unknown · · 703 lines

(นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๘.๕๗ นาฬิกา)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระก็จะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับนะครับ ให้เวลาท่านละ ๒ นาที ผมจะอ่านรายชื่อทีละ ๓ ท่าน ท่านแรกสำหรับ วันนี้จะเป็นท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ต่อด้วยท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ แล้วก็ท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารืออยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องแรก จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดิฉันเคยหารือไว้แล้ว แต่ว่าวันนี้อยากจะเสริม ในสถานที่ ก็คือว่าในเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ ก็คือตั้งแต่อำเภอวารินชำราบ ไปจนถึง อำเภอสิรินธร เส้นนี้จริง ๆ ยาวมากพาดผ่านอำเภอสว่างวีระวงศ์ แล้วก็อำเภอพิบูลมังสาหารด้วย ปัญหาคือว่าเส้นนี้จะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในบริเวณที่ไม่มีแสงไฟที่เพียงพอแล้วล่าสุด ก็เกิดอุบัติเหตุ ๒-๓ ครั้งติดกัน แล้วก็เกือบทุกครั้งนี้จะมีผู้เสียชีวิตก็อยากฝากให้ทางกรมทาง หลวงให้กระทรวงคมนาคมได้สำรวจในเขตที่ตกหล่น เพราะว่าล่าสุดนี้ก็เกิดเหตุในช่วงบริเวณ ของตําบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ ในเส้นทางหลวงนี้ก็มีผู้เสียชีวิตอีกก็ขออนุญาต ให้ทางกรมทางหลวงนี้ได้สำรวจพื้นที่ที่ตกหล่นในเรื่องแสงสว่าง ประเด็นต่อมา ท่านประธานคะ ประเด็นนี้จริง ๆ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดเอาไว้แล้วในเรื่องของราคามันตกต่ำ พี่น้อง ก็รับทราบรับรู้แล้วก็ทนทุกข์มาเป็นเวลาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็เป็นเหตุให้เขาสามารถสงสัยได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ดิฉันนี้ซึ่งใกล้กับประเทศเพื่อนบ้านแต่เกษตรกรผู้ปลูกมันก็ยังเห็นอยู่ตลอด แทบทุกวันว่าจะมีรถขนมันจากต่างประเทศเข้ามาเป็นรถพ่วงค่ะท่านประธาน วันละไม่ต่ำกว่า ๒๐ คันผ่านให้เข้าไป เพราะฉะนั้นเขาก็สงสัยว่าในขณะที่ราคาตกต่ำขนาดนี้แล้วนั้น ทำไม ยังมีการอนุญาตให้นำเข้ามันจากต่างประเทศเข้ามาได้อีก ทำไมไม่ดูแลพี่น้องเกษตรกรไทยก่อน อันนี้คือเรื่องของมัน ส่วนเรื่องของปาล์มราคาตกต่ำแต่ผู้บริโภคก็แปลกใจที่ราคาน้ำมันปาล์มนี้ เพิ่มสูงขึ้น ก็ขอให้กระทรวงพาณิชย์ได้ดูแลในเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชิญครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพกระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอ หางดง และอำเภอสันป่าตอง พรรคประชาชนครับ🔗

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะขอท่านประธานปรึกษาหารือในวันนี้ก็คือประเด็น เรื่องของการเร่งรัดติดตามการขยายเขตและการติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่บ้านดอยล้อมและ บ้านแพะขวาง ตำบลน้ำแพร่ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ตรงนี้เป็นการเร่งรัดในการที่จะขออนุญาต ใช้พื้นที่โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอหางดงได้ยื่นหนังสือ หนังสือเลขที่ มท. ๕๓๐๘.๓ และ ๕๓๐๘.๔/หด. ขอให้เร่งรัดในตรงนี้เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง ได้มีไฟฟ้าใช้โดยทั่วถึงครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นทางหลวงชนบท ๓๐๓๕ กิโลเมตรที่ ๑๖ ถึงกิโลเมตร ที่ ๑๗ ขอท่านประธานเร่งรัดไปยังกรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการวางท่อระบายน้ำจากฝั่ง พื้นที่ราบสูงลงไปยังคลองชลประทานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะท่วมขังในพื้นที่บ้านเรือน ที่อยู่ติดกับถนนทางหลวงชนบท ๓๐๓๕ ในกิโลเมตรที่ ๑๖ กิโลเมตร ถึงกิโลเมตรที่ ๑๗ ทุก ๆ ปีครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นทางหลวงชนบทเช่นเคยครับ ๓๐๓๕ คราวนี้ ไปกิโลเมตรที่ ๑๕ ถึงกิโลเมตรที่ ๒๐ เส้นนี้ถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อแค่นั้นไม่พอ ยังมี ลักษณะเป็นคลื่นอีกต่างหาก ถนนเส้นนี้เป็นทางเลี่ยงเมือง มีการสัญจรด้วยความเร็วค่อนข้างสูง เสี่ยงอันตรายเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก ขอให้ท่านประธานติดตามเร่งรัดไปยังกรมทางหลวง ชนบทให้ได้แก้ไขปัญหานี้โดยเร็วครับ🔗

ประเด็นที่ ๔ ทางหลวงชนบทเช่นเคย แต่เป็นทางหลวงชนบท ๔๐๓๒ เส้นนี้ มีการซ่อมผิวถนนแล้วในพื้นที่ตำบลหนองตองถึงตำบลหางแก้ว แต่ว่ายังขาดในพื้นที่ บ้านท่าควาย ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง และพื้นที่ตรงนี้ขรุขระแล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอท่านประธานฝากไปยังกรมทางหลวงชนบทอีกเช่นเคยครับ ขอฝากท่านประธาน ๔ ประเด็น ที่ได้ปรึกษาหารือในวันนี้เพื่อแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องอำเภอหางดงและอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส.บัญชีรายชื่อ ๓ เรื่องที่จะกราบเรียน ท่านประธานคือพี่น้องร้องมาทั้งนั้น🔗

เรื่องแรกท่านประธานครับ เรื่องกลุ่มพี่น้อง ผรท. และผู้ได้รับผลกระทบจาก การปราบปรามของรัฐ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้องผู้ได้รับ ผลกระทบได้มารวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้มีบุคคลมาเฉียดหมื่นเพื่อให้รัฐบาลได้แก้ไข โดยการตั้งคณะกรรมาธิการ ขอร้องให้สภาตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาว่าผู้ได้รับผลกระทบ จากการปราบปรามของรัฐนั้นเหลืออยู่กี่คน เหลืออยู่กี่ราย ท่านประธานครับ ให้รวมทั้งหมด พี่น้องเหล่านี้เขาได้รับความเสียหายจากคำสั่งของรัฐนั่นเอง ผู้ร้องก็คือพี่น้องผู้ที่ได้รับผลกระทบ และ ผรท. ผู้รับผิดชอบคือทำเนียบรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ หนองละเลิงหวาย อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งพี่น้องต้องการให้หนองนี้เป็นที่ทำน้ำประปาไว้ใช้หน้าแล้ง ร้องไปที่กรมชลประทานหารือ มาแล้วครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเรื่องยังเงียบไป วันนี้ ว่าที่ร้อยโท เอมโอษฐ์ บุญทน ได้ร้องมา อีกครั้งหนึ่ง ผู้รับผิดชอบก็คือกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ถนนชลมาร์คพิจารณ์ ซึ่งอยู่ที่เทศบาลเมืองลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นทางลัดระหว่างเส้นนครนายกกับเส้นลำลูกกา พี่น้องร้องมาว่าให้เทศบาลลำสามแก้วกับเทศบาลลาดสวาย ปรับปรุงถนนเส้นนี้แล้วก็มอบให้ กรมทางหลวงชนบทเพื่อเป็นทางลัดให้กับพี่น้องสัญจรไปมาได้สะดวก ผู้ร้องคือนายพลภัทร หอมแม้น ผู้รับผิดชอบคือเทศบาลลาดสวาย เทศบาลลำสามแก้ว และกรมทางหลวงชนบท กระทรวงมหาดไทย ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านษฐา ขาวขำ ท่านอลงกต มณีกาศ ต่อด้วยท่านวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เชิญท่านษฐา ขาวขำ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายษฐา ขาวขำ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายษฐา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ขอปรึกษาหารือท่านประธาน เรื่อง ความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งมีผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๖๗ โดยปริมาณน้ำจำนวนมากซึ่งได้ไหลแรงและกัดเซาะตลิ่งได้รับ ความเสียหายเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอทุ่งใหญ่ และอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช บางแห่งได้กัดเซาะถึงถนน ซึ่งไม่สามารถที่จะใช้การได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงขอให้กรมชลประทาน ได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน อันประกอบด้วยอำเภอซึ่งเกี่ยวข้อง ดังนี้🔗

๑. อำเภอถ้ำพรรณรา ริมแม่น้ำตาปี หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลถ้ำพรรณรา และหมู่ที่ ๖ ตำบลดุสิต อำเภอทุ่งใหญ่ ริมแม่น้ำตาปี หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๗ ตำบลทุ่งใหญ่ หมู่ที่ ๑ ตำบลบางรูป หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งสัง ริมคลองสินปุน หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๗ ตำบลบางรูป ริมคลองสัง หมู่ที่ ๒ ตำบลท่ายาง และหมู่ที่ ๑ ตำบลทุ่งสัง🔗

๒. อำเภอบางขัน ริมคลอง หมู่ที่ ๔ ตำบลวังหิน ริมคลองน้ำร้อน หมู่ที่ ๑๓ ตำบลวังหิน และริมคลองบางศรีจันทร์ หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านลำนาว ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานไว้เป็นอย่างสูงครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปคุณหมออลงกต มณีกาศ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอลงกต มณีกาศ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ลำน้ำก่ำซึ่งไหลมาจากจังหวัดสกลนครลงแม่น้ำโขงที่ปากน้ำก่ำ บริเวณ ปากน้ำก่ำเป็นรอยต่อ ๒ แผ่นดิน ระหว่างบ้านน้ำก่ำ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลน้ำก่ำ ซึ่งตอนนี้ มีเขื่อนป้องกันตลิ่งพังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสร้างพร้อมกับสะพานข้ามลำน้ำนี้นะครับ อีกฝั่งหนึ่งที่ท่านประธานเห็นอยู่เป็นบ้านโพธิ์ทอง ตำบลธาตุพนม ซึ่งแต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้ เป็นที่สาธารณประโยชน์มีค่อนข้างที่จะเยอะ ปัจจุบันเหลือแค่ ๗๐ ไร่ เนื่องจากว่า ถูกแม่น้ำเซาะพัง จึงกราบเรียนผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยมาสร้างเขื่อนตรงนี้ด้วย และที่สำคัญปากน้ำตรงบริเวณนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวมพลในอดีตพี่น้องไทย-ลาว มารวมกันไปสร้างองค์พระธาตุพนม และมีตำนานของท้าวผาแดง-นางไอ่ ในอดีตนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ หาดแห่ ของบ้านน้ำก่ำ ตำบลธาตุพนม เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอธาตุพนม แต่ว่าถนนมันแคบ แล้วก็พี่น้องมาเที่ยวกันเยอะ เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็ไม่มีที่จอดรถนะครับ ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ออกแบบ เรียบร้อยแล้ว งบประมาณ ๔๐ ล้านบาท เหลือแต่เอาเข้าแผนในการจัดทำงบประมาณ จึงกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยนะครับ กรุณาช่วยเรื่อง งบประมาณในการสร้างลานคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณหาดแห่ด้วย ประมาณ ๔๐ ล้านบาท🔗

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ โครงการเรณูนครเมืองเก่า ซึ่งได้รับงบประมาณ อยู่ ๑๐๑ ล้านบาท ตอนนี้แผนออกแบบเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ว่าจะสร้างเมื่อไร รองบจาก กรมโยธาธิการและผังเมืองเช่นกันนะครับ และยังมีเรื่องของการสร้างเขื่อนตลิ่งพังริมน้ำก่ำ บริเวณบ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ แล้วก็การสร้างอนุสรณ์สถานที่บ้านนาบัวโคกหินแฮ่ เช่นกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เชิญครับ🔗

นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอุบลราชธานี เขตอำเภอเมือง พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือท่านประธาน จำนวน ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗

เรื่องแรก หารือเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องชาวอำเภอเมือง ตำบล หนองบ่อ ตำบลแจระแม ตำบลหนองขอน และตำบลปะอาว ถึงกรมชลประทาน เนื่องจาก ตำบลเหล่านี้ติดแม่น้ำใหญ่เป็นแม่น้ำสาขา ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ลำเซบก ลำเซบาย แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์กับแม่น้ำดังกล่าวได้เลย หน้าฝนก็ทำให้น้ำท่วมจำนวนหลายเมตร ส่วนหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำใช้ในการเกษตร อยากจะเรียนท่านประธานไปถึงกรมชลประทานให้ สร้างฝายกั้นน้ำบริเวณลำเซบก บริเวณบ้านทุ่งขุนน้อย ตำบลแจระแม แล้วก็ทำประตูระบายน้ำ ที่แม่น้ำชี บ้านท่าสนามชัย ตำบลหนองบ่อ ซึ่งผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านนายก หลายตำบล ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกชยานันท์ สบายใจ หนองขอน ท่านกำนันปราโมทย์ ตำบลปะอาว ท่านนายกพินิจ ท่านกำนันประวิทย์ หลายท่านหลายตำบล ซึ่งบอกมาว่าตอนนี้ การเกษตรแห้งแล้งมาก แล้วก็น้ำประปาไม่สะอาด ถ้าเกิดทำ ๒ แห่งนี้ ๒ จุดนี้สำเร็จก็จะ ทำให้เป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกร แล้วก็จะเพียงพอต่อการทำน้ำประปาหมู่บ้านครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ในเทศบาลนครอุบลราชธานีเรามีโครงการทำถนนวงแหวนรอบใน เป็นถนนท่องเที่ยว เรียนท่านประธานถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองใกล้จะเสร็จแล้วครับ ของบประมาณอีกนิดเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวเทศบาลนครอุบลราชธานี ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านปารมี ไวจงเจริญ ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และต่อด้วย ท่านคอซีย์ มามุ เชิญท่านปารมี ไวจงเจริญ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้จะมีเรื่องขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกจ้างประเภทจ้างเหมาบริการในกระทรวง ศึกษาธิการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วดิฉันได้พูดคุยกับรองเลขาธิการ สพฐ. ว่าตอนนี้ลูกจ้างจ้างเหมา บริการซึ่งไม่ได้รับสวัสดิการประกันสังคม ทาง สพฐ. ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอใช้งบกลาง แต่เรื่อง ก็ยังรอต่อเข้าคิวอยู่ในคณะรัฐมนตรี แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนค่ะท่านประธาน อยากฝาก ท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านนายกรัฐมนตรีเลยค่ะ ให้เร่งนำเรื่องนี้เพื่อเข้าในคณะรัฐมนตรีเพื่อขอใช้งบกลาง นำงบประมาณมาจัดสวัสดิการ ประกันสังคมให้กับจ้างเหมาบริการซึ่งมีจำนวน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน ในกระทรวง ศึกษาธิการ เพื่อบุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้จะได้มีขวัญและกำลังใจในการที่จะ ปฏิบัติหน้าที่สร้างความเจริญให้กับวงการการศึกษา เพราะว่านอกจากเรื่องจ้างเหมาบริการ ไม่มีเรื่องสวัสดิการประกันสังคมแล้ว ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับวันลาต่าง ๆ ทั้งลาหยุดประจำ สัปดาห์ ลากิจ ลาป่วย ลาตามประเพณีประจำปีก็ไม่มี อยากให้วางนโยบายตรงนี้ด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอท่านประธานปรึกษาหารือไปยัง ทปอ. หรือที่ประชุมอธิการบดี มหาวิทยาลัย เรื่องเกี่ยวกับจะต้องเข้ามาชี้แจงในกรรมาธิการ อว. เรื่องเกี่ยวกับการสอบ TGAT ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้เป็นปีที่มีการสอบ TGAT ๒ ครั้ง ทาง ทปอ. ยังไม่ได้เข้ามาชี้แจง ในกรรมาธิการ อว. เลยทั้งที่มีหนังสือไปหลายครั้งแล้ว แล้วก็ ทปอ. เลื่อนหลายครั้งกรณี ทปอ. ก็มีปัญหาค่ะท่านประธาน เนื่องจากว่า ทปอ. จดทะเบียนเป็นสมาคมตามกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ เป็นลักษณะกึ่ง ๆ ว่าจะเป็นองค์กรรัฐหรือไม่ ดิฉันจึงขอท่านประธาน ปรึกษาไปยัง ทปอ. และอาจจะถึงท่านรัฐมนตรี อว. ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนเมืองสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวย ปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านคณะรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกแพทองธาร ชินวัตรที่ท่านได้ผนึกกำลังกันทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปราบแก๊ง Call Center หรือแก๊งออนไลน์ เรื่องของการพนันต่าง ๆ ก็ดีในรอยตะเข็บ ไม่ว่าจะเป็น ตะเข็บทางพม่า ทางลาว แล้วก็ทางเขมร วันนี้ประชาชนขอบคุณมาแล้วก็ลดน้อยถอยลงเหลือแต่แก๊งไทยเทา ตอนนี้จีนเทาปราบจีนเทา แล้วผมคิดว่าคงจะเข้ามาสู่ในตัวกลางเมืองกรุงเทพมหานครแน่นอน เพราะเมื่อวานก็เห็นตำรวจ เริ่มไล่จับบ่อน ไล่จับแก๊งต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ แต่สิ่งที่ผมจะมาหารือในวันนี้ก็คือเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ปกครองได้โทรศัพท์ผ่านผมมาเยอะในฐานะที่ผมนั้นเป็นครู แล้วก็ชื่อว่า ครูมานิตย์ด้วย ก็เลยจำเป็นต้องลุกขึ้นมาว่าวันนี้บุหรี่ไฟฟ้ากำลังเข้าไปสู่ในโรงเรียนประถม เรียบร้อยแล้ว แล้วเข้าสู่จำนวนมากด้วย ก็จะเป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า เราป้องกัน ยาเสพติด ป้องกันยาบ้า ป้องกันต่าง ๆ หลายเรื่อง แต่วันนี้ประเด็นนี้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้า ไปสู่โรงเรียนมาในแบบของรูปตุ๊กตาบ้างท่านประธาน ในรูปของการ์ตูนที่เป็นตัวนำก็คือตัวสูบ ซึ่งเด็กตามกัน ท่านประธานก็ทราบเพราะท่านประธานก็เป็นเด็กมาก่อน แล้วท่านประธานก็อยู่ ในแวดวงกับเยาวชนก็เห็นก็ทำให้ทดลอง พอเกิดทดลองแล้วมันก็กระจายขึ้นไป วันนี้ก็ฝาก ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี กระทรวงพาณิชย์ก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ก็เห็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเริ่มพยายามให้ข้อมูลแล้วก็ออกมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวงการคลังโดยกรมศุลกากร ก็ดี นำจับสิครับ จับให้ได้สัก ๒ ๓ ๔ ๕ ราย แล้วก็ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน โดยเฉพาะ Area ที่อยู่ติดกับโรงเรียน มันก็จะทำให้พวกเหล่านี้กลัวขึ้นเพราะเป็นของผิด กฎหมาย ภาษีก็ไม่ต้องเสีย ก็เลยฝากผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานเหล่านี้ละครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการวันนี้เขากำลังทำอยู่ อันนี้ ก็ขอชื่นชม กระทรวงการคลังโดยกรมศุลกากร สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ก็เห็นรัฐมนตรี จิราพร สินธุไพร มาออก Action กำลังทำกันอยู่นะครับ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค ฝากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยกันเถอะครับ ช่วยเด็กวันนี้เพื่ออนาคตของ ประเทศไทยในวันข้างหน้า ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านคอซีย์ มามุ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายคอซีย์ มามุ ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคอซีย์ มามุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๒ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอ หนองจิก พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมมีเรื่องหารือต่อ ท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง เป็นเรื่องความเดือดร้อนของตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัด ปัตตานีนะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ประเด็นเรื่องพื้นที่ในหมู่ที่ ๕ บ้านบางราพา ตำบลท่ากำชำ ในพื้นที่ ชายทะเลเกิดเขตพื้นที่งอก แต่ทีนี้ในส่วนของ อบต.ท่ากำชำ จะเข้าไปดำเนินการ แล้วก็มี หน่วยงานตรวจสอบเข้าไปตรวจสอบพบว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างจังหวัดปัตตานี จังหวัด สงขลา ในพื้นที่ของตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ผมฝากท่านประธานผ่าน ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีและผู้ว่าราชการ จังหวัดสงขลาดำเนินการตรวจสอบแนวเขตที่ชัดเจนให้กับตำบลของท่ากำชำด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นสืบเนื่องกับนายมะรอซาลี บูรน้อม ประธานสภา อบต.ท่ากำชำ ร้องเรียนว่าองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากำชำ ขอสนับสนุนงบประมาณจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีจะดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำบางราพา ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะหน่วยงานป่าไม้ในเขตพื้นที่ไม่อนุญาตให้มีการซ่อมแซม ที่จะดำเนินการ วันนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีงบประมาณปี ๒๕๖๗ ได้พับไป ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ผมเองในนามตัวแทน สส. ในพื้นที่อยากฝากให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสั่งการโดยเร่งด่วนเห็นภาพสะพาน เกิดชำรุดมากทำให้ประชาชนสัญจรไปมาเกิดอันตรายได้ ตามที่กระผมได้นำเสนอต่อ ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงานคือกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนด้วย ขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็น ท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ต่อด้วยท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ และ ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล เชิญท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนตำบลโนนก่อ อำเภอสิรินธร พี่น้องตำบลคอแลน ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก ขอให้นำช้างกลับบ้านด้วยค่ะ ท่านประธาน ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาก ๆ จากช้างป่า ๓๕ ตัว ซึ่งดิฉันเคยนำหารือ ท่านประธานสภา วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๖ ผ่านมาปีเศษ ๆ ชาวบ้านยิ่งได้รับความ เดือดร้อนมากกว่าเดิมค่ะ ช้างป่า ๓๕ ตัวอาศัยอยู่ในป่าอนุรักษ์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บุณฑริก-ยอดมน ช้างป่าผู้หิวโหยค่ะท่านประธาน กำลังจะอดตาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บุณฑริก-ยอดมน พื้นที่ป่าไม่เหมาะสมที่จะให้ช้างป่า ๓๕ ตัวอาศัยอยู่ต่อไปนะคะ เพราะว่า เป็นป่าไม่สมบูรณ์ ฤดูแล้งแล้งจริง ๆ ค่ะ ป่าแห้งแล้ง ขาดหญ้า ขาดอาหาร ขาดแหล่งน้ำ ทุกวันช้างจะหากิน ไม่มีอาหารจะกินเลยค่ะ อาหารน้อยไม่เพียงพอ ช้างก็ต้องออกมาหากิน ในหมู่บ้านวันละ ๑๔-๑๕ ตัวทุกวัน กินพืชไร่ มันสำปะหลัง กล้วย อ้อย ผลไม้ทุกชนิด ที่ชาวบ้านปลูก ทำลายทรัพย์สินบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน ชาวบ้านในหมู่บ้าน อาสาสมัครชมรมคนรักช้างป่า พอได้รับแจ้งว่ามีช้างป่าเข้าในหมู่บ้านก็จะพากันไปส่องไฟ ผลักดันให้กลับเข้าป่าไปเป็นประจำทุกคืน อดหลับอดนอน เสียสุขภาพจิตเพราะว่าช้างป่า ๓๕ ตัว ชาวบ้านได้รับความเสียหายก็ได้รับการเยียวยาจาก อบต. และเทศบาล ค่าเยียวยา และค่าชดเชยค่าเสียหายได้รับมูลค่าน้อยมาก ไม่เพียงพอกับค่าสูญเสียที่ชาวบ้านได้รับ ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าออกไปกรีดยางพาราทำให้มีรายได้น้อยลงในครอบครัว ดิฉันขอฝาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้🔗

๑. หาบ้านใหม่ ให้ที่อยู่ใหม่กับช้าง ๓๕ ตัว🔗

๒. ที่อยู่ใหม่ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำ มีแหล่งอาหาร สามารถเลี้ยงช้างได้ตลอดปีและตลอดชีวิต ดิฉันขอฝากว่าฝากช้างไปไว้ที่พักพิงสำหรับช้าง ผู้สูงวัยที่จังหวัดภูเก็ต ฝากไปที่ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูช้างที่จังหวัดเชียงใหม่ ฝากไปอยู่ที่ สวนสัตว์ที่มีความเหมาะสม ชาวบ้านต้องการให้ย้ายช้าง ๓๕ ตัว ไปสู่ป่าแห่งใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ กว่านี้ค่ะท่านประธาน ช่วยนำช้างกลับบ้านใหม่ที่เหมาะสมเพื่อความสุขของช้าง เพื่อความสุข ของคน เพื่อช้าง เพื่อประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ🔗

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ผมมีเรื่องหารือท่านประธานสภาเรื่องแรกครับ ปัญหาภัยแล้ง ในขณะนี้ สถานการณ์ระดับน้ำ ปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองลดลงถึงจุดวิกฤติ วิกฤติมากและ คาดกันว่าจะมีปริมาณน้ำใช้สำหรับชาวโคราชอาจไม่ถึง ๑๐๐ วันครับ ในเรื่องนี้อยากจะ ขอหารือท่านประธานไปยังรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทาน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็อยากจะให้วางแผน ระยะยาวเพื่อที่จะเตรียมรับมือ มีการเสนอแนวความคิดหลากหลายทาง อย่างเช่น มีการ ขุดลอกเพื่อที่จะให้เขื่อนสามารถรับปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้นครับ🔗

เรื่องที่ ๒ สถานการณ์ปัจจุบันในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ปรากฏว่า ท่อประปาแตกทั่วทั้งเมือง แตกรายวัน แตกกันทุกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ชุมชน ทุ่งมหาชัย มหาชัยอุดมพร ทุ่งสว่าง ศาลาลอย ศาลเจ้าพ่อเสือ ท้าวสุระ เทคโนวิลเลจ ไปจนถึงสามแยกปักธงชัยก็ท่อแตกด้วยนะครับ ตรงนี้อยากหารือท่านประธานสภาและส่งไป ยังเทศบาลนครนครราชสีมาได้เร่งแก้ไขปัญหา เพราะว่าการจะใช้ชีวิต การจะทำมาหากิน กระทบกระเทือนเป็นอย่างมากครับ การส่งน้ำไปช่วยขอให้บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ และเข้าใจหัวอกของชาวบ้าน มีพี่น้องหลายคนที่ยังทำงานในตอนกลางวันกลับมาถึงบ้าน ก็เย็นค่ำ ครั้นตอนกลางวันจะไปรองน้ำก็ไม่สะดวก ขอให้ประสานงานอย่างเต็มที่ หากปริมาณน้ำไม่พอควรจะบูรณาการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่แวดล้อมได้เข้ามา ช่วยเหลือโดยพร้อมกันครับ🔗

และเรื่องสุดท้ายครับ ปัญหาสายสื่อสารริมถนนราชนิกูลตั้งแต่หน้าชุมชน ราชนิกูล ๑ ถึงราชนิกูล ๓ รกรุงรังมาก เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้มาหลายครั้งแล้ว ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล เชิญครับ🔗

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดอ่างทอง มีเรื่องหารือกับ ท่านประธานนะครับ เรื่องของพี่น้องเกษตรกรชาวนา อันดับแรกต้องขอบคุณทางรัฐบาลที่ ฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องชาวนาแล้วก็แก้ปัญหา โดยมีมติจากนโยบายและบริหารข้าว แห่งชาติ หรือว่า นบข. อนุมัติเงินช่วยเหลือมาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ ไร่ ก็อยากที่จะฝากกับ ทางสำนักงานเกษตรอำเภอแต่ละอำเภอได้ช่วยเรื่องของการผ่อนปรน เรื่องของการ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรนะครับ เพราะมีพี่น้องเกษตรกรหลายรายยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมา ต่อเนื่องนะครับ พี่น้องเกษตรกรก็ฝากสะท้อนปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังสูงอยู่ เรื่อง ปุ๋ย เรื่องยา ยังมีราคาแพงอยู่อยากฝากถึงกระทรวงพาณิชย์ให้ช่วยควบคุมเรื่องของต้นทุน ในการผลิตให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วย นอกจากนั้นตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องของเพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลกำลังระบาดในพื้นที่ ซึ่งอยากจะฝากถึงทางกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อยากให้เน้นในเรื่องของการป้องกันด้วย วันนี้พี่น้อง เกษตรกรเห็นแล้วว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกำลังระบาดนะครับ แต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นเขต ภัยพิบัติไม่อยากให้เกิดความเสียหายก่อนครับ ปกติแล้วเราจะรอให้เกิดความเสียหายโดย สิ้นเชิง จึงประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ท้องถิ่นต่าง ๆ จึงสามารถใช้งบประมาณมาช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรได้ แต่วันนั้นมันก็สายเกินไปแล้ว อยากที่จะให้เน้นเรื่องของการป้องกัน มากกว่าเรื่องของการบรรเทา เพราะรอไปถึงบรรเทาพี่น้องเกษตรกรเสียหาย เขาไม่อยากได้ แล้วครับ เงินช่วยเหลือเยียวยาไร่ละพันกว่าบาท เขาอยากได้ข้าวไปขายในท้องตลาดมากกว่า🔗

และประการสุดท้ายอันนี้ฝากหารือสะท้อนปัญหาไปยังกรมทางหลวงชนบท ฝากหารือแทนท่านประธานด้วยก็คือทางหลวง อท. ๒๐๐๗ ในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ ที่สี่แยกไฟแดงประปา จะต่อเนื่องจนไปถึงที่สี่ร้อยแล้วก็บางจักร ตอนนี้ขยายถนนในช่วงท้าย ขอโทษครับ ขยายถนนในช่วงต้นเรียบร้อยแล้ว ขยายเป็น ๔ เลนก็อยากจะให้ขยายใน ช่วงท้ายช่วงตำบลไผ่จำศีลเพราะเป็นเขตชุมชนใหญ่ในอำเภอวิเศษชัยชาญ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านพิทักษ์เดช เดชเดโช ท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี และต่อด้วยท่านวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เชิญท่านพิทักษ์เดช เดชเดโช ครับ🔗

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลุ่มน้ำปากพนัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน จำนวน ๒ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อว่าวันนี้มีราคา ตกต่ำมาก เนื่องจากราคาโคเนื้อที่เป็นเป็นท่านประธานครับ ๕๕-๖๕ บาท ซึ่งตกต่ำทำให้ ไม่คุ้มทุนของเกษตรกร แต่ท่านประธานทราบไหมว่าราคาในหน้าเขียงวันนี้ยัง ๒๐๐ กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาที่ปกติอยู่ วันนี้แม้กระทั่งพ่อค้าที่จะมารับซื้อโคเนื้อตัวเป็น ๆ กับพี่น้องเกษตรกร วันนี้ยังไม่มี ผมจึงขอฝาก ๒ กระทรวงหลักให้จัดการปัญหาเรื่องโคเนื้อดังนี้ท่านประธานครับ🔗

เรื่องที่จะฝากถึงกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยดำเนินการ ตรวจสอบการนำเข้าหรือส่งออก ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อหรือเนื้อ Freeze ว่าเป็นการลักลอบ หรือไม่ เป็นการนำเข้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นโคเนื้อตัวเป็น ๆ ก็ให้ตรวจสอบว่า มีการกักกันหรือตรวจสอบโรคถูกต้องด้วยหรือไม่ ๒. พัฒนาสายพันธุ์โคให้สอดคล้องกับ ตลาดที่ตลาดต้องการ ๓. ส่งเสริมและพัฒนาอาหารสัตว์ให้เกษตรกรอย่างรวดเร็ว🔗

เรื่องที่จะฝากถึงกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ ๑. เร่งหาตลาดโคที่สอดคล้องกับการตลาดของโคในประเทศไทยเพื่อประคองราคาโค ๒. ช่วยหา วิธีลดต้นทุนเรื่องค่าอาหารสัตว์รวมไปถึงค่าใช้จ่ายเรื่องเวชภัณฑ์เกี่ยวกับของใช้ของโค ท่านประธานครับ เรื่องของโคไม่ใช่เรื่องของไม้จิ้มฟันที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมองไม่เห็น🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช นครศรีธรรมราช

เรื่องที่ ๒ เนื่องจากถนน นศ. ๓๐๓๑ แยก ทล.๔๐๘ บ้านหัวอ้ายเต่าที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความชำรุด ทรุดโทรมมาเป็นอย่างมากท่านประธานครับ เหลือระยะทางแค่ ๒,๔๔๐ เมตร เริ่มจาก กม.๐ ฝากกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมช่วยขยายถนนพร้อมทำคูระบายน้ำคอนกรีต และไฟฟ้าส่องแสงสว่างด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเฉลิมพงศ์ เเสงดี ภูเก็ต

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชน วันนี้ ขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือต่อท่านประธานเพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องแก้ไข ๓ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องแรก ขณะนี้ในพื้นที่ตำบลป่าตองบริเวณหาดกะหลิมมีการปักป้ายโดย กรมประมง จังหวัดภูเก็ต ระบุข้อความว่าห้ามจับสัตว์น้ำ ในเขตพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำ ผู้ใด ฝ่าฝืนปรับ ๕,๐๐๐ บาทถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนทำให้ประมงพื้นบ้านมีความเดือดร้อน พื้นที่ตรงนี้เพิ่งกำหนดเป็นเขตอนุรักษ์ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ผมจึงขอฝากท่านประธานหารือไปยังสำนักงานประมง จังหวัดภูเก็ต ให้ทบทวนยกเลิกการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าวกลับมาทำประชาพิจารณ์ อีกครั้งหนึ่ง และผมอยากเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าทำอะไรอย่าลืมชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วที่ผมมาหารือเรื่องน้ำเสีย จังหวัดภูเก็ต ตำบลกมลา ตำบลกะรน จนถึงขณะนี้ผมไม่แน่ใจว่ากรมควบคุมมลพิษจังหวัดภูเก็ต ทำอะไรอยู่ถึงไม่รับรู้ปัญหานี้ทั้งที่ชาวบ้านทั้งจังหวัดเดือดร้อน วันนี้ผมพูดเป็นครั้งที่ ๔ ครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องการรับมือต้องไปถึงอธิบดีกรมควบคุมมลพิษต้องสั่งการไปยัง ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านให้จัดการปัญหานี้โดยเร็วที่สุด หากปล่อยปัญหาน้ำเสียบานปลายแบบนี้ ผมคิดว่าความเสียหายที่กรมควบคุมมลพิษหลีกเลี่ยงไม่ได้และความรับผิดชอบนี้ที่จะทำให้จังหวัด ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวแหล่งหารายได้ของประเทศต้องเสียหายและอับอายคนทั่วโลกที่เขาเดินทางมา เที่ยวภูเก็ต ฝากท่านประธานหารือไปยังอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หวังว่าจะได้เห็นการตอบสนองเรื่องนี้ อย่างจริงจังครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ผมขอติดตามหาคำตอบการดำเนินการสร้างอุโมงค์ทางลอด ป่าตองที่ทางการพิเศษแห่งประเทศไทยจะดำเนินการ โดยเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๖ ผมได้ถามกระทู้ถามแยกเฉพาะเรื่องนี้ไปแล้วได้คำตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าจะมีการสร้าง ช่วงปี ๒๕๖๘ แต่ไม่ได้ระบุวันและเดือนอย่างละเอียด วันนี้เดือนมีนาคม ๒๕๖๘ แล้วครับ ผมต้องการคำตอบว่าจะมีการก่อสร้างเมื่อไร อุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ฝากท่านประธานหารือ ไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตเฝ้ารอคำตอบอยู่ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เชิญครับ🔗

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สระบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในวันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องแรกครับ ได้รับการร้องเรียนประสานงานจากท่านสุนทร เข็มนาค นายกเทศมนตรีหนองแค ว่าขณะนี้บริเวณถนนพหลโยธินตั้งแต่บริเวณ กม.๘๓ จนถึงบริเวณ กม.๘๗ มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างซึ่งเป็นถนนหลักที่เป็นประตูสู่อีสานนั้นได้ดับเป็นระยะเวลา นานแล้วนะครับ ทางกรมทางก็แก้ไขได้ ๒-๓ วันก็ดับอีก ซึ่งตอนนี้เป็นปัญหาเพราะว่าบริเวณนี้ เป็นเส้นทางสัญจรหลักแล้วก็มีอุบัติเหตุรถคว่ำขวางถนนการจราจรติดขัดเป็นจำนวนมาก หลาย ๆ วันติดกัน ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดดำเนินการแก้ไขด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้โรงพยาบาลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ตอนนี้อำเภอหนองแค มีประชากรประมาณเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีประชากรแฝงอีกเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คน เนื่องจากว่ามีนิคมอุตสาหกรรม ๓ นิคมอุตสาหกรรม แต่ขณะนี้โรงพยาบาลหนองแคนั้น มีอาคารที่จำกัดแล้วก็มีบุคลากรที่จำกัดรวมถึงอาคารไม่เพียงพอต่อการบริการพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่แล้วก็บริเวณใกล้เคียง ตอนนี้โรงพยาบาลหนองแคนั้นได้ร่วมกันจัดซื้อที่ดิน เพื่อรองรับการสร้างอาคารหลังใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณในการสร้างอาคารผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับให้บริการ เพียงพอแก่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองแค ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านยอดชาย พึ่งพร ท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ต่อด้วยท่านกฤช ศิลปชัย เชิญท่านยอดชาย พึ่งพร ครับ ไม่เป็นอะไรครับเดี๋ยวผมวนมาใหม่นะครับ เชิญท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือ ๕ เรื่องครับ ผมได้ลงพื้นที่กับดาบ ตำรวจอำนวย ล้อมรื่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาทอง และผู้อำนวยการกองช่าง นายดิเรก รุ่งโรจน์ พื้นที่ตำบลเขาทอง หมู่ที่ ๖ ซึ่งพี่น้องประชาชนและหมู่บ้านใกล้เคียงมี ความเดือดร้อนเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรมาเป็นเวลานานครับ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยมาสำรวจพื้นที่แล้ว เขากลางนามีพื้นที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่ แต่เราจะใช้พื้นที่เป็นแหล่งน้ำทำการเกษตรประมาณ ๖๐ ไร่ เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในยามหน้าแล้งเพื่อพี่น้องประชาชนจะได้มีน้ำอุปโภค บริโภคและการเกษตรขอให้จัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ โครงการก่อสร้างซ่อมสร้างผิวจราจร หมู่ที่ ๖ ถนนบ้านเขาทอง ถึงเขากลางนาชำรุดเสียหาย ประชาชนเดินทางลำบากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน งบประมาณด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ถนนเส้นคลองหนองเต่า หมู่ที่ ๑๑ บ้านฉอกสวรรค์ ตำบลเขาทอง เกิดสภาพชำรุดเสียหาย เวลาฝนตกพี่น้องประชาชนเดินทางด้วยความยากลำบากขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ผมได้ลงพื้นที่กับนางสาวมลิวัลย์ เหมือนศรี นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลพระนอน นายเดโช เหมือนศรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน และนายเพชร คล้ายแสง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน หมู่ที่ ๑๐ ปัญหาความ เดือดร้อนของถนนเส้นบ้านนายวิมลถึงเขตตำบลเขากะลา หมู่ที่ ๑๐ ถนนเส้นที่ใช้งานมา ๕๐ กว่าปีที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ฝนตกเดินทางไม่สะดวกลำบากมาก หน้าแล้งฝุ่น ละอองก็สร้างความเดือดร้อนมาอย่างยาวนาน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุน งบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๕ ผมได้ลงพื้นที่กับนายประยูร แตงไทย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ ตำบล พระนอนและนางสาวมลิวัลย์ เหมือนศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระนอน หมู่ที่ ๓ ถนนเส้นบ้านใหม่ป่าแดง หมู่ที่ ๒ ตำบลพระนอน ชำรุดทรุดโทรมมาเป็นเวลานาน พี่น้อง ประชาชนใช้เส้นทางนี้ ๔ หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนมาเป็นเวลานาน ขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกฤช ศิลปชัย เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายกฤช ศิลปชัย ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องของไฟทางบริเวณถนนสุขุมวิท หรือถนนทางหลวง หมายเลข ๓ ในจังหวัดระยอง บริเวณที่ ๑ ก็คือบริเวณแยกวัดศรีวโนภาสสถิตย์พร แยกนี้ เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก แล้วก็ไฟไม่ติดมาเป็นระยะเวลานานนะครับ จุดที่ ๒ ก็คือบริเวณ หน้าโรงเรียนวัดตะพงนอก ลักษณะเดียวกันคือไฟไม่ติดไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ก็อยากจะขอให้ท่านประธานประสานไปยังแขวงการทางระยองให้พิจารณาดำเนินการครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน น้ำประปาไม่ไหลบ่อยในพื้นที่ของผมนะครับ เนื่องจากเกิดการก่อสร้างแล้วก็ขุดไปโดนท่อประปาแตกเป็นประจำครับจากตามสถิติ เดือน ๆ หนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒๐ ครั้งทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากนะครับ เหตุการณ์การก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐและเอกชนก็มักจะขุดแล้วก็ไปโดนท่อประปา แตกบ่อย เรื่องนี้แก้ไม่ยากครับ ก็ขอให้ทางผู้ที่จะเข้ามาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นแขวงการทาง ทางหลวงชนบทหรือแม้แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการประสานไปยังการประปา ส่วนภูมิภาค จังหวัดระยอง ก่อนการดำเนินการก่อสร้างทุกครั้ง โดยเรื่องนี้ก็อยากจะให้ทาง กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือเน้นย้ำไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็หน่วยงานที่ผม กล่าวมานะครับว่าก่อนก่อสร้างกรุณาไปประสานการประปาส่วนภูมิภาคให้เขามาชี้แนวเขต ท่อประปาก่อนเพราะถ้าท่อแตกเมื่อไรประชาชนไม่ได้ใช้น้ำกันทีเป็นวัน ๒ วัน ๓ วัน ล่าสุด ๕ วันไม่มีน้ำใช้ครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องถนนบริเวณหลังตึกสตาร์ ไอ ที ในเขต เทศบาลนครระยองชำรุด ก็คือมันมีการทรุดแล้วก็มีหญ้าขึ้นปกคลุม แต่ว่าก็เอาเก้าอี้ ตัวนี้มาวางไว้อยู่นานมากแล้วก็อยากจะประสานท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลนครระยอง ให้เข้าดำเนินการแก้ไขด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านสาธิต ทวีผล ท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา ท่านซูการ์โน มะทา นะครับ เชิญท่านสาธิต ทวีผล เชิญครับ🔗

นายสาธิต ทวีผล ลพบุรี

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สาธิต ทวีผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาหารือ กับท่านประธาน ๓ เรื่อง ดังต่อไปนี้🔗

เรื่องแรกขอให้มีการติดตั้งเครื่องนับเวลาถอยหลังบริเวณสี่แยกที่สำคัญของ จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนนั้นได้คำนวณเวลาก่อนจะถึงแยกสัญญาณ ไฟจราจรครับเพื่อลดปัญหาการขับรถผ่าสัญญาณไฟจราจร ลดปัญหาอุบัติเหตุในบริเวณ ดังกล่าว โดยมี ๓ จุด ดังนี้ จุดที่ ๑ คือแยกมะนาวหวาน ถนนหมายเลข ๒๑ อำเภอพัฒนานิคม จุดที่ ๒ เป็นแยกนิคมอยู่ที่อำเภอเมืองลพบุรี และจุดที่ ๓ คือแยกบัวหลวงเป็นเลนเฉพาะเลน ขาเข้าอำเภอเมืองลพบุรีนะครับท่านประธาน ผมขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังแขวง ทางหลวงลพบุรีที่ ๑ ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนบริเวณชุมชนหลังสำนักสงฆ์ถ้ำสระบัว และหลังเขาหนีบ ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินราชพัสดุครับท่านประธาน เป็นที่ดินพื้นที่หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่รวมกันมากกว่า ๑๐๐ หลังคาเรือน ดังนั้นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจึงไม่สามารถที่จะทำการขยายเขตเข้าไปในพื้นที่ได้ แล้วทาง เทศบาลตำบลท่าศาลาเองก็ไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณเพื่อซ่อมแซมบำรุงถนนได้ครับ จึงขอฝากเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน ผมได้รับร้องเรียนจากประธานจิตร์ จำปามูล รองประธานสภาเทศบาลตำบลโคกตูมว่าปัญหาน้ำไหลอ่อนถึงไม่ไหลในพื้นที่หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๘ บางส่วนของตำบลนิคมสร้างตนเองในช่วงของวันหยุด เนื่องจากว่าพื้นที่ดังกล่าว นั้นเป็นพื้นที่ปลายสายของการประปาส่วนภูมิภาค จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นี้ ค่อนข้างสูงเนื่องจากมีบ้านจัดสรรจำนวนมาก ผมขอฝากปัญหานี้ผ่านท่านประธานไปยังการ ประปาส่วนภูมิภาคด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้กระผม มีเรื่องหารือความเดือดร้อนต่อท่านประธาน ๑ เรื่องด้วยกัน ดังนี้ ที่เป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ จังหวัดปราจีนบุรี ปัญหาโจรลักขโมยสายไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าออกอาละวาด ตัดขโมย สายไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าทางหลวงในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ไฟทาง หลวงเข้าขั้นดับวิกฤติครับท่านประธาน ยกตัวอย่างทางหลวงเส้น ๓๕๙ ทางหลวงที่เชื่อม ระหว่างจังหวัดปราจีนบุรีกับจังหวัดสระแก้ว ทางหลวงเส้นนี้มีระยะทางยาวหลายสิบ กิโลเมตร ปัจจุบันนี้เหลือเพียงต้นเสาไฟที่ยามค่ำคืนไม่มีแสงสว่าง เกิดขึ้นแบบนี้ในหลาย เส้นทางของจังหวัดปราจีนบุรี ทุกครั้งที่แขวงทางหลวงเข้าไปซ่อมบำรุงหรือเดินชุดสายไฟใหม่ ติดตั้งหม้อแปลงใหม่ไม่ทันเกินสัปดาห์ก็จะมีการลักขโมยซ้ำอีก แต่เนื่องด้วยมีพลเมืองดีหลาย ท่านทักเข้ามาให้เบาะแสรวมถึงแจ้งพิกัดให้ข้อมูลว่าการลักขโมยสายไฟและหม้อแปลง ทางหลวงนี้เป็นคนกลุ่มเดิมทำกันเป็นขบวนการครับ มีเครื่องมือเครื่องไม้รถลากสายไฟ มีฝ่ายปอกสายไฟ มีฝ่ายรื้อเอาทองแดงจากหม้อแปลง ขบวนการลักขโมยสายไฟกลุ่มนี้ ยังมีการตระเวนออกงัดขโมยของตามโรงงานที่ปิดตัวลง แล้วยังมีกลุ่มธุรกิจที่ทำเป็นสีเทา ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งผมมองดูแล้วคล้ายชุมชนโจรก็ไม่ผิดครับ นอกจากการลักขโมยหม้อแปลง ไฟฟ้ายังมีพฤติกรรมอีกหลายอย่างทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ. ระเบาะไผ่ ท่านประธานที่เคารพครับ เบื้องต้นผมนำเบาะแสนี้หารือทางผู้การจังหวัดปราจีนบุรีให้ท่าน ช่วยติดตามปัญหาการลักขโมยสายไฟและควบคุมบุคคลกลุ่มนี้ไม่ให้ขยายพฤติกรรมเป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจรในอนาคต เพื่อเป็นการติดตามความคืบหน้าของปัญหานี้ครับท่านประธาน กระผมจึงฝากเรียนผ่านท่านประธานถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค ๒ และผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ให้เร่งติดตามเกาะติดปัญหานี้ที่เริ่มขยายวงกว้าง เดือดร้อน ทั้งประชาชนผู้ใช้ถนนยามค่ำคืน เดือดร้อนทั้งหน่วยงานราชการอย่างแขวงทางหลวง ปราจีนบุรี แขวงทางหลวงชนบทปราจีนบุรีที่ต้องเสียงบประมาณจำนวนหลายล้านบาทต่อปี และเวลาในการแก้ปัญหาที่ไม่รู้จบ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านซูการ์โน มะทา เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ ผ่านท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน🔗

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ตำบลอาซ่อง อำเภอ รามัน จังหวัดยะลา ว่าเขื่อนกันตลิ่งที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ไปก่อสร้างไว้เพื่อป้องกัน ตลิ่งริมแม่น้ำสายบุรีพังเสียหายเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ภายหลังจากอุทกภัยได้พังเสียหาย เพิ่มเติม จึงอยากให้กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยกระทรวงมหาดไทยส่งเจ้าหน้าที่ไปทำ การสำรวจซ่อมแซมให้เขื่อนดังกล่าวกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง สนับสนุนงบประมาณในการ ก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งบริเวณแม่น้ำสายบุรี บริเวณบ้านกำบงบาโงย หมู่ที่ ๑ ซึ่งมีรอยต่อจาก ของเดิม ซึ่งยังไม่ครบถ้วนเพื่อป้องกันน้ำท่วมตลอดในทุกปี🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยกระทรวงมหาดไทย สร้างเขื่อน กันตลิ่งที่บริเวณแม่น้ำสายบุรี ณ บ้านปายอแง วันนี้ที่ดิน สวนยางพารา สวนผลไม้ของพี่น้อง ประชาชนพังเสียหายเป็นระยะทางยาวมากกว่า ๓๐๐ เมตร จึงอยากขอให้ทางกรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้โยธาธิการจังหวัดยะลา เข้าไปสำรวจเพื่อออกแบบ ก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งในบริเวณดังกล่าวเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ฝากเรียนผ่านท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าแม่น้ำ สายบุรีมีปัญหาซ้ำซากก็คือน้ำท่วมทุกปี แล้วปัญหาทุกปีก็คือเขื่อนกันตลิ่งริมแม่น้ำจะพังทุกปี ก็อยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สำรวจว่าเหตุใดเขื่อนหรือตลิ่งที่แม่น้ำสายบุรีถึงพัง เสียหายตลอดทุกปี ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หาสาเหตุและดำเนินการแก้ปัญหา ดังกล่าวด้วยครับ ขอขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ๓ ท่านนะครับ ท่านปิยรัฐ จงเทพ ท่านภัณฑิล น่วมเจิม ท่านนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล เชิญท่านปิยรัฐ จงเทพ ก่อนครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาครับ ผม ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตพระโขนงและบางนาจากพรรคประชาชน ท่านประธาน วันนี้ผมมีเรื่องหารือด้วยกัน ๑ เรื่องครับท่านประธาน ก็คือเป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะพูดแทน ผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ทางประชาชนในกรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ประสบ ปัญหากรณีสถานบันเทิงหลายแห่ง โดยเฉพาะสถานบันเทิงในกรุงเทพมหานครได้ประกอบ กิจการหลายพื้นที่ หลายร้านเปิดกิจการเกินเวลาไม่มีใบอนุญาต ใช้เสียงดังรบกวน ต่อเติม ก็ไม่ได้รับอนุญาต ใช้สถานประกอบการไม่มีเลขที่ เป็นเรื่องปกติ ผมไม่รู้ว่าเขาเปิดได้อย่างไร ผมสามารถชี้ได้เป็นจุดเลยครับว่าที่ไหนบ้าง ร้านไหนบ้าง เปิดอย่างนี้ได้อย่างไร ผมทำ หนังสือไปถึงสำนักงานเขตบางนา ยกตัวอย่างร้านในพื้นที่ผม สำนักงานเขตบางนาก็ตอบ กลับมาเป็นหนังสือว่าตรวจสอบแล้วพบว่าร้านดังกล่าวเป็นสถานประกอบการไม่มีเลขที่จริง ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการจริง ต่อเติมอาคารสถานที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ควบคุม อาคารจริง ทุกอย่างผิดหมดครับ แล้วมีให้เทศกิจไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับ สน. หรือสถานีตำรวจนครบาลบางนาเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าจนบัดนี้ครับเมื่อคืนผมก็ไป สังเกตการณ์ก็ยังเปิดได้ปกติ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคมปีนี้ จนบัดนี้ก็ยังเปิดได้ปกติ ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมันทำให้รู้สึกว่าบ้านเมืองเราไม่มีขื่อไม่มีแปหรืออย่างไร พอไปดู กฎหมายก็มีครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ทำไมผู้ปฏิบัติถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผมเลยเข้าใจว่าเรื่อง นี้คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะเขตบางนาหรือพระโขนงมันคงเป็นเขตในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเป็นเช่นเดียวกันหมดหลังจากที่ได้คุยกับเพื่อน ๆ สส. ในจังหวัด กรุงเทพมหานคร ก็อยากฝากท่านประธาน เรียนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สำนักงานเขตและสถานีตำรวจในพื้นที่ช่วยกำกับดูแลเรื่องนี้ให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ขอหารือทั้งหมด ๗-๘ เรื่อง เรื่องแรก รถบรรทุกควันดำเข้ากรุงเทพมหานคร ผมทำหนังสือไปหา ขนส่งแล้ว เขตพื้นที่ ๓ ก็ไม่รู้จะมาตรวจสอบเมื่อไร จริง ๆ ท่านประธานไปสุขุมวิท-พระราม ๔ เห็นเพียบนะครับนอกเวลาด้วย🔗

ประเด็นที่ ๒ การทางพิเศษรบกวนมาติดตั้งไฟสาธารณะส่องสว่างทาง เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งใต้ทางด่วนเฉลิมมหานคร ขั้นที่ ๑ บริเวณถนนริมทางรถไฟสายเก่า🔗

ประเด็นที่ ๓ สายสื่อสารในซอยทองหล่อรุงรังมาก เดี๋ยวจะพาดคอคนแล้วก็ ได้รับบาดเจ็บ กสทช. และโอเพอเรเตอร์ต่าง ๆ รบกวนมาดูด้วยนะครับ🔗

ประเด็นถัดมา ฝาปิดกล่องขยะพังชำรุดเสียหายนะครับ การเคหะแห่งชาติ เขามีงบมาซ่อมแล้ว แต่ซ่อมไปอย่างไรไม่รู้ยังตกหล่นอยู่ กล่องขยะมันเน่าเหม็นมาก แฟลต ๑๙-๒๒ เขตคลองเตย🔗

ประเด็นถัดมา เด็กเช็ดกระจกเป็นตามข่าว สน. ทองหล่อ เขาไปไล่จับ ก็รบกวน ทาง พม. ช่วยมาลงพื้นที่แล้วก็จัดการเรื่องนี้ด้วยนะครับ เข้าใจว่าต้องบูรณาการพร้อมกันหลาย หน่วยงานนะครับ🔗

ประเด็นถัดมาครับ พื้นผิวจราจร ถนนอาจณรงค์ บริเวณหน้า สน. ท่าเรือ ถนนริมทางรถไฟสายเก่า หน้าสำนักงานเขตคลองเตย ขอให้สำนักโยธาธิการและผังเมือง กทม. วางงบประมาณเพื่อซ่อมแซมนะครับ🔗

ประเด็นถัดมา รถขายผลไม้จอดในที่ห้ามจอดหน้าซอยปรีดีพนมยงค์ ๒๖ ผมร้อง สน. คลองตันจนเบื่อมากแล้วนะครับ ก็มาวนไปวนมาก็ล็อกล้อไปเลยครับ เห็นผิด คนเขาเบื่อมากมันกีดขวางจราจรหน้าซอยนะครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ซ่อมปรับปรุงพื้นผิวทางตลาดคลองเตยซอย ๕ ความจริง ทั้งตลาดเลยครับ การท่าเรือแห่งประเทศไทยปล่อยเช่า ชุมชนอาคารพาณิชย์เขาก็ร้องเรียน มาเสียค่าเช่าเป็นหลักพันหลักหมื่นแต่ไม่เคยมาดูแลสาธารณูปโภคเลยครับ แล้วจะริอาจไป สร้างบ่อนกาสิโน ตลกมากครับ ขอบคุณมากครับ แค่นี้ยังดูแลไม่ได้เลยครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ตัวแทนพี่น้องชาวปักธงชัยและวังน้ำเขียวครับ วันนี้ขออนุญาตหารือกับท่านประธานด้วยกัน ทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก อยากจะขอความอนุเคราะห์ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณถนนเลียบ คลองส่งน้ำลำพระเพลิง ซึ่งตรงจุดนี้เป็นทางหลวงหมายเลข ๒๔๒๑ เริ่มจากตำบลนกออก ผ่านตำบลโคกไทยไปยังตำบลดอนของอำเภอปักธงชัย ถนนเส้นนี้มีรถสัญจรไปมาจำนวนมาก แล้วก็ยังเป็นถนนที่สามารถใช้สัญจรผ่านไปยังอำเภอโชคชัยได้อีกด้วย ซึ่งในเวลากลางคืน ถนนเส้นนี้มืดมาก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงอยากจะขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมทาง หลวงให้ช่วยพิจารณาแก้ไขปัญหาให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านสุรเทพ ฉัตรพรมราช ท่านกำนันตำบล นกออก เรื่องของถนนที่ชำรุดเสียหายบริเวณเลียบคลองส่งน้ำของชลประทาน เริ่มตั้งแต่ บ้านบุโกรกของตำบลนกออกไปเชื่อมกับบ้านใหม่โพธิ์งามของตำบลดอน ของอำเภอปักธงชัย สภาพปัจจุบันเป็นหลุมลึก ในช่วงกลางวันก็สามารถหลบหลุมได้ แต่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ ฝนตกมีน้ำขังก็จะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นอยากจะขอกราบเรียนไปยังกรม ชลประทานให้ช่วยพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมปัญหาครั้งนี้ให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เรื่องของราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำเป็นอย่างมากในปีนี้ แม้ว่ารัฐบาลเองจะได้มีมาตรการ ออกมาชะลอการขุด เพื่อชะลอการตกของราคามันสำปะหลัง แต่ว่าช่วงที่ผ่านมานี้ราคา มันสำปะหลังก็ยังตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนไปยังรัฐบาล อยากจะขอให้ช่วยเยียวยาพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเหมือนกับที่ได้เยียวยาพี่น้อง เกษตรกรที่ปลูกข้าว แล้วก็อยากจะให้รัฐบาลช่วยเหลือโดยการหาแนวทางในการแก้ไข ปัญหาราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำในปัจจุบันนี้อย่างเร่งด่วนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านปรเมษฐ์ จินา ท่านเกียรติคุณ ต้นยาง ต่อด้วยท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญท่านปรเมษฐ์ จินา ก่อน เชิญครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันนี้ก็มีข้อเสนอแนะที่จะ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานแรกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของการแก้ปัญหาผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุอะไร ณ ปัจจุบัน ก็คือในเรื่องของพิษภัยจากสารเสพติด ทางโรงพยาบาลพนม โดยผู้อำนวยการจิตติกร ผลแก้ว ท่านก็มีแนวคิดว่าจะสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเวช เรียกว่า ตึกมินิธัญญารักษ์ ราคา ประมาณ ๑๓ ล้านบาท ก็อยากจะให้เป็นโครงการนำร่องของประเทศนี้ที่จะทำเรื่องของการ แก้ปัญหาจิตเวชในผู้ป่วยสารเสพติด แล้วก็ประเด็นอื่น ๆ นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ เป็นของโรงพยาบาลชัยบุรี ปีนี้โรงพยาบาลพระแสงได้งบประมาณ ในการก่อสร้างตึกผู้ป่วยนอก ๓ ชั้น ๑๕ ล้านบาท ทางอำเภอชัยบุรีซึ่งอยู่อำเภอติดกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ตึกผู้ป่วยนอก ๓ ชั้นเช่นกัน ท่านผู้อำนวยการวิลาสินี ฉิมภักดี ท่านก็เลยนำเรียนให้ผมแจ้งไปยังปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้เข้าแผนปี ๒๕๖๙ ให้ด้วยครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องของสถานศึกษา เนื่องจากว่าผมรับผิดชอบ ในเขต ๕ ถ้าเป็นเรื่องของการพัฒนาหรือว่าเรื่องของไฟฟ้าก็เป็นเรื่องของปลายสาย ขาดการ พัฒนาแล้วก็เข้าไม่ค่อยถึง ไม่ค่อยทันเพื่อน ก็อยากจะนำเรียนว่าในส่วนของโรงเรียนที่เขาขอ งบประมาณ เรื่องของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เอื้อกับการพัฒนาเด็กในพื้นที่ ชนบทก็จะมีอยู่ ๔ โรงเรียน ก็นำเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ผ่านไปยัง บอร์ดของกองสลาก เพราะว่า ๔ โรงเรียนที่จะกล่าวถึงนี้เขาได้เขียนโครงการมาแล้วนะครับ โรงเรียนแรกก็เป็นโรงเรียนบ้านเสด็จพิทยาคม อำเภอเคียนซา โรงเรียนที่ ๒ โรงเรียน บ้านบางปาน อำเภอชัยบุรี โรงเรียนที่ ๓ โรงเรียนบ้านอุดมมิตรพัฒนา อำเภอพระแสง แล้วก็โรงเรียนที่ ๔ โรงเรียนบ้านช่องม้าเหลียว อำเภอพนม ก็อยากจะนำเรียนผ่านกองสลาก ให้ช่วยดูโครงการที่เขาเขียนมาประมาณปีหนึ่งแล้ว ได้ไม่ได้ก็แจ้งให้เขาทราบด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านเกียรติคุณ ต้นยาง เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม เกียรติคุณ ต้นยาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องจะหารือ กับท่านประธานจำนวน ๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องของถนนที่มีฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในซอยบ้านมั่นคง หมู่ที่ ๖ ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี จึงขอให้ท่านประธานได้โปรดประสาน ไปยังเทศบาลเมืองใหม่บางบัวทองช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในซอยบ้านมั่นคง ระยะสั้นเบื้องต้นขอเอารถน้ำมารดน้ำให้ช่วงเช้า ช่วงเย็น แล้วต่อไปก็มีหินคลุกหรือว่าทำเป็น ถนนคอนกรีตหรือว่าถนนลาดยางก็ได้🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของรถบรรทุกหนักขนาดใหญ่ที่แอบลักลอบวิ่งในเวลา กลางคืน ถนนบางกรวย-ไทรน้อย หมายเลข ๓๒๑๕ แล้วจะเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแสงทอง ๑ เพื่อเข้าสู่ถนนบ้านสุเหร่ากลาง เพื่อลัดออกไปยังซอยโต๊ะกล่อม ถนนบ้านกล้วย-ไทรน้อย ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในยามค่ำคืนและเกิดอันตราย จึงขอให้ท่านประธานได้ โปรดประสานไปยัง สภ. บางบัวทอง แขวงการทางนนทบุรี แขวงการทางชนบทจังหวัด นนทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกวดขันวินัยการจราจร ตรวจจับดำเนินคดีตาม กฎหมายนะครับ🔗

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของผักตบชวาที่ขึ้นหนาแน่นในคลองพระพิมลราชา อยู่ที่หมู่ที่ ๗ แล้วก็หมู่ที่ ๘ ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ผมได้รับ ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนนี้เป็นเวลาหลายเดือนแล้วนะครับ ได้ประสานไปยัง กรมชลประทาน สำนักงานชลประทานที่ ๑๑ จังหวัดนนทบุรี แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้ ท่านประธานได้โปรดประสานไปยังกรมชลประทาน สำนักงานโครงการชลประทานนนทบุรี สำนักงานที่ ๑๑ เพื่อดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาคืนคลองสวยน้ำใสให้กับคลองพระพิมลราชา ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องร้องเรียนท่านประธาน ๑ เรื่อง กระผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนางธนพร มูลพรม ผ่านอาจารย์วิไล หน่อแก้ว แล้วท่านอดีต สส. บุญฐิณ ประทุมลี จังหวัดมุกดาหาร ด้วยผู้ใหญ่บ้านหมู่นี้เขาบอกว่าบ้านดานคำ หมู่ที่ ๖ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัด มุกดาหาร ได้จดทะเบียนหมู่บ้านตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๖,๐๐๐ ไร่ ปัจจุบันนี้ มีประชาชน ๘๐๐ ครัวเรือน มีคนประมาณ ๑,๔๓๕ คน อาชีพเกษตรกรและขายแรงงาน ความเดือดร้อนอยู่ที่ว่าไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ไม่มีหนังสือ น.ส. ๓ ส.ค. ๑ อะไร ก็ไม่ได้ครับ เพราะทางราชการอ้างว่าหมู่บ้านดานคำ หมู่ที่ ๖ นี้ทับซ้อนกับพื้นที่ทำเลเลี้ยง สัตว์สาธารณประโยชน์ตาดแคน ตามประกาศหวงห้าม พ.ศ. ๒๔๗๑ ของท่านขุนหลวงวิวิธสุรการ ซึ่งสมัยนั้นไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัย จึงทำให้คลาดเคลื่อนไปมาก ไม่มีหลัก หมุดเลย มีพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารเกือบ ๒๐,๐๐๐ ไร่ แต่ปรากฏว่าชาวบ้านเขาก็อยากรู้จริง ๆ ว่าที่เขาทับซ้อนหรือเปล่า เขาพยายามติดต่อหน่วยราชการมาก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ล่าสุด ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ขยันครับ ได้หาข้อมูลจากโครงการบอกดินของกรมที่ดิน จึงทราบพิกัดว่า หมู่บ้านนี้อยู่นอกเขตหวงห้าม ประกอบกับมีโครงการรถไฟฟ้า ๒ เลน รางคู่ จะผ่านจากบ้าน ไผ่-ขอนแก่นไปที่มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร จึงมีการเวนคืน เพราะมันผ่านหมู่บ้านนี้ จึงได้มีการสำรวจที่ดินว่ามันทับซ้อนหรือเปล่า แล้วก็มีทั้งกลุ่มที่มีเอกสารสิทธิและไม่มี เอกสารสิทธิ แต่หมู่บ้านดานคำก็มีการสำรวจเช่นกัน ก็ยืนยันว่าไม่ได้ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ และประกอบกับเป็นหนังสือ มท. ๐๐๒๐.๕/ว. ๘๓๕๔ ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนบอกว่า จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดที่จะมีการเดินสำรวจรังวัดออกโฉนดที่ดิน ชาวบ้านก็มีสิทธิที่จะ ได้รับโฉนด ซึ่งบัดนี้ทางชาวบ้านก็ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเกรงว่าจะเสียสิทธิจะเสียโอกาสที่ได้รับโฉนด จึงทำหนังสือร้องเรียนมายังผม ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกแพทองธาร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดินบอกว่าอย่าลืมหมู่บ้านดานคำ หมู่ที่ ๖ มุกดาหาร ดูแลให้ได้รับโฉนดที่ดินบรรเทา ความเดือดร้อนด้วย แล้วมีเอกสารพร้อมมานี้จึงฝากท่านประธานผ่านไปหน่วยงานที่ว่านะครับ และขอขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลา ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ แล้วต่อด้วยท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยสร้างไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้อ่านข่าวตั้งแต่เช้าครับ เขาบอกว่า ๙๓ คนไทยแก๊ง Call Center ปอยเปตเข้านอนคุกเรียบร้อยครับ ผมต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลแล้วก็หลายหน่วยงาน ที่ทำงานร่วมกัน วันนี้เราเดินมาถูกทางแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นการตัดไฟ ตัดอินเทอเน็ต แล้วสุดท้ายก็คือดำเนินคดีกับกลุ่มแก๊ง Call Center เหล่านี้ครับท่านประธาน วันนี้อยากจะ ฝากทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านผู้บัญชาการตำรวจ Cyber หรือที่เราเรียกว่า สอท. ในวันนี้ครับ ฝากด้วยครับว่ามีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแก๊ง Call Center ที่เราเรียก กันว่าสารวัตรปอยเปตในวันนี้ หลายคนครับท่านประธานเขาจะเข้าแจ้งความดำเนินคดี ต่อเนื่องได้อย่างไร เขาจำหน้าตาคนกลุ่มดังกล่าว ๙๓ คนได้ครับท่านประธาน อยากจะเข้า แจ้งความดำเนินคดีให้ดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องครับท่านประธาน แก๊ง Call Center จะได้หมดไปจากประเทศไทย ในวันนี้แก๊ง Call Center ต้องบอกว่าลดลงไปมาก สิ่งที่เคย สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ๗๐,๐๐๐ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผ่านมา วันนี้ ก็ทยอยลดลง อยากจะฝากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าให้เต็มที่ สำนักงาน กสทช. หรือหน่วยงานอื่น ๆ เดินหน้าให้เต็มที่ครับ อย่าหยุดในเรื่องนี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมุทรปราการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๗ วันนี้ผมมี เรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ วิกฤติตำรวจเจ้าพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานจราจรงานล้นมือ คนขาดครับ หลายพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการ ก็ต้องบอกว่าฝากไปยังสำนักงานตำรวจ แห่งชาติลองมาลงรับความคิดเห็นเรื่องนี้โดยเร็วนะครับ เพราะว่าโดยส่วนใหญ่ข่าวออก มากมาย พนักงานสอบสวนมีการตัดสินใจฆ่าตัวตายเยอะแยะมากมายเพราะความเครียด อันนี้ก็ต้องฝากด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับการติดตามโครงการปรับปรุงท่าเรือข้ามฟากป้อมผีเสื้อสมุทร ฝั่งพระสมุทรเจดีย์ที่มีการก่อสร้างล่าช้า สร้างตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้เลย ยังไม่แล้วเสร็จนะครับ ประชาชนถามมามากมายว่าท่าเรือแห่งนี้จะสามารถใช้บริการได้ เมื่อไร กี่โมงนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ผมก็ต้องขออนุญาตขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ท่านศุภมิตรที่รับเรื่องร้องเรียนถึงผู้ประสบภัย เรื่อง ปลาหมอคางดำ วันนี้ผมก็ได้เอาเอกสาร ทั้งหมด ๑,๑๕๐ ราย ความสูงประมาณนี้ ผมอยากจะชวนท่านประธานวัดดู ความสูง ในระดับนี้แต่มูลค่าความเสียหายเกือบ ๒๐๐ ล้านบาท นี่แค่อำเภอเดียวนะครับ ก็ต้องฝาก เรื่องนี้ปลาหมอคางดำเป็นวาระแห่งชาติ คนเดียวที่แก้ปัญหานี้ได้ก็คือนายกรัฐมนตรีคนเดียว เท่านั้นะครับ ประชาชนฝากถามมาว่าเรื่องนี้ในเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดจะพิจารณาประกาศ เป็นภัยพิบัติแล้ว หน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรให้ทันกับปลาหมอคางดำครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ ติดตามในส่วนของ อบต. บ้านคลองสวน มีจุดก็คือสามแยกที่จะเลี้ยวขวาไปยังวัดหัวกระบือ ที่มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากนะครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยัง อบต. ลองพิจารณาว่า อาจจะสามารถติดสัญญาณไฟจราจรเพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในยามค่ำคืน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอิทธิพล ชลธราศิริ ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ขออนุญาตหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ดังนี้🔗

สืบเนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นตำบล บ้านเป็ด ตำบลแดงใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นโซนสนามบินขอนแก่น ชุมชน ร. ๘ ค่ายสีหราชเดโชชัย ซึ่งโซนนี้จะเป็นโครงการบ้านจัดสรร บ้านเรือนพี่น้องประชาชนอยู่ อย่างหนาแน่น ประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะได้กลิ่นเผาขยะในช่วงหัวค่ำไปหา ช่วงดึก ได้กลิ่นแบบนี้แทบทุกวันแต่ก็ไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบว่ากลิ่นมาจากไหนตรงไหนครับ ล่าสุดเมื่อวานมีผู้หวังดีแจ้งผมเข้ามาว่าที่ส่วนบุคคลที่อยู่ในพื้นที่บ้านหนองกลอย หมู่ที่ ๓ ตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พื้นที่กว่า ๕ ไร่ตามที่ผู้แจ้งได้แจ้งเข้ามาว่าพื้นที่ ตรงนี้มีการทิ้งขยะแล้วก็เผาแบบนี้มานานกว่า ๘ ปีแล้ว มีการขนขยะเข้ามาด้วยรถหกล้อบ้าง สิบล้อบ้าง บรรทุกเข้ามาในพื้นที่ตรงนี้โดยด้านล่างจะเป็นถุงดำใส่ขยะครับ แล้วด้านบนนี้ ก็จะเอากิ่งไม้ใบไม้ปกคลุมไว้ แล้วก็บรรทุกมาเทรวมกันตรงนี้ แล้วก็จุดเผาไฟแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมมั่นใจว่าบ่อขยะแห่งนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นบ่อขยะที่ถูกต้องอย่าง แน่นอนรวมทั้งก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญต่อผู้อื่น ผิด พ.ร.บ. การสาธารณสุข และการ เผาแบบนี้ อุณหภูมิในการเผาจะไม่สูงครับ เวลาเผาจะทำให้เกิดสาร Dioxin ซึ่งเป็นสารก่อ มะเร็งด้วย จึงเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องท้องถิ่นในพื้นที่รีบไปตรวจสอบพื้นที่ว่าบ่อขยะแห่งนี้เป็นของใคร ดำเนินการ ทำผิดแบบนี้ได้อย่างไร ถ้าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบรับทราบรับรู้ปัญหาแล้วแต่ยังปล่อยปละ ละเลยก็อยากจะให้ทางจังหวัดดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะนี่เป็นความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริง ๆ แก้ไขโดยด่วนด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ๓ ท่านถัดไป ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ท่านวรวงศ์ วรปัญญา เชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จากพี่น้องชาวบางบอน บางขุนเทียนครับ🔗

ท่านประธานครับเรื่องแรกขอหารือเรื่องของสะพานข้ามคลองโล่งที่มุ่งหน้าไป ป่าชายเลนตรงบางขุนเทียนซึ่งมีความชำรุดทรุดโทรม ซึ่งต้องการการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งรอ ระยะเวลาการปรับปรุงแก้ไขมานานแล้ว พี่น้องประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณนั้น แล้วก็เป็น จุดที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมป่าชายเลนก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นอยากให้ เร่งอนุมัติงบประมาณในการที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จ แล้วก็ประกาศให้กับพี่น้องประชาชน ทราบถึงกำหนดการด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องถนนแตกร้าวที่เพิ่งจะมีการพัฒนาปรับปรุงไปบริเวณหมู่บ้าน อิ่มอัมพร ๑๑ เทียนทะเล ๑๙ แยก ๒ ที่พี่น้องประชาชนร้องเรียนมาต้องการให้เข้าไป ตรวจสอบการปรับปรุงแก้ไขว่าตรงตามคุณภาพที่ได้ก่อสร้างหรือไม่นะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องเศษ อิฐ หิน ปูน ทราย ที่บริเวณเลียบทางด่วนตรงบริเวณ คุณกะลาซึ่งไม่ได้มีการทำความสะอาดพื้นถนนทำให้รถใหญ่ปัดเศษเหล่านี้ขึ้นมาให้กับ การจราจรของเหล่ารถเล็ก ๆ รถมอเตอร์ไซค์ รถอะไรต่าง ๆ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้🔗

เรื่องที่ ๔ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องปัญหาส่งกลิ่นเหม็นเน่าเสียบริเวณแม่น้ำ ลำคลองของบริเวณซอยบางกระดี่ ๑ แยก ๙ ซึ่งต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไป ตรวจสอบคุณภาพน้ำเพราะส่งกลิ่นจำนวนมาก🔗

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรก็คือโครงการเดอะฟอเรสท์ พระราม ๒ ซึ่งขายโครงการให้กับพี่น้องประชาชนพักอาศัยไปแล้วเกินครึ่ง แต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มี การติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วพี่น้องประชาชนที่ซื้อโครงการนี้ใช้ไฟฟรีมาปีกว่าแล้ว สาเหตุที่ไม่ สามารถใช้ไฟของการไฟฟ้าได้ก็เนื่องจากว่าทางโครงการยังไม่ได้ต่อหม้อแปลงเข้าไปยังตึก เนื่องจากว่าคุณภาพของการติดตั้งระบบไฟฟ้าอาจจะไม่ได้มาตรฐานและไม่ผ่านเกณฑ์ การตรวจสอบของการไฟฟ้านครหลวงหรือไม่ เพราะฉะนั้นชาวบ้านฝากแจ้งมาว่าให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข และชาวบ้านรวมตัวกันไปร้อง สคบ. เรียบร้อยแล้ว ก็อยากให้ สคบ. ช่วยเร่งรัดดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย เพราะเกรงว่าจะเป็นการหลอกลวง ประชาชนให้ซื้อโครงการ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ครับกระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขออนุญาต ปรึกษาหารือทั้งหมด ๔ ประเด็น ดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ เนื่องจากโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ มีปัญหากับทาง สปสช. จนยกเลิกรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองกะทันหัน ก็ทำให้ผู้ป่วยในเขตหลักสี่รวมถึงเขตข้างเคียง อย่างบางเขน จตุจักร และรวมถึงพี่น้องในจังหวัดนนทบุรีได้รับผลกระทบ จึงขอให้กระทรวง สาธารณสุขกรุงเทพมหานคร และกรมธนารักษ์ร่วมกันทำแผนในการสร้างโรงพยาบาลของรัฐ ในพื้นที่เพื่อลดการพึ่งพิงโรงพยาบาลเอกชนโดยเร่งด่วนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมธนารักษ์ชนะคดีในกรณีที่ โดนเอกชนบุกรุกที่ดินในพื้นที่บริเวณแนวริมคลอง เนื่องจากว่าบางคนก็มีการนำที่ดินของรัฐ ไปสร้างเป็นบ้านพัก ไปสร้างบ้านเช่าหาเงินกับที่หลวงซึ่งคดีก็จบมาแล้วอย่างน้อยประมาณ สัก ๒ ปีได้ แต่ทว่ากรมธนารักษ์ยังกลับเพิกเฉยไม่ได้ดำเนินการบังคับคดี ทำให้รัฐยังคงถูกบุก รุกที่ดินอยู่นะครับ กระทบต่อแผนการสร้างเขื่อนของกรุงเทพมหานคร จึงขอให้กรมธนารักษ์เร่ง บังคับคดีตามคำพิพากษาโดยเคร่งครัดครับ🔗

เรื่องที่ ๓ คือสืบเนื่องจากซอยแจ้งวัฒนะ ๕ ซึ่งเป็นซอยที่มีโรงพยาบาล จุฬาภรณ์แล้วก็มีศูนย์ราชการมีปัญหาไฟดับนานกว่า ๒ ปีแล้ว ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นของ กรมธนารักษ์ก็จริง แต่ทางกรมธนารักษ์เองได้มีการทำหนังสือไปยังกรุงเทพมหานคร อนุญาต ให้กรุงเทพมหานครสามารถที่จะเข้ามาดูแลถนนเส้นนี้ได้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แต่เมื่อผมแจ้งไปยัง เขตหลักสี่ให้ช่วยดำเนินการในการซ่อมไฟ เขตหลักสี่กลับปฏิเสธว่าไม่สามารถทำได้ โดยแจ้งว่า เพราะว่าทางกรุงเทพมหานครยังไม่ได้ตอบรับกรมธนารักษ์ว่าจะดูแลถนนเส้นนี้หรือไม่ ทำให้ ตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมา ถนนแจ้งวัฒนะ ๕ เกิดสภาวะสุญญากาศไม่มีคนดูแลถนน จึงขอแจ้งไปยังกรุงเทพมหานครให้เอาประชาชนเป็นที่ตั้งและรีบดำเนินการรับถนนเส้นนี้มา ดูแลแล้วก็เข้าไปดำเนินการซ่อมไฟที่ดับมาแล้วกว่า ๒ ปีด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ก็ขอให้กรุงเทพมหานครบังคับให้หาบเร่แผงลอย รถเข็น ต่าง ๆ มีการใช้ถังดักไขมันแบบขนาดพกพา รวมถึงพื้นที่บริเวณจุดผ่อนผันต่าง ๆ ที่ กทม. ทำไว้ ก็ขอให้มีการใช้ถังดักไขมัน แล้วก็บังคับให้มีการใช้งานด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านวรวงศ์ วรปัญญา ครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาในการหารือปัญหาของพี่น้องประชาชน ในอำเภอชัยบาดาลครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

ประเด็นที่ ๑ ที่ตำบลชัยบาดาล ชื่อเดียวกับ อำเภอ มีปัญหาเรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง มีไฟฟ้าส่องสว่างจริงอยู่ครับ แต่ว่ามีการถูกลักขโมย แล้วปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ทางหมายเลข ๕๑๓๐ ของทางหลวงชนบทเพียงอย่างเดียว ในจังหวัดลพบุรีในเขตข้างเคียงมีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วเราก็ได้เห็นแล้วว่าผู้แทนหลาย ท่านก็ได้พูดประเด็นนี้เหมือนกัน อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่แค่ทางหลวงชนบท อย่างเดียว ในส่วนของกรมทางหลวงด้วยก็อยากให้เร่งตรวจสอบแล้วแก้ไขเพราะว่าไม่อยาก ให้เกิดปัญหาบานปลายในเรื่องของการทำร้ายกัน การลักขโมยอย่างอื่นเพิ่มเติมครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดพายุฤดูร้อน ในเขตอำเภอชัยบาดาล ส่วนใหญ่เป็นเขตพื้นที่เทศบาลตำบลลำนารายณ์ อบต. ลำนารายณ์ อบต. ชัยบาดาล อบต. ท่าดินดำ แล้วก็ อบต. ข้างเคียง ความเสียหายเกือบ ๔๐๐ กว่าครัวเรือน ตามรูปที่ท่านประธานสามารถได้เห็นอยู่บนสไลด์นะครับ ความเสียหายค่อนข้างรุนแรง ระหว่างเกิดเหตุใช้เวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง ๑ ชั่วโมงเท่านั้นครับท่านประธาน แต่ว่า ความเสียหายที่ทิ้งไว้ บ้านบางหลังพังทั้งหลังเลย บางพื้นที่ก็เป็นบ้านกลุ่ม หลังคา จากหลังที่ ๑ ก็ปลิวไปทำลายหลังที่ ๒ ก็เกิดปัญหา แล้วระหว่างนี้ครับท่านประธาน ก็เชื่อว่า อาจจะมีพายุฝนเข้ามาอีก พี่น้องประชาชนก็เกิดความหวาดระแวงหวาดกลัวแล้วก็เป็นห่วง ในระยะเวลาต่อ ๆ มา ก็อยากจะกราบเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นท้องที่ท้องถิ่น หรือในระดับกระทรวงก็ดีให้ช่วยกันเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อยากเร่งให้ทุกฝ่ายช่วยกันครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ต่อด้วย ท่านอภิชาติ แก้วโกศล แล้วต่อด้วยท่านกาญจน์ ตั้งปอง เชิญท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องมาปรึกษาหารือท่านประธานเพื่อ ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับแจ้งจากพระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ว่าเขื่อนป้องกันตลิ่งวัดเจริญสุขารามวรวิหาร พระอาราม หลวงชั้นตรี ตั้งแต่ประตูน้ำบางนกแขวกไปจนถึงโรงเรียน ความยาวประมาณ ๑๕๐ เมตร มีสภาพชำรุด โครงสร้างเขื่อนที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอาจพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ วัดนี้นอกจากจะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติมาไหว้หลวงพ่อโต มาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางท่านก็พาครอบครัว มาให้อาหารปลาที่ท่าน้ำ ตรงนี้ริมเขื่อนนี้จะมีร้านอาหารทั้งบนบกแล้วก็ในเรือ โดยทุกวัน จะมีประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจแล้วก็รับประทานอาหารอยู่ตลอด สภาพเขื่อนแบบนี้ เกรงว่าจะเกิดอันตราย ผมจึงขอให้ท่านประธานประสานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของวัดเจริญสุขารามวรวิหารนี้ใหม่ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนน แจ้งร้องเรียนมาว่าไฟทางบนถนนทางหลวง แผ่นดิน สาย ๓๒๕ บางแพ-สมุทรสงคราม ดับมืดหลายช่วงเลยนะครับ ตลอดเส้นทางที่ผ่านจังหวัด สมุทรสงคราม เช่น ที่บริเวณแยกบางกะบือ แยกดอนมะโนรา ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุครับ จึงขอให้ท่านประธานแจ้งไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมให้จัดการแก้ไขปัญหาไฟทาง บนถนนสายนี้ด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ ลิ้นจี่สมุทรสงครามพันธุ์ค่อมลำเจียก เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัด มีรสชาติที่อร่อยไม่เหมือนใคร ปีนี้มีผลผลิตเยอะ รุ่นแรกก็เริ่ม ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไปนะครับ จึงขอเชิญพ่อแม่พี่น้องทั่วทั้งประเทศมาท่องเที่ยว จังหวัดสมุทรสงคราม เข้าสวนมาชมแล้วก็ชิม แล้วก็ซื้อลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงคราม ท่านจะได้กินลิ้นจี่ที่อร่อยรสชาติดี มีคุณภาพจากชาวสวนโดยตรงนะครับ ทั้งนี้ก็ขอฝากท่าน ประธานประสานไปยังจังหวัดสมุทรสงครามให้ช่วยส่งเสริมการตลาดให้กับชาวสวนทั้งทาง ออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้ชาวสวนขายลิ้นจี่ได้มีราคามีกำไร และประชาชนทั่วทั้งประเทศ มีช่องทางการสั่งซื้อลิ้นจี่ได้หลาย ๆ ช่องทาง ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านอภิชาติ แก้วโกศล เชิญครับ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้ จังหวัด เพชรบุรีได้จัดงานพระนครคีรี รวมทั้งสิ้น ๑๐ วัน การจัดงานพระนครคีรีครั้งนี้มีเม็ดเงิน หมุนเวียนทางด้านการท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบุรี เป็นเงิน ๑๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ทั้งชาวต่างชาติมาเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนจังหวัดเพชรบุรี ทำให้พ่อแม่พี่น้องมี รายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และผมก็ต้องขอขอบคุณการจัดงานในครั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ท่านรองผู้ว่า ท่านนายอำเภอทุกนายอำเภอของจังหวัด เพชรบุรี ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ท่านนายกเทศมนตรีทุกท่าน ท่านนายก อบต. ทุกท่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกหน่วยงานของจังหวัดเพชรบุรีที่ช่วยกันจัดงานนี้ให้เกิดขึ้นเพื่อชาวจังหวัด เพชรบุรี และที่สำคัญก็ต้องขอขอบคุณชาวจังหวัดเพชรบุรีที่ช่วยกันสนับสนุนการจัดงาน ในครั้งนี้ออกมาได้ดีมาก และที่สำคัญผมก็ต้องขอฝากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยต่อยอดในการจัดงานครั้งนี้ หรือเพิ่มงบประมาณในการจัดงานครั้งหน้าเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี เพราะถือว่าจังหวัดเพชรบุรีมีการท่องเที่ยวที่ดี หลายอย่างก็ต้องฝากท่านประธาน แล้วก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วม ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกาญจน์ ตั้งปอง เชิญครับ🔗

นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขต ๔ จากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมมีเรื่องมาหารือกับท่านประธาน ๒ หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

เรื่องที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๘ กระผม ได้ลงพื้นที่ที่ หมู่ที่ ๒ บ้านเกาะมุกด์ ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพื่อรับฟังปัญหา ของชาวบ้านในบริเวณหาดฝรั่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ได้มีการสื่อสารการเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนในการ ใช้พื้นที่ ชาวบ้านมีความประสงค์ในการขอใช้พื้นที่ในการประกอบการค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ แต่พื้นที่ดังกล่าวติดอยู่กับพื้นที่ของป่าไม้ ซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ประโยชน์ จึงอยากเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับเอกชนในพื้นที่ ก่อนเรื่องนี้จะบานปลาย และสร้างกระบวนการการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้มี ส่วนตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการจัดทำพื้นที่เพิ่มขึ้นต่อไปนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากพื้นที่ของผมในจังหวัดตรังมีเกาะแก่งที่สวยงามดึงดูด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกมุมโลกให้เข้ามาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเกาะกระดาน เกาะลิบง หรือแม้แต่กระทั่งถ้ำมรกต ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำดูปะการังก็จะมีความเป็น ธรรมชาติที่สวยสดงดงามเป็นอย่างมาก จากการที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการตามเกาะแก่ง ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่ควรมีคู่กันก็คือเรือกู้ชีพ กู้ภัยทางทะเล ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมี มาแล้วที่ตำบลเกาะลิบงแต่เกิดความชำรุดเสียหาย ปัจจุบันไม่มีแล้วนะครับ เพื่อเป็นการปฐม พยาบาลลดความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว รวมถึงพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ตาม เกาะแก่งต่าง ๆ จึงอยากเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ช่วยประสานจัดหาเรือกู้ชีพกู้ภัยลงมาในพื้นที่เพื่อลดสิ่งที่ไม่คาดฝัน และทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจในการท่องเที่ยวภายในจังหวัดตรังด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านนายณพล เชยคำแหง ต่อด้วยท่านฐิติมา ฉายแสง แล้วต่อด้วย ท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ เชิญท่านณพล เชยคำแหง ก่อน เชิญครับ🔗

นายณพล เชยคำแหง หนองบัวลำภู

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายณพล เชยคำแหง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีข้อหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเรียนกับ ท่านประธาน ๓ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องแรก ผมได้รับแจ้งจากกำนันปรีชา นาทา กำนันตำบลสุวรรณคูหา อำเภอส่วนคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ถึงปัญหาของฝายลำน้ำห้วยโค่โล่ พื้นที่ตำบลบ้านโคก อำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งที่นี่เป็นฝายน้ำล้น มข. ๒๕๒๗ ขอภาพสไลด์ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณพล เชยคำแหง หนองบัวลำภู

ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำสาธารณะ ที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหาที่เกิดการชำรุด ถูกน้ำกัดเซาะในช่วงน้ำหลาก มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ซึ่งในช่วงน้ำหลากในฤดูฝนนั้น ที่นี่น้ำจะแรงมาก แล้วก็ไม่มีจุดชะลอน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำที่มีมาก ทำให้ฝายขาดแล้วน้ำท่วมชาวบ้าน มาถึงวันนี้การชำรุดของลำห้วยนี้ ฝายนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเรียนมาเพื่อให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนครับ🔗

ปัญหาที่ ๒ ก็คือเรื่องของฝายน้ำล้นลำห้วยโมง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญ อีกแห่งหนึ่งของชาวอำเภอสุวรรณคูหา ที่นี่ฝายชำรุดเหมือนกันครับ ในฤดูน้ำน้ำจะท่วมแล้ว ไหลหลากมาก แต่ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ เนื่องจากว่ามีสภาพชำรุด แล้วก็ไม่สามารถจะเก็บกักน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการทาง การเกษตรของพี่น้องประชาชน จึงขอให้หน่วยงานชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการแก้ไขปรับปรุงฝายน้ำล้นแห่งนี้เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ เพื่ออุปโภคบริโภคในพื้นที่ให้หายจากปัญหาความเดือดร้อนครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของปัญหาไฟไหม้ป่า ตามภาพเดี๋ยวภาพจะตามมา ซึ่งภาพนั้นจะเป็นปัญหาเมื่อ ๒ วันที่แล้วได้รับแจ้งจากท่านนายกในพื้นที่ที่ภูผาเพ บ้านภูพานทอง อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภูถึงไฟไหม้ป่า หนองบัวลำภูเรามีเทือกเขา ภูพานน้อยขนาบกับตัวจังหวัด เพราะฉะนั้นไฟไหม้ป่าที่ผ่านมาก็ไหม้ไปทั้งคืน สร้างปัญหา ความเดือดร้อนให้กับในพื้นที่ แล้วก็ได้รับแจ้งจากนายประมวล เข็มลา สท. ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา อีกท่านหนึ่งถึงผาภูซางซึ่งทีมนี้เป็นทีมดับไฟจิตอาสาของบ้านโคก อำเภอ สุวรรณคูหา วันนี้ขาดชุดอุปกรณ์ที่จะทำการดับไฟหรือเผชิญไฟ ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ปภ. เป็น ทสจ. จังหวัด แล้วก็เป็นท้องถิ่น ท้องที่ช่วยหาอุปกรณ์ให้กับกลุ่มจิตอาสา เหล่านี้ในการเผชิญไฟได้ทันท่วงทีด้วย ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ และปีที่ ๕ พร้อมทั้ง ผู้ปกครองจากโรงเรียนสตรีวิทยา ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องร้องเรียนนะคะ เนื่องจากดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณณัฐภณ เดชคณพิชญ์ ปลัดตำบลบางไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องใช้สะพานข้ามคลอง บางไผ่ ซึ่งเป็นเส้นทางลัดที่เชื่อมระหว่างหมู่ที่ ๗ ตำบลบางไผ่ กับหมู่ที่ ๑๑ ตำบลบางตีนเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อขนส่งผลิตผลทางการเกษตรและรับส่งลูกหลาน ไปโรงเรียนวัดดอนทองและโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ๒ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนจำนวนมาก สภาพสะพานตอนนี้เป็นลักษณะอย่างที่เห็น เวลารถจักรยานยนต์ ขี่ผ่านจะโยกเยกเสี่ยงอันตรายเนื่องจากเสาสะพานเริ่มผุและทรุดตัว ประชาชนในพื้นที่ อยากให้มีการก่อสร้างขึ้นใหม่ให้เป็นสะพานแบบ คสล. กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๕ เมตร เพื่อที่ รถยนต์สามารถวิ่งข้ามได้ แต่ด้วยงบประมาณในการก่อสร้างของ อบต. บางไผ่นั้น มีไม่เพียงพอค่ะท่านประธาน เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นรอยต่อของ ๒ ตำบล คือตำบลบางไผ่ และตำบลบางตีนเป็ด จึงขอให้ทาง อบจ. ฉะเชิงเทราช่วยจัดสรรงบประมาณมาก่อสร้าง สะพานให้เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ มีประชาชนหลายคนร้องเรียนมาทาง Page ของดิฉันว่าไฟฟ้า ส่องสว่างบนถนนสาย ๓๐๔ ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี ช่วงถนนสุขประยูรถึงทางแยกบางคล้า ดับ ๒ จุด จุดที่ ๑ หน้าปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ถึงแยกไฟแดงเข้าวัดจุกเฌอ จุดที่ ๒ หน้าบริษัท ไทยแอร์โรว์ถึงสะพานวังซุง ท่านประธานคะ ในเวลากลางคืนนั้นมืดมากเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุได้ จึงขอให้แขวงการทางฉะเชิงเทรารีบเข้ามาแก้ไขโดยด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเป็นท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด พิษณุโลก เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของกรณีไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบททั้งหมด ๔ สายทาง สายทางที่ ๑ สาย พล. ๓๐๑๒ ซึ่งดิฉันได้รับแจ้งจากท่านกำนันบุญผ่อง อุ่นบุญ กำนันตำบลวังอิทก ว่าบริเวณแยกวังอิทกไปถึงสะพานคลองแม่สะดึง หมู่ที่ ๗ ตำบลวังอิทก อำเภอบางระกำ ในช่วง กม.ที่ ๖ ถึง กม.ที่ ๗ มืดมากนะคะ และสายที่ ๒ สาย พล. ๔๐๒๔ จากแยกโปร่งหม้อข้าว ไปจนถึงบ้านตะแบกงาม ซึ่งจะมีอยู่ ๒ จุดนะคะ จุดที่ ๑ หมู่ที่ ๗ บ้านหนองปลิง บริเวณ ท่าข้าวบ้านผู้ใหญ่หนุ่มไปจนถึงหมู่ที่ ๓ บ้านบางแก้ว ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ และจุดที่ ๒ ของสายนี้อยู่ที่บริเวณหมู่ที่ ๕ บ้านห้วยชัน บริเวณประปาหมู่บ้าน ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ สายที่ ๓ สาย พล.๔๐๒๕ บริเวณสี่แยกบ้านเกาะจันทร์ หมู่ที่ ๓ ตำบลบึงกอก อำเภอบางระกำ ในช่วงของ กม.ที่ ๔ และ กม. ที่ ๕ และสายที่ ๔ สาย พล.๓๐๐๔ จากบริเวณ ท้ายหมู่ที่ ๔ บ้านคลองวัดไร่ ไปจนถึงหมู่ที่ ๓ บ้านท่าโก บริเวณซอยท่าโก ซอยที่ ๑ และ ท่าโกซอยที่ ๒ รวมถึงบริเวณทางเข้าวัดท่าโกจะมีระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร ท่านประธานคะ ถนนทั้ง ๔ สายนี้เป็นถนนที่มืดสนิท พี่น้องประชาชนใช้สัญจรไปมาจำนวน มากทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินยังเสี่ยงต่อการเกิด อาชญากรรมต่อพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ ดิฉันจึงขอเร่งให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวง คมนาคม เร่งดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างทั้ง ๔ สายทางนี้ให้กับพี่น้องประชาชนด่วนที่สุด ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒ ท่านสุดท้ายนะครับ จะเป็นท่านยอดชาย พึ่งพร แล้วต่อด้วยท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญท่านยอดชาย พึ่งพร ก่อน เชิญครับ🔗

นายยอดชาย พึ่งพร ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมืองพัทยา เทศบาลเมืองหนองปรือ จังหวัดชลบุรี ผู้แทนเมืองท่องเที่ยว วันนี้ผมมีเรื่องที่จะมาหารือกับท่านประธานจำนวน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗

เรื่องแรก ด้วยมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในซอยจอมเทียม ๑ ถนนเลียบชายหาด จอมเทียม ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ต้องประสบกับปัญหาราว ๓๐ ครัวเรือน หลายสิบชีวิตรวมไปถึงนักท่องเที่ยวอีกวันละหลักร้อยคนที่เข้าไปใช้บริการห้องพัก ในซอยดังกล่าวนะครับ ซอยดังกล่าวมีระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตร ต้องประสบกับปัญหา ไม่มีความเจริญเลย ทั้งที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองพัทยา นั่นก็คือหาดจอมเทียน คือจะมีถนนกั้นแค่ ๔ เลน แล้วก็เป็นชายหาดเลยนะครับ ถ้าหน้าแล้งถนนก็เป็นฝุ่นควันเวลา รถวิ่ง หน้าฝนน้ำก็จะท่วมขัง หากฝนมากก็ไหลเข้าบ้านเลยนะครับ ทำให้เกิดความเสียหาย และใช้ชีวิตลำบากนะครับ ซอยนี้มีท่อระบายน้ำแค่ส่วนหนึ่งและเป็นซอยลูกรัง ถนนเส้นนี้ เป็นถนนภาระจำยอม เมืองพัทยาจึงไม่สามารถนำงบประมาณไปปรับปรุงได้ ระหว่างนี้ที่รอ การยกถนนให้เป็นสาธารณะอยากให้เมืองพัทยาเข้าไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน และหากมีส่วนใดที่พอทำได้ในการแก้ไขปัญหาบางส่วนไปพลางก่อน ผมขอให้ท่านประธาน ใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการประสานไปยังผู้บริหารเมืองพัทยาต่อไปครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ด้วยมีผู้ประกอบการจำนวนมากบริเวณซอยจอมเทียน ๗ ถนนเลียบ ชายหาดจอมเทียน ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ต้นซอยยันท้าย ซอยนะครับ ต้นซอยก็คือชายหาด ท้ายซอยก็คือถนนจอมเทียนสาย ๒ ร้องเรียนมาว่า น้ำประปาไม่ไหลเลยนะครับ ใน ๑ เดือนไหลไม่กี่วัน เป็นอย่างนี้มาตลอดหลายปี จากการที่ ผมลงพื้นที่ซอยนี้เป็นซอยที่ผู้ประกอบการทั้งซอยมีความคึกคัก เศรษฐกิจดี นักท่องเที่ยว เป็นจำนวนมากตลอดวัน ทำให้เกิดความยากลำบากในการประกอบอาชีพและใช้ชีวิต ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อน้ำในราคาเที่ยวละ ๓๐๐-๔๐๐ บาทต่อเที่ยว วันหนึ่งใช้ ๒-๓ เที่ยว ทำให้เป็นภาระในต้นทุนของผู้ประกอบการ จึงร้องเรียนมายังผม เพราะร้องเรียนใน พื้นที่ร้องจนน้ำตาไหลเป็นสายเลือดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข จึงขอให้ผมนำเรื่องนี้มา ขออำนาจสภา ขอให้เราใช้กลไกที่เรามีช่วยชาวบ้านหน่อยครับ ทั้ง ๒ ประเด็นนี้จึงฝากท่าน ประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุดท้าย ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครพนม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย กระผมขอปรึกษาหารือท่านประธานสภาเรื่องพี่น้องร้องเรียน ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข ร้องเรียนว่าคุณหมอนายแพทย์เข้าตรวจที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลประจำอำเภอช้ามาก รอนาน คิวแรกได้ตรวจ ๑๑.๐๐ นาฬิกา ต้องนั่งรอหลายชั่วโมง ต้องรอคุณหมอปิดคลินิกส่วนตัว ตรวจคนไข้ที่คลินิก ส่วนตัวเสร็จแล้วถึงจะไปตรวจคนไข้ที่โรงพยาบาล ขอให้กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล แต่ละแห่งได้บริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์และบริหารเวลาของนายแพทย์ได้มี กำหนดเวลาเข้าออกให้แน่นอน ได้ตรวจคนไข้ให้ตรงเวลา ไม่ทุจริตคอร์รัปชันเวลาราชการ เอาเปรียบพี่น้องราษฎร และขอให้เพิ่มคุณหมอ นายแพทย์ประจำแต่ละ รพ.สต. เพราะแต่ละ รพ.สต. มีความพร้อมจะดูแลราษฎร คนป่วยในหมู่บ้านและช่วยให้ อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ประชาสัมพันธ์หอกระจายข่าวประจำในแต่ละหมู่บ้านถึงโครงการของรัฐบาล บัตรทอง ๓๐ บาทรักษาได้ทุกที่ ใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้าได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย ได้ทุก โรงพยาบาล ทุกคลินิก ทุกร้านขายยาที่มีป้าย Sticker ขอภาพด้วยครับ ที่มีเขียนว่า ๓๐ บาทรักษาทุกที่ ตรวจรักษาและรับยาได้ฟรี และนัดคิวเวลาล่วงหน้าได้ทุกโรงพยาบาลผ่าน App หมอพร้อม ไม่ต้องรอคิวนาน เพราะพี่น้องราษฎรของเรายังนัดคิวล่วงหน้าน้อยมาก ยังเคยชินในการไปรับบัตรคิวตีสี่ ตีห้า ถ้าพี่น้องเรานัดผ่าน App หมอพร้อมก็จะได้แก้ไข ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวนานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นอันครบถ้วนสำหรับผู้หารือทั้ง ๔๐ ท่านในวันนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเปิด ประชุม ผมขอเวลาท่านสมาชิก ๒ นาทีครับ เดี๋ยวกลับมาเปิดประชุมครับ🔗

พักประชุมเวลา ๑๐.๓๕ นาฬิกา🔗

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๓๘ นาฬิกา🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๕๗ คน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อประชุมแล้วทั้งสิ้น ๓๐๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุม ผมก็จะขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระเลยนะครับ ท่านสมาชิก ครับสำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะก็จะดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถาม แยกเฉพาะที่ชั้น ๑ ควบคู่กันไปกับการพิจารณาในห้องใหญ่ วันนี้มีทั้งสิ้น ๓ กระทู้ และท่าน รัฐมนตรีมาตอบทั้ง ๓ กระทู้🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยทางสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่าท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านรัฐมนตรีมนพร เจริญศรี เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ซึ่งขณะนี้ท่านรัฐมนตรีมาเตรียมรอตอบอยู่แล้วนะครับ ก่อนที่จะให้ท่านสุณัฐชา ได้ถามผม ขออนุญาตนิดเดียว สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมสัมมนา เรื่อง ท้องถิ่น กับระบบงานรัฐสภา จัดโดย คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ด้วยนะครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ เชิญท่านสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาว สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ติดตามความคืบหน้า กรณีผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่สนามบินนานาชาติตรังต่อท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงแม้ในวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่สามารถเดินทางมาตอบคำถามดิฉันด้วยตัวเองแต่ก็มีท่านมนพร เจริญศรี ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบคำถามแทน ซึ่งตัวท่านมนพรเองก็เคยตอบคำถามกับ ดิฉันในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะมาแล้ว ในเรื่องของการติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำปะเหลียน จังหวัดตรัง ดิฉันก็ต้องขอขอบพระคุณท่านมนพรเป็นอย่างสูง ที่ในวันนี้ท่านได้ให้เกียรติดิฉันและพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดตรังอีกครั้งหนึ่งค่ะ รวมถึง ขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้ใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ติดตามปัญหา ผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่สนามบินตรัง ไม่ว่าจะเป็นในช่วง ของการปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นในช่วงของการประชุม คณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ทราบมาว่าประเด็นนี้เองได้ถูกหยิบยกมาพิจารณาในห้อง กรรมาธิการหลาย ๆ คณะด้วยกัน คิดว่าไม่ต่ำกว่า ๓ คณะ และเป็นเรื่องที่ ฯพณฯ ท่านชวน หลีกภัย เองก็ได้ลงพื้นที่ด้วยตัวเองติดตามมาตลอด แต่เมื่อไม่มีความคืบหน้าและไม่มีความ ชัดเจน ดิฉันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำประเด็นดังกล่าวเข้ามาตั้งกระทู้ถามสดด้วย วาจาในวันนี้ สนามบินตรังค่ะท่านประธานถูกยกระดับให้เป็นสนามบินนานาชาติตรังเพื่อรอง รับสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่าน ๔ โครงการหลักด้วยกันค่ะ ๑. คือโครงการ ก่อสร้างลานจอดเครื่องบิน เข้าใจว่าโครงการนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ๒. คือโครงการก่อสร้าง ขยายทางวิ่งเครื่องบินหรือที่เรียกว่า Runway ซึ่งโครงการนี้ได้ทำคู่ขนานไปกับโครงการที่ ๓ นั่นก็คือโครงการเวนคืนที่ดิน และโครงการที่ ๔ คือโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลัง ใหม่ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ทราบมาว่าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังนี้ได้รับ งบประมาณ จำนวน ๑,๒๐๐ ล้านบาท มีการเซ็นสัญญาตัวเลขอยู่ที่ ๑,๐๖๔ ล้านบาท ผู้ที่ชนะการประมูลคือผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดเริ่มก่อสร้าง เมื่อปี ๒๕๖๒ คาดว่าแล้วเสร็จกลาง ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาค่ะ ซึ่งถ้าสร้างเสร็จตามกำหนดเวลานั้นก็จะสอดรับกับช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวมาตรังเยอะ และประกอบกับจังหวัดตรังเองก็มีเกาะกระดานที่ได้รับการขนาน นามว่าเป็นชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งทุกฝ่ายมีความมั่นใจว่าการยกระดับสู่สนามบิน นานาชาติตรังนั้นก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดตรังได้อย่างแท้จริง แต่กรณีปัญหา ข้อเท็จจริงกลับพบว่าการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังนี้นั้นกลับถูกหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือน เมษายนปีที่แล้ว เนื่องจากบริษัทผู้รับเหมาทิ้งงานเพราะขาดสภาพคล่องทั้ง ๆ ที่ทำงานไป แล้วกว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงเนื้องานงวดสุดท้ายเท่านั้น สภาพตอนนี้ก็เป็นอย่างที่ นำเสนอบนจอค่ะท่านประธาน ฝ้าเพดานหลุดลุ่ยหลังจากน้ำรั่ว งานนี้ก็ตรวจรับกันไปแล้วค่ะ ขอฝ่ายโสตเปิดสไลด์ถัดไปจะเห็นภาพของฝ้าเพดานที่หลุดลุ่ยพังทลายลงมานะคะ ดิฉันจึงขอ อนุญาตท่านประธานถามคำถามแรกผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีค่ะว่าหลังจากที่เกิดปัญหา ผู้รับเหมาทิ้งงานแล้วนั้น ทางกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะกรมท่าอากาศยานซึ่งอยู่ในฐานะ ของผู้ว่าจ้างและหน่วยรับงบประมาณ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร เพื่อให้การก่อสร้างนั้นแล้วเสร็จ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ให้ดิฉันมาตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่านสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอขอบพระคุณสำหรับ คำถามนี้ ซึ่งจริง ๆ กระทรวงคมนาคมเองก็มีการ Update ในสถานะของการที่ผู้รับเหมา ทิ้งงานนะคะแล้วก็เป็นโอกาสที่ดีค่ะที่ดิฉันจะได้ลุกขึ้น แล้วก็ได้ชี้แจงต่อคำถามที่ท่านสมาชิกมีความห่วงใยนะคะ ก็ขออนุญาตเท้าความไปนิดหนึ่ง ค่ะว่าท่าอากาศยานตรังเดิมทีเป็นท่าอากาศยานที่ใช้ภารกิจของทางทหารในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ต่อมาได้มีการก่อสร้างและเปิดใช้บริการพาณิชย์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นมา ซึ่งทางวิ่งขนาดลู่วิ่งก็คือ ๔๕ คูณ ๒,๓๐๐ เมตร ลานจอดเครื่องบินได้ ๔ ลำ อาคารที่พัก ผู้โดยสารได้ ๕,๕๐๐ ตารางเมตร แล้วก็รองรับผู้โดยสารประมาณ ๖๐๐ คนต่อชั่วโมง สภาพ โดยทั่วไปของท่าอากาศยานตรังซึ่งขออนุญาตฉายภาพให้เห็นถึงโครงการใหญ่ ๆ ที่ลงในการ ดำเนินการก่อสร้างของท่าอากาศยานตรัง🔗

โครงการแรกเป็นโครงการที่เสริมสร้างความแข็งแรงทางวิ่งก็คือเป็นเส้นทางที่ ก่อสร้างทางขับแล้วก็ลานจอดเครื่องบินพร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน วงเงิน ๖๗๘ ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อปี ๒๕๖๕ สามารถรองรับเครื่องบินได้ประมาณ ๘ ลำ หรือขนาด กลางได้ ๑๒ ลำ และมีทางขับอากาศยานเพิ่มขึ้นอีก ๓ เส้นทางเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ🔗

อีกโครงการหนึ่งคือโครงการอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ซึ่งอยู่ในวงเงิน งบประมาณ ๑,๐๖๔ ล้านบาท ความคืบหน้าที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงที่ผู้รับเหมาทิ้งงานก็มีการ ก่อสร้างไปแล้ว ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะสามารถรองรับผู้โดยสาร ๑,๒๐๐ คนต่อชั่วโมง ถ้าเฉลี่ยต่อปีก็ ๓.๔ ล้านคนต่อปีนะคะ🔗

โครงการที่ ๓ เป็นโครงการต่อเติมความยาวทางวิ่ง พร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน ซึ่งองค์ประกอบของโครงการดังกล่าวอยู่ในวงเงิน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ขออนุญาตว่าความคืบหน้า โครงการดังกล่าว ขณะนี้เราอยู่ในเรื่องของ พ.ร.บ. เวนคืนที่ดิน นอกจากในเรื่องดังกล่าวก็จะเป็น เรื่องของ พ.ร.บ. เวนคืนที่ดิน ปัจจุบันท่าอากาศยานตรังมีสายการบินที่ไปเปิดบริการอยู่ ๓ สาย การบินคือไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ แล้วก็ไลอ้อนแอร์ไปกลับก็คือประมาณ ๑๐ เที่ยวบินต่อวันนะคะ🔗

ก็ขออนุญาตไปที่คำถามค่ะว่างานก่อสร้างอาคารหลังใหม่ที่ท่านสมาชิกได้ ถามถึงว่าเป็นการก่อสร้างสัญญาที่ ๑๕๕/๒๕๖๒ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ซึ่งผู้รับจ้างได้ ดำเนินการก่อสร้างในระยะเวลาสัญญา ๙๐๐ วัน ได้ขยายเวลาการก่อสร้าง ครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ หลังจากที่ผู้รับจ้างสร้างไประยะหนึ่งเนื่องจากได้มีผลกระทบเรื่อง สิ่งแวดล้อมจึงทำให้มีการขยายสัญญาจ้าง ครั้งที่ ๒ ไปถึงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๗ ไปอีก ๗๖๐ วัน นอกจากนั้นในช่วงขณะที่เกิดสถานการณ์โควิดก็มีมาตรการการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดก็ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างนี้ผู้รับจ้างเอง ยืนยันว่าขอให้เขาเข้าสู่มาตรการนี้ จึงทำให้มีการขยายการทำงานออกไป ก็ขออนุญาตค่ะว่า ในขณะที่เรื่องของการที่เราจะเข้าสู่มาตรการโควิดจะทำให้ทางรัฐจะต้องมีการช่วยเหลือ มาตรการในเรื่องของการล่าช้าสัญญาเป็น ๐ แต่เมื่อทางท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้ดิฉันได้มากำกับดูแลที่กรมท่าอากาศยาน ดิฉันก็ได้มีการติดตามแล้วก็ มอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา รวมทั้งคณะกรรมการก็ได้เชิญผู้รับจ้างมาประชุมถึง ๓ ครั้ง ขณะที่ผู้รับจ้างมาประชุมถึง ๓ ครั้งแล้วก็รับปากว่าจะดำเนินการก่อสร้าง ปรากฏว่า การ Progress ของงานไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าเห็นควรยกเลิก สัญญา ในวันที่ ๘ พฤศจิกายน จึงได้มีการยกเลิกสัญญาในการก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งถ้าเรา เล็งเห็นว่าการยกเลิกสัญญานี้จะเกิดความเสียหายให้กับทางกรมท่าอากาศยานเราจึงได้มีการ พูดคุยกันว่าเมื่อยกเลิกสัญญาแล้วทางผู้รับจ้างจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งทางผู้รับจ้างก็ยอมรับ เพราะว่า ๑. เกิดความล่าช้า ๒. ถ้าเราดูสภาพคล่องของผู้รับจ้างแล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะ ดำเนินงานในส่วนที่เหลือได้ จึงได้มีการยกเลิกสัญญา แล้วก็เราดูแล้วว่าในเรื่องของกฎหมาย เองทางผู้รับจ้างก็ยอมรับเองนะคะ ในขณะนี้ในขั้นตอนที่ผู้รับเหมาทิ้งงานเราจึงได้มีการ คำนวณค่าใช้จ่ายหรือว่างานที่เกิดขึ้น ซึ่งการยกเลิกสัญญาจ้างเป็นไปตามคณะกรรมการ วินิจฉัยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารภาครัฐ ซึ่งเราได้มีหนังสือแจ้งไป แล้วก็พบว่า เมื่อหนังสือแจ้งไปแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นในผู้รับจ้างซึ่งมีหนังสือค้ำประกันสัญญาอยู่ใน วงเงิน ๕๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท เราก็ได้รายงานประเมินความเสียหายของการยกเลิกสัญญาจ้างไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วก็หลังจากนั้นในส่วนของการที่ยกเลิกของความเสียหายแล้วก็ ริบเงินประกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น นั่นก็คือเราก็มองว่าเราจะต้องหาผู้รับจ้างรายใหม่ จึงได้มีการใช้วิธีการเฉพาะเจาะจงเชิญผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาทำงาน ซึ่งการเชิญผู้รับจ้าง รายใหม่แล้วประมาณการของความเสียหายในเม็ดเงินที่เหลือประมาณ ๓๔ ล้านบาท เราจึงมีวงเงินที่เหลือของงวดงานที่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้าง เอาเป็นวงเงินที่ดำเนินการ ก่อสร้างให้กับผู้รับจ้าง ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน แล้วก็ประมาณ เดือนพฤษภาคมเราก็จะมีการเปิดใช้อาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ซึ่งเป็นอาคารผู้โดยสาร หลังใหม่ที่จะใช้บริการในระหว่างประเทศก่อน เรามองว่าถ้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เปิดใช้ ซึ่งก็จะมีปริมาณผู้โดยสารที่มาใช้บริการประมาณ ๑,๒๐๐ คนต่อชั่วโมงหรือว่า ๓.๔ ล้านคนภายในเดือนตุลาคม ทั้งอาคารในประเทศแล้วก็ในประเทศแล้วก็ต่างประเทศก็จะแล้ว เสร็จประมาณเดือนตุลาคม ในปี ๒๕๖๘ ดิฉันขึ้น Timeline ให้ท่านสมาชิกได้เห็นว่าสำหรับ งานภายในอาคารเองและภายนอกอาคาร ส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จเกือบหมดเหลือแต่เรื่องของ ความเสียหาย อย่างที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง ไม่ว่าความเสียหายจากน้ำรั่ว ความเสียหายเรื่อง ทรัพย์สินสูญหาย แล้วก็ในเรื่องของการระบบทดสอบความเป็นมาตรฐานของสนามบิน ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้น ท่านสมาชิกเห็นไหมคะไม่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เกิดจากฝ้านะคะ แล้วก็ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝ้าเพดาน ความเสียหายดังกล่าว ดิฉันจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ความเสียหายส่วนแรกก็คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเป็นส่วนที่ผู้รับเหมาก่อสร้างแล้ว ไม่แล้วเสร็จ แต่ความเสียหายในส่วนที่ ๒ คือผู้รับเหมาสร้างแล้วแต่เป็นความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากฝ้าเพดานหรือว่าต้นไม้ไม่ได้รับการดูแล ต้นไม้ตาย จากสาเหตุว่าไม่ว่าฝ้าเพดาน หรือต้นไม้ก็จะเห็นว่าบริเวณทางเดิน Gate ที่ไปสู่ชั้นที่ ๒ เกิดเรื่องของน้ำล้นเข้ามาทำให้ ตัวอาคารหรือทำให้น้ำล้นเข้ามาทำให้พื้นที่ในอาคารเสียหาย นอกจากนั้นอย่างที่นำเรียนว่า ความเสียหายเกิดขึ้นเป็น ๒ ส่วนแล้ว เราก็ได้ประเมินความเสียหายเหล่านี้นำไปซึ่งการหา ผู้รับจ้างรายใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะ ดิฉันขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิกในคำถามแรก ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านผู้ถามกระทู้ถาม เชิญคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาว สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ จากคำตอบ ของท่านรัฐมนตรีนะคะ แสดงให้เห็นว่ากรมท่าอากาศยานไม่ได้ละเลยต่อปัญหานี้และ พยายามที่จะหาทางออกในการให้โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ สนามบิน ท่าอากาศยานตรังดำเนินต่อไป โดยการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนหน้า เดือนเมษายน กรณีนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันอยากจะฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะว่าให้ช่วย เข้มงวดในการคัดเลือกผู้รับเหมารายใหม่ ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีศักยภาพไม่ใช่เน้นแต่การ คัดเลือกผู้ที่ชนะการประมูลจากการนำเสนอตัวเลขที่ต่ำที่สุด เพราะปัญหาก็จะเกิดซ้ำซ้อนขึ้น อีก อย่างเช่นในจังหวัดตรัง กรณีก่อสร้างหอผู้ป่วยที่โรงพยาบาลตรังก็ใช้วิธีการเดียวกัน เลือกผู้รับเหมาที่เสนอตัวเลขต่ำที่สุด ทำให้ผู้รับเหมาทิ้งงานไป ๓ เจ้าแล้ว แล้วก็เป็นปัญหา เรื้อรังที่แก้ไม่จบไม่สิ้นนะคะ ท่านประธานคะ จะเปิดประมูลใหม่ให้เสร็จภายในสิ้นเดือนหน้า แต่ตัวเลขงบประมาณที่ต้องใช้สุทธิยังไม่นิ่งเลยค่ะ งานนี้ต้องใช้เงิน ๒ ก้อนมารวมกันค่ะ ท่านประธาน ก้อนแรก ๓๔ ล้านบาท อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเรียนต่อที่ประชุมไปว่า มาจากงวดงาน ๒ งวดที่ยังไม่ได้เบิก ดิฉันไม่กังวลและไม่ติดใจในเงินก้อนนี้เนื่องจากเป็นเงิน ที่ยังไม่ได้เบิก ตัวเลข ๓๔ ล้านบาทแน่นอน แล้วก็เป็นเงินที่มีอยู่จริง แต่ดิฉันกังวลเงินอีกก้อน หนึ่งที่เป็นเงินที่ต้องประเมินมาจากความเสียหายจากหน้างานที่เกิดขึ้นจริง เพื่อนำมารวมกับ เงินก้อนแรกคือ ๓๔ ล้านบาท และกลับกลายมาเป็นเงินงบประมาณสุทธิที่ใช้เปิดประมูล ให้กับผู้รับเหมารายใหม่ เท่าที่สอบถามมาค่ะท่านประธาน ตัวเลขก้อนหลังก้อนนี้ยังไม่นิ่งค่ะ ทราบว่าทางกรมท่าอากาศยานเองก็ทำงานล่าช้า ทำให้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ก็มี ปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือเวลาน้ำรั่วฝ้าเพดานก็พังทลายลงมา อีกทั้งยังเจอปัญหาโจรเข้าไป ลักขโมยของในอาคาร ทำให้เนื้องานกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงสวนทางกัน ขณะที่ความ เสียหายนั้นเดินหน้า แต่เนื้องานในอาคารนั้นกลับถดถอย ดิฉันจึงขอถามท่านประธานผ่านไป ยังท่านรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ ณ ชั่วโมงนี้ค่าเสียหายที่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตัวเลขนิ่งแล้วหรือยัง ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ในประเด็นของคำถามที่ ๒ เรื่องตัวเลข ก็ขออนุญาตได้เพิ่มเติม ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างกระบวนการจัดหาผู้รับจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเนื่องจากระเบียบของ กรมบัญชีกลาง บางครั้งเรื่องของการทำ TOR บางครั้งเรื่องของการเข้าไปสู่ระบบการ e-Bidding ก็จะเห็นว่าในกฎเกณฑ์ของรัฐจะมองเห็นว่าใครที่เสนอราคาต่ำสุด แล้วการเสนอ ราคาต่ำสุดก็คือเป็นเงื่อนไขแรกที่หน่วยงานจะต้องรับการพิจารณา ปรากฏว่าในโครงการ ดังกล่าวมีผู้เสนอราคาต่ำสุด ทางกรมท่าอากาศยานจึงเลือกเอาผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดเป็น คู่สัญญา ซึ่งหลายหน่วยงานเราก็มีความกังวล บางครั้งการเสนอราคาต่ำสุดอาจไม่ใช่คำตอบ สุดท้ายว่านี่คือเอาผู้รับจ้าง แต่มันก็คงมีองค์ประกอบตัวอื่น ตั้งแต่เงื่อนไขเรื่องของการทำ TOR เข้าสู่การประเมินคุณสมบัติก่อน เมื่อผ่านการประเมินคุณสมบัติจากคณะกรรมการแล้ว ถึงมาสู่กระบวนการ e-Bidding ก็คือ Bid เรื่องราคา ในขณะที่ผู้รับเหมารายนี้ได้ผ่าน กระบวนการทั้งผ่านกระบวนการคัดเลือกคุณสมบัติ แล้วนำมาสู่กระบวนการ e-Bidding เขาจึงกลายเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานแล้วจึงพบว่าปัญหาการขาดสภาพคล่อง ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งดิฉันเองก็ได้นำเสนอปัญหานี้ต่อกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ว่าปัญหาความล่าช้า สิ่งเหล่านี้งบประมาณที่ไปอยู่ที่คอขวดแล้วหน่วยงานซึ่งเร่งรัดการ เบิกจ่ายก็มีปัญหาตามมา ซึ่งคงต้องช่วยกันสะท้อนปัญหาในเรื่องเหล่านี้ต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมบัญชีกลาง แล้วก็กระทรวงการคลังค่ะ🔗

คำถามที่ท่านสมาชิกมีความห่วงใยว่าเงิน ๒ ก้อนที่ประเมินความเสียหาย ขณะนี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้น ๓๔ ล้านบาท ส่วนเงินก้อนที่ ๒ นั้นท่านสมาชิกที่มีความ ห่วงใยก็คงไม่ต้องห่วงใยว่าอย่างไรก็ตามในเงิน ๓๔ ล้านบาทที่เราประเมินความเสียหายวันนี้ คือ ๓๔ ล้านบาท การหาผู้รับจ้างรายใหม่โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเข้ามา เราประเมินความ เสียหายแล้ว แต่ความเสียหายหลังจากที่ก้อนที่ ๒ เหล่านั้น ถ้าเกิดว่าเราใช้ในระบบ รวมทั้ง ความเสียหายเหล่านี้ก็คืออาคารแล้วก็ระบบ ไม่ได้อยู่ที่ประมาณ ๘๐ ล้านบาท แต่อยู่ที่ ๓๔ ล้านบาท ที่ความเสียหายแล้วก็ประเมินจากคณะกรรมการที่จะต้องใช้เงินเหล่านี้ แต่หลังจาก ได้ทำงานแล้วผู้รับจ้างทำงานใน ๓๔ ล้านบาทนี้แล้ว งบประมาณที่เหลือถ้าเราไม่เพิ่มเติม ปรากฏว่าเปิดใช้บริการไปแล้วถ้างบประมาณไม่เพียงพอ กรมท่าอากาศยานก็สามารถที่จะขอรับ งบประมาณ เสนอตั้งงบประมาณขอจากสำนักงบประมาณได้ ซึ่งเรื่องนี้ท่านสมาชิก ไม่ต้องกังวล เพราะว่าดิฉันได้กำชับแล้วก็พรุ่งนี้ดิฉันก็จะต้องเดินทางไปตรวจราชการที่สนามบิน ท่าอากาศยานตรังร่วมกับคณะอธิบดีและหน่วยงาน เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะขอ อนุญาตเอ่ยชื่อท่านชวน หลีกภัย ท่านก็ได้มีความห่วงใยเรื่องนี้ แล้วดิฉันเองก็ได้ติดตาม แล้วก็ได้ นำเรื่องเหล่านี้รายงานท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดตรังท่านอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นวันนี้อยู่ที่ ๓๔ ล้านบาท แล้วก็ในส่วนของงบประมาณที่เหลือถ้าเกิด ไม่เพียงพอประการใด เนื่องจากกรมท่าอากาศยานเองมีเงินก้อนหนึ่ง เขาเรียกว่าเงินบำรุงที่จะดูแล ซ่อมแซมในส่วนที่เมื่อเปิดใช้บริการแล้วสภาพความไม่พร้อม เราก็จะจัดหางบประมาณเหล่านี้ไป เติมเต็มเพื่อสามารถรองรับผู้โดยสาร แล้วก็จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าเราทำสนามบินที่จะรองรับผู้โดยสารทั้งในแล้วก็ต่างประเทศที่จะมีสนามบิน ตรงจากต่างประเทศ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้จังหวัดตรัง แล้วก็ให้ พี่น้องประชาชนคนไทยในโอกาสต่อไปค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านผู้ถามกระทู้ถามครับ🔗

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาว สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ขอบคุณ สำหรับข้อมูลจากท่านรัฐมนตรี แล้วก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้คำมั่นสัญญากับสภาแห่งนี้ ว่าในวันพรุ่งนี้เช้าท่านมีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ไปดูงานที่สนามบินท่าอากาศยานตรัง ด้วยตัวท่านเองค่ะตัวดิฉันเองพร้อมร่วมคณะนะคะ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี อีกครั้งที่ให้ความสนใจแล้วก็แก้ปัญหาจังหวัดตรังอย่างจริงใจค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าชาวตรัง ทั้งจังหวัดมีความยินดีและพร้อมที่จะต้อนรับท่านจากใจจริง แล้วก็พร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดีนะคะ เมื่อเห็น Timeline คร่าว ๆ ชัดเจนในโครงการก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารหลังใหม่สนามบินตรังแล้วว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมปีนี้ ดิฉันก็ต้อง ขอสอบถามคำถามสุดท้ายเพิ่มเติมไปยังท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันในการ ยกระดับสนามบินตรังสู่สนามบินนานาชาติ นั่นก็คือโครงการเวนคืนที่ดินเพื่อขยายทางวิ่ง เครื่องบินหรือ Runway จาก ๒,๑๐๐ เมตร เป็น ๒,๙๙๐ เมตร อยากจะทราบว่า ณ ขณะนี้ กรมท่าอากาศยานดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรี คำถามสุดท้ายครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ขอบพระคุณค่ะ สำหรับคำถามสุดท้าย เรื่องของการเวนคืนที่ดินที่ขยาย Runway จาก ๒,๓๐๐ เมตร เป็น ๒,๙๙๐ เมตร ก็ขออนุญาตว่าการที่เราขยาย Runway ท่าอากาศยานเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ๓๕๐ ที่นั่ง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ให้สามารถบินตรงจากยุโรปได้ นอกจากนั้นก็ยัง ต้องมีการก่อสร้างอุโมงค์คร่อมรางรถไฟให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะต้องมีการเวนคืนที่ดินภายนอก เพื่อก่อสร้างทางวิ่ง ขออนุญาตฉายภาพทั้งหมดของโครงการท่าอากาศยานตรังว่าหลังจากที่ กระทรวงคมนาคมได้ขอออกพระราชกฤษฎีกากำหนดที่จะเวนคืนที่ดินสำหรับโครงการ พัฒนาท่าอากาศยานตรัง ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม เมื่อปี ๒๕๖๕ กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณเวนคืนที่ดินในปี ๒๕๖๖- ๒๕๖๘ ตามกรอบวงเงิน ๘๖๘ ล้านบาท แต่สำหรับการเวนคืนที่ดิน ๒๓๗ แปลง ในปี ๒๕๖๖ ได้รับวงเงิน ๒๕๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ ได้รับวงเงิน ๓๙๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ คือปีนี้ ได้รับวงเงิน ๒๒๓ ล้านบาท ซึ่งได้จ่ายค่าทดแทนในกรอบวงเงินทั้งหมดแล้ว และได้รับมอบ พื้นที่ขณะนี้แล้ว ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการที่จะใช้การพัฒนาตามพระราชกฤษฎีกา เวนคืน เนื่องจากการที่กรมท่าอากาศยานไปสำรวจพื้นที่นี้แล้ว ปรากฏว่ายังมีที่ดินบางส่วนที่ตก สำรวจ นอกจากตกสำรวจแล้วยังต้องบอกว่าราคาที่ดินในปีที่เราสำรวจ กับราคาที่ดินปัจจุบันนี้ ราคาที่ดินสูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องราคาที่ดินสูงขึ้นมากจึงทำให้ราคาที่ตกสำรวจนั้นมีราคา สูงขึ้น รวมทั้งในเรื่องของอาคารที่เราจะต้องเวนคืน แล้วก็ต้นไม้พืชผล ไม่ว่าจะเป็นสวนยาง สวนผลไม้ของพี่น้องเกษตรกร เราจึงได้ดำเนินการที่จะจัดสรรราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเป็น จำนวนถึง ๖๐๖ ล้านบาท และจะต้องมีการเวนคืนที่ดินทั้งหมดอีก ๒๙๖ แปลง แล้วก็จำนวน ทั้งหมด ๕๔๗ ไร่ ในปี ๒๕๖๙ ไปจนถึงปี ๒๕๗๐ เราจึงต้องขอใช้เวนคืนที่ดินทั้งหมดนี้เป็น วงเงินอย่างที่นำเรียนอีก ๖๐๖ ล้านบาท รวมทั้งโครงการจะเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๕๐๐ ล้านบาท และรวมทั้งค่าเวนคืนที่ดินทั้งสิ้น ๑,๔๗๕ ล้านบาท คิดเป็น ๔๑.๙๓ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ ทั้งหมดที่จะมีการเวนคืนท่าอากาศยานตรัง เพราะฉะนั้นปัจจุบันการเวนคืนที่ดินอย่างสภาพ ที่เห็นจึงเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงคมนาคมเองจะต้องเร่งรัดให้มีการเวนคืนที่ดิน รวมทั้ง เร่งรัดให้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทั้งภายในและภายนอกอาคารให้แล้วเสร็จ ดิฉัน ขออนุญาตนำเรียนว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนกระทรวงคมนาคม ไม่เคยที่จะละเลยใส่ใจทุกปัญหาของพี่น้องประชาชน รวมทั้งทุกจังหวัด ความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เอย รองนายกรัฐมนตรีท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จึงกำชับให้ดิฉันต้องไปติดตามแล้วก็เร่งรัดปัญหารวมทั้งติดตามเรื่องของเงิน เวนคืนที่ดินให้ใส่ลงไปในงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ในโอกาสต่อไปค่ะ ขอบพระคุณสำหรับ คำถามของท่านสมาชิกนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ เชิญท่านสุณัฐชาครับ🔗

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ตรัง

ขอขอบคุณท่านประธานและ ท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงนะคะ ในฐานะของผู้แทนชาวตรังที่เป็นกระบอกเสียงให้กับพ่อแม่ พี่น้องชาวตรังทุกคนในวันนี้ค่ะ และเชื่อว่าชาวตรังครึ่งจังหวัดได้ติดตามการถ่ายทอดสดอยู่ ดิฉันขอสรุปคร่าว ๆ ว่าทางกรมท่าอากาศยานมี Timeline ในการเปิดใช้อาคาภายในประเทศ ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แล้วก็จะมีการเปิดใช้สมบูรณ์แบบทั้งภายในประเทศแลต่างประเทศ ภายในเดือนตุลาคมปีนี้ค่ะ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ดิฉันขออนุญาตติดตามงานต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เป็นอันว่าจบกระทู้ถามสดที่ ๑ นะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักเรียน และครูจากโรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวนทั้งสิ้น ๗๕ ท่าน ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๑.๒🔗

๒. นายกรุณพล เทียนสุวรรณ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรี ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ขณะนี้ท่านรัฐมนตรี มารอตอบแล้วครับ ก็ขอเชิญทางท่าน สส. กรุณพล เทียนสุวรรณ ได้ถามกระทู้เลยครับ เชิญครับ🔗

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องขอบคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาตอบคำถาม ในวันนี้นะครับ สืบเนื่องมาจากปัญหาของการปล่อยเช่าคอนโด บ้านพัก บ้านจัดสรรต่าง ๆ เป็นการปล่อยเช่าแบบรายวัน ซึ่งสร้างปัญหาให้กับผู้อยู่อาศัยและไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัญหา ของการที่มีทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในการทำอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยซึ่งนับเป็นการ ดีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต แต่มันก็มีข้อที่น่ากังวลอยู่พอสมควรทีเดียวกับการที่ต่างชาติ ได้มาร่วมลงทุนแล้วก็ตั้งนอมีนีในประเทศไทยแล้วก็ซื้อส่วนของคนไทย ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ในบ้านจัดสรรหรือว่าในคอนโดมิเนียมก็จะทำให้โครงการเหล่านั้นไม่ใช่เป็นของคนไทย อีกต่อไป และที่สำคัญคือข่าวที่เราได้เห็นเป็นการเข้ามาเช่าเป็นรายวัน ซึ่งผิด พ.ร.บ.โรงแรม แล้วก็นอกจากนั้นยังมีการเช่าหรือซื้อทั้งชั้น ที่ผ่านมาก็มีการบุกจับของทางสำนักงานตำรวจ แห่งชาติว่ามีการใช้เป็นศูนย์ Call Center ที่ย้ายมาจากตะเข็บชายแดนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่น ๆ ในการที่จะประกอบการ ทำ Call Center ไม่ใช่แค่การหลอกลวงด้วยการโทรไปอย่างเดียวครับ แต่เป็นการชวนลงทุน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปอาศัยประเทศเพื่อนบ้านอีกแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจึง มีคำถามที่อยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล พ.ร.บ. โรงแรม ว่าที่ผ่านมา นี้เราได้เห็นการกระทำที่ถูกร้องเรียนจากพ่อแม่พี่น้องแล้วก็ผู้พักอาศัย ซึ่งหลาย ๆ คนซื้อ คอนโดมิเนียมอยู่เพราะว่าไม่สามารถที่จะซื้อบ้านได้ หลาย ๆ คนซื้อคอนโดมิเนียมอยู่ เพราะว่าต้องมาทำงานในเมือง หลาย ๆ คนต้องผ่อนคอนโดมิเนียมซึ่งถือเป็นบ้านพักอาศัย ที่ต้องการความปลอดภัย ความเงียบสงบแล้วก็จุดมุ่งหมายสุดท้ายในชีวิต แต่กลายเป็นว่า ถูกทุนต่างชาติหรือคนไทยบางคนนำไปปล่อยเช่ารายวันทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิต บางพื้นที่ก็มาใช้ในการค้าประเวณี บางพื้นที่ก็มีการ ทำเป็นศูนย์ที่อาจจะเชื่อได้ว่าเป็น Call Center จึงอยากจะตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบการประกอบธุรกิจโรงแรมที่ผิดกฎหมายแบบนี้บนคอนโดมิเนียม และมีการจับกุมมากน้อยเพียงใด สามารถแบ่งได้ไหมครับว่าเป็นคนไทยกี่คน เป็นต่างชาติกี่คน และมีการดำเนินการทางกฎหมายไปถึงขั้นไหน ปรับอย่างเดียวหรือมีโทษจำด้วยนะครับ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ตามนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีมาตรการบังคับการใช้ พ.ร.บ. โรงแรม อย่างไรแล้วมี พ.ร.บ. อื่นประกบควบคู่ในการป้องกันและการดูแลผู้อยู่อาศัย ในคอนโดมิเนียมบ้างหรือไม่ครับ นี่เป็นคำถามแรกครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ได้รับมอบหมายจากทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยให้ได้ตอบกระทู้ของท่านกรุณพล ที่มีความห่วงใยสำหรับผู้เช่าที่อยู่ใน อาคารชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างที่ท่านได้นำเรียนว่าในขณะนี้มีการนำ ผู้เช่าที่เป็นต่างชาติให้มาอยู่ในอาคารชุดนั้น อาจจะส่อให้เกิดช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ แล้วก็อาจจะเป็นอันตรายรบกวน ความเป็นอยู่ในเรื่องความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ได้ ดิฉันได้มีการพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องค่ะ แล้วก็ได้สืบสาวราวเรื่องทั้งหมดเพื่อที่จะได้นำมาตอบข้อซักถามของทางท่าน กรุณพลที่มีความกังวลใจในขณะนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่ามีข่าวว่ามีชาวต่างชาติหลาย ๆ ชาติ ด้วยกันเข้ามาเช่าอาคารที่เป็นข่าว รวมถึงที่ไม่เป็นข่าวด้วยที่เรารับทราบกันดี เกิดมาตั้งแต่ สมัยที่เรามี Application Airbnb ค่ะท่านประธานคะ ที่มีความหลากหลายแล้วก็มีการ เปิดช่องให้มีการให้เช่าในราคาที่ถูกกว่าโรงแรมมาก เพราะฉะนั้นธุรกิจประเภทนี้ก็สามารถ เป็นได้ทั้งในส่วนที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วก็ให้มีการไหลเวียน ให้มีการกระจาย เงินอยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทยได้มากมาย แล้วก็เป็นที่นิยมด้วย เพราะว่า Airbnb ที่เกิดขึ้นนั้นสามารถที่จะให้นักท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายได้ถูกขึ้นกว่าไปเช่าตามโรงแรมโดย ทั่ว ๆ ไป แล้วก็นำมาซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ดิฉันได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ว่าในการนำห้องชุด ให้เช่ารายวันมันจะมี พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง ๒ ตัวด้วยกัน ก็คือ พ.ร.บ. อาคารชุด กับ พ.ร.บ. โรงแรม สำหรับอาคารชุดที่ให้เช่าเป็นรายวันถามว่าทำได้ไหม ทำไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมายแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะคุ้มกันได้ว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในอาคารชุดนั้น ๆ เป็นใครบ้าง เพราะใน แต่ละครั้งที่มีการเข้าอยู่จะต้องมีการรายงานนำชื่อข้อมูลรายละเอียดของผู้ที่มาซื้อห้องชุด ให้กับทางกรมการปกครองให้ได้รับทราบเพื่อที่จะทำเป็นบัญชีเอาไว้ว่าในห้องชุดนี้นี่ผู้เช่าเป็น ใครมาจากไหน เป็นคนไทย สัญชาติไทย หรือเป็นคนต่างชาติ เพราะว่าในระเบียบก็คือ ชาวต่างชาติไม่สามารถที่จะถือครองอาคารชุดได้เกินกว่าร้อยละ ๔๙ ของสัดส่วนพื้นที่ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในข้อนี้เราตัดไปได้เลยว่าทางเจ้าหน้าที่จะไม่ยินยอมให้เกิดการถือครอง พื้นที่โดยชาวต่างชาติมากเกินกว่าร้อยละ ๔๙ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็อาจจะมีในส่วนที่มีการมา จดขอซื้อขอเช่าในสัดส่วนที่ไม่เกินในตอนแรก แต่พอหลังจากนั้นอาจจะมีการไปปรับเปลี่ยน ในเรื่องของผู้ถือหุ้นต่าง ๆ ทำให้พอมาคิดดูแล้วนี่มันเกินร้อยละ ๔๙ ก็มี เจ้าหน้าที่ทราบ ในปัญหานี้ ดิฉันได้สอบถามไปว่าแล้วถ้าอย่างนั้นนี่ เราจะสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ อย่างไร ก็ต้องเรียนว่าในขณะนี้มีการทำงานร่วมกันจากหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย ในส่วนของกรมการปกครอง กรมการที่ดิน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ด้วย ที่เป็นส่วนของผู้ที่จะจด ผู้ที่ทำธุรกิจการค้าที่อาจจะมาในรูปแบบของนิติบุคคล ถ้าหากว่ามีการ มาจดทะเบียนนี่ขอให้ตรวจสอบว่าผู้ที่มาจดทะเบียนนั้นได้มีการถือครองที่ดินถือครองห้องเช่า อะไรอยู่แล้วหรือเปล่า แล้วก็ได้มีการประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความ ผิดพลาดที่เป็นอยู่ในอดีตที่ผ่านมา ในขณะนี้ดิฉันก็ให้ความมั่นใจกับทางพี่น้องประชาชน รวมถึงท่านกรุณพลว่าแนวทางในการทำงานเรามี แล้วก็เป็นกระบวนการที่มีบทลงโทษ อย่างชัดเจน เช่นถ้าหากว่าทำผิดในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม แล้วก็ทำโดยที่ไม่รับ อนุญาตจะมีการจำคุกไม่เกิน ๑ ปีหรือว่าปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทหรือว่าทั้งจำทั้งปรับ แล้วก็ถ้าหากว่ายังฝ่าฝืนกระทำความผิดต่อโดยที่ไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ก็จะมีการปรับไม่เกิน วันละ ๑๐,๐๐๐ บาทตลอดระยะเวลาที่ทำการฝ่าฝืนด้วย ดิฉันคิดว่าในส่วนที่ผู้ที่จ้องจะ กระทำความผิดเราก็จะต้องร่วมมือกันตรวจสอบ อย่างเช่นที่เป็นข่าวในเมื่อคืนนี้มีเจ้าหน้าที่ ก็ได้ลงไปจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย ในเรื่องของ พ.ร.บ. อาคารชุดกับ พ.ร.บ. โรงแรม แล้ว ก็คือการนำอาคารชุดมาปล่อยให้เช่านี่มันไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ลงพื้นที่ไปดำเนินการ ดิฉันก็คิดว่าน่าที่จะเป็นแนวทางให้ผู้เช่ารายอื่น ๆ ที่เป็นคนไทยที่ไม่ได้กระทำผิดอยู่ในอาคาร ชุดนั้น ๆ ได้เป็นหูเป็นตาสอดส่องร่วมกับทางนิติบุคคลของอาคารชุด ถ้าหากเห็นใคร แปลกหน้ามาหรือห้องนี้มีการเปิดให้เช่าหมุนเวียนของคนมาเช่าแบบไม่ซ้ำหน้า ก็สันนิษฐาน ได้แล้วว่าอาจจะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายหรือแม้แต่ตัวนิติบุคคลเองถ้าหากพบว่าค่าน้ำ ค่าไฟมันสูงขึ้นผิดปกติ แล้วก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นอยู่จริงก็สามารถที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ ให้ได้เข้าไปตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่ทางท่านกรุณพลได้สอบถามว่าเราได้ เคยมีการดำเนินการเอาผิดในเรื่องนี้ไหม เคยมีค่ะ เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วก็พบว่ามีการ กระทำผิดจริง ๆ แล้วก็มีการจับปรับจริง ๆ แล้วก็ได้ขอความร่วมมือในส่วนของทั้งผู้อยู่อาศัย ทั้งนิติบุคคลได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านกรุณพลคำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ถามสด แล้วก็ขอบคุณมากที่นำข้อมูลมาให้ แต่ว่า ผมเพิ่งได้ข้อมูลจากห้องกรรมาธิการการท่องเที่ยวมาเมื่อสักครู่นี้ว่า ๕ ปีที่ผ่านมา ทางกระทรวงมหาดไทยนี่ได้จับกุมผู้ที่ใช้คอนโดมิเนียมปล่อยเช่าเป็นรายวัน ๑๗๐ กว่าราย ๑๗๐ กว่ารายใน ๕ ปีนี้ถือว่าเป็นปริมาณการจับกุมที่ค่อนข้างน้อย น้อยจนผิดปกติ นี่ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่า การบังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่นและปกครองที่อยู่ ภายใต้กระทรวงมหาดไทยแล้วก็ผู้ถือ พ.ร.บ. โรงแรม ควรจะต้องทำงานให้หนักแน่นกว่านี้ ซึ่งผมก็เข้าใจในข้อกำหนดหลายอย่าง แต่ส่วนหนึ่ง สส. ของผมในหลายพื้นที่ก็ได้ส่งสัญญาณ หรือว่าส่งข้อมูลมาครับว่าอย่างเช่นที่เชียงใหม่ก็มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เข้าไปดูใน คอนโดมิเนียม เนื่องจากในต่างจังหวัดหลายที่เพิ่งจะมีคอนโดมิเนียม เพราะฉะนั้นการบังคับ ใช้กฎหมาย ความรู้ของนิติบุคคลเองก็อาจจะมีไม่มากหรือแม้แต่ผู้พักอาศัยก็อาจจะไม่มาก ท้องถิ่นลงไปดูแลครับ กลายเป็นว่าไม่เจอผู้กระทำผิดแต่ประชาชนสามารถเข้าไปดูใน Application ต่าง ๆ กลับกลายเป็นว่าในคอนโดมิเนียมนั้น ๆ นี่มีผู้พักอาศัยแต่เมื่อท้องถิ่น เข้าไปสอบถามก็บอกว่าเป็นเพื่อน เป็นญาติของชาวต่างชาตินั้น ๆ ท้องถิ่นเองก็ไม่สามารถ ดำเนินการได้ นี่เป็นที่มาของคำถามที่ ๒ ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทางกระทรวงมหาดไทย จะสามารถออกมาตรการใด ๆ หรือข้อกฎหมายใด ๆ ได้หรือไม่ในการที่จะเข้าไปในพื้นที่ของ เอกชนและบังคับใช้กฎหมายเพราะว่าที่ผ่านมาอย่างสาทร ทางเขตเข้าไปในพื้นที่ของ คอนโดมิเนียมที่เป็นข่าวว่ามีกุญแจของผู้ให้เช่านี่ทิ้งไว้ตามต้นไม้ ตามตู้ที่อยู่หน้า คอนโดมิเนียม กลับกลายเป็นว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครเองก็ไม่สามารถที่จะ เข้าไปในพื้นที่คอนโดมิเนียมได้ จึงประสานกับทางกรมการปกครองเข้าไปก็ยังไม่ได้รับความ ร่วมมือจากทางนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมเหล่านั้น เนื่องจากว่าอย่างที่ผมได้เรียนไป ตอนต้นครับท่านประธาน นิติบุคคลเหล่านี้ก็ถูกจัดจ้างจากกลุ่ม Nominee ของทุนต่างชาติ ที่เข้ามาถือครองพื้นที่ในคอนโดมิเนียมเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ช่องว่างของกฎหมาย ไทย อีกทั้งการจดจัดตั้งแล้วการตั้งกรรมการของคอนโดมิเนียมเองก็ใช้เสียง ๑ ใน ๓ จากเดิม ที่ใช้กึ่งหนึ่งแต่เมื่อกึ่งหนึ่งไม่สามารถที่จะจัดตั้งได้หรือมีผู้เข้าประชุมไม่ครบใช้เพียงเสียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น การใช้เสียง ๑ ใน ๓ นี่สามารถจัดตั้งได้จากทุนต่างชาติที่เข้ามาทำให้ระเบียบ ต่าง ๆ ของคอนโดมิเนียมเป็นไปตามที่ทุนต่างชาติต้องการ ข้อนี้เป็นคำถามที่ ๒ ที่ถามไปทาง ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พ.ร.บ. โรงแรม แล้วก็ท้องถิ่นนะครับว่าเราจะมีมาตรการระยะสั้น อย่างไรและจะมีการช่วยเหลืออย่างไรกับการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานราชการที่จะ เข้าไปสู่พื้นที่ของเอกชนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ คำถามที่ ๒ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องร่วมมือกันกับทุก ๆ ภาคส่วนจริง ๆ เพราะว่าโดยที่ดิฉันได้ทราบมาจากทางเจ้าหน้าที่อย่างที่คดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถ้าเทียบกันแล้ว กับสัดส่วนผู้กระทำผิดเราคิดว่าอาจจะยังน้อยเกินไป แต่นั่นมันมีสาเหตุที่มาค่ะ บางครั้งนี้เรา รู้นะคะว่าจุดนี้ทำความผิดแน่นอน มีการประกอบกิจการที่อาจจะเป็นภัยหรือว่าอาจจะสร้าง ผลกระทบ สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยที่เป็นคนไทยเราก็พยายามที่จะเข้าไป ตรวจสอบ แต่สุดท้ายแล้วมันมีกันที่เรียกว่าสมรู้ร่วมกันระหว่างผู้เช่ารายอื่น ๆ แล้วก็ผู้ที่อยู่ในอาคาร นั้นเองด้วย ทำให้เมื่อพอเราเข้าไปตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิด แต่แน่นอนว่าเรา ไม่นิ่งนอนใจนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าปัญหานี้เราสามารถที่จะจัดระเบียบได้ในการแก้ไขปัญหา ระยะสั้นอย่างที่ท่านได้ถาม นั่นก็คือในเรื่องของการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย ในที่ผ่านมาเราได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบกับหลาย ๆ หน่วยงานและที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปเมื่อ ตอนต้นว่าเราจะต้องมีการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ด้วยที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ กรมการพัฒนาธุรกิจการค้าที่จะต้องตรวจสอบว่าผู้ที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจหรือการจด ทะเบียนต่าง ๆ ในรูปแบบบริษัทที่เป็นนิติบุคคลจะต้องไม่สร้างผลกระทบในเรื่องของสัดส่วน ผู้ที่จะมาถือครอง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือที่ดินด้วย อันนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหา ที่ต้นทางที่ดิฉันคิดว่าสามารถที่จะลดปัญหาในเรื่องที่จะมีผู้ที่เป็นผู้เช่าจากชาวต่างชาติที่มี จำนวนมากเกินไป จนเกิดปัญหาตามมาในเรื่องของการออกเสียง หรือว่าการจัดตั้งกรรมการ หรือว่าการจัดตั้งผู้ที่จะมาบริหารผู้จัดการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าเราไปแก้ไขปัญหาที่ ต้นเหตุน่าที่จะทำให้เกิดการรับรู้อย่างยั่งยืนของพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่ท่านได้กล่าวถึงว่าที่เชียงใหม่ก็กำลังเป็นพื้นที่ที่จับตาอีกที่หนึ่งที่จะต้องให้ความรู้ กับผู้ที่ประกอบการมาก ๆ ว่าคุณคือส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พี่น้องที่เข้ามาเป็นผู้ซื้อ ผู้เช่า อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ได้รับความปลอดภัยอย่างที่วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ร.บ. โรงแรม ได้ตั้งเอาไว้🔗

ในแนวทางที่ ๒ ที่เราคิดว่าจะต้องเริ่มดำเนินการ นั่นก็คือการประชุมหา แนวทางในเรื่องของการที่จะทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลงให้ได้อย่างยั่งยืน อย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ เราอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองได้สัดส่วนร้อยละ ๔๙ เราก็จะต้องมาปรับดูว่าเป็นไปได้ หรือไม่ถ้าหากว่าจะทำให้น้อยลงกว่านี้ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในยุคสมัยที่มันมีการเปลี่ยนไป ด้วยนะคะ ในเรื่องที่มี Application ต่าง ๆ เข้ามาให้คนได้ซื้อสินค้า หรือว่าใช้บริการ ในค่าบริการที่ถูกลง แต่ว่ามันสร้างปัญหาอื่นตามมา เราก็จะต้องไปดูกฎหมายให้มีความ ครอบคลุมทันต่อเหตุการณ์ได้มากที่สุด อย่างที่ดิฉันได้บอกไปเราจะมีการประชุมชี้แจง ในเรื่องของข้อปฏิบัติให้แก่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น Airbnb Agoda หรือว่า Application Booking ที่ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ เมื่อมี กฎหมายรองรับสามารถที่เราให้ขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มเหล่านั้นได้ว่าถ้าหากว่า เป็นผู้ที่ให้บริการที่อาจจะส่อว่าผิดกฎหมาย เช่น เอาอาคารชุดต่าง ๆ มาทำเป็นห้องเช่า รายวันอันนั้นผิดกฎหมายอยู่แล้วไม่สามารถทำได้ เราก็อาจจะต้องไปแก้ไขที่ต้นตอ เพราะบางครั้งเราจะพบเลยว่าผู้เช่าส่วนมากไม่ได้เป็นคนไทย แต่ว่ามาจากต่างประเทศ ฉะนั้นแล้วบางครั้งก็มีคนที่เป็นนักท่องเที่ยวจริง ๆ ด้วย มาระยะสั้นด้วย เราก็จะต้องให้ความ คุ้มครองเขาทั้งส่วนของผู้เช่าแล้วก็ผู้ประกอบการ ฉะนั้นอย่างที่ดิฉันได้นำเรียนไว้ว่า ถ้าหากว่าแก้ไขที่ต้นตอน่าที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างสูงสุด ซึ่งในเรื่องนี้เราจะมี ปฏิบัติการในการประชุมหาความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน ในวันศุกร์ที่ ๑๔ มีนาคมนี้ ด้วย ดิฉันก็จะได้นำรายละเอียดเพิ่มเติมมาแจ้งให้กับทางท่านกรุณพลที่ติดตามในเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิด รวมถึงท่านผู้แทนที่มีคอนโดมิเนียม มีห้องชุด อาคารต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่ก็จะได้ ร่วมกันทำงานต่อไปด้วย แล้วก็ในอีกมาตรการหนึ่งเราก็จะมีการแจ้งนิติบุคคลอาคารชุดให้ได้ ประสานกับทางกรมที่ดินเองก็ตามเพื่อที่จะทำให้มีการกำกับดูแลความเรียบร้อยภายใน อาคารชุดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดค่ะ และจุดที่สำคัญที่ดิฉันคิดว่าจะทำให้ทุกคนได้มี ส่วนร่วมร่วมกัน นั่นก็คือการสร้างความรับรู้ให้กับบุคคลทั่ว ๆ ไปผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ แล้ว ก็การให้รู้ถึงกฎหมาย อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพราะดิฉันขอนำเรียนน่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ความจริงแล้ว คอนโดมิเนียมหรืออาคารชุดผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สามารถที่จะปล่อยให้เช่าได้ แต่จะต้อง มีระยะเวลามากกว่า ๑ เดือน อันนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๗ มาตรา ๕๓๘ ที่ผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์นั้นสามารถที่จะดำเนินการได้โดยที่ไม่ผิดกับกฎหมาย นั่นเป็นเพราะว่าเขาสามารถที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยที่จะให้สิทธิ เสรีภาพในเรื่องของการประกอบอาชีพต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้กฎหมายก็ได้ให้ช่องไว้ แต่ว่าถ้าเป็น ผู้เช่าที่มีการเช่าระยะเกินมากกว่า ๑ เดือนแล้ว ส่วนมากถ้าหากว่าเป็นไปตามปกติ เป็นชาวต่างชาติมาทำงานก็จะไม่ได้เกิดปัญหาใด ๆ เพราะว่าเขาก็รู้จักกับห้องข้าง ๆ รู้จักกับ เพื่อนบ้านคุ้นเคยกัน ไม่ได้เกิดความกังวลกับผู้เช่ารายอื่นว่าทำไมแปลกหน้ามาทุกวันเลย อันนี้ไม่ซ้ำเดิมอีกแล้วปัญหาตรงนั้นก็จะลดน้อยลงไป ดิฉันก็คิดว่าน่าที่จะให้ความรู้กับพี่น้อง ประชาชนในข้อกฎหมายเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยอย่างดีที่สุด อย่างที่ดิฉันบอกไปที่สำคัญก็คือนิติบุคคล ถ้าหากว่านิติบุคคลนั้นได้ให้ความร่วมมือ ให้ความสำคัญ แล้วก็บวกกับลูกบ้านเองที่คอยสอดส่องดูแลแล้วการแก้ไขปัญหานี้ก็จะ ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าต้องนำเรียนว่าปัจจุบันที่ไม่ประสบ ความสำเร็จเพราะว่ามีส่วนของนิติบุคคลที่อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจ หรือแม้แต่ลูกบ้านที่ ไม่เข้าใจในสิทธิของตนเองจนทำให้เกิดการเพิกเฉย แต่เมื่อทางการได้รับทราบแล้วเราก็จะ เข้าไปดูแลเคร่งครัดแล้วก็ให้ความรู้ในเรื่องนี้ให้ได้เกิดการทำงานที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ในระยะยาวด้วย ดิฉันขออนุญาตนำเรียนว่าในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายที่เรา ได้มีการปรึกษาหารือแล้วก็ได้มีการพูดคุยร่วมกัน ก็อาจจะต้องนำให้เจ้าหน้าที่จากทุกภาค ส่วนได้เข้ามาพูดคุยกันแล้วก็มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันมากขึ้น ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านกรุณพล คำถามที่ ๓ ครับ🔗

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบ แต่ว่าก็ยังเป็นคำตอบแบบรูปธรรมที่ยังคงจับต้องไม่ได้ แต่ปัญหาของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกวันนี้ต้องบอกจริง ๆ ว่ามันเร่งด่วนมาก ๆ แล้วก็เป็นปัญหาที่ผมได้เรียนให้กับท่านรัฐมนตรีทราบแล้วว่า เมื่อหน่วยงานท้องถิ่นได้ลงไป ตรวจสอบ กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานท้องถิ่นไม่สามารถเจอผู้กระทำความผิดได้ อย่างที่ได้ เรียนตัวเลขให้ท่านรัฐมนตรีได้ทราบไปว่าตลอด ๕ ปีจับได้แค่ ๑๗๐ กว่าราย ถ้าในความเป็น จริงก็คงต้องบอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่ามันน้อย มันน้อยมากจนเหมือนเรามองไม่เห็นปัญหา ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญจากที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเราอาจจะลดสัดส่วนการถือครองของ ต่างชาติในอาคารชุดให้น้อยกว่า ๔๙ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมเองก็คงต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาล ปัจจุบันเพราะว่าในรัฐบาลที่แล้วแกนนำพรรครัฐบาลเองก็ได้บอกว่าอยากจะขยายการถือ ครองสัดส่วนของชาวต่างชาติจาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ รวมถึงเวลาที่ถือ ครองจาก ๕๐ ปี เป็น ๙๙ ปี ตรงนี้เองก็เป็นความสับสนที่เรายังมองไม่เห็นว่าทางกระทรวง หรือทางคณะรัฐมนตรีจะมีนโยบายในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนอย่างไร และที่สำคัญอย่างที่ ผมตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐมนตรีเลยว่า วันนี้มันไม่ใช่ เรื่องแค่การเช่าเป็นรายวันแล้ว เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาที่พระราม ๙ ตำรวจสามารถขึ้นไป จับชาวต่างชาติ ๑๕ คนที่ตั้งบ่อนพนันออนไลน์อยู่บนคอนโดมิเนียมโดยเช่าทั้งชั้น แล้วให้ เฉพาะคนชาติเดียวกันเองขึ้นไปเล่นพนันที่คอนโดมิเนียมนี้ แล้วไม่ใช่เท่านั้นครับ ในพื้นที่ พระราม ๓ ที่ประชาชนร้องเรียนผมมาก็มีเหมือนกันที่เจอเก้าอี้สำหรับนั่งทำงานส่งมาที่ห้อง ๆ นี้ ๘-๑๐ ตัว ซึ่งมันผิดปกติวิสัยมากกับการที่เป็นบ้านพักอาศัยขนาดประมาณ ๕๐-๗๐ ตารางเมตร แต่สั่งเก้าอี้สำหรับทำงานมา ๑๐ ตัว และที่สำคัญเมื่อเดินผ่านห้องเขาเปิดเข้าไป เห็น ตอนเปิดประตูออกมามีจอทีวีเต็มไปหมดเลย ซึ่งเราสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่ามันคือฐาน ของแก๊ง Call Center ที่ย้ายมาอยู่กลางเมืองหรือไม่ มันคือบ่อนออนไลน์หรือไม่ มันคือการชวนหลอกลงทุนหรือไม่ และที่สำคัญครับ หน้าห้องติด ภาษาจีน ติดภาษาต่างชาติ ติดสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่คนไทยทำเป็นปกติวิสัย แต่นิติไม่สามารถ กระทำการใด ๆ ได้ แต่ลูกบ้านไปแจ้งนิติบุคคล นิติบุคคลกลับไม่แจ้งไปที่ท้องถิ่น คำถามที่ ๓ ของผมที่จะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี นั่นก็คือจะมีวิธีการอย่างใดไหม ที่กระทรวงมหาดไทยจะสามารถออกระเบียบหรือหาความตกลง ความร่วมมือที่จะทำให้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่ของนิติบุคคล หรือให้นิติบุคคลสามารถมีช่องทาง นอกจากการติดต่อทางเอกสารปกติไปสู่ท้องถิ่น หรือผู้พักอาศัยสามารถติดต่อตรงผ่านไปที่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยไม่ผ่านนิติบุคคลได้หรือไม่ เพราะว่าปัญหานี้ต้องเรียนท่านรัฐมนตรี จริง ๆ ว่ามันเป็นปัญหาที่เรากำลังประสบการถูกยึดครองที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน เพราะแน่นอนคอนโดมิเนียมที่ทุนต่างชาติได้เข้ามายึดครองมีทั้งคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ ราคาแพง ซึ่งผู้ซื้อก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะว่า Unit ในแต่ละพื้นที่มันน้อยเนื่องจาก ขนาดมันใหญ่ แต่ตอนนี้ปัญหาที่เราเจอคือไม่ว่าจะเป็นลุมพินี ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ ที่ที่เป็น คอนโดมิเนียมที่มีห้องเกิน ๓๐๐ ๔๐๐ ห้อง แล้วคิดสภาพดูครับ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ของห้อง ๓๐๐ ๔๐๐ ห้อง นั่นคือ ๒๐๐ ห้องอย่างต่ำที่เราจะเจอคนต่างชาติเดินพลุกพล่านลาก กระเป๋าเดินทางไป ลากกระเป๋าเดินทางมา เดินผ่านหน้าห้องของเรา หรือแม้แต่เคสล่าสุด ที่เป็นคนต่างชาติเอาถังดับเพลิงมาฉีดในทางเดิน ทุบประตู สุดท้ายก็ไม่ได้รับความร่วมมือ จากทางนิติบุคคลในการที่จะแก้ไขปัญหานี้นอกจากปรับเท่านั้น เพราะว่ามีบทลงโทษเพียง เท่านั้น จึงอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีผ่านไปที่กระทรวงมหาดไทยเลยว่าจะมีแนวทาง ไหนไหมที่จะประสานความร่วมมือหรือออกข้อบังคับใด ๆ ที่จะลดปัญหานี้และแก้ปัญหานี้ อย่างยั่งยืน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ท่านรัฐมนตรีคำถามสุดท้ายครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตัวอย่างที่ดิฉันได้นำเสนอไปว่าในเรื่องของการทบทวนในเรื่องของข้อกฎหมายการถือครอง สัดส่วนของผู้ถือหุ้นในแต่ละอาคารนี้ อันนั้นก็คือเป็นแนวทางที่เราได้รวบรวมความคิดเห็น หลาย ๆ ความคิดเห็นนะคะ พอดีทางท่านได้กล่าวย้อนไปถึงในสมัยของทางท่าน นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ดิฉันก็อยากที่จะให้ท่านได้รับทราบความเข้าใจวัตถุประสงค์ว่าที่ดิฉัน ยกตัวอย่างให้ฟังนี้ก็คือเรารับฟังทุกความคิดเห็นไม่ว่าจะเหมือนหรือต่าง หรือสอดคล้องกับ ทางรัฐบาลที่เราคิดอยู่ขณะนี้เราได้รวบรวมไว้ทั้งหมดแล้วเพื่อที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืน และที่ดิฉันได้ขออนุญาตนำเสนอนั่นก็คือในกรณีตัวอย่างที่ท่านได้ยกมาว่า เจ้าหน้าที่ได้จับคนจีนที่เล่นการพนัน หรือว่าได้เข้าไปตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัย ดิฉันจึงนำเรียนว่านั่นก็คือการที่ทางเราเองได้มีการตรวจสอบแล้วก็ได้นำกำลังเข้าไปจับกุม ซึ่งถ้าหากว่าผิดในเรื่องของ พ.ร.บ. การพนัน ในเรื่องที่กระทำความผิดในเรื่องของการ ตั้งบ่อนพวกนั้นที่ไม่ได้รับอนุญาตก็ผิดอยู่แล้ว ฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการ ได้เลย อย่างผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ท่านนำเรียนว่าไม่ให้ความร่วมมือ ถ้าหากว่าตรวจสอบได้มี ความแน่ชัดแล้วว่าเขาทำผิด พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ร.บ. โรงแรม จริง ๆ เจ้าหน้าที่ ก็สามารถที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้ด้วยเช่นเดียวกัน ทุกอย่างที่ดิฉันได้นำเรียนมาก็คือมันอยู่ ในขั้นตอนกระบวนการของการรวบรวมหลักฐาน พยานต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการ ตามกฎหมายได้ เช่นเดียวกันค่ะท่านสมาชิก พี่น้องประชาชน ทุก ๆ ท่านถ้าหากว่าใครมีข้อมูล มีหลักฐานอะไรที่สามารถที่จะมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ได้อาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การ ดำเนินการนั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะว่าคนที่จะรู้ดีที่สุดว่ามีการทำผิดกฎหมาย นั่นก็คือคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ คนที่อยู่ในอาคาร คนที่อยู่ในอาคารชุดต่าง ๆ ฉะนั้นท่านอาจจะส่ง ข้อมูลมาให้ทางศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้นะคะ ที่หมายเลข ๑๕๖๗ หรือว่าศูนย์ดำรงธรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดจังหวัดใดท่านก็สามารถที่จะส่งข้อมูล หลักฐานต่าง ๆ ให้เราได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกรมการ ปกครองหรือว่ากรมที่ดินที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ในชั้นของการอนุญาต ให้สร้าง ให้ใช้ ให้ขาย ให้เช่า เราทำงานอย่างใกล้ชิดค่ะ และดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะร่วมมือกัน กับทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือภาคประชาชนเราก็จะสามารถแก้ไข ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนมากที่สุด ดิฉันเองได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ว่าหลังจากที่เราได้รับ ทราบแล้วว่าตรงนี้มีแนวโน้มว่าจะมีการกระทำผิดขึ้นจริง ๆ เราทำอย่างไร เจ้าหน้าที่บอกว่า เราก็ตรวจสอบทันทีค่ะ ได้สอบถามไปทางนิติบุคคลแล้วก็ได้ส่งทางเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่ เพื่อที่จะขอเข้าไปดูในเรื่องของข้อร้องเรียนต่าง ๆ นั้นว่าเท็จจริงแล้วเป็นอย่างไร แล้วก็ ในหลาย ๆ เคสก็ได้รับความร่วมมือ สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ ปัญหาก็หมดไป แต่ใน หลาย ๆ เคสก็มีอย่างที่เป็นข่าวปรากฏขึ้นว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ที่ให้บริการกับผู้มา ใช้บริการด้วยนะคะ ฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถที่จะทลายกำแพงกั้นตรงนี้ลงไปได้ ให้ความรู้ อย่างที่ดิฉันได้นำกล่าวไปว่าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ให้ผู้เช่ารายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบนั้นส่งข้อมูลมาให้กับทางเรา เราเองก็ไม่นิ่งเฉยนะคะ เราก็จะลงพื้นที่ไป ตรวจสอบให้ความจริงนั้นปรากฏมากที่สุด ดิฉันก็ขอให้ทุก ๆ คนได้ส่งข้อมูลเข้ามา ดิฉันเอง คิดว่าระเบียบที่ทางท่านเองอาจจะนำเสนอว่าอยากที่จะให้มี มันก็อาจจะไม่เท่ากับการที่ เจ้าหน้าที่ได้ลงมือไปปฏิบัติจริง ๆ แล้วก็ใช้ พ.ร.บ. ที่เรามีอยู่นั้นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตามข้อบังคับ ตรงไปตามหลักเกณฑ์มากที่สุดด้วย วันนี้ดิฉันคิดว่าเราสามารถที่จะหา แนวทางในการป้องกันได้ตั้งแต่สาเหตุ ต้นตอของปัญหา รวมถึงการได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนทุก ๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย จะเป็นจุดที่เราจะสามารถทำงานร่วมกันได้ อย่างราบรื่นต่อไป ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เป็นอันจบกระทู้ถามที่ ๒ นะครับ เชิญท่านกรุณพลนิดหน่อยครับ เชิญครับ🔗

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม กรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานให้โอกาสมาตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีแล้วก็ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีที่มาตอบนะครับ ก็อยากจะฝากนะครับว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มันคงไม่สามารถ ที่จะให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงเจ้าภาพนะครับ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับต่างชาติด้วย ก็คงต้องประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางกองบัญชาการตรวจคนเข้าเมืองใน การตรวจสอบคนที่จะเข้าออกประเทศ เพราะว่าทุกวันนี้หลายประเทศเราให้ Free Visa รวมถึงการจดทะเบียน เพราะว่าในกรรมาธิการ DES แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ก็ส่งสะท้อนมา เหมือนกันว่ามันมีทุนต่างชาติที่มาจดทะเบียนโดยใช้ Nominee คนไทยแล้วก็บริษัทลอว์ เฟิร์ม (ไทยแลนด์) จำกัด ของไทยในการช่วยในการจดทะเบียนเพื่อมาลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งมันดี ที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโต แต่มันคงจะเป็นข้อเสียหากคนเหล่านี้ใช้ช่องทางหรือช่องว่าง ของกฎหมายในการที่จะมานำเงินตราในประเทศขนย้ายออกไป กลับไปสู่ประเทศต้นทาง ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีให้ร่วมกันประสานกับหลายหน่วยงานเพื่อให้ปัญหานี้ มันถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เป็นอันจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๒ ครับ ต่อไปจะเป็นวาระที่ ๑.๑.๓ ครับ กระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน สส. ณรงเดช อุฬารกุล ครับ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพร้อมแล้วนะครับ ก็ขอเชิญผู้ตั้งกระทู้ถามครับ เชิญถามเลยครับ ๓ คำถามครับ🔗

๓. นายณรงคเดช อุฬารกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่เดินทางมาตอบคำถามที่สภาแห่งนี้ได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าท่านรัฐมนตรีมาเช้ากว่านี้อีกสักนิดครับ ท่านจะทราบว่าทุกสัปดาห์ ตลอด ๑ เดือน ที่ผ่านมาที่สภาแห่งนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปรึกษาหารือเรื่องปัญหาราคาข้าวนะครับ กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ก็เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามารับฟังปัญหาของ พี่น้องชาวนา มีการตั้งญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราพูดไปจะไปไม่ถึงกระทรวงพาณิชย์ นบข. และรัฐบาล รวมถึง ท่านรัฐมนตรีเองด้วย วันนี้ผมจึงต้องรบกวนท่านรัฐมนตรีมาตอบคำถามครับ ท่านรัฐมนตรี ผมสงสัยมาตลอดว่ารัฐบาลนี้มีความจริงจังจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนามากน้อย ขนาดไหนเพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในการตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ก็มักจะมีการตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นฝ่าย เลขานุการเพราะมีหน้าที่ที่สำคัญคือการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนการปลูก การติดตามสถานการณ์ การขายและการช่วยเหลือพี่น้องชาวนา รัฐบาลที่ผ่านมามีท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็นประธาน ก่อนหน้านั้นรัฐบาล คสช. ก็มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน แต่รัฐบาลนี้กลับตั้งรองนายกรัฐมนตรีพิชัยเป็นประธาน อยากทราบว่าปัญหาชาวนาไม่สำคัญหรือครับ นายก Gen Y ไม่สนใจปัญหาเกษตรหรือครับ ท่านรัฐมนตรีครับ จากปัญหาการไร้ผู้นำทำให้เราเห็นการบริหารจัดการข้าวเป็นแบบทำใคร ทำมันครับ เป็นนโยบายรายวัน ผมขอยก ๒ ตัวอย่าง🔗

ตัวอย่างแรก ไม่มีการวางแผนและติดตามสถานการณ์ในขณะที่ราคาข้าว ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๗ นะครับ อินเดียประกาศส่งออกข้าวตั้งแต่ เดือนกันยายน ๒๕๖๗ แต่ในการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ครั้งที่ ๕/๒๕๖๗ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา โดยท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับมอบหมายให้กรมชลประทานและกรมส่งเสริม การเกษตรไปบอกชาวนาให้ทำนาปรังเพิ่มเพราะน้ำดี เว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศแบบนี้นะครับ รัฐมนตรีนฤมลแจ้งข่าวดีให้ชาวนาได้เฮ เผยปริมาณน้ำทำนาปรัง ทั่วประเทศ ๑๐.๐๒ ล้านไร่ เพิ่มจากปีที่แล้ว ๑.๒ ล้านไร่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บอกว่าไม่ได้ส่งเสริมให้ทำข้าวนาปรัง สรุปว่า ส่งเสริมหรือเปล่าครับแบบนี้ ท่านรัฐมนตรีได้คุยกันบ้างไหมครับอยู่พรรคเดียวกัน เพราะจาก การไม่วางแผนร่วมกันสุดท้ายราคาข้าวมีปัญหาเพราะข้าวล้นตลาด ส่งออกก็มีปัญหาทำให้ ชาวนารายได้ลดลงรัฐบาลจะรับผิดชอบความผิดพลาดนี้อย่างไร🔗

ตัวอย่างที่ ๒ ความสับสนในเรื่องของมาตรการช่วยเหลือชาวนา ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาท่านนภินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มาตอบปัญหาราคา ข้าวที่สภาแห่งนี้ครับ ท่านบอกว่ากำลังหาวิธีการแก้ปัญหาข้าวนาปรังอยู่ มาตรการต่าง ๆ ต้องถามท่านพิชัยครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ๑๙ กุมภาพันธ์ ท่านพิชัยตอบแบบ นี้ครับ ท่านให้ข่าวว่าพรุ่งนี้จะเสนอ ๗ มาตรการในการแก้ปัญหาราคาข้าว ๒๐ กุมภาพันธ์ คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ด้านการตลาดมีมาตรการออกมา ๓ มาตรการ ๑. สินเชื่อชะลอนาปรัง ๒. ชดเชยดอกเบี้ย ๓. เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกใช้ งบประมาณรวม ๑,๘๙๓ ล้านบาท ๒๔ กุมภาพันธ์ ท่านพิชัยบอกกับชาวนาที่ไปหาที่ กระทรวงพาณิชย์บอกว่า เงินชดเชยรายได้ที่ชาวนาต้องการหรือการประกันรายได้ตามข้อ เรียกร้องของเกษตรกรยืนยันว่าทำไม่ได้เพราะขัดมติ ครม. แต่อีก ๒ วัน วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ท่านพิชัยแถลงว่า นบข. มีมติจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรโดยตรง ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท คนละ ไม่เกิน ๑๐ ไร่ เฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน วงเงินงบประมาณ ๒,๘๖๗ ล้านบาท แค่สัปดาห์เดียวมาตรการที่เสนอมากลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมารายวัน วันหนึ่งบอกทำไม่ได้อีก วันหนึ่งบอกว่าทำได้ ผ่านมาแล้ว ๑ เดือนถึงวันนี้ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือชาวนาเข้า ครม. เลยนะครับ ทำอะไรกันอยู่ มาตรการต่าง ๆ ได้ข้อสรุปหรือยังครับ หรือยังตั้งคณะกรรมการ ประชุมกันอยู่🔗

คำถามแรก ผมจึงอยากถามว่าในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีเป็นรองประธาน นบข. และเป็นฝ่ายเลขานุการช่วยตอบได้ไหมว่ามาตรการที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องชาวนาที่ทำ นาปรังในฤดูการผลิต ๒๕๖๗/๖๘ คืออะไร ความช่วยเหลือจะถึงมือพี่น้องชาวนาเมื่อไร จะใช้ เงินเท่าไร จะช่วยเหลือใครบ้าง ตอนนี้เกษตรกรที่ทำนาปรังลงทะเบียนทั้งสิ้น ๔.๓ ล้านไร่ จำนวน ๒๔๕,๐๐๐ ครัวเรือน หากท่านเตรียมงบประมาณไว้เพียง ๒,๘๐๐ ล้านบาท เพื่อจ่ายไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ครัวเรือนละไม่เกิน ๑๐ ไร่ และความเสียหายของพี่น้องชาวนา ที่ปลูกข้าวเพิ่มในปีนี้กว่าสิบล้านไร่จากการส่งเสริมของรัฐบาลท่านจะทำอย่างไร ชาวนา ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนทำนาอีกกว่า ๕ ล้านไร่ ท่านจะดูแลเขาอย่างไร จะมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติม ขึ้นมาอีกหรือเปล่า ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินช่วยเหลือนี้จะถึงมือพี่น้องชาวนาไม่ใช่ เจ้าของที่ดิน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาขอตอบกระทู้ถามที่ได้ถามขึ้น มานะครับ ผมเองก็ต้องขอขอบคุณท่าน สส. ณรงเดช อุฬารกุล พรรคประชาชน ที่กรุณา สะท้อนเสียง ปัญหาของราคาข้าวมา ผมเองก็มีความห่วงชาวนาไม่ต่างจากท่านครับ ผมเอง มีความกังวลตลอดเวลาถ้าได้ตามกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเราก็เริ่มพูดตั้งนาน แล้วว่าราคานาปรังจะไม่ดีเนื่องจากว่าอินเดียจะเริ่มส่งออกข้าว ถ้าตามสื่อผมพูดหลายหน มากเป็นสิบหนเลย ผมเองกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีการคุยกันบ้าง แต่ว่าอยู่คนละ พรรคนะครับ เขาอยู่อีกพรรคหนึ่ง ผมเองไม่ได้อยู่พรรคเดียวกันนะครับ ถ้าอย่างนั้นอาจจะ ฝากท่านช่วย Check นิดหนึ่ง ผมเองกับท่านนฤมลอยู่คนละพรรคกันครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มีการคุยกันตลอด เรื่องราคา เรื่องความเดือดร้อนของชาวนาเป็นเรื่องที่สำคัญ ความทุกข์ของชาวนาคือความทุกข์ของแผ่นดิน อันนี้คือที่ผมตอกย้ำมาตลอด ผมเองก็เห็นว่า การที่เราจะต้องช่วยชาวนาในระยะสั้นและระยะยาวจะทำอย่างไร ระยะสั้นในภาวะที่จริง ๆ เราคาดการณ์อยู่แล้วว่าราคาตก ถ้าท่านย้อนหลังไปดูผมให้สัมภาษณ์หลายหนว่าราคาข้าว จะตกเพราะว่าอินเดียเริ่มส่ง อินเดียไม่ได้ส่งมา ๒ ๓ ปีครับ ราคาข้าวก็ดีขึ้นไปถึงหมื่นหนึ่ง แต่พออินเดียประกาศส่งออกข้าวราคาก็เริ่มทยอยลง มาต้นปีนี้เราก็ติดตามตลอดไม่ได้ ไม่ติดตาม เป็นอย่างนี้ครับท่าน เรื่องหนึ่งก็คือนาปรังแต่เดิมเราไม่เคยให้เงิน ไม่เคย Support ต้องเรียนตรง ๆ ว่านาปรังไม่เคย Support เราเองก็มอนิเตอร์ดูว่าในเรื่องราคาเป็นอย่างไร พอเห็นว่าราคามันตกเยอะและชาวนาลำบากเราก็ออกมาตรการออกมา ขณะเดียวกันที่เรา ออกมาตรการที่ผมพูดถึงเรื่องการเข้าไปดูแลก็คือมาตรการที่ข้าราชการส่งขึ้นมาเราก็ พิจารณาทุกอัน และชาวนาเองเขาก็มาหาผมเพื่อมาเสนอแนวคิดต่าง ๆ เราก็รับฟังทุกทาง นะครับ ขออนุญาตเรียนให้ฟังว่า นบข. ใหญ่ มันจะประกอบด้วย ๒ ส่วน เป็นอนุกรรมการ การผลิตกับอนุกรรมการการตลาด ผมเองมีเลขา ๒ ฝ่าย ทั้งการผลิตและการตลาด ท่านพิชัย เป็นประธาน นบข. ทั้งใหญ่ ผมเองรับผิดชอบเป็นประธานอนุกรรมการทางด้านการตลาด ท่านรัฐมนตรีนฤมลดูแลเรื่องการผลิต อันนี้ต้องขออนุญาตให้ข้อมูลท่านก่อน ในแง่ของ การตลาดเราก็พยายามในเรื่องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ชาวนา สุดท้ายเราก็ได้รับฟัง พอออกมาตรการเราก็เปิดเสียงรับฟังชาวนาก็ยกมาขอคุยกันจำนวนมาก เราก็ได้รับฟังความ คิดเห็นแล้วก็มีชาวนากลุ่มใหญ่ ๆ เสนอว่าอยากได้ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่นี้ใช่ไหมครับ เราก็เสนอเข้า นบข. ใหญ่ ทุกเรื่องที่ใครเสนอมาเราก็ส่งเข้าไปหมดครับว่าสุดท้ายจะตัดสิน อย่างไร ปรากฏว่าทาง นบข. ใหญ่สรุปว่าจะให้ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ ซึ่งก็เป็นเงินที่ เหลือค้างจากงบข้าวนาปี อันนี้ไม่ได้ของบเพิ่มเติมใช้จากข้าวนาปีมาช่วย อันนี้ก็คือสิ่งที่อยาก จะแจ้งให้ทราบว่าไม่ได้นิ่งนอนใจครับ เราได้ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว และเราก็มองในระยะยาว ว่าการที่จะต้องทำอย่างไรให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างถาวร คือเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เรา อยากจะให้เน้นย้ำ เมื่อสักครู่นี้ผมประชุม นบข. ข้าวโพดเอง เราก็พูดเรื่องนี้ว่าเราเองอยาก เห็นชาวนามีรายได้ที่สูง มีรายได้ที่ทำอย่างไรจะแก้ไขอย่างไร เช่นมีเมล็ดพันธุ์ที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้นไหม มีไหม ใช่ไหมครับ หรือว่าการที่จะต้องมาดู ภาพรวมว่าจะแก้ไขอย่างไร สมมุติเราควรจะปลูกอะไรบ้างใช่ไหม เอาการตลาดนำการผลิต ก็คือรู้ว่ามีตลาดอะไรบ้างที่จะสามารถนำไปให้ชาวนามีรายได้ที่ดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันนี้คือการแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว แต่ระยะสั้นเขาลำบากเราก็ดำเนินการช่วย อย่างนั้น ให้มาลงทะเบียนก่อนวันที่ ๓๐ เมษายน เราสามารถที่จะดำเนินการจ่ายให้ได้ นะครับ ขออนุญาตเรียนท่าน สส. ที่เคารพนะครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านผู้ถามกระทู้ถาม เชิญคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อยากเรียน ท่านรัฐมนตรีนะครับ เมื่อสักครู่ผมขึ้นรูปท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นประธานที่ประชุม คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาตินะครับ ผมเพิ่งทราบว่าท่านอยู่กันคนละพรรค เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่าตลาดนำการผลิต ผมเห็นด้วยครับ แต่ปัญหาของราคาข้าว ณ ปัจจุบันตลาดก็มีปัญหาครับ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเขาให้สัมภาษณ์ ไว้อย่างนี้ครับ เขาบอกว่าประเทศที่เป็นผู้ผลิตข้าวทั้งเวียดนาม ปากีสถาน อินเดียและไทย มีการส่งออกแต่ผู้ซื้อกลับหายหมด อินโดนีเซียที่คาดว่าจะนำเข้าข้าวปีนี้ ๔ ล้านตันก็ประกาศ ว่าจะไม่นำเข้าหรือนำเข้าแค่เพียง ๑ ล้านตันเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปีที่อินเดีย กลับมานำเข้าข้าว ดังนั้นตลาดข้าวตอนนี้ถือว่าแย่ ของมีเยอะแต่ความต้องการซื้อไม่มี ท่านครับตอนนี้ไม่มีใครซื้อข้าวในตลาดโลกครับ ท่านรัฐมนตรีครับ วันนี้สถานการณ์ราคาข้าว ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะข้าวล้นตลาด ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนนี้ เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ประมาณ ๕.๓ ล้านตัน หรือร้อยละ ๖๗ ของปริมาณข้าวนาปรัง ทั้งหมด โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาว่า ข้าวนาปรังจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ๑.๓ ล้านตันข้าวเปลือกจาก ๖.๕ ล้านตันเพิ่มเป็น ๗.๘ ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น ๑๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คาดการณ์ว่าปีนี้เราจะส่งออกข้าวน้อยลง ๘๘๗,๐๐๐ ตันข้าวเปลือกจากปีที่ผ่านมา หมายความว่าปีนี้เราจะมีข้าวที่ต้องหาตลาด เพิ่มจากปีที่ผ่านมา อย่างน้อย ๒.๒ ล้านตันข้าวเปลือก ผมขอย้ำว่าท่านทราบตัวเลขนี้ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน หรือเมื่อ ๔ เดือนที่ผ่านมาแล้ว ถ้าท่านบอกว่าท่านติดตามท่านก็น่าจะทราบ ดังนั้นคำถามที่ ๒ ครับง่าย ๆ ผมจึงอยากถามว่าในเมื่อกระทรวงพาณิชย์ทราบแล้วว่าจะมี สถานการณ์ข้าวล้นตลาด ทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีแผนการอย่างไรในการบริหารจัดการ ข้าวเปลือก ๒.๒ ล้านตันที่ยังไม่มีที่ไปในปีนี้ ที่ท่านรัฐมนตรีแถลงว่าจะผลักดันการซื้อขายข้าว แบบรัฐต่อรัฐหรือ G2G กับจีนอีก ๒๘๐,๐๐๐ ตันข้าวสาร อยากทราบว่าจะขายข้าว ชนิดไหน ราคาเท่าไร ข้อตกลงนี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นฝีมือท่านหรือเปล่าครับ การส่งออกข้าว ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ข้าวสารไปแอฟริกาใต้น่าจะเป็นข้าวนึ่งนะครับ มูลค่าราว ๕,๒๕๐ ล้านบาท ที่ท่านกล่าวถึงตอนนี้ความคืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ จะสามารถดำเนินการได้เมื่อไร มูลค่าต่อตัน เท่าไรครับ ข้าวที่เหลืออีก ๑.๓ ล้านตันข้าวเปลือกท่านจะจัดการอย่างไร คำถามที่ ๒ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ความหมายของผมไม่ได้หมายถึงท่านประเสริฐนะครับ ผมหมายถึงท่านนฤมลนะครับ เมื่อสักครู่ ท่านพูดเองว่าท่านนฤมลเป็นคนบอกว่าเร่งให้คนปลูกข้าวนาปรัง ไม่ใช่ท่านประเสริฐ ผมเองก็ไม่ได้ เห็นอันนี้เพียงแต่ตามคำพูดท่าน ท่านบอกอย่างนั้น อย่างไรก็ตามอย่างนี้ครับ ตัวเลขท่านก็ เหมือนกับตัวเลขของผมนะครับ คือตอนนี้ Supply มันเยอะ Demand มันน้อยลง อันนี้ก็จะเป็น ภาคเศรษฐศาสตร์ธรรมดานะครับก็คืออินโดนีเซียที่เคยซื้อก็ไม่ซื้อหลายประเทศที่จะนำเข้าก็ไม่ นำเข้า ในช่วงตั้งแต่พฤศจิกายนถ้าตามข่าวผมเองได้มีการติดต่อขายข้าวล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว นะครับ เพราะรู้ว่ามันจะมีปัญหาเรื่องพวกนี้ ถ้าท่านตามข่าวตั้งแต่พฤศจิกายน ธันวาคม ผมก็เรียกทูตจีนมาพบแล้วขอให้ซื้อ ๒๘๐,๐๐๐ อาทิตย์หน้าผมก็เจอเขาอีก เขารับปากว่า จะดำเนินการเรื่องนี้นะครับ ขอเรียนตรง ๆ ว่าส่วนราคาก็คงจะดูว่าราคาขณะนั้นตอนนั้นราคา ตลาดมันควรอยู่เท่าไร แล้วก็คงมาเจรจาต่อรองกัน แต่เขายืนยันว่าเขาจะซื้อแน่ ๒๘๐,๐๐๐ แล้วเขาจะซื้ออย่างอื่นเพิ่มอีกนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ได้ไปคุยกับทางจีน ส่วนเรื่องแอฟริกานี่พอเรา ทราบว่ามีปัญหาว่าตลาดอาจจะระบายข้าวอย่างไรก็ติดต่อทางแอฟริกา จริง ๆ โดยกำหนดการ ผมเองจะต้องบินไปแอฟริกาเพื่อไปเซ็นสัญญาเรื่องการซื้อขายข้าวในปลายเดือนนี้ ๓๗๐,๐๐๐ ตัน อันนี้ขอเรียนว่าก็คงเป็นราคาที่ตอนนี้เขากำลัง Work สุดท้ายราคากันอยู่เพราะตอนนี้ราคามัน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงระดับหนึ่ง แต่ว่าขายได้แน่ทางกรมการค้าต่างประเทศแจ้งผมเรียบร้อยแล้วว่ามี การติดต่อขายข้าว ๓๗๐,๐๐๐ ไปแอฟริกาแล้ว แล้วก็จะขายได้อีกเรื่อย ๆ เพราะว่าแอฟริกาเป็น ตลาดใหญ่ แล้วก็ความนิยมในการบริโภคข้าวไทยก็ค่อนข้างเยอะ แต่บังเอิญผมเองก็ต้องอยู่ อภิปรายไม่ไว้วางใจคอยดูตามสถานการณ์ก็เลยอาจจะไม่ได้ไป แต่ว่าก็ได้ส่งทีมไปแต่ขายได้ แน่นอนครับ ๓๗๐,๐๐๐ ตัน เขา Confirm มาแล้วว่าเขาจะซื้อแน่นอนอันนี้ก็ขอยืนยัน นะครับ ส่วนตลาดอื่น ๆ เราก็พยายามจะหาเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นอิรัก ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ ประเทศนี่เรากำลังมุ่งมั่น วันก่อนผมเองก็ได้มีการเรียกทูตพาณิชย์ทั้งหมดมานั่งฟังแล้วก็หา ช่องทางในการเร่งขายข้าวเพราะเราเองก็ต้องทราบว่ามีปัญหาเรื่องนี้อยู่ก็ทำอย่างไรที่จะขาย ข้าวได้ ประเทศไทยเราก็ต้อง ส่วนอย่างข้าวหอมมะลิเราก็ขายได้ดีอย่างสหรัฐอเมริกาซื้อ เยอะมากราคาก็ไม่ตก ๑๕,๐๐๐ ๑๖,๐๐๐ ยังขายได้อยู่ในราคานี้เลยแต่ส่วนราคาข้าวขาว เหมือนที่บอกทางอินเดียส่งเพิ่มนี่ก็เป็นปัญหาที่เราเองจะต้องเร่งแก้ไขว่าจะระบายอย่างไร ขอยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจครับ เหมือนที่บอกนะครับทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดินครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ คำถามที่ ๓ ครับ🔗

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านรัฐมนตรี ครับถ้าอย่างนั้นผมสรุปอย่างนี้ได้ไหมครับ มาตรการที่ท่านมีอยู่มาตรการเดียวก็คือวันนี้จ่าย ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกินครัวเรือนละ ๑๐ ไร่ ซึ่งผ่านมติ นบข. แต่ก็ยังไม่ได้เอาเข้า ครม. แล้วก็ยังไม่รู้ใช่ไหมครับว่าจะเอาเข้า ครม. เมื่อไร🔗

อันที่ ๒ ท่านก็ยังตอบไม่ได้ใช่ไหมครับว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เหลือ ๑.๓ ล้านตัน จะเอาไปขายที่ไหน ท่านก็ตอบเองว่ากำลังหาตลาดอยู่ ท่านรัฐมนตรีครับปีนี้ถ้าผมมองพี่น้อง ชาวนาในฐานะผู้ผลิตผมต้องชื่นชมพี่น้องชาวนานะครับว่าทำหน้าที่ได้ดี เพราะผลผลิตมีมากขึ้น ผลผลิตต่อไร่ก็สูงขึ้นชาวนาก็ควรจะมีรายได้มากขึ้น แล้วรัฐบาลละครับได้ทำหน้าที่ของตัวเอง หรือยัง กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ตอนแถลง นโยบายท่านบอกว่าตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ วันนี้เกี่ยวข้าวแล้วตลาดอยู่ที่ไหนครับ ถ้าคะแนน ๑๐ เต็ม ๑๐ คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน ท่านรัฐมนตรีจะให้คะแนนตัวเองในการแก้ปัญหา ราคาข้าวเท่าไรดีครับ ถ้ามีการปรับ ครม. ท่านจะยังอยู่ไหมครับ🔗

คำถามสุดท้ายครับท่านรัฐมนตรี ผมอยากทราบว่าชาวนาเขาเดือดร้อน เพราะสิ้นเดือนนี้เขาต้องจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ครับ วันที่ ๓๑ มีนาคม หากขายข้าวแล้วไม่เหลือเงิน ชำระหนี้ปัญหาจากข้าวก็จะลุกลามกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่พอกพูน ถึงแม้รัฐบาลจะมี โครงการพักชำระหนี้แต่ก็มีเพดานที่ต่ำ คนที่จะเข้าร่วมโครงการได้ต้องมีหนี้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทำให้ชาวนาจำนวนมากตกหล่นไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ผมจึง อยากถามท่านรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นรองประธาน นบข. และฝ่ายเลขาอยากทราบว่าได้ เตรียมมาตรการในการรองรับปัญหาหนี้สินนี้ไว้หรือไม่หากสถานการณ์ราคาข้าวไม่ได้ดีขึ้น ครับ ได้คุยกับ ธ.ก.ส. บ้างหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการพักหนี้เพิ่มเติม การเลื่อนการ ชำระหนี้ออกไปจากสิ้นเดือนนี้ อย่างน้อย ๕ เดือนถ้ามีโครงการสินเชื่อชะลอการเก็บเกี่ยว ๓ การชะลอหนี้ในรอบนี้ให้กับชาวนา ท่านได้เตรียมการไว้หรือเปล่าครับถ้าสถานการณ์ มันไม่ได้ดีขึ้น ท่านจะช่วยเหลือพี่น้องชาวนาให้หลุดออกจากปัญหานี้ได้อย่างไร อีก ๒๔ วัน ที่จะถึงนี้ท่านเตรียมการอะไรไว้บ้าง ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่าน สส. ผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมเองขออนุญาตรายงานว่าเราได้ทำ อะไรไปบ้างนะครับ ๑. เรื่อง ๑,๐๐๐ บาท ๑๐ ไร่ เราได้สรุปกันเรียบร้อยแล้ว แล้วตอนหลัง ก็มีชาวนามาประท้วงเหมือนที่ท่านทราบเราก็ให้ความเข้าใจเขาว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้ราคา ตลาดมันประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าบาท ๘,๕๐๐ บาท ๘,๘๐๐ บาท รวมกับรายได้ที่เขาจะได้อีก ไร่ละ๑,๐๐๐ บาท ก็เท่ากับอีก ๑,๐๐๐ กว่าบาทก็ประมาณหมื่นหนึ่งแล้วที่เขาจะได้รายได้ เขาก็พอใจกัน ตอนนี้รายละเอียดกำลังจะทำเพื่อส่งเข้า ครม. น่าจะเข้าได้ภายในอาทิตย์หน้า อาทิตย์โน้น เพราะว่าอาจจะต้องเวียนขอความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนนะครับ อันนี้ก็เรียนให้ฟังว่าได้ดำเนินการแล้ว ได้สรุปแล้วเรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ อันนี้คือสิ่งที่อยากให้ ทราบว่าเราต้องฟังความคิดเห็นของคนทุกฝ่าย แล้วเราก็หาทางมาช่วยแก้ไขอย่างไรเหมือนที่ ผมบอกครับ ความทุกข์ของชาวนาคือความทุกข์ของแผ่นดิน เราต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้นะครับ🔗

ต่อมาคือการที่จะต้องเร่งหาตลาดใหม่ เหมือนที่ผมบอก เรื่องทั้งที่จีนเองก็มี สัญญาณที่ดี อาทิตย์หน้าผมก็เจอเอกอัครราชทูตจีนนัดเหมือนกันว่าจะเร่งเรื่องนี้อย่างไร เขาเองก็บอกว่าเรื่องนี้มันเป็นการเจรจาระหว่างรถไฟความเร็วสูงสมัยโน้นนะครับ แต่ถ้าเกิด วันนี้เราก็จะเริ่มทำรถไฟความเร็วสูงสมัยนี้แล้ว เดี๋ยวรวมเข้าไปในนี้เดี๋ยวเขาจะจัดการให้ อันนี้ขออนุญาตให้ข้อมูลเบื้องลึกเลยนะครับ🔗

ต่อมาก็คือเรื่องของเรื่องแอฟริกา ๓๗๐,๐๐๐ นี่คือเริ่มต้นเรายังจะขยายต่อ นะครับ ตอนนี้เชื่อว่าอินโดนีเซียที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาซื้อ อาจจะบอกว่าตอนนี้ไม่ซื้อแต่เดี๋ยว อินเดียก็ต้องซื้อ เรามีการทำการตลาดแล้ว ตอนนี้ให้ทางทูตพาณิชย์เร่งขายกันค่อนข้างเยอะ ก็เชื่อว่าได้รับผลตอบรับมาค่อนข้างดี แต่ราคาเหมือนที่บอกนะครับ พออินเดียขายเราก็จะมี ปัญหานิดหนึ่ง แต่ถ้าเป็นข้าวเป็นอะไรที่เป็น อย่าง GI เป็นข้าวหอมมะลิเราไม่มีปัญหาการ ขายเลยเราสามารถขายได้ถ้าเป็นข้าวที่เป็นเฉพาะพิเศษนะครับ🔗

อันที่ ๓ ผมเองก็ได้เร่งเจรจากับอินเดียนะครับ แล้วก็กับเวียดนามว่าทำ อย่างไรที่จะไม่ต้องแข่งขันกันมากนัก ทำได้ไหม เพื่อจะได้ไม่ให้ราคาสิทธิข้าวมันต่ำมากนัก เกษตรกรของทั้ง ๓ ประเทศก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการคุยกันแล้วนะครับ แต่ว่ารอที่จะ นัดหมายคุยกันอีกทีว่าจะทำเรื่องนี้ได้ขนาดไหน อันนี้คือสิ่งที่เราทำนะครับ🔗

ต่อมาก็คือให้พาณิชย์จังหวัดกลางเขาดูด้วย อยากให้ชาวนามีการตรวจเรื่อง ความชื้นเรื่องอะไรให้มันชัดเจน และนอกจากนี้เรายังจะทำข้าวถุงร่วมมือกับพวก Modern Trade ทำข้าวถุงเพื่อจะดึงนัก Supply ออกตลาดเพื่อที่จะสามารถลด Supply ของตลาด ออกไปได้ ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ เดี๋ยวถ้ามีมาตรการ คือตอนนี้ข้าวนาปรังจริง ๆ ยังไม่ออกมา ตอนนี้ออกมาประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เอง เดือนนี้ประมาณกลาง ๆ เดือนน่าจะมีข้าวนาปรัง ออกมาเยอะ เดี๋ยวเราจะมีมาตรการในการทำการตลาดให้มากขึ้นแล้วก็จะมาชี้แจงท่าน ที่เคารพนะครับ🔗

ผมเองก็อยากสรุปคร่าว ๆ ว่าจริง ๆ แล้วพี่น้องเกษตรกรเป็นพี่น้องในกลุ่ม ประชาชนที่สำคัญที่เราอยากจะต้องดูแลนะครับ ขอให้มั่นใจว่าเราอย่างไรต้องทำให้สิทธิ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตอนช่วงระยะสั้นมีราคาที่ไม่ดีเราก็ เข้าใจแก้ไขนะครับ ระยะยาวทำอย่างไร โจทย์ก็คือทำอย่างไรที่เขามีรายได้ที่มากขึ้น อย่างกระทรวงพาณิชย์เองเราก็พยายามจะหาพืชอื่นเพื่อที่เขาจะสามารถสร้างรายได้ได้ เรามี การนำ อย่างผมไปญี่ปุ่น เราก็ได้รู้ว่าญี่ปุ่นต้องการกล้วย ๑ ล้านตันต่อปี เรามี ๘,๐๐๐ ตัน เราส่งแค่ ๒,๐๐๐ ตันเอง โควตาแบบต่าง ๆ เราเองจะทำอย่างไร ถ้าเกิดเรามาเร่งให้กับ ชาวนาหรือเกษตรกรไทยปลูกกล้วยส่งญี่ปุ่นดีไหม เพราะผมคำนวณแล้วให้ทางกระทรวง พาณิชย์คำนวณว่าผลตอบแทนต่อไร่ของกล้วย ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อไร่เลย เราก็ได้มีการ ให้นำทูตพาณิชย์จากญี่ปุ่นมาเลย ของไทยประเทศญี่ปุ่น แล้วก็นำผู้นำเข้าจากญี่ปุ่นมาเลยมา ทดลองปลูกในแปลงที่จังหวัดนครราชสีมานะครับ ตอนนี้ลงไปแล้ว ๑๕๐,๐๐๐ ต้น เพื่อที่จะ ทดสอบให้ประชาชนได้เห็นว่าเขาได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าจริง ๆ เพื่อจะปรับเปลี่ยนให้เขา มาปลูกพืชที่มีรายได้สูงขึ้นเพื่อเขาจะได้มีรายได้ที่ยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เราทำ แล้วเราก็พยายามจะหาสินค้าเหล่านี้ พวกผลผลิตเกษตรเหล่านี้ที่จะสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรและชาวนามากขึ้น จะทำอย่างไรให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันนี้ขอยืนยันว่า ถ้าอันนี้สำเร็จ จริง ๆ แล้วมีการปลูกกล้วยในพื้นที่ภาคเหนือ เชียงรายเองเขาก็มีการส่งออก แล้วรายได้ก็เป็นแสน ๆ ต่อไร่แล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าอันนี้เป็นการทดลอง แต่ว่าอันนี้เป็นการ ดึงดูดให้เกษตรกรเข้ามาปลูกเพิ่มขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เราอยากจะชี้แจงให้เห็น ก็ขอเชิญชวนให้ เกษตรกรเฉพาะชาวนาให้มาลงเรื่องพื้นที่นาปรังก่อนวันที่ ๓๐ เมษายน จะได้รับเงินอันนี้ แล้วก็ขอให้มั่นใจว่าเราเองเป็นห่วงชาวนาตลอด แล้วก็ขอบคุณท่าน สส. อย่างยิ่งที่ให้ผมได้มี โอกาสมาชี้แจง ผมก็เชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ก็ต้องเร่งแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หวังว่า ในที่สุดแล้วเกษตรกรและชาวนาไทยจะมีรายได้ที่สูงขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ สั้น ๆ นะครับ เชิญครับ🔗

นายณรงเดช อุฬารกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ช่วยมาตอบคำถามในสภาแห่งนี้ มาช่วยรับฟังความเป็นห่วงพี่น้อง ชาวนาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมอยากฝากท่านรัฐมนตรีแค่นิดเดียวครับ เวลาท่านจะ เสนอมาตรการอะไรช่วยปรึกษากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ผู้ที่มีความชำนาญ ให้เยอะ ๆ ถ้าท่านได้พูดคุยท่านอาจจะไม่เสนอมาตรการให้พี่น้องชาวนาปลูกกล้วยแทน ทำนา ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากนะครับ เป็นอันจบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อไปก็จะเข้าสู่🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑. เรื่อง ปัญหากลิ่นเหม็นจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คือท่านรัฐมนตรี ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ต้องรอท่านรัฐมนตรีสักครู่ พอดีมีกระทู้ถามแยกเฉพาะอยู่ด้านล่าง ท่านรัฐมนตรีก็วิ่ง เมื่อสักครู่นี้ก็ตอบกระทู้ถามสดด้านบนนี้ แล้วก็วิ่งลงไปตอบกระทู้ถาม แยกเฉพาะ ทราบว่าตอนนี้กระทู้ถามแยกเฉพาะได้ตอบเสร็จแล้ว ท่านกำลังเดินทางขึ้นมา อยู่รอสักครู่นะครับท่านสมาชิกครับ ระหว่างรอท่านรัฐมนตรีเดินขึ้นมา ก็เรียนให้ท่านทราบ ระเบียบวาระที่ ๑.๒ กระทู้ถามเรื่องตั้งจังหวัดฝาง ซึ่งเป็นระเบียบวาระถัดไปทางท่านรัฐมนตรีได้ ขอเลื่อน แล้วก็ในระเบียบวาระที่ ๑.๒.๓ กระทู้ถามเรื่อง จัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มของ ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ก็ได้ถามทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายท่านรัฐมนตรีช่วย ซึ่งกระทู้ ถามนี้ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ก็จะเดินทางมาตอบด้วยตัวเอง ก็เรียนให้ท่านทราบในระหว่างรอท่าน รัฐมนตรีธีรรัตน์ครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีธีรรัตน์ด้วยนะครับ วันนี้หลายกระทู้ แล้วก็ หลายห้อง ขอบคุณมากนะครับ เชิญท่านผู้ถามกระทู้ถามเลยครับ เชิญท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ได้ถามเลยครับ เชิญครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน ก่อนอื่นก็คงจะต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ในวันนี้ท่านเองได้มาตอบกระทู้ในเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเห็นว่าท่านวิ่ง อยู่หลายกระทู้ ก็ต้องขอขอบคุณครับ แต่ประเด็นนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็เป็น เรื่องของกลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุชซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานคร แล้วผมคิดว่ามี ความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทางตัวของท่านรัฐมนตรีเองด้วย เนื่องจากว่าตัวท่านเองก็เป็น ผู้แทนราษฎรในพื้นที่เขตลาดกระบัง ก็อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีความติดต่อกันกับเขตประเวศกับเขต สะพานสูงที่ผมนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ แล้วก็น่าจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ก่อนอื่นผมเองคงจะต้องบอกถึงเรื่องของเหตุผลในการตั้งกระทู้ถามในวันนี้ก่อน เนื่องจากว่า ที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะสงสัยว่าเหตุใดเรื่องของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชที่เป็นความ รับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร เหตุใดเราต้องมานั่งใช้พื้นที่ตรงนี้ในการที่จะมาตั้งกระทู้ถาม มาถึงท่านรัฐมนตรี ความจริงแล้วที่ผ่านมาพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็นผมหรือว่าเพื่อน สส. พรรคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายท่านก็ได้มีการใช้หลายช่องทางในการที่จะ แก้ปัญหานี้ให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปหารือเข้าไปพูดคุยกับทางสำนัก สิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครเอง หรือว่าการที่ใช้ช่องทางในเรื่องของสภากรุงเทพมหานครผ่าน สก. ของพรรคประชาชนในการที่จะพิจารณาในระดับกรรมการในกรุงเทพมหานครก็ยังไม่ได้มีการ แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมเท่าไรนักเช่นเดียวกับการใช้ในเรื่องของกระบวนการปรึกษาหารือ ในสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมเองจึงต้องมาใช้พื้นที่ตรงนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสะท้อนปัญหานี้ถึงท่านรัฐมนตรีเพื่อให้ได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการต่อไปที่จะ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่เพียงแค่ ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตประเวศ สะพานสูงที่ผมดูอยู่เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของกลิ่นที่มัน ข้ามไปยังเขตพื้นที่ข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็นเขตลาดกระบังของทางท่านรัฐมนตรีเองหรือว่าเขต เกี่ยวข้อง อย่างเช่น เรื่องของเขตสวนหลวงหรือว่าเขตบางนา เขตพระโขนง หรือว่า เช่นเดียวกันถ้าหากว่าไม่ใช่เพียงแค่ศูนย์อ่อนนุชก็ยังมีศูนย์สายไหมที่มีท่าน สส. ศศินันท์ที่นั่ง อยู่ข้าง ๆ ผมก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็น่าจะไปพร้อม ๆ กัน ครับท่านประธานในเรื่องของปัญหานี้ ซึ่งพี่น้องประชาชนหลายท่านที่ร้องเรียนผมมาในช่วง หน้าหนาว หน้าฝน ใน Inbox ผมแทบระเบิดครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนโอ้โฮเต็มไปหมด เลยครับ ท่านประธานท่านลอง Log In เข้ามาในตัวเฟซบุ๊กของผมท่านก็จะทราบแล้วเข้าไป พี่น้องประชาชนก็สะท้อนเต็มที่ว่ากลิ่นมันไปอย่างไร ซึ่งกลิ่นต้องบอกว่ามันไปหลายกิโลเมตร มากครับท่านประธาน ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เราทนกันมานานแล้ว หลายปีแต่ไม่มีการแก้ไข🔗

ดังนั้นในการตั้งกระทู้ในวันนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคงเป็นเรื่องของการที่เราจะ ได้เห็นรูปธรรมในการที่จะแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่เพียงแค่การรับรู้ปัญหาเพราะผมเชื่อว่าทุกฝ่าย มีการรับรู้ปัญหากันมาแล้วเป็นอย่างดี แน่นอนท่านประธานครับในเรื่องของการแก้ปัญหา ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่จะต้องหลีกเลี่ยงที่จะพูดไม่ได้คือเรื่องของสัญญาครับ เรื่องของ สัญญาของการจัดการขยะอ่อนนุช ด้านในของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชต้องบอกว่าเป็นศูนย์ กำจัดขยะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์ขยะที่มีขนาด ๕๘๐ ไร่ ภายในนี้ มีอยู่หลายโครงการด้วยกัน ซึ่งแต่ละโครงการก็ต้องบอกว่ามีสัญญาที่แยกแล้วก็ทำร่วมกับ ทางเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องอยู่หลายโครงการ ซึ่งเท่าที่ผมได้รับข้อมูลมาจากการเข้าไป พิจารณาในสภากรุงเทพมหานครในระดับคณะกรรมการ ผมเองก็มีโอกาสได้เข้าไปแล้วก็ได้ ข้อมูลหลายอย่างในเรื่องของสัญญาซึ่งก็จะมีความเกี่ยวข้องกับคำถามที่ผมจะถามต่อไป อย่างเรื่องของคำถามที่ผมจะถามต่อไป เรื่องของรายละเอียดสัญญาซึ่งตัวของสัญญาเท่าที่ผม ได้รับทราบข้อมูลด้านในของศูนย์อ่อนนุชก็จะมีอยู่ทั้งหมด ๘ สัญญา ซึ่งเป็น ๘ สัญญาที่อยู่ ภายในก็อาจจะมีความแยกย้ายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย ติดเชื้อหรือว่าเรื่องของโรงในการที่จะหมักปุ๋ยมี ๑,๐๐๐ ตัน มี ๖๐๐ ตัน หรือว่าตัวโรง ๘๐๐ ตันก็เช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือว่าในส่วนของหลาย ๆ โครงการ หลาย ๆ สัญญากำลังจะ เป็นช่วงที่จะมีการหมดสัญญาพอดี เนื่องจากว่าในหลายสัญญานี้จะมีการหมดสัญญาในช่วงปี ๒๕๖๙ และปี ๒๕๗๐ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องมาพูดคุยกันในวันนี้คือการที่ จะต้องรับทราบว่าแนวทางหลังจากที่มีการหมดสัญญาไปแล้ว ในส่วนของหลาย ๆ โรงที่จะหมดในช่วงปี ๒๕๖๙ ๒๕๗๐ หรือแม้แต่บางโรงที่จะหมด ในปี ๒๕๖๘ นี้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากว่า ตอนนี้พี่น้องประชาชนเองก็มีความสงสัยครับว่าถ้าหากว่าหมดสัญญาไปแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ ในกรุงเทพมหานครหลายท่านก็ได้มีการรับปากกับผมไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ในบางโครงการ อาจจะมีการปิดหรือว่าปิดถาวรต่อไป หรือว่าจะไม่ต่อสัญญา อันนี้ผมเองก็อยากจะทราบ เช่นเดียวกันว่าแนวทางของกระทรวงมหาดไทยที่รับทราบมาจากกรุงเทพมหานครเป็น แนวทางเช่นเดียวกันนั้นหรือไม่ ก็อยากจะทราบว่าถ้าหากว่าในเรื่องของการที่จะแก้ปัญหานี้ ในเรื่องของการที่จะดำเนินการหลังจากหมดสัญญาจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการยกเลิกสัญญาไปเลย สัญญาไหนบ้างนะครับหรือว่าเรื่องของบางโครงการที่ อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องต่อสัญญาจะมีการพิจารณาในเรื่องของเงื่อนไขในการที่จะ เจรจากับเอกชนอย่างไร ให้พี่น้องประชาชนไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องของปัญหามลพิษ อย่างที่ผ่าน ๆ มานะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาในเรื่องของสัญญาพี่น้องประชาชนเองนี่ก็ได้รับรู้ รับทราบนะครับว่าที่ผ่านมาสัญญาในการทำกันมายาวนานซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่พื้นที่บริเวณ นี้ยังไม่ได้เป็นเมืองอย่างทุกวันนี้แต่ว่ายังเป็นทุ่งนาอยู่ซึ่งก็ยังไม่ได้มีเรื่องของการกำจัดมลพิษ เท่าใดนัก ดังนั้นสำหรับส่วนของคำถามแรก ก็เลยอยากจะทราบว่าสัญญาที่จะหมดในช่วงปี ๒๕๖๙ ปี ๒๕๗๐ หลาย ๆ สัญญานี่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็อยากฟังจากท่านรัฐมนตรีครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ได้ตอบคำถาม กระทู้ถามทั่วไปของท่าน สส. ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ นะคะ ในเรื่องของปัญหา กลิ่นเหม็นจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ดิฉันก็ต้องเรียนว่าต้องขอขอบคุณทาง ท่าน สส. ณัฐพงศ์มาก ๆ เลยที่นำเรื่องนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ก็พูดได้ค่ะท่านประธานว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาเป็น เวลานานหลายปีมากแล้ว เพราะว่าความจริงโรงกำจัดขยะมูลฝอยเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อน พวกเราเกิดกันอีกนะคะ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ เศษ ๆ เท่านั้นเอง ในช่วงที่ดิฉันเป็นวัยรุ่นอยู่นะคะ ต้องนั่งรถผ่านเส้นนี้เพราะว่าศึกษาอยู่ในพื้นที่ลาดกระบังแล้วก็ผ่านมาทางประเวศ เพื่อที่จะ เข้าเมืองไปทางจุดอื่น ๆ ต่อ ทุกครั้งที่ต้องผ่านตรงอ่อนนุชตรงนี้ก็ต้องปิดจมูกทุก ๆ ครั้งเลย เพราะว่าส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังคิดถึงคนที่อยู่พื้นที่รอบ ๆ นี้ว่าแล้วเขาจะอยู่กัน อย่างไร ขนาดเราผ่านมาแป๊บเดียวยังเหม็นขนาดนี้เลย อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเมื่อ ๓๐ กว่าปี ที่แล้วที่ดิฉันได้มีประสบการณ์โดยตรงมาก ๆ แล้วก็คิดว่าอย่างไรเราก็ต้องช่วยกันแก้ไข ปัญหานี้ให้หมดไปในโอกาสที่เราได้มาทำงานตรงนี้แล้วนะคะ แต่หลังจากนั้นทางโรงกำจัด ขยะมูลฝอยอ่อนนุชนี้ก็ได้มีการปรับปรุงมาโดยสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการก่อสร้าง โรงงานกำจัดขยะ การทำระบบปิด การใส่สารเคมีต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ลดกลิ่นไป แต่ก็อย่างที่ ทางท่าน สส. บอกว่าเป็นไปตามฤดูกาลจริง ๆ เวลาที่ลมพัดไปทางไหนก็ยังมีกลิ่นที่เล็ดลอด ออกไปบ้าง ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบมาโดยตลอด แล้วก็อาจจะมากบ้างน้อย บ้างก็ตามแต่แรงลม จะกลิ่นแรงบ้างน้อยบ้างก็คืออยู่ที่เครื่องมือของเราด้วยว่ามี ประสิทธิภาพในการที่จะกำจัดกลิ่นแค่ไหน ดิฉันก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นลาดกระบัง ประเวศ สวนหลวง แล้วก็สะพานสูงอย่างที่อาจจะไปถึงได้ ได้รับทราบในเรื่องนี้ด้วยนะคะ ก็ขออนุญาตได้กล่าวข้อมูลพื้นฐานนะคะว่าใน กรุงเทพมหานครเรามีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่ต้อง กำจัดเฉลี่ยวันละประมาณ ๙,๕๐๐ ตันต่อวันนะคะ ก็ถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ โดยมีมูลฝอยที่จะถูกรวบรวมแล้วก็ส่งไปยังศูนย์ กำจัดมูลฝอย ๓ แห่งด้วยกัน นั่นก็คือได้แก่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ประมาณ ๔,๐๐๐ ตัน ต่อวัน ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมประมาณ ๓,๕๐๐ ตันต่อวัน แล้วก็ศูนย์กำจัดมูลฝอย สายไหม ประมาณ ๒,๐๐๐ ตันต่อวันด้วยมีวิธีฝังกลบเพื่อที่จะให้เป็นไปตามหลักสุขาภิบาล แล้วก็มีการทำปุ๋ยแล้วก็เป็นวิธีผสมผสาน ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าเป็นข้อมูลที่ทางท่าน สส. เองก็ได้ไปหามาแล้วก็ได้รับทราบเป็นอย่างดีใน เรื่องของรายละเอียด แต่ว่าที่อยากจะถามแล้วก็ได้รับความชัดเจน นั่นก็คือในเรื่องของ สัญญา จากที่ดิฉันได้ทราบจากทางเจ้าหน้าที่ ในขณะนี้เรามี ๑๐ สัญญาด้วยกัน ก็ขออนุญาต ท่านประธานว่าเรามีในบริษัทซึ่งท่าน สส. มีรายละเอียดอยู่แล้วใช่ไหมรายชื่อทั้งหมดนี้ โอเค ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะไม่ได้กล่าวถึงเพื่อที่จะประหยัดเวลา ๑๐ สัญญาที่กำลังที่จะหมดไปนี้จะมี อยู่ ๒ สัญญาที่เป็นจุดสำคัญ ๆ นั่นก็คือในส่วนของโรงงานที่จะทำปุ๋ยหมักที่เป็นขนาด ๑,๐๐๐ ตันต่อวัน อันนี้จะหมดสัญญาประมาณปี ๒๕๗๐ อันนี้ก่อสร้างมาแล้ว ๘ ปี ประกอบการมาแล้ว ๘ ปีด้วยกันกับอีกส่วนหนึ่งก็คือโรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการทำปุ๋ย ขนาด ๖๐๐ ตันต่อวัน อันนี้ก็จะประกอบการมาแล้ว ๑๐ ปีจะหมดสัญญาประมาณเดือน ธันวาคม ปี ๒๕๖๙ นี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็น ๒ จุดนี้ที่ท่าน สส. มีความกังวลว่าเสร็จแล้วจะทำ อย่างไรกับมันต่อ ก็ได้ทราบว่ากลิ่นที่เราได้รับมาในปัจจุบันส่วนมากแล้วเกิดจากโรงกำจัด ขยะที่จะไปทำเป็นปุ๋ยต่อ เพราะว่ามันจะมีกระบวนการในเรื่องของการพลิกขยะ การพลิกมูล ฝอยต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ได้ตรงตามสูตรด้วย จึงทำให้บางครั้งมีกลิ่นเล็ดลอดออกมา แล้วก็ปลิว ไปตามลมเป็นสาเหตุที่ทำไมยังมีกลิ่นรอบ ๆ โรงขยะเหล่านั้น ซึ่งถ้าหากว่าโรงขยะ ๒ โรงนี้ ได้หมดสัญญาไปแล้ว มันก็มีแนวโน้มว่าเราเองนั้นจะมีการก่อสร้างโรงกำจัดมูลฝอยโดยใช้ เทคโนโลยีแบบใหม่ขึ้นมาที่อาจจะเป็นในเรื่องของการที่จะต้องเพิ่มสารต่าง ๆ จุลินทรีย์ เพื่อที่จะลดกลิ่นเหล่านั้น แล้วก็การทำห้องที่มีความกดอากาศไม่ให้อากาศออกไปข้างนอก ไม่ให้กลิ่นจากภายในออกไปข้างนอก ฉะนั้นก็ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งในขณะนี้เอง เราได้มีโครงการที่มีเอกชนเข้ามา มีระบบเตาเผามูลฝอยที่จะรับได้อย่างต่ำ ๑,๐๐๐ ตัน แล้วก็สูงสุดอยู่ที่ประมาณ ๑,๖๐๐ ตันต่อวัน ถ้าหากว่าในช่วงนี้ที่จะมีการหมดสัญญาของ ๒ โรงที่ดิฉันได้กล่าวไปนี้เราจะสามารถใช้โรงนี้ในการมารองรับได้ แล้วก็ยังมีแนวคิด ในการศึกษาร่วมกัน ในการที่จะขนขยะจากภายในที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยที่อ่อนนุชนี้ไปที่ ต่างจังหวัดเพื่อที่จะไปให้ผ่านกรรมวิธีในการที่กำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่จะไม่ ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายต่อไปด้วย อันนี้ก็เป็นแนวทางเบื้องต้นที่ดิฉันคิดว่าน่าที่จะสามารถ คลายความกังวลของทางท่าน สส. ไปได้ เพราะว่าจากที่เราได้คุยกับทางเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ใน ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชนี่เราก็รู้ว่าเขาได้ติดตามในเรื่องของปัญหามาโดยตลอด แล้วก็ พยายามที่จะหาวิธีในการแก้ไขแล้วก็ด้วยนโยบายจากทางภาครัฐเองที่เราจะต้องดูแล คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลกรุงเทพมหานครก็จะ ทำงานใกล้ชิดในเรื่องนี้กับทางทีมของกรุงเทพมหานครไม่ว่าจะเป็นทางท่านผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เราได้โทรคุยกันว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้อย่างยั่งยืน มากที่สุด เดี๋ยวอาจจะเป็นในส่วนของคำถามต่อไปที่ทางท่าน สส. จะได้ถามด้วย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน เมื่อสักครู่นี้ได้ฟังคำตอบของทางท่านรัฐมนตรีแล้วก็น่าจะค่อนข้างมีความ ชัดเจนพอสมควรว่าเรื่องของสัญญาในบางโรงที่จะหมดในช่วงปี ๒๕๖๙ ๒๕๗๐ อย่างเช่นตัว ของโรง ๑,๐๐๐ ตัน กับตัวของโรง ๖๐๐ ตัน ทางท่านรัฐมนตรีก็บอกว่าน่าจะมีการปล่อยให้ หมดสัญญาไป แล้วก็น่าจะไม่ได้มีการขยายสัญญานะครับ ดังนั้นท่านประธาน ในส่วนของ คำถามในรอบที่ ๒ ส่วนใหญ่ก็น่าจะไปเน้นในเรื่องของการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาท่านประธานครับ อันนี้ผมอาจจะต้องสะท้อนผ่าน ท่านประธานไปถึงทางท่านรัฐมนตรีแล้วก็ทางกรุงเทพมหานครด้วยนะครับ เนื่องจากว่า ที่ผ่านมาเรื่องของปัญหาความกระทบกระทั่งกันระหว่างเรื่องของโรงขยะอ่อนนุชที่สร้าง ผลกระทบเรื่องกลิ่นให้กับพี่น้องประชาชนกับทางพี่น้องประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็มีมาอยู่หลายครั้งซึ่งก็เกิดขึ้นจากการที่พี่น้องประชาชนเองก็มีความรู้สึกว่าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ในตัวของทางศูนย์กำจัดอ่อนนุช เนื่องจากว่าที่ผ่านมาหลายครั้งหลายหนที่แรก ๆ หลายปีก่อนพี่น้องประชาชนเดินเข้าไป อยากรู้ว่าตรงไหนที่มันส่งกลิ่นก็มีเจ้าหน้าที่ที่เดินออกมาไล่บ้างอะไรบ้าง ก็ไม่ให้ถ่ายภาพบ้าง อะไรบ้างก็ว่ากันไปนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญก็คงเป็นเรื่องของการที่จะต้องทำ อย่างไรให้ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชมีการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่มากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะทำให้ในพื้นที่นี้สามารถที่จะแก้ปัญหาได้แล้วอย่างเดียวก็คง ไม่เพียงพอ แล้วเราก็ยังไม่มั่นใจนะครับว่าปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้อย่างแท้จริง ซึ่งดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ นั่นก็คือการที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการนี้มากยิ่งขึ้นนะครับ อย่างแรกท่านประธานครับคงเป็นเรื่องของการที่จะต้อง ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องของมลพิษซึ่งขณะนี้ทางโรงขยะในหลายโรงที่อยู่ในศูนย์ กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้มีการติดตั้งในเรื่องของป้ายที่แสดงให้เห็นว่า ค่ามลพิษ ณ ปัจจุบันนี้ที่มีการปล่อยออกมาจากตัวของโรงขยะนี้เป็นอย่างไร เท่าไร เมื่อวันก่อน ผมเองเพิ่งจะได้เข้าไปประชุมที่สภากรุงเทพมหานคร แล้วก็ได้เข้าไปพูดคุยกับทางสำนัก สิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครในระดับคณะกรรมการ ก็เลยได้รับทราบว่าในส่วนของบางโรง อย่างเช่นเรื่องของเตาเผาขยะติดเชื้อที่อ่อนนุช ที่ก่อนหน้านี้มีการส่งควันซึ่งพี่น้องประชาชน ก็รับทราบกันเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนนี้จริง ๆ ในตัวของเตาเผาขยะติดเชื้อจะมีอยู่ทั้งหมด ๓ เตา ซึ่งใน ๓ เตานั้นนี่ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักสิ่งแวดล้อมก็แจ้งว่า ๒ ใน ๓ เตามีการติดตั้ง เครื่องในการวัดค่ามลพิษแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับระบบของกรมโรงงานก็เลย ยังไม่ได้มีการเปิดเผยในเรื่องของค่ามลพิษที่ปล่อยออกมา ผมคิดว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็น ที่มีความสำคัญที่ต่อไปศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชนั้นก็คงจะต้องมีการกำหนดให้ไปทำในตัว ของโรงกำจัดขยะต่าง ๆ นี่เปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษออกมาทั้งหมด ซึ่งแน่นอนใน มุมหนึ่งนอกจากเรื่องที่ประชาชนจะรู้ว่าเป็นอะไรแล้วก็เป็นการที่จะทำให้เป็นการปกป้อง การทำงานของหน่วยงานของท่านเองด้วยว่าสุดท้ายถ้าหากว่าแหล่งกำเนิดของมลพิษ มันไม่ได้มาจากท่านมันก็เป็นความชัดเจนที่พี่น้องประชาชนก็จะได้เข้าใจอย่างตรงกันนะครับ ขณะเดียวกันมันก็ควรจะต้องมีช่องทางในการที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเข้า ไปร้องเรียนปัญหาได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนเอง ก็ต้องร้องเรียนผ่านช่องทาง Traffy Fondue หรือว่าหลาย ๆ ครั้งก็มีการตอบกลับมาว่ามี การแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าความจริงก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข ในขณะเดียวกันในบางโรง อย่างเช่น โรง ๘๐๐ ตัน ก็มีเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปในเรื่องของการที่จะไป ติดตามในตัวของโรงงานซึ่งอนุญาตให้กรรมการเข้าไปดูภายในโรงงานได้ อันนั้นก็เป็น ช่องทางหนึ่งครับ แต่ว่าในส่วนของโรงกำจัดมูลฝอยอื่น ๆ ที่อยู่ในนั้นก็ยังไม่ได้มีความชัดเจน ว่าจะเปิดให้พี่น้องประชาชนเข้ามาร่วมกันตรวจสอบแล้วก็ร่วมกันรับทราบได้อย่างไรนะครับ เนื่องจากว่าผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่พี่น้องประชาชนนี่บ้านอยู่ใกล้ตรงนั้นแล้วก็อยู่ในรัศมี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องของโรงขยะ ก็เปรียบเสมือนคล้าย ๆ กับว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ก็ว่าได้นะครับ เนื่องจากว่ามันมีรั้วที่แทบจะติดกัน ดังนั้นผมคิดว่าเป็นความสำคัญที่ทางศูนย์ กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้พี่น้องประชาชนนี่ได้รับรู้รับทราบว่าเกิด อะไรขึ้นภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยบ้าง แล้วก็ปัจจุบันเรื่องของการปล่อยกลิ่น เรื่องของการ ปล่อยมลพิษ การปล่อยควันต่าง ๆ นี่ มีค่าเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงนำมาสู่คำถามข้อที่ ๒ ของผมที่ก็เป็นคำถามสุดท้ายที่จะถามว่าท่านนี่จะมีแนวทางที่จะเปิดให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมหรือว่ามารับรู้รับทราบในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ นี้ภายในศูนย์ กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชได้อย่างไร อย่างเป็นระบบเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้โดยที่ไม่ต้องมา รบกวนเวลาสภาต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณณัฐพงศ์ ครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ขอตอบกระทู้ถามของทางท่านณัฐพงศ์ข้อนี้ในเรื่องของการที่จะให้พี่น้อง ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ดิฉันถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ที่เราอยากให้เกิดขึ้นจริง ๆ ให้มีการตรวจสอบ มีการส่ง ข้อมูลอะไรที่เห็นแล้วมันไม่ถูกต้องที่อาจจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ ภาคส่วนเข้ามา ให้ได้ร่วมมือกันแก้ไขค่ะ อย่างที่ดิฉันนำเรียนไปว่าปัญหานี้หมักหมมมานานค่ะ แล้วก็เป็น เรื่องที่เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าไม่เพียงแต่กรุงเทพมหานครเท่านั้น ทางภาครัฐเองนั้นก็ จะต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังมาก ๆ ดิฉันก็ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานในส่วนของจังหวัด ต่าง ๆ ตามเทศบาลเขาเองก็มีการจัดการขยะที่ดี เราเองก็คิดว่าน่าที่จะมีแนวทางในการที่จะ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วด้วย แล้วก็การรับฟังความคิดเห็นอย่างที่ทางท่าน สส. อยากให้ เป็นดิฉันก็ยินดีให้การสนับสนุน ซึ่งตอนนี้ทาง กทม. เองเราก็มี Application Traffy Fondue ที่เราอยากที่จะสนับสนุน แต่ท่านอาจจะเห็นว่าปัญหานี้มันใหญ่เกินไปกว่าที่จะไป เสนอทาง Traffy Fondue ได้ วันนี้ดิฉันได้มารับทราบปัญหาแล้ว แล้วก็คิดว่าจะได้ ปรึกษาหารือทำงานร่วมกันรับฟังความคิดเห็นจากทางท่านผู้แทนแล้วก็พี่น้องประชาชนได้ อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน ดิฉันได้มี โอกาสเดินทางไปที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่จังหวัดพะเยา ได้เห็นระบบการจัดการการ แยกขยะของนักเรียนที่เป็นระบบมาก ๆ ดิฉันบอกเลยว่าเรื่องนี้เราต้องให้เป็นปัญหาที่จะ ได้รับการแก้ไขในเรื่องของการเอาขยะมารวมกันจนนำไปสู่ปัญหาที่เพิ่มเติมในโรงขยะ ถ้าหากว่าบ้านเรือนต่าง ๆ สามารถคัดแยกขยะได้อย่างดีแล้วเราก็จะลดปัญหาในเรื่องของ ขยะที่จะต้องไปใช้วิธีการเผาเสียอย่างเดียวให้มีปริมาณลดน้อยลงมากที่สุด ที่โรงเรียนราษฎร์ ประชานุเคราะห์นี้ค่ะท่านประธานคะ นักเรียนมีระเบียบวินัยมากในการจัดการขยะ ขยะพลาสติก ขยะ Recycle ต่าง ๆ ที่จะต้องนำไปทำการ Recycle ต่อ หรือว่าขยะ ที่สามารถนำมาใช้กับอีกครั้งหนึ่งได้ก็มีการคัดแยกได้อย่างสมบูรณ์ สุดท้ายแล้วเหลือขยะ ที่เป็นของเน่าเสียเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง ไม่สร้างมลพิษเลย ถ้าหากทุก ๆ บ้านสามารถ ทำแบบนี้ได้ดิฉันมั่นใจว่าปัญหาที่เรื้อรังมานานนั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนมากที่สุด โดยการร่วมมือจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน เราสามารถทำให้ปัญหาที่เป็น ปัญหาระดับโลกนี้หมดลงไปได้ด้วยความร่วมมือของพวกเราค่ะ🔗

อีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธาน ที่ดิฉันคิดว่าเป็นโอกาสดีที่เราได้มาพูดคุยกัน ในเรื่องของการตั้งเงื่อนไขของคู่สัญญาที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับ กทม. ในเรื่องของการ จัดเก็บขยะเหล่านั้น นั่นก็คือในปัจจุบันนี้เราไม่ได้บังคับเขาว่าจะต้องมีตัวค่าวัดควัน ค่าวัดมลพิษต่าง ๆ ด้วย แต่ในอนาคตเป็นเรื่องดีมาก ๆ ที่เราจะต้องกำหนดว่าบริษัทหรือ ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำสัญญากับ กทม. นี้จะต้องมีหลักเกณฑ์ในการที่จะมีตัวค่าวัดควัน ต่าง ๆ ค่าวัดมลพิษต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถวัดได้ว่าถ้าหากเกินเท่านี้คุณจะต้องถูกลงโทษนะ คุณจะต้องถูกปรับนะ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วิธีในปัจจุบันที่แค่ขอความร่วมมือเท่านั้น หรือว่า ได้แค่ตักเตือนเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปเอาผิดกับสัญญาของเขาได้เลย ก็คิดว่าเป็นแนวทาง หนึ่งที่เราอาจจะมีการพูดคุยกันเพื่อที่จะทำให้การต่อสัญญา หรือการทำสัญญาใหม่ ๆ กับ ผู้ประกอบการใหม่ ๆ รายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับ กทม. นี้ลดปัญหาที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันให้ได้อย่างมากที่สุดด้วยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณณัฐพงศ์ หมดคำถามแล้วนะครับ ขอบคุณท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ จบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๑ ต่อไปกระทู้ถามที่🔗

๒. เรื่อง การเสนอตั้งจังหวัดฝาง นายสมดุลย์ อุตเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คุณทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถาม แทน🔗

เนื่องจากในวันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจ ที่สำคัญซึ่งนัดหมายไว้แล้ว จึงไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามนี้ได้ จึงขอเลื่อนการตอบ กระทู้ถามนี้ออกไปในวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๓. เรื่อง การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่เป็นไป ตามเจตนารมณ์กฎหมาย ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม แทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาพร้อมที่จะตอบแล้ว ขอเชิญท่านว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน วันนี้ผมขอเสนอกระทู้ถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ ขอสไลด์แผ่น ที่ ๑ ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ท่านประธานครับ จาก รายงานฐานะการคลังของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าช่วง ก่อนเกิดวิกฤติโควิดแล้ว โดยดูจากรายได้ภาษีที่รัฐบาลกลางจัดเก็บได้ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ จัดเก็บภาษีจากจังหวัดภูเก็ตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง ๑๙,๓๘๑.๗ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ ถ้าท่านลองดูช่องสีเหลืองซึ่งก็คือเม็ดเงินจริง ๆ ที่จังหวัดภูเก็ตได้ใช้ จ่ายเงินรัฐบาลกลางในปีงบประมาณเดียวกันเพียง ๓,๗๗๓.๙ ล้านบาท ส่วนต่างคือ ดุลงบประมาณที่รัฐบาลได้ไปจากจังหวัดภูเก็ตถึง ๑๕,๖๐๗.๑ ล้านบาท คงเหลือเงินให้ จังหวัดภูเก็ตเพียงแค่ร้อยละ ๒๐ เท่านั้นเองจากรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ในจังหวัดภูเก็ต🔗

ขอสไลด์แผ่นที่ ๒ ท่านประธานครับ จากการที่รัฐบาลกลางกอบโกยรายได้ อย่างมหาศาลจากจังหวัดภูเก็ต แต่กลับไม่เหลียวแลมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ จังหวัดภูเก็ตให้ทันต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดปัญหา สาธารณูปโภคตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วทั้งจังหวัด ก็เพราะว่าเตาเผาขยะของเราไม่เพียงพอ ที่จะรองรับปริมาณในการเผาขยะในแต่ละวัน จนสำนักข่าว Reuters ประโคมข่าวไปทั่วโลก สร้างความเสื่อมเสียให้กับการท่องเที่ยว ถัดมาครับ ปัญหาน้ำเสียที่ปล่อยลงสู่ธรรมชาติเพราะระบบรวบรวมน้ำเสียเข้าโรงบำบัด ครอบคลุมพื้นที่เพียงร้อยละ ๒๕ เท่านั้นเอง ในขณะที่อีกกว่าร้อยละ ๔๐ ถูกปล่อยลงสู่ ธรรมชาติ ถูกปล่อยลงสู่ทะเลอันดามัน เป็นการทำลายหม้อข้าวหม้อแกงของภูเก็ต ถัดมา ครับท่านประธาน ปัญหาการจราจรติดขัดก็เพราะว่าเราขาดระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม ท่านประธานอาจจะไม่ทราบว่าภูเก็ต ท่านเชื่อไหมครับว่าเรามีถนนสายหลักที่วิ่งเข้าสู่เมือง ภูเก็ตเพียงแค่เส้นเดียวเท่านั้นเองที่เราเรียกกันว่า ถนนเทพกระษัตรี โครงการคมนาคมแต่ละ โครงการพูดกันมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วในจังหวัดภูเก็ตก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักโครงการ ตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้ารางเบา ตอนที่รถยังไม่ติดเหมือนทุกวันนี้ก็ไม่สร้างเพราะอ้างว่ามันไม่คุ้มทุน แล้วกระทรวงคมนาคมก็ปรับโครงการไปมาระหว่างรถล้อยางกับรถรางเบาจนตอนนี้ภูเก็ตรถ ติดหนักมากครับ ท่านก็ยังไม่สร้าง อ้างว่าหากทำการก่อสร้างแล้วจะทำให้เกิดปัญหา การจราจรติดขัดหนักยิ่งขึ้นไปอีก รถติดท่านก็ไม่สร้าง รถไม่ติดท่านก็ไม่สร้าง สรุปว่าท่านจะ สร้างเมื่อไรครับ เมื่อรัฐบาลกลางต่างก็ไม่เหลียวแลมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด ประกอบกับท้องถิ่นเอง ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ ในปีงบประมาณล่าสุดจังหวัดภูเก็ตได้รับ งบประมาณจากรัฐบาลกลางมาเพียงแค่ร้อยละ ๒๐ ซึ่งเงินก้อนนี้ครับท่านประธาน ส่วนใหญ่แล้ว คืองบประจำ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พุทธศักราช ๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ ๓ พุทธศักราช ๒๕๔๖ มาตรา ๖๒ ระบุว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร จัดเก็บได้ในจังหวัดใดให้ส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ร้อยละ ๕ ของภาษีที่จัดเก็บได้ แต่ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า กรมสรรพากรกลับให้สิทธิผู้ประกอบการในการยื่นแบบแสดง รายการภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ สำนักงานแห่งใหญ่ ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มของสาขาสถาน ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมากตกเป็นยอดจัดเก็บภาษีของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานแห่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่บริษัทเหล่านั้นต่างก็มาใช้ทรัพยากรของภูเก็ต มาสร้างขยะ มาสร้างน้ำเสีย แล้วก็ทิ้งปัญหาให้กับจังหวัดภูเก็ต สมควรเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตสมควรที่จะได้รับส่วนแบ่งภาษีมูลค่าเพิ่มของ บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ด้วย เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดฉบับนี้ แล้วก็เพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในจังหวัดภูเก็ต🔗

ขอสไลด์แผ่นที่ ๓ ครับ จริง ๆ แล้วครับท่านประธาน ผู้ประกอบการยังคง สามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณ สำนักงานแห่งใหญ่ได้เหมือนเดิม เพราะกรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องยื่นใบแนบ ภพ.๓๐ นั่นเอง รายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อของสถานประกอบการแต่ละแห่งทำให้สรรพากรมีข้อมูล ภาษีมูลค่าเพิ่มแยกแต่ละสาขาอยู่แล้ว สามารถนำตัวเลขนี้ไปคำนวณส่วนแบ่งภาษีให้กับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้เลยครับ ผมจึงขอเรียนถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเพื่อเป็น การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด กรมสรรพากรสามารถจัดสรรยอดภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ตั้งของสถานประกอบการจริง ด้วยข้อมูลในใบแนบ ภพ.๓๐ รายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อของสถานประกอบการแต่ละ แห่งให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพื้นที่สาขาสถานประกอบการที่เกิดรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ในกรณีที่ผู้ประกอบการเลือกที่จะจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มรวมที่สำนักงาน แห่งใหญ่ได้หรือไม่ เมื่อใด ผมขอทราบรายละเอียดครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณคุณ สมชาติครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ท่านสมชาติที่ได้มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องของกลไกในการ จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวตนะครับ แล้วก็กลไกในการที่จะกระจายกลับไปยังท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ซึ่งเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งตรงนี้ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า กลไกในการแก้ไขกฎหมายก็ได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จมานาน แล้วในเรื่องของ พ.ร.บ. ประมวลรัษฎากร ที่ได้ล้อตามกันมา แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพ ว่าสิ่งที่ท่านเป็นห่วงโดยเฉพาะในประเด็นของการกระจายเม็ดเงินลงไปยัง อบจ.ภูเก็ต ต้องเรียนด้วยความเคารพว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของจังหวัดซึ่งเป็นกลไกหลักในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นภูเก็ต เช่นจังหวัดที่ทำเม็ดเงินให้กับรัฐจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ในมิติอีกมิติหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของการที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ กับการกระจายรายได้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ในเบื้องต้นเลยผมเรียนคร่าว ๆ ก่อน อย่างนี้ว่าถ้ายกตัวอย่างอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร สัดส่วนที่ได้รับงบประมาณนี้ก็นับว่าสูง กว่าจังหวัดอื่น ๆ อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าจะมาดูในเรื่องสัดส่วนของกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนเช่นเดียวกันก็ได้น้อยกว่า เพราะรัฐบาลเองมีความจำเป็น จะต้องดูแลทุก ๆ จังหวัดให้มีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะคนที่ขาดจากโอกาส ก็มีความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อกระจายให้มันมีความเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้ถ้าท่านได้ ติดตามเรื่องของการจัดทำงบประมาณก็จะทราบว่ามีกลไกในการคิดคำนวณที่จะกระจายให้ เม็ดเงินมันลงไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมแล้วก็เป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องของตัวกฎหมายเองต้องเรียนอย่างนี้ครับว่ากรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องของ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราก็แน่นอนต้องยึดตามประมวลรัษฎากรซึ่งในประมวล รัษฎากรเอง มาตรา ๘๓ กำหนดว่าเมื่อภาษีแวตเก็บเข้ามาแล้ว ทางบริษัทเอกชนสามารถ เลือกได้ในกรณีที่จะยื่นภาษีแบบแยกหรือแบบรวม แบบแยกก็คือแยกในแต่ละสาขาของตน ถ้าเป็นบริษัทซึ่งมีสาขา แบบรวมก็คือรวมในจุดเดียวซึ่งก็ไปที่สำนักงานใหญ่ อันนี้เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วก็เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ในส่วนของภูเก็ตเองนั้นผมต้องเรียนต่อท่านด้วย ความเคารพว่าก็เป็นหนึ่งในจังหวัดซึ่งมีการจดทะเบียนบริษัทซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่แล้วก็มี การยื่น Filing ภาษีในลักษณะรวมค่อนข้างมาก มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ด้วยซ้ำนะครับ แน่นอนว่าน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร แต่ก็ติดอันดับ Top หมายความว่าอย่างไร เมื่อมีการ รวมการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เม็ดเงินที่นับรวมเพื่อที่จะกระจายไปยังท้องถิ่นก็นับรวมอยู่ใน ยอดรวมที่สำนักงานใหญ่นั่นเอง หากเป็นกรุงเทพมหานครเงินก็จะมารวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ หากเป็นจังหวัด เช่น ภูเก็ตหรือจังหวัดใดเงินก็จะไปรวมศูนย์ที่จังหวัดนั้น แล้วก็จะตัดแบ่ง ๕ เปอร์เซ็นต์ส่งให้กับ อบจ. กรณีนี้ไม่ได้บังคับใช้กับกรุงเทพมหานครนะครับ ในกรณีที่ยื่น Filing ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ๕ เปอร์เซ็นต์นี้จะไม่มีการหักออก เก็บไว้ แต่จะนำส่ง คลังทั้งจำนวน ซึ่งตรงนี้เองเป็นกลไกที่มันเป็นไปตามกฎหมาย ท่านถามคำถามของท่านบอก ว่าเราจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขได้เมื่อไร ผมต้องเรียนว่าในขณะนี้กฎหมายเราต้องยึดตามตัว บทกฎหมายซึ่งไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ โดยกลไกที่เราให้ภาคเอกชนหรือบริษัท สามารถเลือกที่จะยื่นแบบภาษีได้แบบรวมหรือแบบแยกนี้นะครับ แน่นอนครับ มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อเสียก็อย่างที่ท่านได้เรียนว่ามันไม่สะท้อนกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จริง แต่ในข้อดี ๑. ก็คือเรื่องของ Ease of Doing Business นะครับ คือหมายความว่าบริษัท เหล่านั้นก็จะมีความสะดวกเพราะว่าสามารถ Filing ภาษีได้ในจุดเดียว สามารถบริหาร จัดการเรื่องของกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้นครับ สามารถบริหารจัดการในเรื่องของการคืนภาษี ในเรื่องของการชำระอย่างรวมศูนย์ ซึ่งมันเกิดความสะดวกกับภาคเอกชนซึ่งจำนวนมาก ที่เป็นลักษณะของบริษัทสาขาห้างร้านก็จะเลือกในประเภทนี้นะครับ เรื่องที่ ๒ คือมันเป็น การลดต้นทุนอย่างมหาศาลของภาคเอกชน ของภาคธุรกิจนะครับ เป็นเรื่องของที่เรียกว่า Compliance Costs ก็คือการที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องมาชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณี ที่แยกยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มแยกเป็นตามรายสาขา จะมีภาระค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นกับภาคเอกชนอีก จำนวนมากนะครับ ภาคเอกชนจำนวนมากจึงเลือกได้ตามที่ประมวลรัษฎากรได้กำหนดโดย ส่งคำขอมายังทางอธิบดีกรมสรรพากรในการที่จะยื่นแบบรวมหรือแบบแยก อันนี้เป็นไปตาม ตัวบทกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการชำระภาษีแล้ว หากมารวมศูนย์อยู่อย่างเช่น กรุงเทพมหานครที่ท่านเป็นห่วงมีการยื่นรวมแบบที่สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร แน่นอนครับ รัฐบาลก็เก็บส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์เข้าเป็นรายได้แผ่นดิน เราก็ใช้กลไกตาม พระราชบัญญัติงบประมาณหรือกลไกอื่น ๆ ในการที่จะผลักดันเม็ดเงินกลับไปยังระบบ เศรษฐกิจแล้วก็ผลักดันส่วนหนึ่งกลับไปยังท้องถิ่นรวมถึง อบจ. ด้วย ซึ่งยกตัวอย่างเช่นในปี ๒๕๖๘ คือปีปัจจุบันที่ใช้งบประมาณอยู่ก็มีการผลักดันงบประมาณผ่านไปถึง ๓๐,๐๐๐ ล้าน บาท ลงไปยัง อบจ. ทั่วประเทศ อันนี้ก็เป็นอีก ๑ กลไกในการที่จะ Channel ในการที่จะดึง เงินให้ไหลกลับไปยังท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการกระจายเม็ดเงินอย่างเป็นธรรมนะครับ ซึ่ง อบจ. แน่นอนว่าภูเก็ตก็เป็นอีก ๑ ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งได้รับงบประมาณใน ลำดับต้น ๆ ของประเทศเช่นเดียวกันนะครับ ตรงนี้เราก็ดำเนินการผ่านทางกลไกงบประมาณ ซึ่งมีทั้งงบประมาณซึ่งเป็นลักษณะของเงินอุดหนุนทั่วไป งบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่าย ตามอำนาจหน้าที่ งบประมาณในส่วนของภารกิจถ่ายโอนเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นกลไกที่รัฐบาลต้องใช้ในการที่จะนำเม็ดเงินซึ่งได้รับผ่านทางภาษีต่าง ๆ และกระจายกลับไปยังให้จังหวัดต่าง ๆ ให้เกิดความเป็นธรรมแล้วก็ลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ลุกขึ้นตอบกระทู้ถามผมเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ได้ชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ผมขอไล่ไปทีละข้อนะครับ🔗

ข้อที่ ๑ ท่านพูดถึงในเรื่องของท่านความสะดวก ของการ Filing แม้ว่าจะ ๕ เปอร์เซ็นต์จะส่งคลังทั้งจำนวนก็ตาม แต่ความสะดวกตรงนั้นผมอยากให้ท่านในฐานะที่เป็น ฝ่ายบริหารช่วยตระหนักด้วยครับว่ามันทำให้ท้องถิ่นนี้ขาดรายได้อย่างมหาศาล ขาดเงินที่จะ นำไปพัฒนาท้องถิ่น ไปจัดการระบบขนส่งมวลชนดี ๆ ไปจัดการระบบบริหารจัดการขยะให้มี ประสิทธิภาพ ผมก็อยากให้ท่านช่วยตระหนักในส่วนนี้ด้วยนะครับ🔗

ถัดมาครับ ข้อที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าในส่วนของการลดต้นทุนเป็นการลดต้นทุน ผมเข้าใจว่าท่านหมายถึงภาคเอกชน ผมได้อภิปรายไปแล้วเมื่อสักครู่แล้วก็ยืนยันเช่นเดิมครับ ว่า กรมสรรพากรภาษีมูลค่าเพิ่มมันมีใบแนบที่ผมขึ้นสไลด์ไปเมื่อสักครู่นี้ที่เรียกว่า ภ.พ.๓๐ นี้ อยู่แล้วนะครับ ฉะนั้นแล้วนี่มันไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระใด ๆ ทั้งสิ้น กรมสรรพากรต่างหากที่ สามารถนำตัวเลขจากใบแนบ ภ.พ.๓๐ ที่มันแยกรายได้ของแต่ละสาขาเพื่อไปจัดสรรเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๕ ให้กับท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้เลย ผมยืนยันอีก ครั้งว่าไม่เป็นการเพิ่มภาระใด ๆ ครับ ถัดมาครับและเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ คำถามในครั้งที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงกลไกในการแก้กฎหมาย เพื่อความเป็นธรรม เพื่อความเท่า เทียม แล้วท่านก็ยังบอกว่าการแก้ไขกฎหมายมันแล้วเสร็จมานานแล้ว ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ ผมขออนุญาตนะครับผ่านท่านประธาน โดยเฉพาะเมื่อท่านเน้นย้ำว่ายังคงมีการแบ่ง ภาษีมูลค่าเพิ่มให้ตามที่ตั้งของสำนักงานแห่งใหญ่เพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา ๖๒ ของ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วนั้น ผมขอเรียนท่านตรงนี้เลยนะครับ ณ ที่แห่งนี้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าถ้าหากกฎหมายมันเท่าเทียมมันเป็นธรรมผมคงไม่ต้องยื่น ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ อบจ. แก้ไขมาตรา ๖๒ ที่ผมเพิ่งยื่นไปเมื่อไม่นานนี้เพื่อให้รัฐบาล แบ่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ตั้งของสถานประกอบการ เพื่อให้รัฐบาลแบ่งภาษีโดยคำนวณจาก ข้อมูลในใบแนบ ภ.พ. ๓๐ รายละเอียดภาษีขายและภาษีซื้อของสถานประกอบการแต่ละ แห่ง ปัจจุบันนี้ร่างกฎหมายที่ผมได้ยื่นผ่านสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมเรียนท่านรัฐมนตรี อีกครั้งนะครับว่าได้ถูกส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อรอการลงนามแล้ว และเพื่อที่จะ นำกลับเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระที่หนึ่งในลำดับถัดไป ผมจึงขอถาม ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในวันนี้ในฐานะที่ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่รับมอบอำนาจจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามผมในวันนี้ ว่าท่าน นายกรัฐมนตรีท่านสามารถ ท่านพร้อมหรือยังที่จะลงนามรับรองร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ หรือไม่ เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศได้รับส่วนแบ่งภาษีอย่างเป็น ธรรมจากบริษัทห้างร้านใหญ่โตที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย และหากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ท่านยังไม่สามารถที่จะตอบผมแทนท่านนายกรัฐมนตรีได้ในวันนี้ ไม่เป็นไรครับ ท่านจะกรุณา ช่วยไปถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ผมได้หรือไม่ แล้วช่วยแจ้งคำตอบให้ผมทราบในภายหลัง ก็ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังตอบคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขอบพระคุณ ท่านสมชาติอีกครั้งนะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นแรกเลยนะครับทำความเข้าใจให้ตรงกัน ก็คือสิ่งที่ผมได้พูดถึงทั้งเรื่องของ Compliance Cost ที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจกับเรื่องของความ สะดวกเรื่อง Ease Of Doing Business ทั้ง ๒ เรื่องนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของทางกรมสรรพากรนะครับ ผมเรียนด้วยความเคารพ แต่เป็นประโยชน์ของภาคเอกชนซึ่งรัฐบาลเองมีความจำเป็นจะต้องทำให้ การเดินหน้าการทำธุรกิจของภาคเอกชนนั้นมันเกิดความง่าย แล้วก็เกิดความสะดวกลดต้นทุนที่สุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อันนี้ผมว่าเข้าใจตรงกันแล้วก็เรียนด้วยความ เคารพ ผมก็ขอกราบขอบพระคุณท่านที่เข้าใจในประเด็นนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านบอกว่า มันมีกลไกที่ทางกรมสรรพากรสามารถทำได้ เดี๋ยวผมจะกลับไปหารือกับทางกรมสรรพากรว่าจะ สามารถดำเนินการผ่านทางในเรื่องของใบ Filing ภาษีที่เขามีและมันแยกประเภทอยู่แล้วอันนี้ผมก็ รับทราบนะครับ จะสามารถทำได้หรือไม่ อันนี้เดี๋ยวจะไปหารือให้ถ้าทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ก็ต้องเรียนท่านก็ตรงกันกับผมเช่นเดียวกัน คือสรรพากรเองก็ดำเนินการ ตามกฎหมาย เรามีเรื่องของประมวลรัษฎากรที่เราจะต้องยึดไว้เป็นแม่บทเป็นหลักในการ เดินหน้าในการดำเนินการใด ๆ ให้ตรงตามประมวลรัษฎากรที่ได้เขียนเอาไว้ แต่อย่างไร ก็ตามท่านก็มาถูกช่องทางก็คือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายหากเป็นเรื่องของหลักการที่เห็น ตรงกันและสภาให้ความเห็นชอบสุดท้ายกลไกนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแล้วก็แก้ไขได้ด้วย อำนาจของรัฐสภาอันนี้ถูกต้องนะครับ ส่วนคำถามของท่านที่ท่านฝากไปผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมตอบไม่ได้แน่นอนเพราะว่าอำนาจในการเซ็นไม่ได้อยู่ที่ผม แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมรับไป แล้วก็จะนำไปหารือกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ แต่ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับกลไก เวลาจะดำเนินการเรื่องนี้ก็จะมีกลไกในการสอบถามความเห็นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ หน่วยงานส่งความเห็นมาว่า พ.ร.บ. เป็นการเงินหรือไม่ อันนี้ผมเล่ากระบวนการว่าเป็น การเงินหรือไม่ แล้วสุดท้ายมีความชอบในการที่จะเดินหน้าหรือไม่ ซึ่งเป็นความเห็นของ หน่วยงานที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับฟังหรือไม่และจะดำเนินการอย่างไร อันนี้เป็นตัวเลือก ที่เป็นอำนาจโดยตรงนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของท่านผมก็จะนำเป็น ๑ เรื่องที่จะไป หารือเมื่อท่านกลับมาจากประเทศเยอรมนีจากภารกิจในเรื่องของการประชุมระดับชาติ ในเรื่องของการท่องเที่ยวก็จะลองหารือท่านดูว่ามีกฎหมาย ๑ ฉบับและมีในเรื่องของการ แก้ไขเพื่อให้มีการกระจายเม็ดเงิน โดยเฉพาะภาษีที่เก็บจากแวตและจะส่งมอบคืนไปยัง อบจ. ทั่วประเทศให้มันเกิดการกระจายตัวที่เหมาะสมขึ้นอย่างไรผมก็ได้รับโจทย์ท่านไปครับ ขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ คุณสมชาติไม่ติดประเด็นอื่นแล้วนะครับ จบแล้ว นะครับ ถือว่าจบการตอบกระทู้ถามที่ ๑.๒.๓ นะครับ🔗

เรียนท่านสมาชิกครับว่าขณะนี้กระทู้ถามแยกเฉพาะก็ดำเนินการถามและตอบ อยู่ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะในบริเวณชั้น ๑ แล้วนะครับ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

ก่อนดำเนินการถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะผมได้ขอชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ๑. ถามตอบกระทู้ถามให้ถามตอบได้เรื่องละไม่เกิน ๒ ครั้ง แล้วต้องถามตอบให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ ข้อ ๑๗๓ ประกอบข้อ ๑๖๗ แล้วก็ได้มีการอนุญาต ให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟัง ขอความร่วมมือผู้ที่รับอนุญาตอยู่ในความสงบ แล้วก็ไม่กระทำ การใด ๆ ที่เป็นการเรียกว่าใช้เครื่องมือวัสดุ หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ บันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดสดสู่บุคคลภายนอก หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะให้ ออกจากห้องประชุมนะครับ🔗

สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะในวันนี้เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการ ถามตอบกระทู้ถามของผู้ตั้งกระทู้ถามของท่านรัฐมนตรี ผมขอสลับลำดับกระทู้ถามและตอบ ดังนี้🔗

ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๘ ของท่านภัสริน รามวงศ์🔗

ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๒ ของท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์🔗

ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๑ ของท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์🔗

ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๗ ของท่านปรัชญาวรรณ ชัยสืบ🔗

ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๙ ของท่านศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ🔗

ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๓๐ ของท่านเทียบจุฑา ขาวขำ🔗

ไม่มีท่านใดขัดข้องนะครับ🔗

๑. เรื่อง ขอให้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการงดเว้นหรือลดหย่อนภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งเช่าที่ดินของหน่วยงานรัฐ เพื่อการอยู่อาศัย นางสาวภัสริน รามวงศ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ชุณหวชิร เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเผ่าภูมิ โรจนสกุล เป็นผู้ตอบ กระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ๑๕๑ วรรคสอง🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะได้อนุญาตให้ผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนข้อมูลการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ท่านแรก ท่านเอม เจริญทองตระกูล ท่านที่ ๒ ท่านภูริณัฐ พิทยา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาโครงสร้างระบบภาษี กองนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แล้วก็เศรษฐกรปฏิบัติการ กองนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมในการรับฟัง ท่านแรก ท่านสันติ นิพยโส ท่านที่ ๒ ท่านจิรตรีชยา แซ่บู่ ต่อไปเชิญท่านภัสริน รามวงศ์ ถามท่านรัฐมนตรี คำถามแรก เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ปากเสียงคนบางซื่อ ดุสิต พรรคประชาชน กทม. เขต ๗ วันนี้ขอขอบคุณ ท่านประธาน แล้วก็ท่านรัฐมนตรีที่สละเวลามาตอบกระทู้นี้ กระทู้นี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การแก้ไขปัญหาความยากจนกับผู้มีรายได้น้อย แล้วก็มีรายจ่ายเยอะรายจ่ายวันต่อวัน แล้วก็ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ดิน ซึ่งดิฉันมีความเข้าใจว่ารัฐบาลมีแนวนโยบายที่จะให้ ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ลดรายจ่าย แล้วก็เพิ่มรายได้ ดิฉันนำปัญหา ความเดือดร้อนนี้เป็นปากเสียงพี่น้องคนจนในเขตบางซื่อ ดุสิต แล้วก็พี่น้องคนจนทั่วประเทศว่าเขา มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงเพื่อหวังว่าจะเช่าที่ดินรัฐเพื่อการอยู่อาศัย ตามโครงการของรัฐในอดีต แต่ว่าผู้คนเหล่านี้แต่เดิมก็เคยอาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ หลายคนมี สถานะ ณ ปัจจุบันเป็นผู้บุกรุก ซึ่งแล้วแต่เป็นผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินเหล่านี้มาชั่วอายุคน แล้วก็ทำงานปักหลักอยู่ในเมืองตั้งแต่ผืนที่ดินเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพัฒนาจนต่อมาเป็นเมือง แล้วก็มีโครงสร้างพื้นฐานขยายตัว รัฐต้องการพื้นที่กลับมาพัฒนาใช้ประโยชน์ แล้วก็ต้องการ จัดระเบียบโดยการบังคับให้พวกเขาต้องย้ายออกผ่านกลไกต่าง ๆ ดิฉันขออนุญาตเรียกว่า เป็นคนจนเมือง ที่อยู่ในชุมชนเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่ได้มั่นคง รายได้วันต่อวัน บ้างก็เป็น แม่ค้าขายส้มตำ ปิ้งหมูปิ้ง คนขับวินมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ลูกจ้างรายวัน แล้วก็อาชีพอิสระอื่น ๆ ซึ่งมีรายได้ที่ไม่แน่นอน เราก็ไม่อาจปฏิเสธว่ากลุ่มผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้เป็นผู้ที่มี ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจและสังคมให้กับกลุ่มประชากรอื่นก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นอกจากนี้หลายครอบครัวก็ประสบภาวะยากจนเนื่องจากความพิการ ความเจ็บป่วย บ้างก็ เป็นผู้ป่วยที่ติดเตียง หาเช้ากินค่ำ แล้วก็คนที่ดูแลในชุมชนหรือคนที่ดูแลในครอบครัว ก็เป็นคนในชุมชนด้วยกันเองนี่ละค่ะ ซึ่งทั้งหมดดิฉันขอเรียกว่า เป็นผู้เปราะบาง แล้วก็เป็น กลุ่มคนที่ประสบปัญหาภาวะยากจนก็ต้องสมควรได้รับการยกระดับฐานะทางสังคม รวมถึง สนับสนุนให้พวกเขามีความอยู่ดีกินดีที่ดีขึ้น การที่บังคับให้คนจนเมืองย้ายออกไปก็อาจจะ ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นการตัดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงาน แหล่งรายได้ รวมไปถึง การเข้าสู่บริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือสถานศึกษา แล้วก็ยิ่งจะตอกย้ำซ้ำเติม กับปัญหาความยากจน แล้วก็ความเหลื่อมล้ำโอกาสในรายได้อีก แล้วในเรื่องของบ้านมั่นคง ผู้คนเหล่านี้ก็มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือย้ายออกไป แล้วก็ในระหว่างที่มีการจัดกลุ่ม ออมทรัพย์อยู่นี่การจัดตั้งสหกรณ์เพื่อทำสัญญาเช่ากับหน่วยงานของรัฐมีการจ่ายค่าเช่าที่ดิน รายเดือนภายใต้สนับสนุนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือที่เรียกว่า พอช. ซึ่งที่ผ่านมาบ้านมั่นคงก็มีการดำเนินสำเร็จมาหลายโครงการทั้ง ๔๖ โครงการ แล้วก็กำลังจะ มีหลายที่ตามมา ดิฉันขอยกตัวอย่างที่ชุมชนริมบึงมักกะสันก็เป็นการก่อตั้งบ้านมั่นคงที่ดิน ของผืนการรถไฟแห่งประเทศไทยสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว ดิฉันสะท้อนปัญหานี้เพื่อที่จะให้ เห็นว่าทำไมถึงจะต้องตั้งเป็นกระทู้ถาม เพราะว่าความยากจนกับผู้ที่อยู่ในคนจนเมืองสำคัญ มากจริง ๆ เนื่องจากค่าเช่าที่ดินของหน่วยงานรัฐบ้านมั่นคงเป็นการผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ ของชุมชน ซึ่งเป็นการเช่าในนามนิติบุคคลแปลงรวมรวมกันของทั้งชุมชน ถือว่าเป็นการเช่า รวมกันทั้งแปลง ทั้ง ๆ ที่เฉลี่ยรายได้ของแต่ละครัวเรือนน้อยมากจริง ๆ รายได้วันต่อวันคะ แล้วก็ประกอบกับที่อยู่อาศัยของชุมชนในเขตเมืองโดยเฉพาะโซนใจกลางเมือง หรืออย่างเช่น ในบางซื่อ ดุสิต ดิฉันเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดง หรือว่าโซน Smart City ซึ่งก็ทำให้รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น ไปเรื่อย ๆ ด้วย แล้วก็ทำให้ชุมชนแบกรับทั้งด้านสาธารณสุข หรือการศึกษา หรือว่ารายจ่าย ในชีวิตประจำวันเองก็ตาม แล้วก็เมื่อไปดูที่ตัวบทกฎหมายนะคะ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ออกแบบให้ภาษีที่ดินแล้วก็สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในที่อยู่อาศัยสามารถยกเว้นมูลค่าภาษี ได้บางส่วน มาตรา ๔๑ เองก็ยกเว้นมูลค่าฐานภาษีของที่ดินหรือว่าสิ่งปลูกสร้างที่บุคคลธรรมดา ใช้เป็นที่อยู่อาศัยในจำนวนเงินตั้งแต่ ๑๐ ล้านบาทแรก แล้วก็นี่เป็นหลักการของรัฐที่ไม่ควร จัดเก็บภาษีที่ดิน แล้วก็ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างกรณีที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยเฉพาะ ที่ดินมูลค่าไม่แพงรวมถึงที่ดินแปลงไม่ใหญ่ แต่คนจนเมืองที่รวมกันเช่าที่ดินในลักษณะ สหกรณ์เพื่อการอยู่อาศัยก็ไม่ได้รับการยกเว้นในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ดิฉันก็ขอเป็น คำถามว่า สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่มีที่ดินที่อยู่อาศัย รัฐบาลจะมีมาตรการใด ๆ บ้างในการแก้ไขปัญหาความยากจนกับการที่พวกเขาไม่เข้าถึงสิทธิ ที่อยู่อาศัย แล้วก็โดยภาพรวมปัญหารายจ่ายภาษีดังกล่าวข้างต้นรัฐบาลมีความคิดเห็น อย่างไรต่อปัญหานี้ แล้วก็รัฐบาลจะมีแนวทางมาตรการอย่างไรที่จะดำเนินการ หรืออยู่ใน ระหว่างการดำเนินการอย่างไรบ้าง คำถามแรกค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามแรกครับ🔗

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วันนี้ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีผ่านมาทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อตอบ กระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้ยกปัญหาที่สำคัญแล้วก็เป็นปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญยิ่งในเรื่องของ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาของความยากจนก่อนในภาพใหญ่ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการที่ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แล้วก็ขยายโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านหนี้สิน การเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านรายได้ รวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็น กลุ่มเปราะบาง เรามีความตั้งใจ แล้วก็มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการที่เพิ่มรายได้ของประเทศ ในภาพใหญ่ และลดความเหลื่อมล้ำของคนที่มีรายได้มากกับคนที่มีรายได้น้อยให้ช่องว่างตรงนี้ แคบที่สุด หรือให้เท่ากันที่สุดในสิ่งที่จะเป็นไปได้ ก็ยืนยันในตัวเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการ แก้ไขปัญหาในเชิงภาพกว้างนะครับ🔗

กลับมาสู่คำถามที่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับในเชิงเรื่องของภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง เรียนอย่างนี้ครับ เรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีที่ยึดตามหลัก ใช้มูลค่าของสินทรัพย์ในการที่จะเป็นตัวกำหนดภาษี มีการกำหนดเรื่องของภาษีเป็นใน Category หรือรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ บ้านพักอาศัย แล้วก็ที่รกร้างว่างเปล่าก็จะมี Rate ราคา หรือ Rate การเก็บภาษีที่แตกต่าง กันไปเป็นลักษณะขั้นบันได มูลค่าน้อยเสียภาษีน้อย มูลค่าเยอะเสียภาษีเยอะ ก็เป็นลักษณะ เป็น Progressive ปกตินะครับ ปัญหาที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้หยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหา เรื่องของการเก็บภาษีแปลงรวมจากการเช่าต่อจากหน่วยงานภาครัฐ ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จริงนะครับ เป็นปัญหาที่เราเห็นปัญหาจริงในภาพที่ว่าการที่ประชาชนที่เช่าพื้นที่ในที่เล็ก ๆ เพื่อการอยู่อาศัยในที่ที่ไม่มากแต่มันเป็นการเช่าที่อยู่ในลักษณะแปลงรวม แล้วก็คนที่ถือ กรรมสิทธิ์เป็นหน่วยงานของรัฐ ทำให้วิธีการคิดภาษีก็เลยคิดในลักษณะแปลงรวม เอาแปลง ใหญ่มาคิด ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในปัญหาในหลาย ๆ ส่วนของประเทศนะครับ แต่ใน กรุงเทพมหานครหรือพื้นที่ที่มีราคาที่ดินสูงก็จะเป็นปัญหาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่า เมื่อแปลงใหญ่อยู่ในพื้นที่ไข่แดง อยู่ในพื้นที่สีแดงที่มันเป็นพื้นที่ที่มีราคาสูงก็จะทำให้เรื่อง ของภาษีที่ดินก็ถูกประเมินจากแปลงใหญ่ ๆ ซึ่งตรงนั้นก็เป็นปัญหาสำคัญที่ทางกระทรวง การคลัง และกระทรวงมหาดไทยได้เห็น เราเห็นปัญหาแล้วเราก็ไม่อยู่นิ่งเฉยครับ เราเข้า แก้ไขปัญหาทันทีในเรื่องของการคิดภาษีเรื่องของแปลงรวมแปลงใหญ่กับการเช่าต่อให้พี่น้อง ประชาชน พี่น้องประชาชนจะต้องไม่เสียภาษีที่คิดจากฐานที่เขาไม่ได้อยู่จริง ตรงนั้นก็เป็น จุดมุ่งหมายของทางกระทรวงการคลัง แล้วก็กระทรวงมหาดไทย เราจึงออกเป็นประกาศทาง กระทรวงการคลัง แล้วก็กระทรวงมหาดไทย เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดเก็บภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีการใช้ประโยชน์หลายประเภทในฉบับที่ ๒ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ จริง ๆ มีผลบังคับใช้ย้อนหลังนะครับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมต้นปีที่ผ่านมา ก็เป็นประกาศกระทรวงการคลังที่เข้าแก้ไขปัญหาโดยตรงกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย จากการที่ คิดจากแปลงใหญ่และเอาแปลงใหญ่มาเป็นฐานภาษีจะถูกปรับมาเป็นการใช้แปลงย่อย ๆ ที่ พี่น้องประชาชนเช่าอยู่ ก็ใช้ Rate ตรงนั้นเป็น Rate ในการที่จะคำนวณภาษี นั่นส่งผลให้ อะไรครับ ส่งผลให้พี่น้องประชาชนก็จะมีการจ่ายภาษีที่น้อยลง เป็นการบรรเทาภาระของ พี่น้องประชาชนในเรื่องของการประเมินที่ดินและนำมาสู่รายจ่ายภาษีที่พี่น้องประชาชนที่มี รายได้น้อยจะพึงต้องจ่าย หลักการคำนวณก็ง่าย ๆ อย่างเช่นตัวเอกสารในฉบับนี้ก็เดี๋ยว สามารถส่งให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้นะครับ ก็เป็นตัวอย่างการคำนวณจากการที่เป็น แปลงใหญ่ที่คำนวณแบบเดิมและเปรียบเทียบกับการคำนวณแบบที่เป็นแปลงย่อยตาม ประกาศฉบับที่ ๒ นี้ ก็จะเห็นว่ารายจ่ายของพี่น้องประชาชนหรือถ้าสมมุติคิดเอาพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มที่เช่าเล็ก ๆ หลาย ๆ ท่านเอามารวมกันเป็นแปลงใหญ่และคิดเทียบกับ แบบเดิมนี่ ตัวภาษีที่พี่น้องประชาชนต้องจ่ายลดลงมากกว่า ๑ เท่า มากกว่าครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นนี่เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนบรรเทาทุกข์แล้วก็ สามารถยืนอยู่ได้ด้วยรายได้ของตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทางกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทยเห็นถึงปัญหาการเข้า TaXGO แล้วก็ออกมาเป็นประกาศฉบับนี้ครับ🔗

ส่วนในประเด็นเรื่องของการยกเว้นเรื่องของ ๕๐ ล้าน ตัวนี้เป็นประเด็นที่ทาง กระทรวงการคลังที่ดูเรื่องของภาษีก็อยู่ในช่วงที่การพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ คือเราก็ต้อง ยอมรับว่าตัวภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ใช่ภาษีที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต้องมีการปรับต้องมี การทำให้มันกลมกล่อม ต้องมีการทำให้มีความสมดุลและลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็เป็นธรรม กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ประเด็นนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เข้าไปสู่การพิจารณา แล้วก็เข้าไปศึกษาถึงความเหมาะสม แล้วก็หาข้อสรุปในที่สุด ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านสมาชิกคำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีค่ะ คือดิฉันเป็นตัวแทนพี่น้องของเขตบางซื่อตรงนี้ใกล้ ๆ กับสภานี้เอง ตอนนี้ทางชุมชนที่ริมทางรถไฟก็พยายามจะออมกันอยู่ แต่ว่าถ้าเซ็นเมื่อไรก็คือแบกรับภาระ ไม่ไหวจริง ๆ เพราะว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วเงินหลักแสนก็มีมูลค่ามหาศาลสำหรับพวกเขา เป็นจำนวนมาก ดิฉันมีคำถามที่อยากจะสอบถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีนะคะ ที่เรา เห็นตัวอย่างชุมชนที่ริมบึงมักกะสันเองก็ตามที่เป็นที่ของการรถไฟนี่ก็จะต้องเป็นผู้จ่ายภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แล้วก็เรียกเก็บผ่านไปยัง พอช. แล้วต่อไปก็ต้องเก็บไปถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นลักษณะเดียวกับที่ชุมชนในเขตเมืองของที่บางซื่อหรือดุสิตอย่างนี้นะคะ จะเก็บ ต่อไปถึงประชาชนในชุมชนเหมือนเดิมหรือไม่ หรือว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดิฉัน ก็จะได้นำสารนี้ไปสู่พี่น้องประชาชนที่ชุมชนริมทางรถไฟเขตบางซื่อ นอกจากนี้สุดท้ายแล้ว การออกประกาศกระทรวงในระยะที่ผ่านมาจะช่วยให้คนจนเมืองจ่ายภาษีที่ดิน โอเคละค่ะว่า เขารายได้วันต่อวันจริง ๆ แล้วก็สิ่งปลูกสร้างทำอย่างไรให้เขาแบกรับได้น้อยที่สุด หรือไม่ อย่างไร แล้วก็รวมไปถึงการออกมาตรการอื่น ๆ ในอนาคตซึ่งท่านอาจจะมี Plan หรือว่ามี เป้าหมายในใจไว้อยู่แล้วหรือไม่ จะได้เป็นการที่จะให้ Forecast หรือว่าคาดเดาไปให้กับ คนจนเมืองได้ล่วงหน้าค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานครับ ตอบคำถามของท่านสมาชิกเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องของชุมชนต่าง ๆ ที่เช่าที่ดินต่อจากภาครัฐ เรื่องของการส่งผ่าน เรื่องของส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้เช่า จริง ๆ มันเป็นเรื่องของการที่ภาครัฐส่งผ่าน พอช. แล้วก็ส่งผ่านไปที่ผู้เช่าอีกต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้น เรื่องของการส่งผ่านกลับมาสู่คำถามที่ ๑ เรื่องของการส่งผ่าน เมื่อคิดจากแปลงใหญ่ แปลงใหญ่ เสร็จราคาสูง ราคาสูงเสร็จก็เลยส่งผ่านไปที่ผู้เช่า ผู้เช่าก็เลยต้องรับภาระสูงในการที่จะต้อง จ่ายค่าภาษีตรงนี้ ปัจจุบันอย่างที่ได้นำเรียนเป็นประกาศของกระทรวงการคลัง กระทรวง มหาดไทยออกมาแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว จะทำให้รายจ่ายตรงนี้ของพี่น้องประชาชนหรือ ภาระของพี่น้องประชาชนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสักครู่นี้ได้ยกตัวอย่างของชุมชนหนึ่ง ที่มีการลดลงกว่าครึ่ง จริง ๆ ถ้าดูการคํานวณของชุมชนเรื่องของอีกตัวอย่างหนึ่งของอีก ชุมชนหนึ่งที่ได้มีการคำนวณไว้ก็จะเห็นได้ว่ามีการลดลงกว่า ๑ ใน ๓ ขึ้นอยู่กับจำนวนแปลง ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เป็นว่าจะซอยย่อยขนาดไหน ยิ่งซอยย่อยภาระภาษีก็จะน้อยลง ก็เข้ามาสู่ หลักภาษีที่ว่าพี่น้องประชาชนจ่ายภาษีเท่าที่อยู่ไม่ใช่เอาแปลงใหญ่ ๆ มาคำนวณนะครับ ส่วนในเรื่องของการลดภาระพี่น้องประชาชนในมิติอื่น ๆ เรื่องของภาษีอื่น ๆ เรื่องของภาษี ที่ดินในมิติอื่น ๆ ก็อย่างที่ได้นำเรียนทางกระทรวงการคลังได้อยู่ในระหว่างการพิจารณา ในการที่จะดูเรื่องของภาษีที่ดินให้มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น มีความเป็นธรรมต่อพี่น้อง ประชาชนมากยิ่งขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการที่จะเข้าไปลดความเหลื่อมล้ำของพี่น้อง ประชาชน เพราะเราเชื่อว่าที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต้องมีที่อยู่อาศัย และการมีอยู่ซึ่งที่อยู่อาศัยก็ต้องไม่ใช่ที่อยู่อาศัยที่เป็นภาระ แล้วก็ต้องสอดคล้องกับรายได้ ต้องสอดคล้องกับฐานทรัพย์สินของเขา แล้วอะไรก็ตามที่ ภาครัฐจะสามารถหยิบยื่นมือเข้าไปช่วยในเรื่องของการเป็นข้อยกเว้น หรือได้เป็นสิ่งที่เข้าไป โอบอุ้มกับพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยนี้เราพึงกระทำ แล้วก็อยู่ในช่วงการพิจารณา ก็ตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องของฉบับที่ ๒ ประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอาจจะไปแจ้งพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ได้เลยว่ามีผล บังคับใช้แล้ว รายจ่ายของภาษีที่จะเป็นภาระของพี่น้องประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บางพื้นที่ลดลงครึ่งหนึ่ง บางพื้นที่ลดลง ๑ ใน ๓ บางพื้นที่ลดลง ๑ ใน ๔🔗

ตอบในอีกประเด็นหนึ่งเรื่องของการทำให้พี่น้องประชาชนมีที่อยู่อาศัย ได้อย่างมีราคาถูก ทางกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นอีกกรมหนึ่งที่ผมกำกับดูแลอยู่ก็ได้มีเจตจำนง ชัดเจนในการที่จะให้เช่าที่ดินราคาถูกที่พี่น้องประชาชนเข้าไปอยู่ก่อนในพื้นที่ของที่ราชพัสดุ ผมได้ทำเรื่องนี้พยายามทำให้เกิดขึ้นทั่วประเทศในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเช่า ได้ในราคาถูกที่สุดจะเรียกว่าฟรีเลยก็ได้นะครับ เพราะว่าเป็นราคาที่ถูกมาก ที่ดินเพื่อ การเกษตรบางทีไร่ละ ๒๐ บาทต่อปีแทบจะไม่มีราคาเลย เพียงแต่เราต้องทำให้แบบพี่น้อง ประชาชนอยู่ให้ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่สุดในรายจ่ายที่ที่พี่น้องประชาชนพึงพอจ่ายได้ ในเรื่อง ของที่อยู่อาศัยของกรมธนารักษ์ก็ถูกเช่นเดียวกัน บางพื้นที่นี้คือ ๔๐ บาทต่อตารางวาต่อปี เสียด้วยซ้ำ ก็เป็นรายจ่ายที่เราทำให้ต่ำที่สุดเพื่อให้พี่น้องประชาชนของเราได้มีปัจจัยพื้นฐาน ในการอยู่อาศัยและการทำมาหากินได้ดีที่สุด ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณรัฐมนตรี มีอะไรฝากไหม มีเวลาเหลือนิดหน่อย โอเคเดี๋ยวเอาเอกสารที่ท่านรัฐมนตรี นำมาด้วยนะ ขอบคุณรัฐมนตรีครับ ขอบคุณท่านสมาชิกครับ🔗

ครับ ขอประชุมต่อนะครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๒ เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวใน จังหวัดเชียงราย นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน และรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญจึงมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถาม แยกเฉพาะดังนี้ ๑. ท่านชลเทพ สมานมิตร สวัสดีครับ ท่านผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการเตือนภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่านที่ ๒ ท่านอุมา พลบุตร สวัสดีครับ ผู้อำนวยการส่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยภูมิภาค กองช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยนะครับ และได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถามดังนี้นะครับ ท่านแรก ท่านนพรุธ เผ่ากล้า สวัสดีครับ ท่านที่ ๒ ท่านไกรฤทธิ์ ด่านพิทักษ์ สวัสดีครับ ท่านที่ ๓ ท่านอนุตตมา อมรวิวัฒน์ สวัสดีครับ ต่อไปเชิญท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ถามคำถามแรกครับ🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีธีรรัตน์นะคะที่ได้ให้ เกียรติมาตอบคำถามนี้กับกระทู้ถามของดิฉันในวันนี้นะคะ ซึ่งกระทู้ได้ยื่นไปสักพักหนึ่งแล้ว ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมเรียกว่ากำลังฮอตฮิตมาก ๆ ตอนที่มีสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัด เชียงรายค่ะ ต้องบอกว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงรายในช่วงปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบ ต่อความเป็นอยู่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือว่าทางด้านความเป็นอยู่แล้วก็โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรของพี่น้องประชาชนค่ะ และที่สำคัญที่สุดนะคะ ก็คือเศรษฐกิจในพื้นที่ค่ะ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ค่ะ ซึ่งก็ทราบมาว่าท่านเองก็ได้เกาะติดสถานการณ์มาโดยตลอด เรียกว่า ไปฝังตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงราย โดยได้รับมอบหมายจากทางฝ่ายรัฐบาลนะคะ ได้ไปลงพื้นที่ ในพื้นที่ที่เรียกว่ามีปัญหาหนัก อย่างเช่น อำเภอแม่สายหรืออำเภอเมืองนะคะ เกาะติด สถานการณ์โดยตลอดค่ะ ซึ่งในเขตของดิฉันเองค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้รับผลกระทบ อย่างเต็ม ๆ นะคะ แต่ว่าได้มีโอกาสลงพื้นที่แล้วก็ได้รับฟังเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของ พ่อแม่พี่น้องจากพื้นที่ใกล้เคียงค่ะ ก็เรียกว่าทุก ๆ คนเดือดร้อนแล้วก็มีปัญหากัน หนักมากจริง ๆ เราได้ลงพื้นที่แล้วก็ได้เห็นความลำบากที่เกิดขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ หรือว่าข้าวสารอาหารแห้งแล้วก็ความตระหนกตกใจ ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ค่ะ จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการถามกระทู้ถามเพื่อเป็นกระบอกเสียงไปถึงพี่น้องประชาชนค่ะ ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายค่ะ สาเหตุมันก็มีมาหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ มีฝนตกหนักในพื้นที่หรือว่าน้ำป่าไหลหลากนะคะ และที่สำคัญค่ะ การบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่อาจจะยังไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองเองหรือว่าในพื้นที่การเกษตรต่าง ๆ อาจจะ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากเพียงพอค่ะ ในช่วงฤดูร้อนน้ำแล้งก็เรียกว่าอ่างที่กักเก็บน้ำ ก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างเต็มที่ค่ะ ถือว่าแล้ง ในช่วงฤดูหน้าฝนค่ะ น้ำก็ล้นเอ่อจนทำให้ เกิดน้ำท่วมได้มาตลอดค่ะ การแก้ไขปัญหาเยียวยาครั้งนี้ของทางฝ่ายรัฐบาลดิฉันต้องขอ ชื่นชมนะคะว่าถ้าเปรียบเทียบกับในอดีตเป็นการแก้ไขที่รวดเร็วแล้วก็ทันใจนะคะ ก็ขอเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนขอบคุณมายัง ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ก็ขอไม่เสียเวลามากเลย แล้วกันนะคะ อยากจะขอเข้าคำถามแรกค่ะ โดยใช้เวทีกระทู้ถามนี้ในการถามให้กับทาง ท่านรัฐมนตรีและอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยชี้แจงให้กับพวกเราแล้วก็พี่น้องประชาชนเอง ได้ฟังค่ะ กับภารกิจที่ท่านได้ลงพื้นที่ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำไปแล้วสำเร็จลุล่วงไปแล้ว แล้วก็ภารกิจที่ยังคงค้างอยู่ที่ยังจะต้องดำเนินการต่อไปค่ะ อยากจะฟังจากทางท่านรัฐมนตรี ค่ะว่ามีอะไรบ้างที่เสร็จไปแล้วแล้วก็มีภารกิจอะไรบ้างที่ยังคงค้างอยู่ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามแรกครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ได้รับมอบหมายจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ได้มาตอบกระทู้ถามของ ทางท่าน สส. วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ท่าน สส. จังหวัดเชียงรายค่ะ ในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำ ท่วมแล้วก็ดินโคลนถล่ม ดิฉันได้เห็นท่าน สส. วิสาระดีนั้นได้จัดเยาวชนจิตอาสาลงไปในพื้นที่ ด้วยนะคะ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบทุกข์ แม้ว่าจะไม่ใช่เขตพื้นที่ที่ท่านดูแล เองก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณในความร่วมมือจากท่าน สส. แล้วก็แนวร่วม ที่ดึงเยาวชนเข้ามาให้เขา ได้ลงไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่ดิฉันได้ทราบเรื่อง มานะคะ ก็เนื่องจากดิฉันได้ลงไปในพื้นที่เชียงรายด้วยการมอบหมายจากทางท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านภูมิธรรม เวชยชัย ร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติหน้าที่ สปช. ส่วนหน้านะคะ แล้วก็เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่เราได้ ลงไปในพื้นที่อย่างที่ทราบกันดีว่าปลายปี ๒๕๖๗ ตั้งแต่เดือนกันยายน เรียกได้ว่าก่อนที่ รัฐบาลของทางท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะเข้ามารับตำแหน่งเสียด้วยซ้ำที่เกิดปัญหา Rain Bomb ฝนตกเฉพาะที่บนภูเขาจนทำให้เกิดดินโคลนถล่มลงมานะคะ แล้วภาพที่เรา เห็นก็คือบ้านเรือนได้รับความเสียหาย ตรงถ้ำผาจมตรงแม่น้ำแม่สายที่ฉันจำได้ดีนะคะ ตรงนั้นก็คือบ้านหายไปทั้งหลังเลยนะคะ แล้วแม่น้ำสายเดิมทีที่เป็นเส้นทางโดยปกติก็ถูก ทับถมด้วยดินโคลนถล่มที่มาอัดอยู่ทำให้เกิดช่องน้ำที่แคบลง น้ำจึงล้นเข้ามาบนพื้นที่ ที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนทั้งแถบเลยนะคะ ฉะนั้นแนวทางในเรื่องของการแก้ไขนะคะ เราก็ได้มีการพูดคุยกันทั้งในส่วนของภายในประเทศที่เราจะต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในขณะนั้นที่ทางท่าน ส.ส. วิสาระดีนั้นได้กล่าวถึง ว่าแนวทางการช่วยเหลือจากทางรัฐบาลที่จะเยียวยาครัวเรือนละ ๙,๐๐๐ บาทตามมติ ครม. ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เราได้จ่ายไปครบทั้งสิ้นแล้วนะคะ ครบทุกครัวเรือน ตรงนี้จะไม่มีปัญหา แต่ว่าเรายังมีมาตรการเพิ่มเติมของทางจังหวัดด้วยที่จะให้ช่วยเหลือ เรื่องของค่าล้างดินโคลนรายบ้านเรือนด้วยนะคะ ตรงนี้จะเป็นความดูแลของทางจังหวัด ก็คือนำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายนะคะ ซึ่งตรงนี้ถือว่ามีปริมาณที่เยอะมาก ขณะนี้เราได้มีการสำรวจไปแล้วแล้วก็ได้อนุมัติเงินงบประมาณลงไปแล้วบางส่วน แล้วก็ยังเหลืออีกบางส่วนที่จะต้องรอการตรวจสอบจากทางเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะได้ข้อมูล ที่ถูกต้องมากที่สุดเพราะว่าเป็นเงินที่ทางจังหวัดนั้นจะต้องบริหารจัดการให้ได้ครอบคลุม ทุก ๆ ปัญหาด้วย แต่ทางรัฐบาลถ้าหากว่าเราได้รับเรื่องที่จะประสานเข้ามาให้ได้ทำการ เพิ่มเติมในส่วนของงบประมาณต่อไปนั้นก็จะขึ้นอยู่กับทางมติของทางเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลังก็จะให้ส่งข้อมูลต่อท่านนายกรัฐมนตรีต่อไปค่ะ ดิฉันก็นำเรียนในส่วนของ หลาย ๆ หน่วยงานที่ได้เข้ามาช่วยเหลือกันนะคะ ถ้าหากว่าเราจำกันได้ก็คือทุก ๆ กระทรวง ได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางค่ะ ที่มีทั้งผู้สูงอายุ คนพิการแล้วก็เด็กเล็กที่เราจะต้องเข้าไปดูแลอย่างเป็นพิเศษนะคะ ก็จะมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้าไปดูแลเพิ่มเติมตรงนี้ด้วย และในส่วนที่ทางท่าน สส. วิสาระดีอยากที่จะได้ทราบว่าแนวทางการป้องกันในทั้งระยะสั้น แล้วก็ระยะยาวนะคะ ดิฉันก็ได้นำข้อมูลที่ได้รับจากในพื้นที่มาประมวลเพื่อที่จะสรุป เป็นแนวทางในการทำงาน ระยะสั้นเราทราบกันดีว่าสาเหตุที่เกิดน้ำท่วมทั้งในส่วนของ ที่ราบลุ่มที่เกิดจากฝนที่ตกหนักแล้วด้วย แล้วก็ในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่เป็นแม่น้ำที่มีความตื้นเขิน เราก็จะต้องไปทำการขุดลอกคูคลองนะคะ ขุดลอกแม่น้ำต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ปริมาณการรับน้ำนั้น เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ดิฉันได้รับทราบข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่นะคะว่า ยกตัวอย่างแม่น้ำแม่สายของเราแต่ก่อนนั้นลึกมาก ๆ นะคะ เดี๋ยวนี้เหลือแค่ไม่กี่เมตรเอง เหลือเพียงแค่เรียกว่าเวลาที่น้ำแห้งเดินผ่านถึงกันได้เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ๆ ว่า เราเองละเว้นในเรื่องของการขุดลอกคูคลองเช่นนี้ ขุดลอกแม่น้ำเหล่านี้มายาวนานจนทำให้ เป็นปัญหาที่หมักหมมมานะคะ ฉะนั้นทางรัฐบาลเองก็ได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางในการที่จะ ขุดลอก ก็มีความร่วมมือจากกระทรวงกลาโหมด้วยที่จะมาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้นะคะ ซึ่งเราได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องแม่น้ำกกด้วยก็เช่นเดียวกันนะคะ สำหรับเส้นทางน้ำ ที่เปลี่ยนแปลงไปค่ะ เราก็จะต้องให้มีความสอดคล้องกับในเรื่องของเส้นทางน้ำที่จะเกิดขึ้น ในปีนี้ให้ได้อย่างมากที่สุด ดิฉันคิดว่าการเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีตที่เป็นไปในวงกว้างค่ะ จะทำให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการร่วมกันจากทุก ๆ ภาคส่วน ซึ่งดิฉันก็นำข้อมูล สภาพทั่วไปของทางเชียงรายอย่างที่เราทราบกันดีว่ามีพื้นที่อยู่ที่ประมาณ ๗.๙ ล้านไร่นะคะ ที่เชียงราย แล้วก็มีแม่น้ำหลักที่สำคัญก็คือลุ่มน้ำโขงเหนือแล้วก็ลุ่มน้ำวัง แล้วก็มีแม่น้ำ ที่สำคัญ ๆ เป็นลำน้ำ เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำอิง แม่น้ำโขงนะคะ แม่น้ำคำ แม่น้ำสาย แล้วก็แม่น้ำรวก ในส่วนที่ดิฉันได้นำข้อมูลมาเสนอกับทางท่าน สส. ก็จะเป็นส่วนของ แม่น้ำสายแล้วก็แม่น้ำรวกที่เราเองนั้นได้ลงมาดูในเรื่องของงบประมาณที่จะผ่านกับทาง สทนช. ด้วยนะคะว่าในขณะนี้เป็นไปอย่างไรแล้วนะคะ ก็มีการของบประมาณเข้ามาเพิ่มเติม หลาย ๆ โครงการด้วยกันค่ะ อย่างเช่น ในปี ๒๕๖๗ เราได้จัดสรรงบประมาณเป็นงบกลาง จำนวน ๓๓๔ ล้านบาทเศษค่ะ มี ๘๗ โครงการด้วยกัน เพื่อที่จะพัฒนาแหล่งน้ำนะคะ เรียกว่าน้ำตอนที่หน้าร้อนก็ต้องไม่แล้งนะคะ แล้วก็ตอนที่หน้าน้ำน้ำต้องไม่ท่วม ถ้าหากว่า เราสามารถบริหารจัดการได้อย่างดีพี่น้องประชาชนก็จะมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ไม่เกิดปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซากด้วย แล้วก็ยังมีในส่วนของแผนงานงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ มี ๓๖๓ รายการค่ะ สำหรับปี ๒๕๖๗ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ นะคะ มีแผนปฏิบัติการอยู่ที่ ๓๙๘ รายการ ซึ่งจะมีรายละเอียดของโครงการระบุให้สามารถที่จะค้นหาได้ในเว็บไซต์ ของทางการด้วยนะคะ ท่านก็สามารถที่จะสืบหาข้อมูลได้เพิ่มเติมจากนี้หรือถ้าหากว่า ท่านอยากทราบเป็นโครงการ ดิฉันก็จะส่งเอกสารให้กับท่านเพื่อที่จะนำไปตรวจสอบหรือว่า ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ทราบว่าตรงนี้อยู่ในแผนการอยู่แล้ว ทางรัฐบาล กำลังดำเนินการแล้วก็จะได้ลงมาในพื้นที่นะคะ แล้วก็นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญ ๆ อีก ๕ แห่งด้วยกันนะคะ นั่นก็คือการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่หนองหล่ม แล้วก็ประตูระบายน้ำบ้านทุ่งซางค่ะ มีอ่างเก็บน้ำห้วยป่าสัก อ่างเก็บน้ำแม่แสลบด้วยนะคะ แล้วก็อ่างเก็บน้ำแม่คำ ดิฉันคิดว่าตรงนี้จะเป็นแหล่งใหญ่ ๆ เป็นพื้นที่ที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ อย่างยั่งยืน แล้วก็ในส่วนหนึ่งที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปมานะคะ ก็คือบ้านเมืองงิมนะคะ ที่บ้านเมืองงิมในอำเภอเมืองนะคะ อันนี้ก็คือเถิบเข้ามาแต่ว่าได้รับผลกระทบ ถนนหลายสาย ก็พังแล้วก็ถูกตัดขาดบ้างก็มีนะคะ แล้วก็การเดินทางก็เป็นไปด้วยความลำบาก แต่ว่าดิฉัน ได้กลับลงไปตรวจสอบใหม่หลังจากที่น้ำท่วมอีกครั้งหนึ่งเมื่อช่วงต้นปีนี้นะคะ ปี ๒๕๖๘ นี้ ก็พบว่าทางหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งทางจังหวัดเอง ทางรัฐบาลเองก็ได้อนุมัติงบลงไปในเรื่อง ของการซ่อมแซมถนนหนทางต่าง ๆ แล้วด้วย แล้วก็ยังมีในส่วนของเขื่อนป้องกันริมตลิ่ง แม่น้ำกกนะคะ มีความยาวประมาณ ๑,๘๐๐ เมตร เป็นวงเงินประมาณ ๑๘๐ ล้านบาทนะคะ อันนี้ได้เห็นชอบให้บรรจุอยู่ในแผนด้านทรัพยากรน้ำปี ๒๕๖๙ แล้ว อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่ ดิฉันได้รับทราบมาแล้วก็คิดว่าจะต้องมีการติดตามเพื่อที่จะให้งบประมาณนั้นสามารถที่จะ ได้รับการขับเคลื่อนจนมาสู่พื้นที่ที่กำลังประสบภัยแล้วก็ไม่ให้ปีต่อไปนั้นจะต้องเกิดปัญหา ซ้ำซากอีก เพราะถ้าหากว่าเราไปสร้างแนวป้องกันตลิ่งนี้ได้น้ำก็จะไม่เข้ามาถึงหมู่บ้านของพี่ น้องที่บ้านเมืองงิมด้วย ดิฉันก็คิดว่าน่าที่จะเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืน อีกส่วนหนึ่งดิฉันคิดว่าเดี๋ยวอาจจะเป็นคำถามที่ให้ทางท่าน สส. ได้กล่าวถึง การทำงานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมานะคะ เรามีการทำงานอยู่ ซึ่งเดี๋ยวจะ ดูประเด็นที่ทางท่าน สส. ได้มีความสงสัยแล้วก็มีความกังวลก็จะได้ให้คำตอบได้ถูกต้องค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบคุณครับ คำถามที่ ๒ ครับ ท่าน สส. ครับ🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะคะ พอฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็รู้สึกสบายใจค่ะ คิดว่าถ้าสมมุติ ข้อมูลนี้ได้ออกไป สื่อไปยังพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลแล้วก็โครงการงบประมาณต่าง ๆ ในระยะยาวก็รู้สึกดีใจนะคะ จริง ๆ แล้วต้องบอกเลยว่าอย่างที่ท่านรัฐมนตรีพูดไปค่ะว่า สาเหตุต่าง ๆ มันมีหลากหลายมากมาย โดยเฉพาะก็คือระบบน้ำในจังหวัดเชียงรายนะคะ ก็ดีใจที่โครงการต่าง ๆ จะมีเข้ามาพูดถึงการจัดสรรระบบน้ำในจังหวัดเชียงรายให้ดีขึ้น กว่านี้นะคะ รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำคูคลองที่ไม่อยากให้เวลาหน้าแล้งจะต้องไม่มีน้ำใช้ หรือว่าหน้าฝนน้ำจะท่วมอะไรอย่างนี้ เพราะว่าพี่น้องในพื้นที่จังหวัดเชียงรายส่วนมาก ก็เป็นพื้นที่เกษตรกรรมกันทั้งหมดนะคะ ก็ดีใจด้วยนะคะที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงลำน้ำแม่สาย ของอำเภอแม่สาย ซึ่งตัวดิฉันเองได้มีโอกาสได้ไปลงพื้นที่ในฐานะกรรมาธิการการต่างประเทศค่ะ ได้รับการเรียกร้องแล้วก็ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนของอำเภอแม่สายให้เข้าไปดูพื้นที่ ตอนนั้นไปดูเรื่องคุณภาพของลำน้ำแม่สายค่ะว่าตอนนั้นลำน้ำแม่สายมีสีที่ขาวขุ่นที่ไหลลงมา จากประเทศเพื่อนบ้านมาประเทศไทยค่ะ คุณภาพน้ำไม่ดี ไม่สามารถเอาไปใช้อุปโภคบริโภค ได้เลยแล้วก็เป็นอันตรายมาก ๆ นะคะ ก็ได้ไปรับฟังถึงปัญหาในพื้นที่ค่ะ และนอกเหนือจากนั้น ก็ยังได้รับร้องเรียนเพิ่มเติมในส่วนของลำน้ำแม่สายค่ะว่ามีการรุกล้ำพื้นที่จากทั้งประเทศ เพื่อนบ้านและในประเทศของเราเอง หลัก ๆ ก็คือการปลูกสิ่งก่อสร้างที่มันล้ำแล้วก็ ยื่นออกมา ทำให้มันกัดเซาะแนวตลิ่งหรืออะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เรียกว่ามันยื่นออกมา แล้วทำให้มันล้ำเขตอาณานิคมของเขามา ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง ในฝั่งของประเทศไทยเองก็ยื่นหรือว่าประเทศของเขาเองก็ยื่นออกมาค่ะ แต่ก็ได้รับข้อมูล มาแล้วว่าปัญหานี้ได้แจ้งไปถึงทางฝ่ายรัฐบาลแล้วค่ะ ก็เลยอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีค่ะ ว่าปัญหานี้เมื่อรับทราบไปแล้วค่ะ การรุกพื้นที่ทั้งภายในประเทศแล้วก็จากประเทศเพื่อนบ้าน ของเราค่ะ ทางรัฐบาลได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้วคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทยนะคะ ดิฉันได้มีโอกาสในการนำเรียนในเรื่องของผลการประชุมคณะอนุกรรมการ ดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิในการเดินเรือ การใช้น้ำอย่างเป็นธรรม การบำรุงรักษาและ การอนุรักษ์ทางเดินปัจจุบันของน้ำในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก ครั้งที่ ๓ ที่ได้จัดขึ้น เพื่อที่จะหาแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา ซึ่งทางท่าน ส.ส. วิสาระดี เป็นคณะกรรมาธิการการต่างประเทศอยู่นะคะ ก็ถือว่าเกี่ยวข้องโดยตรงมาก ๆ ที่เราจะต้อง แสวงหาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แน่นอนค่ะว่าในเรื่องนี้ เป็นความเกี่ยวข้องระหว่าง ๒ ประเทศ นั่นก็คือประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ดิฉันขออนุญาตกล่าวโดยสรุปนะคะว่าจากการหารือร่วมกันของคณะกรรมการในชุดที่ เราเรียกว่า JCR นะคะ Joint Committee Relating to Fixed Bordering on Mae sai Namruak River นะคะ อันนี้ก็มีการบรรลุข้อตกลงในการขุดแม่น้ำสายนะคะ ซึ่งจะเป็น ความรับผิดชอบโดยประเทศพม่า ซึ่งระยะทางอยู่ที่ประมาณ ๑๔ กิโลเมตร แล้วก็ในส่วนของ ประเทศไทยเราจะดูแลในเรื่องของแม่น้ำรวกนะคะ อยู่ที่ระยะทางประมาณ ๔๕ กิโลเมตร เพื่อที่จะทำให้เกิดการทำงานได้อย่างรวดเร็วเพราะเราก็ต้องยอมรับว่าทางฝั่งประเทศ เมียนมาเองเขาก็อาจจะไม่มีความพร้อมเท่ากับทางฝั่งเราที่จะสามารถดำเนินการได้เลย แต่แน่นอนการใช้แม่น้ำร่วมกันมันก็เป็นเหตุจำเป็นที่ทางเราเองนั้นก็จะต้องให้ความร่วมมือ ให้ภารกิจของเรานั้นดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ราบรื่นมากที่สุด จึงต้องเป็นข้อตกลง ร่วมกันมาที่ดิฉันคิดว่าเราต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไปนะคะ ในส่วนที่เจ้าหน้าที่ได้ไปประชุม แล้วก็หาแนวทางมา ดิฉันก็คิดว่าน่าที่จะเป็นทางออกแล้วก็เป็นคำตอบในการที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้เบาใจว่าจากน้ำแม่น้ำที่เคยตื้นเขินก็จะทำให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น แม้ว่าการคาดการณ์ในปีนี้ว่าน้ำจะมีปริมาณมาก แต่ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราเตรียมพร้อมไว้ ในการรับสถานการณ์เราก็จะบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ค่ะ อันนี้ก็เป็นข้อมูล กล่าวโดยสรุปนะคะ แล้วก็ยังมีในเรื่องของทางประเทศเมียนมาก็จะทำเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพิ่มเติมด้วยบริเวณสะพานมิตรภาพที่ ๑🔗

ทีนี้ที่ดิฉันได้ทราบจากทางท่าน สส. ว่ามีประชาชนทั้ง ๒ ฝั่งในการรุกล้ำ ลำน้ำอยู่ก็เป็นเรื่องจริงนะคะ อย่างที่ดิฉันได้บอกไปว่ามีบ้านเรือนเสียหายนั่นก็เป็นเพราะว่า ไปสร้างในพื้นที่ทางผ่านของน้ำ ฉะนั้นตอนนี้ทางจังหวัดเอง กระทรวงมหาดไทยแล้วก็ ทาง พช. เราก็มีการพูดคุยกันว่าถ้าหากว่ามีบ้านที่จะสามารถรองรับกลุ่มผู้ที่บุกรุกเหล่านี้แล้ว มีการชดเชยให้เขาสามารถประกอบอาชีพได้ สร้างรายได้ได้ต่อไปก็น่าที่จะได้รับ ความร่วมมือ ซึ่งเป็นแผนในระยะต่อไปกับการทำงานของจังหวัดด้วยค่ะ แต่ในส่วนของ ประเทศเพื่อนบ้านเราได้ในส่วนที่ขอความร่วมมือเขานะคะ แล้วก็ให้เขาได้รับทราบถึงปัญหาว่า ถ้าหากว่าไม่ให้ความร่วมมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันจะหนักมาก ก็ขอให้ทาง ท่าน สส. เองก็ได้ติดตามในเรื่องนี้โดยต่อเนื่องนะคะ ทางเราเองก็จะนำข้อมูลมานำเสนอ ให้ท่าน สส. ได้รับทราบต่อไปค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรี มีอะไรจะฝากไหม🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ท่านประธานคะ ก็ต้อง ขอขอบคุณมาก ๆ นะคะ ก็ค่อนข้างชัดเจนนะคะ จากคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็น ภารกิจทั้งที่เสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้งระยะสั้นหรือระยะยาว ฟังแบบนี้ในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งก็ค่อนข้างสบายใจนะคะ ก็อยากจะขอฝากอีกครั้งหนึ่งนะคะ เกี่ยวกับการ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเรื่องน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่งค่ะ ไม่อยากให้เกิดเหตุแล้ว ต้องมารับมือกันอีกต่อไป อยากจะให้รับมือก่อนที่จะเกิดเหตุ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ธีรรัตน์มาก ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่าน สส. ครับ ท่านรัฐมนตรีมีโครงการแก้ปัญหาไหม ที่ว่าของเชียงรายมีไหม🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณค่ะท่านประธานคะ ท่านพิเชษฐ์เป็นผู้แทนที่เชียงรายด้วยนะคะ ได้ทราบว่า ท่านเองก็ลงไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยในช่วงนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ต้องขอบพระคุณในนาม รัฐบาลด้วยนะคะ แล้วเดี๋ยวจะนำส่งโครงการจากทาง สทนช. ด้วยนะคะ ให้ท่านประธาน ได้รับทราบด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาให้ท่าน สส. นะครับ ต่อไป🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๑ เรื่อง ขอทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาสุนัขจร แมวจร และศูนย์ควบคุมและพักพิงสุนัขที่ไม่ได้มาตรฐาน นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เป็นผู้ ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗

ด้วยสํานักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านติดภารกิจสำคัญ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการ สำคัญจึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๗ เรื่อง การแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำจันทบุรี และพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวัดโตนด นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดภารกิจสำคัญ จึงขอเลื่อน การตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๓ เมษายนตามข้อบังคับข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๒๙ เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาธนาคารหมู่บ้าน ตามแนวพระราชดำริ นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย🔗

สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยติดภารกิจสำคัญ มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทยเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง เนื่องจากรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจสำคัญขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็น วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๓๐ เรื่อง การขยายช่องทางจราจรและติดตั้ง สัญญาณไฟจราจรบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๑ และ ๒๓๔๘ นางเทียบจุฑา ขาวขำ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมมีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีกระทรวง คมนาคมมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดภารกิจสำคัญ ขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ สำหรับวันนี้นะครับ จบการพิจารณา กระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ ขอปิดการประชุมครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระผมจะขอนำเรื่องปรึกษาจากที่ประชุมเรื่องการตั้ง กรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระจำนวน ๑ เรื่องขึ้นมา พิจารณาก่อนซึ่งใช้เวลาไม่มากนัก ถ้าไม่มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าเห็นชอบตามนี้ จะขอแต่งตั้งกรรมาธิการก่อนนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

- ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวแทนแทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล) ซึ่งยังไม่ได้บรรจุ ในระเบียบวาระ🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการคุณเอกธนัช อินทร์รอด ได้มีหนังสือแจ้งว่า คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคประชาชน ได้พ้นจากการเป็นกรรมาธิการเนื่องจากลาออก ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้มีการเสนอคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ซึ่งเป็นสัดส่วนของพรรคประชาชน เชิญเสนอครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอเสนอ ผู้ที่จะมารับตำแหน่งกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากลาออกครับ ขอเสนอชื่อ วีรภัทร คันธะ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ก็เป็นไปตามที่พรรคประชาชนเสนอนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗

๑. รับทราบเรื่องที่วุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบนโยบายการตรวจเงิน แผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๕ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ประชุม วุฒิสภา ได้พิจารณารับทราบนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ จึงแจ้งมาที่ประชุมทราบ🔗

๒.๒ รับทราบรายงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เสนอ จึงเสนอมาต่อสภาผู้แทนราษฎรทราบ ตามมาตรา ๑๕ (๕) แห่งพระราชบัญญัติเขต พัฒนาพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งรายงานก็ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗

ซึ่งในการนี้ผมจะอนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมชี้แจงต่อ ที่ประชุม ประกอบด้วย ๑. นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ ๒. นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ ๓. นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน รองเลขาธิการ ๔. นางนวรถ ปะรักมะสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแผนภาพรวม ๕. นายวิทยา เรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักกองทุน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ ๖. นางชื่นฤดี วาระทรัพย์ รองผู้อำนวยการกลุ่มงาน บัญชี ขอเชิญผู้ชี้แจงเข้าที่ประชุม ถ้าเข้ามาพร้อมแล้วขอเชิญผู้แทนของหน่วยงานได้ชี้แจงครับ🔗

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้ผม นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขออนุญาตนำเสนอที่เกี่ยวกับรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของการทำงานของสำนักงานในช่วงปี ๒๕๖๖ ขออนุญาตนำเสนอเป็น Power Point ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก

ในหัวข้อที่เราจะนำเสนอมีส่วนสำคัญอยู่ ๕ หัวข้อใหญ่ ขออนุญาตสไลด์ ต่อไปเลยครับ ขออนุญาตนำเสนอเป็นอีอีซี สำนักงานอีอีซีได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โดยมีพระราชบัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่มา ซึ่งในพื้นที่อีอีซีจะครอบคลุมจังหวัด ๓ จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วก็ระยอง แล้วก็โดยพื้นฐานแล้วในวัตถุประสงค์ของสำนักงานจะมี อยู่ ๕ กิจกรรมที่จะต้องทำ หลัก ๆ ก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีการพยายามจะจัดให้มีบริการของภาครัฐที่เบ็ดเสร็จครบวงจร รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค การพัฒนาเรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่แล้ว ก็เรื่องของการพัฒนาให้มีเมืองที่ทันสมัยที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม รวมถึงประชาชน สามารถรวมอยู่ด้วยกันนะครับ🔗

ในสไลด์ถัดไปจะเป็นเรื่องของกลไกการทำงานนะครับ หลักการแล้วมี พ.ร.บ. เป็นตัวกำหนดวิธีการดำเนินงานของสำนักงาน แล้วก็จะมีคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นคนดูแลในภาพใหญ่ ซึ่งในกระบวนการการทำงานก็จะมี คณะอนุกรรมการโดยสำนักงานทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการและการดำเนินการให้เกิดการ พัฒนาการขับเคลื่อนตามนโยบายนะครับ🔗

ในสไลด์ถัดไปจะเป็นเรื่องของการดำเนินการของสำนักงานจะเป็นไปตามแผน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีแผนระดับสูงสุดในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี จะเรียกว่าแผนภาพรวม แล้วก็จะมี แผนย่อยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ เช่น แผนที่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาที่ดิน แผนที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แผนการดำเนินการ แล้วก็แผนที่เกี่ยวข้องกับการ ให้บริการภาครัฐที่เบ็ดเสร็จครบวงจร โดยแผนภาพรวมในช่วงปี ๒๕๖๖ เป็นช่วงการใช้แผน ภาพรวม ฉบับที่ ๒ ของสำนักงานซึ่งจะครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ โดยในปี ๒๕๖๖ เราเริ่มกระบวนการ ขอเป็นสไลด์ถัดไปนะครับ เราได้มีการจัดทำแผนซึ่งตลอด ระยะเวลาในปี ๒๕๖๖ จะเป็นเรื่องของการจัดทำแผนเรื่องของรับฟังความเห็น แล้วก็เข้าสู่ กระบวนการยกร่างแผนภาพรวมให้เกิดเป็นแผนที่ใช้ ซึ่งปัจจุบันจากปี ๒๕๖๖ ที่เริ่มทำแผน ได้มีการเข้าเสนอให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กพอ. ที่นำเสนอคือคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็เข้าสู่กระบวนการเห็นชอบในหลักการของ สำนักงานซึ่งก็มีการนำเสนอ ครม. เมื่อเดือนพฤษภาคม เมื่อปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการดำเนินการเกี่ยวกับแผน แล้วก็ได้เป็นแนวทางที่ทำมา จนถึงทุกวันนี้ แล้วจบจนถึงปี ๒๕๖๗ นะครับ🔗

โดยผลงานในส่วนอื่นที่สำคัญในช่วงปี ๒๕๖๖ ที่เกิดขึ้นในผลงานแรกคือ เกี่ยวกับเรื่องของการใช้ประโยชน์ของที่ดินในพื้นที่ ๓ จังหวัดอีอีซี โดยในปี ๒๕๖๖ ได้มีการ ทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองที่จัดพื้นที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด เพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ไหนสามารถจะใช้ประโยชน์ในเรื่องใดได้บ้าง หลัก ๆ จากรูปนี้ก็จะเห็นเป็น พื้นที่ที่แบ่งผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นสี เพื่อให้ทราบว่าสีไหนได้ทำประโยชน์ในทาง อุตสาหกรรมได้ ซึ่งทางสำนักงานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองก็ได้ร่วมกันดำเนินการนำไปสู่ ผังที่เป็นลักษณะเป็นผังเมืองรวมแล้วก็เพื่อดำเนินการต่อไปเป็นระดับอำเภอ ซึ่งจากปี ๒๕๖๖ จนถึงปัจจุบันก็มีความคืบหน้าต่อเนื่องมาโดยตลอดนะครับ🔗

ส่วนสไลด์ถัดไปนี้ก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษครับ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามกฎหมายอีอีซี คือเป็นการระบุเฉพาะเจาะจงเลยว่าพื้นที่ไหน ที่จะทำงานในลักษณะที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนจะมาลงทุนได้บ้าง ซึ่งในปี ๒๕๖๖ ทั้งปี จะมีพื้นที่ที่สามารถจะใช้ประกอบกิจการได้ทั้งหมด ๓๕ เขต ซึ่งในปี ๒๕๖๖ เองก็มีการ เตรียมพื้นที่เพิ่มเติมอีก ๒ เขต ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเมื่อปี ๒๕๖๖ ก็จะมีผลต่อเนื่องจนถึง ในปัจจุบันนี้ ทั้ง ๒ ส่วนก็กลายเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมไปแล้วนะครับ ซึ่งเขต ส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จะ Highlight งานในปี ๒๕๖๖ ก็จะมี ๒ ที่ที่มีการดำเนินการใช้ ประโยชน์จากเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่มีการจัดตั้งมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยปี ๒๕๖๖ นี่ ในพื้นที่จังหวัดระยอง เรามีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเรียกว่าเขตนวัตกรรมในการพัฒนา เรื่องนวัตกรรม ซึ่งก็มีการทำกิจกรรมในพื้นที่ที่เน้นในเรื่องของการทำเทคโนโลยีชีวภาพ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีเกี่ยวกับอัตโนมัติ หุ่นยนต์ แล้วก็ระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ในพื้นที่ ที่เขียนว่า EECi จะอยู่ในเขตอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง แล้วก็จะมีพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับ การทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัล ในปี ๒๕๖๖ ก็มีการพัฒนาจัดเตรียมพื้นที่ จัดเตรียมสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันนี้หลังจากที่มีการทำเมื่อปี ๒๕๖๖ ปัจจุบันก็มีคน เริ่มใช้พื้นที่เพื่อเตรียมจะทำ Data Center ในพื้นที่ EECd นี้แล้วด้วยนะครับ🔗

ส่วนในการดำเนินการอีกมิติหนึ่งของสำนักงานก็คือเป็นการดำเนินการ ด้านสิทธิประโยชน์ ในปี ๒๕๖๖ ก็จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำกรอบสิทธิประโยชน์ เพื่อใช้ในการเจรจากับการดึงดูดนักลงทุน แล้วก็ได้มีการทำเตรียมร่างประกาศเพื่อจะให้เป็น กฎหมายรองรับในลักษณะเป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ. อีอีซี เพื่อให้สำนักงานสามารถจะ เจรจาสิทธิประโยชน์กับนักลงทุนหลาย ๆ โครงการได้ แล้วก็มีการเตรียมเกี่ยวกับการออก Visa Work permit ให้กับนักลงทุนที่ตัดสินใจมาลงทุนภายใต้กรอบของ EEC แล้วรวมถึง การจัดทำระบบ One Stop Service เพื่อให้นักลงทุนสามารถได้รับความสะดวกในการ ดำเนินการติดต่อกับสำนักงานโดยลักษณะของ One Stop Service นักลงทุนสามารถจะขอ ใช้บริการได้โดยไม่ต้องมาที่สำนักงานโดยใช้ติดต่อออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานครับ🔗

ส่วนในการดำเนินการอีกส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ขออนุญาต สไลด์ถัดไปเลยครับ ในโครงสร้างพื้นฐานเมื่อปี ๒๕๖๖ ทางสำนักงานได้ดำเนินการเกี่ยวกับ เรื่องการเตรียมโครงการรถไฟความเร็วสูง ขอสไลด์ถัดไปครับ ในช่วงปี ๒๕๖๖ ได้ดำเนินการ เกี่ยวกับเรื่องการส่งมอบที่ดินเพื่อให้เอกชนสามารถจะนำพื้นที่ไปบริหารจัดการโครงการได้ รวมถึงการบริหารสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการปรับเปลี่ยนให้สามารถจัดการกับกรณี ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งรัฐบาลและเอกชนในช่วงระยะเวลาที่มีเหตุการณ์โควิด ๑๙ ส่วนในความคืบหน้าเกี่ยวกับในกรณีโครงการอีกโครงการหนึ่งคือสนามบินอู่ตะเภา ในช่วงปีที่ ๒๕๖๖ ก็จะมีความคืบหน้าทั้งในส่วนของภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน เนื่องจาก โครงการนี้ก็เป็นโครงการรัฐร่วมทุนกับเอกชนหรือพีพีเหมือนกันโดยภาครัฐก็มีการดำเนินการ ที่เกี่ยวกับเรื่องการเตรียมจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการทำทางวิ่งของสนามบินอู่ตะเภาแล้วก็มี การเตรียมโครงการ Motorway ซึ่งเข้าไปเชื่อมกับสนามบินอู่ตะเภาด้วยนะครับ ส่วน ภาคเอกชนก็ได้เตรียมโครงการเพื่อจะจัดการที่เกี่ยวกับเรื่องของอาคารผู้โดยสาร รวมถึงกรณี ที่โครงการที่เป็นสาธารณูปโภคโดยรอบพื้นที่นี้ก็จะมีการเตรียมน้ำ เตรียมไฟ แล้วก็เตรียม เชื้อเพลิงอากาศยานเพื่อรองรับการเติบโตของสนามบินต่อไปนะครับ🔗

ส่วนอีก ๒ โครงการ เป็นโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ก็ในช่วงปี ๒๕๖๖ โดยหลัก ๆ แล้วก็เป็นเรื่องของการดำเนินการเกี่ยวกับการถมทะเล เพื่อก่อสร้างท่าเรือ🔗

ส่วนที่ ๔ ก็เช่นกันนะครับ อันนี้ในสไลด์เป็นเรื่องท่าเรือแหลมฉบังนะครับ อันนี้ข้อความผิด ไปใช้คำว่า ท่าเรือมาบตาพุด ทีนี้แหลมฉบังก็จะเป็นกรณีที่มีการทำงาน ถมทะเลด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในความคืบหน้าในการดำเนินการของปี ๒๕๖๖ ก็เป็น เรื่องของการเตรียมโครงการส่วนใหญ่ แต่เรื่องโครงการท่าเรือแหลมฉบังเป็นการเริ่มก่อสร้าง จริงไปแล้วนะครับ🔗

ส่วนในอีกประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาตนำเสนอก็จะเป็นเรื่องของการชักชวน นักลงทุน ซึ่งในอีอีซีเราพยายามจะชักชวนนักลงทุนเป็น ๕ กลุ่มอุตสาหกรรม ในสไลด์ก็จะ Show อุตสาหกรรมทั้ง ๕ เรื่อง คือเรื่องสุขภาพและการแพทย์ อยู่ที่อันแรกแล้วก็จะดูเรื่อง ของเทคโนโลยีดิจิทัล เรื่องยานยนต์สมัยใหม่ เรื่อง BCG แล้วเรื่องบริการ สำนักงานใช้กลุ่ม อุตสาหกรรมเป้าหมายนี้เป็นตัวที่ใช้พยายามดึงดูดแล้วก็เจรจาชักชวนนักลงทุนมา โดยในปี ๒๕๖๖ ในสไลด์ถัดไปนะครับ โดยภาพรวมในช่วงปี ๒๕๖๖ สำนักงานได้เก็บข้อมูลสถิติ ในการลงทุนในปี ๒๕๖๖ ที่เกิดขึ้น อันนี้จะเป็นตัวเลขจากการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน ในพื้นที่อีอีซี ก็จะมีมูลค่าการลงทุนประมาณ ๒๓๒,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นมูลค่าการออก บัตรส่งเสริมการลงทุน โดยในจำนวนนี้นักลงทุนที่มีการลงทุนเยอะที่สุดในปี ๒๕๖๖ ยังเป็น นักลงทุนที่มีสัญชาติหรือมีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่ ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ รองลงไปในช่วงปี ๒๕๖๖ จะเป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ จากจีน จากสหรัฐอเมริกา จากญี่ปุ่น แล้วก็จากเกาหลีใต้นะครับ ซึ่งก็มีการนำเสนอในลักษณะที่นักลงทุนที่สำคัญ ๆ อยู่หลายราย🔗

ส่วนอีกมิติหนึ่งจะเป็นเรื่องของการพัฒนาคนเพื่อสำนักงานใช้เตรียมรองรับ เวลาเราเชิญนักลงทุนมา ชักชวนนักลงทุนมาและเตรียมพื้นที่ที่จะทำงานแล้ว อีกมิติหนึ่ง คือมีการเตรียมบุคลากรเพื่อสามารถเข้าไปทำงานกับนักลงทุนที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ สำนักงานมีการเตรียมคนช่วยการดำเนินการเพื่อให้คนในจังหวัดอีอีซีรวมถึงคนในจังหวัด ข้างเคียงสามารถจะได้รับการพัฒนาทักษะเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดเข้ามา ได้นะครับ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ จะมีการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวในระดับได้ประกาศนียบัตรและ ระดับอาชีวศึกษาและระดับปริญญา ตอนนี้เราเรียกว่า Type A ซึ่งเราจะใช้วิธีการเปิดโอกาส ให้นักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในสถาบันอาชีวศึกษาหรือมหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปทำงานใน สถานประกอบการได้ เรามีการสนับสนุนให้เกิดบุคลากรในลักษณะนี้ประมาณ ๖,๐๐๐ คน แล้วก็มีการฝึกอบรมระยะสั้น ที่สำนักงานช่วยสนับสนุนด้วย ลักษณะเป็นการฝึกทักษะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เข้ามา อันนี้ก็จะมีการดำเนินการฝึกอบรมไปใช้ตัวเลขได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ แล้วก็มีการทำหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่อให้บุคลากรในพื้นที่สามารถจะฝึกอบรม มาได้ แล้วสามารถเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมที่เข้ามาได้🔗

ส่วนประเด็นต่อไปในเรื่องการให้บริการเบ็ดเสร็จครบวงจรทางสำนักงานโดย ปกติแล้วจะดำเนินการทำระบบ พัฒนาระบบ One Stop Service ที่เราเรียกว่า EEC OSS เพื่อรองรับการให้บริการ ในการดำเนินการ ปี ๒๕๖๖ จะเป็นการออกแบบระบบเพื่อให้เริ่ม ดำเนินการ แล้วก็มีสามารถให้บริการบางส่วนให้กับผู้ขออนุญาตบางเรื่องได้เพราะใน กฎหมายอีอีซี สำนักงานอีอีซีสามารถจะออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเริ่มต้น ประกอบธุรกิจได้หลายใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้นักลงทุนสามารถใช้บริการผ่านระบบ OSS นี้ได้🔗

ในประเด็นถัดไปคือในโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อาศัย แล้วก็ให้อุตสาหกรรมกับพื้นที่อยู่ร่วมด้วยกันได้ ในปี ๒๕๖๖ ก็ได้มีการพัฒนาโครงการเมือง ใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ โดยในปี ๒๕๖๖ ได้มีการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน ส.ป.ก. เนื่องจากว่าในพื้นที่ ที่จะจัดตั้งเมืองใหม่นี้มีการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. มา ซึ่งสำนักงานจะต้องมีการตั้งงบประมาณแล้ว ใช้งบประมาณในการชดเชยค่าต้นไม้ ค่าผลิตผลทางการเกษตรที่จะเอาพื้นที่มาพัฒนาต่อไป ก็มีการดำเนินการที่เกี่ยวกับการจะจ่ายค่าชดเชย แล้วก็มีการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เพื่อดูว่านักลงทุนจะมีความสนใจเข้ามาร่วมกันพัฒนาพื้นที่เมืองใหม่แค่ไหน อย่างไร ซึ่งใน ปี ๒๕๖๖ ก็ได้เป็นพื้นฐานของการดำเนินการในปี ๒๕๖๗ แล้วก็ปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาได้ด้วย🔗

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ขออนุญาตนำเรียนทางสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับเรื่อง การพัฒนาพื้นที่และชุมชน ซึ่งเป็นงานอีกงานหนึ่งที่สำนักงานให้ความสำคัญค่อนข้างเยอะ โดยในปี ๒๕๖๖ เราก็ได้มีความพยายามที่จะสร้างเครือข่ายในการพัฒนา สร้างความรู้ความ เข้าใจให้กับกลุ่มคนต่าง ๆ ในพื้นที่อีอีซี เพื่อให้มาร่วมมือกับสำนักงานในการดำเนินการ ต่อไป ซึ่งเราก็มีกลุ่มเป้าหมายทั้งในส่วนของเยาวชน ของสตรี และรวมถึงการสร้างมูลค่าของ กิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้ทางพื้นที่สามารถจะมีผลิตภัณฑ์ดี ๆ เข้าไปขายกับตัวนักลงทุนที่เข้า มาลงทุนในพื้นที่ได้ โดยมีโครงการที่ชื่อ EEC SELECT เพื่อดึงผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ของชุมชน เพื่อจะให้ชุมชนเข้าไปถึงอุตสาหกรรม และให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขยายผลในประเทศ ที่เป็นต้นทางของเขามา ผมขออนุญาตนำเสนอรายงานประจำปี ๒๕๖๖ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน เลขาธิการครับ ขณะนี้มีผู้สนใจที่จะอภิปราย ๓ ท่าน ผมจะเรียกตามลำดับไปนะครับ ท่านแรกขอเชิญคุณอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ครับ ท่านละ ๗ นาที เชิญครับ🔗

นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก ในฐานะผมคนชลบุรีที่อยู่ในภาคตะวันออกก็ได้เห็นโครงการที่จะเริ่มเกิดขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับพี่น้องชาวภาคตะวันออก โครงการอีอีซีหรือระเบียงเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกนั้นเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ ขยายระดับอุตสาหกรรมให้ไปสู่ Thailand 4.0 ใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะท่านประธานครับ ๓ จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ผมนั้นก็มีความ เป็นห่วงถึงในเรื่องที่ท่านคณะกรรมการได้รายงานหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ผมขอยกตัวอย่างใน เรื่องความปลอดภัย ในเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ท่านเคยได้ยินโครงการ Eastern Seaboard เป็นโครงการประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว เพื่อพัฒนาชายฝั่งภาคตะวันออก เน้นไปที่จังหวัดระยอง มีโรงงานอุตสาหกรรมนั้นขยายตัวโดยรวดเร็วเพียงไม่กี่ปีเพิ่มโรงงาน หลายพันโรงงาน ทำให้ค่าจีดีพีของประเทศไทยช่วงนั้นสูงลิ่ว โดยเฉพาะพี่น้องชาวจังหวัดระยอง แต่ผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่พี่น้องชาวจังหวัดระยองนั้น ได้ผลกระทบ ไม่ว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะต้องหันกลับมามองในเรื่อง ของอีอีซี คิดว่าโครงการหลายโครงการนั้นต้องมีความปลอดภัยอย่างที่ผมได้เกริ่นมา เราหันมามองเมื่อปี ๒๕๔๒ มีโรงงานกลั่นน้ำมันที่ไทยออยล์อยู่อ่าวอุดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นโรงงานที่มีความปลอดภัยค่อนข้าง Safety ระดับ Top Ten ของโลก แต่ปี ๒๕๔๒ นั้นได้เกิดไฟไหม้ ได้เกิดไฟไหม้ใช้เวลานานแต่ท่านประธานครับ ประเทศไทย นั้นไม่มีโฟมที่จะดับไฟต้องบินไปเอาที่สิงคโปร์ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถ้าวันนั้นถังน้ำมันทั้งหมด ถ้าเกิดระเบิดนะครับ ศรีราชาทั้งหมด ชลบุรีผมหายไปทั้งอำเภอ สิ่งเหล่านี้นั้นผมจะถาม คณะกรรมการครับ ท่านมีการทำอีไอเอท่านมีความปลอดภัยอย่างไร พอมาปี ๒๕๕๕ โรงงานในระยองก็เกิดระเบิด แล้วโรงงานบีเอสทีมีผู้เสียชีวิตถึง ๑๔ ราย มีผู้บาดเจ็บอีก ๓๐๐ กว่าคน สิ่งเหล่านี้บอกให้เกิดว่าการทำงานของคณะทำงานนั้นจะต้องมีความรอบคอบ ทุก ๆ ด้าน ผมขอสรุปปัญหาที่ผมเป็นคนชลบุรีอาจจะเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในภาค ตะวันออกมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่ผมเกริ่นมา ปัญหาเรื่องน้ำ โครงการ ใหญ่ระดับมีถึง ๓ จังหวัดนั้น แหล่งน้ำท่านจะเอาตรงไหน เฉพาะในชลบุรีนั้นมีอ่างเก็บน้ำอยู่ ทั้งใหญ่ทั้งเล็กอยู่เพียง ๑๓ แห่ง ปัญหาเรื่องดิน ปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาเรื่องสารเคมีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้🔗

ประเด็นที่ ๒ ปัญหาเรื่องที่ดินการเวนคืนอย่างที่ท่านได้บอกไปว่าที่ ส.ป.ก. ที่จะทำโครงการเมืองน่าอยู่ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ ผมเคยมีประสบการณ์การ เวนคืนอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผมไม่เป็นห่วงพี่น้อง ประชาชนที่มีที่เป็นร้อยเป็นพันไร่ แต่พี่น้องประชาชนมีที่ดิน ๑ งาน ๒ งาน มีที่ดิน ๑ ไร่ ๒ ไร่ ได้เงินเพียงไม่กี่แสนบาท ไม่สามารถที่จะไปซื้อบ้านที่อยู่อาศัยเป็นล้านล้านบาทได้ ท่านเคยกลับไปมองดูว่าบุคคลเหล่านี้บางคนไปอาศัยอยู่ตามวัด บางคนไปอาศัยอยู่ตาม สะพานลอย ก็ฝากท่านคณะกรรมการช่วยลงไปติดตามหน่อย🔗

ประเด็นที่ ๓ ปัญหาเรื่องแรงงาน อย่างน้อย ๆ ต้องมีปัญหาเรื่องเพิ่มแรงงาน ปัญหา เรื่องแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่คนชลบุรี คนประเทศไทยจะต้องไปออกบัตรประชาชนให้คน ต่างด้าวอีกนะครับ ผมว่านโยบายพรรคเพื่อไทยคงไม่มีแน่นอน🔗

ประการสุดท้าย ประเด็นที่ ๔ โครงสร้างพื้นฐาน ผมได้ยินว่าอีอีซีนั้นทำมา นานตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โครงการรถไฟความเร็วสูงจะเสร็จภายในปี ๒๕๗๐ ทุกวันนี้ท่านประธาน เสาสักต้นยังไม่เห็นเลยมันเกิดความล่าช้า แม้กระทั่งสนามบินอีกหลาย ๆ เรื่องที่ล่าช้า แล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ถ้าท่านทำมาทีละโครงการ ค่าจีดีพีของประเทศไทย หรือของคนชลบุรีของภาคตะวันออกนั้นคงไม่สูงลิ่วแล้ว ก็ฝากท่านประธานถึงคณะกรรมการ ช่วยควบคุมดูแลโครงการนี้เพื่อให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศไทย ขอขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ครับ🔗

นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ระยอง

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ระยอง เขต ๑ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอมีส่วนร่วมอภิปรายรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือเราเรียกกันย่อ ๆ ว่า สกพอ. ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออกทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านดอกเตอร์จุฬา สุขมานพ แล้วก็ท่าน คณะกรรมการท่านอื่น ๆ ที่ได้จัดทำรายงานประจำปีมาให้ทางสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางผู้แทนราษฎรก็จะได้นำรายงานนี้นำไปสื่อสารกับประชาชนที่เขาอยู่ ในพื้นที่โดยเฉพาะเขตที่ประชาชนเขาเชื่อมั่นว่าเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านนะคะ แต่ว่าภายใต้แนวคิดของท่าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Re-evaluate Re-Image Relive และ Realize คือทุกอย่างนี้ภายใต้แนวคิดนี้ มันเหมือน จะเป็นสิ่งที่ถูกนำมาจับต้องได้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการอยู่ร่วมกันของภาค นิคมอุตสาหกรรมและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการลงทุนหลาย ๆ โครงการทั้ง ๓ จังหวัด ดังที่ได้รับทราบจากรายงานนะคะ ดิฉัน มีคำถามในเรื่องของความคืบหน้าการลงทุนในโครงการถมทะเลมาบตาพุดเฟส ๓ ซึ่งตอนนี้ ท่านถมทะเลไปแล้วแต่ว่าในรายงานฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนของนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุน ในโครงการพื้นที่พันกว่าไร่ที่มาบตาพุดนะคะ ยังไม่มีความชัดเจนของนักลงทุนเลยค่ะว่า นักลงทุนนี่จะลงทุนเริ่มดำเนินการได้เมื่อไร อย่างไร แล้วก็ในส่วนของการลงทุนในกลุ่ม อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ท่านได้กำหนดไว้สำหรับเพื่อที่จะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับบ้าน เราต่อไป คือเป้าหมายในการลงทุนเหล่านั้นก็ยังไม่เห็นความชัดเจนกับโครงการที่ท่านกำลัง ดำเนินการอยู่นะคะ คือลักษณะว่าท่านมีโครงการที่ชัดเจนแต่ว่าความชัดเจนของนักลงทุนที่ จะเข้ามาลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของท่านในรายงานยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ก็อยากจะทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้นะคะ และโดยพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่ที่เนื้อหอม พอนักลงทุนได้ยิน ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับนักลงทุนให้มาเปิด โรงงานเปิดบริษัทได้โดยที่เราพยายามที่จะจัดสรรพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน มันก็ทำให้สร้างผลกระทบกับชุมชน กับสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ ด้าน ตรงนี้ท่านเองก็ยังไม่มี มาตรการหรือว่าไม่มีความชัดเจนที่จะควบคุมการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนที่ไม่มีธรรมาภิบาล หรือว่าเข้ามาลงทุนโดยใช้ทรัพยากรของบ้านเรา แล้วก็เอารัดเอาเปรียบ คุณภาพชีวิต ของประชาชนนะคะ ก็อยากจะให้ท่านมีมาตรการเหล่านี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็ ท้องถิ่นด้วยค่ะ🔗

และอีกเรื่องหนึ่งคือโครงการที่ท่านบอกว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการ ลงทุน ในรายงานเล่มนี้ถ้าประชาชนทั่ว ๆ ไปอ่านมันก็จะดูเหมือนห่างไกลชีวิตเขามากเลยค่ะ เป็นโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูง สนามบินโครงการถมท่าเรืออะไรอย่างนี้ค่ะ คือถ้าประชาชนดูแล้วมันก็จะดูเหมือนห่างไกลแบบดาวอังคารอะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่า โครงสร้างขั้นพื้นฐานง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค น้ำประปา ไฟฟ้าส่องสว่าง หรือว่า ถนนหนทางที่จะได้สัญจรสะดวก คือประชาชนเขายังไม่ได้รับทราบแล้วก็ยังไม่ได้รับ ความรู้สึกว่าฉันอยู่ในจังหวัดที่ถูกพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ คุณภาพชีวิตของฉันดีอย่างไร ก็อยากจะมีข้อเสนอแนะให้กับทางคณะกรรมการนโยบายว่านอกจากที่ท่านประสาน หน่วยงานตามที่ท่านได้รายงานในรายงานนี้นะคะว่าท่านมีการประสานหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทางหน่วยราชการของจังหวัดนี้เพื่อที่จะส่งเสริมโครงสร้าง พื้นฐานสำหรับการลงทุนก็อยากจะให้ท่านประสานหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อที่จะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการที่จะ Support คุณภาพชีวิตให้กับประชาชนจังหวัดระยอง แล้วก็จังหวัดในพื้นที่อีอีซีด้วย เพราะว่าล่าสุดที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับการ ประปาส่วนภูมิภาคก็ได้ซักถามถึงการขยายเขตพื้นที่ผู้ใช้น้ำ ก็ยังไม่มีการขยายเขตพื้นที่ ไม่มีการขยายจำนวนท่อ ซึ่งเรื่องน้ำกิน น้ำใช้ เรื่องน้ำใช้ เรื่องง่าย ๆ ที่ประชาชนเขาสัมผัสได้ ทุกวันก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์คุณภาพชีวิตของเขาได้ว่าเขาอยู่ในเขตพื้นที่ที่พิเศษจริง ๆ หรือไม่ ตรงนี้ก็อยากให้ทางคณะกรรมการนโยบายได้มีการร่วมกับหน่วยงานเพื่อที่จะได้ Support เรื่องที่ประชาชนเขาสัมผัสได้ง่ายแบบนี้ด้วยค่ะท่านประธาน🔗

สุดท้ายในเรื่องของการกำจัดขยะที่มีโครงการในเรื่องของการกำจัดขยะ ในพื้นที่จังหวัดระยองแล้วก็มีการสนับสนุนโรงไฟฟ้าแห่งที่ ๒ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการกำจัดขยะเข้าไปเพราะว่าพอประชากรมากขึ้นก็จะมีขยะมากขึ้น ตามลำดับอยู่แล้ว โรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นก็จะมีขยะมากขึ้นตามลำดับอยู่แล้ว ถ้าหาก เราจะมีโรงผลิตไฟฟ้าแห่งที่ ๒ นี่ก็สามารถที่จะช่วยในการกำจัดขยะได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาที่ กระทบกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่จริง ๆ ก็คือในส่วนของขยะที่เป็นในส่วนของฝังกลบ ตรงนั้น ทำให้เกิดมลพิษ ทั้งทางอากาศที่พี่น้องเขาจะต้องสูดกลิ่นขยะทุกวัน แล้วก็ในเรื่องของน้ำจาก ขยะที่จะไหลซึมเปื้อนลงไปสู่พื้นดิน ตรงนี้ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมการนโยบายได้มี แผนงานในเรื่องของการช่วยชุมชนที่จะกำจัดขยะชุมชน แล้วก็ลดมลพิษจากขยะ ทั้งจากขยะ ชุมชน แล้วก็ขยะในภาคอุตสาหกรรมด้วย ในส่วนของข้อซักถาม แล้วก็ข้อเสนอแนะสำหรับ รายงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของดิฉันก็มีเพียงเท่านี้ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ก็ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมการที่มารายงานเรื่องนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จริงผมก็อยู่ในสภานี้มาแล้วก็เริ่มรู้จักตั้งแต่โครงการ Eastern Seaboard ซึ่งเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในภาคตะวันออก แล้วก็ อยากเห็นโครงการอย่างนี้เกิดขึ้นในภาคอื่นที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นก็มีความคิดว่า หลังจาก Eastern Seaboard แล้วก็จะไปทำ Southern Seaboard คือการสร้างถนน เศรษฐกิจเชื่อมระหว่างทะเลฝั่งตะวันตกกับทะเลฝั่งตะวันออก สุดท้ายครับท่านประธาน ผ่านมา ๓๐ ปีเราได้ถนนมาเส้นหนึ่งที่ทำไม่เสร็จ คือถนนที่ตั้งใจว่าจะเชื่อมจากชายฝั่งทะเล อันดามันกระบี่มาถึงที่อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช จนถึงวันนี้ผ่านไป ๓๐ ปีครับ โครงการ Southern Seaboard ถนนนั้นก็ยังด้วนตอนต้น แล้วตอนปลายก็ไม่สุด เป็นถนนที่ทำ ค้างคามา แล้วก็เป็นถนนพิเศษ คือถนนทางหลวงที่เขตเว้นระยะกลางกว้างมาก เป็นพื้นที่ ให้ชาวบ้านเช่าปลูกปาล์มมาจนถึงวันนี้ คราวนี้ก็ต้องขอชื่นชมว่าจาก Eastern Seaboard ได้รับการพัฒนาเป็นอีอีซีขยายพื้นที่ออกไปรวมทั้งหมด ๓ จังหวัด ผมเคยมีโอกาสไปเมื่อ ๒-๓ เดือนที่แล้วก็เห็นแนวโน้มของการพัฒนาค่อนข้างจะไปรวดเร็ว แล้วค่อนข้างจะไปได้ดี แต่ปัญหาหนึ่งที่ผมฟังจากเพื่อนสมาชิกและพยายามติดตามดูนะครับ เพราะวันนี้จะมี รายงานของคณะกรรมาธิการสภาเราชุดหนึ่งศึกษาเรื่องการแก้ปัญหาขยะ ขยะล้นเมือง หรือการกำจัดขยะ พอได้ยินโครงการอีอีซี ผมก็นึกถึงผมก็อยากฟังคำอธิบายจากตัวแทนของ อีอีซีว่าระบบอีอีซีใน ๓ จังหวัดนั้นเราวางแผนในการกำจัดขยะอย่างไร ไม่ต้องนับขยะอุตสาหกรรม ซึ่งท่านต้องมีแผนโดยเฉพาะในการกำจัดขยะอุตสาหกรรม เพื่อไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัด รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงแบบ กรุงเทพฯ เข้าไปด้วย ขยะปกติครับ ขยะครัวเรือน ท่านมีแนวโน้มวิธีการกำจัดขยะอย่างไร เพราะผมพยายามดูรายงานเรื่องกำจัดขยะของเพื่อนกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าเทคโนโลยี การกำจัดขยะประเทศไทยเรายังค่อนข้างต่ำมากกว่าทางสากลเขาครับ เรายังใช้ระบบการ เผาขยะด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อไปสร้างพลังงานไฟฟ้า ขณะที่หลายประเทศในโลกอย่างน้อย สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ จีน อินเดีย รัสเซีย เขาเหล่านั้นเริ่มพัฒนาจากการเผาเฉย ๆ ครับท่านประธาน เขาใช้ระบบพลาสมาซึ่งเป็นการเผาด้วยอุณหภูมิสูงขนาด ๑,๐๐๐- ๑๐,๐๐๐ องศา ก็จะเหลือเศษขยะ จริง ๆ ก็จะเหลือเป็นขยะแข็ง ปริมาณน้อยมากเกือบจะ ไม่เหลือเป็นเศษขยะอีกต่อไป ผมก็ไม่แน่ใจว่าอีอีซีเราเตรียมรับมืออย่างนั้นหรือเปล่า เพราะ ณ วันนี้ขยะอุตสาหกรรมซึ่งเป็นขยะพิษก็ยังเป็นปัญหาคาราคาซัง ถ้าบวกขยะของครัวเรือน ที่ขยับขยายไปใหญ่โตถึงขั้นเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ๓ จังหวัดนี้ ผมคิดว่าวันนี้ท้องถิ่น แต่ละท้องถิ่นรับมือกับขยะครัวเรือนไม่พอแล้วครับ ไม่ทันแล้วครับ เป็นปัญหาหมดทั่ว ประเทศ เดี๋ยวถ้าท่านนั่งอยู่ที่นี่ต่อท่านจะได้ฟังคณะกรรมาธิการในสภานี้รายงานถึงแนว ทางการแก้ปัญหาขยะล้นประเทศ แต่จริง ๆ ก็ยังแก้ไม่ออกครับ แต่ผมก็อยากฟังทิศทางของ นักคิดที่ระดมกันไว้ในอีอีซีที่มีกฎหมายรองรับในการพัฒนาแบบพิเศษว่าท่านมีแผนรับมือกับ ขยะอุตสาหกรรมอย่างไร มีแผนรับมือกับขยะครัวเรือนอย่างไร เพราะว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ตามมาแน่นอน ผมดูในรายงานพูดถึงไว้ครับ แต่ผมอยากทราบรายละเอียดครับว่าเรื่อง กำจัดขยะหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท่านเขียนมาในรายงานนี้ท่านมีแผนรายละเอียดอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ท่านกรุณาชี้แจงเพื่อพวกผมสมาชิกในสภาจะได้ไปพูดให้ความมั่นใจกับพี่น้อง ประชาชนใน ๓ จังหวัดพื้นที่ว่าไม่ต้องกลัวปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ต้องกลัวปัญหาควันพิษ PM2.5 ไม่ต้องกลัวกลิ่นเหม็นของขยะ และไม่ต้องกลัวขยะพิษที่จะแพร่ระบาดไปถึง ประชาชน ก็ขออนุญาตที่จะสอบถามความคิดเห็นแล้วก็แนวทางของท่านครับ ขอบพระคุณ มากครับท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณพงศธร ศรเพชรนรินทร์🔗

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ระยอง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอแกลง อำเภอ เขาชะเมา จากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณที่ให้ผมได้มีส่วนร่วมในการ สอบถามแล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อรายงานพัฒนาของอีอีซี เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้ครับ อยากจะสอบถามทางอีอีซีนะครับว่าตกลงเป้าหมายปลายทาง ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนี่เราอยากเห็นประชาชนคนตะวันออก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยู่ดีกินดีใช่หรือไม่ ถ้าใช่ครับ ขอความชัดเจนครับ เอาง่าย ๆ พัฒนา อุตสาหกรรม ขยายโรงงานดึงดูดนักลงทุนเข้ามา ชาวตะวันออกได้เข้าไปทำงานจริงมากน้อย แค่ไหน ขอตัวเลขชัด ๆ หน่อยครับ โดยเฉพาะทุนจีนที่มีการพูดถึงเยอะ เราก็ไปเห็น ข้อเท็จจริงหน้างานมาก็หลายกรณี ชัด ๆ เลยครับ กรณีซิงเคอหยวน ท่านน่าจะจำได้ที่ ระยอง จังหวัดของผมนี้เกิดเหตุเครนถล่มครับ ทีมของเรา พรรคของผมก็เข้าไปช่วยเหลือทีม ของ สส. เข้าไปดูแลกรณีที่เกิดขึ้น เข้าไปมีแต่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คนคุมงาน ก็เป็นชาวจีน หาคนไทยไม่เห็นเลยครับ ตกลงซิงเคอหยวนมีตัวเลขคนไทยทำงานกี่คนครับ โรงงานจีนทั้งหมดตกลงอัตราส่วนที่วางไว้นี้ทำได้จริงหรือเปล่า ตัวเลขจริงหรือเท็จแค่ไหน อยากขอความชัดเจนเรื่องนี้นะครับว่าพี่น้องประชาชนใน ตะวันออกก็สอบถามมาว่าเห็นโรงงานจีนขึ้นเต็มไปหมดเลย แต่คนเข้าไปทำงานจริง ๆ นี่เป็นคนตะวันออกสักกี่คน อันนี้เรื่องที่ ๑ ครับ🔗

เรื่องถัดมา เมื่อมีการขยายการพัฒนาเศรษฐกิจดึงดูดนักลงทุนขยายโรงงาน เอาล่ะ ถ้าท่านบอกว่าได้เพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจให้มันดีขึ้น ประชาชนได้ทำงานมากขึ้น ขยายเขตเศรษฐกิจชุมชนมากขึ้น แต่เรื่องหนึ่งที่เราก็ต้องเข้าใจร่วมกันว่าเมื่อมีโรงงานเพิ่มขึ้น มีอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นก็ไปร่วมใช้ทรัพยากรในพื้นที่ครับ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่อีอีซี ผมเห็นโครงการพัฒนาหลาย ๆ ปีก่อนหน้ามีความชัดเจนมากครับว่าจะสร้าง แหล่งน้ำที่ไหนเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำตามความต้องการ จะวางท่ออย่างไรเพื่อส่งไปถึง อุตสาหกรรม จะสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำตรงไหน วางท่อต่อจากจันทบุรีมาระยองส่งไป ชลบุรี ชัดเจนมากครับ แต่ทุกโครงการที่มีอ่างเก็บน้ำสร้างในพื้นที่ประชาชน อย่างเช่น ในพื้นที่เขาชะเมาของผมกำลังจะสร้างอ่างคลองโพธิ์ครับ ถามครับ อ่างคลองโพธิ์สร้างใกล้จะ เสร็จแล้ว ดีไหม ดีครับ ประชาชนก็ตั้งหน้าตั้งตารอว่าจะได้ใช้น้ำ โครงการต่อท่อไปส่ง อุตสาหกรรมก็มีเพียบพร้อมส่งไปประแส ส่งไปชลบุรี แต่ผังท่อกระจายน้ำให้ประชาชนใน พื้นที่ได้ใช้นี่ไม่เห็นเลยครับ โครงการก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน โครงการล่าสุดที่กำลังสร้างอยู่ที่ คลองโพธิ์ก็ยังไม่เห็นผังกระจายน้ำทางการเกษตร หรือผังกระจายน้ำที่ชาวบ้านเขาบอกว่า สร้างในพื้นที่ของเขา แล้วเขาจะได้ใช้หรือเปล่า เพราะอ่างก่อนหน้านี้ อย่างอ่างประแส ก็เช่นกัน ชาวบ้านอยู่ติดอ่างเลยครับ แต่ไม่มีท่อส่งน้ำให้ชาวบ้านใช้ นี่คือคำถามสำคัญ ที่ชาวบ้านที่ประชาชนในพื้นที่ของผมฝากถามทุกท่านว่าท่านวางแผนพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน อย่างเช่นเรื่องน้ำที่จะต้องไปแย่งกันใช้กับประชาชนกับอุตสาหกรรมนี่ ทำไมทุก ๆ โครงการไม่เคยเห็นผังน้ำที่กระจายให้ประชาชนก่อนเลยครับ มีแต่ปล่อยให้อุตสาหกรรมก่อน ตกลงอยากเห็นประชาชนอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่มีแผนในเรื่องคุณภาพชีวิตด้วย หรือไม่ ขอความชัดเจนเรื่องนี้หน่อยครับ เพราะว่าเรื่องน้ำใช้จากการเกษตร ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ อุปโภคบริโภคครับ มันคือชีวิต คือเศรษฐกิจ คือความอยู่ดีกินดีของประชาชนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกปลูกทุเรียนเยอะมากครับ ชาวสวนทุเรียนก็ต้องใช้น้ำเยอะ เหมือนกัน แต่ว่ามองไม่เห็นผังกระจายน้ำให้ชาวสวนทุเรียนที่ชัดเจนเลย แม้แต่โครงการ ยกระดับการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตก็ไม่เห็นมีความชัดเจนในการพัฒนาแหล่งน้ำให้ ชาวสวนทุเรียน พัฒนาเศรษฐกิจ Supply Chain ของทุเรียนอย่างไรให้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำยัน ปลายน้ำเพื่อยืนยัน Guarantee การดำเนินชีวิตของชาวสวนซึ่งเขาไม่ต้องการไปเป็นแรงงาน อุตสาหกรรมละครับ เพราะถ้าเกิดทำทุเรียนได้มีน้ำใช้เพียงพอ เขามีรายได้ที่ดีกว่าแน่นอน ฉะนั้นฝากถามเรื่องนี้ว่าให้น้ำหนักอย่างไรกับอุตสาหกรรม กับเกษตร กับคุณภาพชีวิตความ เป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะน้ำประปานี่บอกว่าจะเป็นพื้นที่พิเศษ แต่ชาวระยองของผม ในหลายพื้นที่ ไม่ต้องอื่นไกลครับ บ้านผมเองก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องเอาน้ำประปาดื่มได้ละครับ เอาแค่ให้มันใส ไหลแรง ไหลทุกวันได้ก็ยังทำไม่ได้เลยครับ จะพิเศษอย่างไรครับ น้ำประปา พื้นฐานนี่เอาแค่ให้มันไหลทุกวันยังทำไม่ได้เลย หลายพื้นที่เป็นโอวัลตินท่านก็ทราบดีครับ ดังนั้นคุณภาพชีวิตตรงนี้มีอยู่ในผัง อยู่ในแผนของอีอีซีหรือไม่ ให้น้ำหนักอย่างไรกับการ พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาดึงดูดการลงทุนและคุณภาพชีวิตของประชาชน เรื่องนี้สำคัญครับ เรื่องน้ำแค่เรื่องเดียวนี่ผมก็พูดไปอย่างมากมายว่ามันสัมพันธ์ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องคุณภาพการ ใช้ชีวิตในปัจจุบัน รวมไปจนถึงอัตราการจ้างงานว่าตกลงคนตะวันออกได้ประโยชน์มากน้อย แค่ไหนกับการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกนะครับ ยังมีเรื่องขยะอีกครับ เดี๋ยวมีเพื่อนผู้แทนคงจะได้พูดในรายละเอียด แต่ขอสั้น ๆ ว่าเห็นมีรายงานเรื่องขยะอยู่ ๑ หน้า จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าขยะเสียทีหนึ่งในโครงการที่ ๒ ที่ระยองก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ฝาก ด้วยครับว่าหลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านรอบ ๆ บ่อขยะ โดยเฉพาะที่ระยองทนกับกลิ่นเหม็นมา นานมากครับ อบจ. ที่เป็นเจ้าของพื้นที่เองก็แก้ไขไม่ได้ เพราะบอกว่าจะเฝ้ารอโรงไฟฟ้า แต่รอไม่ไหวแล้วครับ หลายปีมาแล้ว ทุกวันนี้ก็เหม็นมากเลย ฝากอีอีซีไปเป็นที่ปรึกษาทาง วิชาการให้กับ อบจ. ด้วยครับว่าจะแก้ไขปัญหากลิ่นขยะที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ทุกวันนี้อย่างไร ไม่ใช่แค่ที่ระยองครับ หลายที่ก็มีปัญหาคล้าย ๆ กัน ดังนั้นฝากด้วยนะครับ มองภาพกว้าง แล้วขอให้มองเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างลึกซึ้งด้วย ถ้าเราเห็นภาพตรงกันว่าเป้าหมายการพัฒนาคืออยากเห็นประชาชนคนตะวันออกอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ขอให้มองภาพและบูรณาการหน่วยงานอื่น ๆ ผมเข้าใจดีว่าอีอีซี หน่วยงานเดียวคงทำไม่ได้แต่อยากเห็นแผนการพัฒนาบูรณาการทุกหน่วยงานมาสร้าง โครงการที่จะทำให้คนตะวันออกได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีจริง ๆ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ วันนี้ผมเองขออนุญาตที่จะได้พูดถึงรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สกพอ. ท่านครับ ในส่วนของอีอีซี ผมเองอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างผมก็อิจฉาเหมือนกันในแง่มุมของทางด้าน เศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างมากมาย เพราะว่ามีการลงทุนของนักลงทุนทั้งในและ ต่างประเทศจำนวนปีหนึ่ง ๆ หลายแสนล้านบาท ถ้ารวมทั้งหมดก็หลายล้านล้านบาทแล้ว แต่ว่า สิ่งหนึ่งที่ผมเองยังเป็นห่วงที่ได้รับทราบข่าวคราวมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่มีอีอีซี ก็คือว่าในส่วนของสิ่งแวดล้อมถ้าท่านสังเกตดูได้ทุกคนที่ได้ลุกขึ้นมาพูดทุกคนเป็นห่วงในเรื่อง ของสิ่งแวดล้อมกันทุกคน เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ดูเหมือนว่าการแก้ไขทั้งหลายนี้มันจะยัง ไม่เคยที่จะได้สำเร็จเสร็จสิ้นเลย จริงอยู่ว่ามันจะให้สำเร็จในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมันคงจะยาก เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมันเกิดขึ้นทุกวัน แล้วก็มันเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แปรผันไปตามจำนวน ประชากร แปรผันไปตามจำนวนโรงงาน อันนี้ก็เข้าใจ แต่ว่าโดยเนื้อหาหลัก ๆ ของมาตรฐาน ในการที่เราจะวางระบบเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สุขภาพ แล้วก็ความปลอดภัยของพี่น้อง ประชาชน แล้วก็แม้แต่พี่น้องคนที่ทำงานได้มีความปลอดภัย ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นห่วง ในพื้นที่ของอีอีซี จริง ๆ แล้วผมอยากจะสอบถามในสิ่งที่ท่านได้เคยทำที่ผ่าน ๆ มาที่มี โครงการทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องของการกำจัดในเรื่องของขยะว่าสิ่งที่ผ่าน ๆ มา ท่านเอง ได้ดำเนินการตามแผนของท่านไปได้มากน้อยอย่างไร เพราะว่าดูแล้วท่านมีโครงการ เกี่ยวกับเรื่องของการกำจัดขยะเอย น้ำเสียเอย อะไรเอย แต่ว่าทั้งหลายมันก็ยังมีในเรื่องของ ขยะสะสม ในเรื่องของการกำจัดขยะที่ยังถือว่ากำจัดได้น้อยมาก แล้วผมอยากทราบว่า ในส่วนของสิ่งที่ท่านได้ตั้งโครงการไว้ที่ว่ามีการเสนอเข้าไป แล้วก็สามารถดำเนินการเปิด โรงงานกำจัดขยะได้ ๖ แห่ง ในปี ๒๕๖๕ ผมไม่รู้ว่าตรงนี้ของท่านคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เพราะว่าในสิ่งที่ท่านเคยเขียนไว้ตั้งแต่อดีตเป็นสิ่งที่ผมเองก็พยายามที่จะให้เป็นผลตามนั้น ตามที่ท่านบอก แต่วันนี้ผมก็ยังหาข้อมูลไม่ได้ว่าสรุปแล้วในสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ตั้งแต่อดีตเป็น อย่างไรบ้าง เพราะท่านอย่าลืมว่าในเรื่องของแผนสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนี้มันเป็นแผน สิ่งแวดล้อมในฉบับที่ ๒ ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ใช่ไหมครับ แล้วทีนี้ในแผน ๑ สิ่งที่ท่าน ได้เคยรายงานต่อที่เวลามีการประชุมคณะทำงานของอีอีซีกับทางรัฐบาล ผมอยากจะทราบ ผลเหมือนกัน เพราะผมหาในนี้ผมหายังไม่ค่อยเจอว่าสิ่งที่เป็นแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมในสิ่งที่ ท่านเคยกำหนดไว้ในแผนระยะแรกท่านกำหนดไว้ระยะ ๑ ระยะ ๒ ก็คือช่วงปัจจุบันนี้ มันได้คืบหน้าไปถึงไหนบ้าง แล้วก็อย่างในเรื่องของสุขภาพที่ท่านเองท่านก็เขียนมาในนี้ ผมเห็นอยู่อย่างเดียวก็คือการที่จะไปขยายโรงพยาบาลของพื้นที่ปลวกแดงเป็น ๑๒๐ เตียง เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าในอีอีซีมันมีกี่จังหวัด ทั้งฉะเชิงเทรา ทั้งชลบุรี แล้วก็ทางระยอง ซึ่งประชากรไม่ใช่น้อย แล้วในส่วนอื่น ๆ ล่ะ ผมเองอยากให้ท่านได้ดูแลในเรื่องของ รพ.สต. มาก แต่ผมเองผม ไม่ทราบระเบียบอะไรทั้งหลายเท่าไรว่าถ้า รพ.สต. ได้โอนไปอยู่ในส่วนของ อปท. คือไปส่วนของ อบจ. จังหวัดต่าง ๆ แล้วท่านจะเอื้อมถึงแค่ไหน แต่อย่าลืมว่าในสิ่งที่ท่านได้ ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของการให้มีนักลงทุนมาสร้างโรงงานทำโน่นทำนี่ มลพิษมันก็มี เกิดขึ้นแน่นอน แล้วทีนี้เราต้องยอมรับกันว่าประชากรในอีอีซีไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี ความสามารถในการที่จะเดินทาง ผมพูดแต่ลักษณะของการเดินทางอย่างเดียวนะครับ ว่าไม่ได้มีทุกคนที่จะมีความสามารถในการเดินทางที่จะเข้ามารักษาพยาบาลเวลาเจ็บป่วย ในโรงพยาบาลชุมชน หรือว่าโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ประชากรก็จะพาตัวเองอย่างเก่งก็ไปได้แค่ รพ.สต. เพราะฉะนั้นผมอยากรู้ว่าในแผนของการ ดูแลสุขภาพของท่าน ของทางอีอีซีได้เอื้อมถึงพี่น้องประชาชนในชนบทมากน้อยเพียงใด เพราะผมเองนี่ผมไม่เห็นว่าในสิ่งที่ท่านจะเอื้อมไปถึงข้อมูลเรื่องสาธารณสุขพื้นฐาน การดูแล สุขภาพของพี่น้องประชาชนจะไปอย่างไร เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะทราบเรื่องเหมือนกัน ว่าท่านดำเนินการไปอย่างไรบ้าง แล้วในส่วนเรื่องของน้ำเสียท่านครับ มันเป็นปัญหามาก พอสมควร แต่ก็เข้าใจว่าท่านก็ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งน้ำที่จะมาใช้ในการ ดำเนินการ น้ำอุปโภคบริโภคที่ให้มันมีคุณภาพท่านเองก็ปวดหัวพอสมควรแต่ว่าทำอย่างไร ได้ละครับ ในเมื่อท่านมารับผิดชอบตรงนี้แล้ว มาเป็นผู้บริหารตรงนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นน้ำดี หรือน้ำเสียท่านก็ต้องพยายามดำเนินการให้มันสำเร็จเสร็จสิ้นให้ได้ เพราะฉะนั้นผมเอง ก็อยากจะขอทราบอีกอันหนึ่ง ก็คือในส่วนของการกำจัดน้ำเสียในพื้นที่อีอีซีว่าทุกวันนี้น้ำที่ ท่านกำจัดไปนี่หมดสิ้นไหม หรือว่ามันยังมีตกค้าง แล้วที่ตกค้างนี่ท่านได้ดำเนินการอย่างไร ต่อไป ผมเองก็อยากที่จะศึกษาในส่วนของอีอีซีเผื่อวันหนึ่งแถวบ้านผมแถวพิษณุโลกอาจจะ ได้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเหมือนอย่างอีอีซีบ้าง จะได้ทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่บ้านผม ในพิษณุโลก ในอุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร เราได้มีฐานะความเป็นอยู่ในด้านเศรษฐกิจการเงิน ดีขึ้น แต่ว่าผมเองก็ไม่อยากเห็นในส่วนที่มันเป็นข้อเสีย โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของสุขภาพ ผมเองไม่อยากให้พื้นที่ผมนี่ถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้เป็นอีอีซีทางภาคเหนือ ตอนล่าง แล้วได้ประสบปัญหาด้านสุขภาพแบบนั้นมันก็ไม่คุ้ม ก็ขออนุญาตทราบความ คืบหน้าด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณชวาล พลเมืองดี ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชวาล พลเมืองดี ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตในการร่วมอภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานการดำเนินงานของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี หรือ สกพอ. โดยผมขอเริ่มทบทวนจากหลักการและเหตุผลของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกตาม พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่กล่าวว่าโครงการอีอีซีเกิดมาเพื่อดำเนินการ พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเป็นระบบ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ที่อยู่ภายในเนื้อหาของมาตรา ๖ ทั้งหมด ๕ อนุมาตรา โดยทั้งนี้ผมจะขอ พูดด้วยกัน ๓ อนุมาตราที่สำคัญ🔗

อนุมาตราแรกครับท่านประธาน บอกว่าอีอีซีจะพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งผมไม่แน่ใจในเชิงตัวเลขการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ทันสมัยจริง ๆ ว่าเป็น เช่นไร แต่ผมจะพูดในเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผมมีตัวเลขตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ครับท่านประธาน คือนับตั้งแต่ในพื้นที่อีอีซีได้ถูกยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมทั้งหมดตาม คำสั่ง คสช. ที่ ๔๗/๒๕๖๐ ประกอบกับการใช้คำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ในช่วงสุญญากาศ ออกใบอนุญาตให้โรงงานอันตรายซึ่งเป็นกิจการประเภท ๑๐๑ ๑๐๕ และ ๑๐๖ รวมทั้งสิ้น ๑๕๐ แห่ง สามารถเข้าไปตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ที่ห้อมล้อมไปด้วยชุมชน โรงเรียน วัด โรงพยาบาล ซึ่งตัวเลข ๑๕๐ แห่งนี้เป็นตัวเลขที่อยู่ในเฉพาะพื้นที่อีอีซีเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าจะมีการประกาศใช้ผังเมืองรวมอีอีซี เมื่อปี ๒๕๖๒ แต่อย่างไรก็ยัง พบว่ายังมีการใช้คำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ในการยกเว้นผังเมืองอีอีซีเพื่ออนุญาตให้โรงงานอันตรายประเภท ๑๐๑ ๑๐๕ ๑๐๖ เข้าไป ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ชุมชนในพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เรื่อยมา แล้วก็สไลด์ต่อไปครับ และในปี ๒๕๖๗ ในพื้นที่อีอีซีก็มีตัวเลขโรงงานประเภท ๑๐๑ ๑๐๕ ๑๐๖ สะสมถึง ๙๑๐ โรง โดยเฉพาะปีล่าสุดได้มีการออกใบอนุญาตให้กับโรงงานพวกนี้ถึง ๔๘ โรง ซึ่งถ้าท่านดูจาก สไลด์จะพบว่าในปี ๒๕๖๐ มาจนถึงล่าสุดโรงงานอันตรายผุดขึ้นเรื่อยมาและไม่มีทีท่าว่าจะมี การจำกัดจำนวนแต่อย่างไร ปัญหาก็คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ในพื้นที่อีอีซีโรงงานพวกนี้ เป็นโรงงานที่ต้องได้รับการติดตามดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิดเนื่องจากปัญหาด้านมลพิษต่าง ๆ ในพื้นที่อีอีซีหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยมักจะเกิดจากกิจกรรมประเภทนี้เป็นศูนย์กลาง ของปัญหาทั้งหมด ตัวอย่างมีให้เห็นตามหน้าสื่อทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโรงงานทุนจีนสีเทาที่ ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการฟื้นฟูบำบัด กลับมาสู่สภาพดังเดิมได้ แต่อย่างไรก็ดีครับ ในพื้นที่อีอีซีโรงงานพวกนี้กลับผุดขึ้นมาเป็นดอก เห็ด นั่นหมายความว่าอีอีซีไม่สามารถกำหนด Zoning พื้นที่ที่จะจัดตั้งหรือจำกัดจำนวน โรงงานประเภทนี้ได้เลย สิ่งที่เราคาดหวังว่าในพื้นที่อีอีซีเราจะได้อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ ทันสมัย แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เรากลับได้โรงงานอะไรมาไม่รู้ที่นับวันจะเป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อมและชุมชน ดังนั้น ผมว่าหากอีอีซียังไม่เร่งในการดำเนินการในการแก้ไขจัด Zoning หรือจำกัดจำนวนกิจการที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ท่านจะไม่สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามในอนุมาตรานี้ได้ แน่นอน วัตถุประสงค์ในอนุมาตราต่อมาคือวัตถุประสงค์ตาม (๓) ที่บอกว่าอีอีซีจะจัดทำ โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชน สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบโดยสมบูรณ์ ซึ่งในประเด็นนี้ใน รายงานฉบับนี้ปีที่แล้วที่ท่านมารายงานต่อที่ประชุมสภา ผมก็ได้พูดในเรื่องของ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็ได้ยกตัวอย่างในอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ที่ประสบปัญหา น้ำประปาไม่ไหล ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงแม้ว่ามาดู ปัญหาที่แท้จริงจะเกิดจากท่อแตกเป็นหลักก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี ผมก็คาดหวังว่าในพื้นที่ อีอีซีจะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้โดย สะดวกสบายตามที่ท่านได้ระบุไว้ รวมไปถึงปัญหาเรื่องของการจราจรติดขัด ซึ่งผมก็ขอ ยกตัวอย่างในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะชลบุรี อย่างจุดนี้ครับท่านประธาน เป็นจุดตัด ทางข้ามทางรถไฟบนถนน ๓๔๖๖ บ้านเก่า-พานทอง ที่ประสบปัญหาคอขวด พื้นผิวชำรุด เป็นเนินสูง เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้รถที่ใช้สัญจรบนท้องถนนต้องมาชะลอและติดขัดอยู่ตรง ณ จุดนี้เป็นประจำ ผมได้ประสานงานไปยังทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ไปทางกรมทางหลวง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าการที่จะแก้ปัญหาจุดนี้ให้เบ็ดเสร็จในระยะยาวจะต้องสร้างทางลอด Underpass แต่พอสอบถามไปถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการกลับได้รับคำตอบว่าจุดนี้ มีปัญหาในเรื่องที่ต้องรอความชัดเจนจากโครงการรถไฟความเร็วสูงและรอผู้มีอำนาจ ไม่ว่า จะเป็นอีอีซี กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย มาร่วมพิจารณากันว่าจะเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ได้รับความคืบหน้าว่า อีอีซี กรมทางหลวง การรถไฟจะพิจารณาไป ในทิศทางไหน ผมจึงอยากขอให้ท่านตอบคำถามในที่ประชุมแห่งนี้ให้ชัดเจนว่าจะมีการ พูดคุยการแก้ไขปัญหาในจุดนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อไร รวมไปถึงการจราจรในพื้นที่ต่าง ๆ รอบนิคมอุตสาหกรรมด้วยครับท่านประธาน ทั้งนี้ครับท่านประธาน นอกจากปัญหาเรื่อง น้ำประปา ปัญหาเรื่องการจราจรติดขัด ยังมีอีกปัญหาที่ชาวภาคตะวันออกประสบปัญหา ร่วมกันนั่นคือปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและพื้นที่ อยู่อาศัย เรื่องนี้มีความคืบหน้าล่าสุดที่พอจะมีความหวังอยู่บ้างหลังจากที่คณะกรรมาธิการ การศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ลงพื้นที่ประชุมกับหน่วยงานทุกฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ก็ทราบว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างบูรณาการกัน ผมจึงอยากขอให้ทางอีอีซีแสดงบทบาทนำในการช่วยประสานและติดตามการดำเนินการ แก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมถึงการนำเรื่องนี้เข้าไปพูดคุยและประชุมใน คณะกรรมการเพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อหวังว่าท่านจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามอนุมาตรานี้ได้ในที่สุดครับ วัตถุประสงค์ ที่จะยกตัวอย่างข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ขอเวลาเพิ่มอีกนิดหนึ่งนะครับ ในมาตรา ๔ ที่บอกว่าอีอีซีจะกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของ พื้นที่โดยสอดคล้องกับหลักการอย่างยั่งยืน ท่านประธานครับ ในส่วนของการจัดทำผังเมือง ย่อย ได้แก่ ผังเมืองรวม ๓๐ อำเภอ ๓๐ ผัง ปัจจุบันมีความล่าช้าอย่างยิ่งนับตั้งแต่มีการ บังคับใช้ผังเมืองรวมอีอีซีทำให้ปัจจุบันไม่ว่าจะหน่วยงานรัฐ เอกชน เมื่อจะต้องทำการศึกษา ประเมินผลหรืออนุมัติ อนุญาต ที่เกี่ยวข้องกับผังเมืองใน ๓ จังหวัดอีอีซีก็ต้องอ้างอิงตามผัง เมืองอีอีซี ซึ่งเป็นแผนผังครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถแสดงรายละเอียด ที่สำคัญ ๆ ได้หลายประการในแผนผังนี้ได้ จึงทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมผังเมืองรวมอีอีซี ให้ใช้ประโยชน์ไปตามเจตนารมณ์ตามที่อีอีซีได้กำหนด เช่น พื้นที่อุตสาหกรรมล่วงล้ำมาใน พื้นที่ประเภทอื่นทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรกันขึ้นในพื้นที่ครับ ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.บ. อีอีซี ฉบับนี้ที่ถูกร่างขึ้นผ่านการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตาม พระราชบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลว่าเพื่อดำเนินการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้ เป็นระบบโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน เน้นคำว่า อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายความ ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนท่านจะต้องคำนึงถึงการพัฒนา ๓ ส่วนที่สำคัญด้วยกัน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่จากการที่ผมเฝ้าสังเกตการดำเนินงานของ สกพอ. ที่ผ่านมาผม สังเกตเห็นว่าท่านโฟกัสกับความคืบหน้าของโครงการ Megaproject เพียงเท่านั้น แต่ในเรื่อง ของสังคมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นคนดั้งเดิมหรือคนที่มาแสวงหา โอกาสในการทำงาน หรือแม้กระทั่งเรื่องสิ่งแวดล้อมเรากลับพบว่าอีอีซียังไม่ได้ดำเนินการ เรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม🔗

สุดท้ายครับรวมทั้งไม่มีการนำเรื่องปัญหาต่าง ๆ เข้าสู่การประชุมคณะกรรมการ ผมจึงอยากขอให้ท่านในฐานะที่เป็นผู้กำหนดความเป็นไปในการพัฒนาของพื้นที่ภาค ตะวันออกเล็งเห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ที่พี่น้องภาคตะวันออกกำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้และหวังว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการอีอีซีจะมีการนำเรื่องปัญหาของพี่น้องพื้นที่ภาคตะวันออกไม่ว่าจะ เป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง การจราจรติดขัด ปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าไปพิจารณาร่วมกัน ผมขอฝากไว้ เพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขอปิดการมา ลงชื่อผู้อภิปรายแล้วนะครับ เหลือผู้อภิปรายอีก ๓ ท่าน ขอเชิญคุณฐากรณ์ ตันฑสิทธิ์ ครับ🔗

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย วันนี้ผมขอ อนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานประจำปีของสำนักงานอีอีซี ผมขออนุญาตอย่างนี้ ครับว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง พ.ร.บ. อีอีซี ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๖๑ ครับ ใน พ.ร.บ. อีอีซี ทุกคนต้องยอมรับกันนะครับว่ามีบทบัญญัติยกเว้นกฎหมาย ต่าง ๆ ในการที่จะให้อีอีซีทำงานได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ตรงนี้รัฐบาลชุด ที่แล้วเป็นผู้ออก พ.ร.บ. นี้เพื่อที่จะเร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้เศรษฐกิจ ของประเทศที่เราจะขับเคลื่อนด้านการลงทุน ผมเห็นชัด ๆ ในขณะนี้มี ๒ หน่วยงานครับ ท่านประธาน หน่วยงานแรกก็คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือสำนักงาน BOI หน่วยงานที่ ๒ ก็คือสำนักงานอีอีซีหรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในขณะนี้ ที่ผมกำลังจะอภิปรายไปครับ ท่านประธานครับ การทำงานในขณะนี้ภาพที่ออกไปต้องฝาก เรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลครับ ภาพที่ออกไปในขณะนี้มันกลายเป็นว่าสำนักงานส่งเสริม การลงทุนนี่เป็นหน่วยงานเดียวที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เราอยากจะให้เศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นมา ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะทำอย่างไร มันคงไม่ใช่ที่จะต้องใช้หน่วยงานแค่สำนักงาน BOI เป็นทิศทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ ผมเข้าใจครับว่าการทำงานในขณะนี้แยกแยะกันไม่ออกว่าสำนักงาน BOI มีขอบเขตในการ ทำงานครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนกับผู้ที่มาลงทุนอย่างไรและ แตกต่างกับสำนักงานอีอีซีที่มีขอบเขตอำนาจครอบคลุม ๓ จังหวัดอยู่ในขณะนี้ครับ ท่านประธาน ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเองวันนี้เลขาธิการอีอีซี คณะผู้บริหาร ผมต้อง เรียนว่าเขาไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายในเรื่องนี้ ก็คือมีท่าน นายกรัฐมนตรีหรือที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย แล้วก็มีกรรมการในการที่จะช่วยในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมอยากเห็นสำนักงานอีอีซีทำงานได้เต็มที่มากกว่านี้ครับ ท่านประธาน เหตุผลของผมก็คือเมื่อ ๔-๕ เดือนที่แล้ว ท่านเลขาธิการอีอีซีได้ไปชี้แจง ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งใน วันนั้นผมก็เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ต้องเรียนนะครับว่าประกาศสิทธิ ประโยชน์ต่าง ๆ ในขณะที่ทางสำนักงานอีอีซี ชี้แจงไป พ.ร.บ. อีอีซี ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ประกาศสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เลยครับ มาวันนี้อยากจะ ถามท่านเลขาธิการอีอีซีเช่นกันครับว่า ประกาศสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในการที่จะช่วยให้นัก ลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนภายในประเทศให้มาช่วยกันลงทุนในเขตพื้นที่อีอีซีให้มาก ที่สุด ได้มีการออกประกาศหรือยังครับ ถ้ายังไม่ออกประกาศติดอยู่ตรงไหน ทำอย่างไร เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศของเราขับเคลื่อนไปให้ได้ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๑ หรือ ๒ ปีนี้ ผมอยากฝากรัฐบาลจริง ๆ ครับ ใช้หน่วยงานนี้ด้วยครับ สำนักงานอีอีซีช่วยในการ ขับเคลื่อนครับ เขามีข้อยกเว้นกฎหมายต่าง ๆ มากมายมากเมื่ออ่านใน พ.ร.บ. อีอีซี พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้ว แต่เครื่องมือต่าง ๆ ยังไม่ได้ใช้สำนักงานอีอีซีในการขับเคลื่อนเลย ผมอยากจะฝากรัฐบาลจริง ๆ ว่าอยากจะเห็นเศรษฐกิจของประเทศโตให้ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ อยากจะเห็นเศรษฐกิจของประเทศโตให้มากกว่านี้ ช่วยเถอะครับ สำนักงานอีอีซี ตั้งขึ้นมามี บทบาทมากจริง ๆ ยกเว้นกฎหมายแต่เรายังไม่ได้เดินหน้าใช้สำนักงานอีอีซี ในการเดินหน้า ขับเคลื่อนประเทศเท่ากับสิ่งที่เราคาดหวังไว้ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่งครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้นบนครับ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ต่อไปขอเชิญคุณวุฒิพงศ์ ทองเหลา ขอบคุณครับ🔗

นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี อย่างที่เห็นในปกรายงานครับท่านประธาน เมื่อเห็น แล้วก็รู้สึกเสียใจนิดหนึ่งเพราะว่าเราเห็นแค่ ๓ จังหวัด ก็จะมีฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วก็ระยอง ผมอยากจะสะท้อนเสียงอีกจังหวัดหนึ่งเพิ่มเข้ามาคือปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรีปัจจุบัน ครับท่านเลขาธิการอีอีซีผู้ชี้แจงข้อมูลยังอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายสัก ๓ ประเด็นให้ทราบครับว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างไร เพราะปัจจุบันสภาพเหมือนเป็นการ รับเหมาทุกอย่างเข้ามาในจังหวัดเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมแต่ยังไม่มีทางออกในหลาย ๆ เรื่อง เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาต้องขอบคุณทางท่าน ผอ. นวรถ ท่าน ผอ. อีอีซีที่เดิน ทางเข้ามาร่วมประชุมกับภาคส่วนของอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ขออนุญาตสไลด์ ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

อย่างที่เห็นนะครับในอินโฟในกราฟ คร่าว ๆ คือผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าจังหวัดปราจีนบุรีถูกผลักดันเข้าเป็นเขตเศรษฐกิจ พิเศษกลาย ๆ มามากกว่า ๒๐ ปี ตั้งแต่ที่คนปราจีนบุรียังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อีอีซี หรือภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดเราจะเห็นครับว่าอย่าง GDP Per Cap ต่อหัว หรือจีดีพีของประเทศในภาคอุตสาหกรรม ปราจีนบุรีเราย้อนหลังครับ ผมมองข้อมูลของราชการ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนปัจจุบันปี ๒๕๖๖ ปราจีนบุรีจะเป็นรองอยู่ที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในภาคอุตสาหกรรมแล้วก็ฉะเชิงเทราเป็นบางปี เป็นรองแค่บางปี แต่จังหวัดที่เป็นอันดับหนึ่งภาคอุตสาหกรรมอย่างที่ทราบดีก็จะเป็นระยองแล้วก็ชลบุรี ทำไม ผมถึงกล่าวเช่นนี้ครับ เพราะว่าที่ผ่านมาบางปีภาคอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีในช่วงปีที่ น้ำท่วม ที่ Honda ย้ายฐานการผลิต ปราจีนบุรี ๓ ปีนั้นเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ แต่ ปัจจุบันยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถนนหนทางทุกอย่างไม่มีความพร้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มี ถึง ๘ นิคมขนาดใหญ่ ๒๕๐ โรงงานนะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ภาพนี้ผมจะสื่อให้เห็นอย่างนี้ ครับ จากที่คนปราจีนบุรีไม่เข้าใจเลย ๒๐ ปีที่ผ่านมาครับ ปัจจุบันสภาพพื้นที่ปราจีนบุรีมี นิคมขนาดใหญ่เยอะแยะมากมาย อย่างที่ผ่านมาเราจะเห็นครับว่าที่นั่นเองมีประชากรแฝง มี ทั้งแรงงานต่างด้าว ประชากรในเขตเลือกตั้งจริง ๆ ๑๕๐,๐๐๐ คน แต่ในพื้นที่นี้ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน เพิ่มมาอีก ๑๐๐,๐๐๐ คน จากข้อมูลของแรงงานในจังหวัด ขอสไลด์ถัดไป ครับ อันนี้ก็จะเห็นโครงการที่พยายามขีดเส้นจากแหลมฉบังเข้ามาเชื่อมกับจังหวัดปราจีนบุรี น่าจะแล้วเสร็จประมาณปี ๒๕๗๓ ซึ่งเป็น Motorway เส้นเชื่อมจากท่าเรือแหลมฉบังมา ปราจีนบุรีเลย ทุก ๆ อย่างมันมีการออกแบบแล้วขีดแล้วเขียนไว้แล้วครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ปัจจุบันครับ เดี๋ยวขอสไลด์ถัดไปเร็ว ๆ เลยครับ ที่นั่นมีภาคนิคมครับ อย่างวันนั้นเองเป็น ภาพที่ผมเก็บไว้ก็คือทางอีอีซีเดินทางมารับฟังผู้ประกอบการในจังหวัดปราจีนบุรี กว่า ๘๐ โรงงานที่เดินทางมานะครับ ความจริงอยากจะเดินทางมาเยอะกว่านี้ แต่มาไม่ได้ เพราะว่าห้องประชุมขนาดเล็กแล้วก็มีขนาดจำกัดก็เลยมีสำรองที่นั่งให้บริษัทน้อยใหญ่ ที่เดินทางเข้ามาได้จำกัดนะครับ ทีนี้สิ่งที่ผมจะบอกไล่เลียงอย่างนี้เลยครับ ปัจจุบัน เหมือนจังหวัดปราจีนบุรีคล้าย ๆ กับว่าเป็นลานจัดคอนเสิร์ตครับ มีนักท่องเที่ยวเดินทาง มาซื้อขายจับจ่ายลงทุนทำอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ภาคน้ำดึงไปใช้เป็นจำนวนมากแล้วก็ขนขยะ ลงมาทิ้งมาใช้ห้องน้ำห้องท่าในจังหวัดปราจีนบุรีเรา ต้องเรียนอย่างนี้เลยครับว่าเราไม่ได้รับ อะไรตอบกลับมาในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี ปัจจุบันครับปราจีนบุรีก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่อธิบายให้เห็นภาพเรื่องน้ำอย่างชัดเจน เรามีเขื่อนนฤบดินทรจินดา มีความจุการกักเก็บน้ำ ๒๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็กำลังจะมีอีกเขื่อนหนึ่งขึ้นมาคือเขื่อนใสใหญ่ สามารถเก็บน้ำได้ ประมาณเกือบ ๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใหญ่มากนะครับ ซึ่งจะเป็นจังหวัดเดียวที่มี ๒ เขื่อน ความหมายที่ผมกำลังจะบอกก็คือเวลาเราผลักดันน้ำลงไปประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ปราจีนบุรีไม่ได้รับน้ำนะครับ ไม่มีท่อไส้ไก่หรือคลองที่จะส่งไปตาม อบต. หรืออำเภอต่าง ๆ แต่ผลักดันน้ำลงแม่น้ำเพื่อที่จะผ่านเป็นแม่น้ำปราจีนผ่านพ้นเมืองปราจีนบุรีไป แล้วก็ไป บรรจบกับทางแม่น้ำนครนายก พอ ๒ แม่น้ำรวมกันภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ตรงลุ่มน้ำ บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราก็จะดึงน้ำข้ามไปใช้ในจังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งผมมี ตัวภาพแต่ว่าไม่ได้เอามามันจะเป็นรายงานของทางกรมชลประทานในการใช้น้ำของ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งท่านทราบดีอยู่ ถ้ามันเป็นแบบนี้เราผลิตน้ำให้ มลพิษเราก็รับมานะครับ แล้วโรงงานที่ก่อมลพิษก็ขยันเดินทางมาเพราะว่าที่ดินมันยังราคาไม่แพงมาก แต่ท่านส่งเสริม นำไปแล้ว ทั้งอีอีซี ทั้ง BOI ท่านส่งเสริมการลงทุนนำไปแล้ว ปัจจุบันมีโรงงานมาตั้งเยอะมาก ในปีนี้ก็มีปัญหาเยอะมากเหมือนกันนะครับ🔗

แล้วส่วนสุดท้ายที่จะกล่าวถึงครับจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเลยคือเมื่อมี โรงงานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เดินทางมาครับ ปัญหาเกิดเรื่องมลพิษ การลักลอบทิ้งของเสียในโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานก็มา แต่ไม่ได้หมายถึงโรงงานที่เดินทางมา จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด เพราะในส่วนของโรงงานที่ได้รับบัตรส่งเสริมของท่านของ BOI ก็มีเยอะ ที่มีงบประมาณในการลงมาพัฒนาหรือการลงทุนมากกว่าหลักพันล้านบาทก็หลาย โรงงานในปีนี้ แม้แต่ว่าตัวนิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่มีฮอนด้าตั้งทั้งสายการผลิตก็อยู่ที่ ปราจีนบุรี ผมก็เลยอยากฝากท่านครับว่าเป็นข้อเสนอแนะ แล้วก็เป็นคำถามในตัวว่าในปี ถัดไปหรือหลังจากนี้ผมเห็นทั้ง EEC ชะเง้อมานานครับ ว่าจะเอาจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็น ๑ จังหวัดของอีอีซี แต่ปัจจุบันโดยสภาพทางนิตินัยมันเป็นไปแล้วและพฤตินัยก็เป็นไปแล้ว เลยอยากให้ท่านช่วยชี้แจงสักหน่อยครับว่าในปีนี้หรือปีถัดไป อย่างไรก็ตามมันมีโอกาสไหม เพราะว่านักลงทุนก็รอที่จะลงทุน ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่มีความพร้อม ถนนอย่าง เข้าเขตปราจีนบุรีอย่างท่านทราบดีครับ ท่าน ผอ. นวรถ น่าจะกลับไปรายงานไม่ค่อยดี ไม่ค่อยมีความพร้อมเท่าไร แต่นักลงทุนอยากมาลงทุน แล้วมันก็เป็นแบบนี้อยู่ไม่ได้ครับ ก็เลยอยากฝากถึงท่านประธานผ่านถึงผู้ชี้แจงว่าจากที่ผมกล่าวมามันเป็นสภาพปัญหาจริง ในจังหวัดที่เป็นรอยต่อจังหวัดที่ ๔ ของอีอีซี จังหวัดปราจีนบุรี ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปจะเป็นผู้ อภิปรายท่านสุดท้ายนะครับ คุณกฤช ศิลปชัย แล้วหลังจากนั้นก็จะให้ทางอีอีซีเป็นผู้ตอบ ต่อไป เชิญครับ🔗

นายกฤช ศิลปชัย ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ก็ต้องขอมีส่วนร่วมอภิปรายรายงานประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือว่า สกพอ. จริง ๆ ผมรอท่านตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ว่าท่านก็ ข้ามปีมานะครับ🔗

เรื่องแรกเลยก็ต้องขอบอกว่าอยากจะให้รายงานมันเป็นไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันนิดหนึ่ง ปี ๒๕๖๖ มารายงานปี ๒๕๖๗ พอรับได้ครับ แต่ปี ๒๕๖๖ มารายงานปี ๒๕๖๘ ผมว่าช้าไปนิดหนึ่ง พวกผมอยากเจอท่านทุกปีก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงสำนักงานอีอีซี ด้วยว่าให้ความสำคัญกับเรื่องรายงาน ให้ทันต่อสถานการณ์นิดหนึ่งนะครับ🔗

ต่อมาในรายงานก็คงจะพูดถึง เรื่องแรกเป็นเรื่องของวิสาหกิจชุมชนเท่าที่ เปิดดูในรายงานของท่านนี่ก็มีการดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลาย ๆ พื้นที่ แต่ว่าทีนี้มีคำถามจากทางเพื่อนผู้แทนราษฎรครับว่า ท่านใช้หลักเกณฑ์อะไรในการไปเลือกวิสาหกิจชุมชนที่ท่านจะเข้าไปส่งเสริม หรือว่าถ้ามี วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่เขาอยากจะได้รับการส่งเสริมนี่ เขาจะเข้าไปขอสนับสนุนจากท่าน หรือเขาจะติดต่อกับท่านได้ทางช่องทางไหนบ้าง เดี๋ยวอันนี้อยากจะให้ทางสำนักงานช่วยให้ ความสำคัญช่วยตอบพวกเรานิดหนึ่ง เราจะได้ไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าวิสาหกิจชุมชน อันนี้น่าส่งเสริม เขาจะได้ไปติดต่อท่านนะครับ🔗

ต่อมาเรื่องการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เราก็พูดกันเยอะในรายงานท่าน ก็พยายามยกเรื่องของสิ่งแวดล้อมขึ้นมามากมายว่าเราจะสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างการพัฒนาที่ควบคู่กันไป แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องของ สิ่งแวดล้อมที่มันเกิดขึ้นในเขตพัฒนาพิเศษ ๓ จังหวัดนี้ ผมยกตัวอย่างสถานการณ์เกี่ยวกับ เรื่องของกากของเสียอุตสาหกรรม เมื่อสักครู่ท่านชวาล พลเมืองดี สส. จังหวัดชลบุรีก็พูดไป แล้ว ผมยกตัวอย่างเลยครับ ปี ๒๕๖๖ ที่ ๓ จังหวัดของเรานี้ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง มีสถานการณ์ลักลอบทิ้งเกิดขึ้นหลายครั้ง หลายครั้งที่ผมพูดถึงนี้เป็นเรื่องที่ภาครัฐรู้นะครับ ยังมีเรื่องที่พวกเราไม่รู้และที่แอบกันอีกไม่รู้เท่าไร ล่าสุดเพิ่งออกข่าว ๓ มิติไป แถว ๆ อำเภอ บ้านบึง จังหวัดชลบุรี ก็มีเหตุการณ์แบบนี้อีก แล้วก็ทราบว่าเป็นขยะที่ออกมาจาก นิคมอุตสาหกรรมด้วย เรื่องนี้ก็ต้องฝากจริง ๆ ครับว่าท่านอาจจะบอกว่าท่านกำกับดูแล เฉพาะเขตที่ท่านประกาศ แล้วท่านก็ดูแลเพียงเท่านั้น แต่ว่ามันไม่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าบางที ขยะอุตสาหกรรมมันออกมาจากเขตที่ท่านประกาศเป็นเขตส่งเสริมนั่นล่ะ แล้วก็ค่ากำจัดมันแพง ด้วยปริมาณ ด้วยระยะทางที่มันไกลบ้าง ด้วยกระบวนการในการ กำจัดกากอุตสาหกรรมบ้าง ก็เลยเกิดการลักลอบทิ้งกันเป็นจำนวนมาก ก็อยากจะฝากเรื่อง ของกากของเสียอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ เข้ามาประกอบกิจการในเขตส่งเสริมที่ท่านประกาศไปแล้วด้วยว่ามันจะลดลงได้มากน้อยแค่ไหน ก็อยากจะให้อีอีซีเป็นแม่งานในเรื่องนี้ การสร้างความสมดุลในเรื่องของการพัฒนาก็เป็นเรื่อง ที่สำคัญ วันนี้ต้องพูดในมุมของพี่น้องประชาชนคนพื้นที่ การเกิดอีอีซีผมชื่นชมนะครับ ดี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศโต หลายเรื่องท่านทำได้ดี แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากคือการเข้า ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต การเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ถนนหนทาง น้ำ ไฟฟ้า ที่ท่านทำมานี้ท่านทำเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุน อยากให้ท่านเพิ่มเติม การส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ให้มากขึ้นกว่านี้นะครับ หลายท่านพูดไปแล้วผมไม่ อยากพูดซ้ำ น้ำประปายังเป็นสีดำทนอยู่ อย่างนี้เมื่อท่านส่งเสริมมีคนเข้ามาอยู่ในเขตบ้านผม เยอะขึ้น แต่น้ำเรามีเท่าเดิมเขาก็แย่งน้ำกัน อุตสาหกรรมเกิดเข้ามาน้ำเรามีเท่าเดิม ก็แบ่งโควตาไปให้ภาคอุตสาหกรรม คนในจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทราขาดแคลน เรื่องพวกนี้จนทุกวันนี้น้ำเปิดได้เป็นเพียงบางเวลาครับท่านประธาน บางเวลาเปิดอย่างไร ก็ไม่ไหล อีก ๒-๓ ประเด็น ประเด็นก็คือผมอยากให้ท่านให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนประชาชน เวลาท่านไปดำเนินการจัดเวที จัดประชุม จัดอะไรที่ไหน เชิญพวกเราบ้าง บอกให้พวกเราทราบบ้าง วันนี้พวกเราแค่มารับรู้ จากรายงานย้อนหลังของท่านทุกปี ๆ แต่เราไม่รู้เลยว่า ณ ปัจจุบันท่านดำเนินการอะไร อย่างไรมีโครงการอะไรอย่างไร มารับฟังความคิดเห็นของพวกเราบ้างในฐานะตัวแทน ประชาชนครับ สส. ตะวันออก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันไม่เคยรู้ รู้อีกทีก็คือมารายงาน ที่สภาแห่งนี้🔗

อีกเรื่องหนึ่งไม่พูดไม่ได้ครับ อันนี้ท่านเลขาธิการอีอีซีเคยคุยกับผมนอกรอบ เรื่องโครงการถมทะเลมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ยังได้รับการเยียวยาไม่เป็นธรรม วันนี้ดีใจนะครับ ที่หลาย ๆ ฝ่าย ทั้งการนิคมอุตสาหกรรม ที่สำนักงานอีอีซีเดินหน้าที่จะ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ผมสะท้อนกับท่านไปเมื่อปี ๒๕๖๖ ที่ท่านเข้ามารายงานในสภา แห่งนี้นะครับ ก็อยากจะให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เรื่องการเยียวยาเรื่องนี้ ท่านประธานเป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ท่าเรือกำลังจะเปิดอยู่แล้วครับ แต่เงินที่ พี่น้องประชาชนได้รับการเยียวยาหรือการดูแลทรัพยากรทางทะเลที่สูญเสียไป พื้นที่ทำกิน หรือแม้แต่การฟื้นฟูทะเลอยากให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น พวกผมพร้อมครับ ร่วมมือกับท่าน ร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ สร้างการยอมรับให้กับภาคประชาชน ให้กับพี่น้องประชาชนได้🔗

สุดท้ายมีข้อเสนอแนะฝากถึงท่านไม่กี่ข้อครับ ข้อแรก ผมอยากจะฝากให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี หรือ สกพอ.🔗

ข้อแรก ควรกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมที่จะขอเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ พิเศษตามกฎหมายอีอีซี ต้องจัดให้มีศูนย์รับบำบัดหรือกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย ๑ แห่งต่อ ๑ นิคมอุตสาหกรรม🔗

ข้อที่ ๒ ควรกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทที่จะขอส่งเสริมการ ลงทุนในเขตส่งเสริมจัดทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อมขอไม่เกิน ๓๐ วินาที🔗

ข้อที่ ๓ ควรจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ส่งเงินเข้ากองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมครับ เวลาเกิดปัญหาจะได้จัดการได้🔗

ข้อที่ ๔ ควรกำหนดให้มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินการในเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ🔗

ข้อที่ ๕. ควรเร่งให้มีการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์การบังคับใช้ พ.ร.บ. อีอีซี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเข้าใจว่าท่านกำลังจะอยู่แก้ไขและรับฟังความคิดเห็นอยู่ อันนี้เดี๋ยวนี้ให้ ท่าน Update ให้พวกเราด้วยนะครับ🔗

แล้วก็สุดท้ายครับ ควรดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจ้างงานทั้งแรงงานที่ถือ สัญชาติไทยและแรงงานต่างด้าวในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น🔗

สุดท้ายก็ขอบคุณทางอีอีซีที่วันนี้เดินทางมาแล้วก็ได้มีโอกาสสื่อสารโดยตรง กับท่านผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญผู้แทนของหน่วยงานได้ชี้แจงต่อไปครับ🔗

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตตอบข้อซักถาม ของท่านสมาชิกในประเด็นต่าง ๆ จะขออนุญาตเริ่มที่ท่านอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ที่ท่าน กรุณาให้ข้อแนะนำ แล้วก็สอบถามเกี่ยวข้องกับในเรื่องประเด็นที่อยากให้สำนักงานดูแลใน เรื่องอีอีซี จะไม่ให้มีปัญหาเหมือนกับตัว Eastern Seaboard สมัยก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วใน พื้นฐานของอีอีซีในปัจจุบันนี้ เราดูแลในลักษณะอุตสาหกรรมซึ่งพยายามจะแก้ไขปัญหา ซึ่งเกิดจาก Eastern Seaboard สมัยก่อนที่เน้นในเรื่องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันแล้วก็ ก๊าซธรรมชาติ แล้วก็มีปิโตรเคมีต่อเนื่องมา อุตสาหกรรมในสมัยนั้นมันก็ทำให้เป็นผลต่อเรื่อง สิ่งแวดล้อม ต่อเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ชุมชนค่อนข้างเยอะ อันนี้เป็นเหตุให้อีอีซีตั้งมาโดยโฟกัสใน อุตสาหกรรมอีกประเภทหนึ่ง เป็นอุตสาหกรรมที่ทันสมัยแล้วก็ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาดูนับจากนี้ไปถ้าเราดูย้อนต่อไปอีกสัก ๑๐ ปี ๑๕ ปี สิ่งที่เคยเกิด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปีปัจจุบันกับสิ่งที่ปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นต่อไปน่าจะเป็นบทเรียนที่ แตกต่างกัน เพราะจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมจะมีความแตกต่างกัน ส่วนประเด็นมาตรการ ที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย เรื่องสิ่งแวดล้อม ผมเห็นด้วยนะครับ จะขออนุญาตรับ Comment ท่านไป ทั้งในเรื่องในเชิงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องความปลอดภัยและ สิ่งแวดล้อมและการจัดการหลังจากที่มีเหตุเกิดขึ้น ถ้าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดแล้ว จะทำอย่างไรต่อ ทางเราจะเข้าไปดูกันอีกที เพราะว่าท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านเสนอแนะ ในประเด็นคล้าย ๆ กันนะครับ🔗

ส่วนในเรื่องที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายแล้วมีความเห็น ในทำนองคล้าย ๆ กัน ก็คือในปัจจุบันในเรื่องสาธารณูปโภคจะมีความสำคัญ ความจำเป็น มากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องถนนหนทางในพื้นที่อีอีซีอาจจะถือว่า พอใช้ได้ นอกจากประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มี Comment เดี๋ยวผมจะตอบท่านต่อ แต่หลัก ๆ ที่สำนักงานให้น้ำหนักมากที่สุดในปัจจุบันคือสาธารณูปโภคที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำดิบ แล้วก็เรื่อง พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานสะอาด เพราะ ๒ ตัวนี้จะเป็นตัวสำคัญในการที่ ถ้าเราจะดึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการทำอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำดิบและไฟฟ้าพลังงานสะอาดสำคัญที่รองลงมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ท่าน สมาชิกหลาย ๆ ท่านถามเยอะเลยคือเรื่องการจัดการของเสีย แล้วก็พวกขยะ พวกนี้เป็น ประเด็นซึ่งเราให้น้ำหนักในเรื่องนี้เป็นพิเศษ แล้วก็ในแผนภาพรวมฉบับปัจจุบันและในแผน สิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ซึ่งรอเข้า ครม. ในเร็ว ๆ นี้ก็จะมีการ Address ประเด็นนี้เป็นเรื่อง สำคัญเลย ส่วนข้อสังเกตอื่น ๆ ของท่านอนันต์ ผมขออนุญาตรับไป🔗

ส่วนในเรื่องที่ท่านถามต่อเรื่องความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงกับ สนามบินอู่ตะเภา เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ที่ผ่านมาโครงการเกี่ยวกับท่าเรือได้เริ่มดำเนินการ ไปแล้ว เป็นไปตามแผนแล้ว แต่โครงการของรถไฟความเร็วสูงกับสนามบินอู่ตะเภายังไม่ได้เริ่ม อู่ตะเภาจะเริ่มเป็นจริงเป็นจังในสัก ๒-๓ เดือนข้างหน้านี้ น่าจะเริ่มดำเนินโครงการแล้ว แล้วจะใช้เวลาจากนี้ไปก็น่าจะปี ๒๕๗๒ ถึงจะได้ใช้ ส่วนเรื่องรถไฟความเร็วสูงทางสำนักงาน ทางรัฐบาล ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย และเอกชนกำลังพยายามที่จะให้เริ่มโครงการได้ ในกลางปีนี้อยู่ อันนี้ก็อยู่ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมายอยู่🔗

ส่วนประเด็นของท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ได้สอบถามว่าการลงทุน ก่อสร้างท่าเรือที่มาบตาพุดจะเสร็จเมื่อไร ในกระบวนการกลางปี อีก ๒ ๓ เดือนนี้จะมีการ ก่อสร้างโครงสร้างที่เป็นในเชิงกายภาพ การเตรียมท่าจะเสร็จกลางปีนี้ แล้วจากนั้นทาง เอกชนจะใช้เวลาอีกประมาณ ๒ ปี ที่จะติดตั้งส่วนที่จะใช้เริ่มประกอบกิจการได้ ซึ่งการที่จะ สามารถรับตัวแก๊ส LNG ได้ น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี ๒๕๗๐ ครับ ส่วนข้อเสนอที่ ท่านกมนทรรศน์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมโครงการต่าง ๆ แล้วก็เนื้อหาที่จะให้ ปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี ผมขออนุญาตรับไปนะครับ เพราะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาเรากลับมาดูในรายงานประจำปีแล้ว ได้ Comment ของท่าน สมาชิกมันมีประเด็นซึ่งเนื้อหาอาจจะไม่สามารถที่จะทำให้ท่านสมาชิกสามารถเอาไปคุย ต่อได้ เราพยายามจะ Revise อีกทีหนึ่ง แล้วก็จริง ๆ แล้วในช่วงปี ๒๕๖๖ ถ้าพูดกันจริง ๆ ในเนื้อหาของผลงานที่เกิดขึ้นจะเป็นผลงานในเชิงการเตรียมมากกว่าการให้เป็นผลลัพธ์ ที่ชัดเจน แต่ในรายงานปีหน้าที่จะเข้ามาก็น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ก็ขออนุญาตรับตรงนี้ไป แล้วก็ส่วนท่านกมนทรรศน์ได้มี Comment เกี่ยวกับเรื่องการจัดการขยะในพื้นที่โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในระยอง ก็มีปัญหาจริง ๆ ครับ ผมขออนุญาตยอมรับ เพราะว่าในที่ผ่านมาปัญหา เรื่องขยะแต่เดิมในอีอีซีมีการคุยกันตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว แต่เป็นเรื่องของการจัดการโครงการ เป็นรายโครงการไป แล้วก็พยายามที่จะให้ใช้ศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการ จัดการขยะนับตั้งแต่การรับขยะมาจากประชาชนจนไปถึงโรงกำจัดขยะซึ่งแต่ละพื้นที่แต่ละ กิจกรรมซึ่งมีการพูดถึงการตั้งโรงงานต่าง ๆ ในกรณีนี้ที่มีการกำหนดไว้ ๖ พื้นที่ที่จะต้องสร้าง โรงงานกำจัดขยะ แต่จริง ๆ แล้วจนถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๘ แล้วยังไม่ได้เกิดขึ้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราจำเป็นต้องไปทำแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แทนที่เราจัดการเป็นรายที่ รายจังหวัด ราย อบจ. ไป จะต้องมีการจัดการในลักษณะแผนภาพรวมซึ่งมีสูตรเผื่อว่าจะใช้ ในพื้นที่อื่นได้ต่อไป🔗

ส่วนประเด็นท่านวิทยาจะคล้าย ๆ กัน ท่านวิทยาได้สอบถามเรื่องการกำจัด ขยะ เรื่องบริหารจัดการ ซึ่งตรงนี้ในการบริหารจัดการขยะอย่างที่ผมเรียนว่าในพื้นที่ที่ผ่านมา เป็นการให้ภารกิจนี้ตกไปกับ อบจ. แล้วก็อยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะบางระดับ ของขยะจะมีแตกต่างกัน แต่ในพื้นที่ท้องถิ่นจะมีบางพื้นที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมด้วย จะมีปัญหาค่อนข้างมากเลยเพราะ Capacity ในการที่เขาจัดการขยะอุตสาหกรรม จะแตกต่างจากการจัดการขยะชุมชน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ทำให้เราจำเป็นต้องไปบรรจุ เรื่องนี้ไปกับแผนเรื่องสิ่งแวดล้อมของอีอีซีตั้งแต่ปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ซึ่งเราพยายามดึง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาทำงานด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ว่าในแผนตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเลยว่าในปีนี้จนถึงปี ๒๕๗๐ จะเป็นอย่างไร ผมจะขอ อนุญาตนำเสนอแผนให้ทีหลัง แต่ในตรงนี้รายละเอียดแผนเรื่องนี้จะมีการพูดประเด็นเรื่อง การจัดการขยะไว้โดยเฉพาะ🔗

ส่วนประเด็นท่านพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ถามถึงว่าตัวเป้าหมายของ สำนักงานเกี่ยวกับในเรื่องของการลงทุนหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ในการที่เราจะวัดว่าอีอีซีจะ เติบโตอย่างไร คือเนื้อหาสาระในปัจจุบันสำนักงานเรามองเป้าหมายเป็น ๓ ลำดับ คือลำดับ แรกเราพยายามจะดึงการลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่ ๓ จังหวัดเหล่านี้ให้ได้ การลงทุนที่ว่านี้คือ การลงทุนเอาเม็ดเงินจริงลงมาในพื้นที่ ซึ่งเราตั้งเป้าว่าในแต่ละปีเม็ดเงินที่เกิดจากการทำ โครงการเกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดจะปีละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕ ปีจนถึงปี ๒๕๗๐ ก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือตัวที่ ๑ เอาเม็ดเงินให้เข้ามาในจังหวัดให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราจะตามไปดูผลิตภัณฑ์มวลรวมของ ๓ จังหวัด ซึ่งเราตั้งเป้าไว้เหมือนกันว่า อยากจะให้ GPP EEC ของ ๓ จังหวัดเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมา ในเชิงสถิติ GPP ของ ๓ จังหวัดของ EEC จะโตกว่าของประเทศเสมอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราเลยตั้งเป้าเป็นในลักษณะที่จะท้าทายให้ว่าแต่ละปีโดยเฉลี่ยใน ๕ ปีของแผนอยู่ที่ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการที่จะไปวัดว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรจริง ๆ จากการมีอีอีซี เราจะใช้ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งจะดูตัวดัชนีความก้าวหน้าของคนซึ่งตรงนี้ทุกปีทางสำนักงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เก็บตัวเลขไว้ ที่ผ่านมาใน ๓ จังหวัดของอีอีซี จะเติบโตประมาณ ๑.๖-๑.๗ เปอร์เซ็นต์ เราก็ตั้งเป้าว่าทุกปีดัชนีการเติบโตในพื้นที่ ๓ จังหวัด ซึ่งมีการระบุไล่เป็นรายจังหวัดเฉลี่ยแล้วจะโตประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็จะทำให้เราวัด ทั้งในเชิงภาพใหญ่คือการลงทุน ภาพรายได้ที่เกิดขึ้นกับจังหวัด แล้วก็วัดตามความก้าวหน้า ของคนในจังหวัดเลย ส่วนในประเด็นที่ท่านพงศธรสอบถามเกี่ยวกับการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำ จริง ๆ แล้วในปัจจุบันคนที่ดูแลเรื่องการสร้างอ่างแล้วการเอาน้ำส่งไปจากอ่างหลัก ๆ จะเป็น กรมชลประทาน ซึ่งในกรมชลประทานนี่เวลาเขาสร้างอ่างเก็บน้ำเสร็จแล้วเขาจะมีเกณฑ์ในการจัดสรรน้ำ ในทุกปีกรมชลประทานจะรู้ว่ามีน้ำอยู่ในอ่างขนาดไหน อันนี้หมายถึงอ่างทั้ง ๓ จังหวัดเลย แล้วกรมชลประทานก็จะมีการกระจายน้ำไปตาม Priority โดยการจัดลำดับความสำคัญของ น้ำที่จะส่งให้ Priority ที่ ๑ ลำดับความสำคัญแรกจะส่งไปให้ภาคเกษตรก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาค เกษตรจะรับน้ำในเปอร์เซ็นต์ที่เยอะที่สุดของการได้รับน้ำไป หลังจากนั้นแล้วกรมชลประทาน จะให้น้ำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคซึ่งรวมถึงการทำประปาอะไรต่าง ๆ ได้ด้วยนะครับ🔗

ส่วนที่ ๓ ใช้น้ำไปกับการ ภาษากรมชลประทานเรียกว่าการจัดการระบบนิเวศ หลัก ๆ ยกตัวอย่างเช่น การไล่น้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง ก็จะมีการจัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ ไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาในพื้นที่มากเกินไป สุดท้ายใน Priority น้อยที่สุดจะเข้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมจะได้รับน้ำโดยเฉลี่ยแล้วไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ำ ทั้งหมด แต่หลัก ๆ ไปที่เกษตรก่อน เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่ท่านสอบถามเรื่อง โครงข่ายในการส่งน้ำภาคการเกษตร โดยปกติแล้วจะใช้ในบริเวณคลองชลประทาน แล้วก็ ในพื้นที่ซึ่งทางกรมชลประทานจะเข้าไปจัดการกับท้องถิ่นเอง เพราะว่าน้ำเพื่อใช้การเกษตร จะแตกต่างกัน เพราะท่อน้ำจะเป็นกรณีที่ท่อที่ส่งระหว่างอ่างเก็บน้ำกับอ่างเก็บน้ำ🔗

ส่วนประเด็นของท่านนพพล เหลืองทองนารา ที่เกี่ยวกับเรื่องขยะ เรื่องน้ำ เสียหรือการจัดการน้ำดี การจัดการขยะในภาคอุตสาหกรรม ผมขออนุญาตรวมตอบก็คือได้ ตอบท่านสมาชิกไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางตัวทางอีอีซีเองอยากจะให้สิ่งที่เราทำได้ดีแล้ว ทำได้ไม่ดีเป็นบทเรียนให้กับพื้นที่อื่นด้วย ผมคิดว่าหลังจากที่เราเริ่มใช้แผนแล้วก็ได้ติดตาม และประเมินผลผมคิดว่าน่าจะใช้ตอบโจทย์ได้พอสมควรในกรณีกับที่เอาไปใช้ในภาคอื่นครับ🔗

ส่วนประเด็นของท่านชวาล พลเมืองดี เกี่ยวกับเรื่องปัญหาของโรงงานการจัด Zoning หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากโรงงานที่เกิดขึ้นตอนหลังจากที่มีการประกาศ Zoning แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของความจริง เนื่องจากว่าอีอีซี คือจังหวัดอีอีซี คือ ๓ จังหวัด แล้วสำนักงาน มีอำนาจในการกำหนดผังเมืองว่าพื้นที่ไหนจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้แค่ไหน อย่างไร แต่ในการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานแล้วก็การอนุมัติการจัดตั้งโรงงานถ้าอยู่นอกพื้นที่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำนักงานดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะมีกรณีที่ท่าน ได้กล่าวถึงจริง ๆ ว่านอกเขตแม้ไปอยู่ในจังหวัดอีอีซีแต่ถ้าสำนักงานไม่ได้มีอำนาจตามไปดู มันจะมีกรณีที่หลุด แต่อันนี้ผมขออนุญาตรับไปประสานงานกับทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม อีกทีหนึ่งครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอยากจะให้ปัญหาลักษณะนี้ไม่ไปเกิดในพื้นที่อื่น ที่เราจะขยายต่อไปนะครับ ส่วนสำนักงานหลัก ๆ เราพยายามที่จะดูทิศทางแล้วช่วยกลไก ในการบริหารงานภาครัฐ คือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาแต่สำนักงานไม่ได้มีอำนาจเข้าไป ดำเนินการได้เกือบทุกอย่างตามที่ท่านเสนอมาแต่อย่างไรก็ตามเราถือว่าไม่ใช่เรื่อง แต่ในที่สุด แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคล้าย ๆ กับที่ท่านสมาชิกได้แนะนำ เราพยายามจะประสานให้เกิดผลได้ นะครับ🔗

ส่วนประเด็นปัญหาจุดตัดรถไฟที่ได้นำเสนอ ในปัจจุบันโครงการในจุดนั้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาอีไอเอเตรียมทำสะพานข้ามจุดตัด อยู่นะครับ ตรงนั้นก็จะมีกรณีดำเนินการกันต่อไป แต่ช่วงนี้รออีไอเอให้จัดการให้เสร็จก่อน ก็ขออนุญาตรับความเห็นข้อเสนอแนะท่านชวาลไปดูต่อด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองหรือความล่าช้าของผังเมืองรวมในตัว ๓๐ อำเภอจาก ๓ จังหวัดอีอีซี ซึ่งตรงนั้นก็ต้องไปขับเคลื่อนกันจริง ๆ ปัจจุบันนี้เพิ่งไปได้แค่ ๙ พื้นที่เอง ขอบคุณท่านฐากูรที่ได้ให้กำลังใจสำนักงาน ส่วนที่ท่านสอบถามว่าประกาศสิทธิประโยชน์ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้ยังรอเข้า ครม. อยู่นะครับ ตอนนี้สำนักงานพยายามจะติดตามอยู่ เพราะว่าอันนั้นจะเป็นกลไกสำคัญที่สุดเลยในการให้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีนะครับ ตอนนี้ เรารอตัวนี้มาพักใหญ่แล้วเหมือนกัน เผอิญมันมีการเปลี่ยนแปลง ครม. เรื่องเลยต้องรอเสนอ กลับเข้าไปใหม่นะครับ🔗

ส่วนประเด็นที่ท่านวุฒิพงศ์เสนอสอบถามเกี่ยวกับเรื่องปราจีนบุรี คือใน ปัญหาปราจีนบุรีนี่จะเป็นกรณี ซึ่งสำนักงานต้องดำเนินการตามกฎหมาย คือในหลักการนี่ สำนักงานเห็นด้วยกับในการที่ขยายเขต แต่ในกระบวนการจะต้องมีการออกพระราช กฤษฎีกาขยายจาก ๓ จังหวัดเดิมเพิ่มปราจีนบุรีไป ซึ่งในกระบวนการนี้อย่างที่ท่านได้ นำเสนอว่าเรามีการเตรียมการศึกษาเพื่อใช้ตอบโจทย์เพื่อให้มั่นใจว่าเชิงนโยบายปราจีนบุรี เหมาะสม แต่การที่จะประกาศแค่ปราจีนบุรีไปเฉย ๆ เรื่องยังไม่จบนะครับ เพราะว่าการที่ เราจะประกาศได้เราก็คิดถึงผังเมือง แล้วสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ใช้เวลาอภิปรายกันไปทั้งหมดใน วันนี้ เพื่อให้สามารถจัดภาพของปราจีนบุรีไปเริ่มต้นคิดไว้ตั้งแต่แรกนะครับ เพราะฉะนั้นใน กรณีนี้เราเลยจำเป็นต้องรับฟังความเห็นอีกพักหนึ่ง ซึ่งในกำหนดระยะเวลานี้เราพยายามจะ เสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีอีซี ให้ตัดสินใจใน เชิงนโยบายได้ในเดือนกันยายนนี้ แล้วก็เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาขยายเขตกันต่อไป🔗

ส่วนประเด็นของท่านกฤชก็เป็นประเด็นที่ท่านกับสำนักงานได้ทำงานด้วยกัน เสมอมา แล้วก็ในกรณีการให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่ท่านสอบถามนี่เราใช้วิธีเปิด โครงการให้วิสาหกิจชุมชนเสนอโครงการเข้ามา แล้วให้ทางคณะกรรมการพิจารณานะครับ เราจะไม่ได้เป็นกรณีที่ไปเสาะหาเอง เพราะฉะนั้นในกระบวนการโดยส่วนใหญ่เราจะมี การกำหนดเป็นรอบให้มาเสนอ ซึ่งบางครั้งพ้นรอบไปแล้ว ถ้ามาทีหลังโครงการน่าสนใจเราก็ จัดการให้ พูดง่าย ๆ ก็คือถึงแม้จะมีกำหนดเป็นรอบเวลาเสนอโครงการ แต่นอกเวลาก็ มีการเสนอต่อเนื่องมา เพราะฉะนั้นในวิธีการนี่เราจะให้วิสาหกิจชุมชนเป็นคนเสนอ แต่เราจะมีการบอกกรอบแล้วเรามีทีมงานไว้ติววิสาหกิจชุมชนให้เขียนกระบวนการ เนื่องจากคณะกลั่นกรองโครงการเรามีอยู่🔗

ส่วนประเด็นในเรื่องของการมีส่วนร่วมของกิจกรรมของ สส. ในพื้นที่ทาง สำนักงานจะดำเนินการจะพยายามเชิญท่านสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกใน ๓ จังหวัด เราค่อนข้าง Active แล้วมีข้อมูลในเชิงพื้นที่ซึ่งตัวผมเองและสำนักงาน ได้ประโยชน์จากท่านสมาชิกได้เยอะเลยในการได้ข้อมูลในเชิงลึกที่เรามาช่วยกันแก้ไขต่อไป แล้วข้อเสนออื่น ๆ สำนักงานขออนุญาตรับไปพิจารณาแล้วจะขอทำงานรอบข้างไปกับท่าน จนกว่าจะถึงรอบต่อไปมีการเสนอรายงานประจำปี ๒๕๖๗ ต่อไป ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ยังมีท่านสมาชิกยังติดใจอยู่นะครับ เชิญครับ🔗

นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ชลบุรี

ท่านประธานครับ ผม อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาต ถามท่านประธานสภาผ่านถึงคณะกรรมการอีอีซีในเรื่องรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ผมทราบข่าวมาหลายปีแล้วมีบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ประมูลไปนานแล้ว แต่ทำไมยังไม่ถึงขั้นตอน ดำเนินการทำอะไรเลยติดปัญหาอย่างไร เรียนถามท่านประธานฝากถึงคณะกรรมการครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญอีกท่านหนึ่งครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย เมื่อสักครู่ก็ขอบคุณทางคณะกรรมการที่ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการกำจัด ขยะอย่างบูรณาการแทนที่จะทิ้งให้กับท้องถิ่น อบจ. หรือ อบต. เขาทำก็คือทำเต็มพื้นที่ ของเราอย่างเป็นความรับผิดชอบของอีอีซีว่าในพื้นที่อีอีซีทั้งหมดนี่ อีอีซีจะเป็นผู้บริหาร การขยะ ผมได้หารือผ่านท่านไปสักครู่ว่าการขยะของประเทศไทยเรานี่ค่อนข้างจะเป็นปัญหา ทั่วประเทศที่รับจ้างเผาขยะเพื่อไปทำไฟฟ้านี่ ผมยังไม่เห็นจังหวัดไหนที่ประเทศไทยประสบ ความสำเร็จ แต่ในต่างประเทศเขาเผาขยะกลางกรุงโตเกียวเลย เผากลางกรุงลอนดอนเลย มันเป็นกระบวนการเผาที่พัฒนาก้าวหน้าไปคือใช้ระบบ Plasma ใช้เตาปฏิกรณ์ในการเผา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกมามันเกือบจะไม่เหลืออะไรเลยครับ ผมก็ฝากไว้ว่าอย่างน้อยอีอีซีคือ ความหวังของคนไทยในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีหรือในทุกด้านอย่างเป็นต้นแบบ ถ้าสร้าง โรงขยะระบบ Plasma ในอีอีซีได้ ผมคิดว่าก็จะเป็นแบบอย่างต้นแบบให้กับจังหวัดต่าง ๆ เดี๋ยวเพื่อนผมจากจังหวัดสงขลา ปัญหาขยะเยอะแยะมากที่นั่งอยู่ข้างผม ขยะทะเล ท่านประธานทราบไหมครับว่าที่เกาะพะงัน ทุกฤดูมรสุมทีหนึ่ง ขวดอย่างนี้ลอยมาจากระยองไปขึ้นที่เกาะพะงัน เพราะฉะนั้นขยะทะเล ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าขอบข่ายท่านน่าจะเอื้อมมือออกไปดูสักหน่อยด้วยครับ เดี๋ยวผมเรียน ท่านไว้แล้วว่าจะมีรายงานเรื่องกระบวนการกำจัดขยะ ซึ่งเพื่อนสมาชิกรออภิปรายอีกเยอะ เป็นรายงานของสภาเราเอง แต่ถ้าท่านมีโอกาส ท่านเสร็จรายงานท่านแล้วก็รอนั่งฟังสักนิดหนึ่ง เผื่อเป็นข้อคิดเห็นเผื่อไว้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจะตอบนิดหน่อยไหม รถไฟกับเรื่องของขยะ เชิญครับ🔗

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของความล่าช้า จากโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้มันจะเป็นกรณีที่หลังจากเซ็นสัญญากันตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จะมี ความล่าช้าในส่วนฝ่ายของรัฐเองในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่นะครับ แล้วก็จะมีส่วนของ เอกชนเองที่เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการตามสัญญาหลาย ๆ อย่างแล้วก็ไปติดโควิดอยู่พอดี ในช่วงระยะเวลาในช่วงปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ซึ่งในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ เป็นต้นมา เขามีความ พยายามที่จะแก้ไขเพื่อให้หลักการที่เคยมีจากสัญญาเดิมแล้วสามารถทำโครงการต่อเนื่องกัน ไป ในช่วงตั้งแต่เซ็นสัญญาจนถึงปีนี้ในระยะนี้จะเป็นกรณีซึ่งเราได้หลักการมาแล้วว่าจะต้องมี การปรับตัวสัญญาว่าลงทุนให้โครงการไปได้มากขึ้น ให้เป็นไปตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างได้หลักการไปแล้ว อยู่ในระหว่างการที่จะตกลงเงื่อนไขสัญญาที่จะแก้ไข กัน เราก็จะมีการส่งร่างสัญญาที่แก้ไขส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาร่างก่อน นำเสนอเข้าคณะกรรมการอีอีซีแล้วเข้า ครม. ต่อไปซึ่งในเชิง Timeline ที่เราคาดการณ์ไว้ ก็น่าจะเข้าคณะกรรมการอีอีซีได้ประมาณเดือนพฤษภาคม แล้วก็ส่งเสนอ ครม. ต่อไป เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าถ้าเป็นไปตามแผนประมาณกลางปีนี้ก็จะได้รับทราบว่ารถไฟ ความเร็วสูงจะเริ่มเมื่อไร ถ้าสามารถเริ่มได้ก็บวกเวลาไปอีกประมาณ ๔ ถึง ๕ ปี ถึงจะได้เริ่ม ใช้งาน ขออนุญาตเรียนมาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่มี สมาชิกท่านใดติดใจนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณครับ🔗

๓. รับทราบรายงานกิจการประจำปีงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖🔗

ด้วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ รับทราบรายงานกิจการประจำปีงบประมาณและบัญชีกำไรขาดทุนของ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้ว🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ท่านแรก ท่านเขมชาติ อภิรัชตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ท่านที่ ๒ ท่านอำนาจ เฮี๊ยะหลง รองกรรมการผู้จัดการ ท่านที่ ๓ ท่านดำรงค์ ตั้งธนากาล รองกรรมการผู้จัดการ ท่านที่ ๔ ท่านกัลยา เฉลิมโชคชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ท่านที่ ๕ ท่านเจษฎา เงินสว่าง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ท่านที่ ๖ ท่านปพัฒทรี กลางใจ ผู้อำนวยการ ท่านที่ ๗ ท่านละอองดาว ธีระรัตน์ ผู้อำนวยการ เรียบร้อยนะครับ เชิญผู้แทนหน่วยงานแถลงครับ🔗

นายเขมชาติ อภิรัชตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายเขมชาติ อภิรัชตานนท์ รองกรรมการ ผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเรียกโดยย่อว่า ธพว. หรือ SME D Bank ขอเรียนเสนอรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีบัญชี ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๔๕ ในมาตรา ๔๕ ซึ่งในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ๒๕๖๗ ของธนาคาร ธพว. เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๗ ก็มีมติรับทราบรายงานกิจการประจำปี ๒๕๖๖ และอนุมัติงบดุล งบกำไรบัญชีขาดทุนสำหรับสิ้นปีบัญชี ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบแล้ว ต่อมาที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ มีมติรับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของธนาคาร สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ ๓๑ แล้วก็ให้นำเสนอต่อ รัฐสภาเพื่อทราบ🔗

ในการนี้ ขอรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ ธพว. เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๔๕ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและกระทรวง อุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นการพัฒนา ส่งเสริม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการจัดตั้งการดำเนินงาน การขยาย หรือการปรับปรุงวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมโดยการให้สินเชื่อ การค้ำประกันร่วมลงทุน ให้คำปรึกษาแนะนำ หรือให้บริการที่ จำเป็นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ โดยมีผลการดำเนินงาน ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ ที่สรุป เป็นสาระสำคัญ ดังนี้ ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ ธนาคารมีสินทรัพย์รวม ๑๒๐,๑๘๗.๘๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ร้อยละ ๓.๔๔ ธนาคารมีหนี้สินรวม ๑๐๘,๑๐๖.๑๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓.๔๑ ส่วนของเจ้าของ ๑๒,๐๘๑.๗๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓.๖๕ รายได้รวม ๕,๙๖๙.๖๔ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๒ ค่าใช้จ่ายรวม ๔,๐๘๘.๕๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๗.๘๒ กำไรจากการดำเนินงาน ๑,๘๘๑.๑๒ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๑๒.๕๕ กำไรสุทธิ ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ อยู่ที่ ๖๑๓.๔๔ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐.๖๑🔗

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี ๒๕๖๖ ขออนุญาตสรุป ดังนี้🔗

ทางด้านสินเชื่อในปี ๒๕๖๖ ธพว. มียอดเบิกจ่ายสินเชื่อรวมทั้งสิ้น ๗๐,๖๙๕.๓๑ ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อจำนวน ๕,๘๙๘ ราย ประกอบด้วยเป็นผู้ได้รับสินเชื่อจาก ธพว. จำนวน ๗๐,๔๘๒.๔๔ ล้านบาท และเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อจากกองทุนหน่วยร่วมพันธมิตรของธนาคาร จำนวน ๒๑๒.๘๗ ล้านบาท สินเชื่อส่วนใหญ่เป็นโครงการสินเชื่อตามมติคณะรัฐมนตรี และโครงการ สินเชื่อที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หรือที่เรียกว่า BCG Model เพื่อให้ เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของ ประเทศ นอกเหนือจากสินเชื่อตามมติคณะรัฐมนตรี และโครงการที่สนับสนุนนโยบายของ รัฐบาลแล้ว เรายังมีสินเชื่อกองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ และโครงการสินเชื่อ ลดโลกร้อนตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น การปล่อยสินเชื่อของ ธพว. ในปี ๒๕๖๖ ทำให้ธนาคารมีสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ เท่ากับ ๑๐๓,๗๓๘.๓๐ ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อจำนวน ๗๗,๕๕๖ ราย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ได้จำนวน ๓๓,๖๕๐.๕๖ ล้านบาท และสามารถดูแลการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจเพิ่มในปี ๒๕๖๖ ได้อีกจำนวน ๑๒๓,๒๓๔ ราย ทางด้านการบริหารจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือเอ็นพีแอล ในปี ๒๕๖๖ ธพว. กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการสินเชื่อเอ็นพีแอล และการลด การกันสำรองเพื่อรักษาระดับ BIS Ratio ให้เป็นไปตามเกณฑ์การกำกับดูแลของธนาคาร แห่งประเทศไทย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเอ็นพีแอล รวมทั้งมีระบบ การติดตามลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ส่งผลให้เอ็นพีแอลลดลง โดย ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ ธพว. มีเอ็นพีแอลสุทธิ จำนวน ๘,๖๙๓.๗๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๘.๓๘ ของเงินให้สินเชื่อ คงค้าง โดยเอ็นพีแอลลดลงจากปี ๒๕๖๕ จำนวน ๑,๙๓๐.๓๘ ล้านบาท ทางด้านพัฒนา ผู้ประกอบการในปี ๒๕๖๖ ธพว. ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในมิติต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบริบทตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของธนาคาร โดยธนาคารได้จัดทำโครงการยกระดับความเข้มแข็ง ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ โดยการบริหารจัดการธุรกิจที่ครอบคลุมวงจรธุรกิจ อาทิ ด้านการเงิน การบัญชี ภาษี ด้านการตลาด ด้านการผลิต ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการได้ทั้งสิ้น จำนวน ๑๘,๒๘๙ ราย🔗

จึงขอเรียนสรุปรายงานผลประกอบการโดยย่อให้กับสภารับทราบรายงาน กิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกที่ติดใจจะสอบถามอยู่ ๕ ท่าน ท่านแรก ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต ๑ จังหวัดนครพนม กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านผู้บริหาร SME D Bank ที่ได้มารายงานกิจการ ในวันนี้ และขอขอบพระคุณ SME D Bank ที่ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือธุรกิจขนาดเล็กได้ลดลง ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมีผล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ ถึงอย่างไรดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงจาก ๗.๘๐ บาท หรือ ๗.๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมาก ทางธนาคารได้ลดไป ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ดอกเบี้ยก็ยังสูงอยู่ดีครับท่านผู้บริหาร SME D Bank เพราะว่าดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงแล้วเหลือ ๗.๖๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านประธานสภาลองคิดดู เราฝากเงินออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ย ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่เราไปกู้ธนาคารดอกเบี้ย ๗ บาท กว่า ผลต่างนี่สูงมาก สูงถึง ๖ บาทกว่า แล้วธนาคารก็กำไรแต่ละปีเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารจะลดดอกเบี้ยให้น้อยลง กำไรน้อยลง ผมมีความเห็นต่างว่าทางธนาคารน่าจะได้กำไรมากขึ้น เพราะถ้าดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นได้ ๑ บาท ๒ บาท หรือดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง แต่ละคน แต่ละบริษัทห้างร้านก็จะไปกู้ SME D Bank ธนาคารของรัฐเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบันนี้แต่ละธนาคารดอกเบี้ยสูงมาก หลายธนาคารโทรมา ติดต่อผมขอนัดมาพบขอให้ไปกู้ ผมไม่กู้ครับ เพราะดอกเบี้ยมันสูง นั่นคือเป็นปัญหา และคน ที่จะไปกู้ธนาคารก็คือเขาไม่ไหวจริง ๆ ไปกู้ใครไม่ได้ หรือธุรกิจเขาไปไม่ไหวไม่รอดแล้วเขา จำเป็นต้องไปต่อสู้ดิ้นรนดอกเบี้ยแพง นั่นเป็นปัญหาและทำให้เกิดหนี้สูญจำนวนมาก ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ดอกเบี้ยร้อยละ ๗ บาทกว่า ได้กำไรมากมายจากผลต่างที่เงินฝาก ดอกเบี้ยร้อยละ ๑.๕๐ บาท ต่างกันประมาณ ๖ บาทกว่าต่อปี ธนาคารกำไรมากมาย รัฐบาล ชุดนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบกระทรวงการคลังก็ได้เสนอผู้ว่าแบงก์ชาติให้ลดดอกเบี้ยลง ก็ลดแค่ ๒๐ สตางค์ นั่นคือเป็นปัญหาของสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ บริษัทห้างร้าน ร้านค้าร้าน ขาย ร้านอาหารปิดกันไปเป็นระนาว แต่ละคนเป็นหนี้สินกันมากขึ้น ผมได้ไปประชุมที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เสนอกับผู้ว่าการแบงก์ชาติและผู้บริหารแบงก์ชาติบอกว่าเป็นไป ได้ไหมท่านจะลดดอกเบี้ยเงินกู้จากร้อยละ ๗ ๗ บาทกว่าต่อปี เหลือร้อยละ ๔ บาท ผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านให้เหตุผลว่าถ้าลดดอกเบี้ยลงแล้วจะทำให้ธนาคารต่าง ๆ ไม่ปล่อยกู้ แต่ผมเห็นต่างครับ ถ้าลดดอกเบี้ยลงคนจะไปกู้มากขึ้น และดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นคนก็จะไป ฝากเงินมากขึ้น พอดอกเบี้ยเงินกู้ถูกบริษัทห้างร้านเอกชน SMEs ต่าง ๆ เขาไปทำธุรกิจเขาก็ ได้กำไร และพร้อมที่จะผ่อน พร้อมที่จะเสียดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยสูง ๆ แต่ละกิจการผมจะ เรียนท่านโดยตรง เขาสู้ดอกเบี้ยไม่ไหว แต่ละคนต้องดิ้นรน ยืมธนาคาร ยืมหนี้นอกระบบ แล้วก็ไปผ่อนดอกเบี้ยถูก ๆ หลายกิจการไปไม่รอด นั่นเป็นปัญหา รัฐบาลชุดนี้ถึงพยายาม ให้ธนาคารแบงก์ชาติ หรือธนาคารต่าง ๆ ลดดอกเบี้ย ถ้าท่านไม่ลดดอกเบี้ยลงปัญหา จะเกิดขึ้นอีกมากมาย เศรษฐกิจยิ่งจะแย่มากกว่านี้อีก เพราะว่าผมได้ประชุมกับผู้บริหาร แบงก์ชาติแล้วนะครับ หลายท่านใช้หลักวิชาการดีมากแต่ปัญหาในสังคมท่านไม่ทราบ ท่านไม่ได้ไปคุยกับลูกค้า ไม่ไปคุยกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ไม่ได้ไปคุยกับร้านค้าร้านขาย แต่ละคนนี่ ลำบาก ยิ่งต่างจังหวัดนี้เห็นได้ชัดแต่ละร้านค้าทยอยปิดกันมากมาย ผมก็เลยอยากขอฝาก ธนาคาร SME D Bank ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐบาล เราจะทำอย่างไร เราเป็นธนาคารตัวอย่าง ให้ได้ ดอกเบี้ยเงินฝากอาจจะ ๒ บาทต่อปี ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงเหลือ ๔ บาทต่อปี ท่านก็ได้กำไรเยอะแยะแล้วนะครับ เพราะอะไรครับท่านคนก็จะมาฝากเงินมากขึ้น คนกู้เขาก็จะมากู้ท่านมากขึ้นและมีเงินผ่อนสำหรับผ่อนดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ย แล้วร้านค้า ร้านขายเขาก็จะได้กำไร แล้วท่านก็จะเป็นธนาคารที่ใหญ่มหาศาลในประเทศไทย เพราะปัจจุบันนี้ธนาคารแต่ละแห่ง ยิ่งธนาคารใหญ่ ๆ กำไรปีละเป็นแสน ๆ ล้านบาท ถ้าธนาคาร SME D Bank ท่านทำแบบนี้ได้ หรือตามนโยบายของรัฐบาล ลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศไทยไปได้ดีกว่านี้แน่ เราไม่ต้องไป เปรียบเทียบกับประเทศที่เขาดอกเบี้ย ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศไทยเราเคยเป็นแบบนั้นมาแล้ว และตอนนี้เราเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา ถ้าธนาคารได้ลดดอกเบี้ยถูกลงเราก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณาจารย์ นักศึกษาภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปท่านปวิตรา จิตตกิจ เชิญครับ🔗

นางสาวปวิตรา จิตตกิจ กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ลูกเกด ปวิตรา จิตตกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงศิริราชและแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๖๖ ซึ่งดิฉัน ขออนุญาตตั้งชื่อรายงานฉบับนี้ว่ารายงานซีเอสอาร์คุณธรรมจริยธรรมค่ะ ทำไมดิฉันถึงตั้งชื่อ นี้นะคะ ก็เพราะว่ารายงานฉบับนี้พูดถึงกิจกรรมซีเอสอาร์ที่เป็นจริยธรรมและคุณธรรม มากกว่าการแก้ปัญหาหนี้สินแก่ผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs อย่างจริงจังเสียอีกค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกต ๓ ประเด็นพร้อมข้อเสนอแนะ ซึ่งถ้าหากว่าผู้ชี้แจง จะกรุณาตอบให้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ประกอบการที่กำลังรอฟังอยู่🔗

ประเด็นแรกต้องขอชื่นชมทาง SME Bank ที่บริหารรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ถึงร้อยละ ๖.๒๐ หรือประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท แต่ทว่ากำไร ๓๐๐ กว่าล้านบาทนี้ มันเป็นมรรคเป็นผลอย่างไรกับผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศคะ ที่ต้องถามเช่นนี้ เพราะว่าในรายงานของท่าน เมื่อปี ๒๕๖๖ ท่านได้ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวน ๕,๘๙๘ ราย แต่จริง ๆ แล้วเรามีจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในปีนั้นมีจำนวนถึง ๓,๒๐๐,๐๐๐ กว่าราย เท่ากับว่าท่านปล่อยเงินกู้ให้เพียงแค่ ๐.๑๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่ถึงหลักหน่วยเลย เพราะดูจริง ๆ แล้วหากสินเชื่อเพื่อธุรกิจของ SME Bank ดี จริง ๆ วันนี้ประเทศไทยเราควรจะมีผู้ประกอบการมากขึ้นกว่านี้หรือไม่คะ เราคงจะเห็นทั้ง ผู้ประกอบการหน้าใหม่ หน้าเก่าและผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่โลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจ ไม่เพียงแค่ร้านซักผ้าหรือร้านกาแฟที่ท่านยกตัวอย่างมาในรายงานฉบับนี้นะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันชวนดูผลการดำเนินงานสำคัญในปีบัญชี ๒๕๖๗ ด้านสินเชื่อโครงการตาม พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-๑๙ ดิฉันอ่านรายงานแล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียดเลยว่าดำเนินการไปอย่างไร แล้วผลการดำเนินการเป็นอย่างไรบ้าง แก้ปัญหาอย่างไร ได้ร้อยละเท่าไร ดิฉันทราบเพียงแค่ว่าวันนี้เรามีผู้ประกอบการ SMEs หลายรายทยอยปิดกิจการหรือกำลังต่อสู้อยู่กับหนี้สินทั้งหมดทั้งปวงโดยขาดการช่วยเหลือ ขาดการดูแลให้คำแนะนำเชิงรุกจาก SME Bank ที่แทบจะเป็นธนาคารของรัฐบาลไปแล้ว หากเป็นไปได้ดิฉันอยากให้แถลงเพิ่มเติมนะคะว่าการดำเนินงานของ พ.ร.ก. นี้เป็นอย่างไร และอยากให้ชี้แจงในรายละเอียดมากกว่านี้หน่อยค่ะ🔗

ประเด็นสุดท้ายดิฉันขอพูดในภาพรวมว่ารายงานฉบับนี้ที่ท่านได้รายงานมา อยากให้ท่านพูดถึงนโยบายภาครัฐและการส่งเสริม SMEs ทิศทางการดำเนินงาน บทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจแนวโน้มของไทยมากกว่านี้ค่ะ อยากให้ขยายสิ่งเหล่านี้ให้ละเอียด และรอบด้าน อยากให้พูดถึงมากกว่าประวัติของธนาคาร ผลงานของท่าน ทำเนียบผู้บริหาร หรือกิจกรรมซีเอสอาร์รางวัลที่ท่านได้รับ เพราะว่าวันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากจะทราบ เขาอยากทราบทิศทางข่าวว่าจะดำเนินการอย่างไร ผลประกอบการทาง SME Bank ที่จะ ช่วยเหลือกลับคืนไปยังประชาชนจะเป็นอย่างไร🔗

สำหรับข้อเสนอแนะที่ดิฉันอยากนำเสนอดิฉันคิดว่าบทบาทของ SME Bank จำเป็นที่สุดที่ควรจะต้องเดินหาผู้ประกอบการรายใหม่ ผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่วัยเยาว์ให้ มากขึ้นกว่านี้ และทำให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากกว่านี้ เป็นธนาคารที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับ ผู้ประกอบการของคนไทยได้มากกว่าและมีศักยภาพที่จะไปแข่งขันได้ทุกเวที เพราะโลกหมุน ไปและผู้ประกอบการไทยต้องก้าวทันโลกค่ะ ซึ่งก่อนหน้าที่ดิฉันจะมาอภิปรายดิฉันได้ทำการ เปรียบเทียบตัวธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ สำหรับ Promotion เช่น รายละเอียดวงเงินกู้ ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน คุณสมบัติของการกู้ หรืออื่น ๆ ใน Promotion เช่น เป็น Promotion ปลุกพลัง SMEs Promotion แจ๋วสุดแจ๋ว เมื่อเทียบกันก็จะเห็นว่า Promotion ของ SME Bank น่าสนใจกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ค่ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจทำไมผู้ประกอบการ ถึงเลือกกู้ SME Bank น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในท้องตลาด นั่นคือสิ่งที่ SME Bank ควรจะต้องทำการบ้านและใส่ใจในรายละเอียดในรายงานฉบับนี้ค่ะ🔗

สุดท้ายดิฉันขอถามไปยังท่านประธานผ่านไปยังทุกท่านค่ะว่ามีใครรู้จัก SME Bank บ้าง มีใครรู้บ้างไหมว่าสำนักงานของ SME Bank อยู่ที่ใด ทำอะไรบ้าง ซึ่งดิฉันมั่นใจว่า หลายท่านก็ไม่ทราบรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs หลาย ๆ ท่านก็ไม่ทราบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย จากการรายงานของธนาคาร SME Bank หรือธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยถือว่าเป็นสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการให้บริการทางการเงินกับ ผู้ประกอบการไทยรายเล็ก ในการให้สินเชื่อหรือการร่วมทุนเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่ง เงินทุนผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ไม่ได้รับการบริการจากระบบสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมการลงทุนและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และให้คำปรึกษา และบริการด้านพัฒนา ธุรกิจ สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถือว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก SME Bank ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการ ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งช่วยกระจายรายได้และลด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันหรือขาดประวัติทางการเงิน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ข้อเสียหรือข้อจำกัดของ SME Bank หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็คือ ๑. การอนุมัติสินเชื่ออาจใช้เวลานานอาจจะเป็นเพราะบุคลากรไม่เพียงพอต่อกลุ่มลูกค้า และสาขาที่ให้บริการมีค่อนข้างน้อย หาสาขาที่ให้บริการค่อนข้างยาก อยากให้ธนาคารเปิด สาขาเพิ่มอย่างเช่นปัจจุบันเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้าจะเห็นว่าสถาบันการเงินหลากสี เยอะแยะไปหมด แต่เราไม่มี SME Bank ไว้บริการพี่น้องประชาชนในห้างสรรพสินค้า อยากให้มีการเปิดสาขาเพิ่มในห้างสรรพสินค้าหรือตามอำเภอต่าง ๆ ด้วยครับ และมีเงื่อนไข การขอสินเชื่อที่ค่อนข้างยาก เข้มงวด เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการขอสินเชื่อค่อนข้างเยอะ ในการพิจารณาไม่ค่อยตอบโจทย์ครับ จำนวนวงเงินสินเชื่ออาจไม่เพียงพอต่อการขอบางธุรกิจอยากให้เพิ่มวงเงินมากกว่าปัจจุบัน Application ต่าง ๆ ยังไม่ทันสมัยอยากให้ปรับปรุงเรื่อง Application ให้ทันสมัยตรงตาม กับสถานการณ์ในปัจจุบันครับท่านประธาน ข้อดีของ SME Bank ก็คือดอกเบี้ยต่ำกว่า สถาบันการเงินทั่วไป ให้บริการสินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ส่งเสริมการพัฒนาหรือสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจขนาดย่อมหรือ SMEs มีการให้คำปรึกษา และอบรมให้ความรู้ด้านธุรกิจ ท่านประธานครับ โดยสรุปธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการ สนับสนุน ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ อย่างไรก็ตามควรมีการพัฒนา ปรับปรุง บริการให้มีความรวดเร็วและครอบคลุม มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอ ธัญบุรี ลำลูกกาและอำเภอหนองเสือ ผมขอร่วมอภิปรายรายงานกิจการประจำปีของธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเรียกว่า SME D Bank ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ นะครับ สิ่งที่ต้องชื่นชมกับธนาคาร SME D Bank ก็คือไม่เพียงแต่ให้ เงินกู้แต่ก็ยังให้ความรู้ด้วย เติมทุนคู่พัฒนาอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือให้ ความสำคัญกับ ESG หลักการ ESG นำมาใช้ดำเนินงานแล้วก็แสดงถึงความรับผิดชอบ ต่อสังคมแล้วก็มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับ SMEs แล้วก็มีการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ก็คือ เป็นดิจิทัลแบงก์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการ ช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย และสะดวกขึ้น แล้วก็ยังมีการทำซีเอสอาร์ซึ่งครอบคลุมทั้งศาสนา การศึกษา สังคมและ สิ่งแวดล้อม แต่แนวทางที่สำคัญของ SME D Bank นี้ก็คือมุ่งเน้นในการเป็นธนาคารเพื่อ SMEs ไทย อันนี้ต้องใส่ Quote ไว้นะครับ SMEs ไทย ให้บริการการเงินครบวงจร พัฒนา ขีดความสามารถ SMEs ของประเทศไทยก็คือ เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระจายรายได้ตั้งแต่ฐานรากแล้วช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงถ้า SMEs ไปต่อได้ แต่ปัญหาของธนาคารก็คือว่าธนาคารจะส่งเสื้อชูชีพให้กับคนที่ว่ายน้ำเป็น แต่จะไม่ให้เสื้อชูชีพ กับคนที่กำลังจมน้ำ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ อยู่ในคณะอนุ กรรมาธิการ SMEs อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการเอไอ ได้เจอปัญหา ได้พูดคุยกับหน่วยงาน ต่าง ๆ SMEs ต่าง ๆ ที่เข้ามา สมาคม SMEs บริษัท SMEs ต่าง ๆ เข้ามาปัญหาเดียวกันหมดเลย คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเข้าไม่ได้ เข้าถึงยาก สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เราก็เห็นว่าท่านมีโครงการ ดี ๆ ให้กับ SMEs มากมายนะครับ BCG Loan SME Speed Up Micro SME SME 3D แต่เสียงสะท้อนจากเจ้าของธุรกิจ SMEs ก็บอกว่ากู้แล้วไม่ผ่าน เงื่อนไขไม่ตรงตามกำหนดนะครับ คนที่กู้ได้ก็คือคนหน้าเดิม ๆ คนกลุ่มเดิม ๆ สมมุติท่านมีเงื่อนไขประมาณ ๑๐ เงื่อนไขเขา อาจจะเข้าเงื่อนไขประมาณ ๘ แต่อีก ๒ อันไม่เข้า เขาก็บอกเขาก็ตกแล้วนะครับ ต้องไปกู้กับ พวก Nano Finance ดอกเบี้ย ๓๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ซึ่งทำให้ต้นทุนการ บริหารงานเพิ่มขึ้นแล้วก็ไม่สามารถแข่งขันได้นะครับ ในช่วงยุคเศรษฐกิจอย่างนี้ SMEs ก็เหนื่อย เหนื่อยมากนะครับ สิ่งที่ตกหล่นเหล่านี้เมื่อเขาต้องไปกู้กับ Nano Finance ทำให้ เขาต้องทำงานหนักมากขึ้น ดอกเบี้ยมากขึ้น มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าครับถ้าท่านจะ ช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้ที่ท่านยังเข้าไม่ถึง กลุ่มที่ตกหล่นเหล่านี้ รายย่อยบางครั้งเขาไม่ได้ต้อง การเงินมากเลยนะครับ แสนหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เขาเข้าไม่ถึงนะครับ การไปกู้กับ Nano Finance หรือเงินกู้นอกระบบก็ทำให้เขาไม่สามารถไปต่อได้ เมื่อกำไรลดลงทุกอย่าง ลดลงการแข่งขันก็ทำไม่ได้เลยนะครับ ถ้าดูในรายงานของท่านฉบับนี้ท่านก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นแถมเอ็นพีแอลยังลดลงอีก ถ้าเราดูจาก ธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไปก็ถือว่า Performance ดีนะครับ กำไรเพิ่ม เอ็นพีแอลลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดีมาก ๆ เลยนะครับ แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าท่านเป็นธนาคารของรัฐและท่าน กำลังช่วยเหลือ SMEs อยู่นะครับอย่างที่ผมบอกให้ Quote ไว้นะครับว่าท่านช่วยเหลือ SMEs ไทยอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านช่วยแต่คนที่เขาว่ายน้ำเป็นมันเป็นเรื่องของ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์นี่ใครว่ายน้ำเป็น ใครมีท่าทีว่าจ่ายดอกเบี้ยได้ จ่ายเงินกู้ได้ ตามกำหนด จ่ายได้ตามทุก ๆ เดือนเขาอยากให้กู้นะครับ แต่คนที่กำลังจมน้ำดูแล้วไปไม่รอด แน่ ๆ ดูแล้วไปลำบากท่าทางจะยากเขาก็ไม่ให้กู้ อันนี้คือธนาคารพาณิชย์ แต่ภารกิจของท่าน ย้ำอีกครั้งช่วยเหลือ SMEs ไทย และสิ่งที่ผมมองกำไรของท่านเพิ่มขึ้น เอ็นพีแอลลดลง ท่านอาจจะมองว่าดีแต่ผมมองว่ามันอาจจะไม่ดี เพราะนั่นหมายถึงว่าท่านก็ให้กู้เฉพาะคนที่ จ่ายได้เช่นเดียวกัน คนที่จะเป็นหนี้เสียท่านก็ไม่ให้กู้เหมือนกัน เอ็นพีแอลท่านถึงได้ลดลง แล้วถ้าเราดูเอ็นพีแอล เราดูดอกเบี้ยเงินกู้ของปี ๒๕๖๕ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๕ เฉลี่ยเอ็มแอลอาร์ประมาณ ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ปี ๒๕๖๖ เอ็มแอลอาร์ประมาณ ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็ต่างกันประมาณ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขราว ๆ นี้นะครับ ไม่ได้เป๊ะมากนะครับ ก็หมายถึงว่าท่านให้กู้เหมือนเดิมท่านก็ได้กำไรมากขึ้นแล้ว ยิ่งถ้าท่านเรียกว่ามีเงื่อนไขมากขึ้น ให้กับคนที่กำลังจะตายท่านไม่ให้กู้ก็ยิ่งทำให้เอ็นพีแอลลดลงด้วยนะครับ อันนี้ Performance ท่านก็จะดีแล้วท่านก็จะได้โบนัสด้วย ซึ่งการวัดประสิทธิภาพการดำเนินการ เหล่านี้ผมมองว่าอาจจะเปลี่ยนได้ไหมครับ ท่านควรจะช่วย SMEs ให้มากขึ้นไหม หรือว่า การวัดประสิทธิภาพดูว่า SMEs ที่ท่านช่วยมีอัตราการอยู่รอดมากน้อยแค่ไหน การวัด ประสิทธิภาพเปลี่ยนมาเป็นดูความอยู่รอดของ SMEs ที่ท่านได้ช่วยเหลือ การเพิ่มรายได้ของ เขามากน้อยแค่ไหน การสร้างงาน การจ้างงานมากน้อยแค่ไหน และอีกอย่างหนึ่งก็คืออาจจะ ตั้งเป้าช่วยเหลือ SMEs รายย่อยแทนที่จะตั้งเป็นจำนวนเงินว่าท่านมีวงเงินในโครงการ SME D Bank อาจจะมี ๕๐๐ ล้านบาท เปลี่ยนได้ไหมครับเปลี่ยนเป็นจำนวนของผู้ประกอบการ รายย่อย ตั้งให้สูงเข้าไว้ก็ดีนะครับ แสนราย SMEs รายย่อยประเทศไทยมีประมาณ ๓ ล้านราย ถ้าเราตั้งเป้าไว้ช่วยเหลือสักแสนรายเหล่านี้ก็จะทำให้ช่วยเหลือได้มากขึ้น แล้ว SMEs เราก็จะอยู่รอดมากขึ้น แล้วอย่างที่บอกนะครับ SMEs คือฐานรากของเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจชุมชน ถ้าเศรษฐกิจชุมชนเติบโตเศรษฐกิจประเทศก็จะเติบโตไปด้วยแล้ว ท่านก็จะได้ลบล้างคำที่บอกว่า ท่านจะส่งเสื้อชูชีพให้กับคนที่ว่ายน้ำเป็นแล้วก็ไม่ให้เสื้อชูชีพ กับคนที่กำลังจมน้ำ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายรับทราบรายงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย หรือเรียกว่า SME Bank🔗

ประเด็นแรกนะครับท่านประธาน ในรายงานบอกว่าธนาคาร SMEs มีสินทรัพย์ ผมจะพูดตัวเลขกลม ๆ ผมกลัวผมจำตัวเลขไม่ได้ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายงานธนาคารตลาด การเงิน แล้วในรายงานของปี ๒๕๖๖ ธนาคาร SMEs มีรายได้ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๕ ๓๕๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ได้จากดอกเบี้ย ธนาคารที่เพิ่มขึ้นแล้วก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็ยินดีด้วยนะครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่น่าสนใจในรายงานฉบับนี้ก็คือว่ามีรายงานของธนาคาร SMEs ได้ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้แก่พี่น้องผู้ประกอบการ SMEs ตั้งประมาณ สักเกือบ ๖,๐๐๐ ราย ซึ่งสินเชื่อกระผมคิดว่ามีความน่าสนใจและกำลังจะเป็น Trend ใหม่ของช่วงนี้ก็คือว่า โครงการสินเชื่อธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผู้รับเหมา และโครงการสินเชื่อ SMEs มีทุนอุ่นใจ อันนี้ก็เป็นโครงการที่ดี เพราะว่าในปัจจุบันนี้เรื่องการ ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมโลกเรานี่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับด้านนี้มากยิ่งขึ้น มีบางประเทศเอาเรื่อง ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้มาเป็นข้อจำกัดในการซื้อสินค้าของเรา บางประเทศมีนโยบายว่าถ้า สินค้าที่ทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษเขาก็จะไม่รับซื้อ ส่วนโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องของ ผู้รับเหมาและโครงการสินเชื่อ SMEs มีทุนอุ่นใจ ผมคิดว่า ๒ ประเภทนี้ยังมีความจำเป็นที่ ธนาคาร SMEs ควรต่อสินเชื่อประเภทนี้ต่อไป ทำไมต้องต่อละครับ เพราะว่าเงินทุนด้าน สินเชื่อของโครงการนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่นักลงทุนและจะเป็นแหล่งในการที่นักลงทุน จะเข้าไปสู่แหล่งลงทุนให้แก่พี่น้องผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม รายเล็ก ๆ ที่ไม่ได้รับการ บริการจากสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ดังนั้นในประเด็นนี้กระผมขอให้ท่าน ผู้บริหาร SMEs พิจารณาต่ออายุโครงการทั้ง ๓ โครงการนี้ต่อไปอีกนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน กระผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ที่สนใจในการที่จะทำธุรกิจของตัวเองมาเยอะเลยทีเดียวในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่าทุกวันนี้ธนาคารต่าง ๆ ปล่อยสินเชื่อยากเหลือเกินครับ ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินครับ ยื่นเอกสารไปให้ธนาคารพิจารณาแล้ว พิจารณาแล้วพิจารณาอีกรออยู่นั่นละ ปล่อยกู้บ้าง ไม่ผ่านบ้าง ทำให้พวกเขาไม่มีเงินลงทุนมาสร้างธุรกิจของตัวเอง ผมจะเล่าให้ฟังนะครับว่า บางธนาคารนี่เขาจะดูบุคลิก บุคลิกของคนที่เข้าไปกู้ เดินเข้าไปใส่สูท ผูก Necktie เหมือน สส. นี่โอ้โฮมารอรับที่หน้าประตู ชงกาแฟให้กินครับ อย่างดีเลยครับ อันนี้ผมก็บอกว่ามี โครงการดี ๆ ติดต่อให้อย่างนั้นอย่างนี้ มีโครงการที่จะจัดการให้ แล้วปากถุงเท่าไร นี่คือธนาคารทั่วไปนะครับ มันเป็นเสียอย่างนี้ แล้วถ้ามีคนที่บุคลิกดีหน่อยมีเงินฝากไว้ ขอเงิน ฝากหน่อย ขอประกันหน่อยโน่น นี่ นั่น แล้วพี่น้องประชาชนล่ะ คนธรรมดา คนเดินดินธรรมดานี่ ตาสีตาสานี่ พอเดินเข้าไปใส่ผ้าถุงบอกว่าเขาต้องการอยากมีธุรกิจเล็ก ๆ ต้องการอยากจะทำ ต้องการอยากจะกู้ ก็ถามก่อนว่าคุณมีหลักทรัพย์เท่าไร คุณโน่น นี่เท่าไรก็เรื่องมากทุกที แต่ในขณะเดียวกันคนพวกนี้นี่นะครับอย่าลืมว่าเขาไปซื้อรถไถได้เป็นคันนะครับ อย่าไปดูถูก พอคุยกันไปคุยกันมาบอกว่าเขามีสตางค์ฝากให้หน่อยได้ไหมคุณยาย อย่างนี้ก็มีครับ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากจะให้เลือกปฏิบัติ อันนี้ผมพูดถึงธนาคารพาณิชย์ทั่วไปคือเล่าวันนี้ ก็คือเล่าให้เขาฟังนั่นละครับ เพราะฉะนั้นธนาคาร SMEs ของเราไม่ต้องไปเอาเยี่ยงอย่าง ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูข่าวผมได้เห็นข่าวของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ที่สุดใช่ไหมครับอยู่ที่ SME Bank ก็คือท่าน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมเรียกพบ สมาคมธนาคารไทยเพื่อให้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น เรื่องนี้กระผม เห็นตรงกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเหมือนกันนะครับ เพราะว่าธนาคารผ่อนคลายหลักเกณฑ์ แล้วปล่อยสินเชื่อให้ง่ายขึ้น นี่ละครับมันเป็นการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้นแล้วจะไป กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างการลงทุนในประเทศมากขึ้น นี่ไม่ต้องอะไรมากหรอกท่านก็เป็น SMEs ท่านก็มาถูกทางแล้วจากวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมธรรมดามาเป็นธนาคารพัฒนา กันมาตั้งแต่ปีนั้นก็จำได้เมื่อก่อนสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมครับ เติบโตมาจนถึงขั้นขนาดนี้ ก็ถือว่าโอเคแล้ว อยากจะขอเรียนกับท่านนะครับว่าผู้บริหารของธนาคาร SMEs ส่วนใหญ่ ก็เป็นผู้บริหาร ผู้ช่วยที่มาในวันนี้ ท่านลองนำนโยบายนี้ไปพูดกับพวกประธานบอร์ด หรืออะไรต่าง ๆ ให้ลองไปคิดดูก็แล้วกันนะครับว่าการปล่อยสินเชื่อคือทางธนาคารออมสิน เขาก็จะไปพิจารณาแล้วนี้นะครับ แต่ท่านรองนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ไปหมื่นบาทหรือ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อราย เป้าหมายก็คือรวม ๓๐๐,๐๐๐ บัญชี คิดเป็นวงเงิน ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท กระผมเชื่อว่าถ้าปล่อยสินเชื่อเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ และวงเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาทไม่น่าจะเป็นอุปสรรคนะครับสำหรับ SMEs ธนาคารของเราลองไปทำแบบ คล้าย ๆ กับธนาคารออมสิน นิดเดียวครับใกล้จะจบแล้ว ถ้าหากว่าพวกเรา ธนาคาร SMEs พิจารณาในการปล่อยสินเชื่อให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนที่มีความฝัน อยากจะเป็น เจ้าของธุรกิจให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน จะทำให้ธุรกิจ SMEs จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ และที่สำคัญพี่น้องผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อยนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจในชุมชน จะเป็นวิธีการที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้ ๓-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้นั่นละครับ แล้วนโยบายนี้จะเป็น การส่งเสริมสนับสนุนให้เอกชน พี่น้องประชาชนหันเอาเงินมาลงทุนนะครับ เอาเงินไปลงทุน แทนที่จะฝากไว้เฉย ๆ ดอกเบี้ยแทบไม่มีเลยก็จะดีมากยิ่งขึ้น ขอฝากธนาคาร SMEs ด้วย ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิรัช พิมพะนิตย์ เชิญครับ🔗

นายวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็มาขอพูดรายงานงบดุลและ บัญชีกำไรขาดทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SMEs จริง ๆ แล้วก็มาให้กำลังใจ เพราะว่าจริง ๆ ผมเป็นลูกค้าตั้งแต่สมัยทำธุรกิจ ตั้งแต่ที่ SMEs ยังเป็นบรรษัทอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ถนนราชดำเนิน ได้กู้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท สมัยก่อนเมื่อ ประมาณปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ผมดีใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่พูดไม่ได้ กำลังประชุมเรื่องท่าเรืออยู่ได้ ยินเสียงว่ามีประชุมเรื่อง SMEs รายงานผมก็รีบวิ่งลงมาแล้วมาลงชื่อ ต้องกราบเรียนว่าแต่ก่อน ธนาคาร SMEs ลำบากมาก เพราะการตั้ง MD ตั้งจากตัวแทนกระทรวงอยู่ประมาณ ๕ กระทรวง แล้วก็เป็นบุญคุณที่ต้องทำให้ผู้บริหารหลาย ๆ คนที่ต้องปล่อยสินเชื่อซึ่งไม่ถูกต้อง สินเชื่อนั้นทำ ให้ไม่เกิดรายได้ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นลูกค้า SMEs มาตลอด ผมเห็นใจครับ แต่วันนี้ทุกสิ่ง ทุกอย่างก็พลิกโฉมขึ้นมา กำลังใจตรงนี้สิ่งหนึ่งที่ SMEs หรือธนาคาร SMEs ทำให้ประชาชน คือการปล่อยสินเชื่อรายย่อย แต่ผมบอกว่าวันนี้ถ้าเราไม่ถนัดอย่าทำเลยครับ ให้ทำระดับ ๕๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป สมัยก่อนผมเห็นทำหมื่นหนึ่งถึง ๒๐,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าหนี้เสียผมว่า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ทำ ไม่อยากให้ช่วยคนจนนะครับ อยากให้ช่วยคนจน แต่ไม่ใช่ว่าช่วยแบบเงินกินเปล่า ต้องช่วยเขาเพื่อให้เขาพัฒนาแล้วก็เติบโตได้ พนักงาน SMEs ธนาคาร SMEs ผมว่ามีอยู่ประมาณไม่เกิน ๒,๐๐๐ คน แต่ออมสินเขามีเป็นหมื่น วันนี้ด้วยความชำนาญที่ธนาคารบางอย่าง บางออมสินที่เขาชำนาญกว่าก็เปิดช่องให้เขาทำ แต่วันนี้ที่ท่านมาถูกทางครับ สิ่งหนึ่งที่ท่านปล่อยสินเชื่อประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปจนถึง ประมาณ ๕ ล้านบาท จนถึง ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ผมก็ไม่ได้ด้วยครับ คนนี่ครับ วันนี้ ค่า Front-end Fee สำหรับธนาคารพาณิชย์หนักหนาสาหัสอยู่พอสมควร Front-end Fee บางแบงก์คิดถึง ๒ เปอร์เซ็นต์หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินกู้ ถ้ากู้ ๑๐ ล้านบาทก็ปาเข้าไป หลายแสน เพราะฉะนั้นวันนี้ SMEs ที่ช่วยชาวบ้าน ช่วยราษฎร ช่วยผู้ประกอบการ ก็ถือว่าท่านได้มาถูกทาง สิ่งหนึ่งที่อยากให้ SMEs ทำ ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้เรามีเงิน ฝาก เรามีความผูกพันกับธนาคาร SMEs ทราบว่าเมื่อมติของกระทรวงการคลังให้ SMEs เริ่มฝากเงินได้สำหรับรายที่เป็นลูกค้า แต่ผมบอกว่าวันนี้คนที่เป็นถือเงินแล้วก็เป็นลูกค้าที่ ผ่านมาที่สามารถอยากจะฝากกับ SMEs ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐก็อนุญาตให้เขาฝากด้วยเถอะ ครับไม่ใช่กู้อย่างเดียว ให้เขามีโอกาสได้ฝากบ้าง อย่างผมนี่ทั้งกระเป๋าอาจจะมีอยู่ ๓,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ผมอยากไปฝาก SMEs ความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันผมอยากไปทำ ประชาชนหลายส่วน ก็อยากไปทำที่ได้รับเงินสินเชื่อจากท่านนี่ เวลาเขาพัฒนาขึ้นไปสามารถจะปล่อยธุรกิจเขา เติบโตขึ้นมา เขาก็อยากจะไปอยู่กับแบงก์ที่เขาเติบโตกับแบงก์นั้นขึ้นมา ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงผู้บริหาร SMEs เปิดสำหรับสาขาที่มีอยู่ก็ได้ครับเปิดให้เป็นธนาคาร พาณิชย์ให้มีฝากแบงก์ด้วย มีเงินเก็บแล้วไปฝากด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้หนี้ ต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการเป็นหนี้ท่านก็ช่วยแนะนำเขาหน่อยครับ สามารถจะเป็นผู้ที่เป็นพี่ เลี้ยงเขาหน่อยครับ อย่ายึดมากเลยครับยึดไปก็ขายทอดตลาดเอาไปขายให้บริหารสินทรัพย์ ได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์หรอกครับ แต่วิธีดีที่สุดคือท่านต้องเป็นพี่เลี้ยง ท่านต้องเป็นผู้ดูแลหลาย ๆ อย่างนี่ ถ้าสมัยธนาคารพาณิชย์เขาเอาเข้า AutoCAD เข้าไปปุ๊บนี่ถ้าบวกลบ Demand Supply ไม่คู่กันเขาก็ไม่ให้กู้ แต่วันนี้คำว่า SMEs ที่ท่านมีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทยผมอยากให้ท่านเป็นพี่เลี้ยงสำหรับรายธุรกิจขนาดย่อยที่เขามี โอกาสที่จะเติบโตไปข้างหน้าเพื่อเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงชาวบ้าน เลี้ยงตัวของเขาเอง เลี้ยงสิ่ง หนึ่งสังคมด้วย ผมก็ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าด้วยความผูกพันกับธนาคาร SMEs และหวังพึ่งว่าธนาคาร SMEs จะเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทย และให้กำลังใจหนี้ เสียเก่า ๆ ก็ขายให้มันหมด ๆ เสร็จแล้วก็มาเริ่มใหม่ ผมกราบขอบคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม ท่านครับ วันนี้ผมเองขอที่จะร่วมในการพูดถึง SME D Bank ซึ่งธนาคารแห่งนี้นี่นะครับเราก็ทราบกันดีอยู่ว่าก็ได้จัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ. ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ถ้าจำไม่ผิด เพราะผมเอง แม้ว่าผมค่อนข้างจะห่างไกลจาก SMEs แต่ว่าผมก็สนใจเพราะว่ามันเป็นมิติใหม่ที่ตั้งแต่ผม เป็นรุ่น ๆ แล้ว ผมมีความรู้สึกว่าธนาคารนี้น่าสนใจนะ มันไม่เคยเหมือนแบงก์พาณิชย์ทั่ว ๆ ไป แล้วผมก็คิดว่าอย่างไรผมต้องพยายามหาข้อมูล แต่ว่าจนแล้วจนรอดก็ทำให้ผมไม่ค่อยจะได้ ข้อมูล ไม่ใช่เป็นเพราะว่าธนาคารนี่ไม่ได้กระตือรือร้นในการจะประชาสัมพันธ์นะครับ แต่เป็นข้อบกพร่องของตัวผมเองที่ว่าไม่มีเวลาในการที่จะไปศึกษา SMEs เท่าไร ท่านครับ ในของท่านนี่ผมดีใจมากที่ท่านเปิดกว้าง อันนี้เอาตามที่ท่านโฆษณาไว้ที่ผมเห็นตามโทรศัพท์ ท่านให้โอกาสทุกอย่าง ให้โอกาสหลาย ๆ อย่าง หนี้นอกระบบเอย การรวมหนี้มาเป็นก้อนเดียว เอยอะไรเอยหลาย ๆ อย่างนะครับ หรือแม้แต่ว่าการที่ท่านมีโครงการที่จะปล่อยกู้สำหรับคน ในทุกสาขาอาชีพ ผมเห็นแล้วเริ่มต้นของเม็ดเงินที่จะกู้อัตราดอกเบี้ยแล้วก็เวลาผ่อนชำระ ผมถือว่าเป็นอะไรที่ท่านยืดหยุ่นแล้วท่านก็ให้โอกาสกับคนจำนวนมากเลยนะครับ ท่านครับ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะขอคำชี้แจงขอคำอธิบายจากท่านหน่อย ก็คืออย่างนี้ผมเอง เป็นคนพิษณุโลก เป็นคนพรหมพิรามถ้าว่ากันตามตรง อาชีพส่วนใหญ่ในพื้นที่ของจังหวัด พิษณุโลกหรือแม้แต่ภาคเหนือตอนล่าง เราทำเกษตรเป็นหลักนะครับ ปลูกข้าวเอย อ้อยเอย มันสำปะหลังอะไรพวกนี้ แล้วก็ในช่วงเวลาหนึ่งในการบริหาร บ้านเมืองนี้ก็มีการกำหนดให้มีการทำเรื่องเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งเกษตรแปลงใหญ่เท่าที่ผม สดับตรับฟังมา สมาชิกที่อยู่ในกลุ่มนาแปลงใหญ่เขา Happy ทุกคน เพียงแต่ว่าในเรื่องของ เงินทุนนี้แม้ว่ารัฐบาลจะ Support รัฐบาลจะให้เครื่องไม้เครื่องมือ ให้เครื่องจักรราคาแพง แต่ว่ามันก็ยังไม่ครบวงจรในการที่เขาจะไปดำเนินกิจกรรมของเขาเพื่อที่จะสร้างตัวเกษตร ของเขาให้เข้มแข็ง เพราะฉะนั้น SMEs ผมเองผมไม่รู้ว่าท่านมีการส่งเสริมในเรื่องของ เกษตรกรในรูปแบบของไม่ว่าจะนาแปลงใหญ่หรือเกษตรกรรายย่อยมากน้อยแค่ไหน ผมเอง ก็อยากจะให้ท่านช่วยบอกผมหน่อย แล้วก็ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ถ้าท่านมีผมอยาก ให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงหน่อย ให้ประชาชนได้เข้าถึงในสิ่งที่ท่านมีโครงการ ผมถือว่า สิ่งที่ผมเห็น ๆ มาอย่างที่ผมบอกว่าทั้งระยะเวลา ทั้งดอกเบี้ย ทั้งอะไรทั้งหลายท่านให้โอกาส มาก เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ท่านเอื้อมไปตรงนี้แล้วยิ่งตอนนี้สภาพของราคาพืชผลทาง การเกษตรนี้ค่อนข้างจะตกต่ำ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เกษตรกรต้องการก็คือเรื่องเงินทุน ถ้าท่านสามารถที่จะ Support เขาได้ จริง ๆ ในเรื่องของธนาคารดีเด่นทางด้านคุณธรรม ไม่ไปไหนหรอกครับอยู่ที่ท่านนี่ละจริง ๆ นะครับ เพราะบางทีรัฐบาล ผมเข้าใจผมเห็นใจ รัฐบาลคือดูแล้วรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายมาก ปี ๆ หนึ่งแม้จะมีเงิน ๓-๔ ล้านล้านบาท แต่ว่าใน ๓-๔ ล้านล้านบาทนั้นมันก็มีสิ่งที่ต้องไปพัฒนาหลายอย่าง หลายแขนง ไม่สามารถที่จะหยุด การพัฒนาไม่ว่าจะด้านใดด้านหนึ่งได้ แม้ว่าใจจริงรัฐบาลเราอยากจะให้ทุ่มให้ทางเกษตร มากเลย ถามว่าอยากให้ข้าวราคา ๑๕,๐๐๐ บาทไหม อยากสิครับทำไมจะไม่อยาก อยากให้ ปุ๋ยราคาเหลือแค่ ๕๐๐-๔๐๐ บาทไหมครับ ก็อยาก อยากทั้งนั้นละครับแต่ว่ารัฐบาลไม่มีทุน พอ ไม่มีเม็ดเงินพอที่จะไป Support ที่จะทำให้ราคาปุ๋ยหรือดึงราคาข้าวได้ขนาดนั้น แล้วยิ่ง ปัจจุบันนี้การเกษตรของไทยต้นทุนมันสูง อินเดียเอย ปากีสถานเอย เวียดนามเอย ต้นทุน ในการเพาะปลูกข้าวตกไร่หนึ่งเพียง ๒,๐๐๐ กว่าบาท แต่ของไทยเรา ๔,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ กว่าบาท ๕,๐๐๐ บาทด้วยซ้ำ โดยเฉพาะข้าวนาปรังต้นทุนจะแพงกว่านาปี เพราะฉะนั้นรัฐบาลสมมุติจะให้เกษตรกรเรียกร้องว่าอยากได้ราคาข้าวแพง ๆ ใช่ไหมครับ จะให้นายกรัฐมนตรีไทยโทรไปหานายกรัฐมนตรีอินเดียว่า อ้าว You อย่าขายแพงได้ไหม เขาก็จะได้หัวเราะตายสิครับ ก็ของคุณอยากต้นทุนแพงเองทำไม เพราะฉะนั้นในใจของ รัฐบาล รัฐบาลอยากช่วยอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเราก็จำกัดด้วยหลาย ๆ ด้าน แล้วก็มีกฎหมาย ระหว่างประเทศเรื่องกีดกันการค้าอีก ทีนี้ในส่วนนี้ผมเองก็หวังที่อยากจะพึ่งทาง SMEs นี่ละครับ ที่จะให้ SMEs ได้ช่วยเกษตรกร ได้ช่วยรัฐบาลด้วย แล้วก็ได้ช่วยเกษตรกรในการหาทุนหา รอนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพราะดูแล้วสิ่งที่อัตราดอกเบี้ยที่ท่านเขียน ๆ ไว้ตาม Application ต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลืออาชีพโน้นอาชีพนี้ตกแล้วต่อปี ๒.๑๖ บาทบ้าง ๓ บาทกว่าบ้าง กับ ธ.ก.ส. นี่บอกเลยนะครับเป็นธนาคารของรัฐที่จัดตั้งขึ้น วัตถุประสงค์เงินก้อนแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรแต่ไป ๆ มามาระยะหลังนี้มันเหมือน เป็นการค้าดอกกับเกษตรกร การผิดนัดแป๊บเดียวจาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปยันเพดานเลย สูงสุด ผมคิดว่าของท่านไม่น่าจะโหดร้ายขนาดนี้แต่ผมก็ไม่รู้นะครับ ผมก็พูดไปตามประสา ของคนที่เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรอย่างใจจริง เพราะฉะนั้นแล้วผมเองก็อยากจะขอให้ท่านได้ เอื้อมไปดูในเรื่องของเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเกษตรแปลงเล็กแปลงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนา เป็นพืชไร่ เป็นยาสูบ เป็นอะไรก็แล้วแต่ เป็นประมงเป็นอะไรอย่างนี้ อยากให้ท่านช่วยหน่อยเถอะครับ เพราะว่าท่านก็มีทุนรอนมากพอสมควรที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในยามที่เขาทุกข์ยากได้ ขอฝากไว้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญธนาคารชี้แจงครับ🔗

นายเขมชาติ อภิรัชตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

เรียนท่านประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กระผม เขมชาติ อภิรัชตานนท์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ในนามธนาคารต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านในความคิดเห็น ข้อห่วงใย คำแนะนำ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ และที่สำคัญคือสมาชิกที่ให้กำลังใจในทีมพนักงานแล้วก็ธนาคารมานะครับ ก่อนที่จะชี้แจง ในข้อคำถามต่าง ๆ ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมให้ข้อมูลเพิ่มอีกสักเล็กน้อย ผมอยากเรียนว่า พัฒนาการของธนาคารนี้ตั้งแต่ก่อตั้งเราเป็นหน่วยงานราชการภายใต้สังกัดกระทรวง อุตสาหกรรมนะครับ แล้วก็ยกระดับมาเป็นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือเรา เรียกว่า บอย. เมื่อปี ๒๕๓๔ ทั้งนี้ในปี ๒๕๔๐ ประเทศเราเกิดวิกฤติค่าเงิน ก่อให้เกิด ผลกระทบอย่างรุนแรง ธุรกิจต่าง ๆ นั้นได้รับผลกระทบหมดโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังก็เห็นว่าประเทศ เราควรที่จะมีการยกระดับดูแลกลุ่มวิสาหกิจจึงจัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในปี ๒๕๔๕ ตามที่ทุกท่านได้รับทราบนะครับ สำหรับนโยบาย นับตั้งแต่การจัดตั้งมา กระทรวงอุตสาหกรรมนี่ก็ให้นโยบายเป็นหลักเลยก็คือให้การพัฒนา ตรงนี้ต้องเน้นย้ำว่าเราเน้นเรื่องการพัฒนาช่วยเหลือผู้ประกอบการ แล้วก็เติมทุนจะมาอีก ครั้งหนึ่งเมื่อผู้ประกอบการสามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจดำเนินธุรกิจได้แล้วเราจึงให้เงิน อาจจะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ซึ่งธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ นี้ก็อาจจะให้เงินทุนเป็น หลัก แต่ว่าในส่วนของธนาคารรัฐวิสาหกิจซึ่งเราเป็นกลไกของรัฐบาล เราก็เห็นว่าถ้าเราจะทำ ให้วิสาหกิจเกิดความยั่งยืน ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องมีความรู้ด้านต่าง ๆ อันนี้ต้องมาก่อน เราถึงจะเติมทุนให้ ทั้งนี้หลังจากที่เราก่อตั้งธนาคารนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มาแล้ว สักปี ๒๕๕๐ ตอนนั้นธนาคารพาณิชย์ก็ไม่สามารถที่จะปล่อยรายใหญ่ ๆ ได้จึงหันมาปล่อย SMEs กัน เกือบทุกธนาคารพาณิชย์เลย ก็จะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการสามารถที่มีช่องทางในการเติมทุน ไปที่ธนาคารพาณิชย์ได้เป็นหลัก อันนั้นก็จะช่วยในส่วนของประเทศชาติ แต่สิ่งสำคัญ ที่ธนาคารพาณิชย์อาจจะแตกต่างกับธนาคารรัฐนะครับ เขาก็ดูความเสี่ยง ธนาคารพาณิชย์ ก็จะถามหาเรื่องหลักประกันก่อนเป็นสำคัญเลย คือถ้ามีหลักประกันแล้วถึงแม้ว่าจะปล่อย สินเชื่อแล้วเสียหายแค่ไหน ธนาคารพาณิชย์ก็ไม่เสียหายเพราะว่าสามารถที่จะดำเนินการกับ หลักประกันได้ ณ ถึงในช่วงเวลานั้นในส่วนของธนาคารรัฐเราก็เปลี่ยนนโยบายนะครับว่า ในเมื่อผู้ประกอบการที่มีความเป็นไปได้ มีหลักประกันสามารถมีธนาคารพาณิชย์เข้าไป รองรับได้แล้ว กลุ่มเปราะบางที่สุดก็คือกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ที่เกิดใหม่ไม่มีหลักประกัน ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ อันนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยของเราถือว่าเป็นภารกิจอันสำคัญที่จะยกระดับ กลุ่มเหล่านี้นะครับ สิ่งสำคัญในการขาดหลักประกันเราก็ได้ร่วมมือกับบรรษัทประกัน อุตสาหกรรมสินเชื่อขนาดย่อม หรือเราเรียกว่า บสย. เข้าไปเติมเต็มก็สามารถที่จะช่วยเหลือ ให้กับผู้ประกอบการที่ขาดหลักประกันได้นะครับ อีกส่วนหนึ่งคือเราได้ขยายความร่วมมือไป ยังหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ของเราที่จะสร้างให้เกิดความเข้าถึงแหล่งเงินให้รู้จัก SMEs มากยิ่งขึ้น ก็ผ่านสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ทีนี้ในการดำเนินการในส่วนของธนาคารเรายังมีเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัด บางอย่างที่ทำ ให้การดำเนินงานของธนาคารอาจจะไม่ยังไม่เป็นที่พึงพอใจกับประชาชนในภาพรวม ผมขออนุญาตเรียนในส่วนเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดสัก ๔-๕ ประเด็นครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือ ธพว. ธนาคารเราไม่ได้รับเงินฝากลูกค้ารายย่อย ถามว่า การไม่ได้รับเงินฝากลูกค้ารายย่อยแล้วประสบอะไรกับธนาคารเพราะว่าเราไม่มีต้นทุนต่ำ เพราะว่าธนาคารเอกชน ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารรัฐอื่น ยกเว้นธนาคาร SME Bank ทุกแห่งรับเงินฝากจากเอกชน ซึ่งทุกท่านก็คงรับทราบอยู่แล้วอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออม ทรัพย์ประมาณ ๐.๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ SMEs ไม่มีต้นทุนต่ำ มันก็เลยกระทบมา ในหลายส่วน แล้วธนาคารนำเงินตรงไหนที่มาปล่อยกู้ ธนาคารต้องไปออกพันธบัตรโดยให้รัฐบาล ค้ำประกัน สิ่งที่เราได้ถูกที่สุดก็เป็นธนาคารค้ำประกันนี่ เป็นพันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ย ที่ออกจำหน่ายก็ ๒.๐๘ - ๒.๓๐ อันนี้เป็นต้นทุนเลยครับที่เรามีความต่างจากธนาคารรัฐอื่น และธนาคารพาณิชย์ ในกรณีอีกส่วนหนึ่งในเมื่อเงินที่เราจะมาปล่อยนี่ไม่เพียงพอให้กับ ผู้ประกอบการที่มีความต้องการ เราก็ยังต้องไปออกพันธบัตรที่ไม่มีผู้ค้ำประกัน อัตรา ดอกเบี้ยก็สูงไปจนถึง ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็นำพามาซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ท่านสมาชิกได้มีความ กังวลใจว่าทำไม SME Bank อัตราดอกเบี้ยสูง ในที่ธนาคารประกาศไปแล้วถ้าท่านลองไป สังเกต ถ้าเราเทียบธนาคาร SMEs กับธนาคารพาณิชย์ ธนาคาร SME Bank ไม่ได้กำหนด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์เลย ทั้ง ๆ ที่ธนาคารนี่โอกาสมีเงื่อนไขอันจำกัด คือเราไม่มีต้นทุนที่ต่ำ เราไม่มีเงินฝากจากภาคประชาชนรายย่อยที่ได้อัตราดอกเบี้ยถูก ๆ เราไม่มี อันนี้เราก็พยายามจะมาบริหารจัดการในส่วนของเรา🔗

เรื่องที่เป็นข้อจำกัดอีกส่วนหนึ่งคือธนาคารตั้งแต่ก่อตั้งมาเรากำหนดว่า ในส่วนอุตสาหกรรมนี่ ในเมื่อภาคธุรกิจคือธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าไป Support ผู้ประกอบการที่สามารถจะดำเนินการได้แล้วนี่ เราไม่พยายามไปทำธุรกิจแข่งขัน เพราะฉะนั้นธนาคาร SME Bank เลยกำหนดว่า ๑ สาขา มีแค่เพียง ๑ จังหวัดเท่านั้นเอง โอกาสที่จะทำให้เกิดความครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการที่อยู่ในตำบลอำเภอ อันนี้ยังขาด ซึ่งธนาคารเรารับทราบ แล้วก็พยายามที่จะปรับปรุงโดยวิธีการที่เราสวนทางกับเอกชนแล้ว ตอนนี้ ธนาคารพาณิชย์ตอนนี้เริ่มปิดสาขาใช่ไหมครับ แต่ธนาคาร SME Bank ทุกวันนี้ เรามีจังหวัดละ ๑ สาขาเท่านั้น สิ่งที่เราจะเพิ่มลูกค้าได้เราก็เพิ่มไปตามนี้ละครับ หน่วยงาน พันธมิตรต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการเข้าไปใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการรับรองคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น การสร้าง Packaging ต่าง ๆ ตามมหาวิทยาลัย สถาบันต่าง ๆ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ แห่งประเทศไทย หรือ DEPA หรือหน่วยงานอื่น ๆ ก็ตาม เราก็ได้ไปทำคู่ความร่วมมือว่า ในเมื่อผู้ประกอบการที่ไปพบเพื่อออกข้อกำหนดอะไรต่าง ๆ นี้หรือขอมาตรฐานใด ๆ ก็สามารถที่จะขอสินเชื่อจาก SMEs ได้ อันนี้เป็นแนวทางของเราทางหนึ่ง อีกทางหนึ่ง ธนาคารก็ได้มีการพัฒนาระบบ Core Banking เพื่อที่จะให้โอกาสประชาชนที่อยู่นอก เครือข่าย นอกจังหวัดสามารถเข้าถึงโดยผ่าน Mobile ผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็ถือว่า เป็นแนวการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเราอยู่แล้ว🔗

ในส่วนที่ ๓ ที่มันเป็นข้อจำกัดของเราก็คือว่าการปล่อยวงเงินกู้ด้วยเราเห็น ข้อจำกัดว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยรายใหญ่ได้ ธนาคาร SME Bank ก็ถูกจำกัดว่าเราปล่อย สินเชื่อไม่เกิน ๑๕ ล้านบาท ตอนนี้หลังจากที่เราพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานเรา ก็ต้องขอขอบคุณกระทรวงการคลังก็ได้ขยายวงเงินเพิ่มจาก ๑๕ ล้านบาทเป็น ๕๐ ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นข้อจำกัดก็คือว่าในการปล่อยสินเชื่อในลักษณะ ที่เป็น SMEs นี่ระยะเวลาไม่สามารถปล่อยระยะยาวได้แบบเงินกู้ เหมือนกู้ Housing ได้ Housing อาจจะปล่อย ๓๐ ปี ๔๐ ปี แต่ว่าถ้าเป็นธุรกิจนี่ SMEs เราปล่อยสูงสุดได้แค่ ๑๐ ปี เพราะฉะนั้นจะสังเกตว่าลูกค้าที่อยู่ในธนาคารดูแลนี่อาจจะจำนวนไม่เยอะ เพราะว่า จำนวนที่เข้ามานี่มันออกเร็ว คือ ๑๐ ปีก็ชำระหมดเสร็จสิ้นแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่ ๒ คือผู้ประกอบการที่มีความรู้ความสามารถที่ได้เงินทุนเราไปแล้วนี่บางรายอยู่ไม่ถึง ๑๐ ปี พออยู่ไม่ถึง ๑๐ ปีเสร็จ เขาต้องการวงเงินที่เพิ่มขึ้นธนาคารไม่สามารถที่จะตอบสนอง ความต้องการของผู้ประกอบการได้ ผู้ประกอบการเหล่านั้นก็มีการ Refinance ไปที่ธนาคาร พาณิชย์อื่นที่สามารถให้วงเงินสูงขึ้นได้ เพราะฉะนั้นในส่วนของ SME Bank ตั้งแต่เราได้รับ นโยบายมาเราพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบริบทเราให้เข้ากับนโยบายของรัฐบาล และข้อจำกัด ที่เป็นข้อสุดท้าย SME Bank เป็นธนาคารของรัฐอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ได้ต่างจากธนาคารพาณิชย์เลย โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยง หลายท่าน ท่านสมาชิกอาจจะบอกว่ามากู้ยาก ทำไมมีเงื่อนไขเยอะ เราก็บริหารความเสี่ยงเหมือนกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กำกับธนาคารรัฐ ไม่แตกต่างกับกำกับธนาคารพาณิชย์ การเสี่ยง ที่เพิ่มขึ้นก็นำมาซึ่งเอ็นพีแอลของธนาคารที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการกันสำรอง ที่เพิ่มขึ้นแล้วรวมไปถึงหน้าที่ในการกำกับของคณะกรรมการธนาคารและฝ่ายบริหาร ที่จะต้องสร้างรัฐวิสาหกิจนี่ไม่ให้เป็นภาระต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ส่วนที่ผม ได้เรียนมา อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเรามีข้อจำกัดในการดำเนินการ แต่ ธพว. ก็ยังมีความมุ่งมั่น ที่จะเป็นธนาคารเพื่อ SMEs ไทย แล้วก็พร้อมเป็นกลไกของภาครัฐในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง จึงเรียนมาเพื่อทราบข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับข้อคำถามและข้อห่วงใยจากท่านสมาชิก ผมขออนุญาตให้ท่านรองที่เกี่ยวข้องเป็น ผู้ชี้แจงนะครับ เชิญครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายดำรง ตั้งธนากาล รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกทุกท่านครับ ในส่วนของผม จะขออนุญาตนำเรียนทางด้านของข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนทางด้านของการให้ความช่วยเหลือ ทางด้านของโควิด-๑๙ ในช่วงของปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา โดยในช่วงของโควิดที่เกิดขึ้นเป็นภาระหน้าที่ ทางด้านของ ธพว. ของเราเพราะว่าเราเป็นแบงก์รัฐในการที่มีความจำเป็นในการเข้าไปให้ ความช่วยเหลือทางด้านของ SMEs ทางด้านของโควิดเองที่เกิดปัญหาขึ้นมานี่ เราจะแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกส่วนที่เป็นทางด้านของลูกค้าเรา เราเข้าไปให้ความช่วยเหลือในด้านของการลด ภาระของการผ่อนชำระลง ในส่วนนี้เราให้ความช่วยเหลือไปในช่วงของปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๖ รวม ๘๓,๕๒๔ ราย เป็นเงินอยู่ประมาณ ๑๔๕,๒๔๗ ล้านบาท โดยการเข้าไปให้ความช่วยเหลือก็ส่งผล ได้ส่วนหนึ่งก็คือลดภาระ เพิ่มสภาพคล่องให้กับทางด้านของกิจการที่เป็นทางด้านของ SMEs นอกจากการให้เข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของหนี้เดิมแล้วเรายังมีการเติมเงินเพิ่มเติมผ่านโครงการ ทางด้านของ พ.ร.ก. ทางด้านของแบงก์ชาติที่ออกมา เราเติมเงินเข้าไปให้กับลูกค้าประมาณ ๑๓,๐๐๐ ราย เป็นเงินประมาณ ๓๑,๖๐๐ ล้านบาท จากการที่เราผ่อนปรนในเรื่องของการ ชำระหนี้กับเติมเงินก็ส่งผลให้ทางด้านของหนี้เอ็นพีแอล ทางด้านของ ธพว. เรานี้ลดต่ำลง จากประเด็นดังกล่าวในเรื่องของปัญหาเรื่องของโควิด-๑๙ ที่เกิดขึ้นนี้ ทางด้านของ ธพว. เอง เราเองก็มีการปรับตัว จากเดิมทางด้านของหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องของการบริหาร Portfolio เรามีหน้าที่ในการที่จะดูแลติดตามหนี้ เราปรับเปลี่ยนบทบาทของทางแบงก์ของ เราให้เจ้าหน้าที่นี้ปรับเปลี่ยนเป็นที่ปรึกษาธุรกิจในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มค้าง ชำระเป็นที่ปรึกษาของลูกค้าทุก ๆ ราย เมื่อเริ่มค้างชำระก็ส่งผลให้หนี้ส่วนหนึ่งเราเข้าไป ช่วยเหลือทันกาล ทำให้หนี้ไหลตกชั้นลดลง🔗

ส่วนตัวที่ ๒ เลยก็คือเราสร้างระบบของการเข้าถึงผู้ประกอบการ เช่น เรามี ทางด้านของแพลตฟอร์มที่จะให้ทางด้านของผู้ประกอบการเองสามารถยื่นความจำนงในการ ขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผ่อนปรนเงื่อนไขของการชำระหนี้ได้ ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง🔗

ส่วนตัวที่ ๓ เลยเราก็ปรับเปลี่ยน แล้วก็เพิ่มระบบของการตรวจเยี่ยมกิจการ เราเพิ่มระบบของการเข้าไปตรวจเยี่ยมทางด้านของกิจการผ่านโครงการ SME D Bank ให้ใจที่เราทำพร้อมกับเข้าไปประเมินสถานะทางด้านของกิจการนี้ทำให้เรารับทราบถึงปัญหา ทางด้านของลูกค้า ทางด้านของ SMEs ว่ามีปัญหาทางด้านไหน แล้วเราก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือ จากเหตุผลต่าง ๆ ที่เราปรับเปลี่ยนในเรื่องของระบบที่ให้สร้างการเข้าถึงที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับเปลี่ยนบทบาททางด้านของเจ้าหน้าที่ของเราเองเป็นที่ปรึกษาธุรกิจก็ส่งผลให้ ทางด้านยอดหนี้ของทางด้านเอ็นพีแอลลดลงอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นในด้านของการบริหาร หนี้เอ็นพีแอล สำหรับในเรื่องของการให้สินเชื่อ Port ทางด้านของ ธพว. เรา เรามุ่งเน้น ปล่อยสินเชื่อให้กับทางด้านของ SMEs ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับสถาบัน การเงินอื่นได้ โดยเราเติมเต็มในส่วนของแหล่งเงินทุนโดยไม่มุ่งเน้นการใช้หลักประกัน เป็นหลัก โดย Port ของแบงก์เรามีสัดส่วนการใช้ทางด้านของ บสย. อยู่ประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เล็กน้อย ส่วนที่มีทางด้านของหลักประกันหรือว่าเป็นตัวอื่นก็จะมีไม่มากเท่าไร โดย Sizing ทางด้านของผู้ประกอบการเรามุ่งเน้นทางด้านของผู้ประกอบการรายย่อย เสียส่วนใหญ่ ก็คือถ้า Portfolio ของเรานี้ถ้ามีวงเงินอยู่ประมาณไม่เกิน ๑ ล้านบาท เรามี สัดส่วนจำนวนรายสูงถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนวงเงิน ๑-๓ ล้านบาทอยู่ประมาณ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นการตอบโจทย์ทางด้านของผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นรายย่อย ที่ไม่สามารถจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับสถาบันการเงินอื่นได้ ส่วนประเด็นในเรื่องของการที่เรา จะให้บริการในเรื่องของข้อ Comment หรือข้อเสนอแนะในเรื่องของการใช้เอกสารหรือ การให้บริการต่าง ๆ ในส่วนตรงนี้ทางด้านของ ธพว. เรามีช่องทางในการที่จะสื่อสารมายัง ทางด้านของ ธพว. เราให้ปรับปรุงอะไรต่าง ๆ มีมากถึง ๙ ช่องทาง อย่างเช่น Call Center หรือเฟซบุ๊ก หรือ LINE ต่าง ๆ ประกอบกับเมื่อลูกค้าเป็นลูกค้าทางด้านของ ธพว. เราแล้ว หรือก่อนที่จะเป็นทางด้านของลูกค้าเรา เราจะมีการสำรวจความพึงพอใจตั้งแต่ก่อนเริ่มใช้ บริการ ระหว่างการใช้บริการ และสุดท้ายก็คือในช่วงที่ใช้บริการแล้วก็คือการเบิกเงินกู้ไป แล้ว ก็คือผลสำรวจส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ประมาณสัก ๔ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจากเต็ม ๕ เปอร์เซ็นต์ก็จะขออนุญาตท่านประธานนำเรียนทางด้านของข้อมูลจะเพิ่มเติมในส่วนนี้ครับ ต้องกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ไม่มีท่านใดชี้แจงแล้วนะครับ มีท่านสมาชิกติดใจไหมครับ เรียบร้อยนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใด ติดใจที่จะซักถามก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ขอบคุณหน่วยงาน ขอบคุณทุกท่านนะครับ🔗

๔. รับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕🔗

ด้วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ รับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕🔗

ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ และให้ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้ว🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงนะครับ ท่านแรก ท่านแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ท่านที่ ๒ ท่านราภรณ์ พงศ์พนิตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครอบครัว ท่านที่ ๓ ท่านกุรุพิน สิงห์น้อย ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านสตรี ท่านที่ ๔ ท่านกฤษฎี บุญสวยขวัญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ ท่านที่ ๕ ท่านกรณรงค์ เหรียนระวี นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว เชิญหน่วยงานแถลงครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

กราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ขอรายงานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรง ในครอบครัวสำหรับการรายงานตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วย ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งได้จัดทำรายงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการรายงานจะมีทั้งหมด ๔ ส่วน🔗

ส่วนแรก เป็นข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรง ในครอบครัว ปี ๒๕๖๕ ซึ่งรวบรวมมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ๑๕ หน่วยงาน อาทิเช่น สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือศูนย์พึ่งได้ กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ๑๓๐๐ มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเพื่อนหญิงสภาทนายความเป็นต้น ขออนุญาตยกตัวอย่างข้อมูลที่จะนำเสนอจาก ๒ หน่วยงาน หน่วยงานแรก คือข้อมูลจากกระทรวง สาธารณสุข ในปี ๒๕๖๕ มีผู้เข้ารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาล ๕๓๕ แห่ง ๑๖,๘๙๐ ราย หรือเฉลี่ย ๔๖ รายต่อวัน เพศที่ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุดคือ เพศหญิงคิดเป็นร้อยละ ๘๙.๔๕ รองลงมาคือ เพศชาย และเพศทางเลือก และอื่น ๆ ตามลำดับ ผู้ที่ถูกกระทำมากที่สุดจะอยู่ ในช่วงอายุ ๑๐ ปี และไม่เกิน ๒๐ ปีคิดเป็นร้อยละ ๓๖.๔๘ สำหรับปัจจัยของการกระทำ ความรุนแรงมากที่สุด ก็คือเรื่องของสัมพันธภาพระหว่างสมาชิก ในครอบครัว และประเภท ของการกระทำความรุนแรงมากที่สุด ก็คือด้านร่างกาย จากข้อมูลของกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว ตามฐานข้อมูล Violence ในปี ๒๕๖๕ ได้รับการส่งต่อมาจาก หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความ รุนแรงในครอบครัว ๒,๐๒๕ เหตุการณ์ ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ ๗๗.๙๑ รองลงมาเป็นเพศชาย และผู้แสดงออกแตกต่างจากเพศโดยกำเนิด และอื่น ๆ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่เกิดขึ้นมากที่สุด ก็คือเรื่องของสาเหตุการเมาสุราและยาเสพติด คิดเป็นร้อยละ ๔๕.๓๒ มีประเด็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและ ผู้ถูกกระทำมากที่สุด ก็คือเรื่องของคู่สมรส ทั้งหมด ๘๗๘ เหตุการณ์ คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๕๓ เมื่อรับแจ้งเหตุการณ์ด้วยความรุนแรงในครอบครัวแล้วจะดำเนินการตามกระบวนการในการ คุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ตั้งแต่เริ่มรับ แจ้งเหตุ การสอบข้อเท็จจริง การส่งต่อ การช่วยเหลือคุ้มครอง การร้องทุกข์ การติดตามผล จนกระทั่งผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ🔗

ในส่วนที่ ๒ เป็นรายงานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวตามมาตรา ๑๗ ซึ่งข้อมูลที่รวบรวมจะประกอบด้วยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีคดีที่เข้าสู่ กระบวนการในการดำเนินคดีทั้งหมด ๑๗๖ คดี แบ่งเป็นการร้องทุกข์ ๑๕๘ คดี ไม่ร้องทุกข์ ๙ คดี มีการออกคำสั่ง กำหนดมาตรการ หรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ ๙ คำสั่ง และมีการยอมความในชั้นสอบสวน ๑๔ คดีค่ะ ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดเรามี รายงานเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งหมด ๙ คดี เป็นคดีที่สั่งฟ้อง ๘ คดี ไม่สั่งฟ้อง ๑ คดี และมีการยอมความในชั้นสอบสวน ๑ คดี สำหรับสถิติในระดับสำนักงานศาลยุติธรรม พบว่ามีคดีความรุนแรงในครอบครัว ๒๐๗ คดี และมีการออกคำสั่งกำหนดมาตรการวิธีการ เพื่อบรรเทาทุกข์ ๒ คำสั่ง🔗

ในส่วนที่ ๓ เป็นบทวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่รวบรวมมา ๑๕ หน่วยงาน จำนวนรวมทั้งสิ้น ๒๔,๒๒๘ เหตุการณ์ เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ๑๕,๗๐๗ เหตุการณ์ คิดเป็นร้อยละ ๖๔.๘๓ จากข้อมูลทั้งหมดประมวลแล้วพบว่า ผู้ที่ถูกกระทำมากที่สุดคือเพศหญิง ส่วนเพศชายจะเป็นผู้ที่กระทำความรุนแรง ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยเด็กเยาวชน คืออายุ ๑๐-๒๐ ปี และผู้กระทำส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในช่วง ๑๘-๕๐ ปี ผู้ถูกกระทำด้วยความ รุนแรงส่วนใหญ่จะถูกกระทำทางด้านร่างกาย รองลงมาก็คือทางด้านเพศและด้านจิตใจ แต่อย่างไรก็ตามการกระทำด้วยความรุนแรงนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของด้านร่างกายแต่ก็จะ ส่งผลต่อเรื่องของจิตใจและสมาชิกในครอบครัวด้วยเช่นกัน จากสถิติศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ๗๖ จังหวัด และกรุงเทพมหานคร พบว่าในปี ๒๕๖๕ มีผู้ที่เสียชีวิตจากการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ๓๓ ราย และในปี ๒๕๖๖ มีผู้ที่เสียชีวิตถึง ๔๐ รายด้วยกัน ซึ่งปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัวเป็น สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงมากที่สุด ส่งผลให้เกิดการสื่อสารเชิงลบ ในครอบครัว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเรื่องของสุรายาเสพติด ส่งผลให้เกิดการทำร้ายกันภายใน ครอบครัว และกรณีการเสพยาเสพติดนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในระยะยาวด้วย สถานที่ที่ถูกทำร้ายมากที่สุดก็คืออยู่ในบ้านของตัวเอง🔗

สำหรับส่วนที่ ๔ เป็นเรื่องของข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องของการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็น ๖ ด้านด้วยกัน🔗

ด้านแรก ก็คือเรื่องของระบบฐานข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่มี การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานสู่หน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม🔗

ด้านที่ ๒ ก็คือกลไกด้านการดำเนินการด้านกฎหมาย ซึ่งจะหมายรวมถึงเรื่อง ของการปรับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวซึ่งกำลัง จะเข้า ครม. คาดว่าในเดือนนี้นะคะ🔗

ด้านที่ ๓ เรื่องของการผลักดันให้มีพนักงานสอบสวนหญิงที่ทำงานด้วยความ รุนแรงในครอบครัวเป็นการเฉพาะให้เพิ่มขึ้น ในเรื่องของเครือข่ายคือการส่งเสริมให้ทุกพื้นที่ ทำงานร่วมกันกับทีมสหวิชาชีพ ส่งเสริมให้มีอาสาสมัครไม่ว่าจะเป็น อพม. หรืออาสาสมัคร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อสม. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้ได้มี ความรู้ในเรื่องของการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในระดับเบื้องต้น🔗

ด้านที่ ๔ คือด้านสถานการณ์ปัญหาสังคมซึ่งจะต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมได้ตระหนักเรื่องความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องของ ชาวบ้านแต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคมที่จะต้องช่วยกัน🔗

มิติที่ ๕ คือด้านการจัดสวัสดิการ จะต้องมีการผลักดันให้มีสวัสดิการที่ เหมาะสมสำหรับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย รวมทั้งผลักดันให้มี เรื่องของที่พัก สถานที่ที่เพียงพอสำหรับผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว🔗

ด้านที่ ๖ ก็คือเรื่องของการศึกษาและวิจัย ซึ่งจะต้องผลักดันให้เกิดหลักสูตร การศึกษาในมิติเรื่องความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในทุกรูปแบบในทุกระดับ การศึกษาด้วย🔗

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวพร้อมน้อมรับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกมีประเด็นติดใจที่จะซักถามนะครับ ท่านแรก ท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ เชิญครับ🔗

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงินและลาดพร้าว จรเข้บัว พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ทำให้ผมอภิปรายในครั้งนี้ก็คือเรื่องของการร้องเรียนแจ้งในพื้นที่ ความรุนแรงในครอบครัวนะครับ ซึ่งเมื่อเราลงไปในพื้นที่นั้นการหาหน่วยงานประสาน ดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนแล้วก็มีการโยนไปโยนมาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เป็นระยะเวลานานแล้วที่บ้านเมืองของเรามีกฎหมายเพื่อป้องกันแล้วก็ลงโทษความผิด ความรุนแรงในครอบครัวแต่ว่าสถิติความรุนแรงในครอบครัวก็ยังคงสูงต่อเนื่อง นั่นสะท้อน ให้เห็นถึงระบบกระบวนการยุติธรรมที่ยังคงมีปัญหาแล้วก็สถานะความศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมาย ต่อฐานความผิดด้านนี้ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ทุกวันนี้มิติทางด้านระบบความยุติธรรม เราสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคหลายอย่างในวัฒนธรรมครอบครัวของคนไทย ทั้ง ๆ ที่มี ความเป็นอำนาจนิยม ความเป็นศักดินาอยู่ไม่น้อย หากเรามองผ่านรัฐแล้วก็กระบวนการ ยุติธรรมรูปแบบของการใช้อำนาจรัฐนั้นก็จะส่งผลต่อความคิดทางสังคมด้วย อะไรที่มีอำนาจ มากกว่า แตะได้หรือแตะไม่ได้ จริงอยู่แม้ว่ามาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญจะรับรองความเสมอ ภาคของบุคคลทุกคนเอาไว้ แต่ก็อาจจะกลายเป็นเพียงแค่กระดาษ เพราะว่าคนใช้กฎหมาย หรือบริบทอำนาจนิยมนั้นได้ทำลายความเสมอภาคเหล่านั้นลงไป เมื่อบวกกับค่านิยมทาง ความเชื่อของสังคมที่ผ่านมา เช่น ความกตัญญูไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ แต่ว่าหลายครั้ง ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับ กลายเป็นความเชื่อปลูกฝังว่าจะต้องยอมทำตามในสิ่ง ที่ผู้มีบุญคุณนั้นบอก เมื่อมีการขัดขืนไม่ว่าจะเป็นทางความคิดหรือการกระทำก็มีส่วนนำไปสู่ ความรุนแรงตั้งแต่ในบ้านแล้วก็โรงเรียนได้ ไม่แปลกครับ ที่ผ่านมายังจะมีการอภิปรายกันอยู่ เนือง ๆ สนับสนุนในการดูแลเด็กเยาวชนด้วยการตีบ้าง การปลูกฝังรูปแบบนี้มันจะส่งผลให้ บุตรหลานนั้นเกิดความเคยชินกับความรุนแรงในครอบครัว กลับมองว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ไม่กล้าคิดที่จะขัดขืนหรือไม่กล้าแย้งว่านั่นเป็นความรุนแรง เมื่อความรุนแรงนั้นไม่ใช่เป็น เฉพาะแค่ทางร่างกายครับ แต่ว่าบางครั้งเป็นการบังคับศรัทธาในบางสิ่งบางอย่างซึ่งถือเป็น เรื่องน่าสลดใจที่ความรุนแรงเหล่านี้ถูก Normalize ให้เป็นความเคยชิน เมื่อนำมาพิจารณา เกี่ยวกับด้านกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวก็ให้น้ำหนักไปในเรื่องเกี่ยวกับของการไกล่เกลี่ยนะครับ แต่ว่าการไกล่เกลี่ยหลายครั้งนั้นมักจะเป็นการส่งให้ผู้ถูกกระทำต้องกลับไปอยู่ในที่เดียวกับ ผู้กระทำผิดอีกครั้งหนึ่ง การพิจารณาในขั้นตอนไกล่เกลี่ยนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้การ พิจารณาและเข้าใจในเหตุการณ์อย่างค่อนข้างที่จะสูง ในขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริม การพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นกฎหมายที่แก้ไขปัญหาความ รุนแรงในครอบครัวที่มีความละเอียดซับซ้อนเนื่องจากว่ามาตรการทางด้านอาญา บางสถานการณ์นั้นอาจจะไม่มีความเหมาะสม เพราะว่ากฎหมายอาญามุ่งเน้นที่จะลงโทษ ผู้กระทำความผิดมากกว่าที่จะแก้ไขฟื้นฟูทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความผิดในครอบครัว ในความเป็นจริงนั้นอาจจะยังไม่ต้องถึงขั้นฟื้นฟูครับ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงของ มาตรการในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะช่วงคุ้มครองเบื้องต้น มีการแจ้งเหตุต่อ เจ้าพนักงาน การคุ้มครองผู้ถูกกระทำหรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้ถูกกระทำหรือการป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกระทำรุนแรงซ้ำ ๆ ในระหว่างการ ดำเนินคดี เราจึงมักได้ยินชุดปัญหาเหล่านี้ครับ เช่น ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความบ้าง เจ้าหน้าที่ ไม่รับเรื่องบ้าง พูดจาซ้ำเติมบ้าง เจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้แล้วก็หลักที่ถูกต้อง บางครั้งกลับให้ ยอมรับความเป็นครอบครัวแล้วก็กลับไปพูดคุยกันที่บ้าน เป็นต้น ท่านประธานครับ หากเรา จะดูแลการคุ้มครองผู้ถูกกระทำนั้นเราจำเป็นต้องดูแลตั้งแต่การคุ้มครองเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ ที่จะเข้ามารับเรื่องเป็นบุคลากรที่สำคัญมากต่อเหยื่อผู้ถูกกระทำ คนที่ทำหน้าที่นี้ควรจะเป็น ใครในจุดเริ่มต้น ควรจะเป็นพนักงานสอบสวนเลยหรือไม่ ในเมื่อที่ผ่านมาเรามักจะได้ยิน ในเรื่องของการปฏิเสธรับแจ้งความหรือไม่ก็ไม่อยากยุ่งเรื่องครอบครัว บางทีเจ้าพนักงาน สอบสวนก็ไม่ได้รับความเข้าใจในเรื่องของความเปราะบางเรื่องของสังคมแล้วก็เรื่องของจิตใจ หรือควรจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งเป็นผู้ดูแลเคสแรก ๆ ช่วยเหลือผู้ถูกกระทำหรือควรจะ เป็นนักกฎหมายที่ไกล่เกลี่ยตั้งแต่ในชั้นตำรวจหรืออัยการ แต่ในระบบคุ้มครองของไทย มักใช้คนไกล่เกลี่ยเหล่านี้ปะปนกันไป แต่ก่อนเรามี One Stop Service พึ่งได้ ศูนย์พึ่งได้ อยู่ที่โรงพยาบาลสถานีตำรวจ ซึ่งผู้ถูกกระทำนั้นสามารถเข้ามาหาได้ แต่ว่าตอนหลัง งบประมาณเหล่านี้ถูกตัดลงไป ส่วนนี้ก็เลยหายไปครับ ทำให้หากเราจะลงไปดูเจ้าหน้าที่ เหล่านี้ครับ บางครั้งก็มีคำถามว่าการจ้างบุคลากรเหล่านี้ การจ้างเหมาบริการ คุณสมบัติ แบบทั่ว ๆ ไปตั้งแต่จบปริญญาตรีในสาขาที่กว้างมาก ไม่ได้จำเพาะเจาะจง ดังนั้นการทำงาน ที่จะมีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหนจึงขึ้นอยู่กับการอบรม ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหน้าที่มักจะ อบรมประมาณ ๗๒ ชั่วโมงแล้วก็ออกไปทำงาน ประสบการณ์นั้นจะต้องไปจัดหาเอาตามหน้างาน เมื่อไปเจอความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็อาจจะจัดการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก จริงอยู่ ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีสถานะเป็นฝ่ายปกครองครับ แต่ว่าการจ้างเหมาบริการนั้นทำให้ ความก้าวหน้าในวิชาชีพนั้นไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง ลาออกเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า หลาย ๆ ครั้ง การเดินทางไปติดตามกรณีหรือเคสต่าง ๆ นั้นก็ต้องสำรองเงินจ่ายด้วยตัวเอง ในปีหนึ่ง กระทรวง พม. อาจจะมีการผลิตบุคลากรมาเฉลี่ยอยู่ประมาณ ๔๘-๕๖ คน ในการฝึกอบรม รวมย้อนหลังกลับไป ๑๐ ปี มีเจ้าหน้าที่พนักงานประมาณ ๑,๒๖๔ คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ กับพื้นที่ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แน่นอน เมื่อเราอ่านรายงานข้อมูลที่แจ้งมาว่าเรามีศูนย์พัฒนา ครอบครัวในชุมชนทุกจังหวัดรวมถึง ๗,๑๙๔ แห่ง ซึ่งดูจำนวนเยอะนะครับมันควรจะลดสถิติ ความรุนแรงลงได้ แต่ว่าจากสถิติที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พอไปดูแนวนโยบาย ของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนป้องกันและการแก้ไขความรุนแรงในครอบครัวก็มีความหวั่น ใจเล็กน้อยครับ เช่น การอบรมเจ้าหน้าที่จังหวัดละ ๓ คน การใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนไม่ใช่ว่ากลไกองค์กรเหล่านี้ไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาก็มีการใช้อยู่แต่ว่า ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังวนกลับมาซ้ำ ๆ หากไม่จัดบุคลากรที่มีความชำนาญและมีประสิทธิภาพ ลงไปแก้ไขในพื้นที่ต่าง ๆ นั้นก็จะเห็นได้ว่ายากที่จะแก้ไขนะครับ ท่านประธานครับ ๑๐ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมานะครับ สไลด์มาได้นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

พบว่าจดทะเบียนสมรส น้อยลงจากเดิมปีละ ๓๐๐,๐๐๐ คู่ เหลือปีละ ๒.๔ แสนคู่ สวนทางกับการจดทะเบียนหย่า ร้างที่มีแนวโน้มเพิ่มเติมขึ้นถึง ๑.๔ แสนคู่ จากข้อมูลศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. สายด่วน พม. พบว่ามีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวประมาณ ๔,๘๓๓ ราย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัวทำร้ายกัน ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุเกิดจากอย่างที่บอก ยาเสพติด บันดาลโทสะ แล้วก็ความรู้สึกในเชิงอำนาจ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือสถิติการฟ้องร้องใน คดีครอบครัวขึ้นสู่ศาล ปี ๒๕๖๖ เกี่ยวกับการอนาจารความรุนแรงในครอบครัวมีเพียง ๑๖๐ คดีเท่านั้น ในจำนวนยอดไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้นมีอยู่ประมาณ ๒๓๘ ราย ลองนึกดูว่าเรามี กี่รายที่ต้องกลับไปเจอสภาพความรุนแรงแบบเดิม ๆ โดยที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม หรือชั้นศาล ซึ่งจากตรงนี้เรามีหน่วยงานที่รับร้องเรียนถึง ๑๕ หน่วยงาน แต่ว่าประชาชนนั้น กลับเข้าถึงข้อมูลแล้วก็ติดต่อหน่วยงานเหล่านี้ได้ยากนะครับ ระบบที่ท่านทำคลังข้อมูล สารสนเทศทางด้านครอบครัวเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ หรือกรุงเทพมหานคร เอาจริง ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นสถานีตำรวจที่เป็นด่านแรก ในการรับแจ้งความนั้นแทบจะไม่มีข้อมูลเหล่านี้อยู่เลย เมื่อระบบมันเป็นแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่มักจะมีการร้องเรียนผ่านช่องทีวี หรือ Social Media แทน สุดท้ายมันจึงเป็นส่วนที่เรา ภาคประชาสังคมต้องช่วยกันหยุดวัฒนธรรมความคิดการนิ่งเฉยความรุนแรงเพียงเพราะ เรื่องส่วนบุคคลหรือว่าเป็นเรื่องครอบครัวจนทุกวันนี้มันกลายเป็นคำว่า สายเกินไป ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผมขอ อนุญาตในการที่จะรับทราบรายงานเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวนะครับ จากการที่ท่าน ได้รายงานเมื่อสักครู่นี้ซึ่งก็มีหลายหน่วยงาน ซึ่งตามที่ท่านรายงานนั้นกระผมอยากจะขอ กราบเรียนกับท่านประธานดังนี้นะครับว่า ข้อมูลแต่ละหน่วยงานนั้นจะมีรูปแบบที่แตกต่าง กันไปเพราะขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาที่จัดเก็บ และปัจจัยอื่น ๆ ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่มี แนวโน้มจะเหมือนกันก็คือจากข้อมูลรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มสถานการณ์ด้าน ความรุนแรงในครอบครัวที่เห็นได้ชัดเจนและทราบได้ว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็น ปัญหาใหญ่ที่อยู่กับสังคมไทยเป็นเวลาช้านานแล้ว และเราก็จะละเลยเพิกเฉยไม่ได้ครับ ท่านประธาน แต่ท่านประธานครับรายงานฉบับนี้ข้อมูลสถานการณ์ต่าง ๆ ความรุนแรง ในครอบครัวนั้น ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งได้รวบรวมมาจาก ๑๕ หน่วยงาน ความรุนแรง ๒๔,๐๐๐ เหตุการณ์ ซึ่งเป็นความรุนแรงในครอบครัวมากถึงหมื่นห้าพันเหตุการณ์คิดเป็น ร้อยละ ๖๔ แล้วยังพบว่าเพศที่ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุดก็คือเพศหญิง และเพศที่เป็น ผู้กระทำมากที่สุดก็คือเพศชาย แต่บางครั้งเพศหญิงก็ทำเพศชายเหมือนกัน แต่อาจจะไม่มาก ตามสถิติเพราะว่าเพศชายเป็นเพศที่มีความแข็งแรงมากกว่าเพศหญิง แต่บางทีอยู่ใน ครอบครัวที่เป็นข่าวจะเห็นได้ว่า จะเห็นมีดอีโต้ฟันคอผัวตายไหมที่ผัวนอกใจ ก็มีมา แล้วที่น่าสมเพชที่สุดก็คือว่าความรุนแรง ในครอบครัว แล้วไม่กี่วันมานี้บิดาแท้ ๆ ข่มขืนลูกนะครับ มันเลวทรามขนาดนี้ ไม่อยากจะพูดถึง ข่าวคราวที่ออกมา ข่าวนี้ชอบ ช่องต่าง ๆ ที่ออกดีเหลือเกินเรื่องความรุนแรงในครอบครัว และเรื่องส่วนตัวของมนุษย์ชอบเหลือเกิน อันนี้คือเป็นอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า จากที่ท่านรายงานก็จะเห็นว่า ๑๐-๒๐ ปี นั่นก็หมายความว่าเด็ก เยาวชนเพศหญิงเป็น ผู้ถูกกระทำ ทำร้ายร่างกาย ละเมิดทางเพศและกระทำด้วยความรุนแรงมากที่สุดครับ ท่านประธานครับ เชื่อไหมครับว่าคำพูดเรื่องผัวเมียอย่ามายุ่งเคยได้ยินมาตลอด ผัวเมียตีกัน เรื่องกูผัวกับเมียมึงอย่ายุ่ง ออกตามถนน นี่ก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้เห็น สะท้อนถึงทัศนคติ และบ่งบอกถึงความเชื่อที่ผิด ๆ นะครับท่านประธานซึ่งสังคมไทยเรานี่ การทำร้าย ในครอบครัวและปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวที่ใคร ๆ ไม่อยากจะ มายุ่ง ซึ่งตอนนี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วหญิงและชาย ชายและหญิง LGBTQ ไม่ว่าคุณจะเป็น เพศอะไรตั้งแต่กำเนิดหรือจะเป็นเพศตามสภาพบนโลกไม่สมควรที่จะถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งนั้นนะครับ และไม่ควรที่จะกระทำด้วยความรุนแรง นอกจากอาชีพ คืออาชีพนักมวย ตอนนั้นเขาชกกันบนเวทีมีครอบครัวหนึ่งมีลูก ๑๖ คนเป็นนักมวยหมดครับทั้งผู้หญิงผู้ชาย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องยกเว้นล่ะครับมันเป็นอาชีพของเขาที่เขาซัดกันครับ กระผมอยากจะ ขอเสนอแนะอย่างนี้ว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงนี่จะต้องเริ่มบรรยากาศสร้างความสัมพันธ์ ที่ดี มีความรักความอบอุ่น มีความปลอดภัยในครอบครัวเดียวกันอันนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ว่าเราต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ใหญ่ละครับว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้ฟังบ้าง มากกว่าผู้พูด มากกว่าสั่งการก็คือผู้ใหญ่นั่นล่ะหัวหน้าครอบครัวที่จะต้องรับฟังคน ในครอบครัวให้มากขึ้น ไถ่ถามความเป็นอยู่สารทุกข์สุขดิบอะไรอย่างนี้เพราะว่าโลกมัน เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นนอกจากนี้นะครับท่านประธาน ครอบครัวต้องเปิด โอกาสให้ลูกมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาในบ้านด้วย และบางทีลูกก็ควรตั้งกติกาเองก็ได้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่สมควรที่จะต้องรับฟังภายในบ้านและลดข้อจำกัดคำว่า อาวุโส ออกเสียบ้าง ก็จะดี เด็ก ๆ คิดว่าอาวุโสนั้นคือตัวปัญหา นี่คือเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมจะขอกราบเรียน ดังนั้น ท่านประธานที่เคารพครับการลดความรุนแรงในครอบครัวนั้นจะต้องเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ภายใต้ครอบครัวเราก่อน เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนโอกาสให้ครอบครัวมีโอกาส ได้มีเวลาคิด ให้แสดงออกและสามารถพูดในสิ่งที่เขาต้องการ อยากจะสื่อกับเราได้ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดยุคนี้สมัยนี้เราก็ไม่ละเลยแต่ระดับขั้นของความรุนแรงในครอบครัวมันก็มี หลายระดับ โดยเฉพาะถ้าหากว่าแยกแยะออกไปอีกมันก็เป็นระดับชนชั้น ถ้าพูดถึงแล้ว ก็คือในระดับล่างที่สุดในระดับที่ไม่ได้มีความรู้ ในระดับที่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีในระดับ พวกกรรมกร แรงงานอะไรลักษณะอย่างนี้ตามที่เป็นข่าวมา ถ้าหากไม่มีการแยกแยะในระดับ พวกนี้เกิดขึ้นในครอบครัวมันมากที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นกระผมเชื่อว่าการเปิดโอกาส ให้คนในครอบครัวซึ่งไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไร กระผมอยากจะขออนุญาตในการที่จะขอ แนะนำกันแค่นี้ละครับ เพื่อให้คนในครอบครัวมีความเป็นปกติสุข ในบ้านเมืองถ้าครอบครัว มีปกติสุขแล้วในหมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด หรือแม้แต่ในประเทศไทย ถ้าหากว่า ทุกคนอยู่ด้วยการเป็นปกติสุขไม่ได้มีความคิดในการสร้างความรุนแรงเกิดขึ้นผมเชื่อว่า ประเทศไทยก็จะอยู่รอดครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานข้อมูล สถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัวตามมาตรา ๑๗ ของพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหลายประเด็นทีเดียวที่อาจจะตั้ง คำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าสถานการณ์หรือระบบการให้ความช่วยเหลือการ ดูแลผู้ถูกกระทำและอาจจะรวมถึงผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น วันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปี ๒๕๕๐ อย่างไรบ้าง🔗

ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑ ถ้าดูสถานการณ์ในเชิงสถิตินะครับ เพราะว่ามาตรา ๑๗ นี้ไม่ได้เป็นมาตรา ๑๗ ที่พูดถึงระบบการให้ความช่วยเหลือทั้งหมด ถ้าพูดก็พูดแต่เพียงว่าจำนวนคดีมีอยู่เท่าไร จำนวนคำสั่งมีอยู่เท่าไร จำนวนการละเมิดคำสั่ง มีอยู่เท่าไร จำนวนการยอมความที่เกิดขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้มีอยู่เท่าไร แน่นอนครับแค่การ ยอมความก็คงต้องถกเถียงกันในเชิงปรัชญาระหว่างการคุ้มครองเด็กซึ่งเด็กไม่สามารถ ตัดสินใจยอมความด้วยตนเองได้กับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว สิทธิด้านใดที่สำคัญไปกว่ากัน แต่สิ่งที่ผมสนใจก็ตั้งคำถามมาหลายปีก็คือว่าถ้าดูจากสถิติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเทียบกันระหว่างสถิติของศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุขกับสถิติ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวหรือแม้แต่รวมกับทุกหน่วยของกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มันมีตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผมคงไม่ได้ คิดว่าปีนี้ต้องมาตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดตัวเลขเหล่านั้นถึงแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ว่าแล้วเคยมีการนั่งคิดวิเคราะห์กันอย่างเป็นระบบ เชิญทุกหน่วยที่อยู่ในนี้ครับที่มีข้อมูลสถิติ ต่าง ๆ มานั่งคุยกันหรือไม่ ผมไม่ได้พูดเรื่อง Database ของข้อมูลนะครับที่ท่านอยากทำให้ ข้อมูลนี้เป็นหนึ่งเดียว อันนี้เข้าใจหมดครับ แต่อย่างน้อยที่สุดมานั่งคุยกันหรือไม่ว่าความ ลักลั่นของข้อมูลและการส่งต่อเคสระหว่างกันนี่มันเป็นเพราะเหตุใดสถิติถึงมีความแตกต่างกัน ผมยกตัวอย่าง ๑๖,๐๐๐ เคส ในศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลก็บอกครับว่า ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นความรุนแรงในครอบครัว ตีตัวเลขกลม ๆ ก็ ๘,๐๐๐ แต่เพราะ เหตุใดตัวเลข ๘,๐๐๐ นี้ถึงไม่ถูกส่งในลักษณะที่เรียกว่า Mandatory Report หรือการบังคับ รายงานมายังหน่วยที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้โดยตรง นี่เป็นปัญหาใหญ่ ที่อยากจะถามท่านในเชิงหลักการหรือวิธีการที่ท่านจะนำไปสู่การแก้ไขเพื่อทำให้ข้อมูลนั้น นำไปสู่การให้ความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริงมากกว่า นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เวลาที่เราพูดถึงข้อท้าทายแล้วท่านก็พูดมา หลายปีว่าข้อท้าทายประการสำคัญก็คือการขาดบุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ๑,๒๖๔ คน ที่ท่านพูดถึงนี่ ลบณัฐวุฒิไปหรือยัง เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ลาออกก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรไปแล้ว เพราะการมาเป็น สส. ไม่อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในระบบอื่นได้ ท่านบอกว่า ๑,๒๖๔ คนไม่พอ ไม่ใช่ครับ ในเชิงสังคมสงเคราะห์เรามีการคิดวิเคราะห์กันอย่างชัดเจนว่า นักสังคมสงเคราะห์ ๑ คน ถ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการที่เรียกว่า Case Manager หรือ Case Management ก็แล้วแต่นี่ ควรอยู่ระหว่าง ๑-๑๐ หรือ ๑-๒๐ ฉะนั้น ถ้าเอาตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขตั้งนี้นะครับ ตัดมาเอา ๘,๐๐๐ ก็ได้ หรือ ๑๖,๐๐๐ ก็ได้ครับหารด้วยจำนวน ๑,๒๖๔ คนของการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ต้อง บอกว่าเป็นจำนวนที่เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับกันตรงไปตรงมาครับท่านก็พูด อยู่เสมอว่าพนักงานเจ้าหน้าที่หลายคนก็ไม่ได้ทำงานในหน้าที่นี้โดยตรง กระนั้นก็ตามก็ต้อง วิเคราะห์ว่าแล้วจำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จริงเมื่อเชื่อมโยงกับการทำงานในรูปแบบ ของสหวิชาชีพที่อยู่ในหน่วยต่าง ๆ นั้นตกลงมันเพียงพอโดยแท้จริงต่อจำนวนเคสหรือไม่ ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนครับ แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่ระบบวิธีคิด ระบบความเข้าใจ ในกระบวนการให้ความช่วยเหลือแบบเป็นสหวิชาชีพมากกว่า🔗

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเองจำเป็นต้องโต้แย้งครับถึงแม้จริง ๆ ผมอยากจะตั้งคำถามนะครับว่ากรณีรายงานนี้เป็นรายงานปี ๒๕๖๕ แล้วปีไหนผมถึงจะได้ พูดของปี ๒๕๖๘ ความจริงถ้าท่านส่งปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๖๕๖๗ มาเสียทีเดียว พวกผมก็ได้อภิปรายเสียทีเดียวเพราะส่วนใหญ่หลักการก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมสนใจ ก็คือในหน้า ๖๕ ครับ ในหน้าที่ ๔๐ ผมไม่แน่ใจหน้าอะไรนะครับ สักหน้าหนึ่งในหน้า ๔๕ หน้า ๔๕ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและ สถาบันครอบครัว ท่านบอกว่ากำลังดำเนินการเพื่อจัดอัตรากำลังรองรับพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ตกลงท่านเอาอย่างไรครับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นที่ทราบกันดีในสภาครับว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นได้มีการออกพระราช กำหนดเลื่อนการบังคับใช้ไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว และเป็นการเลื่อนการบังคับใช้พูดกันอย่าง ตรงไปตรงมาว่าแบบไม่มีกำหนด ก่อนนี้เราไม่เคยได้ระแคะระคายเลยนะครับ แต่ไม่กี่วันมานี้ ได้ยินมานิดหน่อยว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำลังยกหรือรื้อ กฎหมายส่งเสริมสถาบันครอบครัวอาจจะนำขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตอนปี ๒๕๖๕ แน่นอน ฉะนั้นตกลงข้อมูลที่อยู่ในหน้า ๔๕ ที่พูดถึงกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมสถาบัน ครอบครัวนั้นมาอย่างไร และถ้าให้ขยายความไปมากกว่านั้น ท่านยังต้องการจะผลักดัน กฎหมายฉบับนั้นไหม เพราะถ้าท่านต้องการจะผลักดันกฎหมายฉบับนั้นการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อาจไม่จำเป็น แต่ถ้าท่านตั้งใจชัดเจนว่า ไม่มีวันผลักดันกฎหมายฉบับนั้นอีกแล้ว หรือตั้งใจผลักดันโดยนัยที่แตกต่างกันคำตอบ ก็อาจจะแตกต่างกัน🔗

ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ประการที่ ๔ ก็คือความมุ่งมั่นหรือเจตจำนง ทางการเมืองต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ผมขอเวลาเกินสักนิดนะครับท่านประธานวันนี้พูดเรื่องเดียวครับ พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ใช้มาแล้ว ๑๗ ปีเต็มครับ เอาเข้าจริง ๆ หลายท่าน อาจจะไม่ทราบว่าก่อนเป็นกฎหมายฉบับนี้ยกร่างกันในกฎหมายที่เรียกว่าขจัดความรุนแรง ต่อผู้หญิง เพราะวันนั้นผู้หญิงคือเหยื่อที่อ่อนแอที่สุดที่คุ้มครองตนเองไม่ได้ Domestic Violence Against Women แต่ไม่เป็นไรครับมาเป็นกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว คุ้มครองทุกเพศก็ถูกต้อง สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่การแก้ไขร่างเพียงไม่กี่มาตรา ในร่างเต็ม ๑๘ มาตรา ซึ่งเสร็จนานแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ นี่ทำไมมันยังไม่ถึงสภา ผู้แทนราษฎรจะต้องให้พวกผมยกร่างกฎหมายมาแล้วประกบหรืออย่างไรครับ หรือจะต้อง ให้พวกผมยกร่างกฎหมายมาแล้วนำหน้ารัฐบาลไปเหมือนกฎหมายหลายฉบับที่เกิดขึ้น ไหน ๆ ท่านมาเป็นตัวแทนกระทรวงก็ต้องตอบแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งวันนี้อยู่ที่สุพรรณบุรี ก็ต้องตอบแทนนายกรัฐมนตรี ไม่เอ่ยชื่อก็ได้ครับเดี๋ยวท่านประท้วงกันวุ่นวายว่าเรื่องสำคัญแบบนี้การแก้กฎหมายไม่กี่ฉบับ ซึ่งเสร็จนานแล้วอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล กลับบ้านไปนั่งพักผ่อนหลายปีแล้ว ยกร่างไว้นี่ เพราะเหตุใดยังไม่มาถึงสภาผู้แทนราษฎร ผมมีเวลาไม่มากกว่านั้นครับก็เป็นคำถามที่ตั้งต่อ ร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนระบบการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ซึ่งมีปัญหาในเชิงปฏิบัติทั้ง ในเชิงแนวคิดและการนำไปใช้จริงขอไว้ในโอกาสการอภิปรายในครั้งอื่นถัดไป ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เชิญครับ🔗

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงาน ข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๗ ท่านประธานที่เคารพ คะ ทุกวันนี้ถ้าเราเปิดดูข่าวสารผ่านสื่อโทรทัศน์ต่าง ๆ เราจะพบว่าสถานการณ์ความรุนแรง กลายเป็นข่าวรายวันได้ทุกวัน เราจะเห็นได้ว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศไม่ว่ากับเด็ก การทำ ร้ายร่างกายของคนในครอบครัวซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อจิตใจเด็กและเยาวชนไทยค่ะ จนทำให้ มันเกิดคำถามว่าวันนี้สังคมไทยกำลังเกิดอะไรขึ้น เมื่อดิฉันเข้ามาพิจารณาในข้อมูลตัวเลข รายงานฉบับนี้ในฐานะที่เป็น สส. หญิงคนหนึ่ง ดิฉันมีความกังวลต่อสถิติที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธาน เพราะว่า ๒๔,๒๒๘ เคส หรือเหตุการณ์นี้มีกว่า ๑๕,๗๐๗ คดี ที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว นั่นก็คือหมายถึงว่า ๖๔ เปอร์เซ็นต์เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว แล้วยิ่งมาวิเคราะห์ต่อเนื่องอย่างที่ เพื่อนสมาชิกบางคนได้นำเรียนก็คือว่าส่วนใหญ่เกิดในเพศหญิง แล้วผู้กระทำความรุนแรง ก็คือเพศชาย และตัวเลขของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมักจะเป็นกลุ่มอายุ ๑๐ ปี แต่ไม่เกิน ๒๐ ปี ๑๐-๒๐ ปี นั่นก็หมายความว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องรับการพึ่งพาและ พึ่งพิงค่ะ ซึ่งมันก็สอดรับกับศูนย์ความช่วยเหลือสายด่วนหรือว่า ๑๓๐๐ ค่ะ ในช่วงปี ๒๕๖๙-๒๕๖๕ เป็นต้นมา พบว่ามันมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ส่วนมาก ถูกทำร้ายโดยคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับ ร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง และสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงก็คือในครอบครัว ซึ่งมันควรจะเป็น สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตเด็กและเยาวชนค่ะ ท่านประธานคะ ในฐานะที่ดิฉันเป็น สส. ที่ขับเคลื่อนเรื่องของเด็ก การศึกษา แล้วก็สวัสดิภาพของเด็กมาโดยตลอด ดิฉันเน้นย้ำ ถึงความกังวลเรื่องนี้เพราะอะไรคะ มันมีงานวิจัยจากยูนิเซฟค่ะ บอกว่าเด็กที่ถูกกระทำ ความรุนแรงไม่ว่าจะด้านร่างกายก็ดี ทางเพศก็ดี ทางอารมณ์ก็ดี เพียงแค่ ๔ ครั้งนะคะ ท่านประธาน ย้ำอีกครั้งคือ ๔ ครั้ง เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่จะส่งผลกระทบในการใช้ความ รุนแรงมากขึ้นถึง ๗ เท่า และยังรวมถึงอัตราการเสี่ยงของการฆ่าตัวตายถึง ๓๐ เท่า และ หากเป็นกรณีที่เคยได้รับความรุนแรงเกิน ๔ ครั้งในวัยเด็กมีแนวโน้มถ้ามีคู่รักก็จะมีการ กระทำความรุนแรงต่อคู่รักสูงถึง ๑๔ เท่า ดังนั้นเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเราก็ควร จะต้องหยุดยั้งและป้องกันค่ะ ไม่ใช่เพื่อปกป้องเหยื่อเท่านั้นนะคะท่านประธาน แต่ดิฉันคิดว่า มันเป็นเหตุผลที่ควรหยิบยกให้เห็นว่ามันเป็นความจำเป็นเพื่อให้เกิดการปลูกฝังลักษณะ พฤติกรรมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในอนาคตค่ะ ท่านประธานคะ ตัวเลข สถิติที่เราพูดกันมานี่มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตคนมันมีคุณค่ามากกับตัวเลขนะคะ ดังนั้นควรได้รับความคุ้มครองในฐานะมนุษย์อย่างมีเกียรติแล้วก็มีศักดิ์ศรี เพราะชีวิตคนเรามันมี ค่ามากกว่าตัวเลข ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แถลงนโยบายคณะคณะรัฐมนตรีต่อ รัฐสภาไว้ว่ารัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริม การเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมค่ะ ดิฉันจึงเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ ไม่ใช่แค่รัฐบาลแล้วค่ะวันนี้ แต่คือเราทุกคนที่ต้องรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่ต้องร่วมกัน ผลักดันคุ้มครองและป้องกันความรุนแรงในสังคมนี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันก็ต้องขอ ชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดค่ะ ที่ได้ทำรายงาน ทำงานอย่างไม่มีเหน็ดมีเหนื่อยแล้วก็ นำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ในรายงานฉบับนี้ แต่ดิฉันขอเสนอแนะเพิ่มเติมอย่างนี้ค่ะ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน อย่างแรกเห็น ด้วยค่ะ เราควรมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง เพื่อนำไป วิเคราะห์และให้ข้อมูลนั้นเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวเลขข้อมูลทางสถิติที่เกิดขึ้น ต่าง ๆ ควร Update แล้วก็ล่าสุดค่ะ อันที่ ๒ มันต้องมีการพูดถึงการผลักดันเรื่องหลักสูตร การศึกษา เรื่องของการเอาปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทุกรูปแบบ ในทุกระดับให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา ด้วย เพื่อเป็นการแก้ไขอย่างยั่งยืนค่ะ แล้วดิฉันเห็นด้วยค่ะว่าวันนี้เราต้องยอมรับก่อนว่า นอกจากรายงานที่เสนอข้อเสนอแนะในเรื่องของสวัสดิการและการเพิ่มเติมงบประมาณแล้ว แต่ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ในฝ่ายของนิติบัญญัติพิจารณาเห็นว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานานในสังคมไทย จึงจำเป็น ที่จะต้องมีการแก้ไขโครงสร้างก่อน ดังนั้นพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครอง สถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่เพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดถึงนี้ก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปัจจุบันนี้ก็ยังมีบริบทของความคลุมเครือและการบังคับใช้อยู่ เพราะนอกจากนี้การแก้ไข กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ความรุนแรงมีการนำไปสู่การบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจึงเป็นอีกข้อเสนอแนะหนึ่ง นอกจากการเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มงบประมาณ เข้าไปแล้ว และดิฉันและพรรคเพื่อไทยค่ะ เราจะใช้กลไกนิติบัญญัติแห่งนี้ละค่ะ ขับเคลื่อน กฎหมายให้ครอบคลุมเพิ่มเติมและเป็นสารตั้งต้นในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำและยับยั้งเหตุ ความรุนแรงในครอบครัว🔗

สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อแก้กฎหมายครอบคลุมแล้ว ตัวเลขความรุนแรงในรายงานฉบับนี้ของปีถัดไปจะลดน้อยลงมากที่สุด หรืออย่างน้อย ๆ ก็น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แลกกับทุกลมหายใจของเด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้ถูกกระทำ ความรุนแรงให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสิริลภัส กองตระการ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ดิฉันสิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคประชาชน ท่านประธานคะวันนี้ดิฉันก็มีประเด็นที่อยากจะอภิปรายเกี่ยวกับ การรายงานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในปี ๒๕๖๕ ๓ ประเด็นด้วยกันนะคะ🔗

เรื่องแรกค่ะ นั่นคือการขุดเจาะให้ลึกถึงปัจจัยเพื่อนำมาหาแนวทางเพื่อแก้ไข ปัญหาที่ต้นตอค่ะ จากรายงานที่ดิฉันได้ศึกษาดูก็มีความเห็นว่ามีปัจจัยที่จะช่วยให้สถิติความ รุนแรงนั้นลดลงได้ นั่นก็คือการเชื่อมต่อข้อมูลร่วมกัน ที่ข้อมูลนั้นจะชี้ให้เห็นถึงปัจจัยกระตุ้น เอามาบูรณาการทำงานร่วมกัน การบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานจะนำมาทำการ สังเคราะห์แล้วก็ดูสถานการณ์ในภาพรวมได้ เราจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ได้มาจาก ๑๕ หน่วยงาน บวกกับอีก ๓ หน่วยงาน ก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการ สูงสุดและสำนักงานศาลยุติธรรม ดิฉันก็มีความเห็นด้วยกับบทสรุปผู้บริหารว่าควรจะต้องมี การบูรณาการข้อมูล แต่ว่าก็ควรที่จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานเฉพาะเจาะจงเลยค่ะ ที่จะเป็นเจ้าภาพในการนำข้อมูลเหล่านี้มาสังเคราะห์ออกมาเป็นแนวนโยบายในการแก้ไข ปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือนำข้อมูลเพื่อมาใช้ในการทำการวิจัยและนำผลลัพธ์ออกมาแก้ไข ให้เป็นรูปธรรมค่ะท่านประธาน จากรายงานที่ดิฉันได้นำเสนอมา มีการรวบรวมข้อมูลถึง ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดการกระทำความรุนแรง ข้อมูลนี้ก็อาจจะยังไม่ได้มีการรวบรวม ทุกหน่วยงาน แล้วก็กรอบของการเก็บข้อมูลก็ยังไม่ได้มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน จะเป็นการ ดีกว่าหรือไม่ถ้ามีการกำหนดกรอบการเก็บข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดและทุก หน่วยงานนั้นเก็บข้อมูลร่วมกันค่ะ แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้มาใช้สังเคราะห์เป็นประโยชน์ต่อไป ดิฉันขอยกตัวอย่างจากหน่วยงานที่ได้มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องของปัจจัยกระตุ้น นั่นก็คือ ศูนย์พึ่งได้ สำนักงานการแพทย์ สำนักอนามัย แล้วก็โรงพยาบาลตำรวจ ตามตารางที่ ๔ ๘ ๑๓ และ ๑๗ ตามรายงาน ก็ยังมีการเก็บข้อมูลที่ยังแยกกันอยู่ ตรงนี้มันอาจจะยังไม่ได้ สะท้อนให้เราเห็นถึงสารตั้งต้นของความรุนแรงในครอบครัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันก็ได้เห็น สัญญาณที่ดีในการยกกรณีตัวอย่างเรื่องของการสะกดรอยไป แต่ดิฉันก็เคยอภิปรายไปแล้ว ในรายงานที่ท่านมารายงานปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ว่าควรจะมีการเก็บสถิติข้อมูลเรื่องของการ สะกดรอยให้อยู่ในสถิติของการกระทำความรุนแรงไว้ด้วย อันนี้ก็อยากฝากประเด็นให้ท่าน รับไปพิจารณานะคะ🔗

เรื่องที่ ๒ คือการเข้าให้ความช่วยเหลือของผู้ถูกกระทำได้อย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกระทำนั้นมีปัญหาทางด้านสุขภาวะจิตใจค่ะ จากในรายงานข้อมูลทางด้าน ภารกิจของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าภารกิจนี้กรมกิจการ สตรีและสถาบันครอบครัว ไม่สามารถทำได้ในหน่วยงานเดียว จะต้องมีการบูรณาการร่วมกัน เพราะฉะนั้นดิฉันก็เชื่อมโยงไปที่ประเด็นแรก นั่นก็คือการใช้ชุดข้อมูลที่ร่วมกันมาพิจารณา กันอย่างครบถ้วนรอบด้านที่จะทำให้แต่ละหน่วยงานนี้ใช้ความเชี่ยวชาญหรือว่าให้การดูแล แบบเฉพาะทางได้ แล้วจะได้ทราบว่าข้อมูลนั้นจะนำมาแก้ไขปัญหาด้วยความเชี่ยวชาญของ เขาได้อย่างไร แล้วก็จะได้ทำในการดูแลไปทุกในมิติในหลายด้านพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษาการสร้างงาน สร้างรายได้ การดูแลครอบครัวและชุมชน เพื่อช่วย ให้ผู้ถูกกระทำนี้กลับมาปรับตัวใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้ บุคลากรของเราก็ไม่เพียงพอ นักสังคมสงเคราะห์อาจจะทำงานเพียงแค่อย่างเดียว จริง ๆ แล้วมันควรจะมีสหวิชาชีพที่จะทำงานร่วมกันแบ่งหน้าที่ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้บุคลากรไม่เพียงพอจริง ๆ ค่ะ นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา ครอบครัว ดิฉันไปหาข้อมูลมาในต่างจังหวัดนี่ไม่มีเลย นักจิตวิทยาคลินิกก็กระจุกตัวอยู่ในบางเขต แล้วบางเขตสุขภาพแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำค่ะ จากการรายงานอภิปรายครั้งที่แล้ว ดิฉันได้ ยกตัวอย่างไปแล้วว่าบุคคลที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะเด็กนั้นจะเติบโต มาหรือว่าส่งผลกระทบเป็นอย่างไร ร้ายแรงที่สุดที่ดิฉันได้เคยอภิปรายไปก็คือการเติบโตมา เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในวันนี้ดิฉันก็อยากจะอภิปรายในภาพรวมว่าเรื่องผลกระทบทางจิตใจว่า หากไม่ได้รับการแก้ไขหรือดูแลได้อย่างทันท่วงทีแล้วจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ ผู้ที่ถูกกระทำจะมี ความเสี่ยงเป็นโรคเครียด ซึมเศร้า PTSD วิตกกังวลหรือบุคลิกภาพผิดปกติ Borderline Personality Disorder หรือภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง บุคคลนี้จะมีอารมณ์ขึ้นลง รุนแรง มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองแล้วก็ทำร้ายคนอื่น เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำหรือเมื่อ เขาถูกกระทำซ้ำ ๆ จะส่งผลให้เกิดโรคแยกตัวออกจากความเป็นจริงหรือมีภาวะสูญเสียความ ทรงจำชั่วคราวก็ได้ค่ะ ทีนี้เมื่อเราไม่มีกระบวนการในการเข้าถึงการดูแลบำบัดรักษาอย่าง ครบวงจรแล้วนี่ ท่านดูนะคะ จากสถิติความรุนแรงในรายงานเอาฉบับเล่มนี้ในปี ๒๕๖๕ จากข้อมูลแค่ ๑๕ หน่วยงาน มีกรณีที่เกิดขึ้น ๒๖,๖๑๔ เคส ท่านคิดดูว่าประเทศไทยจะมี ผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าไร อันนี้ไม่นับแค่ว่าผลกระทบมันไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวผู้ถูกกระทำ เพียงอย่างเดียวนะคะ เราต้องนับไปถึงคนรอบข้างด้วย🔗

ประเด็นสุดท้าย ก็คือแนวทางในการแก้ไข ก็คือการให้ความรู้ แล้วก็การลง แก้ไขปัญหาแบบเชิงรุก อันแรกเลยคือการประชาสัมพันธ์ช่องทางในการติดต่อขอความ ช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากตำรวจที่ดิฉันได้ขึ้นสไลด์นี้ไว้ เพื่อแก้ปัญหา ว่าเมื่อผู้ถูกกระทำไปแจ้งความกับตำรวจนั้นส่วนมากจะจบด้วยการไกล่เกลี่ยแล้วก็ยอมความ ทีนี้พอเดินทางกลับไปถึงบ้านการกระทำความรุนแรงนั้นอาจจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก การให้ ครอบครัวหรือคนในชุมชนได้มีการตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการใช้ความรุนแรงใน ครอบครัว ให้เพื่อนบ้านได้ช่วยกันสอดส่องดูแล ปรับเปลี่ยนทัศนคติอย่าให้เห็นว่าอันนี้ เป็นเรื่องของผัวเมีย อันนี้เป็นเรื่องของชาวบ้าน เราไม่ต้องใส่ใจก็ได้ แต่ว่าอยากให้มองเป็น เรื่องของเรื่องที่ทุกคนจะต้องช่วยกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง และการเพิ่มความรอบรู้ ทางด้านสุขภาพจิตเพื่อให้ทุกคนสามารถประเมินตัวเองได้ก่อนนะคะ เพราะว่าสาเหตุส่วนหนึ่ง จากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้นปัจจัยหนึ่งก็มาจากอาการป่วยทางจิตเวชด้วย ถ้าบุคคลคนนั้นสามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาได้ก่อนไม่ให้เขาเป็นผู้ป่วยก็อาจจะลดสถิติ ความรุนแรงลงได้🔗

สุดท้ายนะคะท่านประธาน ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการที่จะหล่อหลอมบุคคลคนหนึ่งว่าเขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร มีทัศนคติความคิด อย่างไร และการเลี้ยงดูนั้นเป็นการสำคัญมากนะคะ การถูกการเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง ไม่ได้ มีการเข้ามาดูแลแก้ไขนี่ การกระทำความรุนแรงเหล่านั้นก็จะถูกส่งต่อไปรุ่นต่อรุ่นไม่จบไม่สิ้น ดิฉันเข้าใจว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนัก แล้วก็เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างมีความท้าทาย ดิฉันก็อยากจะขอให้กำลังใจหน่วยงาน แล้วก็ผู้ปฏิบัติงานหน้างานทุก ๆ ท่านด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ🔗

นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ รายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงของครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕ ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ก็ขอชื่นชมว่าท่านได้ทำเล่มสวยงามและข้อมูลครบถ้วน แต่สิ่งสำคัญ ที่สุดก็คือย้อนนานไปหน่อยปี ๒๕๖๕ ถ้าเป็นปี ๒๕๖๗ นี้จะดีมากเลยเพราะว่าปีนี้ก็เป็น ปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ แล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลจากหลายหน่วยทั้ง ๑๘ หน่วยงานที่ท่าน รายงานมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักแล้วก็ไม่สบายใจในปัญหาที่เกิดความรุนแรงขึ้น ภายในครอบครัว ซึ่งนับวันจะมีมากยิ่งขึ้นนะครับ ตัวเลขมาก ๆ ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดี แต่เป็นสิ่ง ที่เราเองนั้นไม่สบายใจ ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้แทนของปวงชนก็เป็นทุกข์ เช่นเดียวกันนะครับ เพราะการกระทำนั้นทุกเพศทุกวัยในครอบครัวได้รับผลกระทบหมด ไม่ว่าเพศไหนก็ตามตั้งแต่ ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปีเป็นต้นไปครับ แล้วคนที่กระทำความรุนแรง ในครอบครัว คำว่า ครอบครัว เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูกและบุคคลในครอบครัวซึ่งอยู่ด้วยกันครับ เกิดมาด้วยกัน สร้างให้เกิดแล้วก็สร้างปัญหา ความรุนแรงทั้ง ๕ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทั้งชีวิต ร่างกาย จิตใจ การทำความรุนแรงทางเพศก็ดี ความรุนแรง ทางเสรีภาพ การกระทำความรุนแรงทางสุขภาพ การกระทำความรุนแรงทางสังคม เรื่องของ การละเลยทอดทิ้งและการผิดทำนองครองธรรมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ทั้ง ๕ ประเภทนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์และไม่เป็นที่ต้องการของสังคม และไม่ควรให้เกิดขึ้นกับ สังคมไทยของเรานะครับ ท่านประธานครับ สาเหตุสำคัญที่ทางกรมกิจการสตรีและสถาบัน ครอบครัว ได้รายงานมานั้นก็คือ ประการแรก สัมพันธภาพครอบครัว ความทะเลาะวิวาท ความหึงหวง การใช้ความรุนแรงต่าง ๆ และเรื่องที่ ๒ ที่รายงานมานั้นก็คือสาเหตุของสุรา ยาเสพติด เรื่องนี้จึงเป็นวาระสำคัญที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยที่จะปราบปราม ยาเสพติดให้หมด เพราะอะไรครับทั้ง ๒ เรื่องล้วนแต่เป็นเรื่องที่สร้างความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุรายาเสพติดทำให้ขาดสติ หลอน ไม่รู้ครับ ไม่รู้พี่ รู้น้อง รู้พ่อ รู้แม่ รู้ปู่ย่า ตายายครับ หลอนทำอะไรได้หมดเลย นี่คือสาเหตุสำคัญนะครับ แล้วข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายนะครับ คนอื่น หน่วยอื่น กรมอื่น กระทรวงอื่น ใครก็ตามนอกครอบครัวนี้ช่วยได้ ไม่มากหรอกครับ เพียงแต่บรรเทาสาเหตุของปัญหาเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามคนที่จะต้อง ดูแลกันและช่วยกันได้ดีที่สุดนั้นต้องเป็นบุคคลในครอบครัว คนที่เขาอยู่ด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วม สุขด้วยกันมา กินเผ็ด กินร้อน กินเค็มด้วยกันมา นี่ละครับคือคนที่จะต้องช่วยกันได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นในส่วนที่เราจะต้องแก้ปัญหานั้น ผมอยากเรียนว่าเราต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพื่อเป็นการป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข ปัญหาตรงจุดอย่างไรครับ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์คืออะไรครับ ทุกข์คือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้น มันเกิดปัญหาแล้ว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าใครก็ตามทุกเพศ ทุกวัยนะครับ ตั้งแต่ ๑๐ ปี ถึง ๒๐ ปี หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ด้วยกันเองก็เป็นความรุนแรง มันเป็นปัญหาในสังคม เป็นปัญหาที่พวกเราต้องตระหนักและช่วยเหลือกัน สมุทัยคือเหตุของปัญหาคืออะไรครับ เหตุของปัญหามี ๒ ส่วนที่ท่านเสนอมา เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ให้ตรงจุดครับ ปัญหาแรก ก็คือสัมพันธภาพที่ดีของครอบครัว สัมพันธภาพที่ดีของครอบครัวนั้นการทะเลาะเบาะแว้ง การทะเลาะวิวาท การหึงหวงก็สร้างความรุนแรง หรือความมึนเมาก็สร้างความรุนแรง เพราะฉะนั้นตรงนี้เราทำอย่างไรให้เกิดครอบครัวอบอุ่นครับ เราจำเป็นต้องสร้างครอบครัว ที่อบอุ่น ธรรมะบำบัด เราอยู่ในสังคมชาวพุทธแต่เราไม่เคยใช้ธรรมะในการที่จะมาช่วย เยียวยาจิตใจของคนในสังคมอันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็น จะต้องช่วยกันนะครับ🔗

สาเหตุที่ ๒ คือสุรายาเสพติด อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นยาเสพติด ทุกประเภท สุราทุกประเภทก็ดีล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทั้งนั้น เมื่อดื่มแล้วกินแล้วขาด สติสัมปชัญญะ เกิดความมึนเมา หลอนทำร้าย เข่นฆ่าคนในครอบครัวก็เกิดขึ้น นี่ละครับ คือปัญหาสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นทำอย่างไรต้องแก้ที่ราก ก็คือปราบปรามยาเสพติดอย่าง เห็นผล นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะแก้ให้ตรงจุด เพราะฉะนั้นจุดที่ต้องแก้ไขในข้อเสนอ เชิงนโยบายทั้ง ๒ เรื่องหลักก็คือทำอย่างไรให้ครอบครัวอบอุ่น ให้เขาเกิดความรัก Love ความรักต่อกัน ยิ้มแย้มให้กันมีความอบอุ่นเกิดขึ้น แล้ว Safe ก็เกิดความปลอดภัย และท้ายที่สุดกว่า Happiness ก็คือเกิดความสุขในครอบครัว อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเราต้องดำเนินการปราบปรามให้สิ้นซาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ที่เป็นต้นทางนะครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็ต้องเร่งดำเนินการให้เห็นผล อย่าลูบหน้าปะจมูก อย่าไว้ หน้า เห็นแล้วก็ต้องเร่งจัดการให้หมดนะครับ🔗

ประการที่ ๓ นิโรธ กระบวนการแก้ไขครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็น ก็คือการให้ความรักให้ความอบอุ่น การใช้ธรรมะบำบัดนะครับ การปราบปรามยาเสพติด ที่เห็นผล และท้ายที่สุด มรรค เราก็จะได้ความสุขคืนมาในครอบครัวนะครับ กฎหมายเป็น ส่วนประกอบเท่านั้นครับ เราจะสร้างกฎหมายหรือสร้างใคร ๆ ใด ๆ ก็ตามไม่สามารถแก้ไข ปัญหาอย่างเห็นผลได้ สำคัญที่สุดนั้น เราจำเป็นจะต้องสร้างความสุขที่เกิดขึ้นในครอบครัว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคน และนั่นคือคุณภาพของคนในชาติครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ขอไว้ ๓ นาทีใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคประชาชน ก่อนอื่นก็ต้องขอไว้แค่ ๓ นาที เพราะว่าจะพูดสั้น ๆ Update สถานการณ์ เพราะว่าตอนที่อภิปรายรายงาน อันนี้เมื่อประมาณปีที่แล้วตอนนั้นสภาเรายัง ไม่ได้ผ่านกฎหมายเรื่องไม่ตีเด็ก เพราะครั้งก่อนแจมอภิปรายไปว่าการแก้ไขปัญหาความ รุนแรงในครอบครัว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือวัยเด็ก ๐-๖ ขวบที่เป็นวัยที่เราบ่มเพาะ พฤติกรรมของเด็กที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และถ้าเรายังไม่ได้มีกฎหมายที่คุ้มครองในเรื่อง ของการตีเด็กตราบใดที่เรายังมีการตีลูกของเราด้วยความรักอยู่เราจะไม่มีทางแก้ไขปัญหา เรื่องความรุนแรงในครอบครัวได้เลย ซึ่งก็ต้องขอบคุณสภาแห่งนี้ที่เราได้มีการผ่านการแก้ไข กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องการไม่ตีเด็ก แต่ก็ต้องทวงถามไปยังรัฐบาลว่าตอนนี้ ร่างนี้ไปถึงไหนแล้วยังค้างอยู่ที่ตรงไหน เพื่อจะได้มีการบังคับใช้และจะช่วยแก้ไข แล้วก็ลด ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต ท่านประธานคะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องความรุนแรง ในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ประเทศเรายังคงมีความรุนแรงในครอบครัว สถิติ ที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี ดิฉันเองก็ได้ทำงานกับภาคประชาสังคม และหลายต่อหลายครั้ง ก็ได้รับข้อเสนอมาในเรื่องว่าสถิติจริง ๆ ที่เราเขียนกันไม่ว่าจะเป็นของศูนย์พึ่งได้ก็ตาม สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย หรือว่าตำรวจนี่ ตัวเลขจริง ๆ อาจจะมากกว่านี้ก็ได้ เพราะว่า หลายต่อหลายครั้งผู้ที่อยู่ในความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้กล้าที่จะออกมาจากความรุนแรง ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจก็ตาม ด้วยสภาวะการพึ่งพิงกันก็ตาม หลาย ๆ ครั้งผู้หญิงหรือผู้ชาย เองก็ตาม เราก็ต้องทนอยู่ในสภาวะแบบนั้น เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะออกมาจากความ รุนแรงนั้นได้ ยังคงต้องพึ่งพิงพึ่งพาอาศัยกันอยู่ ไม่ต้องพูดถึงว่ายิ่งถ้ามีลูกอีก เราก็ต้องเผชิญ อีกว่าถ้าเราออกจากความรุนแรงไปแล้วลูกเราจะอยู่อย่างไรค่ะ จริง ๆ เคยไปแอบอ่าน งานวิจัยหรือว่ากฎหมายในประเทศอื่น ๆ เขาบอกว่าการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ในครอบครัวอย่างหนึ่งได้ หรือว่าการที่จะให้ผู้หญิงออกมาจากความรุนแรงในครอบครัวได้ ออกมาจากสถานการณ์ความรุนแรงได้ รัฐต้องช่วยในการ Subsidize เรื่องของค่าใช้จ่าย ในการเลี้ยงลูกก็ตาม ค่าใช้จ่ายของตัวผู้หญิงเองหรือการทำมาหากินหรือการหาเงินด้วยก็ตาม เพื่อให้เขานี่มีความเซฟว่าถ้าออกจากความรุนแรงไปแล้วเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ และ สุดท้ายเราเองต้องเลิกค่ะ Romanticize คำว่า ครอบครัวต้องมีพ่อแม่หรือลูกเสมอไป ปัจจุบันเราผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมไปแล้วต่อไปครอบครัวนี่อาจจะไม่ได้เป็นพ่อแม่ลูก อาจจะเป็นพ่อพ่อแล้วก็ลูก หรืออาจจะเป็นแม่แม่แล้วก็ลูก หรืออาจจะเป็นพ่ออย่างเดียว หรือลูกอย่างเดียวก็ได้ คำว่า ครอบครัวอบอุ่นเราต้องไม่ผูกเอาไว้ว่าจะต้องมีพ่อแม่ลูกเสมอ ไป คำว่า ครอบครัวอบอุ่น คือครอบครัวที่ทุกคนเลี้ยงลูกบ่มเพาะลูกด้วยความรัก เพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวต่อไปในอนาคต ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสุดท้าย เชิญท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๒ สมัย ทำงานกับรัฐมนตรี พม. มา ๒ คน ก็ต้องกราบเรียนแบบนี้เพื่อจะบอกว่าเรื่องความรุนแรงนั้น ผมอ่านรู้ดูเห็น แล้วก็แก้ปัญหาเป็น แต่เราต้องยอมรับครับท่านประธานว่า ครั้งหนึ่งในอดีต ประเทศไทยของเราเคยติดอันดับ Top Ten ประเทศที่มีการใช้ความรุนแรงในสังคมสูงที่สุด Top Ten ก็คืออยู่ ๑ ใน ๑๐ ของโลก ซึ่งไม่ได้เป็นอันดับ Top Ten ที่เราน่าจะภาคภูมิใจ อะไร ในปี ๒๕๖๕ สถิติไม่ได้มีไว้จรดจารจารึก แต่มีไว้ทำลายหรืออย่างไรไม่ทราบ มีสถิติอีกตัว ครับว่าคนไทยหรือสังคมไทยนั้นมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว เมื่อสักครู่ใช้ความรุนแรง ในสังคม อันนี้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว มีแนวโน้มใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น ๓ เท่า พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข ทุก ๆ กรมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ ไปไม่ถูกทิศ ทำงานไม่ถูกทางนั่นก็ไม่ใช่ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าบริบท ของสังคมในบางประเด็นนั้นเป็นส่วนเร้าที่ทำให้มีการใช้ความรุนแรง ในอดีตสมัยผมเด็ก ๆ เขาบอกว่าจะดูละครต้องดูละครหลังข่าวครับ แต่ปัจจุบันนี้ละครไม่ต้องมาหลังข่าวครับ แต่ว่าเขานำเสนอข่าวเป็นละคร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่บ้านกกกอก จังหวัดมุกดาหาร หรือกรณีของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแวดวงดารา ศิลปิน คนบันเทิง แล้วเราก็เสพสิ่งเหล่านี้ทุกวัน ๆ จนเราอาจจะแยกแยะไม่ออกเลยว่าอันไหน คือสิ่งที่เป็นวิถีปฏิบัติปกติในสังคมหรือสิ่งใดเป็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ประเภท ผัวตบเมียตี ผัวหนีเมียด่า ผัวกระทืบคลานออกมา เมียตามกลับมาตบซ้ำ แบบนี้ถือว่าเป็น ความรุนแรงในครอบครัวและเป็นความรุนแรงในสังคม ผมอ่านรายงานก็เห็นแสงสว่างที่ ปลายอุโมงค์ครับ ท่านสรุปมาอ่านเข้าใจง่าย แบ่งเป็นหมวดหมู่ จัด Grouping ไว้เรียบร้อย แต่ผมอยากจะ Highlight ๕ ประการด้วยกัน และผมเห็นว่าถ้าเราทำตาม ๕ ขั้นตอนนี้ปัญหา ความรุนแรงในครอบครัว การใช้ความรุนแรงในสังคมอาจจะไม่หมดไปครับ แต่ว่าจะหนัก เป็นเบา ทุเลาเป็นหาย และมีทิศทางคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น🔗

ประการที่ ๑ เราต้องสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนค่านิยม ประเภทโต้วาที กันในญัตติระหว่างสามีภรรยาว่า กลับเช้า กับไม่กลับเลยอะไรดีกว่ากัน โต้กันไปโต้กันมามีใช้ อุปกรณ์ประกอบการโต้วาที เช่น ไปรื้อโทรทัศน์กัน ไปทุ่มอุปกรณ์ด้วยกัน เอาพัดลมทุ่มใส่กัน แบบนี้ถือเป็นการใช้ความรุนแรงและสังคมต้องตระหนักรู้ ใครอยู่ใกล้ต้องช่วย จะแจ้งข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะโทรไปเบอร์สายด่วนของ พม. ก็ต้องทำ🔗

ประการที่ ๒ ต้องเปิดช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และมีช่องทาง ในการแจ้งเหตุที่หลากหลายครับ จะโทรทาง LINE จะโทรสายด่วน ๑๓๐๐ โทรกระทรวง สาธารณสุข ไปศูนย์พึ่งได้ โทรไปโรงพยาบาลต้องติดง่ายครับ และทุกสายนั้นต้องพร้อม ในการที่จะเฝ้าระวังและจัดอัตรากำลังคนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับสถานการณ์การใช้ความ รุนแรงอย่างทันท่วงที🔗

ประการที่ ๓ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดชัดเจนว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องไปดูว่า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและมีมาตรการคุ้มครองของผู้ที่เป็นพลเมืองดี ผู้ประสบเหตุ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ การใช้ความรุนแรงในครอบครัว หน่วยงานรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีบทบาทในการเป็นองค์กรนำในการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ถูกกระทำ รวมถึงคุ้มครอง ผู้ให้การช่วยเหลือด้วย🔗

ประการที่ ๔ การฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ให้คำปรึกษาในมิติของการ ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจให้กับผู้ที่ถูกกระทำ ถูกใช้ความรุนแรง จัดหาที่พัก ที่พึ่งพิงชั่วคราว จะเรียกว่า บ้านปลอดภัยหรือศูนย์พักเพื่อความปลอดภัย สนับสนุนด้านอาชีพ หาการศึกษาให้ อันนี้ก็ต้องทำ สนับสนุนให้ผู้ถูกกระทำการใช้ความรุนแรงนั้นสามารถใช้ชีวิต ต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้กระทำความผิด แต่ว่าในบางสถานการณ์มีแบบนี้ครับ คือมีการใช้ ความรุนแรงนานเข้ามากเข้าเรื่อย ๆ พอถึงเวลาพอไปแจ้งเสร็จปั๊บผู้ใช้ความรุนแรงก็ถูกจับไป ดำเนินคดี สุดท้ายก็กลับมาอยู่บ้านหลังเดียวกันอยู่ดีครับ ดังนั้นเราจะต้องแยกและฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบ และต้องไม่สามารถกลับไปอยู่ร่วมกับผู้กระทำความผิดได้🔗

ประการที่ ๕ เป็นส่วน Highlight สำคัญที่ผมต้องชี้ชัด ๆ ว่า ต้องเพิ่มมิติการ ป้องกันเชิงรุกด้วยการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ที่เขาบอกว่า ล้อมรั้วด้วยรัก ถักทอความ อบอุ่น เป็นสายใยรักของคนในครอบครัว ส่งเสริมการสื่อสารที่ดีในครอบครัวครับ บางทีบาง ครอบครัวนี่ลักษณะเหมือนครอบครัวหัวร้อน แบบโฆษณาขายข้าวมันไก่ ต้องขว้าง Halls เข้าไปให้อมแล้วถึงจะสามารถอารมณ์เย็นขึ้น การใช้ความรุนแรงผ่านการพูดการสื่อสารเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรงในการคุกคาม หรือการทำร้ายร่างกาย สนับสนุนการอบรมในการบริหารจัดการอารมณ์ครับ ไอคิวดีแล้ว อีคิวต้องดี ต้องมีความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ลดความตึงเครียดและอารมณ์ร้อน ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กและสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย นี่เป็น ๕ ขั้นตอน ๕ แนวทางที่ความจริงในรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงก็พูดไว้ครบถ้วน ผมเพียงแต่ Highlight ว่า ๕ ข้อนี้เดินไปตามทิศทางนี้ การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การใช้ความรุนแรงในสังคมลดลงแน่นอน และต้องทำอย่างเป็นระบบ ทำอย่างต่อเนื่อง และความรุนแรงในครอบครัวก็จะหมดไปในที่สุด ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นอันหมดผู้อภิปรายซักถามแล้วนะครับ ต่อไปเชิญทางหน่วยงานได้กรุณาตอบชี้แจง ในประเด็นต่าง ๆ เชิญครับ🔗

นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

เรียน ท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติค่ะ ในส่วนของการที่มีผู้ได้นำเสนอเรื่องของการรับ เรื่องราวร้องทุกข์ต่าง ๆ ก็ต้องเรียนว่าในส่วนของการรับเรื่องราวร้องทุกข์เรามี ๑๓๐๐ ที่โทร ได้ฟรี ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ในมิติการโทรฟรีมีนักสังคมสงเคราะห์แล้วก็มีศูนย์ปฏิบัติการเคลื่อนที่ เร็วที่พิจารณาว่าถ้าเป็นกรณีเร่งด่วนหรือว่าอันตรายต่อชีวิตก็จะต้องรีบลงไปทำการ ช่วยเหลือโดยทันที ทีนี้นอกจากนี้มีหลายกรณีที่อาจจะไม่สามารถโทรศัพท์ได้ ก็มีเรื่องของ ESS Help Me ที่จะเข้าไปปักหมุดหยุดเหตุ แล้วก็ตัว Application ใหม่ที่ทำนี้จะเด้งไปที่ สถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็จะต้องรีบลงไปให้การช่วยเหลือโดยทันทีนะคะ แล้วก็ ในส่วนของการที่มีปัญหาเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว นอกเหนือจาก การโทรศัพท์แล้วยังมี Family Line หรือว่าเพื่อนครอบครัวที่สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการ ได้นะคะ หลายท่านได้พูดถึงเรื่องของการไกล่เกลี่ย ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าการไกล่เกลี่ยนี้ ไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมนะคะ เพราะว่าการไกล่เกลี่ยนี้หลักการก็คือว่าเราต้องเอาผู้ที่ถูกกระทำ ด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นวิธีการในการทำงานเราจะใช้กระบวนการ ทำงานโดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ในการที่จะเข้ามาสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจของสมาชิก ในครอบครัว รวมถึงผู้ที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวด้วย ในส่วนของพนักงาน เจ้าหน้าที่ของท่าน สส. ณัฐวุฒิ เดี๋ยวจะต้องนำเรียนว่าของท่านก็เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แล้วนะคะ แล้วก็ในส่วนของการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ขออนุญาตนำเรียนว่าไม่ใช่ ๗๒ ชั่วโมงนะคะ แต่ว่าการอบรมจะใช้เวลาทั้งหมด ๑๐ วัน ซึ่งจะครอบคลุมไปทั้งเรื่องของ เนื้อหาด้านกฎหมาย เรื่องของการให้ความช่วยเหลือการทำงานกับทีมสหวิชาชีพ การสืบ ข้อเท็จจริง การให้การช่วยเหลือ ซึ่งก็จะต้องมีการไปศึกษาดูงานแล้วก็ทำงานร่วมกับ พนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วก็สหวิชาชีพด้วยค่ะ ในปัจจุบันก็มีการพูดถึงเรื่องของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามในกฎหมายฉบับนี้ก็เปิดให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้นำชุมชนนั้นได้เป็น พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายด้วยนะคะ ในมิติที่พูดถึงเรื่องของการป้องกัน ปัญหาเรื่อง ความรุนแรง ในส่วนของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวเองก็ได้มีการเสนอ ในเรื่องของการแสดงออกที่ดี คำดี ๆ ที่เราจะต้องสื่อสารกันในครอบครัว ซึ่งก็ไม่ต้องลงทุน จริง ๆ อย่างที่ท่านธีระชัยกรุณาพูดถึงนะคะ เช่น การบอกกันว่า รักนะ เหนื่อยไหม ภูมิใจนะ ขอโทษนะ ขอบคุณนะ อดทนนะ ทำได้อยู่แล้ว คำเหล่านี้เราก็ได้มุ่งแล้วก็รณรงค์ให้กับทุก ครอบครัวได้ใช้กันนะคะ ทีนี้ในมิติของการแจ้งเรื่องของความรุนแรงในมาตรา ๕ แห่ง กฎหมายฉบับนี้ก็พูดถึงว่ากรณีที่มีผู้พบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีหน้าที่ ที่จะต้องแจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติ และเมื่อแจ้งโดยสุจริต แล้วย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครองค่ะ ในส่วนของกฎหมายใหม่ ๆ ที่หลายท่านได้กรุณาพูดถึง ต้องเรียนว่าตอนนี้ถ้าการคาดการณ์ ไม่ผิดพลาดไม่น่าจะเกินวันที่ ๑๘ มีนาคม กฎหมายฉบับนี้จะได้เข้าที่ ครม. แล้วสาระสำคัญ ก็คือว่าจะมีการแก้ไขในบทนิยามคำว่า ความรุนแรงในครอบครัว บุคคลในครอบครัว และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น มีการเพิ่มอัตราโทษปรับในความผิด ฐานกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จากเดิม ๖,๐๐๐ บาท เป็น ๖๐,๐๐๐ บาท กำหนดให้ ศาลลงโทษให้หนักขึ้น หากมีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก และเป็นการกระทำ ความรุนแรงต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัว รวมถึงเรื่องของการกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ห้ามและออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ที่จะถูกกระทำด้วย ความรุนแรง หรือจะถูกกระทำด้วยความรุนแรงซ้ำ แล้วก็มีประเด็นเรื่องของที่หลายท่านพูด ถึงว่า การคุ้มครองในเรื่องของผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่ลุกขึ้นมากระทำความรุนแรงเสียเอง หรือที่เรียกว่า Battered Person Syndrome ด้วย ทีนี้ในส่วนของการเก็บข้อมูลตัวเอง ก็ขออนุญาตรับไว้ เพราะเห็นด้วยจริง ๆ ว่าระบบการเก็บข้อมูลนั้นควรจะเป็นฐานข้อมูล เดียวกัน แต่ต้องเรียนนิดหนึ่งว่าในส่วนของการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงใน ครอบครัวเราจะใช้กฎหมายหลายฉบับเข้ามาทำงานร่วมกัน อย่างเช่น ถ้าเป็นกรณีของเด็กที่ ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเราก็จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ร่วมด้วย ในส่วนของ การรายงานที่ท่านเทอดชาติกรุณาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมช้าจัง ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า จริง ๆ ไม่อยากออกตัวเพราะว่าขั้นตอนกว่าจะมาถึงตรงนี้มันผ่านกระบวนการมาเยอะ แต่ว่า ในปีหน้ายืนยันว่าเดี๋ยวเราจะทำให้เร็วขึ้น ส่วนปี ๒๕๖๖ จริง ๆ ก็เสร็จแล้ว แต่ว่ายังไม่ผ่าน กระบวนการที่จะเข้า ครม. และการรายงานได้ ทีนี้มิติในเรื่องของการทำงานในเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นมิติที่ดีที่สุดก่อนที่จะเกิดปัญหาทั้งหลายก็จะมีในเรื่องของการจัดพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับ ครอบครัว สมัชชาครอบครัว การพัฒนาศักยภาพกลไกในชุมชน เรื่องของการจัดทำโครงการ เพื่อนครอบครัว และตอนนี้ล่าสุดเรามีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า นักพัฒนาครอบครัวในชุมชนอยู่ใน พื้นที่นำร่อง ๒๕ พื้นที่ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวขออนุญาตนำเรียน แล้วก็จะนำ ข้อแนะนำต่าง ๆ ไปปรับในกระบวนการทำงานเพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง ในครอบครัว แล้วก็การป้องกันให้ครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดี กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านอธิบดีนะครับ ก็เป็นอันว่าไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจแล้ว ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบ รายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ประจำปี ๒๕๖๕ นะครับ ขอบคุณทางท่านอธิบดีกรมกิจการสตรีแล้วสถาบันครอบครัว ท่านอธิบดีแรมรุ้ง แล้วก็ทีมงาน ขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

เรียนท่านสมาชิกวันนี้น่าจะมีเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๓ เรื่อง แต่ทราบว่าในเรื่องที่ ๓ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ได้ขอถอนออกไปก่อน เพราะฉะนั้นก็จะเหลือ ๒ รายงาน เป็นระเบียบวาระที่ ๔.๑ แล้วก็วาระที่ ๔.๒ ผมได้ดูรายชื่อที่ท่านสมาชิกได้ลงชื่อไว้ ก็มีหลายท่านพอสมควร เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ดึกมากเกินไปขอขยับเวลาเป็นท่านละ ๕ นาที แต่ว่าเกินบ้างเล็กน้อย ก็จะอนุโลมกัน🔗

๑. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไข ปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญทางท่านกรรมาธิการเข้าประจำที่ได้เลยนะครับ มีท่านเดียวหรือครับ ท่านประธาน ท่านเดียวเลยนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงเลย เชิญครับ🔗

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ทำการศึกษา เรื่องของการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะแบบบูรณาการ🔗

ตามที่ทางที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติส่งญัตติต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไข ปัญหาการจัดการขยะชุมชน ของนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี🔗

ญัตติที่ ๒ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเสนอโดยท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗

และญัตติที่ ๓ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการการจัดขยะในประเทศไทยอย่างบูรณาการ ซึ่งเสนอโดย ท่านวิทยา แก้วภราดัย🔗

ซึ่งทั้ง ๓ ญัตติทางสภาได้มอบหมายให้ทางคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการแก้ไข ปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการได้นำเสนอ ให้ที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ซึ่งใน ที่ประชุมครั้งนั้นก็มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และทุกท่านก็ได้สนับสนุนข้อเสนอแนะ ของทางคณะอนุกรรมาธิการ แต่ในที่ประชุมก็ได้มีข้อสรุปว่าให้ทางคณะอนุกรรมาธิการ จัดทำเนื้อหาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของข้อมูลในการบริหารจัดการขยะ และในวันนี้รายงาน ดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางคณะกรรมาธิการก็เลยถือโอกาสนี้นำเสนอต่อ ที่ประชุมนะครับ เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของสภาผมจะขอชี้แจงเฉพาะข้อสังเกตซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่จะนำเสนอให้กับทางฝ่ายบริหารเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการขยะโดยเร่งด่วน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรัง แล้วก็ถ้าเป็น มะเร็งก็ต้องบอกว่านี่คือระยะสุดท้ายแล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไรผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชน ผมขอสไลด์ข้อที่ ๑ เลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการ

ซึ่งที่ท่านจะเห็นใน สไลด์นี้จะเป็นข้อสรุปจากข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือเป็นข้อเสนอนั่นเองนะครับ ซึ่งในข้อแรกเรามองเห็นว่าประเทศไทยเราควรจะต้องมีกฎหมายที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา การจัดการขยะ ซึ่งต้องอาศัยหลักการในการจัดการขยะแบบลำดับขั้น หรือเราเรียกว่า เป็น Waste Hierarchy ซึ่งเราเน้นในการจัดการขยะครบรูปแบบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง แล้วก็ปลายทาง ซึ่งครอบคลุมกันตั้งแต่การลดขยะ การคัดแยก การเพิ่มอัตราการเกิดขยะ การนำไปใช้ใหม่หรือว่า Reuse การ Recycle หรือการนำขยะไปผลิตเป็นพลังงาน และสุดท้ายคือการฝังกลบ ซึ่งถ้าท่านเคยเห็นภาพมันจะเริ่มจากสูงสุดจนกระทั่งต่ำสุด ซึ่งต่ำสุดก็คือการฝังกลบ แล้วขึ้นมาถึงก็เป็นการนำขยะไปผลิตเป็นพลังงาน การ Recycle การนำไปใช้ใหม่ แล้วก็การลดอัตราการเกิดขยะ ซึ่งการนำ Concept เหล่านี้มาใช้มันจะช่วย ให้เกิดกลไกหรือว่าเครื่องมือที่หลากหลายผสมผสานกันโดยนำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาใช้ โดยเทคโนโลยีนั้นอาจจะไม่ใช่เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่แต่ควรเป็นเทคโนโลยี ที่ได้รับการรับรอง หรือว่ามีความเชื่อมั่นว่าสามารถดำเนินการในการจัดการขยะได้จาก หลาย ๆ ประเทศที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็ควรจะครอบคลุมให้ถึงหลักการ ในการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือว่า EPR ซึ่งย่อมาจากคำว่า Extended Producer Responsibility นะครับ ซึ่งหลักการนี้ก็คือ เราจะขยายให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองนำมาจำหน่ายในตลาดด้วย และนอกจากนี้รัฐควรจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งต้องทำงานประสานกันระหว่าง ภาครัฐและเอกชน เพื่อทำให้เกิดกระบวนการในการจัดการของการบริหารจัดการขยะครับ ตัว EPR ก็ต้องมีคน Run ระบบ คนที่ Run ระบบเรามองกันว่ารัฐก็ต้องสนับสนุนให้เกิด Producer Responsibility Organization หรือว่า PRO นะครับ🔗

ส่วนข้อที่ ๒ ในระยะสั้นรัฐบาลควรเร่งรัดให้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะ กิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะเริ่มก็คือเราต้องจัดเก็บขยะให้ครบทุกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก่อน และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีการปรับปรุง ประเมินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง ๆ ต้นทุนจริง ๆ และสภาพ ปัญหาของตัวเอง ซึ่งการกำหนดในเรื่องของการดำเนินการนอกจากวิธีการเก็บขนแล้ว การจัดการที่กลางทางและปลายทางก็ยังมีส่วนจำเป็นด้วย โดยรัฐจะต้องออกมาตรฐาน ในการจัดการขยะที่ดีในแต่ละเทคโนโลยีที่ใช้ในการ ไม่ว่าจะเป็นฝังกลบหรือว่าเตาเผา โดยที่ ทางกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องบูรณาการ ร่วมกัน โดยเฉพาะการเร่งรัดทำให้มีแผนการจัดการขยะของประเทศ ผมไม่ได้คุยกันถึงว่า Cluster ในระดับอำเภอหรือตำบล เราควรต้องมองกันถึงระดับประเทศ เพราะว่าการบริหาร จัดการขยะบางจังหวัดไม่สามารถดำเนินการให้ก่อให้เกิดเขาเรียกว่า Feasibility ได้ในระดับ จังหวัดของตัวเองเป็นจังหวัดเดียว ต้องมีการคิดโดยรอบด้านทั้งประเทศทั้งระบบ โดยที่เรา จะต้องไม่สร้างหรือว่าก่อให้เกิดกำเนิดมลพิษเพิ่มเติม เช่น หลุมฝังกลบแบบเทกอง เตาเผา ขนาดเล็กหรือว่าการนำขยะพลาสติกมากลั่นเป็นน้ำมันโดยที่เทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้มีการ Prove จากหน่วยงานใด ๆ เลย ในขณะเดียวกันพื้นที่ขยะเดิมซึ่งมีการปนเปื้อนอยู่ต้องได้รับ การตรวจสอบแล้วก็จัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนเหล่านั้นอย่าง รวดเร็ว ในระยะยาวอย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้อสังเกตข้อแรก หน่วยงานเฉพาะซึ่งโดยสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการจัดการขยะ และของเสียของประเทศทั้งหมดอย่างเป็นระบบจะต้องมีการแต่งตั้งขึ้น โดยจะต้องไม่แยกว่า ขยะนั้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใดหรืออยู่ภายใต้การจัดการของกระทรวง กรมใด เช่น ในปัจจุบันนี้เรามีปัญหามากว่าขยะอุตสาหกรรมรับผิดชอบโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ถ้าขยะอื่นเขาจะไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าลักษณะของขยะนั้นจะเป็นเรื่อง เดียวกันนะครับ มีลักษณะเดียวกัน รวมถึงจะต้องมีขยายความรับผิดชอบในเรื่องของการ จัดการขยะพิเศษ ตามหลักการการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ผมได้กล่าวมาแล้ว เช่น ตัวขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะบรรจุภัณฑ์ เพราะในการจัดการขยะพิเศษเหล่านี้ต้องใช้เงิน หมุนเวียนเป็นจำนวนมาก ถ้าหากเราเริ่มนำระบบ Deposit and Refund การมัดจำแล้วก็ จ่ายคืนเมื่อเอาขยะเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว เสียค่ามัดจำไป เพราะเมื่อผลิตภัณฑ์นั้น เสียก็กลับกลายมาเป็นขยะ เราก็เอาขยะตัวนั้นไปคืนแล้วก็จะได้เงินที่เรามัดจำไว้กลับคืนมา ซึ่งหลักการพวกนี้มันต้องใช้หลักการทางด้านเศรษฐศาสตร์ในการกำกับแล้วก็บริหารจัดการ ต้องนำหลักการรัฐศาสตร์มาประยุกต์มาคิดด้วย🔗

ข้อที่ ๔ เราจะต้องจัดให้มีกลไกและเครื่องมือส่งเสริมการคัดแยกขยะ อย่างชัดเจนไม่เพียงเฉพาะแค่การส่งเสริมให้ความรู้หรือมีการรณรงค์เป็น Campaign จัด ๒-๓ เดือนแล้วก็หยุด ๒-๓ เดือนแล้วก็หยุด เราต้องทำให้เป็นระบบและให้มันเกิดความยั่งยืน ซึ่งเราต้องเริ่มกันตั้งแต่ระดับในครัวเรือน ที่อยู่อาศัย ชุมชน ซึ่งอาจจะแบ่งกันเป็นเฟส เฟสต่าง ๆ ก็ได้ อาจจะเริ่มที่อาคารใหญ่ หมู่บ้านจัดสรร ต้องมีการจัดกฎระเบียบท้องถิ่น บังคับให้มีการแยกขยะหรือมีการจัดเตรียมภาชนะรองรับในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ รวมถึง มีการเก็บขนอย่างเป็นระบบบนฐานของการคัดแยก คำว่า ฐานของการคัดแยก ก็คือถ้าท่านแยก ๔ ประเภท ท่านก็ต้องมีการเก็บขน ๔ ประเภท ไม่ใช่เอาทุกประเภทมารวมกัน รวมถึงการจัดการที่ปลายทางที่ต้องสอดคล้องกันกับตัวขยะ ที่รับจัดการด้วย ไม่ใช่ว่าท่านจัดทำเตาเผาแต่ท่านไม่มีระบบในการแยกตัวเศษแก้วออกจาก ระบบเลย เพราะว่าเศษแก้วพอถึงเวลาที่ไปเผาที่อุณหภูมิสูงมันก็จะหลอมแล้วก็แข็ง สุดท้าย ระบบต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นการจัดการที่ปลายทางต้องมีความ สอดคล้องกันกับต้นทางในการคัดแยก ซึ่งรวมถึงมาตรการในทางกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ การรณรงค์ส่งเสริม จูงใจ และบทกำหนดโทษต่าง ๆ ต้องมีพร้อมกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก กำหนดให้มีการลดภาษีการแยกขยะอินทรีย์ รัฐก็ต้องกำหนดมาตรฐานกลางในการคัดแยก ให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำและกำหนดอัตราการจัดเก็บ อัตราการ Recycle ให้เป็นเป้าหมาย ขั้นต่ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งรับไปดำเนินการ🔗

ข้อที่ ๕ หลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจใน เรื่องของการคัดแยกขยะ และการจัดการขยะในภาพรวมทั้งหมดเพื่อลดการใช้ทรัพยากรควร จะจัดให้มีในการศึกษาทุกระดับ รวมถึงต้องบรรจุเป็นวิชาหนึ่งในการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงหลักสูตรสำหรับประชาชนทั่วไปที่ควรต้องรู้ด้วยนะครับ🔗

ข้อที่ ๖ เราควรจะส่งเสริมให้มีกระบวนการ Recycle บนหลักการดำเนินการ ที่ดีหรือว่า Good Practice มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าปัจจุบันตอนนี้ เราจะเจอปัญหาเรื่องของกระบวนการหลอมวัตถุดิบ Recycle แต่ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม กากเอาไปฝังไว้ที่ดินในพื้นที่เกษตรอย่างนี้เป็นต้น เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการ จัดการที่ถูกต้องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นรัฐจะต้องมีมาตรฐานและมาตรการ ป้องกันความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนรวมถึงมาตรฐานทางด้านสุขภาพ ในขณะเดียวกันมาตรฐานของการจัดการ Recycle เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเช่น พลาสติกพอเราเอาไป Recycle แล้วเราได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ มาตรฐานตัวนี้ต้องมีระบุให้ชัดเจนด้วย ไม่เช่นนั้นประชาชนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้จาก Recycle ก็จะได้รับผลกระทบทางด้าน สุขภาพต่อไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของสารอันตรายที่อาจจะมีการปนเปื้อนได้ ดังนั้นการเน้นการ Recycle โดยเฉพาะของเสียภายในประเทศควรจะคำนึงถึงเป็นเป้าหมายลำดับแรก ๆ ของ ประเทศ การนำเข้าของเสียจากต่างประเทศมา Recycle ควรจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีวิธีการ หรือการดำเนินการที่ดีซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น และที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบ จากภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียและมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดด้วยเช่นกัน🔗

ข้อที่ ๗ ควรส่งเสริมและสนับสนุนกลไกและบทบาทของผู้ประกอบการที่มีอยู่เดิม และเพิ่มแรงจูงใจเป็นพิเศษให้ผู้ที่เก็บขยะ Recycle มือแรก🔗

ข้อที่ ๘ เราจะต้องมีการออกกฎเกณฑ์ระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานการ คัดเลือกพื้นที่ในการจัดการขยะที่เหมาะสมหรือเรียกว่าเป็น Size Selection สำหรับในการ ฝังกลบหรือแหล่งกำจัดขยะอื่น ๆ เตาเผา อย่างนี้เป็นต้น รวมถึงมาตรฐานในการดำเนินการ ในขณะเดียวกันแนวทางในการอนุญาตซึ่งต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแล ต้องมีการกำหนด อย่างชัดเจนและเคร่งครัด ไม่ใช่กำหนดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งทำตั้งแต่เก็บ ขน โยน รวมไปถึงขนส่ง และสุดท้ายก็เป็นผู้กำจัด และเป็นผู้อนุญาต และสุดท้ายก็ยังเป็นผู้กำกับเองด้วยทั้งหมดซึ่งหลักการนี้ใช้ไม่ได้🔗

ข้อที่ ๙ ควรจะต้องมีการสั่งหยุดและห้ามเปิดแหล่งเทกองหรือฝังกลบขยะ ที่ไม่ได้มาตรฐานแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด ตอนนี้มีกว่า ๒,๐๐๐ แห่ง เรามีมากเกินพอแล้ว ส่วนที่มีการเทกองอยู่แล้วในปัจจุบันจะทำอย่างไร ถ้าหลุมฝังกลบเดิมที่เป็นการเทกอง ไม่สามารถปรับตัวเองได้ตามมาตรฐานซึ่งเราต้องเป็นคนกำหนดมาตรฐานให้เขา หลุมฝังกลบนั้น ก็จะต้องถูกคำสั่งให้หยุดการดำเนินการและต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ว่ามีการปนเปื้อน หรือไม่ หากพบการปนเปื้อนต้องเสนอแผนการฟื้นฟูทันที และหากมีความจำเป็นที่ต้องนำขยะออกเพื่อนำไปร่อนเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงแข็งซึ่งเรา เรียกว่าเป็น RDF Refuse Derived Fuel ต้องขออนุญาตก่อนดำเนินการทั้งนั้น เพราะว่า พอท่านทำ RDF ท่านจะเหลือกากซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนี้ที่พบเจอก็คือกากเหล่านี้ได้นำไปทิ้งตามแปลงเกษตรหรือแม้กระทั่งในที่ดินรกร้าง ซึ่งเหล่านี้มันเป็นต้นทุนที่ผมคิดว่าต้องถูกนำมารวมไว้เป็นต้นทุนในการดำเนินการเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นต้นทุนนี้จะถูกผลักภาระให้กับเกษตรกรหรือว่าประชาชนท่านอื่น ๆ ด้วย เช่นกัน🔗

ข้อที่ ๑๐ ควรจะมีการจัดหาหรือว่าจัดตั้งแหล่งงบประมาณสำหรับการ ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนโดยเฉพาะ ในปัจจุบันขั้นต้นอาจจะใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มี อยู่ก็ได้ หรือจะมีการจัดเก็บภาษีหลุมฝังกลบ หรือเรียกว่า Landfill Tax ถึงแม้ว่าจะมี ค่าใช้จ่ายอย่างไรเราก็ต้องยอมเพราะว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนี้มันมีมูลค่าสูงนะครับ🔗

ข้อที่ ๑๑ ต้องมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะที่สะท้อนค่าใช้จ่าย ในการจัดการขยะอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการจริง ๆ ทั้งนี้ในการออกแบบต้องมีการออกแบบการ จัดเก็บให้สอดคล้องกับการแยกขยะ ขยะพิเศษต่าง ๆ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงโซลาร์เซลล์ ขยะที่มี ขนาดใหญ่ หรือขยะจากการก่อสร้างต้องได้รับการพิจารณาร่วมกันไปด้วย🔗

ข้อที่ ๑๒ ระบบในการจัดการขยะอันตรายและขยะติดเชื้อโดยเฉพาะ จากแหล่งโรงพยาบาลต่าง ๆ จะต้องได้รับการจัดการแยกออกมาและต้องมีการจัดเตรียมระบบ ในการติดตามควบคุมหรือว่า Tracking ตลอดเส้นทาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจากแหล่งกำเนิดจะถูกส่ง ไปกำจัดที่ปลายทางอย่างถูกต้องครบถ้วนนะครับ🔗

และข้อสุดท้ายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับขยะติดเชื้อ รวมตั้งแต่การออกใบอนุญาต การควบคุมคุณภาพและการประเมินว่าประสิทธิภาพหรือว่า Capacity ของประเทศไทยควรจะต้องมีขยะติดเชื้อเท่าไร ควรจะต้องมีการพิจารณาแล้วก็ แต่งตั้งผู้ออกใบอนุญาตให้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีหน้าที่กำกับชัดเจน ในระยะสั้น อาจจะให้ทางกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านคุณภาพของ เตาเผาขยะติดเชื้อ ซึ่งในวันนี้ก็มีทางผู้แทนราษฎร กทม. ที่พูดถึงปัญหาการเผาขยะติดเชื้อ ในเขต กทม. ในระยะสั้นหน่วยงานเหล่านี้คือกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษต้องดำเนินการเป็น หน่วยควบคุมกำกับดูแลคุณภาพของเตาเผาขยะติดเชื้อ แต่ในระยะยาวแล้วหน่วยงานเฉพาะ ตามที่ผมเรียนไว้ในตอนต้นจะต้องมีเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในระยะยาว ในภาพรวม ของประเทศทั้งหมด คณะกรรมาธิการจึงได้ขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการแก้ไข ปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการมาให้ สภาเพื่อโปรดพิจารณา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการมากนะครับ ก็จะมีผู้อภิปรายที่ลงชื่อไว้ ๙ ท่าน ขออนุญาต ปิดการลงชื่อแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับเมื่อสักครู่นี้ผมได้แจ้ง ท่านสมาชิกว่าในวาระที่ ๔.๓ เขาขอถอนออกไป ปรากฏว่าได้สอบถามแล้วเป็นการเลื่อน เท่านั้นนะครับว่ายังไม่พิจารณาในวันนี้ ยังไม่ได้ถอนนะครับ ขออภัยด้วย ขออนุญาตอ่าน รายชื่อ ๓ ท่านแรกนะครับท่านจะได้เตรียมตัว ท่านแรกครับ ท่านชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ต่อด้วยท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ แล้วต่อด้วยท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เชิญท่านชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ครับ🔗

นายชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล นครปฐม

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๖ พรรค ประชาชน ผู้แทนจากพี่น้องชาวสามพรานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงาน ผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะและ สิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการฉบับนี้ครับ ซึ่งผมเห็นชอบด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านพูนศักดิ์ จันทร์จำปี เป็นประธาน เนื่องจากเนื้อหาของรายงานฉบับ นี้ได้สอดคล้องกับการบรรยายของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้เคยเปิดบรรยายสาธารณะ ในหัวข้อประเทศไทยควรได้อะไรถ้าต้องใช้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับรายงานโดยสรุป ดังนี้ครับ การจัดการขยะนั้นเป็นสิ่งที่ลงทุนน้อยเกินไปมาก เมื่อเทียบกับการจัดการเมืองด้านอื่นทำให้ ขยะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างในเทศบาลตำบลหนองพอก จังหวัด ร้อยเอ็ด คณะก้าวหน้าได้ทำให้เห็นแล้วว่าหากท้องถิ่นจริงจังในการแยกขยะเปียกจากขยะ แห้งและขยะ Recycle จะสามารถลดปริมาณขยะได้ทันทีอย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์และ สามารถฝังกลบหรือเผาขยะและขายขยะต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้ใช้ งบประมาณเพื่อลงทุนซื้อรถกระบะขยะที่มีประสิทธิภาพ สร้างบ่อขยะและโรงเผาขยะ ที่สะอาดปลอดภัยได้มาตรฐานสากล ไม่ปล่อยมลภาวะหรือสารพิษปนเปื้อนโดยการลงทุน ขนาดใหญ่หลักแสนล้านบาทจะสามารถสร้างบ่อขยะและโรงขยะที่ดีเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่น หรือเดนมาร์กที่มีระบบการจัดการขยะที่ดีที่สุดในโลก โดยการสร้างโรงขยะจะต้องไม่เป็น เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของนายทุนหรือนักการเมือง แต่ต้องสามารถดึงต่างชาติอย่าง ญี่ปุ่นหรือกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวียมาร่วมทุนในการสร้าง และประเทศไทยต้องเรียนรู้ เทคโนโลยีจากประเทศเหล่านี้เพื่อนำมาต่อยอดสร้างโรงขยะที่ปลอดภัยได้เองในอนาคต และ นอกจากนั้นเนื้อหาฉบับนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายที่ผมได้เคยหาเสียงไว้ด้วยนโยบายขยะเป็น ศูนย์ซึ่งเป็นหนึ่งในชุด ๓๐๐ นโยบายเปลี่ยนประเทศของพรรคก้าวไกล ณ เวลานั้น โดยมี เนื้อหาดังนี้ การจัดการขยะในประเทศไทยนั้นยังคงมีปัญหาอยู่มาก ที่สำคัญเลยคือปัญหา การจัดการขยะอย่างไม่ถูกวิธี สาเหตุหนึ่งมาจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ ในการจัดการขยะในท้องถิ่นของตนเองไม่มีอำนาจและงบประมาณที่เพียงพอที่จะกำจัดขยะ อย่างถูกวิธีและถูกสุขอนามัย โดยพบว่าประเทศไทยมีสถานที่กำจัดขยะที่กำจัดอย่างถูกวิธี และมีมาตรฐานเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มีอยู่ โดยปัจจุบันการกำจัดขยะนิยมใช้ วิธีแบบฝังกลบซึ่งนำไปสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในดิน มลพิษทางน้ำ มลพิษ ทางอากาศ นอกจากนี้ปัญหาการบริหารจัดการขยะภายในประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพและ ทำอย่างไม่ถูกวิธีแล้วประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องของการนำเข้าขยะจากต่างประเทศเพื่อ ป้อนเข้าโรงงานกำจัดขยะและโรงไฟฟ้าจากขยะ เนื่องจากขยะในประเทศไม่ได้มีการแยก ขยะอย่างถูกวิธีจึงไม่สามารถนำมาใช้ในโรงกำจัดขยะหรือโรงไฟฟ้าจากขยะได้ทั้งหมด ซึ่งพรรคก้าวไกลได้มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ณ เวลานั้นเพื่อเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ โดยผมขอยกตัวอย่างที่สอดคล้องมาจำนวน ๖ ข้อ ดังนี้🔗

ข้อที่ ๑ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอาจริงเอาจังเรื่องของการแบนโฟม หลอด พลาสติก แก้วพลาสติกและถุงพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้หรือหมุนเวียนมาใช้ได้ใหม่ ต้องหมดไปโดยเร็วที่สุด🔗

ข้อที่ ๒ ต้องจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมแทนที่จะเป็น รายได้ของร้านสะดวกซื้อ🔗

ข้อที่ ๓ ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนดำเนินการตั้งโรงงาน ขยะอุตสาหกรรม🔗

ข้อที่ ๔ ต้องยกเลิกการนำเข้าขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอื่น ๆ ที่รวบรวมได้ภายในประเทศ เพื่อมิให้เป็นภาระในการจัดการขยะในประเทศและเพื่อมิให้ เกิดผลกระทบต่อธุรกิจรวบรวมขยะใช้แล้วภายในประเทศ🔗

ข้อที่ ๕ ต้องจัดตั้งศูนย์และระบบร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ แบบ Real Time ที่ทุกฝ่าย สามารถเข้าถึงได้และให้คำปรึกษาแบบบูรณาการเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมและ กฎหมายสาธารณสุขในการแก้ไขเรื่องร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อม🔗

ข้อที่ ๖ ต้องสนับสนุนงบประมาณและข้อมูลวิชาการให้เครือข่ายประชาชน ในแต่ละท้องถิ่นเพื่อทำหน้าที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้น พื้นที่ที่ประสบปัญหามลพิษหรือมีความเสี่ยงสูง🔗

แต่ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาครับผมขออภิปรายเพิ่มเติมเนื้อหาของรายงาน ฉบับนี้ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา การจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดนครปฐมบ้านเกิดของ กระผมเองเพื่อให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาสนับสนุนโครงการดี ๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนชาวนครปฐมต่อไป เริ่มจากเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครปฐม ได้จัดโครงการนครปฐมร่วม ใจช่วยลดขยะครั้งที่ ๓ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนเกิดการคัดแยกขยะมูลฝอย โดยสามารถนำไปกำจัดให้ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น โดยทางผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครปฐม ได้รายงานว่าในปี ๒๕๖๗ จังหวัดนครปฐมมีปริมาณ ขยะมูลฝอยเกิดขึ้น จำนวน ๑,๓๖๗ ตันต่อวัน ซึ่งได้รับการกำจัดโดยวิธีการที่ถูกต้อง เช่น การฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล การขนส่งไปผลิตเชื้อเพลิง RDF จำนวน ๖๙๐ ตันต่อวัน บางส่วนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ เช่น การนำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักเลี้ยงไส้เดือน เลี้ยงสัตว์ การนำขยะ Recycle ไปจำหน่าย อีกทั้งจัดตั้งธนาคารขยะรวมถึงขยะทั่วไปยัง สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อีก จำนวน ๓๔๕ ตันต่อวัน และยังมีการกำจัดขยะแบบ ไม่ถูกต้องจำนวน ๓๓๒ ตันต่อวัน โดยมีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยเมื่อเทียบกับจำนวน ประชากรเท่ากับ ๑.๔ กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งปัจจุบันนี้วิถีการดำรงชีวิตของประชาชน บางส่วนยังคงมีพฤติกรรมการซื้อและบริโภคในบริการสั่งซื้อสินค้าและอาหารผ่านระบบ ออนไลน์ ทำให้ขยะมูลฝอยประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งยังคงมีปริมาณสูง อยู่ในปัจจุบัน🔗

ต่อมาครับในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เองผมทราบมาว่าทางท่าน นายอำเภอสามพราน ได้ลงพื้นที่ร่วมออกรับซื้อขายขยะ Recycle กับองค์การบริหารส่วน ตำบลบ้านใหม่ และร่วมถอดบทเรียนธนาคารขยะต้นแบบระดับอำเภอตามแนวทางการ ขับเคลื่อนธนาคารขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมขอชื่นชมแนวความคิดที่เป็น จุดเริ่มต้นของโครงการธนาคารขยะในพื้นที่อำเภอสามพรานที่ท่านนายอำเภอไม่ได้มองวัสดุ ที่ใช้แล้วอย่างขวดน้ำที่ท่านเห็นอยู่นี้นะครับว่าเป็นเพียงขยะที่ไร้ค่า แต่ได้มองว่าขวดน้ำใบนี้ คือวัตถุดิบที่มีมูลค่าดั่งทองคำที่จะกลายเป็นรายได้กลับคืนไปสู่พี่น้องประชาชนชาว สามพรานต่อไป จากทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาผมจึงเห็นชอบด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปนะครับ ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ฟังประธาน คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจง ๑๓ ข้อ ผมไม่ลง ในรายละเอียด ประเด็นปัญหาสำคัญที่กรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มองเห็นในเรื่องของการจัดการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนสรุปได้ดังนี้ครับ🔗

๑. ประเด็นข้อกฎหมาย โครงสร้างการบริหารและนโยบายของรัฐสืบเนื่องจาก กฎหมายพระราชบัญญัติหรือระเบียบที่เกี่ยวกับการกำจัดขยะทำงานในเชิงตั้งรับเป็นบทสรุปของ กรรมาธิการ ปัญหาขยะทั้งระบบเลยมีปัญหามันวนไปที่ Loop เดิม ท่านประธานครับ ประชาชน ไม่อยากได้บ่อขยะในพื้นที่ตัวเอง นี่คือเรื่องจริงครับ แต่ประชาชนยินดีที่จะเอาขยะของบ้านตัวเอง ไปทิ้งที่บ้านคนอื่น นี่คือสังคมไทย เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องรับบทหนักในการ กำจัดขยะและขยะก็เป็นปัญหาการเมืองครับท่านประธาน มีการแพ้ มีการชนะใน ทางการเมืองกับเรื่องขยะ เนื่องจากเป็นการทิ้งขยะจัดการขยะไม่สมบูรณ์ เป็นการสร้าง บ่อขยะในพื้นที่หรือสิ่งปฏิกูลเรี่ยราด มันมีผลจริง ๆ ครับกับทางการเมือง เพราะฉะนั้นท้องถิ่น จึงต้องจ้างบุคลากรกำจัดขยะ คนขับรถ คนเก็บขยะ และคนกวาดขยะ เพราะฉะนั้นท้องถิ่น ต้องตั้งงบประมาณในเรื่องถังขยะ รถขนขยะในการซื้อและซ่อมบำรุง ท่านประธานครับ ท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณจ่ายค่าทิ้งขยะปีละหลายล้านบาท ยกตัวอย่างครับบางท้องถิ่น บาง อบต. บางเทศบาลตั้งงบประมาณในการกำจัดขยะขนทิ้งมากกว่างบพัฒนาครับ บาง อบต. บางเทศบาลครับตั้งงบประมาณในเรื่องของกำจัดขยะทิ้งขยะมากกว่ากองการศึกษาของ ท้องถิ่น สรุปครับต้องแก้กฎหมายบูรณาการให้ท้องถิ่นทำงานได้อย่างคล่องตัวครับ การบริหารจัดการขยะที่ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงคือต้นทาง กลางทางและปลายทาง ท่านประธานครับ ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศประทับใจมากตั้งแต่ต้นจนจบ คือประเทศนอร์เวย์ พื้นที่เป็นอย่างไรครับ ปรากฏว่าเขาจัดสถานที่ทิ้งครับ มีถนนเข้าเลนกลาง ทำเป็นล็อก ๆ เราขับไปนะครับอันไหนที่เป็นเศษเหล็กก็ทิ้งในซอกเศษเหล็ก ตรงไหนที่เป็นไม้ ก็ที่เป็นไม้ อันไหนที่เป็นวัสดุมีพิษก็วัสดุมีพิษ นี่คือวิธีการจัดการของต่างประเทศ เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างของคนไทยวันนี้มีการ แยกขยะที่ต้นทาง แต่กลางทางรถเก็บขยะมารวมในรถ เมื่อรวมในรถเสร็จพอไปถึงจุดทิ้งขยะ ปลายทางก็รวมขยะทั้งหมด ปรากฏว่าแยกที่ต้นทาง กลางทางรวม ปลายทางรวมครับ แล้วอย่างนี้มันจะมีประโยชน์อย่างไร ๒. รวมตั้งแต่ปลายทาง ตรงกลางก็รวม จุดหมายก็รวม นี่คือการจัดการขยะในประเทศไทย สรุปมีประโยชน์อะไรครับจากการแยกขยะ ในเมื่อ สุดท้ายขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะ Recycle ขยะอิเล็กทรอนิกส์มารวมกัน เพราะฉะนั้น ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๑๓ ข้อ ผมไม่ได้ติดใจ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกจะลุกขึ้นมาอภิปราย สิ่งที่ผมสนใจคืออะไรครับ ในเล่มนี้ เขาบอกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ นี่คือบทสรุปความเห็นของกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ท่านประธานยังไม่ได้ชี้แจง ผมถือโอกาสนี้ชี้แจงครับ🔗

๑. กรรมาธิการได้รับทราบกฎหมายโครงสร้างการบริหารและนโยบายที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการขยะชุมชนของประเทศไทยในปัจจุบัน🔗

๒. กรรมาธิการได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคเรื่องการจัดการขยะชุมชนต้น ทาง กลางทาง ปลายทาง เหมือนที่ผมอภิปราย🔗

๓. กรรมาธิการได้รับปัญหาและอุปสรรค การจัดขยะติดเชื้อ ขยะอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอื่น ๆ🔗

สุดท้ายครับ นี่ก็คือสภาผู้แทนราษฎร มีข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐในระยะสั้น ระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาชุมชนในระบบถังขยะ ท่านประธานครับเพื่อให้สมบูรณ์ ผมขอเวลา นิดหนึ่ง ลักษณะของขยะมูลฝอยของประเทศมีนัยน่ากังวลนะครับท่านประธาน วันนี้ ประเทศไทยในปี ๒๕๖๖ ปรากฏว่ามีขยะประมาณ ๒๗ ล้านตันหรือเฉลี่ยต่อคน ๗๓.๔๘ ตัน ต่อวัน เฉลี่ย ๑ คนนะครับ เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วก็คือ ๑.๑๒ กิโลกรัมต่อวันต่อคน เพราะฉะนั้นแนวโน้มเหล่านี้ก็จะมีเพิ่มเรื่อย ๆ ในอดีตวิกฤติขยะทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศ พัฒนาทุกประเทศครับท่านประธาน แต่หลังจาก ๓๐ ปีที่ผ่านมาทุกประเทศสามารถ แก้ปัญหาการจัดเก็บขยะได้อย่างน่าพอใจ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และ ประเทศจีน🔗

สุดท้ายจริง ๆ ผมขอยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการไม่ได้ ชี้แจงว่าสิ่งที่เราจะทำและเกิดประโยชน์มากที่สุดในการจัดการขยะ ก็คือการ Recycle ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ครับ มีการ Recycle ขยะมากที่สุดในโลกอันดับหนึ่งก็คือประเทศออสเตรีย ๕๙ เปอร์เซ็นต์ อับดับที่ ๓ ไต้หวัน ๕๒.๕ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๑๐ เกาหลี ๔๕.๓ เปอร์เซ็นต์ และอันดับที่ ๒๗ คือประเทศไทย ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการกำจัดขยะ ด้วยการ Recycle น่าจะใช้งบประมาณน้อยที่สุดสามารถดำเนินการได้เลยและสร้างมูลค่า ขยะลดลงได้อย่างรวดเร็ว ก็ขอเป็นกำลังใจให้กรรมาธิการชุดนี้ด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับเชิญท่านกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เชิญครับ🔗

นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ระยอง

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนรายงานพิจารณาศึกษา การแก้ไขปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้จัดทำรายงานมาให้พวกเราได้อ่านแล้วก็ศึกษากัน ดิฉันขออนุญาตชี้ประเด็นในเรื่องของการจัดการของเสียอันตรายชุมชนค่ะ คือจากรายงานฉบับนี้ ก็ได้ชี้ให้เราเห็นถึงสถานการณ์ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำนวน ในปี ๒๕๖๖ ก็มีปริมาณประมาณมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ตันค่ะท่านประธาน ซึ่งถือว่า เป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก นี่ยังไม่นับรวมกับซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการลักลอบนำเข้า ซึ่งเราก็จะได้เห็นจากการรายงานข่าวจากสื่อมวลชนอยู่เป็นประจำ ช่วงนี้ก็จะเกิดขึ้นบ่อยมาก เราจะเห็นว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์นี้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ในประเทศไทย มันเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี พอเทคโนโลยีมันพัฒนาไปก็ทำให้มี การเปลี่ยนอุปกรณ์บ่อยขึ้นเพื่อที่จะให้ทันต่อเทคโนโลยี ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น แล้วก็ในส่วน หนึ่งก็มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์บางส่วนที่อาจจะมีคุณภาพต่ำ อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์สั้น ก็ทำให้มีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อย ๆ แล้วก็ต้องทิ้งอุปกรณ์พวกนั้นไป ก็เกิดเป็นขยะเป็นของ เสียในประเทศของเรา ซึ่งจริง ๆ แล้วสถานการณ์ที่สร้างปัญหากับชุมชนกับสิ่งแวดล้อมของ เราเป็นอย่างมากเลย นั่นก็คือปัญหาการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งนำเข้ามาสู่กระบวนการคัดแยกในโรงงาน Recycle ของบ้านเรา ซึ่งพอเราได้เห็นจาก การทำงานในคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมหรือคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดี เราจะเห็นช่องโหว่ทางกฎหมายในเรื่องของการเข้าไป ตรวจสอบโรงงานพวกนี้ ในการตรวจสอบโดยการที่เราใช้อัตรากำลังของเครื่องจักร ๕๐ แรงม้าบ้าง หรือว่า ๕๐ คนบ้าง มันทำให้เกิดโรง Recycle เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ แล้วก็โรงเล็กโรงน้อยเหล่านี้ที่สร้างผลกระทบให้กับสิ่งแวดล้อม ให้กับคุณภาพ ชีวิตของประชาชนโดยรอบโรงงานเป็นอย่างมากเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะมี การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ จัดตั้งจุดรวบรวมเก็บขยะเหล่านี้ แล้วก็แยกขยะเหล่านี้ เพื่อให้มีการคัดแยกอย่างถูกต้อง แล้วก็นำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ไปกำจัดอย่างถูกวิธีนี้ แม้บาง อปท. จะทำ แต่ก็ ไม่ได้มีกระบวนการที่ชัดเจนและอีกหลาย ๆ อปท. ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ ก็ยังมีการเก็บ กองรวมกันอยู่อย่างนั้น สุดท้ายแล้วขยะมันก็ไปรวมกันเหมือนเดิม ก็ไม่ได้ให้เกิดการคัดแยก ขยะอย่างจริงจัง ดิฉันเห็นด้วยกับการศึกษาแล้วก็ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการในเรื่องของ อยากจะให้มีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อที่จะได้สร้างความรู้ความเข้าใจในการจัดการขยะ แล้วก็การคัดแยกขยะนี้ก็จะได้เริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็ก เพราะเขาเข้าใจในการคัดแยกขยะแล้ว ก็มองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อม มีความรู้ความเข้าใจตั้งแต่เด็ก ๆ เราควรจะส่งเสริมให้มี หลักสูตรเหล่านี้🔗

สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันก็อยากจะฝากถึงรัฐบาลในเรื่องของอยากให้มี มาตรการที่จริงจัง สำหรับการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการ นำเข้าไปจนถึงการสั่งหยุดระงับการนำเข้า แม้ตอนนี้จะมีคำสั่งให้หยุดระงับแล้ว แต่เราก็ยัง เห็นภาพข่าวว่ามีการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแบบนี้อยู่เป็นประจำเลยนะคะ ก็อยากจะให้รัฐบาลมีการควบคุมอย่างเข้มข้นแล้วก็จริงจังมากยิ่งขึ้น เพราะว่าขยะที่นำเข้า มาส่วนมากนอกจากที่จะลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายแล้ว ก็ยังมีการสำแดงข้อมูลในการ นำเข้าไม่ถูกต้องตามพิกัดศุลกากร ทำให้ตรวจสอบได้ยากมากยิ่งขึ้นอีก ดังนั้นก็อยากจะให้มี การทุ่มสรรพกำลังแล้วก็รวมถึงงบประมาณในการที่จะเข้าไปตรวจสอบการนำสินค้าเข้ามา จากต่างประเทศให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และอีกส่วนหนึ่งก็คือการควบคุมตรวจสอบโรงงานคัด แยกขยะ โรงงาน Recycle ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานประเภท ๑๐๑ ๑๐๕ ๑๐๖ คือเขาถูก สร้างมาโดยยกเว้นผังเมือง เขาก็เลยกระจัดกระจายอยู่ในชุมชนทั่ว ๆ ไป โดยที่หน่วยงานนี้ อาจจะไม่ได้เข้าไปตรวจสอบอย่างทั่วถึง และในส่วนที่สำคัญก็คือรัฐบาลควรจะส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น สนับสนุนเอกชนหรือแม้แต่ทางภาครัฐเอง เข้ามาลงทุนในเรื่องของการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น🔗

สุดท้ายค่ะท่านประธาน อยากจะให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายในเรื่องของการ บริหารจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทางพรรคประชาชนก็ได้ยื่นให้ ทางสภาไปแล้วแต่ตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะอยู่บนโต๊ะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านถือว่าเป็นร่าง การเงินและท่านยังไม่เซ็นเสียทีก็อยากจะให้ท่านพิจารณาเซ็นให้ร่างนั้นเข้าสู่สภา เราจะได้มี การพิจารณากฎหมายและบังคับใช้เพื่อควบคุมการกำจัดขยะได้ดียิ่งขึ้น ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านต่อไปนะครับ เป็นท่านสมดุลย์ อุตเจริญ ต่อด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล และท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ เชิญท่านสมดุลย์ อุตเจริญ ครับ🔗

นายสมดุลย์ อุตเจริญ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สมดุลย์ อุตเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๗ อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปรายสนับสนุนรายงานผลการพิจารณา ศึกษา เรื่อง ญัตติการพิจารณาการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะมี ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากและคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนในปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยจำนวนมากถึง ๒๖.๙๕ ล้านตันต่อปี หรือประมาณ ๗๓,๘๔๐ ตันต่อวัน เฉลี่ยแล้วคนไทยผลิตขยะได้ถึงวันละ ๑.๑๒ กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เฉพาะใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเคยมีขยะสูงสุดถึง ๑๒,๗๔๘ ตันต่อวัน แม้จะมีการ Recycle นำขยะไป Recycle เป็นจำนวนมากแต่ก็ยังเป็นแค่เพียงบางส่วนคือ ๙.๓๑ ล้านตัน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เพียง ๐.๐๗๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และยังมีขยะอีกมากที่ไม่ได้รับการ จัดการอย่างเหมาะสม ขณะนี้มีหลุมฝังกลบแบบเทกองซึ่งไม่ถูกหลักวิศวกรรมจำนวนมากถึง เกือบ ๒,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดมลภาวะและสิ่งแวดล้อมตามมา ท่านประธานครับ เชื่อไหมว่าขณะนี้ประเทศไทยติดอันดับที่ ๑๐ ของโลกในเรื่องปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นปัญหาในการจัดการขยะที่ไม่เพียงพอ เราไม่เพียงแต่จัดการขยะบนบกเท่านั้น เรายัง ต้องคำนึงถึงการกำจัดขยะในทะเลด้วย ซึ่งขยะที่ไหลลงสู่ทะเลจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ระบบนิเวศและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเพื่อดำรงชีวิต ขยะที่ไหลลงสู่ทะเลไม่เพียง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง สัตว์ทะเลจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ ก็คือการกลืนกินพลาสติกเข้าไปทำให้เกิดการเสียชีวิตของสัตว์น้ำเหล่านั้นจำนวนมาก🔗

อีกปัญหาหนึ่งครับ คือเครื่องจักรและอุปกรณ์กำจัดขยะที่กลายเป็นขยะ เสียเอง นั่นคือการขาดการดูแลเอาใจใส่ เราต้องมีการวางแผนจัดการที่ครบวงจรรวมถึงการ ซ่อมบำรุงเครื่องจักร เราต้องเพิ่มบุคลากรที่เชี่ยวชาญ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือจาก ภาคเอกชนด้วย ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งทางบกและทะเล เราต้องมีแนวทาง และนโยบายที่จัดการขยะรวมถึงการดูแลเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ขยะกลายเป็น มลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและเราต้องวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไร ปัญหา ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณขยะที่ เพิ่มขึ้น การกำจัดขยะที่ไม่เพียงพอ ผมจึงขอเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็น ระบบ ดังนี้🔗

๑. การจัดการขยะที่ต้นทาง ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ส่งเสริมการ คัดแยกขยะที่ต้นทาง สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ🔗

๒. การปรับปรุงระบบกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น การพัฒนา เทคโนโลยีการ Recycle กำกับดูแลโรงงานขยะ กำจัดขยะให้เป็นมาตรฐาน เพิ่มจำนวน สถานีขยะแปรรูปขยะเป็นพลังงาน🔗

๓. การบริหารจัดการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่กำจัดขยะต้องมีการบำรุง เครื่องจักรอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาการชำรุดแล้วกลายเป็นขยะเสียเอง สนับสนุนการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักร Recycle เพื่อรองรับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น🔗

๔. การจัดการขยะทางทะเล เพิ่มจุดดักจับขยะในแม่น้ำลำคลองเพื่อป้องกัน การไหลลงสู่ทะเล บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทิ้งขยะลงทะเลอย่างจริงจัง สนับสนุน อุตสาหกรรมการผลิตวัตถุชีวภาพ🔗

๕. การเตรียมความพร้อมกับความร่วมมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องมีการ พัฒนาแผนรองรับภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นด้วย และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเราต้อง จัดตั้งกองทุนเพื่อกำจัดขยะในกรณีฉุกเฉิน เช่น เวลาน้ำท่วมเกิดขยะ ไม่สามารถนำขยะไป ทิ้งได้ สรุปปัญหาขยะต้องเป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การจัดการขยะอย่างเป็นระบบและครบวงจร ผมขอเรียกร้องให้ทุกท่านช่วยกันสนับสนุนการ ผลักดันการแก้ไขขยะอย่างจริงจังต่อไป ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วน ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ เรื่องรายงานของกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในประเด็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องขยะและ สิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการนี่นะครับท่านประธาน ข้อสังเกตทั้ง ๑๓ ข้อ ผมคิดว่าก็เป็น ข้อสังเกตที่เห็นด้วยครับ แล้วก็เป็นข้อสังเกตข้อทั่วไป แต่ว่าผมอาจจะเน้นไปในประเด็นใน ข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน ที่บอกว่าควรมีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการขยะ จริง ๆ แล้ว ท่านประธานเรื่องนี้คือเราต้องเริ่มต้นจากผู้ก่อขยะจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ คือถ้าไม่เริ่มต้น อย่างนี้มันจัดการไม่ได้ครับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องของโครงสร้าง อำนาจในการบริหารจัดการขยะ ทุกวันนี้มันก็เกี่ยวข้องเกือบทุกท้องถิ่น เกือบทุกองค์กรเลย จะว่าด้วยไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมนะครับ เรื่องสุขาภิบาล หลาย ๆ เรื่องก็เกี่ยวข้อง แม้แต่กฎหมายของกรุงเทพมหานครก็เกี่ยวข้องนะครับ แต่ทีนี้ประเด็นสำคัญก็คือว่าปัญหา ที่เล่ามาทั้งหมดคือมันไม่มีประมวลกฎหมายที่สำคัญ คือถ้าเราบอกว่าถ้าการจัดการขยะมัน เกี่ยวข้องเรื่องท้องถิ่นก็คือ มันอยู่ในระดับพื้นที่ มันอยู่ในระดับครัวเรือนนี้ มันต้องไป ออกแบบกฎหมายว่าด้วยเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าด้วยการบริหารจัดการเรื่องขยะ เป็นเรื่องการกระจายอำนาจครับท่านประธานเรื่องนี้นะครับ ทุกวันนี้ครับท่านประธาน มีผู้ประกอบการก็ดี มีหน่วยงานของท้องถิ่นก็ดี บ้านผมนะครับส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า ชาวบ้านจะทำบ่อขยะ จะทำหลุมฝังกลบต้องไปขออนุญาตไม่รู้กี่ขั้นตอนนะท่านประธาน จากประชาคมเสร็จแล้วไปอำเภอ จากอำเภอแล้วก็ต้องขึ้นจังหวัด ทสจ. ถ้าอยู่ในพื้นที่ของ กรมป่าไม้ก็กรมป่าไม้ ถ้าพื้นที่ ส.ป.ก. ก็ไป ส.ป.ก. ท่านประธานลองนึกภาพนะครับ แล้วใคร จะมีแรงจูงใจในการทำงาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าในข้อกฎหมายที่ท่านประธาน อนุกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ เรื่องนี้ผมจะฝากประเด็นเพิ่มเติมก็คือว่าเวลาดูข้อ กฎหมายผมคิดว่าหัวใจสำคัญปัญหามันอยู่ที่ไหนมันต้องไปเจาะตรงนั้นท่านประธาน ก็คือเรื่องการแก้ไขปัญหาควรมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องสิ่งแวดล้อม คือมันเป็นเรื่องการ กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นนั้น ๆ บริหารจัดการว่าจะบริหารจัดการขยะอย่างไร ในส่วน ทางวิชาการ ในส่วนของส่วนกลางมีหน้าที่ติดตามว่าเขาบริหารจัดการถูกต้องไหม แต่ทุกวันนี้ หลาย ๆ คนที่อยากจะบริหารจัดการจังหวัดตัวเองในเรื่องขยะ กว่าจะขออนุญาตทำโรงไฟฟ้าได้ กว่าจะขออนุญาตทำบ่อได้ ขั้นตอนไม่รู้กี่ขั้นตอนเอกสารไม่รู้กี่เอกสาร ผ่านกี่กระทรวงไหม หลายกระทรวงมากเลยท่านประธาน เรื่องนี้ผมคิดว่าผมอยากจะฝากทางกรรมาธิการไปช่วย ดูรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วสุดท้ายก็คือมันต้องฟันธงลงไปที่ว่าท้องถิ่นจะต้อง เป็นผู้ตัดสินใจในการบริหารจัดการว่าจะใช้แบบฝังกลบ จะใช้แบบเป็นพลังงานหรือโรงไฟฟ้า หรือจะใช้รูปแบบอื่นใดก็ตามแต่เป็นเรื่องของท้องถิ่นนั้น ๆ จะต้องบริหารจัดการ ส่วนกลางมี หน้าที่ไปติดตาม อันนี้ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมบอกว่าผู้ก่อให้เกิดขยะจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบท่านประธานถ้าเราไม่เริ่มจากการคัดแยกนะครับท่านประธานการคัดแยกผมว่า มันอยู่ที่วิธีการนะครับ ประเทศไทยก็ไม่ได้ขาดองค์ความรู้ เราไม่มีปัญหาเรื่องความรู้เลยว่าจัดการขยะมีกี่ประเภท เรารู้หมดเลยครับ เรารู้ตั้งแต่ขยะ Recycle Reuse ขยะที่จะนำไปสู่การสร้างปุ๋ยอินทรีย์ ต่าง ๆ เราก็รู้ ขยะกำพร้าที่ใช้ไม่ได้เลยใช้เป็นพลังงานรู้หมดเลย เราไม่ได้ขาดความรู้ เราไม่ได้ ขาดเทคโนโลยี แต่เราขาดระบบบริหารจัดการ ผมคิดว่าประเทศเพื่อนบ้านใกล้ ๆ เราไม่ว่า จะเป็นไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นเขามีถังขยะแยกเป็นสีเลย อันนี้วันนี้ก็จะเป็นพวกย่อยสลายได้ อันนี้คือ Recycle อันนี้เป็นขยะอันตรายเขาแยกเป็นสี ครัวเรือนไหน ชุมชนไหนไม่ทิ้งขยะ ตามระเบียบที่เขียนไว้ก็ผิดกฎหมาย เขาก็ต้องรับผิดชอบก็ต้องเสียค่าปรับใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราออกกฎหมายทั้งประเทศนี่ ผมคิดว่าอันนี้ก็จะต้องถกกัน เพราะว่าบริบทแต่ละพื้นที่ มันต่าง แต่ถ้าเราบอกว่าการจัดการขยะตรงนี้มันเป็นเรื่องของท้องถิ่น แต่บริบทของท้องถิ่น นั้น ๆ จะเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นคือการบริหารจัดการการจัดระเบียบ ตรงนี้ผมคิดว่ารายละเอียดมาอยู่ที่ท้องถิ่น🔗

ประเด็นสุดท้ายท่านประธานเป็นเรื่องสำคัญก็คือว่าเป็นเรื่องการสร้างขยะ ให้เกิดมูลค่า ผมคิดว่าทุกวันนี้ทุกคนก็รู้กรรมาธิการเราในสภาผู้แทนราษฎรก็ไปดูงานที่ยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เราไปเห็นเขาทำ ที่นั่นเขาใช้ขยะคุ้มค่าสร้างพลังงาน ไฟฟ้าได้ สามารถที่จะลดเรื่อง Credit Carbon ได้ด้วย มันไม่ใช่มีปัญหาเรื่องของความรู้และ เทคโนโลยีครับตอนนี้ มันเป็นปัญหาเรื่องของระบบการบริหารจัดการ อยากจะฝาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ในตั้งแต่ข้อที่ ๒ ไปถึงข้อ ๑๓ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่อง รายละเอียด แต่ถ้าเราจะมองประเด็นว่าระบบบริหารจัดการขยะที่จะนำไปสู่การจัดการ ที่ยั่งยืน ข้อกฎหมายนี้มันจะคุมในเชิงวิชาการสนับสนุนโอเคว่าด้วยวิชาการ แต่ในส่วนที่จะ ลงมือปฏิบัติจริง ๆ มันต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดกับปัญหาจริง ๆ มันต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดกับขยะ จริง ๆ โดยสรุปแล้วท่านประธานผมเห็นด้วยกับรายงาน แต่ว่าผมอยากจะฝากเป็นข้อสังเกต ของผมเพิ่มเติมให้กับกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ผมขออภัยเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีคนมาขอลงชื่อเพิ่ม ๒ ท่าน พอดีผมได้ประกาศไปแล้วว่าขอปิดรับการลงชื่อ ท่านมาช้าไปนิดหนึ่งขออภัยนะครับ เดี๋ยวไว้โอกาสหน้า ต่อไปท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ เชิญครับ🔗

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และสภาแห่งนี้ ที่ให้ผมนั้นได้มีโอกาสลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ฉบับที่ผมถืออยู่นี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงมาแล้วของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ผมขอชื่นชมในการที่ท่านนั้นได้พยายามจัดทำรูปเล่ม และมีข้อมูล แต่ผมเห็นว่าข้อมูลในการศึกษาในเล่มนี้นั้น ผมว่ายังไม่สมบูรณ์แบบ ขาดอะไร ท่านประธานครับ ขาดเรื่องบางเรื่องและเป็นบางเนื้อหา ยกตัวอย่างเช่น กรณีขยะหรือสิ่ง ปฏิกูลที่เกิดจากมนุษย์ พูดง่าย ๆ นั่นก็คืออุจจาระ ในเล่มนี้ไม่มีการศึกษาเลย ท่านประธานครับ อุจจาระเป็นขยะอินทรีย์ก่อให้เกิดโรคติดต่อร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่นอหิวาตกโรค เวลาขนย้าย ท่านประธานนึกออกไหมครับว่าจะมีรถหกล้อบรรทุกสิ่งปฏิกูล ผมยังนึกไม่ออกเลยครับ เขาเอาไปไว้ที่ไหนครับ เขาจัดระเบียบอย่างไร เอาไปทิ้งที่ไหนครับ ผมยังนึกไม่ออกอำเภอปากช่อง บ้านผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เป็นมรดกโลก อากาศดีอันดับ ๗ ของโลก ประตูสู่อีสาน มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวอำเภอปากช่อง ๘,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน รีสอร์ทก็เยอะ ร้านอาหารก็มาก ท่านประธานครับ ผมนึกตัวเองว่า ๑ คน ถ้ามีอุจจาระ ๒-๓ ขีดอย่างนี้ครับ คนเป็น ๘ ล้านคนเอาไปทิ้งที่ไหนครับ เอาไปจัดระเบียบอย่างไร ในเล่มนี้ไม่มีการศึกษา ว่าจะต้องทำอย่างไรครับ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ท่านประธานครับ ผมฝากให้ประธาน กรรมาธิการนึกถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เพื่อพี่น้องประชาชนคนปากช่องโคราชและ พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศครับ🔗

เรื่องต่อมาครับท่านประธาน ประเด็นต่อมาผมได้อ่านในข้อ ๒.๔.๓.๒ การจะก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะต้องฟังเสียงประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรง โดยตรงครับท่านประธานครับ โรงงานกำจัดขยะเพื่อแปลงเป็นไฟฟ้า เพื่อขาย พี่น้องประชาชนที่อยู่ละแวกนั้นจะต้องได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน โดยละเอียดและ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่ง ท่านประธานครับ บ้านผมนั้น มีปัญหาเรื่องบ่อขยะนี้มาก ผมยกตัวอย่าง หมู่ที่ ๑๙ บ้านคลองทราย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง เขาจะมีการก่อสร้างโรงกำจัดไฟฟ้าเพื่อผลิตเอาไว้จำหน่ายของบริษัทสยาม พาวเวอร์🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ โรงงานนี้ ตั้งอยู่ห่างจากวัด ๗๐๐ เมตร ห่างจากโรงเรียน ๑,๔๐๐ เมตร ห่างจากสำนักงานขนส่ง ๒,๐๐๐ เมตร ห่างจากศาลสีคิ้ว-ปากช่อง ๒,๘๐๐ เมตร นั่นก็หมายความว่าโครงการนี้จะเกิด ขึ้นอยู่กลางมรดกโลกครับ อยู่กลางชุมชนแวดล้อมไปด้วยโรงเรียน ศูนย์ราชการ และวัด อย่างนี้จะต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนแต่บ้านผมนี้ ท่านประธานกรรมาธิการครับ ท่านทราบไหมครับว่าบ้านผมมีปัญหาตรงนี้ เฉกเช่นเดียวกับที่อื่น ผมมีคลิปวิดีโอจะเปิดให้ ท่านดูขออนุญาตใช้คลิปวิดีโอครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

นี่คือการทำประชาพิจารณ์ บ้านผมนะครับ เขาไม่ให้เข้าครับ ท่านประธานครับ นี่คือการทำประชาพิจารณ์ที่พี่น้องประชาชน คนปากช่องบ้านผมเขาเดือดร้อนมาก ไม่ได้เข้าไปฟังรับรู้เรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่า จะทำอย่างไร ท่านครับ การทำประชาพิจารณ์มิได้หมายความว่าเราจะทำกับ อบต. ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่นเท่านั้น ต้องทำกับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ผมฝาก ท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากครับท่านประธาน แล้วก็ขอชื่นชม ที่ท่านได้พยายามที่จะศึกษาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไป ๓ ท่าน เป็นท่านรชตะ ด่านกุล ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ และท่าน สุดท้าย ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญท่านรชตะ ด่านกุล ก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายรชตะ ด่านกุล นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ รชตะ ด่านกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๕ อำเภอด่านขุนทด อำเภอ เทพารักษ์ และอำเภอพระทองคำ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วม อภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษา ญัตติ เพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาการจัดการ ขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ปัญหาขยะแต่ละเมือง แต่ละอำเภอ แต่ละชุมชนล้วนมีปัญหาขยะล้นพื้นที่ฝังกลบ เตรียมไว้ก็เริ่มเต็มครับ ขยะกอง เป็นภูเขาเหมือนระเบิดเวลาพร้อมที่จะระเบิดทุกเมื่อ บางทีเกิดเพลิงไหม้เป็นมลพิษ ทางอากาศอีกด้วยครับ ท่านประธานครับ การจัดการขยะวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งและได้ประโยชน์ คือการนำขยะเปลี่ยนเป็นพลังงาน คือโรงไฟฟ้าจากขยะครับ แต่กระบวนการดำเนินงานที่ทำ ทุกวันนี้โอกาสที่จะสำเร็จเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งสอดรับกับที่ท่านศิรสิทธิ์อภิปรายเมื่อสักครู่ ที่ผมกล่าวนี้ผมมีเหตุผลรองรับ ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการภาคเอกชนที่สนใจทำโรงไฟฟ้า จากขยะก็จะเริ่มต้นจากดูปริมาณขยะของแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ แต่ละเมือง และไปหาสถานที่ตั้งที่ดินที่เหมาะสม จากนั้นไปขอใบอนุญาตตั้ง โรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง นี่คือขั้นตอนที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ครับ แต่ท่านประธานครับ ในความเป็นจริงขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์จะถูกต่อต้าน ถูกประท้วง โดยพี่น้องประชาชน ที่อยู่บริเวณใกล้ที่ตั้งโรงงาน ท่านประธานครับ เพราะไม่มีใครชอบให้ขนขยะมาใกล้บ้าน ตัวเอง ใกล้ชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ สิ่งนี้เป็นหลักการขั้นพื้นฐานง่าย ๆ ผมจึงเรียนท่านว่าโอกาส ที่จะสำเร็จของโรงไฟฟ้าขยะนั้นเกิดได้ยาก แต่ในทางกลับกันถ้าเราเปลี่ยนวิธีการ คือเอา โรงไฟฟ้าเข้าไปตั้งในบ่อขยะ โดยเลือกดูเทศบาลที่มีปริมาณขยะที่เพียงพอร่วมมือกับ ภาคเอกชน โรงไฟฟ้าจากขยะจะเกิดขึ้นได้ครับ ท่านประธานครับ การนำโรงไฟฟ้าเข้าไปตั้ง ในบ่อขยะมีข้อดี ดังนี้🔗

๑. การนำโรงไฟฟ้าเข้าไปตั้งในบ่อขยะทำให้สามารถรับขยะปริมาณมากขึ้น แล้วเราก็นำขยะไปผลิตไฟฟ้า ขยะไม่สะสม ไม่หมักหมม ซึ่งก็จะทำให้เรื่องมลภาวะ เรื่องกลิ่นเหม็นน้อยลง ประชาชนอยู่ใกล้เคียงก็ชื่นชอบ🔗

๒. เทศบาลรอบข้าง อบต. ใกล้ ๆ สามารถนำขยะมาทิ้งรวมกัน โดยมีการชั่ง น้ำหนักนำไปคิดเป็นเงิน เทศบาลที่รับกำจัดขยะก็มีรายรับเพิ่มด้านหนึ่ง และยังเป็นการแบ่ง งานกันทำไม่ซ้ำซ้อน แต่ละเทศบาลไม่ต้องไปออกรถแทรกเตอร์ รถตัก ลูกจ้าง แรงงานต่าง ๆ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อน🔗

๓. ในส่วนของโรงงานผลิตไฟฟ้า เมื่อขายไฟฟ้ามีรายได้ก็นำมาแบ่งสัดส่วนกัน ระหว่างท้องถิ่นกับผู้ประกอบการ เป็นรายรับงบประมาณเข้าท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ได้เงินไป พัฒนาด้านอื่นอีกเยอะแยะมากมาย🔗

๔. ถ้าเปลี่ยนกระบวนการการจัดการขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าตามที่ผมเรียน ท่านประธานนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการขยะได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นการลดการนำเข้า พลังงานจากต่างประเทศอีกด้วย🔗

แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลยนอกจาก จะมีการร่วมมือกันอย่างดีระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ต่างคน ต่างทำ งานนี้จึงจะสำเร็จครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชน ท่านคะ ในเขตพื้นที่ของดิฉันทราบกันดี ว่าปัญหาขยะในชุมชนเกิดเป็นประจำ เป็นปัญหาระดับท้องถิ่นที่เกิดขึ้นเหมือนกันหลาย ๆ จุด แล้วก็กระจายไปในภูมิภาคจนขยายไประดับประเทศแล้วก็ไม่ได้มีวี่แววที่จะดีขึ้น อีกทั้ง ปัญหาเชิงพื้นที่ก็มีผลกระทบจากการจัดเก็บขยะ เช่น พื้นที่ที่มีนิติบุคคลดูแล แล้วก็พื้นที่ที่อยู่ ในการเคหะแห่งชาติที่ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นไม่สามารถเข้าไปจัดการเก็บขยะได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นพื้นที่นิติบุคคล แต่แม้ว่าจะเก็บขยะในส่วนที่มีถังขยะของกรุงเทพมหานครไปแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่มีเวลาในการคัดแยกขยะ จึงเป็นปัญหาตามมาในภายหลัง เพราะในกรุงเทพฯ ก็จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมขยะแบบใหม่ค่ะ จากข้อมูลในการประชุม คณะกรรมการชุมชนและการลงพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า มักพบขยะมูลฝอยชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ตามแหล่งชุมชนบ่อยครั้ง อย่างเช่น การเคหะบ่อนไก่ ถนนเจริญเมือง หรือริมทาง รถไฟโค้งยมราช โดยขยะเหล่านี้มาจากการโยนทิ้งที่ไร้ระเบียบวินัย แม้ว่าหน่วยงานท้องถิ่น ก็จะมีการตามเก็บอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เป็นผลที่ยั่งยืน ส่งผลต่อสุขภาพอนามัยแล้วก็สุขภาพจิต ของผู้อยู่อาศัยด้วยค่ะ จากรายงานสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของประเทศไทยในปี ๒๕๖๖ กรุงเทพฯ มีอัตราขยะที่เกิดขึ้น ๑๒,๗๔๘ ตันต่อวัน และในรายงานกรรมาธิการหากนับเป็น ระดับมหภาคปัญหาขยะมูลฝอยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ รวมแล้วอยู่ที่ ประมาณ ๒๖.๙๕ ล้านตันต่อปี หรือประมาณ ๗๓.๘๔ ตันต่อวัน กระจายทั่วประเทศค่ะ ในข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยที่จัดเก็บได้ในปี ๒๕๖๖ เขตปทุมวัน ๒๒๔.๗๗ ตันต่อวัน เพิ่มมา ปัจจุบันเป็น ๒๕๘.๖ ตันต่อวัน เขตราชเทวี ๑๕๖.๖ ตันต่อวัน แล้วก็ปัจจุบันนี้เพิ่มมาเป็น ๑๗๘ ตันค่ะ แล้วก็เขตสาทร ๑๓๑ ตัน ตอนนี้เพิ่มมาเป็น ๑๓๙ ตันต่อวัน สังเกตได้ว่าในเขตกรุงเทพมหานคร อัตราขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อปีน่าจะเป็นเพราะจำนวนของประชากรที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ จำนวนปริมาณของขยะมากขึ้นด้วย ทำให้เราได้เห็นภาพสะท้อนถึงความเป็นห่วงเป็นใยในการ บริหารจัดการขยะ ขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ ในรายงานของการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากประเด็นหลักคือปัญหาในการบริหารจัดการปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น แล้วพอได้เห็นสภาพชุมชนจากการลงพื้นที่ดิฉันก็ได้เห็นว่าการได้รับทราบกฎหมายโครงสร้าง การบริหารและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะชุมชนสมัยใหม่ของต่างประเทศ รวมไปถึงการทราบถึงปัญหาและอุปสรรคจนมีข้อเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎรต่อแนว ทางการบริหารจัดการขยะชุมชนตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง และการแก้ไขฟื้นฟู ที่ปนเปื้อนสารปนเปื้อน จะสามารถเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในกรุงเทพมหานคร ท่านคะ ประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกต่อประชากรเป็นอันดับ ๕ ของโลกมีปริมาณอยู่ประมาณ ๔,๗๙๖,๔๙๔ ตันต่อปี หรือนับเป็น ๖๙.๕๔ กิโลกรัมต่อปีต่อคนต่อประชากร ๑ คนสำหรับ ขยะที่ยังไม่ได้แยก นับเป็นอันดับ ๓ ของโลก ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกมีจำนวนถึง ๑.๑๑ ล้านตัน ซึ่งปัญหาในการกำจัดขยะมูลฝอยมีดังต่อไปนี้🔗

๑. ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้คัดแยกขยะ🔗

๒. ขยะบรรจุภัณฑ์บางประเภท เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง ขวดนมเปรี้ยว บรรจุ พลาสติกใส่อาหารที่สามารถนำกลับมา Recycle มีราคารับซื้อที่ต่ำ และไม่มีการรับซื้อโดย ร้านรับซื้อของเก่า ทำให้ประชาชนก็ขี้เกียจคัดแยก และทิ้งรวมกับขยะอื่น ๆ🔗

๓. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีการออกข้อบัญญัติในการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมในการจัดการขยะที่คำนึงถึงต้นทุนอย่างแท้จริงในการจัดการขยะตั้งแต่ขั้นตอน การเก็บขยะไปถึงขั้นตอนการกำจัด🔗

๔. คือไม่มีกลไกให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตนเอง ตลอดวัฏจักรชีวิต🔗

๕. สถานที่กำจัดขยะส่วนใหญ่ยังดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และเครื่องจักรกลเทคโนโลยี🔗

๖. คือการขาดกฎหมายและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในการกำกับ และการให้คุณให้โทษกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการกำจัดขยะอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง🔗

ขอสไลด์ที่ ๔ ค่ะ ท่านประธานคะ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อน หน้านี้ โรงไฟฟ้าขยะเป็นวิกฤติสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งโรงไฟฟ้าขยะเป็นหนึ่งในมรดกของ คสช. เนื่องจากภายใต้รัฐบาล คสช. มีเจตจำนงในคำสั่งของ คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวง ให้เป็นไปตามการบังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ทำให้หน่วยงาน รัฐก็สามารถอนุมัติในการที่จะสร้างโรงขยะได้ แล้วก็โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวมไป ถึงเตาเผาขยะและโรงไฟฟ้าพลังงานขยะโดยไม่ต้องพิจารณาข้อห้ามตามกฎหมายผังเมือง และไม่ต้องผ่านอีไอเอใด ๆ ทั้งสิ้นสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ที่ตอนแรกก่อนปี ๒๕๕๗ ก็มี อยู่ประมาณ ๑๑ แห่ง แล้วก็เพิ่มมาอีกเป็น ๑๔ แห่งในช่วงที่เป็นการปกครองของ คสช. แล้วก็โรงไฟฟ้าปัจจุบันมีทั้งหมด ๒๕ แห่ง และเป็นหนึ่งในต้นเหตุของมลพิษทางอากาศ หรือ PM2.5 ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาในทุก ๆ ปี แล้วก็มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เป็นมะเร็งมากขึ้นจากการเผาไหม้ของพลังงานฟอสซิล และมีการลดสเปกในประเทศแถบ Nordic โรงงานไฟฟ้ามีระบบจัดการมลภาวะทางอากาศที่มีประสิทธิภาพ แต่ในไทยมีการ ลดสเปกทำให้โรงงานสร้างมลภาวะแทนที่จะลดมลภาวะทางอากาศ นี่แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ ประเมินค่าความเสียหายจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เกิดขึ้นต่อต้นทุนสุขภาพ การปนเปื้อนใน สิ่งแวดล้อม และมีส่วนในการก่อวิกฤติสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ท่านประธานคะ จากรายงานผลการพิจารณาการศึกษาดิฉันขอสนับสนุนรายงานการแก้ไข ปัญหาจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหากไทยเรายังไม่สามารถ แก้ไขปัญหากำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพประเทศไทยก็จะเข้าสู่สภาวะขยะล้นเมืองอย่าง แน่นอน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มีคำกล่าวว่าขยะไม่มีอยู่จริง พอพูดถึงตรงนี้เพื่อนสมาชิกอาจจะฉงนสงสัย ว่ามันจะไม่มีอยู่จริงได้อย่างไรก็ขยะมันมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ต้องกล่าวต่อครับว่า คำกล่าวที่ว่าขยะไม่มีอยู่จริง แต่ที่เราเห็นนั้นคือทรัพยากรที่อยู่ผิดที่ผิดเวลา ดังนั้นถ้าหาก เราสามารถบริหารจัดการทรัพยากรให้มันถูกที่ถูกเวลาก็จะสามารถเกิดมูลค่าขึ้นมาได้ ผมอยากจะตั้งชื่อเรื่องการอภิปรายของผมว่า อนุสรณ์เพื่อไทยพาทัวร์ ครับ จะพาไปทัวร์ ๕ Model ทั่วโลกว่าเขาบริหารจัดการขยะอย่างไร🔗

Model ที่ ๑ ก็คือ Model ขยะเป็นศูนย์ครับ ขยะเป็นศูนย์ก็คือการลดภาระ ในการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง คือกำจัดตั้งแต่ต้นทาง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วเอามาใช้ซ้ำ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรอย่างที่ว่านี้ นี่คือขยะเป็นศูนย์ Model นี้อยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ผมไม่ได้ไปแต่ว่าอ่านเจอครับ🔗

Model ที่ ๒ เรียกว่า จ่ายตามปริมาณขยะที่ทิ้ง ทิ้งเท่าไรจ่ายเท่านั้น ก็หมายความว่าต่อไปนี้ถ้าใช้ Model นี้จะทิ้งขยะแต่ละชิ้น แต่ละกล่อง แต่ละลัง ออกจาก บ้านต้องหารือกัน เรียกว่าคิดกันจนหัวแทบแตกในบ้านเพราะทิ้งมากจ่ายมาก นี่ Model ที่ ๒ Model นี้ไปเจอที่เกาหลีใต้แล้วก็ญี่ปุ่น เขาใช้ Model นี้ในการลดปริมาณขยะและเพิ่ม อัตราการ Recycle🔗

Model ที่ ๓ เรียกว่า ความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผมยกตัวอย่างครับ สินค้าประเภทสิ้นเปลืองใช้แล้วหมดไป เช่น ครีม ปรับผ้านุ่ม สบู่ แชมพู พวกนี้เราไม่ได้ใช้บรรจุภัณฑ์ เราใช้ตัวสารสกัดหรือใช้ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ว่าบริษัทที่เขามีความรับผิดชอบเขาจะใช้วิธีการว่า รับผิดชอบตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไม่ให้เกิดเป็นขยะ Model นี้เราไปเจอ ในยุโรปหลายประเทศครับ เขายึดหลักความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีระบบเก็บคืนบรรจุ ภัณฑ์ และสามารถสืบค้นบรรจุภัณฑ์ได้ตลอดเวลา🔗

Model ที่ ๔ เรียกว่า ระบบมัดจำขวดและบรรจุภัณฑ์ เช่นถ้าเราไปซื้อน้ำ แบบเป็นแท็งก์เป็นถัง ๕๐ เหรียญนี่ ถึงเวลาเสร็จเรียบร้อยเอาถังมาคืนจะได้เงินมัดจำคืน อย่างนี้มันก็มีแรงจูงใจในการที่จะเอาบรรจุภัณฑ์กลับมาคืน Model นี้อยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่ เยอรมนีและอีกหลายประเทศในยุโรป ผลสัมฤทธิ์จาก Model นี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ Recycle นั้น ถูกนำกลับมาใช้หลายรอบ เฉพาะขวดพลาสติก เฉพาะกระป๋องนี้ได้คืนมากกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ Model นี้ก็น่าสนใจครับ🔗

Model ที่ ๕ เรียกว่า การบริหารจัดการขยะแบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี อันนี้ไปไกลนะครับ ใช้เอไอ ใช้ Big Data วิเคราะห์ว่าคนจะทิ้งขยะช่วงไหน และแต่ละช่วง จะทิ้งขยะอะไร มีการติดตั้ง Sensor ในขยะ ลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็น และเพิ่ม ประสิทธิภาพการจัดเก็บแบบโลจิสติกส์ หมายความว่าตื่นเช้ามาปั๊บนี่แค่เปิดประตูยังไม่ทัน ก้าวเท้าไป แค่ผงกศีรษะมาปุ๊บไอเอมันจับรู้เลยว่าเจ้าของบ้านจะมาทิ้งขยะ จากนั้นระบบ โลจิสติกส์มาเลยครับ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ Model นี้อยู่ใกล้บ้านเราครับ อยู่ที่สิงคโปร์ แล้วอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม เป็นการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการและ จัดเก็บขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ Model นี้ก็ทำให้มีผลิตภัณฑ์ Recycle มากมาย ถามต่อว่าผลิตภัณฑ์ Recycle ที่เขาผลิตเกิดเยอะ ๆ นี่เอาไปไหน เขาบอกว่า ส่งกลับมาขายในอาเซียนซึ่งอาจจะรวมถึงประเทศไทยของเราด้วย🔗

ดังนั้นผมให้ ๕ แนวทางจาก ๕ Model ที่ว่านี้ สั้น ๆ กระชับ ๆ ว่าข้อที่ ๑ เราต้องบูรณาการทุก Model เข้าด้วยกัน ข้อที่ ๒ ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ข้อที่ ๓ กระตุ้นให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ข้อที่ ๔ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และจะนำไปสู่ข้อที่ ๕ ซึ่งจะช่วยให้เกิดบรรยากาศการบริหารจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการ บริหารจัดการเก็บขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เป็นมิตรต่อคนในสังคม และเป็นมิตร ต่อคนทั้งโลก และผมเชื่อว่า ๕ Model และข้อสังเกต ๕ ประการนี้สามารถปรับใช้ได้กับ ประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ หมดผู้อภิปรายซักถามนะครับ ต่อไปเชิญท่านประธานครับ🔗

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรนะครับ หลังจากที่ผมได้ฟังการอภิปรายของทุก ๆ ท่านนะครับ ก็ต้อง ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ให้ข้อแนะนำแล้วก็ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับในการทำงานของทาง คณะกรรมาธิการของเราในการที่จะทำให้รายงานของเรานี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่ในส่วนหนึ่ง เราก็ต้องขอเรียนว่าในสิ่งที่เราทำการศึกษา เราจะคุยกันภายใต้กรอบของตัวนิยามของคำว่า ขยะมูลฝอย ซึ่งไม่ได้รวมสิ่งปฏิกูลไปด้วย แต่ข้อเสนอท่านน่าสนใจมากเพราะผมคิดว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการเราคงจะนำเรื่องของการบริหารจัดการ สิ่งปฏิกูลมาทำการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของการดำเนินการในอนาคตข้างหน้าในส่วนหลาย ๆ ท่านที่ให้ความเห็นมานะครับ ทางผมในนามของคณะอนุกรรมาธิการที่มีการศึกษาเรื่องนี้ ก็ต้องเรียนว่าหลักการหรือว่าหัวใจของการบริหารจัดการขยะนะครับ นอกจาก Waste Hierarchy ลำดับขั้นในการจัดการขยะ ที่ผมฟังหลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่านพูดมาก็คือมี Concept ในแนวทางเดียวกัน ก็คือการพยายามที่จะลดการเกิดหรือว่าก่อกำเนิดของตัวขยะ แล้วก็พยายามที่จะนำขยะนั้นกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุดในการที่จะเป็นทรัพยากรของเราใน อนาคตนะครับ ซึ่งคำว่า Waste Hierarchy ก็คืออย่างที่เราพยายามลดการใช้นะครับ การใช้ซ้ำ การ Recycle การนำมาใช้เป็นพลังงานแล้วก็การจัดการด้วยวิธีการฝังกลบซึ่งเป็นวิธีการ สุดท้ายนะครับ แต่มันยังมีประเด็นอยู่อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะนำเรียนต่อสภาแห่งนี้ ก็คือว่า ปัญหาของการจัดการขยะ กลไกแรกก็คือกฎหมายที่มีอยู่ในมือตอนนี้ซึ่งหลาย ๆ ท่าน อาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๖ กระทรวงที่ทำเรื่องนี้อยู่ และแต่ละกระทรวงนี้ ก็มีงบประมาณ มีเงินแล้วก็มีกรอบความรับผิดชอบของตัวเอง ซึ่งถ้าหากไม่มีการบูรณาการ ดึงเอางานทุกอย่างมารวมกัน ซึ่งถ้าท่านนึกภาพไม่ออก เรื่องในอดีตเราเคยมีปัญหาเรื่องของ พลังงานเมื่อสักประมาณปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลาย ๆ กระทรวงนะครับ ๔-๕ กระทรวงก็ทำเรื่อง พลังงานเดียวกันหมด จนสุดท้ายเราก็ต้องดึงเอากลับมาเป็นกระทรวงพลังงานอย่างที่เห็น ทุกวันนี้ ซึ่งนั่นก็คือหมายถึงว่าการบูรณาการในเรื่องของเรื่องเดียวควรต้องมาจัดการให้เป็น แนวทางเดียวกันทั้งหมดนะครับ ซึ่งอันนี้ผมต้องเรียนว่ากฎหมายในการที่จะรวมการ บริหารจัดการทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็นและต้องเร่งดำเนินการ อย่างเช่นวันนี้มีท่าน สส. สมชาติ สส. ภูเก็ตนะครับ ท่านก็ได้พูดถึงว่า Reuters มีการเอาข่าวของเราเรื่องของขยะจะท่วมเกาะ ภูเก็ตไปนำเสนอทั่วโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็จะเกิดสะท้อนย้อนกันกลับเข้ามาถึงประเทศ ในอนาคตเริ่มจะมีการ Ban การใช้พลาสติก ในขณะที่เรายังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เลย แม้กระทั่งในรัฐสภาของเราแห่งนี้นะครับ เพื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อมีการ Ban พลาสติกแล้วเราไม่ได้ มีการดำเนินการ ไม่ได้มีการจัดการปลายทางในเรื่องของการบริหารจัดการพลาสติก ขยะพลาสติกที่ดีพอ สุดท้ายเราก็จะถูกการ Ban ในการที่จะส่งออก ซึ่งสุดท้ายก็สะท้อน กลับมาในเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศเราอยู่ดี นั่นคือวงจรที่ผมเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น ในไม่ช้านี้นะครับ🔗

ส่วนเรื่องประเด็นสุดท้าย เรื่องของการบริหารจัดการเรื่องของต้นทาง กลางทาง ปลายทาง คือผมเห็นด้วยกับท่านมานพนะครับว่าในการบริหารจัดการต้นทาง ควรเป็นหน้าที่ของทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบในเรื่องของการรวบรวม เก็บขน แต่พอเวลาขนถ่ายขึ้นมา การขนถ่ายมันจะต้องใช้กลไกในการทำงานร่วมกัน อย่างเช่น ในจังหวัดหนึ่ง การที่รถจะวิ่งไปรับขยะจาก อบต. ๑ อบต. ๒ อบต. ๓ อบต. ๔ อบต. ๕ ครับ โดยใช้รถพ่วงคันเดียว มันจะเป็นการประหยัดงบประมาณแล้วก็ลดการ ปลดปล่อยคาร์บอน และมันจะทำให้การบริหารจัดการขยะนี่ง่ายขึ้น ซึ่งอันนี้ผมก็ต้องมองว่ามันต้องเป็นภาพรวม แล้ว แล้วเราต้องเริ่มมองไปถึงว่า อบจ. จะต้องเข้ามาเริ่มดำเนินการนะครับ และสุดท้ายใน การจัดการที่ปลายทาง อย่างเช่นเตาเผาขยะ ถ้าจังหวัดของท่านมีไม่ถึง ๓๐๐ ตันต่อวันท่านก็ ไม่ควรที่จะต้องมี เพราะต้องคิดถึงในอนาคตว่าถ้า ๒๐ ปีข้างหน้าเงินเพิ่มพิเศษหรือ FIT Feed In Tariff ที่กระทรวงพลังงานให้ไปเกิดไม่ให้ต่อในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าแล้วขยายแค่ ๒๐๐ ตันต่อวัน ๓๐๐ ตันต่อวันจะไม่มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ในการจะ Run ระบบ ได้เลยนะครับ สุดท้ายจะ Run เตาเผานี้ได้ท่านก็ต้องมาเก็บกับประชาชนซึ่งตอนนั้น ประชาชนต้องจ่ายเป็นจำนวนมากขึ้นมา อันนี้เราต้องคิดเผื่อ แต่ในทางกลับกันถ้าหากท่าน ขยายเอา ๒ จังหวัดรวมกัน ๓ จังหวัดรวมกันเป็น ๖๐๐ เป็น ๙๐๐ ตันต่อวัน FIT หมดใน ๒๐ ปีข้างหน้า เตาก็ยังอยู่ ประชาชนได้รับผลกระทบก็น้อยเพราะว่าเราผลิตกระแสไฟฟ้า ได้มากนะครับ ผมก็เลยบอกว่าต้องทำการศึกษาให้ครบรอบด้านเพราะว่าในการจัดการ ปลายทางมันเป็นรูปแบบของ ผมต้องบอกว่าเป็นเรื่องของ Centralized ส่วนในเรื่องของการ จัดการที่ต้นทางนี้ผมคิดว่า Decentralize ตรงนี้ทำได้นะครับ ในส่วนภาพรวมผมต้อง ขอขอบคุณทางเพื่อนสมาชิกที่ให้ความเห็นได้ให้ข้อมูลแล้วเดี๋ยวคิดว่าเราคงจะได้ ทำการศึกษาในส่วนหลาย ๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมนะครับ ก็ขอขอบคุณท่าน ประธานสภาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการมากครับ ถ้าไม่มีสมาชิกติดใจซักถามทางท่านประธาน กรรมาธิการแล้วก็ถือว่าที่ประชุมมีมติรับทราบรายงานญัตติ เรื่อง เพื่อพิจารณาศึกษาการ แก้ไขปัญหาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ซึ่งคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นได้พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตเสนอไว้ในรายงานด้วยนะครับก็จำเป็นที่ จะต้องให้สภานั้นมีมติเพื่อที่จะส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปว่าผมได้ฟังท่านผู้อภิปราย ทุกท่านก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยกับข้อสังเกตนะครับก็จะใช้ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ หากไม่มีท่านใดเห็นเป็น อย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติร่วมกันว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการก็จะได้ส่ง รายงานและข้อสังเกตนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบแล้วก็ ดำเนินการต่อไปนะครับตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการนะครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปนะครับ🔗

๒. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถ ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ก็ขอเชิญทางคณะกรรมาธิการนำโดยท่านประธานได้เข้าประจำที่นะครับ🔗

ในการนี้ได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสองด้วยนะครับ ก็ขอเชิญผู้ที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมครับ ท่านที่ ๑ ท่านพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ท่านที่ ๒ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา สายรวมญาติ ท่านที่ ๓ ท่านนิติ เฉลยรส แล้วก็ท่านที่ ๔ ท่านพลช มีสัตย์ เชิญทั้ง ๔ ท่านนะครับ ต่อไปเมื่อ กรรมาธิการพร้อมแล้วก็เชิญท่านประธานกรรมาธิการได้รายงานผลการศึกษาต่อที่ประชุม ได้เลยครับ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ🔗

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๒๕) ในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหา ข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อการเศรษฐกิจของชาติ ธุรกิจ ภาคเอกชน ประชาชน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจของภูมิภาคต่าง ๆ ในสังคมโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งนโยบายและแผนการพัฒนา เศรษฐกิจของรัฐนั้น🔗

บัดนี้คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยได้ดำเนินการ พิจารณาศึกษาประเด็นที่มีความสำคัญ เรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้าน เศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อสังเกต ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกฎหมายด้านต่าง ๆ จึงขอนำเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาและข้อสังเกตต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ผมขอมอบหมายให้นายรวี เล็กอุทัย กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้าน เศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างเป็นผู้นำเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา ดังกล่าว ขอเชิญท่านรวี เล็กอุทัย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรวีครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายรวี เล็กอุทัย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ครับ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถ ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้รายงาน ของคณะอนุกรรมาธิการของเราได้นำมาเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ เพื่อที่จะได้นำ ให้เพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านทราบว่าผลการดำเนินงาน ผลรายงานของเรานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องเรียนว่าการทำรายงานฉบับนี้เราใช้เวลาค่อนข้างเยอะ เนื่องจากว่ากลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่างผมยืนยันว่าเรามีศักยภาพในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะของกลุ่ม จังหวัดเราเอง แล้วก็รวมไปจนถึงการส่งต่อเศรษฐกิจไปจนถึงการพัฒนาระดับประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงให้ความสำคัญในเรื่องของโครงสร้างต่าง ๆ มุมมองต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการ พัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้ จะสามารถรายงานการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกมิติให้กับเพื่อนสมาชิกรวมถึง ข้อสังเกตต่าง ๆ ที่จะส่งไปจนถึงรัฐบาล เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่างของเราต่อไปครับ🔗

ในส่วนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างครับเรามองว่าเรามีศักยภาพสูง ในด้านของการเกษตร ซึ่งภาคการเกษตรหลัก ๆ ที่เรามีการเพาะปลูกก็จะเป็นพวกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ถั่วเหลืองและไม้ผล โดยทางคณะอนุ กรรมาธิการของเรา นอกเหนือจากการที่เราได้มีการรวบรวมข้อมูลจากการซักถามกับ หน่วยงานราชการต่าง ๆ เรายังมีการใช้ดัชนีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่หรือ Spatial Economic Fundamental Index หรือดัชนี SEFI ครับ เป็นฐานในการวิเคราะห์ แล้วก็หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการผลิต ด้านทรัพยากร มนุษย์ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปจนถึงเรายังมองโอกาสในการ เชื่อมโยงกับแนวทางการพัฒนาระหว่างภาค เช่น North-South Economic Corridor และ East-West Economic Corridor ซึ่งจะเป็นการเปิดประตูสู่การเชื่อมสัมพันธ์แล้วก็เศรษฐกิจ ชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเมียนมาแล้วก็ประเทศลาว ในส่วน ของรายงานฉบับนี้ ผมจะขออนุญาตสรุปโดยรวมภาพเร็ว ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเพื่อน สมาชิกทุกท่าน โดยเริ่มแรกจะขอกล่าวถึงปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่างก่อน ในส่วนของปัญหาที่เราพบเจอครับเราจะแบ่งออกเป็น ๔ ด้าน🔗

ด้านแรกก็คือปัญหาด้านภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร โดยทาง คณะอนุกรรมาธิการของเรา เราเห็นถึงปัญหาด้านข้อจำกัดด้านน้ำและรูปแบบการทำ เกษตรกรรม ก็ไม่ต่างจากหลาย ๆ ภาค การทำเกษตรก็อย่างที่เราทราบกันดีว่าเป็นภาคที่มี การทำเกษตรกรรมค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างเราเองครับ ก็มีการทำพืชไร่เชิงเดี่ยวที่มีการปลูกพืชหลักอย่างข้าว อ้อยและมันสำปะหลังอย่างที่ผมได้ กล่าวไปตอนต้น แต่ก็จะมีประสบปัญหาเรื่องของปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอและมันเป็นอีก ปัจจัยหนึ่ง อุปสรรคหนึ่งเหมือนกันในการที่จะทำให้เกษตรกรนั้นจะหันไปมองพืชทางเลือก ชนิดอื่น ๆ ที่เราอยากจะให้เขามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวไปสู่พืชไร่ ทางเลือกอื่นที่จะส่งผลต่อด้านเศรษฐกิจต่อไป รวมจนถึงการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน ที่ก็เป็นปัญหาอุปสรรคอีกเช่นเดียวกัน จากต้นทุนขนส่งที่สูงและมีถนนในบางพื้นที่ที่มีสภาพ ชำรุดทำให้กระบวนการผลิตและการแปรรูปหรือการขนส่งนั้นมีความล่าช้า🔗

ต่อไปครับจะเป็นปัญหาในเรื่องของการส่งเสริมเรื่องงานวิจัยและการพัฒนา แปรรูปเกษตรมูลค่าสูง โดยเรามีความพยายามในการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อในการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นการแปรรูปแป้งมันสำปะหลัง การแปรรูปอ้อย หรือทุเรียนและข้าวโพด โดยปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั่นก็คือยังไม่มีการส่งเสริมในเรื่องของ การแปรรูปขั้นสูงนี้มากเท่าที่ควร ทำให้ปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผลผลิตที่สูงขึ้นได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน🔗

ปัญหาต่อไปของภาคเกษตร นั่นก็คือเรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในทางคณะอนุ กรรมาธิการของเรา เราพบปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเป็นปัญหาหลักหนึ่งเหมือนกันในการ พัฒนาของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดยเราพบกับดักแห่งการพัฒนา ๗ ด้านครับ ด้านแรกนั่นก็คือแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรจำนวนมากนั้นมีผลิตภาพต่ำครับและกำลัง ประสบปัญหากับภาวะสูงวัย ๒. ร้อยละ ๔๐ ของครัวเรือนยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ๓. ร้อยละ ๖๐ ของครัวเรือนยังเข้าไม่ถึงชลประทานและแหล่งน้ำ ๔. ทรัพยากรการเกษตร เสื่อมโทรมลงและรูปแบบการทำเกษตรที่ก่อให้เกิดมลภาวะสูงทั้งในดิน น้ำ อากาศและการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ๕. เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ เพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่ารวมจนถึงยังไม่สามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ๖. ครัวเรือน เกษตรกรส่วนใหญ่กำลังติดกับดักที่เกินศักยภาพที่ตัวเองสามารถชำระได้ และ ๗. ตลาดปัจจัย การผลิตและมีผลผลิตบางชนิดที่ถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลอย่างมาก ต่อปัญหาหนี้สินของพี่น้องเกษตรกรที่มีแต่เพิ่มมากขึ้น ๆ ในปัจจุบัน🔗

ปัญหาด้านที่ ๒ คือปัญหาด้านระบบโลจิสติกส์ แม้นว่าทางสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่ง จะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากภาคเอกชนครับแต่ยังขาดการปรับปรุง กฎหมายที่ชัดเจนในการจัดตั้งจุดรวบรวมและกระจายสินค้าของกระทรวงคมนาคม รวมจนถึงการจัดทำอีไอเอต่าง ๆ ที่ยังมีความล่าช้าและไม่ทันสมัย ส่งผลให้แผนงาน โครงสร้างพื้นฐานนั้นไม่สอดคล้องต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนและการพัฒนาของ พื้นที่ รวมไปจนถึงบางพื้นที่นั้นก็มีสภาพที่ต่างออกไปจากเดิมแล้ว เช่น ป่าเสื่อมโทรมต่าง ๆ ที่เราสามารถนำเอาพื้นที่ตรงนั้นมาทำประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น ก็ยังติดขัดในเรื่องของกฎหมาย อีกเช่นเดียวกัน รวมจนถึงการดำเนินโครงการเพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งทางถนนและทางราง การพัฒนา ICD และ CY เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง แบบ Multimodal Transport ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการที่ต้องเร่งรัดมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถขนส่งได้ รวดเร็วและเป็นการประหยัดต้นทุนในการขนส่งครับ🔗

ปัญหาด้านที่ ๓ คือปัญหาด้านสาธารณสุข นั่นก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการดูแลผู้สูงอายุ โดยภาพรวมเรายังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากในภาวะที่มีผู้สูงอายุมากในปัจจุบันจากการใช้ Application Smart อสม. จะพบได้ว่าปัญหาผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพส่วนใหญ่ นั้นจะอยู่ในเรื่องของการมองเห็น ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาช่องปาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และปัญหา การเคลื่อนไหวทางด้านร่างกาย ๑๖ เปอร์เซ็นต์🔗

ต่อมาครับนั่นก็คือการพัฒนา ปัญหาในการพัฒนาศูนย์กลางทางการแพทย์ แบบครบวงจรหรือ Medical Hub ส่วนหนึ่งในรายงานฉบับนี้เรามองว่าภาคเหนือตอนล่างเรามี ศักยภาพในการพัฒนาเป็น Medical Hub ของภูมิภาคหรือของประเทศได้ แต่ปัญหาในการ จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้ นั่นก็คือเรื่องของต้นทุนและการลงทุนที่มีค่อนข้างสูงและใช้เวลานาน ในการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมจนถึง SMEs ไทยหรือผู้ประกอบการไทย ในประเทศก็ยังขาดแหล่งเงินทุนหรือการเข้าถึงด้านเงินทุนต่าง ๆ ที่จะสามารถผลิตอุปกรณ์ ทางการแพทย์ที่สามารถแข่งขันกับอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศได้ นี่จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราอยากจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้วงการแพทย์ไทยเราสามารถ พัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ต่าง ๆ ให้สามารถทัดเทียมกับต่างประเทศได้และพัฒนาไปสู่ Medical Hub ในระดับภูมิภาคต่อไป🔗

ปัญหาด้านที่ ๔ คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศครับ ปัญหาด้านนี้ก็จะมีปัญหาทางด้านอุทกภัย ภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งที่เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปจนถึงการส่งผลกระทบต่อทางด้านการเกษตร สาธารณสุขและการท่องเที่ยว🔗

ต่อไปเป็นแนวทางที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อที่จะส่งต่อถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่างครับ🔗

ในส่วนของด้านแรกคือด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการ ควรมี การทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณและเงื่อนไขของแต่ละจังหวัดให้ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการลดปัญหาการซ้ำซ้อนและการตีความและนำไปสู่การถูกตัด ทอนลดงบประมาณของแต่ละจังหวัดครับ รวมไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมี บทบาทในการวางผังเมืองและทบทวนผังเมืองทุก ๆ ๕ ปีเพื่อให้สอดคล้องกับความ เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและแนวทางการพัฒนาในแต่ละพื้นที่🔗

ในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เราควรมีการปรับปรุง พระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย ให้เอื้อต่อการแปรรูปสินค้า เกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าของทางด้านการเกษตร และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถมีผลิตภัณฑ์ ชีวภาพจากอ้อยได้มากยิ่งขึ้น รวมจนถึงการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวต่าง ๆ ซึ่งเรายังมีความ ล่าช้าในเรื่องนี้มาก ๆ เพราะว่ายังไม่มีการส่งเสริมหรือการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตอบสนอง ต่อความต้องการของเกษตรกรในจังหวัดในพื้นที่ในประเทศของเรา ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นต้นตอ ปัญหาในเรื่องของข้าวต่อมาในระบบ Supply Chain ของข้าวทั้งหมดเลย นอกจากนั้นครับ เรื่องของการเร่งให้มีการจัดที่ดินให้กับเกษตรกร มีเอกสารสิทธิครบถ้วนเพื่อเป็นหลักประกัน ในการขอสินเชื่อต่อไปด้วยครับ เพราะว่าเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ส่วนใหญ่นี่บางคนก็อยู่ในพื้นที่ภูเขา ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าไม้ไม่มีเอกสารสิทธิ แล้วก็ ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อที่ถูกกฎหมายได้ก็จะเป็นปัญหาตามมาอีก เช่นเดียวกันนอกจากนั้นในเรื่องเกษตรสุดท้ายปลายทางทางคณะอนุกรรมาธิการของเรา เรามองไปจนถึงการทำเกษตร Zoning ซึ่งเราต้องการทำให้ภาคเกษตรของเรานั้นมีความ ยั่งยืนในการพัฒนาเราไม่ต้องการเห็นพี่น้องเกษตรกรของเราต้องประสบปัญหากับด้านราคา ด้านรายได้ตลอดไป เพราะฉะนั้นการนำเอาเกษตร Zoning เข้ามาจัดทำรูปแบบและ หาตลาดใหม่ ๆ ทางด้านเกษตรให้กับพี่น้องเกษตรกรเป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องคำนึงถึงและ ปรับเปลี่ยน และเริ่มทำได้แล้วครับ🔗

ต่อไปเป็นด้านเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่างเรามีชายแดนแล้วก็ด่านศุลกากรที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเรา ซึ่งมีศักยภาพ ในอนาคตในการพัฒนาเศรษฐกิจและทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างนั้นเติบโต ขึ้นได้ เช่น ด่านภูดู่ที่อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมไปจนถึงด่านที่แม่สอด จังหวัดตากด้วย เช่นเดียวกัน ซึ่งการพัฒนาทางด้านถนนหนทาง ICD และ CY ที่จังหวัดนครสวรรค์และอุตรดิตถ์นั้น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการรองรับในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งต่าง ๆ ให้สอดคล้อง แล้วก็รวมไปจนถึงการส่งออกไปทางด้านชายแดนด้วยเช่นเดียวกัน🔗

ต่อไปเป็นด้านการพัฒนาศูนย์กลางทางการแพทย์ ทางคณะอนุกรรมาธิการ ของเราอย่างที่บอกไปว่าเรามองเรื่อง Medical Hub ให้เป็นจุดหมายปลายทางอีกเส้นทาง หนึ่ง สำหรับการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างไปจนถึงการสนับสนุนวิจัยด้านแพทย์ แผนไทย หรือสมุนไพรต่าง ๆ รวมไปจนถึงการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศ อย่างที่ผมบอกไปว่าประสบปัญหาด้านการลงทุนที่มีค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นเราควรจะต้อง ส่งเสริมให้เอกชนรวมจนถึงผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดทาง การแพทย์ครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะที่ทางอนุกรรมาธิการของเราได้จัดทำขึ้นมาแล้ว เราขอเน้นย้ำครับว่าการยกระดับการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยและตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ก็เป็นสิ่งจำเป็น รวมไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพ ด้านสาธารณสุข ทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในยุคที่มีผู้สูงอายุ เพิ่มมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข🔗

รวมจนถึงข้อสุดท้าย สรุปข้อสุดท้ายครับ นั่นคือการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็น สิ่งที่ทางอนุกรรมาธิการของเราจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา ๓๐๐ กว่าหน้า เพื่อที่จะนำเสนอต่อ คณะรัฐบาลแล้วก็ให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ร่วมกันพินิจพิเคราะห์แล้วก็มีข้อเสนอแนะใด ๆ ทางอนุกรรมาธิการของเราก็ยินดีน้อมรับ แล้วก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ทางกรรมาธิการนะครับ ก็ได้มีผู้ลงชื่ออภิปรายทั้งสิ้น ๖ ท่านแล้ว ก็ขออนุญาตปิดการลงชื่อ ๓ ท่านแรก เริ่มที่ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ต่อด้วยท่านศรีโสภา โกฏคำลือ แล้วก็ต่อด้วย ท่านกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ก่อนครับ เชิญครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตแสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการที่ได้ช่วยกันทำข้อมูลซึ่งมีความครอบคลุมพอสมควรเลยนะครับ ๒๕๐ กว่าหน้า ชื่อว่ารายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ทั้งสิ้น ๙ จังหวัด ผมได้อ่านข้อมูลดูแล้วก็ครอบคลุม ค่อนข้างมากแล้วมีเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ผมก็เลยขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เฉพาะเรื่องของสินค้าเกษตรก็แล้วกันนะครับ สินค้าเกษตรของเราโดยทั่วไปจะมีปัญหา อย่างนี้ครับ พวกพืชไร่เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวส่วนใหญ่เราจะผลิตได้เกินกว่าความต้องการบริโภค ในประเทศ ดังนั้นเราจะต้องมีการส่งออก เมื่อมีการส่งออกเราก็จะเจอปัญหาเป็นวัฏจักรครับ เมื่อไรก็ตามที่อุปสงค์น้อยกว่าอุปทานราคาก็จะตก เมื่อไรที่อุปทานมากกว่าราคาก็ขึ้น อย่างเช่นที่ผ่านมาเวลาที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ ๆ อย่างเช่นอินเดียไม่สามารถส่งออกข้าวได้ราคา ก็ดี เกษตรกรก็ไม่มีปัญหา แต่พออินเดียผลผลิตดีกลับมาส่งออกอีกเราก็มีปัญหาราคาข้าว ตกต่ำ เป็นวงจรความยากลำบาก เป็นวงจรราคาตกต่ำที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ไม่ว่ากับข้าว มันสำปะหลังหรืออ้อยก็ตาม ในเรื่องของข้าวนั้นท่านประธาน พอมีปัญหาผมก็ขออนุญาต เสนอแนะอย่างนี้ครับว่าจริง ๆ พรรคเพื่อไทยจัดสโลแกนได้ค่อนข้างดีครับ บอกว่าตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ แล้วผมขออนุญาตเพิ่มคำว่า ลดค่าใช้จ่ายด้วย🔗

ตลาดนำ ก็คือว่าปกติแล้วเราควรปลูกให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยพิจารณาอุปสงค์และอุปทาน เช่น ชาวนารายหนึ่งอาจจะมีที่ดินสัก ๑๐ ไร่ ก็อาจจะเลือก เฉพาะ ๘ ไร่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวจริง ๆ ยืนพื้นปลูกข้าวไป ส่วนอีก ๒ ไร่ที่เหมาะสม น้อยกว่า เช่น น้ำไม่เพียงพอ หรือดินไม่อุดมสมบูรณ์เท่า ก็อาจจะลองพิจารณาดูว่าให้ พิจารณาดูจากราคาของสินค้าก่อนว่าแนวโน้มราคาจะเป็นอย่างไร ถ้าแนวโน้มราคาดี ก็ปลูกเพิ่ม แนวโน้มราคาไม่ดีก็หันไปปลูกพืชอย่างอื่น ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศมีหน้าที่ ที่จะต้องให้ข้อมูลกับประชาชน เราสามารถที่จะดูจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในต่างประเทศ ในเรื่องของข้าวมาประกอบการพิจารณาได้ก็จะทำให้การคาดการณ์แม่นยำขึ้น ถึงแม้จะยากแต่ก็ยัง พอทำได้🔗

นวัตกรรมเสริมครับท่านประธาน พันธุ์ข้าวของเราจะต้องมีการพัฒนา นอกจาก จะพัฒนาในเรื่องของ Yields หรือผลผลิตต่อไร่แล้ว ยังต้องเน้นพิจารณาในเรื่องของพันธุ์ดีด้วย เพราะพันธุ์ดีเป็นหัวใจสำคัญของการครองใจตลาด🔗

เพิ่มรายได้ครับท่านประธาน การเพิ่มรายได้ในเรื่องของข้าวนั้นมีความจำเป็นที่ จะต้องมีการเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้มีการลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลางลงให้ มากที่สุด เพราะการที่เราไม่เปิดเสรี การส่งออกข้าวจะต้องมีการเก็บ Stock ข้าว ต้องเสียค่าธรรมเนียม จำนวนมหาศาล เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถส่งออกข้าวไปต่างประเทศด้วยตนเองได้ เนื่องจากมีอุปสรรคเยอะ แต่ถ้าหากว่าเราเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทำให้สามารถส่งออกข้าว โดยอิสระ เกษตรกรก็อาจจะขายให้กับลูกค้าในต่างประเทศผ่าน Taobao หรือ Tmall หรือ Temu ก็แล้วแต่สามารถทำได้ หรือ Supermarket ในต่างประเทศ ถ้าหากพอใจ ข้าวพื้นที่ไหน พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกหรือพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ก็ไปซื้อก็สามารถส่งออกได้ โดยอิสระ ลักษณะอย่างนี้เมื่อลดขั้นตอนของพ่อค้าคนกลางหรือผู้ส่งออกลงก็จะทำให้ เกษตรกรขายข้าวได้ราคาดีขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร🔗

ส่วนการลดค่าใช้จ่ายก็ต้องลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ซึ่งรัฐบาลก็คงพยายามทำอยู่แล้ว🔗

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวจึงต้องใช้เรื่องตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เวลาเหลือไม่เยอะ ก็คือเรื่องของ มันสำปะหลัง ผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าปลูกมันสำปะหลังเพื่อเป็นอาหารสัตว์หรือผลิต แป้งทั่วไปในอุตสาหกรรมทั่วไปไม่น่าที่จะทำครับท่านประธาน ไม่น่าที่จะเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้น อีก เพราะว่าก็จะตกอยู่ในวงจรความยากลำบากในเรื่องราคาอีกเช่นเดิม แต่ถ้าหากว่าจะทำ การปลูกเพิ่มจริง ๆ จะต้องมีการทำ Value Added อย่างเช่น ทำเป็น Modify Start ทำเป็น แป้งเคมี ซึ่งสามารถใช้ในเรื่องอุตสาหกรรมอาหารหรือในเรื่องของกระดาษได้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ จึงน่าที่จะเพิ่มผลผลิตครับ เรื่องของกล้วยหอมครับท่านประธาน มีโควตาญี่ปุ่น ๘,๐๐๐ ตัน เราผลิตได้แค่ ๒,๐๐๐ ตัน น่าที่จะปลูกเพิ่มครับ ในเรื่องของทุเรียนครับ หลงลับแล หลินลับ แล ของอุตรดิตถ์มีชื่อเสียงและไม่เพียงพอกับการขาย ตลาดต้องการมาก ส่วนนี้ก็สามารถ เพิ่มการผลิตได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าจะได้มีการพิจารณาหาวิธีทำอย่างไรให้ปลูกทุเรียนโดย ที่ใช้สารเคมีให้น้อยลง ทำอย่างไรให้ผลผลิตมากขึ้น ทำอย่างไรให้สามารถขยายการผลิตนอก ฤดูกาลได้ ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะทำให้สินค้าเกษตรใน ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ ๙ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจได้ครับ ก็ขออนุญาตให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะเท่าที่เวลาจำกัดจะมีได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านศรีโสภา โกฏคำลือ เชิญครับ🔗

นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานค่ะ ดิฉันขอใช้เวลาไม่นานมีแค่ ๒ ประเด็น ดิฉันได้อ่านรายงานฉบับนี้แล้ว ซึ่งพูดถึงการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดิฉันเองขอสนับสนุนข้อมูลในหลาย ๆ ส่วนที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้จัดทำขึ้นค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ค่ะท่านประธาน ซึ่งนำไปสู่ ข้อสังเกตที่ดิฉันจะขอฝาก โดยประเด็นแรกที่ดิฉันจะพูดถึงในรายงานฉบับนี้ ในหน้า ๑๐๖ ซึ่งใน Paragraph ที่ ๒ ได้เป็นรายงานจากข้อมูลผู้แทนสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยรายงานฉบับนี้ได้เขียนว่านอกจากนั้นยัง ประกาศให้จังหวัดพิษณุโลกเป็น MICE City เป็นศูนย์กลางด้านการประชุมความร่วมมือ ระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ภาคเหนือตอนล่าง ๒ กับกลุ่มจังหวัดและประเทศ ที่เกี่ยวข้อง ดิฉันสะดุดตากับเรื่องนี้มากเลยค่ะท่านประธาน คือแค่สงสัยว่าเหตุใดการพูดถึง พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกในด้านธุรกิจ MICE ข้อมูลนี้ถึงได้มาจากผู้แทนสำนักส่งเสริม อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นข้อมูลที่ดี แต่ว่าน่าจะได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวและ บริการ ก็จะเป็นตัวช่วยเสริมให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันให้ความสนใจกับธุรกิจ MICE ค่ะ และยินดีที่ สนับสนุนให้พื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลกได้รับโอกาสพัฒนาไปสู่การจัด MICE City เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วการที่จะให้พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ส่วนกลางในการจัดธุรกิจ MICE ยกตัวอย่าง นะคะ ถ้าหากเราจะจัดงาน Expo ใหญ่ ๆ อย่างที่เราเคยได้รับทราบกัน การจัดงาน Expo ดัง ๆ ระดับโลกก็จำเป็นที่ต้องใช้ระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการดึงดูดคนจาก ทั่วทุกมุมโลกเดินทางมายังพื้นที่จัดงาน รวมไปถึงการขนส่งสิ่งของเพื่อให้มีการจัดงาน Expo เกิดขึ้น ดิฉันอยากขอฝากไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตค่ะ โดยใช้รายงานฉบับนี้ เป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาสนามบินจังหวัดพิษณุโลกที่สามารถรับรองการเดินทางและขนส่ง สินค้ารวมถึงพื้นที่ที่ต้องการให้เกิด Cargo เพื่อให้เป็นศูนย์รวมและการกระจายสินค้าได้มาก ขึ้น ดิฉันอยากจะขอฝากทางคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้โปรดติดตามเรื่องนี้ต่อด้วย ไม่ให้จบเพียงแค่รายงานฉบับนี้ค่ะ เพราะการจัดการธุรกิจ MICE แต่ละครั้งมันสามารถสร้าง เศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ไทยเช่นเดียวกัน ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากนะครับ ต่อไปท่านกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี เชิญครับ🔗

นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี นครสวรรค์

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรครับ กระผม กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ คนปากน้ำโพ พรรคประชาชน วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างโดยกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์สิทธิพลและ คณะทำงานที่ทำรายงานฉบับนี้อย่างสมบูรณ์แบบนะครับ ผมขอเริ่มด้วยจากหน้า ๓๔ แล้วถ้าสไลด์พร้อมแล้วเชิญนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี นครสวรรค์

แม้ว่าดัชนี GPP ของจังหวัด นครสวรรค์จะมีมูลค่าสูงถึง ๑๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๕ มากเป็นอันดับ ๓ ของ ภาคเหนือ เป็นอันดับที่ ๒๘ ของประเทศไทย แต่ดัชนีพื้นฐานที่ทางกรรมาธิการได้นำมาชี้วัด ในครั้งนี้ก็คือดัชนีพื้นฐานเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ SEFI ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดนครสวรรค์ กลับรั้งท้าย ๙ จังหวัดเป็นรองเพียงจังหวัดตาก เริ่มจากจังหวัดที่มีค่ามากที่สุดมีความพร้อม มากที่สุดจากรายงานฉบับนี้คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์และรั้งลงท้ายด้วยจังหวัดตาก ข้อมูลนี้น่าสนใจครับเป็นดัชนีใน ๘๘ รายการ ใน ๖ กลุ่ม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุข การศึกษา เสถียรภาพทาง เศรษฐกิจและความท้าทายทรัพยากรมนุษย์และสิ่งแวดล้อมนะครับ หากในเชิงเปรียบเทียบ ก็คงต้องมาดูว่าเราจะพัฒนาพื้นที่ของเราอย่างไร ผมขอพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จังหวัดนครสวรรค์ครับ เป็นที่ทราบดีครับนครสวรรค์เป็นพื้นที่ที่ปลูกข้าวเยอะที่สุด มีการ ส่งออกเยอะที่สุด แล้วก็มีพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดด้วยเช่นกันจากราคาข้าว ที่ตกต่ำในช่วงนี้ เราทราบกันดีครับจากดัชนีการแข่งขันของไทยเรา ปี ๒๕๖๖ ทั่วโลก มีผลผลิตของโลกสูงถึง ๗๓๙ กิโลกรัมต่อไร่ แต่ประเทศไทยสูงเพียง ๔๕๗ กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่เวียดนามอยู่ที่ ๙๗๑ กิโลกรัมต่อไร่ เราต้องทำให้ผลผลิตต่อไร่เราเพิ่มขึ้นให้ได้หนึ่ง ในนั้นก็คือเรื่องการจัดการน้ำ จังหวัดนครสวรรค์อยู่ใน ๕ ลุ่มน้ำครับ ก็คือเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน และสะแกกรัง มีพื้นที่เกษตรกว่า ๔.๖ ล้านไร่ มีพื้นที่ปลูกข้าวเกือบ ๓ ล้านไร่ แล้วก็มีพื้นที่ชลประทานเพียง ๕๐๔,๐๐๐ ไร่ หรือเพียง ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากมีการ จัดการน้ำที่ดีกว่านี้ มีพื้นที่ชลประทานที่มากกว่านี้เชื่อเหลือเกินว่าจะมีการพัฒนาในเรื่องของ ผลผลิตข้าวต่อไร่ให้มากขึ้นให้ได้นะครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับ ขอยกตัวอย่างนะครับ ก็คือผู้ประกอบการ ๒ กลุ่ม อุตสาหกรรมก็คือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพันธุ์ข้าวในนี้ก็คือโรงเรียนชาวนานคร นครสวรรค์ กลุ่มนี้เป็นนักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเขาลงรายละเอียดถึงความพิเศษของข้าว พื้นเมืองว่าอยู่ตรงความทนทานต่อโลก ทั้งยังเติบโตในสภาพอากาศในท้องถิ่นทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการดูแลข้าวนะครับ สายพันธุ์พื้นเมืองของนครสวรรค์มีทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง เป็นที่ทราบกันดีครับ นครสวรรค์ปลูกข้าวนาปีและนาปรัง แล้วก็ข้าวเกยไชยชื่อดังของโรงเรียนชาวนาแห่งนี้ ได้ปรับปรุงเพิ่มรสชาติคล้าย ๆ กับข้าวหอมมะลิ มีความหนุ่ม ทานอร่อย มีอายุเก็บเกี่ยวที่สั้น เพียง ๙๕-๑๐๐ วันสามารถปลูกได้ตลอดปี ทั้งนาปีและนาปรัง แล้วก็ข้าวที่สร้างชื่อเสียงก็คือ ข้าวช่อราตรี ข้าวนิลสวรรค์ แล้วก็ชำมะเลียงแดง อีกผู้ประกอบการรายหนึ่งเป็นวิสาหกิจ ชุมชนพีรพัฒน์ฟาร์มครับ ผมได้ลงพื้นที่กับทางหัวหน้าพรรค คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไปพบกับผู้ประกอบการที่นำเปลือกทุเรียนมาผสมกับจุลินทรีย์มาเลี้ยงโคในฟาร์มวากิวของเขา แล้วเขาพัฒนาต่อยอดทำแบรนด์ที่ชื่อว่า Do BEEF เพื่อสร้างมูลค่า นี่เป็น ๒ ตัวอย่าง ขอพูด ถึงสิ่งที่ในรายงานฉบับนี้อาจจะยังไม่พูดกันนัก ก็คือเรื่องการท่องเที่ยวครับ จังหวัด นครสวรรค์เป็นพื้นที่หลายคนบอกว่าเมืองผ่าน จริง ๆ เป็นพื้นที่ที่น่าท่องเที่ยวมีสถานที่หลาย ที่น่าสนใจมากครับ ไม่ว่าจะเป็นบึงบอระเพ็ด พาสาน เขาหน่อ เขาแก้ว วัดวาอารามต่าง ๆ รวมถึงงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ปีนี้จัดรวมเป็นถึงปีที่ ๑๑๐ แล้ว ก็สร้างมูลค่าทาง เศรษฐกิจนะครับ ก็เชิญชวนพี่น้องประชาชนนะครับร่วมไปเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ ท้ายนี้ครับก็ขอสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถ ด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านนพพล เหลืองทองนารา นะครับ แล้วต่อด้วยท่านศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ แล้วก็ท่านสุดท้ายท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับผมเองต้องขอบคุณในส่วนของท่านรวี เล็กอุทัย ในฐานะที่เป็นผู้นำในการดำเนินการศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถของกลุ่มภาคเหนือ ตอนล่างนะครับ ซึ่งประกอบด้วย ๙ จังหวัด เราก็ทราบกันดีอยู่ว่ามีอะไรบ้างใน ๙ จังหวัดนั้น จริง ๆ แล้วผมบอกตามตรงนะครับ อันนี้ผมไม่ได้ลำเอียงเพราะผมเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ใน ภาคเหนือตอนล่าง แต่ถ้าเราลองพิจารณาดูดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาของ TDRI การศึกษา ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออีกหลาย ๆ องค์กรตลอดจนมหาวิทยาลัยทั้งหลายทั้งใน และนอกประเทศ ได้ระบุตรงกันว่าตรงนี้คือเพชรเม็ดงามของเมืองไทยใน ๙ จังหวัดนี่นะครับ เพียงแต่ว่ามีการมองข้าม การมองข้ามเพชรเม็ดนี้ไป เพชรเม็ดนี้อาจจะไม่ได้โด่งดังในเรื่อง อุตสาหกรรม อาจจะไม่ได้โด่งดังในเรื่องของบริการ แต่ในเรื่องของภาคเกษตรเป็นที่ยอมรับได้ ในภาคกลางในการเพาะปลูก วันหนึ่งข้างหน้าซึ่งอีกไม่นานนี้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของน้ำเค็ม รุกในพื้นที่เกษตรมีเกิดขึ้นแน่นอน ตอนนี้ก็รุกมาถึงจะเป็นหลักร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่สำหรับภาคเหนือตอนล่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน เรื่องน้ำ ลุ่มน้ำ ๒๒ ลุ่มน้ำในประเทศไทย ๗ ลุ่มน้ำอยู่ที่นี่ แล้วก็เป็น ๗ ลุ่มน้ำที่ไม่ใช่มากระจุกตัว แต่เป็นการกระจายตัวอยู่ในทั้ง ๙ จังหวัดนะครับ เพชรบูรณ์ก็ลุ่มน้ำป่าสักนะครับ น่านก็มีทั้งอุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ทางภาคด้านตะวันตก ตากก็มีปิง มีวัง กำแพงเพชร ทุกอย่างมีความพร้อม ความสมบูรณ์ เพียงแต่ว่าในการพัฒนาค่อนข้างที่จะด้อยกว่าเขานะครับโดยเฉพาะผมเอง ผมขออนุญาตพูดในแง่ของเศรษฐกิจเชิงของเกษตรกรรมอย่างเดียว จริงอยู่ว่าต่อไปนี้ เกษตรกรรมก็จะต้องมีการปรับตัว ผมเองเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ว่าพรรคไหนหรืออะไร อย่างไร จะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ในเรื่องของการจัด Zoning เกษตรเริ่มสักทีเถอะครับ ผมเอง ได้ยินคำว่าการจัด Zoning เกษตรการจัดพื้นที่เพาะปลูกแยกประเภทไปในการเพาะปลูก ตั้งแต่ผมเป็น สจ. เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนอยู่ที่พิษณุโลกจนบัดนี้ผมก็ได้ยินแต่ชื่อคำนี้ละครับ การทำงานที่ไม่จริงไม่จังของรัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลนี่นะครับ ผมเองอยากจะให้มีการ ปรับเปลี่ยน ผมถึงได้บอกว่าการบูรณาการขอให้บูรณาการกันแบบจริง ๆ จัง ๆ บูรณาการกันแบบตามคำนิยามที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรม ไม่ใช่บูรณาการกันแบบไทย ๆ บูรณาการกันแบบไทย ๆ อย่างที่ผมเคยพูดก็คือว่าต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างคน ต่างแก้ปัญหา แล้วมารวมกันก็ต่อเมื่อมีคำสั่งให้บูรณาการ เรื่องนี้มันไม่ถูกแล้วครับมันก็แก้ไข ปัญหาไม่ได้ ในส่วนของภาคเกษตรกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เชื่อไหมว่าในส่วนของต้นทุน ในน้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตรของชลประทานนี่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวนี่ได้ ๕.๒๘ บาท นั่นคือข้าวนาปี แต่นาปรังน้อยหน่อยแค่ ๒๙ สตางค์เอง แต่เพิ่มให้อ้อยนี่อีก ๙.๘๐ บาท โดยต้นทุนน้ำจริง ๆ ของชลประทานต่อ ๑ ลูกบาศก์เมตรนี่คือ ๑.๔๙ บาท ทีนี้นอกจากตรงนี้ แล้วนี่ อันนั้นเป็นราคาต้นทุนน้ำของชลประทาน แต่อย่าลืมว่าในน้ำต้นทุนของชลประทาน มันยังมีแยกย่อยอีก มันยังไม่ได้สำเร็จเสร็จสิ้น ต้นทุนถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ชลประทาน จะมีการทำระบบชลประทานเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ และคลองซอยต่าง ๆ แต่นั่นน้ำไม่ได้ ถึงหัวไร่ปลายนา การที่เราจะให้น้ำถึงหัวไร่ปลายนา กองทุนจัดรูปที่ดินเป็นคนดำเนินการ และในต้นทุนของกองทุนจัดรูปที่ดินนี่ถ้าจะเป็นการจัดรูปที่ดินนี่ จะมีต้นทุนอีก ๒๒,๐๐๐ กว่าบาทต่อไร่ แล้วก็มีต้นทุนของถ้ามีการจัดรูปที่ดินในเรื่องของระบบน้ำต้องมีต้นทุน ๑๔,๐๐๐ บาท แต่ไม่ว่าจะ ๑๔,๐๐๐ บาท หรือ ๒๒,๐๐๐ บาท ตราบใดที่เราเองยังต้อง พึ่งพาเกษตร แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะจัด Zoning ได้อะไรได้ รัฐบาลก็ควรจะต้องดำเนินการ ในการที่จะหาน้ำให้ถึงหัวไร่ปลายนา เพราะทราบไหมครับว่าในทุก ๆ ชาวนาเวลาทำนานี่เชื่อ ไหมว่าในทุก ๆ ๑ ล็อก ผมไม่รู้ล็อกแต่ละบ้านจะคิดอย่างไร เอาละ ๑ ล็อกของผม ก็คือ ประมาณ ๑๐ ไร่ เสียค่าน้ำมันในฤดูหนึ่งเกือบ ๒,๐๐๐ บาท มันไม่ใช่น้อยในการเสีย ค่าใช้จ่ายตรงนี้ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่างมันเป็นมุกเป็นเพชรเม็ดงาม ในประเทศไทยจะเพชรเม็ดงามเม็ดนี้มันยังไม่ได้เจียระไน การเจียระไนนี้ก็คืออยู่ที่รัฐบาล จะให้ความสำคัญ แล้วก็ให้ความสนใจที่จะบ่มเพาะ ให้การขัดถูเพชรเม็ดนี้ให้มันมีความ เงางามเจียระไนให้มันดี เพราะฉะนั้นผมขอฝากรัฐบาลให้ดูแลในภาคเกษตรให้ดีเพราะว่า ถ้าตราบใดท่านยังไม่สามารถจะจัด Zoning หรือว่าทำอะไรที่นอกเหนือจากการทำเกษตรได้ ก็จงรีบทำในเรื่องนี้ด้วยขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เชิญครับ🔗

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชนครับ ขออภิปรายรายงานผลการ พิจารณาศึกษาเรื่องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมรายงานฉบับนี้จากคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เป็นประธาน แล้วก็ ขอบคุณท่านคณะอนุกรรมาธิการที่ได้พิจารณาศึกษาเรื่องนี้มาอย่างละเอียดรอบคอบ มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย ผมขอหยิบปัญหาเรื่องหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ ของภาคเหนือตอนล่างนั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของภาคเหนือตอนล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นภาคการเกษตร เพราะฉะนั้นปัญหานี้จะทำให้ การพัฒนาภาคเกษตรเป็นไปไม่ได้เลยเพราะถ้าเราแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็คือปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งมันเป็นวงจรซ้ำซาก มันเป็นวงจรอย่างไรตามที่รายงานนี้ระบุมาก็คือรายได้รวมเฉลี่ยนี้ ต่อครัวเรือนแค่ ๒๑๗,๔๗๖ บาทต่อครัวเรือน ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๕๐,๐๐๐ กว่า ๆ ก็แสดงว่าจริง ๆ เกษตรกรมีรายได้เหลืออยู่บ้าง แต่ว่ามียอดหนี้คงค้างโดยเฉลี่ยครอบครัวหนึ่ง ๓๕๘,๐๐๐ บาทโดยเฉลี่ย อันนี้ยังลงมาบ้างแล้ว หมายความว่าเงินที่เหลืออยู่แทนที่จะไปใช้ จ่ายจุนเจือในครอบครัวก็ต้องเอามาใช้หนี้ วงจรมันเกิดขึ้นจากอย่างนี้ก่อนครับ เมื่อรายได้ รายจ่ายมันไม่ Balance กัน มันไม่สามารถครอบคลุมรายจ่ายได้ทั้งหมด และไม่สามารถใช้ หนี้สินได้ทั้งหมดมันก็ต้องเกิดการกู้ ในรายงานนี้ก็บอกไว้ตัวเลขการกู้ของ ธ.ก.ส. ลูกค้า ธ.ก.ส. ส่วนใหญ่เลยก็คือเกษตรกร แล้วหนี้รวมทั้งหมด ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เกษตรกรนี่เฉพาะภาคเหนือตอนล่างนะครับ มีหนี้เป็นแสนล้านครับ เกษตรกรจะไปต่อ อย่างไรถ้าปัญหาหนี้สินไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาหนี้สินเกษตรกรในภาคเหนือตอนล่างไม่ใช่ ปัญหาปัจเจกบุคคล นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ท่านใช้คำได้ดีครับ คำว่า กับดักแห่งการ พัฒนา อันนี้ผมเห็นด้วย ความหมายมันคือไม่ว่าเกษตรกรหรือภาครัฐจะพยายามไปส่งเสริม เขาพยายามจะพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือแค่ไหนก็ตาม เกษตรกรกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะไม่สามารถล้อไปกับการพัฒนาเหล่านั้นได้ เพราะมันเป็นกับดักแห่งการพัฒนาที่ท่านบอก มาว่ามีปัจจัยที่จะทำให้ออกจากกับดักนี้ไม่ได้ มี ๗ ข้อ มีอีกข้อหนึ่งที่อยากจะขอเพิ่มเติม เข้าไป ซึ่งอันนี้มันก็เป็นปัญหาสำคัญก็คือการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ไม่รอบคอบ คิดไม่จบ ในรายงานนี้ก็เขียนไว้เหมือนกันว่า กองทุนหมู่บ้าน ที่ลงไปหวังว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระดับฐานราก จะไปแก้ปัญหาการเงินหนี้สินให้กับชุมชน แต่ปรากฏว่ากองทุนหมู่บ้าน ทุกวันนี้ พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้าน ยังคุยกันไม่จบเลยว่าจะยกฐานะจากกองทุนหมู่บ้านเป็น สถาบันการเงินชุมชน ด้วยหลักเกณฑ์ไหน ยังคุยกันไม่จบเลยครับ ยังเพิ่งตั้งคณะอนุกรรมการ ในการวางกรอบ แล้วก็หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติในการยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้เป็นสถาบัน การเงินชุมชน เพิ่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคมนี้เอง เพราะฉะนั้นนี่คือการคิดที่ไม่รอบคอบแล้ว ก็คิดไม่จบ ณ วันนี้มีกองทุนหมู่บ้านประมาณ ๗๙,๐๐๐ กองทุน แต่มีกองทุนที่บริหารจัดการ ได้ดีนี่มีเพียง ๔๘,๓๒๕ กองทุนนี้ ตัวเลขจาก กทบ. เอง แค่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์เอง หมายความ ว่าเงินงบประมาณที่ลงไปนี้ครึ่ง ๆ ช่วยเหลือชาวบ้านได้ กองทุนหมู่บ้านพอไปได้ แต่อีก ครึ่งหนึ่งเกือบครึ่ง ไปแทบไม่ได้ แล้วใน ๓๙ เปอร์เซ็นต์นี้ มีอีก ๑๖,๑๐๔ กองทุนที่ กทบ. เองใช้ชื่อเรียกว่าเป็นการบริหารจัดการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หมายความว่าร่อแร่แล้ว นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ไปซ้ำเติมความยากจนแล้วก็ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร อีกปัญหาหนึ่ง ที่สร้างปัญหาหนี้สินได้เช่นเดียวกัน การช่วยเหลือจากภาครัฐที่ไม่ได้ช่วยเกษตรกรก็คือการตั้ง งบประมาณในการฝึกอบรมอาชีพ ผมเห็นหลายครั้งที่มีงบประมาณจากกระทรวงไหนก็ตาม ลงไปในการอบรมอาชีพเกษตรกรนี้ก็ให้ชาวบ้านนี้รวมกลุ่มกันมาตั้งกลุ่มกันมา จะเพาะเห็ด จะทำไม้กวาด จะอะไรก็ตาม โดยรวมเอากลุ่มเอาคนที่ไม่ได้อยากทำอาชีพนั้นเลย เอามาตั้ง ท่าฝึกอบรมกัน ถ่ายรูปมีป้ายไวนิลอันหนึ่ง ถ่ายรูปเสร็จแยกย้ายและหลังจากนั้นก็ไม่มีการ เพาะเห็ดเกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้นอีกเลย มันเป็นการช่วยเหลือแบบขอไปที มันเป็นการใช้เงิน งบประมาณของรัฐแบบขอไปที อีกเรื่องหนึ่งก็คือมีธนาคารที่อยู่ ๆ ก็โยนเงินลงไปให้ชาวบ้าน กู้ ธนาคารของรัฐนี้ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แล้วก็มีเงินลงไปก้อนหนึ่ง คณะกรรมการก็ให้ญาติพี่น้องตัวเองบ้าง พรรคพวกตัวเองบ้างเป็นผู้กู้ แล้วเวลามีหนี้ พอกู้ไป แล้วก็ส่งไม่ได้ ธนาคารก็ไปฟ้องเอากับคณะกรรมการ คณะกรรมการก็ลาออกให้ชุดใหม่มา เป็นกรรมการต่อ ชุดใหม่ที่พอมีที่ดินหน่อยอะไรหน่อยธนาคารไปฟ้องเขา ไม่ฟ้องผู้กู้ นี่คือ ปัญหาที่ทำให้เกิดหนี้สินวนเวียนซ้ำซากครับ สุดท้ายครับ สุดท้ายพอชาวบ้านอายุเยอะขึ้น ศักยภาพในการหารายได้น้อยลง มันไม่มีทางออกอื่นครับ ต้องสร้างมูลค่าชีวิตหลังความตาย ชาวบ้านก็ไปเข้ากองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ หวังว่าหนี้ที่มีอยู่ในระหว่างมีชีวิตอยู่นี่ ตอนตาย ไปแล้วจะได้เงินสักก้อนหนึ่ง เอาไปปิดหนี้ ให้หนี้ส่งต่อไปให้ลูกหลานตัวเองให้น้อยที่สุด ในการทำแบบนี้มันหดหู่มากสำหรับประเทศไทย คือคน ๑ คน ตลอดชั่วชีวิตไม่สามารถใช้หนี้ ของตัวเองให้หมดได้ แต่กังวลว่าจะส่งต่อหนี้ไปให้ลูกหลานนี้ ก็เลยต้องสร้างมูลค่าชีวิตหลัง ความตายครับ เอาเงินไปรวมกันมันเหมือนการเปียแชร์ครับ แต่มันเปียด้วยชีวิต ส่งมาแล้วก็เอาชีวิตตัวเองเข้าแลก เปียด้วยความตาย ชีวิตหนึ่งเปียได้ครั้งเดียว นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวงจรหนี้สินซ้ำซาก ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ให้ทาง คณะกรรมาธิการได้พิจารณาต่อในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือตอนล่าง แก้ปัญหา หนี้สินให้เกษตรกรครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ๕ นาที วางเส้นเรื่องในการอภิปรายว่า ๕ ทิศทางการพัฒนา ๕ แนวทางที่ยั่งยืนครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ขอบคุณท่านประธานอนุกรรมาธิการรวี เล็กอุทัย แห่งเมืองลับแล นครแลลับ อุตรดิตถ์ แสดงความชื่นชมและให้กำลังใจท่านแป๊ะยิ้ม ทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย แห่งเมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์ ที่ท่านได้ร่วมด้วยช่วยกันในการมีรายงานผลการพิจารณาศึกษาที่เป็นประโยชน์ ๕ ทิศทางการพัฒนาของผมนั้นผมเริ่มต้นที่ทิศทางที่ ๑ ในเอกสารท่านระบุไว้ชัด แต่ผมมา Highlight เพิ่มครับ ท่านจะเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมขนส่งของภาคเหนือ ตอนล่าง มีทั้งปรับปรุง ขยายเส้นทางคมนาคม ถนน รถไฟ สนามบิน โดยเฉพาะที่จะ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป. ลาว ท่านจะไปเร่งโครงการรถไฟทางคู่ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อการเดินทางและการขนส่ง🔗

ทิศทางที่ ๒ จะไปส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและเกษตรมูลค่าสูง เกษตรผลิต พาณิชย์ขาย ด้วย ๓ หลักของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็คือตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งท่านก็มาตามแนวทางนี้ จะผลักดันเกษตรอัจฉริยะ Smart Farming ใช้เทคโนโลยี ใช้เอไอ ในการเพิ่มผลผลิตแล้วก็ลดต้นทุน สนับสนุนการส่งเสริมแปรรูปข้าวพืชสมุนไพรและผลไม้ มูลค่าสูงที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ หรือพืช Organic ส่งเสริมท่องเที่ยว เชิงเกษตรเพื่อสนองตอบต่อตลาดสุขภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประเทศไทยนั้น เมื่อวานผมอภิปรายไปเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เราอาจจะไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งอาเซียน แต่ถ้าอาหารเพื่อสุขภาพประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน🔗

ทิศทางที่ ๓ ผมอยากจะตั้งหมวดนี้ว่าเป็นการส่งเสริมตามแนวทาง Soft Power ประเภทอาหารพื้นถิ่น ศิลปินพื้นบ้าน การทำกินวิถีชุมชน สนับสนุนธุรกิจ OTOP Handmade ของท้องถิ่น และพัฒนาช่องทางการขาย จะไป Shopee Lazada Temu ออนไลน์ในประเทศ ต่างประเทศ ไปได้หมด ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีพื้นถิ่น งานศิลปะดนตรีพื้นบ้านเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว🔗

ทิศทางที่ ๔ สำคัญมากครับ จะพัฒนาได้นั้นต้องพัฒนาการศึกษาและแรงงาน คุณภาพ ต้องไปสร้างหลักสูตรของอาชีวะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน สนับสนุน Digital Skill และเอไอให้คนรุ่นใหม่สามารถใช้ดิจิทัลเอไอในการพัฒนาเศรษฐกิจได้🔗

ทิศทางที่ ๕ เรื่องนี้สำคัญก็คือการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อจะลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาส ทางการศึกษา โดยการพัฒนาสวัสดิการให้ทั่วถึง ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 หลายจังหวัดประสบ ปัญหามลพิษทางอากาศ ต้องสนับสนุนการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็น การเกษตรที่ยั่งยืน ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้แล้วก็แม่น้ำ เพื่อจะสนับสนุนเกษตร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักษาสมดุลของระบบนิเวศ ประเภทไร่ข้าวโพด ไร่เลื่อนลอย ที่พอดินเสื่อมสภาพก็เปลี่ยนที่อยู่ที่ทำกินไปเรื่อย ๆ แบบนี้เราพัฒนาแนวทางที่ดีครับ แต่ต้องไม่เกิดขึ้น รวมถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหายาเสพติด ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้สรุป ๕ ทิศทาง การพัฒนาพูดไปแล้ว ด้วย ๕ แนวทางที่ยั่งยืน จะให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไรครับ ๑. ต้องมุ่งไปสู่ การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ๒. ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น ทางน้ำ ทางอากาศ ทางบก🔗

๓. ส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ Smart Farming🔗

๔. การเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพด้านแรงงาน และที่สำคัญถ้าเราทำ มาก็จะนำไปสู่ขั้นที่ ๕🔗

๕. เพื่อการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้ ก็คือกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญกรรมาธิการตอบ เชิญครับ🔗

นายรวี เล็กอุทัย กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน รวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ก็ต้องกล่าวขอบคุณสมาชิก เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อสังเกต ข้อคิด แล้วก็แนวคำถามต่าง ๆ กับทางคณะ อนุกรรมาธิการของเรา ก็จะขออนุญาตให้ทางเพื่อนสมาชิก เพื่อนอนุกรรมาธิการของผมได้ ตอบ แล้วก็ชี้แจงในบางประเด็นที่ทางท่านเพื่อน ๆ สมาชิกได้ให้ความเห็นมา เชิญท่านพิสิทธิ์ ก่อนครับ ขอบคุณครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้แทนกรรมาธิการ

สวัสดีครับ ผม พิสิทธิ์ พัวพันธ์ เป็นผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กระทรวงการคลัง กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ในส่วนประเด็นที่จะชี้แจงก็จะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับดัชนี SEFI ซึ่งดัชนี SEFI เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังได้พัฒนาขึ้นมา โดยกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาคสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง เราก็เล็งเห็นว่าตอนนี้การพัฒนานโยบายเศรษฐกิจควรที่จะเจาะลึก ในพื้นที่มากขึ้น เป็นนโยบายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในเชิงพื้นที่ ซึ่งเราก็จะเห็นว่าหน่วยงาน ภาครัฐก็มีข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งมากกว่าจีดีพีที่เราจะใช้ใน การเป็นดัชนีชี้วัดในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นดัชนี SEFI หรือที่เรียกว่า ดัชนี ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ก็จะเป็นข้อมูลในเชิงลึกที่สามารถสะท้อนระดับการ พัฒนาในแต่ละพื้นที่ได้ ซึ่งดัชนี SEFI ที่เราได้รวบรวมมา แล้วก็นำมาใช้ในผลการศึกษา การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง ก็จะเป็นดัชนี SEFI ที่มาโฟกัสในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่จริงดัชนีนี้สามารถที่จะลงไปถึง ระดับตำบลได้เลย เดี๋ยวขออนุญาตไปที่สไลด์ที่ขึ้นบนหน้าจอก็จะเห็นว่าดัชนีเป็นการวัด ๖ ด้าน ด้านการศึกษา สาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ความท้าทาย ทรัพยากรมนุษย์ ด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็จะทำให้เราสามารถได้เห็นมิติต่าง ๆ ของการ พัฒนาเป็น Score ถ้าค่าเท่ากับศูนย์ก็คือค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นค่าที่เป็นบวกยิ่งบวกมากเท่าไร ก็จะยิ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งในดัชนีด้านนั้น ๆ แล้วก็ถ้าเป็นลบก็จะสะท้อนประเด็นที่ จะต้องพัฒนาในพื้นที่ ถ้าตามสถิติค่าดัชนีก็ไปได้ถึง ๓ แล้วก็ -๓ เพราะฉะนั้นค่าถึง ๓ กับ -๓ ก็จะครอบคลุมค่าข้อมูลของทั้งประเทศ ซึ่งจากข้อมูลก็จะเห็นว่ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่างก็จะเห็นพื้นที่ความเข้มแข็งในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดอุตรดิตถ์ ในขณะเดียวกัน ดัชนี SEFI ก็จะทำให้เราได้เห็นจุดที่พัฒนาในอำเภอต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นที่เราเก็บสถิติอำเภอ ท่าสองยาง จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ อันนี้ก็จะเห็น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็หวังว่าจะเป็น ประโยชน์ในการพัฒนาเชิงพื้นที่มากขึ้นในอนาคต อันนี้ก็จะเป็นในส่วนของการใช้ประโยชน์ จากดัชนี ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่หรือที่เรียกว่า SEFI ในรายงานฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีเพิ่มเติม เชิญครับ🔗

นางสาวสุวรรณา สายรวมญาติ ผู้แทนกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวสุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อนุกรรมาธิการ ขอให้ ข้อมูลกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติม ขอสไลด์ที่ ๑๖ ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสุวรรณา สายรวมญาติ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

สไลด์นี้ เป็นสไลด์ที่สรุปปัญหาเบื้องต้นที่เราจัดหมวดหมู่มาให้หลังจากที่เราจัดทำรายงาน เราพบว่า ประเด็นปัญหาของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเกษตรในเรื่องของด้านการผลิต การแปรรูป ด้านหนี้สินเกษตรกร ด้านส่งเสริมการวิจัยเพื่อเกษตรมูลค่าสูง และการบริหาร จัดการน้ำ ทั้ง ๔ ด้านเกี่ยวข้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน หากไม่สามารถแก้ไขปัญหา ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือแก้เพียงจุดเดียวก็จะไม่สามารถยกระดับ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้ ขอยกตัวอย่างในเรื่องของพันธุ์ข้าวที่ท่านสมาชิกได้ชูประเด็น ขึ้นมา เราจะพบว่าปัญหาของการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย ปัจจุบันพันธุ์ข้าวไทยเป็นพันธุ์ ที่ค่อนข้างแคบเนื่องมาจากว่าเราใช้พันธุ์ข้าวที่เป็นฐานเดิม เราขาดพันธุ์ใหม่ อย่างเช่น ทางเวียดนาม ทางจีน จะใช้พันธุ์ข้าว Hybrid แต่ข้อเสียของประเทศไทยคือเราเป็นประเทศ ร้อนชื้น การพัฒนาพันธุ์ข้าว Hybrid จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แนวทางในการพัฒนาพันธุ์ ข้าวจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเอา Bio Technology เข้ามาช่วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดทรัพยากร ในเรื่องของบุคลากร งบประมาณ และระยะเวลาที่เรามีในการพัฒนาพันธุ์ข้าวมีอยู่ อย่างจำกัด ในกรณีของพันธุ์ข้าวเกษตรกรใช้หลายปัจจัยในการพิจารณาว่าจะใช้พันธุ์ข้าว อะไร ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านอายุพันธุ์ข้าว ปัจจุบันกรมการข้าวมีพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ ๙๐ วัน จนถึง ๑๔๐ วัน เกษตรกรจะพิจารณาพันธุ์ข้าวตามปัจจัยสภาพแวดล้อม เช่น ปัจจัย ทางด้านน้ำ ถ้าน้ำมาเยอะเขาต้องรีบเก็บ เขาต้องใช้พันธุ์ข้าวอายุสั้นแต่ถ้าคุณภาพข้าวอายุสั้น จะคุณภาพไม่ดีก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของตลาด มันจึงเป็นปัญหาที่วัวพันหลัก🔗

ประเด็นถัดมา คือประเด็นรับซื้อในเรื่องของราคาข้าว ซึ่งเป็นไปตามตลาด ต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการวางแผนพันธุ์ข้าวที่ตลาดต่างประเทศ ต้องการ ต้องใช้ตลาดนำการผลิตซึ่งก็เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่หากไม่มี การบูรณาการอย่างแท้จริงตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมา นอกจากนี้สิ่งที่เราเป็นปัญหาก็คือ งบประมาณในการวิจัยพันธุ์ข้าวนั้นน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการใช้งบวิจัยพัฒนา เกษตรมูลค่าสูงก็ลดลงเช่นเดียวกัน ในอดีตปี ๒๕๖๕ เรามีงบประมาณทางด้านงานวิจัย ทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ งบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๑.๕ แสนล้านบาท เราจะสังเกตว่าการใช้งบประมาณงานวิจัยที่น้อยลงสะท้อนให้เห็นถึงการ บริหารจัดการที่จำกัดในแง่ของการวิจัย นั่นจึงเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง ๑ ประการ🔗

ถัดมาก็คือในเรื่องของกำลังคนที่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว ที่จากเดิมมี ๒๓ ศูนย์ ขยายเป็น ๓๑ ศูนย์ แต่ไม่สามารถที่จะเพิ่มจำนวน บุคลากรและงบประมาณได้ เหตุนี้จึงทำให้การกระจายพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวมีข้อจำกัด เช่นเดียวกัน เหนือสิ่งอื่นใดประเทศไทยไม่สามารถใช้เทคโนโลยีแบบเดิมในการยกระดับ คุณภาพสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรได้ นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยี ขั้นสูงซึ่งจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญ ให้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง และควรจะต้องเป็น นโยบายที่สำคัญ และเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัฐบาลเช่นเดียวกัน ขอนำเสนอเพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากนะครับ เชิญครับ🔗

นายนิติ เฉลยรส ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายนิติ เฉลยรส อนุกรรมาธิการครับ ขอเรียนชี้แจงในประเด็นของท่านผู้อภิปราย ในเรื่องสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรที่มีการกล่าวถึง MICE ในหน้า ๑๐๖ กรณีนี้เนื่องจากเป็นกรณีที่ทางหน่วยงานมาชี้แจงในเรื่องนโยบายด้าน Wellness แล้วก็ Medical Hub จึงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ MICE ในเชิงที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในด้านการ ขนส่งคมนาคมตลอดจนในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมันจะเชื่อมโยงกันกับตัว Wellness นี้ได้ ทางหน่วยงานก็เลยได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่าในพื้นที่ของภาคเหนือตอนล่างก็ได้มีทางจังหวัด พิษณุโลกที่เป็นศูนย์กลางด้าน MICE อยู่ที่จะสามารถต่อยอดและเชื่อมโยงกันได้ ตลอดจน กรณีนี้ถ้าการปรับปรุงทางด้านระบบโครงสร้างคมนาคมและโลจิสติกส์ให้มันมีความเชื่อมต่อ กันได้ก็จะสามารถส่งเสริม แล้วก็เชื่อมโยงทั้งในด้าน Medical Hub ทั้งในด้าน MICE แล้วก็ ตลอดจนถึงการส่งออกสินค้าการเกษตรต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ในด้านหนึ่งที่ระบบโลจิสติกส์จะช่วยในด้านสินค้าการเกษตรได้ก็คือการที่จะรองรับการค้า การขาย การส่งออก ในข้อสังเกตจึงมีการเห็นควรที่จะมีการผลักดันแล้วก็ยกระดับทางด่าน พรมแดนภูดู่ให้เป็น ๑ ในด่านพรมแดนในกรอบความตกลงสินค้าเกษตรไทย-จีนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากนะครับ เชิญท่านประธานครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการ พัฒนาเศรษฐกิจ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจร่วมอภิปรายผลการพิจารณาศึกษาของรายงานฉบับนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจในระดับจังหวัดหรือในระดับภูมิภาคตลอดจนโครงการต่าง ๆ อยากจะเรียนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันหัวใจของการพัฒนาจำเป็นต้องไปลงที่ ภูมิภาคมากขึ้นเพราะการเติบโตของกรุงเทพฯ หรือเมืองหลวงต่าง ๆ มันไม่สามารถจะเป็น จุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้วนะครับ สุดท้ายนี้ผมอยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณ ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านรวี เล็กอุทัย แล้วก็เพื่อนอนุกรรมาธิการทุกท่านนะครับ จากรายงานที่ทุกท่านได้เห็นก็จะเห็นว่าเป็นรายงานที่อนุกรรมาธิการตั้งใจผลิตขึ้นมาจริง ๆ ผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลได้นำข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตจากรายงานฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นในมิติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการพัฒนาภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมเกษตร ตลอดจน การพัฒนาในเชิงสังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไปปรับใช้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับ การพัฒนาผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวสูง เพิ่มโอกาส ในการประกอบธุรกิจให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็จะเป็นการสนับสนุนการเติบโตของ เศรษฐกิจไทยในระยะยาวสมกับเป้าหมายของกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ขอบคุณ เพื่อนสมาชิกและท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านประธานมากครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจสอบถามกับทางกรรมาธิการแล้วก็ ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นพ้องต้องกันที่จะรับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการ พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างซึ่งทาง คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้พิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ต่อไปเนื่องจากว่าทาง คณะกรรมาธิการนั้นได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานด้วย ก็จำเป็นที่จะต้องถามมติจากที่ ประชุมนะครับ แต่เนื่องจากว่าที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ผมก็จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามท่านสมาชิกว่ามีท่านใดไม่เห็นด้วยหรือเห็นเป็นอย่างอื่นที่จะ ไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่มีท่านใดไม่เห็นด้วยก็เป็น มติของที่ประชุมนะครับว่าเรามีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งทางผมก็จะ ได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบแล้วก็ ดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ก็ต้องขอบคุณทางท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการแล้วก็ทางกรรมาธิการทุกท่านนะครับ วันนี้ดึกหน่อยนะครับ ขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ เป็นอันหมดระเบียบวาระนะครับ ท่านมานพครับ เชิญครับท่านมานพ สั้น ๆ ครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

ผมมีปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่ง คือปัญหาเนื่องมาจากยุงในสภาครับท่านประธาน ผมเห็นว่าสภาเราวันศุกร์เราไม่มีประชุม แล้วก็วันจันทร์ วันอังคาร ในบริเวณห้องประชุมแล้วก็ข้างนอกห้องประชุมยุงค่อนข้าง ที่จะเยอะ เห็นเจ้าหน้าที่ช่วยกันตบแล้วก็ สส. เองที่นั่งก็ตบครับท่านประธาน รบกวน ท่านประธานไปหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยจัดการยุงให้หน่อยครับ อาจจะเป็นเดือนละครั้ง ก็ยังดีครับท่านประธาน เราไม่รู้ว่ายุงจะมีพาหะอะไรหรือเปล่า ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านมานพนะครับ ก็ได้เห็นถึงปัญหาเช่นเดียวกันนะครับ แล้วท่านรองพิเชษฐ์ ซึ่งท่านดูในเรื่องอาคารสถานที่ท่านก็ได้กำชับไปกับทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วว่าให้ช่วย ดำเนินการนะครับ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเช่นเดียวกัน ท่านเลขาธิการก็ได้เร่งดำเนินการให้นะครับ ก็เป็นอันหมดระเบียบวาระในวันนี้นะครับ เนื่องจากว่าในระเบียบวาระถัดไปท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ขอเลื่อนออกไปก่อนนะครับ วันนี้น่าจะเพียงเท่านี้นะครับ ก็ขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ร่วมกันประชุมมาถึงเกือบ ๒๐.๐๐ นาฬิกานะครับ ขอบคุณ ทางเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะครับที่ได้อยู่เป็นเพื่อนกัน ขอบคุณทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและ ที่สำคัญขอบคุณ ล่ามภาษามือด้วยนะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ พบกันอาทิตย์หน้าครับ สวัสดีครับ ปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๕๐ นาฬิกา