกับกรมราชทัณฑ์ตลอดเวลา ว่าท่านปล่อยไปในกรณียกฟ้องกี่ราย แล้วก็ไม่ได้แจ้งสิทธิกี่รายแล้วเราก็ทำหน้าที่เหมือนเพิ่มเติม ต้องบอกว่าเราทำความเข้าใจกับกรมราชทัณฑ์ทั้งทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากนั้น ถ้าเราตรวจสอบพบว่าไม่มีการแจ้งสิทธิเราก็จะไปแจ้งเพิ่มเติมให้นะคะ ในส่วนของประเด็น เกี่ยวกับเรื่องกรณีมีบางท่านเสนอว่าทำไมกรณีเอกชนฟ้องเอกชนทางกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพจึงไม่ได้เยียวยา หรือว่าในกรณีที่ผู้เสียหายบางคนค่าความเสียหายเกิดมากกว่า ที่เราจ่ายค่าเยียวยาไป ต้องบอกว่ากรณีผู้เสียหายในหลักการคือทุกคนต้องได้รับการปกป้อง ดูแลชีวิตและร่างกายที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย รัฐจะต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง ถ้าไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองชีวิตและร่างกาย ของคนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้ รัฐก็ต้องมีหน้าที่ที่จะจ่ายเยียวยาเบื้องต้นในช่วงที่ ครอบครัวของเขาประสบกับปัญหา อันนี้เราก็เลยจะจ่ายเยียวยาในเบื้องต้น บางครั้งอาจจะ ไม่เท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง อาจจะทางด้านงบประมาณด้วย แล้วในกรณีหลักการของจำเลย จำเลยที่เราไม่จ่ายในกรณีเอกชนฟ้องเอกชนเพราะว่า ในหลักการผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในภายหลังแล้วศาลยกฟ้องว่าเขาไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด เกิดจากความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางยันถึงปลายทาง เมื่อมีความผิดพลาด เกิดขึ้นรัฐก็ต้องทำหน้าที่ไปเยียวยาเพื่อให้เขากลับมาอยู่ในสังคมได้เหมือนกับตอนที่เขา ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นหลักการมันคือเยียวยาความผิดพลาดของ กระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นเอกชนฟ้องเอกชนจึงไม่ได้มีการเยียวยาเกิดขึ้น อันนี้ ก็จะเป็นภาพกว้าง ๆ นะคะ ส่วนในรายละเอียดข้อเสนอแนะต่าง ๆ ก็จะนำไปเพิ่มเติมในชั้น กรรมาธิการต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นอันจบการอภิปรายนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุป ก่อนจะลงมติ เชิญท่านรัฐมนตรีได้สรุปครับ เชิญครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพแล้วก็เพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณผู้อภิปรายทั้งหมด ๑๕ ท่าน เป็นพรรคฝ่ายค้าน ๑๒ ท่าน แล้วก็เป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล ๓ ท่าน ท่านประธาน ที่เคารพครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้จริง ๆ เป็นพระราชบัญญัติที่ถ้าเราเอาตัวเงิน มาใช้มันคงไม่พอเพียงหรือไม่คุ้มค่ากับคนที่เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกคุมขังก็ดี หรือผู้เสียหาย จากการละเมิดก็ดี ดังนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติเบื้องต้นที่เรียกว่าเป็น พระราชบัญญัติในการรับรองสิทธิ รับรองสิทธิคือรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของผู้ที่ตก เป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายกับผู้ที่ถูกคุมขังหรือตกเป็นจำเลย หรือผู้ต้องหาที่เรียกว่า แพะ ดังนั้น ที่หลายท่านกังวลว่าจำนวนเงินจะน้อยไปหรือจะไม่เหมาะสมนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่า ในตัวพระราชบัญญัติจริง ๆ ในมาตรา ๕ การเรียกร้องหรือการใช้สิทธิหรือประโยชน์ ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ตัดสิทธิหรือประโยชน์ของผู้เสียหายที่พึงได้ตามกฎหมายอื่น ก็จะมี หลายคดีว่าถ้าเราไปมีกฎหมายอื่นที่มีการเยียวยาตามกฎหมายอื่นอย่างเช่นภาคใต้เราจ่ายตากใบ หรือเหตุการณ์สะบ้าย้อย หรือกรือเซะ หรืออื่น ๆ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทใน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็ยังได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้เพราะในภาคใต้มีกฎหมาย เฉพาะขึ้นมาที่การกระทำ ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งปวงผมถือว่าตอนตั้งคณะกรรมาธิการเราก็จะ เอาเหตุผลทั้ง ๑๕ ท่าน รวมถึงเหตุผลทางวิชาการต่าง ๆ ที่กว่าจะเป็นกฎหมายฉบับนี้ก็ต้อง มีการศึกษาวิจัยมารองรับ ประการสำคัญที่เราเปลี่ยนหลักการอย่างมากก็คือวันนี้เราเอื้อมไป ถึงผู้ต้องหา คำว่า ผู้ต้องหา คือบุคคลที่มีการสอบสวนแล้วก็มีการฝากขัง ฝากขังส่วนใหญ่ สูงสุดก็ ๘๔ วัน แล้วสุดท้ายอัยการไม่ฟ้อง เราเอื้อมไปตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ เรามีคดีระหว่าง ณ วันนี้เพิ่งประชุมคณะกรรมการราชทัณฑ์ก่อนที่จะมาอยู่ ๗๓,๕๓๐ คน คดีระหว่างนี้เนื่องจากท่านณัฐวุฒิได้พูดกฎหมายเมื่อสักครู่ตอนท่านเขียน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ท่านไม่ได้เอาคดีระหว่างหรือคดีต่าง ๆ มาไว้ใน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ใน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์จะมีเฉพาะคดีเด็ดขาด ดังนั้นคดีระหว่างถ้าตามรัฐธรรมนูญเราถือว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วก็จะปฏิบัติเหมือนคดีเด็ดขาดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งเราก็เป็น เรื่องใหญ่เดี๋ยวอีกไม่กี่วันจะมีเรือนจำคดีระหว่าง เช่นพิเศษกรุงเทพฯ หรือหลาย ๆ แห่ง ที่เราจะทำให้เห็น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าการที่พนักงานอัยการไม่ฟ้องไม่ใช่หมายความว่า บุคคลนั้นไม่ได้กระทำผิด พนักงานอัยการก็ดี พนักงานสอบสวนก็ดี หรือผู้เกี่ยวข้องไม่ฟ้อง เป็นเพราะพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง พยานหลักฐานต้องไปยืมตายืมหูแล้วก็ไปบุคคลที่มาเป็น พยานถ้าเกิดไม่พอฟ้องมันไม่ใช่เป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่เป็นผู้กระทำผิด เราจึงจำเป็น ต้องมีคณะกรรมการ คือเราเห็นด้วยว่าการมีคณะกรรมการนี้มันอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิ ของผู้มีสิทธิชนิดหนึ่ง แต่เราต้องมีเพราะเนื่องจากว่าปัจจุบันมีคดีระหว่างที่ ๗๐,๐๐๐ กว่าคดี พบว่า ๔๔,๔๑๑ คดี เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อเป็นคดียาเสพติดถ้าเกิดว่าถูกจับ แล้วก็ สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหายาเสพติดมารับเงินทั้งหมด ผมคิดว่าสังคมอาจจะมีคลางแคลงใจ เราจึง ต้องมีคณะกรรมการ ซึ่งในคดียาเสพติดจริง ๆ กลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์ในคดีที่เป็น ผู้ต้องหานี่ ถ้าคดีทั้งหมดกลุ่มที่จะต้องมาถูกพิจารณาตาม พ.ร.บ. นี้เมื่อมีผลใช้บังคับก็จะมี คดีที่เป็นผู้ต้องหาอยู่ในเรือนจำ ไม่ใช่ศาลชั้นต้นตัดสิน ศาลอุทธรณ์ยังไม่เด็ดขาดมี ๑๖,๖๗๗ คดี คนกลุ่มนี้ถ้าเกิดว่าพนักงานอัยการไม่ฟ้องอาจจะสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะ มีสิทธิรับ แต่ในจำนวนนี้เป็นถึง ๑๒,๗๓๑ คดีเป็นเรื่องยาเสพติด ดังนั้นผมจึงอยากจะ กราบเรียนว่าการมีคณะกรรมการในอดีตนั้นจำเลยเราจะพิจารณาโดยคำพิพากษาสงสัย แล้วไม่ให้ก็ได้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้เสียหาย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ได้หมด แต่ตอนนี้พอเรา มาแก้กฎหมายจำเลยก็คงจะเป็น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็อยากจะให้มีการสมดุลในสังคม เพราะไม่เช่นนั้นถ้าสังคมไม่สมดุลเนื่องจากว่าการที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไม่ใช่หมายความว่า เขาไม่ได้กระทำความผิดเพียงแต่พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง ผมต้องขอกราบขอบพระคุณครับ แล้วเมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งถามว่าถ้าจะสอบในเรือนจำในหลักการต้องให้ได้สอบ แต่ปัญหาหนึ่ง ก็คือ มสธ. ก็มาสอบในเรือนจำ แต่รามคำแหง ๑ คนจะได้สอบ ผมมีเคสกรณีก็คือว่า เนื่องจาก พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ฉบับนี้เขียนให้เฉพาะนักโทษเด็ดขาด อย่างกรณีเกิดกับคุณบุ้ง หรือตะวันนี่ คือตะวันอยากออกไปงานศพ แต่ว่าเมื่อเข้าอยู่ในคดีระหว่างจะต้องไปขออำนาจศาล แต่ว่าเนื่องอะไรก็ตามถ้าคดีไม่เด็ดขาดการบริหารโทษของราชทัณฑ์เราทำไม่ได้ การบริหารโทษ ราชทัณฑ์ผมมีนโยบายเลยถ้าพ่อแม่ใครตาย ใครเสียชีวิตถ้าคดีเด็ดขาดต้องให้เขาไปงานศพ ถ้าเขาจะไปหรือถ้าจะเป็นการสอบอย่างนี้ต้องให้ไป อย่างนั้นเดี๋ยวผมขอกลับไปตรวจสอบอีกที ผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ แล้วก็เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่รับรอง สิทธิมนุษยชน ก็ขอขอบคุณมากครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่งค่ะ อย่างกรณีของน้องก้องที่ไม่ได้ไปสอบนี่ค่ะ ถ้าสมมุติว่า ทางมหาวิทยาลัยอนุญาตทางราชทัณฑ์ก็สามารถจัดให้สอบได้ถูกต้องไหมคะ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

จัดให้สอบได้ครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปก็จะลงมติกันนะครับ ได้ทราบว่าทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะลงมติครั้งหน้า ปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๒๕ นาฬิกา