รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
อรุณสวัสดิ์ทุกท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมก็จะอนุญาต ให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับโดยให้เวลาท่านละ ๒ นาทีนะครับ ผมอ่าน รายชื่อ ๓ ท่านแรกก่อนนะครับ จะเป็นท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ท่านอิทธิพล ชลธราศิริ และท่านวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เชิญท่านอัครนันท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ๒ นาทีที่ผมจะหารือต่อท่านประธานในครั้งนี้ มันสำคัญมาก ๆ ต่อพี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เราดีใจมากครับมติ ครม. ที่ออกเมื่อ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ ให้จังหวัดของเราเป็นจังหวัดนำร่องในการขอน้ำ ขอไฟเป็นจังหวัดแรก มันคือน้ำทิพย์ชโลมใจที่ให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีที่มีบ้านแต่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ได้มี ความหวังอีกครั้งหนึ่งที่จะได้มีน้ำกิน น้ำใช้ มีไฟฟ้าใช้ ท่านประธานครับ หลายครอบครัว เก็บเงินเก็บทองเพื่อที่จะสร้างบ้านหลังแรกของพวกเขา แต่มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจครับบ้านที่ อยู่ในภาพเหล่านี้กลับไม่มีไฟ ไม่มีน้ำใช้ มันเป็นความทุกข์ของชาวบ้านที่พยายามจะต่อสู้ เพียงขอแค่มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แล้วมันเป็นสิ่งที่น่าเสียใจครับ ท่านประธาน หากประชาชนเหล่านี้พยายามเรียกร้องมาหลายสิบปี แต่ก็ไม่มีใครลงไปแก้ไข ให้อย่างจริงจัง จนเมื่อวานนี้ผมได้รับการประสานให้ไปพบกับชาวบ้านที่เดือดร้อนอีกครั้งหนึ่ง ผ่านท่านผู้ใหญ่ธนกร เกษมโสตร หรือท่านผู้ใหญ่แป๊ะ ท่านผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ บ้านลาดทอง ที่ได้ประสานผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. ให้เอารายชื่อมาให้กับกระผม อันนี้เพียงแค่หมู่ที่ ๕ ของบ้านหนองจอก ตำบลแก่งเสี้ยน หมู่บ้านเดียวก็มีประมาณ ๖๑ ครอบครัวที่ยังไม่มีน้ำ ไม่ไฟใช้ ถ้าครอบครัวหนึ่งมี ๓ คนก็ตกประมาณ ๒๐๐ คนที่เดือดร้อน ถ้ารวมเฉพาะเขต ๑ ของผม ก็มีคนเดือดร้อนหลายพันหลายหมื่นคนครับ วันนี้ผมอยากขอความเห็นใจผ่านไปยังจังหวัด กาญจนบุรี รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนารักษ์ ส.ป.ก. และกองทัพบกให้ช่วยจับเข่าคุยกัน ร่วมแก้ไขปัญหานี้ให้กับชาวบ้าน อย่าโยนกันไปมา และทำความหวังของชาวบ้านให้เป็นจริง ท้ายนี้ครับ เราทุกคน หน่วยงานทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ควรส่งต่อความลำบากนี้ให้กับ ประชาชนอีกต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ผมมีปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหารือผ่านท่านประธาน ๒ เรื่อง ขอสไลด์ ด้วยนะครับ🔗
เรื่องแรกครับ ปัญหาน้ำดิบในการผลิต น้ำประปาหมู่บ้านใกล้หมดครับ ผู้ใหญ่บ้านบ้านลาดนาเพียงได้ร้องเรียนผ่านผมมาครับว่า ปัญหาน้ำดิบใกล้หมดด้วยอากาศของฤดูแล้งแล้วก็อากาศร้อน น้ำที่ตื้นเขินทำให้น้ำเริ่มเน่าเสีย สัตว์น้ำเริ่มตายส่งกลิ่นเหม็น ทำให้การผลิตน้ำประปาของหมู่บ้านได้น้ำที่ออกมาใช้ไม่ได้ คุณภาพ มีกลิ่นเหม็นคาว และปัญหาแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอแบบนี้ครับ เป็นแบบนี้มาทุกปี เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถาวรครับ เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีการขยายเขตน้ำประปาภูมิภาค เข้ามาถึงหมู่บ้านแล้วแต่ยังไม่ทั่วถึงทุกซอย ทุกหลังคาเรือน จึงเรียนผ่านท่านประธานไปยัง กระทรวงมหาดไทยช่วยจัดสรรงบประมาณในการขยายเขตน้ำประปาภูมิภาคให้ทั่วถึง ทุกหลังคาเรือนโดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาคลองส่งน้ำชลประทาน น้ำไม่ถึงปลายคลอง ไม่ถึงไร่นาของ พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะช่วงที่เป็นปลายคลอง ไม่ว่าจะเป็นโซนบ้านหนองไหล ตำบลโคกสี โซนบ้านปากเปือย ตำบลบึงเนียมต่างได้รับผลกระทบเช่นกันครับ คือน้ำไปไม่ถึงไร่นา ทำให้พี่น้องประชาชนต้องใช้วิธีการสูบต่อสายยาว ๆ ก็เป็นการเพิ่มต้นทุน จึงเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังกรมชลประทาน ไม่ว่าจะเป็นด้วยปัญหาสาเหตุใด ๆ เกษตรกรแย่งน้ำกัน การบริหารจัดการน้ำของชลประทานเอง หรือปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอจากพื้นที่เกษตรกร ที่เพิ่มขึ้น คลองส่งน้ำขนาดเล็กไม่ได้รับการขยายไม่เหมาะสมกับพื้นที่การทำเกษตรกร อยากให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างถาวรด้วยครับ ไม่ใช่เกิด ปัญหาทีแก้ทีอยู่แบบนี้ เพราะนี่เป็นปีที่ ๒ ที่ผมได้รับเรื่องร้องเรียนโดยที่เป็นปัญหาลักษณะเดิม ไม่ได้รับการแก้ไขถาวร เรียนผ่านท่านประธานให้แก้ไขเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๑ อำเภอเมือง ฝากท่านประธานถึงกรมทางหลวงชนบท เรื่องสะพานเสรีประชาธิปไตย สะพานข้ามแม่น้ำมูล ฝั่งเทศบาลนครอุบลราชธานี ได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร อุบลราชธานี นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม ว่าบริเวณคอสะพานมีการแตกร้าวขนาดใหญ่ จะเกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชน เนื่องจากใต้สะพานมีถนนคนเดินทุกวันศุกร์ วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ มีพี่น้องประชาชนมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมากจะเกิดอุบัติเหตุกับพี่น้อง ประชาชนได้ ฝากท่านประธานถึงกรมทางหลวงชนบทรีบซ่อมแซมให้พี่น้องประชาชน ด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ฝากถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถึงเทศบาลตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีครับ มีถนน ๒ เส้น มีหลุมมีบ่อเป็นจำนวนมาก เส้นแรก คือ ถนน อบ.ถ ๑๕๐๑๖ บ้านหนองมะเขือ หมู่ที่ ๑๗ ผ่านไปบ้านหนองบัวจนถึงบ้านหนองมะนาว หมู่ที่ ๗ มีการแตกร้าว แล้วก็มีหลุมมีบ่อทุกเส้นทางครับ เส้นที่ ๒ อบ.ถ ๑๕๐๒๐ ซอยรุ่งโรจน์ จากทางหลวง ๒๑๒ ผ่านบ้านด้ามพร้า หมู่ที่ ๔ ห้วยคุ้ม หมู่ที่ ๒๖ จนถึงบ้านดงคำอ้อ หมูที่ ๒๔ ฝากถึงเทศบาลตำบลขามใหญ่ช่วยเร่งซ่อมแซมหรือทำถนนใหม่ให้พี่น้องประชาชนด้วย🔗
เรื่องสุดท้าย ใกล้จะถึงวันสงกรานต์แล้วครับ ฝากถึง สภอ. เมืองอุบลราชธานี ซึ่งปีที่แล้วบริเวณถนนสรรพสิทธิประสงค์ปกติแล้วพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี จะเล่นน้ำสงกรานต์ที่นั่นครับ ใครหลงเข้าไปก็จะรถติด ๔-๕ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยไม่ได้ออก มองไปทางไหนปีที่แล้วก็ไม่เห็นตำรวจสักคน ท่านประธานครับ ฝากถึง สภอ. เมืองอุบลราชธานี จัดตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อยให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ๓ ท่านนะครับ ท่านวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ท่านปิยชาติ รุจิพรวศิน และต่อด้วยท่านพุธิตา ชัยอนันต์ เชิญท่านวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ก่อนเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วีระพล จิตสัมฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๖ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องสภาพปัญหาที่ดินของวัด ๓ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นแรก ปัญหาวัด ที่พักสงฆ์ที่ตั้งในเขตป่าไม้ สำหรับวัด ที่พักสงฆ์ไม่ได้ ยื่นคำขออนุญาตตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ และวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณทางคณะรัฐมนตรีที่มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เห็นชอบ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ได้ภายใน ๑๘๐ วัน ซึ่งจะครบวันที่ ๒๕ สิงหาคมนี้ จึงขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งประชาสัมพันธ์ให้วัดและที่พักสงฆ์ทั่วประเทศทราบ ทั้งนี้จะต้องเป็นโครงการที่เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าก่อนวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ปัญหาที่พักสงฆ์ที่ตั้งในที่สาธารณประโยชน์ ขอให้กระทรวง มหาดไทยพิจารณาแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขออนุญาตสร้างและตั้งวัดได้ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ อันจะเกิดขึ้นในอนาคตครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ปัญหาการพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ ในคราวประชุม ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ นะครับ โดยมี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นประธาน เห็นชอบร่างมาตรการเรื่อง การพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ระหว่างรอมติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดินของวัดที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ ทั้งนี้เพื่อช่วยคลี่คลาย ปัญหาที่สะสมมานานหลายปีครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านปิยชาติ รุจิพรวศิน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยชาติ รุจิพรวศิน ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๒ พรรคประชาชน ขอหารือกับท่านประธาน🔗
๑. ที่ตำบลหนองบัวศาลา ซึ่งมีประชากรอยู่ประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน และที่นี่ ยังมีทั้งเขตโรงงานอุตสาหกรรมและโรงพลังงานไฟฟ้า จึงทำให้ตอนนี้มีคนไข้มาใช้บริการ ศูนย์อนามัยหนองบัวศาลาเป็นจำนวนมาก ขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขที่ช่วยดูแล ศูนย์อนามัยแห่งนี้นะครับ แต่อยากฝากเพิ่มเติมผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย อบต. หนองบัวศาลา ช่วยพิจารณาดูแลและปรับปรุงศูนย์อนามัยแห่งนี้ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าใช้บริการ เพื่อให้พี่น้องชาวตำบลหนองบัวศาลา ได้รับบริการอย่างทันท่วงทีครับ🔗
๒. โรงเรียนบ้านพะไล ตำบลหัวทะเล มีปัญหาอาคารเรียนที่ใช้งานมากว่า ๓๐ ปีชำรุดทรุดโทรม อยากฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการช่วยพิจารณา ซ่อมแซมอาคารเรียนโรงเรียนบ้านพะไล ตำบลหัวทะเล ด้วยครับ🔗
๓. อยากฝากท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมและทางหลวงชนบท ถนนเส้น ๓๐๒๔ ช่วงบริเวณหนองพระลาน ตำบลหนองระเวียง ระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตร ตลอดทั้งเส้นนี้มีไฟหมดแล้วแต่ยกเว้นบริเวณนี้ครับ จึงอยากให้ช่วยพิจารณาติดตั้ง ไฟส่องสว่างด้วยครับ และเส้น ๓๐๒๔ เส้นเดียวกันนี้ช่วงกิโลเมตรที่ ๑๔ ตัดกับทางหลวง หมายเลข ๒๙๐ ขอให้ขยายทางเข้าออกเชื่อมต่อให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งครับ🔗
สุดท้ายครับ ถนนเส้น นม. ๑๐๔๙ จากที่ผมเคยนำปัญหาเรื่องขอให้มีการ ติดตั้งไฟส่องสว่างช่วงตำบลหนองไข่น้ำ ตอนนี้อยากฝากปัญหาเพิ่มเติมคือผิวถนนชำรุด ตั้งแต่ช่วงกิโลเมตรที่ ๑๑-๑๓ ฝากทางหลวงชนบทและกระทรวงคมนาคมช่วยพิจารณา งบประมาณมาซ่อมบำรุงถนนและติดตั้งไฟ ณ จุดนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนะครับ ท่านพุธิตา ชัยอนันต์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉัน มีเรื่องจะปรึกษาหารือเกี่ยวกับมาตรการการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ น้ำท่วมน้ำหลากทั้งหมด ๔ เรื่องค่ะ หลายเรื่องเป็นเรื่องเดิมที่เคยได้นำเข้าปรึกษาหารือ ไปแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้รับความคืบหน้าใด ๆ ค่ะ🔗
เรื่องแรก ขอให้มีการขุดลอกลำน้ำแม่สา อำเภอแม่ริม พร้อมกับก่อสร้างพนังกั้นตลิ่งพัง โดยเฉพาะในโซนตั้งแต่หมู่ที่ ๔ แม่สาน้อย ไปจนถึงหมู่ที่ ๓ จุดบรรจบของแม่น้ำปิง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ติดตั้งระบบเปิดปิดประตูระบายน้ำแบบมอเตอร์ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลแม่สา บ้านแม่สาน้อย🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้มีการสร้างฝายชะลอน้ำหรือฝายน้ำล้นทดแทนฝายเดิมที่พังไป ในตำบลแม่สา หมู่ที่ ๖ อำเภอแม่ริม🔗
เรื่องที่ ๔ ดิฉันได้ลงพื้นที่ร่วมกับ สจ. อำเภอแม่ริมแล้วก็ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ตำบลริมใต้ ยังคงพบว่ามีตลิ่งพังแล้วก็มีบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อครั้ง ที่ผ่านมา ประชาชนมีความกังวลว่าปีนี้จะเกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนของประชาชน มากกว่าเดิม ขอให้มีการก่อสร้างพนังกั้นตลิ่งพังแล้วก็เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปิง ขอให้ กรมโยธาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งเข้ามาจัดการแก้ไขก่อนถึงฤดูน้ำหลากด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านศนิวาร บัวบาน ท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ แล้วต่อด้วย ท่านศิริโรจน์ ธนิกกุล เชิญท่าน ศนิวาร บัวบาน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีเรื่องมาหารือท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรกเกี่ยวกับการจัดการขยะ บนเกาะหลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูลนะคะ คือว่ามีผู้ประกอบการ Resort บนเกาะแจ้งมาทางพรรคประชาชนสตูลว่าเขาได้รับผลกระทบจากการที่ อบต. เกาะสาหร่ายแล้วก็ทางบริษัทเอกชนที่ทำการขนขยะได้เปลี่ยนจุดขนขยะมาใกล้กับ Resort เขาประมาณ ๕๐ เมตรเองค่ะท่านประธาน คือใกล้มากแล้วก็ลูกค้า Resort ได้รับผลกระทบ จะต้องสูดดมกลิ่นจากเรือขนขยะนี้ เพราะว่าเรือนี้จะเข้ามาเทียบท่าหน้าหาดประมาณ เดือนละ ๒ ครั้ง แต่ละครั้งก็คือจอดนานเป็นอาทิตย์ค่ะ แล้วจากภาพที่ท่านเห็นก็คือขยะ ไม่ได้มีการปกคลุมก็จะทำให้น้ำขยะลงไปที่ทะเลค่ะ ผู้ประกอบการแล้วก็นักท่องเที่ยว เดือดร้อนมากค่ะ แล้วก็ร้องเรียนไปทาง อบต. เกาะสาหร่ายรวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัด ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วนะคะ แต่ว่าเรื่องก็ยังเงียบ ดิฉันเลยขอหารือไปทาง อบต. เกาะสาหร่าย แล้วก็ทางจังหวัดสตูลอีกครั้งหนึ่งนะคะ ช่วยทำการจัดการแล้วก็กำหนดพื้นที่ขนถ่ายขยะเสียใหม่ เพื่อที่จะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการแล้วก็นักท่องเที่ยวบนเกาะค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ยังคงอยู่ที่ภาคใต้ค่ะท่านประธาน ขยับจากจังหวัดสตูลมาเป็น จังหวัดสงขลาค่ะ พี่น้องเกษตรกรได้โดนหลอกให้ซื้อ Course อบรม แล้วก็หลอกให้จ่าย ค่าธรรมเนียมเข้าร่วมโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แต่พอถึงเวลากลับไม่ได้รับส่วนแบ่ง จากการขายเครดิตตามที่ได้ตกลงกันไว้กับทางบริษัทนะคะ คือต้องบอกว่าทุกวันนี้พี่น้อง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการคาร์บอนเครดิตน้อยมาก ดิฉันจึงขอหารือไปยังองค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกนะคะ ให้หาวิธีสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง ทุกพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปครับ ท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสืบเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๘ ซึ่งก็ถือว่าเป็นภัยพิบัติ ธรรมชาติ แต่วันนี้ดิฉันขอนำเสนอภัยพิบัติในมุมของภาคอีสานตอนล่างที่กำลังเผชิญกับ ภาวะโลกรวน สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ฤดูฝนไม่เป็นไปตามปกติทำให้เกิดภัยพิบัติ แล้งซ้ำซาก โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ อำเภอสังขะและอำเภอศีขรภูมิก็ได้ประกาศภัยแล้งไป แล้วค่ะท่านประธาน ส่วนอำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ใน เขตพื้นที่ของดิฉันก็มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และยิ่งปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าฝนจะทิ้งช่วงกลางฤดู ดิฉันจึงขอเรียกร้องให้มีการสื่อสารข้อมูลพยากรณ์อากาศ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกเพื่อไม่ให้เกิด ความเสียหายกับผลผลิตเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นค่ะ ท่านประธานภัยพิบัติธรรมชาติในวันนี้ไม่ใช่ เรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เกี่ยวเนื่องไปถึงนโยบายโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน ดิฉันจึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการ รับมือภัยพิบัติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ ระบบเตือนภัยการเกษตรเพื่อให้ประชาชน ในเขตพื้นที่ของดิฉันเองหรือเขตอื่น ๆ ทั่วไปสามารถปรับตัวและอยู่กับธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง ได้อย่างมั่นคงต่อไป🔗
ปัญหาที่ ๒ ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างบนสายทางหมายเลข ๒๒๔ ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ช่วงบ้านคลองน้ำซับ หลัก กม. ที่ ๑๙-๒๐ ไฟฟ้าดับมาร่วม ๒ ปีค่ะท่านประธาน แล้วทราบข้อมูลก็คือเกิดจากหม้อแปลงมิเตอร์เสียแล้วก็สายไฟ ถูกขโมย ดิฉันจึงขอเรียนผ่านท่านประธานสภาไปถึงแขวงทางหลวงจังหวัดสุรินทร์ให้ช่วย แก้ไขเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างให้กับพี่น้องที่สัญจรบนสายทางเส้นนี้ด้วย🔗
ปัญหาที่ ๓ ปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียรในเขตพื้นที่บ้านชำเบง บ้านสะเดาพัฒนา บ้านเทพรักษา บ้านลันแต้อุดมสุข ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ เครื่องใช้ไฟฟ้าของพี่น้องประชาชนชำรุดเสียหาย ดิฉันจึงขอเรียนผ่านท่านประธานสภาไปถึง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุรินทร์ได้ช่วยแก้ไขปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียรให้กับพี่น้องในเขต ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ด้วยค่ะ กราบขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปท่านศิริโรจน์ ธนิกกุล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม ศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องจะหารือท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่อง ด้วยกันนะครับ🔗
เรื่องแรก คือเรื่องปัญหาหมู่บ้านมั่นคง ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นปัญหาเรื่องการไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากตัวโครงการหมู่บ้าน มั่นคงนี้เกิดจากการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ที่ชื่อว่า สหกรณ์เคหสถานอ้อมน้อยสามัคคี จำกัด ของชาวบ้านที่ย้ายที่อยู่อาศัยจากหลังวัดอ้อมน้อยนะครับ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถ เข้าไปอยู่ได้เพราะว่าไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังไม่มีทั้งน้ำทั้งไฟเข้าในพื้นที่หมู่บ้าน ทั้งนี้ตัวบ้านพร้อมเข้าอยู่แล้วชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไรนะครับ จึงอยากจะถามไปที่ พอช. หรือว่าสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน การประปาภูมิภาคและการไฟฟ้าภูมิภาคว่าประเด็น ปัญหานี้จะแล้วเสร็จเมื่อไร เดือนไหน ปีไหน ชาวบ้านจะได้วางแผนการใช้ชีวิตกันถูกครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการจัดการปัญหาภายในโครงการหมู่บ้านเอกชนแห่งหนึ่ง ในหมู่ที่ ๑๑ ตำบลสวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จากการลงพื้นที่พูดคุย กับท่านผู้ใหญ่บ้านแล้วชาวบ้านที่อยู่ในโครงการ ผู้ดูแลปัจจุบันยังเป็นเจ้าของโครงการอยู่ แต่ปล่อยให้เกิดปัญหาหลายอย่างในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ่อบำบัดหมู่บ้านที่พัง ไม่สามารถทำงานได้ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังแล้วก็เน่าเหม็นส่งกลิ่นภายในหมู่บ้าน เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ปัญหากำแพงทรุดเอียงทำให้ตัวบ้านของลูกบ้านพังตามไปด้วย แล้วปัญหาฝาท่อที่ผุพังจึงอยากจะฝากเรื่องไปทาง สคบ. หรือสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคให้ช่วยตรวจสอบบริษัทผู้รับผิดชอบโครงการแล้วก็เร่งแก้ไขให้กับชาวบ้าน🔗
เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๓ ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแนวลิขิต ตำบลสวนหลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อย่างที่ท่านประธานเห็นในรูปสภาพก็เน่า ดำ เหม็น อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่มักลักลอบปล่อยน้ำเสียออกมา อย่างเด็ดขาดไปเลยครับ สงสารชาวบ้านที่ต้องมารับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำแบบนี้ อยู่เรื่อย ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครพนม กระผมขอปรึกษาหารือท่านประธาน เรื่องขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ในความรับผิดชอบของรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่มีนโยบายและเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยต้องมีน้ำตลอดปี ไม่ท่วม ไม่แล้งซ้ำซาก หลายหมู่บ้านในท้องถิ่น ถิ่นทุรกันดารห่างไกลน้ำประปาหมู่บ้านขุ่นเปื้อนเป็นสีน้ำตาล ตามภาพครับ จะเห็นน้ำขุ่นใช้ไม่ได้มีกลิ่น เพราะใช้น้ำผิวดินมีสารพิษ สารเคมี ปุ๋ยไหลลงหนองน้ำ แล้วนำมาทำน้ำประปา น้ำดื่ม จึงขอให้หลายกระทรวงได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ พี่น้องราษฎรโดยขุดเจาะน้ำบาดาลผลิตเป็นน้ำประปา มีโรงผลิตน้ำดื่ม RO ที่มีคุณภาพ มีไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์ให้กับทุกหมู่บ้านที่เดือดร้อน ดังนี้ครับ ที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ตำบลนางัว บ้านนางัว ๔ หมู่บ้าน ตำบลโพนทอง บ้านโพนทอง ๒ หมู่บ้าน และบ้านป่าหว้าน ๒ หมู่บ้าน ตำบลไผ่ล้อม บ้านไผ่ล้อม ๕ หมู่บ้าน ตำบลนาเข บ้านนาเข ๔ หมู่บ้าน ตำบลหนองแวง บ้านหนองแวง ๓ หมู่บ้าน และบ้านนาพระชัย ๓ หมู่บ้าน อำเภอ นาหว้า จังหวัดนครพนม ตำบลนาหว้า บ้านอูนยางคำ ๓ หมู่บ้าน ตำบลนางัว บ้านนางัว ๓ หมู่บ้าน ตำบลเหล่าพัฒนา บ้านดอนปอ ๓ หมู่บ้าน ตำบลนาคูนใหญ่ บ้านนาคูณ ๔ หมู่บ้าน ตำบลบ้านเสียว บ้านโคกสะอาด ๓ หมู่บ้าน อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม ที่ตำบลนาทม บ้านนาทม ๕ หมู่บ้าน ตำบลหนองซน บ้านหนองซน ๒ หมู่บ้าน และ บ้านชัยมงคล บ้านแสนสำราญ ๒ หมู่บ้าน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ตำบล นาเดื่อ บ้านนาเดื่อ ๓ หมู่บ้านแล้วยังมีตำบลบ้านเอื้อง ตำบลนาคำ ตำบลโพนสว่าง ตำบลหาดแพง ตำบลสามผง กระผมขอส่งเป็นหนังสือกราบเรียนท่านประธานและยื่น เป็นกระทู้ถามกราบเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ ขอหารือท่านประธานไปยังหน่วยงานภาครัฐในส่วนของกรมเจ้าท่าและกรมประมง🔗
ในเรื่องของการออกหนังสือคนประจำเรือหรือหนังสือคนประจำเรือประมง ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งกรมเจ้าท่าและกรมประมง วันนี้เรือประมงในจังหวัดกระบี่มีทั้งหมดประมาณ ๑๑๖ ลำด้วยกัน เพราะฉะนั้นระเบียบในเรื่องของการที่จะออกเรือจะต้องมีการไปขอใบอนุญาต ถ้าเป็นลูกเรือชาวต่างชาติเขาเรียกว่า Seabook ถ้าเป็นคนไทยเขาเรียกว่า Seaman book เพราะฉะนั้นในความล่าช้าหรือว่าในความที่คนเรือไม่สามารถที่จะหาคนงานมาลงเรือได้จำนวน ที่ทันต่อระยะเวลาในการออกหนังสือกำกับนี่ครับ เป็นความประสงค์ของผู้ประกอบการเรือ ว่าขอให้กรมประมงกับกรมเจ้าท่าได้ทำระเบียบให้ตรงกันในระยะเวลาที่เหมือน ๆ กัน ก็จะทำให้ การประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงในเรือพาณิชย์ก็จะมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งในเรือ เดี๋ยวนี้มีทั้งเรือประมงชายฝั่งแล้วก็เรือท่องเที่ยวด้วยนะครับ ในการจัดระเบียบในการจอด ในการขอใบอนุญาต ในการตรวจในเรื่องของความปลอดภัย ก็กราบเรียนท่านประธานไปยัง หน่วยงานของภาครัฐในส่วนของกรมประมงแล้วก็กรมเจ้าท่า🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้เร่งดำเนินการยกระดับโรงพยาบาลกระบี่ให้เป็นโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อรับรองในเรื่องของอาจารย์แพทย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการมาสอนนักศึกษาแพทย์ ก็จะทำให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดกระบี่นั้นก็จะได้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วก็มีการผลิตแพทย์ มากยิ่งขึ้นแล้วก็ทันสมัยต่อจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวแล้วก็พี่น้องประชาชนที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตหารือท่านประธานดังต่อไปนี้ สืบเนื่องจากพี่น้องประชาชนเขตหนองจอก มีนบุรี ที่อยู่ตรงแถวถนนราษฎร์อุทิศและถนนเลียบวารีมีปัญหาการเดินทางเนื่องจากว่าศาลาที่พัก ผู้โดยสารและป้ายรถประจำทางนั้นชำรุดหรือไม่มี อยู่ทั้งหมดหลายจุด ผมขอประมาณ ๗ จุด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขดังนี้นะครับ🔗
จุดที่ ๑ คือถนนราษฎร์อุทิศ ๖๘ มุ่งหน้าทางมีนบุรี ศาลาที่พักผู้โดยสารชำรุด แล้วยังไม่ได้ติดตั้งป้ายรถประจำทาง🔗
จุดที่ ๒ คือเสาไฟฟ้าแรงสูงต้นที่ ม ๔๒๔ หรืออยู่ตรงข้ามราษฎร์อุทิศ ๓๕ มุ่งหน้ามีนบุรีมีป้ายรถประจำทาง แต่ไม่มีศาลาที่พักผู้โดยสาร🔗
จุดที่ ๓ คือซอยราษฎร์อุทิศ ๕๘ หรืออยู่ตรงข้ามตลาดชิงช้ามุ่งหน้ามีนบุรี มีป้ายรถประจำทาง แต่ไม่มีศาลาที่พักผู้โดยสาร🔗
จุดที่ ๔ อยู่ระหว่างซอยราษฎร์อุทิศ ๑๐ และราษฎร์อุทิศ ๑๒ อยู่ตรงข้าม ปั๊มน้ำมัน PT ซึ่งเคยมีศาลาที่พักผู้โดยสารมาก่อน แต่ถูกทำการรื้อถอนไปตั้งป้ายรถประจำทาง และศาลาผู้โดยสารเนื่องจากมีการพัฒนาทำทางเท้าขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำให้รถโดยสารไม่หยุด เพื่อรับส่งผู้โดยสาร จึงขอสนับสนุนการติดตั้งป้ายรถประจำทางและศาลาที่พักผู้โดยสาร🔗
จุดที่ ๕ คือซอยราษฎร์อุทิศ ๒๓/๑ ราษฎร์อุทิศมุ่งหน้าเลียบวารีหรือ หนองจอก ในจุดนี้ขอสนับสนุนให้ติดตั้งป้ายรถประจำทางและซ่อมแซมศาลาที่พักผู้โดยสาร หรือติดตั้งใหม่ตามสมควร🔗
จุดที่ ๖ ระหว่างซอยราษฎร์อุทิศ ๓๑/๒ และราษฎร์อุทิศ ๓๓ ราษฎร์อุทิศ มุ่งหน้าเลียบวารีหรือหนองจอก ในจุดนี้ขอสนับสนุนให้ซ่อมแซมศาลาพักผู้โดยสารหรือ ทำการติดตั้งให้ใหม่ตามสมควรนะครับ🔗
จุดที่ ๗ จุดสุดท้ายคือตรงข้ามกับชุมชนร่วมพัฒนาสินอนันต์หรือซอยเลียบวารี ๕๓ หรืออยู่ก่อนถึงมูลนิธิดารุสสลาม ถนนเลียบวารี ฝั่งมุ่งหน้าหนองจอก ในจุดนี้ขอสนับสนุน ให้ตั้งหรือสร้างศาลาที่พักโดยสารตามสมควร ขอให้ท่านประธานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดดำเนินการให้ด้วยครับ🔗
๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านสังคม แดงโชติ ท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ แล้วต่อด้วยท่านรวี เล็กอุทัย เชิญท่านสังคม แดงโชติ ข้ามไปก่อนนะครับ ต่อไปเป็นท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๗ ผมมีเรื่องปรึกษา ท่านประธาน ๔-๕ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ปัญหาผู้โดยสารรถเมล์ในพื้นที่ตำบลในคลองบางปลากดช่วงรอยต่อ กทม.ประชาอุทิศ วัดคู่สร้างไม่มีศาลาให้ประชาชนพ่อแม่พี่น้องได้รอรถ เนื่องจากอาจจะมี ความเสี่ยงต่อสภาพอากาศหรือความไม่สะดวกในการรอรถ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาลงสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างศาลารถเมล์ในจุดที่เหมาะสม🔗
เรื่องที่ ๒ โรงเผาถ่านกลางชุมชนในซอยวัดใหญ่ บางปลากด หมู่ที่ ๗ มี ๒ จุด ที่สร้างฝุ่น PM2.5 กลิ่นและควันส่งผลกระทบกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะครับ ป่วยระบบทางเดินหายใจขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจด้วยครับ เพราะว่าเราได้ ไปลงพื้นที่หลายครั้งเป็นระยะเวลาเกือบปีแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ไปสำรวจ แต่ก็ได้มี ผู้ประกอบการบอกว่าใกล้จะเลิกแล้ว แต่ ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้เลิก ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ รถตู้ผีท่าเรือเจดีย์ถึงบางปะแก้วไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขอให้ กรมขนส่งทางบกสุ่มตรวจด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ การขุดลอกคูคลองท่าเรือเจดีย์ เนื่องจากเราได้มีการปรึกษาหารือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ น้ำแห้ง ณ วันนี้แห้ง ๓ รอบแล้วท่าเรือยังไม่ได้มีการขุดลอกเลย🔗
เรื่องที่ ๕ ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาในพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรบกวนนะครับ เราลองมาปรึกษาหารือกัน ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเลยว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำหรือแนวคันเขื่อนเพื่อลดปัญหานี้ในพื้นที่อำเภอ พระสมุทรเจดีย์ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านรวี เล็กอุทัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ ประเด็นดังนี้ครับ🔗
ประเด็นแรก ในเรื่องของการจ่ายเงินสนับสนุนโครงการตัดอ้อยสดของชาวไร่อ้อย ท่านประธานครับ ผมได้รับแจ้งจากท่าน สส. พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สส. พิษณุโลก เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ฝากถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ยังไม่ได้รับ เงินอุดหนุนค่าตัดอ้อยสดตันละ ๑๒๐ บาท เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูกาลผลิตอ้อย ปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ โดยจากข้อมูลของสมาคมชาวไร่อ้อยพิษณุโลก พิจิตร ได้แจ้งว่าในฤดูกาล ปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ นั้นมีอ้อยเข้าหีบราว ๑.๘๗ ล้านตัน เป็นอ้อยสด ๑.๘๓ ล้านตันครับ และมีอ้อย ไฟไหม้เพียง ๓๘,๐๐๐ ตัน หรือ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รวมถึงจังหวัดอุตรดิตถ์เองก็มีตัวเลข ของอ้อยไฟไหม้ที่น้อยมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวง อุตสาหกรรม โปรดช่วยเร่งรัดการจ่ายเงินสนับสนุนค่าตัดอ้อยสด ปี ๖๕๖๖/๒๕๖๗ แก่พี่น้อง ชาวไร่อ้อยด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องของปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร ที่ตกต่ำในขณะนี้ โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกนาปรังที่พี่น้องเกษตรกรต้องเผชิญกับราคาขาย ข้าวเปลือกที่ตกต่ำอย่างมาก หลายคนชักหน้าไม่ถึงหลังครับ และเป็นปัญหาใหญ่ที่สภาแห่งนี้ ก็ได้มีการตั้งญัตติด่วนและมีการอภิปรายกันมาแล้วครับ เพราะฉะนั้นการประกาศขึ้นภาษี นำเข้าของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ทำให้ประเทศไทย ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่เรามี ปริมาณการส่งออกรวมกว่า ๘๕๐,๐๐๐ ล้านตัน จะได้รับผลกระทบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และผู้ที่ถูกตอกย้ำและได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คงหนีไม่พ้นพี่น้องเกษตรกรชาวนาจากการ ถูกกดราคาซ้ำนั่นเองครับ ดังนั้นผมจึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลครับ ไม่ว่า จะเป็นทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โปรดช่วยเห็นใจ แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนาด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่จะต้องรีบออกมาให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและความเชื่อมั่นในรายได้ ให้แก่พี่น้องเกษตรกรก่อนที่มันจะสายเกินไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านแอนศิริ วลัยกนก ต่อด้วยท่านพลากร พิมพะนิตย์ และท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา เชิญท่านแอนศิริ วลัยกนก ก่อน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคประชาชน ดิฉันมีเรื่องจะหารือนะคะ🔗
ประเด็นแรก ดิฉันต้องการเสนอเรื่องของการปรับปรุง Barrier ถนนประชาอุทิศ ซึ่งปัจจุบันเป็น Barrier แบบเก่า มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ดิฉันจึงอยากเสนอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เปลี่ยน Barrier แบบเก่าให้เป็นเสาล้มลุก หรือเรียกว่าเสาจราจร ซึ่งมีความสามารถ ในการยืดหยุ่นในการใช้งานได้ และมีพื้นที่ที่ไม่ต้องใช้มากกว่า Barrier และยังช่วยในเรื่องของ การจัดระเบียบให้กับถนนได้ มีแถบสะท้อนแสงทำให้สังเกตโดยการมองเห็นเวลาขับขี่กลางคืน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังให้ข้อมูลแนะนำอยากให้ใช้แบบนี้นะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ว่ารถแท็กซี่ ที่มีอายุเกิน ๒๐ ปี ซึ่งบางคันยังคงวิ่งให้บริการแก่ประชาชน แม้ว่าจะอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม และบางครั้งก็ไม่ยอมชำระภาษีตามกฎหมาย ปัญหานี้สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของ ผู้โดยสารและผู้ใช้ถนน การใช้รถแท็กซี่ที่มีอายุการใช้งานที่มีระยะเวลายาวนานไม่ได้รับการ ตรวจสอบสภาพอย่างเหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้พี่น้อง ประชาชนอาจจะต้องสูดฝุ่นได้ในเรื่องของ PM2.5 ดิฉันจึงเห็นว่าควรอยากให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดในเรื่องของมาตรการในการตรวจสอบสภาพแท็กซี่และมีการชำระภาษี ให้ครบถ้วน เพื่อรถแท็กซี่จะได้มีมาตรฐานในความปลอดภัยและคุณภาพที่ดีขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปครับ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนอยู่ ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคและการเกษตร จุดแรก ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจากท่าน สจ. จารุวัตร์ ภูมีเขียน ครับ จากคลองชลประทาน ๒ LRMC ช่วงบ้านปอแดง หมู่ที่ ๒ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรทำให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ปลายน้ำได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากครับ และอีก ๑ จุด ได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่าน สจ. ปัฐนัญ จันดอน อำเภอฆ้องชัย ถึงปัญหาความเดือดร้อนที่พี่น้องการเกษตร ๓ ตำบล ได้แก่ ตำบลฆ้องชัยพัฒนา ตำบลลำชี ตำบลเหล่ากลาง อำเภอฆ้องชัย เนื่องจากประตูระบายน้ำ จุดบ้านหนองแต้ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหัวงัว อำเภอยางตลาด ไม่ได้ถูกเปิดอย่างเต็มกำลังอัตรา ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ปลายน้ำได้รับผลกระทบ🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่าน สจ. ปฐมพงศ์ ภูเต้าเงิน อำเภอ ยางตลาด ถึงความเดือดร้อนที่บ้านหนองกุงใหม่พัฒนา ตำบลเขาพระนอน อำเภอยางตลาด มีปัญหาท่อระบายน้ำไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีวัชพืชปกคลุมและอุดตัน ส่งผลกระทบ แก่พี่น้องประชาชน ๔ หมู่บ้านในตำบลเขาพระนอน คือบ้านหนองกุง หมู่ที่ ๑ บ้านหนองกุงเหนือ หมู่ที่ ๒ บ้านพุทธรักษา หมู่ที่ ๔ และบ้านหนองกุงใหม่พัฒนา หมู่ที่ ๙🔗
สุดท้ายครับ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าและระบบส่งน้ำบ้านเชียงสา หมู่ที่ ๙ และ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ชำรุดเสียหายใช้งานไม่ได้มาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ไม่สามารถนำน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน จึงขอเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งแก้ปัญหาให้ด้วย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้กระผม มีเรื่องหารือความเดือดร้อนต่อท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันดังนี้🔗
ปัญหาที่ ๑ ปัญหาน้ำท่วมปากซอยโคกไม้แดง ปัญหานี้ชาวบ้านโคกไม้แดง ตำบลท่าตูม อดทนต่อเหตุการณ์น้ำท่วมขังบริเวณปากซอยทางเข้า ระยะทางเพียง ๕๐๐ เมตร ชาวบ้านต้องการให้มีการฝังท่อระบายน้ำบนทางหลวง ๓๐๗๙ เพื่อระบายลง ลำคลอง ชื่อคลองโสมที่อยู่ใกล้ ๆ กันเพื่อแก้ปัญหาได้ในระยะยาว🔗
ปัญหาที่ ๒ เขตชุมชนตกสำรวจ ขาดไฟส่องสว่างและท่อระบายน้ำ ปัญหานี้ เกิดขึ้นบริเวณทางหลวง ๓๒๘๑ ตั้งอยู่แยกพระพรหมถึงแยกโลตัส ซึ่งบริเวณนี้เป็นเขตชุมชน เศรษฐกิจของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ๓๐๔ มีห้างบิ๊กซีและห้างโลตัส รวมถึงหมู่บ้านและ คอนโดอีกเป็นจำนวนมาก ถนนเส้นนี้ระยะทางไม่ถึงกิโลเมตรครับ กลางคืนไม่มีไฟถนน ส่วนช่วงเวลาฝนตกน้ำท่วมไม่ถึงครึ่งถนนเลยนะครับ น้ำท่วมเอ่อล้นเข้าไปรถวิ่งสัญจรลำบากมาก รบกวนแขวงทางหลวงปราจีนบุรีตั้งงบประมาณและเร่งเข้าดำเนินการ🔗
ปัญหาที่ ๓ ปัญหาสุดท้าย งานก่อสร้างทางหลวง ๓๐๔ ล่าช้า ช่วงโรงเรียน ทุ่งประพาสถึงสะพานคลองรั้งระยะทางเพียง ๒ กิโลเมตร ก่อสร้างนานเกือบ ๒ เดือน คือ ๒ เดือนนี้ทำได้เพียงครึ่งเดียว ชาวบ้านบอกว่าเห็นแต่รถเอาเครื่องมือมาจอดไว้นะครับ เครื่องจักรแต่ไม่เห็นคนทำงาน ซึ่งตอนนี้ก็เข้าใกล้เทศกาลสงกรานต์แล้ว ก็มีประชาชนสัญจร ผ่านถนนเส้นนี้เป็นจำนวนมาก จะเห็นว่าการก่อสร้างของผู้รับเหมารายนี้ปีที่แล้วก็มี ผู้เสียชีวิตออกข่าวหลายช่อง ประมูลงานได้เมื่อไรเดือดร้อนกันทั้งจังหวัด ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ปัญหานี้กระผมจึงฝากขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านถึงแขวงทางหลวงปราจีนบุรี ติดตามกำชับและนำเข้าแผน เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก และฝากชื่นชมท่าน ผอ. วิโรจน์ ล้อมวงษ์ แขวงทางหลวงปราจีนบุรีท่านใหม่เพิ่งย้ายเข้ามา ทำงานได้ไม่นานก็เจอปัญหาเยอะมาก ก็ช่วยสะสางปัญหาได้มากทีเดียวขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านปรเมษฐ์ จินา ท่านเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ และต่อด้วย ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญท่านปรเมษฐ์ จินา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ🔗
หน่วยงานแรกก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็อยากจะให้กำชับ สั่งการไปที่อธิบดีกรมธนารักษ์ สืบเนื่องจากว่า นายประสิทธิ์ ไพเราะ ประธานสหกรณ์ การเกษตรบางสวรรค์ จำกัด ได้ทำเรื่องขอเช่าที่ราชพัสดุในส่วนของแปลง สฎ. ๘๔๘ ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว ๙ ปี ล่าสุด คทช. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ให้ทำเป็นรูปแบบสหกรณ์ บัดนี้เขาก็ทำเป็นสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็อยากจะให้เร่งรัดไปทางธนารักษ์จังหวัดแล้วก็อธิบดีกรมธนารักษ์ช่วยเร่งดำเนินการ ในขั้นตอนต่อไปด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ประชุมหมู่บ้านบ้านสามพัน อำเภอพระแสง จังหวัด สุราษฎร์ธานี ก็ได้ประชุมเรื่องติดตามการเช่าแปลงสุราษฎร์ธานี ๘๔๘ เช่นกันในเรื่องของ ที่สงวนบ่อถ่านศิลา สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อปลายปีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ไปมอบเอกสารสิทธิเช่าพื้นที่ ๓๐๐ แปลง แล้วที่เหลือเขาก็ยังรออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ของอำเภอพระแสง อำเภอเคียนซา เนื่องจากว่าเป็นที่ราชพัสดุแล้วก็เป็นพื้นที่สงวน บ่อถ่านศิลาเยอะมากก็อยากจะให้เร่งรัดดำเนินการนะครับ🔗
เรื่องสุดท้ายมีตัวแทนของผู้ช่วยฝ่ายรักษาความสงบ นั่นก็คือคุณธีรวุฒิ ชูชาติ ได้เป็นตัวแทนมาหารือแล้วก็มานำเรียนข้อมูลว่ากรมการปกครองได้ยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วย ฝ่ายรักษาความสงบหรือว่า ผรส. ทำให้ผู้ที่เป็นอยู่ในขณะนี้จำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในเขต เทศบาล บางทีมันก็จะมีการอ้างว่าเป็น พ.ร.บ. ของเทศบาลด้วย แต่ว่าในส่วนนี้ก็เป็นพื้นที่ ขององค์การบริหารส่วนตำบล แต่ว่าเขาทำหน้าที่มาอย่างยาวนาน สุดท้ายเขาต้องหมดตำแหน่ง โดยไม่รู้ตัว ก็อยากจะให้ทางกรมการปกครองได้ไปทบทวนแล้วก็กำหนดตำแหน่งนี้ให้มี เหมือนเดิมนะครับ ไม่ต้องเพิ่ม แต่ว่าให้คนที่ยังทำงานอยู่ให้เขาสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ เขาเดือดร้อนมากครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ผมได้รับการร้องเรียน จากประธานหอการค้าจังหวัดน่าน ขอให้ผมได้ส่งเรื่องผ่านท่านประธานสภาไปถึงกระทรวงมหาดไทย และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่องการขอเปิดด่านจุดผ่อนปรนบ้านน้ำพี้ หมู่ที่ ๕ ตำบลน้ำมวบ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านแด่นเมืองทุ่งมีไชย แขวงไชยบุรี สปป.ลาว ระยะห่างจากชายแดนไทย-ลาว จากบริเวณช่องทางแบ่งดอยคำ โพธิ์หลักเมืองระหว่างหลักเขตประเทศที่ ๓๕-๓๖ ห่างจากบ้านน้ำพี้ ๑๘ กิโลเมตร ห่างจาก อำเภอเวียงสา ๕๓ กิโลเมตร มีทางเข้าออกชื่อว่าช่องยางแบ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่ประชาชน ไทย-ลาวได้เดินทางไปมาหากันในลักษณะเยี่ยมญาติ และค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อมาในปี ๒๕๑๘ เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง สปป.ลาว ทางราชการไทยจึงได้อพยพราษฎร มายังบ้านน้ำพี้มาอยู่ในเขตประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ย้ายกลับไปที่เดิมแต่ยังมีที่ทำกินอยู่ที่ บริเวณบ้านเดิม สปป.ลาว ปัจจุบันนี้ยังได้เดินทางไปมาหาสู่ ทำไร่ทำสวนกันมาตลอด ด้านการค้า เมืองทุ่งมีชัยมีความต้องการซื้อสินค้าจากประเทศไทยผ่านอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มากกว่า จังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเพราะว่าอำเภอเวียงสา จังหวัดน่านอยู่ใกล้กว่าครับ ทั้งนี้ผมจึงขอให้ ท่านประธานสภาช่วยส่งเรื่องที่ผมหารือไปยังกระทรวงมหาดไทยและสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับท่าน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนดอนเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือว่ารถไฟฟ้า สายสีแดงบริเวณสถานีดอนเมือง สภาพดำมืดแล้วก็เหม็นสาบไร้การดูแล เราลงทุนสร้างรถไฟฟ้า สายนี้เท่าไร แล้วเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังสนามบินดอนเมืองไร้การดูแล อยากจะฝากมองบน ก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน สภาพแบบนี้ไม่มีการบำรุงรักษาเลย ไฟฟ้าส่องสว่างก็ใช้การไม่ได้ แล้วก็มีทางม้าลายที่มืดมิด เวลานักท่องเที่ยวจะข้ามมันเป็นจุดวัดใจ ไม่สามารถที่จะวิ่งข้ามไปได้ เพราะมันมืดมากจริง ๆ แล้วระยะทางจากอีกฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งหลายเมตร เพราะฉะนั้น อยากให้ทางกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีกำกับผู้ว่าการรถไฟลงไปดูอย่างใกล้ชิด แล้วใกล้ เทศกาลสงกรานต์แล้วผมเป็น สส. เขตอายเขาครับ เวลานักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้วเขาถ่ายภาพ แล้วเขาก็ไปลงใน Social ประเทศไทยเสียมาเท่าไรแล้ว เพราะฉะนั้นผมฝากเถอะครับ หน้าบ้านนิดเดียวเอง นอกจากนี้ภาพสไลด์ไม่ขึ้น ยังมีการปล่อยให้แม่ค้าไม่รู้ละ ไปตั้งแผงขาย ใต้ทางรถไฟใต้ดินและมีการเก็บส่วย เดี๋ยวผมจะไปร้อง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ให้สอบเรื่องนี้ ทำอย่างนี้ ได้อย่างไรแล้วตรงนั้นก็ปล่อยปะละเลย สภาพไม่เหมือนรถไฟฟ้าสายสีแดงที่เพิ่งสร้างเสร็จ ใหม่ ๆ เลย เพราะฉะนั้นผมทนไม่ได้จริง ๆ ผมต้องเอาเรื่องนี้ฝากท่านประธานไปด้วย🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ ตอนนี้สำนักงานเขตดอนเมืองกำลังจะเร่งปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณถนนเชิดวุฒากาศซึ่งก็มีพี่น้องประชาชนบางส่วนบุกรุก แต่ว่าตรงนั้นพูดง่าย ๆ มีการ บุกรุกมานาน มีการเก็บส่วย คุณอัญชลี สมหมาย หมวดเทอด คุณเล็ก ผมรู้ชื่อหมดแล้วเดี๋ยว จะไปร้องดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ฝากสำนักงานเขตปรับปรุงภูมิทัศน์แล้วก็อยากให้เห็นใจ ประชาชนด้วย แล้วประชาชนก็อย่าไปจ่ายส่วยพวกนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี ท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ แล้วท่านปะดิธ สังขจาย เชิญท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชน ผมขอนำเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาหารือต่อท่านประธานด้วยกัน ๓ เรื่องดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ขอให้จัดระเบียบ Camp คนงานและตรวจสอบใบอนุญาตการทำงาน ของคนงานว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีการอยู่อาศัยถูกสุขลักษณะหรือไม่ เนื่องจาก ส่วนใหญ่นายจ้างจัดสรรที่ดินให้เป็นพรรคเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกต่อการเรียกในการทำงาน แต่ปัจจุบันแรงงานสร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทิ้งขยะเกลื่อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งวงดื่มสุรา สร้างความวุ่นวายทำลายทรัพย์สินเสียหาย กลายเป็น แหล่งซ่องสุมยาเสพติดและเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค จำเป็นต้องจัดระเบียบอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ การขออนุญาตสร้างที่พักแรงงาน ตรวจสอบจำนวนแรงงานที่พักอาศัยอยู่รวมไปถึงการซ่องสุม อาวุธต่าง ๆ ในที่พักอย่างเข้มงวดครับ ฝากท่านประธานหารือไปยังโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและกระทรวงมหาดไทยด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ หมู่ที่ ๕ ตำบลกมลา โดยได้รับอนุมัติงบกลางประมาณ ๗๐ ล้านบาททำโครงการฝายชะลอน้ำในพื้นที่ที่ได้รับ ผลกระทบ แต่ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด ทราบว่ามีความล่าช้าและยังไม่มีการส่งเอกสาร ทางราชการเพิ่มเติม เรื่องการกำหนดแนวเขตโครงการฝายชะลอน้ำขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ รีบเร่งดำเนินการโดยด่วนครับ ขณะนี้ใกล้ฤดูฝนแล้วครับ ประชาชนต้องอาศัยอยู่ด้วยความ หวาดกลัว ฝากท่านประธานหารือไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลกมลาและนายอำเภอกะทู้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอเชิญชวนทุกท่านไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ที่จังหวัดภูเก็ตครับ ขอให้ทุกภาคส่วนเพิ่มความเข้มงวดกวดขันลดอุบัติเหตุและดูแลพี่น้องประชาชนในช่วง เทศกาลสงกรานต์และควบคุมราคาค่าโดยสารทั้งรถบัสและค่าเครื่องบินไม่ให้มีราคาสูง เกินมาตรฐาน รวมถึงมาตรการเมาไม่ขับสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ฝากท่านประธานหารือไปยังรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอสัตหีบ จังหวัด ชลบุรี พรรคกล้าธรรม วันนี้ผมขอหารือความต้องการของพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบ ของผมครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๓ ผมได้ หารือเรื่องนี้ไปแล้วให้กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๕ ตำบลพลูตาหลวง ว่าจะขอใช้พื้นที่ในการสร้างสวนสาธารณะหรือโรงเรียนอาชีวศึกษารวมถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก นี่เป็นเวลามาหลายปีแล้วครับที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินยังไม่มีการใช้พื้นที่แห่งนี้ ท่านประธานดูนะครับ อาคารสร้างมา ๑๐-๑๕ ปียังมีการใช้ครับ ผมก็กลัวว่าตึกจะถล่มมาครับ ซึ่งพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบมีความต้องการที่จะสร้างสวนสาธารณะประจำอำเภอ รวมถึงองค์กรปกครองท้องถิ่นครับ ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีก็ยินดีที่จะ สร้างอาคารเรียนอาชีวศึกษา ๒ ภาษา ซึ่งเป็นการรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกครับ รวมถึงองค์กรปกครองท้องถิ่นที่พร้อมจะดูแลโดยเฉพาะองค์กรปกครองท้องถิ่น องค์การ บริหารส่วนตำบลพลูตาหลวงซึ่งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวพร้อมจะดูแลรักษาการใช้ประโยชน์ สวนสาธารณะแห่งนี้ ท่านประธานครับ สวนสาธารณะประจำอำเภอสัตหีบนั้นเรายังไม่มีครับ ท่านประธาน ปกติพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบจะใช้สวนสาธารณะของกองทัพเรือ ซึ่งมี ประมาณ ๓-๔ ครั้ง บางครั้งต้องใช้แลกบัตรประชาชนเข้าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนไม่ได้ รับความสะดวกสบายครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าถัดไปอีก ๘ กิโลเมตร สวนสาธารณะ อำเภอบ้านฉางเป็นของพลเรือน มีทั้งสระว่ายน้ำ มีทั้งสนามเปตอง มีทั้งโรงยิม ๒ ชั้นติดแอร์ ด้วยครับท่านประธาน มีสนามบาสเกตบอล มีสนามเทนนิส มีสระว่ายน้ำ และมีสนามฟุตบอล มาตรฐานและมีลู่วิ่ง รวมถึงมีการเรียนการสอนของศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่ของบ้านฉางด้วย ห่างจากอำเภอสัตหีบบ้านผมไปเพียง ๘ กิโลเมตรเท่านั้น ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ พี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้ใช้ ประโยชน์มาเกือบ ๑๐-๑๕ ปี ท่านประธานครับ ผมจึงขอท่านประธานผ่านไปยังท่าน นายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงการคลังครับ ขออนุญาตอีก ๓๐ วินาทีเพื่อให้พี่น้องประชาชน อำเภอสัตหีบมีพื้นที่ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจิตและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงท่านประธานครับ เมื่อนำไปสู่สาธารณะแล้ว เรายังสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนอำเภอสัตหีบด้วยครับ รวมทั้ง Food Truck ร้านค้าแล้วก็รถเข็นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปะดิธ สังขจาย เชิญวิปใหญ่ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ปะดิธ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๕ พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางซ้าย อำเภอลาดบัวหลวง วันนี้ขอนำปัญหาในพื้นที่หารือท่านประธานดังนี้ครับ ขอหารือท่านประธาน เกี่ยวกับปัญหาการเผาตอซังในทุ่งนาที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบดูแลในการควบคุมบังคับใช้กฎหมาย ในการห้ามเผาตอซังในทุ่งนา ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแนะนำ ชดเชยเยียวยาเกษตรกรผู้ทำนาให้หลีกเลี่ยงการเผาตอซัง ในทุ่งนา สถานการณ์ในวันนี้ครับ ในพื้นที่เขต ๕ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งประกอบด้วย อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางซ้าย อำเภอลาดบัวหลวง ยังมีผู้ที่ลักลอบเผาตอซัง ในเวลากลางคืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความเดือดร้อน ก่อให้เกิดอันตราย บนท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดการสูญเสีย สิ่งที่ผมอยากจะขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยมีด้วยกัน ๒ แนวทางครับ แนวทางที่ ๑ อยากให้กระทรวง มหาดไทยนั้นได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เร่งจับกุมดำเนินคดีผู้ที่ก่อเหตุ ในการจุดไฟเผาทุ่งนาให้ได้เร็วที่สุด แนวทางที่ ๒ อยากจะให้กระทรวงมหาดไทยนั้น ได้กำหนดมาตรการระยะเวลาในการผ่อนผันการจุดไฟเผาตอซังในทุ่งนาให้สามารถทำได้ ในเวลาที่กำหนดซึ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน โดยประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ได้ช่วยกันเตรียมความพร้อมรถดับเพลิงให้บริการชาวนาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แล้วก็ ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ช่วยหาแนวทางในการชดเชย เยียวยาช่วยเหลือชาวนาที่จะไม่ต้องเผาตอซังในนาเนื่องจาก ณ เวลานี้ราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุน การผลิตสูง ทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน ทำนาปีนี้ก็ขาดทุน ถ้าวันนี้ต้องมาลงทุนเพิ่ม อีกไร่ละ ๕๐๐ บาทในการหมักตอซังโดยไม่ต้องเผานานั้นก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้เกษตรกร ซึ่งมีความลำบากอยู่แล้วยิ่งขึ้นไปอีก อยากจะหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้ช่วยหาแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ทำนาในปีนี้ และทำนโยบายช่วยเหลือเรื่องนี้ต่อไปในปีต่อ ๆ ไปด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ท่านอวยพร ศรีเชาวลิต แล้วก็ ท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ ครับ เชิญท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ก่อนครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขออนุญาตปรึกษาหารือเกี่ยวกับมาตรการการจัดการแผ่นดินไหวนะครับ🔗
ในส่วนของมาตรการการตรวจ อาคารมีทั้งหมด ๒ ประเด็นครับ คือขอให้กรุงเทพมหานครและ ปภ. ประกาศให้อาคาร ที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างต้องมีการตรวจสอบอาคารเนื่องจากประกาศก่อนหน้านี้ จะเป็นการบังคับเฉพาะอาคารที่มีการเปิดใช้บริการแล้วเท่านั้นนะครับ แล้ว ๒. ก็คือขอให้ กรุงเทพมหานครออก Checklist การตรวจอาคารว่าต้องตรวจอะไรบ้างและระบุราคากลาง ที่ชัดเจน เนื่องจากตอนนี้มีการฉวยโอกาสการโก่งราคาค่าตรวจอาคารแล้วครับ ในส่วนของ มาตรการการเยียวยามีทั้งหมด ๘ ประเด็น ฝากไปยังกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย แล้วก็กรมบัญชีกลางนะครับ🔗
๑. ก็คือขอให้มีการเปิดให้มีการยื่นเอกสารขอรับเงินเยียวยาผ่านระบบ ออนไลน์แทนการไปยื่นเอกสารที่ อปท. หรือเขตนะครับ🔗
๒. ก็คือขอให้หน่วยงานมีการควบรวมแบบฟอร์ม เนื่องจากปัจจุบันแบบฟอร์ม ในการขอเยียวยามีทั้งหมด ๖ แบบฟอร์มด้วยกัน ขอให้มีการควบรวมให้เหลือ ๑ แบบฟอร์ม เพื่อความสะดวกของพี่น้องประชาชนครับ🔗
๓. ขอให้มีการลดการใช้เอกสารที่ต้องยื่นกำกับในการขอรับเงินเยียวยาทั้งใน เรื่องของสำเนาบัตรสำหรับประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือโฉนดที่ดิน โฉนดคอนโดมิเนียม ต่าง ๆ เนื่องจากว่าจริง ๆ แล้วหน่วยงานต้องมีเอกสารเหล่านี้ของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ไม่ควรโยนให้พี่น้องประชาชนต้องไปเตรียมเอกสารเหล่านี้อีกรอบหนึ่งนะครับ🔗
๔. ขอให้มีการยกเลิกการบังคับใช้ในเรื่องของการลงบันทึกประจำวัน เพราะว่า ก่อนหน้านี้มีการบังคับให้พี่น้องประชาชนต้องไปลงบันทึกประจำวันก่อนที่จะขอรับเงินเยียวยา แล้วก็🔗
๕. ก็ขอให้กรุงเทพมหานครแล้วก็ ปภ. ขยายระยะเวลาในการยื่นขอรับเงิน เยียวยาจากวันที่ ๒๗ เมษายนไปเป็นวันที่ ๓๑ พฤษภาคม เนื่องจากพี่น้องประชาชนหลายคน เขาติดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ครับ🔗
๖. ขอให้มีการพิจารณาในการใช้ Outsource เข้ามาช่วยเหลือในการตรวจสอบ อาคาร เนื่องจากเจ้าหน้าที่โยธาของหน่วยงานนั้นมีไม่เพียงพอในการที่จะดำเนินการในการ เข้าไปประเมินเพื่อตรวจสอบความเสียหาย แล้วก็🔗
๗. ขอให้มีการแจ้งรายละเอียดเรื่องของการประเมินราคาการเยียวยา มี Breakdown ที่ชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าใจและมีมาตรฐานเดียวกันครับ🔗
๘. ขอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ในการออกดอกเบี้ยต่าง ๆ ดอกเบี้ยราคาพิเศษ และสุดท้ายในส่วนของมาตรการ สำหรับผู้ประกันภัยแผ่นดินไหวมีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับฝากไปยัง คปภ. ๑. ก็คือ ขอให้ คปภ. สั่งให้บริษัทประกันภัยแจ้งพี่น้องประชาชนที่มีกรมธรรม์อยู่แล้วให้รับทราบถึงสิทธิ ในการประกันของตนเอง และดำเนินการเรื่องของการ Claim ประกันแล้วก็ ๒. เนื่องจาก มีประชาชนแจ้งว่าการประกันนั้นต้องมีการแจ้งความเสียหายภายใน ๗๒ ชั่วโมงก็ขอให้ คปภ. พิจารณาการขยายระยะเวลาในการ Claim ประกันด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านอวยพรศรี เชาวลิต เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน อวยพรศรี เชาวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๙ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง เรื่องเงินเยียวยา ๙,๐๐๐ บาท กรณีน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายปี ๒๕๖๗ ผ่านไปยังกระทรวง มหาดไทย สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนถึงขณะนี้ผ่านมา ๕ เดือนแล้วค่ะ พี่น้องประชาชนรอคอย เงินเยียวยา ๙,๐๐๐ บาทตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ยังคงเดือดร้อน หลายครัวเรือนส่งผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น บางรายบ้านพังเสียหาย อยู่อาศัยไม่ได้ พื้นที่อำเภอนบพิตำเป็นพื้นที่เกษตรกร สวนทุเรียน พืชผลทางการเกษตร เสียหายยับเยินเป็นอย่างมากค่ะท่านประธาน ขณะนี้สถานะยังอยู่ในระบบคงค้างอยู่รอการ โอนเงินเยียวยาจากรัฐบาล รอมานานแล้วค่ะสถานะก็ยังคงค้างอยู่เหมือนเดิม ดิฉันจึงขอ หารือท่านประธานผ่านไปยังสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้เร่งดำเนินการ จัดสรรงบประมาณและกำหนดวันเวลาในการโอนเงินที่ชัดเจน เงินเยียวยา ๙,๐๐๐ บาท ให้กับพี่น้องชาวอำเภอนบพิตำอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ เงิน ๙,๐๐๐ บาทมีความหมายกับพี่น้อง ประชาชน พี่น้องประชาชนจะได้มีกินมีใช้ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบล ท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน สไลด์ขึ้นได้เลยนะคะ🔗
เรื่องแรกค่ะ ปัญหาการดำเนิน โครงการปรับปรุงทางเท้าในพื้นที่ตำบลปากน้ำ ตั้งแต่แยกการไฟฟ้าไปจนถึงศาลากลางและ ในตลาดปากน้ำอำเภอเมือง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากค่ะ โครงการนี้เริ่มต้นจากการขุดรื้อทางเท้าเดิมออก โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นจริงคือการรื้อทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน หากแต่การดำเนินการเป็นไปอย่างล่าช้า ที่น่าห่วง ก็คือไม่มีป้ายเตือน ไม่มีป้ายแสดงระยะเวลาการดำเนินโครงการให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ ไม่มีการจัดการพื้นที่ให้ปลอดภัยระหว่างรอการซ่อมแซม พื้นที่ที่ถูกทิ้งไว้บางส่วนเป็นอุปสรรค ต่อการสัญจรของพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิด อุบัติเหตุ ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลนคร อบจ. สมุทรปราการและแขวงทางหลวง สมุทรปราการให้เร่งตรวจสอบความล่าช้าของโครงการนี้โดยด่วน และดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยเร็วที่สุด🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาฝาท่อยุบเป็นลุ่มลึกหน้าบริเวณหน้าซอยบุญสิริ ซึ่งดิฉันได้มี โอกาสประสานผ่านระบบ Traffy Fondue ไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข หรือดำเนินการใด ๆ ประชาชนโดยรอบต้องใช้ความระมัดระวังสูงมากในการสัญจรผ่านไปมา และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในเวลาที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ฝากประธาน ผ่านไปยังเทศบาลนครสมุทรปราการเช่นกันค่ะ ให้เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว🔗
เรื่องสุดท้าย ปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อมเรื้อรังในพื้นที่ซอยหลังโรงเรียน หาดอมรา เชื่อมต่อเขตอุตสาหกรรมพิเศษโรงฟอกหนังตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง ซึ่งดิฉัน และทีมงานได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งขยะ สารเคมี ปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ แม้จะมี หน่วยงานจากภาครัฐทั้งระดับจังหวัด ระดับกระทรวงลงพื้นที่ตรวจสอบมาหลายต่อหลายครั้งค่ะ แต่จนถึงทุกวันนี้นะคะท่านประธาน พี่น้องประชาชนยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลิ่นเน่าเหม็น น้ำเน่าเสีย ผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชนและความปลอดภัยโดยตรงค่ะ ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวง อุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งรัดตรวจสอบพื้นที่ตำบลท้ายบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่องรวมถึงผลักดันกฎหมาย PRTR ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปิดเผยการปลดปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมต่อ สาธารณะ และพิจารณาทบทวน พ.ร.บ. โรงงาน ที่ยังเปิดช่องให้มีการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ควบคุมจากโรงงานขนาดเล็ก ส่งผลให้พี่น้องประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีทางเลือก ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปนะครับ ท่านอับดุลอายี สาแม็ง ท่านฤกษ์ อยู่ดี ท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ท่านอับดุลอายี สาแม็ง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๓ เขตพื้นที่อำเภอ กรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต และอำเภอเบตง พรรคประชาชาติ ผมขอหารือ ท่านประธาน ๑ เรื่อง เรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ประกาศ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ข้อ ๒.๘.๓ จัดทำแผนรับนักเรียนให้สอดคล้องกับชั้นเรียน เต็มรูปแบบระยะ ๕ ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จนถึงปีการศึกษา ๒๕๖๙ และแผนชั้นเรียน รายปีของเด็กในสังกัดของ สพฐ. ปัญหามันมีอยู่ว่าเรื่องเด็กนักเรียนที่จบชั้น ป. ๖ ประสงค์ ที่อยากจะเรียนต่อในชั้นมัธยมกับโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านหรือใกล้ชุมชนของตัวเอง ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างที่อำเภอเบตง เด็กจบชั้น ป. ๖ ประมาณสัก ๔๐๐ คน เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับโรงเรียน ของรัฐที่อำเภอเบตง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน เด็กเหล่านี้เข้าเรียนได้ประมาณสัก ๓๐๐ คน แต่ยังขาดที่เรียนอีก ๑๐๕ คน เพราะโรงเรียนเหล่านี้มีแผนอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถ ที่จะรับเพิ่มแล้ว เพราะเนื่องจากว่าได้กำหนดเป็นแผนเดิม ก็มีปัญหาในเรื่องของสถานที่เรียน ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่อยู่ขณะนี้ มีฝ่ายผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่อยู่ในอำเภอเบตง ก็ร้องมาที่ผมว่าทำอย่างไรได้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้จะให้เด็กลูก ๆ ของเขาไปโรงเรียน ที่ห่างไกลจากบ้าน จากชุมชนเขามีค่าใช้จ่าย ซึ่งภาวะเศรษฐกิจก็แย่อยู่แล้ว ก็อยากจะให้มา บอกกับสภานำเรียนไปยังประธานสภาเพื่อที่จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยรับ เด็กนักเรียนเหล่านี้ และพื้นที่อำเภอเบตงก็อยู่ห่างไกลจากพื้นที่อื่น การที่เด็กจะไปเรียนตาม โรงเรียนเอกชนก็มีค่าใช้จ่ายที่แพง ดังนั้นขอให้ประธานสภาช่วยกรุณาประสานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง อาจจะมีการปรับแผนนโยบายที่ดำเนินการ ๕ ปี เปลี่ยนเป็นการทำแผนประจำปี ให้มันสอดคล้องกับจำนวนของเด็กนักเรียนโดยแท้จริงครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านฤกษ์ อยู่ดี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายฤกษ์ อยู่ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมาขอหารือ กับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ขอความอนุเคราะห์ช่วยจัดสรรสะพานข้ามคลองชลประทาน สายใหญ่ ๓ บริเวณซอย ๘ ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยภายในซอย ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลท่ายาง และสำนักงานเทศบาลตำบลท่ายาง การก่อสร้างสะพานจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นการส่งเสริมการค้าและ การลงทุนอีกทั้งยังช่วยลดปัญหาในด้านการจราจร จากเดิมการเดินทางไปโรงพยาบาลและ สำนักงานเทศบาลต้องเดินทางถนนเส้นเดียว ประกอบกับเมื่อถึงช่วงเทศกาลจะมีผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรบนถนนเพชรเกษมผ่านเส้นทางโรงพยาบาลท่ายางเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรติดขัด เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยดำเนินการสำรวจและจัดทำแผนพัฒนาดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานข้ามคลอง ชลประทานบริเวณดังกล่าว เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและรองรับการขยายตัวของเทศบาลท่ายาง รวมถึงจะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงสถานที่ราชการได้สะดวกยิ่งขึ้น🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านผู้ใหญ่สามารถ บัวโรย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๓ บ้านในคุ้ง เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ซ่อมไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณสะพานชลธราราม (ท่าซิก) หมู่ที่ ๓ บ้านในคุ้ง ตำบลท่าไม้รวก เชื่อมต่อบ้านท่าซิก หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าคอย อำเภอ ท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งไฟฟ้าดังกล่าวเป็นของกรมทางหลวงชนบทที่มีเสาไฟฟ้าจำนวน ๙ ต้น ดับมาเป็นเวลานาน ๖ เดือน และได้มีการเขียนคำร้องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ เพื่อให้ประสานงานไปยังกรมทางหลวงชนบทให้มาช่วยดำเนินการแก้ไข แต่ยังไม่มีหน่วยงานใด เข้ามาดำเนินการซ่อมแซมให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแต่อย่างใด ผมจึงขอ ความอนุเคราะห์ผ่านท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบทช่วยดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ธัญขอหารือผ่าน ท่านประธานไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรุงเทพมหานคร แล้วก็กระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับประเด็นขอทานต่างด้าว ซึ่งที่ผ่านมา ขอทานต่างด้าวก็มีการจับกุมอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะเขตพื้นที่เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสุขุมวิท อนุสาวรีย์และสีลม หรือสยาม แต่ว่าปัญหาดังกล่าวก็ยังคงย้อนกลับมาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้จากสื่อมวลชนที่ได้ติดตามแล้วก็ภาคประชาชนที่ได้ทำงาน แล้วก็พบว่า ขอทานต่างด้าวเหล่านี้มาด้วย Visa ของนักท่องเที่ยวและนักเรียน จึงน่าจะมีความเกี่ยวพัน กับขบวนการค้ามนุษย์ที่นำพาคนต่างด้าวเข้ามาตรงนี้ จากที่ได้พบมาก็คิดว่ามันเป็นการปฏิบัติ แล้วก็การจับกุมชั่วคราว แต่ว่าก็ยังมีเรื่องร้องเรียนเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอด🔗
เรื่องที่ ๒ ก็ขอหารือท่านประธานผ่านไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวง มหาดไทยแล้วก็กรมโยธาธิการและผังเมือง เนื่องด้วยเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมาก ปี ๒๕๖๖ เรามีนักท่องเที่ยวที่สูงมาก ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือจำนวนขยะ เพราะว่าเตาเผาขยะของเกาะสมุยนั้นเสียและไม่สามารถ จัดการขยะได้ ปัจจุบันนี้มีขยะสะสมมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ต้องพยายามที่จะระบาย ออก ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาจะทำได้ก็คือจะต้องกำจัดขยะต่อวัน แล้วก็กำจัดขยะที่สะสม มาเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะฉะนั้นจึงอยากจะปรึกษาว่าเรื่องเตาเผาขยะ เรื่องการจัดการ ขยะของเกาะสมุยจะทำอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านสุพัชรี ธรรมเพชร ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล และท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญท่านสุพัชรีครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาตหารือ เรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๓ เรื่องด้วยกันนะคะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน มีพี่น้องประชาชนได้ทวงถาม ดิฉันในเรื่องของเงินเยียวยาน้ำท่วม ๙,๐๐๐ บาท ดิฉันก็เลยต้องขอมาทวงถาม ณ ที่ประชุม สภาแห่งนี้ว่าเมื่อไรที่จะดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดพัทลุงที่ยังคงค้างอยู่ ๗,๑๕๓ ครัวเรือน พี่น้องประชาชนยังรอคอยความหวังอยู่นะคะ เพื่อที่จะนำเงินจำนวนนี้ ไปใช้ในการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน เพื่อที่จะนำเงินตัวนี้ไปใช้ในการซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ ภายในบ้าน จึงขอให้รัฐบาลรีบนำเข้าประชุม ครม. เพื่อเร่งรีบอนุมัติการเบิกจ่ายให้กับ พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในจังหวัดพัทลุง เป็นจำนวน ๗,๑๕๓ ครัวเรือนโดยเร่งด่วนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณการก่อสร้าง อาคารแพทย์แผนไทยให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกชะงาย อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพราะ รพ.สต. แห่งนี้มีพี่น้องประชาชนมาใช้บริการรักษาโดยการแพทย์แผนไทย เป็นจำนวนมาก สถานที่ไม่เพียงพอ ยังไม่มีสถานที่ที่ได้มาตรฐานในการรักษา จึงขอให้ทาง กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารแพทย์แผนไทย ให้กับ รพ.สต. แห่งนี้ค่ะ🔗
เรื่องสุดท้าย ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคช่วยขยายแนวเขตไฟฟ้าให้กับพี่น้อง ประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพราะดิฉันได้รับการ ประสานงานจากท่านนายกสุรัตน์ ชูอักษร นายกเทศมนตรีตำบลนาโหนด ให้ทางการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคช่วยประสานงานผ่านไปยังท่านนายกเทศมนตรีในการชี้แนวเขตขยายไฟฟ้า ให้กับพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้โดยเร่งด่วน ขอกราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปนะครับ ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เชิญท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ดิฉันมีข้อหารือประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรก เรื่องใหญ่ค่ะท่านประธาน ทวงค่าน้ำท่วมเยียวยาครั้งที่ ๔ แล้วค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอาให้ชัดจ่ายวันไหน เพราะพี่น้องประชาชนถามว่าจะเปิดเทอมอีกแล้วค่ะ เงินเยียวยาค่าน้ำท่วม ๙,๐๐๐ บาท จะได้ไหมคะ ถ้าได้ให้แจ้งให้ชัด ถ้าไม่ได้เขาจะได้ไปทำอย่างอื่นกันแล้วค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการสวมสิทธิ GAP ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชค่ะ เรื่องนี้ต้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ค่ะ ต้องรับผิดชอบ เกษตรกรเขาไม่ได้ทำค่ะ วันนี้เกษตรกรไปแจ้งความแล้วก็รู้ด้วยว่าใครเป็นคนเอา GAP ไปสวมสิทธิ แต่เขากำลังจะโดนระงับสิทธิค่ะ โดยรอบตัดทุเรียนรอบถัดไปเกษตรกร ยังไม่รู้เลยค่ะว่าเขาจะไปขายทุเรียนที่ไหน เพราะ GAP ของเขาโดนเอาไปสวมสิทธิ วันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเอาให้ชัดแก้ปัญหาอย่างไร จะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร แล็บวันนี้ที่โดนระงับไป แล้วก็แล็บจะต้องมีกระจายให้ทั่วถึง จันทบุรีมี ชุมพรตลาดภาคใต้ ก็ต้องมีค่ะ วันนี้เราโดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด โดนสวมสิทธิ GAP แล็บก็ยังไม่มีให้ครบให้ถ้วน ยังมีกระบวนการสวมสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เข้าไปทำให้พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน วันนี้เกษตรกร พยายามสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่โดนกระบวนการมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีกนะคะ แล้วคนที่ ได้รับผลกระทบโดยตรงก็เกษตรกรอีก วันนี้ถามว่าเกษตรกรทำอะไรได้บ้างคะนอกจากรอ กระทรวงเกษตรต้องรับผิดชอบเรื่องนี้และต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ชัด เพราะว่าอะไรคะ จันทบุรี ระยอง ตราด กำลังจะออกในฤดูกาลนี้ แล้วถัดไปก็จะเป็นรอบของชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นทุเรียนที่เป็นรายได้หลักของประเทศนี้ต้องหาทางจัดการกับเรื่องนี้ โดยเร็วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ขอปรึกษาหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๑ เรื่องครับ แต่อาจจะต้องส่งไปถึง ๒ หน่วยงาน ครับท่านประธาน ในช่วง ๒ ๓ วันที่ผ่านมาทั้งตัวผมเอง และเพื่อน สส. พรรคประชาชน หลายท่านได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากเกี่ยวกับนายจ้างจำนวนหนึ่งได้รับอีเมลจาก หน่วยงาน กยศ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่บอกว่าจะให้นายจ้างหักเงินจากลูกจ้างเพิ่มขึ้น เฉลี่ยแล้วคนละประมาณ ๓,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการใช้หนี้ กยศ. ซึ่งถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แล้วอีเมลมาจาก กยศ. จริงครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มากครับ ท่านประธานครับ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนสำหรับคนทำงานในตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วอยู่ดี ๆ จะมาให้ นายจ้างหักโดยที่ไม่พูดคุยกับลูกจ้างหรือว่าตัวลูกหนี้ของ กยศ. ก่อน ถ้าทำแบบนี้จริง กยศ. ถือว่าทำงานแทบจะไม่ต่างกับเจ้าหนี้นอกระบบที่มาไล่กระทืบคนเลยครับท่านประธาน อันนี้ใหญ่มากนะครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับ จริง ๆ สิ่งที่ กยศ. กำลังทำแบบนี้ถ้า กยศ. ทำจริง กำลังทำให้นายจ้างจำนวนมากกระทำความผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานครับ ซึ่งกฎหมาย คุ้มครองแรงงานนายจ้างไม่สามารถมาหักเงินแบบนี้ได้นะครับ แล้วอยู่ดี ๆ กยศ. ส่งอีเมล มาให้นายจ้างหักเงินลูกจ้างแบบนี้คืออะไรครับ อยู่ดี ๆ มาบอกให้นายจ้างทำงานผิดกฎหมาย ทั่วประเทศขนาดนี้เลยเหรอครับ แล้วผมฝากถึงนายจ้างเลยนะครับเรื่องนี้หักเงินลูกจ้างไม่ได้ แล้วลูกจ้างก็อย่ายอมให้นายจ้างหัก กยศ. อยากหักเงิน อยากเก็บเงินจริงก็ไปพูดคุยกับ ลูกหนี้ของตัวเอง แล้วทำแผนการชำระหนี้อะไรก็ว่าไป ไม่ใช่มาส่งอีเมลให้นายจ้างหักเงินแบบนี้ เรื่องทำผิดอย่างยิ่งครับ🔗
แล้วอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเดียวกันครับ คือนายจ้างหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อีเมลแบบนี้มาทันทีที่มีการส่งชื่อว่ามีการจ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นให้กับสำนักงานประกันสังคม ซึ่งถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงอย่างที่นายจ้างตั้งข้อสังเกต สำนักงานประกันสังคมทำผิดอย่างยิ่ง เวลาพวกผมขอข้อมูลอะไรไปที่สำนักงานประกันสังคมนี่ยากเย็นแสนเข็ญ อ้างกฎหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA แต่ถ้าทำแบบนี้มีการส่งว่าลูกจ้างคนนี้มาทำงานอยู่ที่นี่ มีการจ่ายเงินเท่านี้ ๆ ให้กับ กยศ. จริง ประกันสังคมกำลังทำผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลอย่างชัดเจนครับ ทีพวกผมขอเอกสารนี่ยากเย็นทั้ง ๆ ที่เป็นเอกสารข้อมูล ที่เปิดเผยได้ ทีอย่างนี้มาทำอย่างนี้นะครับ อย่างไรขอปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยัง ๒ หน่วยงานนี้ และให้ ๒ หน่วยงานนี้ออกมาเร่งตอบคำถามประชาชนโดยด่วน เรื่องนี้ ประชาชนตั้งคำถามมาเยอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ๓ ท่านครับ ท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ท่านสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ท่านวิชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต ๑ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอหารือท่านประธานเรื่องเดียวครับท่านประธาน เรื่องมหากาพย์ของทุเรียน เมื่อวาน ทางพี่น้องชาวจันทบุรีเดินขบวนมายื่นหนังสือให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี แต่ทีนี้ผมนำเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ สิ่งที่น่ากลัวของพี่น้องชาวสวนทุเรียนตอนนี้โดยเฉพาะในเรื่องของ ห้องแล็บ ในเรื่องของการกระทำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องการดำเนินการของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ผมเชื่อว่า ปัญหาเรื่องทุเรียนเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาใหญ่โตของประเทศไทยของเราแน่นอน ในเรื่องของการปิดห้องแล็บ ในเรื่องของการเปิดห้องแล็บ ผมเองด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการค้าครับ ในเมื่อมีการปิดห้องแล็บแล้วประกาศออกมา ปิดห้องแล็บ แล้วยังไม่มีห้องแล็บรับรอง พอชาวบ้านเดินขบวนมายื่นหนังสือประกาศว่า มีห้องแล็บรับรอง อันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับทุเรียนครับ เพราะเป็นอย่างนี้ที่ผมเองนั้นอยากนำเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องรับผิดชอบครับ ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้พืชเกษตรอีกตัวหนึ่งที่จะทำให้รัฐบาลมีความหนักใจก็ในเรื่องของทุเรียนแน่นอน เพราะมันมีปัญหาอย่างนี้โดยเฉพาะในเรื่องของห้องแล็บครับ จังหวัดชุมพรขออนุญาต จังหวัดชุมพรเองบอกเรื่องห้องแล็บมาประมาณ ๔-๕ เดือนแล้ว เหลือเวลาอีก ๓ เดือนครับ ทุเรียนจะออก ของจันทบุรี ระยอง ตราด เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันครับ เริ่มออกแล้ว แล้วติด ในเรื่องของแล็บกันหมดเลย เพราะฉะนั้นแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไรอยู่ครับ ช่วยให้ความชัดเจนนิดหนึ่ง ไม่ใช่เอามาออกสื่ออย่างเดียว เอาความปฏิบัติตน ปฏิบัติงานกัน นิดหนึ่ง ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ทุเรียนจังหวัดชุมพรที่จะออกนั้นรออีกประมาณ ๓ ๔ เดือน แต่ปัญหาของจันทบุรี ระยอง ตราด ที่มันเกิดปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบันนี้สิ่งไหนที่จะมาเอา ความชัดเจน ทำให้พ่อค้าคนกลางหาช่องว่างในเรื่องห้องแล็บ มากดราคาพี่น้องประชาชน มากดราคาพี่น้องชาวสวนทุเรียน อย่างนี้เราต้องยอมรับครับว่าสิ่งนี้มันเกิดแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นแล้วอย่านะครับ อย่าเอาทุเรียนเป็นเครื่องมือและอย่าเอาทุเรียนทำมาหากิน ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ เรื่องนี้ผมเปิดประเด็นนี้ไว้ และพี่น้องชาวเกษตรกรสวนทุเรียนเขาตาม เรื่องนี้กันมาตลอด เขาตามกันมาตลอดครับ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมวิชาการโดนโยกไปแล้ว ๑ คน ผมถามว่ามีความชัดเจนไหมครับ แล้วคนต่อไปคือใครครับ สิ่งนี้กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ต้องรับผิดชอบโดยเฉพาะในเรื่องของทุเรียนนี้ เพราะว่าไม่ให้ความชัดเจน ผมถาม ท่านประธานครับ ตอนนี้มีพืชตัวไหนที่จะเอามาชูในเรื่องของเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ โดยเฉพาะพืชเกษตรครับ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด มีปัญหาหมดเลย เพราะฉะนั้นยังมี ทุเรียนครับ ท่านจะดึงทุเรียนลงไปสู่เหวหรือครับ ผมเองผมบอกมาหลายครั้ง แล้วสิ่งนี้ ผมบอกท่านประธานนะครับ ผมพูดมาไม่รู้กี่ครั้งผมเลยบอกว่านี่คือมหากาพย์ของทุเรียนครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันอยากหารือเรื่องการรื้อถอนชุมชนแออัดในเขตปทุมวันที่ยังคง เหลืออยู่น้อยนิดนะคะ เนื่องจากผลกระทบจากโครงการ The One Bangkok ในขณะนี้ ที่กำลังเป็นประเด็นหลักที่เป็นกังวลของประชาชนในพื้นที่ของดิฉันค่ะ ท่านคะ ดูเหมือนว่า ดิฉันจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนสุดท้ายที่จะได้เป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชน ในบางชุมชนในเขตปทุมวันที่จะอันตธานหายไปค่ะ เนื่องจากตอนนี้มีหลายครัวเรือน โดยเฉพาะในแขวงลุมพินีอย่างชุมชนการเคหะบ่อนไก่ ชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ชุมชนกุหลาบแดง ชุมชนซอยร่วมฤดี ชุมชนซอยโปโล ชุมชนซอยพระเจนที่กำลังประสบปัญหาการเวนคืนพื้นที่ ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนนับหมื่นชีวิตให้เผชิญกับปัญหาไร้ที่อยู่อาศัย และไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างมั่นคงค่ะ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่กันมาหลายรุ่นแล้ว บางคนก็อายุ ๘๐ ๙๐ กว่าปีแล้วนะคะ คนนั้นบนสัญญาเช่าซื้อพวกเขาก็ได้ผ่อนจ่ายไปแล้ว กว่า ๑๐-๒๐ ปีแล้ว แต่กลับไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินค่ะ และทราบว่าจะมีการลดจำนวนปี ในการเช่าสัญญาให้กับผู้อยู่อาศัยค่ะ นอกจากนี้โครงการ One Bangkok บนพื้นที่ ๑๐๔ ไร่ เป็นงบประมาณกว่า ๑.๒ แสนล้านบาทที่กำลังทยอยสร้างและขยายตัวโดยได้เปิดเฟสที่ ๑ ไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะมี Plan เปิดเฟสที่ ๒ เร็ว ๆ นี้ค่ะ ท่านคะ จากการลงพื้นที่ดิฉัน ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนที่มี ๒๐,๐๐๐ กว่าคนในชุมชนที่ดิฉันได้กล่าวมา ข้างต้นที่ได้รับผลกระทบมาตลอด แค่ในการเคหะบ่อนไก่ก็มีผู้อยู่อาศัยถึง ๑๐,๐๐๐ คนแล้วค่ะ ในนั้นมี ๖,๐๐๐ กว่าคนที่มีทะเบียนบ้าน ที่เหลือเป็นประชากรแฝง นี่แค่ไหนแฟลตนะคะท่าน ยังมีในชุมชนต่าง ๆ อีก ๔-๕ ชุมชนที่ดิฉันได้พูดถึง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ประชาชนจำนวนมากไร้ที่พึ่งพิงในอนาคตค่ะ ด้วยข้อพิพาทดังกล่าวดิฉันจึงขอความร่วมมือ ไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ช่วยรับเรื่องเหล่านี้เพื่อดำเนินการ หาทางออกโดยผ่านหน่วยงานและองค์กรการเคหะแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ภายใต้กระทรวง พม. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันหารือ หาทางออกร่วมกันให้กับ พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหา ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปครับ ท่านสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขอเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวสวนทุเรียน ทั่วประเทศปรึกษาหารือในความกังวลใจที่จะเกิดขึ้นค่ะ ปกติแล้วค่ะท่านประธาน ประเทศไทย ของเราได้ส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน มีรายได้เข้าประเทศปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปีนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องที่ปลูกทุเรียนและ กลุ่มผู้ส่งออกทุเรียนว่าทุเรียนไทยของเราได้ตรวจพบสาร BY2 หรือ Basic Yellow 2 ที่องค์กรอนามัยโลกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็ง จึงทำให้ทุเรียนไทยของเราถูกปฏิเสธและ ถูกตีกลับมา แต่ในขณะที่ถูกส่งกลับมาแทนที่กรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องหาแนวทางในการจัดการค่ะ แต่นี่กลับปล่อยให้ผู้ส่งออกทุเรียนบางคนที่เห็นแก่ตัว นำทุเรียนเหล่านั้นกลับมาแปรรูปค่ะ กลับมาแกะแล้วแช่แข็งก็ส่งกลับไปอีกอยู่ดี ก็ต้องถูก กระบวนการตรวจสอบอีก แล้วก็ต้องถูกตีกลับมาอีกค่ะ นี่ก็จึงจะเป็นผลพวงที่จะทำให้การ ส่งออกทุเรียนเป็นไปยากในอนาคต ดิฉันกังวลมาก ๆ ค่ะว่านี่จะเป็นปัญหา เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ที่จะนำหายนะมาสู่เกษตรกรไทยแน่นอน ดิฉันจึงขอเสนอให้ทางรัฐบาลควรมีมาตรการ ที่รัดกุม อาจจะต้องให้หน่วยงาน CCIC มาตรวจที่ด่านชายแดนไทยก่อนที่สินค้าของเรา จะเดินทางเพื่อไม่ให้เสียเวลาและไม่เสียหายค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ดิฉันได้รับร้องเรียนจากพี่น้องชาวเทศบาลตำบลนิคม และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร เป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องที่ได้รับผลกระทบ จากฟาร์มหมู อยู่ลำบากมากค่ะท่านประธาน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะมันเหม็นค่ะ ขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการหาหนทางจัดการแก้ไข ให้พี่น้องประชาชนของดิฉันด้วยค่ะ ถ้าชาวบ้านอยู่ได้ผู้ประกอบการก็อยู่ได้ ขอฝากดูแล พี่น้องประชาชนของดิฉันด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านญาณธิชา บัวเผื่อน ท่านฐิติมา ฉายแสง ท่านศรีโสภา โกฏคำลือ ท่านณาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนทุเรียนทั้งประเทศมาหารือในสภาแห่งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาจีนได้เพิ่มมาตรการการตรวจเข้มทุเรียน ที่นำเข้าจากไทยจะต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์สาร BY2 และแคดเมียมทุกตู้ หากพบสาร ปนเปื้อนจะระงับการนำเข้าทันที และทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาให้ ความมั่นใจว่าเราจะมีแล็บที่สามารถออกใบรับรองได้ และจะสามารถออกใบรับรองได้ทัน ในช่วงที่ทุเรียนตะวันออกออกกันเยอะ ๆ โดยในวันนั้นได้บอกว่าจะมีแล็บทั้งหมด ๖ แล็บ และอีก ๕ แล็บกำลังรอขึ้นทะเบียนกับทางประเทศจีนอยู่ แต่ปรากฏว่า ณ วันนี้พอถึง หน้าทุเรียนภาคตะวันออกจริง ๆ มีแล็บถูกปิดไปเรื่อย ๆ จนถึง ณ ขณะนี้มีแล็บเหลืออีกแค่ เพียง ๓ แล็บเท่านั้น และถ้าเกิดว่าไม่เหลือสักแล็บนะคะ เราก็จะไม่สามารถที่จะส่งออกได้ ประกอบกับในช่วงนี้มีการส่งออกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ณ ตอนนี้ส่งออกทุเรียนไปแล้ว วันละประมาณ ๑๓๐ ตู้ และจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในวันที่ ๒๐ เมษายนนี้ทุเรียน Lot ใหญ่กำลังจะออกมา หากมีแล็บไม่เพียงพอหรือว่าไม่มีแล็บให้ตรวจ ล้งก็จะไม่สามารถ รับซื้อได้ นั่นหมายถึงว่าจะเกิดหายนะต่อวงการของทุเรียนทันทีค่ะ ตอนนี้นะคะถือว่าเป็น เหตุการณ์ฉุกเฉินแล้วค่ะ เป็นเหตุการณ์ที่เร่งด่วนมาก ๆ แล้ว ดิฉันจึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะว่ามูลค่าการส่งออกทุเรียนมากถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีช่วยเร่งเจรจากับทางประเทศจีนนะคะ รัฐบาลกลางของจีน ในประเด็นดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. ขอให้ตรวจสาร BY2 และแคดเมียมเฉพาะในเนื้อ ๒. เมื่อตรวจเจอ สาร BY2 ขอว่าอย่าระงับแล็บ เนื่องจากว่าเวลาแล็บเก็บตัวอย่างไปตรวจจะรับรองเฉพาะ การตรวจผลนั้น ๆ เท่านั้น แต่เวลาที่จีนตรวจที่หน้าด่านก็จะเป็นการเก็บตัวอย่างใหม่มันเป็น การตรวจทุเรียนคนละลูกกันค่ะ ดังนั้นเมื่อตรวจเจอสาร BY2 จึงไม่ควรระงับแล็บนะคะ ขอให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีช่วยเร่งเจรจากับทางรัฐบาลกลางของประเทศจีนค่ะ เพื่อช่วยเหลือ ชาวสวนทุเรียนด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นชาวสวนทุเรียนคงตายกันหมดแน่นอน ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ฐิติมา ฉายแสง จังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ท่านประธานค่ะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในริมคลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต แล้วก็คลองจระเข้น้อย ในภาพเดี๋ยวท่านจะได้เห็นนะคะ🔗
คือพวกเขาจะต้องทนกับผักตบชวา ซึ่งเราพูดกันน่าเบื่อมากบ่อยครั้งมากที่ต้องพูดเรื่องนี้ ไม่สามารถสัญจรไปมาทางน้ำได้ และผักตบชวาก็ทำให้น้ำเน่า แต่ที่สำคัญค่ะท่านประธาน ดูในภาพต่อไปเป็นภาพปลิง ปลิงที่อาศัยอยู่ในน้ำทั้ง ๓ คลองเลย ซึ่งประชาชนไม่สามารถลงน้ำได้ ไม่สามารถจับปลา เพราะปลิงมันจะเข้าจมูก เข้าปาก เข้าเสื้อผ้าทำให้อันตรายได้ เพราะฉะนั้นจึงขอให้โครงการ ส่งน้ำพระองค์เจ้าไชยานุชิต กรมชลประทาน ได้แก้ปัญหาเรื่องผักตบชวา ในขณะเดียวกัน อบต. คลองเปรงแก้ปัญหาผักตบชวา ส่วนเรื่องปลิงมันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องบูรณาการงานกัน ก็ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คิดหาหนทางนะคะ ไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการเกษตร กรมชลประทานพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณชนา กลั่นพุ่มสี ว่าถนนริมคลอง ชลประทาน หมู่ที่ ๑๓ ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นสี่แยกเป็นบริเวณ ที่มีรถสัญจรไปมามากมาย แล้วก็วิ่งกันอันตรายอยากจะได้ป้ายเตือนพร้อมสัญญาณไฟกระพริบ ในลักษณะแบบดังกล่าวเพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น🔗
เรื่องสุดท้าย คุณปาริชา ศรีโอกาส ร้องเรียนมาว่าถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาล บ้านโพธิ์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีช่องจราจร ๖ ช่อง แต่มีรถสัญจรไปมา ขับรถเร็วมากซึ่งเป็นอันตราย โดยเฉพาะรถสิบล้อ รถพ่วง ทำให้ประชาชนเข้าออกลำบาก อาจเกิดอันตราย จึงขอให้ทางแขวงการทางฉะเชิงเทราได้ช่วยแก้ไขปัญหาด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านศรีโสภา โกฏคำลือ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทยค่ะ🔗
เรื่องแรก ด้วยโรงเรียนบ้านแม่ตื่น ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาน้ำไหลเข้ามาสนามกีฬาของโรงเรียนค่ะจนสนามกีฬากลายเป็น แอ่งน้ำขนาดเล็กในบริเวณรั้วด้านหน้าของโรงเรียน น้ำดังกล่าวมาจากพื้นที่ทำการเกษตร ที่ใกล้เคียงติดอยู่กับโรงเรียนค่ะเพื่อไหลเข้าสู่แม่น้ำตื่นที่ติดอยู่กับด้านหลังของโรงเรียน ท่านประธานคะ ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานมากกว่าสิบปีแล้ว จนในปัจจุบันน้ำที่ไหลผ่านเข้ามายัง พื้นที่โรงเรียนได้สร้างความเสียหายต่อโรงอาหารค่ะ ซึ่งตั้งอยู่ด้านในที่สุดของพื้นที่โรงเรียน โดยอาคารดังกล่าวได้เกิดการทรุดตัวลงจากน้ำที่ไหลกัดเซาะใต้อาคาร ด้วยเหตุนี้ค่ะ ดิฉัน จึงอยากขอฝากกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้โปรดเข้าช่วยเหลือ ดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดเส้นทางน้ำไหลผ่านเข้ายังพื้นที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นการถาวร เพื่อให้ โรงเรียนนี้สามารถใช้สนามกีฬาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาการทรุดตัวของ อาคารโรงอาหารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงเรียนและสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย ต่อไปค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ทางหลวงหมายเลข ๑๐๘ อำเภอฮอด แม่สะเรียง ช่วงกิโลเมตร ที่ ๖ จากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นโครงรูปตัวเอส หากเกิดฝนตกพื้นผิว จราจรจะลื่นมากทำให้วิสัยทัศน์ในการขับขี่ยากลำบาก ประกอบกับไหล่ทางที่คับแคบและมี ช่องทางเป็นภูเขาหินทั้ง ๒ ข้างทางจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งค่ะ ดิฉันจึงอยากขอให้ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้เข้าแก้ไขปัญหาชั่วคราวก่อนที่จะมีการทำโครงการเพิ่ม ประสิทธิภาพทางหลวงที่กำลังทำการสำรวจในปัจจุบัน เช่น การติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ เพื่อลดความเร็วหรือทำผิวจราจรเป็นคลื่นเพื่อชะลอความเร็วในการขับขี่ รวมถึงการติดตั้ง ไฟส่องสว่างเพื่อช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืนเพื่อลดการสูญเสียทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ผู้ใช้ถนนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านสุดท้ายสำหรับวันนี้ เชิญท่านสังคม แดงโชติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมานำเรียนต่อท่านประธานจำนวน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากร้อยตำรวจตรี ธิติ เนตรสว่าง นายก องค์การบริหารส่วนตำบลสามร้อยยอด เรื่องขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและน้ำ เพื่อการเกษตรในพื้นที่ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันนี้น้ำในตำบลสามร้อยยอดได้รับมาจากการประปาส่วนภูมิภาคปราณบุรีและ การประปาส่วนภูมิภาคกุยบุรี ซึ่งปัจจุบันนี้น้ำไม่เพียงพอต่อการใช้ของภาคประชาชนและ ภาคการท่องเที่ยว โดยแรงดันของน้ำนี่ก็ไม่เพียงพอครับ ซึ่งตำบลสามร้อยยอดจะเป็นจุด ที่อยู่ปลายสายของน้ำแล้วนะครับความดันน้ำจึงไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งภาคประชาชนและ ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากส่งผลให้ชาวตำบลสามร้อยยอดได้รับ ความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี กรมชลประทานได้มีการสำรวจในพื้นที่พบว่าแหล่งน้ำใกล้ที่สุดก็คือโครงการแก้มลิงที่บ้านนาปุ่ม ตำบลศิลาลอย อำเภอสามร้อยยอด ซึ่งปัจจุบันแหล่งน้ำนี้ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยัง ไม่มีการนำมาใช้เนื่องจากงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่เพียงพอ ผมเองก็เห็นว่า การจัดทำโครงการสถานีสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อดึงดูดน้ำมาใช้ในตำบล สามร้อยยอด ระยะทางห่างกันประมาณ ๖ กิโลเมตร โดยการสร้างอาคารสูบน้ำและท่อส่งน้ำ ขนาดใหญ่ส่งน้ำจากพื้นที่บ้านนาปุ่มกระจายไปในตำบลสามร้อยยอดได้ถึงอีก ๗ จุด ซึ่งกรมชลประทานได้สำรวจไว้แล้วเพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ตำบลสามร้อยยอดต่อไปครับ ผมจึงขอนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยผลักดันโครงการดังกล่าวเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มี น้ำกินน้ำใช้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยวและขจัดปัญหาภัยแล้ง ต่อไปครับ🔗
อีกหนึ่งเรื่องครับท่านประธาน ผมได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณบุรี อำเภอปราณบุรี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ แล้วก็เป็น พื้นที่ประมงที่สำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกหนึ่งที่นะครับ ซึ่งจุดบริเวณหน้าโรงเรียน หนองบัวในพื้นที่ตำบลปากน้ำเกิดอุบัติเหตุบ่อยครับ เป็นแยกที่อันตรายจึงทำให้ถึงแก่ชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่สัญจรผ่านไปผ่านมาเป็นจำนวนมาก ผมจึงขอนำเรียน ผ่านท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบท และกระทรวงคมนาคมเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ดังกล่าว โดยติดตั้งสัญญาณไฟจราจรและการตั้งด่านอำนวยความสะดวกในช่วงเวลาเช้า ก่อนนักเรียนเข้าโรงเรียนและช่วงเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เป็นอันจบการหารือสำหรับวันนี้ ท่านสมาชิกครับผมขอเวลาสัก ๒ ๓ นาที เดี๋ยวกลับมาเปิดประชุมครับ🔗
พักประชุมเวลา ๑๐.๓๕ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๓๘ นาฬิกา🔗
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๓๒๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ ก็ขอเปิด การประชุมแล้วก็ดำเนินการตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เอกราชครับ🔗
คุณเอกราช🔗
ขออนุญาตหารือสั้น ๆ ครับ🔗
ว่าอย่างไรครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราชครับ ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งในเอกสารนี่นะครับ ฉบับลงวันที่ ๑ เมษายน ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ส่งหนังสือเรียนท่านประธานสภาเพื่อที่ ให้พิจารณาเล่มรายงานที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ก็เลยอยากจะสอบถามท่านประธานว่า เหตุใดเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จถึงไม่ถูกบรรจุอยู่ในวาระการประชุมวันนี้นะครับ ซึ่งโดยปกติแล้วร้อยละ ๘๕ เรื่องมาวันอังคาร วันพุธอย่างนี้ก็น่าจะบรรจุได้ทันในประเด็นที่ ๑ นะครับท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๒ ถ้าสมมุติว่าเป็นไปได้นะครับเรื่องที่ค้างพิจารณาหรือเรื่องที่แล้วเสร็จ และเรื่องที่จะพิจารณาใหม่ในช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธานมันมีกฎหมายต่อคิวเยอะมาก ถ้าเป็นไปได้อยากจะหารือเพื่อที่ให้ท่านประธานนัดประชุมวิสามัญเพิ่มเติมในการ Clear ร่างกฎหมายเพื่อที่จะให้สภาเราเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ก็จะหารือกับท่านประธาน เดี๋ยวผมจะ Check ข้อมูลให้นะครับ ก็จะหารือกับท่านประธาน เรื่องวิสามัญด้วยครับ ขอเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ🔗
เรื่องที่ ๑ รับทราบคำพิพากษาศาลฎีกา🔗
ด้วยศาลฎีกาได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งศาลฎีกา กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๖ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๓๘ และมาตรา ๑๓๙ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ มีผลให้ต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๘ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางมุกดาวรรณเป็นเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาและให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ ๘ จังหวัดนครศรีธรรมราชใหม่ แทนนางมุกดาวรรณและให้ชำระค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ ๘ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล จึงสิ้นสุดนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๖ จึงขอแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗
ตามที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด บึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนตำแหน่งที่ว่าง และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๘ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๒ นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๑๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. ๒๕๖๑ ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ นางอรอุมา บุญศิริ สังกัดพรรคภูมิใจไทย จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ🔗
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกก่อนเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นก็จะขอเชิญ นางอรอุมา บุญศิริ กรุณายืนขึ้นเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตน โดยผมจะเป็นผู้กล่าวนำและท่านโปรดระบุชื่อท่าน ในตอนนั้นด้วยนะครับ พร้อมนะครับ🔗
“ข้าพเจ้า นางอรอุมา บุญศิริ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ🔗
ยินดีด้วย ขอเชิญนั่งลงครับ ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันเท่าที่มีอยู่และปฏิบัติ หน้าที่ได้ก็จะเป็น ๔๙๔ ท่าน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็คือ ๒๔๗ ท่าน🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
เรื่องที่ ๓ รับทราบการพิจารณาของวุฒิสภาจำนวน ๓ เรื่อง🔗
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งการพิจารณาของวุฒิสภา ๆ ดังนี้ ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๖ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๒ วันจันทร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้มีมติ ดังนี้🔗
๑. มีมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย อุบลราชธานี พ.ศ. .... ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘🔗
๒. มีมติตั้งบุคคลเป็นกรรมาธิการการร่วมกันฝ่ายวุฒิสภาจำนวน ๑๑ ท่าน เพื่อพิจารณากำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓)🔗
๓. ในคราวประชุมวุฒิสภาครั้งที่ ๒๗ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ ๒ เมื่อวันอังคารที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ในร่างพระบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. .... และได้มีการส่งร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๗ จึงขอแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ🔗
ท่านอรรถกร เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ผมต้องเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมว่า จริง ๆ แล้ว วันนี้ผมทราบว่ามีระเบียบวาระที่มีความสำคัญ แล้วผมก็อยากจะเร่งเดินทางมาที่สภาแห่งนี้ เพื่อจะร่วมพิจารณา นั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ตามระเบียบวาระที่อยู่บนโต๊ะของทุกท่านเลย แต่อย่างไรก็ดี ท่านประธานครับ ต่อสถานการณ์ ที่มีการประกาศขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมันส่งผลกระทบไปทั่วโลกทุกประเทศ ซึ่งแน่นอนประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสถานการณ์แบบนี้ กระผม คิดว่าเรื่องร่างกฎหมายก็มีความสำคัญ แต่เรื่องภาษีที่จะกระทบต่อพี่น้องโดยเฉพาะพี่น้อง เกษตรกรมีความสำคัญยิ่งกว่า มากกว่าและต้องการการทำงานและดำเนินการจากรัฐบาล ที่เร็วกว่า ผมจึงขออนุญาตอาศัยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๕๔ (๑) ขอเสนอ เพื่อที่จะเสนอญัตติด่วน🔗
ญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายการขึ้นภาษีของ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งให้รัฐบาลเร่งดำเนินการต่อไปนะครับ ผมจึงขอผู้รับรองจาก เพื่อนสมาชิกด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
มีผู้เสนอญัตติด่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) ซึ่งมีผู้รับรองถูกต้อง เชิญท่านนพดลครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย🔗
กระผมขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาและติดตาม มาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาและเสนอแนวทางให้รัฐบาลไปพิจารณา ดำเนินการ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นไหมครับ🔗
ท่านประธานคะ ขออนุญาต หารือสักครู่ค่ะท่านประธาน🔗
ท่านแนนว่าอย่างไรครับ🔗
ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทยค่ะ ขออนุญาตทำความเข้าใจนิดหนึ่งค่ะเพราะเมื่อสักครู่ ตกลงกันว่าเดี๋ยวจะใช้วิธีให้ท่านประธานแจ้งชื่อผู้ที่เสนอญัตติด้วยวาจาแล้วก็ให้แต่ละท่าน ลุกขึ้นมาเลย สรุปแล้วก็คือให้ทุกท่านที่เสนอจะต้องลุกขึ้นแจ้งชื่อญัตติครั้งแรกก่อนใช่ไหมคะ ดิฉันจะได้แจ้งทุกท่านได้ถูก🔗
ก็เป็นไปตามขั้นตอนครับ เมื่อมีผู้เสนอญัตติด่วนผมก็จะต้องดูว่ามีทั้งสิ้นกี่ญัตติ เพราะฉะนั้น ท่านใดที่จะเสนอญัตติที่เป็นไปในทำนองเดียวกันท่านก็เตรียมตัวที่จะเสนอญัตติก็แล้วกันครับ ต่อไปมีท่านใดไหมครับ เชิญท่านศิริกัญญาครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ขอเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นภาษีนำเข้าของ ประเทศสหรัฐอเมริกา แนวทางการเจรจาและมาตรการบรรเทาผลกระทบ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทาง การแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าและการส่งออกของประเทศไทย ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นไหมครับ เชิญท่านสิทธิพลครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ผมขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือ ผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจศึกษา แนวทาง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจา เรื่อง ผลกระทบแนวทางการแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือกรณีการขึ้นภาษี แบบอภิมหาทอร์นาโดตามนโยบายทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นไหมครับ เชิญท่านประมวลครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอเสนอญัตติเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการแก้ไข ผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นไหมครับ เชิญท่านไชยชนกครับ🔗
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อนำไปสู่การพิจารณาการตั้งกรรมาธิการ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแผนการรับมือ จากภัยพิบัติธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก รวมทั้งภัยความมั่นคงจาก สถานการณ์โลก เนื่องจากมองว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาพร้อมกันเพราะจะส่งผลกระทบต่อ ประเทศพร้อมกัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ🔗
ท่านธีระชัย สักครู่ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ🔗
ขออภัยท่านธีระชัยด้วย คืออย่างนี้ท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน คือเวลาเราเสนอญัตติ ด่วนด้วยวาจากันหรือญัตติใด ๆ ก็ตาม เราจะมีการพูดคุยกันระหว่างวิป ๒ ฝ่ายก่อนว่าจะมีกี่ท่าน แล้วก็จะมีพรรคละกี่ญัตติอะไรก็ว่ากันไป ผมอยากให้ยึดตามแนวทางที่วิปได้คุยกันก่อนหน้านี้ ได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเป็นแบบครั้งที่แล้วที่ญัตติแผ่นดินไหว เราโผล่กันมา ๑๑ ญัตติ กว่าจะเสนอกันเสร็จ กว่าจะจบ ครั้งที่แล้วท่านประธานก็อยู่ว่ามันยาวนานขนาดไหนนะครับ คือถ้าอยากจะตั้งญัตติจริง ๆ ผมว่ามันควรจะมีการประสานกันล่วงหน้า ไม่ใช่มาหน้างาน แล้วก็ยกมือเสนอไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมี ๒๐ ญัตติ มันก็ไม่ต้องพิจารณากันนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ลองหารือกันนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมก็หารือเหมือนกันครับ สักครู่นี้ผมก็เห็นว่าทางพรรคฝ่ายค้านมีอยู่ ๒ ท่าน🔗
เดี๋ยว ๆ ท่านครับคือก็ปรึกษากับทางวิปก่อน ทางวิปว่าอย่างไรครับ เดี๋ยวผมขอฟังท่านเลขาวิป สักครู่ก่อนครับ ท่านเลขาวิปตกลงกันไว้แบบไหนครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล จากมีการ ประสานงานกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วก็มีการขอความร่วมมือกันว่าอยากให้พรรคที่จะเสนอเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็อยากที่จะให้เป็นตัวแทนแต่ละพรรคเพื่อที่จะสามารถดำเนินการ ประชุมไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเราก็สังเกตเห็นจากหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาที่มีการ เสนอญัตติด่วนต่อกันในพรรคเดียว ๒-๓ ญัตติ เราก็อยากให้ขอพรรคละหนึ่งหรือถ้าจะมี ตัวแทนก็ตัวแทนพรรคใดพรรคหนึ่ง นี่เป็นข้อตกลงที่ได้มีการพูดคุยกันครับ🔗
ทีนี้ทางฝั่งฝ่ายค้านที่คุยกัน เชิญครับ🔗
ก็มีการประสานกัน ล่วงหน้า แล้วตอนแรกผมก็ประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านไป ซึ่งทางพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น อาจจะมีการร่วมอภิปรายแต่ว่าไม่ได้ตั้งญัตติ แล้วก็เนื่องจากท่านสิทธิพล เป็นประธาน กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจและท่านก็อยากที่จะนำเรื่องนี้เข้าไปศึกษาต่อ ก็เลยตั้งญัตติ ด้วยตนเอง คือตอนนี้ก็จะมีฝั่งรัฐบาล ๖ ญัตติ ฝ่ายค้าน ๒ ญัตติ ซึ่งผมว่าจำนวนค่อนข้าง เหมาะสมครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
อันนี้ได้ตกลงกันแล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นญัตติของท่านสิทธิพลมีความแตกต่างกัน เพราะว่าจะเสนอไปที่กรรมาธิการ ส่วนญัตติอื่นเสนอไปที่รัฐบาล เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา เป็นไปตามข้อตกลงก็แล้วกัน สรุปว่าตอนนี้เรามีทั้งสิ้น ๘ ญัตติ เนื่องจากข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ที่ประชุมต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระและต้องดำเนินการ พิจารณาตามระเบียบวาระการประชุมที่จัดไว้ เว้นเสียแต่ว่าที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น ดังนั้นก็จะถาม🔗
ท่านประธานครับ อาจารย์ วรวิทย์ จากพรรคประชาชาตินะครับ ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องการศึกษาผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) สหรัฐอเมริกา ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ดังนั้นเมื่อมีผู้เสนอ🔗
ท่านประธานครับ ทางนี้ครับ🔗
พรรคพลังประชารัฐใช่ไหม เชิญครับ🔗
ใช่ครับ เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม บุญชัย กิตติธาราทรัพย์ จากพรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องการขึ้นกำแพงภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลกระทบต่อการค้าของประเทศไทย ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ทั้งหมดรวมทั้งสิ้นเท่า ๆ กับสัปดาห์ที่แล้วจะเป็น ๑๐ ญัตติพอดี เนื่องจากว่าเรามีการเสนอญัตติด่วน เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องถามกับที่ประชุมที่จะ ไม่ดำเนินการตามระเบียบวาระ ก็จะถามท่านสมาชิกว่ามีท่านใดคัดค้านการพิจารณาญัตติด่วน ด้วยวาจาเรื่องนี้หรือไม่ หากไม่มีผู้ใดคัดค้านก็ให้ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้พิจารณา ญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) ประกอบข้อ ๘๘ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เอาทีละท่านครับ ท่านรัฐมนตรีก่อนครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าในญัตติที่ท่านสมาชิกได้เสนอมานี่เป็นเรื่อง ที่ทางรัฐบาลให้ความสนใจ แล้วทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ดำริที่จะให้ทางคณะรัฐมนตรี เข้ามามีส่วนร่วม โดยได้มอบหมายให้ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และท่านรัฐมนตรีธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายท่านจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเพื่อรับฟัง ข้อเสนอแนะ แล้วก็ความเห็นในการที่จะนำไปเจรจากับทางประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป ในการนี้ผมขออนุญาตท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๐ ใช้สิทธิของคณะรัฐมนตรี ในการเข้ามาร่วมรับฟัง แล้วก็ตอบคำถามและชี้แจง นอกจากนั้นผมยังขออนุญาตท่านประธาน ด้วยข้อบังคับการประชุม ข้อ ๗๖ ขอความกรุณาท่านประธานโปรดกรุณาอนุญาตให้ข้าราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมรับฟังจดบันทึก รวมถึงทำสรุปเพื่อที่จะนำข้อสังเกตความเห็น ของท่านสมาชิกนำส่งต่อคณะเจรจาที่จะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาต่อไป มีรายนาม ดังต่อไปนี้ครับ ๑. นายมเหศวร เครือวัลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงินการคลังระหว่าง ประเทศ ๒. นางสาวเอม เจริญทองตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาโครงสร้างระบบภาษี ๓. นางสาวศิริตลา แสงด้วง ผู้อำนวยการส่วนเศรษฐกิจการคลังระหว่างประเทศ และอีก ๔ ท่าน เป็นเศรษฐกรชำนาญการ นางสาวสุธาสินี แก้วจินดา นางสาวอินทุอร หวังประเสริฐ ท่านถัดมาครับ นางสาวพรพิมล ทรฃกิติพิศาล และท่านที่ ๔ นางสาวศรสวรรค์ ใสละม้าย รวมเป็น ๗ ท่าน ขอความกรุณาท่านประธานอนุญาตตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๗๖🔗
สามารถดำเนินการได้ตามข้อบังคับ ท่านที่มีรายนามเมื่อสักครู่เชิญเข้าสู่ห้องประชุมครับ เชิญท่านประธานวิป🔗
ก่อนทางผู้เสนอญัตติ จะได้นำเสนอก็ขอหารือสั้น ๆ ญัตติด่วนก็อาจจะเกิดไม่บ่อย แต่ผมขอหารือไว้ในอนาคต เพราะว่าเอาจริง ๆ แล้วญัตติด่วนเราก็ไม่ได้พูดคุยกันตอน ๑๐ โมง แล้วมาเสนอตอน ๑๐ โมงครึ่ง ก็มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่อย่างน้อยก็ ๑ วันล่วงหน้า ผมขอให้ครั้งหน้าให้วิปทั้ง ๒ ฝ่าย พูดคุยกัน แล้วก็ขอให้ยึดตามจำนวนผู้เสนอญัตติที่ได้ตกลงกัน หากพรรคใดที่ประสงค์ จะเสนอผมก็ขอว่าให้เสนอตอนที่วิปถามไปเลย ให้แจ้งเลย ไม่ใช่เข้ามาในสภา ตอนแรกบอกว่า ไม่มีผู้เสนอ แล้วก็เข้ามาเสนอหน้างานมันจะทำให้การวางแผนระหว่างวิปทั้ง ๒ ฝ่าย มันสะดุดแล้วก็ติดขัดมากขึ้น แต่วันนี้ไม่มีปัญหาครับก็เป็นไปตามนี้ได้ไม่ติดขัด ขอบคุณครับ🔗
ก็เป็นข้อสังเกตก็จะได้ทำให้ในห้องประชุมมีความเรียบร้อยมากขึ้นก็พยายามตกลงกันข้างนอก ให้เรียบร้อยก่อนก็แล้วกัน ต่อไปก็เมื่อมีผู้เสนอญัตติด่วนทั้งสิ้น ๑๐ ญัตติตามข้อบังคับ ก็จะให้ผู้เสนอทั้ง ๑๐ ญัตตินี่ได้อภิปรายในหลักการและเหตุผลของญัตติ เชิญญัตติด่วนญัตติแรก ของท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เชิญท่าน🔗
ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ🔗
คุณหมอชลน่านครับ ท่านอรรถกรสักครู่ครับ คุณหมอชลน่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานครับที่จะกราบเรียนปรึกษาหารือ ท่านประธานเกี่ยวกับการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) เท่าที่เราสังเกต วิธีการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรเราในสมัยนี้หรือสมัยที่ผ่านมาก่อนหน้านี้จะมีภาพเหตุการณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นประจำ ซึ่งเป็นภาพที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าในสมัย ที่ผมเข้ามาทำงานก่อนหน้านี้ วิธีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเขาต้องอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๖๖ ว่าด้วยการอภิปรายมาใช้บังคับร่วมด้วย ด้วยความขอบคุณท่านประธานนะครับ หมายความว่า ถ้าเราเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ทุกคนก็จะมีสิทธิเสนอ ทุกคนก็จะ มีสิทธิเสนอนะครับ และที่สำคัญคือเมื่อมีการเสนอ เมื่อมีการรับญัตติมีการพิจารณาแล้วนี่ ญัตติที่มีหลักการ ทำนองเดียวกันจะเสนอขึ้นมาอีกไม่ได้ มันจะทำให้ญัตตินั้นตกไป ผมเข้าใจว่าวิธีการที่เรา ปฏิบัติมันน่าจะคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นท่านประธานจะมีคนสรุปญัตติ ๒๐ คน มีคนเปิด ญัตติ ๒๐ คนซึ่งไม่มีผู้อภิปรายสนับสนุนเลย ถ้าท่านใช้หลักการ ญัตติที่มีหลักการทำนอง เดียวกันนี่ โดยหลักแล้วเมื่อมีผู้เสนอญัตติหลายญัตติท่านประธานต้องอนุญาตให้มี ผู้อภิปรายก่อนได้เพียง ๑ คนเท่านั้นเอง ได้เพียง ๑ คนนะครับ ที่เหลือจะต้องเป็นการ อภิปรายสลับกันระหว่างผู้ค้านและผู้สนับสนุน ถ้าเราไล่เลียงกันอย่างนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะ ไม่มีเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ เว้นแต่ เว้นแต่นะครับ ในอดีตที่เราเคยดำเนินการกันมานี่จะมี ผู้เสนอญัตติที่มีลักษณะแตกต่างกันแต่คล้ายกัน เช่น อีกฝ่ายหนึ่งส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี รับไปพิจารณาดำเนินการ อีกฝ่ายหนึ่งเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการ แต่ในสาระคล้าย ๆ กัน อันนี้ได้ครับ เสนอขึ้นมาได้ เพราะว่าลักษณะญัตติที่แตกต่างกัน อย่างมากก็จะมี ๒ ญัตติ เท่านั้นเองครับ หรือที่มีเนื้อหาต่างกันก็ไม่เกิน ๓ ญัตติ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราจะเจอก็คือว่า มันจะมีผู้อภิปรายเสนออย่างที่ผ่านมา ๑๑ คน ๑๑ ญัตติ ต้องรอสรุปถึง ๑๑ ญัตตินะครับ นั่นเป็นเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ กรณีถ้าท่านประธานอนุญาตให้มีการพิจารณารวมกัน และญัตติที่มี เนื้อหาต่างกัน เช่น ส่งให้คณะรัฐมนตรีกับการตั้งกรรมาธิการ เมื่อมีการพิจารณารวมกัน ต้องพิจารณารวมนะครับ ไม่อย่างนั้นจะเกิดเหตุการณ์เหมือนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีสมาชิก ต้องการที่จะอภิปรายแยก ได้ครับ อภิปรายแยกได้แต่เป็นการพิจารณารวม สุดท้ายนี้จะต้อง อภิปรายให้จบก่อนถึงจะมีการสรุปญัตติ แล้วก็มีการดำเนินการส่งความเห็นให้กับทาง คณะรัฐมนตรีและให้มีการตั้งกรรมาธิการ อันนี้คือตัวอย่างที่ควรจะทำในสภาแห่งนี้ ผมฝาก ท่านประธานได้ช่วยกรุณาวินิจฉัยและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ก็เอาเรื่องเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก่อนนะครับ ผมก็เห็นตรงกับคุณหมอชลน่าน แล้วผมก็ได้แจ้งกับ ท่านสมาชิกว่าเมื่อมีทั้งสิ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วน่าจะมี ๑๑ ญัตติถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ก็ให้ อภิปรายรวมกัน แล้วสุดท้ายแล้วเมื่ออภิปรายรวมเสร็จเมื่อไม่มีผู้ใดประสงค์จะอภิปรายแล้ว ก็ให้ผู้เสนอญัตติเป็นคนสรุปญัตติ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีผู้เสนอญัตติไปแล้ว ทีนี้ก็มี เพื่อนสมาชิกขึ้นมาทักท้วงว่ามีประเด็นเป็น ๒ ประเด็น ซึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผม ที่ผมเห็นว่าเมื่อมีผู้สรุปญัตติแล้วนั่นหมายความว่าเราจบญัตตินั้น ๆ ไปแล้ว ก็เลยได้มีการ สรุปญัตติไปแล้วก็ปิดการอภิปรายไปแล้วก็ได้นำข้อเสนอของเราให้เป็นไปตามข้อเสนอ ของเพื่อนสมาชิกเพื่อส่งไปที่ทางรัฐบาล แต่ทีนี้เมื่อเพื่อนสมาชิกทักท้วงว่ามีอีก ๑ ญัตติ ซึ่งคล้าย ๆ กันจะนำเสนอ แต่มันเสนอไม่ได้แล้วเพราะเราสรุปญัตติไปแล้ว และเราปิดอภิปราย ไปแล้ว ก็จึงเป็นทางออกที่ทั้ง ๒ ฝ่ายดำเนินการร่วมกัน นั่นก็คือในสัปดาห์นี้วันพฤหัสบดีก็จะ มีการเสนอญัตติด่วนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นนะครับ อันนี้คือเหตุการณ์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีนี้ในส่วนประเด็นแรกที่คุณหมอได้อภิปราย ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ก็เป็น ข้อสังเกตที่ดีครับ แล้วผมก็ค่อนข้างที่จะเห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าตามข้อบังคับนี้มันสามารถ ที่จะดำเนินการได้ข้อบังคับ ข้อ ๖๖ ที่คุณหมอได้ยกขึ้นมาผมเข้าใจว่าผู้ที่มีสิทธิอภิปรายก่อน น่าจะหมายถึงคนที่เสนอญัตติร่วมกัน เมื่อเสนอญัตติร่วมกันผู้ที่เป็นผู้เสนอญัตติก็จะมีหน้าที่ ในการอภิปรายเปิดญัตติแล้วใครที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างไรก็จะอภิปรายสลับกันไป แต่หากในกรณีที่มีผู้เสนอญัตติในทำนองเดียวกันหลายญัตติก็จำเป็นที่จะต้องให้ผู้เสนอญัตติก่อน ได้อธิบายในหลักการและเหตุผลก่อนนะครับ ทีนี้ในความเห็นของคุณหมอผมเห็นด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นข้อได้เปรียบของผู้เสนอญัตติ คือเราจะไม่ได้จับเวลา เรามีการกำหนดกติกาเรื่องการจับเวลากันเมื่อสมัยประชุมที่แล้ว คือกำหนดให้แต่ละท่านแต่ละคนอภิปรายกัน ๕ นาที ๗ นาทีก็แล้วแต่ ซึ่งสมัยก่อน ๆ นั้น เราไม่เคยกำหนดแบบนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกำหนดเวลาผู้ที่ประสงค์ที่จะอภิปรายยาว ก็หันมาเป็นผู้เสนอญัตติเสียเอง ก็จะทำให้ได้มีเวลาในการอภิปรายได้ยาวขึ้นกว่าผู้สนับสนุน ญัตติ นี่ก็จึงเป็นที่มาของญัตติที่มันเต็มไปหมดอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นจึงได้บอกกับทางวิป เมื่อสักครู่ว่าควรที่จะตกลงกันให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะเข้ามาสู่ที่ประชุมว่าผู้เสนอญัตติ จะเป็นใคร จริง ๆ เมื่อวานนี้ได้มีการคุยกันเสียด้วยซ้ำไปว่าให้ฝ่ายละ ๑ ญัตติ หมายความว่า ฝ่ายรัฐบาล ๑ ญัตติ ฝ่ายค้านอีก ๑ ญัตติ แต่ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ก็เลยมีผู้ที่สนใจจะร่วมอภิปราย แล้วก็ร่วมเสนอญัตติ โดยเฉพาะพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็อยากจะใช้สิทธิในฐานะพรรคการเมือง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดข้อบังคับแต่ประการใด ก็สามารถ ที่จะทำได้ แต่ว่าในอนาคตก็อยากจะให้ทางวิปทั้ง ๒ ฝ่ายร่วมกันหาข้อตกลง ถ้าเป็นไปได้ในฐานะ ผู้เสนอญัตติก็อาจจะเป็นฝ่ายละ ๑ ท่านเพื่อประหยัดเวลาของสภา ส่วนท่านใดที่มีความประสงค์ อยากจะอภิปรายก็มาเป็นผู้สนับสนุนญัตติแทน ก็จะทำให้เวลาของสภามันลดลงไปได้พอสมควร ผมสรุปแบบนี้ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ กรณีท่านขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ก็เป็นหลักการที่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมของเรา เพราะฉะนั้นการเสนอญัตติผมเชื่อว่ามันเสนอได้หลายญัตติครับ แต่แต่ละญัตติต้องระบุว่า มีวัตถุประสงค์จะให้ไปทำอะไรต่อ อย่างเช่น ส่งให้รัฐบาลหรือตั้งกรรมาธิการ แต่ญัตติเรื่องนี้ การขึ้นภาษีของรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ครั้งนี้มันกระทบต่อหลาย Sector ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งอุตสาหกรรม ทั้งการเกษตร เพราะฉะนั้นญัตติที่เสนอในวันนี้ ยกตัวอย่างของผม ผมเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร ผมจะส่งญัตติผมไปให้กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ บางท่านเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจจะส่งไปให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ บางท่านเกี่ยวกับ เรื่องอุตสาหกรรมก็ส่งไปให้กรรมาธิการการอุตสาหกรรม เหล่านี้ก็จะเป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็สามารถเห็นว่าญัตติมันจะเดินทางไปที่ไหน อย่างไร ตามข้อบังคับครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ก็ถูกต้องตามที่ท่านณัฐวุฒิว่านะครับ เพราะว่าญัตติมีปลายทางไม่เหมือนกัน บางญัตติก็จะ ส่งไปให้ ครม. บางญัตติก็จะตั้งกรรมาธิการ บางญัตติก็จะส่งให้กรรมาธิการสามัญต่อไป ซึ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ภายใต้ข้อบังคับนะครับ ขอบคุณท่านณัฐวุฒิกับ ท่านชลน่านมากครับ ต่อไปผมก็จะเข้าสู่ญัตติเลยนะครับ เชิญผู้ที่เสนอญัตติ ท่านแรก ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เชิญครับ🔗
๑. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบจาก มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อส่งคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป (นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาให้โอกาสผมได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจานะครับ กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทรา สังกัดพรรคกล้าธรรม ผมต้องขออนุญาตท่านประธานในการเสนอญัตติด่วน ด้วยวาจาเพื่อขอความเห็นจากสภาครับ ในเรื่องมาตรการและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากที่มี การประกาศนโยบายขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนโยบายการขึ้นภาษีตอบโต้ ได้ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมย้ำว่าญัตติที่ผมได้นำเสนอต่อท่านประธานและ ที่ประชุมไปเป็นญัตติด่วนเพื่อที่จะส่งความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่จะร่วมอภิปรายกันในวันนี้ ไปยังรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพราะ ณ วันนี้รัฐบาลมีภารกิจในการที่จะต้องเร่งวางแผนส่งทีมไป เพื่อเจรจา เพื่อไม่ให้กระทบกับพี่น้องชาวไทยให้มากที่สุด นั่นคือวัตถุประสงค์ของญัตติที่ผมเสนอ ผมเชื่อว่าการตั้งกรรมาธิการก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่แน่ใจว่า ถ้าเราตั้งกรรมาธิการไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการการเกษตร กรรมาธิการเศรษฐกิจ หรือกรรมาธิการ อะไรก็ตามที่มีอยู่ ๓๐ กว่าคณะในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้มันจะทันเวลาหรือไม่นะครับ แต่ถ้า เพื่อนสมาชิกจะทำผมก็ไม่ได้ขัดข้อง ท่านประธานครับ ผมได้รับการประสานจากท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรมเมื่อวาน ว่าท่านนั้นได้รับ โทรศัพท์จำนวนมากจากพี่น้องหลัก ๆ ก็คือพี่น้องเกษตรกร ตัวแทนพี่น้องเกษตรกรในหมวดหมู่ สินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ ว่าเป็นห่วงครับว่าการเจรจาของรัฐบาลไทยจะเกิดผลกระทบต่อ ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเองท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมของผมนี่ก็ประสานผมมาว่าวันนี้ที่สภาผู้แทนราษฎร เราจะประชุมระเบียบวาระอะไรบ้าง มีกฎหมายอะไรบ้าง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยิบยก ประเด็นญัตติด่วนที่ผมได้นำเสนอนี้ แล้วเพื่อนอีก ๙ คน ๙ ญัตติ มาเสนอเป็นการเร่งด่วน เพื่อที่จะมอบความเห็นไปยังรัฐบาล ผมก็รับปากท่านครับ นอกจากนี้ผมต้องขอบพระคุณ รัฐบาลนะครับ ที่วันนี้ท่านก็ให้ความสนใจโดยการส่งรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้วก็ผู้เข้าร่วม ฟังการชี้แจง การอภิปรายอีกหลายท่าน ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านที่อยู่บนบัลลังก์แห่งนี้ก็คงจะมี ส่วนร่วมในการวางแผนยุทธศาสตร์ในการเจรจาของทีมไทยเหมือนกัน ท่านประธานครับ นั่นคือความจำเป็นที่ผมจะต้องเสนอญัตตินี้นะครับ ผมเข้าใจดีครับว่าความกังวลของพี่น้อง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วรัฐบาลไทย ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันใดวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้รัฐบาลไทยก็คงจะต้องส่งทีมไปเจรจา แต่ต้องเรียนตามตรงครับว่าทุกการเจรจาที่ผ่านมาประเทศไทยรัฐบาลชุดไหนก็ตามมักจะเอา สินค้าทางการเกษตรไปเป็นส่วนหนึ่ง ไปเป็นเงื่อนไขในการเจรจา ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าที่ผ่าน ๆ มา การเจรจาแบบนี้ทางรัฐบาลในขณะนั้นได้ถามพี่น้องเกษตรกรไหมว่าการไปให้สิทธิพิเศษกับ ประเทศคู่ค้าหรือว่าต่างประเทศมันจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเองวันนี้ผมในฐานะสมาชิกพรรคกล้าธรรม ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทราที่มีความข้องเกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกรซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีเกษตรกรอยู่เกือบ ๔๐ ล้านคน ก็ขอเป็นตัวแทนครับ ขอส่งเสียงของพวกเราไปยังรัฐบาลว่าการเจรจาอะไรนี่ พี่น้องเกษตรกร ๔๐ กว่าล้านชีวิตนี้ขอให้คำนึงถึงจิตใจเขาด้วย ขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ราคาสินค้ามันจะตกต่ำลงหรือไม่ อุปสรรคทางการค้า ความสามารถในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะภาคการเกษตรจะเป็นอย่างไร ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าถ้ารัฐบาล เอาสินค้าทางการเกษตรไปยื่นเป็นส่วนหนึ่งเป็นเงื่อนไขในการเจรจาพี่น้องที่จะได้รับ ผลกระทบมีจำนวนมหาศาล ทีนี้พอลองคิดอีกมุมหนึ่งกลับกัน ประเทศไทยเงื่อนไข ต่าง ๆ ในเรื่องของการส่งออก นำเข้าสินค้า มันยังมีสินค้าประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าบริการต่าง ๆ มันส่งผลกระทบเหมือนกันครับท่านประธาน ตัวเลขมันใหญ่ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจจะมีจำนวนน้อยกว่า หรือแม้แต่กระทั่งต้องเรียนท่านประธาน ตรง ๆ ครับว่าบุคคลที่เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ ๆ เหล่านี้บางครั้งอาจจะไม่ใช่คนไทยก็ได้ เป็นบริษัทลูกครึ่งครับ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษบ้าง ลูกครึ่งไทย-เกาหลีบ้าง ลูกครึ่งไทย-ยุโรปบ้าง หรือแม้แต่กระทั่งเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกันบ้าง ดังนั้นเองผมก็อยากจะฝากท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ไปยังรัฐบาล อยากให้คิดถึงหัวอกโดยเฉพาะพี่น้องที่เป็นเกษตรกร อย่างไรก็ดีอย่างที่ผมนำเรียนไปเข้าใจครับว่ารัฐบาลไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบที่สุด ทราบมาว่า ทางท่านนายกรัฐมนตรีก่อนหน้าที่จะมีการประกาศนโยบายจากทางสหรัฐอเมริกาท่านก็ทราบ ล่วงหน้า ท่านก็ได้มีการตั้งทีมขึ้นมาวิเคราะห์และเตรียมตัวเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเอง ณ วันนี้ ผมค่อนข้างมีความเชื่อมั่นครับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถบรรลุ ข้อตกลงและป้องกันอธิปไตยทางการค้าของประเทศไทยให้ได้ ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมเป็น สส. จากพรรคกล้าธรรม อย่างที่ผมนำเรียนไปก็ได้รับการประสานจากหัวหน้าพรรค มาเมื่อวานนะครับ ผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในการแลกเปลี่ยนสินค้าก็คือ เราจะต้องนึกถึงพี่น้องที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะพี่น้องภาคเกษตร ผมจึงขออนุญาต ฝากความห่วงใยบางประเด็นผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลนะครับ🔗
ข้อห่วงใยแรกที่พรรคกล้าธรรมและผมอยากจะสื่อสารไปยังรัฐบาลก็คือว่า การเจรจาขอให้รัฐบาลคำนึงถึงรากเหง้าของความเป็นคนไทย ขอให้รัฐบาลคำนึงว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่ได้ด้วยภาคเกษตร ดังนั้นเองการเสียดุลทางการค้ามิติของการเกษตรนี่ อยากจะให้เสียดุลให้น้อยที่สุด อยากจะให้พี่น้องเกษตรกรเสียเปรียบให้น้อยที่สุด ทุกวันนี้ พี่น้องเกษตรกรก็อยู่ลำบากอยู่แล้วขอให้คำนึงถึงพี่น้องเกษตรกรก่อนภาคอื่น ๆ นั่นคือ ความตั้งใจของผมในฐานะสมาชิกพรรคกล้าธรรมและ สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ ผมได้ไปศึกษาดูนะครับ ผมก็เห็นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ให้ประเทศไทยลดภาษีนำเข้าบ้าง เห็นข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยยอมอนุญาตให้นำเข้าสินค้าทางการเกษตรบางชนิดเข้ามาใน ประเทศไทยบ้าง ผมต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งนี้เราต้องคำนึงให้ดีว่า เพราะการอนุญาตสินค้าทางการเกษตรบางชนิดซึ่งที่ผ่านมาอาจจะไม่เคยเกิดขึ้นหรือว่า เป็นนโยบายของรัฐบาล ถ้าเราปล่อยให้นำเข้ามาในครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบในเรื่องของ ราคาสินค้าทางการเกษตรอาจจะตกต่ำลงไปมากกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งสินค้าทางการเกษตร บางตัวถ้าอนุญาตให้นำเข้ามาอาจจะขัดต่อกฎหมายที่ประเทศไทยนั้นบังคับใช้อยู่ในทุกวันนี้ ก็เป็นไปได้ ผมคงไม่ต้องลงไปในรายละเอียดเยอะ🔗
นอกจากนี้ท่านประธานครับข้อห่วงใยประเด็นถัดมา คืออยากจะให้คำนึงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผมยืนยันแน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย บ้านเกิดของเรากับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่อย่าลืมว่าไทยไม่ได้ ค้าขายกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ประเทศไทยยังมีประเทศคู่ค้าที่มี ศักยภาพอื่นอีกมากมาย ดังนั้นเองการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ก็จะส่งผลกระทบต่อมาตรการทางการค้าขายกับประเทศอื่นเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ พอผมได้ทราบข่าวเรื่องการมีนโยบายขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาด้วยความห่วงจริง ๆ ผมก็ต้องรีบกลับไปดูว่าสินค้าภาคการเกษตรจากของไทยตัวไหนที่จะเข้าข่ายว่าจะได้รับ ผลกระทบบ้าง เท่าที่ผมไปดูมานะครับ ผมต้องเรียนว่าเอาเฉพาะในอาเซียนประเทศไทย ได้รับผลกระทบอยู่ในระดับกลาง ๆ เพราะว่าเราจะต้องจ่ายภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องเรียนว่า น้อยกว่าอัตราการขึ้นภาษีที่เพื่อนบ้านเราโดน ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา ที่เขาโดนอัตราภาษีอยู่ที่ ๔๙ ๔๘ ๔๖ และ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีเพื่อนบ้านของเรา อีกหลายประเทศที่ครั้งนี้โดนอัตราภาษีเพิ่มขึ้นน้อยกว่าประเทศไทย ดังนั้นเองมันจะทำให้ การแข่งขันโดยเฉพาะในภาคอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาการค้าขายนี่มันเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนโฉมหน้าไป เพราะประเทศที่โดนปรับอัตราขึ้นภาษีน้อยกว่าเขาก็ได้เปรียบกว่า นอกจากนี้เนื่องจากอัตราภาษีไม่เท่ากันผมว่ารัฐบาลไทยมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ไปดูเลยว่าสินค้าแต่ละประเภทที่ค้าขายกับสหรัฐอเมริกาคู่แข่งของเราโดนภาษีมากกว่าเรา หรือน้อยกว่าเรา ต้องไปวิเคราะห์ให้ดีและวางแผนให้ดีเพื่อที่จะวางแผน เพื่อที่จะป้องกัน ไม่ให้ผลกระทบเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยให้มากที่สุด อันนั้นคือสิ่งที่ผมต้องนำเรียนผ่าน ท่านประธานครับ อย่างที่ผมทราบดีว่าตอนแรกนึกว่าจะมีผู้เสนอญัตติ ๒ ๓ ท่าน ตอนนี้ มีทั้งหมด ๑๐ ญัตติด่วนด้วยกัน ท่านประธานก็กรุณา ผมก็เกรงใจไม่อยากให้ท่านประธาน ต้องเหนื่อยแบบอาทิตย์ที่แล้ว ผมก็จะใช้เวลาเพียงเท่านี้ สุดท้ายผมขอสรุปเลย ผมมีข้อเสนอ ฝากผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล ๔ ข้อด้วยกัน🔗
๑. พรรคกล้าธรรมโดยเฉพาะท่านประธานที่ปรึกษา ท่านร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ท่านอยากจะเห็นรัฐบาลเจรจาอย่างรัดกุมเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้อง เกษตรกร เพราะการเจรจาครั้งนี้เราเชื่อว่าจะส่งผลกระทบในระยะยาวไม่ใช่เฉพาะในช่วงนี้ แต่มันจะเกิดผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกรระยะยาวหลายปี🔗
๒. อยากจะให้รัฐบาลช่วยหาทางเพื่อที่จะลดความเสี่ยงหรือว่ากระจาย ความเสี่ยงลง นั่นก็คือเราอาจจะต้องหาคู่ค้าเพิ่มนะครับ อะไรที่ไม่สามารถส่งออกหรือนำเข้า จากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เราก็ต้องมีสถานที่อื่นที่เราจะปล่อยสินค้าทางการเกษตร ของเราออกไปต่อไป🔗
๓. อยากจะเห็นมาตรการรองรับ เพราะว่าผมเชื่อว่าทุกประเทศโดนกันหมด ทุกประเทศจะโดนปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้นหมด ดังนั้นถ้าเขาส่งไปประเทศสหรัฐอเมริกา ได้น้อยลงมันก็มีโอกาสที่เขาจะส่งสินค้าของเขามายังประเทศไทยนะครับ ดังนั้นเราก็ต้อง เตรียมมาตรการในการรับมือสินค้าที่จะไหลทะลักนะครับ ฝั่งยุโรปอาจจะเทกลับมาฝั่งเอเชีย มากขึ้นก็ได้นะครับ🔗
สุดท้ายครับ ขอให้รัฐบาลดูแลแล้วก็หาทางเยียวยาพี่น้องเกษตรกรนะครับ ซึ่งต้องบอกว่าทุกวันนี้ก็ค่อนข้างลำบากให้ดีที่สุดนะครับ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเจรจา ในครั้งนี้ ดังนั้นเองผมสรุปเลยครับ ผมอยากจะเห็นครับ อยากจะเห็นการเร่งส่งความเห็นของ พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ไปยังรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะไปประกอบการพิจารณา ดำเนินการเพื่อที่จะไปเจรจาในอนาคตต่อไป จึงขอขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งที่ให้ โอกาสครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ คณะข้าราชการครูบำนาญจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ นะครับ ยินดีต้อนรับทุกท่าน ญัตติถัดไปนะครับ จะเป็นญัตติของท่านนพดล ปัทมะ เชิญท่านนพดลครับ🔗
๒. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาและติดตามมาตรการ การขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และเสนอแนวทางให้รัฐบาลไปพิจารณา ดำเนินการ (นายนพดล ปัทมะ เป็นผู้เสนอ)🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานครับ วันนี้กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเสนอญัตติ ญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาและติดตามมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และเสนอแนวทางให้รัฐบาลไปพิจารณาดำเนินการ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องกราบ ขอบพระคุณทางรัฐบาลซึ่งได้มีตัวแทนรัฐบาลคือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มาร่วมรับฟังและยังมีเจ้าหน้าที่ของ กระทรวงการคลังมาช่วยจดประเด็นเพื่อที่จะรวบรวมไปเสนอแนะให้รัฐบาลได้ไปพิจารณาด้วย ท่านประธานครับ การประกาศจะใช้ว่าภาษีตอบโต้หรือใช้ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดี ทรัมป์ (Trump) ในวันที่ ๒ เมษายน หลังจาก April Fool Day ๑ วัน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือน ไปทั่วโลกนะครับ ความจริงคำว่า Reciprocal มันเป็นคำที่มีความหมายบวก ถ้าไปเปิด Dictionary มันจะมีคำว่า Reciprocal Reciprocity Reciprocation และ Reciprocate ความจริงเราดู Reciprocal Tariffs น่าจะเป็นการตอบแทนในทางที่ดี แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ฯพณฯ แพทองธาร ชินวัตร ได้พูด ไปว่าการประกาศ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้กำหนดกติกา การค้าโลกใหม่ อย่างน้อยก็คงชั่วคราวในช่วง ๔ ปีที่ท่านเป็นประธานาธิบดี ท่านประธานครับ ผลกระทบแน่นอนมีมากมาย ซึ่งผมจะลำดับกราบเรียนท่านประธานต่อไป ความจริงไทยกับ สหรัฐอเมริกาเป็นมหามิตรนอก Asia Pacific ที่เก่าแก่ที่สุดนะครับ ความสัมพันธ์เรากำลัง จะครบ ๒๐๐ ปี ซึ่งนานมาก เราฝึก Cobra Gold ทุกปี ในสงครามเกาหลี ประเทศไทยไม่ได้ เป็นผู้ที่ริเริ่มสงครามก็ไปช่วยสหรัฐอเมริกาในการรบในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เราก็ไปช่วยรบ เรารักอเมริกาครับท่านประธานที่เคารพครับ แม้ขนาดรายการอาหารบางอัน ถ้าเรากินข้าวผัดอเมริกันมีที่ร้อยเอ็ด แต่ไม่มีที่ลอสแองเจลิสครับ ข้าวผัดอเมริกัน เราชอบ อเมริกัน แต่สิ่งซึ่งอเมริกาประกาศ Reciprocal Tariffs กับเรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ต้องยอมรับว่า เกินความคาดหมาย ซึ่งจริง ๆ ในวันที่ ๕ เมษายนใช้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์กับทุกประเทศทั่วโลก ๑๘๔ ประเทศ แต่จากวันที่ ๙ เมษายนซึ่งก็คือวันนี้ละครับ ก็ใช้ทุกประเทศน้อยมาก ตามลำดับ ๕๕ ประเทศ ประเทศไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศก็ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ สิงคโปร์โดน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นประเทศในอาเซียน ท่านประธานครับ ทุกประเทศแม้กระทั่งเกาะที่มีเพนกวินอาศัยอยู่ก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า เราพยายามดูครับ ว่าประเทศไทยทำไมโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมได้รับฟังนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ คนหนึ่งก็คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของเรานี่ละครับ ท่านก็ได้วิเคราะห์ว่าความจริงแล้วมันไม่ค่อยมีเหตุมีผลในการมากำหนดอัตราภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ กับประเทศไทย เพราะวิธีการคำนวณนั้นมันไม่สมเหตุสมผล ซึ่งผมคงจะไม่ใช้เวลาในวันนี้ มาวิเคราะห์ว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างไร เอาว่าเราโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ตามข้อเท็จจริงนะครับ ยกเว้นภาษี เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ ยังใช้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ท่านประธานครับ เรามาดูว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ความจริงครับว่าทรัมป์ (Trump) เปิด Dictionary นี้แปลว่าผู้กล้าหาญ ทรัมป์ (Trump) แปลว่าผู้กล้าหาญ เหตุผลจะใช้คำว่า Rational ก็ดูจะเป็นคำที่หรูหราเกินไป ใช้คำว่า Motive หรือจิต มูลเหตุชักจูงใจดีว่าน่าจะ เหมาะสมกว่าว่าทำไมสหรัฐอเมริกาจึงขึ้นภาษีทั่วโลกอย่างนี้🔗
ประเด็นแรก เราวิเคราะห์กันว่าสหรัฐอเมริกามีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา การขาดดุลงบประมาณของเขา ๑.๘ Trillion สหรัฐอเมริกาขาดดุลงบประมาณประมาณ ๑.๘ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เขาต้องการที่จะทำปิดงบสมดุลใน ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นการจะปิดงบ ก็ต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วเขาหวังว่ารายได้จากภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะช่วยให้เขา ปิดหีบได้เร็วขึ้น แน่นอนละครับประเทศไทยก็อยากจะมีงบสมดุลเหมือนกัน🔗
ประเด็นที่ ๒ สหรัฐอเมริกาเขาต้องการดึงผู้ประกอบการผู้ผลิตโรงงานกลับไป ยังสหรัฐอเมริกา ผมเข้าใจว่าเขาคงอยากจะสร้างงาน อยากจะสร้างความมั่นคงให้กับ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาครับท่านประธาน อเมริกาคงไม่อยากจะเป็นโกดังของโลกหรือ ผู้บริโภคใหญ่ของโลกอีกต่อไป เขาคงอยากจะเป็นผู้ผลิตของโลกเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้เศรษฐกิจของเขา อันนี้เข้าใจได้ครับเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากนะครับ นอกจากนั้นผมคิดว่าผลที่ตามมาคือว่าเขาต้องการรักษาฐานการเมืองหรือผู้สนับสนุนของเขา เราต้องรู้นะครับพรรคริพับลิกันซึ่งใช้สีแดงเป็นสีประจำพรรค ฐานการสนับสนุนมาจาก เกษตรกร มาจาก Blue Collar ก็คือพวกคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น สินค้าเกษตรแล้วก็การสร้างงานและการรักษาอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นเรื่องที่เป็นยุทธศาสตร์ของเขาที่เขาต้องรักษาไว้ ผมจำคำพูดหนึ่งของเพื่อน ๆ ผมที่นั่ง ในสภาแห่งนี้ว่า Politics is Local การเมืองก็คือเรื่องของท้องถิ่น การเมืองก็คือฐานการสนับสนุน ไม่ว่าจะไทยหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะเป็นเจตนาหลัก ของเขา ตอนนี้ทุกสายมุ่งสู่ ทุกถนนมุ่งสู่วอชิงตัน มุ่งสู่การเจรจาด้วยการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา จองคิวกันขนานใหญ่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาอาจจะมีความสุขหรืออาจจะชอบ ในการที่ประเทศอื่นจะต้องไปเจรจากับเขาเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนอัตราภาษีที่เขานำเข้าก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกราบเรียนมา Rational หรือ Motive ในการขึ้นภาษี Reciprocal Tariffs จะใช้ชื่อสวยหรูอย่างไรก็ตามเป็นภาระภาษีที่เราต้องเผชิญนี่ ผมคิดว่า มันมาจากเรื่อง Geopolitics ผมคิดว่าบางประเทศมหาอำนาจผมจะไม่ใช้ชื่อนะครับ อาจจะ เห็นว่าประเทศจีนกำลังจะผงาดการเคยเป็นผู้นำเดี่ยวในโลกนี้อาจจะถูกท้าทายจากอีก ประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศตัวเองให้เป็นผู้รักษาสถานะ การนำทางยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศจึงจำเป็นจะต้องใช้มาตรการนี้ก็เป็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมเสียเวลาในการพูดคุยถึง Rational หรือเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อเราจะได้จ่ายยาให้ตรงโรค เพื่อเราจะได้รู้ถึงความลึกซึ้งในการที่เราจะเจรจากับทาง สหรัฐอเมริกา ซึ่งผมดีใจแล้วผมจะกราบเรียนต่อไปว่ารัฐบาลนี้รู้ปัญหาแล้วก็มีแนวทาง ในการที่จะแก้ไขปัญหา และไม่ได้ล่าช้าในการแก้ไขปัญหาอย่างที่หลายคนคิด🔗
ประเด็นผลระยะสั้นที่เกิดขึ้นจากการประกาศ Reciprocal Tariffs ในขณะนี้ ตอนนี้ทุกคนคาดสินค้าราคาสูงขึ้นแน่ ถ้าเราไปดู Shelf หรือไปดูชั้นวางของ ไม่ว่ากะปิ น้ำปลา จากประเทศไทยบางทีขาดแคลนครับ เพราะว่าผู้นำเข้าอาจจะชะลอการนำเข้า ค่าครองชีพ สูงขึ้นแน่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะกดดันภาวะเงินเฟ้อ แล้วก็อาจจะนำไปสู่เศรษฐกิจ ที่ถดถอย แต่นั่นเป็นปัญหาภายในของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าคุณก็ต้องรับผลที่ตามมาจากนโยบายของคุณเอง ท่านประธานครับ ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบคือผู้นำเข้าสหรัฐอเมริกาและผู้บริโภคสหรัฐอเมริกาในเรื่องราคาสินค้า มาดูผลต่อ ระเบียบโลกครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและน่ากังวลที่เรา ไม่พูดไม่ได้ ผมได้ฟังผู้นำคนหนึ่งก็คือนายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรี ของสิงคโปร์ แม้สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลาง สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศขนาดใหญ่ ผมไม่อยากที่จะพูดถ้อยคำเขาผิดขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันคือการเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงสั่นสะเทือน ในระเบียบโลก ยุคแห่งโลกาภิวัฒน์และการค้าเสรีภายใต้กฎเกณฑ์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว เรากำลัง เข้าสู่ยุคใหม่ที่กระทำตามอำเภอใจกีดกันทางการค้าและอันตรายมากขึ้น หลายทศวรรษ ที่ผ่านมาสหรัฐถือเป็นรากฐานสำคัญ สหรัฐถือเป็นรากฐานสำหรับเศรษฐกิจตลาดเสรีของโลก สหรัฐเป็นผู้สนับสนุนการค้าเสรีและเป็นผู้นำความพยายามในการสร้างระบบการค้าพหุภาคี ที่ยึดโยงกับกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่ชัดเจน Keyword ก็คือ Rule Based ก็คือการค้าโลก ที่เป็นตามกฎเกณฑ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ การดำเนินการ ภายใต้ Multilateralism ก็คือการค้าพหุภาคีหรือการเมืองพหุภาคีไม่ให้ประเทศหนึ่ง ประเทศใดตัดสินใจตามอำเภอใจแต่เพียงผู้เดียวต้องมาปรึกษาหารือกันระเบียบโลกมันเป็น อย่างนี้มา ๘๐ ปีครับท่านประธานครับ การมีองค์การสหประชาชาติเพื่อสร้างเสถียรภาพและ ความมั่นคงของการเมืองระหว่างประเทศ การมีดับเบิลยูทีโอหรือองค์การการค้าโลกเพื่อให้ การค้าโลกมันเป็นธรรมและคุ้มครองประเทศเล็ก แต่วันนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งอันนี้เขาใช้คำว่าเป็นการสั่นสะเทือนในระดับหลายริกเตอร์ ทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ ทีนี้ท่านประธานที่เคารพครับในแง่ของการเมือง ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศนี่ ประเทศไทยเราเป็นประเทศขนาดกลาง เรื่องนี้มันคุกคาม แนวคิดของ Unilateralism มันคุกคาม Multilateralism แน่ ๆ ประเทศไทยเรามีพื้นฐาน ของคำว่า ๑. นโยบายต่างประเทศต้อง National interest ก็คือประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน อันนี้เป็นกฎทองของใครที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศเลยครับ อันที่ ๒ ครับ เราเป็น ประเทศขนาดกลางเพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมีหลังพิงโดยการใช้กฎหมายระหว่าง ประเทศและกฎเกณฑ์กติการะหว่างประเทศที่ยึดกฎหมายเป็นหลักนะครับ เราต้องยึด Multilateralism หรือพหุภาคีนิยมมากกว่าการตัดสินใจแต่เพียงลำพัง ประเด็นที่ ๓ ครับ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งคู่นี่ เราเลือกที่รัก มักที่ชังไม่ได้ท่านประธานครับ เราอยากจะรักทั้ง ๒ คนนะครับ เราต้องดำเนินนโยบายที่มี สมดุลกับความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ ประเทศ ไม่มีใครมาบังคับให้ประเทศไทยต้องเลือกข้าง เราก็คง ต้องดำเนินนโยบายแบบนี้ต่อไป บางคนจะเรียกว่าเป็น Bamboo Diplomacy หรืออะไร ก็แล้วแต่ แต่ผมเคยย้ำว่าผมคิดว่าประเทศไทยเราปลูกสักเยอะเป็นที่ Diplomacy คืออ่อนนอก แข็งในครับท่านประธานครับ นี่คือนโยบายการต่างประเทศของไทย อีก ๒ ประเด็นก็คือว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเป็นผู้นำซึ่งผมจำคำพูดของท่านประธานที่ปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรี ในขณะนี้คือท่านอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ท่านพูดคำนี้ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วหลายคนก็พูดตรงกัน ประเทศไทยคือจะเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งในโลก อย่างแข็งขัน เราไม่เลือกข้างแต่เราเป็นคนส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง Peace and Prosperity ในโลกนี้ซึ่งจะเป็นบทบาทที่เราพึงเป็น อันนี้ในส่วนของระเบียบโลกที่พึงเป็น ในอนาคต ทีนี้ท่านประธานที่เคารพครับมาดูการตอบสนองของประเทศต่าง ๆ จากนโยบาย Reciprocal Tariffs ประเทศจีนเป็นอย่างไรครับ ประเทศจีนตอบโต้มหาอำนาจอย่างที่ นายลี เซียนลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์พูดไป บางประเทศไม่ทำ อะไรเลย เขาไม่ทำอะไรเลย เช่น สิงคโปร์เขาไม่ได้ Take Action อะไรครับ แต่ประเทศจีน ต้องเดา ไม่ทำอะไรเลยคงไม่ได้ ประเทศจีนประกาศอันนี้ชัดเจนครับเป็นภาษีตอบโต้ชัดเจน ๓๔ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งหลังจากอเมริกาเพิ่ม ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะเพิ่มเท่าไรเราไม่ทราบ แต่อันนั้นเป็นเรื่องของประเทศจีนครับ เขามีวาระทางการเมือง เขามีวาระทางเศรษฐกิจ เขามีที่ในสังคมระหว่างประเทศซึ่งเขาต้องดำเนินการ แล้วเขาเป็น ประเทศมหาอำนาจ มาดูอียูครับกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมากพอสมควร เมื่อวานนี้ รัฐมนตรีของเยอรมันแล้วก็อีกหลายประเทศบอกว่าเราจะใช้มาตรการที่เข้มแข็งและทรงพลัง ที่สุดในการตอบโต้สหรัฐอเมริกา ไม่เพียงแต่มาตรการทางด้านภาษี แต่เราจะใช้มาตรการ ทางด้านอื่น ๆ เช่น การจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือธุรกิจของบริษัท บิ๊ก เทค ของ สหรัฐอเมริกา หรือการอาจจะขึ้นภาษีกับบริษัทเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทางอียูเขาจะไป คิดอ่านกันไม่เกี่ยวกับประเทศไทยครับ ทีนี้มาประเด็นที่ผมอยากจะใช้เวลากราบเรียน ท่านประธานสักนิดหนึ่ง รัฐบาลนี้ได้ทำอะไรไปบ้างหลังวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ ผมติดตาม การขับเคลื่อนเรื่องนี้ของรัฐบาลค่อนข้างใกล้ชิด แล้วผมชื่นชมครับ ขออนุญาตแม้ว่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังจะลงจากบัลลังก์แล้วก็ตามนะครับ ผมชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างทันการณ์ แล้วก็รอบคอบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนกล่าวหาว่ารัฐบาลเชื่องช้า สับสน ไม่รู้ใคร จะไปเจรจา ไม่รู้พิชัย ชุณ หรือพิชัย แดง อะไรทำนองนี้นะครับ หลายคณะเหลือเกินหรือจะ เอาหัวหน้าทีมไทยแลนด์ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตเราที่กรุงวอชิงตันดีซีเป็นหัวหน้าคณะ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลล่าช้าในเรื่องนี้ รัฐบาลทันทีที่ทราบว่า ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) จะเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ประมาณ ๙๓ วันที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเขาเรียกว่า คณะทำงานนโยบาย การค้าสหรัฐอเมริกา เราตั้งแล้วครับ โดยมีเข้าใจว่าปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานแล้วก็ มีข้าราชการผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย มีที่ปรึกษา เช่น ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ท่านอาจารย์ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้วก็มีประสบการณ์ ทางการเมืองมากมายนะครับ แนวทางของรัฐบาลผมฟังรัฐบาลพูดบอกว่า ใช้รวดเร็วและ แม่นยำ แต่ผมอยากจะเสนอรัฐบาลครับควรจะใช้นโยบาย ไม่ชักช้า รวดเร็วและรอบคอบ ผมขอเปลี่ยนคำว่า แม่นยำ เป็น รอบคอบ ผมจำได้สมัยผมเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ ช่วงนั้นแทตเชอร์ (Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรีครับ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ สำคัญอันหนึ่ง เขาถามว่า บอกท่านนายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ท่านตอบว่า We are going Proceed as Dictated by Prudence เราจะดำเนินเรื่องนี้ตามที่มันถูกบังคับโดยความ มีเหตุมีผล คำว่า Prudence เป็นคำที่เราต้องใช้ในกรณีนี้ครับ รอบคอบ มีชั้นเชิง แล้วก็ ดำเนินการอย่างมีจังหวะจะโคน อันนี้คือสิ่งซึ่งผมอยากจะเสนอรัฐบาลเป็นเรื่องแรก อยากจะ กราบเรียนครับ การเจรจาทั่วไปเราต้องรู้เขาและรู้เรา เขาบอกว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะ ร้อยครั้ง แต่ถ้าเรารู้เราแล้วปล่อยให้เขามารู้ของเราด้วย แบไต๋ รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้งครับ หลายเรื่องซึ่งเป็นไพ่ในมือของรัฐบาลมันไม่สามารถที่จะมาแถลงข่าวรายวันหรือไปเสนอใน X หรือใน Tiktok หรือใน Youtube ได้ครับ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลไม่มีแนวทางไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่า ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีแล้วเจรจาการเมืองระหว่างประเทศมาแล้วนี่ หลายเรื่องเราไม่ สามารถเปิดเผยก่อนได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปกปิดแผนที่ แผนผังสมัยการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้ปกปิดหรอกครับมันยังไม่ถึงเวลา ที่จะพึงรู้ มันยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเราถึงเปิดเผยไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันมี จังหวะของมัน ผมเลยอยากจะกราบเรียนให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลว่าไม่ได้ต้องการปกปิดใด ๆ ทีนี้มาประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการเจรจาครับท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่มี ข้อกังวลในแง่ความเชื่อมั่นของผมต่อท่านนายกรัฐมนตรี ผมเห็นท่านขยันขันแข็งในการประชุม เมื่อวานก็ประชุมกับคณะทำงาน แล้วผมจะบอกว่าแนวทางของรัฐบาลผมเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างไร การเจรจาไม่สามารถสำเร็จในวันเดียวท่านประธานครับ ต้องย้ำอีกครั้งหนึ่ง ที่บอกกรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว การเจรจาไม่สำเร็จในวันเดียวครับ ขนาดจีบสาวยังไม่เสร็จ ในวันเดียวท่านประธานที่เคารพครับ การไปเจรจาทางการเมืองระหว่างประเทศมีถึง ๓ ระดับ ๑. ระดับ Senior Officials Meeting หรือ SOM ๒. ระดับ Ministerial Meeting คือระดับ รัฐมนตรีแล้วถึงไประดับผู้นำ เพราะฉะนั้นมีการเจรจาเป็นลำดับขั้น เราไม่สามารถจองตั๋วบินไป วอชิงตันแล้วเจรจาสำเร็จ เจรจากับใครครับ USTR ก็คือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เราต้องไปเจรจาที่ USTR ทั้งนั้น US Trade Representative ซึ่งเราเลียนแบบเขามา มี TTR ก็คือ Thai Trade Representative เราต้องไปเจรจากับเขา แล้วมีเจรจาหลายระดับ เพราะฉะนั้นการเจรจาไม่เสร็จในวันเดียวแน่นอน ครั้งเดียวแน่นอนมีหลายระดับแล้วต้องใช้เวลา🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ใหญ่ที่เราจะต้องเจรจากับสหรัฐอเมริกา การเจรจามันต้อง Win Win ถูกต้องไหมครับ ต้องชนะ หรือเราไม่เสียทั้งหมดหรือไม่ได้ ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราจะต้องยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ผมค่อนข้างเห็นด้วย กับท่านที่เสนอญัตติเมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมา ท่านอรรถกรใช่ไหมครับ เราต้องรักษาผลประโยชน์ ของเกษตรกร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ฟังประเด็นในการเจรจา ๕ ประเด็น ที่รัฐบาลจะเจรจา ๕ ประเด็นมีอะไรบ้างท่านประธาน เรามาแลกเปลี่ยนเผื่อเราจะเสนอแนะ🔗
ประเด็นแรก รัฐบาลบอกว่าเราต้องรักษาความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกา ในนี้มันมีความหมายสำคัญครับ พันธมิตรก็คือ Alliance หุ้นส่วนก็คือ Partner ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเวลาเรามีความสำคัญกับประเทศต่าง ๆ เราจะเริ่มจากความเป็นพันธมิตรก่อน ไม่ใช่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยนะท่านประธานครับ เป็นพันธมิตรก่อน พันธมิตรเสร็จแล้วไปหุ้นส่วน แล้วก็ยกระดับเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เรากับสหรัฐอเมริกาต้องเจรจาบนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ครับ เรามีอะไรที่เป็นประโยชน์ทั้งคู่ มีอยู่ ๒ เรื่องที่รัฐบาลพูดมาซึ่งผมเห็นด้วยมาก ๑. เรื่องอาหาร ๒. คือเรื่องของ Future Technology ก็คืออุตสาหกรรมในอนาคต ชื่นชมรัฐบาลที่เห็นประเด็นนี้ครับว่าเราจะเป็น ศูนย์กลางผลิตอาหารแก่โลก นำวัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกาเข้ามา แล้วเรามาแปรรูปเป็น อาหารแมว อาหารคน อาหารสัตว์ แล้วก็เป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก สร้างมูลค่าเพิ่ม อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะเอายุทธศาสตร์หลักของชาติเพื่อแก้ปัญหาเรื่องของ Reciprocal Tariffs ได้ในระดับหนึ่ง ผมชื่นชม ส่วน High Technology เมื่อสักครู่บอกอาหารกับ Hight Technology ใช่ไหมครับ หรือ Future Technology ซึ่งมีอยู่แล้วที่โคราชบ้านผมนี่ละครับ ซีเกทผลิต Harddisk ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปทำ Data Center ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะร่วมมือกันต่อไป เหมือนกับเขามาผลิตที่บ้านเรา ใช้บ้านเรา เป็นฐานการผลิต อันนี้เป็นประเด็นแรก🔗
ประเด็นที่ ๒ เปิดตลาดมากขึ้น ลดภาษี ลดอุปสรรคทางการค้าให้สหรัฐอเมริกา อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ภาษาการค้าเขาเรียก NTB Non-Tariff Barriers ลดลง ภาษี ที่สูงที่เรารู้สึกว่าสูงมาก อย่างเช่น ภาษีผลไม้ ราคาแพงของสหรัฐอเมริกาลดได้ไหมนะครับ การเปิดตลาดแน่นอนละ การลดข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีก็จะทำให้ตลาดมันเปิดมากขึ้น🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยได้ดุล สหรัฐอเมริกา ๔๕,๐๐๐ ล้าน ตอนนี้ได้ดุล เราได้เปรียบเขานั่นละ เราส่งไปขายมากกว่า เรานำเข้า ๔๕,๐๐๐ ล้าน ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องลด GAP หรือการขาดดุลระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยให้ลดลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตราบใดที่ไม่ กระทบกับเศรษฐกิจของเรา เพราะฉะนั้นผมฟังว่ารัฐบาลจะนำเข้าพลังงาน รัฐบาลจะนำเข้า สินค้าเกษตร แล้วรัฐบาลโดยเฉพาะผมไม่อยากพูดยี่ห้อเครื่องบินนะครับ รัฐบาลจะนำเข้า เครื่องบินจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น เครื่องบิน สินค้าเกษตร พลังงาน อาจจะเป็นแก๊ส ธรรมชาติก็ได้ สำหรับสินค้าเกษตรฟังมาว่าจะนำเข้าถั่วเหลืองแล้วก็ข้าวโพด เพื่อนผม ในพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยหัวใจเพื่อเกษตรกรนี่นะครับ ท่านก็ทักท้วงมาว่าถ้าเรา นำเข้าสินค้าข้าวโพดนี่มันจะทำให้ราคาข้าวโพดตกลงไหม ท่านประธานครับ ปีหนึ่งเรามี ความจำเป็นต้องการข้าวโพดประมาณ ๑๐ ล้านตัน เราผลิต ๕ ล้านตัน ตัวเลขกลม ๆ นำเข้า ๕ ล้านตัน ๕ ล้านตัน ซึ่งผู้ผลิตในประเทศนี่ละครับ ซึ่งเราต้องรักษาดูแลเสถียรภาพทางราคา แล้วก็ไม่ให้เกษตรกรของเราลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ผมเชื่อมั่นว่าทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็คง จะมีแนวทางที่จะชี้แจงคลายความกังวลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะว่ารัฐบาล จะแก้ไขปัญหาโดยการนำสินค้าเกษตรเข้ามาโดยไม่กระทบเสถียรภาพทางราคาที่พี่น้อง เกษตรกรจะได้รับ จะทำอย่างไรเดี๋ยวมารอฟังท่านชี้แจงอีกทีหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วผมได้รับคำชี้แจง ได้รับฟังมาว่าข้าวโพดที่นำเข้าเรานำเข้า จากบางประเทศ เช่น ประเทศบราซิล เราอาจจะเปลี่ยนไปนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่า มันจะมีข้อดีเรื่องของการปฏิบัติตามกฎ EUDR เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องของได้ ๒ เด้ง🔗
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับ มีบางคนบอกว่าสินค้าที่ไปจาก ประเทศไทยจริง ๆ มัน Made in Thailand ทั้งหมดจริงหรือไม่ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี มันเป็นสินค้า Made in Thailand ทั้งหมดหรือเปล่า หรือมันเป็นสินค้าที่ถูกเขาเรียกว่า สวมแหล่งกำเนิด ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ต้องบอกเป็นประเทศไหน ไม่มีความจำเป็น ซึ่งสินค้า ประมาณ ๔๙ รายการ ซึ่งทางรัฐบาลก็คงต้องไปดูครับว่าเราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ให้สินค้ามันผลิตจากประเทศไทยอย่างแท้จริงอย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๕ ที่รัฐบาลเสนอแนวทางมา ซึ่งผมเห็นด้วย ส่งเสริมการลงทุนของไทย ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องนี้ก็ฟังมาว่าอาจจะมีการไปลงทุนในท่อแก๊ส ท่อน้ำมันในอะแลสกา ของบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทยเป็นต้นนะครับ ให้เขาเห็นว่าเราจริงใจในการที่จะ ไม่เอาเปรียบเขา แล้วมันมีผลประโยชน์ในทางธุรกิจร่วมกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ภายใต้แนวทาง ๕ ข้อของรัฐบาลซึ่งผมเห็นด้วย และผมจะเพิ่มเติมบางประเด็นของผม ผมคิดว่าจะทำให้เราแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดต้นทุนราคา สินค้า รักษาผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกาให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจต่อไป ทีนี้มาดูว่า แล้วรัฐบาลจะแก้อย่างไร ช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ระยะสั้น ระยะเฉพาะหน้า มีไหม คนมันเดือดร้อนอยู่ รัฐบาลจะทำอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับภาษี เพิ่มขึ้น จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนจ่ายนะครับ แต่เราก็คงจะขายได้น้อยลง เพราะว่าผู้นำเข้า สหรัฐอเมริกาเป็นคนจ่าย แต่เราต้องส่งออกไป เราจะทำอย่างไรระยะสั้น ฟังด้วยความเห็นด้วย และชื่นชมรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ส่งออก แล้วก็มีสินเชื่อสำหรับ ผู้ส่งออกที่จะไปหาตลาดใหม่ ๆ และขณะเดียวกันจะมีสินเชื่อสำหรับคนที่จะไปลงทุน ในต่างประเทศ อันนี้ก็คงอยากจะฟังความชัดเจนจากรัฐบาลว่าเงินมีเท่าไร เงินมีไหม แล้วมีเท่าไร จะช่วยได้ขนาดไหน ผมคิดว่าอันนี้ยังไม่มีความชัดเจนที่อยากจะฟังรัฐบาล มีผู้ประกอบการ ที่ขอความช่วยเหลือมากน้อยขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมใช้เวลามาพอสมควรก็ไม่อยาก ที่จะอภิปรายที่เรียกว่า Filibuster ฆ่าเวลานะครับ ผมจะสรุปอย่างนี้ครับ วันนี้เป็นวันที่สำคัญ ที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้รับฟังความเห็นจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน บางทีรัฐบาลก็ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เป็นธรรมว่าน้อยไปบ้าง มากไปบ้าง ช้าไปบ้าง เมื่อท่านฟังแล้วท่านจะ เห็นความรอบคอบและความรัดกุมในการขับเคลื่อนการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา มันไม่ได้จบในวันเดียว มันต้องมียุทธศาสตร์ มันต้องรู้เบื้องหลังว่าเหตุผลของรัฐบาลทรัมป์ (Trump) ที่ขึ้นภาษีจะเป็นอย่างไร เราจะได้จัดการถูก ผมจะจบด้วยข้อเสนอแนะ ๕ ข้อ ของกระผมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ประเด็นแรก เห็นด้วยกับท่านอรรถกรเป็นอย่างยิ่ง ฝากไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย ฝากผ่านท่านประธานครับ การคำนึงถึงการเจรจาต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่เกษตรกรและ SMEs จะได้รับผลกระทบ และเป็นการรักษาผลประโยชน์ของเขาอย่างมากที่สุด ซึ่งอันนั้น ผมพูดไปแล้วว่าท่านจะทำอย่างไรนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ การบอกว่าเร่งหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม ผมได้ยินมา ประมาณ ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้รัฐบาลนี้ จริง ๆ ที่บอกว่าเราจะต้องหาตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง ในเอเชียตะวันออก ในแอฟริกา ในอเมริกาใต้ ต้องทำจริงจังครั้งนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องทำจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่าท่องเป็นเหมือนกับคำที่ต้องพูดเท่านั้น🔗
ประเด็นที่ ๓ การปรับโครงสร้างการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศไทยต้องทำจริงจังเสียที ยุทธศาสตร์ไม่อยากให้เปรอะไปหมดครับ เดี๋ยวเราจะเป็น ฮับโน่น ฮับนี่ ฮับไปหมด เราไม่สามารถเป็นฮับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ผมเห็นบางทีประกวด ขนมครกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างนี้ ประกวดสินค้าไส้อั่วโลกอย่างนี้ก็ดีนะ ผมว่าก็ดี แต่เราต้อง มองระยะยาวว่ายุทธศาสตร์ของ Future Technology หรืออุตสาหกรรมอาหารที่ไทยจะเป็น มหาอำนาจทางอาหาร เราพูดมาบ่อยจากครัวไทยสู่ครัวโลกจาก Farm To Table เป็นผู้ผลิต อาหารให้แก่โลก มหาอำนาจของโลกทางด้านอาหาร ทำจริงเสียทีเสร็จในพรรคเพื่อไทยนี่ละครับ สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารนี่ละทำให้เกิดขึ้นจริง🔗
ประเด็นที่ ๔ ทีมไทยแลนด์ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ทักษิณ ชินวัตร ได้ริเริ่มในการมีเจ้าภาพในต่างประเทศให้ทูต ให้ท่านเอกอัครราชทูตไทย ในต่างแดนเป็นกัปตันของทีมไทยแลนด์ ให้ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นทูตทหาร ทูตพาณิชย์ ทูตต่าง ๆ ให้มาอยู่ใน One Roof อยู่ที่เดียวกันแล้วผลักดัน ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง แล้วมี ภารกิจให้เขามีเคพีไอที่ชัดเจน ผมรู้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน เวลาจะคุยกับทูตบอกว่าที่ท่านต้องมีเคพีไอในการขายสินค้าให้ประเทศไทย บางคนทำหน้า งง ๆ นิดหน่อยครับท่านประธาน แต่มันต้องเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าทูตจะต้องช่วยขายสินค้า แล้วมีตัวชี้วัด จะย้ายประเทศจากทูตธรรมดาไปเป็นทูตที่โตเกียว ที่บรัสเซลส์ ที่วอชิงตัน ที่ปารีสคงจะต้องมีตัวชี้วัดลักษณะนี้ด้วย ท่านประธานครับ เราคาดหวังจากทีมไทยแลนด์ ในต่างประเทศซึ่งเป็นด่านหน้าของเรา🔗
และประเด็นสุดท้าย ก็อาจจะซ้ำเดิมนิดหนึ่ง ผมฝันอยากจะเห็นประเทศไทย เป็นผู้ผลิตอาหารของโลกนะครับ เรากำลังจะเป็นผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับโลก เราจะขายประเทศไทยในลักษณะนั้นที่เขาบอกว่า Apple ไม่ได้ขาย IPhone แต่เขาขาย เทคโนโลยี เขาบอกว่า Rolex ไม่ได้ขายนาฬิกา แต่เขาขายสถานะทางสังคม ประเทศไทย ไม่ได้ขายอาหารหรอกครับแต่จะขายความมั่นคงให้กับโลก แล้วก็ขายความมั่นคงให้แก่โลก ทางด้านอาหาร ทรัมป์ (Trump) อาจจะมีคำขวัญว่า MAGA Make America Great Again ผมไม่ใช่เป็นคนอเมริกันนะครับ ผมอยากจะฝากไว้ว่าเราใช้ Trip ครับ Thailand is the Best ท่านประธานครับ ประเทศไทยดีที่สุด ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ🔗
๓. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา แนวทางการเจรจา และมาตรการบรรเทาผลกระทบ (นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อให้ได้พิจารณาเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการ ขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาค่ะ ได้พิจารณาเรื่องของแนวทางการเจรจาและมาตรการ ที่จะบรรเทาผลกระทบ และเพื่อที่จะส่งผลการพิจารณาเบื้องต้นให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจได้ศึกษาต่อในเชิงลึกค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เราฟังเรื่องนี้มาอย่าง เข้มข้นในช่วงไม่ถึง ๑ อาทิตย์ที่ผ่านมาที่สหรัฐอเมริกาได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทย ในอัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ มันส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งกับเศรษฐกิจไทยแล้วก็เศรษฐกิจโลกนะคะ เฉพาะสิ่งที่มันกระทบกับประเทศไทย ดิฉันว่าผลกระทบในครั้งนี้มันมีความลึก ความกว้าง แล้วก็ความยาว ผลกระทบในครั้งนี้มันลึกเพราะว่ามันเป็นการประกาศขึ้นกำแพงภาษี ในระดับที่สูงที่สุดในรอบร้อยกว่าปีนับตั้งแต่ปี ๑๙๐๙ หนักหนาและรุนแรงยิ่งกว่ายุคภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือว่า The Great Depression ในช่วงปี ๑๙๓๐ เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ขนานใหญ่ในครั้งนั้นเริ่มต้นจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นกำแพงภาษีนี่ละค่ะ การตอบโต้ การค้าไปมาทำให้เกิดผลกระทบกระจายเป็นวงกว้างทั่วโลก แล้ววันนี้เรากำลังจะเจอกับมัน อีกครั้งหนึ่ง นอกจากการกระทบไปที่การค้าของโลกแล้วมันยังมีผลกระทบในระลอกอื่น ๆ ที่จะตามมาจากการที่เราเข้าไปเป็นห่วงโซ่การผลิตหรือว่า Supply Chain การผลิตของ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และโดยเฉพาะเข้าไปเป็น Supply Chain ของประเทศจีนที่เจอภาษี แบบสาหัสที่สุดเท่าที่เคยมีมาอยู่ที่อัตรา ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ที่จะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาในเวลาประเทศไทย ระลอกต่อมาค่ะ เมื่อไม่มีตลาดอย่างสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่ที่จะเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น การตัดราคาแล้วก็การแสวงหาตลาดใหม่ ๆ รวมไปถึงสินค้าราคาถูกจากทุกทิศทุกทางก็จะ ไหลเข้ามาในไทยในฐานะตลาดใหม่เช่นเดียวกัน เศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวอย่างรุนแรง แล้วก็จะกลับมากระทบกับเศรษฐกิจในประเทศอีกระลอก ส่งออกก็ส่งออกได้น้อยลง ท่องเที่ยวก็อาจจะน้อยลงเนื่องจากว่ารายได้ของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ก็น้อยลง ไปด้วย กำลังซื้อในประเทศที่ตอนนี้ก็ย่ำแย่อยู่แล้วก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ผลกระทบในครั้งนี้ มันกว้างค่ะ เพราะว่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะมีคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก🔗
ดิฉันขอสไลด์ไปหน้าที่ ๒ ได้เลยค่ะ กระทรวงพาณิชย์มักจะ Show ตัวเลขที่เป็นการคำนวณจากพิกัดสินค้าอย่างหยาบ ๆ ทำให้เราไม่เห็นว่าตกลงแล้วเราส่งออกสินค้าประเภทอะไรกันแน่ กระทรวงพาณิชย์บอกว่า สินค้าที่เราส่งออกเป็นอันดับ ๑ คือโทรศัพท์ เราไม่ได้ส่งออกโทรศัพท์มือถือหรืออะไร ไปสหรัฐอเมริกา เราส่งออกอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ Wi-Fi Bluetooth ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก กระทรวงพาณิชย์บอกว่าอันดับที่ ๒ เราส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ เราส่ง Harddisk Drive ค่ะ Semiconductor ที่บอกว่า เราส่งออกเยอะเป็นอันดับ ๓ จริง ๆ แล้วมันคือแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งกินการส่งออกประมาณ ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออก ส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่า เราส่งออกเป็นอันดับ ๔ อันดับ ๕ จริง ๆ มันคือชิ้นส่วน Motherboard แล้วก็เมนเฟรม ของคอมพิวเตอร์ พอเราเห็นภาพสินค้าที่มันชัดขึ้นเราจะมองเห็นตัวคนอยู่ในนั้น อุปกรณ์สื่อสาร อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้มี Supply Chain ที่กว้างขวาง มีแรงงานอยู่ราว ๑๐๐,๐๐๐ คน Harddisk Drive อุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยมายาวนานจ้างคนตลอด Supply Chain ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ยางล้อค่ะมีในทุก ๆ โรงงานมีคนงานอยู่รวม ๔๐,๐๐๐ คน แล้วแต่ละ อุตสาหกรรมมี SMEs ที่เป็น Supply Chain อยู่อีกเป็นนับพันราย กินพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ที่จะถูกกระทบตั้งแต่สงขลา หาดใหญ่ ชลบุรี ระยอง โคราช อยุธยา ขึ้นไปจนถึงลำพูน ในภาคเหนือ ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้ส่งออก ที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงแรงงานอย่างที่ได้บอกไปแล้ว ที่เสี่ยงจะถูกลดชั่วโมงทำงาน เสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้าง SMEs ที่อยู่ใน Supply Chain ถึงจะไม่ได้ ส่งออกเองก็ได้รับผลกระทบ คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับโรงงานกับ SMEs พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่แถบ นิคมอุตสาหกรรม ขายอาหารให้กับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็โดนกระทบ ชาวนาผู้ปลูกข้าว หอมมะลิ เกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่ส่งออกทั้งกุ้งแล้วก็ยางพาราก็ถูกกระทบเช่นเดียวกัน ผลกระทบครั้งนี้มันกว้างมากค่ะ และผลกระทบในครั้งนี้มันยาว เราคงจะต้องอยู่ในระเบียบ โลกใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐได้สร้างขึ้นมาไปอีกสักระยะหนึ่งโดยที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่า สงครามการค้าในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้มันเป็นแค่ศึกแรกเท่านั้นเอง กระบวนการเจรจาจะเริ่มต้นในอีกเดือน ๒ เดือนข้างหน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ากระบวนการเจรจาจะสิ้นสุด ลงเมื่อไร ตอนนี้สหรัฐอเมริกาประกาศออกมาว่ามี ๗๐ ประเทศที่ต่อคิวเข้าพบเพื่อพูดคุยเจรจา ต่อรองเพื่อลดกำแพงภาษี การตอบโต้กันไปมา ตอบโต้ภาษีกันไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ก็ยังคงจะดำเนินการต่อไป แล้วก็ยังทำให้เกิดลูกหลงที่ประเทศไทย ก็อาจจะต้องเจอหางเลขไปด้วย ซึ่งมันหนักขึ้นทุกวัน ๆ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าล่าสุด สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีนทะลุ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยแล้ว และจะมีผล ในวันพรุ่งนี้ด้วย ถามว่ากระทบกับเราไหม การที่เขาตอบโต้กันไปมากระทบกันแน่ เพราะเราเข้าไป เป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain การผลิตสินค้าจีนไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าสินค้านั้นต้องส่งไปขายที่ สหรัฐก็คงต้องเจอผลของการขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาแน่ ๆ ไม่ลดคำสั่งซื้อ ก็เลิกซื้อ กระทบมาที่ผู้ผลิตไทยแน่ ๆ ยอดขายหายทันที ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ยาง เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงมาตรการการรับมือด้วยคำ ๓ คำ รู้เขา รู้เรา เร็วและแม่นยำ วันก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาของท่านนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ออกมาพูดว่าเราจะรอดูท่าทียังไม่รีบ ตกลงว่าจะเร็วหรือว่าจะรอก็ขอให้ไปตกลงกัน ให้เรียบร้อยค่ะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณพิชัย ชุณหวชิร ได้ออกมาพูดถึงการเตรียมประเด็นต่าง ๆ ๕ ประเด็นด้วยกันนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๑ บอกว่าจะหาโอกาสจากการนำเข้าพืชผลทางการเกษตรนะคะ ก็คือการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั่นเองนะคะ อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดไปแล้ว ความกังวล ยังคงมีอยู่จนกว่ารัฐบาลจะได้พูดคุยกับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งแน่นอนว่าการนำเข้า เพิ่มขึ้นอีก ๔.๕ ล้านตันในราคาที่ถูกกว่าเราเกือบครึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน ถึงแม้จะประกาศว่าจะนำเข้าในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม แต่นั่นก็น่าจะช่วย ให้เราขาดดุลลดลงกับสหรัฐได้ราว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้านำเข้าทั้งหมด ๔.๕ ล้านตัน ดังนั้น เราก็คงจะต้องทำการเจรจานี้ให้มันโปร่งใสโดยการนำผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเข้ามาพูดคุยเจรจาหารือด้วยเช่นเดียวกัน ท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจจะเดินทางไปคุยกับเกษตรกรในสหรัฐอเมริกา แต่ว่าอย่าหลงลืมที่จะพูดคุยกับเกษตรกร ในประเทศเสียก่อนว่าจะเอาผลประโยชน์ของเขาไปเจรจา🔗
ประเด็นที่ ๒ การผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าโดยการลดภาษีเพื่อไม่ให้เป็น อุปสรรคนะคะ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ถ้าปกติจะต้องทำนะคะ แล้วก็ไม่น่าจะส่งผลอะไรกับการลด การเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา🔗
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ท่านไป พูดถึงเรื่องของการลดกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก แต่ว่ามาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ ภาษีหลายตัวเป็นการบล็อกสินค้าไม่ให้นำเข้า ตรงนั้นจะมีตัวไหนที่จำเป็นที่จะต้องเปิดตลาด เพิ่มหรือไม่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เป็นต้นหรือแม้กระทั่งเอทานอล🔗
ประเด็นที่ ๔ การตรวจสอบคัดกรองสินค้าเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี จากการประมาณการบอกว่ามีสินค้าที่ใช้วิธีการโยกย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบเลี่ยงภาษีของ สหรัฐอเมริกา หรือว่า Rerouting อยู่ราว ๆ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดส่งออกซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด ที่มีปัญหาเรื่องของการสวมสิทธิเข้ามาผลิตในประเทศทั้ง ๆ ที่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ทั้งหมดนะคะ แต่ถ้าเราทำได้หมดทั้ง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะสามารถปิด GAP การเกินดุลกับ สหรัฐอเมริกาได้อีกราว ๑๐,๐๐๐ ล้าน U.S. Dollar เช่นเดียวกัน แต่คิดว่าอย่างไรก็ไม่น่า จะเป็นไปได้ที่จะต้องทำให้ยอดส่งออกหายไปทั้ง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ คิดว่าได้ถึงครึ่งหนึ่งก็เก่งแล้ว🔗
ประเด็นที่ ๕ การหาโอกาสในการลงทุนของสหรัฐนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็น ท่าไม้ตายที่หลาย ๆ ประเทศใช้กันคือการเข้าไปร่วมลงทุนในท่อก๊าซในแอลาสกานะคะ ก็อยากจะสอบถามว่าถ้าประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราจะนำมาเจรจาเราได้เริ่มหารือกับ ประเทศอื่น ๆ ที่เขาก็จะไปลงทุนในท่อก๊าซนั้นเช่นเดียวกัน อย่างเช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ไปด้วยแล้วหรือยัง เขาเสนอแบบเดียวกับเราเลยนะคะ เราก็ต้องไปคุยกับเขาบอกว่าแล้วเรา จะเข้าไปร่วมลงทุนที่เท่าไร เรื่องอื่น ๆ ที่ดูจะหายไปจากที่เคยได้พูดถึงมาก่อนหน้านี้ที่จะนำไป เจรจา อย่างเช่น เครื่องบินหรือว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ทางรองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเมื่อวานนี้ ก็ยังจะอยากสอบถามว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหรือไม่ โดยเฉพาะ เครื่องบินที่กองทัพใช้นะคะ แน่นอนว่าเราเพิ่งจัดซื้อเครื่องบิน Gripen จากประเทศสวีเดนไป แล้วก็เข้าอยู่ในกระบวนการแล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไปใช้ F-16 ได้นะคะ แต่ยังมี เครื่องบินลำเลียงอื่น ๆ อีกมากมายยังสามารถที่จะใช้ประเด็นนี้เข้ามาในการเจรจาต่อรองได้ เช่นเดียวกัน โดยสรุปแล้ว ๕ ข้อ ขอสไลด์ลงได้ค่ะ ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เรามีอยู่บนโต๊ะเจรจา ไพ่ที่เราจะไป Deal กับเขานี่ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความ Phenomenon อย่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องการ มันไม่มีอะไรใหญ่เบิ้มหรือว่าอัศจรรย์ เป็นอย่างที่ ดอกเตอร์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ ว่าสิ่งที่เรามีอยู่มันไม่ได้ Phenomenon อย่างที่ท่านทรัมป์ (Trump) ต้องการ แถมแต้มต่อที่เคยมีก็หายไปทุกวัน ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบจากการที่เราส่งชาวอุยกูร์ไปที่ประเทศจีนมันทำให้มิตรกลายเป็นอื่นทำให้ Friends กลายเป็น Flow เหตุการณ์ยังเลวร้ายลงไปอีกจากการที่ล่าสุดมีการแจ้งจับนักวิชาการสัญชาติ สหรัฐ อาจารย์พอล แชมเบอร์ส (Paul Chambers) ด้วยข้อหามาตรา ๑๑๒ และ พ.ร.บ. คอม และไม่ให้มีการประกันตัวด้วย ผู้แทนการค้าสหรัฐยังรับสายรัฐบาลไทยอยู่นี่เป็นเรื่อง น่าประหลาดใจมากเลยนะคะ ดิฉันยังสงสัยอยู่ว่าเขาจะยังคงเจรจากับเราหลังจากที่มีเรื่องนี้ อยู่หรือเปล่า แต่หลังจากนี้คุณพิชัยก็คงจะเดินหน้านำเอาข้อเสนอต่าง ๆ ของไทยไปเจรจา ต่อรองโดยที่คาดว่าจะเห็นผลใน ๑-๕ ปีข้างหน้า การสมดุลทางการค้าจะเกิดขึ้นในอีก ๑๐ ปี ต้องบอกก่อนว่าดิฉันเองแล้วก็พรรคประชาชนเราไม่ได้ติดใจต่อท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ได้เร่งรีบ เจรจา แล้วก็ใช้กลยุทธ์รอดูท่าที แล้วก็ไม่คิดว่ามีใครที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเข้าไปเจรจา กับสหรัฐอเมริกาโดยผลีผลาม ที่ดิฉันเองได้นำเสนอก็คือรวบรวมการตอบสนองของประเทศ ในทวีปเอเชียต่อภาษีสหรัฐอเมริกาในรูปแบบต่าง ๆ หลายประเทศเริ่มเจรจาเลยหลายประเทศ มีการลดภาษีฝั่งเดียวหรือว่า Unilateral Tariff Reduction แต่ว่ามันก็มีประเทศอื่น ๆ ที่เขา อาจจะไม่ได้ใช้กลวิธีเชิงรุก แต่ว่าเน้นกลับมายืนยันหลักการ แล้วก็ประกาศเตือนภัยประชาชน อย่างตรงไปตรงมาค่ะ อย่างสิงคโปร์หรือแม้แต่เกาหลีใต้ที่ก็ตั้งรับพร้อมเจรจาในขณะนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เร่งออกมาตรการฉุกเฉินเสริมสภาพคล่องให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับ ผลกระทบ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องรัฐบาล เรื่องที่ต้องเร่งมือทำคู่ขนานไปกับการเจรจาก็คือ การเยียวยา พยุง กระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ สไลด์ก่อนหน้าค่ะ การค้าการส่งออก ที่จะหดตัวในช่วงที่เหลือของปี ยิ่งการเจรจากินเวลาต่อเนื่องยาวนานเท่าไรก็ยิ่งกระทบกับปากท้อง ของประชาชนในประเทศมากเท่านั้น การลงทุนภาคเอกชนที่โตต่ำอยู่แล้วหดตัวมาก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งจะชะงักมากขึ้นไปอีก สุดท้ายมันก็จะมากระทบกับรายได้ของประชาชนที่ต้องทำมาหากิน ฝืดเคืองกันต่อไป ดูการคาดการณ์จีดีพีสิค่ะ แน่นอนว่าตอนนี้ฝุ่นยังตลบ ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ว่าเราสามารถเห็นได้ค่ะว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุดจีดีพีอาจจะโตเพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง และสูงสุดก็ไม่เกิน ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่มีภาษีของทรัมป์ (Trump) เกิดขึ้น แล้วรัฐบาลได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือแบบฉุกเฉินไว้อย่างไรบ้าง มีการพูดถึงการให้สินเชื่อ อยู่บ้าง แต่ว่าผ่านกองทุนการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ตอนนี้มีเม็ดเงินอยู่ราว ๓,๐๐๐ ล้านบาท เรามาดูกันว่าแต่ละประเทศเขาออกมาตรการเยียวยาผลกระทบอย่างไรบ้าง อย่างที่ได้เล่า ไปแล้วนะคะ เกาหลีใต้ออกมาตรการอย่างรวดเร็ว ออก Package เยียวยาฉุกเฉิน หน้าต่อไป ออก Package เยียวยาฉุกเฉินเพิ่มสภาพคล่องให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไปแล้วมูลค่า ๑๐๐ ล้านล้าน ๆ วอนหรือประมาณ ๒.๓ ล้านล้านบาท นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เพิ่งจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจ Special Task Force เพื่อดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคเอกชน รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาษี แล้วในคณะทำงานนี้จะมีตัวแทนจาก ภาครัฐ จากธุรกิจ จากสภานายจ้างและสภาสหภาพแรงงานด้วย ญี่ปุ่นประกาศให้สินเชื่อ แล้วก็มาตรการช่วยเหลือกับ SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เพราะว่ายานยนต์นี้ขึ้นไปก่อนหน้าแล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในสัปดาห์ที่แล้ว สเปนออกแผน Commercial Relaunch Respond Plan เพื่อเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินมูลค่า ๕๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ออสเตรเลียสนับสนุนสินเชื่อ ๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับ บริษัทเอกชนเพื่อสนับสนุนการออกไปหาตลาดใหม่ ๆ แล้วก็แสวงหาโอกาสในการส่งออกใหม่ ๆ ไต้หวันค่ะ ประกาศแผน Export Supply Chain Support Plan หรือว่าประกาศแผนช่วยเหลือ มูลค่า ๙๔,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อให้กับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบค่ะ เราก็เรียกร้องทาง รัฐบาลว่าการเยียวยาเฉพาะหน้าแบบฉุกเฉินเป็นเรื่องจำเป็นแล้วก็ต้องทำโดยเร่งด่วน เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเราไม่ถูกกระทบหรือคะ ก็โดนไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายนเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เรายังคงไม่เห็นมาตรการที่เป็น รูปธรรมออกมาจากทางภาครัฐ สหภาพยุโรปเองออกมาตรการทั้งเชิงรุกเชิงรับ ทั้งเจรจา ทั้งตอบโต้แล้วในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องทั่วสหภาพยุโรป เพราะว่าเขารู้ค่ะว่าตอนนี้นักลงทุนอยู่ในภาวะขาดความเชื่อมั่น โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเผชิญกับวิกฤติโดยลำพัง ดังนั้นสิ่งที่อยากจะขอร้องทางรัฐบาล วันนี้ BOI มานั่งอยู่กับเรา รีบเร่งหารือหยุดเลือดทำความเข้าใจกับภาคเอกชนที่ตอนนี้กำลังระส่ำระสาย กำลังคิดถึง เรื่องโยกย้ายโรงงาน ย้ายฐานการผลิตไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะบริษัทสัญชาติ อเมริกันค่ะ บริษัทอื่นที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้ เราได้มีการไปพูดคุยกับ บริษัทข้ามชาติที่ตั้งโรงงานผลิต Printed Circuit Board มูลค่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เขากำลัง คิดจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐอเมริกา ด้วยความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าว่ามันจะ กระทบกับยอดขายเพราะว่าทุกวันนี้ส่งออกไปสหรัฐอเมริการาว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ทั้งหมด แล้วเขาก็บอกอีกว่าเขาไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากรัฐบาลไทยเลยที่จะเข้ามาพูดคุย ทำความเข้าใจหรือว่าปลอบให้หายกังวลในเรื่องนี้หรือว่าสร้างความเชื่อมั่นว่าเขาสามารถ ที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้โดยที่จะไม่มีผลกระทบ ซึ่งถ้าโรงงานนี้ย้ายฐานการผลิตจริง นั่นคืออีกหลายพันชีวิตของแรงงานไทยที่กำลังถูก Lay Off ยางพาราค่ะ ถึงแม้ว่ายางแผ่นรมควัน แล้วก็ผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติจะอยู่ใน List สินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า แต่เราก็ แปรรูปยางไม่น้อย อย่างที่เล่าให้ฟังว่ายางล้อรถยนต์กับยางรถบรรทุก ๒ อย่างนี้ก็ติดอันดับ ต้น ๆ ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐ พอมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราคายางร่วงยกแผงแล้วค่ะ ลดไป ๑๐ บาท ๑๒ บาทต่อกิโลกรัมแล้วค่ะตอนนี้ เรายังรอความชัดเจนให้รัฐบาลได้สื่อสารในเรื่อง ของการที่จะเข้าไปเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรแล้วก็อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องนะคะ ในท้ายที่สุดค่ะ ด้วยจีดีพีที่โตต่ำขนาดนี้ปัญหาเฉพาะหน้าใหญ่หลวง การลงทุนกำลัง จะหยุดชะงัก คนงานกำลังจะเสี่ยงตกงาน เราเรียกร้องให้มีมาตรการที่จะกระตุ้นแล้วก็ฟื้นฟู เศรษฐกิจที่จะทำเฉพาะหน้าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไปในเวลาเดียวกัน ในฐานะ ที่เป็นหนึ่งคนที่ติดตามสถานการณ์ทางการคลังของประเทศ ดิฉันทราบดีว่าพื้นที่ทางการคลัง งบประมาณที่เราเหลืออยู่ก็เหลือน้อยมากแล้ว หนี้สาธารณะก็กำลังจะชนเพดาน ภาระดอกเบี้ย ต่อรายได้ก็เกินกรอบตามกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว เรายังเหลือพื้นที่สามารถที่จะกู้เพิ่มได้อีก ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ อยู่ราว ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ถ้าหาก วิกฤติที่เรากำลังจะเผชิญในวันข้างหน้าก็ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟู เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ดิฉันคิดว่ามันสมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง ถ้ารัฐบาลจะขยายกรอบ เพดานหนี้สาธารณะ ทำเลยค่ะ ดิฉันเชื่อว่าสภาแห่งนี้ ผู้แทนราษฎรทุกคนยินดีสนับสนุน ถ้าท่านไม่ได้จะกู้ไปเพื่อแจกเงินอย่างสะเปะสะปะอย่างที่ผ่านมา ถ้าท่านมีแผนที่ชัดเจนว่าจะใช้ งบประมาณตรงนี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้มันไม่เลวร้ายไปกว่านี้และฟื้นฟูประเทศทั้งเฉพาะหน้า แล้วก็ระยะยาว กู้เลยค่ะ ถ้าท่านต้องการงบประมาณไปเยียวยาภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม แล้วก็แรงงาน ที่ได้รับผลกระทบ กู้ได้ถ้าท่านจะใช้งบประมาณเพื่อเดินหน้าปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อย่างจริงจัง กู้เลยค่ะ ถ้าจะใช้ไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ผลิตสินค้าได้เก่งขึ้น ถูกลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็เป็นมาตรการที่จะกระตุ้นการลงทุน ภาคเอกชนที่เราตกต่ำมานาน ถ้าจะเอาไปให้ Soft Loan กับบริษัทเอกชนที่ต้องการสภาพคล่อง ระหว่างที่จะต้องไปเผชิญความเสี่ยงแสวงหาตลาดใหม่ ๆ กู้ได้ กู้เลย ถ้าท่านจะนำงบไปทำ การฝึกอบรมทักษะแรงงานที่ต้องหางานใหม่ ๆ จากการถูกเลิกจ้าง เพราะว่าถูกกระทบจาก สงครามทางการค้าในครั้งนี้ แล้วก็อยากที่จะเพิ่มทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มหนทางที่จะมีรายได้ เพิ่มขึ้น กู้ได้ถ้างบประมาณนั้นจะสามารถทำให้ตลาดภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น เพื่อชดเชย การส่งออกที่จะต้องลดลำดับความสำคัญลงไปในอนาคตเพื่อทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มขึ้น แต่ขออย่างเดียวอย่ากู้ไปเพื่อแจกแบบเทน้ำลงบ่อทรายเหมือนเดิม อย่ากู้โดยตีเช็คเปล่า ให้กับตัวเอง อย่ากู้ถ้ายังไม่มีแผนที่ชัดเจน ดิฉันเรียกร้องว่า ณ วันนี้เรากำลังจะเจอกับวิกฤติ ที่ใหญ่หลวงมาก ๆ มันทั้งลึก มันทั้งกว้าง แล้วก็จะกินเวลายาวนาน เราต้องจับมือกันก้าวข้าม วิกฤตินี้ไปด้วยกันแบบที่จะต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และดิฉันคิดว่าไม่มีโอกาสไหน ที่ดีกว่าโอกาสนี้ที่จะถือโอกาสทำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ และการพิจารณาคงไม่สามารถที่จะจบลงภายใน ๑ วันได้ค่ะ ดิฉันจึงเสนอว่า ให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้พิจารณาศึกษาลงลึกในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ได้ศึกษาแนวทางการเจรจาในแบบที่สามารถที่จะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้มีการพูดคุยตกลงถึงมาตรการที่จะบรรเทาผลกระทบ กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและฟื้นฟูประเทศในระยะยาว จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติที่ ๔ ท่านจุติ ไกรฤกษ์ เชิญครับ🔗
๔. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหา อุปสรรคทางการค้าและการส่งออกของประเทศไทย (นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประเทศไทยต้องมาก่อน เราต้องปล่อยวาง การได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองชั่วคราว ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสและ ได้เลือกลำดับความสำคัญของประเทศให้มาพูดเจรจาในฝ่ายนิติบัญญัติ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ก็คืออำนาจต่อรอง แล้วพูดให้หมดก็ต้องขอบคุณท่านปราชญ์เศรษฐกิจ ท่านศิริกัญญา ขอบคุณท่านปราชญ์ทางการทูต ท่านอดีตรัฐมนตรี นพดล ปราชญ์การเกษตร อดีตรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ ทีมเจรจา แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนเตือนสติผู้ที่ไปเจรจา เพราะว่าผู้ที่มาจดโน้ตให้กับทีม เจรจาให้กับท่านรัฐมนตรีคือส่วนใหญ่มาจากกระทรวงการคลัง แต่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าวิกฤตินี้หนักหนามากกว่าอัตราภาษีครับ เมื่อสักครู่ได้ฟังก็ได้ตาสว่างหลาย ๆ เรื่อง ในแต่ละภาคของการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลังด้วยความเอาใจช่วยนะครับ ท่านไปแล้วขอให้คำนึงถึงเสมอว่า อำนาจคือความถูกต้อง Right is might อำนาจคือความถูกต้อง นั่นคือเขากำลังใช้อะไรกับเรา ถ้าเรารู้จริง ๆ ว่าอำนาจต่อรองทางการค้านั้นหนุนลมใต้ปีกโดยอำนาจทางการทหาร เป็นตัวคูณ ของอำนาจนะครับ แล้วก็บีบผ่านความยิ่งใหญ่ของกองทัพของมหาอำนาจให้ทำตามกติกา ที่กำหนด แล้วก็สอดคล้องกับผลประโยชน์ของคู่เจรจา ท่านอย่าลืมว่าท่านไปในฐานะประเทศไทย ท่านจะต้องต่อสู้กับมหาอำนาจ กองทัพอันดับ ๑ ของโลก เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แล้วก็เงินสกุลใหญ่ที่สุดของโลก แล้วก็คุมกติกาการค้าโลก แล้วก็มีอำนาจคว่ำบาตร มีอำนาจขึ้นภาษี นั่นคือสิ่งที่คนไทยต้องเจอ แล้วทุกคนขอให้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าการเจรจาอย่างที่พูดนี้มันไม่สำเร็จในวันแรก ในเดือนแรก แล้วก็เตรียมพบกับความเสียหายซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คนไทยต้องไม่ด้อยค่ากันเอง ผมกราบเรียนนะครับว่าอย่าด้อยค่ากันเอง ด้อยค่านายกรัฐมนตรี ด้อยค่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ด้อยค่าทีมเจรจา คือการด้อยค่าอำนาจต่อรองของประเทศไทยในเวที ระหว่างประเทศ ผมพูดเสมอว่าประเทศไทยนั้นต้องมาก่อน วันนี้ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านพูดแนะนำว่าให้มาเปิดนิติบัญญัติรับฟัง ขอให้คำนึงถึงเสมอว่านิติบัญญัติทั้ง ๕๐๐ คนนี้ คือลมใต้ปีกของรัฐบาลที่จะไปเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจาระหว่างประเทศ สิ่งที่อยากจะเตือน กระทรวงการคลังในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สำคัญมากคือการใช้อำนาจต่อรองจากนิติบัญญัติ แล้วก็ขอเตือนพวกเรากันเองเราจะเกลียด จะชอบอย่างไรก็ตามเป็นเรื่องส่วนตัว แต่อย่าให้ความเกลียดชังนั้นมาบดบังความสำคัญ ประโยชน์ของประเทศ สำคัญมาก วันนี้ต้องถามว่าเราอยู่สถานะไหน ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น ก็ต้องกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วก็คือคนที่ลงโทษเราด้วยภาษีตอบโต้เลือดไหลมานาน เลือดไหล ในการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศ เลือดไหลในการติดลบงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง จนอัตราดอกเบี้ยนั้นจ่ายจะแทบหลายหมื่นล้านต่อปีเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่เป็นหนี้ ดังนั้น เขาไม่มีทางเลือก สิ่งที่ไม่มีทางเลือกคือวันนี้ผมเห็นท่านยกกระทรวงการคลังมาผมก็ให้ ระมัดระวังไว้ว่าขอให้ขยายความคิดให้กว้างขึ้น ท่านยังมีกระทรวงพาณิชย์ ท่านมีกระทรวง มหาดไทย ท่านมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมีกระทรวงกลาโหม ท่านมีสำนัก งบประมาณที่จะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาต่อรองเหล่านี้ แล้วก็อยากจะบอกกับคนไทย ไว้ล่วงหน้าเลยว่าเลวร้ายที่สุดคือเราต้องรับผลกระทบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ต้องอึดครับ คำว่า Resilience พลังแห่งการฟื้นตัวสำคัญ รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแลผู้ที่จะได้รับผลกระทบ อย่างไม่เลือกปฏิบัติ อย่างเท่าเทียม อย่างที่ท่านปราชญ์เศรษฐกิจบอกมาแล้วว่าไม่ค้านที่จะกู้ เพื่อช่วยเหลือการเยียวยาเหล่านี้ ไม่ค้านที่จะกู้เพื่อการพัฒนาคนไทย พัฒนาทักษะไทย แต่อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านคำนึงถึงเวลาไปเจรจาต่อรองไม่ใช่อำนาจเรื่องภาษีนะครับ วันนี้มันไม่ใช่สงครามทางการค้านะครับ มันคือสงครามที่จัดดุลอำนาจของโลก มันมีทั้ง ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ภูมิเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาบวกกัน วันนี้อำนาจต่อรองนั้นไม่ได้มีเรื่องอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจอย่างเดียว ท่านต้องมีมิติของ อำนาจต่อรองทางทหาร อำนาจต่อรองทางการทูต อำนาจต่อรองในฐานะที่เป็นผู้นำอาเซียน วันนี้เรารีบ ผมดีใจนะครับที่หนึ่งในทีมของเจรจาบอกว่า เรารอให้ฝุ่นตกผลึกเราจะไปเจรจา อ่อนนอกแข็งใน แต่ไปด้วยสติ ไปด้วยปัญญา ไปด้วยว่าเราเป็นอำนาจที่เล็กกว่า แต่ท่านอย่าลืม ใช้กติกาการค้าโลก อย่าลืมใช้ประเทศในสหประชาชาติ อย่าลืมใช้สมาชิก IOC อย่าลืมใช้ กลุ่มประเทศสมาชิกแอฟริกา แล้วที่สำคัญก็คือว่าวันนี้คนไทยมีประสบการณ์นี้มาเยอะ ดอกเตอร์ศุภชัย พานิชภักดิ์ เคยเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก แล้วก็เคยเป็นเลขาธิการ อังก์ถัดของสหประชาชาติ สหประชาชาตินั้นมีเกือบ ๒๐๐ ประเทศ ถามว่าทำไมวันนี้ เขาถึงต้องเจรจาทวิภาคี ๑:๑ เขาทุบได้ทุกคน แต่เขาไม่สามารถทุบการเจรจาต่อรอง เป็นกลุ่มได้ วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทย ในฐานะเคยเป็นผู้นำอาเซียน เป็นผู้ก่อตั้งอาเซียนนานมา ๓๐ ปีแล้ว วันนี้ประเทศไทยในสายตาของนักลงทุน ในสายตาของนักเจรจา นักลงทุนการค้าระหว่าง ประเทศเราไม่ได้เป็นหนึ่งในอาเซียนแล้ว เราต้องเอาบทเรียนนี้มาเป็นบทเรียนของประเทศไทย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เอาง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผมพยายามเรียกร้องว่าอย่าเกลียดชัง กันจนลืมความสำคัญของประเทศไป ถ้าท่านประธานจำได้เมื่อปี ๒๕๖๔ รัฐสภานี้ทุบเรือดำน้ำ ไม่ให้ซื้อ ๆ เปลือง ไม่มีประโยชน์ ท่านประธานครับ วันนี้ปี ๒๕๖๘ ประเทศที่เขามีเรือดำน้ำ เขามีพาณิชย์นาวี เขาจับมือรวมตัวกัน ๕ ประเทศในอาเซียน ยื่นข้อเสนอต่อรองทางการค้าเอง โดยไม่มีประเทศไทย สิ่งที่เราทำมันก็ย้อนกลับมาหาเราเองว่าวันนี้เราไม่มีเรือดำน้ำสักลำหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเรามีเรือดำน้ำแล้วจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ไม่ใช่ครับ แต่มันเป็นชิ้นต่อส่วนหนึ่งที่จะ เป็นอำนาจต่อรองครับ ท่านไปดูสิครับว่าวันนี้ความสามารถมิติของอำนาจการต่อรองนั้น ทั้งการเมือง การทหาร การทูต การเศรษฐกิจนั้น วันนี้เราอยู่ที่ไหน ผมกราบเรียนท่านประธานได้ ให้ข้อมูลท่านรัฐมนตรีว่าขาแรก เก้าอี้ของอำนาจต่อรองในเวทีต่างประเทศคือมิติทางทหาร ไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่เศรษฐกิจ ท่านเห็นว่าประเทศที่เศรษฐกิจยิ่งใหญ่แทบตายแต่กองทัพ อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองนะครับ ท่านประธานรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงได้ยกเว้น ประเทศมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่งผมไม่เอ่ยชื่อ เพราะมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่งเขาก็มี BRICS ครับ เขามีจีน เขามีบราซิล เขามีอินเดีย แล้วเขาก็มีผู้บริโภค ๔,๐๐๐ ล้านคน เปรียบเทียบกับ ๓๐๐ ล้านคน แต่ที่สำคัญกว่า ๔,๐๐๐ กับ ๓๐๐ ล้านคนคืออะไร ขีปนาวุธหัวนิวเคลียร์ครับ เขาก็มีเหมือนกัน แล้วเขาก็มีมากกว่าด้วย ฉะนั้นผู้ที่ไปเจรจาอย่าคิดแค่มิติทางการค้า มิติ ทางภาษี ท่านต้องบูรณาการทุกมิติของอำนาจไปเจรจาต่อรองด้วย กราบเรียนท่านประธาน ว่ามิติทางทหารขาแรกนะครับ วันนี้ใน Ranking ของโลก เขามองว่าอินโดนีเซียอยู่อันดับ ๑ ประเทศไทยอยู่อันดับ ๔ ขาที่ ๒ คือมิติเศรษฐกิจ เขามองว่าประเทศสิงคโปร์อันดับ ๑ ประเทศไทยอันดับ ๓ มิติอำนาจต่อรองทางการทูต สิงคโปร์ อินโดนีเซียอยู่อันดับ ๑ เหมือนกันครับ อินโดนีเซียมีประชากรมาก ขนาดของเศรษฐกิจมาก แล้วก็เป็นประเทศที่ นับถือศาสนาอิสลามใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศไทยอยู่อันดับ ๔ ครับ มิติผู้นำในภูมิภาค สิงคโปร์อยู่อันดับ ๑ ประเทศไทยอยู่อันดับ ๕ ครับ ฉะนั้นเรียนท่านประธานว่าการเจรจานั้น มันจะไม่จบภายใน ๑-๒ เดือน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ต้องมาบอกเขาว่า เดี๋ยวจะจบ เดี๋ยวจะดี บอกความจริงไปครับ เราไม่ได้แข่งวิ่ง ๑๐๐ เมตร เราแข่งวิ่ง ๘๐๐ เมตร ต้องวิ่งอย่างมียุทธศาสตร์ วิ่งอย่างมีความอึด วิ่งอย่างมีเป้าหมาย แล้วก็ไม่ให้เขาทิ้งเราไว้ข้างหลัง สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปด้วยแล้วนี่ จำไว้ครับว่าประเทศไทยมีขนาดประเทศปานกลางอย่างที่ท่านนพดลกล่าว เรามีองค์การ การค้าโลก ดับเบิลยูทีโอ มีสหประชาชาติ มีอังค์ถัด มี IOC แล้วก็ให้ทราบไว้ว่าสิ่งที่จีนโดน ภาษีรอบแรกจีนไปหาใคร จีนไปฟ้องที่องค์การการค้าโลกครับ คือ Rule of Law ระหว่าง ประเทศ เรามีสหประชาชาติ มีดับเบิลยูทีโอ ไม่มีประเทศไหนใหญ่ได้คนเดียวในโลกนี้โดยที่ ไม่มีที่พึ่งพา ถ้าท่านประธานไปดูนะครับ ว่าประเทศที่ประกาศภาษีตอบโต้ทั้งโลกเขายังต้อง พึ่งพาสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เขายังต้องพึ่งพาแร่หายากจากประเทศจีน ซึ่งกลุ่มความสำคัญและปริมาณการผลิตไว้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมยูเครน ถึงต้องมีความสำคัญเพราะว่ายูเครนนั้นมีแร่หายากที่ประเทศจีนมี ถ้าประเทศยูเครนยอม อำนาจต่อรองทางการทหาร อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ มันเชื่อมโยงกันหมด ฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านนพดลว่าเราต้องเป็นพันธมิตร เป็นหุ้นส่วน แล้วก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จึงกราบเรียนว่าวันนี้ผมไม่มีอะไรมากนอกจากให้กำลังใจรัฐบาลด้วยความจริงใจว่าทำเพื่อ ประเทศไทยแล้วก็สิ่งที่ท่านทำนั้นก็กราบเรียนว่ามีฝ่ายติดตามอยู่แล้ว อยากให้ท่านไป ต่างประเทศแล้วก็นำฝ่ายนิติบัญญัติไปด้วย เรามีดอกเตอร์ศุภชัย พานิชภักดิ์ เรามีท่านเกริกไกร จีระแพทย์ เคยเป็นรองเลขาธิการการค้าโลก และมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเฉียบคม และมีคุณศิริกัญญา ปราชญ์เศรษฐกิจ เอาไปเถอะครับ พวกนี้คือเพิ่มอำนาจ ต่อรองว่าประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งเดียว คุณแบ่งแยกเราไม่ได้ เราสู้จนตาย สู้จนหัวขาด กราบเรียนท่านประธานครับว่าให้กำลังใจรัฐบาลและขอให้มีส่วนร่วมมาก ๆ แล้วเวลาท่าน เยียวยาท่านจะได้เสียงแซ่ซ้องว่าเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติแล้วก็ไม่มีทุจริตครับ ขอให้ทำให้ ประเทศไทยนั้นเข้มแข็ง แข็งแรง สร้างกองทัพที่มีพลัง สร้างสังคมให้มั่นคงด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ญัตติที่ ๕ เชิญครับ🔗
๕. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือ ผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ พิจารณาศึกษาแนวทาง (นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย โดยขอให้สภาผู้แทนราษฎรส่งต่อให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินการศึกษา ต่อไป เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ สงครามการค้าระลอกใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว และครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ มันคือการหันหัวกลับของยุคโลกาภิวัตน์ของระบบการค้าโลก ของค่านิยมการค้าเสรีที่พวกเรายึดถือกันมาครับ เราเชื่อว่าการค้าถ้าเป็นไปอย่างเสรีและ เป็นธรรมมันจะช่วยทำให้ทุกคนดีขึ้น เกิดการแข่งขัน เกิดนวัตกรรม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทุกคน ทุกประเทศ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ผลิต ผู้บริโภครวมถึง ภาครัฐก็ได้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศทั่วโลกในอัตราที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์และใช้มาตรการภาษี ตอบโต้รายประเทศหรือที่เรียกว่า Reciprocal Tariffs แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย โดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ รวมคร่าว ๆ ระหว่างภาษีตัวแรก ๑๐ เปอร์เซ็นต์กับตัวที่ ๒ อีก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ สินค้าส่วนใหญ่ของไทยที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาโดนภาษีเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ ๑ ใน ๕ ของ มูลค่าส่งออกทั้งหมดที่เราส่งไปต่างประเทศ ดังนั้นผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงต่อ ผู้ผลิต ผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐตลอดจนแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผมจะอภิปรายผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยแบ่งออกเป็น ๒ มิติหลัก ๆ มิติแรกคือในตลาดส่งออก และในมิติที่ ๒ คือตลาดในประเทศเรา อยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ผลทางตรงก็คือกลุ่มสินค้าที่เรากำลังส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบรุนแรงและทันที เพราะอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน เช่น คุณศิริกัญญา ตันสกุล อภิปรายไป พรุ่งนี้ภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ที่ Top up ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จะถูกใช้แล้วนะครับ เราส่งออกไปสหรัฐรวมประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี หลายท่าน จะเห็นว่าไตรมาสแรกของปีนี้มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐเราเพิ่มขึ้นสาเหตุก็เพราะผู้ส่งออก ผู้นำเข้าหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบทางภาษีจึงส่งออกไปไว้ก่อน แต่หลังจากนี้ จะเข้าสู่ความเป็นจริงครับ ดังนั้นสิ่งที่อยากจะฝากทางรัฐบาลคือท่านจำเป็นต้องไปทำ การบ้านให้หนัก ต้องไปดูในรายการสินค้าว่าสินค้าไหนที่เราได้รับผลกระทบสูง ส่วน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่โดนกันถ้วนหน้าคงไม่ได้ทำให้เราเสียเปรียบหรือได้เปรียบเท่าไร แต่ท่านต้องไปดู ภาษีตอบโต้รายประเทศหรือ Reciprocal Tariffs ตัวอย่างเช่น สินค้าประเภทยางที่เราส่งไป อเมริกา มาเลเซียก็ส่งไปเหมือนกัน เราโดน Reciprocal Tariffs ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่มาเลย์ โดนแค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ละที่จะทำให้สินค้าของไทยเสียเปรียบและแข่งขันยากเมื่อเทียบ กับคู่แข่ง หรืออย่างผลไม้หลายอย่างที่เราส่งไปอเมริกา ฟิลิปปินส์ก็ส่งเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด มะพร้าว กล้วย ผลไม้แปรรูปต่าง ๆ เราโดน Reciprocal Tariffs เท่าไร ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์โดนเท่าไร โดน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ถ้าของแต่เดิมราคาพอ ๆ กันเราจะแพงกว่า ของฟิลิปปินส์คร่าว ๆ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนี้ผลไม้ไทย ผลไม้แปรรูปของไทย เมื่อเข้าถึงสหรัฐก็จะเสียเปรียบขายยากขึ้นแน่นอน นี่ผมยกตัวอย่างแค่ ๒ ประเทศ ก็ยังมีผู้ได้รับผลกระทบมากขนาดนี้ ท่านต้องไปเตือนเขานะครับ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกยาง โรงงานยาง ถุงมือยาง เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด มะพร้าว กล้วย โรงงานแปรรูป ผลไม้ว่าต้องเตรียมรับมือ ยังไม่นับแรงงานที่อยู่ในโรงงานเหล่านี้ สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำทันที คือไปดูเลยว่าในตลาดอเมริกาที่เราส่งออกไปรายสินค้าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในแง่ Reciprocal Tariffs มีอะไรที่เรากำลังเสียเปรียบคู่แข่งบ้าง รัฐบาลจะได้เตรียมให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการถูก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเขาคงไม่ได้มาตามดูว่าเขากำลังเจออะไร แต่เขาจะได้เตรียมรับมือปรับตัวถูก อันนี้แค่ผลกระทบทางตรงนะครับ ผลกระทบทางอ้อม ในมิติส่งออกก็มีหลายอย่าง ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยทั้งระบบจีดีพีเรา ๑๐๐ บาท เราพึ่งพา การส่งออกประมาณ ๖๐ บาท อันนี้คือตัวเลขจากสภาพัฒน์ นั่นหมายความว่าถ้าการค้าโลก หดตัว เศรษฐกิจโลกหดตัวเราก็จะส่งออกได้น้อยลง ผลกระทบในเชิงภาพรวมจึงเลี่ยงไม่ได้ และถ้าไปดูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนต่อเศรษฐกิจโลกเขามีส่วนแบ่งในเศรษฐกิจโลก มากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในแง่ผลกระทบที่เกิดจากอเมริกา เกิดจากจีนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดจึงกระทบไทยแน่นอน ดังนั้นอยากจะฝากการบ้านถึง รัฐบาลมีตลาดอื่น ๆ นอกจากอเมริกาที่ท่านจำเป็นต้องไปเตรียมศึกษารับมืออย่างรวดเร็ว ๑. ทุกประเทศที่เคยเป็นตลาดของเราและนำเข้าสินค้าจากเราเพื่อไปผลิตไปประกอบ แล้วส่งไปขายสหรัฐ สินค้าจากประเทศเหล่านี้ถูกขึ้นภาษีเหมือนกัน ดังนั้นเราจะส่งออกได้ น้อยลง ผมลองยกตัวอย่างให้ท่านดูนะครับ เช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น ที่วันนี้เราส่งชิ้นส่วนรถยนต์ ไปหลายหมื่นล้านต่อปี วันนี้สหรัฐขึ้นภาษีเขาก็จะซื้อของเราน้อยลง แคนาดาเราส่งอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ไปเขาเอาไปประกอบส่งไปขายสหรัฐ วันนี้สหรัฐขึ้นภาษีเขา เขาก็จะขาย น้อยลงแล้วซื้อเราน้อยลง กระทั่งตลาดจีนที่เราเคยส่งวัตถุดิบไปให้เขาผลิตแล้วส่งไปอเมริกา เขาก็จะนำเข้าเราน้อยลง อันนี้ในมิติที่เราส่งสินค้าขั้นกลางไปให้เขาผลิตแล้วขายอเมริกา นอกจากนี้ในอีกมุมหนึ่งวันนี้ทุกตลาดที่เราเคยส่งออกได้มียอดขายเยอะ ๆ กำลังจะเจอ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าของทุกประเทศที่ต้องหนีตายจากสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้ม อาจจะต้องลดราคา แข่งกันลดราคา ไม่ว่าจะเป็นตลาดออสเตรเลีย ตลาดญี่ปุ่น ตลาดเกาหลีใต้ ดังนั้นต้องบอกว่าการที่รัฐบาลพยายามจะหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อรองรับสงครามการค้าครั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายจริง ๆ ทั้งหมดที่ผมพูดไปนั่นคือมิติส่งออก แต่มันยังมีมิติในประเทศครับ ที่ผมคิดว่าเราสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องรอการเจรจา แล้วต้องเรียนว่าสินค้าจากทุกชาติที่เขา หนีตายจากสหรัฐ หนีตายจากภาวะการขึ้นภาษีของทั่วโลกเขาต้องหาตลาดใหม่ ตลาดหนึ่ง ที่เขามาแน่ ๆ ก็คือตลาดไทครับ โดยเฉพาะผลกระทบของสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ ที่ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องมา ๒ ๓ ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าที่ผ่านมาสินค้า จากต่างชาติราคาต่ำ เช่น จากจีนเข้ามาในประเทศไทยมาก ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะสงครามการค้า รอบแรกหรือการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ในสมัยแรก สงครามการค้ารอบนี้ ที่ขึ้นภาษีสูงกว่าเดิมครอบคลุมประเทศมากกว่าเดิมก็มีแนวโน้มทำให้ผลกระทบจากสินค้า ต่างชาติที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทยมันหนักขึ้น แล้วต้องบอกว่าถ้าผู้ประกอบการไทย SMEs ไทย โรงงานไทย โชห่วยไทยรู้สึกว่าที่ผ่านมาแข่งขันกับสินค้าต่างชาติราคาต่ำแล้วเหนื่อยขนาดไหน สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม ๓ ๔ เท่า ข้อมูลจากแบงก์ชาตินะครับ ให้ข้อมูลชัดเจน กลุ่มผู้ผลิตภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าต่างชาติราคาต่ำหรือสินค้า จากจีนคือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก รายย่อยที่เน้นผลิตขายในประเทศ ไม่ว่า จะเป็นกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มผู้ผลิตภัณฑ์ยาง กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเหล่านี้เตรียมตัวรับแรงกระแทก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลท่านต้อง ไปทำเพื่อจะช่วยเขาอย่างไร ในโอกาสนี้จึงอยากขอทวงสิ่งที่รัฐบาลเคยบอกจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ หลายอย่างเพื่อรับมือปัญหาสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ เปรียบง่าย ๆ คืออยากชวนท่าน ไปดูเขื่อน ไปดูประตูบ้านของเราว่าวันนี้มันมีความมั่นคงเข้มแข็งไหม สินค้าจากต่างชาติ ที่กำลังจะทะลักเข้ามาเรามีปราการที่มั่นคงเพียงพอที่จะดูแลผู้ประกอบการในประเทศ รวมถึงผู้บริโภคในประเทศหรือยัง มีอย่างน้อย ๓ เรื่องครับ ซึ่งต้องบอกว่าหลายเรื่องเป็นมติ คณะรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว วันนี้ผ่านไป ๖ เดือนแล้วครับท่านประธาน แต่หลายมาตรการยังไม่ถูกปฏิบัติจริง ยังไม่ออกมาเป็นกฎหมาย🔗
ตัวอย่างเช่น เรื่องแรกครับ การกำกับแพลตฟอร์มจากต่างชาติ รัฐบาลบอก ว่าจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศต้องจดทะเบียน นิติบุคคลในไทยเพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเชิง คุณภาพมาตรฐานตลอดจนถ้าเขาทำผิดเราก็สามารถลงโทษได้และเก็บภาษีได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ รัฐมนตรีแถลงนะครับ แต่ผ่านมา ๖ เดือนเรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ยังไม่ถูกบังคับใช้ ก็อยาก ฝากไปยังรัฐบาลให้ติดตาม🔗
ประเด็นที่ ๒ อยู่ในมาตรการที่รัฐบาลแถลงเหมือนกันครับ คือมาตรการตอบโต้ ทางการค้า จริง ๆ แล้วถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพราคาถูกจากต่างประเทศเราพร้อมเปิดรับครับ เพราะจะทำให้ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์ แต่มันมีสินค้าบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไม่ได้ มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีพฤติกรรมทุ่มตลาดหรือถูกสนับสนุนในต่างประเทศแล้วเอามา Dump ราคามาขายต่ำกว่าทุนจนทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบ มีมาตรการ หลายอย่างที่สามารถรับมือได้ เช่น ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ Anti Dumping สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลเคยบอกว่าจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงดำเนินการมาตรการ ตอบโต้ทางการค้าเหล่านี้มากขึ้น ต้องบอกว่าวันนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังบอกว่าเขายัง เข้าไม่ถึงครับ เขายังถูกสินค้าต่างชาติทุ่มตลาดอยู่ จะทำอย่างไรให้มาตรการเหล่านี้ผู้ประกอบการ เข้าถึงได้ วันนั้นถ้าย้อนกลับไปดูท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ถึงกับบอกว่า อาจจะให้ฝ่ายรัฐหรือข้าราชการหรือกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเองเลย ด้วยซ้ำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้วันนี้ยังไม่เกิดขึ้นนะครับ ก็อยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่าตอนนี้ผ่านมา ๖ เดือนแล้วอยากให้ท่านลองไปตรวจดูว่ามีผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้เพิ่มขึ้น หรือไม่นะครับ ถ้าไม่มีจะทำอย่างไรให้เขาเข้ามาใช้ประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น เพราะต้องเรียนว่ากระบวนการในการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้มีต้นทุนแพงครับท่านประธาน หลายกรณีภาคเอกชนต้องรวมข้อมูลหลักฐานจ้างทนายเป็นสิบล้านบาท ถ้าเขามีต้นทุนแพง อย่างนี้เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการตอบโต้ทางการค้าหรือมาตรการของรัฐได้🔗
ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากไปยังรัฐบาล คือการป้องกันการสวมสิทธิหรือ การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าครับ ตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนามที่โดนอัตราภาษีสูง ทางสหรัฐ ก็บอกเลยว่าส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐมองว่ามีการสวมสิทธิเป็นสินค้าจากต่างประเทศ เช่น สินค้าจีน เป็นโรงงานจีนนำเข้าไปประกอบในเวียดนามแล้วส่งไปขายที่อเมริกา อเมริกาเขาบอกเขารู้ทันนะ เขาก็บอกว่าอย่างนี้ไม่เป็นธรรม เขาจึงกำหนดภาษีตอบโต้รายประเทศสูง รัฐบาลไทยจำเป็น ต้องไปเร่งตรวจสอบ ว่ามีสินค้าอะไรบ้างในประเทศเราที่มีปัญหาลักษณะนี้ แล้วถ้าติดตามข่าววัน ๒ วันที่ผ่านมา แม้เวียดนามจะยอมลดภาษีให้อเมริกาเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ สหรัฐอเมริกาก็ยังบอกไม่พอใจ แล้วยกประเด็นว่ายังมีสินค้าของเวียดนามที่มีพฤติกรรมการสวมสิทธิแบบนี้จำนวนมาก จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลนะครับ จริง ๆ แล้วข้อมูลของกรมศุลกากรถ้าเอาจริงท่านมีข้อมูล เพียงพอที่จะตรวจสอบการสวมสิทธิได้ผ่านการติดตามพิกัดสินค้ากลุ่มเสี่ยงเอามาเทียบกัน ทั้งขาเข้าและขาออก🔗
อีกประเด็นหนึ่ง ไหน ๆ พูดถึงมาตรการตอบโต้ทางการค้าแล้วอยากจะฝาก ไปยังรัฐบาล ผู้ประกอบการ Metal Sheet ที่ขายในประเทศวันนี้เขาอยากจะใช้มาตรการ ตอบโต้ทางการค้า เขาบอกว่าผู้ผลิต Metal Sheet จากจีนใช้วิธีการเจือสารเคมีบางอย่าง ทำให้ Metal Sheet คุณภาพต่ำลงแล้วสามารถหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงพิกัดภาษีที่แต่เดิม โดนภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหลบไปพิกัดใหม่ไม่ต้องจ่ายภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ก็อยากจะ ฝากทวงไปยังรัฐบาลตัวอย่างนี้ ถ้าท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมผมสามารถพาผู้ประกอบการ ไปเจอท่านได้เพื่อให้ท่านช่วยแก้ปัญหาได้โดยตรง ดังนั้นอยากจะฝากรัฐบาลสุดท้ายแล้วครับ สิ่งที่รัฐบาลควรทำแน่นอนในมิติหนึ่งคือการเตรียมการเจรจา ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากฝากไปยังรัฐบาลก็คือนอกจากเรื่องเจรจาที่ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร หรือจะได้อะไร กลับมาบ้าง มีหลายเรื่องท่านสามารถทำได้ทันทีครับ และต้องทำตอนนี้คือเตรียมตัวเราเอง ให้พร้อม รัฐบาลต้องไปดูผู้ประกอบการกลุ่มไหนที่จะได้รับผลกระทบมากน้อยเราจะ ช่วยเหลือเขาตั้งแต่ตอนนี้อย่างไร มีมาตรการอะไรที่รัฐบาลทำได้เพื่อสร้างตัวเราให้เข้มแข็ง เช่น สินค้าต่างชาติที่กำลังจะไหลบ่ามามากกว่าเดิม วันนี้ลำพังผู้ประกอบการจะไปขาย นอกประเทศก็หนัก เพราะเจอภาษีใหม่ ๆ ถ้าวันนี้ยังปล่อยให้สินค้าต่างชาติราคาต่ำเข้ามา ทุ่มตลาดได้ เอาเปรียบผู้ประกอบการไทยได้อีก เราจะไม่เหลืออะไรเลยผู้ประกอบการจะรับ ไม่ไหว นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเชื่อนะครับว่าสุดท้ายนโยบายการขึ้นกำแพงภาษีของ อเมริกาอาจมีการผ่อนปรนจากความเดือดร้อนของคนในอเมริกาเองที่เผชิญไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าแพง กระทบการจ้างงาน เศรษฐกิจหดตัว แต่สิ่งสำคัญที่อยากฝาก รัฐบาลคือเราจะรักษาผู้ประกอบการของเราให้อยู่รอดปรับตัวได้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือ SMEs เกษตรกร แรงงาน ลูกจ้างต่าง ๆ เพราะคนเหล่านี้ มีความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงิน มาตรการ สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิต หรือมาตรการรักษาการจ้างงานในระบบ ทั้งหมดนี้ อยากเรียนท่านประธานว่าอย่างที่เพื่อนสมาชิกคุณศิริกัญญา ตันสกุล เรียนต่อเพื่อนสมาชิกไป สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญเป็นปัญหาใหญ่เราทุกคนในที่นี้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ร่วมกันในการหาข้อเสนอแนะที่ดีที่สุด ผ่านกลไกอำนาจหน้าที่ที่เรามีเพื่อสนับสนุน ให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นผมจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินการศึกษาอย่างเป็นระบบต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติด่วนที่ ๖ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เชิญครับ🔗
๖. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผลกระทบ แนวทาง การแก้ไขปัญหาและมาตรการช่วยเหลือ กรณีการขึ้นภาษีแบบอภิมหาทอร์นาโด ตามนโยบาย ทรัมป์ ๒.๐ (นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตเสนอ ญัตติด่วนด้วยวาจาตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๑) เรื่อง ผลกระทบแนวทางแก้ไขปัญหาและ การช่วยเหลือกรณีขึ้นภาษีแบบอภิมหาทอร์นาโดตามนโยบายทรัมป์ ๒.๐ โดยมีรายละเอียด ที่จะชี้แจงดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน เมื่อวันก่อนผมไปร่วมงานศพพบท่านพระครูโกศล ธรรมานุสิฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ เจ้าอาวาสวัดสวนหงส์ และเจ้าคณะอำเภอบางปลาม้า ได้กราบนมัสการกราบเรียนว่าวันที่ ๙ วันนี้ละครับ ผมจะเข้าร่วมพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งเกี่ยวกับอบายมุขครับ ได้รับคำแนะนำดี ๆ หลายประการทีเดียวครับ มาวันนี้ครับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มีการประชุมพรรคเมื่อวานนี้ ท่านบอกว่าได้มีการเลื่อนการพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกไปแล้ว เพราะว่าคณะรัฐมนตรีได้นำอริยสัจ มรรค ๘ มาดำเนินการเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ข้อ ๑ ของมรรค ๘ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบไม่ดันทุรัง ท่านรัฐมนตรีวราวุธ บอกอย่างนี้ว่า เราต้องคำนึงถึงความปรารถนาสูงสุดของเรา นั่นก็คือเพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติ รอดไปกับพวกเราด้วยครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามเราไม่ได้พิจารณาโดยตรง แต่เรา พิจารณาโดยอ้อม เพราะว่าประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เขามี Entertainment Resort บวกด้วย กาสิโนเขาทำธุรกิจนี้อยู่ครับท่านประธาน ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎร นำโดยท่านศักดินัย นุ่มหนู เป็นห่วงเรื่องนี้ครับ ได้เชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ มาชี้แจงว่าเราได้เตรียมความพร้อมรับมือกับการขึ้นภาษีตามนโยบายทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ไว้อย่างไรแล้วบ้าง ท่านประธานครับ นโยบายสำคัญของทรัมป์ (Trump) ๒.๐ นี้นะครับ เขามอบหมายให้หน่วยงานหนึ่งของสหรัฐอเมริกาดูแลเรื่องนี้ เรียกว่า USTR เขาจับตาดู ๒๐ ประเทศที่ได้เปรียบเขา ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ใน ๒๐ ประเทศนั้นมีประเทศไทยอยู่ลำดับที่ ๑๑ ครับท่านประธาน เขาดูเรื่องอะไรครับ ๒ เรื่อง เรื่อง Unfair ความไม่ยุติธรรมในการกำหนดภาษี ของประเทศนั้นกับประเทศสหรัฐอเมริกา เขาดูอะไรอีกครับ ดู Unbalance คือความไม่เสมอภาค เท่าเทียมกันในการได้ดุลการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ เรื่องนี้เขาดูครับ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ไทยได้ดุลการค้าประเทศสหรัฐอเมริกา ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ เราส่งออกอะไรไปมากครับ พืชผลทางการเกษตรเราดูแลเรื่องเกษตร ข้าวหอมมะลิ ของท่านรัฐมนตรีอนุรักษ์ จุรีมาศ อยู่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับผลกระทบแน่นอนครับ เราส่งออกไปสหรัฐอเมริกานี่นะครับถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ของสินค้าการเกษตร เราส่งออกอะไรไปอีก ส่งออกการแปรรูปกุ้ง ปู ไปสหรัฐอเมริกาอีก สิ่งเหล่านี้จะได้รับ ผลกระทบแน่นอนท่านประธานครับ วันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา ประกาศทีเดียวเลยครับ ปั่นป่วนไปทั้งโลกเลย ตลาดหุ้นปั่นป่วน การค้าของทุกประเทศปั่นป่วน ขึ้นภาษีไทยทีเดียว ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมเรียกว่าทอร์นาโดภาษีทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ได้อย่างไร มันกวาดไปหมด ท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกขอเชิญ เจ้าหน้าที่มานี่ มันไม่เฉพาะเรื่องการค้า การลงทุนเศรษฐกิจเท่านั้นนะครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมจะพูดไปนี่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาพอดี เชิญมาด้วยเถอะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองนายกรัฐมนตรี มันกระเทือนถึงความมั่นคงของชาติ ด้วยนะท่านประธาน ทำไมผมพูดเรื่องนี้ครับท่านประธาน เรามาถอดบทเรียนสำคัญ🔗
เรื่องแรกครับ ถอดบทเรียนสำคัญเรื่องนี้เพราะว่าการขึ้นภาษีครั้งนี้มันมา ทีหลังแผ่นดินไหว ท่านประธาน พรุ่งนี้เป็นวันปิดสมัยประชุมนะครับ ท่านประธานกรุณาดูไม้ ที่อยู่บนศีรษะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเถอะครับ ตรวจสอบดูสิว่ามันจะร่วงหล่นมาโดน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ปิด ๒ เดือนนี่นะครับท่านประธาน ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ แถมยังต้องร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย ตกต่ำครั้งนี้มันตกลงเหวเลยนะครับท่านประธาน ไม่ใช่ตกธรรมดา เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนมันทั่วไปเลย มันเกิดจากทั้งนโยบายต่างชาติ ทั้งภัยธรรมชาติ ทั้งความไม่เอาใจใส่ของผู้บริหารมันถึงเดือดร้อนกันอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถอดบทเรียนเรื่องแรก ท่านประธานไปดูที่สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ๒ เรื่องนะครับ ลักษณะผู้นำเป็นสาเหตุหนึ่ง อีกสาเหตุหนึ่งคือลักษณะเหตุการณ์ ลักษณะผู้นำเป็นอย่างไรครับ พอขึ้นดำรงตำแหน่งฉันจะยึดคลองปานามาแล้ว ฉันจะยึดเกาะกรีนแลนด์แล้ว ฉันขับไล่เนรเทศ ผู้เข้าเมืองเป็นแสน ๆ คน มองไปดูที่ฮิตเลอร์ (Hitler) ครับ ฮิตเลอร์ (Hitler) สร้างอาณาจักร รายของเยอรมันบุกรุกประเทศต่าง ๆ ฆ่าคนเชื้อสายยิวเท่าไร เป็นล้าน ๆ นะท่านประธาน ลักษณะอย่างนี้มันเกิดขึ้น ขณะนี้ความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้นำไม่ทราบจะหลงผิดไหม โลกนี้ อยู่กันอย่างสงบ โดยมีองค์กรต่าง ๆ เพื่อจะต่อรองผลประโยชน์ร่วมกัน เลิกเลยครับมายุคนี้ ไม่มีแล้วครับ ตัดสินใจตามอำเภอใจตัวเอง มันไม่ใช่ Great Again นะครับ มันจะเกิดขึ้นอะไร เร็ว ๆ นี้ท่านประธานตามดูต่อไปก็แล้วกันท่านประธาน ประธานาธิบดีเม็กซิโกยังบอกเลยนะครับ บอกลักษณะคนนี้คล้าย ๆ ฮิตเลอร์ (Hitler) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ๆ แล้ว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ทำอัตวินิบาตตัวเอง เสียชีวิตเมื่อปี ๑๙๔๕ พอฮิตเลอร์ (Hitler) ตาย ทรัมป์ (Trump) เกิดปี ๑๙๔๖ พอดีเลย ไม่รู้กลับมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านประธาน ผมแนะนำรัฐบาลนะครับ ผู้เกี่ยวข้องนี่ไปดูเลยครับ คลิปของท่านดอกเตอร์ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ ท่านบอกว่ามันเป็นไปได้นะครับ ถึงแม้มันจะไม่เป็นสงครามโลกครั้งที่ ๓ แต่มันจะเป็นสงครามขีปนาวุธที่มันอยู่แถวภูมิภาคนี้ เก็บสะสมกันไว้มาก เราเตรียมพร้อมหรือยังละ ฝ่ายความมั่นคงเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้าเกิดเหตุ อะไรตูมตามขึ้นมาประชาชนเราจะต้องอยู่รอดปลอดภัยทั้ง ๗๐ ล้านคน รัฐบาลเตรียมแผนอะไร หรือยัง ท่านดอกเตอร์ศุภชัยแนะนำ ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศ ถ้าเกิดสงคราม เราต้องเตรียมอะไรครับ อาหาร ความมั่นคงทางอาหาร เราต้องเตรียมพร้อมครับ เราทำกันหรือยัง ประการที่ ๒ ยารักษาโรคครับท่านประธาน ท่านแนะนำเลยว่าถึงแม้เราจะมีสาธารณสุขดี เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกก็ตาม แต่เราควรจะมีอะไร มีโรงงานผลิตยา ทำเถอะครับท่านประธาน เพราะว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันเหมือนกับแผ่นดินไหวเหมือนกัน ด้วยการตัดสินใจของผู้นำ ตามอำเภอใจอย่างนี้ มันเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องเตรียมพร้อม🔗
ถอดบทเรียนประการที่ ๒ ถอดบทเรียนเรื่องอะไรครับ เรื่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ นะครับท่านประธาน ราคาข้าวเปลือกตกต่ำตกเหว แน่นอนมันส่งผลกระทบจากภายนอก การส่งออกของประเทศอินเดียที่เขาหยุดการส่งออกมาเกือบ ๆ ๒ ปี กระทบเราถามว่าเรารู้ ล่วงหน้าไหม เรารู้ล่วงหน้า เราเตรียมการอะไรไหม เราเพิ่งจะมีการประชุมอนุกรรมการ นบข. เมื่อวันที่ ๒๐ นี้เองหลังจากชาวนาเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกฤดูกาลนาปรังนี้ มันจะแก้ ทันหรือครับ แล้วบอกไปเจรจาที่เซาท์แอฟริกา ไปเจรจาที่เมืองจีน ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ๒๘๐,๐๐๐ ตัน แล้วเมื่อไรจะได้ครับ เมื่อไรจะสำเร็จ ขณะนี้ท่านประธาน ชาวนาเขาเคลื่อนไหวมาตลอด เรียกร้องมาตลอด ท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดไปพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กระทรวงเลยนะ ผู้นำชาวนาหลายจังหวัดมาเคลื่อนไหว มาเรียกร้อง ท่านพาไปที่กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รับปากเลย ๘,๕๐๐ ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ได้เท่าไร ถ้าความชื้น ๒๕ มันหักไป ๑,๐๐๐ มันควรจะได้ ๗,๕๐๐ ตอนนี้ ๖,๕๐๐ ก็จะไม่เหลือแล้วครับ มันจะหลุด ๖,๐๐๐ แล้ว เมื่อวานผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง โทรมาหาผม ณัฐวุฒิมัน ๕,๕๐๐ เองฉันเพิ่งไปขายมานี่ ผมไปพบชาวนาคนหนึ่งเพิ่งไปขายข้าวมา รับมาเสร็จ ปกติขายข้าวรับเงินเสร็จชาวนาจะ Happy มาก พูดคุยสนุกสนานแต่ฤดูกาลนี้ ไม่ใช่ครับ มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความเดือดร้อน เงินรับขายข้าวมาแล้วแบ่งออกได้หลายกอง กองนี้ไป ธกส. กองนี้ไปสหกรณ์นะ กองนี้ไปกองทุนหมู่บ้านนะ กองนี้ไปร้านขายปัจจัยการผลิต ที่เราไปเชื่อเขามา แต่ปีนี้มันแบ่งไม่ได้อย่างนี้ ไหนลูกจะต้องเข้าเรียนจะเปิดเทอม ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ปุ๋ยสูงขึ้น ปัจจัยการผลิตทุกตัวสูงขึ้นหมด รัฐบาลไม่เคยพูดถึงเรื่องการจะช่วยชาวนาเลยนะครับ น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง รับปากกับท่านรัฐมนตรีประภัตรออกมาจากกระทรวงมาแล้วมาเลยครับ ทิ้งสิ่งที่พูดคุยกัน ตกลงกันไว้ที่กระทรวงพาณิชย์นั่นเอง ไม่มีการดำเนินการอะไรเลย ไร่ละพันนี่ ก็ยังไม่เสนอ ครม. เลยแล้วชาวนาเขาถามผมให้มาถามท่านประธานผ่านไปรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ครับ จะปลูกกล้วยพันธุ์อะไรดี เราจะมีที่ขายเขาไหมท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ผมยกเรื่องนี้มาทำไมครับท่านประธาน มันนอกเรื่อง ผมยกเรื่องนี้มาก็เพราะว่า ท่านประธานครับ ไปเจรจาอย่าเอาไปเลยครับ อย่าเอาไปเลยครับ รับปากก็ไม่ทำ เตรียมแผน รองรับก็ไม่มี แล้วชาวนาเขาเดือดร้อนจริง ๆ ไม่ใช่เดือดร้อนเรื่องราคาข้าวตกต่ำอย่างเดียว เมื่อวันก่อนท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปที่วัดท่าจัด ท่านรับปากอะไรกับเกษตรกร ช่วยทำให้เกษตรกรด้วยนะ เขาทำหนังสือมาแล้วเรื่องการลดฝุ่น PM2.5 ในทุ่งรับน้ำโพธิ์พระยา กับทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ด ท่านกรุณาทำให้เขาด้วยเถอะครับ เขาทำหนังสือยื่นผ่านมาหลายทางเลยครับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรงอีกด้วย ท่านประธานครับ เรื่องสินค้าเกษตร ๒ ตัวที่สำคัญ ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นครับว่าข้าวหอมมะลิ ยกตัวอย่าง สมมุติว่าขายได้ ๑,๐๐๐ เหรียญต่อตัน เขาเพิ่ม ๓๖ เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาอีก ๓๖๐ เหรียญต่อตัน ๑,๓๖๐ เหรียญ ตอนนี้ขายราคาเดิม กักตุนกันหมดแล้วที่อเมริกา หมดแล้วเขา Order มาใหม่ไหม ไม่มาหรอกครับ เพราะเขารอรัฐบาลไปเจรจา ถ้ารัฐบาลเจรจาสำเร็จลดมา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ราคามันก็ลดลง เพราะฉะนั้นไม่มีการสั่งซื้อครับ ที่สั่งซื้อไว้ ที่จะเอาไปส่งมอบไม่รับอีกแล้ว ทิ้ง Order เลย เพราะว่าเขาซื้อ Lot หน้าเจรจาสำเร็จ ถูกลง แน่นอน ผมยกตัวอย่างเรื่องนี้มาก็เพราะว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาไปแล้วครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ เขามีข้าวแบบเดียวกับเราคือพื้นนุ่ม ถูกกว่าด้วย มันจะแย่งชิงตลาดเราไปหมดนะ ถ้าคิดว่า รอ ๆ บางเรื่องรอไม่ได้ครับ เรื่องสินค้าเกษตรรอไม่ได้ครับ ต้องช่วงชิงไปเจรจา รีบไปเจรจาครับ สินค้าเกษตรอย่างนี้ ข้าวโพดเตรียมมาประท้วงกันอีกแล้ว ข้าวโพดท่านประธานอยู่ภาคเหนือ ทราบดีครับ เชียงรายเราผลิตข้าวโพดได้ ๕ ล้านตัน ความต้องการ ๘-๙ ล้านตัน เขาท้วงติง มานะครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประเมินผลผลิต ต่อไร่น้อยกว่าความเป็นจริง เขาบอกเขาได้ตันกว่านะครับต่อไร่ ๑,๒๐๐ กิโลกรัมเขาได้ แต่ประเมินให้เขาแค่ประมาณ ๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ทำไมถึงประเมินต่ำ ประเมินต่ำก็เพื่อว่า ให้ผลผลิตมาน้อย คนทำอาหารสัตว์จะได้เป็นข้ออ้างนำข้าวโพดมาจากต่างประเทศ สั่งซื้อข้าวโพด มาจากต่างประเทศ นอกจากประเมินน้อยแล้วยังมีการลักลอบนำข้าวโพดจากประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามา มันทำให้ข้าวโพดมีจำนวนเขาเรียกว่า Supply ไม่น่าจะขาดนะครับ ๘ ล้านตัน ๙ ล้านตันถ้าประเมินให้ถูก แล้วเที่ยวนี้จะไปเจรจา ถ้าเจรจาเอาข้าวโพดมาอีกถามว่าคนปลูก ข้าวโพดจังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดภาคเหนือหลายจังหวัดจะส่งผลกระทบแน่ ๆ เพราะฉะนั้นฝากคณะเจรจาด้วยนะครับว่าสินค้าการเกษตรใดที่จะมาสร้างปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกรของคนไทยโปรดระลึกถึงอยู่เสมอนะครับ หมูก็เช่นเดียวกันครับ ของเขาไม่ห้าม การใช้สารเร่งเนื้อแดง แต่ของเราห้าม เขาจะเจรจาให้เรารับเข้ามาหรือครับท่านประธาน ผมสรุปอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เราทำงานนี่นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ไปเจรจานึกอยู่เสมอครับ อเมริกาเขามีคำว่า Make America Great Again ของเราระลึกอยู่ ๒ ข้อครับ Make Thailand Great Forever Make World Great Forever เช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติที่ ๗ ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช เชิญครับ🔗
๗. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางแก้ไขผลกระทบ จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้า (นายประมวล พงศ์ถาวราเดช เป็นผู้เสนอ)🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะท่าน นายกรัฐมนตรีและ ครม. ทุกท่าน ที่ได้นำประเด็นปัญหาที่สำคัญเร่งด่วนและกระทบต่อ พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ คือเรื่องการเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทย และทั่วโลก กระผมขออนุญาตหารือในที่ประชุมเพื่อเสนอแนะข้อมูลต่าง ๆ สืบเนื่องจากการที่ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ออกนโยบายด้านภาษีโดยการประกาศใช้มาตรการภาษี ตอบโต้กับหลายประเทศทั่วโลก ด้วยการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าโดยเก็บภาษี ๒ ส่วน คือการเก็บภาษีขั้นต่ำร้อยละ ๑๐ ซึ่งจะเรียกเก็บกับสินค้าทุกประเทศที่นำเข้าไปใน สหรัฐอเมริกา และการเก็บภาษีส่วนเพิ่มร้อยละ ๑๐-๔๕ กับหลายประเทศที่มีการเกินดุล การค้ากับสหรัฐอเมริกาซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย เพราะฉะนั้นไทยซึ่งมีดุลการค้ากับ สหรัฐอเมริกาซึ่งเราได้ดุลอยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาต่อปี เพราะฉะนั้น การที่สหรัฐอเมริกาประกาศในการจัดเก็บภาษี ณ เวลานี้ทั่วโลกกระทบไปกับประเทศทั่วโลก และโดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งได้ดุลการค้าติด ๑ ใน ๑๐ ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นประธานกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการ ไม่ว่าผู้ประกอบการโรงงานเหล็ก ผู้ประกอบการอลูมิเนียม ซึ่งสหรัฐเมริกาได้ขึ้นภาษีเหล็กตั้งแต่สมัยทรัมป์ ๑ (Trump ๑) คือตอนเป็นประธานาธิบดี ครั้งแรก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และขึ้นภาษีอลูมิเนียม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้ สหรัฐอเมริกาได้บวกอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นภาษีอลูมิเนียมกับภาษีเหล็ก ณ เวลานี้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่ากัน ซึ่งในการประชุมกรรมาธิการ ผมต้องขอบคุณกรรมาธิการทุกท่าน และขอบคุณสภาอุตสาหกรรม ขอบคุณสภาหอการค้า ขอบคุณหน่วยงานของรัฐที่เข้ามา ประชุมเพื่อแก้ปัญหารองรับการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ การประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ และครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้มีการ รวบรวมเสนอแนะเพื่อเสนอต่อรัฐบาลหลายเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องที่ที่ประชุมมีมติให้ทำหนังสือ กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงต่างประเทศ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อมาพิจารณาปัญหา เกี่ยวกับการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา ถึงท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบมาที่คณะเมื่อวันที่ ๑๐ ซึ่งใช้เวลาในการเดินหนังสือเพียง ๕ วัน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบมาว่าได้ตั้งคณะกรรมการ ดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยเร่งด่วนแล้ว ส่วนเรื่องที่ ๒ เราได้ทำหนังสือถึงสถาน เอกอัครทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ๑ ฉบับ ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของ สภาผู้แทนราษฎร ฉบับที่ ๒ ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมาธิการด้านรายได้และการจัดเก็บภาษี สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาอีก ๑ ฉบับ ฉบับที่ ๓ เราได้ทำถึงประธานคณะกรรมาธิการ ด้านการคลังวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาอีก ๑ ฉบับ เพราะฉะนั้นในเดือนเมษายนเราทำถึงนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๖ เราทำถึงฝ่ายต่างประเทศ ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ เพื่อให้หน่วยงานที่เราได้ยื่น หนังสือขึ้นไป โดยเฉพาะฝ่ายต่างประเทศ ไม่ว่าเอกอัครราชทูตหรือว่าวุฒิสภาของอเมริกา ได้รับไปพิจารณาเพื่อชะลอและแก้ปัญหาให้กับประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการในคณะผม ได้มีมติวันนั้น แล้วผมขอฝากเรียนไปถึงรัฐบาล มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลเรายังไม่ได้พิจารณา ส่วนนี้ให้ละเอียดเรียบร้อยหรือไม่มีข้อมูลที่เท็จจริง คือข้อมูลสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ อเมริกาที่มาอยู่ในประเทศไทย และข้อมูลในภาคบริการที่อเมริกามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าทางธุรกิจ เทคโนโลยีหรือธุรกิจประกันภัย หรือประกันชีวิต หรือการเงินการคลัง หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โรงแรมที่พัก เราไม่มีข้อมูลตรงนี้เลยที่อเมริกามาได้เปรียบ ดุลการค้าจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมอยากให้หน่วยงานของรัฐเก็บข้อมูลตรงนี้ไป เพื่อไปเจรจาในการต่อรองครับว่าท่านไม่ได้ขาดดุลการค้ากับประเทศไทยถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่มีการจัดเก็บข้อมูลในภาคสินค้าและการบริการรวมทั้ง ยังขาดข้อมูลในกรณีที่นักลงทุนไทยไปลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ในอเมริกาเป็นจำนวนมาก ทำให้ข้อมูลที่สหรัฐอเมริกาพบว่าประเทศไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐอเมริกาอาจจะมี ความคลาดเคลื่อนในข้อมูล ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูล ดังกล่าวเพื่อใช้ประกอบในการเจรจาโดยเร่งด่วน ผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า เราได้ดำเนินการในฐานะที่เราเป็นกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอเมริกาเขามีปัญหาอยู่ ๒ เรื่องในการให้ข้อสังเกตกับการนำสินค้าของอเมริกาเข้าเรา🔗
เรื่องแรกคือสินค้าเกษตร แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อไปเจรจาเกษตรกร ประเทศไทยพี่น้องประชาชนพลเมืองประเทศไทยอาชีพหลักคือสินค้าเกษตร เพราะฉะนั้น การเจรจาการต่อรองอย่าให้กระทบกับพี่น้องเกษตรกร เพราะฉะนั้นเราจึงแก้ปัญหา ภายในประเทศว่าเราจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเรามีรายได้ครองชีพอยู่ได้ เราต้องพิจารณาข้อกฎหมายในการลักลอบการนำสินค้าต่างประเทศเข้าหรือการเจรจา เพื่อความสมดุลกับการปลูกพืช ปลูกผักของพี่น้องประชาชนเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ ที่สามารถครองชีพตัวเองได้🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่อเมริกาเขาดูเราคือเรื่องลิขสิทธิ์การสวมสิทธิ เพราะฉะนั้น การสวมสิทธิเมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้กล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้นการสวมสิทธิ ตรงนี้เราจะมาแก้ปัญหาอย่างไรเพื่อจะให้พี่น้องผู้ประกอบการของเราที่เป็นไทยแท้ ๆ สามารถดำเนินการได้🔗
และสุดท้ายผมก็อยากกราบเรียนว่าขอให้รัฐบาลได้ดำเนินการเจรจาในครั้งนี้ เพื่อบรรเทาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐระดับรัฐอย่างพันธมิตร เพราะเรากับอเมริกานี้เป็น พันธมิตรมาอย่างยาวนาน เพื่อบรรเทาการใช้มาตรการต่าง ๆ ของอเมริกากับประเทศไทย ๒. สนับสนุนในการวางแผนและเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ และสนับสนุนทางด้านกฎหมาย ทางด้านผู้เชี่ยวชาญในการเจรจาทุกระดับ ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันในตลาดโลกได้ สุดท้ายเราต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้พี่น้อง ผู้ประกอบการและเกษตรกรของประเทศชาติจะได้สามารถดำเนินการได้ และสุดท้ายของ สุดท้ายเราเป็นที่พึ่งของเราเพราะฉะนั้นสินค้าต่าง ๆ ที่เราผลิตในประเทศ โดยเฉพาะสินค้า อุปโภคบริโภค เราก็พยายามส่งเสริมให้พี่น้องคนไทยใช้ของภายในประเทศเพื่อความอยู่รอด ของประเทศชาติ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านไชยชนก ชิดชอบ เชิญครับ🔗
๘. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแผนการรับมือจากภัยพิบัติ ธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก รวมทั้งภัยความมั่นคงจากสถานการณ์โลก (นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะหนึ่งในราษฎรไทยอยากจะเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแผนการรับมือจากภัยพิบัติธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจโลก รวมทั้งภัยความมั่นคงจากสถานการณ์โลก โดยเหตุผลที่ผมมองว่ามีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่งที่เราจะเสนอทุกอย่างร่วมกันเป็นเพราะว่าจากข้อมูลที่ได้สะสมมามีความเป็นไปได้ อย่างสูงที่เราจะต้องรับผลกระทบจากทั้ง ๓ เรื่อง ณ เวลาเดียวกัน แต่ก่อนที่ผมจะเข้าไปสู่เนื้อหาของการอภิปราย ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้พูดผ่าน ท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีจากใจจริงนะครับ การที่เรา ได้มีโอกาสอภิปรายในเรื่องที่เป็นประโยชน์และสำคัญต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ชาวไทยในวันนี้ เครดิตต้องอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเดียวเลยครับ ผมได้ฟังสิ่งที่ท่าน ให้การสัมภาษณ์ ประเด็นที่ท่านให้ความสำคัญ ผมขอบอกว่าวันนี้สำหรับผมท่านนายกรัฐมนตรี ได้ Show วุฒิความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง วันนี้สำหรับผมท่านนายกรัฐมนตรีคือนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยอย่างแท้จริง สำหรับผมท่านได้มองถึงความปลอดภัยและประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนชาวไทยก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว สำหรับผมท่านนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงข้อมูล ที่ผมแม้จะเป็นแค่นักการเมืองตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งไปนำเสนอจากใจด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งมีทั้ง ๓ เรื่องเลยครับ ที่ท่านได้แถลงแล้วก็คือ ๓ เรื่องที่ผมเสนอญัตติในวันนี้ เพราะฉะนั้น สำหรับผมนะครับท่านประธาน ผมอยากจะฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมให้คำสัญญาว่า จากนี้เป็นต้นไปผมจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างสติปัญญาที่ผมมีเพื่อสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยความสุจริตใจ ตราบใดที่ท่านมองถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยมาก่อนอย่างนี้ ต่อไป ฉะนั้นด้วยความจริงใจผมขอประกาศในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ว่าผมนายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวินและนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีวัน เห็นด้วยกับกาสิโนและไม่ใช่แค่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ทุก ๆ พ.ร.บ. หลังจากนี้ แม้กระทั่ง พ.ร.บ. ของพรรคภูมิใจไทยที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยอย่างบ้านเกิด เมืองนอนผมก็จะไม่พิจารณา เพราะว่าสำหรับผมและทุกอย่างที่ผมได้ศึกษามามันมีเรื่อง ที่เร่งด่วนกว่าอย่างมหาศาล และถ้าหากว่าพวกท่านสงสัยว่าทำไมเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่อยู่ จังหวัดบุรีรัมย์ที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลายที่สุดโดยหลายเหตุผลที่ท่านทราบ ผมที่ไม่เคย หิวแสง ผมที่ไม่เคยต้องการสัมภาษณ์ ผมที่ไม่เคยตอบโต้กระทั่งที่โดนเข้าใจผิดโดยสังคม ทำไม ต้องทำขนาดนี้ ผมอยากจะขอให้พวกท่านให้เวลาผมสักนิดหนึ่ง แล้วตั้งใจฟังข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมได้ รวบรวมสะสมมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะพูดในรายละเอียด ข้อมูลต่าง ๆ อยากจะขอให้ทุกคนที่รับฟังอยู่ หากอยู่นอกสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้หยิบโทรศัพท์ของท่านออกมา ในระหว่างที่ผมพูดในแต่ละอย่าง ผมอยากให้พวกท่านกด Pause แล้ว Fact Check สิ่งที่ผม กำลังจะพูด Search ดูครับ เพราะสิ่งที่ผมกำลังจะพูดไปนั้นจะมี ๒ ส่วน โดยส่วนหลัก ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว สำหรับเพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้หากท่าน ต้องการที่จะทำเช่นกันอยากให้รวมตัวกันแล้วผลัดกัน Search แต่ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้ท่าน เปิดใจฟังสิ่งที่ผมจะพูดก่อน ก่อนที่ท่านจะ Fact Check ผม เพราะไม่เช่นนั้นท่านจะประกอบ เรื่องราวทุกอย่างแล้วคิดตามสิ่งที่ผมได้รวบรวมมาไว้ไม่ทัน ก่อนอื่นผมว่าพวกเราทุกคนจำได้ดี แล้วตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะโลกเดือด เราทุกคนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เมื่อปีที่แล้ว อภิปรายกันอย่างดุเดือด อยากให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะมันสำคัญจริง ๆ ก่อนอื่นผมอยากให้พวกท่านทุกคนรอง Search ดูว่าปี ๒๐๒๔ เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ รอบโลกมากน้อยแค่ไหนในแบบที่เป็นสิ่งที่หนักที่สุดที่เคยเจอมาในประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่าง สั้น ๆ ซาฮาราเกิดหิมะตก พายุไต้ฝุ่นทอร์นาโดในอเมริกาที่ใหญ่ที่สุด แล้วอีกมากมาย นั่นคือ ปีที่แล้วครับ พอพวกท่านมาดู ๓ เดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างทั่วโลก อย่าลืมนะครับ Pause แล้ว Search ดูแล้ว Fact Check ผม สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้ไม่ได้เป็นทุกเหตุ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น ใน ๓ เดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง เกาหลีใต้ ไฟป่า ที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเจอมาในประวัติศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น ดอกซากุระบานระหว่างที่หิมะ ยังตกอยู่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีพายุไต้ฝุ่นที่สหรัฐอเมริกาและไฟป่า และอีกหลายสิ่ง หลายอย่างมากมาย จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่พม่า ที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพัน กิโลเมตร และเราทุกคนก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องราวเหล่านี้ถ้าท่าน Search ดูท่านจะรู้ดีว่า มันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นแล้ว ท่านอาจจะมองมันเป็นสถานการณ์ปกติ เป็นวิกฤติภัยธรรมชาติ ที่มาจากสภาวะโลกเดือดอย่างเดียวก็ได้ครับ เพราะเรารู้ดีว่าที่ผ่านมาสภาวะโลกเดือดทำให้ North Pole และ South Pole น้ำแข็งละลาย การละลายนั้นนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราอภิปรายกันอย่างดุเดือดกรุงเทพฯ จะท่วม ทุกคนพูดแบบนี้หมดคราวที่แล้ว แต่ท่านรู้ไหมครับ ว่าสำหรับผมผมทำการบ้านมานี่เราทุกคนก็คิดเหมือนกันว่ามันไม่เร็วขนาดนี้หรอก ๑๐ ปี ข้างหน้าไหม ๒๐ ปีข้างหน้าไหม แต่วันนี้มันกำลังเกิดขึ้นข้างหน้าพวกเราทุกคน แต่เหมือน เราทุกคนยังทำเหมือนมันไม่ใช่ปัญหาของเรา ท่านรู้ไหมครับว่าศึกษานี่ผมศึกษามาทุกด้าน ทุกทาง มันมีสิ่งที่น่าสนใจแล้วน่ากังวลใจหลายอย่างที่ผมจะต้องมาแชร์ให้พวกท่านรับฟัง ในวันนี้ ผมศึกษาแม้กระทั่งดาราศาสตร์ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เดือนสองมาจนถึงเวลานี้ มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ หรือทาง Astrology ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง น่าติดตาม ที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอย่างถี่ติด ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นจันทรุปราคา สุริยุปราคา ทั้ง ๒ อย่าง มากกว่า ๒ รอบผมตามไม่ทัน ไม่ว่าการที่จะมีดาวกำลังจะระเบิด แต่เป็นเรื่องปกติเกิดขึ้น ทุก ๆ ๘๐ ปี แต่เขาบอกว่าจะเกิดขึ้นในอีก ๒ ๓ ปี แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ มีวันที่ ดาวเสาร์วงแหวนหายไปเกือบ ๔๘ ชั่วโมงแล้วกลับมาใหม่ Search นะครับแต่ละอย่างที่ผมพูด และมีปรากฏการณ์ Solar Flare Solar Flare คืออะไร ก็เกิดขึ้นบ่อยเราก็เห็นในข่าวบ่อย ๆ คือการปะทุของดวงอาทิตย์ ผมไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องหรอกครับเกี่ยวกับดาราศาสตร์ จริง ๆ เข้าใจน้อยมาก ในโลกวิทยาศาสตร์เรายังเข้าใจแค่เสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมไม่ได้ หลงตัวเองครับว่าถ้าผมไม่เข้าใจ มันไม่ส่งผล พวกเราทุกคนรู้ดีว่าแค่พระจันทร์ขึ้นและลง ยังส่งผลต่อระดับน้ำแล้วจะมาเอาอะไรกับดวงอาทิตย์ แล้วสิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคืออะไร รู้ไหมครับ หลังจาก Solar Flare เกิดขึ้น ๓ วันแผ่นดินไหวพม่า แล้วท่านรู้อะไรไหมครับ ว่าหลังจากนั้นไม่ถึง ๑ อาทิตย์ภูเขาไฟมากกว่า ๗ ๘ ลูกทั่วโลกตื่น ความหมายตื่นของผม ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเริ่มมีแรงสั่นสะเทือนนะครับ มีควันปะทุออกมา มีญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไอซ์แลนด์ อเมริกา มีอีกหลายที่ นี่นับแค่อยู่บนดิน ไม่นับใต้ทะเล แล้วท่านรู้ไหมครับว่าไม่ถึง ๑ อาทิตย์หลังจากนั้นทุกวันนี้ปะทุระเบิดแล้วนะครับ Search เลยครับ ไอซ์แลนด์ลาวา ยังไหลอยู่ทุกวันนี้เลย ฮาวายก็มีระเบิด แล้วพวกเราทำอะไรกันอยู่ครับ ถ้าเรื่องนั้นมันไกลตัว พวกท่านเกินไป ผมขออนุญาตขยับให้มันเข้ามาใกล้ตัวอีกสักนิดหนึ่ง ตั้งแต่วันที่เกิดแผ่นดินไหว ที่พม่าที่ส่งผลกระทบถึงกรุงเทพฯ เฉพาะในประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกท่านในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนต้องรู้ดี กาฬสินธุ์น้ำท่วม ลำปางไฟไหม้ อีสานเหนือพายุเห็บ ภูเก็ตและกระบี่ระดับน้ำลดจนต้องแจ้งระวังภัย สมุทรปราการและสมุทรสาครน้ำลด ปากน้ำ ของสมุทรปราการเห็นแต่ดิน พี่น้องชาวสมุทรปราการบอกว่าอะไรรู้ไหมครับ เป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นทุกปี หลังจากนั้นเพียง ๑ วันน้ำตีขึ้นมาท่วม พังงาฝนไม่ตกแต่น้ำท่วม นั่นคือเหตุ ที่ทำไมผมถึงต้องขัดความเป็นห่วงเป็นใยของผู้หลักผู้ใหญ่ที่รักและเป็นห่วงผมที่สุดเพื่อนำ เรื่องพวกนี้ไปนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรี เขาบอกผมแล้วครับทุกคนจะมองเป็นเรื่องเกมการเมือง พอเถอะครับเกมการเมือง ถ้าเรื่องนั้น มันยังไกลเกินไปที่ท่านจะเข้าใจ ทำไมผมคิดว่ามันต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินถ้ามันยัง ไกลเกินไปที่ท่านจะเข้าใจผมขอให้พวกท่านนึกถึงเหตุที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๖ ๒๕๔๗ พวกท่านจำได้ไหมว่าตอนนั้นสึนามิจังหวัดภูเก็ตต้นเหตุคืออะไร แผ่นดินไหวครับทางอินโดนีเซีย ไกลจากทุกแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตั้งแต่มันเกิดขึ้นที่บ้านเราในรอบนี้ ๙.๑ ริกเตอร์ ใช่มันแรง แต่ครั้งเดียวเท่านั้นนะครับ จุด Center เดียว ไม่รวมถึง Aftershock ๙.๑ ริกเตอร์ ก่อให้เกิด ภัยพิบัติแบบนั้นที่จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่แผ่นดินไหวพม่ามีเกิดแผ่นดินไหวที่ไหนอีกรอบตัว พวกท่านทราบไหมครับ ไม่นับ Aftershock เกิน ๑๐ ครั้ง เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มิหนำซ้ำในทะเล ๒ ฝั่ง ห่างแค่เพียงไม่ถึง ๕๐๐ กิโลเมตรของภาคใต้ของเรา วันนี้ คำถามมันไม่ใช่ว่าจะเกิดหรือไม่ มันคือเกิดเมื่อไร แล้วหนักแค่ไหน แล้วถ้าเรื่องนี้มันยังไกลตัว พวกท่านเกินไปผลกระทบของแผ่นดินไหวที่กรุงเทพฯ ผมเข้าใจว่าท่านอยากสร้างความมั่นใจ ให้พี่น้องประชาชน แต่ผมบอกเลยนะครับ ครั้งหน้าถ้ามันมีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยหรอก แต่มันไม่ต้องถึง ๗.๑ ริกเตอร์ที่จะสร้างความเสียหายมากกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอะไร โครงสร้างร้าวหมดแล้ว ดินข้างใต้พวกท่านรู้ไหมว่าการขยับของ Tectonic Plate มันไม่ใช่แค่ผิวดิน มันไปถึงแกนโลกนะครับ ต่อให้ไม่ไหวถ้าเกิดการ Set ตัว ของดินมันจะเกิดอะไรขึ้น ดินก็ทรุดได้ แล้วถ้ามันไหวละครับ แล้วถ้าเรื่องนี้มันยังยากเกิน ที่ท่านจะเข้าใจเอาแค่เรื่อง La Nina เอาแค่เรื่องน้ำที่เราอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ทุกคนว่ามันจะมา ที่ทุกท่านปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้มาถึงแล้ว พายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นที่ปาย ที่ทำลายบ้านเมือง ครัวเรือนของพี่น้องประชาชนไปกว่าร้อยครัวเรือนในเวลา ๓ นาที พยากรณ์ กรมอุตุนิยมวิทยาทุกคนบอกให้ระมัดระวัง แต่ยังไม่มีใครตระหนัก ท่านลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าน้ำที่เราทุกคนทั่วโลกบอกว่ามันจะมา มาถึงแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้น ประเทศไทยเราเป็น ประเทศการเกษตร เราอยู่กับความแล้งมาโดยตลอด แล้วตั้งแต่ก่อนที่ผมเกิด ก่อนที่พวกท่าน ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้เกิด เราล้วนแล้วแต่พยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวเกษตรกร ของประเทศไทยมาตลอด🔗
ขออนุญาตท่านเลขา🔗
ครับท่านประธาน🔗
คือญัตติของเรานี่ ญัตติเกี่ยวกับภาษีของอเมริกานะครับ ก็กระชับเข้าประเด็นนิดหน่อย เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ เข้าใจและต้องขอบคุณในประเด็นที่ท่านประธานได้ทักท้วงนะครับ แต่อยากจะขออนุญาตท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือญัตติที่พรรคภูมิใจไทย เสนอโดยท่านเลขานะครับ ท่านได้เสนอญัตติด่วน เรื่องของแผนการรับมือจากภัยพิบัติ ธรรมชาติและผลกระทบทางวิกฤติเศรษฐกิจของโลก และภัยความมั่นคงจากสถานการณ์โลก จะต่างจากญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจาจากพรรคอื่น ๆ สักเล็กน้อยครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ท่านประธานได้กรุณาให้ทางเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในประเด็นเรื่องของภัยพิบัติแล้วก็จะไป เข้าสู่ถึงเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจโลกต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านกรวีร์แล้วก็ขอบพระคุณ ท่านประธาน ผมเข้าใจนะครับ ผมรับประกันว่าสิ่งที่ผมจะพูดถึงในเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ และความมั่นคงเช่นกันจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งที่ผมกำลังเล่าให้ทุกท่านฟังในตอนนี้ ถ้าอย่างนั้นเรื่องน้ำครับ พอเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษของเรา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวไทยที่ต้องเผชิญกับภัยแล้งเท่ากับว่าเราทำอะไรมาครับ หลายร้อยปีที่ผ่านมา สร้างที่เก็บน้ำ สร้างที่กักน้ำ เพื่อให้มีกิน มีอาบ มีใช้ เราทำมาทุกคนละครับ ทุกสมัย แม้กระทั่งสมัยนี้ เพื่อเก็บน้ำให้ชาวเกษตรกรและพี่น้องชาวไทยได้สามารถอยู่รอดได้ ทำมาหากินได้ ถูกไหมครับ เพราะว่าที่ผ่านมามันแล้ง แล้วพอเรื่องนี้มันกลับละครับ มันจะ เกิดอะไรขึ้น ถ้าน้ำมันเทลงมาขณะที่เราอภิปรายกันในรอบที่แล้วเรารู้ว่าทั่วโลกจะประสบภัยนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับการระบายน้ำ ทุกอย่างที่เราสร้างมาเพื่อกักเพื่อกันน้ำจะกลายเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดปัญหาที่สุดต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยใช่หรือไม่ โอเค ผมว่าเรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก แต่ท่านประธานรู้ไหมครับ หลายคนจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เรื่องนี้มันเป็นเวลาปกติ ที่จะต้องเจอสภาวะอากาศแบบนี้ ผมมีข้อมูลที่จะแชร์เพิ่มเติมครับ ผมเชื่อว่าทุกคนรู้และ เข้าใจดีว่าโลกเรามีขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ถูกไหมครับ Search ดูนะครับ ตั้งแต่เดือนสอง มาถึงตอนนี้ขั้วโลกเหนือกำลังขยับ ๓๐ วันโดยเฉลี่ยขยับประมาณ ๔.๕ ไมล์ Search ผมขอถามว่า ท่านเข้าใจไหมว่าความหมายของมันคืออะไร เรารู้ดีว่าถ้าน้ำแข็งละลาย ระดับน้ำสูงขึ้น เรารู้ดีว่า ถ้าน้ำแข็งละลายลงไปในกระแสใต้น้ำ การเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมินำไปซึ่งการเปลี่ยนแปลง ในความเร็วของกระแสน้ำใต้พื้นทะเล ใครที่ศึกษาจะรู้ดีว่ากระแสน้ำใต้พื้นทะเลส่งผลกระทบ อย่างมหาศาลต่อภูมิอากาศด้านบน ทีนี้ถ้าเข้าใจว่ามันเป็นแม่เหล็กขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ นี่คือสิ่งที่ทำให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ Angle ไหน มุมไหน ถ้ามุมนี้ค่อย ๆ ขยับทีละ ๔.๕ ไมล์ หมายความว่าอะไร พื้นที่ที่เป็นน้ำแข็งมันแข็งเพราะว่ามันสัมผัสดวงอาทิตย์แล้วแสงของ ดวงอาทิตย์น้อยที่สุดจากทุกประเทศ เพราะในมุมที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ถ้ามุมนี้ขยับ เท่ากับว่าน้ำแข็งจะเขยิบมาเจอแดดมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูก ไม่ถูก แล้วถ้าการละลาย มันเกิดขึ้นเร็วขึ้นกว่าเดิม ภูมิอากาศจะเปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ผมอยากให้ทุกท่านที่ฟัง Search ดูทุกอย่าง ผมอยากให้นักวิชาการทุกคนที่ชำนาญในแต่ละด้าน Fact Check วิเคราะห์แล้วช่วยนำเสนอข้อมูลให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจที เพราะผมก็ ไม่เข้าใจทุกอย่างแต่ผมรู้ว่ามันสำคัญแล้วมันส่งผล ทีนี้ ๓ เรื่องนี้ต่อให้มองเป็นเรื่องแยกผมว่า ก็ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออย่างน้อยตั้งกรรมาธิการ แต่ถ้ามองเป็นเรื่องรวม ไม่อยากจะคิด แต่ข้อดีครับ ข้อดีคือเรายังมีเวลาตั้งแต่เกิดเหตุจากการสั่งการของท่านหัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ผมได้มีการประสานงานกับทุกหน่วยงานภายใต้การบริหารของ พรรคภูมิใจไทยเพื่อเตรียมแผนหากวันหนึ่งจำเป็นจะต้องใช้ในทุกบริบทคิดทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ฉุกเฉิน ไม่ฉุกเฉิน ทั้งในเรื่องของการ Training ในเรื่องของการทำ ทุกวิถีทางที่เราคิดได้แล้วกำลังดำเนินอยู่แม้กระทั่งวินาทีนี้ พวกเขาก็นั่งฟังการอภิปรายครั้งนี้อยู่ ใช่ครับเวลามี ใช่ครับพวกเรากำลังทำสุดความสามารถ แต่บอกตรง ๆ ว่ามันไม่พอ ครั้งนี้ เราต้องใช้การร่วมแรงร่วมใจไม่ใช่แค่กับรัฐบาลทุกพรรคทุกกระทรวง ไม่ใช่แค่ภาครัฐและ ภาคเอกชน แต่เราต้องสามัคคีกันทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย เพราะถ้ามันมาพร้อมกันให้เรา เตรียมพร้อมอย่างไรก็ตามเราก็รับไม่ไหวช่วยทุกคนไม่ทันถ้าเราไม่ตระหนักตั้งแต่ตอนนี้ แล้วผมบอกเลยว่ามันไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลนะครับ ผมเชื่อว่าทั่วโลกจะประสบปัญหาที่ตั้งหลัก ไม่ทันเหมือนกันหมด เรื่องแผ่นดินไหวกับการรับมือก็ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลครับ แต่ถ้าเรา ไม่ตระหนักตั้งแต่วันนี้สิ่งที่เราวิเคราะห์แล้วทราบกันมาครับว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้สูง ความสูญเสียอันนั้นคือความผิดของพวกเราแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกคน วางเกมการเมืองออก ผมอยากให้ทุกคนเลิกนึกถึงตัวเองแล้วมองขึ้นมาแล้วนึกถึงพี่น้องประชาชน ชาวไทย เวลายังมีครับแม้จะน้อยเวลายังมี🔗
ขออนุญาตนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙ ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุมค่ะ ดิฉันถามตรง ๆ ว่า ถ้าท่านผู้ที่พูดอยู่นี่เป็นสมาชิกจากพรรคประชาชนท่านประธานจะปล่อยให้พูดมานานขนาดนี้ แล้วมันออกนอกเรื่อง นอกญัตติไปนานขนาดนี้ไหมคะ ดิฉันเข้าใจค่ะว่าท่านประธาน เตือนไปแล้ว ๑ ครั้ง แล้วก็ได้มีการชี้แจงไปแล้ว แต่ว่าดิฉันอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยว่า วันนี้เรากำลังอภิปรายในญัตติของเรื่องภาษีนะคะ ไม่ได้อภิปรายญัตติแผ่นดินไหวเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วค่ะ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ🔗
ครับ เดี๋ยวขออนุญาตวินิจฉัยก่อนนะครับ คือของท่านไชยชนก ชิดชอบ ญัตติของเขาคือขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแผนการรับมือจากภัยพิบัติธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจโลก รวมทั้งภัยความมั่นคงจากสถานการณ์โลกนะครับ ก็เป็นญัตติที่แตกต่างจาก ญัตติอื่น ๆ พอสมควรนะครับ เสร็จแล้วก็มีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกอันนี้ก็คือครอบคลุมในวงกว้าง ดังนั้นจริง ๆ แล้วก็เกือบจะรวมกันไม่ได้เพราะว่าประเด็นของอเมริกาส่วนมากก็อยู่ในนี้นะครับ อย่างไรก็ขอให้ท่านไชยชนกนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งค่ะ เพื่อชื่อเสียงของผู้อภิปรายแล้วก็ครอบครัวของเขาเองค่ะ🔗
ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยแล้วนะครับก็ขอให้ท่านไชยชนกอย่างไรก็ขอให้เข้าสู่ประเด็น ของอเมริกานะครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกที่เป็นห่วง🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านสนองประท้วงครับ🔗
ขออนุญาตประท้วงผู้ที่ประท้วงครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ คุณไชยชนกได้ทำ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ข้อมูลต่อสภา ครอบครัวไม่ได้มาเล่นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขอความกรุณาว่าอย่าพาดพิงไปถึงครอบครัวของเขาครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ เสียหายครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณในเจตนาดีแต่ไม่เป็นไร ผมไม่ถือครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดด้วยความเจตนาความจริงใจแล้วผมจะจบเรื่องนี้แล้ว และไปเรื่องเศรษฐกิจตามที่เพื่อนสมาชิกเรียกร้อง ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ผมได้พูดไปเพียงพอแล้ว แต่อยากจะบอกเรื่องผมมันไม่ใช่แค่เรื่องแผ่นดินไหวนะครับเพื่อนสมาชิก แต่ว่าผมจะไปต่อครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านโอเคนะครับ เชิญต่อเลยครับ🔗
เพื่อนสมาชิกพอใจไหมครับ🔗
ต่อเลยครับท่านไชยชนก🔗
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องต่อไป ผมขอบอกก่อนครับท่านประธานวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเพื่อนสมาชิก ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์แล้วสามัคคีกัน แม้จะมีความคิดเห็นต่าง มีมุมมองที่ต่างทุกท่านมองหาทางออกเพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทยด้วยความรู้ที่ท่านมี มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นแล้วรู้สึกมีความหวังเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้านผมมีเรื่องที่ผมเห็นด้วยจากสิ่งที่ทุกท่านนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นแต่ละท่านทุกคน ล้วนแล้วแต่บอกว่าประเทศไทยต้องมาก่อน Thailand Best หรือบางท่านแม้จะบอกว่า รัฐบาลต้องตั้งตัวให้ดีเพราะคุณอาจจะยังไม่พร้อมที่จะคุยกับทรัมป์ (Trump) แต่ก็นำเสนอเหตุผล ที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเพื่อไปเจรจากับทางทรัมป์ (Trump) แต่ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่มองเห็นว่าทุกท่านขาดไปคือสติ เรียนทุกท่านด้วยความเคารพ ทุกท่านมีเจตนาที่ดี แต่เราคือใครครับ ผมเห็นด้วยนะครับกับเพื่อนฝ่ายค้านว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติ เพียงพอที่จะไปคุยกับทรัมป์ (Trump) แต่มันไม่ใช่เพราะเขาไม่มีศักยภาพ ประเทศจีนก็คุย กับทรัมป์ (Trump) ไม่รู้เรื่อง ยุโรปรวมตัวกันก็คุยกับทรัมป์ (Trump) ไม่รู้เรื่อง รัสเซียก็คุย กับทรัมป์ (Trump) ไม่รู้เรื่อง แล้วเราละครับอย่าว่าแต่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือพวกท่าน วันนี้ เทวดามาพูดกับทรัมป์ (Trump) ก็ไม่รู้จะคุยเรื่องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตครับ อย่าเสียบุคลากร ทรัพยากรของประเทศไทยที่จะเป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่งในอนาคต อันใกล้หลังจากนี้เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ไปอีกเลยครับ แล้วอย่าเสียสิ่งที่สำคัญที่สุด ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบุคลากรที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานี้นั่นคือท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือเวลาของท่านกับเรื่องนี้เลยครับ วันนี้เราต้องยอมรับสถานการณ์ความเป็นจริง พวกท่านมีความรู้ในด้านเศรษฐกิจเข้าใจอย่างลึกซึ้งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ทรัมป์ (Trump) จะทำ จากเมื่อวานมาวันนี้ภาษีทรัมป์ (Trump) ตั้งให้กับจีนขึ้นไปถึง ๑๐๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว เรื่องนี้มีแต่จะดุเดือดขึ้นแล้วรุนแรงขึ้นยิ่งเวลาผ่านไป แคนาดาที่มองเปรียบเสมือนเป็นประเทศเดียวกันกับอเมริกายังคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเราเป็นใคร สติครับ วันนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องออกมาพูดในสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการจะได้ยิน วันนี้ เป็นเวลาที่เราจะต้องออกมาพูดในสิ่งที่พี่น้องประชาชนจำเป็นจะต้องได้ยิน เวลานี้ไม่ใช่เวลา แห่งการพัฒนา เวลานี้ไม่ใช่เวลาแห่งการลงทุน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลานี้เป็นเวลาที่เรา ไม่ควรจะก้าวไปข้างหน้า เวลานี้เป็นเวลาที่เราควรจะหยุด แล้วถอยมา ๑ ก้าว แล้วรักษา บุคลากรและทรัพยากรของประเทศไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันให้ได้ แล้วผมรับประกันครับ ประเทศที่ผ่านวิกฤตินี้เราลุกขึ้นได้เร็วที่สุดจะกลายเป็นมหาอำนาจ ถัดไป เพราะโดนทุกคน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะภัยธรรมชาติ🔗
ท่านไชยชนกครับขออนุญาตนะครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นสรุปเลยนะครับ🔗
ช่วยสรุปนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขออนุญาตสรุปประเด็นสุดท้ายจริง ๆ เป็นเรื่องที่สรุปได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของประเด็นสุดท้าย ภัยในความมั่นคงหากทุกท่าน อ่านออกเกมของทรัมป์ (Trump) ไม่เคยเป็นเกมเศรษฐกิจตั้งแต่ไปคุยกับทางยูเครน เป้าหมายของทรัมป์ (Trump) ตั้งแต่แรกแต่ไรคือจีน เพราะว่าถ้าไม่มีจีนทรัพยากรทุกอย่าง ไม่มีใครต้านทรัมป์ (Trump) ไหว ฉะนั้นเรื่องนี้จะดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ อย่างแน่นอน แล้วผมรู้ครับว่าเราไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรอกหากมันมีสงครามเกิดขึ้น แต่วันนี้ ท่านอย่าปฏิเสธว่ามันกำลังเกิด ยุโรปทั้งยุโรปประกาศไปตั้งนานแล้วให้ตุนอาหารเพื่อเตรียมตัว รับมือกับสงครามโลก จีน รัสเซีย อเมริกาฝึกยุทโธปกรณ์หมดแล้ว ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ที่จะรบกับอิหร่านแล้ว เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีน้ำมัน และอีกหลายเหตุการณ์ผมเชื่อว่า ท่านไป Search ศึกษาดูท่านจะเห็นว่ามันเริ่มขึ้นแล้ว แล้วมีแต่จะแรงขึ้นและแรงขึ้น ฉะนั้น ทำไมเรื่องภัยธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนท่านเข้าใจไหมครับ วันนี้เรารู้ดีอยู่แล้วว่าระบบในการเตือนภัย ป้องกันภัย และกู้ภัยเรายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เราต้องมารวมมือรวมใจกัน🔗
ท่านสมาชิกครับ🔗
จะจบแล้วครับท่านประธานนิดเดียวครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับไม่ถึง ๕ นาที🔗
ท่านสมาชิกครับ ผมขอความกรุณาแบบนี้ครับ เรามีผู้ลงชื่ออภิปรายวันนี้ ๔๐ กว่าท่าน ท่านใช้เวลา ๓๐ กว่านาทีก็พอสมควรนะครับ ผมขอให้ท่านใช้เวลาอีกสัก ๑ นาที เพื่อสรุป ขอความกรุณาท่านสมาชิกครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธาน ๑ นาทีครับ ถ้าเกิดว่าพี่น้องประชาชนรวมไปจนถึงหน่วยงานที่จะต้องดูแลเรื่องภัยพิบัติต่าง ๆ หน่วยงาน ราชการ หน่วยกู้ภัยเจอกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดความสิ้นหวัง ถ้าเกิดเขาเจอกับ วิกฤติความมั่นคงจะเกิดความกลัวและหวาดระแวงทั้งคนไทยที่เป็นพี่น้องประชาชนและ เป็นหน่วยงานราชการที่ต้องช่วยเหลือ ถ้าเราจะมาตั้งตัวตั้งหลักในการที่จะตั้งระบบตอนนั้น ท่านคิดว่าเราจะสามารถทำมันอย่างมีประสิทธิภาพได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมขอร้องละครับ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เถอะครับ ขอร้อง พวกผมอย่างไรก็ทำกันเองไม่ไหว เราแต่ละคนต่างมี หน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่แค่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ แค่เจ้าของบริษัท ไม่ใช่แค่ท่านนายกรัฐมนตรี แต่พี่น้องประชาชนทุกคนผมอยากบอก พวกท่านว่าทุกท่านก็มีหน้าที่รับผิดชอบ และภารกิจที่สำคัญในการช่วยให้เราก้าวข้ามตรงนี้ ไปได้ในแบบของตัวเอง ท้ายที่สุดผมอยากขอให้ทุกท่าน Fact Check ไป Check ข้อมูล ทุกอย่างที่ผมได้นำเสนอจากใจในวันนี้แล้วลองพิจารณาตัวเองดูว่าท่านสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยเหลือประเทศไทยของเรา คงจะฝากไว้เท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปนะครับ ญัตติของท่านวรวิทย์ บารู เชิญครับ🔗
๙. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรหาแนวทางการแก้ปัญหาอันเกิด จากผลกระทบจากการขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ บารู พรรคประชาชาติ เขต ๑ ปัตตานี ขอร่วมอภิปรายในเรื่องนี้เนื่องว่าได้เสนอญัตติ เข้าไปด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วก็คงไม่ใช้เวลามากของสภานี้ เพราะว่าอย่างที่ประธานได้พูด มีคนที่อยากจะพูดหลายสิบคนนะครับ คืออย่างนี้นะครับการกลับมาของทรัมป์ (Trump) ในรอบที่ ๒ ก็ยังคงใช้นโยบายเดิม ก็คือ Make America Great Again ซึ่งเป็นนโยบายที่สานต่อ จากนโยบาย America First ที่เราทราบมาตั้งแต่สมัยนี้แต่ยังไม่ออกฤทธิ์ออกเดชเท่าไรนัก ในขณะนั้นจนกระทั่งถึงขณะนี้ การที่ได้ใช้นโยบายอันนี้ของอเมริกาเพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ ทางด้านการค้าของอเมริกา ซึ่งได้ตระหนักว่าอเมริกานี่ขาดดุลต่อประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ทีเดียว โดยเฉพาะกับจีน จริง ๆ สูตรของอเมริกาต่อเรื่องนี้นะครับก็ใช้สูตรของ Imbalance เนื่องจากว่าไม่สมดุลกันในเรื่องออกและเข้ามานี่ จึงต้องการที่จะทำอย่างไรให้ Import กับ Export เท่ากันมันก็แลก ๑:๑ อย่างนี้นะครับ ซึ่งในความเป็นจริงก็คงจะกระทบไปในหลาย ประเทศมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในขนาดกลาง แต่เนื่องว่าไทย อเมริกาใช้สูตร Imbalance ที่ว่านี้ก็อยู่ที่ประมาณราว ๆ สัก ๗๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นครึ่งหนึ่งของ ๗๒ ก็คือ ๓๖ ก็ใช้อย่างเดียวกันเกือบจะทุกประเทศ ยกเว้นถ้าหากว่า ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังคงที่เดิม ดังนั้นก็เกิดปัญหาตามมาในหลาย ๆ ประเทศทีเดียว ที่โดนมาตรการการขึ้นภาษีตรงนี้ บางประเทศถ้าอยากจะเสนอให้ทางรัฐบาลผมก็อยากจะ เสนออย่างหนึ่งนะครับ ก็คือในบางประเทศ อย่างเช่น มาเลเซีย อินเดีย ก็ใช้นโยบาย ในการที่ลดค่าเงินนะครับ เสร็จแล้วก็ลดดอกเบี้ยอันนี้ก็เป็นอันหนึ่ง ซึ่งอยากจะเรียนไปถึง รัฐบาลให้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย จริง ๆ แล้วประเทศไทยก็ไม่น้อย ๓๖ เปอร์เซ็นต์นี้ไม่ได้น้อยเลย ในขณะที่หมายความว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนจะมากกว่าเราก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วเราก็ อยากจะให้น้อยกว่านั้นอีกนะครับ ในเรื่องนี้นะครับประเทศไทยก็พยายามในการที่จะหาทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เคลื่อนไหวในการที่จะมีคณะ ทีมไทยแลนด์ไปพูดแล้วก็มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัน ๒ วันนี้นะครับ การพูดคุยในวันนี้ก็เป็นที่ปรากฏชัดครับประเทศไทย อเมริกาเรากลัวกันว่าในเรื่องของ การเกษตรมีการพูดถึงว่าเราสั่งวัตถุดิบทางการเกษตรเอาเข้ามาแล้วก็แปรรูปส่งไปนะครับ จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นมีจุดแข็ง เพราะว่าถ้าเราดูสินค้า ๑๐ ลำดับที่ส่งไปอเมริกานี่นะครับ ผมจะหยิบยกบางประเด็นที่ประเทศไทยแล้วก็มันเชื่อมโยงกับสภาเราที่ได้ทำไปนะครับ อย่างเช่นว่า ในลำดับที่ ๕ ก็คืออาหารทะเลและผลิตภัณฑ์ประมง ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแช่แข็ง ปลาทูน่า กระป๋อง อาหารทะเลแปรรูป อะไรเหล่านี้ซึ่งเราทำได้ดี แล้วก็เป็นสินค้าที่คุ้นชินกับสังคมเรา มากมาย แต่ว่าเราประมาณ ๘ ๙ ปีที่ผ่านมานี้เหล่ามันตกไปมาก จึงทำให้สภานี้ได้มีการพูดถึงเรื่องการแก้ พ.ร.บ. แก้พระราชกำหนดแล้วก็ผ่านไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะเรียนถึงที่กลั่นกรองกฎหมายด้วยนะครับ อันนี้ประเทศไทยเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมพูดหลายครั้งต่อเรื่องของการประมงในทางภาคใต้ซึ่งกระทบมาก กระทบกับความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน และสิ่งนี้เช่นเดียวกันก็ที่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการที่จะส่งออกไป เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้แก้ไขเราได้ผ่านตรงนี้มา ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์ ประชาชน ก็จะได้มีอาชีพ มีงานทำ เราก็จะได้ส่งออก เพราะว่าตรงนี้เป็นสินค้าประจำที่ทำเงินทำรายได้ ให้กับเราด้วยการส่งออกไปทางอเมริกา จุดแข็งเหล่านี้อีกอันหนึ่งที่อยากจะเรียนตรงนี้ก็คือ ประเภทอาหารกระป๋อง ซึ่งเราก็ทำได้ดีนะครับ จุดแข็งของเราไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออก สินค้าที่เป็นสับปะรดกระป๋องก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสับปะรดกระป๋องเป็นรายใหญ่ของโลก เลยทีเดียว แล้วก็ส่งไปอเมริกามากมาย แล้วก็การผลิตสับปะรดกระป๋องเป็นการผลิตที่อยู่ใน ระดับมาตรฐานของโลกด้วยนะครับ จึงอยากจะให้รัฐบาลได้มองจุดนี้ด้วยนะครับ ประเทศไทย สามารถที่จะผลิตและอยู่ในมาตรฐานสากลในเรื่องของสับปะรดกระป๋อง อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เรามีสินค้าที่มีคุณภาพเช่นนี้ก็หาใช่ว่าเราจะไม่มีจุดอ่อนนะครับ คือจุดอ่อนอย่างหนึ่ง ที่เราเจออยู่ก็คือการที่เราละเลยต่อการนำเข้านวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว อีกอันหนึ่งก็คือเราก็คง Brand เดิม ไม่มีโอกาส ที่จะสร้าง Brand ใหม่ ๆ เข้ามา ในหลายประเทศก็มี Brand หลาย Brand จากฐานเดิม ของสินค้าที่ได้รับความนิยมอันนั้นด้วยนะครับ อีกอันหนึ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การประมงหรือในเรื่องของอาหารกระป๋องที่เป็นสินค้า อย่างเช่นผลิตภัณฑ์เกษตรเป็นอาหาร แปรรูปกระป๋อง ก็คือการที่มีสารตกค้างอะไรเหล่านี้ซึ่งจะเป็นข้ออ้าง ไม่ว่าจะเป็นอียูหรือว่า อเมริกาเฉกเช่นเดียวกับการประมง ผมได้รับทราบที่เกี่ยวกับประมง เกี่ยวกับการจับปลา ที่เราใช้น้ำแข็งนี้ลงไปกับเรือของเราที่ไปจับปลาแล้วก็แช่ปลาเป็นเวลานานในน้ำแข็งนี่นะครับ ในขณะที่ประเทศทางยุโรปก็มีการทำห้องเย็นโดยใช้น้ำทะเล เพราะฉะนั้นสารตกค้างเขาก็ไม่มี ก็มาจากน้ำทะเล อันนี้เป็นนวัตกรรมที่ผมบอกว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเรียนรู้แล้วก็นำเข้ามาเพื่อ พัฒนาสินค้าของเรา ผลิตภัณฑ์ของเราไปสู่ต่างประเทศ สิ่งอื่น ๆ ที่อยากจะให้รัฐบาลได้หัน กลับมาดูก็คือเนื่องจากว่าเราก็มีปัญหาเรื่องของราคายาง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ยางล้อรถยนต์ ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่เราได้ผลิตแล้วก็ได้ส่งไปตลาดที่อเมริกานี่ค่อนข้างเยอะเช่นเดียวกันอยู่ใน ลำดับต้น ๆ ของการส่งออกเช่นเดียวกัน ถ้าเราแก้ตรงนี้ลักษณะ Typical ของมันไม่ว่า จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางดิบหรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เป็นยางรถยนต์ก็เป็นสินค้าที่เรา สามารถส่งไปขายนอกเหนือจากตลาดอเมริกาในเรื่องของรถยนต์ ส่วนในเรื่องของที่นอน หมอน อะไรจากยางดิบ ซึ่งเราสามารถที่จะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้จากพื้นที่แล้วก็จะทำให้ราคายาง และอะไรต่าง ๆ ในประเทศก็ดีขึ้น ตัวอย่างในประเทศมาเลเซียเปลี่ยนแปลงไร่ที่เป็นสวนยาง ไปเป็นสวนปาล์ม แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นผู้บริโภคยางก้อนจากประเทศไทยเพื่อไปอะไรครับ เพื่อไปผลิตถุงมือยาง จนกระทั่งว่าถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต้นของโลก เลยทีเดียวในการส่งออก เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐบาลมองดูโอกาสในลักษณะเช่นนี้ เพื่อช่วยให้ ในขณะที่ความเข้มข้นของวิธีคิดทฤษฎีในการจะบอกว่ารบกวนหรือว่าไปจากชาติเล็ก ๆ จากชาติใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราดูแนวคิดต่าง ๆ เป็นแนวคิดที่น่าอันตราย ไม่ว่าจะกรณี ของที่คุณไชยชนกพูด ขอโทษที่เอ่ยนามเสียดายท่านแตะในตอนท้าย ก็คือในเรื่องของ ความขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งภายใต้ตรงนั้นก็จะมีเรื่องของแร่ธาตุ ทรัพยากรอะไรใต้ดิน ไม่ว่า จะเป็นที่อิหร่านหรือว่าที่ยูเครน หรือแม้กระทั่งในประเทศไทยเราเองในเรื่องของแร่หายาก แล้วก็ตลาดจีนกับอเมริกาก็เป็นประเทศที่ ๒ ประเทศที่แย่งเป็นอำนาจเจ้าของแร่ที่หายาก เหล่านี้ ไม่ว่าเราจะเห็นในทางพม่าการเกิดขึ้นของการยุบสลาย การถล่มของแผ่นดินในทาง ตอนเหนือของประเทศไทยอันเกิดจากสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นภาพต่าง ๆ เหล่านี้การแข่งขันเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าแนวคิดของ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่เกี่ยวกับจะไปครอบครองพัฒนาปาเลสไตน์ได้ ไฉนเลยจึงจะ ไม่คิดในเรื่องอื่น ๆ ผมอยากจะให้รัฐบาลคำนึงในเรื่องเหล่านี้แล้วก็หาทางในการที่จะพูดคุย ได้หนทางที่ดีที่สุด เพื่อจะให้เราในฐานะที่ประเทศไทยยืนอยู่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีงาม ซึ่งสามารถที่จะทำการหาตลาดใหม่ ๆ ในการที่จะขายสินค้าก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะแก้ไขได้ ผมขอใช้โอกาสของสภาแค่นี้นะครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณอาจารย์วรวิทย์ ต่อไปญัตติสุดท้ายนะครับ ท่านบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เชิญครับ🔗
๑๐. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาการประกาศขึ้นภาษี ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทย (นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เป็นผู้เสนอ)🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บุญชัย กิตติธาราทรัพย์ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดเพชรบูรณ์ ขอมีส่วนร่วมในการเสนอญัตติด้วยวาจา เรื่องการขึ้นภาษีของประเทศ สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทย ผมได้ฟังพี่น้องสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้เสนอแนะ ให้ความคิดเห็นและข้อมูลต่อรัฐบาลซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและคล้าย ๆ กัน ซึ่งทุกท่านก็เป็นห่วง ประเทศไทย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ห่วงเพราะว่าประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศที่ผลิตสินค้า ภาคเกษตรในการส่งออก ฉะนั้นวันนี้เองผมอยากเห็นรัฐบาลให้ความใส่ใจและให้ความสนใจ ที่จะมีข้อเสนอหรือมีวิธีการที่จะตั้งรับกับการขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐเอมริกา ซึ่งเราจะเห็น ได้ว่าในหลาย ๆ ประเทศมีมาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องของประเทศเขาเอง ไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การผลิตหรือแม้กระทั่งเกษตรกร การขึ้นภาษีของประเทศอเมริกา ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของนักธุรกิจในประเทศไทยในหลายภาคส่วนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะภาคเกษตรกร เราทุกคนรู้ดีว่าพี่น้องเกษตรกร คนไทยมีอาชีพเกษตรกรจำนวนมาก เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้ารัฐบาลเองไม่หามาตรการหรือให้ความสำคัญในการที่จะช่วยเหลือหรือ ต่อรองกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยด้านการผลิตสินค้าของประเทศไทย ซึ่งการขึ้นภาษีในครั้งนี้จะทำให้สินค้าเกษตรของไทยเราเข้าไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาก็จะสูงขึ้น การสั่งซื้อสินค้าเกษตรกรจากประเทศไทยก็จะลดลง ซึ่งปัจจุบันนี้เราทุกคน ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสินค้าในประเทศไทย สินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ราคาก็ถูก เกษตรกรหลายท่านที่ผมลงพื้นที่มาบอกว่าจะให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไรในเมื่อ ปลูกข้าวออกมาแล้ววันนี้ ขายข้าวในประเทศยังได้ราคาที่ต่ำกว่า ฉะนั้นยิ่งเรามาเจอการกีดกัน ขึ้นภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาผมเชื่อว่าสินค้าเกษตรของไทยอีกหลาย ๆ อย่างที่จะต้อง ถูกส่งไปในประเทศอเมริกาลดน้อยลง ฉะนั้นวันนี้ผมดูจากสถิติเมื่อปีที่แล้วในเดือนมีนาคม ข้าวของไทยเราส่งไปในอเมริกามีมูลค่าถึง ๗๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้ทรัมป์ (Trump) ประกาศขึ้นภาษี ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเราจะส่ง ข้าวไปอเมริกาได้มากขึ้นหรือลดลง และราคาจะได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง การนำเข้าสินค้าเกษตร ของประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเกิดปัญหาแน่นอน ซึ่งสินค้าที่ขายไปไม่ได้ก็จะทำให้มันล้น ตลาดในประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเองยังไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือ ฉะนั้นผมเองอยากเห็น รัฐบาลใส่ใจ ผมต้องบอกว่าให้รัฐบาลใส่ใจเพื่อที่จะหามาตรการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร โดยการที่ให้มีการเจรจากับหลาย ๆ ประเทศในอาเซียนเพื่อที่จะไปต่อรอง กับอเมริกา หรือแม้กระทั่งตั้งทีมขึ้นมาหารือประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อที่จะเปิดตลาดการค้า เพราะว่าถ้าเรามัวแต่เจรจาซึ่งวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะยอมลดภาษี ลงมาให้หรือเปล่า ฉะนั้นวันนี้เองรัฐบาลควรจะต้องหาทีมเพื่อที่จะหาตลาดการค้าในประเทศอื่น ๆ ความเป็นห่วงที่ผมอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เพราะผมเองเห็นแล้วว่าสินค้า เกษตรซึ่งไม่มีราคาเลยในประเทศนี้จะทำให้เราทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร ฉะนั้น ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกลุ่มประเทศอาเซียนในการเจรจาลดภาษีกับ ประเทศสหรัฐอเมริกาและหาวิธีช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ส่งสินค้าไปในประเทศ สหรัฐอเมริกา แล้วก็เจรจาหาตลาดใหม่ต่อไปครับ วันนี้ผมไม่อยากเห็นเกษตรกรของไทย ต้องฆ่าตัวตายเพราะสินค้าที่ผลิตออกมาขายไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เป็นการนำเสนอทั้ง ๑๐ ญัตติเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่ส่วนของท่านสมาชิก ที่ได้ลงชื่อกันเอาไว้ เบื้องต้นทราบว่าขณะนี้มีประมาณเกือบ ๖๐ ท่านด้วยกันที่ได้ลงชื่อเอาไว้ ก็เรียนกับท่านสมาชิกว่าผมก็จะไม่ไปลดเวลาท่านเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ก็ตั้งเวลาตามที่ท่านขอนะครับ แต่ว่าขอความกรุณาท่านสมาชิกสักนิดหนึ่งครับ ถ้าหากว่า มันล่วงเลยระยะเวลาพอสมควรอาจจะเป็นช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ ถ้าหากเห็นว่าประเด็นเริ่มซ้ำ เริ่มเวียนแล้วผมก็จะขอลดเวลาทีหลัง ก็แจ้งท่านสมาชิกทราบก่อนครับ ต่อไปผมจะขานชื่อ ทีละ ๒ ท่านครับ ท่านแรกท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แล้วต่อด้วยท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นร่วมกับพวกเรา อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะของผู้ที่พอจะมี ประสบการณ์อยู่บ้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคิดว่าความเห็นนี้จะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็กับรัฐบาล สภาผู้ส่งออก ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม การเกษตร แล้วก็ตัวเกษตรกร รวมทั้งคนไทยทั่วทั้งประเทศ แต่ว่าขออนุญาตเรียนกับ ท่านประธานว่ากระผมจะขอพูดเฉพาะในมุมที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเป็นหลัก ขอเริ่มต้น ด้วยการกราบเรียนข้อเท็จจริง ๒ ประการ ประการแรกก็คือขอเล่าถึงสาระสำคัญของการ ประกาศภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ครั้งนี้เล็กน้อยครับเพื่อรวบรวมสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปบ้างแล้วเข้ามาไว้ด้วยกัน กับข้อเท็จจริงประการที่ ๒ ก็คือความสำคัญ ของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อการส่งออกของไทย สำหรับประการแรก ขออนุญาตเรียนว่า สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้นั้น ประการที่ ๑ ก็คือว่าประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ลงนาม คำสั่งบริหารเพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ หรือที่เรียกว่า Reciprocal Tariffs ซึ่งได้ลงนาม เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ปี ๒๕๖๘ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ IEE PA กับ NEA ขอละไว้ในฐานเข้าใจที่จะไม่อธิบายยาวว่ามันคืออะไร อย่างไร ประการที่ ๒ ก็คือทรัมป์ (Trump) ได้อ้างเหตุผลว่าที่ดำเนินการไปนั้นก็เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าไปยัง สหรัฐอเมริกาจากประเทศคู่ค้าให้เท่าเทียมกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสหรัฐ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเพื่อลดการขาดดุลการค้า ของสหรัฐ ซึ่งภาษีที่กำหนดนั้นมี ๒ ตัว ตัวที่ ๑ ก็คือภาษีศุลกากรพื้นฐานที่จะเรียกเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เริ่มต้นวันที่ ๕ เมษายนปีนี้กับตัวที่ ๒ เรียกว่าภาษีศุลกากรต่างตอบแทน สำหรับประเทศไทยสหรัฐเรียกเก็บ ๓๖ เปอร์เซ็นต์เริ่มเวลา ๐.๐๑ นาฬิกาของวันที่ ๙ เมษายน ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า สินค้าใดที่ลงเรือหรือนำขึ้นยานพาหนะไปยัง สหรัฐอเมริกานับตั้งแต่เวลา ๐.๐๑ นาฬิกา วันที่ ๙ เมษายน เป็นต้นไปก็จะถูกเรียกเก็บภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์จากประเทศไทย แล้วแต่ละประเทศก็จะโดนตัวเลขภาษีต่างกัน ซึ่งท่านสมาชิก และท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้ว ข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงและผมต้องพูดไว้ตรงนี้ก็คือว่า ประการที่ ๑ อาจจะมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก หากมาตรการนี้ยังไม่ได้ผล อันนี้คือสิ่งที่ ระบุไว้ แล้วในประการที่ ๒ ก็คือหากประเทศคู่ค้าได้ใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ ประธานาธิบดี อาจพิจารณาเพิ่มหรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีได้อีกภายใต้คำสั่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น เหมือนกับที่ทำกับจีนแล้วก็ไป ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ถ้าผมจำไม่ผิด ประการที่ ๓ ที่เป็นข้อสังเกตก็คือ หากประเทศใดยอมแก้ไขและเยียวยาให้สหรัฐ ประธานาธิบดีอาจพิจารณาปรับลดหรือจำกัด ขอบเขตภาษีที่จัดเก็บให้ นี่คือสาระสำคัญของประกาศทั้งหมด ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือ ประกาศฉบับนี้ถ้าจะเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหว ถ้าจะมีการใช้ข้อสังเกตข้อ ๒ ที่ผมกราบเรียน เมื่อสักครู่ว่าหากประเทศคู่ค้าใดใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐ ประธานาธิบดีอาจพิจารณาเพิ่ม หรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีได้ภายใต้คำสั่งนี้ อันนี้ก็จะกลายเป็น Aftershock และอย่าคิดว่าทั้งหมดนี้จะจบลงเท่านี้มันอาจจะมีอะไรตามมาอีกก็ได้ ก็เพื่อที่จะกราบเรียน กับรัฐบาลผ่านท่านประธานไปว่ารัฐบาลก็ต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องติดตามสถานการณ์เหล่านี้ อย่างใกล้ชิด ข้อเท็จจริงประการที่ ๒ ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ตลาด สหรัฐอเมริกาต้องถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับประเทศไทย เพราะถ้าย้อน ไปดูแค่ตัวเลขปี ๒๐๒๔ คือปีที่แล้วตลาดส่งออกลำดับ ๑ ของไทยก็คือตลาดสหรัฐ คิดเป็น สัดส่วนถึง ๑๘.๒๙ เปอร์เซ็นต์ของยอดส่งออกไปทั้งโลกหรือประมาณ ๑ ใน ๕ เหมือนที่ พวกเราพูดกันก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นตลาดสหรัฐย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญ สำหรับถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือประเทศไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐเฉพาะปีที่แล้วถ้าคิดค่าเงินดอนลาร์ ๑ ดอลลาร์เท่ากับ ๓๔ บาท ผมลองคูณตัวเลขดู ปีที่แล้วไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ ๑.๒ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นตลาดสหรัฐนี่ยิ่งใหญ่มาก และสำคัญกับประเทศไทยมาก เพราะฉะนั้นเมื่อสหรัฐ เก็บภาษีศุลกากรนำเข้าจากไทยถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จึงมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และตัวเลขดุลการค้าของไทยมหาศาล ถ้าเราไม่สามารถเจรจาประสบความสำเร็จ ผลกระทบ ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือว่าประการที่ ๑ อย่างน้อยที่สุดในภาพรวมสินค้าไทยในสหรัฐ จะแพงขึ้น แล้วก็แข่งขันยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าต้องแข่งกับประเทศที่ต้นทุนต่ำ หรือเสียภาษี ต่ำกว่าเราและคุณภาพใกล้เคียงกัน นี่คือประการที่ ๑ ประการที่ ๒ สินค้าส่งออกของไทย ที่จะได้รับผลกระทบนั้นมีทั้งสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และสินค้า ทางการเกษตร อย่างน้อย ๑๕ รายการสำคัญ ซึ่งผมไม่ขอใช้เวลาเรียงมาแล้วว่ามีอะไรบ้าง เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันไปบ้างแล้ว แต่ที่ขอเน้นย้ำก็คือว่าใน ๑๕ รายการนั้นมันจะมี สินค้าที่ไทยครองตลาดสหรัฐเป็นลำดับที่ ๑ อยู่ ๓ ตัว คือ ๑. ยางรถยนต์ ๒. ข้าว แล้วก็ ๓. วัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวกับยางรถยนต์มันจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเรา โดยเฉพาะข้าวขอลงลึกนิดเดียวครับ การประกาศภาษีข้าว ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของทรัมป์ (Trump) เที่ยวนี้ ผมเรียนว่ามันเหมือนดาบ ๓ ที่ไปเชือดคอ ชาวนาไทย ดาบ ๑ ก็คือข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ในช่วงปีที่แล้วที่ผ่านมาที่ราคาตกขนาดชาวนา ขายได้แค่เกวียนละ ๖,๐๐๐ บาทหรือ ๗,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น เจอดาบ ๒ ก็คือตอนอินเดีย ประกาศยกเลิกห้ามส่งออกข้าว แล้วก็หันมาส่งออกข้าวขาวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบอย่างยิ่ง ต่อตลาดข้าวโลก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งอย่างไทย แล้วทำให้การส่งออกเรามีปัญหาอุปสรรค ถึงขนาดที่ส่งผลกระทบต่อราคาข้าว เพราะฉะนั้นตรงนั้นคือดาบ ๒ และเที่ยวนี้คือดาบ ๓ ที่บอกว่าดาบ ๓ เพราะไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐมากเป็นลำดับ ๑ ถึงปีละประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ ตัน ขณะที่เราจะต้องโดนภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน ๘๕๐,๐๐๐ ตันกระทบแน่นอน แต่คู่แข่ง ของเราคือเวียดนามเขาส่งออกไปสหรัฐแค่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ตันแล้วก็แม้เขาโดนภาษี มากกว่าเรา เราโดน ๓๖ เวียดนามโดน ๔๖ แต่ต้นทุนเวียดนามต่ำกว่า แม้ว่าเราบวก ๓๖ ไปแล้ว เวียดนามบวก ๔๖ ราคาข้าวเราก็ยังแพงกว่าเวียดนามเกือบเท่าตัวในตลาดสหรัฐ เพราะฉะนั้น มันก็มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าข้าวเราจะขายในตลาดสหรัฐยากขึ้น แล้วเวียดนามก็จะถือเป็น โอกาสแม้เขาโดน ๔๖ ก็ตาม นี่ก็คือสิ่งที่จะมีผลกระทบแล้วมันจะกลายเป็นดาบ ๓ ที่สุดท้าย มันก็ลงไปสู่ระดับล่างสุด คือกระทบต่อราคาข้าวที่เกษตรกรจะขายได้คือชาวนา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ ก็คือว่ารัฐบาลจะต้องเร่งการเจรจาให้ถูกทาง โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศแข็งขันว่าจะไม่เอานโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่เคยใช้มา มาใช้ในรัฐบาลนี้อีก คำถามก็คือแล้วท่านจะช่วยผู้ส่งออกอย่างไร คำถามข้อ ๒ คือแล้วท่าน จะช่วยชาวนาอย่างไร หากราคาข้าวมันตกลงไปมากกว่านี้หรือยังตกอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ ตัว ที่ ๒ ที่ขออนุญาตลงลึกนิดเดียวครับ แต่ไม่ยาวเพื่อนสมาชิกพูดไปบ้างแล้วผมไม่พูดไม่ได้เรื่อง ยางครับ ไทยส่งยางล้อไปขายสหรัฐอเมริกาครองตลาดเป็นอันดับหนึ่ง ยางล้อทำจากอะไร ครับ ทำจากยางแท่ง ทำจากยางแผ่นรมควันแล้วก็ทำจากยางก้อนถ้วยบางส่วน เพราะฉะนั้นถ้าเรา โดนภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนยางไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ครองตลาดอันดับหนึ่ง ก็จะมีราคาแพงขึ้น ขายยากขึ้นแล้วก็จะกระทบกับเกษตรกรชาวสวนยางมากขึ้นนะครับ ซึ่งนั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องเตรียมมาตรการในการที่จะเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องนี้ ตัวอย่าง ชัดเจนเลยครับ สหรัฐประกาศขึ้นภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์วันที่ ๙ วันที่ ๘ เมษายน ก่อนหน้า ๑ วัน เมื่อวานซืนนี้ครับ ยางในราคาของประเทศไทยตกรูดมหาราชเลย แล้วก็พฤษภาคมนี้ ก็จะออกมาอีกมากขึ้นสำหรับยางปักษ์ใต้ ตัวเลขที่เห็นชัดเจนก็คือว่าทันทีที่เปิดตลาด เมื่อวันที่ ๘ เมษายนรัฐบาลประกาศราคากลางเปิดตลาด ลดราคายางลงมา ยางแผ่นดิบคุณภาพ ลงมา ๑๐.๗๐ บาท น้ำยางสดลงมา ๑๑.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ยางก้อนถ้วยลงมา ๑๒.๕๐ บาท แล้ววันนี้ผมโทรศัพท์คุยกับสมัครพรรคพวกหลายจังหวัดที่เขาผลิตยางก็ล้วนแล้วแต่กังวลว่า มันก็อาจจะต้องลงไปอีกหรือถ้าขึ้นมาก็คงไม่ได้ขึ้นมา ๑๐ บาทแล้วละครับ ขึ้นมาสักบาท ๒ บาท หรืออาจจะลงไปด้วยซ้ำ นี่ก็คือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับรัฐบาลให้ต้องเตรียมรับมือ กับเรื่องนี้ไว้ให้แข็งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกที่ยางเขาทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทำสัญญาวันนี้ไม่ได้แปลว่าจะส่งพรุ่งนี้ จะส่งอีก ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน หรือเกือบปีหน้าก็มี และตกลงราคากันจบเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็ทำสัญญาเรียบร้อยแล้วแต่ว่าถ้าไปลงเรือหลัง ๐.๐๑ นาฬิกา วันที่ ๙ เมษายนตามเวลาสหรัฐ ภาษีมันเปลี่ยน แล้วเขาจะทำอย่างไรครับตรงนี้ จะกระทบการส่งออกไหม ลูกค้าเราที่สหรัฐจะชะลอการส่งมอบหรือเปล่า แล้วก็จะหาเหตุ ยกเลิกสัญญาหรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทราบและต้องกรุณาเร่งในการช่วยหาทาง คลี่คลายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเร็ว ข้าวโพดครับ มีข่าวว่ารัฐบาลจะเอาข้าวโพดไปต่อรอง โดยนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐมากขึ้นก็ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าแน่นอนจะต้องกระทบราคาข้าวโพด ในประเทศ วันนี้ราคาข้าวโพดในประเทศเฉลี่ยก็ ๙ บาท ๑๐ บาท จาก ๑๑ บาท ๑๒ บาท ๑๓ บาท ที่เคยมีเมื่อ ๒ ๓ ปีที่แล้ว แต่ไม่เป็นไรแต่ว่าวันนี้เมื่อมันเหลือ ๙ บาท ๑๐ บาทการนำเข้าข้าวโพด จากสหรัฐ รัฐบาลก็ต้องดูแลให้ดีว่าถ้าจะนำเข้า ๆ เวลาไหนอย่างไรที่จะให้กระทบต่อเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดน้อยที่สุดหรือไม่กระทบเลย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนเพื่อให้ รัฐบาลได้นำประเด็นเหล่านี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย เนื้อหมูครับ ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นเวทีเจรจากับ USTR หรือผู้แทนการค้าสหรัฐอยู่หลายครั้งครับ สุดท้าย เราก็ไม่ได้นำเข้าเนื้อหมูเพราะว่าเราเป็นห่วงสารเร่งเนื้อแดง แต่ว่าถ้ารัฐบาลจะเอาเนื้อหมูไปแลก ให้นำเข้าได้ รัฐบาลก็จะต้องมีคำตอบว่าด้วยเหตุผลอะไร อย่างไรและจะช่วยบรรเทาผลกระทบ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะได้รับอย่างไร SMEs สสว. คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประเมินชัดว่าปี ๒๕๖๘ SMEs ไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐจะกระทบ ๓๘,๓๐๐ ล้านบาท นี่คือภาพรวม ๆ ง่าย ๆ แล้วก็ภาพรวมในภาพกว้าง Macroeconomics คือเศรษฐกิจมหภาค ปี ๒๕๖๘ ท่านประธาน คงจำได้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะทำจีดีพีโตไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓ วันที่ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ภาษีตอบโต้การค้า นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่กระทบ แล้วก็เตรียมมาตรการทั้งหมดไว้แล้ว ก็ไม่เป็นไร นายกรัฐมนตรีอาจจะมองในภาพบวก แต่มันสวนทางกับทุกสำนักทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศที่เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีไทยจะถูกกระทบ ไม่ต่ำกว่า ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้าเจรจาไม่ได้โอกาสที่จะโต ๓ เปอร์เซ็นต์มันจะลงมา เหลือ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า หรือดีที่สุดก็ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น นี่คือการบ้านและความท้าทายสำคัญต่อฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลมหภาค และเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลว่าถ้ายังยืน ๓ เปอร์เซ็นต์ อะไรคือคำตอบที่จะทำให้ เศรษฐกิจโตได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ นอกจากแจกเงินหมื่นซึ่งมันก็ชัดแล้ววันนี้มีคำตอบว่าพายุ มันไม่ได้หมุนอย่างที่คิด หรือกาสิโนซึ่งเมื่อวานรัฐบาลก็เคาะ ขออภัยที่ใช้คำว่า ยกธงขาว ชั่วคราวไปแล้ว เพราะมันไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจคุณธรรม มาตรการอื่นอะไรครับที่จะทำให้มันโต ๓ เปอร์เซ็นต์ได้ ผมคิดว่าคนไทยอยากทราบ และผู้ที่ถือหุ้นประเทศไทยทุกคน รวมทั้งเอกชน และทุกฝ่ายก็อยากจะทราบ อย่างไรก็ตามขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับ บางมาตรการที่รัฐบาลเตรียมไว้สำหรับบรรเทาผลกระทบตัวเลขการส่งออกนะครับ เช่น ในเรื่อง ของการเร่งเจรจาเอฟทีเอ การส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ มาตรการเยียวยาต่าง ๆ แต่รัฐบาล ก็ต้องรับทราบด้วย เอฟทีเอที่รัฐบาลหวัง เช่น เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรปที่ผมเป็นคน ไปเริ่มต้นไว้ก่อนพ้นจากรัฐบาล วันนี้คาดว่าจะเจรจาให้เสร็จตั้งเป้าปลายปี แต่เมื่อเสร็จ ปลายปีตามเป้าถ้ามันเสร็จจริงก็ไม่ได้แปลว่าบังคับใช้ได้เลย ต้องให้ ๒๗ ประเทศสหภาพยุโรป ให้สัตยาบันอีก แล้วเราก็ต้องให้สัตยาบันอีก เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็คือระยะยาว มันไม่ใช่ เฉพาะหน้าที่เราอยากเห็นในการแก้ปัญหาขณะนี้เพื่อทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วเอฟทีเออาเซียน-แคนาดาอันนี้ก็ยังต้องใช้เวลา การเปิดตลาดใหม่ ผมเห็นด้วยต้องทำแต่ ความท้าทายก็คือเศรษฐกิจทั้งโลกมันจะตกหมด แม้แต่สหรัฐเอง แม้แต่อียู แม้แต่จีน แม้แต่ Asia แม้แต่อาเซียน และหลายประเทศในโลกเศรษฐกิจก็จะติดลบลงมา คือมันไม่ถึงกับ ติดลบแต่มันจะชะลอตัวลงมา เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะหาตลาดใหม่มันก็ยากขึ้นเป็น ๒ เท่า แต่ไม่ได้แปลว่าให้ยกเลิกความคิดนี้ครับ ทำเถอะครับผมสนับสนุน แต่ต้องเข้าใจข้อเท็จจริง อีกอย่างหนึ่งว่า ขณะที่เราตั้งใจไปบุกตลาดเขา เขาก็มาบุกตลาดเราเหมือนกัน เพราะทุกคน เจอสภาพเดียวกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนวันนี้ส่งสินค้ามาตีตลาดเราหนักมาก รัฐบาลต้องรีบ แก้ปัญหารับมือกับสิ่งเหล่านี้ ขณะที่เราไปตีตลาดจีนยังไม่ได้เท่าที่จีนส่งมาตีตลาดเรา ทำให้ เราเสียดุลการค้ากับจีนเยอะมาก เป็นต้น แต่ว่าขอให้ทำครับ ผมให้กำลังใจอยากให้ทำ สิ่งเหล่านี้ สุดท้ายขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ายังขอฝากอีกสัก ๒ ประเด็น🔗
เรื่องที่ ๑ โจทย์เฉพาะหน้าที่ขอฝากคณะเจรจาและรัฐบาลที่มีรองนายกพิชัย เป็นประธานนี่ช่วยรับไปแก้ คือสินค้าที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผมเกริ่นไปบ้างแล้ว ตกลง ราคาภายใต้ภาษีเดิม แต่กำหนดส่งมอบหลังวันที่ ๙ เมษายน เช่น คิว ๒ คิว ๓ คิว ๔ อันนี้ จะช่วยเจรจาดูแลเขาอย่างไร เพราะมันมีตัวเลขเบื้องต้นคร่าว ๆ ว่าคิววันที่ ๒ เมษายนถึง มิถุนายน ๒๕๖๘ มีสินค้ามากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อาจถูกชะลอการนำเข้าเพื่อรอความชัดเจน จากการเจรจา แปลว่าอะไร แปลว่ายิ่งช้าเราก็จะยิ่งได้รับผลกระทบ เอกชนก็จะกระทบเป็นเงา ตามตัว เกษตรกรคนไทยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว🔗
สุดท้ายครับ ข้อ ๒ ที่ขอฝาก การประกาศ Reciprocal Tariffs ของทรัมป์ (Trump) เที่ยวนี้ข้อเท็จจริงก็คือการหันมาใช้มาตรการการค้าแบบทวิภาคีโดยอาศัยอำนาจ ซื้อที่เหนือกว่ากำหนดกติกาฝ่ายเดียว และมันคือการท้าทายกติกาการค้าแบบพหุภาคี ที่ทั้งโลกยืนหยัดร่วมกันมานานโดยเฉพาะในองค์การการค้าโลก และที่สำคัญก็คือ ผลจาก สงครามการค้าภาคพิสดารเที่ยวนี้มีนักวิชาการที่เขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้เขาแบ่งโลกออกเป็น ๔ ฝ่าย ฝ่ายที่ ๑ สหรัฐอเมริกากับพันธมิตร ฝ่ายที่ ๒ จีนกับพันธมิตร ฝ่ายที่ ๓ สหภาพยุโรป กับพันธมิตร แล้วก็ฝ่ายที่ ๔ ประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด คำถามของผมก็คือประเทศไทยจะยืน อยู่ตรงไหน อย่างไร เพื่อให้เราสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และ ภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลมีคำตอบแล้วไม่เป็นไรครับ ผมก็พออุ่นใจ แต่ถ้ายังไม่มีคำตอบรัฐบาลต้องรีบหาคำตอบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อให้พวกเราทุกคน ได้นอนตาหลับ และฝากความหวังไว้กับรัฐบาลได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านจุรินทร์นะครับ ท่านต่อไปท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตปิดลงชื่อแล้วนะครับ เชิญท่านเท่าพิภพครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติที่จะส่งให้ รัฐบาล หรือว่าจะส่งให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจไปดูแลต่อเรื่องมาตรการภาษีนำเข้า แบบตอบโต้ของท่านประธานาธิบดี Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) แห่งสหรัฐอเมริกานะครับ ท่านประธานครับ ผมขอพูดในมุมของ สส. เขตครับ หลังจากที่ผมได้ทำงานเป็น สส. เขตมา ๖ ปี ศูนย์ผมเองก็อยู่เจริญรัถเปิดร้าน Craft Beer อยู่ก็ได้เจอคนในย่านนั้นมากครับ เป็นย่านทำเครื่องหนังเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครที่ขายทั้งอะไหล่ แล้วก็ในตรอกซอกซอย ต่าง ๆ อย่างชุมชนสองร้อยห้องนี่ก็จะมีบ้านแถว ห้องแถวต่าง ๆ ที่ทำเครื่องหนังอยู่ครับ แต่หลังจากโควิดครับท่านประธานการที่ Workshop ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เริ่มหายไป ประกอบกับ ด้วยมีสินค้าจากจีนไหลทะลักเข้ามาต่าง ๆ นานามันทำให้ผมได้คุยกับคนที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ หลายท่าน อย่างครูแบงก์เจ้าของร้าน Bank Café ท่านนี้ท่านเป็นครูรุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๓ แล้วนะครับ ในถนนเจริญรัถที่ขายเครื่องหนัง แล้วท่านนี้เองก็มีความสามารถในการสอนคนให้ไปทำ เครื่องหนังในวันเสาร์ วันอาทิตย์ไป Workshop กันได้ แล้วก็สร้าง Brand ต่าง ๆ ขึ้นมา มากมาย ผมก็เลยอยากจะเป็นตัวแทนเขาในการมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า ตอนแรกผมก็กลัวเหมือน หลาย ๆ ท่านว่าเหตุการณ์นี้มันจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปหรือเปล่า แต่พอผมมาดูดี ๆ ครับท่านประธานอุตสาหกรรมของเครื่องหนังเราโดยมากเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เราส่งออก ไปอเมริกา แต่ก็ถือว่าน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราครับ เพราะว่ามันเป็น Sunset Industry ของประเทศไทย พวกเสื้อผ้า หรือพวก Leather Garment พวกรองเท้าหนัง เราเคยทำได้ดีมี Volume มากกว่านี้ อันนี้เรายอมรับครับ แต่ทำอย่างไรให้เอกลักษณ์ของ พื้นที่ท้องที่ผมยังอยู่ เรามาดูครับ ผมมองว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำครับท่านประธาน เพราะว่า อย่างประเทศเวียดนามมีมูลค่าส่งออก ของไทยนี้ ๕๐๐ ล้านเหรียญนะครับ แต่เวียดนามคือ ๙.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเยอะกว่าไทย ๒๐ เท่า คือเขาส่งออกไปอเมริกา ๒๐ เท่ากว่า ของไทย ซึ่งถ้าเรามามองดูดี ๆ ครับ นี่คือคู่แข่งที่ใหญ่มากของเราใช่ไหมที่แย่งอุตสาหกรรมนี้ ไปจากเราเมื่อเก่าก่อนมา แต่ตอนนี้ทางเวียดนามกลับโดนภาษีเยอะกว่าเราก็คือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้เองผมมองว่า เป็นข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมเครื่องหนังถ้ารัฐบาลมองวิกฤติเป็นโอกาสในการที่จะช่วย อุตสาหกรรมเครื่องหนัง แล้วก็ช่วยฟื้นฟูย่านเจริญรัถขึ้นมาได้มันก็จะเป็นผลดีจากผลเสีย ที่เราตกใจกันในวันนี้ เอาละครับหลายคนก็บอกว่าเวียดนามค่าแรงเขาถูกกว่าเรา เพราะว่า ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือเดือนละประมาณ ๗,๐๐๐ บาท แต่ถามว่า ในประเทศไทย ในกรุงเทพฯ รวม ๆ กันแล้วก็ ๙,๐๐๐ เกือบ ๑๐,๐๐๐ บาทใช่ไหมครับ แต่ผมต้องเป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องที่เป็นช่างทำเครื่องหนังครับ ค่าแรงเขาปัจจุบันนี้ ทำรองเท้าต่อคู่ เป็น Freelance นี่ ค่าแรงเขา ๓๐ ปีก่อนได้เท่าใด ตอนนี้ก็ได้เท่านั้น ก็เลย ไม่เป็นที่ต้องสงสัยเลยว่าการแข่งขันค่าแรงนี่เราก็ไม่ได้เสียเปรียบเขาเท่าไรครับ หนำซ้ำ ของเรายังมีฝีมือการทำเครื่องหนังที่เนี้ยบกว่าเขาด้วยซ้ำ จะเพราะอะไรก็ตามครับ ขาดการดูแล จากภาครัฐ ขาดการรวมกลุ่มต่อรอง ตั้งสหภาพในการต่อรองราคากับนายทุน ล้วนแล้วเป็น ปัญหาในเรื่องของค่าแรงของเขาด้วยซ้ำ ในโอกาสนี้ผมก็ได้อภิปรายแล้วก็อยากให้รัฐบาลช่วย เรื่องอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทยด้วย ท่านมีนโยบายอยู่แล้วครับ นโยบาย Soft Power ที่ท่านพูดเป็นต่อยหอย พูดกันเป็นคำสามัญไปแล้วตอนนี้ ก็เอาละครับก็อยากให้ท่านมาช่วย เรื่องเครื่องหนังด้วยในการทำ Brand เพิ่มมูลค่าครับ ของของเราฝีมือเราดีกว่า แต่ Brand ของเราไม่มีเลย เป็นไปได้อย่างไร โอเคครับมีอันหนึ่งนารายา แต่อันอื่นไปไหนหมดครับ หรือนโยบายของท่านอย่าง OFOS หรือ One Family One Soft Power ที่จริง ๆ ก็เป็นนโยบาย ที่ดีในการ Upskill Reskill แต่ส่วนใหญ่ก็ไปเน้นทำอาหาร อยากให้มีเรื่องทำเครื่องหนังด้วย ได้หรือไม่ครับ หรืออันที่ ๓ ที่ท่านจริง ๆ แล้วก็ควรจะทำอย่างยิ่ง การส่งเสริมการรวมตัวกัน ของฝีมือแรงงานครับ ให้เขาได้จัดตั้งสหภาพ ให้เขาได้ต่อรอง เป็นตัวแทนของคนธรรมดา ที่ไปต่อรองกับนายทุน เข้าใจว่าตอนนี้หลายคนเป็นนายจ้างก็กลัวว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบ จะเจ๊งครับ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอครับ แรงงานที่เป็นคนที่ทำงานจริง ๆ เขาได้ประโยชน์ด้วย นี่เป็นข้อเสนอของผมในระยะสั้นในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของผมครับ🔗
ประเด็นต่อมา ปัญหาระยะยาวครับ ผมเชื่อว่าไม่มีใครพูดถึงแน่นอนครับ ท่านประธาน ก็คือผลลัพธ์ของสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ผมจะเรียกมันว่า อภิมหาวิกฤติ เศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ไม่ต้องกลัวครับ ทำอะไรอย่างไรก็ตามผลลัพธ์ถ้าอเมริกา ไม่เปลี่ยนแปลงไปมันจะไปตรงนั้นแน่นอน ก็คือ The Twenty First Century Great Depression ก็คือวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแน่นอนครับ ซึ่งอันนี้เองมันเป็นการที่เขย่าโลกทั้งใบให้กลับสู่ จุดดุลยภาพใหม่ ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ รัฐบาลต้องทราบว่าต่อไปมันจะเรียกว่าทฤษฎี The Last Survivor ครับ ประเทศไทยก็เช่นกันก็จะมี The Last Survivor ที่ธุรกิจไม่เจ๊ง จากผลกระทบนี้ และคนนี้เขาก็จะเป็นผู้กำหนดและครอบครองประเทศ Literally ครอบครองประเทศระบอบเศรษฐกิจมากกว่าเจ้าสัวนายทุนปัจจุบันด้วยซ้ำ เพราะอะไรครับ เพราะโลกหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจนี้มันจะไม่ได้พูดถึงแล้วว่าแรงงานจะมี Productivity เท่าไร เพราะมันจะไม่มีแรงงานที่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะ The Last Survivor คนนี่ละครับ ก็ใช้หุ่นยนต์ ก็จะใช้แค่เอไอในการมาถือครองผลิตภาพทั้งหมดที่มีในประเทศเราหรือในโลก ใบนี้ครับ ดังนั้นอันนี้คือสิ่งที่ระยะยาวที่เราต้องเตรียม เราหยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่รัฐ ต้องทำให้คนที่อยู่ในประเทศนี้อยู่ได้ เรื่องของรัฐสวัสดิการครับ เราต้องมาคิดว่าต่อไปจริง ๆ แล้ว ถ้ามีหุ่นยนต์ ถ้ามีเอไอทำงานคนเราต้องทำงานจริง ๆ หรือไม่ เราก็อาจจะต้องมาคิดในประเด็นนี้ ในระยะยาว ดังนั้นก็อยากให้รัฐบาลไม่ได้มองแค่วิกฤตินี้เป็นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องมา ตกใจกับทุกเหตุการณ์ ควรจะมีแผนครับ ไม่ว่าเรื่องเดียวกับเรื่องแผ่นดินไหว เรื่องเศรษฐกิจด้วย เรื่องต่าง ๆ นานา อยากให้ทำงานโดยคิดให้ไกลสักนิดหนึ่ง อย่างไรก็ไม่มีอะไรมากครับ ขอเป็นกำลังใจให้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทีมที่จะไปเจรจานี่ก็หวังว่าจะได้สัมฤทธิ์ผลในอนาคต เพราะว่าก็อย่างว่าครับวิกฤตินี้ใหญ่หลวง ทีมไทยแลนด์ก็ไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณมากนะครับ ๒ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านธีระชัย แสนแก้ว และท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญท่านธีระชัยก่อนครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมขอร่วมอภิปรายเพื่อที่จะสนับสนุนญัตติของเพื่อนสมาชิกที่ได้นำเสนอญัตติไปแล้ว หลายท่าน ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงในเรื่องรับมือนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ก็ยังไม่ได้เคยพบเคยเจอในชีวิตของผมที่เกิดมา นะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วประเทศไทยกับอเมริกาได้สัมพันธไมตรี กันมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเกิดมาผมเห็นฐานทัพที่จังหวัดอุดรธานีเลย ฐานทัพ อเมริกาอยู่ตรงนั้นครับ แล้วก็เอาคนของประเทศไทยไปรบกับเวียดนามล้มตายไม่รู้เท่าไร แต่ก็แพ้เวียดนามครับท่านประธานครับ สุดท้ายครับท่านประธานครับ เราก็ขับไล่ฐานทัพอเมริกา ออกไปเมื่อปี ๒๕๑๘ ไม่ทราบว่าท่านประธานท่านได้เกิดหรือยังในตอนนั้น แต่ผมเกิดแล้ว ผมได้มี ส่วนขับไล่ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะขอกราบเรียนนะครับว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การประกาศกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้มันทำให้ประเทศทั่วโลกปวดเศียรเวียนเกล้า ไปพอ ๆ กันนะครับ จะมากจะน้อยแล้วแต่กำแพงภาษีในแต่ละประเทศซึ่งเราก็เป็นที่ทราบกันดี ๑๘๐ ประเทศ ผมอยากจะขอให้พูดในที่ประชุมแห่งนี้นะครับ เพื่อรัฐบาลชุดนี้เขาก็ไม่ได้ นิ่งนอนใจครับท่านประธานครับ ไม่ได้วางเฉยต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศ ในครั้งนี้ จริง ๆ แล้วก็ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์มาตลอดนะครับ ตั้งแต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ (Trump) หาเสียงเลือกตั้งแล้วครับ เพราะว่าเขามีนโยบาย เขามุทะลุดุดันแล้วก็บ้า พอสมควรครับท่านประธานครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคราวนี้มันก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกันครับ เพราะทุกท่านก็ทราบกันดีนะครับว่าการบริหารประเทศของทรัมป์ (Trump) เป็นอย่างไร แล้วก็ เพราะทุกคนในโลกใบนี้ก็ทราบกันดีนะครับว่าทางนโยบายของทรัมป์ (Trump) มันสุดโต่งครับ อย่างที่เราไม่เคยเห็นของประธานาธิบดีที่ผ่านมาเคยทำมาก่อนของสหรัฐอเมริกา แล้วที่ผ่านมา ทรัมป์ (Trump) ก็เคยประกาศตลอดมาว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาเสียใหม่ และจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ บางครั้งเขาก็ถือว่าเขาเป็นประเทศ มหาอำนาจ บางครั้งก็เป็นตำรวจโลกแทรกไปทั่วนะครับ บางครั้งก็อ้างว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย สุดท้ายก็ไปเข้าเผด็จการก็มีบางประเทศ แทรกไปหมดนะครับ ไม่อยากจะเอ่ยถึง ณ วันนี้ ผมก็ต้องเอ่ยเพราะว่าอะไร เพราะว่ามันลูกบ้าเหลือเกินนะครับ แต่เราก็ไม่ได้ว่าเขาปกป้อง คนของประเทศเขา แต่ก็ไม่รู้จะปกป้องได้อะไรอย่างไรก็แล้วแต่ เขาก็ได้รับผลกระทบ ผมเห็นข่าวแล้วครับ อเมริกาก็เดินประท้วงเหมือนกันครับท่านประธานครับ ไม่แพ้ประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ มีนักวิชาการหลายท่านบอกว่าการประกาศเพิ่มภาษีครั้งนี้เป็นการพนัน ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ และบางคนก็ยังกล่าวอีกนะครับว่านี่คือหน้าใหม่สงคราม การค้าในประวัติศาสตร์ของโลกหรืออาจจะเป็นสงครามโลกก็ได้ แต่ไม่ได้ใช้สงครามแบบที่ว่า เรามีระเบิดออกมาครับ แต่เป็นการทำสงครามการค้า นี่ก็เป็นสงครามอีกสิ่งหนึ่งนะครับ เพราะจากข้อเท็จจริงพบว่าการประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา ๑๘๐ ประเทศในครั้งนี้ เป็นการประกาศขึ้นมาโดยที่ Check ดูนะครับว่าเจ้าหน้าที่ของสหรัฐหลายฝ่ายก็แทบไม่รู้ ล่วงหน้าเช่นเดียวกันนะครับว่าโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะเล่นเกมเดิมพันสุดโต่ง ขนาดนี้ โลกทั้งโลกนี่นะครับ ๑๘๐ ประเทศ ท่านประธานครับ แล้วท่านประธานทราบ หรือไม่ครับว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศพันธมิตรของอเมริกาแน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา มาตลอด ทรัมป์ (Trump) ยังประกาศเพิ่มภาษีร้อยละ ๑๐ ทั้ง ๆ ที่ได้เปรียบดุลการค้า กับอังกฤษ เขาก็ประกาศขึ้นภาษีกับอังกฤษ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเอ่ยถึงคำพูดของ ท่านอาจารย์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ซึ่งเป็นทีมของท่านนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ออกมาแล้วว่า เหตุหลัก ๆ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เลือกที่จะเก็บภาษีสูงขนาดนี้มีเหตุผล ๓ ประการครับท่านประธาน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มองว่าดุลการค้าไทย เอาเปรียบสหรัฐเพราะไทยได้เปรียบดุลการค้า ๔๕,๐๐๐ ดอลลาร์ มันจึงแสดงออกว่าสหรัฐ ตั้งใจจะเก็บภาษีเพิ่มอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับข้อที่ ๒ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีนโยบายที่จะนำเงินจากการ เก็บภาษีในครั้งนี้ที่ขึ้นภาษีไปจ่ายส่วนเงินที่ขาดดุลของงบประมาณ ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐ ก็นำไปต่ออายุการลดภาษีให้กับกลุ่มคนรวยนะครับท่านประธาน ข้อที่ ๓ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องการให้สินค้าเปลี่ยนมาผลิตในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ (Trump) คิดไป ถึงการผลิตเองใช้เองและรวยเองของอเมริกา เหมือนปิดประเทศนั่นละครับ ท่านประธานครับ คุ้น ๆ ไหมครับว่าประเทศไหนบ้างที่คิดว่าปิดประเทศแล้วพึ่งพาตัวเองได้ ผลิตเอง ใช้เอง ภายในประเทศโดยไม่คบกับใครเป็นเรื่องที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศของเขาเอง กระผมนึกถึงต้องเอ่ยนะครับ เขมรแดงตอนนั้นนะครับท่านประธาน เมื่อเขมรแตกเมื่อปี ๒๕๑๘ มีการสร้างสังคมใหม่โดยการใช้อุดมการณ์ลัทธิซ้ายสุดเลยนะครับท่านประธาน และปฏิวัติ กัมพูชาตอนนั้นเขมรแดงมีความเชื่อว่าสังคมเจริญต้องมีความเท่าเทียมกัน ทุกคนต้อง เท่าเทียมกัน ชีวิตความเป็นอยู่ต้องแบบเดียวกัน ต้องอาศัยร่วมกันเขาเรียกว่า Commune แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือเน้นพึ่งพาตัวเอง เน้นการกสิกรรมสุดท้ายเป็นอย่างไร เหลือแต่กระดูกครับ ท่านประธานครับ เหลือแต่กระดูกจริง ๆ ครับ คนล้มตายจากรัฐบาลชุดเขมรแดง ๒ ล้านคน เอาความจริงทั่วโลกเขาก็รู้อยู่แล้วละครับ นี่ละคือมันล่มสลาย และอย่างตอนนี้ก็ลองมองไปที่ เกาหลีเหนือสิครับท่านประธาน ก็อยู่อย่างนั้นปิดประเทศพึ่งพาตนเองกีดกันไม่ให้ต่างชาติ เข้ามาค้าขาย แล้วสุดท้ายอย่างที่เราเห็นกันว่าพี่น้องชาวเกาหลีเหนืออดอยากปากแห้งขนาดไหน ผมไม่เคยไปแต่ผมก็ดูข่าวเป็นนะครับ ต้องหนีตายจากเกาหลีเหนือกลับกลายเป็นประเทศ ที่ด้อยพัฒนา ท่านประธานครับ แล้วทุกวันนี้เริ่มจะมีกระแสความไม่พอใจของพี่น้องประชาชน คนอเมริกา คนต่างชาติในอเมริกา คนทั่วโลกอย่างในอเมริกาเริ่มมีการประท้วงในนโยบายนี้แล้ว หุ้นตกไป ๒,๐๐๐ กว่าจุด สินค้าขึ้นราคาแพงเป็นประวัติศาสตร์ มีการกักตุนอาหารและของใช้ ที่จำเป็นแล้ว ณ เวลานี้วุ่นวายไปหมดครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมเชื่อนะว่ารัฐบาลเรามีการติดตามสถานการณ์ อยู่ตลอดเวลา แล้วกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่เสียกับได้ ได้กับเสียนี่ละครับ ถ้าเลือกจะดำเนินการ นโยบายระหว่างประเทศกับสหรัฐสักอย่างหนึ่ง เพราะเรามันเดินสายกลาง สหรัฐเราก็เอา จีนเราก็เอาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงบ้านเราจะเป็นนกสองหัว แต่อยู่รอดของพวกเรา เพราะว่าเราเป็นเมืองเกษตร เราเป็นมหาอำนาจเช่นเดียวกัน มหาอำนาจทางด้านการเกษตร เราส่งออกไปทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงตลาดเรามีเยอะแยะไม่มีเฉพาะอเมริกาหรือจีนเท่านั้น แต่เราก็ต้องเอาไว้เพราะว่าเราต้องค้าขายกันทั่วโลกอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ เราแยกแยะนะครับว่าระหว่างทรัมป์ (Trump) ประธานาธิบดีซึ่งเขาเป็นประธานาธิบดีเขาจะอยู่ ๔ ปีเหมือนพวกเรานี่ละครับ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศของเขา คนของเขา ชาติของเขา คือสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์อันดีมานับร้อยปีครับท่านประธาน แล้วในอนาคต เราอเมริกาจะต้องดำเนินการสัมพันธ์ที่ดีต่อกันต่อไปอยู่แล้ว เพราะในอนาคตไม่ว่าจะใกล้หรือไกล จะยาวหรือสั้นประธานาธิบดีก็ต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น นโยบายที่เกิดขึ้นประธานาธิบดีจะต้องเปลี่ยน แล้วกระผมเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจเลยนะครับท่านประธานว่าประธานาธิบดีคนต่อ ๆ ไปไม่มี ทางตัดสินใจดำเนินการนโยบายนี้อย่างแน่นอนครับ เพราะว่าเขาก็ไม่ได้มีลูกบ้า ผมเกิดมา ก็เปลี่ยนไปหลายคนแล้วตั้งแต่บิล คลินตัน (Bill Clinton) ตั้งแต่โอ้โฮเจ้าของถั่วเหลืองเข้ามา เป็นประธานาธิบดี ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ประเทศไทยเราต้องดำเนินการต่อไปคือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกาและอาจจะอยู่ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซึ่งกระผมเชื่อว่ารัฐบาลมีทีมเจรจา ทีมไทยแลนด์นี่นะครับและอีกทุกฝ่ายทุกขบวนการ องคาพยพนะครับ และท่านนายกรัฐมนตรีก็มีวิธีการในแนวทางที่จะต้องดำเนินการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ๆ ในทางที่ดีสมกับเป็นนายกรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ครับ ท่านประธานครับ อยากจะขอกราบเรียน อีกนะครับว่าหลายท่านเรียกร้องให้รัฐบาลรีบเจรจาไปคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แต่ท่านประธานลองดูนะครับว่าประเทศอื่นทั้งอินเดีย ญี่ปุ่นรีบไปหาโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เลยครับ รีบไปเจรจาไปขอลดภาษีโน่นนี่นั่นนะครับ แต่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศว่าถ้าใครต้องการลดภาษีจะต้องมีเสนอสิ่งที่มหัศจรรย์ มีข้อแลกเปลี่ยนให้กับทรัมป์ (Trump) เป็นที่พอใจ ถ้าทรัมป์ (Trump) ไม่พอใจมึงไม่ต้องมาพูด นี่คือความแข็งกร้าวในนโยบาย ของประธานาธิบดีท่านนี้ ท่านประธานครับ ขืนเราเร่งรีบ เราก็เร่งอยู่นะ เตรียมอยู่แต่ดูท่าที ไม่ใช่ว่าโทรไปไม่รับสาย เจ้าของประเทศโทรไปแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้โทรไป ไม่จำเป็น ต้องโทรไป ต้องมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีไปในส่วนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเรื่องภาษีก็คลัง นั่นละครับ ท่านประธานครับ นี่ละครับก็คือกระผมมองนะครับว่าถ้าเราเข้าไปมันยิ่งอาจจะ เข้าทาง ผมมองอย่างนี้ ๆ อาจจะเข้าทางทรัมป์ (Trump) อาจจะกดเราอยู่ก็ได้ เพราะเรา ต้องดูท่าทีประเทศใหญ่ ๆ ที่เขาเข้าไป พอดูแล้วประเทศกลาง ๆ อย่างพวกเรากำลังพัฒนา เราจะต้องไป อย่าไปนั่นมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นผลกระทบที่หลาย ๆ ท่านก็บอกไปแล้ว มันมีผลกระทบอย่างแน่นอนนะครับ จะมากจะน้อย เรื่องข้าว เรื่องยาง เรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ผลิตแล้วส่งไปก็เก็บภาษีแพงมันก็ต้องแพงขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรากำลังที่จะต้องไปเจรจารายละเอียดซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กับท่านพิชัยแล้ว ณ วันนี้ ผมเชื่อมั่นว่าทีมในการเจรจาก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะกระทรวงพาณิชย์ด้วย ทั้งรัฐมนตรี ทูตมีอยู่ทั่วประเทศ ทั่วโลกครับ ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร และกรมการค้าระหว่างประเทศอะไรต่าง ๆ เยอะแยะมันต้องอาศัยพวกหลักการนี้เรามอบ นโยบายไปแล้วว่าเราจะเอาอย่างไรกับทรัมป์ (Trump) กับอเมริกา ดังนั้นกระผมอยากจะขอ เสนอแนะนิดหน่อยนะครับว่าเราจะต้องทำอย่างไรเสนอแนะรัฐบาลให้เราเดินทางสายกลาง เราไม่ควรรีบวิ่งไปหาทรัมป์ (Trump) ด้วยซ้ำ แต่เราก็ดูท่าทีแล้วเป็นฝ่ายยินยอมให้ทรัมป์ (Trump) ไปเรียกร้องจนกว่าตัวเองจะพอใจ แต่เราต้องหายุทธศาสตร์และทางออกว่าเราจะรับมือกับทรัมป์ (Trump) อย่างไร เราจะต้องมีมาตรการรองรับ ๑ ๒ ๓ ๔ เตรียมไว้เลยครับ คิดว่ามันต้องเดินไป ประเทศต้องเดินไป พี่น้องต้องอยู่ ชาติเราต้องอยู่ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขออภัยท่านภัณฑิล ท่านรัฐมนตรีจะขอชี้แจง เชิญท่านจุลพันธ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต่อญัตติที่ท่านสมาชิกได้ยื่นกันเข้ามาวันนี้ ผมมองว่าเป็นวันที่ดีนะครับเพราะว่าเป็นวันที่ สมาชิกทุกท่านเราก็ได้มาร่วมกันอภิปรายในเรื่องที่เป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนักอกของประเทศไทย ในเรื่องของอัตราภาษีที่ได้กำเนิดขึ้นใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ ด้วยความเคารพครับ มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ข้อห่วงใยในภาคการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ด้วยความเคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านให้ความสำคัญนะครับ ท่านได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้นะครับแล้วก็พิจารณาแล้วว่าสัปดาห์นี้เราก็ ทราบกันว่าวันพรุ่งนี้เราจะมีกระทู้ถามแล้วก็ต่อด้วยเรื่องของการเปลี่ยนเป็นญัตติเกี่ยวกับ เรื่องของการสร้างอาคารให้มีคุณภาพมากขึ้นนะครับเป็นเรื่องแผ่นดินไหวกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นวันเดียวที่เรายังเหลืออยู่ที่จะพิจารณาในเรื่องที่มีความสำคัญได้นะครับ ท่านก็ตัดสินใจพูดคุยกับทางพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลในการเปลี่ยนการพิจารณาวันนี้ เป็นเรื่องของอัตราภาษีใหม่นะครับซึ่งเป็นความที่ตรงกันนะครับ ซึ่งทุกฝ่ายแล้วก็เห็นพ้องต้องกัน อย่างเห็นได้ชัด แล้วผมเองในฐานะเป็นตัวแทนของ ครม. มาร่วมกับท่านธีรรัตน์ได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรีให้มารับฟังนะครับแล้วก็เอาคณะจากทางกระทรวงการคลังมาร่วมรับฟัง เพื่อที่จะนำประเด็นของพวกท่านนำไปส่งมอบให้กับคณะเจรจาที่จะต้องมีการเดินทางไปยัง สหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้เพื่อที่จะไปเจรจาความแล้วก็ไปหาข้อสรุปหาทางแก้ไขปัญหาในทาง ที่เป็นประโยชน์นะครับ ในเบื้องต้นเลยผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ กับทุกท่านก่อนว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันที่ทางประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่เรียกว่า Liberation Day คือวันที่ ๒ ที่ผ่านมานี่นะครับ เหตุการณ์วันนั้นทางรัฐบาลถึงแม้ว่าเราจะได้เตรียมการเป็นเวลานาน อย่างที่ท่านได้ทราบตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ถูกต้องครับ มีการตั้งคณะทำงานนำโดยท่าน อาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ตั้งแต่ช่วงวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว มีการติดตามมาโดยตลอดนะครับว่า มาตรการทางด้านภาษีนี่ถ้าหากมันจะเกิดขึ้นมันจะ เกิดขึ้นในรูปแบบใด ก็เรียนด้วยความเคารพครับผมเชื่อว่าทางคณะทำงานประชุมกันหลายครั้ง แล้วก็คงมีฉากทัศน์จำนวนมากว่าสุดท้ายแล้วมาตรการทางภาษีที่เกิดขึ้นมันคืออะไร แต่ผม ก็เชื่อว่าไม่มีกระทรวงการคลังหรือว่าไม่มีหน่วยงานรัฐของประเทศใดในโลกที่จะคาดคำนวณได้ เพราะว่าด้วยสูตรที่ใช้ในการคำนวณมันค่อนข้างที่จะหลุดไปจากหลักการทางเศรษฐศาสตร์ โดยพื้นฐานนะครับ มันจะเป็นการคิดคำนวณที่แปลกประหลาดพอสมควร อย่างแรกเลยก็คือ เขาใช้ Trade In Balance หรือว่าการขาดดุลการค้ามาหารด้วยจำนวนของปริมาณสินค้า ที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างประเทศไทยเราได้ดุลการค้าสหรัฐอยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เรามีการส่งออกไปอย่างสหรัฐ ๖๕,๐๐๐ หารออกมาก็เป็น ๗๒ แล้วเขาก็หารครึ่งแล้วก็ปรับเป็นเรื่องของอัตราภาษี ซึ่งโดยหลักการคิดคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ มันจะไม่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรง ซึ่งประเด็นตรงนี้ทำให้การคาดคำนวณของใครก็ตาม ที่จะคาดหมายว่าสุดท้ายนี่จะมีสูตรการคำนวณแล้วก็จะมีการประกาศในเรื่องของอัตราภาษี อย่างไร เราก็ไม่คิดว่าตัวเลขมันจะสูงได้ขนาดนี้นะครับ อย่างไรก็ตามมันก็สะท้อนหลายอย่างครับ มันสะท้อนในเรื่องของแนวความคิด อย่างแรกเลยก็คือหลักคิดของสหรัฐอเมริกาที่แปลกัน ง่าย ๆ ก็ว่าหากท่านมีการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มากนัก แต่ทำไมท่านเกินดุลเขามาก เหลือเกิน คิดง่าย ๆ ก็คือประมาณนี้นะครับ ซึ่งหลักคิดนี้มันก็สะท้อนให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่เขา ต้องการคืออะไร นั่นก็คือการลดการขาดดุล โจทย์นี้ก็เป็นโจทย์ซึ่งทางรัฐบาลเราก็ได้พิจารณา โดยละเอียด หลักวิธีการหากท่านจะดูจากสูตรการคำนวณที่บอกว่าเอา Trade in Balance หารด้วยเรื่องของการ Import ท่านจะดูได้ว่าวิธีการแก้ก็คือ ๑. มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา มากขึ้น ๒. มีการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากขึ้น ๓. คือลดปริมาณการส่งออก ซึ่งแน่นอนครับ เมื่อทางรัฐบาลได้พิจารณาแล้วในเรื่องของการลดการส่งออกนี่คงไม่ใช่โจทย์ของเรา เพราะว่า การส่งออกเป็นเครื่องมือกลไกหลักของประเทศไทยในการพัฒนาแล้วก็เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มาโดยตลอดนะครับ การส่งออกก็เป็นสิ่งซึ่งพี่น้องในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศพึ่งพาอาศัย เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาในการลดคงไม่ได้ แน่นอน ๒. ก็คือเรื่องของการเพิ่มปริมาณ การส่งออกไปยังสหรัฐ ๓. ก็คือการเพิ่มการนำเข้าบางประเภท ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่ทาง รัฐบาลก็รับเอาไว้เป็นเบื้องต้น สิ่งที่ได้คิดไม่ต่างจากท่านสมาชิกทั้งหลายครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ ต้องคิดเป็นโจทย์แรกก็คือเรื่องของการห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกร ต่อพี่น้องประชาชน ต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ภายในประเทศ หากเราจะมีการนำเข้าสินค้าใดก็ตามเข้ามาต้องไม่เป็นการ สร้างภาระแล้วก็มีผลกระทบต่อราคาสินค้าภายในประเทศ อันนี้เป็นโจทย์แรกที่ทางทีมเจรจา จะนำไปพูดคุย อันนี้ยืนยันต่อทุกท่านผ่านท่านประธานสภาไปยังสมาชิกนะครับเป็นสิ่งที่ รัฐบาลให้ความสำคัญ ท่านประธานครับ วันนี้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหามันก็ยังมีอีกหลาย ๆ มิติ ต้องขอบคุณอย่างแรกเลยนะครับว่าท่านสมาชิกทุกท่านในวันนี้ได้อภิปรายด้วยเหตุผลแล้วก็ ได้ให้เกียรติกับทางรัฐบาลกับคณะเจรจาซึ่งจะต้องเดินทางไป ไม่มีคำถามประเภทที่ว่า แล้วเราจะเอาอะไรไปเจรจาต่อรอง เพราะท่านก็รู้ว่ากลไกในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ในลักษณะของทวิภาคีลักษณะอย่างนี้มันคงไม่มีทางหรอกที่ว่ารัฐบาลหรือว่าใครก็ตามจะมา กางบนโต๊ะให้ดูก่อนได้ทั้งหมดนะครับว่าเรามีอาวุธอะไรอยู่ใน Stock บ้าง เรามีการเจรจาใด ที่เราจะนำไปใช้ได้บ้าง ทั้งหมดนี่มันคงเปิดทั้งหน้าตักไม่ได้นะครับ เพื่อให้ผู้ที่ไปเจรจาจะได้มีความยืดหยุ่นแล้วก็มี ศักยภาพในการที่จะสามารถเจรจาเอาผลประโยชน์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ แล้วก็พี่น้องประชาชนของเรานะครับ แน่นอนครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสิ่งที่ทีมเจรจา จะนำไปก็คือการที่จะไปเจรจาด้วยความเข้าใจนะครับ อาศัยความเป็นพันธมิตรทางการค้า ที่ยาวนาน เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่เคียงข้างกันในเวทีโลกมาอย่าง ยาวนาน เราเป็นพันธมิตรที่มีความถาวรแล้วก็มีความมั่นคงในจุดยืนมาโดยตลอดนะครับ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นสิ่งแรกที่เราก็คงต้องนำไปพูดคุยนะครับ นอกจากนั้นยังมีในเรื่องของกิจกรรม อย่างอื่นที่เราจะต้องไปดูเพิ่มเติมนะครับ เพราะวันนี้มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเร็ว แต่มันเป็นเรื่องของความแม่นยำ การที่เราจะแก้ไขปัญหาเราต้องตอบโจทย์สิ่งที่ทางสหรัฐอเมริกา ได้ตั้งเป็นโจทย์เอาไว้ถึงแม้เขาจะไม่ได้ประกาศชัดเจน เราเห็นตัวอย่างจากประเทศในภูมิภาค เดียวกันที่มีการประกาศลดอัตราภาษีอย่างถึงที่สุดแล้ว คือเป็นศูนย์เลย อัตราภาษีศุลกากร สุดท้ายคำตอบที่ได้รับก็คือยังไม่ตอบโจทย์นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาดูโจทย์ของเราว่า นอกจากในเรื่องของอัตราภาษี นอกจากในเรื่องของการที่เราจะต้องลดปริมาณในเรื่องของ การขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาบ้างแล้วเรายังมีโจทย์อะไรอีกเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากนั้น เราก็ยังจะต้องมาดู ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสอบสินค้า ซึ่งเป็นขาออกไปยังสหรัฐอเมริกา แต่เป็นลักษณะของการสวมสิทธิ สวมสิทธิแหล่งกำเนิดบ้างนะครับ เป็นเรื่องของสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ในเรื่องของลิขสิทธิ์บ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่เราก็ต้องให้ความเข้มงวดกวดขัน แล้วก็ต้องมีการยืนยันว่าเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกเพื่อที่จะสามารถทำให้มีความมั่นใจ ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไม่มีเกิดขึ้นอีกในอนาคต เรื่องของการลดสิ่งที่มันเป็น Non-Tariff Barriers หรือว่าเป็นกำแพงที่ไม่ใช่ลักษณะของภาษี การเพิ่มความง่ายต่อการดำเนินธุรกิจ การค้าคือ Ease of Doing Business ทั้งหมดเหล่านี้ก็คงเป็นกลไกที่ต้องประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งหมดเพื่อที่การไปเจรจาจะได้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด นอกจากนั้น ก็ยังเป็นโอกาสของประเทศไทยอีกอย่างหนึ่งครับ เพราะว่าเราเองก็มีการพูดคุยมาอย่างยาวนาน แต่การปฏิบัติบางครั้งมันก็เกิดขึ้นได้ยากหากไม่เกิดสถานการณ์ที่มันมีความแหลมคมนะครับ การพูดถึงการเพิ่มความหลากหลาย Diversification ของการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในโลก ประเทศไทยเราก็พูดกันมานาน แต่สุดท้ายการปรับเปลี่ยนก็ไม่ง่ายเพราะพฤติกรรมของการส่งออก มันอยู่ที่ความสะดวก อยู่ที่เม็ดเงิน เมื่อมันยังสามารถขายได้ผู้ผลิตก็ยังจะส่งไปยังที่เดิม ๆ ในปริมาณที่มากขึ้น ๆ วันนี้การสร้างตัวเลือกเพิ่มความหลากหลายในตลาดของประเทศไทย อาจจะเป็นสิ่งซึ่งพวกเราจะต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง รัฐบาลจะต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง แล้วก็นำเอาภาคเอกชนมาพูดคุยกันว่าเราจะเพิ่มปริมาณของประเทศที่เราส่งออกไป กระจายสินค้าให้มันมีความหลากหลายในพื้นที่ที่เราไปทั่วโลกให้มันมากขึ้นได้อย่างไร ตรงนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่จะต้องมีการพูดคุยนะครับ การลงทุนเช่นเดียวกันครับ วันนี้เราก็ต้อง มีการพูดคุยกันว่าประเทศไทยในกรณีที่มีการส่งเม็ดเงินไปลงทุนต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ก็อาจจะเป็นประเทศหนึ่งที่เราจะต้องเริ่มพิจารณาว่ามีอะไรที่นำไปลงทุนในประเทศนั้นแล้ว จะเกิดศักยภาพมากขึ้นนะครับ เราจะสามารถได้เปรียบได้ประโยชน์แล้วก็สามารถทำ ประโยชน์ให้นอกจากตัวบริษัทแล้วจะเกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยและแรงงานไทย ที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องมาพิจารณากันอย่าง ให้รอบคอบนะครับ แน่นอนครับผมเรียนกับทุกท่านว่ารัฐบาลมีการประชุมกันนี่นะครับ ทางคณะทำงานเองก็ตาม หรือท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ตามมีการประชุมกันหลายครั้ง ทุกครั้ง ไม่ได้ดูเฉพาะราย Sector นะครับ เราลงรายละเอียดในราย Item คือสินค้าเป็นประเภท ๆ เลย เพราะว่าการที่เราจะมีการปรับเปลี่ยน วันนี้เราต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนี่ ก็ยังไม่มองว่าทางสหรัฐอเมริกาจะถอนหรือว่าจะเปลี่ยนกลไกที่เขาดำเนินการมาแล้วจนถึง ปัจจุบันนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อมันเกิดขึ้น Trade Balance ของโลกมันขยับแล้ว มันเป็น New Normal ของการค้าโลก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่กับมันแล้วเราต้องปรับตัวให้ได้ การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลเองก็ต้องมาช่วยสร้างกลไกในการปรับตัวให้กับภาคเอกชน มีท่านสมาชิกได้ถามถึงว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง ณ ขณะนี้เราได้เตรียมวงเงินไว้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านทางเอ็กซิมแบงก์นะครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ประทานโทษนะครับ สิ่งที่จะต้อง ออกมามี ๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นส่วนที่จะไปช่วยเหลือในส่วนของบริษัทที่มีการส่งออกไปยัง สหรัฐส่วนหนึ่ง นำเข้าจากสหรัฐส่วนหนึ่ง เป็นการให้วงเงินสินเชื่อเพื่อที่จะให้พี่น้อง ภาคเอกชนผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่มันต่ำกว่าปกติ นี่คือ การช่วยเหลือในเบื้องต้น และแน่นอนว่ายังคงจะต้องมีมาตรการอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะ ในภาคเกษตรกับสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ แต่หลังจากนี้ก็คงต้องมีการประเมินกันว่า สิ่งที่เกิดผลกระทบสุดท้ายแล้วหลังการเจรจาภาวการณ์มันจะปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไร และใครได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงไร และควรจะต้องมีกลไกในการเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือ อย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งต้องทำงานกันต่อ แต่อย่างไรก็ตามก็ฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านในการติดตามช่วยกัน แล้วก็ช่วยเป็นหูเป็นตา มีประเด็นใดที่รัฐบาลตกหล่นยินดี รับฟังครับ ทางรัฐบาลเองก็จะทำให้ดีที่สุดในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน ทั้งภาคเอกชน ทั้งภาคธุรกิจ และรวมถึงพี่น้องเกษตรกรหากได้รับผลกระทบในการที่เรา จะเข้าไปช่วยเขาในกรณีที่เกิดผลกระทบจากเหตุการณ์เรื่องของอัตราภาษีที่เกิดขึ้นนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า แน่นอนครับมันเป็นการ ปรับเปลี่ยนในเรื่องสมดุลของการค้าโลก แต่ในนั้นมันมีโอกาสอยู่บ้างนะครับ หากเราจะมอง หาโอกาสให้เจอ มันก็ยังจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในมิติใดมิติหนึ่งนะครับ เรื่องนี้ แน่นอนครับผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นในเชิงลบแน่นอน วิเคราะห์กันตรง ๆ มันไม่ได้มีอะไร อ้อมค้อม แต่หากเราหาโอกาสในวิกฤติได้พบ ยกตัวอย่างนะครับ มันมีแนวทางในการตอบโต้ กับ Reciprocal Tariffs นี่ หลายวิธี แน่นอนครับบางวิธีก็อย่างเช่นประเทศไทยหลายประเทศ เลือกในการเจรจาพูดคุย บางคนเลือกที่จะต่อสู้ด้วยการขึ้นภาษีแข่งกันอย่างที่เราเห็นนะครับ มีประเทศอย่างเช่นประเทศจีนก็มีการแข่งขันกันในเรื่องของการขึ้นภาษีตอนนี้ร้อยกว่า เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันจะเกิดช่องโหว่ทางการค้า หมายความว่ามันจะมีสินค้า บางประเทศที่มันไม่สามารถเดินทางผ่านไปได้ด้วยความคุ้มค่า แต่ผู้บริโภคยังคงมีความจำเป็น ต้องบริโภคอยู่ในประเทศนั้น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอาจจะเกิดช่องโหว่ช่องว่างที่ประเทศไทยเรา หากสามารถเจรจาความได้สำเร็จและเรามีสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็อาจจะเป็น ช่องว่างที่สินค้าไทยจะสามารถนำสู่การค้าการขายที่มันเพิ่มมากขึ้นได้ บางประเทศตัดสินใจ ในเรื่องของการออกมาตรการภาษี เช่น Digital Service Tax ซึ่งเก็บกับแฟลตฟอร์มออนไลน์ ที่เป็นสัญชาติอเมริกัน อันนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะมองช่องโหว่ช่องว่างนั้นอย่างไรที่เราจะได้ ประโยชน์แล้วเราจะสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้วก็ประชาชนของเรา บางประเทศตัดสินใจในเรื่องของการตัดการลงทุนที่จะเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น การลงทุนเม็ดเงินเหล่านั้นมันก็ต้องหาที่ไปในที่สุด ประเทศเราก็มีศักยภาพ เราก็มีความพร้อม ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานแล้วเราก็มีความสามารถในการแข่งขัน จะทำอย่างไรให้เม็ดเงิน เหล่านั้น อาจจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อเกิดการผลิต เกิดการจ้างงาน ในประเทศ ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งเป็นโจทย์ครับ พวกเราต้องช่วยกันคิด ทางรัฐบาลเองก็แน่นอนว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วเราก็มองหาช่องและโอกาสเหล่านั้น หากโอกาสเหล่านั้นจะเกิด ประโยชน์กับประเทศชาติแล้วก็ประชาชน สิ่งทั้งหมดนี้ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เป็นประโยชน์นะครับ🔗
แน่นอนว่าคำถามสุดท้าย ผมขออนุญาตคำถามสุดท้ายนะครับ มีคำถาม ในเรื่องของผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อันนี้แน่นอนครับ ไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าสุดท้ายแล้วนี่มันกระทบกับการเติบโต รัฐบาลเองในภาวะปกติและ ในสิ่งที่เราได้ทำมาในช่วงปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นในระดับหนึ่ง ถ้าดูเป็นไตรมาสนะครับ ไตรมาส ๑ ของปีนี้ก็อยู่ในระดับที่สูงคือ ๓ กว่า แต่ผลกระทบ ในเรื่องของการค้านี้แน่นอนว่าสุดท้ายก็ต้องมีผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ถามว่าเป้าหมายยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ ผมคงตอบให้ไม่ได้ แล้วผมก็เรียนด้วยความเคารพครับ มีท่านสมาชิกนำเอาตัวเลขที่บอกว่าเป้าหมายเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือว่าจีดีพี Growth มันมีการปรับเปลี่ยนจากหลายสถาบัน ซึ่งมีความแตกต่างกันเยอะมากครับ บางคน บอก ๑ บางคนบอก ๒ มันมีความแตกต่าง มีตัวเลขที่หลากหลาย แน่นอนครับเพราะว่าสมมุติฐานมันยังไม่ชัด สำหรับคนที่จะไป Run Model แล้วก็นำตัวเลขมาแสดง แน่นอนว่าหลายคนก็อาจจะเอา ตัวเลขออกมาแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเรียนด้วยความเคารพว่าคงเป็นตัวเลขที่ยังเชื่อถือ นักไม่ได้ แม้แต่ทางกระทรวงการคลังเองเราก็ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เรียนด้วยความเคารพ สาเหตุเพราะอะไรครับ เพราะสมมุติฐานมันยังไม่ครบครับ วิธีการที่เราจะนำไปเจรจาและผล แห่งการเจรจานั้นจึงจะเป็นสมมุติฐานหลักที่ต้องใส่เข้าไปในการ Run สมการเพื่อที่เราจะได้รู้ ว่าสุดท้ายแล้วผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นมันจะมีผลในเชิงลบมากน้อยเพียงไร แล้วเราจะสามารถ ประคับประคองไปได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเป็นโจทย์ที่รัฐบาลรับไว้ครับ แล้วเราก็ยังยืนยัน ตามเดิมโดยรัฐบาลชุดนี้เราให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะว่า มันจะได้รับผลกระทบในเชิงบวกกับพี่น้องประชาชนทุกคน หากมันจะชะลอ หากมันจะ สะดุดอย่างไรก็ตามก็ต้องมีกลไก แล้วก็ขอบพระคุณมากมีท่านสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านด้วย มีการอภิปรายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เอื้อเฟื้อมากในเรื่องของการบอกว่าหากเรา มีความจำเป็นในเรื่องของการที่เราจะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อให้มีกรอบในเรื่องของ Fiscal Policy ที่มากขึ้นเพื่อที่จะดำเนินการในทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ อันนี้ฟังแล้ว ผมรู้สึกดีเพราะว่าเป็นข้อเสนอที่พวกเราก็ต้องรับฟัง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ถึงเวลาครับ หากว่ามันมีความจำเป็นก็คงต้องมาคุยกันเพราะกลไกทั้งหมดต้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เราคงต้องมาคุยกันในกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเดินหน้า ในการแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร แต่ ณ ขณะนี้ยังอยู่ในกรอบที่เราต้องพิจารณาในปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็วางแผนในการไปเจรจาเพื่อที่จะให้ปัญหานี้มันบรรเทาเบาบางที่สุด วันนี้ต้องกราบ ขอบพระคุณหลายท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนามดีกว่าเพราะว่าด้วยข้อแนะนำของท่านทำให้ รัฐบาลได้ประโยชน์แล้วก็จะนำเอาข้อคิดเห็นของท่านเหล่านั้นออกไปบรรจุไว้กับทีมเจรจา ที่จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แล้วก็จะได้นำเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะในสิ่งซึ่ง สำคัญที่สุด ณ ขณะนี้ ต้องเรียนว่าความสามัคคีของพวกเรา วันนี้วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างน้อย ก็ทำให้ทุกคนหันหน้าเข้ามา แล้วก็มาคุยกันอย่างมีเหตุและผล นำเอาเรื่องของการเมือง วางไว้ข้าง ๆ แต่นำเอาปัญหาของประเทศชาติมาเป็นสิ่งซึ่งเราต้องมาถกกันเพื่อให้มันได้ การตกผลึก แล้วก็นำไปแก้ไขปัญหาต่อไป ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนิสิต คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ยินดีต้อนรับทุกท่าน ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชนครับ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่สภาแห่งนี้ได้เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายในประเด็นมาตรการต่อนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารน่าจะได้นำเอาข้อเสนอ ที่น่าสนใจหลายข้อไปปรับใช้ได้ เห็นด้วยในการใช้พื้นที่สภาในการถกเถียงประเด็นนโยบาย การค้าระหว่างประเทศ เพราะมันกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง หลายต่อหลายประเด็น ที่เพื่อนสมาชิกในแต่ละพื้นที่และหมวดสินค้าได้อภิปรายมานั้นน่าจะพอฉายภาพทำให้เรา เห็นถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วมีข้อเสนอดี ๆ มากมายให้ฝ่ายบริหารรับไปพิจารณา เพื่อปรับใช้ ผมขออนุญาตอภิปรายในแง่มุมที่อาจจะต่างออกไปจากเพื่อนสมาชิกที่อภิปราย มาก่อนหน้านี้ ก็พยายามขบคิดแล้วตั้งคำถามว่าประเทศไทยเราจะรับมือแล้วทำอะไรได้บ้าง จากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เราจะสู้ เราจะหมอบหรือเรา จะตีมึน ผมว่าสู้นี้เท่าที่ฟังมาไม่ค่อยมีเท่าไรเพราะว่าประเทศเราเป็นประเทศขนาดกลาง เราคงไม่สามารถทำแบบจีนได้ สู้ไปแล้วจะอย่างไรก็คงราบ หมอบเราจะหมอบแบบหลายประเทศ ที่เขาไปพยายามต่อรอง ลดภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายอเมริกาก็อาจจะไม่เอา หมอบไป เกินไปก็อาจจะทำให้เราเสียประโยชน์ หรือเราจะทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก่อน ทำเป็นมึน ๆ ไปก่อน อันนี้ก็ต้องมาคุยกันว่าเร็วไปหรือช้าไปที่จะเจรจากับสหรัฐอเมริกา ประเด็นคืออะไรจะทำให้ เราเจ็บน้อยที่สุด อย่างไรมันก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว คือเราจะทำ Soft Landing ให้มัน ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในสถานการณ์แบบนี้อย่างไร ผมว่าคงไม่ใช่ประเด็นที่เราส่งคนไปเจรจา คือถ้าเผื่อเราอาศัยเพียงการเจรจาอย่างเดียวท่านประธานคิดจริง ๆ หรือครับว่า มันจะสำเร็จ ออกมาอย่างไร ไม่ต้องพูดเคสการโต้ตอบเจรจาของประเทศอื่น ผมเห็นแล้วว่ายากนะครับเนื่องจากทาง อเมริกาเขามีธงอยู่แล้ว แล้วสาระสำคัญของ Conflict ที่เกิดขึ้นมันคือจีนกับอเมริกา อย่าลืม ประเทศเราเขาไม่ได้สนใจอะไรมากมายนะครับ อะไรที่ทำให้ผมคิดต่างออกไปจากเรื่องนี้ครับ ท่านประธานคงเคยได้ยินช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญครับ นี่คือสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มันไม่ใช่ Agenda ของประเทศเรา มันเป็น Agenda ของอเมริกา กับจีนครับ ช้าง ๒ ตัวกำลังชนกันอย่างบ้าระห่ำสงครามการค้า เราทำอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถ เลือกข้างได้ อันนี้อันตรายมากนะ สำคัญมาก เราไม่สามารถคาดหวังให้จีนมาช่วยคานอำนาจ สหรัฐอเมริกาได้ นาทีนี้เราอาจจะพึ่งอเมริกาให้มาช่วยคานอำนาจจีนได้ไหม อันนี้เป็นคำถาม ลดภาษีประเภทสินค้าที่เราให้สิทธิประโยชน์กับจีน คือบางอย่างเราให้ ๐ เปอร์เซ็นต์กับจีน แต่มันก็ไม่เป็นธรรมกับอเมริกาจริง ๆ สินค้าอเมริกาบางหมวดสินค้าที่เราอาจจะให้เขาก็ได้ แล้วก็ไม่กระทบต่อผู้ผลิตภายในไทยมาก สุดท้ายให้ระบบตลาดและผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสิน ก็แข่งกันแบบแฟร์ ๆ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอหนึ่งเพื่อเราจะเอาอเมริกาเข้ามาคานอำนาจกับจีน เพราะจริง ๆ ศัตรูของอเมริกาคือจีน ไม่ใช่ลาวครับ รายการไหนไทยได้ประโยชน์จากการลด ภาษีนำเข้า สินค้าการเกษตร US ที่มันมีคุณภาพ ที่เขามี Productivity สูงกว่าเราแล้วก็ไม่ได้ แข่งกับสินค้าเราโดยตรงก็ควรลดภาษีนำเข้าให้เขาเพื่อดุลการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา รวมถึงเขาอาจจะใช้ฐานไทยในการผลิตโดยใช้วัตถุจากสหรัฐอเมริกา คือบางอย่างด้วย ภูมิอากาศหรือด้วยกายภาพเราก็ปลูกไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเราก็ทำสู้เขาไม่ได้ คือเราต้องต่อรอง แบบ Win Win ให้เขาได้ด้วย เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เขาคงระดับ ไม่เพิ่มภาษีนำเข้าจาก ประเทศไทยถ้าเผื่อเขาเมตตาเรานะครับ ที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง แล้วสุดท้ายคือเราก็ต้องบอกตรง ๆ กับเขา สมมุติเขานำเข้าจากเราไปแล้วเขาไม่ขึ้นภาษีกับ สินค้าเราเยอะจนเกินไป สุดท้ายแล้วมันก็อาจจะชะลอทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศเขา ไม่เป็นภาระต่อประชาชนตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกามากเกินไป นอกจากนี้ยังสามารถ พิจารณาบาง Item นำเข้าพลังงาน อาจจะเป็นเรื่อง Starlink ก็ได้ให้เขามาแข่งขันตลาด โทรคมนาคมหรือเปิดให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้ามาแข่งขันในตลาดในประเทศบ้านเรา อย่างเป็นธรรม ไทยคือพื้นที่สมรภูมิในการสงครามเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ อยากจะนำเสนอไปยัง รัฐบาลฝากท่านประธานไป ๒ ข้อหลัก ๆ ครับ ข้อแรกเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้คือ Self Reliant ข้อที่ ๒ ในสถานการณ์แบบนี้เราต้องปรับตัวให้ทันคือ Self Resilience คือวันนี้ถ้าเผื่อเรายัง พึ่งตนเองไม่ได้ในเรื่องของทรัพยากรพลังงาน นวัตกรรมแรงงาน เราต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ทำให้เราเปราะบาง ทำให้เราต้องเผชิญกับความเสี่ยงเมื่อสถานการณ์การเมืองโลกเปลี่ยนแปลง วันนี้เราเจอเข้ากับตัวแล้วในกรณีที่ทรัมป์ (Trump) ผมเชื่อว่ายังไม่จบครับ เชื่อว่าในอนาคต นโยบายเศรษฐกิจที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ ของจีนจะต้องทำให้เราปวดหัวไม่แพ้กัน โดยแผน เศรษฐกิจจีนเราต้องมาดูด้วยว่าคู่ขัดแย้งของอเมริกาคือจีนที่ทำให้หลายประเทศต้องพึ่งจีน และสุดท้ายอาจจะต้องเจอภาวะการทูตกับดักหนี้ ก็คือ Debt Trap Diplomacy นะครับ ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เสร็จหมดเลยโดนขึ้นภาษีเยอะกว่าเราอีก เมียนมา ลาว กัมพูชา เจอปัญหาจากกับดักการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากจีน และสุดท้ายกลายเป็นภาระ หนี้สินที่ไม่สามารถใช้คืนได้ อันนี้หนัก โชคดีเรายังไม่ถึงขนาดนั้น ไกลออกไปหน่อยครับ ดูศรีลังกา ปากีสถาน แซมเบีย จูบิตี มอนเตเนโกรหรือมัลดีฟส์ ทุกประเทศที่เอ่ยมานี้เสร็จหมด จีนไปปล่อยกู้แล้วก็ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งใน Belt and Road Initiative ของจีน ซึ่งเขาก็ไป แทรกแซงบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศขนาดเล็กได้ดีมาก ๆ นะครับอันนี้ ส่วนสุดท้าย ประเทศต้องสยบยอม แล้วสุดท้ายก็ไม่สามารถใช้หนี้คืนให้กับจีนได้ก็กลายเป็นอาณานิคมไป โดยอ้อม เพราะฉะนั้นสำคัญมากเราต้องยืนหยัดว่าเราต้องพึ่งพาตัวเองได้ในสภาวะแบบนี้ เผลอ ๆ จีนอาจจะเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่น่ากลัวกว่าอเมริกาอีกนะครับ ไม่ใช่ไทย เราต้องพาตัวเองเอาออกมาอย่าไปผูกติดกับจีนมากจนเกินไป สร้างช่องว่างเพื่อมีระยะห่าง ปลอดภัยทางเศรษฐกิจ อเมริกาเขาเห็นว่าเราอยู่กับจีนมากจนเกินไปเราจะซวยนะครับ นโยบาย Free Zone ทางศุลกากรที่ผ่านมา คือปัญหาหนึ่งที่จีนใช้เราเป็น Backdoor นะครับ เอาสินค้าเข้ามาผ่านแดนเราฟอกขาว Country of Origin เป็นของไทย นี่คือปัญหาเลยครับ ลองไปดูใน List รายการก็ได้ครับ คือที่อเมริกาเขาทำเขาตอบโต้ทั่วโลกเพราะจีนอ้อมไปใช้ ประเทศต่าง ๆ เป็นฐานในการไปฟอกแล้วก็ส่งเข้าไปอเมริกา สุดท้ายอเมริกาก็ต้องแก้แบบทุกประเทศเหมือนกันหมด ศัตรูหลักของอเมริกาคือจีน ไม่ใช่ไทย โดยไทยเราก็รอรับแค่ส่วนแบ่งทางศุลกากรเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับต้นทุนที่เราเสียไป ในกรอบเวลา ๒ ปีที่ให้ต่างชาติเข้ามาเช่าใช้นะครับ ผ่านลาว ผ่านท่าเรือแล้วออกไปข้างนอก อันนี้เป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งทำไมเขาถึงตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ไทยในฐานะประตูหลังของ ประเทศจีน เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Tunnel จีนก็ส่งผ่านไทยมา ท่านไปดู เมื่อเช้าที่ท่านศิริกัญญานำเสนอนี้ผมว่าไม่ได้ผลิตในประเทศไทยผลิตในจีนนะครับ คือเราต้อง แยกรายการสินค้าให้ออกครับอันไหนเป็น Country of Origin ของประเทศไทยจริง ๆ ต้นกำเนิดมาจากประเทศไทย เราควรใช้โอกาสนี้ในการจัดการบริษัท Nominee จีนที่อยู่ใน ประเทศไทย คือสกัดการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด อันนี้เป็นอันแรกเลยที่จะเอาไปคุยกับอเมริกา บอกเราไม่เกี่ยวกับจีน ๆ โอเคเราอาจจะผิดพลาดไปในอดีตปล่อยให้เขามาสวมสิทธิ แต่เรา จะปรับปรุงเรื่องนี้อย่างไรนะครับ นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนานวัตกรรม แรงงานในประเทศไทย ไทยเราคือถ้าเผื่อเรายังถูกมองว่าเราเป็นพื้นที่ฟอกขาวให้สินค้าจีน รัฐต้องมาลงทุนพัฒนาอย่างจริงจังนะครับ แล้วก็หาทรัพยากรทางเลือกใหม่ ๆ นะครับ แล้วก็ เรื่องพลังงานที่เราอาจจะสามารถ Bounce Balance คือไปนำเข้าจากอเมริกามาเพิ่มได้ และระยะยาวก็ต้องสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแล้วก็พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานนะครับ คือแต่นโยบายหลักรัฐของเราให้ความสำคัญน้อยมากกับเรื่องที่ผมพูดมา เราพยายามไปแจกเงิน พยายามไปทำบ่อนกาสิโน เอาท่าเรือในเขตคลองเตยจะไปทำบ่อนกาสิโนแล้วจะพยายาม เอาอันนี้ไปเป็นล่ออเมริกามามันไม่ Work ครับ เราหวังจะกินบุญเก่านะครับไม่ทำอะไรเพิ่ม จะเติบโตแล้วแข่งขันอย่างเต็มขีดความสามารถกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างไรครับ เราหวัง จะหารายได้จากท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่างสงกรานต์นี้ที่จีนก็มีแล้วนะครับ จัดงานดึงดูดนักท่องเที่ยวใหญ่โตในยูนานแล้วจะแข่งอย่างไร ขนาดสงกรานต์จีนยังก๊อบ เราไปเลยนะครับ บุญเก่ามันเริ่มหมดนะครับถ้าเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้อันตรายมากนะครับ ผมในฐานะผู้แทนเขตวัฒนาและคลองเตยซึ่งเราก็กระตือรือร้นที่อยากจะใช้ประโยชน์ท่าเรือ นำไปสู่การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการที่เอาท่าเรือแทนที่เราจะใช้ประโยชน์ จากข้อได้เปรียบตรงนี้ของเรา Location ในเชิงภูมิศาสตร์เราอยู่ Center ของอินโดจีน จะเอาไปทำบ่อนกาสิโนผมไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านทราบหรือไม่ครับอีกอันหนึ่ง กองเรือหลัก ของประเทศไทยที่ต่อในจีนจะโดนเก็บภาษีเทียบท่า ๑ ล้านเหรียญนะครับ เรามี ๔ บริษัทใหญ่ อย่างโทรีเซน หรือ อาร์ ซี แอล อันนี้เป็นปัญหา เราอาจจะต้องพิจารณาว่าเราอาจจะต้องใช้ ประเด็นนี้ในการต่อรองอเมริกานะครับ คือพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมการต่อเรือ ของเราเองหรืออาจจะไปต่อรองซื้อจากเขา แล้วก็พาณิชย์นาวีของไทยด้วย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนส่งโลจิสติกส์ในระยะสั้นจะกระทบมากนะครับเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในการนำเข้าส่งออกซึ่ง มันก็ผันแปรไปกับจีดีพี ซึ่งจะชะลอตัวอย่างรุนแรงแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นสำคัญมากที่เราจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพและต้นทุนทางโลจิสติกส์ ในเขตคลองเตย และเขตวัฒนายังมีลูกหลาน ยังมีแรงงานอีกมากมายที่เขาพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพเพื่อจะ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็หารายได้สร้างชีวิต แล้วก็ทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ จริง ๆ แต่ว่าผมก็เห็นด้วยวันนี้เราเอาเรื่องนี้เข้ามาก่อนเรื่องกาสิโน เพราะว่าประชาชนตอนนี้ กำลังเดือดร้อนมากนะครับ สุดท้ายครับเรื่อง Self Resilience คือความสามารถในการปรับตัว ให้ทัน คือตอนนี้เราต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะนะครับ เพราะว่าถ้าเผื่อ เขาทะเลาะกันแล้วเรายังอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราต้องไปพึ่งพาเขาอันตรายมากนะครับ ยังมี ตลาดหลายท่านพูดไปแล้ว ตลาดตะวันออกกลาง Asia กลาง รวมตะวันออกหรือกลุ่มประเทศ Global South แอฟริกา ลาตินอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพแต่เราต้อง Customize Product เรา คือเราจะขายแต่ Product ไปอเมริกา High End แบบแพง ๆ อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีหลายเกรดนะครับ คุณภาพสินค้าราคาก็ต้อง Match ให้ตรงกับตลาดดังกล่าว ซึ่งเป็นโอกาส ผมมองเป็นโอกาสในวิกฤติ ก็อยากจะให้รัฐบาลคิดให้ลึกตกผลึกให้เร็วแล้วก็ รับเอาข้อเสนอของผมทั้งเรื่อง Self Reliance พึ่งพาตัวเองให้ แล้วก็ Self Resilience ก็คือ ปรับตัวให้ได้เร็วเอาไปขบคิดต่อนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ๒ ท่าน ท่านทรงยศ รามสูต แล้วต่อด้วยท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ เชิญท่านทรงยศ รามสูต ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผล กระทบต่อประเทศไทยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งสหรัฐอเมริกาประกาศว่าเมื่อวันพุธ ที่แล้ววันที่ ๒ แล้วก็ส่งผลกระทบต่อไทยและทั่วโลก ซึ่งก็ได้ทราบว่ารัฐบาลก็เตรียมการไว้ เดิมทีผมจะยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเพื่อเอาเวลาเยอะแต่ว่าขออภิปรายสนับสนุนก็แล้วกัน สัก ๑๐ นาที สไลด์ขึ้นเลยก็ได้นะครับ🔗
ในส่วนของการค้าระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา คือไทยกับสหรัฐอเมริกาเราก็มีการค้ามา ๑๐ ปี เราก็ได้ดุลเขามาโดยตลอด แต่คราวนี้ พอสหรัฐอเมริกาเขามีปัญหานะครับ ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เขามีปัญหา ในเรื่องการบริหารเรื่องดุล อันนี้คือศักยภาพของไทยกับสหรัฐอเมริกา เดือนมกราคมถึง เดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ ปรากฏว่าเราก็ได้ดุล สไลด์ถัดไปเลย แต่พอสหรัฐอเมริกา อันนี้คือ ด้านซ้ายจะเห็นคือในส่วนของ ๒๐ ประเทศ อันนี้ปี ๒๕๒๓ ที่ได้ดุลจากสหรัฐอเมริกา มากที่สุดนะครับ ตอนนั้นไทยอยู่อันดับที่ ๑๒ พอด้านขวาประเทศอเมริกาเขาได้ดุล บราซิล ก็ ๕,๐๐๐ กว่าล้าน สิงคโปร์ก็ ๒,๐๐๐ กว่าล้าน ของไทยตอนนั้นได้เปรียบสหรัฐอเมริกา เราอยู่อันดับที่ ๑๒ สไลด์ถัดไปเลยครับ ตอนหลังล่าสุดเราขึ้นมาอยู่ที่ ๑๐ แล้ว คราวนี้สหรัฐอเมริกาเขาออก มาตรการตอบโต้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งจากเมื่อสักครู่คงจะเห็นนะครับ สไลด์ถัดไปเลยนะครับ เราจะเห็นว่าพอสหรัฐอเมริการเขาออกมาตรการตอบโต้เขาออกมาตรการตอบโต้หมดเลย ไทยแลนด์จากที่ ๑๐ ก็โดนขึ้นภาษีไป ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสักครู่ที่ผมชี้ให้ดูอย่างบราซิล อย่างสิงคโปร์นี่สหรัฐอเมริกาได้เกินดุลก็คิด ๑๐ เปอร์เซ็นต์หมด เพราะฉะนั้นทุกประเทศ โดนหมดเลยนะครับ คราวนี้พอคิดขึ้นมาปุ๊บสินค้าใดที่มีปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ก็ต้องไปเจรจา ประเทศไทยเราก็มีปัญหา อย่างเช่นสินค้าภาคการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น สับปะรด เดิมถ้าเรา ไม่นับเม็กซิโกนะครับคู่แข่งเราก็คือฟิลิปปินส์ที่ส่งไป ของเราต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ๓๖ ในขณะที่ ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ หรือผลิตภัณฑ์จากยางพารา ซึ่งประเทศไทยส่งออก เข้าสู่สหรัฐเป็นอันดับ ๓ ก็ปรากฏว่าคู่แข่งของเราคือมาเลเซีย ของเราขึ้นไป ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มาเลเซียขึ้นไป ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ช่องว่างแล้วการแข่งขันก็จะสูง ในขณะที่เราจะได้ ประโยชน์ไหมจากการที่เขาขึ้นภาษีกับประเทศที่เขาเสียภาษีมากกว่าเราก็มีจีนกับเวียดนาม ในส่วนจีนคงสู้ไม่ได้ ในส่วนเวียดนามก็จะมีเรื่องของข้าว ทีนี้ข้าวส่วนใหญ่ที่เราส่งไปที่ สหรัฐอเมริกานี่ เราส่งเป็นข้าว Premium เป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวชั้นดี ส่งไปประมาณ ๘๐๐ ล้าน ซึ่งคู่แข่งก็น่าจะเป็นเวียดนาม ซึ่งราคาออกมาตรงนี้ปุ๊บจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ของสหรัฐอเมริกา อันนี้ก็ฝากรัฐบาล หรือถ้าให้ดีถ้าอีกหน่อยเราวางแผนดี ๆ ถ้าอเมริกาเขาสู้ ไม่ได้อาจจะเขยิบข้าวเลยหรือเปล่าแค่ไหนเพียงไร สไลด์ถัดไปขึ้นมาเลยครับ แต่สินค้าอันนี้ คือสินค้าที่เราใช้ Check จากปีที่แล้วที่เดินทางทางเรือที่ส่งไปอเมริกานี่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อันดับ ๑ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ๒๔.๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ส่วนประกอบประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ผลิตภัณฑ์จากยางครับ ๑๐.๖ เปอร์เซ็นต์ ๔,๐๐๐ ล้าน อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็รถยนต์และอุปกรณ์ส่วนประกอบนี่มูลค่า ๒,๐๐๐ ล้าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมาหาทางแก้ สไลด์ลงก่อนก็ได้ครับ ทีนี้พอสหรัฐเขาออกมาตรการนี้ขึ้นมาแต่ละประเทศก็มีแนวทางได้ ๓ ประการ อันดับแรกคือตอบโต้ ก็อย่างจีนคงจะเห็นก็มีมาตรการตอบโต้ แต่สายป่านเราคง สู้ไม่ได้ หรืออย่างบางประเทศในอียูเขาก็ไปเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมค่าอะไรต่าง ๆ ตอดนิดตอดหน่อย จากอเมริกาเพื่อตอบโต้ อันนี้ศักยภาพเราคงไม่กล้าไปสู้เขา หรืออีกกลุ่มหนึ่งถ้าไม่ตอบโต้ ก็เลือกที่จะยอมเขา อย่างเวียดนามยอมอยู่ ๐ เปอร์เซ็นต์เลย อเมริกาเขาก็ไม่ยอมนะครับ เพราะเวียดนามนี่ก็เหมือนกับไทยในอดีตที่ได้สิทธิพิเศษทางศุลกากรในการส่งของไปขายที่ อเมริกาโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะฉะนั้นบริษัทต่าง ๆ ก็ไปลงทุนที่ประเทศเวียดนามเพื่อจะ ส่งออกไปอเมริกา เพราะฉะนั้นเขาจะยอมอย่างไรทางอเมริกาก็ไม่ยอม เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็ไม่เห็นด้วยที่เราจะไปยอมเขา ของประเทศไทยเราเลือกวิธีที่ ๓ ร่วมกับหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งอาเซียนด้วย ก็คือการเจรจาซึ่งได้ทราบข่าวว่าคณะรัฐบาลก็เตรียมคณะทำงานตั้งแต่ ต้นปีแล้ว แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมาไม้ไหน และได้ทราบข่าวว่าทีมงานตอนนี้ เตรียมพร้อม ขนาดญัตติเข้าสภาก็เตรียมทีมงานมารับรู้รับฟังข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิก ซึ่งในการไปเจรจาก็ทราบว่าจะพยายามรักษาผลประโยชน์บางอย่างที่เราเคยสั่งจากต่างประเทศ อยู่แล้วจะเปลี่ยนมาเป็นอเมริกาไหม ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของข้าวโพดซึ่งเพื่อนสมาชิก ประเทศไทยเรานี่ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เราต้องการประมาณปีละ ๙ ล้านตัน เราผลิตเองได้ ประมาณ ๕ ล้านเหลืออีก ๔ ล้าน จะเอาจากอเมริกาได้ไหมสักล้าน ๒ ล้าน แต่ปัญหาใหญ่ ก็ดีครับเพราะอเมริกาข้าวโพดถูก แต่เดือนที่เราเจรจานี่ต้องคำนึงถึงเกษตรกรเมืองไทยด้วย อย่าเอานำเข้าในช่วงก่อนข้าวโพดไทยจะออก หรือกำลังออกไม่อย่างนั้นผลประโยชน์ จะได้แก่บริษัทที่สั่งนำเข้า แล้วผลเสียหายต่อเกษตรกรชาวไทยราคาจะตกเหมือนที่ผ่านมา ควรจะนำเข้าหลังเดือนมีนาคม เดือนเมษายนไป อย่างนี้จะแก้ไขปัญหาได้เพื่อให้ผลกระทบ ต่อพี่น้องเกษตรกรให้มันเสียหายน้อยที่สุด อันนี้ก็ฝากรัฐบาล ผมเชื่อว่าทีมงานคงจะไปเจรจา🔗
หรืออีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของอาวุธ เดิมประเทศไทยกับอเมริกาก็เป็น พันธมิตรในการเป็นผู้ค้าอาวุธ แต่เนื่องจากอาวุธของอเมริกาเป็นอาวุธที่มีคุณภาพราคา ค่อนข้างสูง ช่วงหลังเราก็พยายามเปลี่ยนไปเป็นประเทศอื่น แล้วก็ที่สำคัญอาวุธนี่เขาไม่นับมา การคำนวณในเรื่องของดุลการค้า ก็เลยทำให้ไม่สามารถเอาตรงนี้มาคำนวณได้ ก็ฝากไว้ เผื่อเราจะเจรจาให้ความหวังอันนี้ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ผมนำเสนอหรือว่าเพื่อนสมาชิกนำเสนอก็จะ เป็นแนวทางในการแก้ไขที่รัฐบาลจะนำไป อันนี้ผมก็อยากจะฝากเสนอในส่วนที่ผ่านมา เป็นการแก้ไขในลักษณะที่เป็นทางการและอย่างที่ไม่เป็นทางการนี่ผมก็อยากจะฝากว่าเวลา ไปเจรจากับเขานี่ เราต้องรู้เขารู้เรา อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เขา เขาเป็นเศรษฐี อันดับ ๔๗๒ ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน ๖,๗๐๐ ล้านเหรียญ เขาพัฒนามาจากพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ แค่ก่อนเขาลงเลือกตั้งเขาแค่เอาชื่อทรัมป์ (Trump) ไปติดตาม Brandname ต่าง ๆ ก็ขายออกได้ พอเป็นประธานาธิบดีเขาก็เลิก เห็นไหมครับแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ก็หาเงินได้ เหมือนกับตรงนี้เป๊ะเลย รัฐบาลอเมริกาขาดดุลการค้าจนถึงวันที่ ๑ มกราคม ๑.๓๑๔ แสนล้านดอลลาร์ ปรากฏว่าเขาออกมาตรการภาษีนี้ปุ๊บ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ต้องวิ่งไปหาเขา ไม่ว่าจะเกินดุลได้ดุลต้องเข้าไปตบหัวเสร็จก็ไปเจรจา ตรงนี้ยอมได้ไหม หาทางแก้ไขปัญหาได้เลย ทีนี้วิธีจะแก้ไขปัญหานอกจากไม่เป็นทางการจะทำอย่างไรนะครับ ผมอาจจะดู Series มากไปผมเห็นส่วนใหญ่มีอันหนึ่งของอเมริกาหรือยุโรปที่เขาใช้กัน ก็คือ นัก Lobbyist เพราะบางครั้งจะแก้ไขกฎหมายบางครั้งบางครานี้ อาจจะต้องใช้มืออาชีพ แต่ก็อย่าไปเอามือสมัครเล่น แต่ต้องมืออาชีพที่มีศักยภาพจริง ๆ ถ้าค่าใช้จ่ายสูงอาจจะร่วมมือ กับประเทศไหนที่มีปัญหาคล้าย ๆ กับประเทศไทย หรือกลุ่มที่ ๒ ก็หากลุ่มที่เขามีอิทธิพล ทางความคิดต่ออเมริกาเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เขาสังกัดพรรครีพับลิกัน ในกฎหมายประเทศไทยเวลาเลือกตั้งเอกชนจะบริจาคให้พรรคการเมืองพรรคเดียวหรือ หลายพรรคได้เต็มที่ปีละไม่เกิน ๑๐ ล้าน นิติบุคคลบริจาคได้ไม่เกินปีละ ๕ ล้าน ไม่ว่าพรรคเดียว หรือหลายพรรค แต่อเมริกาไม่ใช่ คราวนี้เรามาดูนะครับ อันนี้ตอนเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา สีแดงนี่ของรีพับลิกันนะครับ อันดับแรกคนที่เขาบริจาคเยอะที่สุด ทิโมธี เมลลอน (Timothy Mellon) เขาเป็นเจ้าของธุรกิจการเงินบริจาคตั้ง ๑๙๗ ล้าน เพราะฉะนั้น เขาต้องมีอิทธิพลทางความคิดนะครับ คนที่ ๒ ริชาร์ดและเอลิซาเบธ อูห์เลน (Richard and Elizabeth Uihlein) อันนี้เขาทำธุรกิจด้านผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ด้านการขนส่ง แล้วก็บรรจุภัณฑ์ ของอเมริกาใหญ่ที่สุด อันนี้บริจาคตั้ง ๑๓๙ ล้าน คนที่ ๓ มิเรียมเอเดลสัน (Marium Adelson) เป็นภรรยาหม้าย เขาเป็นหมอ สามีเขา เชลดอน เอเดลสัน (Sheldon Adelson) เขาเป็นผู้บริจาคแต่สามีเขาเสียไปแล้วเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับกาสิโน เขาเป็นซีอีโอของ Las Vegas Sands Corporation บริจาค ๑๓๖ ล้าน โดยคนที่ ๔ ที่เรารู้จักกันดี อีลอน รีฟ มัสก์ (Elon Reeve Musk) เจ้าของ Tesla SpaceX บริจาค ๑๓๒.๒ ล้าน เพราะผมเชื่อว่าเวลา เราไปเจรจานี่ คนที่มีอิทธิพลทางความคิดอย่างน้อยถ้าเขาพอจะได้ประโยชน์ไหมหรือสินค้าต่าง ๆ อะไรนี้เขาอาจจะมีอิทธิพลในการที่จะกล่อมได้ร่วมกับ Lobbyist อันนี้ก็ฝากรัฐบาล ได้พิจารณา เพราะผมจำได้แนวทางในการแก้ไขปัญหาประเทศ ผมจำสมัยท่านอดีตนายก ทักษิณแล้วก็ผู้นำหลายประเทศที่เวลาไปเจรจากับต่างประเทศ หลายคนเขามักจะพูด อยู่เสมอว่าเวลาเราไปเจรจากับต่างประเทศนี่ เราอย่าได้เอาทุกอย่าง อันไหนได้เปรียบเอา ไม่ได้เปรียบไม่เอา บางครั้งอาจจะต้องยอมเสียบ้างได้บ้างแต่มาถัวเฉลี่ยส่วนรวมแล้วนี่ ให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุด ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นผมก็ ฝากไว้สำหรับทีมเจรจาของรัฐบาลไทยคงจะไปดำเนินการเจรจาในการให้เราได้ประโยชน์ มากที่สุด แล้วก็ปกป้องเกษตรกรแล้วพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการต่าง ๆ ให้ได้รับ ความเสียหายน้อยที่สุด ผมเชื่อมือรัฐบาลภายใต้การนำของท่านแพทองธาร ชินวัตร แล้วก็ ทีมคณะซึ่งท่านรองพิชัย และนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัยจะนำไปเจรจาครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้เป็นการอภิปรายในประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ที่กระทบไปทั่วโลก จากสหรัฐอเมริกา เป็นแรงกระเพื่อม เป็นแรงกระแทกขนาดใหญ่ที่กำลังสั่นคลอนโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ รากฐานของประเทศไทยและยังลามไปถึงภาพลักษณ์ในประเทศผ่านเส้นทาง ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทันเห็น ก็คือในเรื่องของครัวไทยในต่างแดน หรืออุตสาหกรรม ร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาครับท่านประธาน ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิ รายใหญ่ของโลก โดยปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาเราส่งออกกะทิคิดเป็นมูลค่ากว่า ๓๔๑ ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ ๑๖.๘๕ และตลาดสำคัญอันดับ ๑ ก็คือสหรัฐอเมริกา นั่นเองนะครับ ซึ่งคิดเป็น ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกกะทิทั้งหมดในประเทศไทยนะครับ หมายความว่า หากการขึ้นภาษีครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรับรองจากรัฐบาลไทย สินค้าเกษตรที่ผูกโยงอยู่กับกะทิ เช่น มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว พริกแกง น้ำปลา จะได้รับ ผลกระทบแบบลูกโซ่ทันทีครับ การที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขึ้นภาษีจากประเทศไทย ในอัตรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเกษตร โดยกะทิไทยก่อนหน้านี้ก็เสียภาษี อยู่แล้วอยู่ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วเพิ่มขึ้นมาอีก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่ากะทิไทยและมะพร้าวไทย โดนภาษีอยู่ที่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน อัตราภาษีระดับนี้ทำให้ราคาสินค้าไทย ในอเมริกาพุ่งสูงขึ้นทันทีแบบเต็มอัตราในวันนี้ครับ วันที่ ๙ เมษายน เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ขณะที่ประเทศคู่แข่งในตลาดกะทิ ในตลาดมะพร้าว อย่างเช่น เวียดนาม ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ก็พร้อมที่จะเสียบแทนตลาดไทยอย่างรวดเร็ว หากพวกเขาเหล่านั้น ประเทศเหล่านั้นสามารถเจรจาต่อรอง มีศักยภาพในการต่อรองกับประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เบื้องหลังของกะทิ ๑ กระป๋องนี้มันคือระบบ เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชาวสวนเกษตรกร โรงงานแปรรูป พนักงาน และคนส่งออก และที่สำคัญก็คือจะส่งผลกระทบต่อร้านอาหารไทยในต่างประเทศแต่วันนี้หลังจากอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีทุกจุดในห่วงโซ่นี้กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะร้านอาหารไทย ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมากกว่า ๖,๘๐๐ ร้านค้าในอเมริกา ไม่ใช่แค่ SMEs ของคนไทยเท่านั้น พวกเขายังเป็นผู้ส่งต่อวัฒนธรรมทางอาหารสู่สายตาโลกอีกด้วย และเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการหารายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย พวกเขากำลังนำวัตถุดิบจากไทย อย่างเช่น กะทิ น้ำปลา ข้าวหอมมะลิ ไปแปรเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารให้คนอเมริกาจำนวนมากได้คุ้นเคยนะครับ เอาสไลด์ลงได้เลยครับ และที่สำคัญร้านอาหารไทยเหล่านี้ไม่ได้สร้างแค่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขายังสร้างระบบเศรษฐกิจ รายได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ทำไมรู้หรือเปล่าครับ ก็เพราะว่าลูกค้าชาวต่างชาติที่เคยกินอาหารไทยในอเมริกา หรือว่าประเทศอื่น ๆ มักจะ แปรเปลี่ยนเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยในอนาคต แต่เมื่อภาษีเพิ่มขึ้นต้นทุนของ ร้านค้าเหล่านี้ก็สูงขึ้นทันที กะทิที่เคยสั่งจากประเทศไทยอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นของประเทศอื่น ที่ราคาถูกกว่า ร้านอาหารบางแห่งต้องตัดเมนูที่ใช้กะทิออกไป บางแห่งต้องลดคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อควบคุมต้นทุน นี่คือจุดเริ่มต้นของวงจรเสื่อมของวัฒนธรรมอาหารไทย นั่นหมายความว่า หากร้านเหล่านี้อยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจะไม่เพียงแค่เสียรายได้จากการส่งออก แต่จะเสียทั้ง ผู้สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และระบบขยายโอกาสทางวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กันครับ และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นนะครับคือความล่าช้าของภาครัฐในการตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ แม้รัฐบาลจะตั้งคณะทำงานด้านนโยบายการค้ากับสหรัฐอเมริกา แต่เป็นการจัดตั้งหลังจาก ภาษีถูกประกาศใช้ไปแล้ว ท่านดูจากสไลด์นะครับ ท่านเพิ่งตั้งเมื่อวันที่ ๖ เมษายนนี้เอง มันทำให้ไทยกลายเป็นผู้ตามในเวทีเจรจานะครับ พวกท่านไม่มีระบบแจ้งเตือนเรื่องความเสี่ยง ต่าง ๆ ล่วงหน้า ไม่มีมาตรการรับมือเฉพาะกลุ่ม และไม่มีการสื่อสารเชิงรุกไปยังผู้ส่งออก หรือเกษตรกรไทย ท่านได้ประเมินผิดพลาดไปแล้วครับเบื้องต้น นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จำนวนมากได้เสนอว่าให้ไทยควรเจรจาโดยใช้กรอบ Cultural Trade Exception หรือ ข้อยกเว้นทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในการเจรจาการค้าเสรีของประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น และประเทศฝรั่งเศส โดยชี้ว่าสินค้าอาหารไทยที่สะท้อนอัตลักษณ์ ของชาติควรได้รับการปกป้องในระดับนโยบายเชิงวัฒนธรรม ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอแนะ ให้กับรัฐบาลเร่งด่วนทั้งหมด ๓ ข้อนะครับ🔗
ข้อที่ ๑ ก็คือให้เจรจายกเว้นภาษีสำหรับวัตถุดิบอาหารพื้นถิ่นผ่านกรอบ ข้อยกเว้นเชิงวัฒนธรรมที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นะครับ เพื่อคุ้มครองวัฒนธรรมอาหารไทย ในตลาดโลก🔗
ข้อที่ ๒ คือการสร้างกลไกสนับสนุนร้านค้า ร้านอาหารไทยในต่างแดน ให้สามารถเข้าถึงวัตถุดิบไทยในราคาที่แข่งขันได้ เช่น การขนส่งแบบมีส่วนลด สนับสนุนผ่าน Thai SELECT หรือระบบประกันความเสี่ยงจากต้นทุน🔗
ข้อที่ ๓ จัดตั้งกองทุนดูแลเกษตรกรสวนมะพร้าว ผู้ผลิต โรงงานแปรรูป และ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเพื่อป้องกันการสูญเสียศักยภาพในระยะยาว🔗
ทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมาครับท่านประธาน ผมขอฝากรัฐบาลให้เห็นถึง ความสำคัญของร้านอาหารไทยในอเมริกาครับ ในวันข้างหน้าร้านอาหารไทยที่สะท้อน อัตลักษณ์ของชาติอาจจะยังอยู่ในเมนูมากมาย แต่อาจจะไม่มีวัตถุดิบไทยหลงเหลืออยู่ใน จานนั้นอีกต่อไปนะครับ ท่านจะดูสไลด์นะครับว่านายกรัฐมนตรีของเรา ๓ ท่านที่ผ่านมา ก็พูดถึงเรื่องครัวโลก พูดถึงเรื่อง Soft Power เกี่ยวกับอาหารไทยมากมาย อย่างไรเป็นกำลังใจ ให้รัฐบาลเข้าไปเจรจาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
๒ ท่านถัดไปนะครับ ท่านธนกร วังบุญคงชนะ แล้วก็ต่อด้วยท่านณรงเดช อุฬารกุล ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีธนกร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายในครั้งนี้ด้วยนะครับ ปัญหากรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ออกในเรื่องของภาษีต่าง ๆ นี้มันส่ง ผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีรายได้หลัก นอกจากการท่องเที่ยวแล้วมันมีเรื่องส่งออก ในปี ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ การส่งออก ร้อยละ ๕๙ ของจีดีพี แล้วอเมริกาเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเมืองไทยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว มันส่งผลกระทบในวงกว้างมากไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว ทุกภาคส่วนเลยนะครับ แล้วก็สินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพื่อนสมาชิกก็ได้พูด ไปหมดแล้ว วันนี้ท่านประธานหลายประเทศเริ่มเจรจากับทรัมป์ (Trump) มีแต่จีนเท่านั้นเอง ที่ตอบโต้ ส่วนประเทศอื่นเขาเจรจาทั้งนั้น ล่าสุด ๗๐ ประเทศได้ติดต่อไปเจรจาแล้ว ผมเอง ผมมองว่าวันนี้ทรัมป์ (Trump) ใช้นโยบายก็คือบีบทุกประเทศแล้วก็จัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมัน ไม่เป็นธรรมอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าพอบีบแล้วสุดท้ายก็เรียกไปเจรจา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็น ยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศมองออกอยู่แล้วนะครับ แต่ด้วยความที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เป็นคนที่ไม่เหมือนคนอื่น แล้วก็ไม่เหมือนใคร เราเดาใจเขาไม่ได้หรอกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในการเจรจาต่าง ๆ รัฐบาลเองจะต้องใช้นโยบายเจรจาอย่างสร้างสรรค์และ มียุทธศาสตร์ระยะยาว เพราะว่าถ้าใช้วิธีปกติผมเชื่อว่ายาก วันนี้ทีมไทยแลนด์จะต้องมีการ ประสานงานกับภาคเอกชน ผมได้คุยกับประธานหอการค้าไทย เขาบอกว่าได้คุยกับรัฐบาล มานานแล้วในเรื่องนี้ ซึ่งผมไม่โทษรัฐบาลนะครับ เพราะเห็นแล้วว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วตรงนี้ก็ต้องมีการเจรจากันต่อไป สิ่งหนึ่งนะครับท่านประธานที่เราสามารถทำได้อย่างทันทีมีหลายประการ🔗
ประการแรกท่านประธานจะต้องมีการเพิ่มสินค้าจากสหรัฐอเมริกาในหมวด ที่มีความจำเป็น เช่น เครื่องจักร เทคโนโลยี หรือสินค้าเกษตรบางประเภท นอกจากนั้นแล้ว จะต้องมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศอเมริกาภายใต้กรอบดับเบิลยูทีโอ โดยไม่กระทบ กับอุตสาหกรรมในประเทศนะครับ🔗
ประการต่อมาท่านประธานครับ จะต้องมีการเสริมสร้างความร่วมมือ เชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกา สิ่งสำคัญผมว่าวันนี้การตอบโต้การเจรจาก็ว่ากันไปนะครับ แต่รัฐบาลไทยจะต้องมีมาตรการในประเทศว่าท่านจะช่วยภาคอุตสาหกรรมอย่างไร ช่วยเกษตร อย่างไร ช่วยชาวสวนยางอย่างไร เลี้ยงกุ้งอย่างไร ตรงนี้ผมไม่อยากให้รัฐบาลมองเฉพาะการเจรจา ระหว่างประเทศ จะต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรหรือภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทยด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในการเจรจาผมเห็นว่าหลายท่านก็พูดไปแล้ว มีการตั้งทีมไทยแลนด์เข้าไป แต่ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีการยกระดับคณะทำงานระดับชาติ เชิงนโยบาย แล้วก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ว่าเรามีเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่างประเทศ BOI ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่ามันจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของเศรษฐกิจและ การต่างประเทศ เมื่อสักครู่ท่าน สส. พรรคเพื่อไทยขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านก็พูดไปแล้ว มันตรงใจผมเลย วันนี้มันจะต้องใช้ Lobbyist หรือเปล่าในการเจรจากับทรัมป์ (Trump) แล้วผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลเองทีมนี่ควรจะมีที่ปรึกษาหรือใช้ Lobbyist ในการเจรจา ถ้าไม่นึกถึงใคร ผมอยากจะให้นึกถึงอดีตผู้นำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าท่านเก่ง แล้วท่านก็เป็น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นไหว้วานท่านได้ไหมละช่วยเจรจา กับทรัมป์ (Trump) นะครับ นอกจากนั้นแล้วผมเชื่อว่านักธุรกิจไทย เศรษฐีเมืองไทยก็รู้จัก กับผู้สนับสนุนทรัมป์ (Trump) ตั้งหลายคน เราไหว้วานเขาได้ไหม วันนี้มันเป็นเรื่องของ ประเทศชาติ มันไม่ใช่เวลาที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด ต้องร่วมมือกัน นักธุรกิจไทยเยอะแยะ มากมาย CP เอย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าเขามี Connection กับรัฐบาล กับผู้สนับสนุน ที่ท่าน สส. พรรคเพื่อไทยพูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วต้องใช้บุคคลเหล่านี้ท่านประธานครับ และผมเชื่อว่าทุกอย่างมันสามารถแก้ไขได้ ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้ ผมก็ให้กำลังใจ รัฐบาลในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้แล้วก็ต้องทำทันที แล้วผมเชื่อว่าเหมือนที่ผมบอกนะครับว่า ในอดีตที่ผ่านมาผมเองนี่จำไม่ได้นะครับว่าชื่ออะไร ผมเห็นมีกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเช้าผมเจอท่านอธิบดีกระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งผมก็ขอความรู้ท่านว่าปกติแล้ว กระทรวงการต่างประเทศมันมี Lobbyist เขาใช้ Lobbyist ไหม เขาบอกว่ามี เพราะฉะนั้นในวันนี้ ผมคิดว่ามันถึงเวลา แล้วก็บุคคลที่สำคัญเยอะแยะมากมายอย่างท่านศุภชัย พานิชภักดิ์ อะไรเหล่านี้เราไปขอคำแนะนำเขาได้ไหมครับ เพราะว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เราจะไปหวังพึ่ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์อย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอดีต ผู้นำต่าง ๆ หลายท่านเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถต้องช่วยกัน วันนี้ผมคิดว่าเราได้รับผลกระทบ อย่างมาก ภาคเกษตรผมชาวสวนยางนี่เมื่อเช้าก็โทรคุยกันหลายคน มันแย่แน่นอนเหมือนที่ ท่านจุรินทร์ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านก็พูดไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องช่วยกันทุกฝ่าย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านณรงเดช อุฬารกุล เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ สงครามการค้าในครั้งนี้ทุกประเทศ ต่างหาช่องทางในการปกป้องเศรษฐกิจของตัวเอง เมื่อวานนี้ผมได้ฟังการแถลงข่าวของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ชุณหวชิร ถึงมาตรการที่รัฐบาลไทยจะใช้ในการเจรจาต่อรองกับ สหรัฐอเมริกาแบบ Win Win โดยการเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตร ผมจึงมีความกังวลว่า รัฐบาลกำลังจะละเลยที่จะปกป้องพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ เมื่อดูมูลค่าสินค้าที่เรา ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ๑๔ อันดับแรกล้วนเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อมาดู สินค้าเกษตร ๑๐ อันดับแรกที่ส่งออก ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป แต่รัฐบาลเลือกที่จะเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นอกจากจะส่งผลกระทบกับราคาข้าวโพดในประเทศแล้วยังส่งผลกระทบต่อราคา มันสำปะหลังและรำข้าวที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ทั้งที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและชาวพืชไร่แทบไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากสงคราม การค้าในครั้งนี้แต่กลับต้องมาเป็นผู้ที่ต้องเสียสละ สิ่งที่รัฐบาลทำเป็นการเอื้อประโยชน์ ต่อกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่และกำลังลอยแพเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีปากเสียง เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าจะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ ย้ำอีกทีนะครับ ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก่อนที่จะไปรับฟังความคิดเห็นของ เกษตรกรสหรัฐอเมริกา ท่านได้ถามความเห็นของเกษตรกรไทยหรือยัง ได้ถามหรือยังว่า วัตถุดิบอาหารสัตว์ไม่เพียงพอจริงหรือเปล่า ได้พูดคุยหรือไม่ว่าเตรียมการรองรับให้เกษตรกร อย่างไรบ้าง หรือจะให้ไปใช้เงินจากกองทุนเอฟทีเอ หรือเงินสงเคราะห์เกษตรกร ท่านประธานครับ ท่านนฤมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ว่าเราจะไป เจรจาอะไรต้องดูผลประโยชน์ของคนไทยเป็นหลัก แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้อง ดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ส่วนตัวไม่ต้องการให้เอาภาคเกษตรไปแลกกับภาคอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ บางทีอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาจเป็นต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิต จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ผมต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี นฤมลแทนพี่น้องเกษตรกรและขอฝากถึงกระทรวงพาณิชย์เหมือนเดิมนะครับว่าก่อนจะออก มาตรการหรือนโยบายอะไรถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ท่านประธานครับ ในบรรดาสินค้าที่เราส่งออก ข้าวเป็นสินค้าเกษตรอันดับ ๑ ที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา คิดเป็น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกข้าวทั้งหมด ในขณะที่สินค้าหลายอย่างเป็นการนำ วัตถุดิบเข้ามาแปรรูปเพื่อการส่งออก แต่ข้าวเป็นสินค้าที่ห่วงโซ่อุปทานอยู่ในประเทศ ห่วงโซ่ การผลิตอยู่ในประเทศทั้งหมดนะครับ ทั้งการเพาะปลูก การผลิตและการจ้างงาน ทำให้เงิน จากการขายข้าวมูลค่ากว่า ๒๙,๐๐๐ ล้านบาทในแต่ละปีเป็นรายได้เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย มีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ส่งออก โรงสีจนถึงชาวนา ดังนั้นการขึ้นภาษีของรัฐบาลสหรัฐ ย่อมส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ สหรัฐอเมริกา นับเป็นตลาดค้าข้าวที่สำคัญของไทย สหรัฐนำเข้าข้าวเฉลี่ย ๑.๓ ล้านตันต่อ ปีที่ผ่านมาสหรัฐ นำเข้าข้าวประมาณ ๑.๔ ล้านตัน โดยนำเข้าข้าวจากไทยมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๕๙ เปอร์เซ็นต์รองลงมา ได้แก่ อินเดียและจีน ข้าวที่สหรัฐนำเข้าส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิจากไทย ไทยส่งออกข้าวไปสหรัฐเฉลี่ย ๗๓๐,๐๐๐ ตันต่อปี ในปีที่ผ่านมาส่งออกไปสหรัฐ ๘๔๘,๐๐๐ ตัน มูลค่า ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา โดยข้าวที่ส่งออกส่วนใหญ่ เป็นข้าวหอมมะลิ ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐคาดว่า จะหดตัว ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๘ จากความต้องการสินค้าไทยของสหรัฐมีแนวโน้มลดลง เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาสหรัฐมาก หรือกลุ่มที่อัตราภาษี นำเข้าที่ไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐอยู่ในระดับที่สูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งในภาวะที่การแข่งขัน ในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงและอัตรากำไรมีจำกัด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจไม่สามารถ ปรับลดราคาสินค้าเพื่อรักษาอุปสงค์ได้มากเท่าใดนัก ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันว่า ข้าวไทยมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงและผลผลิตที่ต่ำ ดังนั้นจึงไม่สามารถลดราคาเพื่อให้ ได้เปรียบในการแข่งขันได้ ดังนั้นผู้ส่งออกข้าวจึงมีความกังวลว่าผู้นำเข้าข้าวจะเปลี่ยนไปซื้อข้าว จากเวียดนามแทนเพราะมีราคาที่ถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้าวหอมมะลิเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ มีราคาอยู่ที่ตันละ ๑,๐๑๖ U.S. Dollar ข้าวเวียดนามมีราคาอยู่ที่ตันละ ๔๕๘ U.S. Dollar ถูกกว่าข้าวไทย ๕๕๘ U.S. Dollar และหลังจากมีการประกาศอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นแล้วส่วนต่าง ยิ่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสหรัฐคิดภาษีนำเข้าข้าวจากไทย ๓๗ เปอร์เซ็นต์และเวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ข้าวไทยราคาอยู่ที่ตันละ ๑,๓๙๒ เหรียญ และข้าวเวียดนามราคาจะอยู่ที่ ตันละ ๖๖๘ เหรียญ ถึงแม้ข้าวเวียดนามจะถูกขึ้นภาษีสูงกว่าไทย แต่เพราะราคาข้าวหอมมะลิ ที่สูงทำให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยแพงกว่าข้าวหอมจากเวียดนามถึง ๗๒๔ ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ดังนั้นปัญหาระยะสั้นคือการรักษาตลาดที่มีอยู่ให้ได้ โดยเฉพาะตลาดร้านอาหารที่เน้นเรื่องรสชาติ และคุณภาพแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนไม่ให้ถูกทดแทนด้วยข้าวจากประเทศอื่น และรักษาตลาดในส่วนของผู้บริโภคที่ซื้อข้าวไปรับประทานเองในครัวเรือนที่มองว่าข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวคุณภาพสูงที่ยังพร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อบริโภคข้าวไทย ดังนั้นการจะรักษาตลาดได้เราจึง ต้องรักษาความเชื่อมั่นด้านคุณภาพที่มีต่อข้าวหอมมะลิของไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบในตอนนี้ เนื่องจาก ขายข้าวนาปีฤดูการผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ไปหมดแล้ว แต่ในฤดูการผลิต ๒๕๖๘/๒๕๖๙ ที่จะ มาถึงหากไม่มีการวางแผนที่ดีพอราคาข้าวนาปีก็อาจจะมีปัญหาเหมือนราคาข้าวนาปรังที่ตกอยู่ ในปัจจุบัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับปากในสภาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคมว่า จะมีการนำมาตรการไร่ละพันเข้า ครม. ใน ๑-๒ สัปดาห์ ตอนนี้ผ่านการประชุม ครม. มาแล้ว ๕ ครั้งจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กว่า ๒๓๐,๐๐๐ ราย ตอนนี้ทะลุ ๔๓๐,๐๐๐ รายไปแล้ว ก็ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใด ๆ ไปถึงชาวนา ท่านประธานครับ จากมาตรการภาษีที่สหรัฐอเมริกา ทำกับประเทศต่าง ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวทั่วโลกทั้งผู้ซื้อและผู้ส่งออก จึงไม่ใช่แค่ ข้าวหอมมะลิจากประเทศไทยที่ต้องหาตลาดใหม่ ๆ วันนี้ นบข. จึงควรเรียกประชุมประเมิน สถานการณ์และวางแผนการเพาะปลูกในฤดูการทำงาน ๒๕๖๘/๒๕๖๙ เพราะเหลืออีกเพียงแค่ ๒ เดือนเท่านั้นก็จะเริ่มการทำนาปีแล้ว ผมขอเสนอ ๓ มาตรการในการลดความผันผวนจากตลาด🔗
๑. รัฐบาลควรวางแผนการผลิตและจำหน่ายข้าวทั้งระบบ เพราะจากการ ไม่วางแผนร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐทำให้ฤดูการทำนาปรังที่ผ่านมามีผลผลิตส่วนเกิน มากถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีตลาดรองรับทำให้ราคาข้าวตกลงทั้งระบบ ปีนี้รัฐบาลจึงควรให้ ทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออกมาลงทะเบียน เพื่อวางแผนตั้งแต่ต้นฤดูเลยว่าข้าวที่ปลูกแล้ว จะขายไปที่ไหน ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์อะไร จำนวนกี่ไร่ ปลูกที่ไหน จะขายที่ไหน โรงสีท่าข้าว พื้นที่ไหนรับซื้อข้าวพันธุ์อะไร ปริมาณที่สามารถรับซื้อได้มีจำนวนเท่าไร และสีเป็นข้าวถุง ขายจำนวนเท่าไร จะขายส่งเป็นจำนวนเท่าไร สุดท้ายเพื่อส่งออกมี Order เท่าไร จะซื้อข้าวสาร จากใครเพื่อบริหารผลผลิตส่วนเกิน หากพบว่าจะมีผลผลิตส่วนเกินมากก็ต้องทำโครงการ และเตรียมงบประมาณไว้ เพื่อลดพื้นที่ที่เสียหายต่อเนื่องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ให้ปรับเปลี่ยนไป เพาะปลูกพืชชนิดอื่นที่เหมาะสม🔗
๒. เสริมสภาพคล่องในตลาดข้าวทั้งเงินที่จะนำมาซื้อข้าวและบริหาร Stock ข้าว สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการรับซื้อข้าวตั้งแต่ต้นฤดูการเก็บเกี่ยวและทำคลังสำรองอาหาร ระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็น Stock ข้าวของรัฐบาลในการบริหารปริมาณผลผลิตในช่วงที่ ความต้องการข้าวยังผันผวนในระยะสั้น🔗
๓. เร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวเพื่อรักษาตลาดข้าวราคาสูงที่มีอยู่ ทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นสินค้าปลอดการเผา Low Carbon โดยสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรที่ให้ความร่วมมือในมาตรการห้ามเผาตั้งแต่ต้นฤดูการทำนา ท่านประธานครับ สิ่งที่เราต้องวางแผนไม่ใช่แค่เพื่อรองรับผลกระทบจากการส่งออกข้าวหอมมะลิ ไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ต้องเตรียมการเพื่อรับมือตลาดข้าวที่จะผันผวนทั้งปริมาณความต้องการ และราคา เราต้องไม่ปล่อยให้ชาวนารับมือความผันผวนนี้ด้วยตัวเองเหมือนข้าวนาปรัง ในปัจจุบัน เพราะความเสียหายจะมากกว่าที่รัฐบาลจะสามารถเยียวยาหรือตั้งงบประมาณ มาชดเชยได้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนะครับท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แล้วต่อด้วยท่านคริษฐ์ ปานเนียม เชิญท่านชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ก่อนเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายต่อกรณีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) สหรัฐอเมริกาครับ การประกาศกำแพงภาษีในครั้งนี้เป็นการประกาศมาตรการกับแทบทุกประเทศ ทั่วโลกครับ ผมนับว่าเป็นการสื่อสารทางการเมืองครับที่มุ่งหวังให้ประเทศเข้ามาแข่งขัน การเจรจากับทางสหรัฐเพื่อยื่นประโยชน์ทางการค้าต่าง ๆ ให้สหรัฐมีมาตรการตอบกลับหรือเป็น ที่พอใจ รัฐบาลที่นำโดยท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร รับมือกับสถานการณ์นี้ผมประเมินว่าเหมาะสมแล้ว โดยที่ท่านไม่ได้ผลีผลามที่จะแสดงจุดยืน เพราะว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับประเทศ แต่เลือกที่จะไม่ตอบโต้ไม่สยบยอม แต่ส่งเสริม ความเป็นพันธมิตรทางการค้าระหว่างไทยกับอเมริกา วิธีนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด เพราะอาจจะสามารถเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ หากมีประเทศที่ตอบกลับตั้งกำแพงภาษีโต้กลับกัน กับทางอเมริกาก็ไม่แปลกครับที่จะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการส่งออกระหว่าง ๒ ประเทศ หากเราสามารถมีจุดยืนที่เป็นกลางครับและสามารถพูดคุยเพื่อส่งออกไปกับทั้ง ๒ ประเทศ ที่ตั้งกำแพงภาษีระหว่างกันก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งหรือเป็นโอกาสหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทย มีตลาดในการส่งออกเพิ่มเติม อีกประเด็นครับท่านประธาน จากการออกมาตรการของสหรัฐ ชัดเจนครับว่ามีความต้องการที่อยากจะลดการขาดดุลการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้นสำหรับประเทศไทยครับเรามี ๒ ทางเลือก ทางเลือกแรกก็คือลดการส่งออกไปที่สหรัฐ เพื่อลดปริมาณการขาดดุลของฝั่งสหรัฐเองกับ ๒. คือการยอมที่จะนำเข้าสินค้าของสหรัฐ บางส่วนเพื่อลดการขาดดุลในลักษณะเดียวกัน ผมเชื่อว่ารัฐบาลเรามีความมุ่งมั่นชัดเจนครับ ว่าเราคงไม่ได้ต้องการจะลดการส่งออกไปที่สหรัฐ ดังนั้นเราก็มีความจำเป็นที่จะต้อง นำเข้า สินค้าบางส่วนเพื่อให้ส่งเสริมดุลยภาพการค้าระหว่างกัน แต่การที่จะเลือก Trade นำสินค้าอะไรเข้ามาก็มุ่งหวังครับว่าทางรัฐบาลจะต้องมีการหารือกับทั้งภาคอุตสาหกรรม แล้วก็ภาคการเกษตรอย่างชัดเจนว่าสินค้าเหล่านั้นจะต้องไม่กระทบการค้าหรือผู้ผลิต ในประเทศ แต่อาจจะเลือกสินค้าที่ช่วยส่งเสริมการผลิตเพิ่มเติมหรือส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม เพิ่มเติมในประเทศได้ ผมสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลครับที่อาจจะต้องมีการนำสินค้า การเกษตรบางประเภทของสหรัฐอเมริกาเข้ามาสู่ในประเทศไทยเพิ่มเติมแล้วก็มุ่งหวังครับว่า จะใช้โอกาสนี้ครับเลือกสินค้าการเกษตรที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในประเทศได้ ก็จะสอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยครับ ที่ต้องการการเป็นศูนย์กลางในการแปรรูป อาหารของโลก เราสามารถนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรบางประเภทเข้ามาได้ครับมาแปรรูป เป็นอาหารแล้วส่งออกกลับไปยังสหรัฐหรือส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมขึ้นมาให้กับประเทศได้อีก อีกมาตรการหนึ่งที่อยากจะให้รัฐบาลมีการเร่งรัด แล้วก็ดำเนินการให้เป็นรูปธรรม คือมาตรการการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า ก่อนส่งออก ไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อป้องกันสินค้าผีปลอมสัญชาติครับหรือการสวมสิทธิแหล่งที่มาจาก ประเทศไทยเพื่อใช้ประเทศไทยในการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ หรือที่รู้จักกันในเรื่องของ การ Rerouting ครับ ซึ่งไม่ใช่แค่มีการกระทำสิ่งนี้กับการส่งออกไปที่สหรัฐเท่านั้นนะครับ สินค้าหลายประเภทเช่นสินค้าเกษตรเองก็มีการสวมสิทธิของประเทศไทยส่งออกไปประเทศจีน เช่นกันทั้งสินค้าปศุสัตว์หรือสินค้าผลิตผลทางการเกษตร สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันครับ สำหรับรัฐบาลแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ก็อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญและใช้โอกาสนี้ ในการหามาตรการแล้วก็รูปแบบการจัดการเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบเพื่อให้รัดกุมมากขึ้น แล้วก็จะสามารถควบคุมการใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งตรงกลางในการส่งออกไปยังประเทศอื่นได้ ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของมาตรการนี้หากเราสามารถทำได้อย่างชัดเจนก็จะเป็นการส่งเสริม ผู้ผลิตในประเทศไทยให้มีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น ลดผลกระทบจากการที่เอาสินค้าอื่น มาสวมแล้วทำให้เราเสียชื่อเสียงทำให้สินค้าของประเทศไทยที่ผลิตในประเทศไทยจริง ๆ มีมาตรฐานได้รับการยอมรับและสามารถแข่งขันราคาได้ ท้ายที่สุดครับผมขอย้ำว่าประเทศไทย เป็นประเทศขนาดกลางครับการเจรจาการค้ากับรายใหญ่ต้องอาศัยความเป็นมิตรภาพที่ดี และไม่ผลีผลามที่จะมุ่งช่วยเหลือผู้ส่งออกจนทำร้ายผู้ผลิตในประเทศเอง มั่นใจครับว่ารัฐบาล จะหาทางออกที่ Win Win กับทุกฝ่ายและพลิกวิกฤตินี้เป็นโอกาสให้กับประเทศไทยเพิ่มเติมให้ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านคริษฐ์ ปานเนียม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม คริษฐ์ ปานเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ เราตระหนักดีครับว่าการประกาศนโยบายตั้งกำแพงภาษีของอเมริกานะครับกระทบต่อ ผู้ประกอบการส่งออกหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยที่โดนกำแพงภาษี ๓๗ เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าไทยเราได้ดุลการค้า การส่งออกสินค้าไปยังประเทศเขามากเป็นพิเศษครับ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเจรจาเพื่อพิจารณาการนำเข้าสินค้าเพื่อรักษาสมดุลทางการค้าในรอบนี้ และรัฐบาลทั้งท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในการเจรจาต่างก็ประกาศ กันมาแล้วครับว่าประเทศไทยจะนำสินค้าการเกษตรเพื่อแลกกับการเจรจาในการลดกำแพงภาษี ของสหรัฐในครั้งนี้ แต่ผมขออนุญาตเสนอครับเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาให้รอบด้าน เพราะภายหลังจากการเจรจาหากประสบความสำเร็จการพิจารณานำเข้าสินค้า ทางการเกษตร อาจกระทบกับเกษตรกรบ้านเรา ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือดูแลไปพร้อมกัน และสะท้อนถึงปัจจัยความจำเป็นให้ชัดแจ้ง รวมถึงความช่วยเหลือที่ชัดเจนต่อพี่น้องประชาชนใน ภาคเกษตรกร ผมกำลังหมายถึงการที่จะนำข้าวโพดที่รัฐบาลจะเลือกใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือใน การเจรจาในครั้งนี้ครับ ปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทยมี ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ ๘ ล้านตันในทุกปี พื้นที่เพาะปลูกในประเทศ ปลูกได้ราว ๔ ล้านตัน มีการนำเข้า ๒ ล้านตัน ที่เหลือใช้อย่างอื่นผสม วันนี้เรานำเข้าจาก ประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเราปลูกไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช่ครับ แล้วเรามีการนำเข้าครึ่งต่อครึ่งจากปริมาณการเพาะปลูกในประเทศ แต่สิ่งที่มันไม่แผ่วเลย คืออะไรครับ ปัญหาจากการเผาครับส่งผลกระทบด้าน PM2.5 จากประเทศเพื่อนบ้านที่เรา ซื้อมา ปัญหาหมอกควันทำลายชั้นบรรยากาศกระจายไปทั่วทั้งภาคเหนือของประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีเคยประกาศว่าจะไม่รับซื้อพืชไร่ที่เกิดจากการเผาทุกกรณี นี่เป็นทางออก จากปัญหาครับ ไม่รับซื้อเป็นการส่งสัญญาณชัด ๆ ถึงมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นว่าเราเอาจริงเอาจัง กับเรื่องอากาศสะอาดโดยไม่ซื้อไม่นำเข้าสินค้าจากการเผาร้อยเปอร์เซ็นต์ มาดูตัวเลขกันบ้าง ครับท่านประธานมูลค่าการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศกำหนดราคาอยู่ที่ ๘-๑๐ บาท หรือประมาณ ๓๔,๐๐๐ ล้านบาทในฤดูเก็บเกี่ยว เวลาเรานำเข้าผู้ประกอบการรับซื้อแพงกว่า เพราะต้องมีพิธีศุลกากรด้วยนะครับ ประมาณกิโลกรัมละ ๑๑-๑๒ บาท ไม่รวมลักลอบ หรือนำเข้า ประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป หากแต่การเจรจานำเข้าจากอเมริกาในราคากิโลกรัมละ ๔-๕ บาทนั้น ย่อมทำให้ผู้ประกอบการได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชดเชยในส่วนที่ขาดแคลน จากการปลูกในประเทศ ในราคาต้นทุนที่ต่ำเพียง ๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมคิดว่าเป็นยอด อันนี้ผมคิดจากการนำเข้ายอดเดิมนะครับ แต่คำถามคือท่านรัฐมนตรีตั้งเป้าไว้ว่าจะนำเข้า มากถึง ๔ ล้านตัน นั่นมันจะกระทบไปถึงข้าวและมันสำปะหลังที่จะไม่สามารถนำมาผลิต อาหารสัตว์ได้เลย ส่วนต่างจากการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเทียบกับอเมริกามูลค่าสูงถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนี้คิดที่ ๒ ล้านตันนะครับ แต่ถ้าคิดที่ ๔ ล้านตัน มูลค่าจะเท่ากับ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนต่าง ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมจะสื่อสารผ่านท่านประธาน ฝากไปยังรัฐบาลก่อนจะเปิดโต๊ะเจรจา นั่นคือการดูแลและเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องเกษตรกรในประเทศนะครับ ย้ำว่าในประเทศ ผู้ที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุแต่อย่างใดในการ ทำให้เกิดวิกฤติในครั้งนี้ ปัญหาใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดคือระบบโลจิสติกส์ ภาระด้านการขนส่งสินค้าจากพ่อค้าคนกลางและค่าความชื้นที่ถูกหัก ขออนุญาตยกตัวอย่าง จังหวัดตากบ้านผมปลูกข้าวโพดทุกอำเภอ มีพี่น้องที่อยู่ห่างไกลถูกกำหนดราคารับซื้อต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไร้มาตรการช่วยเหลือ ขาดหน่วยงานดูแล ไม่มีมาตรการเยียวยานะครับ หากส่วนกลาง ประกาศราคารับซื้อที่ ๘ บาท อำเภอพบพระ จังหวัดตากอยู่ที่ ๕ บาท อำเภอท่าสองยางอยู่ที่ ๔ บาทเศษ ๆ อำเภออุ้มผางหนักเลย ๓ บาท หรือ ๓.๕๐ บาท นี่ยังไม่รวมการถูกหัก เมื่อตรวจวัดความชื้นอีก รูดข้าวโพดเสร็จนะครับเปิดโทรศัพท์ดูราคาเห็นราคากลางเขาก็ เข้าใจครับว่ามันมีต้นทุนในการขนส่ง มีระยะทางเป็นตัวแปร แต่เมื่อเราเห็นตัวเลขครับ เห็นถึงความได้เปรียบ เสียเปรียบ เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากต้นทุนการนำเข้าที่ลดลง ท่านช่วยเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ครับ ให้ดูแลอำนวยความสะดวกกับเกษตรกร ผู้ปลูกได้หรือไม่ จากการประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ในฤดูเก็บเกี่ยวและรับซื้อข้าวโพด ยังอนุญาตให้ผู้ประกอบการ ย้ำนะครับ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวให้สามารถนำเข้าพืชอื่นมาผสม เพื่อลดต้นทุนได้อีก ส่วนนี้คือการนำเข้าข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ เพราะมีราคาถูก แม้จะให้ผสม ได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม นี่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศถูกกดให้ต่ำลง แถมยังจะมีการยกเลิกมาตรการนี้อีก คำถามครับ หากมีการเจรจาเรื่องการนำเข้าข้าวโพดแล้ว มาตรการ ๓:๑ นี้จะยังมีอยู่หรือไม่ แน่นอนครับ หากรัฐเจรจาสำเร็จ กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็คือ ผู้ผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์ เพราะมันจะช่วยลดต้นทุนอย่างมหาศาลให้กับกลุ่มบริษัท ขนาดใหญ่ที่มีไม่กี่บริษัทในประเทศนี้เอง แต่กลุ่มที่เสียประโยชน์ครับหนีไม่พ้นเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทย ที่หวั่นว่าจะเกิดราคาตกต่ำและเกรงว่าแม้จะนำเข้าจากสหรัฐ ก็ยังคงมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่ดี สิ่งที่อยากเสนอแนะต่อรัฐบาลนะครับ เพื่อให้เกิดสมดุลผลประโยชน์ คือหากรัฐจำเป็นที่จะต้องนำเข้าข้าวโพดจริง ๆ รัฐต้องเป็น ผู้นำเข้าหลักเพื่อควบคุมปริมาณนะครับ เอกชนที่ใช้ข้าวโพดน้ำเข้านี้ที่ได้รับผลประโยชน์ ต้องจ่ายนะครับ เราเรียกว่าค่า Premium เข้ากองทุนครับ นำเงินจากกองทุนนี้ไปชดเชย ให้กับเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดตามราคาเป้าหมายที่รัฐประกาศและจะต้องไม่น้อยลงไปกว่า ราคาเดิมที่เป็นอยู่นะครับ รัฐบาลต้องควบคุมการป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากประเทศ เพื่อนบ้านไม่ให้มาซ้ำเติมเกษตรกรในประเทศ รัฐควรกำกับให้บริษัทรับซื้อไปตั้งไซโล ในจังหวัดที่เพาะปลูกที่เคยรับซื้อเพื่อลดค่าขนส่งให้กับเกษตรกรนะครับ ให้บริษัทเป็นผู้แบกรับ ค่าขนส่งเพื่อพยุงราคารับซื้อในแต่ละถิ่นที่ปลูกให้มีราคาที่มันฟังแล้วลื่นหูครับ ให้มันฟังแล้ว ราคามันไม่น่าเกลียดจนเกินงาม เป็นไปได้ไหมครับที่หน่วยงานรัฐที่มีทั้งเกษตรอำเภอ เกษตร จังหวัด เครือข่ายสหกรณ์เพื่อการเกษตรจะช่วยหามาตรการมาลดความชื้นให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ให้ถูกหัก ให้มีลานตาก มีเครื่องอบไล่ความชื้น มีการควบคุมราคาเมล็ดข้าวโพดให้เหมาะสม และเป็นธรรม อย่าปล่อยให้กลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการนำเข้านี้เอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มันแพงเกินจริงอยู่จากบริษัทเหล่านี้ มาตรการช่วยเหลือที่ต้นน้ำเลย ทำให้เป็นระบบกึ่งตลาด กึ่งสวัสดิการรัฐที่ตอบโจทย์ทั้งต้นทุนปศุสัตว์และรายได้ของเกษตรกร สุดท้ายครับ หากรัฐบาลจริงใจต่อชาวไร่ข้าวโพด รัฐต้องสร้างกลไกการควบคุมที่เข้มข้น ทั้งเรื่องการลักลอบนำเข้า การบริหารกองทุน การจ่ายเงินเยียวยาชาวไร่ข้าวโพดและประเมิน ต้นทุนอย่างแม่นยำ และที่สำคัญที่สุดครับต้องปกป้องผลประโยชน์พี่น้องเกษตรกรไทย เป็นหลักเลยนะครับ ด้วยหัวใจที่เป็นหลักเลยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ๒ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านบุญยิ่ง นิติกาญจนา แล้วต่อด้วย ท่านอรพรรณ จันตาเรือง เชิญท่านบุญยิ่ง นิติกาญจนา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน บุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๒ พรรคกล้าธรรม ปัญหา ผลกระทบสำหรับการที่มีข้อตกลงหรือรัฐบาลอาจจะนำเข้าเนื้อสุกรและเครื่องในสุกรจาก สหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อภาคธุรกิจในทุกห่วงโซ่ของการผลิตสุกร ความมั่นคงทางด้านอาหาร และสำคัญที่สุดนะคะ ผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยดังนี้ คือจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอันประกอบไปด้วย เกษตรกรชาวนาหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก็จะนำข้าวไปจำหน่ายที่โรงสี โรงสีก็จะสีข้าวเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภค แล้วส่วนที่เหลือก็จะเป็นข้าวท่อน ปลายข้าว รำสด เพื่อจำหน่ายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ อาทิเช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อเลี้ยงสุกร กรณี ถ้านำเข้าสุกรจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาจะมีผลกระทบต่อพ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์และ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ผู้ผลิตอาหารสัตว์เพื่อการบริโภค เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ผู้ค้าเวชภัณฑ์ และเครื่องมืออุปกรณ์ในการเลี้ยงสัตว์ กระทบกับโรงแปรรูปและชำแหละเนื้อสัตว์ ผู้ค้าเนื้อสุกร ในตลาดสดทั้งประเทศ ผู้ประกอบการแปรรูปสุกร ซึ่งกลุ่มอาชีพเหล่านี้จะสูญเสียอาชีพ และรายได้มีผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรของคนไทยที่มีมากกว่าเป็นแสนครัวเรือนขึ้นไปนะคะ อีกทั้งยังกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ประสบปัญหาราคาสุกรในประเทศตกต่ำ เนื่องจากเนื้อสุกรนำเข้ามีราคาที่ต่ำกว่าของไทย เนื่องด้วยพื้นที่การปลูกสินค้าเกษตรของ สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จ แล้วก็ราคาต่ำกว่าเกษตรกรชาวไทย ทำให้เกษตรกรไม่มี แรงจูงใจ ถ้าสุกรมีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแล้วจะทำให้กระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในไทย ทำให้เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง ส่งผลให้เกษตรกรทยอยการเลิกเลี้ยงสุกรไปนะคะ ซึ่งจะนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อสุกรในอนาคต ในระยะยาวจะทำให้ประเทศไทยไม่มีเสถียรภาพ สำหรับทางด้านอาหารหลักต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีในอนาคต ต่อไป ผลกระทบต่อความปลอดภัยของสุขภาพคนไทย ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพบว่าการเลี้ยงสุกรในสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากสารเร่งเนื้อแดงเป็นสารเคมีสังเคราะห์ในกลุ่ม Beta-Agonist ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในสัตว์ ทำให้เนื้อสัตว์ มีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง เป็นที่ต้องการของตลาดผู้เลี้ยงสุกรในสหรัฐอเมริกา จึงได้นำยากลุ่มนี้ มาผสมในอาหารสัตว์ เพราะสุกรที่ได้รับยาตัวนี้จะมีการตื่นตัวและเผาผลาญพลังงานอยู่ ตลอดเวลา ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น สัดส่วนไขมันลดลง เนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมี นัยสำคัญ ซึ่งสาร Beta-Agonist นี้ปกติจะใช้เป็นยาสำหรับรักษาโรคในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลม ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น เช่น สาร Salbutamol สาร Ractopamine เป็นสารที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ในสัตว์ แต่ในขณะเดียวกันมีการห้ามใช้ มากกว่า ๑๖๐ ประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรป จีน รัสเซีย รวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภค การนำสารเหล่านี้ไปใช้ในสัตว์เป็นการใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และเป็นอันตราย ต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากไม่มีการควบคุมปริมาณยา มีสารตกค้างในเนื้อสัตว์ โดยสารเร่งเนื้อแดงจะไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นการปรุงสุขไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ ออกไปได้ ผลกระทบต่อสุขภาพนะคะ การบริโภคสารเร่งเนื้อแดงอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง ผู้ได้รับสารเร่งเนื้อแดงจำนวนมากมีอาการใจสั่น มือสั่น วิงเวียนศีรษะ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทางกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนด มาตรการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์สารเร่งเนื้อแดง เป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมอาหารในอาหารสัตว์ของไทยนะคะ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พุทธศักราช ๒๕๕๙ ตามความในมาตรา ๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พุทธศักราช ๒๕๕๘ หากตรวจพบการฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา ๗๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๒๖๙ พุทธศักราช ๒๕๔๖ เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่ม Beta- Agonist กำหนดให้อาหารทุกชนิดมีมาตรฐานโดยตรวจไม่พบสารปนเปื้อนสารเคมีดังกล่าว หากอาหารที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างถือว่าผิดมาตรฐาน ตามมาตรา ๒๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ อาหาร พุทธศักราช ๒๕๒๒ มีโทษตามมาตรา ๖๐ ต้องระวังโทษปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกรแล้วผลิต สุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อสุกรและประสิทธิภาพ การผลิตตาม มาตรฐานควบคู่กับการบริหารการจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม มีความปลอดภัย ทางชีวภาพ การปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกระบวนการแปรรูป เพื่อให้ได้เนื้อสุกรที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้เราจึงควรงด ขอความกรุณา กรุณางดการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกาเพื่อรักษาอาชีพให้เกษตรกรไทย เพื่อสุขภาพ ของคนไทยในปัจจุบันและอนาคตต่อไปนะคะ ดิฉันขอฝากท่านประธานสภาผ่านไปยังผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องควรคำนึงถึงสุขภาพของพี่น้องคนไทยเป็นหลักและผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ทุกภาคส่วน ทำให้ขาดรายได้ทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้าต่อไปค่ะ ขอฝากท่านประธานสภา ไปถึงรัฐบาลด้วยนะคะ ขอความกรุณาช่วยพี่น้องเกษตรกรเป็นห่วงโซ่ที่จะเสียหายร่วมกันค่ะ ถ้างดได้จะขอบพระคุณมากค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไป ท่านอรพรรณ จันตาเรือง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน อรพรรณ จันตาเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๖ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขออภิปรายอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ แล้วก็มีความเกี่ยวเนื่องกับ กำแพงภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจทางการค้ายังเป็นการเกี่ยวพันโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ ของเราด้วย ในเรื่องที่เรากังวลก็คือรัฐบาลสหรัฐอเมริกาพยายามจะผลักดันในเรื่องของการ ส่งออกเนื้อหมู เนื้อวัว ที่มีสารเร่งเนื้อแดงที่เรียกกันว่า Ractopamine โดยไม่สนใจเลยค่ะว่า ต่างประเทศปลายทางเขามีกฎหมายหรือมีมาตรฐานในการห้ามใช้สารนี้อย่างไรบ้างนะคะ ท่านประธานคะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราผู้บริโภคในประเทศไทยนี่กังวลใจกันไปเองนะคะ เพราะในช่วงที่การดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สมัยที่ผ่านมานะคะก็มีการผลักดันการนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาโดยตลอด สาร Ractopamine ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะคะท่านประธาน มันคือสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท กระตุ้นหัวใจและความดันโลหิตค่ะ และโดยเฉพาะผู้ที่มีผลเร็วที่สุดแล้วก็ไวที่สุดก็คือกลุ่มเด็ก สตรี แล้วก็ผู้มีครรภ์นะคะ และยังส่งผลกับผู้ที่มีโรคประจำตัว สารตัวนี้ค่ะทั้งต่างประเทศ เขาไม่ให้ใช้กว่า ๑๖๐ ทั่วประเทศนะคะ รวมถึงสหภาพยุโรป จีน รัสเซีย รวมถึงประเทศไทย เราด้วยค่ะ ในประเทศไทยเราเองค่ะรัฐบาลที่ผ่านมามีจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอดและมีการ รณรงค์คัดค้านไม่ให้นำเข้าสารเร่งเนื้อแดงตัวนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายปี มีทั้งภาคประชาชน นักวิชาการและองค์กรสุขภาพเข้าร่วมด้วยนะคะ ล่าสุดค่ะเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้บริโภคและองค์กรการแพทย์ทั่วประเทศนะคะได้ออกมาแถลงจุดยืนคัดค้าน การผ่อนปรนการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกานะคะ และขอให้ไทยยืนยันหลักการอาหาร ปลอดภัยเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนคนไทย ถึงแม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันก็มีการ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ค่ะเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ รัฐบาลของเราก็ได้เพิ่งสั่งการตรวจ เข้มงวดห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเด็ดขาด แต่ที่น่าเป็นห่วง ต่อไปก็คือว่าถึงเราจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มีเสียงจากประชาชน มีมาตรฐานด้านอาหารที่เข้มแข็ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กลับมาใช้กำแพงภาษีค่ะ เป็นเครื่องมือในการกดดันถ้าหากไทยไม่ยอมเปิดตลาด ให้กับสินค้าเหล่านี้ก็จะมีผลกระทบเหมือนที่ตามมาตามที่เราได้ร่วมอภิปรายกันไปตอนนี้นะคะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่มันเป็นเรื่องของอธิปไตยในการกำหนดมาตรฐานคุณภาพชีวิต ของคนในชาติเรา ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎรจึงขอเสนอต่อรัฐบาลไทยขอให้ยืนยันจุดเดิมค่ะ ให้ไม่มีการผ่อนปรนมาตรฐานและการนำเข้าสินค้าที่มีสาร Ractopamine อย่างเด็ดขาด ใช้จุดแข็งของเราในฐานะที่เป็นประเทศที่สามารถผลิตหมู ผลิตเนื้อวัวที่ปลอดสารเร่งเนื้อแดง ได้และขยายไปยังประเทศที่มีความใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัย เช่น จีนและสหภาพยุโรป ขอความร่วมมือกับองค์กรวิทยาศาสตร์อาหารในต่างประเทศเพื่อนำข้อมูลทั้งหมดในเรื่องของ วิทยาศาสตร์เน้นย้ำถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในเรื่องสุขภาพของเรานะคะ จากการใช้สารเร่ง เนื้อแดงมีผลต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ไม่ว่า จะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งพลังของภาคประชาชน ภาคเกษตร ร่วมมือ กันผลักดันให้สินค้าเกษตรไทยของเราโดดเด่นมีมาตรฐาน รักษามาตรฐานความปลอดภัย ทางด้านอาหาร และความมั่นคงทางด้านอาหารของเราไว้ และไม่ตกเป็นเหยื่อในการกีดกันของ การค้าทางอ้อมแบบนี้ ท่านประธานคะ ถ้าหากวันนี้เรายอมถอยมาตรฐานความปลอดภัย เพราะเราถูกกดดันทางด้านภาษีในวันนี้ วันข้างหน้าเราอาจจะไม่มีสิทธิในการที่จะปกป้องอาหาร ที่เรากิน อาหารลูกหลานของเรา นั่นคือการสูญเสียอธิปไตยทางอาหารของเราโดยสิ้นเชิง ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับจะหารือท่านสมาชิกนะครับว่าขณะนี้มีทางฝ่ายค้านที่ยัง จะอภิปรายอีก ๒๔ ท่าน ทางรัฐบาลอีก ๑๗ ท่าน รวมเป็น ๔๑ ท่าน แล้วบวกผู้ที่จะสรุปอีก ๑๑ ท่าน รวมเป็น ๖๒ ท่าน ผมเฉลี่ยให้ท่านละ ๗ นาที ก็จะใช้เวลาอยู่ ๔๓๔ นาที คือ ๗ ชั่วโมง ๒๓ นาที เทียบกับเวลาตอนนี้รวมกันแล้วก็คือเราจะเที่ยงคืน ผมคิดว่าเราคงจะไม่เลิกเที่ยงคืน ละมังครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวไปสัก ๑๐ ท่านเราค่อยลดเวลากันลงหน่อยหนึ่งเพราะไม่อย่างนั้น มันจะดึกเกินไป เบื้องต้นไปตามนี้ก่อนนะครับ อีกสัก ๑๐ ท่านเดี๋ยวเราค่อยลดเวลาลงครับ ต่อไปเชิญท่านธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๖ พรรคเพื่อไทย ขอร่วมอภิปรายญัตติด่วน เรื่องนโยบายด้านภาษีศุลกากรสหรัฐอเมริกาที่จะเรียกเก็บสินค้าไทย ท่านประธานคะ จากการประกาศนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่ามาตรการดังกล่าวจะต้องส่งผลกระทบเชิงลบ ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ก็จะพบว่ามีรายได้จากการส่งออกเป็นส่วนสำคัญทำให้ถ้ามีการเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๓๗ ย่อมส่งผลให้สินค้าไทยมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบดังกล่าวก็อาจจะส่งผลต่ออุปสงค์ ของผู้บริโภคชาวสหรัฐต่อสินค้าไทยได้ และสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๖๗ ก็พบว่ามีมูลค่ากว่า ๖๓.๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ ๒.๒ ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ส่งออก ไปส่วนใหญ่ก็ประกอบไปด้วย เครื่องโทรศัพท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์อุปกรณ์ Semiconductor หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบของอุปกรณ์และเครื่องจักร ซึ่งสินค้าเหล่านี้ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๔๑ ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาทั้งหมดนะคะ แต่อย่างไรก็ตามค่ะ เมื่อพิจารณาจากรายการสินค้าที่ส่งออกไปโดยละเอียดก็จะพบว่า ยังมีสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าวที่ไทยก็ได้ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐไม่น้อยเช่นกัน โดยมูลค่าที่ส่งออกไปคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า ๗๙๗.๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อพิจารณา จากส่วนแบ่งของตลาดข้าวในสหรัฐก็ยังพบว่าข้าวไทยมีส่วนแบ่งกว่าร้อยละ ๕๓.๖ คิดเป็น อันดับที่ ๑ จากประเทศที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้จากข้อมูลที่กล่าวมาสะท้อน ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่สำคัญในการส่งออกข้าวของไทย รวมทั้งมีการบริโภคข้าว ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ เช่น อินเดีย ปากีสถานและเวียดนามค่ะ จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะทำให้เห็นได้ว่าสินค้าต่าง ๆ ที่ส่งออกจากไทยไปสหรัฐต้องได้รับ ผลกระทบจากมาตรการทางภาษีที่ได้ประกาศออกมา แต่อย่างไรก็ตามค่ะจากที่ดิฉันได้นำเสนอ ข้อมูลตามขั้นต้นไป แม้ว่าทุกสินค้าจากไทยจะได้รับผลกระทบด้วยอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บเท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาจากแต่ละผู้ผลิตจะพบว่าสินค้าประเภทข้าวที่มีพี่น้องชาวนาเป็นผู้ผลิต มีความน่ากังวลว่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากค่ะ ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันพี่น้องชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ เชิงลบเกี่ยวกับการปลูกข้าวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รุนแรง ทั้งแล้งและน้ำท่วม หรือจะเป็นปัญหาด้านต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ค่าแรง ที่ก็มีการปรับเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาข้าวที่ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ด้วยปัจจัยเชิงลบที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ก็สร้างความลำบากให้กับพี่น้องชาวนาเป็นอย่างมากแล้วค่ะ แต่ถึงกระนั้นปัจจัยที่กำลังจะเข้ามาก็คือมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ซึ่งถ้ามาตรการดังกล่าว บังคับใช้ย่อมจะทำให้พี่น้องชาวนาได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่ข้าวไทยได้รับ อุปสรรคจากการแข่งขันด้านราคาจากประเทศที่สามารถขายราคาได้ถูกกว่า เมื่อได้รับ ผลกระทบจากมาตรการทางภาษีก็ย่อมทำให้ราคาข้าวมีราคาแพงขึ้นไปอีก นอกจากนั้น การที่ข้าวไทยมีราคาแพงขึ้นเมื่อนำเข้าไปที่สหรัฐก็อาจจะส่งผลต่อความต้องการในการ บริโภคข้าวไทยในสหรัฐลดลงได้ ๆ และสำหรับประเทศไทยก็มีประชาชนที่ประกอบอาชีพชาวนา เป็นจำนวนมาก ทำให้ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสินค้าประเภทข้าวนี้ เมื่อพิจารณาตามจำนวน ผู้ผลิต ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่ามีประชาชนจำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบค่ะ ท่านประธานคะ จากสิ่งที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดจึงเป็นความกังวลใจถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นจากมาตรการ ภาษีศุลกากรสหรัฐ ซึ่งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงขอใช้การร่วมอภิปรายในครั้งนี้ สะท้อนไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยพิจารณาหาแนวทางในการรับมือ กับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับพี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าว ดิฉันอยากขอให้รัฐบาล ได้ช่วยพิจารณาหาแนวทางในการช่วยเหลือสนับสนุนและรับมือกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นค่ะ สุดท้ายนี้ค่ะแม้ว่าเมื่อพิจารณาตามมูลค่าการส่งออกของสินค้าไทยไปยังสหรัฐทั้งหมด สินค้า ประเภทข้าวอาจไม่ใช่สินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดในการส่งออกไป แต่ด้วยจำนวนของผู้ผลิต ซึ่งเป็นชาวนา ซึ่งมีประชาชนที่ประกอบอาชีพเป็นจำนวนมาก และส่วนมากก็ยังประสบกับ ปัญหาความยากจน จึงทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือ และปกป้องพี่น้องชาวนาจากผลกระทบในครั้งนี้อย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกิตติภณ ปานพรหมมาศ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กิตติภณ ปานพรหมมาศ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคประชาชน วันนี้ขอร่วมอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกานะครับ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่อาจสูญเสีย ความสามารถในการแข่งขันในตลาดของสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอเกริ่น เล่าถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้ท่านประธานได้ทราบนะครับ ก่อนที่จะอภิปราย ถึงผลกระทบและสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ต้องแก้ไขโดยด่วนครับ อุตสาหกรรมกุ้งไทยนั้นครับ เป็นอุตสาหกรรมที่โยงใยกันเป็นห่วงโซ่ครับ ซึ่งเป็นการผลิตโดยเน้นการส่งออกที่คิดเป็น ปริมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตทั้งหมด มูลค่ามากกว่า ๑,๒๔๐ ล้านเหรียญ หรือโดยประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามีมูลค่า การส่งออกมากกว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญ หรือราว ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์มูลค่าการส่งออกของกุ้งไทย นั่นหมายความว่าเราพึ่งพาตลาดส่งออกกุ้งเป็นหลักนะครับ และกุ้งที่ผลิตแล้วส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกามากที่สุดก็คือกุ้งขาว (Vannamei) และปัญหาเดิมที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเรายัง ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก็คือปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่นครปฐมก็ได้บอกกับผมมา ก็คือราคากุ้งตกต่ำที่ตอนนี้ลงมามากกว่า ๒๐ บาทต่อกิโลกรัมในทุกขนาดตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในทางตรงกันข้ามครับต้นทุนกลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งของโลก แต่จากการที่เจอของโรค EMS โรคตายด่วน ในปี ๒๕๕๕ จนทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้การผลิตกุ้งไทยลดลงไปอยู่ที่จาก ๕๐๐,๐๐๐ ตันเหลืออยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ หรือคิดเป็น ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตกุ้ง ทั้งโลก และทำให้เราแพ้เพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ ผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ ๓ อันดับได้แก่ อินเดีย เอกวาดอร์ และจีนแม้ว่าเราจะพยายามฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ฟื้นตัวดีนักและเพิ่งเจอกับวิกฤตการณ์ราคากุ้งตกต่ำอย่างมากในปี ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ ที่เราเคยมาพูดกันในสภาแห่งนี้ ซึ่งผมก็ได้อภิปรายถึงข้อเสนอต่าง ๆ มาแล้ว ในภาพรวมของโลกนะครับประเทศที่นำเข้ากุ้งเป็นหลัก ก็คือจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง ๒ ประเทศนี้นำเข้ากุ้งแช่แข็งราว ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนการนำเข้า กุ้งแช่แข็งของทั้งโลกในปี ๒๕๖๖ หรือตกประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างที่ ผมกล่าวไปท่านประธานในตอนต้น สหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับกุ้งแช่แข็ง ของประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นตลาดอันดับ ๒ รองจากประเทศจีนในอัตราการส่งออกอยู่ที่ ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของกรุงแช่แข็งของไทยทั้งหมด ส่วนกุ้งแปรรูปสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตลาดอันดับ ๒ รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยสัดส่วนการส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ร้อยละ ๓๘ ของการส่งออกกุ้งแปรรูปของไทย ในตลาดกุ้งแช่แข็งของสหรัฐอเมริกานั้นไทยเป็น ผู้ส่งออกอันดับ ๕ โดยมีสัดส่วนร้อยละ ๓ โดยอันดับหนึ่งก็ได้แก่อินเดียที่มีสัดส่วนร้อยละ ๔๑ เอกวาดอร์ร้อยละ ๓๓ อินโดนีเซียร้อยละ ๑๕ และเวียดนามร้อยละ ๔ ซึ่งในบรรดาคู่แข่ง ของเรานั้นล้วนมีอัตราภาษีตอบโต้ต่ำกว่าไทยทั้งสิ้นครับ ทั้งอินเดียที่มีอัตราการตอบโต้อยู่ที่ ร้อยละ ๒๖ และอินโดนีเซียร้อยละ ๓๒ ที่สำคัญเอกวาดอร์ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร แบบตอบโต้เลยนะครับ เพราะว่าในปี ๒๐๒๔ เอกวาดอร์ขาดดุลทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาครับ ส่วนเวียดนามถูกเก็บภาษีสูงกว่าไทยก็จริงครับ แต่เริ่มมีการเจรจาพูดคุยกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องครับในภาพรวมอยู่แล้ว โดยเฉพาะกุ้งแช่แข็ง ในตลาดจีนและญี่ปุ่นนะครับ โดยในปีที่แล้วอยู่ที่ ๑,๑๓๕ ล้านเหรียญ มูลค่าลดลงจาก ปีก่อนร้อยละ ๗.๔ และหดตัวลงในทุกหมวดสินค้า ที่ผ่านมาที่ลดหนักก็คือการส่งออกกุ้งแช่แข็ง ไปยังจีนและญี่ปุ่น ที่หดตัวลงมากกว่า ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในตลาดสหรัฐอเมริกาครับที่ผ่านมาก่อนจะมีเรื่องภาษีนี่ครับ มูลค่าการส่งออกกุ้งไทยไปยัง สหรัฐอเมริกาก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยในปี ๒๐๒๐ ไทยส่งออกกุ้งอยู่ที่ ๔๗๖ ล้านเหรียญนะครับ จนล่าสุดครับปีที่แล้วเราส่งออกเหลือเพียง ๓๑๒ ล้านเหรียญ เท่านั้น แต่ก็ยังเป็นมูลค่าที่มากพอสมควร ปัญหาหลักของไทยคือเรามีต้นทุนที่สูงกว่า ประเทศอื่น ๆ ครับท่านประธานสะท้อนจากราคาหน้าบ่อกุ้งของไทยที่สูงกว่าคู่แข่งเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นกุ้งขนาด ๕๐ ตัวต่อกิโลกรัมอยู่ที่ ๑๖๐ บาท ในขณะที่อินเดียอยู่ที่ ๑๓๗ บาท และเอกวาดอร์อยู่ที่ ๑๐๘ บาทเท่านั้น ยิ่งมาโดนภาษีการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาแล้วไทย ค่อนข้างเสียเปรียบครับเนื่องจากอัตราการตอบโต้ที่เพิ่มขึ้นเป็น ๓๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าคู่แข่ง ในการส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอินเดียและเอกวาดอร์ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้อง เผชิญแน่นอนเลย คือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว (Vannamei) กว่า ๓๐,๐๐๐ ฟาร์มที่ต้องพึ่งพา การส่งออกเป็นหลักจะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการจากรัฐบาลคือการช่วยเหลือ เยียวยาและการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยด่วน🔗
อันดับแรกลดต้นทุนทางด้านอาหารกุ้ง ต้นทุนที่มากที่สุดคือร้อยละ ๕๐ ของการเลี้ยงกุ้งเลย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและหากมีการเจรจาครั้งนี้จะทำให้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในไทยได้รับผลประโยชน์จากการนำเข้าราคาอาหารสัตว์ที่ถูกลง ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องดูแลกระจายให้มากแล้วก็ให้มาถึงมือของผู้เลี้ยงกุ้งด้วย เช่นเดียวกัน และต้องดูแลเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทยไปพร้อม ๆ กันด้วย🔗
อันดับที่ ๒ ลดค่าไฟและพลังงานที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุน โดยส่วนใหญ่เป็นค่าไฟที่ใช้ออกซิเจนในช่วงกลางคืน ซึ่งค่าไฟสูงอยากให้รัฐบาล มองว่าการใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเช่นเดียวกับเพื่อการเกษตรไม่ใช่ใช้ไฟฟ้าแบบบ้าน หรือการใช้ไฟฟ้าแบบอุตสาหกรรม🔗
อันดับที่ ๓ สำรวจตลาดใหม่และขยายตลาดให้กว้างมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศ ที่มีความต้องการในการรับประทานกุ้ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดและลดการพึ่งพา ตลาดเดิม โดยเฉพาะการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนรวมถึง Asia ท่านประธานครับ อุตสาหกรรมกุ้งของไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกา จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่อาจเสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญทั้งอินเดีย และเอกวาดอร์ จะกระทบกับตลาดกุ้งไทยอย่างรุนแรง แล้วส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อย่างแน่นอน ซึ่งต้องมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยด่วนทันทีจากรัฐบาล ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอใช้เวลาสั้น ๆ ในนามของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเพื่อสะท้อนถึงปัญหา ผลกระทบที่รุนแรงจากการที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยร้อยละ ๓๖ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้ ค่ะท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐอเมริกา ปีละกว่า ๘๕๐,๐๐๐ ตัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตข้าวหอมมะลิ ระดับ Premium ของโลก เป็นที่ยอมรับในเรื่องของกลิ่นหอมมีคุณภาพแล้วก็มีชื่อเสียง มาอย่างยาวนานค่ะท่านประธาน การขึ้นภาษีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิไทยในตลาด สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นกว่า ๔๐๐ ดอลลาร์ต่อตัน หรือมากกว่า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ในทันที ค่ะท่านประธาน ทำให้ข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งอย่างข้าวหอมเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ผู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาหันไปเลือกซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน ดิฉันขอเรียนว่า เกษตรกรไทยไม่ได้เป็นผู้เก็บภาษีค่ะท่านประธาน แต่กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเมื่อข้าวไทยส่งออกยาก โรงสีและผู้ส่งออกก็ต้องกดราคาในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา เพื่อพยุงต้นทุนในการแข่งขันให้ได้ นั่นก็หมายความว่ารายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ก็จะลดลงทันทีค่ะท่านประธาน ทั้งที่ปีนี้หลายพื้นที่ก็เพิ่งเจอสภาพกับภัยแล้งทำให้ผลผลิต ลดลงอยู่แล้วนะคะท่านประธาน ชาวนาของเรามิใช่ผู้ที่ทำให้เกิดการเก็บภาษีแต่ต้องแบกรับ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน หรือแม้กระทั่งค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะมาตรการนี้บังคับใช้ เกษตรกรกลับต้องเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุด ท่านประธาน ข้าวหอมมะลิไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก แต่มันคือชีวิต คือเศรษฐกิจ แล้วก็คือวัฒนธรรมของคนอีสาน เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาหลุดมือไปได้โดยไม่มีมาตรการ รองรับ เพราะถ้าจะสูญเสียไปวันนี้การจะทวงกลับคืนในวันข้างหน้าเราอาจจะไม่มีโอกาสเลยค่ะ ท่านประธาน ดิฉันได้พูดแทนพี่น้องเกษตรกรไปแล้ว และดิฉันขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาล ๓ ประการดังนี้ค่ะท่านประธาน🔗
ประการแรก รัฐบาลควรเร่งใช้ช่องทางการทูตเชิงรุก โดยเฉพาะการเจรจากับ รัฐบาลสหรัฐ จะขอยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิไทย หรืออย่างน้อยก็ให้มีโควตาภาษีต่ำพิเศษ เฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับรองมาตรฐาน GI จากไทย เพราะนี่คือสินค้าอัตลักษณ์ชัดเจน ไม่สามารถผลิตจากประเทศอื่นได้ค่ะท่านประธาน🔗
ประการที่ ๒ รัฐบาลควรตั้งกองทุนพยุงราคา และเสริมสร้างรายได้เกษตรกร ข้าวหอมมะลิในระยะสั้น เช่น โครงการประกันรายได้ หรือสนับสนุนค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะการขาดทุนสะสม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของเกษตรกร ประเทศไทยเราค่ะ🔗
ประการที่ ๓ ผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อขยายตลาดส่งออกของไทยสำหรับ ข้าวหอมมะลิที่ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การพูดเหมือนหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาค่ะท่านประธาน โดยตลาดอาจจะเป็นตลาดของตะวันออกกลาง ยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศจีน โดยการจัดสรร งบประมาณสนับสนุนด้านโลจิสติกส์มาตรฐานสินค้า หรือแม้กระทั่งตลาดออนไลน์ค่ะท่านประธาน โดยผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้มากขึ้นในระยะยาว🔗
สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเน้นย้ำว่าหากข้าวหอมมะลิไทยต้องสูญเสีย ตลาดสหรัฐอเมริกาไปเพราะราคาสูงเกินการแข่งขันก็ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร แต่มันคือวิกฤติ ที่ต้องได้รับการเยียวยาจากหน่วยงานระดับชาติอย่างจริงจังแล้วก็ทันท่วงที กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชัชวาล แพทยาไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย อำเภอเกษตรวิสัย ประถมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวง ท่านประธานครับ ญัตติด่วนด้วยวาจา ที่เกี่ยวกับมาตรการการขึ้นภาษีการนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอต่อที่ประชุมนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ สาเหตุที่ผมต้องลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนญัตติของ เพื่อนสมาชิก ผมมีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวนาครับ และต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้อง เกษตรกรชาวนาเช่นกันครับ ในรายละเอียดผมคงจะข้ามไปเพื่อรักษาเวลาของสภาแห่งนี้ เพราะหลายท่านได้นำเสนอข้อมูลคล้าย ๆ กัน ตัวเลข ๘๕๐,๐๐๐ ตัน ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิที่ผลิตได้ แล้วก็ความสุ่มเสี่ยงที่จะเสียตลาดข้าวหอมมะลิ ข้าว Premium ให้กับ ประเทศคู่แข่ง ผมขออนุญาตข้ามไปท่านประธานครับ ขอนำเรียนท่านประธานว่าตอนนี้ ผู้ส่งออกข้าวไทยในสหรัฐรายงานว่าร้านค้ารายย่อยในสหรัฐได้ระงับคำสั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทย ในสหรัฐเรียบร้อยแล้ว นี่คือข้อน่าเป็นห่วงครับ ข้าวนาปีก็กำลังจะเริ่มต้นฤดูกาลในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้า หากรัฐบาลยังล่าช้าปัญหานี้จะกลายเป็นวิกฤติดินพอกหางหมูครับ ข้าวเก่าขายไม่ได้ ข้าวใหม่ออกสู่ตลาด ผมไม่อยากจะคิดครับว่าข้าวหอมมะลินาปีปีนี้จะตกต่ำดำดิ่งขนาดไหน หากเป็นดังเช่นที่ผมได้ว่ามาท่านประธานครับ อาจเรียกได้ว่าชาวนาไทยกำลังเผชิญวิกฤติ อย่างหนักหน่วง ซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ชาวนาเผชิญ ปัจจุบันชาวนาไทยเผชิญต้นทุนการทำนาที่สูง ในขณะเดียวกันเมื่อขายกลับได้ราคาที่ไม่สมดุล ทำให้ชาวนาทำนาขาดทุน เป็นอยู่อย่างนี้ เรื่อยมาครับ ตลาดโลกปัจจุบันนี้แข่งขันกันลดต้นทุนครับ ใครลดต้นทุนได้ก็สามารถแข่งขันได้ การขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นสิ่งที่จะซ้ำเติมปัญหาดังที่ผมได้กล่าวมาครับ ศึกในเรายังไม่แก้ศึกนอก กำลังเข้ามาทำลายชาวนาไทย ในประการนี้เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาอย่างตรงเป้า ตอบโจทย์ กับพี่น้องเกษตรกรไทยโดยเฉพาะชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิ รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือครับ มาตรการต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งภาคการผลิตที่ช่วยเหลือการผลิตไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และมาตรการ พยุงราคารักษาเสถียรภาพราคาข้าว สินเชื่อชะลอ สินเชื่อรวบรวม ๒ มาตรการที่มีอยู่นี้ พอเพียง ทันต่อท่วงที ทันต่อเวลาหรือไม่ ถ้าไม่พอรัฐบาลต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ครับ อย่าปล่อยให้ถึงวันที่ชาวนาเก็บเกี่ยวแล้วค่อยทำ เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าชาวนาหว่านข้าว ปักดำ หว่านปุ๋ย เก็บเกี่ยววันไหน การเจรจาเป็นเรื่องสำคัญ หากการเจรจาไม่เป็นผลรัฐบาลต้องทำงาน ให้หนักขึ้น แสวงหาตลาดใหม่ ซึ่งทั่วโลกตลาดส่งออกข้าวก็มีอยู่แค่ ๕๐- ๖๐ ล้านตันนั่นละครับ ผมทราบว่าเป็นเรื่องยากแต่ท่านต้องทำ🔗
ประการสุดท้าย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามหาแนวทาง รับมือนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยมีการวางมาตรการรับมือออกมาเป็นข้อ ๆ โดยส่วนมากผมเห็นด้วยครับ แต่ผมมีข้อกังวลอยู่บางประเด็น เช่น การนำเนื้อหมูและเนื้อวัว จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาเพื่อสร้างสมดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา นี่อาจส่งผลให้กับกลุ่มเกษตรกร ที่เห็นต่าง หากตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้เลี้ยงโดยตรง แต่ยังจะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงอุตสาหกรรมเกษตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิต อาหารสัตว์ ผู้ปลูกพืชวัตถุดิบ รวมถึงเครือข่ายตลาดค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมหมู อยู่ในระดับ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และอีกประเด็นสำคัญที่เราไม่อาจ มองข้ามได้คือผลกระทบต่อการจ้างงานในระดับภูมิภาคและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมของไทยเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประชาชนจำนวนมาก นอกจากนี้ ท่านประธานครับ มาตรฐานของเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้นำเรียนในรายละเอียด ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงถือเป็นสารต้องห้าม ในประเทศไทย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มผู้เป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็ง หากมีการนำเข้าจริงไม่เพียงเกษตรกรจะได้รับผลกระทบ แต่ผู้บริโภคก็อาจต้องแบกรับความเสี่ยง ด้านความปลอดภัยทางอาหารไปด้วย เช่นเดียวกันครับ แนวทางการนำเข้าวัวและผลิตภัณฑ์วัว ก็อาจสร้างปัญหาตามมา เพราะปริมาณวัวในประเทศล้นตลาดอยู่แล้ว และยังไม่สามารถ หาตลาดส่งออกเพิ่มเติมได้อีก พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวยังแบกภาระหนักรัฐบาลยังจะนำเข้า เนื้อวัวแล้วจะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวทำอย่างไร เหตุการณ์ครั้งนี้สอนเรา ๑ อย่าง ไม่มีใครรักเรา เท่ากับตัวเราเองครับ จะให้ประธานาธิบดีอเมริกันมารักประเทศไทยคงเป็นไปได้ยาก ไม่มี ใครรักประเทศไทยเท่ากับคนไทยครับ ผมอยากขอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องมาตรการที่จะนำไป เจรจา การลดดุลการค้าในส่วนนี้ รวมทั้งหาทางออกที่ดีที่สุด โดยนึกถึงพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น และจะต้องเร่งแก้ไขกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มาเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว แม้ประชาชนยังตั้งตัว ไม่ทัน แต่รัฐบาลต้องทันครับ มิฉะนั้นกำแพงนี้จะไม่ใช่แค่กำแพงภาษีแต่จะเป็นกำแพงที่ปิดบัง อนาคตและรายได้ของคนในชาติซึ่งอาจจะเสื่อมถอยได้ในระยะยาว ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง เชิญครับ🔗
สั้น ๆ ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกในข้อเสนอแนะ แต่อย่างไรก็ตามในช่วง ที่ผ่านมาประมาณ ๕-๖ ท่านเป็นการอภิปรายในเรื่องของการเกษตร ซึ่งเรารับความเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะของท่านทุกประการเพื่อที่จะนำไปประกอบให้กับทีมที่จะนำไปเจรจา โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนะครับ แต่เพื่อความชัดเจนผมขออนุญาตได้นำเสนอ ต่อที่ประชุมว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อห่วงใยในเรื่องของเนื้อ ในเรื่องของหมู ในเรื่องของกุ้ง ในเรื่อง ของข้าวใด ๆ ก็ตามนี้ยังไม่มีมาตรการนะครับ ไม่ได้หมายความว่าเราไปตกลงกับเขาแล้วว่า จะมีการนำเข้าสินค้าประเภทใดเพิ่มเติมหรืออะไร อย่างไร เป็นเพียงแค่เป็นกรอบแล้วเราก็ จะรับข้อคิดเห็นของท่านนั่นละครับเพื่อที่จะนำไปประกอบในการไปพูดคุยเจรจาโดยไม่ให้ เกิดผลกระทบกับภาคการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรไทย ก็ยืนยันกับท่าน ณ ที่นี้นะครับ แต่ว่าอย่างที่ได้เรียนนะครับยังไม่มีการดำเนินการ เดี๋ยวจะเป็นการเข้าใจผิดว่าได้มีข้อตกลง หรือว่าได้มีการนำเอาสินค้าเกษตรบางประเภทไปเป็นข้อเจรจาเป็นที่เรียบร้อย ยังไม่ได้ ดำเนินการครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรวี เล็กอุทัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์การปรับขึ้นภาษีนำเข้าหรือนโยบายภาษีแบบตอบโต้ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา จริงอยู่ครับว่าเป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนนั่นก็คือสูตรคำนวณพิสดารของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่มีการตั้งและเรียกเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลกับสหรัฐในอัตรา ที่สูงเป็นอย่างมากจนน่าตกใจ ซึ่งไทยเองต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าที่สูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ โดยมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน ๑ นาที ของวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ ท่านประธานครับ เรากำลังเผชิญกับสภาวะที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง ในการได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่หมายรวมถึง ประเทศที่มีการค้าขายกับสหรัฐอเมริกาทั่วโลก แม้จะเป็นมิตรประเทศและขาดดุลการค้ากับ อเมริกาก็ยังโดนเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี แต่อย่างไรก็ดีการรับมือ กับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เราจำเป็นที่จะต้องมีสติและพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกก็คือภาวะเงินเฟ้อ เพราะการขึ้น อัตราภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการค้าโดยตรง และส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการส่งออก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนั้นความเสี่ยงจากมาตรการ การตอบโต้ทางการค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงบรรยากาศความตึงเครียดของ การค้าระหว่างประเทศจะส่งผลในด้านลบต่อความเชื่อมั่นและการหยุดชะงักของการลงทุน จนอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Stagflation สไลด์ถัดไปได้ครับ สิ่งนี้สอดคล้องกับ รายงานจาก Asia Pacific Asia bears the brunt of new US tariffs ของ Goldman Sachs เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๘ พบว่ามาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐภายใต้รัฐบาลทรัมป์ (Trump) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศใน Asia ที่มี ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐ เช่น เวียดนาม ไทย จีน และไต้หวัน ซึ่งต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า เฉลี่ยสูงถึง ๑๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และแนวโน้มของ การส่งออกจะมีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน นอกจากนั้น Goldman Sachs ยังได้ปรับลด คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศใน Asia ลง อย่างไทยครับ เหลือ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ และเวียดนามเหลือ ๕.๖ จากเดิมที่ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ใน ๑-๓ เดือนแรกหลังการปรับขึ้นภาษี สิ่งที่ คาดว่าจะเกิดขึ้นนั่นก็คือความผันผวนอย่างสูงในตลาดการเงินและการหยุดชะงักของ Supply Chain เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการค้าและตลาดการเงินของโลกในขณะนี้ ส่งผลต่อการขาดความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ ภาวะตื่นตระหนกและการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นโลก หรือการเข้าสู่ภาวะ Risk-off Mode ซึ่งก็คือการที่นักลงทุนในตลาดการเงินมีความกังวลสูงและต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจึงหัน ไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือทองคำแทน ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร ลดลงและราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง ในขณะที่ภาคการค้าและ Supply Chain จะปรับตัว และเริ่มเปลี่ยนทิศทางการประเทศที่สาม หรือ Transshipment ซึ่งในระยะแรกนี้ย่อมเต็ม ไปด้วยข้อจำกัดแน่นอน และเป็นที่มาของการเกิดการหยุดชะงักของ Supply Chain นั่นเอง ในขณะที่ระยะกลางและระยะยาวผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากการบริโภคที่ชะลอตัวจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนภาคการผลิตเองก็จะมีการชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบที่มีต่อทั้งระบบ Supply Chain และโลจิสติกส์ ทั้งในแง่ของต้นทุนที่สูงขึ้น การขาดประสิทธิภาพชั่วคราวของห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนปัจจัยการผลิตซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดกำลังการผลิต การเลิกจ้างและ การชะลอการขยายกิจการครับ โดยในท้ายที่สุดครับ โลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างของระบบการค้า การโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติเพื่อหลีกเลี่ยง กำแพงภาษีในระยะยาว และตามมาด้วยผลลัพธ์อันเลวร้ายที่เราต้องเผชิญร่วมกันทั่วโลก หรือ Negative Sum Game นั่นก็คือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งครับ ต่อการนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Stagflation ที่ผมพูดในตอนแรก อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธาน ผมเชื่อว่ารัฐบาลมีความใส่ใจและมีความตั้งใจจริงในการหามาตรการรับมือและ เจรจากับทางสหรัฐอเมริกาครับ เห็นได้จากการตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ แต่จากสถานการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ครับว่าการคิดค้น สูตรกำแพงภาษีพิสดารของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ออกมาสูงเกินจริงจากที่เรา คาดการณ์ไว้ส่งผลให้การจะไปเจรจากับสหรัฐในครั้งนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องมีความละเอียด รอบคอบมากยิ่งขึ้น โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศและพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญนะครับ ต้องอย่าลืมครับว่าไทยเรามีจุดยืนที่ไม่ได้ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เนื่องจากเรายังคงเป็นประเทศที่พึ่งพาด้านการส่งออกอยู่เป็นจำนวนมากครับ การเจรจา จึงจำเป็นที่จะต้องหาจุดแลกเปลี่ยนที่ลงตัว รวมถึงการดุลความสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศ อีกด้วย ดังนั้นครับ สำหรับประเทศไทยการเข้าเจรจาอย่างฉับพลันทันทีหรือการทุ่มหมดหน้าตัก คงไม่ใช่คำตอบหรือวิธีการที่ถูกต้องนักในสงครามการค้าครั้งนี้ เราต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านก่อนครับ รวมถึงการหาจุดประสงค์หรือความต้องการที่แท้จริง ของทรัมป์ (Trump) ในการเปิดเจรจาในครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเจรจาที่ไม่จำเป็นหรือ เสียผลประโยชน์ที่ไม่ควรจะเสียครับ เมื่อย้อนหันกลับมามองผู้ที่ได้รับผลกระทบในประเทศ ของเราครับท่านประธาน ประเด็นสำคัญที่ผมอยากฝากถึงรัฐบาลนั่นก็คือผลกระทบที่จะเกิด กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวนาและข้าวโพดที่ปัจจุบันต้องเผชิญกับ ปัญหาราคาที่ตกต่ำอยู่แล้วและยังต้องได้รับผลกระทบซ้ำอีกจากการขึ้นภาษีนำเข้าของ อเมริกา การช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องเกษตรกรเหล่านี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่แพ้ภาคเอกชน กลุ่มอื่น ๆ ครับ นอกจากนั้นครับ ในท้ายที่สุดแล้วหากเราจำเป็นจะต้องมีการเจรจาให้เกิด การนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกาจริง ๆ เช่น กรณีของข้าวโพดและถั่วเหลือง ผมฝาก ข้อสังเกตและข้อกังวลตัวโต ๆ ครับ ให้กับรัฐบาลครับว่า รัฐบาลต้องพิจารณาเงื่อนไขของ องค์การการค้าโลกเข้าไปด้วย พร้อมกับเตรียมมาตรการรองรับการทะลักเข้ามาของข้าวโพด ให้ดี ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการนำเข้าจากอเมริกานะครับ แต่ผมหมายรวมถึงทุกประเทศ และทุกช่องทางที่จะมีการนำข้าวโพดเข้ามา แล้วส่งผลทำให้เกษตรกรไทยได้รับความเดือดร้อน อย่างมหาศาล ส่วนในเรื่องของข้าวก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย อย่างที่ผมได้หารือไปเมื่อเช้านี้ครับ จากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกาย่อมส่งผลทำให้ผลผลิตข้าวไทยนั้นได้รับ ผลกระทบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และผู้ที่จะถูกตอกย้ำ ถูกผลักภาระและได้รับผลกระทบ หนักที่สุดก็คือพี่น้องเกษตรกรชาวนาจากการถูกกดราคาซ้ำนั่นเองครับ ดังนั้นครับ ผมขอเน้นย้ำ ว่ารัฐบาลต้องหามาตรการรองรับที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทยว่าพวกเขา จะยังมีตลาดรองรับและได้รับราคาที่เป็นธรรมอยู่ อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ภายใต้วิกฤติ ทางสงครามการค้าครั้งนี้ผมอยากให้เรามองถึงการสร้างโอกาสแก่พี่น้องเกษตรกรด้วย ไม่ว่าจะเป็น การแสวงหาตลาดการค้าใหม่ ๆ ผ่านการเจรจาหรือการทำเอฟทีเอต่าง ๆ ก็ดี หรือการใช้ องค์ความรู้จากงานวิจัยและงบประมาณจำนวนมากครับ ภายใต้กระทรวง อว. กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปสู่ภาคการปฏิบัติจริงในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อสินค้า เกษตร หรือการแปรรูปไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณในการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหา และรองรับปัญหาของสังคมผู้สูงอายุ สุดท้ายครับท่านประธาน สงครามการเจรจาในครั้งนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยเราได้เรียนรู้ครับ และต้องหาทางแก้ไขก็คือ การสร้างอำนาจต่อรองกับ ประเทศมหาอำนาจ เพราะจะเห็นนะครับว่าหากไทยเราเดินไปคนเดียวเราไม่สามารถ มีอำนาจในการเจรจาต่อรองอะไรได้มากเลย เราถึงต้องมีการเจรจาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านครับ การเดินเกมของสหรัฐในครั้งนี้ เป็นสัญญาที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาและอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุค Globalization และกลุ่มประเทศเล็ก ๆ จำเป็นต้องหันมาคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Regionalization หรือภูมิภาคาภิวัตน์ หรือการรวมกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกันนั่นเอง เพราะถ้าเรามีการ รวมกลุ่มกันโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งต่างมีศักยภาพและทรัพยากรที่แตกต่างกันไป หากเราเข้าใจในฐานประโยชน์แห่งชาติซึ่งกันและกัน และรวมกันเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์ ร่วมกันย่อมจะทำให้เกิดความสามารถในการเจรจาได้มากกว่าการเดินดุ่ม ๆ ไปเพียงแค่คนเดียว ยกตัวอย่างเช่นครับ กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนหรือ DEFA หรือ Digital Economy Framework Agreement ที่เป็นการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค อาเซียนให้รวมเป็นหนึ่ง เราจะมีประชากรรวมกันครับกว่า ๖๐๐ ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้ อาเซียนนั้นกลายเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของโลก และจะดึงดูด เม็ดเงินด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามาในภูมิภาคอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่า ก้าวต่อไปของประเทศไทยที่ควรให้ความสำคัญ คือการเจรจาความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ ที่มีแนวคิดร่วมกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและสามารถพัฒนาประเทศไทยให้มีการเตรียม ความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตและการก้าวสู่การเป็นประเทศ ที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชริน วงศ์พันธ์เที่ยง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ผู้แทนราษฎรพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ ประกอบด้วย อำเภอนครหลวง บางปะหัน มหาราช บ้านแพรกและท่าเรือ พรรคประชาชนครับ ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่องการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผลกระทบ ต่อประเทศไทยครับ จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศ ขึ้นกำแพงภาษีทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ทำการค้าเกินดุลกับสหรัฐและ ประเทศไทยคือหนึ่งประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด ๓๖-๓๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นอันดับที่ ๒๐ จาก ๑๘๕ ประเทศ แน่นอนครับการขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรง อย่างหนักแก่ทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายที่สหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่เราส่งสินค้าออกไปขายเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบ ทางอ้อมจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงมีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ชาวไทยดังที่เป็นเพื่อน ๆ สมาชิกได้นำเสนอปัญหาให้ท่านประธานได้รับทราบไปแล้วหลายประเด็น ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่รายได้หลักของจังหวัด มาจากภาคอุตสาหกรรม ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีรายได้ต่อหัวประชากรเป็นอันดับ ๔ หรือ ๕ ของประเทศ เรามีนิคมอุตสาหกรรม ๕ แห่ง มีโรงงาน ๒,๗๐๐ โรงงาน มีผู้ใช้แรงงาน ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ คน การที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้ย่อมส่งผล สะเทือนกับพวกเราชาวพระนครศรีอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อุตสาหกรรมที่ทำรายได้หลัก ให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาคือผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งออก ไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ผมขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ ผลกระทบในการปรับภาษีนำเข้าในครั้งนี้คือผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในประเทศไทย เช่น Harddisk Drive Semiconductor ทรานซิสเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้าหรือไอซี แผ่นวงจรพิมพ์ หรือ PCB มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กตลอดจนสายไฟและสายเคเบิลซึ่งส่วนใหญ่จะส่งออก ประมาณ ๙๐-๙๕ เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของไทยหรือมีสัดส่วน มากถึงร้อยละ ๒๗ เมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทยในปี ๒๕๖๖ โดยตลาด ส่งออกอันดับหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาคิดเป็นร้อยละ ๓๗.๖ ท่านประธานครับ สินค้าที่ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกคือ Harddisk Drive ซึ่งเป็นหน่วยเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าส่งออกในปี ๒๕๖๖ ถึง ๘.๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน ๑๖.๔ เปอร์เซ็นต์ของ มูลค่าส่งออก Harddisk Drive ทั่วโลกมากที่สุดเป็นอันดับ ๒ รองจากจีน ในปัจจุบันมี ๒ บริษัท ที่ผลิต Harddisk Drive คือซีเกทเทคโนโลยีที่นครราชสีมาและบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ที่พระนครศรีอยุธยา ทั้ง ๒ บริษัทเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันแต่ละโรงงานมีพนักงานแห่งละกว่าหมื่นคนนับว่า เป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ แน่นอนครับแต่ละบริษัทมีโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ส่งต่อให้ เพื่อประกอบเป็นผลิตภัณฑ์และผู้ผลิตชิ้นส่วนแต่ละรายก็จะมีโรงงานผลิตส่วนประกอบต่าง ๆ อีกนับสิบนับร้อยโรงงานซึ่งโรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น กลุ่มบริษัท นิเด็คและกลุ่มบริษัท มินิแบร์ ซึ่งโรงงานทั้ง ๒ กลุ่มนี้มีพนักงานรวมกันหลายหมื่นคน ท่านประธานครับ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้ คือต้องการให้บริษัทสัญชาติอเมริกันกลับเข้าไปลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกา และอย่าลืมว่าสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และไอทีเป็นสิ่งที่ประเทศสหรัฐกับประเทศจีน แข่งขันกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างพัฒนาเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด ดังนั้นผมไม่ได้กังวล เพียงแค่เราอาจจะขายสินค้าให้สหรัฐน้อยลงเท่านั้น แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือการย้ายฐาน การผลิตของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเรา ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ และลดกำลังการผลิต หรือย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นที่มีอัตราภาษี นำเข้าต่ำกว่าประเทศไทย อันจะส่งผลให้ยอดการส่งออกของเราน้อยลงแล้วก่อให้เกิดปัญหา การว่างงานขนาดใหญ่โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของผม ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า รัฐบาลจะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเร่งด่วนอย่าเพียงแค่อาศัยการเจรจาอย่างเดียว เพราะขณะนี้ความเชื่อถือของรัฐบาลไทยในสายตาของต่างชาติลดน้อยลงและเลวร้าย ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือการไม่เคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์หรือปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้ไม่มีใครอยากจะเจรจาด้วย เหมือนปัญหาของชาวประมงที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาและยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ โดยรัฐบาลยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ขอใช้เวลานี้อภิปรายในญัตติด่วน ผลกระทบและ มาตรการการรับมือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งหลายท่านอาจจะมีความกังวลว่าจะมี ผลกระทบต่อการค้า การส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมค่ะ แต่ดิฉันอยากเรียนให้ ทุกท่านทราบว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้นิ่งนอนใจ แม้แต่น้อยทันทีที่สัญญาณทางการเมืองจากฝั่งสหรัฐขยับ รัฐบาลไทยได้ขยับตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ค่ะ โดยการตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาขึ้นซึ่งถือเป็นหมากแรก ของรัฐบาลในการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐและเป็นการวางกลยุทธ์ อย่างเป็นระบบ ต่อมาในวันที่ ๒๐ มกราคมค่ะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันว่ารัฐบาล ติดตามนโยบายสหรัฐอย่างใกล้ชิดไม่ใช่แค่เรื่องภาษีการนำเข้าเท่านั้น แต่รวมถึงการดึง การลงทุนกับประเทศด้วย นั่นก็คือนโยบาย America First นั่นเองที่มีผลกระทบลูกโซ่ ต่อประเทศหลาย ๆ ประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์นายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งให้กระทรวง ที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบจากกำแพงภาษีและนโยบายการปกป้องอุตสาหกรรมของ สหรัฐอเมริกาอย่างเป็นรูปธรรม พอมาในเดือนมีนาคมนายกรัฐมนตรีก็ได้เชิญ กกร. ซึ่งเป็น ภาคเอกชนหลักมาร่วมกันวางแผนรับมือเพื่อเตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และล่าสุด ในเดือนเมษายนหลังการประกาศมาตรการทางภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในวันที่ ๓ เมษายน เพื่อขึ้นอัตราภาษีและการนำเข้าสินค้าไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีแพทองธารก็ได้ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันค่ะ แถลงการณ์ ในวันที่ ๖ เมษายน และล่าสุดมีแถลงการณ์และมาตรการในวันที่ ๘ เมษายน โดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้เปิดเผยภายหลังว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าความต้องการที่แท้จริงของ สหรัฐอเมริกาคืออะไรเพื่อดำเนินการไปในทิศทางที่สามารถแก้ปัญหาได้ จาก Timeline ที่ดิฉันชี้แจงให้เห็นนี่จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายนนี้ชี้ชัดว่ารัฐบาล พยายามแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องค่ะ ไม่เคยเพิกเฉยหรือนิ่งนอนใจอย่างที่ บางกลุ่มพยายามบิดเบือน ท่านประธานคะ แล้วถ้าเราติดตามเรื่องนี้ในเรื่องมาตรการ การขึ้นภาษีของสหรัฐอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นว่ามาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐภายใต้การนำ ของทรัมป์ (Trump) ในรอบนี้แตกต่างจากในอดีตมากมายค่ะ เพราะมันไม่ใช่การปกป้อง อุตสาหกรรมในประเทศค่ะ แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และยังเป็นเกมการสร้างดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐให้เพิ่มขึ้นและมีบทบาทมากขึ้นด้วย จากประเทศที่ขาดดุลการค้ามาเป็นประเทศที่เกินดุลภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย อย่างรวดเร็วในหลายมิติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เอง มันก็ได้ ส่งผลกระทบต่อคนอเมริกันเช่นเดียวกัน การชุมนุมล่าสุดที่ชื่อว่า Hands Off ประท้วง รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์ (Trump) ลุกลามและแผ่ขยายไปในหลายเมืองใหญ่ ไม่ว่า จะเป็นรัฐวอชิงตันดีซีและหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันเริ่มแสดงความไม่พอใจกับ นโยบายของรัฐบาลและนโยบายภาษีศุลกากรล่าสุดก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่กำลังมีข้อถกเถียง เช่นกันค่ะ จากสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงเชิงนโยบายแบบนี้ การเมืองเหล่านี้การที่รัฐบาลไทย ไม่รีบร้อน ไม่ร้อนรนเจรจาแต่พิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นการกระทำที่สมควร เพราะมันมี ตัวอย่างหลายประเทศที่รีบมีข้อเสนอผลประโยชน์ให้กับสหรัฐเพื่อหวังได้ลดมาตรการทางภาษี ก็เท่ากับยกของฟรี ๆ ให้เขาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไร้ซึ่งผลตอบแทน ในขณะที่ไทยเราเลือก ไม่รีบร้อน แต่รอบคอบค่ะ เพื่อสงวนอำนาจต่อรองและวางยุทธศาสตร์รับมือโลกใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม ท่านประธานที่เคารพคะ ท่ามกลางความท้าทายนี้รัฐบาลนำโดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณพิชัย ชุณหวชิร ได้เสนอ ๕ เสาหลักเพื่อแก้ไขปัญหานี้🔗
เสาหลักที่ ๑ ก็คือดูสิ่งที่เราขาดค่ะ เป็นการเริ่มต้นจากการทบทวนศักยภาพ ของตัวเราเองก่อนอย่างตรงไปตรงมาว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร และไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุดิบ อาหารสัตว์ ข้าวโพด และการนำเข้าเครื่องในเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก ก็จะเป็นในวิธีการหนึ่งที่เราจะต้องทบทวนตัวเอง🔗
เสาหลักที่ ๒ คือผ่อนคลายกับภาษีของสินค้าที่เก็บได้น้อย หรือถ้าพูดกัน แบบภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ไทยเก็บภาษีนำเข้าประเทศใดได้รายได้น้อย แต่กลับ เป็นภาษีที่สร้างความขัดแย้งและความไม่พอใจในระดับทวิภาคีเราก็จะผ่อนปรนในส่วนนี้ เพื่อแลกกับการเจรจาในประเด็นที่ใหญ่กว่า🔗
เสาหลักที่ ๓ ขจัดอุปสรรค เป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า ตรงนี้เป็นการยอมรับ ความจริงค่ะว่าอุปสรรคการค้าในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษีเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่มันมี มาตรฐาน มาตรการการกำกับดูแล และขั้นตอนข้าราชการที่ล่าช้าด้วยค่ะ แนวทางนี้จึงเน้น ไปที่ทลายกำแพงที่ไม่จำเป็นเพื่อปรับปรุงกระบวนการและให้ไทยดูเป็นมิตรทางการค้าและ น่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกค่ะ🔗
เสาหลักที่ ๔ ก็คือต้นถิ่นกำเนิดของสินค้า เพิ่มความโปร่งใสเข้าไปค่ะ ตอบโจทย์ความกังวลของสหรัฐว่าไทยจะไม่เป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศที่ถูกกีดกัน ทางการค้า แนวทางนี้จะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความจริงใจของประเทศไทย ในการเป็นคู่ค้าที่โปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล🔗
ส่วนเสาหลักที่ ๕ หาโอกาสในสิ่งที่เรายังต้องการและมีความสามารถในการ ลงทุนในต่างประเทศค่ะ นี่คือการทูตที่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส คือการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้าอยู่ ท่านประธานที่เคารพคะ หากมองอย่างลึกซึ้ง ๕ เสาหลักนี้ไม่ใช่ เพียงแค่แนวทางการแก้ปัญหาชั่วคราวนะคะ แต่หากเป็นยุทธศาสตร์ของการปรับโครงสร้าง การผลิตและต่อรองเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกค่ะ กล่าวคือภายใต้นโยบายเหล่านี้ เท่ากับไทยกำลังเสนอตัวเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือค่ะ มีหลักการและพร้อมจะพัฒนาไปด้วยกัน กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างเสมอภาค และพยายามเท่าเทียมค่ะ ในกระบวนการเหล่านี้เราก็ได้แบ่งระดับการเจรจาไว้ใน ๓ ระดับตั้งแต่ระดับของผู้นำประเทศ หรือในระดับการเจรจา ในระดับรัฐมนตรี ทั้งระดับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลังเพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายระดับผู้นำไปสู่แผนการปฏิบัติที่เป็น รูปธรรม และระดับที่ ๓ ก็คือหน่วยงานล่วงหน้าหรือทีมเจรจาเศรษฐกิจเฉพาะซึ่งตรงนี้ รัฐบาลก็เตรียมการไว้ ในขณะเดียวกันค่ะ อาจจะมีหลายคนมีคำถามว่าเตรียมการแต่การ ที่จะไปเจรจากับสหรัฐแล้วคนไทยล่ะที่ได้รับผลกระทบรัฐบาลมีมาตรการอย่างไร ดิฉันจึงบอกตรงนี้ค่ะ รัฐบาลไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ เท่าที่ทราบก็ได้มีการเตรียมการ ทั้งมาตรการ การออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ การปล่อยสินเชื่อขยาย ตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง หรือการสร้างโอกาสตลาดทางเลือก รวมถึงสินเชื่อเพื่อการลงทุน ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสินเชื่อในกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยค่ะ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย สามารถย้ายฐานการผลิตไปแปรรูปในประเทศเป้าหมายได้ตรงซึ่งก็จะตอบโจทย์เชิงนโยบาย ของสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่ดิฉันก็อยากจะฝากถึงรัฐบาลค่ะ แม้ท่านจะมีแนวทางในการ ช่วยเหลืออย่างไรก็ตาม การเร่งรัดดำเนินการและการลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของสินเชื่อ ต่าง ๆ ต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริงนะคะ ไม่ใช่ปล่อยสินเชื่อแต่ไม่สามารถกู้ยืมได้ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะติดกับดักแล้วก็กลายเป็นการปิดตัวลงของกิจการในไทยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอย้ำค่ะ สิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่เพียงการตอบโต้ภาษีของทรัมป์ (Trump) หรือรับมือกับ ข้อเสนอที่แข็งกร้าวจากสหรัฐเท่านั้นค่ะ แต่คือการแปรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบค่ะ เรากำลังสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับการผลิตเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกและลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่ง มากเกินไป รัฐบาลทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะอเมริกาขู่ค่ะ แต่เพราะเรามองเห็นว่าเราต้องการอะไร และเรามีศักยภาพอะไรที่จะพลิกสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ต่อเราเอง เราจะไม่ยอมลด เงื่อนไขให้กับใครเพียงเพราะแรงกดดันค่ะ เราพร้อมจะเจรจาเพื่อสร้างเงื่อนไข Win Win Solution ที่ยั่งยืนค่ะ ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งผลประโยชน์ของไทยและความต้องการของสหรัฐ นี่คือการทูตเศรษฐกิจในศตวรรษที่ ๒๑ และนี่ไม่ใช่การยอมตามแรงกดดันค่ะ แต่คือการเดินเกม ด้วยปัญญาบนฐานของความมั่งคั่งมั่นคงและยั่งยืนของประเทศไทย ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เสร็จแล้วก็มีฝ่ายค้านอีก ๓ ท่าน ท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ท่านชุติมา คชพันธ์ ท่านภัสริน รามวงศ์ แล้วก็ทางรัฐบาลอีก ๓ ท่าน ท่านฐิติมา ฉายแสง ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ท่านนันทนา สงฆ์ประชา หลังจากนั้นขออนุญาต เหลือท่านละ ๖ นาทีนะครับ เพราะว่าถ้าไปตามนี้เราจะเลิกประมาณเที่ยงคืนนะครับ ก็ขอให้ ได้เตรียมตัวกระชับนะครับ เหลือท่านละ ๖ นาที หลังจากอีก ๖ ท่านนี้ เชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่ไม่ได้มีอำนาจต่อรองเยอะ ดังนั้นเราจึงต้องหาแนวทางหลาย ๆ แนวทาง ที่เป็นไปได้ค่ะ คือกลไกความร่วมมือกับสมาชิกประชาคมอาเซียนค่ะ อันเป็นการรวมตัว ทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า Regional Economic Integration ค่ะ เช่นเดียวกับสหภาพ ยุโรปที่เป็น Regional Economic Integration ซึ่งจะทำให้ไทยในฐานะหนึ่งในสมาชิก มีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้นกับสหรัฐอเมริกา อาเซียนนะคะเป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ Top Five Top ๕ ในมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ ๓.๕ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากพอค่ะ แต่ไทยเราก็ควรจะมีแนวทางอื่นนอกจากอาเซียนด้วยค่ะ เนื่องจากว่าภูมิภาคแถบนี้ยังคง มีความแตกต่างในการรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาพอสมควร และที่สำคัญก็คือ มีปัญหาในความขัดแย้งภายในประเทศในหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนค่ะ ซึ่งไทย อาจจะต้องหาผลประโยชน์ในหลาย ๆ ช่องทาง ขอสไลด์ที่ ๒ ค่ะ สถิติการนำเข้าและส่งออก ระหว่างไทยสหรัฐอเมริกาในปี ๒๕๖๗ ค่ะ มูลค่าสินค้าทั้งหมด ๘๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งออกสินค้าจากสหรัฐมาไทยเป็น ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทย ๖๓.๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับไทย ๔๕.๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๖ ค่ะ ส่วนสินค้าส่งออกค่ะจากไทยไปสหรัฐอเมริกา ในปี ๒๕๖๗ ค่ะ มีเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถึง ๑๗.๕๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ๑๓.๖๓ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ๕.๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยานยนต์และส่วนประกอบยานยนต์ ๒.๓๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไข่มุก อัญมณี โลหะมีค่าและเหรียญ ๑.๙๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ในไทยในปี ๒๕๖๗ มีเชื้อเพลิง แร่ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากการกลั่น ๕.๓๒ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐเครื่องจักรและส่วนประกอบ ๒.๗๖ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยควรจะนำเข้าเพิ่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ๒.๕๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อากาศยานและ ส่วนประกอบ ๙๑๘.๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยอาจนำเข้าเพิ่มสำหรับสนามบินใหม่ค่ะ ยานยนต์และส่วนประกอบ ๙๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำแพงภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ได้ส่งผลต่อสินค้าส่วนใหญ่โดยอัตราภาษีนี้ เป็นอัตราเพิ่มเติมนอกเหนือจากภาษีนำเข้าพื้นฐาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่ถูกเรียก เก็บภาษีนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายนเป็นต้นไป แต่ก็มีสินค้าเพียงบางประเภท ที่ได้รับการยกเว้น อย่างเช่น ยา เวชภัณฑ์ และบางรายการอาจถูกพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต อย่างเช่น ทองแดง ยา Semiconductor ไม้แปรรูป แร่ธาตุสำคัญบางชนิดและผลิตภัณฑ์ พลังงานค่ะ ขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ ในการรับมือของประเทศที่ส่งออกสินค้าคล้ายกับไทยก็จะมี ประเทศเวียดนาม กำแพงภาษี ๔๖ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าประเทศไทย ใช้แนวทางในการรับมือ ในการเจรจาต่อรองว่าจะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้านำเข้าจากสหรัฐ มากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกมากขึ้นแก่นักลงทุนสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในประเทศ เวียดนาม ประเทศที่ ๒ คือประเทศอินโดนีเซียกำแพงภาษี ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าไทย ไม่ตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐ แต่มีแผนการเจรจาเพื่อหาทางออกและเป็นมิตรกับ รัฐบาลสหรัฐโดยเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐทดแทนประเทศไทย เวียดนาม และบังกลาเทศ ขณะเดียวกันแสวงหาตลาดใหม่ ขยายตลาดไปยังยุโรปมาแทนที่สินค้าที่ส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศไทยก็สามารถที่จะนำมาเป็นตัวอย่างได้นะคะ ประเทศมาเลเซีย กำแพงภาษี ๒๔ เปอร์เซ็นต์ไม่ตอบโต้ในทันทีทันใด ทั้งนี้ยึดผลประโยชน์ของชาติและกำลัง ประสานงานมุ่งเน้นหาข้อยุติผ่านการเจรจาทางการทูต ตั้งศูนย์บัญชาการด้านภูมิเศรษฐกิจ และเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์กับผู้นำประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อหาแนวทางในการ ตอบโต้ร่วมกัน ซึ่งท่านประธานคะจะเห็นได้ว่าประเทศในสมาชิกอาเซียนเราต่างก็มีแนวทาง การรับมือของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเข้าถึงสาเหตุ การเกิดมาตรการ มีมาตรการอื่น ควบคู่ไปกับการเจรจาแสวงหาประเทศอื่นเพื่อให้มีอำนาจการต่อรองมากยิ่งขึ้น ขอสไลด์ที่ ๔ ท่านประธานคะ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าในประเทศไทยอัตราร้อยละ ๓๖ ซึ่งคาดว่าส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาอย่างมาก ดิฉันคิดว่าไทยสามารถ ใช้กลไกประเทศอาเซียนเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐอเมริกาหรือ มหาอำนาจ อย่างไรก็ตามท่านประธานประเทศไทยก็ต้องมีแนวทางที่เราเองอาจจะนำมาใช้ รับมือกับกำแพงภาษี สำหรับดิฉันมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
๑. การเจรจาการทูตเชิงรุก รัฐบาลไทยควรเจรจากับสหรัฐเพื่อหาทางลด ผลกระทบ เช่น เพิ่มการนำเข้าเครื่องจักรและส่วนประกอบด้านอาหาร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ เช่น อาหารหรือเครื่องจักรกล จี้ไปที่ภาคบริการที่เป็นจุดเด่น ของสหรัฐ พยายามเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าไทยแลกกับการลดกำแพงภาษี หาข้อยกเว้น สำหรับสินค้าบางประเทศที่ไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันหรือเป็นสินค้าที่ยังมีความ ต้องการสูง หรือยังมี Demand สูงในประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยมุ่งเน้นเป็นการนำเสนอแนวทางที่จะลด Trade Deficit ให้แสดงเห็นถึงผลกระทบต่อ ผู้บริโภคและห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจในสหรัฐอเมริกา พยายามสร้างแนวร่วมกับประเทศอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันกับสหรัฐอเมริกาในระดับนานาชาติ เพราะเขาก็ปรับขึ้นในทุกประเทศ เท่าที่ดิฉันสังเกตนะคะ🔗
๒. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการค้า พิจารณาผ่อนคลายมาตรการ จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐบางรายการเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและเป็นข้อเสนอ ในการเจรจาต่อรองค่ะ ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าขายระหว่างประเทศค่ะ ควบคุมสินค้าที่ใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่อาจมีการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แล้วก็พิจารณาหาโอกาสลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่มีศักยภาพในสหรัฐ โดยเฉพาะ ด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติค่ะ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ฝ่ายค่ะ🔗
๓. การขยายตลาดส่งออก เราก็ลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาให้น้อยลงค่ะ เราเร่งขยายไปยังตลาดประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นสหภาพยุโรป เป็นต้น สร้างสัมพันธไมตรี ทางการการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกาใช้ประโยชน์จากข้อตกลง Multilateral นะคะหรือว่าเอฟทีเอที่ไทยยังมีอยู่ และเร่งเจรจาเอฟทีเอใหม่ ๆ กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ ส่งเสริมการค้าชายแดนนะคะแล้วก็พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน🔗
๔. การเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการ มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน โดยจัดตั้งกองทุนหรือมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้คำปรึกษาสนับสนุน ผู้ประกอบการในการปรับตัว เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจค่ะและดำเนินมาตรการเพื่อลดต้นทุน การผลิต เช่น การลดหย่อนภาษีหรือการสนับสนุนด้านพลังงานค่ะ🔗
๕. อันสุดท้ายแล้วค่ะ พิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมหากการเจรจา ไม่สำเร็จต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอร่วม อภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า ของสหรัฐอเมริกานะคะ วันนี้ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ เป็นวันที่สหรัฐอเมริกาเริ่มบังคับใช้นโยบาย จัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าต่างประเทศแบบต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs นะคะ ซึ่งจัดเก็บในอัตราสูงขึ้น ๑๐-๔๙ เปอร์เซ็นต์ เช่น ประเทศสิงคโปร์ถูกเก็บ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประเทศกัมพูชาถูกเก็บ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศไทยเองนั้นถูกเก็บในอัตราสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ นี่ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่บางคนถึงใช้คำว่า อภิมหาความสั่นสะเทือน เขย่าทั้งระบบการค้าโลก แล้วก็แน่นอนว่าประเทศไทยเองได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงมาก ท่านประธาน ดิฉันขอแสดงความชื่นชมแล้วขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าตลาดสหรัฐอเมริกานั้นเป็นตลาด ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าส่งออกของไทยแล้วก็เป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเล รวมถึงสินค้าเกษตรในหลายหมวดหมู่ เมื่อประเทศ คู่ค้าเขาขึ้นภาษีนำเข้าสูงขนาดนี้หากรัฐบาลไทยไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ให้แข่งขันได้ บางรายอาจจะต้องปิดกิจการเพราะผู้ซื้อในอเมริกาก็ย่อมเลือกสินค้าที่ราคาถูกกว่า และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องตื่นตัว เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาก็คือการลด ตัวเลข การขาดดุลการค้ากับประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๔๕,๖๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท โดยการผลักดันให้ไทยนั้นนำเข้าสินค้าเกษตรจากเขาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ถั่วเหลืองแล้วก็ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ค่ะท่านประธาน เรื่องถั่วเหลืองนี่ดิฉันเข้าใจว่าไทยผลิต เพียงปีละ ๒๐,๐๐๐ ตัน แต่ในขณะที่ความต้องการของประเทศสูงถึง ๓.๒ ล้านตันต่อปี ตรงนี้ดิฉันไม่มีข้อโต้แย้งนะคะ แต่เราก็รู้อยู่ว่าเราจำเป็นต้องนำเข้า แต่ในส่วนของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ท่านประธาน อันนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตสะท้อนให้สภานั้นได้รับฟัง คือเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาดิฉันอยู่ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเกษตร และสหกรณ์ เราได้เชิญเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดแล้วก็สมาคมการค้าพืชไร่นั้นเข้ามาให้ข้อมูล ได้มาพูดคุยกันกับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคะ เขาเหล่านั้นมาไม่ได้มาขอความช่วยเหลือ อะไรมากเลย แต่เขามาขอให้รัฐบาลนั้นรับฟังข้อมูลจากภาคเกษตรด้วยเพราะเขาเชื่อว่า ข้อมูลที่ส่งขึ้นไปอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงในภาคสนาม เขาตั้งคำถามว่า ข้าวโพดในประเทศ มันขาดแคลนจริงหรือ เพราะว่าในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยนำเข้าข้าวสาลี เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ตันเพื่อมาทดแทน ข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์และในขณะนั้นทั้งระบบยังดำเนินการผลิตอาหารสัตว์ได้อย่างปกติ ไม่มีวิกฤติในการผลิตวัตถุดิบเลย ผู้ประกอบการพืชไร่เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าข้าวโพดในประเทศ มันไม่ขาดแคลนจริงจัง แต่ข้าวโพดมันถูกอ้าง อ้างว่าขาดแคลนเพื่อต้องการนำเข้าสินค้าทดแทน เช่น ข้าวสาลี ซึ่งถูกนำเข้ามาได้ง่ายกว่าแล้วก็มีอัตราภาษีนำเข้า ๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นข้อมูล ที่ได้รับกับความเป็นจริงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ท่านประธานคะ เขาไม่ได้มาค้านการนำเข้า อย่างไร้เหตุผล แต่เขากังวลว่าหากเราประเทศไทยนี่นำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีมากขึ้นโดยไม่มี มาตรการควบคุมปริมาณ หรือช่วงเวลามันอาจจะกลายเป็นการทำลายระบบเกษตรข้าวโพด ของไทยอย่างรุนแรงได้ ท่านประธานดิฉันไม่ได้พูดเพื่อขัดข้าราชการหรือคณะที่จะไปเจรจา ดิฉันรู้สึกว่าทุกฝ่ายอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับความกดดัน แต่ในเมื่อดิฉันได้ฟังเสียงของ เกษตรกรได้เห็นข้อมูลจากคนที่ทำงานจริง ๆ แล้วดิฉันก็ขอใช้พื้นที่นี้เป็นปากเสียงแทน พวกเขาอีกทางหนึ่ง วันนี้ต้นทุนการผลิตข้าวโพดสูงขึ้นทุกปี ราคาขายกลับลดต่ำลง โดยเฉพาะ หากนำเข้าสินค้าทดแทนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะอยู่อย่างไร นี่คือคำถาม ดังนั้นดิฉัน ขอเสนอว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องเปิดให้นำเข้าข้าวโพดซึ่งเป็นสินค้าทดแทนหรือข้าวสาลี เพิ่มขึ้นก็ควรดำเนินการดังนี้ ๑. ต้องมีมาตรการกำหนดปริมาณให้อยู่ในกรอบที่ไม่กระทบฤดู เก็บเกี่ยวในประเทศ ๒. ต้องมีนโยบายหรือมาตรการพยุงราคาผลิตของเกษตรกร ๓. ที่สำคัญเลย คือต้องเปิดการรับฟังข้อมูลจากภาคเกษตรหรือภาคประชาชนโดยตรง ไม่ใช่อ้างเฉพาะข้อมูล จากระบบราชการอย่างเดียว ดิฉันไม่เรียกร้องให้รัฐบาลนั้นไปเจรจาแบบไม่ประนีประนอม แต่ขอให้เราต่อรองด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และต่อรองด้วยหัวใจที่มีเกษตรกรอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขที่เราจะสนใจเรื่องดุลการค้า แต่มันคือเรื่องของความอยู่รอดของคน ทำมาหากิน ขอให้รัฐบาลอย่ามองข้ามเกษตรกรไทยในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับประเทศแบบนี้ ดังนั้นดิฉันจึงขอฝากค่ะ ขอฝากถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะเกิดขึ้นหรือจะฝากไปยัง กรรมาธิการสามัญใดก็แล้วแต่ และทีมเจรจาของรัฐบาลได้โปรดพิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วน และวิเคราะห์ผลกระทบทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร ที่ลำบากมากอยู่แล้ว ภาค SMEs ที่เหนื่อยเหลือเกินจากการทำธุรกิจให้อยู่รอดแล้วก็ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งที่แล้วมาก็ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤติเลย แล้วยังจะต้องเผชิญกับวิกฤติใหม่ครั้งนี้ อีกครั้งด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขออนุญาตอภิปรายเรื่องที่เกี่ยวกับกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นภาษีค่อนข้างสูง ทีนี้เรื่องเกี่ยวกับภาษี ภาษีก็คงจะเป็นคำอะไรไปไม่ได้นอกจากคำว่า TAX ครับ T A X วันนี้ ๓ ตัวอักษรสรุปจบใน ๓ ตัวอักษรครับ T ตัวแรกครับ ทำไมวันนี้เราต้องมาคุยถึงประมาณ เกือบ ๆ เที่ยงคืน ก็เพราะว่าเรามีประธานาธิบดีชื่อว่าทรัมป์ (Trump) Tariffs ซึ่งเขาเพิ่ม กำแพงภาษีให้กับพวกเราและในภูมิภาคเราและในทั่วโลก จากเดิมที่เราเสียให้เขาประมาณ สัก ๒ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เขาเก็บเรา ๓๖ เปอร์เซ็นต์ถูกไหมครับ ทีนี้มันมีผลกระทบอย่างไร กับชาวบ้าน เอาง่าย ๆ ครับท่านครับ เรามาคิดตามภาพ อ.เอท นะครับ สมมุติไข่ ๑ ใบ ราคา ๑๐ บาท ต้นทุนไข่ ๕ บาท ถ้าภาษีสักบาทหนึ่งก็รวมทุนประมาณ ๖ บาท ขาย ๑๐ บาท เราก็จะกำไรหรือคนขายจะกำไร ๔ บาท ทีนี้เปลี่ยนใหม่ครับเป็น Model ที่ทรัมป์ (Trump) เขาขึ้นภาษี ต้นทุนเท่าเดิมครับคือ ๕ บาท แต่ถ้าเกิดภาษีเพิ่มขึ้นมาเป็น ๔ บาท รวมเป็น ๙ บาท ถ้าขายราคาเดิมคือ ๑๐ บาทเกิดอะไรขึ้นครับ เขาก็จะกำไรน้อยลง เดิมที่เมื่อสักครู่นี้เขากำไร ๔ บาทตอนนี้เหลือแค่บาทเดียว ถ้าเป็นผู้ประกอบการบอกว่าอย่างไรครับ แบบนี้ไม่ได้ ๆ ฉันต้องการกำไรเท่าเดิม ทำอย่างไรประธานครับ เขาก็ต้องไปเพิ่มราคาที่เป็นราคาขาย Price เพิ่มขึ้นราคาแพงขึ้น เพราะฉะนั้นผลกระทบแรกครับคือ ๑. ราคาแพงขึ้นครับ ๒. ก็คือเรื่องของ Inflation หรือแปลว่าอะไรครับ เงินเฟ้อ เพราะว่าราคามันแพงขึ้นเงินก็จะเฟ้อ และ ๓. ครับ ไทยเองก็จะส่งออกได้น้อยลงครับ ส่งออกไปไหนบ้างครับ ไทยส่งออก ๓ อย่าง คือ ๑. ส่งไป อเมริกาปีประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญนะครับ ๒. ไทยส่งให้ประเทศที่สาม ก็คือเช่น เม็กซิโกหรือแคนาดา แล้วประเทศที่สามก็ส่งกลับเข้าไปอเมริกา อเมริกาบอกทุกคนห้ามส่ง กลายเป็นว่าไทยก็กลายเป็นโดนลดโควตาการส่งออกด้วย และ ๓. คือไทยส่งไปประเทศที่สาม ซึ่งที่ไม่เกี่ยวกับอเมริกา เช่น ส่งไปที่ออสเตรเลีย ส่งไปที่ญี่ปุ่น ส่งไปที่อังกฤษ สุดท้ายแล้วทุกคนที่ เขาส่งไปอเมริกาไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เขาก็ต้องไปแย่งตลาดไทยเรา สรุปแล้ว เราเองก็จะลำบาก ทีนี้เรามี Big Five Big Five ของประเทศไทยมีอะไรบ้างครับ คือ ๑. ก็ เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Semiconductor เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ๒. ก็คือ ด้านเกี่ยวกับโทรศัพท์ ๓. ด้านการยางนะครับ พวกขายยางล้อครับ ๔. ก็คือชัดเจนมากครับ ถ้า ๔ นี่เป็นอะไรไม่ได้ครับ นอกจากจะเป็นตัวคำว่า Diode หรือทรานซิสเตอร์ อ.เอท เรียนมา ด้านอิเล็กทรอนิกส์ครับ และ ๕. ชัดเจนมากครับ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับรถยนต์ครับ Big Five นี้ มีผลกระทบอย่างไม่มากก็น้อย แต่เดี๋ยวอนาคตทรัมป์ (Trump) บอกว่าเขาจะ Exam หรือ ยกเว้นพวก Semiconductor อาจจะดีขึ้นแต่ยางก็ยังโดนอยู่ดีนะครับ อันนี้ยังไม่รวมถึง พวกที่เป็นสินค้าทางเกษตร ทีนี้เรามาดูตัวอักษรที่ ๒ ครับ เดี๋ยวหมดเวลาครับ ตัวที่ ๒ คือ ตัว A ครับ ตัว T A X ตัว A คืออะไรครับ หลายท่านอาจจะเดา A คือ Alternative ครับ แปลว่าทางเลือก เราจะทำอย่างไรดี เอาอย่างนี้ครับ จีดีพีแน่นอนครับถ้าเราผลิตได้น้อยลง จีดีพีก็ต้องลดลง ตอนนี้เรามีจีดีพีประมาณ ๒.๕ ถ้าเกิดเราเจอทรัมป์ (Trump) เข้าไป ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จีดีพีเราจะเหลือประมาณติดลบนะครับ จากเราโตแค่ปีละประมาณ ๒.๕ จะติดลบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเราแย่มาก ๆ ทีนี้ทำอย่างไรครับ รัฐบาลต้องไปเจรจาครับ ไปบอก ๓๖ มันเยอะไป เอาสัก ๑๐ ไหวไหม ถ้า ๑๐ ไหว ถ้า ๑๐ จีดีพีของเราจาก ๒.๕ เปอร์เซ็นต์จะเหลือประมาณ ๑.๖ ก็ยังต่ำมาก ๆ ตรงนี้ถ้า ๑.๖ นี้ เราคือที่สุดรั้งท้ายในอาเซียนแน่นอน ทีนี้เราต้องทำอย่างไร Alternative ครับต้องรีบไป เจรจาหรือจะไปเจรจาแบบแล้วแต่ท่าน จะรีบหรือไม่รีบก็แล้วแต่ท่าน แต่มีอีกหนึ่งทางเลือก อีกหนึ่ง Alternative คืออะไรครับ ท่านต้องหา Big Five ใหม่ครับ Big Five ใหม่ในที่นี้อาจจะมา จาก ๑. Pharmaceutical หรือยา ๒. เรื่องของไม้แปรรูป ๓. จะเป็นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างครับ นี่เลย Copper หรือพวกเกี่ยวกับอะไรครับ เกี่ยวกับทองแดง มันกำลังมา ทองแดง เพราะตอนนี้ บริษัทไทยเรามีทองแดงอยู่นะครับ กว่าเกือบ ๆ ร้อยบริษัทนะครับ เรื่องไม้แปรรูปมีเป็นพัน บริษัทนะครับ และที่สำคัญเรื่องของที่เกี่ยวข้องกับเกษตรแปรรูปเราต้องรีบครับ เกษตรแปรรูป ตอนนี้เราส่งข้าวอย่างเดียวถูกไหมครับ อาจจะมีอะไรบ้างอย่างที่มาทดแทนไหม Big Five ใหม่ ได้ไหมนะครับ แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของอะไรครับ การทำที่ขายเกี่ยวข้องกับ Big Five ใหม่ ก็คือด้าน Energy หรือพลังงาน นี่คือ Big Five ใหม่ครับ เราต้องเปลี่ยนแล้วครับเราจะมาอยู่ แบบเดิม ๆ คิดแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ แต่ได้ผลลัพธ์ใหม่มันเป็นไปไม่ได้ และนี่คือตัว A ของ อ.เอท นะครับเพื่อที่จะแก้ให้จีดีพีเราไม่ต่ำไปกว่านี้หา Big Five ใหม่ครับ และมาถึง ตัวสุดท้ายครับ ไม่ให้เสียเวลาของพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ คือตัว X X ในทีนี้ อ.เอท ขอใช้คำว่าพ้องเสียงครับ ก็คือคำว่า Exchange EX แล้วก็ Change ครับแปลว่าการแลกเปลี่ยน เราต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบ้างขออนุญาตให้ท่านนะครับส่งผ่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ว่าเราต้องทำ ๕ อย่างครับ อ.เอท ขอเสนอแบบง่าย ๆ ๑. คือ ลด ลดอะไรครับ ลดเรื่องของ ภาษี เรากางเลยครับ กระดานภาษีเราเก็บมากี่ตัวนะครับ ยานยนต์เราเก็บ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นมเราเก็บ ๔๐ หรือข้าวโพดเราเคยเก็บ ๒๐๐ กว่าก็ลดลงมา อะไรที่ลดได้ลดครับ ลดเพื่อ ไม่ให้มันมีผลกระทบมากนัก ลดแล้วยังพอแข่งขันได้ ๒. คือเพิ่ม เพิ่มคืออะไรครับ เพิ่มเรื่องของ Import ครับ การนำเข้า Import อะไรถ้าเป็นสินค้าเกษตร ถ้าเราเพิ่มการนำเข้าอเมริกา พวกสินค้าเกษตรเราต้องเยียวยาอย่างไรด้วย ไม่ใช่แค่เพิ่มแต่ไม่มีการเยียวยานะครับ มันต้อง คิดก่อนว่าอะไรควรเพิ่ม แล้วก็เยียวยาอย่างไรคิดให้มันพร้อม ๆ กันนะครับกับที่เคยบอกว่า คิด ครบ คุ้ม ๓ ค นะครับและไปอีกตัวที่ ๓ คือ Bank of Thailand หรืออะไรครับ ธนาคาร แห่งประเทศไทยต้องมีการทำนโยบายใหม่แล้วนะครับ ต้องลดดอกเบี้ยเพื่อให้ผู้ประกอบการ เขาไม่เจ็บไปมากกว่านี้ แค่นี้เขาก็เจ็บแล้วนะครับ และมาตรการที่ ๔ ต้อง Reform ใหม่เลยครับ Reform Structure โครงสร้างต้นทุนของทั้งประเทศ เพราะตอนนี้เราเห็นว่าบางครั้งผลิต ออกมาต้นทุนยังสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ถ้าเปรียบเทียบกับเวียดนาม เวียดนามเขาเฉลี่ย ต่อเดือนประมาณ ๗,๐๐๐ เรา ๑๒,๐๐๐ เราค่อนข้างสูงอยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องแข่งขัน อย่างไรกับการใช้เทคโนโลยีเข้ามานะครับ และมาตรการที่ ๕ มาตรการสุดท้ายนะครับ ที่ Exechang เมื่อสักครู่คือตัว X ของ อ.เอท ก็คือเรื่องของ New World New Ocean Green Ocean หรือจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับ Blue Ocean หรือการตลาด ที่แบบหาตลาดใหม่ครับ เขามาที่เราไม่ได้เราก็ไปที่เขาเลยครับไปที่อเมริกเลย ไปดูสิว่า พวกการลงทุนที่เกี่ยวกับเกษตร การลงทุนที่เกี่ยวกับอาหาร การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Health หรือสุขภาพมันทำได้ไหม มันจะได้เป็นการแลกเปลี่ยนกันแล้ว Win Win แบบที่หลาย ๆ ท่านพูด ขออนุญาตนำเสนอ แล้วก็สนับสนุนทุกท่านก็อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริง ไม่อยากจะให้ประเทศไทย เราเจ็บ สุดท้ายนี้ครับ ก็อยากจะบอกกับท่านประธานว่ารัฐบาลนี่มีเครื่องมืออยู่ ๓ เครื่องมือ ๑. คือเจรจา ๒. คือกำแพงภาษีเรียกว่า Tax จะขึ้นจะลงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลครับ และ ๓. เรื่องของงบประมาณจะขาดดุลจะเกินดุลท่านรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร คงไม่ต้องพูดกันเยอะ นี่คือ ๓ เครื่องมือที่จะต้องมีให้ได้ และที่สำคัญตอนนี้มันอยู่เส้นบาง ๆ เส้นภูเขาบังระหว่าง น้ำขึ้นให้รีบตักกับช้า ๆ ทำพร้าเล่มงาม ท่านต้องคิดแล้วทำอย่างไรดี เพราะว่าช้าไปก็ไม่ได้ เร็วไปก็ไม่ดี ท่านต้องระวังนะครับ แล้วผมขออนุญาตจบด้วยคำว่าแด่ Dare to Think Dare to Act ซึ่งแปลว่า กล้าคิดกล้าทำ แล้วก็จะเปลี่ยนจาก Idea เป็น I do คือจากความคิด ต้องลงมือทำได้แล้ว Respect🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมก็ขอขอบคุณท่านผู้เสนอญัตติศึกษาผลกระทบและมาตรการ รับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาในวันนี้ จริง ๆ แล้วทุกคนก็ได้ทราบ ข่าวนะครับว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้ตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาเพื่อเตรียมการเจรจาเรื่องนี้กับทางประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ได้รับทราบว่าก็มีการ ตอบรับในเรื่องนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเรื่องภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์นั้น เราก็อยู่ใน ระหว่างตรงกลางค่อนข้างที่จะสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะฉะนั้นความกังวลของผู้ประกอบการ แล้วก็ภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรทุกอย่างนี้ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความกังวล เกี่ยวกับเรื่องว่าจะทำให้สินค้านั้นราคาถูกลงจะขายได้น้อยหรือเปล่า เราก็ต้องเชื่อมั่น ในคณะกรรมการที่จะไปดำเนินการเจรจา โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ชุณหวชิร ซึ่งเป็นหัวหน้าในการเจรจาในครั้งนี้ที่จะไปดำเนินการ ก็มีหลายท่านบอกกลัวว่าคณะทำงานนี้จะไปเจรจานำเข้าพวกเครื่องในสัตว์ หรือว่าหมูที่มี สารปนเปื้อเนื้อแดง ผมเชื่อว่าคณะกรรมการนี้คงไม่ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้แน่นอนนะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เรามีการห้ามการใช้เนื้อแดงมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะฟาร์มหมู ที่ประเทศไทยเรานั้นมีเยอะมากโดยเฉพาะที่จังหวัดราชบุรี นครปฐมเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ ก็ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงแล้วในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรก็ต้อง ๑. เราต้องปรับตัวในการที่จะรองรับผลการเจรจาว่าเราจะได้คืนมาเท่าเดิมหรือไม่ ถ้าเราได้มาบ้าง บางส่วนก็เป็นการดีนะครับ หลาย ๆ ท่านก็เสนอว่าให้อดีตผู้แทนการค้า อดีตเลขาดับเบิลยูทีโอ คือท่านศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งเคยไปดำเนินการเรื่องนี้มานี่เป็นผู้ช่วยในการเจรจา ท่านธนกร ก็ยังขอเอ่ยนามท่าน เพราะว่าท่านบอกว่าให้อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จริง ๆ เครื่องมือที่ท่าน มีอยู่แล้วผมอยากจะให้ท่านเจรจาที่ได้ดีที่สุดคือผู้ช่วยซึ่งท่านเคยไปช่วยหาเสียง ค่าแรงท่าน ก็ไม่แพงด้วยวันละ ๓๐๐ บาทเองเมื่อก่อนนี้ได้ไปช่วยผู้สมัครหาเสียงในขณะนั้นนะครับ ก็คือท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอันนี้ผมเชื่อว่าเป็นที่เชื่อถือและความเชื่อมั่นของ ภาคอุตสาหกรรมและพี่น้องประชาชน รวมทั้งทุก ๆ ภาคส่วนด้วยว่าถ้าเกิดเรามีทีมเจรจา ที่มีความเชื่อมั่นและมีความเข้มแข็ง มีความรอบรู้และท่านเดินทางไปทั่วโลกต้องมีสมัคร พรรคพวกที่เป็นผู้สนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ อย่างมากเป็นอย่างยิ่ง ผมก็ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ลืม ความขัดแย้งที่จะไปเจรจาที่จะไปทำให้ประเทศไทยเสียหายนั้นได้หันมาปรองดองให้มา ช่วยเหลือดูแลประเทศชาติในยามที่เกิดวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ พี่น้องประชาชน แล้วก็นักธุรกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมและสมาคม ส่งออก ซึ่งปัจจุบันนี้นักธุรกิจไทยทรัพย์สินนั้นก็ลดลงไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมได้ฟังรายใหญ่ ๆ บอกว่าทรัพย์สินท่านนั้นลดลงไปอีกเป็นจำนวนมาก ทำอย่างจะให้กลับคืนมาได้เพราะว่าหุ้นนั้น ลงไปเหลือประมาณพันเศษ ๆ เอง จากประมาณ ๑,๕๐๐ ๑,๖๐๐ ก็เชื่อว่าหลังจากที่มีการ เจรจาแล้วก็เชื่อมั่นว่าความสำเร็จไม่มากก็น้อย ผมเชื่อมั่นในทีมจะต้องมีผลสำเร็จกลับมาฝาก พี่น้องคนไทยแน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชุติมา คชพันธ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ทุกคน รู้ดีนะคะว่าตลาดสหรัฐอเมริกาคือตลาดที่มีศักยภาพมีความหลากหลายสูงทั้งด้านชีวภาพ และวัฒนธรรม ประชากรมีกำลังซื้อ และคนอเมริกันเองก็ชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้เราเจอกำแพงภาษี สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤติที่หนักและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนะคะ รัฐบาลไทยต้องพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ประชาชนและเกษตรกรของประเทศ อย่างถี่ถ้วน รวดเร็ว และนำสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เคยทำไว้กลับมาพิจารณาและเป็นพื้นฐาน การเจรจาในครั้งนี้ ดิฉันมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันกังวลมาก ๆ ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจครั้งนี้จะได้รับผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐบาลเจรจาไม่สำเร็จและเจรจาล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ ทำไม ดิฉันพูดเช่นนั้น สไลด์ถัดไปเลยค่ะ ทันทีที่คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) มีผล บังคับใช้ ขณะที่ดิฉันกำลังอภิปรายอยู่ตอนนี้ เป็นวันที่ ๙ เมษายนของอเมริกาเรียบร้อยแล้วค่ะ เท่ากับตอนนี้มีผลแล้วเรียบร้อย นั่นแปลว่าผู้ส่งออกของไทย SMEs ของไทยจำนวน ๓,๗๐๐ ราย จะได้รับผลกระทบทันที คิดเป็นมูลค่า ๒.๖ แสนล้านบาท เงินก้อนนี้จะหายวับไปกับตา จะลดลงแค่ไหนหรือโชคดีหน่อยคือทรงตัวแต่ไม่เติบโต ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการเอง ก็ต้องแบกรับภาระทุกอย่างไว้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะยืดไปได้นานแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้นในสไลด์ถัดไป ท่านจะเห็นว่าผู้ประกอบการไทยในอเมริกาเองก็ตามก็ประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นค่ะ เช่น ร้านอาหารไทยพบปัญหาวัตถุดิบเครื่องปรุงจากไทยสูงขึ้นแน่นอนนะคะ ร้านนวด ร้านสปา สมุนไพรไทยมีต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน เพราะต้องนำเข้าสมุนไพรไปจากไทย ดิฉันอยากจะถาม ไปถึงนายกรัฐมนตรีนะคะ ท่านสนับสนุน Soft Power ท่านพูดเสมอเลยถึง Soft Power ดิฉันอยากจะถามว่าแล้วจะสำเร็จได้อย่างไร หากท่านไม่แก้ปัญหานี้ ท่านไม่สามารถเจรจา ให้ทางสหรัฐอเมริกาเขาลดภาษีให้เราได้ ท่านบอกว่า ๑๑ อุตสาหกรรมเป้าหมาย Soft Power ด้านอาหาร สร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เพิ่มการส่งออกและวัตถุดิบจากไทย ให้ต้นทุน ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศด้วยซ้ำ จะสำเร็จได้อย่างไร สไลด์ถัดไปเลยค่ะ กลับมาที่เกษตรกรไทย นี่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ดิฉันเป็นห่วงมาก ๆ เลยคือพี่น้อง ชาวสวนยางพารา ประเทศไทยมีผลผลิตจากยางพารามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกนะคะ ทุกคนรู้ดีว่ายางพาราคือพืชเศรษฐกิจ คืออนาคตของประเทศไทย นี่คืออนาคตของไทยนะคะ ประเทศไทยปลูกยางพาราทุกภูมิภาคเลยค่ะ รวมเป็นพื้นที่ ๒๒ ล้านไร่ เป็นอาชีพที่เลี้ยงปากท้อง เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ บ้านเกิดของดิฉัน เป็นพื้นที่ที่ปลูกยางมากที่สุดถึง ๑๒ ล้านไร่ ทั่วโลกให้การยอมรับว่ายางพาราจากประเทศไทยมีคุณภาพดีที่สุดในโลกแล้วเราก็ผลิตได้เป็น อันดับหนึ่งแต่เรามีคู่แข่งคืออินโดนีเซีย มาเลเซียและประเทศใน CLMV แค่ไม่มีกำแพงภาษี ครั้งนี้เกษตรกรไทยก็แข่งขันกันหืดขึ้นคอแล้วค่ะ ยิ่งเจอแบบนี้เข้าไปยิ่งหนักไปอีกนะคะ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหาค่ะ เพื่อสกัดความเสียหาย ต่อไปค่ะดิฉันอยากจะให้เห็น สถานการณ์ยางพาราล่าสุดนะคะ ยางพาราล่าสุดในจังหวัดพัทลุงก่อนที่จะสหรัฐอเมริกา จะประกาศขึ้นภาษีนำเข้า ตอนนั้นราคาอยู่ที่ ๖๘ บาท เมื่อเช้านะคะพี่น้องชาวสวนยาง แจ้งดิฉันมาค่ะ ราคาเช้าวันนี้เลย ๙ เมษายน เมื่อเช้าราคาตกลงมาเหลือ ๔๗ บาท นี่คือ ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น นี่ยังไม่ทันที่จะแบบว่ายืดยาวอะไรไปเลย นี่น่าจะเป็นค่าตกใจนะคะ ตอนนี้ลงไปขนาดนี้แล้ว ดิฉันอยากจะอธิบายให้ฟังนะคะ มีบางคน ถามดิฉันว่าการที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้ามีผลกระทบต่อพี่น้องชาวสวนยางอย่างไร สไลด์ ถัดไปเลยค่ะ ท่านจะเห็นภาพนี้กระทบกับสวนยางพาราแน่นอน ยางพาราแปรรูปกระทบเต็ม ๆ ยางรถยนต์กระทบมากสุดค่ะ ยางพารา ยางรถยนต์นะคะ ยางพาราแปรรูปเป็นยางรถยนต์ บวกภาษีเพิ่มไป ๓๖ เปอร์เซ็นต์ หากยอดสั่งซื้อรถ ยางแท่ง ยางก้อนก็จัดล้น Stock แน่นอนนะคะ เพราะว่ายางพาราที่ขายปลีกราคาสูงขึ้นคนอเมริกันก็จะหันไปซื้อของประเทศอื่นจะไม่ซื้อ ของจากไทยและถ้าเลวร้ายที่สุด ถ้าโรงงานในไทยปิดตัวหรือย้ายฐานการผลิตไปผลิตยางรถยนต์ ที่ประเทศอื่น นั่นแปลว่าความต้องการน้ำยางในประเทศไทยก็จะลดลง น้ำยางก็จะราคาถูกลง เป็นไปตามหลักอุปสงค์ อุปทาน แต่ในที่นี้หมายเหตุไว้ว่า ยางพาราธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบนั้นได้รับการยกเว้นภาษี แต่กระทบ เต็ม ๆ คือยางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยเราผลิตยางรถยนต์เยอะมาก ดังสไลด์ถัดไปนะคะ ผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ส่งออกไปอเมริกาเป็นยางรถยนต์ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถุงมือยาง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ท่อยาง ๓ เปอร์เซ็นต์ และถุงยาง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะให้ทุกคนเห็น ในสไลด์ถัดไป ข้อกังวลของดิฉันค่ะ ดิฉันไปพบข้อมูลมา ดิฉันมานั่งดูนั่งวิเคราะห์ ดิฉันกังวลค่ะ ในสไลด์ถัดไปเลยนะคะ ราคาขายปลีกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะยางรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบัน มีมูลค่านำเข้าถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้าน U.S. Dollar ราคาขายปลีกที่สูงขึ้นนั่นแปลว่าคนอเมริกัน ก็จะซื้อยางรถยนต์ของประเทศไทยน้อยลง ทำให้เราเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ให้แก่ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ทำไมดิฉันพูดแบบนั้น ดูตารางนี้เลยนะคะ ประเทศไทยเราเป็นอันดับหนึ่ง เรานำเข้าในแง่ปริมาณถึง ๔๒ ล้านยูนิต ในตอนนี้สูงที่สุดแล้ว นำประเทศอื่นแล้วนะคะ แต่เมื่อดูอัตราภาษีเดิมบวกกับของใหม่เป็น ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บวกกับซีไอเอฟเข้าไปเราจะเป็นตัวเลขที่ ๕๗ ค่ะ ประเทศอินโดนีเซียอันนี้ไม่น่ากังวล เพราะว่าเขาบวก Rate ใหม่แล้วเขาเป็น ๗๕ แต่ที่ดิฉันกังวลคือเวียดนามค่ะ อันนี้น่ากลัวมาก ๆ แม้เราจะเห็นว่าภาษีนำเข้าเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ก็จริงนะคะ แต่เมื่อเราดูของเดิม ภาษีเดิม ซีไอเอฟบวกของใหม่ของเขาจะตกอยู่แค่ ๕๔ เท่านั้น แต่ในขณะที่ของเราเป็น ๕๗ ถ้าเป็นคน อเมริกันเขาก็ต้องซื้อของเวียดนามเพราะถูกกว่า กัมพูชาค่ะ กัมพูชาเราดูแล้วภาษีนำเข้าเป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ดูสูงกว่า แต่เมื่อเราไปบวกกับซีไอเอฟ บวกกับ Rate ใหม่ของเขาตกอยู่แค่ ๕๖ ต่ำกว่าเราอยู่ดีนะคะ ฟิลิปปินส์ค่ะ ฟิลิปปินส์ภาษีนำเข้า Rate ใหม่คือ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไปบวกซีไอเอฟและภาษี Rate ใหม่ของเขาเป็น ๕๕ นั่นแปลว่าเรามีโอกาสที่จะเสี่ยง เสียแชมป์ให้กับประเทศอื่น ๆ นะคะ ยิ่งถ้าเวียดนามเจรจาสำเร็จเขายิ่งได้เปรียบเราค่ะ ดิฉัน อยากจะเร่งรัฐบาลให้เจรจาให้ได้ให้สำเร็จนะคะ ไม่อย่างนั้น Champ อันดับหนึ่งที่เราครอง มาตลอดนี่เราเสีย Champ แน่นอน ต่อไปค่ะ ยางรถบรรทุกมูลค่านำเข้าร่วมปัจจุบัน ๖,๐๐๐ กว่าล้าน USD ดิฉันกังวลเช่นเดียวกันค่ะ เพราะเมื่อราคาขายปลีกสูงขึ้นอเมริกันก็จะไปซื้อยาง ของประเทศอื่น ทำให้เราสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และที่น่ากลัว ที่สุดคือเม็กซิโกค่ะ ดูตัวเลขตามตารางนี้นะคะ เราเพิ่มขึ้นเป็น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ค่ะ เมื่ออัตราใหม่ ซีไอเอฟบวกกับภาษีใหม่เป็น ๑๔๖ ค่ะ อินโดนีเซียเพิ่ม ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขเมื่อรวมกัน แล้วกับซีไอเอฟเป็นแค่ ๙๓ เท่านั้น ดิฉันเป็นคนอเมริกาดิฉันก็ซื้อของอินโดค่ะ เวียดนาม เขาเพิ่มเป็น ๔๖ เปอร์เซ็นต์ก็จริงในภาษีนำเข้า แต่เมื่อมาบวกกันแล้วนี่ซีไอเอฟบวกภาษีใหม่ เขาต่ำกว่าเรานะคะ อยู่แค่ ๑๑๗ เท่านั้น นั่นแปลว่ายางรถยนต์จากเวียดนามจะขายได้ถูกกว่า ยางรถยนต์ของไทย ถ้าดูตารางนี้ของเราเป็น ๑๔๖ ของเขา ๑๑๗ ไปดูของกัมพูชาค่ะ ของเขาภาษีนำเข้าบวกเพิ่ม ๔๙ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเราก็จริงค่ะ แต่เมื่อไปบวกซีไอเอฟกับ ภาษีใหม่แค่ ๑๒๖ เท่านั้น เม็กซิโกดิฉันกังวลที่สุดค่ะ เม็กซิโกเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ของสหรัฐ เขาบวกไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน Rate ใหม่ แต่เมื่อไปคิดแล้วของเขาจะตกอยู่แม้จะ รวมภาษีใหม่แล้วแค่ ๑๒๕ เท่านั้น และมีศักยภาพมาก เพราะว่ามันอยู่ใกล้กัน การขนส่ง อะไรใกล้กว่า สะดวกกว่าเรานะคะ เพราะฉะนั้นมีโอกาสสูงมากที่ประเทศเราจะเสี่ยง เสีย Champ ยางรถยนต์ที่เราครอง Champ มาตลอดถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรหรือไม่เด็ดขาด ดังนั้นสุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลว่าถึงแม้ท่านจะส่งทีมไทยแลนด์ไปแล้วแต่ดิฉัน ก็ยังไม่สบายใจนะคะ ดิฉันเชื่อมั่นในศักยภาพ แต่ดิฉันมองว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำ รัฐบาลท่านต้องแสดงบทบาทนำทางการเมืองมากกว่านี้ค่ะ โดยการหารือโดยตรงกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ด้วยเช่นเดียวกัน ถึงแม้ท่านจะใช้วิธีทางการทูตแล้วก็ตาม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศโดยแท้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทางการเมือง การหารือในระดับผู้นำจะเปิดทางไปสู่การเจรจาในระดับเทคนิคที่ราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เราต่างก็เห็นแล้วว่าลักษณะการสั่งการของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เป็นลักษณะแบบ Top Down ประเด็นการหารือระดับผู้นำสิ่งที่ต้องการคือ Commitment ค่ะ การแสวงหา ทางแก้ไขในกรอบระยะเวลาที่กำหนด อันจะเป็นการสร้างความชัดเจนให้กับฝ่ายเจรจา ทางเทคนิคที่จะบรรลุเป้าหมายทางนโยบายได้อย่างรวดเร็วต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนั้นดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ประกอบการรายย่อยเกษตรกรของไทยจะได้รับการดูแล อย่างทั่วถึงเดินหน้าทำมาหากินกันได้อย่างหมดห่วง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือ ในกรรมาธิการจะได้ทางออกที่เป็นรูปธรรมนำไปสู่การปฏิบัติโดยที่ประเทศไทยยังคงยืนหยัด ได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลกค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนันทนา สงฆ์ประชา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่เสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษา ผลกระทบมาตรการรับมือการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลกระทบกับ ประเทศไทย กระทบกับประเทศทั่วโลก มันเป็นสงครามในรูปแบบใหม่ค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เริ่มกำหนดจะจัดเก็บภาษีใหม่นำเข้าสินค้า จากประเทศไทยเหมารวมในอัตราร้อยละ ๓๖ สินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตรนี้ มันมีอยู่ ๔ ประเภทที่ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด ๑. ข้าว ๒. มันสำปะหลัง ๓. ยางพารา และ ๔. อาหารทะเล เราจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่าเราไม่ได้โดน ๓๖ นะคะ อย่างเช่นข้าวหอมมะลิไทย ปัจจุบันเราส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเราถูกเก็บอัตรา ภาษีอยู่ที่ ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าวันนี้ซึ่งเป็นเวลาวันที่ ๙ เมษายนตามกำหนดถ้าเราต้องถูก บวกอีก ๓๖ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงข้าวหอมมะลิไทยจะถูกเก็บถึง ๔๗.๒ เปอร์เซ็นต์นะคะ ท่านประธาน สิ่งที่น่ากังวลมากผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด มันคือมันสำปะหลัง เดิมเราถูกเก็บ อยู่ที่ ๗.๙-๑๑.๓ ถ้าโดนอีก ๓๖ นี่จะอยู่ที่ ๑๓.๙ หรือ ๔๗.๓ ถ้าพูดถึงยางพารา เดิมเราถูก จัดเก็บในอัตราร้อยละประมาณ ๖.๔ ถ้าบวก ๓๖ นั่นถึงใหม่ เราจะถูกถึง ๔๒.๔ มาอาหารทะเล ถ้าทะเลเราต้องมองเป็น ๒ มิติว่า ถ้าบรรจุกระป๋องเราจะเสียภาษีเดิมอยู่ประมาณ ๔.๙-๑๒.๕ ถ้าโดนอีก ๓๖ เราจะสูงถึง ๔๐.๙ และถึง ๔๘.๕ เลยนะคะ ถ้ากุ้งแช่แข็งโดนอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าบวกอีก ๓๖ เท่ากับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคการเกษตรล่มสลายแน่นอน ดิฉันอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ว่าการไปเจรจานี่มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วสงครามต้องจบโดยการเจรจา แต่ถ้าเราไปเดี่ยว มีตัวอย่างนะคะว่าประเทศที่ไปเดี่ยวแล้วนี่ ส่งออกมาประเทศฉัน ฉันจะไม่เก็บภาษีอเมริกาเลย สักบาทเดียว บอกไม่พอ ดิฉันเลยอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าหันกลับมา หันกลับมาเป็นผู้นำ อาเซียน เรามีอาเซียนอยู่ที่ ๑๐ ประเทศ เรามีมิตรที่ดี ประเทศที่มีความรักใคร่เป็นมิตรที่ดี ไม่ว่าจะเป็นจีน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศอินเดียซึ่งมีประชากร จำนวนมาก อาเซียนบวกสาม บวกอินเดียด้วยอาจจะเป็นอาเซียนบวกสี่หันกลับมาดูว่าเราค้าขาย อะไรกัน มา Trade กันใหม่ สินค้าไหนที่เคยซื้อน้อยซื้อให้มันมากสินค้าอะไรที่จะมาแลกเปลี่ยน กันได้ ณ วันนี้ค่ะท่านประธาน เจรจามันอีกยาว แต่วันนี้เราต้องคิดว่าเราจะ Trade กันเอง ด้วยสินค้าอะไรบ้าง แล้วค่อยมาหารือและทบทวนว่าเราจะไปเจรจากับประเทศสหรัฐอเมริกา ในสินค้าตัวไหน ไปแบบเจรจาในภาพของอาเซียนมันถึงจะมีน้ำหนัก อันนี้เป็นในแนวคิด ของตัวดิฉัน ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าประเทศไทยเรามีเป้าหมายที่จะเป็นครัวของโลก ดิฉัน เป็นผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้มาหลายสมัย มีเป้าหมายมาตลอดแล้วทำสำเร็จด้วย กระทรวง พาณิชย์จะจัดงาน THAIFEX ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี เราจะเห็นว่าบริษัทส่งออก ในภาคการเกษตรมีเป็นพัน ๆ บริษัท Buyer มาจากทั่วโลกมาซื้อสินค้าจากประเทศของเรา และเรายังเชิญกลุ่มอาเซียนอีกมาแสดงสินค้าแล้วก็จำหน่ายสินค้าในงาน THAIFEX ที่กระทรวง พาณิชย์จัดขึ้นทุกปี ดิฉันอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะคะว่าถ้าเราโดนภาษีแบบนี้มันส่งออก โดยประเทศไทยเจ๊งตั้งแต่ยังไม่ได้คิดเลยค่ะท่านประธาน ถ้าจะไปต้องไปเจรจาแบบอาเซียนค่ะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราต้องคิดระยะสั้นก่อน หาตลาดใหม่อย่างที่ทุกคนได้กราบเรียน ในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศอาร์เจนตินา บราซิล เวเนซูเอลา หรือแม้แต่เปรู ถ้าเรามองหันกลับมาแถบประเทศแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นคองโก ซิมบับเว รวันดา หรือยูกันดา ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ต้องการอาหารโดยเฉพาะอาหารทางภาคการเกษตร กุ้งแช่แข็ง อาหารทะเลต่าง ๆ ใช้ทูตสิคะประธาน วันนี้ในเมื่อเราลำบากทูตต้องทำงาน ประชุมทูตเลยค่ะ เรียกทูตทั่วโลกกลับมายังประเทศไทย และใช้ทูตนี่เป็นผู้แทนการค้าของ ประเทศไทยในการเจรจาว่า เฮ้ยเราเคยขายให้คุณในราคานี้ ถ้าเราบวกกับภาษีของอเมริกาแล้ว เราขายให้เขาต่ำกว่านั้นก็ได้ ช่วยกันในภาวะแบบนี้ ดิฉันขอฝากให้กำลังใจทีมเจรจา แต่ก็หวั่นใจ ว่าถ้าเราไปเดี่ยวมันไม่เหมือนกับไปแบบมีพลังในอาเซียนนะคะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัสริน รามวงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ ดุสิต พรรคประชาชน มาตรการของทรัมป์ (Trump) ส่งผลกระทบ ถึงคนในบ้านของคนไทยค่ะ วันนี้ดิฉันขอพูดถึงประเด็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ แล้วก็เครื่องทำความเย็น หรือว่าแอร์นั่นเองค่ะ แล้วก็อยากให้เรานึกถึงหน้าคนทำ คนผลิตสิ่งเหล่านี้ เพราะคนทำไม้ และแอร์กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าของบ้านเราส่งออกเป็น อันดับ ๑ แต่บัดนี้เราจะส่งสินค้าไปสหรัฐได้น้อยลงค่ะ ตลาดที่สำคัญที่สุดของเรากำลัง จะอันตรธานหายไป นี่คือช่วงเวลาท้าทายค่ะท่านประธาน ท่ามกลางเศรษฐกิจเปลี่ยวเหงา เช่นนี้นะคะ เราไม่อาจปฏิเสธถึงผลกระทบที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การชะลอตัวของ ภาคการผลิต การเลิกการจ้างงาน ตลอดจนความเสียหายทางเศรษฐกิจแผ่ทั่วไพศาลค่ะ ตอนสมัยทรัมป์ (Trump) ๑ ณ เวลานั้นเศรษฐกิจโลกก็มีการหดชะลอตัวลงไป มาครั้งนี้ เป็นการขึ้นภาษีที่หนักกว่าเดิมแบบเฉพาะเจาะตัวในประเทศถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันขอมา ว่าด้วยเรื่องของไม้ ดิฉันอยากจะพาท่านประธานไปดูพื้นที่ที่บางซื่อ ดุสิต ใกล้ ๆ กับรัฐสภา เรานี่เองค่ะ เรามีซอยค้าไม้ย่านค้าไม้บางโพ หรือว่าถนนสายไม้ หรือว่าซอยประชานฤมิตร เป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีผู้ประกอบการมากกว่า ๒๐๐ ราย และมีการสร้างงาน สร้างอาชีพ งานไม้ของบางโพเป็นงานฝีมืออันล้ำค่า มีการจ้างงาน จ้างอาชีพ เป็นศิลป์ล้ำค่าของคนทำไม้ ตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ในประเทศไทยก็เป็นอีกตลาดที่ดิฉันมองว่าเสี่ยงอันตรายที่ได้รับผลจาก มาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐรอบนี้ค่ะ เพราะว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพิงการส่งออก ไปยังสหรัฐอเมริกาสูงมาก ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ของไทยในปี ๒๕๖๗ ทั้งปี มูลค่า ส่งออกไปทั่วโลกประมาณ ๑๐,๘๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้มูลค่าที่ส่งออกไปยังสหรัฐประเทศเดียว มูลค่ามากถึง ๘,๕๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๗๘ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่ผู้ประกอบการไทยส่งออก ไปทั่วโลก ส่วนยอดส่งออกล่าสุด ๒ เดือนแรกของปี ๒๕๖๘ ตั้งแต่มกราคมถึงกุมภาพันธ์ ยอด ๒ เดือน เราโตขึ้นกว่าปีก่อน แต่สัดส่วนของตลาดอเมริกาเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น ๘๑.๓๙ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสหรัฐตั้งกำแพงสูงขนาดนี้ข้าวของบ้านเราก็คงจะสู้ราคาเขาไม่ไหวค่ะ เพราะว่าเราโดนภาษีสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศนะคะ สินค้าเหล่านี้ก็จะต้องไปหาตลาดทดแทน ความท้าทาย ๒. สินค้าไม้ส่งออกไปสหรัฐ เมื่อดูข้อมูลในประเทศเรา มีสัดส่วนการส่งออกไป สหรัฐสูงมากนะคะ แต่ว่าเมื่อดูข้อมูลการนำเข้าของสหรัฐนำเข้าจากเราน้อยมากนะคะ ข้อมูล จากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ ปี ๒๐๒๔ สหรัฐนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ หมวดพิกัดศุลกากร รหัส HS เดียวกันมูลค่านำเข้ารวมกว่า ๑๔,๘๐๐ ล้าน U.S. Dollar ค่ะ เป็นยอดจากไทยเพียง ๓๐๒ ล้านดอลลาร์ หรือว่าคิดเป็นเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์จากยอดนำเข้าทั่วโลกนะคะ เราอยู่ที่ อันดับ ๙ ค่ะ ในขณะที่ประเทศสหรัฐนำเข้า ๒ อันดับแรกคือเวียดนามกับจีน ยอดมูลค่า นำเข้า ๒ ประเทศนี้รวมกันถึง ๗,๗๐๐ ล้านดอลลาร์ค่ะ มากกว่าที่นำเข้าไทยถึง ๒๕ เท่าค่ะ ทั้งจีนแล้วก็เวียดนามต่างก็โดนมาตรการภาษีจากสหรัฐหนักกว่าเราค่ะ สินค้าส่งออกปริมาณ มหาศาลนี้ก็ต้องมาหาตลาดใหม่แบบเดียวกับเราเช่นกัน ย่อมจะเกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในตลาดทดแทนอย่างแน่นอนค่ะ สินค้าจากไทยที่เคยส่งออกไปสหรัฐเมื่อส่งออกไม่ได้ผู้ผลิต ก็เสียหาย รายได้ลด ต้องดิ้นรนหาตลาดใหม่ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นค่ะ สินค้าที่เคยส่งออกเมื่อขายไม่ได้ก็จะกลับเข้ามาขายในประเทศเราเองค่ะ ทำให้ราคาลดลง อาจเกิดสินค้าล้นตลาด กำลังผลิตมากกว่ากำลังซื้อค่ะ คำถามค่ะ เราเตรียมตัว พร้อมแล้วหรือยังนะคะ เพราะถ้าไม่มีมาตรการรับมือสินค้าที่เคยส่งออกกลายเป็นว่ากลับมา ขายคนไทยด้วยกันเองยังมีสินค้าที่ราคาถูกจากต่างชาติเข้ามาผสมโรงอีก งานนี้คนไทยก็ถือว่า มีแต่เสียกับเสียค่ะ ประเด็นต่อมาค่ะ ผลกระทบจากตลาดไม้นะคะ ไม่ได้กระทบเพียง ผู้ส่งออกนะคะ อย่างในโซนบางโพพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อจำหน่าย ในประเทศก็จริงอยู่ค่ะ แต่ว่าเมื่อสินค้าส่งออกกลับมาล้นตลาดในประเทศ อย่างไรก็ได้รับ ผลกระทบค่ะ ดิฉันก็ขอฝากไปยังรัฐบาลให้เห็นหัวอกผู้ประกอบการไทยค่ะ โดยเฉพาะธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดไม่ใหญ่มากที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร เหล่านี้ก็คือเศรษฐกิจ ชุมชน เป็นการจ้างงานของคนในพื้นที่ คนท้องถิ่น โรงทำไม้เฟอร์นิเจอร์ อย่างในพื้นที่ดิฉัน อย่างบางโพ บางซื่อแล้วก็ที่อื่น ๆ ในประเทศไทยค่ะ การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐกระทบต่อ คนไทยแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันนะคะ แต่ว่ารัฐบาลก็ต้องช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ใช่ นายทุนเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม้มาแล้วนะคะ เรามากันที่แอร์นะคะ หรือว่า AC กันบ้างค่ะ ดิฉันอยากจะพูดเพราะว่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกันค่ะ เพราะว่าตลาดทั้ง ๒ ตลาด ไม้ แอร์ เรามีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลักทั้งคู่ค่ะ ปี ๒๕๖๗ กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดเครื่องปรับอากาศ ขึ้นต้นด้วยรหัส ๘๔๑๕ ไปต่างประเทศประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะคะ ซึ่งตลาดคู่ค้า อันดับ ๑ ก็คือสหรัฐค่ะ คิดเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์หรือเกือบ ๆ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทของ ยอดส่งออกทั้งหมด ถ้ามองจากฝั่งสหรัฐนะคะ แล้วก็ผู้นำเข้าแอร์ปีหนึ่งประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านดอลลาร์นะคะ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐค่ะ พบว่าไทยส่งออกไปสหรัฐ เป็นอันดับ ๓ ค่ะ ยอดที่สหรัฐนำเข้าราว ๆ ๑,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ค่ะ หรือเทียบเป็นสัดส่วน เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไม่น้อยเลย รองจากเม็กซิโกกับจีนนะคะ ซึ่ง ๔ อันดับแรก แคนาดาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่รวมยอดส่งออกนะคะ ถือว่าทิ้งห่างประเทศอื่น ๆ ที่ส่งออกไป สหรัฐอยู่มากโขทีเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะให้ลองคิดไปอีกขั้นนะคะว่าแอร์ที่เรา ส่งไปสหรัฐนะคะ หลาย ๆ รุ่น หลาย ๆ Brand นะคะ ต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ในไทยอีกที อย่างเช่น บริษัทญี่ปุ่นหรืออย่างค่ายอเมริกันอย่าง Carrier หรือ Trane เองก็ตาม ซึ่งถ้าวันนี้เขาเจอกำแพงภาษีสูงมากขนาดนี้ก็ไม่คุ้มที่จะผลิตที่นี่อีกต่อไป ก็อาจจะย้ายฐาน การผลิตในที่สุดค่ะ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงค่ะ แล้วก็จะส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในโรงงานแอร์ อย่างนี้โดยตรงค่ะ คนตกงานค่ะ Supplier ที่อยู่ในห่วงโซ่ก็จะโดนกันถ้วนหน้าค่ะ สุดท้าย ก็จะเป็นคลื่นซัดเศรษฐกิจไทยทั้งระบบค่ะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาค่ะ ควรจะต้องระวังโรงงาน ที่รับทำโออีเอ็มหรือว่ารับจ้างการผลิตให้ Brand ที่ขายในสหรัฐเนื่องจากการขึ้นกำแพงภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ราคาสินค้าจากไทยแพงขึ้นทันที แล้วก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถ แข่งขันทางราคากับประเทศอื่นที่โดนกำแพงภาษีต่ำกว่าเราได้ค่ะ ดิฉันขอยกตัวอย่างจากคน อเมริกาที่เคยซื้อสินค้าจากไทย ๑๐๐ บาทก็จะกลายเป็น ๑๓๖ บาททันที แต่ถ้าเขาสั่งซื้อ จากประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์นะคะ ตัวเลขนี้จะเป็นเพียง ๑๑๗ บาท เพราะเขา โดนที่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ แล้วคนอเมริกันจะเลือกไหมว่าจะเลือก ๑๓๖ บาทหรือ ๑๑๗ บาทค่ะท่านประธาน การตั้งกำแพงที่สูงลิบลิ่วขณะนี้ของสหรัฐส่งผลกระทบต่อ ประเทศไทยอย่างแน่นอนค่ะ ดิฉันขอให้รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ๒ กลุ่มที่ดิฉันกล่าวไป แล้วก็มีการเตรียมรับมือแล้วก็ต่อรองการค้ากับสหรัฐค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น เราก็ควรหาทางในการรับมือสินค้าที่จะทะลักจากประเทศผู้ผลิตที่หาทางลงจากสินค้าไม่ได้ เราก็ต้องมาลงที่ประเทศไทยนี่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตในประเทศเกิดความเสียหาย อย่างใหญ่หลวงค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในฐานภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะมี ผลกระทบกับในประเทศไทย อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในร้อยเปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยที่ส่งออกเข้าไปในสหรัฐอเมริกาเศรษฐกิจของไทย ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะครับ แต่ ๙ เปอร์เซ็นต์ก็ประกอบไปด้วยหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องอุตสาหกรรม เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องยางพารา แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศไทย คือสินค้าเกษตรนะครับ มีผู้อภิปรายหลายท่านได้พูดซ้ำ ๆ กันในหลาย ๆ ประเด็นเหมือนกัน ในเรื่องสินค้าเกษตร อย่างเช่น ข้าวโพดที่กำลังจะส่งผลกระทบถ้าผู้ที่จะไปเจรจาเรื่องการค้า กับประเทศสหรัฐถ้ายังจะเอาข้าวโพดเข้ามาในประเทศไทยอันนี้น่าเป็นห่วงมากนะครับ ผมมี ข้อสังเกตอย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้วในอัตรา ๓:๑ ในประเทศไทย ข้าวโพดก็ส่งผลในประเทศไทยกับ สินค้าเกษตรมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ซึ่งตอนนี้ในประเทศไทย ก็ถือว่าย่ำแย่ทีเดียว แล้วก็ยังเกิดปัญหาหนักที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข พี่น้องประชาชนก็ได้แต่ ทำแล้วไม่ได้กำไร ทุนก็ยังจะไม่ค่อยได้คืน ขาดทุนค่าแรงงานที่ต้องทำอย่างนี้ไปตลอด เราจะปล่อย ให้พี่น้องประชาชนประเทศไทยเป็นอย่างนี้เชียวหรือครับ ผมคิดว่ามันน่าจะมีทางออกดี ๆ มากกว่านี้ ซ้ำร้ายก็ยังมาเจอเรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกาที่จะต้องเพิ่มขึ้นอีก ที่กระทบแน่ ๆ คือ อีก ๒ ๓ เดือนที่จะถึงฤดูข้าวนาปีในเร็ว ๆ วันนี้ เช่น ข้าวหอมมะลิที่ส่งเข้าไปในอเมริกาเยอะ ก็ส่งผลกระทบแน่นอน คืออย่างไรเขาก็ต้องเพิ่มแต่การเจรจาจะเจรจาได้แค่ไหนอันนั้นก็อยู่ ในส่วนตรงนั้น แต่สิ่งที่น่าห่วงที่สุดก็คือข้าวโพดที่จะเอาเข้ามาหรือจะไปแลกเปลี่ยนสินค้า เข้ามาในไทยตอนนี้เป็นอันตรายมาก ๆ เลย ตรงนี้ผมขออนุญาตว่าต้องทบทวนแล้วก็วิเคราะห์ ให้ดีเลยนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วก็ยังพอมีทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับสินค้าเกษตรที่เข้ามา ในไทย อย่างเช่น ประเทศยูเครนเขาก็ยังมีข้าวโพดเหมือนกันแล้วก็มีข้าวสาลีนะครับ ประเทศ บราซิลมีถั่วเหลืองมีอะไรพวกนี้จริง ๆ แล้วถ้าเราลดเรื่องข้าวโพดลงไปเอาเรื่องที่ประเทศไทย ผลิตได้น้อย อย่างเช่น ถั่วเหลืองมาทดแทนในการแลกเปลี่ยนสินค้าของอเมริกาก็ยังถือว่า เป็นทางออกหนึ่งที่น่าใช้แล้วก็น่าเจรจามันจะเกิดผลดีกับในไทยเราซึ่งมันจะไม่กระทบหรือกระทบ น้อยมากนะครับ อันนี้ก็ต้องฝากทีมงานท่านรองนายกรัฐมนตรีที่จะต้องไปเจรจาเลยครับ ผมห่วง เรื่องข้าวโพดเพราะว่ามันกระทบหนักจริง ๆ สำหรับในประเทศไทย ณ ตอนนี้ ตอนนี้ก็ย่ำแย่ อยู่แล้วครับก็ต้องฝากเรื่องนี้จริง ๆ ขอเรื่องเดียวเลยครับท่านประธานเน้นเรื่องนี้มาก ๆ เรื่องข้าวโพดเพราะว่าในประเทศไทยก็ถือว่าล้นแล้วก็ถือว่ายังไม่ทะลักออกไป ฝากเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านการณิก จันทดา เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ การที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์🔗
ผลกระทบทางตรงประการแรกที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย นั่นก็คือไทยขายของ ให้สหรัฐได้น้อยลงค่ะ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐมากที่สุดนะคะก็จะเป็นสินค้าประเภท อิเล็กทรอนิกส์แล้วก็ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรสาร HTD Semiconductor สินค้าเหล่านี้ละค่ะมันคือภาคการผลิตค่ะและ ภาคการผลิตนี้เองนะคะเป็นจุดเริ่มต้นของการจ้างงานค่ะ ถ้าโรงงานขายของได้น้อยลงนะคะ จะเกิดอะไรขึ้น ก็คือจะเกิดการลดชั่วโมงการทำงาน เกิดการลดค่าจ้างรวมไปถึงการเลิกจ้าง คนงานจำนวนมหาศาลนั่นเองค่ะ ข้อมูลจากสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวง อุตสาหกรรมบอกว่าพี่น้องแรงงานในอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนถึงหลักล้านคนเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากคนจำนวนมากเหล่านี้ตกงาน ดังนั้นข้อเสนอสำหรับผลกระทบ ประการแรกของดิฉันต่อรัฐบาลนะคะ รัฐบาลต้องมีมาตรการในการดูแลแรงงานที่ถูกเลิกจ้างค่ะ ในปีที่ผ่านมามีการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยถึง ๖,๐๐๐ กว่ารายนะคะ ย้ำนะคะนี่คือการเลิกจ้าง และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยค่ะ ซึ่งผิดกฎหมายแรงงานนะคะ แม้พนักงานตรวจแรงงานนี้จะมี คำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้างเหล่านี้เงินรวมกันทั้งหมดที่นายจ้างทั้งประเทศค้างจ่ายแรงงาน คิดเป็นจำนวนถึง ๒,๘๘๘ ล้านบาท หากรัฐบาลเจรจาไม่สำเร็จค่ะก็จะมีการเลิกจ้างโดยไม่จ่าย ค่าชดเชยอีกมหาศาลและนับไม่ถ้วน ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการได้แล้วว่าจะแก้ไขปัญหา อย่างเป็นระบบนี้ได้อย่างไร สำหรับคนที่ตกงานนะคะไม่ว่าจะเป็นเพราะว่าทรัมป์ (Trump) หรือไม่ก็ตามนี่ พวกวิกฤติต่าง ๆ อย่างโควิดที่เราเห็นนะคะเกิดโรงงานปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก รัฐบาลก็ต้องดูแลเหล่าคนที่ตกงานเพราะนอกจากเขานี่จะต้องดูแลตัวเองแล้วสูญเสีย ความสามารถในการทำงานสร้างคุณค่าแก่สังคม เขายังต้องดูแลครอบครัวค่ะ และครอบครัว ที่เขาดูแลก็เกิดจากการจ้างงานของเหล่าทุนต่างชาติ และเหล่าทุนจากสหรัฐที่เข้ามาลงทุน ในประเทศไทยนี้เอง ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุกค่ะ โดยรัฐบาล ต้องเพิ่มประกันการว่างงานให้คนสามารถดูแลตัวเองได้ดีระหว่างช่วงหางาน เพิ่มงบประมาณ ให้กรมการจัดหางานในการจับคู่แรงงานที่ตกงานกับตำแหน่งงานใหม่ค่ะ จัดโครงการ Re-Skill Up-Skill ครั้งใหญ่เพื่อหาแรงงานมาทดแทนค่ะ Replacement แรงงานไปสู่อุตสาหกรรม เป้าหมาย อย่างเช่นอุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้านอกจากจะช่วย แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ให้ไทยหลุดออกจากกับดัก ขออภัยค่ะ อุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ไทยหลุดออกจากกับดักรายได้ประเทศปานกลางแล้วนี่ ยังทำให้คนไทยได้ขนส่งสาธารณะในราคาที่ถูกค่ะ พี่น้องที่ไม่มีรถยนต์นะคะสามารถใช้ได้ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดค่าครองชีพ และนี่ละค่ะมันคือเศรษฐกิจปากท้องเพื่อพี่น้อง คนไทยที่แท้จริงด้วยนะคะ🔗
ผลกระทบประการที่ ๒ ค่ะที่ไทยจะต้องเจอ ประเทศอื่น ๆ นะคะที่เขาโดน ภาษีเหมือนกันกับประเทศไทย สิ่งที่เขาทำก็คือเขาหาฐานการผลิตใหม่ค่ะ ที่มีการเสียภาษี น้อยกว่าเพื่อหาฐานการผลิตส่งออกแทน อย่างเช่นจีนย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ไทย แต่ว่า โรงงานจีนกลับใช้ผู้บริหารจีน ใช้แรงงานจีน วิธีการผลิตแบบจีน วัสดุ วัตถุดิบก็นำเข้ามาจาก จีนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่นี่อาจจะมีการผิดกฎหมายเกิดขึ้นค่ะ แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน ประเทศไทยก็แค่เป็นแผ่นดินไทยที่ตั้งของโรงงานและชื่อประเทศไทยที่ใช้ในการส่งออก เพียงเท่านั้นค่ะ แล้วแบบนี้ประเทศดี ๆ อื่น ๆ ที่เขาเจอภาษีเหมือนกันที่เขาหนีมาลงทุน ที่ประเทศไทยเขายิ่งไม่อยากมาลงทุนในประเทศไทยบ้านเรานี้เองค่ะ ปัญหานะคะนอกจาก ที่โรงงานทุนจีนจะไม่จ้างคนไทยแล้ว บางโรงงานมีการละเมิดสิทธิแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับทำ OT การไม่จ่าย OT รวมไปถึง การไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยในเวลาทำงาน แถมบางที่มีการล่วงละเมิดทางเพศแรงงานหญิง อีกเพียบค่ะ และแรงงานหญิงเหล่านี้ยืนทำงานอยู่ดี ๆ ก็ถูกผู้บริหารชาวต่างชาติเหล่านี้ จับลูบไล้ ดังนั้นข้อเสนอของดิฉันสำหรับผลกระทบข้อที่ ๒ นั่นก็คือรัฐบาลต้องดูแลสิทธิ แรงงานให้ดี กระทรวงแรงงานต้องหมั่นตรวจสอบโรงงานต่างชาติโดยเฉพาะโรงงานที่ผิด กฎหมายค่ะ ต้องกล้าชนกับกลุ่มทุนต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายในไทยที่กำลังทำร้ายพี่น้องคนไทย รัฐบาลต้องเป็นที่พึ่งของพี่น้องแรงงานไทยให้ได้ โดยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสโดยการให้ BOI กำหนดให้บริษัทที่อยากมาลงทุนในไทยนี่ต้องจ้างคนไทยมากกว่าต่างชาติค่ะ พัฒนา ทักษะให้คนไทยและบังคับให้โรงงานเหล่านี้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย และ BOI เอง ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขด้านสิทธิแรงงานไว้ด้วย ให้บริษัทที่มาลงทุนในไทยถูกเพิกถอน ใบอนุญาตหากละเมิดสิทธิแรงงาน สำหรับข้อเสนอสุดท้ายของดิฉันในฐานะที่ดิฉันเป็น ผู้แทนราษฎรของชาวเชียงใหม่ภาคเหนือ ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลควรเจรจากับสหรัฐอเมริกา อย่างเร่งด่วนในการลดภาษีเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจไทยและพี่น้องแรงงานไทยค่ะ สิ่งที่ไทยจะเอาไปเจรจาได้ก็คือการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น แทนการนำเข้า ข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านประเทศชายแดน เนื่องจากลดการเผาฝุ่น PM2.5 ที่พี่น้อง ภาคเหนือสูดดมอยู่เกิดจากการเผาข้าวโพดของประเทศเพื่อนบ้านค่ะ ดังนั้นถ้าเรานำเข้า ข้าวโพดสหรัฐมาแทน แต่รัฐบาลต้องมีมาตรการไม่ลดการซื้อข้าวโพดจากพี่น้องเกษตรกร ชาวไทยด้วยนะคะ รัฐต้องสร้างกลไกการควบคุมที่เข้มข้นหากรัฐจริงใจต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถปกป้องผลประโยชน์พี่น้องเกษตรกรไทยก่อนผลประโยชน์ ของนักลงทุนได้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย เรื่องนำเข้าวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดจากอเมริกา ท่านประธานครับ ถ้าเราดูสไลด์ที่ประเทศไทยได้ดุลการค้าอเมริกา ๕๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ จะไม่เกี่ยวกับรายได้ภาคเกษตรกรรมเลยครับ หรือมีก็น้อย เช่น อาจจะมีข้าวหอมมะลิที่เรา ส่งออกเราได้ ๘๐๐ กว่าล้านเหรียญเท่านั้น พอมีปัญหาเรื่องสหรัฐอเมริกาจะเก็บภาษีเพิ่ม ทำไมเราต้องนำความเสี่ยงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรไปเกี่ยวด้วยครับ สิ่งที่เรา ได้ดุลการค้าเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมทำไมเราไม่นำส่วนที่เราได้ดุลการค้าแก้ปัญหาครับ ปัญหาวัตถุดิบทดแทนที่ว่าประเทศไทยไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดมีประมาณ ๔,๘๐๐,๐๐๐- ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ความต้องการใช้ ๘ ล้านกว่า ขาด ๓ ๔ ล้านตัน จำเป็นจะต้องนำเข้า ข้าวโพดจากอเมริกาอีกล้านตัน อันนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลครับ เกิดจากการคำนวณของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ไม่สอดคล้องความเป็นจริงกรณีที่ข้าวโพดคำนวณได้ให้ ๗๔๐ กิโลกรัมต่อไร่ ความจริงเกษตรกรผลผลิตถึงพันกว่ากิโลกรัมต่อไร่ เช่น เมล็ดพันธุ์เรายังมี บอกเลยว่าผลิตได้ ๑,๕๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ถึง ๑,๙๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งบางบริษัทระบุไว้ว่า ๒,๐๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ เป็นข้ออ้างวัตถุดิบไม่เพียงพอ ผมจึงเห็นว่าไม่สมควรที่จะนำเข้า ข้าวโพดจากอเมริกา เราสังเกตได้ว่าปี ๒๕๖๔ เรานำเข้าข้าวสาลี ๑,๒๖๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๖๕ เรานำเข้าข้าวสาลี ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ปี ๒๕๖๖ เรานำเข้าข้าวสาลี ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๖๕ เรานำเข้าข้าวสาลี ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เราไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องจากอุตสาหกรรม อาหารสัตว์ว่าข้าวโพดไม่เพียงพอหรือวัตถุดิบไม่พอใช้ ความเป็นจริงหมวดคาร์โบไฮเดรต ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ประเทศไทยเราไม่มีขาดแคลน หากภาครัฐยอมให้ นำเข้าข้าวโพดตัดแต่งพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอจากอเมริกา ขณะที่เกษตรกรไทยเราห้ามปลูก รวมถึงประเทศเราห้ามเผาแปลงเกษตรแต่อเมริกาให้เผาแปลงเกษตรได้ มันยุติธรรมกับ เกษตรกรผู้ปลูกพืชวัตถุดิบไทยหรือไม่ ทุกวันนี้การนำเข้าข้าวสาลีอาหารสัตว์ ข้าวบาร์เลย์ จากประเทศที่อนุญาตให้เผาแปลงเกษตรกร เช่นออสเตรเลีย แต่เราห้ามเผาผิดกฎหมาย หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ยุติธรรมกับชาวไร่ ชาวนาไทยเลยครับ ดังนั้นผมขอสรุปอย่าให้นำเข้า ข้าวโพดจีเอ็มโอจากอเมริกามาซ้ำเติมชาวไร่ ชาวนาไทยเลยครับ ถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ ให้ย้ายการนำเข้าข้าวสาลี ถั่วเหลือง หรือกากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากประเทศอื่นมานำเข้าจาก อเมริกาทดแทนก็ได้ดีกว่า แต่ที่ดียิ่งกว่าเมื่อความจริงวัตถุดิบประเทศไทยมีเพียงพอ เช่น ปี ๒๕๖๕ เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าวัตถุดิบประเทศไทยมีเพียงพอ จึงไม่ควรที่จะนำเข้าวัตถุดิบ ทดแทนเลย ยิ่งช่วงนี้มันสำปะหลังล้นตลาด ข้าวไทยล้นตลาด แม้แต่ข้าวโพดไทยก็ยังล้นตลาด รัฐบาลจึงควรมีนโยบายให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้วัตถุดิบจากชาวไร่ชาวนาของไทย เงินจะได้หมุนเวียนในประเทศไทย เกิดกำลังซื้อในประเทศไทย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งมั่นคงขึ้น กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านคุณากร มั่นนทีรัย เชิญครับ🔗
เรียนประธานที่เคารพ ผม คุณากร มั่นนทีรัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี วันนี้ผมขออภิปราย ในอีกมุมมองหนึ่งจากเพื่อนสมาชิกนะครับ กล่าวคือหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปก็ได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเองขึ้นมานะครับ เศรษฐกิจในยุโรปขยายตัวได้เป็นอย่างดี และส่งออกสินค้าไปอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากนะครับ ทำให้ในที่สุดสหรัฐอเมริกา ก็ขาดดุลทางการค้านะครับ เมื่อสหรัฐอเมริกาเห็นอย่างนี้จึงเกิดเหตุการณ์ Black Swan ขึ้น ในปี คศ. ๑๙๓๐ หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ราว ๆ ปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองนะครับ สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารประเทศของเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าการเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากยุโรปภายใต้ Smoot Hawley Act นะครับ สิ่งที่ตามมาในขณะนั้น ก็คือยุโรปตั้งกำแพงภาษีกลับครับ เศรษฐกิจทั่วโลกจึงดิ่งเหวนะครับ ตลาดหุ้นลดลงเกือบ ๙๐ ปีกระทบถึงจีดีพีของสหรัฐเองก็ดิ่งลงถึงก้นเหวส่งผลกระทบต่อการค้าโลกในภาพรวมนะครับ มากไปกว่านั้นการที่เศรษฐกิจตกต่ำในครั้งนี้เป็นฉนวนหนึ่งนะครับ ผมขอเน้นย้ำว่าเป็นฉนวนหนึ่ง ในการทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเวลาต่อมานะครับ ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจกันได้ ก็ใช้เวลาไปประมาณ ๒๕ ปีเลยทีเดียวนะครับ ปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีครับว่าสหรัฐอเมริกา เสียดุลการค้าให้กับประเทศจีนและอีกหลายประเทศนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ภายใต้สโลแกน America First ได้จัดตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจีน ๕๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ประเทศอื่น ๆ ก็ถูกตั้งกำแพงภาษีตาม ๆ กันนะครับ ไทย ๓๖ เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ เกาหลีใต้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ สหภาพยุโรป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อจีนทราบดังนั้นจึงตั้งกำแพงภาษีกลับไปที่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดได้ข่าวว่าจีนนั้นจะตั้ง กำแพงภาษีกลับเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นทรัมป์ (Trump) โพสต์ว่าได้เจรจากับเวียดนามแล้ว เมื่อวานนี้เพื่อลดกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกาจะขายเชื้อเพลิงให้กับเวียดนามและจะให้ ความคุ้มครองกับเวียดนามเป็นการตอบแทนด้วย อันนี้ฟังดูแล้วแหม่ง ๆ นะครับ ซึ่งล่าสุดสหรัฐอยากจะมีอิทธิพลเหนือคลองปานามาเข้าไปอีกลงข่าวกันครึกโครมนะครับ โต้กันไปโต้กันมา อ่านข่าวแล้วก็สะพรั่นสะพรึงหวั่นไหวทุกครั้งนะครับ นี่จะเหมือนเป็น สงครามแข่งขันสร้างกำแพงภาษีแบบ Smooth Hawley Act ของประธานาธิบดีฮูเวอร์ (Hoover) เพียงแต่ในสมัยนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Reciprocal Tariffs Act ใน Worst Case ที่สุดเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้เกิด Black Swan ภาค ๒ เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ภาคการผลิตอาจจะชะลอตัวลง การจ้างงานน้อยลง เศรษฐกิจถดถอยเข้าสู่ภาวะ Recession เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง จีดีพีติดลบหนัก เกิด The Great Depression ขึ้นมา คนแห่กันไป ถอนเงินจนในที่สุดธนาคารก็จะล้มละลายนะครับ นอกจากนี้ทองก็ยังกินไม่ได้ สำหรับผมแล้ว ไม่อยากให้เกิด Black Swan ภาค ๒ แน่นอน ประเทศไทยมีการส่งออกอุปกรณ์ชิ้นส่วน คอมพิวเตอร์ Harddisk โทรทัศน์ ทรานซิสเตอร์ ยางรถยนต์ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้ว ก็เป็นมูลค่ากว่า ๑.๒ ล้านล้านบาทที่เราส่งออกไปยังอเมริกา ถามว่าการตั้งกำแพงภาษี ของสหรัฐนั้นมีผลกระทบกับประเทศไทยหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าโดนเต็ม ๆ นะครับ ซึ่งผม มองอนาคตไว้ ๓ แบบครับ แบบที่ ๑ การค้าโลกที่ยึดโยงกับสหรัฐอเมริกาจะเกิดขึ้น แบบที่ ๒ การค้าโลกที่ยึดโยงกับมหาอำนาจชาติอื่นจะเกิดขึ้น แบบที่ ๓ ก็คือการค้าเสรีที่ไม่ยึดติดกับ มหาอำนาจใด ๆ เลยนะครับ สนามการค้าที่กลายเป็นสนามรบเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปรบ กับเขาหรอกครับ ยิ่งทำให้เสียหายกันไปใหญ่ รัฐบาลเราต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เราต้อง Take More Friend Make More Flow พูดคุยกับประเทศข้างเคียงให้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนนี่ละครับ รวมกันหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เจรจาการค้ากับ กลุ่มประเทศที่โดนตั้งกำแพงภาษีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหภาพยุโรป ว่าเราจะซื้อขายสินค้าแลกเปลี่ยนอะไรกันบ้าง จะ Bilateral Trilateral อะไรก็ดี นอกจากนี้ แล้วเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต เราก็ต้องมานั่งทบทวนนโยบายดอกเบี้ยเพื่อรองรับ การเกิดเงินเฟ้อขึ้นในอนาคต รัฐต้องออกมาตรการรองรับประชาชนหรือภาคธุรกิจที่จะได้รับ ผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้การค้าโลกชะงัก ภาคอุตสาหกรรม ลดการผลิต หรือหยุดการผลิต ปิดโรงงาน โรงงานปิดประชาชนก็ว่างงาน ว่างงานก็คือตกงาน นั่นละครับ ประจวบเหมาะพอดีกับประชากรที่สูงวัยที่รัฐบาลก็ต้องดูแลอยู่แล้ว รัฐต้อง วางแผนคาดการณ์งบประมาณที่ต้องใช้ แผนการช่วยเหลือภาคธุรกิจในยามฉุกเฉิน มาตรการ ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน กองทุนต่าง ๆ ที่ประชาชนที่เคยใช้แรงงานซื้อสะสมมา จะเป็นอย่างไรถ้ามูลค่ามีแต่จะน้อยลง ๆ ทุกวัน ขนาดปี พ.ศ. นี้จะซื้อกองทุนยังต้องนั่งคิดเลยว่า การลดหย่อนภาษีนั้นถ้าเราไม่ซื้อแล้วจะดีกว่าหรือเปล่า ต้องวางแผนล่วงหน้ากันเมื่อเข้าสู่ สถานการณ์ Recession แล้วนี่ เราสามารถที่จะได้รับมือทันท่วงที ไม่ใช่จะปล่อยให้ใคร ดิ้นได้เท่าไรก็ดิ้นเอา ผมสนับสนุนให้กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจช่วยนำญัตติในวันนี้ ไปพิจารณาต่อเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไปนะครับ ขอฝากรัฐบาลไว้ว่าการเจรจาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ ถ้าจะเอามาแลกกับการลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ไม่น่าจะส่งผลดี อย่างแน่นอน และประชาชนก็ไม่น่าจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดนี้ผมไม่อยากเห็นสงครามโลก ครั้งที่ ๓ ที่สาเหตุหนึ่งเกิดจาก The Great Depression จากปรากฏการณ์ Black Swan ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ในปี ๑๙๓๐ อย่างแน่นอนครับ ผม คุณากร มั่นนทีรัย สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา มาหรือยังครับ ถ้ายังไม่มาก็เป็นท่านอดิศร เพียงเกษ เลยครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย วันนี้ ผมขออนุญาตมาเล่าประสบการณ์เรื่องที่ผมรู้คืออเมริกาที่ข้าพเจ้ารู้จัก ตอนเป็นเด็ก ๆ ก็มีครู มาจากอเมริการัฐแมสซาชูเซตส์มาสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ผมอยาก เรียนภาษาอังกฤษครับ เห็นฝรั่งอเมริกันมายิ่งมีความทะเยอทะยาน What you will be is the future เขาถามอยากเป็นอะไรในอนาคต ผมตอบทันทีครับว่า I will be a lawyer อยากเป็นทนายความ ความคิดผูกพันอยากจะไปอเมริกามันมีอยู่ในสายเลือด เห็นอเมริกา เป็นผู้นำในจิตใจ โตขึ้นมาหน่อยมาเรียนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ ยุคนั้นเป็นยุคสงคราม เวียดนามครับ สงครามอินโดจีน ความคิดเริ่มสับสน เริ่มเห็นพฤติกรรมของสหรัฐอเมริกา เราเดินขบวนขับไล่ ฐานทัพอเมริกัน เมียเช่าอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเต็มบ้านเต็มเมือง เราส่งทหาร ไปร่วมรบกับสงครามอินโดจีน ๓๐,๐๐๐ ๔๐,๐๐๐ คน อเมริกันก็ตาย คนไทย ทหารไทยที่ไปรบ ก็เสียชีวิต ผมไม่เห็นด้วยกับสงครามเวียดนาม ผมไม่เห็นด้วยในการส่งทหารไปรบที่เวียดนาม เช่นเดียวกับการไปรบที่สงครามเกาหลี ไทยก็เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกา เจ้ากี้เจ้าการ ในการรุกรานซึ่งเรียกว่าจักรพรรดินิยมอเมริกา ผมมีโอกาสเข้าไปศึกษาในป่าเขา ยิ่งรู้ว่า อเมริกาคือจักรพรรดินิยมอเมริกาเป็นศัตรู ๑ ใน ๓ ซึ่งทหารป่าตั้งเป็นศัตรูตัวยง ๑. ศักดินานิยม ๒. ทุนนิยมขุนนาง ๓. จักรพรรดินิยม กระผมศึกษาตรงกันข้ามกับสหรัฐครับ ตอนเด็ก อยากไปสหรัฐ แต่ตอนอยู่ในป่าไปศึกษาลัทธิลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตุง รู้ว่า โลกตะวันตก โลกตะวันออกเกิดสงครามเย็นกัน ที่อธิบายนี้ผมอยากให้ทางสหรัฐอเมริกา คุณโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งในอเมริกาเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับท่านร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการเดินขบวนต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กันเป็นการเป็นงานเลยทีเดียว ที่สหรัฐอเมริกาเพราะว่าคุณทำให้อเมริกายิ่งใหญ่ คนอเมริกันทั้งนั้นเดือดร้อน ศพแล้วศพเล่า ที่ตายเคียงบ่าเคียงไหล่กับอเมริกัน ทหารอเมริกาที่เวียดนาม ที่เกาหลีคือศพทหารไทย มีการรำลึก ถึงการต่อสู้ในครั้งก่อนโน้น โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่เห็นความดี พันธมิตร มิตรภาพที่เป็นเพื่อนร่วมรบ เสียสละชีวิตในอุดมการณ์ของอเมริกันในอดีตเลย มาวันนี้อยู่ ๆ ตั้งตัวเป็นเจ้าโลก ตั้งตัวว่าถ้าคุณมีอะไรกับผม ผมก็จะขึ้นภาษีคุณ ถ้าเป็นจีนเขา ๆ คง ไม่สนใจหรอกครับ เพราะจีนกับอเมริกาเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าใครเหนือใคร อินเดียก็ ๑,๔๐๐ ล้าน ก็คงไม่มีใครเหนือใคร แต่ว่าแถว ๆ นี้ครับ ประเทศไทย ๗๐ ล้าน ผมถามท่านประธานจริง ๆ ถ้ามีหัวโจกผู้นำในอดีตที่เราสนับสนุนเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่เห็นคุณงามความดีของมิตรร่วมรบ ในยามยากในอดีต อยู่ ๆ ต้องการให้ประเทศตนเองยิ่งใหญ่ประเทศเดียว ประเทศไทยช่างมัน ประเทศ ก ข ช่างมัน อย่างนี้เขาจะอยู่คนเดียวในโลกหรือเปล่า ผมอยากถามชาวโลก สถานทูตอเมริกันฟังอยู่ สถานทูตจีน ทั่วโลกฟังผมพูดนี่บันทึกไว้ ผมอยากเห็นความยิ่งใหญ่ ของคุณ คุณอยู่คนเดียวในโลกได้หรือเปล่า ถ้าไม่มีมิตรประเทศรอบล้อมสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาไปไม่รอดหรอกครับ จะใหญ่ได้ก็ต้องเล็กเป็น ไม่ใช่ว่าไปหาเสียงถูกยิงเกือบตาย เฉียดหูไป กลับมาเป็นประธานาธิบดีแล้วสร้างความโกลาหลให้เกิดขึ้นในพื้นพิภพนี้ครับ ผมอายุก็มากแล้วยังไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่สงครามทางเศรษฐกิจจะมีความสั่นสะเทือน มากถึงขนาดนี้ ผมให้กำลังใจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คงจะให้กำลังใจทุกท่านครับในทีมเจรจา ที่จะไปเจรจากับทางโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีหลายคนบอกว่ามีคนที่เหมาะสม อยู่คนหนึ่งที่อยากจะให้ไปเจรจาก็คิดกันมาครับ เพราะทรัมป์ (Trump) มีความเกรงใจ อยู่เหมือนกัน ถ้าเราเอาเหตุเอาผลเอามิตรร่วมรบในสมัยก่อนเราก็คิดถึง ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ อเมริกาก็ช่วยเหลือเรา ส่งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จากทูตอเมริกันกลับมา ประเทศไทยมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดูแลปรีดี พนมยงค์ ในฐานะที่เป็นขบวนการเสรีไทยกอบกู้ เอกราช ไม่ได้เอาเราเป็นประเทศแพ้สงคราม ทั้ง ๆ ที่เราประกาศสงครามกับทางญี่ปุ่นเขา เรามีบุญคุณต่อกัน เอาสิ่งเหล่านี้ละเอามิตรประเทศเอามิตรร่วมรบเหล่านี้ไปพูดกับโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ให้เขาสำนึกว่าทหารอเมริกันก็มาเสียชีวิตที่นี่ ทหารไทยก็มาเสียชีวิต ที่เวียดนามช่วยร่วมรบกันนี้เพื่อสร้างสันติภาพกับโลกนี้ อย่าเหยียบย่ำประเทศไทยเลยครับ การศึกษาเราก็ให้ท่าน เราก็ส่งคนไปเรียนที่อเมริกันเยอะแยะ ถ้าท่านมีปัญหาผมก็จะมีปัญหา กับคนทุกคนที่ไปเรียนอเมริกา ท่านเรียนมาแล้วท่านต้องพูดในประเทศที่ท่านไปเรียนมา ได้เข้าใจว่าประเทศไทยกำลังจะเป็นมิตรประเทศเสริมให้โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อเมริกายิ่งใหญ่ในทุกทิศทางเป็นผู้นำ The Great ของโลกไม่ใช่ The Great ของคนอเมริกัน แต่เพียงชาติเดียว จึงอยากให้กำลังใจผู้เจรจาจะเป็นใครก็ได้ เอาจิตเอาใจของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรทุกคนที่นี่ครับ วันนี้เราเห็นความสำคัญเรื่องภาษีของทรัมป์ (Trump) เราถึง หยิบยกขึ้นมาพูด เราถอยเรายืดหยุ่นเรื่อง Entertainment Complex ไป แต่มิใช่ว่าจะให้ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งฉวยโอกาสมาหาเสียง แต่งตัวไม่สุภาพด้วยในสภานี้ พูดให้เป็นประเด็นครับ เราต้องการเอาเรื่องที่ด่วนที่สุดมาคุยในสภาแห่งนี้เพื่อให้ความคิด เป็นเอกภาพ เพื่อไถ่ถอน เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นเอกราชในทางเศรษฐกิจควบคู่ เป็นมิตรร่วมรบในอนาคตและปัจจุบันกับในอนาคตกับอเมริกาต่อไป จึงขออนุญาตที่จะเสริมว่า สภาแห่งนี้ต้องการเอาเรื่องเร่งด่วนเช่นที่เราได้อภิปรายกัน ไม่เคยเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งไหนที่ลงชื่ออภิปรายมากถึงขนาดนี้ จึงขอขอบพระคุณเวลาที่ท่านทั้งหลายได้ร่วมไม้ร่วมมือกัน ทุกฝ่าย วันนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีรัฐบาลครับ มีแต่สมาชิกรัฐสภาของไทยเพื่อสนับสนุน ให้ประเทศไทยเคียงบ่าเคียงไหล่แก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับประเทศสหรัฐอเมริกา อเมริกาใหญ่ไทยก็ต้องใหญ่ไปพร้อม ๆ กันครับ จะใหญ่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่งคงไม่ได้ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือนะครับ ผมก็เป็นอีกคนที่มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวปทุมธานีแล้วก็ คนไทยทั่วประเทศในการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ท่านประธานครับ การค้า ระหว่างประเทศในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งสินค้าผ่านแดน แต่คือกลยุทธ์เชิงอำนาจ ที่สามารถพลิกเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคและ Trump Tariffs กำลังกลายเป็น ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจลูกใหม่ของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ตอนที่ทรัมป์ (Trump) ประกาศ ว่าจะกำหนดกำแพงภาษีตอบโต้ประเทศต่าง ๆ ของพวกเรานี่ ไทยเราประเมินว่าจะถูกลูกหลง หรือไม่นะครับ ถ้าถูกนี้จะถูกเท่าไร ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์นะครับที่ประมาณการกัน แต่กลับ เจอสูตรพิสดารของทรัมป์ (Trump) เข้าไปที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ สูตรนี้มีอะไรบ้าง ด้านบนนะครับ มูลค่าการส่งออกลบนำเข้า หารด้วย Epsilon File แล้วก็นำเข้า ตัว Epsilon คืออะไรนะครับ ตัวที่วงกลมไว้ ๒ ตัวแปลก ๆ นะครับ ตัวแรก Epsilon ก็เป็นค่าความยืดหยุ่นของสินค้าที่นำเข้า เมื่อเทียบกับราคาสินค้า ส่วนตัว File นะครับเป็นค่าการส่งผ่านจากภาษีศุลกากรไปยังราคา สินค้าที่นำเข้านะครับ ตัวนี้ถูกกำหนดค่าที่ ๔ แล้วก็ ๐.๒๕ เมื่อคูณกันนะครับกลายเป็น ๑ พอดี เพราะฉะนั้นตัวหารเป็น ๑ นี่ตัดออกได้นะครับก็กลายเป็นสูตรง่าย ๆ ก็คือส่งออกลบนำเข้า หารนำเข้าแล้วก็มาหาร ๒ อีกทีหนึ่งนะครับ สูตรนี้นะครับแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเอง ก็งงเป็นไก่ตาแตกถึงกับร้อง อิหยังวะ เพราะว่ามันไม่ได้ Make Sense เลยนะครับ การเอา มูลค่าการส่งออกนำเข้าแล้วมาหารด้วย ๒ แล้วมากลายเป็นภาษีที่จะเป็นกำแพงภาษีแบบนี้ แล้วเงื่อนไขอีกตัวหนึ่งก็คือว่า อย่างต่ำนะครับ Tariff ตัวนี้ต้องเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คูณหาร กันออกมาได้เท่าไร ถ้าเกิดน้อยกว่า ๑๐ จะต้องเป็นอย่างต่ำ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น แม้แต่ประเทศที่ไม่ได้ขาดดุลกับสหรัฐอเมริกาเองก็โดนภาษีไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกันนะครับ ที่ผมพูดตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะอยากให้รู้ว่า จริง ๆ แล้วทรัมป์ (Trump) ต้องการอะไร กันแน่นะครับ เพราะว่าแม้แต่ตัว File ที่ตั้งไว้ ๐.๒๕ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเองก็บอกว่า ตัว File จริง ๆ แล้วคือ ๐.๙ กว่า ๆ หรือใกล้กับ ๑ ถ้าตัว File เป็น ๑ สูตรนี้ต้องหารที่ ๔ แล้วค่อยมาหาร ๒ ไม่ใช่หาร ๒ เพียว ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราโดน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้ว เราต้องโดนแค่ ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นสูตรนี้ไม่ Make Sense เลยนะครับ ที่ผมเอามาสูตรนี้วิเคราะห์ให้เพราะอยากให้รู้ว่าสหรัฐไม่ได้เน้นเรื่องการขาดดุลนะครับ ถึงแม้ว่าแน่นอนสหรัฐขาดดุลมากว่าครึ่งศตวรรษนะครับ แต่การเสกตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมา ตามใจชอบแล้วมาวิเคราะห์เราต้องวิเคราะห์กันจริง ๆ จัง ๆ ว่าเขาสนใจเรื่องการขาดดุล จริงหรือไม่ ประเด็นหนึ่งเรื่องการขาดดุลอาจจะเป็นปัญหาหนึ่งแต่ไม่ใช่ปัญหาหลัก ผมมองว่า ตอนนี้สหรัฐต้องการกลับมาเป็นผู้คุมเกมทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่กำลังจะสูญเสีย ความเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจนะครับ จึงต้องตั้งกำแพงภาษีที่ก่อให้เกิดความระส่ำไปทั่วโลก เพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจของโลกใหม่ ผมมองว่าการตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้เป็นแค่การ Exercise Power ที่มีอยู่นะครับเพื่อจะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ได้ผลทุกประเทศก็รีบ เข้าไปเจรจากันแล้วก็ยอมหมอบในหลาย ๆ เรื่อง แม้แต่ประเทศไทยเองเราก็จะมี Deal ดี ๆ จะไป เจรจา อย่างเช่น จะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐ จะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ จะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ รวมทั้งจะป้องกันสินค้าที่ต่างประเทศจะมาสวมรอย สวมสิทธิแล้วส่งออกไปยังสหรัฐนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้สหรัฐเป็นอย่างไรครับ เป็นผู้คุมเกมแล้ว เขาสามารถเลือกที่จะ Shop Deal อะไรก็ได้จากประเทศไหนก็ได้ เพราะเขากำลังคุมเกมอยู่ สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือว่า หากประเทศไทยเราไปเจรจาเดี่ยว ๆ อำนาจการต่อรองเราจะน้อยมาก ๆ นะครับ ผมจึงแนะนำว่า เราต้องรวมกลุ่มกันในประเทศอาเซียนแล้วไปเจรจาด้วยกันนะครับ ไปเพิ่มอำนาจการเจรจา ต่อรอง นอกจากนี้เรายังต้องเจรจาระหว่างกันด้วยว่าสินค้าตัวไหนเราสามารถซื้อขายกันได้ เราซื้อขายกันภายใน ปรับระเบียบจัดระเบียบโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศกันใหม่ เราต้อง พึ่งพากันให้มากขึ้นแล้วก็พึ่งสหรัฐให้น้อยลง สินค้าตัวไหนซื้อขายกันได้ก็จัดการเจรจาตกลง กันไปเลยครับก่อนที่เราจะไปเจรจากับสหรัฐนะครับ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่ได้ยินมาก็คือว่า เราจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐแทนนะครับ จากที่เคยนำเข้าจากประเทศหนึ่งก็เปลี่ยนไปนำเข้า จากสหรัฐ อย่างเช่น ข้าวโพดเรานำเข้าจากบราซิลจำนวนมาก เราบอกว่าเราจะไม่นำเข้า จากบราซิลแล้วจะไปนำเข้าจากสหรัฐแทนนะครับเพื่อลดการขาดดุล แล้วคิดหรือเปล่าครับว่า ประเทศอื่นเขาก็คิดแบบนี้เช่นกันนะครับ สินค้าอันไหนที่เขานำเข้าจากไทยเขาก็จะไปนำเข้า จากสหรัฐแทนนะครับ สรุปแล้วตายหมู่ครับท่านประธาน เราประเทศเล็ก ๆ เราจะตายหมู่ ถ้าเกิดเราแยกกันไปเจรจาแบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงต้องการให้เรารวมตัวกันให้ได้มาก ที่สุดนะครับ เราจะไม่แย่งชิงกันเอง ไม่แข่งขันกันเองนะครับ ยุคนี้ ตอนนี้เราต้องรวมกลุ่มกัน ให้มากที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้นะครับ ส่วนข้อเสนอเชิงนโยบายหลายท่าน ได้พูดไปแล้วอย่างเช่น อย่างเช่นการเร่งเจรจาเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ การให้ Soft Loan Tax Incentive กับ บริษัทในประเทศ การให้ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน การหาตลาดใหม่ ๆ การหาความร่วมมือจากอาเซียน BRICS แล้วก็ RCEP นะครับ และนอกจากนี้เราก็ต้องปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างจริง ๆ จัง ๆ ครั้งใหญ่ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ สงครามการค้าไม่ได้เริ่มด้วยรถถัง แต่มันเริ่มจากตัวเลขภาษีที่ดูธรรมดา แม้เราไม่เห็น ขีปนาวุธ แต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลบนขบวนรถไฟเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ ประเทศไทยต้องไม่ยอมเป็นผู้โดยสารที่ยอมรับชะตากรรม แต่เราเป็นผู้โดยสารที่ตื่นรู้ รู้ทิศรู้ทาง เพื่อปรับตัวให้ทันกับทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเทียบจุฑา ขาวขำ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน เทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายในญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารับรองการขึ้นภาษีของ สหรัฐอเมริกาเพื่อให้รัฐบาลไทยเราได้เตรียมการแก้ปัญหานะคะ ที่ตอนนี้มีปัญหากับรัฐบาลไทย หรือประเทศไทยเรานะคะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ก็เป็นที่ทราบ กันดีนะคะว่าสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทยนะคะ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลง นโยบายทางการค้าของสหรัฐเอมริกาโดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สินค้าไทยแล้วก็ส่งผลกระทบต่อสินค้าการเกษตรของไทยอย่างมากเลยนะคะ แล้วก็มี อุตสาหกรรมเบา อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจในระดับ จุลภาคแล้วก็มหภาคของประเทศไทยเรานะคะ ดังนั้นดิฉันต้องขอชื่นชมรัฐบาลไทยนำโดย ท่านนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ท่านมีวิสัยทัศน์ ท่านได้ให้ความสำคัญ ต่อเศรษฐกิจไทยที่เผชิญอยู่ขณะนี้ ท่านก็ได้แต่งตั้งคณะทำงานตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ซึ่ง ๓ เดือนมาแล้วนะคะท่านประธานเพื่อให้คณะทำงานนั้นได้มาประชุมหาทิศทางแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้ผ่อนคลายขึ้น ดังนั้นการขึ้นภาษีดังกล่าวอาจไม่เป็นเพียงแต่การลด ความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทยในตลาดโลกเท่านั้นนะคะ ยังเป็นผลส่งต่อรายได้ของ ผู้ประกอบการทางด้านการเกษตรแล้วก็แรงงานจำนวนมากเลยนะคะท่านประธาน ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนทันต่อเหตุการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ เช่นนี้นะคะ ดิฉันตั้งข้อสังเกตแล้วก็มีข้อเสนอแนะนะคะ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันนี้แต่ละประเทศก็จะไปเสนอตัว เขาเรียกว่าเป็นการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หลายฝ่ายนะคะ หรือแม้กระทั่งการยอมลดภาษีของประเทศเรา หรือผ่อนปรนมาตรฐาน บางอย่างนะคะเพื่อนำสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเข้ามา ซึ่งเป็นข่าวอยู่ปัจจุบันซึ่งเพื่อนสมาชิก ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ดิฉันมองว่าในสถานการณ์สงครามการค้าและพลวัตภูมิรัฐศาสตร์ ในปัจจุบันนี้มันไม่มีสูตรสำเร็จค่ะท่านประธาน ในการเป็นผู้ที่ได้เปรียบเพราะแต่ละประเทศ ตอนนี้ก็แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อเป้าหมายที่จะทำการค้า กับอเมริกา แต่ดิฉันเห็นว่ามันเป็นบวก ดังนั้นหากท่านต้องการที่จะตกลงเป็นที่พึงพอใจ ของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ท่านต้องนำสินค้าจากอเมริกาให้มากกว่าเราส่งออก แล้วจะมีประโยชน์อะไรคะในการไปเจรจาค่ะท่านประธาน ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอนำเสนอ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในการแก้ปัญหาในมาตรการที่เร่งด่วนที่มีผลกระทบ ต่อทางด้านเศรษฐกิจไทยควรจะมีการแก้ปัญหาด้านการเกษตร โดยการอุดหนุนหรือชดเชยรายได้การเกษตร รัฐบาลควรมีนโยบายช่วยเหลือด้านเกษตรที่มี ผลกระทบโดยตรง เช่น ให้เงินชดเชยตามพื้นที่เพาะปลูกข้าว อ้อย มัน ยาง ที่เป็นปัญหา ปัจจุบันนี้ ข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท อ้อย ๑๒๐ บาทต่อตัน ถ้าชดเชยสิ่งเหล่านี้จะดีมากเลย แล้วก็ขณะเดียวกันเปิดตลาดใหม่เลยค่ะเพื่อรองรับสินค้าไทย เร่งเจรจาข้อตกลงการค้ากับ ประเทศ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย อาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา เพียงรายเดียวค่ะ และที่สำคัญไปกว่านั้นดิฉันอยากจะขอให้รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชน ในประเทศไทยบริโภคสินค้าไทย บริโภคสินค้าเกษตรภายในประเทศ เช่น กินผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกรไทยหรือส่งเสริมให้โรงเรียน โรงพยาบาล หน่วยงานของรัฐซื้อสินค้าเกษตร จากชุมชน ดังนั้นถ้าสินค้าเกษตรดีขึ้น ราคาดีขึ้นประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยก็ทำให้ เศรษฐกิจหมุนเวียน ก็ทำให้เป็นการช่วยลดทอนผลกระทบจากกำแพงภาษีได้นะคะ ดังนั้น ดิฉันจึงขอเป็นกำลังใจคณะทำงานที่จะไปเจรจาการค้าครั้งนี้ด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก็สลับอีก ๔ ท่านนะครับ เดี๋ยวค่อย ๒:๑ นะครับ ท่านศิรสิทธิ์ สงนุ้ย และ ท่านชญาภา สินธุไพร ท่านปรีติ เจริญศิลป์ และท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม จากนั้นก็จะเป็น ๒:๑ นะครับ ไม่เป็นไรนะครับ เหลืออีกหลายท่านก็ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์อเมริกัน ท่านศิรสิทธิ์ สงนุ้ย เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศิรสิทธิ์ สงนุ้ย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ เรากำลังเจอกับวิกฤติครั้งสำคัญระดับโลก การขึ้นภาษีของทรัมป์ (Trump) จะเปลี่ยนแปลงโลกใหม่ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์ (Trump) กำลังวางหมากรุก ทางเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกฎกติกาใหม่ทั้งหมด ฉันเป็นคน ตั้งกฎ ฉันจะใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือเพื่อให้สหรัฐอเมริกาได้เปรียบทั่วโลก ทุกประเทศ ต้องเปลี่ยนตามนโยบาย America First ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากร จากสูตรคำนวณที่สหรัฐอเมริกาตั้งเพิ่มขึ้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่าง สินค้าที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบมิติการส่งออกจากนโยบายการขึ้นภาษีศุลกากรของ สหรัฐอเมริกา ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขอภาพด้วยครับ🔗
คือทูน่าปลากระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่าปลากระป๋องรายใหญ่ของโลกและสหรัฐ เป็นตลาดหลักในการส่งออกทูน่าปลากระป๋องอันดับหนึ่งของประเทศไทย สัดส่วนร้อยละ ๒๓ ของการส่งออกทั้งหมดและอันดับ ๒ เป็นอาหารสัตว์ที่ใช้ทูน่าที่เหลือจากการผลิตทูน่า ปลากระป๋องเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมูลค่ากว่า ๓,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปี สินค้าทั้ง ๒ ประเภทนี้ รวมกันเป็นสัดส่วนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งผมมี ข้อกังวลครับว่ากำแพงภาษีของทรัมป์ (Trump) จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของสินค้า กลุ่มนี้รวมถึงคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกันในต่างประเทศจะชิงความได้เปรียบจากกำแพงภาษี ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ตัวอย่างผลกระทบที่ ๒ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากมะพร้าว จากข้อมูล สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มะพร้าว ภาพรวมของโลกปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๗๓ คาดว่าน่าจะมีการขยายตัวเฉลี่ยประมาณ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้ายอดนิยมในสหรัฐอเมริกานำเข้ามากที่สุด ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมะพร้าว มะพร้าวสด กะทิ มะพร้าวอบแห้งและมะพร้าวผง เหตุผลคือผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่ทำจากมะพร้าวผู้บริโภคในสหรัฐมีความต้องการสูง มีแนวโน้ม การเติบโตและขยายตัวของสินค้า Organic ในตลาดสหรัฐที่สูงมาก การขยายตัวนี้ผลักดัน ทำให้ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะว่าสินค้ามะพร้าวจากไทย มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในตลาดว่าเป็นแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ อีกสินค้าครับท่านประธาน กะทิสำเร็จรูปของไทยที่กำลังขยายตัวดีมากในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ ทำให้ เกษตรกรเริ่มยิ้มได้ เราส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๑๘.๑๒ เมื่อเทียบกับปีก่อน มูลค่าการส่งออก มากกว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในขณะเดียวกันกะทิสำเร็จรูปแบบอินทรีย์ก็ขยายตัวถึง ร้อยละ ๓๗ เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะกะทิถูกมองว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การขยายตัว อย่างรวดเร็วนี้ทำให้ราคามะพร้าวผลใหญ่หรือมะพร้าวแกงในประเทศดีขึ้นไปด้วยครับ ท่านประธานครับ ในช่วงปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ ความต้องการใช้มะพร้าวเพื่อการส่งออกมีมากถึง ร้อยละ ๖๒ ของความต้องการใช้ในประเทศ ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศมีเพียงร้อยละ ๓๘ เท่านั้น ตลาดสำคัญของกะทิสำเร็จรูปของไทยจึงหนีไม่พ้นสหรัฐเป็นหลักครับ มีสัดส่วน การส่งออกถึงร้อยละ ๓๙ ยังไม่รวมถึงมะพร้าวประเภทมะพร้าวอ่อน ตัวเลขมะพร้าวส่งออก ปี ๒๕๖๗ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ตัน มูลค่ากว่า ๗,๖๐๐ ล้านบาท ตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ ๑ เป็นจีน อันดับที่ ๒ ก็ยังเป็นสหรัฐ และมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบตั้งแต่พี่น้องเกษตรกร อุตสาหกรรม แรงงานในระบบกระทบแบบเป็นลูกโซ่ แทบจะทั้งหมด ซึ่งในตอนนี้หลายประเทศโดนกำแพงภาษีเช่นเดียวกัน และอาจมีผลกระทบ ทางอ้อมกับประเทศอื่น ๆ ที่เราส่งสินค้าไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตลาดสหรัฐจึงมี ความสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศไทยที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้นะครับ ท่านประธานครับ การขึ้นภาษีของสหรัฐกับประเทศไทยไม่ใช่แค่จัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ แต่เป็นการจัดการทั้งระบบของประเทศไทยทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ และนโยบายระหว่างประเทศ คำถามคือประเทศไทยจะถอย ตอบโต้ หรือเจรจา ทางแก้ไข ที่ดีที่สุดให้เรารีบรีดไขมันในทันที รัดเข็มขัดให้แน่น โครงการใดที่ไม่ตอบโจทย์ นโยบายใด ที่ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าใช้จ่ายในประเทศ วางแผนงบประมาณอีก ๓-๔ ปี ข้างหน้า ครั้งนี้จะยิ่งกว่าวิกฤติที่ผ่านมา เพราะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งจะกระทบไปอีก ๔ ปีเป็นอย่างน้อย ความชุลมุนของสงครามทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องควบคุม รัดกุม และรับมือให้ได้ทุกสถานการณ์ มาถึงวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีได้สั่งการอะไรไปแล้วบ้าง ได้สอบถามความเห็น ของคนไทยทั้งผู้ประกอบการและพี่น้องเกษตรกรไปแล้วบ้างหรือยังกับผลกระทบที่กำลัง จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ และอาจจะส่งผลในระยะยาวต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่านขัตติยา สวัสดิผล เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอใช้เวลานี้ อภิปรายในประเด็นที่มีความสำคัญเร่งด่วนซึ่งเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่าง ประเทศของประเทศไทยเป็นอย่างมากค่ะ นั่นคือผลกระทบต่อประเทศไทยจากการขึ้น กำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวเลข ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่งประกาศใช้ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่านประธานคะ ในนโยบาย America First ของสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในสมัยที่ ๒ เขาได้มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน ลดการพึ่งพา การนำเข้า และปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ ซึ่งประเทศไทยเอง ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการถูกตั้งกำแพงภาษีตอบโต้อย่างรุนแรงนะคะ ซึ่งจากการคาดการณ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ประเมินมูลค่าความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับการขึ้นภาษีดังกล่าวอยู่ราว ๆ ที่ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่ะว่าสหรัฐอเมริกามองว่าประเทศไทยนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบ ทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของดุลการค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับ สหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีล่าสุดไทยเลื่อนจากอันดับ ๑๒ มาเป็นอันดับที่ ๑๐ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นมูลค่ามากกว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่านประธานคะ เราต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ใช่การจงใจกลั่นแกล้งหรือเป็นการโจมตีประเทศไทย อย่างไร้เหตุผลแต่อย่างใด เพราะเราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา มาอย่างยาวนาน แต่นโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้มันเป็นผลพวงมาจาก การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเขาต้องปรับตัวเพื่อรักษา เสถียรภาพภายใน ฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาเองก็ต้องการส่งสัญญาณให้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกหันมาทบทวน แล้วก็ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ ทั้งในมิติของด้านแรงงานแล้วก็โครงสร้าง ทางเศรษฐกิจให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประเทศเขาให้มากยิ่งขึ้น ในวันนี้พวกเราในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพี่น้องประชาชนค่ะ จึงได้เสนอญัตติด่วนเพื่อให้ ผู้แทนราษฎรมาร่วมกันเสนอแนวทาง เพื่อให้รัฐบาลเร่งนำไปพิจารณาและดำเนินการ เพื่อที่จะ ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วก็ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ได้มากที่สุดโดยที่เรา ยังคงความเป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาอยู่ ท่านประธานคะ ในฐานะ สส. ดิฉันอยากจะขอเสนอ ให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น ๔ แนวทางหลักดังต่อไปนี้ค่ะ ซึ่งข้อเสนอ ของดิฉันก็มาจากหลายฝ่ายที่ได้นำเสนอมา🔗
แนวทางที่ ๑ เป็นมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า โดยควรจะจัดตั้งศูนย์บัญชาการ เฉพาะกิจด้านการค้า เพื่อทำหน้าที่ในการคอยบูรณาการข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ กำหนด ยุทธศาสตร์ของนโยบายเชิงรุก แล้วก็กำหนดท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศคู่ค้า และเราก็ควรจะจัดทำบัญชีดุลการค้าใหม่เพื่อสะท้อนภาพรวมของรายได้ของสหรัฐอเมริกา จากไทยอย่างแท้จริง เพื่อที่จะชี้แจงว่าตัวสหรัฐอเมริกาเองก็มีรายได้จากไทยอยู่อีกหลายมิติ เช่นกัน ไม่ใช่พิจารณาแค่ตัวเลขในการนำเข้าสินค้าแล้วก็ส่งออกเพียงแค่มิติเดียว แล้วก็ควร ที่จะเร่งฟื้นฟูมาตรฐานแรงงานให้สอดคล้องกับหลักสากลเพื่อใช้เป็นกลไกพื้นฐานในการเจรจา สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีหรือว่าจีเอสพี🔗
แนวทางที่ ๒ รัฐบาลควรจะมีมาตรการด้านการทูตในเชิงรุก แล้วก็การสร้าง ความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยไทยควรใช้เวทีอาเซียน แล้วก็ ASEP มาช่วยเสริมสร้างอำนาจ ในการต่อรอง พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือด้านใหม่ ๆ กับสหรัฐอเมริกาในด้านที่เรามีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมด้านอาหาร ด้านสุขภาพ แล้วก็ด้านการท่องเที่ยว ที่สำคัญกระบวนการ เจรจาทางการค้าหลังจากนี้ควรอยู่ในกรอบที่คิดผลประโยชน์ที่มีลักษณะ Win Win สำหรับ ทั้ง ๒ ฝ่าย เราไม่ควรที่จะตั้งข้อเรียกร้องสุดโต่งเพื่อผลประโยชน์ของเราฝ่ายเดียว โดยที่เรา ไม่สนใจวิธีคิดของเขา แต่ควรที่จะเสนอแนวทางที่จะสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้ เช่น การเสนอการสร้างความร่วมมือในด้านนวัตกรรม การลงทุนสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือการลงทุนในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล แล้วเราก็ควรจะย้ำจุดยืนของไทยในฐานะพันธมิตร เชิงยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ และเราไม่ใช่คู่แข่งในสนามการค้าที่ต้องต่อสู้กัน🔗
แนวทางที่ ๓ รัฐบาลควรที่จะเร่งออกมาตรการเพื่อที่จะเยียวยา ช่วยเหลือ และสนับสนุนภาคธุรกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบ เช่น การจัดตั้งกองทุนเสริมศักยภาพ ผู้ส่งออก เร่งผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน แล้วแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อที่จะขยายโอกาสของสินค้าไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ เราควรจะต้องสนับสนุน SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แล้วก็ให้คำปรึกษาในเชิงลึกทางด้านการส่งออก รวมถึงควรจะมี มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบแล้วก็เครื่องจักรจากสหรัฐอเมริกา แล้วก็ส่งเสริมการลงทุนในสหรัฐอเมริกาด้วย🔗
แนวทางที่ ๔ เราจะต้องมีนโยบายที่จะช่วยประคับประคองเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจภายในแล้วก็การบริโภคในประเทศ โดยการสร้างระบบติดตาม และมีมาตรการ เยียวยาราคาสินค้าอุปโภคแล้วก็บริโภค โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง แล้วก็ผู้ที่มีรายได้น้อย รวมถึงควรจะสนับสนุนโครงการ Reskill แล้วก็ Upskill ให้กับแรงงานในอุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก ท่านประธานคะ การค้าระหว่างประเทศ มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนค่ะ รัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์ในการที่จะวางยุทธศาสตร์เพื่อเป็น การจัดสมดุลระหว่างการสร้างอำนาจต่อรองกับการสร้างความร่วมมือที่จะช่วยให้ทั้ง ๒ ประเทศ ต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เราไม่อาจจะใช้แนวทางชาตินิยมสุดโต่งเพื่อตอบโต้กับทุกนโยบายของประเทศมหาอำนาจ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจที่จะปล่อยให้ผลประโยชน์ของชาติมันถูกลดทอนลงโดยปราศจาก การทัดทาน แล้วก็การวางยุทธศาสตร์ในการรับมืออย่างเหมาะสม แม้ประเทศไทยเราจะไม่ใช่ ประเทศมหาอำนาจ แม้เราจะเป็นประเทศขนาดกลาง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะยอม ปล่อยให้ผลประโยชน์ของเรานั้นถูกสั่นคลอนไปตามการเปลี่ยนแปลงจากสงครามการค้า ระหว่างประเทศมหาอำนาจ สุดท้ายนี้ในวันที่หลายประเทศในโลกต้องการสร้างกำแพง ดิฉัน คิดว่าประเทศไทยควรวางบทบาทของเราให้เป็นสะพาน โดยเฉพาะสะพานทางเศรษฐกิจ และการค้าที่จะเชื่อมโยงระหว่างอเมริกา จีน ยุโรป และ Asia เข้าด้วยกัน แล้วก็ส่งสัญญาณ ทางนโยบายระหว่างประเทศว่าเราสามารถที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศได้บนหลักการของ ผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการวางบทบาทเช่นนี้จะช่วยปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย และช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยบนเวทีโลกให้กลับมายืนสง่าได้อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปรีติ เจริญศิลป์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำ ของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ต่อประเทศไทย ส่วนตัวผมเองจะเจาะจงเฉพาะกรณี คนไทยที่ได้รับผลกระทบที่อเมริกาครับ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรือคนทำ ธุรกิจในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่คนไทยที่อยู่ที่อเมริกาได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ขอสไลด์ครับ🔗
อย่างแรก นโยบายการขึ้นภาษีศุลกากร ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ภายใต้แนวคิด America First ส่งผลให้เราต้องส่งสินค้า ไปถูกเก็บภาษีแน่นอนครับ ภาษีนำเข้าอเมริกาถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ โดยใน ๓๗ เปอร์เซ็นต์นี้ ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าในหลายมิตินะครับ หน้าถัดไปครับ ผมอยากให้เห็นว่าคนไทย ในสหรัฐตอนนี้มีจำนวนถึง ๓.๒ แสนคน อันนี้เป็นข้อมูลจากสถานทูตวอชิงตัน โดยอาศัย มากที่สุดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เทกซัส และฟลอริดาตามลำดับ ใน ๓.๒ แสนคนนี้ครับ มีทั้งคนที่ประกอบธุรกิจครับ ร้านอาหารมากที่สุด แล้วก็มีนักเรียนไทยอยู่ที่โน่นด้วยครับ หน้าถัดไปครับ นี่ครับผมจะแสดงให้เห็นว่าร้านอาหารไทยที่โน่นมีอยู่ถึง ๔,๐๒๑ ร้าน ส่วนจำนวนนักเรียนก็จะแบ่งเป็นนักเรียนทุน ๖๕๓ คน และนักเรียนที่ต้องหาทุนไปเรียน กันเอง ๕,๓๗๖ คนครับ การปรับขึ้นภาษีของอเมริกาครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารไทย แน่นอน ซึ่งร้านอาหารไทยในต่างประเทศก็พึ่งพิงนักศึกษาไทย นักเรียนไทย ที่ต้องไปช่วยกันครับ เรียกว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า นักเรียนไทยไปทำงานที่โน่น คนที่โน่นก็จ้างนักเรียนไทยครับ แต่ผลกระทบครั้งนี้ส่งผลกับร้านอาหาร เพราะปัจจุบันร้านอาหารแต่ละแห่งที่อเมริกา เตรียมตุนวัตถุดิบแล้วครับ เขาไปซื้อของตุนมา ใน Lot นี้ที่ยังไม่มีการขึ้นภาษีครับ เพราะเมื่อ Stock Lot นี้หมดภาษีจะสูงขึ้น แน่นอนส่งผลกระทบกับร้านอาหารของเขา ต้นทุนเพิ่มขึ้น ราคาขายก็มีการต้องปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน เมื่อการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าผลกระทบกับ ลูกจ้างแน่นอนซึ่งเป็นนักเรียนไทยที่อยู่ที่โน่นครับ ประเทศไทยโดยเฉพาะร้านอาหารไทย นำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารจำนวนมาก เช่น เครื่องแกง กะปิ น้ำปลาร้า พริกแห้ง น้ำปลา กะทิ มะกรูด ใบโหระพา ซอสปรุงรสต่าง ๆ แต่ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะสินค้าสำคัญ ๓ อันครับ หน้าถัดไปครับ อย่างแรกเลยคือข้าว มีทั้งข้าว ซอสปรุงรส และกะทิ ที่เราส่งออก ไปอเมริกาจำนวนมากครับ มูลค่ารวมกันกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบ ที่ร้านอาหารไทยที่อเมริกาเขาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อให้ได้เอกลักษณ์ของอาหารไทยในรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง ผัดไทย หรือข้าวผัดอะไรก็ตาม แน่นอนว่าวัตถุดิบแพงขึ้นผลกระทบอื่น ๆ ตามมาครับ หน้าถัดไปครับ นี่ครับ ผมจะให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วนักเรียนไทยที่ไปเรียนที่โน้นต้องเสีย ค่าเทอมแพงกว่านักเรียนที่อเมริกาจำนวนมาก คนไทยไปครับ ปริญญาตรีครับ นี่ยกตัวอย่าง ของโรงเรียนแห่งหนึ่งครับ มหาวิทยาลัยเทนเนสซีนะครับ คนไทยต้องจ่ายค่าเทอม ๑๓,๐๐๐ U.S. Dollar ครับ แต่คนที่นั่นเขาจ่ายกัน ๕,๒๐๐ U.S. Dollar เองครับ ต่างกัน ๒.๕ เท่า นี่คือผลกระทบอย่างหนึ่งที่เราได้รับก่อนหน้านี้อยู่แล้วครับ ยิ่งถ้านักเรียนไทยที่ไปเรียนที่โน่น ตกงานไม่มีงานทำอีกครับ อนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร บางคนที่บ้านส่งเงินไปไม่พอใช้ครับ สุดท้ายต้องไปทำงานอย่างเดียวเพื่อเลี้ยงชีพให้ได้ ไม่ได้เรียน Visa ขาด กลายเป็นคนหนีเข้าเมือง ที่อเมริกาครับ หรือที่โน่นเขาเรียกว่าโรบินฮู้ดครับ นี่คือผลกระทบต่อเนื่องที่มีการขึ้นภาษี นำเข้าที่เราอาจจะมองไม่เห็นครับ ยิ่งไปกว่านั้นครับ หน้าถัดไปครับ เมื่อวันที่ ๒ เมษายนครับ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและกงสุลสหรัฐตรวจสอบกิจกรรมบน Social Media ของผู้ยื่นขอ Visa สหรัฐ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ที่ วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐ อิสราเอลและผู้สนับสนุนปาเลสไตน์เดินทางเข้าประเทศครับ การโพสต์ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐ เช่น วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล การแสดงจุดยืนไม่สอดคล้องกับ ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกานะครับ หากพบพฤติกรรมดังกล่าวเขาอาจจะปฏิเสธ Visa ทันทีครับ ซึ่งมีคนที่ถูกเพิกถอนไปแล้วกว่า ๓๐๐ ฉบับครับ นี่คือหนึ่งในนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีเอไอมาวิเคราะห์พฤติกรรมบน Social Media ของผู้ถือ Visa ด้วยครับ เพื่อระบุตัวบุคคลที่อาจมีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบต่อการเมือง สหรัฐครับ นี่เหมือนการถูกคุกคามอย่างหนึ่งเลยครับ ที่นักศึกษาไทยจะต้องโดนที่อยู่ที่โน่นครับ ที่ผมกล่าวมาเป็นผลกระทบหลายด้านจริง ๆ ครับ แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ ผมดูเหมือนว่าเรื่องนี้ อาจจะคลี่คลายได้ครับ ผมเห็นในเว็บไซต์ครับ ก็มีทางนายกรัฐมนตรี หน้าถัดไปครับ นี่ครับ ตอนที่เลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จ นายกรัฐมนตรีเราโทรสายตรงถึงโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แสดงความยินดี มีความร่วมมือกันหลายเรื่องครับ ในการพูดคุยกัน แต่ทำไมครับ เมื่อทรัมป์ (Trump) ประกาศขึ้นภาษีจากประเทศไทย นายกรัฐมนตรีไม่เห็นต่อสายตรง โทรคุยกันบ้างเลยครับ ผมไม่ได้ให้โทรไปขอลดภาษีนะครับ ขอแค่ให้ประเทศไทยเราได้ลัดคิว เข้าไปเจรจาก่อนบ้างครับ เหมือนเวียดนามที่เขาเจรจาเรียบร้อยแล้วครับ🔗
สุดท้ายนี้ครับ ผมอยากฝากข้อเสนอไปยังรัฐบาล ๓ ข้อครับ ข้อแรกครับ อยากให้ช่วยกันหาทางช่วยเหลือร้านอาหารไทยที่สหรัฐครับ เพื่อให้เขาสามารถซื้อสินค้า ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารไทยได้ในราคาถูกครับ เพราะร้านอาหารเหล่านี้คือ Soft Power ของประเทศไทยในต่างแดนนะครับ ข้อที่ ๒ ครับ อยากฝากให้ช่วยประสานงานสถานทูต ในสหรัฐอเมริกาครับ ช่วยดูแลนักเรียนไทยไม่ให้ถูกคุกคามจากมาตรการของสหรัฐอเมริกา ในทุกรูปแบบครับ ข้อที่ ๓ ครับ ถ้าเป็นไปได้ลองคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐครับ ช่วยปรับลด ค่าเล่าเรียนให้กับนักเรียนไทยให้ลดลงด้วยขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ผมขอร่วมอภิปรายญัตติด่วนผลกระทบจากการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ท่านประธานที่เคารพครับ สงครามการค้าได้ระเบิดขึ้นแล้ว เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ได้ขึ้นภาษีสินค้าสะเทือนไปทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยหนีไม่พ้นครับ โดนมาตรการทางภาษี ของสหรัฐอเมริกา เพราะเขาต้องการแก้ปัญหาใน ๓ ด้านของเขา แต่เราต้องได้รับผลกระทบ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ ๑. การเสียดุลการค้า ๒. การนำเงินรายได้มาชดเชยการขาดดุล ของประเทศ ๓. การแลกเปลี่ยนสินค้ากับสหรัฐอเมริกา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร คณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบทุกท่าน ประเทศไทยโดนภาษีตอนแรก ขอดูสไลด์ครับ🔗
นี่จัดอยู่ในกลุ่ม ๑๕ ประเทศนะครับ ถือว่าโดนจัดการค่อนข้างแน่นอน แล้วอีกกลุ่มประเทศก็เป็นกลุ่มประเทศที่จับตา นั่นเห็นว่า ประเทศไทยของเราเป็น ๑ ใน ๑๐ ที่ได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐอเมริกา เช่น เราได้ส่งออก หรือ Export ยางรถยนต์ ข้าว ๘๐๐,๐๐๐ กว่าตัน หมูซึ่งสามารถเอาไปแลกกับข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งส่วนมากก็ปลูกอยู่ในเขตของรีพับลิกันของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นี่ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอชื่นชมนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลที่ไม่รีบ ไปกราบกรานทรัมป์ (Trump) แบบไร้เป้าหมาย เพราะความบ้าระห่ำของผู้นำสหรัฐในการ ขึ้นภาษีเกิดสงครามการค้าในครั้งนี้ มีการแสดงความเห็นของคนในอเมริกาเองซึ่งออกมาเป็น ล้านล้านคน แม้แต่ผมต้องเอ่ยชื่อว่าอีลอน มัสก์ (Elon Musk) จากเทสลาถือว่าเป็นนายทุนใหญ่ ของทรัมป์ (Trump) ยังต้องออกมาบอกว่าที่ปรึกษาของทรัมป์ (Trump) ด้านการค้านายปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ออกมานี่เหมือนกับคนที่มีสมองเป็นก้อนอิฐ แรงนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร คน Greenness มีวุฒิภาวะใช้สติปัญญา แก้ปัญหามาถูกทางครับ เพราะหัวใจในการแก้ปัญหาการขึ้นภาษีของอเมริกาคือการเจรจาครับ เจรจาแบบรู้เขารู้เราคือเข้าใจและแม่นยำสำคัญเลือกทางสายกลาง มุ่งพบปะหารือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน Mass ทั้ง สส. สว. และพันธมิตรของอเมริกา เจรจาแบบพหุภาคีครับ ท่านประธานที่เคารพ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ตั้งคณะตัวแทนผู้เจรจานำโดยท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและทีมงานกระทรวงการคลัง ทีมงานรัฐบาลซึ่งเข้าใจปัญหา มีเป้าหมายและเข้าใจว่าทรัมป์ (Trump) ต้องการอะไร ว่าเขาต้องการคือต้องการแก้ไขปัญหา การขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกามายาวนาน ๒. ต้องการเงินมาโปะรายได้ของประเทศ ให้ลดลงหรือที่หายไปครับ ๓. ต้องการย้าย Crisis คือเอาวิกฤตการณ์ให้ออกไปจากอกตัวเอง แต่ท่านประธานครับ ผมมองดูแล้วกลับกลายเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอตัวเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเทศไทยเรามีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ ทางเศรษฐศาสตร์ มีความมั่นคง เป็นที่หมายปองของมิตรประเทศใน Asia ในอาเซียน ๑๐ ประเทศ แม้แต่ยุโรปเอง ก็ยังให้ความสนใจอยากมาทำการค้าการขายกับประเทศเรา จริง ๆ แล้วอย่างที่หลายท่านบอกว่าอเมริกาเองก็เป็นมิตรประเทศที่ดีของเรามาก่อน ร่วมรบ ร่วมสู้ศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นจงอางศึกหรือสงครามเกาหลีนะครับ อย่างนี้เราเรียกว่า เป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันมาโดยตลอด แต่เราไม่นึกไม่ฝันว่าสักวันหนึ่งมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีนัยสำคัญแบบเราเรียกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ปัจจัยที่บอกสิ่งสำคัญเรามีผู้นำคือ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้มีภูมิรู้ ภูมิธรรม มีวุฒิภาวะ ผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ นำรัฐบาลตั้งทีมไปเจรจา ไปทลายกำแพงภาษี มีทีมแข็งแกร่งด้วยวิธีการอันแยบยล ด้วยยุทธวิธีเข้าใจแม่นยำเดินสายกลาง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมั่นใจว่าประเทศไทย ของเราจะผ่านพ้น Crisis วิกฤตการณ์กำแพงภาษีของทรัมป์ (Trump) ไปได้ดีอย่างแน่นอนครับ ที่สำคัญผมขอขอบคุณรัฐบาลที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ อีก ๓ ท่านนะครับ ท่านแรกท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ท่านที่ ๒ พริษฐ์ วัชรสินธุ ท่านที่ ๓ ท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ท่านที่ ๔ ท่านเซีย จำปาทอง เชิญท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ในโลกของการทูตทางการค้า ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรมีแต่ผลประโยชนที่ต้องปกป้องเพื่อประชาชนนะครับ ผมขอใช้ โอกาสนี้ในการให้ข้อแนะนำต่อรัฐบาลไทยหรือคณะตัวแทนประเทศไทยที่จะเดินทาง ไปเจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยเน้นถึงมิติหนึ่งที่ยังไม่ถูกหยิบยกมาพูดมากเท่าที่ควร นั่นก็คือมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการอยู่ใน ประเทศไทยซึ่งมีน้ำหนักมากพอที่จะกลายเป็นไพ่ในการเพิ่มอำนาจการต่อรองของประเทศไทย หลังจากเหตุการณ์ที่ทางสหรัฐจะมีการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้นหรือ Reciprocal Tariffs ผมอยากชวนเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านให้เข้าไปดูสูตรการคำนวณครับ จะเห็นว่าเน้นไปสินค้า ที่จับต้องได้แต่ไม่ได้รวมด้านการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการทางด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบัน เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลนั้นเข้ามามีบทบาทแทบจะทุกภาคส่วนในด้านธุรกิจและ ชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนครับ วันนี้ผมขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ที่มหาศาลของ บริษัทจากสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการด้าน Digital Services ต่าง ๆ เช่นบริษัท Microsoft Google Facebook Youtube Instagram Netflix X Apple Service และอีกมากมายที่มาสร้างรายได้ ในประเทศไทย แต่ปัจจุบันเราเก็บภาษีได้เพียงน้อยนิด คิดจากมูลค่ารายได้ของบริษัทเหล่านี้ ท่านประธานครับ จากข้อมูลล่าสุดปี ๒๐๒๕ โดย Datareportal ชี้ให้เห็นว่าประชาชน คนไทยกว่า ๕๑ ล้านคนหรือราว ๗๑ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยล้วนแต่เป็นผู้ใช้บริการ แพลตฟอร์มดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลจากคนไทย เช่น Facebook ที่มีรายได้จากโฆษณากว่าปีละ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านบาท Instagram ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท Google ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท Youtube ๕,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ล้านบาท และค่าซอฟแวร์ จาก Microsoft และอื่น ๆ อีกมากมาย ผมอยากให้ทุกท่านได้ดูบนสไลด์ครับ🔗
นี่คือตัวเลขจำนวนผู้ใช้ แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในประเทศไทยผมก็ต้องเรียนตรง ๆ ครับว่าคนไทยใช้ Social Media ค่อนข้างที่จะเยอะซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นจำนวนมากโดยที่เรา เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง ๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศ อินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซียและประเทศเวียดนามได้มีการจัดเก็บ Digital Services Tax หรือภาษีการบริการทางด้านดิจิทัลที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ ๓-๑๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเติม จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าในอนาคตเราควรจะต้องหารือกันอย่างจริงจังในการ กำกับดูแล Digital Service ของต่างชาติในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ เรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลและการจัดเก็บภาษีที่เข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ เอาสไลด์ลงครับ ท่านประธานครับ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ว่าคนไทยใช้เวลากับแพลตฟอร์มสหรัฐเฉลี่ยวันละ ๖ ชั่วโมงและ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ ค่าโฆษณาดิจิทัลในไทยตกอยู่กับบริษัทสหรัฐอเมริกา ธุรกิจไทยต้องจ่ายค่าบริการให้แพลตฟอร์ม เหล่านี้ปีละไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐเริ่มพิจารณามาตรการทางภาษี ที่อาจกระทบต่อการส่งออกของไทยทั้งในด้านเกษตรกรรม อาหารแปรรูป ยางพารา และ อุตสาหกรรม นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลควรจะต้องหยิบมูลค่าดิจิทัลเหล่านี้ขึ้นมาใช้เป็น เครื่องมือในการต่อรอง แต่ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อแสดงจุดยืนและนำไปเป็นข้อต่อรอง แห่งความเป็นธรรมในการค้า ผมขอย้ำว่าเจตนาในการอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตีรัฐบาล แต่เพื่อเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้รัฐไทยมีไพ่ที่สามารถใช้ในการต่อรองในโลกแห่งการแข่งขัน ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน ผมขอส่งข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการนำไปเจรจาดังต่อไปนี้ ๑. รัฐบาลไทยควรจัดทำรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริการดิจิทัลจาก สหรัฐอเมริกาที่ดำเนินในประเทศไทยนำไปต่อรองในการเจรจาครั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประชาชนคนไทย ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและปากท้องและชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของ ตลาดดิจิทัลในประเทศไทยที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี และอีกข้อครับ ผมต้องขอฝาก ไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้แทนไทย ที่จะไปเจรจาที่สหรัฐได้ให้คำมั่นสัญญากับทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมายภายในประเทศไทยอย่างเข้มงวดครับ โดยเฉพาะการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะหากเราพิจารณาถึงเหตุผลที่สหรัฐใช้ในการจัดเก็บภาษีรอบนี้จะพบว่ามีการอ้างถึง ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยซึ่งเคยส่งผลให้เราเสียสิทธิพิเศษทางภาษีหรือ Generalised System of Preferences หรือ GSP และถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังในด้าน ทรัพย์สินทางปัญญามาก่อน อันเกิดจากการแพร่กระจายของสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาด ทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงปัญหาซอฟต์แวร์เถื่อนที่รัฐบาลยังขาดมาตรการ การควบคุมที่เด็ดขาด สุดท้ายครับผมขอเป็นกำลังใจให้คณะผู้แทนจากประเทศไทยที่จะไป เจรจาให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และปากท้องของประชาชนคนไทย เป็นที่ตั้ง เราไม่ใช่แค่ตลาดสำหรับบริษัทข้ามชาติ แต่เป็นหุ้นส่วนที่ควรมองเห็นชัยชนะ ร่วมกันครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่เพียงแต่สร้าง ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าให้กับประชาชนทุกคนในแทบทุกประเทศ แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือน ต่อระเบียบโลกที่เสี่ยงจะถูกเปลี่ยนจากการค้าที่เสรีและยึดอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ร่วมกันไปเป็นการค้าที่อิงกับความไม่แน่นอนและการตอบโต้กันไปมา ท่านประธานครับ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารพูดถึงเป้าหมายในการเพิ่ม บทบาทประเทศไทยในเวทีโลก วันนี้ละครับจะเป็นบทพิสูจน์ว่าบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึงนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การจับมือผู้นำ การเดินพรมแดง หรือว่า การถ่ายภาพสวย ๆ ครับ แต่หมายถึงความสามารถในการใช้เวทีนานาชาติ และการแสวงหา ความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนคนไทย ท่านประธานครับ คำขวัญ ของอาเซียนมีอยู่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งอัตลักษณ์ หนึ่งประชาคม ดังนั้นข้อเสนอของผมที่จะ อภิปรายต่อรัฐบาลในวันนี้คือการเสนอให้รัฐบาลไทยนั้นลุกขึ้นมามีบทบาทนำในการทำให้ประเทศ ในอาเซียนนั้นเป็นหนึ่งประชาคมจริง ๆ ที่เดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพในอย่างน้อย ๕ ข้อซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย🔗
ข้อที่ ๑ ผมเห็นว่าประเทศไทยควรจะเชิญชวนประเทศอื่นในอาเซียน มาออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อยืนยันในหลักการว่าระเบียบโลกที่ส่งเสริมการค้าที่เสรีนั้น เป็นประโยชน์กับทุกประเทศและเพื่อยืนยันว่าการที่สหรัฐขาดดุลทางการค้ากับประเทศอื่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นไปเอาเปรียบสหรัฐ เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การยืนยันทฤษฎีกัน หล่อ ๆ นะครับท่านประธาน แต่ความจริงแล้วในเชิงข้อเท็จจริงประเทศในอาเซียนนั้น เป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและได้ประโยชน์จากการค้าเสรีระหว่างประเทศมาก เป็นอันดับต้น ๆ เราเห็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ มาเลเซียครับก็มีการยืนยันหลักการ ดังกล่าวในคำแถลงการณ์ของตนเอง แต่กลับเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเสียเองนี่ละครับ ที่เลือกไม่ยืนยันหลักการดังกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมา แต่กลับไป ยอมรับนะครับว่ารัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของสหรัฐที่จะต้องปรับสมดุล ทางการค้ากับประเทศคู่ค้าจำนวนมากผ่านนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน ดังนั้นครับ ผมเห็นว่ารัฐบาลไทยควรจะแก้มือแล้วก็ดึงทุกประเทศในอาเซียนมายืนยันหลักการนี้ร่วมกัน🔗
ข้อที่ ๒ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะรวมตัวกับประเทศอื่นเพื่อเพิ่ม อำนาจต่อรองในการเจรจากับสหรัฐอเมริการ่วมกันในฐานะอาเซียน ในขั้นพื้นฐานครับ การเจรจาร่วมกันในฐานะอาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและทำให้เสียงของเราดังขึ้น ประเทศไทยเรามีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นอันดับที่ ๒๖ ๒๗ ของโลกแต่หากเราเอาทุกประเทศ ในอาเซียนมารวมกันจะมีขนาดเศรษฐกิจที่คิดเป็นอันดับ ๕ ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นการเจรจา ร่วมกันในฐานะอาเซียนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการที่เรานำเอาทรัพยากรของแต่ละ ประเทศมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดของตลาดที่อาเซียนเราสามารถไปเปิดร่วมกันได้ ให้กับสินค้าสหรัฐอเมริกาหรือไม่ว่าจะเป็นการรวมเครือข่ายและสายสัมพันธ์ที่แต่ละประเทศมี ในการพยายามจะติดต่อและเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ (Trump)🔗
ข้อที่ ๓ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะแสวงหาข้อตกลงระหว่างประเทศ ในอาเซียนว่าจะไม่ดำเนินยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐอเมริกาที่ขัดแย้งหรือตัดกำลังกันเอง ท่านประธานครับ หากเราไม่มีการพูดคุยกันเลยแล้วปล่อยให้ต่างคนต่างทำ แต่ละประเทศ ก็อาจจะดำเนินการยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป บางประเทศก็อาจจะเน้นการตอบโต้ บางประเทศก็อาจจะเน้นการลด แลก แจก แถม การที่แต่ละประเทศแยกกันเดินเข้าหา สหรัฐอเมริกาแข่งกันเอาใจสหรัฐอเมริกาแบบนี้มันเข้าทางสหรัฐอเมริกาเต็ม ๆ ครับ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถแสวงหาความร่วมมือกับอาเซียนเพื่อมีกรอบข้อตกลงร่วมกัน ในระดับหนึ่งว่าจะไม่มีใครแตกแถวไปเอาใจสหรัฐอเมริกาด้วยตนเองมากเกินควร ผมเชื่อว่า ภูมิภาคเราในภาพรวมก็จะสามารถได้ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาที่โดยรวมแล้วจะเป็นประโยชน์ กับทุกประเทศมากกว่าเดิม🔗
ข้อที่ ๔ ผมเห็นว่าประเทศไทยนั้นควรจะแสวงหาข้อตกลงระหว่างประเทศ ในอาเซียนเพื่อลดอุปสรรคต่อการค้าระหว่างกันและกัน ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในระยะ เฉพาะหน้านั้นภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือการเร่งเยียวยาและหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ หากเรายังไม่สามารถเจรจาเพื่อจะลดกำแพงที่สหรัฐอเมริกาตั้งไว้ได้ สิ่งหนึ่งที่เราพอทำได้ คือการพูดคุยกับประเทศในอาเซียนด้วยกันและร่วมมือกันลดกำแพงที่เหลืออยู่ในการทำ การค้าระหว่างกันและกันเองโดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหรือว่า Non Tariff Barrier ยกตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดเชิงเทคนิคต่าง ๆ ที่อาจจะซับซ้อนแล้วก็ไม่โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนทางธุรการหรือการขอใบอนุญาตที่อาจจะมีความยุ่งยากรวมไปถึงคุณวุฒิ วิชาชีพหรือมาตรฐานสินค้าที่อาจจะยังเหลื่อมกันอยู่ในแต่ละประเทศ🔗
ส่วนข้อเสนอข้อสุดท้ายครับท่านประธาน คือผมเห็นว่าประเทศไทยนั้น ควรจะมองไปถึงการเพิ่มสถานะแล้วก็อิทธิพลของอาเซียนในอนาคตโลกที่อาจจะเต็มไปด้วย ความขัดแย้งระหว่างหลายมหาอำนาจ แน่นอนครับผมคิดว่าคงไม่มีใครในที่นี้บอกว่าประเทศไทย จะเป็นมหาอำนาจแต่เราก็ต้องไม่ลดทอนตัวเองไปเป็นประเทศขนาดเล็กเช่นกัน ดังนั้น หากเราต้องการจะเป็นอำนาจกลางที่มีพลังเราควรจะตั้งเป้าในการเป็นผู้นำของอาเซียนที่หัน มามีเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ร่วมกันที่ชัดขึ้น ในการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศอื่นบนฐานของ กฎกติกาสากลมากกว่าการแยกกันเดินจนต่างถูกบีบให้สมยอมกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง🔗
ดังนั้นโดยสรุปในเมื่อวิกฤติที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย ทางออกเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในเวทีโลกโดยเฉพาะการใช้ กลไกของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการช่วยเหลือคนไทยฝ่าฟันทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ เฉพาะหน้าและป้องกันความเสี่ยงจากการจัดระเบียบโลกใหม่ในระยะยาวด้วยเช่นกันครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปก็จะเป็นท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ท่านเซีย จำปาทอง ท่านสหัสวัต คุ้มคง ท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ผู้แทนของวังจันทร์ พรรคประชาชนครับ ผมขออภิปรายญัตติ เรื่อง พิจารณาศึกษาผลกระทบ และมาตรการรับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาอเมริกา โดยผมขอเริ่มต้นด้วย ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการเติบโตของการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่โตขึ้น อย่างก้าวกระโดด ท่านประธานครับ เมื่อปลายปี ๒๕๖๗ ตลาดส่งออกของประเทศไทย เราพบว่ามียอดส่งออกสูงขึ้น ตอนปี ๒๕๖๘ เรายังคงพุ่งสูงขึ้นไปอีกถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็น New High โดยเฉพาะเมื่อดูมูลค่าสินค้าส่งออกไปยัง สหรัฐอเมริกาตัวเลขดุลการค้าของประเทศไทยเป็นอันดับที่ ๑๑ โดยเราได้ดุลมาที่ ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ก็มาจากทั้งบริษัทที่เป็นของสหรัฐอเมริกามาตั้งฐานผลิต ในประเทศไทยแล้วส่งกลับไปขายในประเทศ บางส่วนก็เป็นผลผลิตจากผู้ผลิตชาวไทยและมีส่วน ที่เป็นผลผลิตมาจากสินค้าที่มาจากประเทศจีนที่ตอนนี้กำลังถูกตั้งกำแพงภาษีจาก สหรัฐอเมริกาแต่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งสินค้าไปยังปลายทาง เมื่อดูดัชนีภาคการผลิต ของไทยเราจะพบว่ากลับลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่กลางปี ๒๕๖๗ ซึ่งสันนิษฐานว่าสินค้า บางส่วนอาจเป็นสินค้าสวมสิทธิ ที่ใช้ส่งออกโดยใช้ช่องว่างที่ประเทศไทยงดเว้นภาษีนำเข้าให้กับจีน เพื่อนำผ่านสินค้าเข้ามา ตั้งบริษัทเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหนีกำแพงภาษีที่สหรัฐตั้งไว้กับจีน พอส่งไปก็ปั้น ตัวเลขส่งออกทำให้ไทยเราดูดี ดูก้าวกระโดด แต่สุดท้ายเมื่อตัวเลขการจ้างงานและการผลิต ไม่เพิ่ม สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างอะไรให้กับสังคมไทยเลย ท่านประธานครับ ประเทศไทยส่งออก ไปสหรัฐมากที่สุด เราพึ่งพาตลาดของสหรัฐเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วนอยู่ที่ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าสถานการณ์การขึ้นภาษียังคงอยู่และกินระยะเวลายาวนาน ธุรกิจไทยมีโอกาสพังทั้ง Supply Chain ซึ่ง Supply Chain ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่ตัวอักษรครับ แต่มันคือ ชีวิตคนไทยนับแสน นับล้านที่อยู่ในนั้น หลายคนอยู่ในเขตอีอีซีอยู่ในเขตบ้านผม ที่กำลัง จะกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ ความจริงดัชนีการจ้างงานไทยก็ไม่ได้สูงขนาดนั้นครับ และจะเห็นว่าโรงงานจีนที่มาตั้งอยู่ในไทยส่งสินค้าไปอเมริกาตีตราไทย เรื่องแบบนี้เป็นเรื่อง ที่เป็นปัญหา เพราะการนำเข้าส่งออกทันที หรือที่นำเข้ามาประกอบผลิตและเตรียมส่งออก อย่างน้อยผมในฐานะ สส. พื้นที่ คนในพื้นที่ก็คิดว่าอย่างน้อยควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่ Local Content แต่กลับเป็นว่าธุรกิจจีนนี่เข้ามาครับกลายเป็น ธุรกิจศูนย์เหรียญ เข้ามาก็เอาคนจีนเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย เอาสินค้าจีนมาขายคนจีน ลามไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ครับ บ้านเช่าหรือตึกคอนโดก็ปล่อยเช่าโดยคนจีนด้วยกัน เราไม่ได้อะไรเลยครับ แต่เราได้การถูกมองว่าเราเป็นฐานการผลิตสินค้าจีนส่งออกไปยังสหรัฐ รัฐบาลต้องเริ่มทบทวนการเปิดรับการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพโรงงานสินค้า ที่ประกอบในไทยด้วย ผมมีตัวอย่างที่ยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือเคสโรงงานเหล็ก ซินเคอหยวนครับ ท่านประธานครับ การลงทุนจากจีนที่เขามานี่ ผ่านการเชื้อเชิญโดยการให้ BOI ลด แลก แจก แถม ให้ทุนจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศของเรา แต่สิ่งที่เราได้ ความเป็นจริงก็คือธุรกิจไทยได้รับผลกระทบครับ เหล็กไทยลดกำลังการผลิตลงมาเหลือแค่ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ สำหรับธุรกิจที่ใช้เตา EIF และเตา IF ที่มีมลพิษมากกลับมาทุบตลาด จนผู้ผลิตชาวไทยแบกรับต้นทุนไม่ไหว ผลิตสินค้าสู้ก็ลำบาก แล้ว BOI ก็ให้สิทธิพิเศษในการ จ้างงานคนจีน แทนที่จะจ้างงานคนไทย เพื่อจะให้แรงงานที่มีความสามารถพิเศษมาสร้าง การผลิตเหล็กอยู่ในประเทศไทย คำถามคือเหล็กจากแรงงานคุณภาพพิเศษที่ BOI ยกเว้นให้ ทำไมถึงได้ไปปรากฏอยู่ในตึก สตง. ที่ถล่มลงมา และปรากฏว่าเป็นเหล็กที่ไม่ได้คุณภาพ ผมต้องพูดว่าการที่เราจะวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่งขั้นแรกเราต้อง เริ่มจากการหาหลักให้เจอ อย่างเช่นหลักของการเคารพสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ของไทย ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานครับ เราประสบภาวะทั้งเรื่องการถูกมองจากโลกทั้งใบจากกรณีที่ส่ง ชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน เรื่องนี้กระทบต่อท่าทีของเราที่ไปเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ หรือไม่ เราประเมินกันได้ หรือแม้แต่เรื่องที่มีนักวิชาการชาวอเมริกันถูกจับในคดีความมั่นคง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะทำให้ท่าทีในการไปเจรจาถูกมองว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชนตามที่ อเมริกาเรียกร้องหรือไม่ และประเทศที่มีท่าทีเอนเอียงไปทางประเทศจีนมากเราเห็นได้จาก ในอาเซียนของเราครับ กัมพูชาถูกขึ้นภาษี ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ลาว ๔๘ เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม ๔๖ เปอร์เซ็นต์ เมียนมา ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเหล่านี้มีท่าทีเอียงไปทางการพึ่งพาจีนเป็นหลัก ขณะที่ประเทศที่มีความเป็นกลางหรือมีความใกล้ชิดมากกว่าอย่างสิงคโปร์ก็โดนไปแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์ที่ดูมีท่าทีมีผลกระทบ มีข้อพิพาทกับจีนโดนไป ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศที่โดนภาษีมากก็อยู่ในสภาวะที่พึ่งพาจีนเป็นหลัก จึงถูก สหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูงมาก สหรัฐไม่ได้ตั้งกำแพงภาษีเพียงเพื่อกีดกันการค้ากับประเทศ ที่เป็นคู่ค้า แต่เป็นการวางหลักการว่าแต่ละประเทศต้องไม่ถูกมองเป็นทางผ่านของสินค้าจีน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามการค้ากับสหรัฐโดยตรง ซึ่งนี่จะต้องทำให้ไทยหาวิธีการที่จะถูก มองว่าเราไม่ได้เอียงไปทางประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ซึ่งผมก็ได้พูดไปแล้วว่าที่ผ่านมา เราถูกตั้งคำถามอะไรบ้าง ดังนั้นข้อเสนอจากทางผมก็ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่าเราต้องเริ่ม กระบวนการทบทวนในเรื่องของการให้ BOI และชักชวนการลงทุนมาในประเทศไทยรวมถึง การเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การเจรจาได้รับการตอบรับในท่าทีที่ดีขึ้น ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา การทบทวน BOI ไม่ใช่ว่าไม่มีการชงนะครับ ล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้มีการชงยกเลิก BOI ของบริษัท ซินเคอหยวนเข้าไปยังบอร์ด BOI แล้ว ซึ่งพอดีกับว่าประธานบอร์ด BOI ก็คือท่านพิชัย ชุณหวชิร จะต้องเป็นตัวแทนคณะประเทศไทย ไปเจรจา ผมว่าการที่ท่านเริ่มต้นจากการที่นัดประชุมบอร์ด BOI และพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นคำตอบว่าการปกป้องตลาดเหล็กไทยและนำไปตอบว่าเรามีการพิจารณาท่าทีในการ ที่จะให้ BOI หรือระงับ BOI ของบริษัทที่ไม่ได้คุณภาพ และเป็นบริษัทจากประเทศจีนที่เราให้ BOI อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ทางสหรัฐอเมริกา เปิดรับการเจรจาจากเรามากขึ้น และท่านไม่ต้องกังวลว่าคนในพื้นที่ผมจะได้รับผลกระทบนะครับ โรงงานซินเคอหยวนจ้างงานคนไทยแค่ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจีนและแรงงานต่างด้าวล้วน ๆ เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศ ผมก็ขอฝากข้อเสนอนี้ไปยังทางรัฐบาลโดยเฉพาะทางท่านพิชัย ชุณหวชิร ก็รีบหยิบเอาข้อเสนอของทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมาพิจารณา แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนไปเจรจานะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านเซีย จำปาทอง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง พิจารณาศึกษาแนวทางการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ ท่านประธานครับ ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ที่รู้สึกเป็นกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกามีมาตรการการขึ้น กำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งไทยเราโดนเรียกเก็บสูงถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบแน่ ๆ และกลุ่มที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือภาคแรงงานครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ข้อมูลจากศุลกากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าสินค้าที่ไทย ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด ๕ อันดับแรกในปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่ามากกว่า ๑ ล้านเหรียญสหรัฐ เครื่องโทรสาร เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่ามากกว่า ๔,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์ยางมูลค่ามากกว่า ๔,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และ Diode มูลค่ามากกว่า ๒,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบมูลค่า มากกว่า ๑,๘๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่านประธานครับ ๓ ใน ๕ ของธุรกิจเหล่านี้อยู่ใน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แน่นอนครับว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแน่ ๆ จากกำแพงภาษีที่สูงขึ้นและเมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น การลดต้นทุนแรงงานก็จะตามมา ครับท่านประธาน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจให้ข้อมูลไว้ว่าอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้งเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ มีการจ้างงานกันมากกว่า ๑.๒ ล้านคน แต่หากมาดูตัวเลขของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน คนงาน ณ สิ้นปี ๒๕๖๗ ในอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์มีคนงาน มากกว่า ๓๓๐,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์มีคนงานมากกว่า ๓๙๐,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มการผลิตเครื่องจักรและเครื่องกลมากกว่า ๑๙๐,๐๐๐ คน อุตสาหกรรมโลหะอีกเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คน และหากรวมพวกอุตสาหกรรมอาหารและ เครื่องดื่มที่มีความเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบอีกกว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน จะมีคนงานที่มีความเสี่ยง และอาจได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีรวมกันมากกว่า ๒ ล้านคน ตัวเลขนี้เฉพาะคนที่อยู่ ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ทุกครั้งที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ มักจะใช้เป็นข้ออ้างในการปรับลดจำนวนคนงานหรือเลิกจ้าง หรือไม่ก็การจ่ายค่าจ้างลดลง เป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ผมหวังว่านายจ้างจะไม่ใช้วิกฤตินี้เป็นข้ออ้างซ้ำเติมแรงงานเหมือนทุก ๆ ครั้ง ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ที่สหรัฐอเมริกายังไม่ประกาศเพิ่มภาษียังมีลูกจ้าง ตกงานจำนวนมาก สิ่งที่กังวลก็คือนายจ้างบางคนไม่รับผิดชอบต่อสังคม ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เลิกจ้างไม่จ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายเช่น บริษัท ฟูไน ไทยแลนด์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรทัศน์ บริษัท ยานภัณฑ์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ถูกเลิกจ้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชยเลยครับท่านประธาน และไม่ใช่แค่นั้น ความเสี่ยงจากการถูก เลิกจ้างที่แรงงานต้องเผชิญเพราะเมื่อการแข่งขันของภาคธุรกิจรุนแรงมากขึ้นมักมาพร้อมกับ การแสวงหาแรงงานราคาถูก การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำก็คงจะถูกแช่แข็งไปอีกนานหรือ ภาคธุรกิจอาจหันไปใช้บริการแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานผิดกฎหมายมากขึ้น แล้วอำนาจ ต่อรองของแรงงานไทยจะไปอยู่ที่ไหนในเมื่อรัฐก็ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของแรงงาน ไม่ยอม ส่งเสริมสิทธิการรวมตัวให้คนทำงานมีอำนาจร่วมตัดสินใจในการแก้ปัญหา และวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องหันมาสนใจและดำเนินการอย่างเร่งด่วน ท่านประธานครับ รัฐบาลควรหันมาส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นหรือไม่ จะส่งเสริมการพัฒนาฝีมือ แรงงานอย่างไรในอนาคต จะส่งเสริมสิทธิของแรงงานมากขึ้นกว่านี้หรือไม่ และจะมีมาตรการ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร รัฐบาลต้องคิดดี ๆ นะครับ มิฉะนั้นเศรษฐกิจฐานราก ได้พังทั้งระบบแน่ ๆ ผมจึงขอยืนยันว่าเห็นด้วยกับญัตติด่วน เรื่อง แนวทางการรับมือกำแพง ภาษีสหรัฐ และขอฝากประเด็นที่ได้อภิปรายมาให้คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาและ นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป และสิ่งสำคัญก็คือรัฐบาลและพวกเราต้องไม่ทอดทิ้งพี่น้อง แรงงานนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชนครับ ขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายญัตติแผนการรับมือจากการขึ้นกำแพงภาษีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกานะครับ ท่านประธานครับ หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับคู่ค้าที่เกินดุลการค้า กับสหรัฐมากเป็นพิเศษ โดยประเทศไทยของเราเองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยเราโดนภาษีมากขึ้นถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสำหรับเรื่องดังกล่าวก็มีคนพูดไปมากพอสมควรแล้ว สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือมิติผลกระทบและข้อเสนอด้านแรงงานซึ่งก็ต่อจากท่านเซีย จำปาทอง ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ พื้นที่ของผมคือพื้นที่โซนอุตสาหกรรมครับ หรือพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่ที่สร้างจีดีพีได้เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ และแน่นอนครับว่า มาตรการทางภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) พื้นที่ของผมเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เป็นพื้นที่ต้น ๆ ของประเทศเลยครับ ดูได้จากการที่หุ้นของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ของผม ตกลงอย่างต่อเนื่องหลายวันนับตั้งแต่การประกาศครับ แล้วเรื่องที่สำคัญมากกว่านั้น คือมาตรการเหล่านี้กระทบกับแรงงานทั้งประเทศ ผมต้องเรียนอย่างนี้ หลายท่านคงทราบกันดี ว่าอุตสาหกรรมหลักของเราที่ได้รับผลกระทบคือภาคยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และ Jewelry ครับ ซึ่งแรงงานใน ๔ อุตสาหกรรมหลักนี้รวมกันก็ประมาณ ๒ ล้านคนแล้วครับ นี่ยังไม่นับเรื่องของ ยางล้ออีก ๔๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ คน ที่ได้ผลกระทบแน่ ๆ จากการสวมสิทธิจากจีนเข้ามาครับ ท่านประธานครับก่อนที่จะมีมาตรการด้านภาษีเรื่องนี้เราก็เผชิญหน้ากับปัญหาเลิกจ้าง ในภาคยานยนต์ไปแล้วจากการที่รถยนต์ EV จากจีนเข้ามาตีตลาดไประลอกหนึ่ง เมื่อมาตรการนี้ ขึ้นมาเป็นที่แน่นอนว่าเราได้รับผลกระทบในการเลิกจ้างอย่างแน่นอนในระยะยาว แต่สำหรับ ระยะสั้นนั้นปัญหาที่เกิดอาจจะไม่ใช่เรื่องของการเลิกจ้าง แต่เป็นปัญหาของแรงงานที่ได้รับ ค่าตอบแทนที่น้อยลง หลายท่านที่ไม่ชินกับระบบกับโรงงานถามว่าทำไมถึงเกิดผลกระทบเช่นนี้ ผมขออธิบายอย่างนี้ท่านประธานครับ ในระบบโรงงานลูกจ้างจำนวนมากถูกคิดค่าจ้างเป็นรายวัน ไม่ถูกคิดเป็นรายเดือน หมายความว่าถ้าวันไหนโรงงานปิดหรือไม่เปิดให้ลูกจ้างทำงานก็จะ ขาดรายได้ของวันนั้นไป และแน่นอนครับว่ากำลังการผลิตของโรงงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับ Order ของลูกค้า มีคำสั่งซื้อมากก็จะผลิตมาก มีคำสั่งซื้อน้อยก็ผลิตน้อย ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างนี้ ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งเดิมมีคำสั่งซื้อเข้ามาเดือนนั้น ๑๐๐,๐๐๐ ชิ้นก็อาจจะมีการทำงาน ๖ วัน ต่อสัปดาห์ บวก OT อีกสัก ๔ ชั่วโมง ถ้าลดลงมาเป็น ๗๐,๐๐๐ ชิ้นก็อาจจะมี ๕ วัน ต่อสัปดาห์ ลดลงไปเหลือ ๕๐,๐๐๐ ชิ้นก็อาจจะมีแค่ ๓ ๔ วันต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่าถ้าไม่มี การสั่งซื้อเข้ามา Order หดหายครับ จะทำให้รายได้ของลูกจ้างลดลงไปด้วยจากที่ทำงาน ได้ ๕ ๖ วันก็อาจจะทำงานได้แค่ ๔ วันต่อสัปดาห์ แล้วก็ไม่มี OT นั่นทำให้รายได้ของพี่น้อง แรงงานในภาคการผลิตเหล่านี้อาจจะหายไปกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คิดง่าย ๆ หากแรงงาน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็หมายความว่าจะมีรายได้เหลือเพียงประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน คือหายไปประมาณ ๖,๐๐๐ บาท นี่ยังไม่นับว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถูกเลื่อนอีกแล้ว แบบนี้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานเราจะเป็นอย่างไร และอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ ที่เราต้องคิดคือแรงงานที่อาจสูญเสียงานเหล่านี้เป็นแรงงงานที่มีทักษะสูง และเป็นทักษะ เฉพาะทางด้วยนะครับ ดูตัวอย่างแรงงาน Jewerly แรงงานขึ้นรูป แรงงานเฟอร์นิเจอร์ โอกาสที่คน เหล่านี้จะปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อรองรับงานที่จะเปลี่ยนไปจะเป็นไปได้ขนาดไหน แล้วถ้าเป็นแบบนี้ ปัญหาการว่างงานของแรงงานจะไม่ใช่แค่แรงงานไร้ฝีมือแล้วครับ แต่กลายเป็นว่าแรงงานมีฝีมือเอง ก็กำลังจะว่างงานด้วยเช่นกัน นอกจากการผลิตที่ต่ำลงแล้วไม่มีทางที่จีดีพีจะแตะไปถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ แบบที่ทางรัฐบาลเคยพูดเลย ความน่ากลัวต่อมาคือเมื่อแรงงานรายได้ลดลง ส่งผลต่อการบริโภคในประเทศ เมื่อแรงงานไม่มีเงินกำลังซื้อก็น้อยลง อยากกินลูกชิ้นทอด หน้าโรงงานเล่น ๆ ก็อาจจะไม่ซื้อ แล้วก็ไป Effect ร้านลูกชิ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวในโซนหอพัก แรงงาน จากลูกค้าสั่งพิเศษก็อาจจะเหลือแค่ธรรมดา หรืออาจจะไม่สั่งเบิ้ลร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะ ได้น้อยลงไปอีก ผลกระทบเหล่านี้จึงไม่ได้กระทบแค่การซื้อขายกับผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อย ระดับไมโคร แต่ส่งผลกระทบไปถึงทั้งสายพานการผลิตไปยังผู้ประกอบการ SMEs อีกจำนวนมาก ที่ประกอบการอยู่ใน Supply Chain เหล่านี้ตั้งแต่วัตถุดิบเบื้องต้นเลยครับ สวนยาง ชาวนา ชาวประมง หรือแม้แต่เจ้าของโรงงานลูกชิ้นกระทบทั้งระบบเลยครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ เมื่อจีนโดนกำแพงภาษีเช่นเดียวกันเราก็จะยิ่งหาทางระบายสินค้ามาที่ประเทศเราเพิ่มขึ้นครับ อย่างเช่น ตอนนี้มีทิชชู่ห่อละ ๑ บาท เราอาจจะเจอสินค้าแบบ ๕ ห่อ ๓ บาทก็ได้ครับ แล้วคนไทย ก็จะยิ่งแห่ไปซื้อเพราะว่ารายได้ของคนไทยลดลงครับกลายเป็นว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่องผู้ประกอบการ ท่านประธานครับ ในสถานการณ์เช่นนี้ผมมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในด้านแรงงานอยู่ ๓ ระดับครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
ระดับแรกครับเพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้ จากการว่างงาน รัฐบาลจะต้องเร่งเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วครับ ลดกำแพงภาษีลงมาให้ได้ครับ แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องเตรียมมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนเพื่อรองรับกรณีเลิกจ้าง ให้ตั้ง ทีมเชิงรุกครับทำงานร่วมกับพนักงานตรวจแรงงานครับ ให้พนักงานตรวจแรงงานแล้วตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนนี้ทำงานร่วมกันเลยครับเพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินการครับ ระดับที่ ๒ คือการพัฒนาฝีมือแรงงานครับ เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่เรา กำลังเสียเปรียบไปสู่อุตสาหกรรมอื่น รัฐบาลต้องเร่งระบุตลาดใหม่ที่มีศักยภาพนอกเหนือจากจีน และสหรัฐครับ ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกาหรืออียูครับ โดยเฉพาะตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง ควรจะระบุอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมาย และให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานเชิงรุกไปสู่อุตสาหกรรมนั้นด้วยครับ เพราะค่อนข้างชัดเจน ครับว่าระบบพัฒนาฝีมือแรงงานในปัจจุบันนั้นไม่ตอบโจทย์ครับ มันไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนา ฝีมือแรงงานจริง ๆ ครับ และต่อมาครับคือการพัฒนาแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิภาพแรงงาน ที่เพิ่มขึ้น เพื่อจะช่วยให้การเจรจาต่อรองเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐได้ดียิ่งขึ้นด้วยครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ เพราะสหรัฐนะครับปัจจุบันมองว่าเราเป็นประเทศที่มีสิทธิด้านแรงงานต่ำ เช่น เรื่องจำนวนสหภาพแรงงาน เรื่องสิทธิแรงงานต่าง ๆ โดยเราสามารถหนุนให้เกิดการตั้ง สหภาพแรงงานเพิ่มขึ้นได้ผ่านกลไกของกระทรวงแรงงานครับ และยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัวเลยครับท่านประธานครับ รับ ILO 87 98 ตอนนี้ครับเพิ่มสิทธิแรงงาน เพราะว่า นอกจากจะเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐอเมริกาแล้วนี่ ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของเราคือ สหภาพยุโรปนี่ ในการรับเอฟทีเอก็มีเงื่อนไขเรื่อง ILO 87 98 ตอนนี้เพิ่มสิทธิแรงงาน เพราะว่านอกจากจะเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของเรา คือสหภาพยุโรปในการรับเอฟทีเอก็มีเงื่อนไขเรื่อง ILO 87 98 ฉบับนี้ขึ้นมาด้วย ถ้าเรารับ ILO 87 98 ฉบับนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัวเลยครับท่านประธานครับ ทั้งเพิ่มอำนาจต่อรอง กับสหรัฐอเมริกาแล้วเพิ่มโอกาสที่เราจะได้เอฟทีเอกับสหภาพยุโรปครับ ขอบคุณท่านประธาน🔗
ต่อไปนะครับ จะเป็นท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ และต่อด้วยท่านปวิตรา จิตตกิจ แล้วท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ เชิญท่านทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชนจากพี่น้อง ชาวเมืองอยุธยาและบางบาลครับ ขอหยิบยกประเด็นสำคัญครับที่กำลังเป็นภัยเงียบต่อ แรงงานของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องแรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานะครับซึ่งเป็น จังหวัดอุตสาหกรรมหลักของประเทศ อย่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ครับ ผมจึงขอยกเป็นจังหวัดตัวอย่างที่ให้เห็นภาพถึงโอกาสที่อาจจะได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรงจากมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลล่าสุดนะครับ สหรัฐเตรียมที่จะเรียกเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์จากไทยนะครับ เพิ่มขึ้นถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์หรืออาจจะมากกว่านั้นซึ่งสูงมากครับ แต่ประเด็นคืออุตสาหกรรม ยานยนต์ของไทยนั้นเริ่มที่จะซบเซามาโดยตลอดครับ จากกำลังซื้อของคนไทยและทั่วโลก ที่ลดลงรวมถึงปัจจุบันครับยังมีผลกระทบมากอยู่แล้วอย่างที่อยุธยามีการย้ายฐานการผลิต ไปจังหวัดอื่น และมีการตีตลาดจากรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนด้วยครับ เพราะว่าโรงงานหลายแห่ง ในอยุธยานะครับที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นโรงงานของบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น มากไปกว่านั้นครับ ปัญหาที่กระทบหนักที่สุดโดยเฉพาะในอยุธยามากกว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ นั่นก็คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครับ เพราะว่าโดนกำแพงภาษีแบบเต็มขั้นกว่า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะสูงมากกว่านั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อยู่ทั้งในเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ มากไปกว่านั้นรถไฟฟ้ากับรถญี่ปุ่น หรือรถไฟฟ้าของญี่ปุ่นก็ใช้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันครับ และชิ้นส่วนยานยนต์ก็แตกต่างกันไปด้วยครับ และแน่นอนครับเมื่อกำลังกำแพงภาษีที่อาจทำให้คำสั่งซื้อลดน้อยลง การส่งออกก็ลดน้อยลง การผลิตก็จะน้อยลงตามไปด้วยครับ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบถึงแก่นของปัญหาคือพี่น้องแรงงานที่อยู่เบื้องหลังการผลิตเหล่านี้ครับ จำนวนไม่น้อยครับที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนในชีวิตการทำงาน แรงงานกว่าหลายแสนคน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับสายการผลิตนะครับ สิ่งที่ตามมาครับ คือโอกาสที่จะมีการปรับลดโอทีการลดกำลังผลิตลง และอาจรวมถึงการ Lay off คนออกครับ และคนที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นนะครับไม่ใช่ใครที่ไหนครับ แต่เป็นคุณพ่อคุณแม่ของเด็ก คนหนึ่งในอยุธยาครับ ผมจึงขอเสนอทางออกของปัญหานี้ครับผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาล เพื่อช่วยพยุงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ครับ นอกจากการเจรจา และการใช้กลไกของประชาคมอาเซียนแล้วนะครับ รัฐบาลครับจำเป็นที่จะต้องเตรียมการ เพื่อกู้ครับ กู้เลยครับแต่ไม่ใช่เพื่อการแจกเงินแบบไร้ทิศทางนะครับ แต่เป็นการกู้เพื่อออก มาตรการในการพยุงและชดเชยเยียวยาอุตสาหกรรมในประเทศไทยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการที่ ๑ ครับ มาตรการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับผู้ประกอบการหรือ Soft Loan แบบพิเศษครับ โดยสินเชื่อนี้ต้องมีการตั้งดอกเบี้ยที่ต่ำ และมีการกำหนดระยะปลอดชำระ เงินต้นที่นาน รวมถึงต้องครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตในลำดับ ๒ ลำดับ ๓ ตามมาด้วยนะครับ โดยจำเป็นที่จะต้องตั้งเงื่อนไขในการกู้ ซึ่งผู้กู้นั้นต้องไม่ลดจำนวนแรงงานลงในช่วงแรก ๆ นะครับเพื่อที่จะคงการจ้างงานเอาไว้ มาตรการที่ ๒ ครับ คือมาตรการในการอุดหนุนค่าจ้างแรงงานครับ โดยรัฐบาลสามารถที่จะ กู้เงินมาเพื่ออุดหนุนค่าแรงให้กับผู้ประกอบการได้นะครับ เช่น การอุดหนุนค่าแรงขั้นต่ำ ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับในระยะแรกที่อุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัว หรือให้ผู้ประกอบการ ที่มีแผนการปรับตัวที่ชัดเจนนะครับ เช่น แผนในการยกระดับการผลิตที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมนะครับ มีแผนในการพัฒนาทักษะฝีมือของแรงงานหรือแผนในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ในประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงถ้าโรงงานหรือผู้ประกอบการนั้นยังคงจ้างงานครบ เช่น ถ้ายังมี การจ้างงานครบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์และครบตามกรอบเวลาที่กำหนด ก็ยังสามารถที่จะรับเงิน อุดหนุนจากรัฐบาลในรอบถัด ๆ ไปได้ด้วย และหากมีการจ้างงานใหม่จากคนในจังหวัด เดียวกันนั้นนะครับก็อาจจะมีมาตรการเพิ่มเติมเป็นโบนัสครับ ที่จะสนับสนุนค่าจ้างให้กับ ผู้ประกอบการและโรงงานได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงขอให้รัฐบาลได้เตรียมการกู้เงินเลยครับ เพราะว่าผลกระทบที่รุนแรงนะครับจะตามมาอย่างแน่นอน ผมยินดีที่จะสนับสนุนครับ ถ้าเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยเยียวยาผู้ประกอบการและโรงงานด้วยมาตรการสินเชื่อเพื่อส่งเสริม สภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการและด้วยมาตรการการอุดหนุนค่าจ้างแรงงาน สุดท้ายครับ ข้อเสนอมากกว่ามาตรการการชดเชยด้านการเงินนะครับ ขอส่งผ่านท่านประธานไปถึง กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ที่จะต้องรีบปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยเด็กเล็กได้แล้วครับ เพื่อให้คนในวัยทำงานนะครับเขาได้สบายใจครับ เขาได้มั่นใจครับว่าแม้ชีวิตแล้วรายได้ ในช่วงวัยทำงานแบบนี้จะไม่มีความแน่นอนครับ แต่เขายังมีเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยเด็กเล็ก ที่ ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนที่ช่วยดูแลเขาได้ ดูแลคนที่เขารักได้ครับ ซึ่งตัวเลข เหล่านี้ไม่ได้มาลอย ๆ ครับ แต่เป็นตัวเลขที่ทำให้พวกเขานั้นพ้นเส้นของความยากจน ในแต่ละเดือนครับ ให้พ่อแม่ของเขาที่รอเขากลับบ้านทุกวันมีเงินพอที่จะดูแลตัวเองในวัยชรา มีเงินพอที่จะซื้อกับข้าวมารอเขากลับบ้านครับ รวมถึงให้เขาได้มั่นใจนะครับที่จะให้ลูกหลาน ของเขาได้มีเงินเพียงพอในการไปโรงเรียนหรือมีอาหารดี ๆ ทาน รวมถึงสื่อการเรียนการสอน ที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาตนเองต่อไปได้ครับ ทั้งหมดนี้ครับจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปถึง รัฐบาลให้ได้เร่งดูแลพ่อแม่พี่น้องชาวอยุธยาและชาวไทยอย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณท่าน ประธานครับ🔗
ต่อไปนะครับ ท่านปวิตรา จิตตกิจ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน ลูกเกด ปวิตรา จิตตกิจ ผู้แทนราษฎรเขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงศิริราช และแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายในญัตติด่วนนี้ด้วยนะคะ ดิฉันจะขออภิปรายในกลุ่มสินค้าอลูมิเนียมค่ะที่ได้รับ ผลกระทบการปรับราคาขึ้นภาษีมาแล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากทางสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมา แต่วันนี้ยังไร้ถึงมาตรการยังไม่มีหนทางใดแก้ปัญหาจากรัฐบาลแม้แต่ นิดเดียวเลยค่ะ ดิฉันขอเท้าความสั้น ๆ ค่ะว่าปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจกลางน้ำเกี่ยวกับ อลูมิเนียมอย่างน้อย ๕๐ รายค่ะ แบ่งเป็นผู้ผลิตอลูมิเนียมแผ่น ๕ ราย ผู้ผลิตอลูมิเนียม หล่อ Billet และอัดขึ้นรูป ๔๕ ราย โดยกลุ่มอลูมิเนียมนี้นะคะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเสียหายไม่แพ้กันกับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ ๒ ของไทย หรือมีสัดส่วนถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก อลูมิเนียมทั้งหมดค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ภาพแรกเป็นภาพที่บ่งบอกถึงจำนวนอลูมิเนียม ที่เราส่งออกแล้วก็มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ย้อนหลัง ๕ ปี จะเห็นว่าการส่งออก ในปีล่าสุดปี ๒๕๖๗ มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ ๑๑๑ ล้านกิโลกรัม ตีเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี ๒๕๖๖ ถึง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปอีกใกล้เคียง กันกับปี ๒๕๖๓ ถ้าไม่เจอปัญหาภาษีสหรัฐอเมริกา ไทยคงรุ่งไปกว่านี้แน่นอนค่ะ ดิฉันขอย้อน Timeline สั้น ๆ เกี่ยวกับการปล่อยปละละเลยของกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล เกี่ยวกับ การขึ้นภาษี ๒๕ เปอร์เซ็นต์นี้สั้น ๆ แต่ถ้าเกิดมีผู้ที่จะลุกมาชี้แจงก็จะกรุณาเป็นอย่างยิ่งค่ะ จะได้ตอบผู้ประกอบการกันไปเลยค่ะว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรค่ะ เริ่มแรกนะคะ ผู้ประกอบการเขาก็มีความกังวลใจเรื่องการขึ้นภาษีตั้งแต่ในช่วงของการที่สหรัฐอเมริกามีการ หาเสียงเลือกตั้งในช่วงปี ๒๕๖๗ ซึ่งเขาก็รู้ตัวกันตั้งแต่ช่วงนั้นมาแล้วเพราะเขาทราบถึง นโยบายทรัมป์ (Trump) ๒.๐ ว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อไทย และไทยเองก็เคยได้รับ ผลกระทบจากมาตรา ๒๓๒ มาแล้วในอดีต ทำให้ผู้ประกอบการเหล็กอลูมิเนียมนี้ระส่ำ ไปครั้งหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการโดยสภาอุตสาหกรรมและหอการค้าไทย ก็ได้มีการประชุมหาแนวทางจับตาทิศทางการค้าอยู่ตลอด แต่ว่ารัฐบาลไทยขณะนั้นก็ไม่ได้มี มาตรการรองรับใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมค่ะ จนได้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันได้เข้ารับ ตำแหน่งนะคะ แล้วในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีลงนามปรับภาษีจากเดิม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์เรียบร้อยค่ะ และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๒ มีนาคม ที่ผ่านมาค่ะ ซึ่งก็ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของญี่ปุ่นรีบทำหนังสือขอเจรจายกเว้นภาษี ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นี้ แล้วก็ทราบว่าอีกหลายประเทศรีบทำหนังสือเพื่อขอ เจรจา คำถามของดิฉันก็คือเจ้ากระทรวงของเรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ทำอะไรอยู่คะ ทำไมถึงไม่มีบทบาทใด ๆ เลย และจากปัญหานี้ ทางกรรมาธิการพาณิชย์และ ทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยเพื่อนสมาชิกของดิฉันก็นำวาระนี้ เข้าสู่การประชุม และได้เชิญผู้แทนจากฝั่งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทยเข้ามานำเสนอ ปัญหาหาทางแก้ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ โดยมีตัวแทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือว่า BOI เข้าร่วมด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ในห้องประชุมวันนั้นทางฝั่งกระทรวงพาณิชย์ ตอบอะไรไม่ได้เลย ดิฉันอยากจะให้ดูชวเลขเหลือเกินเพราะว่าการจะทำหนังสือขอเจรจาได้ จะต้องเป็นข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้น จึงจะทำได้นะคะ ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์เพิ่งบินกลับมาจาก สหรัฐอเมริกา ดิฉันก็ถามในชั้นกรรมาธิการแล้วนะคะ ผลการเจรจาเป็นอย่างไรบ้าง ท่านประธาน ทราบไหมคะว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ตอบดิฉันว่าไม่ทราบรายละเอียดเลยค่ะ ไม่รู้เรื่อง เลยว่าเขาคุยอะไรกัน ฟังดูแล้วมันท้อแท้มากค่ะตัวเองเป็นถึงเจ้ากระทรวงแต่ไม่สามารถ ส่งต่อข้อมูลไปให้กับลูกน้องได้ ทำให้ประธานสภาอุตสาหกรรมต้องร่อนจดหมายไปเอง จดหมายที่ท่านประธานสภาอุตสาหกรรมตอนนี้ก็อยู่ในมือดิฉัน แล้วก็อยู่ในสไลด์ด้วยนะคะ ส่งไปถึงกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ ๔ มีนาคมเพื่อขอให้เปิดเวทีพูดคุยกันระหว่างสภาอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาหาแนวทางพร้อมเสนอแนะวิธีแก้ไขดังจดหมายนี้นะคะ ตามภาพนะคะ ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าจดหมายฉบับนี้ถึงมือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีหรือยัง เพราะว่าไม่มีการเรียกคุยค่ะ และสุดท้ายตอนนี้ก็โดนขึ้น ภาษีเรียบร้อยไปตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม แล้วกลุ่มอื่น ๆ ก็โดนไปอีก ๓๗ เปอร์เซ็นต์ตามที่ เพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปราย ท่านประธานคะ ดิฉันขอเสนอวิธีแก้ปัญหาจากสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผลกระทบการขึ้นภาษี ๒ ข้อสั้น ๆ นะคะ🔗
ประการแรก รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบทางตรง เช่น การเจรจา ระดับรัฐเพื่อป้องกันและบรรเทาการใช้มาตรการจากสหรัฐโดยต้องให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม ผ่านกลไกหรือคณะทำงานต่าง ๆ ของรัฐและรัฐควรสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรึกษากฎหมาย เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา🔗
ประการที่ ๒ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบทางอ้อมด้วยค่ะ เช่น ดำเนินมาตรการทางการค้านอกเหนือจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือ AD บังคับใช้ กฎหมายในประเทศ เพื่อควบคุมสินค้านำเข้า อาทิ มาตรการภายใต้ พ.ร.บ. การส่งออก ปี ๒๕๒๒ กรณีมีสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และควบคุมราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศในราคา ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดค่ะ🔗
สุดท้ายดิฉันอยากให้แก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาษีนำเข้าอย่างจริงจัง เสียทีค่ะ เพราะมันกระทบต่อภาพรวมของการส่งออก และภาพรวมของจีดีพีประเทศไทย ในปีนี้อย่างแน่นอนค่ะ และขอฝากการแก้ปัญหาง่าย ๆ อย่างนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าวันนี้ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินเข้าไปหาผู้ประกอบการ SMEs บ้าง เดินเข้าหาสภาอุตสาหกรรมบ้าง เดินเข้าไปหา หอการค้าบ้างค่ะ ไปขอความรู้ขอคำแนะนำจากเขาช่วยกันหาทางออกร่วมกัน หรืออีกทาง ท่านเจ้ากระทรวงจะเดินออกจากกระทรวง และให้คนที่เขาทำงานเป็นแก้ปัญหาได้มาทำแทนค่ะ ขอให้พิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านชลธิชา แจ้งเร็ว เชิญครับ🔗
ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการตั้งกำแพงภาษีของอเมริกา ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกนะคะ รวมไปถึงประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเลขกำแพงภาษีที่ไทยเจอส่งถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ค่ะท่านประธาน และวันนี้ดิฉันมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ๓ ประการด้วยกัน ฝากไปยังรัฐบาลเพื่อให้เตรียมรับมือกับผลกระทบของกำแพงภาษีของอเมริกาอย่างรวดเร็ว รอบคอบ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาวค่ะ🔗
ประเด็นแรก ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยรัฐบาลได้เน้นย้ำถึงการเปิดตลาด การค้าการส่งออกใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตลาดการค้าและการส่งออกไปยังทวีปยุโรป ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่น่าชื่นชมที่เราจะต้องมองตลาดการค้าที่มากกว่าแค่สหรัฐอเมริกา หรือประเทศจีนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าในสถานการณ์ที่การแข่งขันทางการค้าโลก รุนแรงเช่นนี้ หากไทยต้องการที่จะเร่งเปิดตลาดยุโรป หรือตลาดใหม่ ๆ เราก็ต้องกลับมา ทบทวนและพัฒนาพร้อมกับยกระดับมาตรฐานของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิทธิแรงงาน ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม มาตรฐานเรื่อง Rule of Law และเรื่องอื่น ๆ เพราะอียูเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้มาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น กฎระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปลอดจากการทำลายป่า หรือ EUDR นั่นเองค่ะ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้เขา EUDR จะเลื่อนการบังคับใช้ออกไป แต่ไม่เร็วไม่ช้าค่ะ ระเบียบฉบับนี้ก็ต้องกลับมาอีกแน่นอน ดังนั้นไทยจะต้องเตรียมความพร้อมที่ดีกว่านี้ค่ะ ในการเตรียมบังคับใช้ หรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการบังคับใช้ระเบียบฉบับนี้ของอียู โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าของไทยที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างมาก อย่างยางพาราค่ะ และดิฉันก็ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสินค้า ๗ ประเภท อย่างกรมป่าไม้ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็ยังทำงานไม่บูรณาการกันนะคะ แถมยังประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนอย่างน้อยมาก ๆ🔗
ประเด็นต่อมา ก็คือเรื่องของข้อกำหนดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ของธุรกิจ หรือข้อกำหนด CSDDD ที่อียูได้ผ่านออกมาในช่วงปีที่แล้วนะคะ เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทต่าง ๆ จะมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนแล้วก็ด้านสิ่งแวดล้อม เราจะต้องตรวจสอบทั้งในการดำเนินธุรกิจ และในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดนะคะ และแม้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวค่ะจะบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งอียูเองก็เพิ่งจะแก้กฎหมาย ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านธรรมาภิบาล เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันในตลาดโลก ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนักลงทุนเองก็มองว่าข้อกำหนดนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับพวกเขาเองที่จะช่วยประเมินในเรื่องของความเสี่ยง โอกาส ในการลงทุน แล้วก็ความแน่นอนของการบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน และจากมติของ รัฐสภายุโรปว่าด้วยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งออกมาหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ มติดังกล่าว รัฐสภาของอียูก็ได้มีการผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้การเจรจาข้อตกลงทางการค้าเสรี หรือว่าเอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องไทยให้ปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนให้ไทยไปให้สัตยาบันในอนุสัญญาหลักของ ILO เช่นเดียวกัน จะเห็นได้ค่ะว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องโดยตรงกับมิติด้านของเศรษฐกิจ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ถ้ารัฐบาลไทยจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันเรื่องสิทธิแรงงานที่มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็น ประเด็นสำคัญในการที่เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาทางการค้ากับอเมริกาได้ เช่นเดียวกัน🔗
ประเด็นที่ ๒ ค่ะท่านประธาน วันนี้เราเจอผลกระทบเรื่องของกำแพงภาษี ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งน่าห่วงกังวลมากอยู่แล้วนะคะ แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องติดตาม อย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกันค่ะ นั่นคือการจัดลำดับ Tier การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศ ของอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นโดยทุกปี ดิฉันเชื่อว่าในที่นี้หลายท่านยังคงจำผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ไทยเจอ ที่ไทยได้รับหลังจากที่เราโดนลด Tier การค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบ ต่อการส่งออกอาหารทะเลไทยได้เป็นอย่างดี และจากห้องประชุมของ กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ ผู้แทนจาก กต. เองก็ได้ออกมาชี้แจงในห้องประชุม เช่นเดียวกันนะคะว่า สหรัฐอเมริกาก็ยังคงแสดงความห่วงกังวลค่ะต่อปัญหาในเรื่องของ การค้ามนุษย์ในประเทศไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติเรื่องของการใช้แรงงานทาส ในเรือประมง และเรื่องของการค้ามนุษย์ของแก๊ง Call Center ต่าง ๆ ซึ่งไทยได้กลายเป็น ประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่านไปยัง Scam Center ตามชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และช่วงกลางปีนี้ค่ะท่านประธานการประเมินเรื่องของการค้ามนุษย์ ของสหรัฐอเมริกาจะออกมาค่ะ ดิฉันอยากให้รัฐบาลช่วย Guarantee กับพวกเรา ให้ความมั่นใจ กับพวกเราว่าเราจะไม่เจอผลกระทบด้านเศรษฐกิจระลอกที่ ๒ จากสหรัฐอเมริกาผ่านการถูกลด Tier ในรายงานการค้ามนุษย์ตามมาในหลังจากนี้ มิเช่นนั้นแล้วถ้าไทยโดนลด Tier การค้ามนุษย์อีก จะส่งผลต่อเรื่องของการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีอากรหรือจีเอสพีตามมา แล้วก็จะยิ่งส่งผล กระทบรุนแรงขึ้นต่อเศรษฐกิจของไทยในอนาคต แล้วอย่าลืมว่านอกจากฟากสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น ทางฟากอียูเองเขาก็มีการประเมินเรื่องของ IUU ค่ะหรือว่าการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเช่นกัน โดยไทยเองก็เคยได้ใบเหลืองมาแล้วค่ะ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย ภาคการประมงอย่างมากเช่นเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่เจอใบเหลืองจาก IUU อีกเช่นเดียวกัน🔗
ประเด็นสุดท้าย ดิฉันขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาท่าทีและจุดยืน ของประเทศไทยในด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่เราเองกำลังนั่งอยู่บน เก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และในฐานะของการที่ใช้เป็นอำนาจและ เครื่องมือและความชอบธรรมที่เราประเทศไทยจะใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง เรื่องของกำแพงภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาได้ แต่ในความเป็นจริงวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ เราสูญเสียความเชื่อมั่นไปแล้วจากการละเมิดหลักการไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัย จากการที่เราไป ต้อนรับเผด็จการทหารที่สั่งโจมตีทางอากาศต่อผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเมียนมาให้เข้ามา ร่วมประชุม BIMSTEC ในประเทศไทยในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แล้วเมื่อไม่กี่วันนี้กองทัพ ภาคที่ ๓ ก็ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ ตำรวจรับลูกโดยการขอศาลออกหมายจับ แล้วเมื่อวานนี้ ศาลเองก็ปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของดอกเตอร์พอล แชมเบอร์ส (Dr. Paul Chambers) ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรด้วยข้อหามาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานอย่างเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิในการประกันตัว และแม้ล่าสุด แม้ศาลจะให้ ประกันตัวแล้วแต่อาจารย์พอล (Paul) ก็ยังคงต้องถูกควบคุมตัวต่อไป เพราะทางการไทย ได้ถอน Visa จึงต้องไปนั่งรอลุ้นอีกทีหนึ่งว่า ทาง ตม. ไทยจะให้ประกันตัวต่อไปหรือไม่ อย่างไรนะคะ และเนื่องจากอาจารย์พอล (Paul) เป็นนักวิชาการชาวอเมริกัน ประเทศซึ่งให้ ความสำคัญและวิพากษ์วิจารณ์ประเทศไทยมาโดยตลอดในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะท่านประธานว่ากรณีดังกล่าวนี้จะมีผลโดยตรงต่ออำนาจในการต่อรอง ในการเจรจาเรื่องของกำแพงภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนในระยะยาว ดิฉันคิดว่าทางออกเดียวในขณะนี้หากไทยยังอยากเร่งเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับอเมริกา เพื่อประโยชน์ของประชาชนในประเทศนี้แล้วนะคะจะต้องฟื้นคืนความเชื่อมั่นของทั้งคนไทย ของนานาชาติ ทำให้ประเทศไทยมีนิติรัฐ นิติธรรม ยึดมั่นในคุณค่าสิทธิมนุษยชน และต้องไม่ปล่อย ให้ใครเข้ามาทำลายอำนาจและความชอบธรรมในการที่เราจะเข้าไปเจรจาทางการค้า เจรจา ต่อรองเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกาอย่างเด็ดขาด เพราะนี่คือผลประโยชน์และผลกระทบ ที่ประชาชนคนไทยจะต้องรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ สุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันคิดว่า เรื่องนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องดึงสติ ดึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนของเรากลับขึ้นมาจากเหว เพื่อพวกเราทุกคนในอนาคต ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา นะครับ แล้วต่อด้วยท่านแอนศิริ วลัยกนก ท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา ก่อน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ ในส่วนของวันนี้ที่ได้มีการยื่นญัตติในมาตรการที่ทาง ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการกำหนดอัตราภาษีให้กับแต่ละประเทศในโลกใบนี้ใหม่ แล้วก็ประเทศไทยเราก็อยู่ในวงเวียนแห่งการที่จะต้องได้รับผลกระทบในการกำหนดอัตรา ภาษีใหม่ในครั้งนี้ด้วยนะครับ🔗
-๑๔๓/๑ แล้วก็ถือว่าประเทศไทยนั้น เป็นเป้าหมายในชาติแรก ๆ ที่จะถูกสหรัฐอเมริกาในการที่จะขึ้น กำแพงภาษีในสินค้าหลายประเภท ทุกประเภทก็ว่าได้ แล้วก็เป็นอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นค่อนข้าง จะมากเฉลี่ยแล้วถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับผมเองนี้เป็นห่วงที่สุดก็คือในเรื่องของสินค้า ทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะข้าว ซึ่งวันนี้เราก็รู้กันดีอยู่ แม้ว่ารัฐบาลก็พยายามที่จะขายข้าว พยายามที่จะทำหลาย ๆ วิธีนะครับในการที่จะพยุงราคาข้าว แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วก็มีปัญหา นั่นหมายความว่าในเมื่อต้นทุนการผลิตของเรายังไม่สามารถที่จะสู้ประเทศอื่นได้โดยเฉพาะ อย่างอินเดียบ้าง อย่างเวียดนามบ้าง ทำให้เราค่อนข้างที่จะทำราคาขึ้นไปค่อนข้างจะยาก แล้วมาถึงตอนนี้ผมเองก็ยิ่งจะสงสารรัฐบาลมากขึ้น แม้ว่าผมเป็นคนหนึ่งละที่ค่อนข้าง จะเสียงดังต่อว่าต่อขานในเรื่องของมาตรการเรื่องราคาข้าวกับรัฐบาล แต่ว่าในใจลึก ๆ ก็ยิ่ง สงสารรัฐบาล ยิ่งช่วงที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกา ทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศอัตรา ภาษีขึ้นมา เพราะฉะนั้นยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยต่อไปในเรื่องข้าว ผมเองคิดว่าทั้งข้าวนาปรัง นาปี ทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะนาปรังเดี๋ยวจะราคาตก ข้าวนาปีด้วย นั่นหมายถึงว่าก็จะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหนักทั้งหลายที่พวกเราคนไทยรู้จักกัน อย่างข้าวหอมมะลิในปี ๒๕๖๗ อเมริกาได้สั่งซื้อ ข้าวไทย ข้าวหอมมะลินี่เป็นจำนวนประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ ตัน แล้วใน ๘๕๐,๐๐๐ ตันนี้ ถือว่าราคาของเราก็สูงกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ด้วยความที่ข้าวไทยของเราโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ แล้วเป็นคุณภาพระดับ Premium ที่ดีมาก ดีกว่าทุกประเทศ เราก็ยังยืนอยู่ได้ แต่ว่ามาตอนนี้ผมเองก็ตระหนักเหมือนกัน แล้วผมคิดว่ารัฐบาลเขาก็คงตระหนักเช่นกัน เพราะอย่างผม ๆ ก็ไม่ได้รู้เรื่องเศรษฐกิจอะไรมากมาย แต่ว่ารัฐบาลนั้นมีหลายคน ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้คงตระหนัก คงจะต้องคิดมากกว่า สส. ธรรมดา ๆ อย่างผมแน่ เพราะว่า จากเดิมราคาข้าวหอมมะลิของไทยที่ส่งไปอเมริการาคาจะตกอยู่ประมาณ ๙๐๐-๑,๐๐๐ เหรียญ ต่อตันครับ แต่ในเมื่อกำแพงภาษีขึ้นไปถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์แล้ว ราคาข้าวหอมมะลิของไทย ก็จะกลายเป็นประมาณ ๑,๔๐๐ เหรียญต่อตัน และเปรียบเทียบกับเวียดนามซึ่งเวียดนาม โดนภาษีมากกว่าเราก็จริง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเขามีฐานในเรื่องของราคาต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้น คิดแล้วนี่ราคาข้าวหอมเวียดนามที่ส่งขายไปยังอเมริกามันก็ยังจะตกอยู่แค่ประมาณ ๗๐๐ ๘๐๐ เหรียญเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถือว่าห่างกันมาก แต่ทีนี้ความห่างกันมากนี่นะครับ ผมเองก็ยังมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทย แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในเมื่อความห่างของราคา มันมีมากขึ้นนะครับ แล้วด้วยสภาวะเศรษฐกิจของโลกที่มันไม่สู้ที่จะดีนักผมก็อยากให้รัฐบาล ได้เร่งหามาตรการที่จะรองรับ เพราะเผื่อว่าบางทีจริง สินค้าเรามีคุณภาพจริง แต่ว่าในเมื่อ ราคามันห่างกันมากเกิน มากทีเดียว บางทีใจของผู้ซื้ออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะ เป็นไปได้ แต่อย่างน้อย ๆ ผมคิดว่าด้วยสิ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกมาในเรื่อง ของภาษี และเรามาดูในสินค้าโดยเฉพาะในตัวสินค้าทางด้านเกษตร ทำให้เราต้องกลับมา หวนคิดกันทั้งภาครัฐ แล้วก็ทั้งในส่วนของประชาชนผู้เพาะปลูกข้าวด้วยนะครับว่า ถ้าขืน พวกเราเกษตรกรไทยยังปลูกข้าวเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าเราเน้นแต่ปริมาณ แต่เรา ไม่ได้เน้นคุณภาพของข้าวนี่นะครับ ต่อไปนี้โอกาสรอดของทุกท่านที่เพาะปลูกข้าวก็จะน้อยลง หรือมืดมนด้วยซ้ำ ผมอยากจะใช้คำนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งเดียวที่จะเป็นทางรอด ของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะคนที่ปลูกข้าว ก็คือว่าการที่จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพข้าว ให้สูงขึ้นนะครับ มิฉะนั้นถ้าข้าวไทยไม่ดีจริง ๆ ระดับราคาที่ห่างกัน ณ ปัจจุบันนี้อย่างน้อย ๆ ก็หลายร้อยเหรียญ ผมคิดว่าคนซื้อไปบริโภคคงจะเปลี่ยนใจไปนานแล้วแต่เขาก็ยังคงซื้อข้าวไทย แต่ทั้งหลายทั้งสิ้นจะให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม หรือว่าให้ไปเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูง ผมคิดว่าเกษตรกรนั้นเต็มใจ เพียงแต่ว่าภาครัฐโดยเฉพาะในส่วนของหน่วยงานราชการที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของพันธุ์ข้าว พวกคุณต้องเอาใจใส่ และเที่ยวนี้เห็นเลยนะครับ เห็นกันโดยชัด ถ้าคุณไม่เอาใจใส่ ปล่อยปะละเลย ในเรื่องของพันธุ์ข้าวแล้ว นั่นคือการฆ่าเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวในอนาคตอย่างเลือดเย็นมาก เพราะฉะนั้นแล้ว ผมอยากจะขอเรียกร้องให้ทั้งในส่วนของภาครัฐ ในส่วนของหน่วยงานราชการ แล้วก็รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพข้าวนะครับ ให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีให้กับ พี่น้องเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว แล้วก็ที่สำคัญคือในเมล็ดข้าวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเวลา จำหน่ายขอให้มีการจำหน่ายให้ถึงตัวพ่อแม่พี่น้องที่เป็นเกษตรกร ไม่ใช่ว่ามีนายหน้ามาเอาไปให้ พ่อค้าขายอีกทีหนึ่ง ผมจึงกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนะครับ จะเป็นท่านแอนศิริ วลัยกนก นะครับ ท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ แล้วก็ท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล นะครับ เชิญท่านแอนศิริ วลัยกนก ก่อน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคประชาชน ดิฉันขออภิปรายเรื่องที่สหรัฐอเมริกา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงนี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีนะคะ นี่คือคำถามทางยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าประเทศไทยเราจะตอบโต้อย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลก หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการการกีดกัน ทางการค้าเหมือนที่เราเคยเจอ แต่ดิฉันขอเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่านี่ไม่ใช่แค่ภาษี นี่คำเตือนว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลกกำลังจะเปลี่ยน และประเทศไทยเรายังไม่มีคำตอบอย่างที่ มั่นคงพอ โลกไม่ได้วัดกันที่ใครผลิตได้เยอะที่สุดหรือใครต้นทุนต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่โลกกำลัง วัดกันว่าใครควบคุมเทคโนโลยี ใครกำหนดมาตรฐาน ใครออกแบบห่วงโซ่อุปทาน และที่สำคัญ ใครมีอำนาจต่อรองในระบบ การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตของทั่วโลก วิธีคิดแบบนี้ เคยใช้ได้ในอดีตเพราะในยุคนั้นคนทั้งโลกเชื่อว่าการค้าเสรี ไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง ใครผลิตดี ราคาถูกก็สามารถขายได้ทุกที่ แต่ในปัจจุบันเราเห็นแล้วว่าการค้าไม่ใช่แค่เรื่อง เศรษฐกิจอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นอาวุธทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจ ประเทศ ที่พึ่งพาตลาดหรือวัตถุดิบจากภายนอกมากเกินไปจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรอง และเกิดความขัดแย้ง ก็โดนผลกระทบหรือไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย วันนี้ประเทศไทย ไม่มีทางเลือกนอกเหนือจากการเริ่มต้นการออกแบบห่วงโซ่อุปทานของตัวเองใหม่ให้มีความยืดหยุ่น กระจายตัวและเป็นธรรมมากกว่าเดิม เราต้องรู้ให้ได้ว่าสินค้าแต่ละชนิดที่ส่งออกมีวัตถุดิบ จากไหน ชิ้นส่วนจากใคร เทคโนโลยีเป็นของชาติใด และเมื่อห่วงโซ่ขาดตอนเรามีทางเลือก สำรองอะไรบ้าง ข้อเสนอของดิฉัน การพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดใดตลาดหนึ่ง เช่น สหรัฐ หรือจีนเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ เราต้องขยายการค้าการลงทุนไปยังประเทศกลุ่มเศรษฐกิจ เกิดใหม่ เช่น BRICS รวมถึงพันธมิตรที่มีศักยภาพสูงอย่างเช่นญี่ปุ่น เพื่อรวมเสียงของประเทศ ที่ไม่ใช่มหาอำนาจให้โลกเราได้ยินว่าประเทศขนาดกลางก็มีเสียงมีอำนาจต่อรอง ไม่ใช่แค่ รองรับผลกระทบ ถ้าเราอยากมีศักดิ์ศรีในสายตาใครเราต้องแข็งแกร่งจากภายในก่อน วันนี้ เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าราคาถูก สินค้าเกษตรดิบหรือสินค้าที่ไม่ใช่นวัตกรรม แล้วแบบนี้เราจะสู้กับโลกได้อย่างไร เราต้องเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ผลิตตามคำสั่งเป็นเศรษฐกิจ ที่ผลิตจากความคิดของเราเอง เราต้องพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอาความเป็นไทยของเราที่มีมาต่อยอดให้เรามี รายได้อย่างยั่งยืน รัฐต้องลงทุนในอาร์แอนด์ดีอย่างจริงจัง ไม่ใช่นักวิจัยต้องไปขอทุนปีต่อปี แล้วมานั่งรออนุมัติแบบราชการล่าช้า ดิฉันขอเสนอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมควรปรับทิศทางของงานวิจัยใหม่ งานวิจัยไม่ใช่แค่งานบนหิ้ง แต่เป็นงานแอนด์ดี ที่มาช่วยความก้าวหน้าของประเทศ กระทรวงพาณิชย์ต้องมาทำงานมากกว่านี้ เฝ้าระวังราคา และส่งเสริมการส่งออกแบบเดิม ๆ วิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานที่ใช้ข้อมูลจริงวิเคราะห์เป็นราย อุตสาหกรรม รู้ว่าชิ้นส่วนไหนของเรายังต้องนำเข้า ชิ้นส่วนไหนของเราสามารถผลิตเองได้ วางแผนความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและรอผลกระทบที่จะตามมาทีหลังนะคะ สิ่งที่ดิฉันอยากเห็นไม่ใช่แค่เพียงเจรจาเพื่อลดภาษี แต่คือการเจรจาเพื่อออกแบบระบบ เศรษฐกิจของโลกใบใหม่ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะประเทศขนาดกลางเหมือนเรา ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก แอฟริกาใต้ พวกเขาก็ต้องเผชิญความเสี่ยงแบบผูกขาดของ มหาอำนาจจากทั้ง ๒ ขั้วเช่นเดียวกับเรา ดิฉันขอเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศและ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง แสดงบทบาทเชิงรุกทันทีด้วยการจับมือกับประเทศเหล่านี้โดยมีเป้าหมาย เหมือนกับการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก การเจรจาการทูต ยุคนี้ไม่ใช่แค่เกมแลกหมัด เป็นการวางหมากให้เราต้องได้ข้อมูล ใช้พันธมิตร ใช้ภูมิรัฐศาสตร์ ใช้ความเข้าใจในระบบ Supply Chain ของโลกให้เป็นแต้มต่อของไทย ที่สำคัญเราต้อง ระมัดระวังไม่ให้เกิดการเจรจาการแลกผลประโยชน์ระยะสั้นกับอำนาจการต่อรองระยะยาว อย่าต่อรองเพื่อให้สินค้าไทยเราเข้าไปขายได้แค่เพียงวันนี้ แต่ต้องต่อรองเพื่อให้แรงงานไทย เทคโนโลยีของไทยและผู้ประกอบการของไทยเรานะคะมีที่ยืนในระบบเศรษฐกิจของโลกเรา ในระบบแบบระยะยาว ดิฉันขอเสนอให้ประเทศไทยเราวางบทบาทของตัวเองไว้บนโต๊ะ เจรจา เราไม่ใช่แค่ประเทศเล็กที่รอรับความเมตตาจากโลก แต่เราเป็นประเทศขนาดกลาง ที่มีฐานการผลิต มีแรงงานคุณภาพ มีภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ และที่สำคัญเรามีศักยภาพ ในการร่วมออกแบบกติกาเศรษฐกิจโลกใบใหม่ เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ เราต้องมานั่งเจรจา ผู้ร่วมออกแบบไม่ใช่แค่ผู้มาขออนุญาตต้องเจรจาโดยมีการออกแบบแผนสำรองไม่ใช่เจรจา เพราะจนตรอกและที่สำคัญต้องเจรจาโดยยึดหลักผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบจากระบบเดิม ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการรับมือผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย ท่านประธานครับ ผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐอเมริกา ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกร คาดการณ์จีดีพีของไทยปีนี้ จากเดิมอยู่ที่ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ลดลงมาเหลือติดลบ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อโดนมาตรการภาษีนี้ครับคิดเป็นส่วนต่างประมาณ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ครับ เมื่อเรามาดู ค่า GPP ของจังหวัดปทุมธานี ตัวเลขปี ๒๕๖๕ จะพบว่าค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด อยู่ที่ ๔.๔๘ แสนล้านบาท ถ้าหากโดนผลกระทบจากมาตรการภาษี จังหวัดปทุมธานีของผม ซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมผลกระทบจะไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ๔.๒ เปอร์เซ็นต์นั้นแน่ ๆ ครับ นั่นคือมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ ๑.๘๘ หมื่นล้านบาท ที่จังหวัดปทุมธานีจะต้องเสียไปครับ และหากในกรณีที่เราไม่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ภาษีนำเข้าสินค้า จากไทยไปสหรัฐอเมริกาให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้แล้วก็จะส่งผลระยะยาวทำให้โรงงาน อุตสาหกรรมที่ตั้งฐานผลิตในประเทศไทยอาจลดกำลังการผลิตลงหรือย้ายฐานการผลิตไปยัง ประเทศสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตอบโต้ดังกล่าวครับ สิ่งนี้จะนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงาน เป็นจำนวนมากครับ และในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี จังหวัดของเราเป็น จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมถึง ๒ แห่ง ได้แก่นิคมอุตสาหกรรมนวนครและบางกระดี นอกจากนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมนอกนิคมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งประชากรจำนวนมาก ในปทุมธานีครับคือแรงงานที่เป็นประชากรแฝงจากทุกจังหวัดทั่วประเทศไปจนถึงแรงงาน ข้ามชาติก็มีครับ ประชากรเหล่านี้เข้ามาทำงานเข้ามาเช่าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ในเขตเลือกตั้งของผม ในเขตเทศบาลนครรังสิตแล้วเทศบาลเมืองคลองหลวงก็มีหอพักและ ห้องเช่าต่าง ๆ จำนวนมาก ทุกเช้าค่ำครับแรงงานก็จะไปนั่งรถของบริษัทไปทำงานหรือขับรถ มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน มีการเข้างานเข้ากะตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับ เมื่อแรงงานทั้งหลายครับ ตกงานเพราะโรงงานลดจำนวนพนักงานผลกระทบที่ตามมาอย่างมหาศาลก็คือการย้ายออก ของประชากรครับที่จะส่งผลต่อการบริโภคในพื้นที่ เช่น อาชีพค้าขายอาหาร ตลาดสดต่าง ๆ หอพัก ร้านขายเฟอร์นิเจอร์เครื่องนอนไปจนถึง Rider เป็นต้น กล่าวโดยสรุปคือเมื่อไม่มีงานก็ไม่มีคนและส่งผลให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ แม้ว่า ในพื้นที่จะยังคงเหลือมหาวิทยาลัยอยู่เป็นจำนวนมากแต่ก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ ที่ประเทศไทยอัตราการเกิดก็กำลังลดลงในระยะยาวก็จะต้องเผชิญกับผลกระทบลักษณะ เช่นนี้อยู่ดี หรือแม้ผู้ที่ตกงานจากโรงงานครับหากหันมาประกอบอาชีพค้าขายของกิน ในตลาด แต่หากมีผู้ค้าขายมากขึ้นในขณะที่ผู้ซื้อลดลงสุดท้ายก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ซึ่งหากเกิด ผลกระทบนี้ขึ้นมาแน่นอนว่ามันจะไม่ได้อยู่สภาพนี้แค่ ๒-๓ ปี แต่จะเป็นปัญหาระยะยาวที่พี่น้อง ประชาชนและลูกหลานในพื้นที่จะต้องเดือดร้อนแน่นอน ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจก็จะ เปลี่ยนไป ซึ่งไม่ใช่แค่ปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบนะครับ แต่ยังรวมไปถึงจังหวัดในปริมณฑล ชลบุรี ระยองและเมืองอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีบริบททางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันครับ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเจรจากับประเทศอื่น ๆ ที่โดนภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งตั้งฐานการผลิต ในประเทศไทย รวมถึงเสาะหาตลาดแห่งใหม่รองรับเพิ่มเติมครับ นอกจากผลกระทบต่อแรงงาน และชุมชนแล้วยังมีอีกหนึ่งมิติที่ไม่ควรมองข้ามที่ผมอยากจะนำเสนอ นั่นก็คือผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบการผลิตในระดับมหภาค ในวงการเครื่องจักรอุตสาหกรรม การผลิตเมื่อคำสั่งการผลิตลดลงหรือย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทย อุตสาหกรรม ก็มีความจำเป็นที่จะต้องลดต้นทุนในโรงงาน กล่าวคือมีการจำหน่ายเครื่องจักรการผลิตออกไป ในเวลานั้นเราก็จะมีเครื่องจักรมือสองในประเทศไทยล้นตลาดออกมาจำนวนมากครับ ถ้าเกิด โรงงานไหนร้อนเงินหน่อยหรือรอไม่ได้เครื่องจักรก็จะถูกขายเป็นราคาเศษเล็ก ขอสไลด์ด้วยนะครับ ปัจจุบันนะครับ ราคาเหล็กรับซื้ออยู่ที่ ๗ บาทต่อกิโลกรัมโดยประมาณนะครับ ท่านประธานครับ เครื่องจักร ๑ ตัวสมมุติว่าเป็นเครื่องกลึงถ้าหนัก ๒ ตันเอามาขายเศษเหล็กก็จะเหลือเพียง ๑๔,๐๐๐ บาทโดยประมาณ ทั้ง ๆ ที่ราคาซื้อราคามือสองประมาณหลักแสน ส่วนราคามือหนึ่ง เป็นหลักล้าน มูลค่าที่หายไปเป็นจำนวนมากมหาศาลครับท่านประธาน เอาสไลด์ลงด้วยครับ ยิ่งถ้าเป็นเครื่อง Hitech ระดับความแม่นยำที่สูงมากแล้ว ๑ ตัวในน้ำหนักเท่า ๆ กันอาจจะราคา ถึงประมาณ ๑๐ ล้านบาท แล้วถ้าถูกชั่งขายเป็นเศษเหล็กราคาก็จะเหลือเพียงหลักหมื่นบาท ลดลงไปถึงพันเท่า มูลค่าของนวัตกรรมที่เราจะต้องสูญเสียไปมันมีมูลค่ามหาศาลครับ ผลที่ตามมา ก็คือตลาดเครื่องจักรมือหนึ่งก็จะซบเซาในขณะเดียวกันเครื่องจักรมือสองก็จะไม่ได้เติบโต ขึ้นมา ตราบใดที่เรายังไม่สามารถสร้างแหล่งงานการผลิต อุตสาหกรรมของใหม่มาทดแทนได้ครับ โดยผมมีข้อเสนอแนะดังนี้นะครับ คำแนะนำแรกก็คือเราต้องใช้จังหวะนี้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็น โอกาสในการศึกษานวัตกรรมจากเครื่องจักรที่โดนปลดระวางของโรงงานต่าง ๆ เป็นโอกาสที่เรา จะทำการ Reverse Engineering เพื่อให้ความรู้ด้านวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ กลไกหรือการออกแบบวงจรนั้น วงจรควบคุมนั้นยังอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย ในอนาคตจะได้มีนวัตกรรมเป็นของตัวเองได้ครับ และยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้าน เทคโนโลยี ยามเมื่อการลงทุนไหลออกนอกประเทศไทยเรายังสามารถรับมือกับภาวะ สมองไหลนี้ได้เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ หรือคำแนะนำที่ ๒ ประเทศไทยเราต้องทำการตลาดเครื่องจักรการผลิตส่งไปสหรัฐอเมริกาแทน เพราะถ้าโรงงานจากประเทศต่าง ๆ ที่โดนมาตรการภาษีเขาจะย้ายฐานการผลิตกลับไป สหรัฐอเมริกา Demand หรือความต้องการเครื่องจักรของสหรัฐอเมริกาก็จะสูงขึ้นครับ การลงทุนใหม่ด้วยเครื่องจากมือหนึ่งในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าการลงทุนสูง หากเราสามารถ ผลิตนวัตกรรมเครื่องจักรการผลิตที่ทำราคาได้ดีกว่าเครื่องจักรที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาเราก็ ส่งไปสู้กับตลาดของสหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าเครื่องจักรโรงงานทั้งมือหนึ่ง มือสองจากไทยนะครับ ถึงจะโดนภาษีขาเข้าแต่มูลค่าเครื่องจักรรวมค่าขนส่งค่า Shipping แล้วหากถูกกว่า เครื่องจักรมือหนึ่งของสหรัฐอเมริการวมถึงประเทศคู่แข่งด้านเทคโนโลยีอย่างยุโรปหรือญี่ปุ่น นักลงทุนเขาก็ย่อมจะนำมาพิจารณาแล้วซื้อจากประเทศของเราก็จะเป็นการลดการขาดดุล ทางการค้าที่เราเคยนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศลงได้ มีประเทศที่พอจะเป็นคู่แข่งราคา ได้ก็คือประเทศจีนและไต้หวันครับ ดังนั้นครับเราต้องมีแนวทางการรับมือในระยะยาวต่อ ปัญหานี้คือพัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงานของไทยให้สูงขึ้น และต้องสนับสนุนการสร้าง นวัตกรรมของคนไทยให้คนไทยเป็นผู้ประกอบการได้ รวมถึงให้ความรู้เรื่องสิทธิบัตรทางการ ประดิษฐ์และเข้มงวดมาตรการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้คนไทยปรับตัวและสู้กับการไหล ออกของนวัตกรรมได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนสัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการ รับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกานะครับ ท่านประธานครับ ผมจะพูดถึงปัญหา ด้านการเกษตรแต่ว่าผมจะเจาะมาที่เรื่องปัญหาด้านที่ดิน ซึ่งมีผลกระทบต่อแต้มต่อในการค้าขาย กับต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้นะครับการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกถูกบังคับให้จะต้องทำตาม ระเบียบโลก ๒ ประการ ก็คือเรื่องประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา และส่วนที่ ๒ ก็คือระเบียบโลกเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งนำโดยสภาพยุโรป แล้วประเทศไทยเรา จะต้องรับมืออย่างไร จะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เรามีแต้มต่อ สำหรับรับมือกับระเบียบโลกใหม่เหล่านี้นะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ สินค้า การเกษตรของประเทศไทยที่ส่งออกไปยังต่างประเทศที่สูงที่สุดใน ๕ ลำดับแรก ก็คือจะมี ผลไม้ ข้าว ยางพารา ไก่ แล้วก็มันสำปะหลัง ในสไลด์นี้ที่ผมจะพูดถึงก็คือจะมียางพารา มันสำปะหลังแล้วก็กาแฟ สำหรับตลาดที่เราส่งออกมากที่สุดอันดับ ๑ ก็คือจีน อันที่ ๒ คือญี่ปุ่น อันที่ ๓ ก็คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ผมจะพูดในลำดับต่อไป คือเราก็จะเห็นว่าสำหรับ สินค้าการเกษตรแล้วไม่ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้อยู่ในลำดับหนึ่ง แต่ว่ามูลค่าก็สูงมากเลยนะครับ ถ้าเทียบกับเงินไทยก็คือประมาณ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอสไลด์ต่อไปเลยนะครับ ผมจะพูดถึง ๓ ประเภทที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่ อันดับที่ ๑ ก็คือเรื่องยางพารา นี่ก็คือแผนที่การปลูก ยางพาราของประเทศไทยยิ่งสีเข้มเท่าไร แสดงว่าพื้นที่เพาะปลูกยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ก็จะเห็นว่า กองอยู่ที่ภาคใต้แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือบ้าง สไลด์เลยต่อไปนะครับ ทีนี้ปริมาณ การส่งออกยางพารา ผมอยากจะให้ดูในช่อง ตัวเลขก็จะเล็กหน่อยก็คือจะมีสหรัฐอเมริกา แล้วก็ยุโรป ถ้าเราดูแม้ว่าตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเราจะส่งออกในปริมาณที่มาก แต่ถ้าเทียบ กับยุโรปเรามันยังน้อยกว่า สไลด์ต่อไปเลยนะครับ แต่ทีนี้ปัญหาก็คือยางพาราปลูกในที่ดิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งผมไป Check ดูตัวเลขแล้วเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร พื้นที่ปลูก ยางพาราทั่วประเทศไทยมีประมาณ ๒๕ ล้านไร่ แต่ว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ ๔-๕ ล้านไร่ ก็เท่ากับประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ อันนี้ก็ถือว่าเยอะมากเลยนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ มาถึงเรื่องมันสำปะหลัง มันสำปะหลังดูตัวเลขแล้วก็ค่อนข้างที่จะตื่นตาตื่นใจ พอสมควร เพราะว่าสถิติตัวเลขการส่งออกมันสำปะหลังไปยังต่างประเทศของประเทศไทยเรา มีมูลค่าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนครับตลาดใหญ่ไม่ได้อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ตลาดใหญ่ อยู่ที่ Asia แล้วก็รองลงมาก็คืออยู่ที่ยุโรปนะครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้ส่งไปที่อเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าเราส่งไปที่ยุโรปซึ่งจะต้องไปผ่านกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมนะครับ เราก็จะเห็นว่า ในช่องตัวเล็ก ๆ พื้นที่ยางพารามีปลูกทั้งหมดทั่วประเทศ ๑๒ ล้านไร่ แต่อยู่ในที่ดินที่ไม่มี เอกสารสิทธิประมาณ ๑.๓ ล้านไร่ ซึ่งก็เท่ากับประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่นะครับ อันดับที่ ๓ คือเรื่องกาแฟ ขอสไลด์ต่อไป เรื่องของกาแฟนะครับ มูลค่าการส่งออกกาแฟของเรา ไม่ได้เยอะนะครับ จริง ๆ ความต้องการปริมาณกาแฟของประเทศไทยเรานี้ เราต้องการบริโภคในประเทศไทย เยอะมาก ในขณะที่เราส่งออกในจำนวนที่เล็กน้อย แม้ว่าตัวเลขไม่ได้เยอะมาก แต่ว่าดูแล้วนี่ ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่เยอะพอสมควรนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าเทียบกับปริมาณการนำเข้าก็ยังน้อยกว่าอยู่นะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องกาแฟแม้ว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาอาจจะไม่ได้มีความสำคัญมาก แต่ว่า จะกระจายอยู่ในตลาด Asia แล้วก็ไปยังตลาดยุโรปโดยเฉพาะตลาดที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาด ที่สำคัญมาก แล้วกาแฟสัมพันธ์กับปัญหาเรื่องที่ดินโดยตรง เพราะว่ากาแฟยิ่งปลูกในพื้นที่สูง มากเท่าไร โดยเฉพาะพื้นที่ที่สูงเกินกว่า ๑,๐๐๐ เมตร คุณภาพกาแฟก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับพื้นที่ที่มีความสูงเกินกว่า ๕๐๐ เมตร ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ไม่มีเอกสารสิทธิ ทั้งนั้น ก็หมายความว่าพื้นที่ปลูกกาแฟผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วคือพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าเราปลูกกาแฟในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิแน่นอนครับแต้มต่อในการค้าระหว่างประเทศของเรา ลดลงโดยเฉพาะถ้าไปพันกับเงื่อนไขของสหภาพยุโรป ขอสไลด์ต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือ เรื่องของถ้าดูพื้นที่ในการปลูกกาแฟก็จะประมาณนี้ จริง ๆ ทางภาคใต้ก็ยังมีอยู่ สไลด์ต่อไป ทีนี้มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เนื่องจากเราต้องไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เราต้องหาตลาดอื่นที่จะรองรับด้วย แน่นอนนะครับว่าเมื่อเราไปหาตลาดอื่นที่จะรองรับด้วย มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องผูกพันกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเราดูเฉพาะในสหภาพยุโรป ก็จะมีอยู่ ๗ ประเภทนี้นะครับ แล้ว ๗ ประเภทนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องกาแฟแล้วก็ยางพารา อยู่ในนั้นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการที่เราปลูกพืชที่เราส่งออกในพื้นที่ที่ไม่มี เอกสารสิทธิเมื่อเราต้องไปผูกพันกับระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมเราก็จะเสียแต้มต่อนะครับ สไลด์สุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลมีความจำเป็น ที่จะต้องตั้งรับโดยหันมาดูที่ตัวเองก่อน แล้วก็ทำในสิ่งที่เราสามารถจัดการตัวเองได้ก็คือ การทำให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดิน ผมไม่ได้เรียกร้องถึงขั้นต้องเป็นโฉนด แต่ว่าคงไม่ใช่ คทช. เพราะว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมดนะครับ จริง ๆ สามารถออกแบบเป็นรูปแบบอื่นก็ได้เรามี ระเบียบกฎหมายที่รองรับอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันมีความจำเป็นมากถ้าเราทำให้ เกษตรกรแค่ผมยกตัวอย่าง ๓ เรื่องนี้นะครับทำให้เกษตรกรของเรานี่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เราก็จะมีแต้มต่อในการเจรจาการค้ากับระหว่างประเทศได้นะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แล้วต่อด้วยท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นะครับ เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ🔗
สวัสดีท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมคิดว่าการอภิปรายในวันนี้ เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องผลกระทบของอุตสาหกรรม แล้วก็อัตราภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งเป็นข่าวทั่วโลกกับ ๑๓๕ ประเทศ ผมว่าข้อเท็จจริงที่มันปรากฏขึ้นที่เราเดือดร้อนกับปัญหานี้เพราะเนื่องจากว่า สหรัฐอเมริกาเองนี่เป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าของทั่วโลกมากที่สุดในโลกใน ๑๓๕ ประเทศนี้ ผมเอาตัวเลขมาจากอังก์ถัดเพื่อจะมาอธิบายว่าในอุตสาหกรรมที่ผมดู อุตสาหกรรมที่ผมคุ้นเคย มีอยู่ ๔ อุตสาหกรรม🔗
อุตสาหกรรมแรก ก็คือในอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมไทยนะครับที่เราส่งออก ไปสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าถึง ๒,๕๘๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้มันเป็นอุตสาหกรรม ที่เป็นอุตสาหกรรมชาวบ้านพื้นฐานมาก มีคนประกอบอาชีพทั้งที่ทำมาเป็นอาชีพร้อยเปอร์เซ็นต์ กับอาชีพที่กึ่งอาชีพอยู่เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ คน ส่วนในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ในอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกอยู่ ๑,๒๐๙ ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มมีโอกาส แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตถ้าเกิดเฉพาะในปีนี้ เป็นการเจริญเติบโตที่มากที่สุดของในกลุ่มอุตสาหกรรมเปรียบเทียบกับการส่งออก ในอุตสาหกรรม แฟชั่นซึ่งเราพูดถึงกันนักกันหนา ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือที่รัฐบาลเรียกว่า Soft Power เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่รัฐบาล เอาออกมาแสดงให้ดูอยู่บ่อย ๆ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นซึ่งสหรัฐ เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเรา มีมูลค่าที่เราส่งออกไปที่สหรัฐประมาณ ๒,๑๖๓ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่เราส่งออกในหมวดแฟชั่น หรือในหมวดเสื้อผ้า เราส่งออกไป ๗๘๑ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ในเรื่องเครื่องหนัง รองเท้าเราก็ส่งออกไปอีก ๒๒๗ ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอุตสาหกรรม เครื่องหนังของไทยที่เราส่งออกไปทั้งหมด ถ้าเรารวบรวมอุตสาหกรรมแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง เราส่งออกไปสหรัฐรวมเป็นเงินถึง ๓,๑๗๑ ล้านดอลลาร์ หรือ ๑๑๕,๐๐๐ ล้านบาท อุตสาหกรรม พวกนี้ที่ผมกล่าวถึงนี้นอกจากเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แล้ว มันเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบ ส่วนใหญ่มันผลิตในประเทศ เพราะฉะนั้นต้นทางของตัวอุตสาหกรรมมันอยู่ในประเทศไทย🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ Value Chain ของอุตสาหกรรมมันมีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ยาวมาก และเป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในประเทศไทย ส่วนคนที่มา ประกอบการในธุรกิจเหล่านี้ก็มีจำนวนมหาศาล ในอุตสาหกรรมที่ ๔ ก็คืออุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ไทย เราอาจจะไม่ค่อยได้ยินว่าเฟอร์นิเจอร์ไทยส่งออก เราส่งออกไป ๑,๖๑๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหรัฐก็เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับหนึ่งของเรา แล้วที่สำคัญก็คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่เราส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ทีนี้มาดูจำนวนตัวเลขว่าแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้มีเยอะมากแค่ไหน อย่างที่ผมได้เรียนไปตอนแรกว่าในอุตสาหกรรมศิลปะ และหัตถกรรมเรามีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ๔๐๐,๐๐๐ คน ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเรามีอยู่ ๗๕๐,๐๐๐ คน หรือในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เรามีอยู่ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์เรามี อยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าผลกระทบจากการแก้ปัญหาในครั้งนี้เราไม่ประสบ ความสำเร็จ หรือเราประสบความสำเร็จมาครึ่งหนึ่ง ถ้าเรานั่งนึกดูว่าสภาพของแรงงาน สภาพ ของอุตสาหกรรมที่มันต้องถดถอยกับรายได้ กับการแข่งขัน เพราะทุกประเทศทั่วโลกก็ประสบ ปัญหาเดียวกัน แรงงานที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมนี้รวมกันประมาณ ๑ ล้านเกือบ ๒ ล้านคน เราจะรับการกระทบกระเทือน การตกงานของคน ๒ ล้านคนด้วยวิธีอะไรบ้าง ผมมีข้อสังเกต ฝากถึงรัฐบาลว่าช่วยดูในเรื่องนี้อันแรกก็คือในอุตสาหกรรมทั้งหลายนี้ส่วนใหญ่เป็น SMEs เพราะฉะนั้นแหล่งเงินที่จะทำให้สายป่านเขายาวขึ้นเพื่อที่เขาจะได้สู้กับเรื่องพวกนี้ได้ อันที่ ๒ คือการปรับเพิ่มทักษะของแรงงาน ๒ ล้านคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ท่านมี OFOS ท่านจะเอา OFOS มาช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพิ่มขีดความสามารถ ผมหวังว่าในอนาคตการปรับ อุตสาหกรรมของไทย มันต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มันมี High Value เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านด้วย เทคโนโลยีอะไรก็ตามที🔗
ประเด็นที่ ๓ เราต้องยอมเรามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรกับสหรัฐอเมริกา มายาวนาน เขาตั้งเราอยู่ใน ๒๐ อันดับที่เป็น Watch List ของประเทศที่ละเมิดสิทธิบัตร แล้วซอฟแวร์เรา เราก็ใช้ซอฟแวร์ที่ไม่ถูกกฎหมายอยู่มูลค่ามหาศาล สุดท้ายคำแนะนำก็คือ พยายามปรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลาย โดยการหา Partner ร่วมกับในสหรัฐอเมริกา เพื่อสามารถทำให้เราไปทำงานในเวทีสากลได้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ มหาศึกการขึ้นภาษีในครั้งนี้ถ้าเปรียบเป็นแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจโลก ก็ถือว่าความรุนแรงนั้นขนาดหลายริกเตอร์และส่งผลกระทบไปทั่วโลก ลุกลามบานปลาย ขยายผลส่งผลกระทบหนักต่อทุกภาคธุรกิจของโลก ลามไปลามมาลามกระทั่งถึงประเทศต้นทางเอง ก็คือสหรัฐอเมริกา นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้น ๗ นางฟ้า ปรับเปลี่ยนตัวเองจากนักลงทุนระยะสั้น กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวไปโดยปริยาย ลามมาถึงหุ้นที่เรียกว่าทศเทพของจีนคือ ๑๐ หุ้น ยอดนิยมในตลาดจีน ก็ปรับตัวร่วงแบบยกแผง ดังนั้นมหาศึกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการ การขึ้นภาษีครับ และไม่ใช่แค่สงครามทางภาษี แต่นี่คือเกมชิงอำนาจในเวทีการค้าโลก ผมต้องชื่นชมและให้กำลังใจรัฐบาล ท่านคงเห็นทรงแล้วว่าถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มาทรงนี้ถ้าจะงานงอกน่าจะมีเรื่องแน่ ๆ ท่านไปตั้งคณะทำงานหลายชุด และชุดอย่างเป็นทางการ ที่ทำเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญก็เริ่มทำงาน ๖ มกราคม ๒๕๖๘ ผมดูแนวโน้มทิศทางการทำงาน ท่านทำอยู่ใน ๕ แนวทางด้วยกัน🔗
แนวทางแรก จะไม่ตอบโต้รุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แรงมาแรงกลับ รัฐบาลนี้ไม่เลือกแนวทางนี้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนไปเถียง ไปตอบโต้สหรัฐอเมริกา วันนี้ โดนแล้วครับล่าสุดขึ้นไป ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ และถ้ายังเถียงอยู่ยังโต้ไม่หยุดอาจจะถึง ๒๐๐ หรือ ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือรัฐบาลนี้จะไม่ดำเนินการแบบเอามันครับ เช่น ไปเอาสินค้าที่ผลิต ในอเมริกาลงจากแผงจาก Shelf ยกแผงยก Shelf ก็ไม่ทำ หรือจะแบบประชดประชัน แบบเลิกขายเมนูอเมริกาโนเป็นแคนาเดียโน อันนี้ก็ไม่ทำครับ🔗
แนวทางที่ ๒ ที่ต้องชื่นชมรัฐบาล ก็คือความพยายามที่จะหารูปแบบในการพูดคุย แต่จะไม่ถึงขั้นหมอบราบคาบแก้วหรือสยบยอมครับ รัฐบาลนี้จะไม่จำเป็นต้องวิ่งไปเจรจา แล้วก็เสนอ Promotion แบบลดแลกแจกแถม กลัวไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจสหรัฐอเมริกา คงไม่ใช่ถึงขั้นนั้น ประเทศไทยไม่ใช่ไก่กาอาราเล่ เราก็เป็นมหามิตรและเราก็มีของดีของเรา พอที่จะมีรูปแบบการพูดคุยการเจรจาที่หวังผลได้🔗
แนวทางที่ ๓ ซึ่งรัฐบาลก็เตรียมการไว้อย่างดี ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ ท่านมา นั่งฟังตั้งแต่แสงแรกยันแสงสุดท้ายไม่ไปไหน ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าต้องไปเจรจา แต่การเจรจานั้น แบ่งได้หลายรูปแบบครับ เช่น เป็นรูปแบบแบบเดี่ยวผสม เดี่ยวมือหนึ่งหรือเจรจาแบบ Pack ASEAN เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองก็ต้องคุยในทุกมิติ🔗
แนวทางที่ ๔ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดน่าสนใจ รัฐบาลก็ทำครับ นั่นก็คือ ลดการพึ่งพิงตลาดเพียงตลาดเดียว ทำอย่างไรเราจะเพิ่มตลาดอื่น ๆ แบบคู่ขนาน เช่น ตลาด ตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกาใต้ ตลาดยุโรป และพัฒนาธุรกิจที่เราสามารถแข่งขันได้ หรือธุรกิจที่เรายังไม่สามารถแข่งขันได้ก็พัฒนายกระดับขึ้นมาให้สามารถแข่งขันได้🔗
แนวทางที่ ๕ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องหา Model แบบที่เรียกว่า Win Win Solution คือชนะด้วยกันทั้งคู่ Win Win ที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ใช่ วิน วิน ภาคอีสาน วิน วิน ภาคอีสานแปลว่าวิงเวียนศีรษะปวดหัวนี่นะครับ ไม่ใช่แบบนั้น เป็น Win Win ภาษาอังกฤษ ที่ไทย สหรัฐอเมริกาและทุกประเทศที่เป็นคู่ค้ากับเราต้องชนะ ไปด้วยกัน🔗
ดังนั้นจาก ๕ แนวทางที่ว่ามาผมคิดว่าวันนี้ในวิกฤติมีโอกาส ไม่แน่นะครับ ชาวโลกอาจจะเลิกกินข้าวผัดอเมริกันหันมาทานข้าวผัดอเมริกาฬสินธุ์ของเราก็ได้ จึงสรุปทิ้งท้าย ว่าคนแพ้กลัวการเปลี่ยนแปลงครับ คนชนะเติบโตได้จากความเปลี่ยนแปลง คนแพ้รอจังหวะ คนชนะสร้างจังหวะขึ้นมาด้วยตัวเอง คนแพ้หาทางลัด คนชนะหาทางที่ใช่ ขอให้กำลังใจ ทีมไทยแลนด์ ให้กำลังใจรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ให้กำลังใจประเทศไทยและเชื่อว่าเราทำได้ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านรัฐมนตรี เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน เข้าใจว่าเหลือแต่การอภิปรายสรุปแล้ว ผมเอง ในวันนี้อยู่ตั้งแต่เวลาเปิดจนกระทั่งถึงขณะนี้ ซึ่งก็รับฟังมาโดยตลอดในฐานะตัวแทนรัฐบาล ที่ท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ส่งมาเพื่อให้มาร่วมรับฟังแล้วก็นำเอาข้อสังเกตของท่าน รวบรวมเพื่อนำส่งให้กับคณะเจรจาที่จะเดินทางไปสหรัฐ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นวันหนึ่ง ที่รู้สึกภาคภูมิใจในฐานะความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าวันนี้พวกเราละวาง เอาประเด็นปัญหาเอาข้อขัดแย้ง แต่ว่านำเอาสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แล้วก็เป็นข้อห่วงใยและ ปัญหาของประเทศมาพูดคุยกันอย่างมีสาระ แล้วทางรัฐบาลต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ได้ข้อคิดเห็นได้แนวความคิดที่เป็นประโยชน์และข้อห่วงใยที่ทุกท่านได้นำมามอบไว้ให้ เราจะนำไป รวบรวมแล้วก็นำส่งกับทางคณะรัฐมนตรี รวมถึงทีมเจรจา ซึ่งอย่างแรกเลยต้องเรียนว่า เรารับทราบตรงกันครับว่าขณะนี้มันเป็น New Normal ในเรื่องของ Trade Balance ในระดับโลก เราจะอยู่อย่างไรในฐานะประเทศไทย เราสามารถที่จะดำรงอยู่และแข่งขันได้ต่อไปนะครับ เป็นโจทย์สำคัญเพราะฉะนั้นในเรื่องของการปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลก็พร้อมในเรื่องของ การสร้างกลไกที่จะเข้าไปช่วยเหลือภาคเอกชน ประเด็นแรก🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็น SMEs ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มเกษตรกรที่ท่านสมาชิกจำนวนมากได้อภิปรายถึงนะครับ โดยแนวทางในการเจรจาก็อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้เรียน ประเทศเราคงไม่ใช่ประเทศ ที่จะตั้งป้อมแล้วก็สู้รบ แต่ว่าเราก็คงจะต้องใช้วิธีการเจรจาหาทางออก รวมถึงการแสดง ความเป็น Partner เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและยาวนานที่เรามีมากับประเทศ สหรัฐอเมริกาในการหาทางออกและหา Solution หาทางออกที่เป็น Win Win คือได้รับ ผลประโยชน์คือชนะทั้ง ๒ ฝ่าย โดยที่ไม่มีใครเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แล้วก็กราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกที่ได้มีความเข้าใจในกลไก เรื่องนี้เกิดเมื่อวันที่ ๒ ที่ผ่านมา ในขณะนี้ต้องใช้คำว่า ฝุ่นยังตลบอยู่ หลังจากฝุ่นหายตลบแล้วทีมเจรจาก็จะเดินทางไป ในขณะนี้มีการนัดหมายแล้ว ในหลาย ๆ ส่วน เช่น ในส่วนของ USTR ที่ได้มีการนัดหมายเตรียมไปพูดคุย รวมถึงภาคเอกชน ภาคการเกษตรของทางสหรัฐก็ได้มีการนัดหมายบางส่วนแล้ว หลังจากนี้ก็คงจะได้มีการ เตรียมนัดหมายเพื่อให้ครบถ้วนแล้วก็มีการเดินทางไปเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและหาทางออก ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ากลไกไม่สามารถเสร็จได้ในวัน ๒ วัน อาจจะต้องมีการเจรจาแล้ว เจรจาอีกหลาย ๆ รอบในหลาย ๆ ระดับ ทั้งระดับฝ่ายนโยบาย ระดับฝ่ายผู้ปฏิบัติ ซึ่งกลไก เหล่านี้ทุกท่านเข้าใจด้วยความเคารพก็ต้องกราบขอบพระคุณ แล้วรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหา แล้วก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ขอบคุณท่านขัตติยา สวัสดิผล ผมจะเก็บเอาข้อคิดเห็นของท่านไปนำเรียนต่อท่านพิชัย ชุณหวชิร หัวหน้าทีมเจรจา โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าวันนี้เราก็เห็นการต่อสู้ในระดับโลก หลายประเทศเขาสร้างกำแพง สู้กันเป็นกำแพงภาษี บางประเทศทุบกำแพงทิ้งเพื่อที่หวังว่าจะเปิดช่องทางในการพูดคุย ที่ง่ายขึ้น แต่ทั้ง ๒ วิธีการอาจจะไม่ใช้วิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งข้อคิดเห็นของท่านก็คือเราต้อง เสนอตัวเป็นประเทศที่จะสร้างสะพานในการที่จะเป็น Bridge ที่จะเชื่อมโยงระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกากับโลก แล้วก็นำเอาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นได้ให้มันเกิดขึ้นกับประเทศไทย ส่วนในข้อคิดเห็นประเด็นใดอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ก็ขออนุญาตรับไว้และนำเรียนต่อทาง คณะรัฐมนตรีแล้วก็ทีมเจรจาต่อไป ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ณ ที่นี้ อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ เป็นอันจบผู้ขออภิปรายแล้วนะครับ ต่อไปก็จะเป็นผู้สรุปญัตติ ตามข้อบังคับ มีประสานงานแจ้งมาว่าจะมี ๒ ญัตติที่จะมีผู้สรุป ก็คือญัตติของท่านนพดล ปัทมะ แล้วก็ญัตติของท่านศิริกัญญา ตันสกุล นะครับ ในส่วนญัตติของท่านนพดล จะให้ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เป็นผู้สรุป ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ก่อนครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษครับ ผมขออนุญาตสรุปญัตติของท่านนพดล ปัทมะ ดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็คงเป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าการเก็บภาษีของประเทศ สหรัฐอเมริกาในวันที่ชาวอเมริกันเรียกว่า Liberation Day หรือวันประกาศอิสรภาพ วันประกาศความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ เมษายนนั้นส่งผล กระทบรุนแรงไปทั่วโลก เราเห็นชัด ๆ เลยครับว่าตลาดหุ้นหลัก ๆ ทั่วโลก ระยะเวลาไม่ถึง ๑ อาทิตย์ก็ตกลงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย ตกเกินกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีนะครับ แม้แต่ ประเทศไทยเองก็ตกลงไปประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นอกจากนี้มูลค่าของสินทรัพย์ ในสหรัฐที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล เอาเฉพาะตลาดหุ้นลดลงไปกว่า ๖ ล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐ ถ้าหากเทียบกับสิ่งที่สหรัฐคาดว่าจะได้คือการจัดเก็บภาษีนำเข้าใน ๑ ปี ประมาณ ๑ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจจะกล่าวได้ว่าสหรัฐเสียหายอย่างรุนแรงเพื่อที่จะทำให้เกิด การเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ผลกระทบยังมีผลกระทบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐที่แต่เดิม เคยมีฐานะเป็นเงินตราอันดับหนึ่งของโลก ผมไม่แน่ใจครับว่าหลังจากที่อเมริกาตั้งกำแพงภาษี กับทุกประเทศทั่วโลก เงินตราสหรัฐจะยังเป็นเงินตราอันดับหนึ่งของโลกต่อไปได้อีกนานเท่าไร ความเป็น Reverse Currency ของ U.S Dollar จะเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมทั้ง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ผมเฝ้ามองเรื่องนี้ด้วยความกังวลครับท่านประธาน แต่เราก็ต้องยอมรับครับว่าเราก็เป็นเพียง หนึ่งประเทศขนาดกลางในโลก ระดับเศรษฐกิจเราก็ไม่ได้ใหญ่นะครับเรามีเศรษฐกิจ ประมาณ ๖๐๐ Million ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐนั้นประมาณ ๓๐ ล้านล้าน เศรษฐกิจของเราก็เล็กมากคงไม่สามารถที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามใจของเราได้ แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ในฐานะที่เราก็เป็นประเทศเอกราชเราก็ต้องหาทางจะทำอย่างไร ที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศไทยยังดำรงอยู่ได้อย่างวัฒนาถาวรในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ปกตินี้ ซึ่งถ้าหากจะพูดกันโดยสรุปนะครับ จากที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันมาก็คงมีทางเลือก อยู่ ๓ ทางครับ ทางหนึ่งก็คือยอมตามที่สหรัฐต้องการทุกอย่าง เช่นที่ประเทศเวียดนามเลือก เช่นที่ประเทศไต้หวันเลือก หรือทางเลือกที่ ๒ ก็คือเจรจา ซึ่งก็คงจะเป็นทางเลือกที่ประเทศ ส่วนใหญ่เลือก กับอีกทางเลือกที่ ๓ คือการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ซึ่งก็คงมีไม่กี่ประเทศ ที่มีกำลังพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ซึ่งประเทศหนึ่งที่เราเห็นนะครับก็คือประเทศจีน ประเทศจีน ได้ตอบโต้กับสหรัฐอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน จากเดิมที่สหรัฐจะเก็บภาษีจากจีนเพียง ๒๐ บวก ๓๔ เปอร์เซ็นต์ ก็กลายเป็นว่าเก็บเพิ่มอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เลยกลายเป็นรวม ๆ ทั้งสิ้น เพียงระยะเวลาไม่ถึง ๒ เดือน สหรัฐเรียกเก็บอัตราภาษีจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสงครามระหว่างจีน กับสหรัฐสงครามการค้าก็คงจะเกิดขึ้นต่อไป แล้วก็คงจะไม่จบง่ายเพราะว่าเศรษฐกิจของจีน กับสหรัฐต่างกันไม่มาก สหรัฐมีเศรษฐกิจ ๓๐ ล้านล้าน จีน ๒๐ ล้านล้าน และที่สำคัญจีน มีความสามารถในเรื่องของการผลิตสูงมาก แล้วยังมีแร่ธาตุหายากหรือเรียกว่า Rare Earth ด้วย โดยคุมอยู่ประมาณ ๗๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นการผลิต ๗๐ ถ้าเป็นการ Refining ๙๐ ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศมหาอำนาจคงต้องจับตาแบบไม่กระพริบตา สำหรับ ประเทศไทยถ้าถามว่าควรจะทำอย่างไร แต่ละประเทศมีจุดอ่อนจุดแข็งไม่เหมือนกัน เรามี ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี แล้วเราก็ร่วมรบ เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ สงครามโลก ครั้งที่ ๒ สงครามอินโดจีน สงครามเกาหลี เราเคยมีฐานทัพสหรัฐอยู่ในอุดรธานี อยู่ใน อุบลราชธานี ดังนั้นความสัมพันธ์ของสหรัฐกับเราจึงเป็นความสัมพันธ์พิเศษที่ยากที่จะหา ประเทศอื่นมาเสมอเหมือนได้ มีในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหรัฐนะครับ ผมขออนุญาต อ้างถึงก็แล้วกันนะครับ เคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐจะมุ่งมั่นต่อการป้องกันประเทศไทย อันใด ที่เป็นการคุกคามต่อประเทศไทยก็ให้ถือเสมือนหนึ่งเป็นการคุกคามต่อสหรัฐเอง ดังนั้นเราจึง มีฐานะที่เป็นมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งของสหรัฐ อาจจะมีความระหองระแหงบ้างในช่วงที่ ประเทศไทยไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าในรัฐบาลปัจจุบันที่เป็น รัฐบาลประชาธิปไตยเรายังอยู่ในฐานะที่จะสามารถเจรจากับสหรัฐในฐานะมิตรประเทศ ที่สำคัญยิ่งได้อยู่นะครับ ซึ่งจากการที่มีการอภิปรายนะครับผมก็ขออนุญาตสรุปและเสนอแนะ ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกันนะครับ การเจรจากับสหรัฐนั้นวิธีการเจรจาต้องดูเสียก่อน ว่าสหรัฐต้องการอะไร อันที่ ๑ สหรัฐต้องการลดการขาดดุลการค้าหรือ Trade deficit ครับ ซึ่งปัจจุบันการขาดดุลการค้าประมาณ ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้ารวมบริการก็ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐนะครับ สหรัฐต้องการลดตัวนี้ แล้วสหรัฐก็ไม่ต้องการให้ ประเทศคู่แข่งส่งสินค้าเข้าประเทศสหรัฐมากมายมหาศาลโดยการผ่านประเทศอื่น ประเทศไทย ของเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางให้มีสินค้าจากประเทศที่สหรัฐถือว่า เป็นคู่แข่งผ่านทางเป็นแบบ Transshipment หรือเป็นการผ่านเข้ามาเพื่อปรับปรุงคุณภาพ แต่เพียงเล็กน้อยมาสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าแล้วเขาขายให้สหรัฐ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้อง แก้ไขเนื่องจากสหรัฐไม่ต้องการอุดหนุนประเทศคู่แข่งของตนเอง อีกสิ่งหนึ่งที่สหรัฐต้องการ ก็คือการนำอุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์กลับไปที่สหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า Reassuring สิ่งที่ ๓ ที่สหรัฐต้องการก็คือความต้องการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การทหาร หรือในเรื่อง ของการป้องกันยาเสพติด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีนโยบายว่า MAGA หรือ Make America Great Again ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจในโลก อย่างไม่มีผู้เทียบอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่สหรัฐต้องการนะครับ ซึ่งเราก็คงจะทราบเมื่อเรา ทราบว่าสหรัฐต้องการอะไรแล้วเราก็คงเจรจากับสหรัฐโดยนำส่วนไหนที่เราทำได้เราก็ทำ ส่วนไหนที่เราทำไม่ได้เราก็เจรจากับเขาไป ซึ่งประเด็นแรกที่จะขออนุญาตพูดถึงก็คือเรื่องของการเจรจาในเรื่องที่เกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากร ผมคิดว่าเราต้องลดอัตราภาษีศุลกากรให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นการส่วนใหญ่ เพราะว่าสหรัฐอเมริกา แต่เดิมเป็นประเทศที่เคยเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก่อนตั้งแต่ปี ๑๙๗๕ เป็นต้นมา เฉลี่ยเก็บอัตราภาษีจากประเทศทั่วโลกไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการทำเช่นนั้นทำให้สินค้า ทะลักเข้าสหรัฐอเมริกาแล้วประเทศหลาย ๆ ประเทศก็เก็บอัตราภาษีสหรัฐอเมริกาสูงกว่า ที่สหรัฐอเมริกาเก็บ ดังนั้นเราจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยเจรจากับสหรัฐอเมริกา ส่วนไหนที่เราลด ให้สหรัฐอเมริกาได้เราก็ควรลด แต่ส่วนไหนที่กระทบต่อเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนที่เปราะบาง ในประเทศไทย เราก็ต้องเจรจาพยายามรักษาเกษตรกรของเราไว้ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับอัตราภาษี นำเข้าหรือที่เรียกว่า Non Tariff Barrier เราก็ต้องพยายามลดให้สหรัฐอเมริกาให้มากที่สุด เพราะบางครั้งอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคมากกว่าภาษีนำเข้าเสียอีก นอกจากนี้ เราอาจจะต้องพิจารณาในการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกาทดแทน สินค้าที่เรานำเข้าจาก ประเทศอื่นในส่วนที่สามารถทำได้ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อประเทศก็แล้วกันเพื่อความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างประเทศ แต่หลักการก็คือในเมื่อเราได้ดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ตัวเลขไม่ค่อย แน่นอนนะครับ บางคนก็บอก ๓๐ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ บางคนก็บอก ๔๕ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ก็เอาเป็นว่าเราก็ต้องพยายามลดตัวนี้ ส่วนไหนที่เราซื้อจากประเทศอื่นเราก็เปลี่ยน มาซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพื่อลดการขาดดุลการค้า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์อาวุธต่าง ๆ การจัดซื้อเครื่องบินพาณิชย์ ก็คงต้องให้ความสำคัญกับสหรัฐอเมริกาเป็นระดับต้น ๆ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ในระหว่างที่มีการเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้นอย่างที่ทราบกันดี ว่าผลกระทบครั้งนี้กระจายไปทั่วโลกเกี่ยวข้องกับประเทศต่าง ๆ เกินกว่าร้อยประเทศ การเจรจาไม่น่าที่จะสามารถเจรจาจบได้เร็วนะครับ ไม่น่าจะจบได้เร็ว ผมไม่คิดว่าจะสามารถ หาข้อสรุปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะเวลา ๓ เดือนข้างหน้าไม่น่าจะเสร็จได้นะครับ ดังนั้นเราต้อง มีการหาตลาดรองรับหรือที่เรียกว่า Diversification เพราะว่าสินค้าต่าง ๆ ของไทยที่ส่งออกไป สหรัฐอเมริกานั้น ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร สินค้าเกษตร หรือปลากระป๋อง สับปะรด มีการนำเข้าสหรัฐอเมริกาในช่วง ๓ เดือนแรกจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อหลีกเลี่ยง ภาษีที่ทรัมป์ (Trump) กำลังจะประกาศ ดังนั้นปัจจุบันนี้จึงมี Stock สินค้าอยู่จำนวนมาก และระหว่างที่มีการเจรจา ก่อนที่การเจรจาจะสิ้นสุดเกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งความไม่แน่นอน อันนี้เป็นอุปสรรคอันหนึ่งต่อการทำการค้าไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกหรือนำเข้า อัตราภาษี นำเข้า ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนยังดีกว่าอัตราภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่แน่นอนว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงเมื่อไร เพราะผู้นำเข้าจะไม่กล้านำเข้า หากนำเข้าวันนี้ ต่อมาวันต่อไปอัตราภาษี ลดลงเขาก็จะขาดทุนทันที ดังนั้นความไม่แน่นอนจึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ ที่หน่วยงานของรัฐจะต้องประชาสัมพันธ์และสื่อสารกับผู้ส่งออกและนำเข้าให้ทราบถึงการ เปลี่ยนแปลงหรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีนำเข้าอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์เพื่อที่ให้ผู้ส่งออกและนำเข้าได้วางแผนล่วงหน้าอย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องหาตลาดรองรับโดยเร็วที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่าภาคเอกชนของเราก็คงได้เตรียมการมาแล้ว ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน แต่ถ้าภาคเอกชนมีอุปสรรคก็เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องให้การสนับสนุน และช่วยขจัดปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น และขณะเดียวกันในขณะที่เรากำลังมองหาตลาดใหม่ ๆ เราก็ต้องระวังตลาดของประเทศเราด้วย เนื่องจากสินค้าแต่เดิมที่เคยส่งเข้าสหรัฐได้ แต่เมื่อประเทศต่าง ๆ โดนภาษี ไม่ว่าจีนจะโดนไป ๓๔ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามโดนไป ๔๖ เปอร์เซ็นต์ หรือกัมพูชาโดนไป ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเร่งให้มีการลักลอบนำสินค้าที่ไม่สามารถส่งไปสหรัฐเข้ามาในประเทศไทยได้ ซึ่งประเทศไทยมีพรมแดนยาวมากนะครับ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกรมศุลกากรที่จะต้องเร่งทำกำแพง เร่งวางมาตรการหาทางป้องกันมิให้สินค้าที่จะนำเข้า เข้ามาประเทศไทยโดยไม่ชอบกฎหมายให้ไม่สามารถเข้ามาได้ ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการผู้ผลิต ในประเทศไทยก็จะผลิตสินค้าน้อยลงก็จะยิ่งลำบาก เราจึงต้องมีการกำชับให้หน่วยงานราชการ มีความเข้มงวดในเรื่องการตรวจจับสินค้าที่ผมเชื่อว่าแน่นอนที่สุดจะต้องมีความพยายาม ที่จะต้องทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างแน่นอนครับท่านประธาน นอกจากนี้เราจะต้อง พยายามเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากนั่นเป็นจุดที่เราสามารถ แข่งขันได้ดีกว่าคนอื่น เราต้องพยายามเป็น Strategic Partner ของสหรัฐอเมริกานะครับ สิ่งใดที่สหรัฐอเมริกาอยากให้เราช่วยเราสมควรจะช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Friendshoring เนื่องจากแม้สหรัฐอเมริกาอยากจะนำการผลิตกลับสู่ประเทศสหรัฐ แต่ในกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือ Semiconductor ก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกขั้นตอนการผลิตจะสมควรที่จะทำ ในสหรัฐอเมริกา หลาย ๆ เรื่องผลิตในต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย ประหยัดกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถที่จะเจรจากับสหรัฐอเมริกาได้ ขอให้เลือกเราเป็น ประเทศแรก ๆ เนื่องจากเราเป็นหุ้นส่วนที่มั่นคงกับสหรัฐอเมริกาเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี เราควรจะเป็น Strategic Partner เราควรจะเป็น Friendshoring อันดับแรก ๆ ของสหรัฐอเมริกา ในโลกนะครับ นอกจากนี้ไม่ว่าเราจะมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในเรื่องของ Fin Hub ก็ดี ในเรื่อง ของธุรกิจบริการก็ดี ในเรื่องของ Entertainment ก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะได้พิจารณา ร่วมมือกับสหรัฐเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐมั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ครับท่านประธาน การมีเพื่อนเยอะ ๆ ย่อมดีกว่า เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง Form Alliance มีพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ ให้มากเข้าไว้ เพื่อนย่อมดีกว่าศัตรูครับท่านประธาน แต่การจะ มีเพื่อนนั้นในสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายครับท่านประธาน เนื่องจากแต่ละ ประเทศก็มีผลประโยชน์ของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เราบอกว่าเราจะไปร่วมมือกับ อาเซียน ไปเจรจากับสหรัฐร่วมกันไม่ง่ายนัก เนื่องจากผลประโยชน์ขัดกัน หรือเราจะไป รวมกลุ่มกับประเทศอื่นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นการจะหาพันธมิตรจะต้องพิจารณา พันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศไทย จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า ถ้าหากเลือกพันธมิตรหรือรวมกลุ่มที่ไม่เหมาะสมจะเป็นโทษมากกว่าเป็นผลดีครับท่านประธาน🔗
ท่านครับ พอสมควรครับ🔗
ใกล้แล้วครับท่านประธาน ไม่ช้าครับ ใกล้จบแล้วครับ🔗
ผมว่าท่านเอาเฉพาะประเด็น รายละเอียดนี่เพื่อนได้พูดไปหมดแล้ว คนอภิปรายสรุป มีหน้าที่ สรุปประเด็น ส่วนรายละเอียดนี่อย่างที่เรียนเพื่อนสรุปไปหมดแล้ว และทางเจ้าหน้าที่ ทางท่านรัฐมนตรีได้จดรายละเอียดไว้แล้ว ท่านเอาประเด็นครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ไม่ช้าครับ ใกล้จบแล้วครับ ก็อีกเรื่องหนึ่งครับ ในเมื่อประเทศต่าง ๆ กำลังคิดที่จะเก็บภาษีเพิ่มน ผมก็ยังคิดว่าการเก็บภาษีไม่ใช่เรื่องดี อย่างเรื่อง Free Trade ก็คงดีกว่า Paulicianism แน่นอน นอกจากนี้ครับเราต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น เศรษฐกิจในประเทศไทยต้องทำให้เข้มแข็ง ต้องมี การเพิ่ม Money Supply มีการลดดอกเบี้ย และถ้าหากว่าค่าเงินของเราจะอ่อนลงแบงก์ชาติ ก็ต้องไม่มาแทรกแซงให้ค่าเงินเราแข็งเกินกว่าความเป็นจริง เพราะถ้าหากว่าค่าเงินของเรา แข็งเกินไปจะทำให้การแข่งขันของประเทศมีปัญหา แบงก์ชาติก็ไม่ควรจะแทรกแซงครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ต้องมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อแล้ว กันนะครับ ใครได้รับผลกระทบก็ควรจะเยียวยานะครับ นอกจากนี้ผมก็ขออนุญาตพูดอีก ๓ ประเด็นสั้น ๆ ก็คือ🔗
๑. ที่มีการกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยทำงานช้าเกินไปไม่ทันต่อเหตุการณ์ ผมก็ขออนุญาตยืนยันว่าไม่เป็นความจริงครับ จากการที่เราฟังการอภิปรายในวันนี้เราก็คง ทราบว่าเราไม่ได้ช้าเลย พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำงานช้า แต่ว่าการเจรจาต่อรองใช้ความรวดเร็ว แบบไม่สุขุม ไม่รอบคอบ และไม่ได้ผล ไม่มีประโยชน์ครับ มันต้องได้ผล ต้องสุขุมรอบคอบ นอกจากนี้เกษตรกรเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่นำโดย พรรคเพื่อไทยมีประชาชนในหัวใจ มีเกษตรกรในหัวใจ พรรคเพื่อไทยจะไม่มีการเจรจาอะไร ที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของประชาชนจนเกินสมควร เราจะเจรจาโดยที่เกษตรกร เป็นหัวใจหลักของเราครับท่านประธาน แล้วผมก็ขออนุญาตชื่นชม สส. ทุกท่านไม่ว่าจะเป็น พรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านที่วันนี้ก็ได้มีการอภิปรายโดยเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ทั้งสิ้น มีการละทิ้งความแตกแยก ความแตกต่างในเรื่องการเมืองไปก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แล้วก็ ขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ทำงานโดยความหนักแน่นมั่นคง แม้ว่า จะเผชิญหน้ากับปัญหาเยอะแยะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดินถล่ม น้ำท่วม แผ่นดินไหว แล้วก็ แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ก็ยังทำงานด้วยความหนักแน่น มั่นคง ไม่ย่อท้อ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นญัตติของท่านศิริกัญญา ตันสกุล ผู้สรุปญัตติ คือท่านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขออภิปราย สรุปญัตติด่วน เรื่อง การรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เสนอโดยท่านศิริกัญญา ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับอยู่ร่วมกันจนดึก ร่วมสร้างประวัติศาสตร์การอภิปราย เท่าที่ผมนับน่าจะมีผู้อภิปรายไม่ต่ำกว่า ๖๗ คน ผมก็ขอสรุปประเด็นเลยนะครับ เดี๋ยวขอขึ้น สไลด์ด้วยนะครับ🔗
อันแรกผมอยากจะบอกว่า การกำหนดอัตราภาษีนำเข้าหรือ Reciprocal Tariffs แบบนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าอันนี้ เป็นเกมภาษีที่ประธานาธิบดี Trump (ทรัมป์) กำหนดขึ้น อัตราภาษีเก็บจริงกับอัตราภาษีตอบโต้นี้ ต่างกันอย่างมากนะครับ ต่างกันแค่ไหน เรามาดูประเทศไทยเก็บจริง ๙ เปอร์เซ็นต์โดนภาษี ตอบโต้ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ต่างกันถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ อียูเก็บจริง ๑ โดน ๒๐ ญี่ปุ่นเก็บจริง ๔ โดน ๒๔ แม้แต่มหามิตรของสหรัฐอเมริกาเองอย่างแคนาดาก็คือโดนไป ๒๕ หน้าต่อไปครับ การประกาศอัตราภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariffs ของ Trump (ทรัมป์) แม้แต่คนอเมริกันเอง ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเขากำลังเจออะไร ภาระภาษีที่เขาต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้น ราคา ที่ต้องจ่ายเป็นราคาของคนอเมริกันเอง จากการสำรวจของ Statista บอกว่ามีคนอเมริกัน เพียงแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับที่เข้าใจว่าเขากำลังเจอว่าสิ่งที่เขาต้องจ่ายแพงขึ้น ภาระ ของเขากำลังจะมากขึ้น สงครามการค้าที่กำลังกระทบไปทั่วโลก ก็ทำให้เราอาจจะเจอสิ่งที่ ไม่เคยเจอก็คือ Global Trade War หน้าต่อไปนะครับ เราอาจจะได้เห็นเพราะว่าจีนก็กำลัง ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาแล้วแบบหมัดต่อหมัด อียูก็กำลังพิจารณาขึ้นภาษี ตอบโต้ ผลลัพธ์ของการขึ้นภาษีครับ ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีให้เห็นมาแล้วครับ หลายท่าน ก็อภิปรายตั้งแต่จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ๑๙๓๐ Smoot-Hawley Tariff Act ทำให้โลกทั้งโลกซึ่งตอนนั้นเริ่มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือว่า The Great Depression ตอนแรกเข้าสู่ Depression ก่อน พอขึ้นภาษีนำเข้าโดนกระทืบซ้ำเข้าสู่ The Great Impression เศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ ของโลก แล้วก็อยู่ในภาวะนั้นยาวนานกว่า ๑๐ ปี ถ้าเราดูสถิติย้อนหลังจากอันนี้ในฝั่งซ้ายมือ เราจะเห็นแนวโน้มว่าจริง ๆ แล้วสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าโดยมีแนวโน้มต่ำลง ๆ เรื่อย ๆ ครับ โดยเฉพาะในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้มันขัดแย้งกับตัวเลขกราฟทางด้านขวามือที่มี แนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลขทางขวามือนี่ก็คือถ้าเราคำนวณตามสูตร Reciprocal Tariffs เป็นสูตรที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ประกาศออกมานะครับ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ อเมริกาได้เปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิตไปสู่ภาคการบริการซึ่งมีมูลค่า สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันภาคการผลิตของอเมริกาเหลืออยู่เพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพีอเมริกาเท่านั้น อเมริกาส่งออกบริการมากกว่าโดยเฉพาะ Digital Service เพราะฉะนั้น โครงสร้างเศรษฐกิจของอเมริกาเป็นแบบนี้มันย่อมส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกของอเมริกา เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการที่จะมาใช้สูตรคิดหรือมาบอกว่าต้องนำเข้าและส่งออกเท่า ๆ กัน ถึงจะแฟร์อันนี้มันก็น่าจะไม่ใช่ตรรกะที่ถูกต้องนะครับ จากที่ผมกล่าวมานี้ก็คือบ่งบอกว่า Reciprocal Tariffs นี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล ดังนั้นการเจรจาของไทยเรา เราจึง ไม่ควรไปเล่นตามเกมตัวเลขของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) นะครับ แต่ทีนี้เราจะพลิก เกมอย่างไร เราต้องหยิบยกหลาย ๆ องค์ประกอบมาพิจารณา แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันอาจจะไม่ใช่แค่กำแพงภาษีนำเข้า แต่มันอาจจะเกิดการล่มสลายของระบบ ระเบียบ การค้าโลก เกิดการล่มสลายของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกเลยทีเดียวก็ตาม อันนี้อาจจะเป็นผลที่ตามมาก็ได้ถ้าหากเรารับมือได้ไม่ดี มูลค่าทางเศรษฐกิจของโลกยุคใหม่ ในปัจจุบันส่วนใหญ่มันไม่ได้เกิดจากโรงงาน มันไม่ได้เกิดจากการผลิต แต่มันเกิดบนโลก ดิจิทัล เกิดบนแพลตฟอร์ม เกิดบน Content เกิดบน Data ไม่ว่าจะเป็นบริการ Streaming ต่าง ๆ ที่ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้ดู Netflix YouTube Social Media เราทุกคนเล่นทั้งวัน Facebook X Instagram บริการ Cloud Amazon Google .Software ต่าง ๆ Microsoft Office 365 Abobe Oracle ใช้กันทุกบริษัทในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งล่าสุดก็คือพวก Generative AI ChatGPT ดังนั้นมิติของภาษีสินค้านำเข้ามันอยู่คนละมิติกับบริการดิจิทัลครับท่านประธาน ดังนั้นบริการดิจิทัลไร้พรมแดนเหล่านี้มันไม่ได้ผ่านด่านภาษีนำเข้าเลย แต่มันมาทางอินเทอร์เน็ต และบริการดิจิทัลเหล่านี้ประเทศไทยนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล ตัวเลขจากกรรมาธิการไอซีที ของวุฒิสภาเพิ่งจัดสัมมนาไปเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมา บอกว่าไทยเสียดุลบริการดิจิทัล ให้ต่างประเทศปีละ ๑.๒ ล้านล้านบาท ขอสไลด์ขึ้นครับ สหรัฐนี่ส่งออก Service เป็นจำนวน มหาศาลถ้าดูตัวเลขกราฟนี้ ข้อมูลจาก World Bank ข้อมูลการส่งออกบริการของสหรัฐ เทียบกับไทยตลอดในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ล่าสุดสหรัฐออก Service ๓๖ ล้านล้านบาท ไทยส่งออก Service เพียงแค่ ๒ ล้านล้านบาท ไทยของเราก็คือกราฟด้านล่างที่โตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะที่กราฟการส่งออกบริการของสหรัฐทะยานขึ้น มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เพราะอะไรครับ เพราะประเทศไทยภาคบริการที่เราส่งออก จริง ๆ เราส่งออกสูงกว่าภาคการผลิตอยู่แล้ว ภาคการส่งออกจีดีพีของไทยน่าจะสัก ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ที่เราส่งออกแล้วโต อย่างนั้นไม่ได้เพราะเราส่งออกแต่การท่องเที่ยวแล้วมัน Scale ไม่ได้ เราส่งออกโรงแรม เราส่งออกอาหาร เราส่งออกบริการ การขนส่ง มันส่งแบบข้ามพรมแดนอย่างนั้นไม่ได้ ประเทศไทยขาดการสร้างบริการที่สามารถส่งออกไปทำเงินนอกบ้านได้อย่างบริการซอฟต์แวร์ บริการดิจิทัลต่าง ๆ เช่น Cloud FinTech HealthTech EducationTech แบบที่ประเทศ รายได้สูงเขาทำกัน ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยแบบแจกเงินที่หวังจะกระตุ้น การบริโภคมันไม่ได้ช่วยสร้าง Productivity หรือนวัตกรรมใด ๆ ก็มีแต่จะพาประเทศไปสู่ ทางตันที่เร็วขึ้นนะครับ ก็ขอฝากไปถึงทางรัฐบาลว่าถ้าเห็นแก่ประเทศชาติการกระตุ้น เศรษฐกิจแบบนี้ก็ควรจะเลิกเสียนะครับ แล้วสไลด์ถัดไปผมคิดว่าสไลด์นี้น่าจะสรุปญัตติได้ดีครับ วันนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เพิ่งพูดออกมาว่า These countries are calling us up kissing my ass ก็ขอไม่แปลนะครับ แล้วก็ Please, please sir make a deal. I’ll do anything. ครับ I’ll do anything, sir,” นี่คือคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ที่พูดออกโทรทัศน์นะครับ เห็นวิธีการของ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) แบบนี้ครับ คิดว่าเราต้องรับมืออย่างไรครับ เราก็ต้องรู้จัก ที่จะเจรจาและเล่นเกมนะครับ โดยที่ไม่ได้ไปตามเกมของเขานะครับ ผมมีข้อเสนอแนะ ๓ ประเด็นครับ ซึ่งก็สรุปมาจากการอภิปรายของเพื่อน ๆ นะครับ ก็คือการตอบโต้ด้วยตัวเลข Tariff นะครับ ประเด็นแรก การตอบโต้ด้วยตัวเลข Tariff ไม่ว่าจะลดหรือเพิ่มนะครับ ไม่ใช่ ทางออก ดูตัวอย่างจากเวียดนามได้ครับ เวียดนามวิ่งเข้าไปเสนอ ๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้ช่วย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) นะครับ ที่ปรึกษาทางด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เพิ่งออกมาบอกครับว่าข้อเสนอของเวียดนามที่จะลดภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่เพียงพอครับ แล้วก็จีนครับ ที่ยืนแลกหมัดกับสหรัฐอยู่นะครับ หมัดต่อหมัด ตอนนี้ก็มีแต่ จะสร้างความเสียหายนะครับ ดังนั้นเราจึงต้องนำข้อมูลการขาดดุลการค้าให้กับบริษัทหรือ แพลตฟอร์มจากสหรัฐขึ้นมาแจกแจงว่าประเทศไทยมีการนำเข้าบริการดิจิทัลจากสหรัฐ เท่าไรนะครับ คนไทยเป็นลูกค้าจ่ายเงินให้กับสหรัฐปีหนึ่งเป็นจำนวนกี่ล้านล้านบาท ไม่ใช่ สหรัฐนำเข้าจากเราฝ่ายเดียวนะครับ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทหารที่ไทย จ่ายให้กับสหรัฐก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การเช่า การซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่าง ๆ นะครับ ค่าใช้บริการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ในแต่ละปีกองทัพไทยจ่ายเงินให้กับสหรัฐ มหาศาลนะครับ ก็เป็นเงินภาษีที่เอามาจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งนั้นครับ ในส่วนนี้ก็เป็น ตัวเลขที่ควรจะเอามากางให้ดูเลยครับว่าจริง ๆ แล้วใครขาดดุลใครกันแน่นะครับ🔗
ประการที่ ๒ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยโดนประเทศเดียวครับ แน่นอน มิตรประเทศของเราโดนทุกประเทศครับ ประเทศอื่นก็มีแนวโน้มที่จะนำเข้าจากสหรัฐ มากขึ้นนะครับ ไปเจรจาแล้วก็หาทางนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น เพราะฉะนั้นการนำเข้าจากไทย ก็น่าจะน้อยลง แปลว่าอะไร แปลว่าของจากไทยก็จะขายไม่ออกนะครับ ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นก็มีโอกาสที่เขาจะส่งออกไปยังสหรัฐน้อยลงนะครับ เพราะถูกตั้งกำแพงภาษี สินค้าก็จะหลั่งไหลเข้ามาไทย มาตัดราคาครับ ก็ทำให้ของของไทยขายยากขึ้น สรุปง่าย ๆ ว่า ของของไทยขายยาก ขายไม่ออกนะครับ สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือต้องเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็น โอกาสนะครับ เป็นโอกาสในการปรับตัว ซึ่งแบ่งเป็นโอกาสในการปรับตัวภายในและภายนอก การปรับตัวภายในประเทศก็คือการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ติดตามผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบเป็นราย ๆ แล้วก็ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบนี้ แล้วก็ส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ปรับตัว และต้องปรับตัวเท่านั้นถึงจะอยู่รอดนะครับ การปรับตัว ภายนอกมิตรประเทศของไทยครับ หลาย ๆ ประเทศโดนผลกระทบเหมือนกันหมด นี่จึงเป็น โอกาสอันดีที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ จะสร้างความร่วมมือกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เพื่ออยู่รอดและขยายตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นตลาดในเอเชียใต้ ตลาดแอฟริกา ลาตินอเมริกาหรือตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ประเทศที่มีเอฟทีเอกับไทยหรืออยู่ในกรอบความร่วมมือของ RCEP ยิ่งไปกว่านั้น หลาย ๆ ท่าน ก็ได้พูด ได้เสนอมา กรอบความร่วมมือของอาเซียนเราเองครับ ควรจะมีการรวมตัวกันเป็น หนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้น เพิ่มสัดส่วนการค้า สร้าง Supply Chain ภายในอาเซียน สร้างให้ Supply Chain ในอาเซียนของเราแข็งแกร่ง ลดการพึ่งพาหรือบริการนอกกลุ่มนะครับ รวมทั้งการสร้าง Fast Track FDI เพื่อดึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการย้ายฐานการผลิต มาที่ไทยด้วยนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ รายงานนี้นะครับ เป็นรายงานที่สรุปเรื่องการกีดกันทางการค้า ที่สหรัฐพูดถึงไทยว่าเรากีดกันทางการค้าเขาอย่างไรบ้าง เราจะนำเสนออะไรในสิ่งที่สหรัฐ ต้องการและเป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยนะครับ เพื่อสร้างผลิตภาพ หรือ Productivity ให้กับประเทศนะครับ เพิ่มการแข่งขันในตลาดและพัฒนาความสามารถ การแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจโทรคมนาคมครับ ในรายงานนี้มีเขียนอยู่ ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้เล่นอยู่กี่รายครับท่านประธานครับ ๒ รายเท่านั้นครับ จะดีไหมครับ หากเรามีข้อเสนอที่ดึงดูดให้สหรัฐเข้ามาเพิ่มเติมการแข่งขันในภาคโทรคมนาคมนี้นะครับ นอกจากนั้นในรายงานนี้ก็ยังกล่าวถึงธุรกิจสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันด้วยเช่นกันนะครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลครับว่าเราต้องตามเกมนี้ให้ทันแล้วก็พลิกเกมให้ได้ ไม่ใช่เล่นตามเกมตัวเลขภาษีนะครับ เพราะสิ่งที่เราจะต้องเตรียมรับมือมันอาจจะไม่ใช่แค่ เรื่องของกำแพงภาษีครับ แต่เป็นการรับมือต่อการล่มสลายของระเบียบโลก ระบบการค้าโลก ระบบภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกเลยทีเดียว สุดท้ายนี้ครับ ผมเห็นด้วยที่จะส่งข้อเสนอแนะจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทั้งหมดส่งให้กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารดำเนินการและในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติเราครับส่งให้กรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมมือกันทำงานอย่างคู่ขนานเพื่อช่วยรับมือกับปัญหานี้เพื่อพี่น้อง ประชาชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับก็เป็นอันจบการอภิปรายทั้ง ๑๐ ญัตติ ทั้ง ๑๐ ญัตตินี่จะมี ๘ ญัตติ ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันคือส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป แต่ว่า จะมีอยู่ ๒ ญัตติ คือญัตติของท่านศิริกัญญากับญัตติของท่านสิทธิพลที่ขอส่งให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาศึกษาก็จะแยกเป็น ๒ ส่วนแบบนี้นะครับ ซึ่งที่ฟังอภิปราย ก็มีทั้งท่านสมาชิกที่จะส่งให้ทางคณะรัฐมนตรีแล้วก็สมาชิกที่เห็นด้วยที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจนะครับ ก็จะถามท่านสมาชิกว่าเมื่อเห็นไปในทิศทางเดียวกันแบบนี้ มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าท่านไม่คัดค้านก็อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามมติ ที่ประชุมว่าจะมีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็น อย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องตามญัตติที่เสนอโดยท่านอรรถกร ท่านนพดล ท่านจุติ ท่านณัฐวุฒิ ท่านประมวล ท่านไชยชนก ท่านวรวิทย์ และท่านบุญชัยให้คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการนะครับ ส่วนญัตติที่เสนอโดยท่านศิริกัญญาและท่านสิทธิพลส่งให้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาศึกษา ก็ถือว่าเป็นมติของที่ประชุมนะครับ ต่อไปก็ขอเชิญกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ตามข้อบังคับครับ เชิญท่านวรวงศ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอ ระยะเวลาในการศึกษาเป็นจำนวน ๙๐ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ หากไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพิจารณาศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน🔗
ท่านสมาชิกครับเป็นอันว่าจบญัตติด่วนที่วันนี้ได้พิจารณากันอย่างยาวนาน ใช้เวลาเกือบจะ ๑๒ ชั่วโมงด้วยกัน ก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่วันนี้เราช่วยกันนำเสนอ ในมุมที่เป็นประโยชน์ต่อทางรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการต่อ ทุกความเห็นมีประโยชน์ ทั้งสิ้นครับ ต้องขอบคุณทุกท่าน ขอบคุณพี่น้องเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้วยกันจนถึงสี่ทุ่มนะครับ ขอบคุณทางวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาครับ ขอบคุณล่ามภาษามือ ขอบคุณพี่น้องประชาชนด้วย ที่ติดตามพวกเรามาโดยตลอด ขอบคุณทุกท่านครับ ปิดประชุมครับ🔗