รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพฤหัสบดีที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้มีโอกาสปรึกษาหารือตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ ปรึกษาหารือตามลำดับรายชื่อที่ได้ยื่นไว้ แล้วก็ให้ท่านละ ๒ นาทีนะครับ ผมจะไล่รายชื่อ ครั้งละ ๓ รายชื่อเพื่อให้ท่านได้มีโอกาสได้เตรียมตัว ชุดแรกท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ต่อด้วยท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม แล้วก็ต่อด้วยท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญท่านแนน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกนะคะเป็นเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง ข้างทางในเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ ในช่วงอำเภอสว่างวีระวงศ์ มีทั้งไม่มี แล้วก็มีทั้งมี แต่ไม่ติดนะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้นนอกจากความมืดแสงสว่างไม่เพียงพอแล้ว อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้น บ่อยมาก ๆ แล้วเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ใช่เล็กน้อยค่ะเสียชีวิตทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุในบริเวณนี้ ก็ขอให้ทางหลวงได้ช่วยดูแลในเรื่องไฟด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันต้องบอกว่าติดตามโครงการนะคะ เรื่องของสะพานข้ามแม่น้ำมูล แห่งที่ ๒ ที่อยู่ในช่วงของอำเภอพิบูลมังสาหารที่ท่านเห็นในรูปนี้ค่ะ ท่านประธาน เป็นสภาวะ รถติด ซึ่งสมัยแต่ก่อนจะเป็นแค่ช่วงเทศกาลแต่ตอนนี้ทั้งช่วงเช้า ช่วงเย็น จะเป็นลักษณะ รถติดอย่างนี้ในทุก ๆ วันค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันเข้าใจดีมีการสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนในการอนุมัติโครงการตัวนี้ลงมาเป็นสะพานข้ามแม่น้ำมูลแห่งที่ ๒ พร้อมทั้ง ถนนเลี่ยงเมืองของอำเภอพิบูลมังสาหาร ก็ฝากทางคมนาคมว่าขณะนี้มันเป็นที่เดือดร้อน ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องอำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นพี่น้อง ๓-๔ อำเภอที่ใช้เส้นทางบริเวณนั้น🔗
แล้วก็เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของถนนเช่นกันค่ะ เป็นเรื่องของถนนเส้น อบ. ๔๐๑๙ ในช่วงบริเวณบ้านดอนงัว ที่ตำบลหนองบัวฮี อำเภอพิบูลมังสาหาร ดิฉันเคย หารือไปแล้ว ๑ ครั้ง เลยอยากจะสอบถามถึงความคืบหน้าว่าขณะนี้ไปถึงไหนแล้ว เพราะว่า นี่เป็นเส้นทางที่พี่น้องเดือดร้อน แล้วพี่น้องก็ได้ทำประชาคมแนบประกบไปแล้วว่า เนื่องจาก ปัญหาของเส้นทางนี้ นี่เป็นช่วงที่อยู่บริเวณหน้าโรงเรียนด้วยนะคะ แล้วก็มีปัญหามานาน หลายปี ก็อยากให้ทางทางหลวงชนบทได้เข้ามาดูแลโดยด่วนนะคะ แล้วก็หลัก ๆ ค่ะ ท่านประธาน ๓ เรื่องที่ดิฉันได้พูดไปนี้ ดิฉันได้เคยปรึกษาหารือในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว เลยอยากจะฝากท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้ช่วยย้ำในการส่งเรื่องหารือของสมาชิก พวกเราอยากให้ได้รับคำตอบจากหน่วยงานโดยเร็ว เพราะว่ามีหลายเรื่อง จริง ๆ ตั้งแต่หารือ มายังไม่เคยได้รับหนังสือตอบรับหรือมีคำตอบจากหน่วยงานค่ะว่าแต่ละเรื่องดำเนินการ ถึงไหนแล้ว อยากฝากท่านประธานในประเด็นนี้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านครูมานิตย์ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนเมืองสุรินทร์ครับ ก่อนอื่นพวกผมที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็น สส. วีระพล จิตสัมฤทธิ์ ท่าน สส. วิลดา อินฉัตร จากจังหวัดศรีสะเกษ ท่านเกษม อุประ จากสกลนคร ท่านนิพนธ์ คนขยัน จากบึงกาฬ แล้วก็ผู้แทนพรรคเพื่อไทย ทุกคนเท่าที่ฟังเสียงเมื่อวาน ขอบพระคุณท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ที่ท่านได้มี ของขวัญปีใหม่เป็น Power Bank หรือที่เก็บไฟ ถึงแม้นว่าจะเป็นสิ่งของที่ไม่มากด้วยราคา แต่ว่ามากด้วยน้ำใจ แล้วก็ขอให้ท่านประธานได้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ แล้วก็ขอให้มี สุขภาพที่แข็งแรง เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต่อไปครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ อีก ๒ วันครับท่านประธาน คือวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นวันเด็ก แห่งชาติ หรือเสาร์ที่ ๒ ของเดือนมกราคมทุกปีเป็นวันเด็ก เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ต้นกล้าที่กำลังจะเจริญเติบโตก็จะขึ้นมาเรื่อย ๆ ในขณะที่คลื่นใกล้ฝั่งแบบพวกเรานี้ก็กำลัง ที่จะจากไปเรื่อย ๆ ผมขออนุญาตที่จะส่งความสุขและความปรารถนาดีไปยังเด็ก ๆ ให้พบกับ ความสุขแล้วก็ขอให้มีเป้าหมายดังที่คำขวัญของท่านนายกรัฐมนตรีคุณแพทองธารที่ให้ไว้ กินใจมากครับ ทุกโอกาสคือการเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง เป็นคำง่าย ๆ แต่มี ใจความมากกับอนาคตของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมลงไปเมื่อช่วงปีใหม่ที่อยากจะมากราบเรียน ต่อท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ก็คือ เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้ากับน้ำยาบารากู่ ผมก็ไม่มี ความเชี่ยวชาญที่เขาใส่ในหลอดบุหรี่ เวลาสูบแล้วควันมันดูดีเต็มไปหมดครับ ไม่รู้ดีหรือไม่ดี ก็ยังตอบไม่ได้ วันนี้มันเข้าไปยังโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมแล้วครับ เป็นที่หวั่นเกรง ของครูบาอาจารย์มาก เขาก็เลยฝากผมมาเรื่องนี้ว่าช่วยเรียนฝากไปยังกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องของกฎระเบียบ ของการศึกษา ตรงไหนที่มันแก้บังคับได้ก็ไปจัดการ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ก็คือการจำหน่าย ก็ขอให้ควบคุม ไม่อย่างนั้นแล้วท่านประธานครับ เมื่อก่อนมันมีน้ำกระท่อมเข้าไป วันนี้พวกบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปในโรงเรียนประถม ไปในเรียนโรงเรียนอนุบาลแล้ว ก็ไม่ต้องให้ผม อธิบายนะครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ท่านประธานแล้วก็เพื่อนผู้แทนรู้ดี ฉะนั้นวันนี้ก่อนที่จะถึงวันเด็ก ผมฝากเรื่องนี้อยากให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง พาณิชย์ และกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดีหรือใครก็ดี ทำเป็นของขวัญให้กับเด็กในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ หน่อยครับว่าให้กำจัดเรื่องยาเสพติดเหล่านี้ ให้หมดไปจากพื้นที่ ให้เด็กที่กำลังจะเป็นต้นกล้าอันสวยงามได้เจริญก้าวหน้าเป็นทรัพยากร อันทรงคุณค่าของประเทศไทยในโอกาสต่อไปครับ ท่านประธานกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปครับ เชิญท่านอิทธิพล ชลธราศิริ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๒ พรรคประชาชน ผมมี เรื่องความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนในพื้นที่หารือกับท่านประธาน ๓ เรื่อง ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก พี่น้องประชาชน เรื่อง ถนนและไฟส่องสว่าง เป็นถนนเชื่อมระหว่างบ้านหินขาวและบ้านโนนกู่ ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีระยะทางยาว ๒.๗ กิโลเมตร ซึ่งผมเคยหารือ ผ่านสภาไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผิว ถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่มีไฟส่องสว่างระหว่างทางครับ ถนนดังกล่าวเป็นถนน อยู่ในการดูแลของ อบจ. ขอนแก่น จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง อบจ. ขอนแก่น เร่งดำเนินการ แก้ไขให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผู้ใหญ่บ้านและพี่น้องประชาชนบ้านลาดนาเพียง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้แจ้งร้องเรียนฝากผมมาครับ ปัญหาถนนเชื่อมระหว่าง บ้านลาดนาเพียง ตำบลสาวะถี กับบ้านหนองเซียงซุย ตำบลป่าหวายนั่ง มีปัญหาเป็นหลุม เป็นบ่ออย่างหนักครับ ได้รับการซ่อมแซมบ้างบางส่วนแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ พี่น้องประชาชน ยังสัญจรลำบากอยู่ครับ ฝากท่านท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น เทศบาลทั้ง ๒ แห่งครับ อบจ. ขอนแก่น จัดสรรงบประมาณเร่งดำเนินการแก้ไขให้พี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ เนื่องจากช่วงฤดูกาลหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรบางกลุ่มบางรายลักลอบเผาอ้อย เผาตอซังข้าว ส่งผลให้อากาศเป็นมลพิษปกคลุม ไปทั่วครับ มีปริมาณค่าฝุ่น PM2.5 ทั่วทั้งจังหวัดขอนแก่นสูงขึ้น คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ สีส้ม ซึ่งหมายความว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพพี่น้องประชาชนครับ การเผาภาคเกษตรพุ่ง แต่มาตรการรองรับจากภาครัฐล่าช้าครับ ทราบว่าทางจังหวัดเองก็ตั้งศูนย์อำนวยการป้องกัน และแก้ไขปัญหาระดับจังหวัดขึ้น แล้วก็มีทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการในระดับชาติ แล้วก็ ศูนย์ปฏิบัติการระดับภาคตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่ท่านประธานครับ ปัญหามาแล้วครับ แต่ว่าแผนรับมือยังไม่ตอบโจทย์ครับ เราควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดภายใต้ กฎหมายที่เรามี มันควรมีการเตรียมการมานานแล้วครับ แล้วก็มันควรจะมีแผนแนวทาง ที่ปฏิบัติชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การจริงจังในการตรวจจับ ผู้กระทำความผิด ดังนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาจริงเอาจังสักทีครับ เร่งดำเนินการแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ๓ ท่านนะครับ ท่านสุรทิน พิจารณ์ ท่านชิตวัน ชินอนุวัฒน์ และต่อด้วยท่าน สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญท่านสุรทิน พิจารณ์ ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. บัญชีรายชื่อ ๓ เรื่องที่กราบเรียน ท่านประธานมีปัญหาทั้งนั้นครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ทางการทางพม่าได้ยิงเรือประมงของพี่น้องคนไทย เราสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินและถูกจับไปเป็นจำเลยอีก ๔ คน อยากเรียนถามไปที่ ทางรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศว่าปานใดพี่น้องทั้ง ๔ คนจะได้กลับมาเมืองไทย ญาติเขารออยู่เขาร้องเรียนมา ลูกเล็ก ๆ ก็ยังรออยู่นะครับ ฝากไปที่กระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธารนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอให้กรมทางหลวงสร้างสะพานข้ามแยก ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น มีทั้งหมด ๓ แห่ง ก็คือแยกเข้าท่านางแนว แล้วก็แยกตรงกลาง แล้วก็แยกโรงพยาบาลนะครับ สร้างสะพานข้ามไปเลย รถติดมาก ท่านประธานครับ โดยเฉพาะเทศกาล ผู้รับผิดชอบคือกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม🔗
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ขอแยกอำเภอเป็นอำเภอที่ ๑๐ ของจังหวัด ยโสธร แยกจากอำเภอคำเขื่อนแก้ว ซึ่งประกอบไปด้วย ตำบลทุ่งมน ตำบลย่อ ตำบลโพนทัน ตำบลดงเจริญ ตำบลกุดกุง และตำบลสงเปือย แล้วก็ตามด้วยตำบลหนองคู เป็น ๗ ตำบล ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ได้หารือตั้งแต่สภาชุดที่ ๒๕ หลายปีแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ทางกระทรวงมหาดไทยแจ้งผมมาว่าประชากรไม่พอ อันนี้เพิ่มตำบลหนองคูเข้ามา ซึ่งแยก จากอำเภอเมืองน่าจะพอเที่ยวนี้นะครับ ฝากไปถึงผู้รับผิดชอบคือกรมการปกครองและ กระทรวงมหาดไทย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน เขต ๑ อำเภอ เมืองจากจังหวัดเชียงราย ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาในช่วงปลายปี ๒๕๖๗ ทำให้พี่น้องประชาชนชาวเชียงรายได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปได้มีมาตรการและช่วยเหลือเยียวยา พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าว แต่ในช่วงการพิจารณาอนุมัติ เงินช่วยเหลือเยียวยากลับพบว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากตกสำรวจ ไม่ได้รับเงิน ช่วยเหลือเยียวยา ไม่เข้าใจถึงหลักเกณฑ์ในการอนุมัติเงินเยียวยา และได้ตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขในการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีเกณฑ์การพิจารณา อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างหมู่บ้านหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้รับการสำรวจ คือตำบล บ้านดู่ อำเภอเมืองจากจังหวัดเชียงราย หมู่บ้านนี้มีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งหมด ๑,๗๔๐ ครัวเรือน แต่มีผู้ได้รับเงินเยียวยาจริง ๆ เพียงแค่ ๑,๓๒๗ ครัวเรือน ซึ่งแสดงว่า มีผู้ตกสำรวจอยู่ ๔๑๓ หลังคาเรือน นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ผมยกตัวอย่าง ยังมีอีกหลาย ตำบลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและตกสำรวจ อย่างเช่น ตำบลเวียง ตำบลรอบเวียง ตำบลริมกก ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง เป็นต้น จึงขอเรียนปรึกษาท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงการทบทวนหลักเกณฑ์พิจารณาการช่วยเหลือเงิน เยียวยาให้แก่พี่น้องประชาชน โดยผมมีข้อเสนอดังนี้ครับ🔗
๑. พัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อความแม่นยำในการสำรวจและลดความซ้ำซ้อน🔗
๒. เปิดเผยข้อมูลการจ่ายเงิน เงินเยียวยาและรายชื่อผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้ตรวจสอบได้🔗
๓. ตรวจสอบความเสียหาย ประเมินตามหน้างานจริงกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง เจ้าบ้านแล้วก็ผู้นำชุมชน🔗
สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ถึงแม้ว่าเงินเยียวยานั้นไม่ได้มีมูลค่าสูงหรือมากมาย เท่ากับมูลค่าความเสียหาย แต่อย่างน้อยสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ต้องได้รับอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ภราดร ปริศนานันทกุล ที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ปีใหม่ ๒๕๖๘ ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดี ขอหารือท่านประธานเป็นเรื่องแรก โดยที่จังหวัดกระบี่ผมได้รับการร้องขอและร้องเรียนว่าให้ช่วยดำเนินการแจ้งไปยังกระทรวง คมนาคม หรือกรมการท่าอากาศยาน แล้วก็กรมการขนส่งทางบก ด้วยเหตุปัจจัยที่จังหวัด กระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว แล้วก็สนามบินจังหวัดกระบี่ตอนนี้นักท่องเที่ยวเต็มมากเลย เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะต้องดำเนินการที่จะให้ทางกระทรวงคมนาคม หรือกรมการท่า อากาศยานที่สนามบินจังหวัดกระบี่นั้นจะต้องดำเนินการเร่งรัดมีอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการไปทบทวนในการศึกษาการถ่ายโอนจาก กรมการท่าอากาศยานไปเป็น AOT ซึ่งค้างมติ ครม. อยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไร ได้หรือไม่ได้🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของเหตุการณ์เมื่อนักท่องเที่ยวหนาแน่นก็ต้องการ จัดระเบียบในเรื่องของรถแท็กซี่ รถ Grab รถตุ๊กตุ๊ก รถโดยสารประจำทาง ทั้งจากที่สนามบิน ไปที่อ่าวพระนาง เพราะฉะนั้นการที่รถ ๓-๔ ประเภทนี้มาแย่งผู้โดยสารแล้วก็ทะเลาะ ชกต่อยกันก็เป็นข่าวให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผมก็ไม่อยากที่จะนำภาพออกมาสู่ที่สภา ก็มีการ แย่งชิงผู้โดยสารแล้วก็มีการชกต่อยกัน ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยวที่หน่วยงาน ราชการจะต้องจัดระเบียบว่ารถจอดที่ไหน การเข้าออกเป็นอย่างไร ใครมีหน้าที่รับผิดชอบ ในเรื่องของรับผู้โดยสารนักท่องเที่ยว การไปถือป้ายอะไรต่าง ๆ นั้นไปสู่แหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเกาะลันตา อ่าวพระนาง ในตัวเมืองก็ดี ก็ขอกราบเรียนท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วนด้วยในกระทรวงคมนาคม ขอขอบคุณครับ🔗
๓ ท่าน ถัดไปเป็นท่านโสภณ ซารัมย์ ท่านตรัยวรรธน์ อิ่มใจ แล้วต่อด้วยท่านฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล เชิญท่านโสภณ ซารัมย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผม ขออนุญาตหารือกับท่านประธานรัฐสภาแห่งนี้ไปยังรัฐบาล ในกรณีความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ เป็นที่ทราบกันดีแล้วในสภานี้ก็พูดกันมาตลอดเรื่องปัญหายาเสพติด วันนี้ปัญหายาเสพติดได้ระบาด ถ้าประมาณการแล้วจากที่ผมได้สัมผัสและพูดคุยกับบุคลากร ทางการแพทย์นี่มันหนักเท่า ๆ กับโควิดนะครับ วันนี้เป็นเรื้อรังที่รัฐบาลจะต้องจริงจัง กับเรื่องปัญหายาเสพติด เพราะว่าอย่างที่เราทราบว่าแต่ละวันนี้มันจะมีปัญหาพ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ พ่อฆ่าอะไรต่าง ๆ และความเดือดร้อนในทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ สถิติที่เราได้เห็นว่า การที่เราได้ไปตรวจในหมู่บ้านจะมี ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่เสพยาเสพติด แล้วก็ยังไม่เกี่ยวกับ เรื่องสุรา วันนี้ที่ผมนำเรียนก็คือผมได้เห็นการแก้ปัญหายาเสพติด ก็คืออำเภอหนองหงส์ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ อำเภอบ้านใหม่ เขาทำ โครงการรวมพลังรักศรัทธาต้านยาเสพติด เขาได้ Scan ผู้คนในหมู่บ้านแล้วก็เอามาที่ศูนย์ บำบัดแล้วก็ฝึกอาชีพไปพร้อม ส่วนหนึ่งก็ส่งไปที่โรงพยาบาล แล้วถ้าไม่ไหวก็ส่งไปที่ มินิธัญญารักษ์ เหตุที่ผมต้องนำมาหารือครั้งนี้ก็คือปรากฏว่าปัญหาที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ เขาขาดงบประมาณครับ ท่านประธานผมจึงอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้กรุณาจัดงบกลางให้สำหรับอำเภอต่าง ๆ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับ ในข้อหารือของผมมี ๒ ข้อ🔗
๑. ก็คือให้รัฐบาลจัดงบกลางให้กับกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องไปใช้ในศูนย์ บำบัดแต่ละอำเภอ อำเภอละ ๕ ล้านบาท🔗
๒. ก็คือขอให้รัฐบาลจัดงบกลางให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้โรงพยาบาลที่ ไม่มีห้องสำหรับผู้ป่วยจิตเวช เพราะขณะนี้เราเอาผู้ป่วยจิตเวชไปรวมกับผู้ป่วยทั่วไป ซึ่งเป็น เหตุที่เป็นความยุ่งยากในการรักษา แล้วคุณภาพการรักษาประชาชนทั่วไปมันลดคุณภาพลง อย่างมาก ฉะนั้นประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครั้งนี้ก็คือของบกลาง เพื่อบำบัดอย่างจริงจังในแต่ละอำเภอ แล้วก็ขอให้โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลได้มีห้อง สำหรับผู้ป่วยจิตเวชแยกจากผู้ป่วยปกติทั่วไป จึงกราบเรียนท่านประธานมาด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สมุทรปราการ เขต ๘ ผู้แทนของชาวอำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง พรรคประชาชน กระผมขอนำปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ปรึกษาหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เทศบาลตำบลคลองด่านได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณา แก้ไขและปรับปรุงแนวเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับพื้นที่ เนื่องจากมีปัญหา การจัดการบริการสาธารณะ โดยเทศบาลได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเอกสารพร้อมข้อมูล ให้กับ อบต. คลองด่านเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องเป็นที่เรียบร้อย แล้ว แต่ในขณะนี้เทศบาลตำบลคลองด่านยังไม่ได้รับหนังสือรับรอง หรือคำคัดค้าน จากเขต อบต. คลองด่าน ส่งผลให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความล่าช้า กระผมจึงเรียน ท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน ให้ช่วยเร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาเขตแนวทับซ้อนให้กับพี่น้องประชาชน ตามคำสั่งของ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๓๓/๒๕๖๖ ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหากรณี เสาไฟฟ้าเอียง ในเขตชุมชนตลอดแนวถนนเลียบคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ตำบลบางบ่อ เกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังการไฟฟ้านครหลวงบางพลี ให้ช่วยพิจารณาดำเนินการ ซ่อมแซมให้แล้วเสร็จเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เสาไฟส่องสว่างเกาะกลางถนนหน้าตลาดแสงฟ้า ตำบลบางเสาธง จำนวน ๕ ต้น ถูกรถชนหักเสียหาย ปัจจุบันเหลือฐานราก จึงทำให้บริเวณหน้าตลาดไม่มีไฟแสงสว่าง อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อพี่น้องประชาชนที่สัญจร ในเส้นทางนี้ กระผมจึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังแขวงทางหลวงสมุทรปราการให้เร่ง ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณ ครับท่านประธาน🔗
ต่อไปครับ ท่านฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ครับ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ อำเภอถลาง และตำบลกะทู้ พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวภูเก็ตมาปรึกษาหารือ ท่านประธานดังนี้ครับ เรื่องที่ ๑ เครื่องสูบน้ำของแขวงทางหลวงชนบท จำนวน ๒ ตัว บริเวณซอยในยาง ๑๖ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ชำรุด น้ำเริ่มเน่าเหม็น มียุงมาวางไข่แล้ว ชาวบ้านเกรงว่าหากฝนตกลงมาน้ำจะท่วม ฝากไปยังแขวงทางหลวงชนบทรีบดำเนินการ ซ่อมแซมให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ บริเวณถนนทางลัดหลังโชว์รูม GWM ออกหลังวัดท่าเรือ หรือ ๓๐๓๐ ของทางหลวงชนบท มีสภาพชำรุดและมืดมาก เนื่องจากมีโจรขโมยสายไฟ ฝากไปยังกรมทางหลวงชนบทเร่งติดตั้งซ่อมแซม และฝากไปยังเทศบาลตำบลศรีสุนทรติดตั้ง กล้องซีซีทีวีให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ถนนวิชิตสงคราม บริเวณควนลิ้มซ้านเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากสภาพถนนไม่รับโค้งเป็นเนิน รวมไปถึงมีเหวข้างถนนอีกด้วย ทำให้ต้องเร่งความเร็ว เข้าโค้ง นักท่องเที่ยวและผู้ที่ขับขี่ไม่ชำนาญเส้นทางเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต เนื่องจากหลุดโค้งแล้วตกลงไปในเหว ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุงสภาพถนนให้มีความปลอดภัยด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ วันนี้นายกรัฐมนตรีเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต ฝากไป แก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนักหน่วงนะครับ ต้องใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่าจะถึง สนามบินภูเก็ต ไม่ว่าบริเวณโรงเรียนท้าวเทพกระษัตรี หาดสุรินทร์ถึงสี่แยกบ้านเคียน เป็นต้น เริ่มต้นง่าย ๆ ครับ ด้วยการไม่ใช้รถนำขบวนในขณะที่ลงพื้นที่ ขอบคุณครับ🔗
๓ ท่านถัดไป เป็นท่านนิกร โสมกลาง ต่อด้วย ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช แล้วต่อด้วย ท่านณรงเดช อุฬารกุล เชิญท่านนิกร โสมกลาง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอเอาความเดือดร้อนของพี่น้องอำเภอพิมาย และอำเภอชุมพวงมาขอให้สภาแห่งนี้ช่วยเหลือ ๔ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ครับ ท่านประธานช่วงก่อนปีใหม่ผมลงพื้นที่อำเภอชุมพวง พบว่า พี่น้องตำบลโนนรังหลายหมู่บ้านประสบปัญหาเรื่องน้ำประปาครับ พี่น้องหมู่ที่ ๑๑ ท่อประปาในหมู่บ้านชำรุด พี่น้องหมู่ที่ ๑๓ บ้านใหม่พัฒนา ระบบประปาไม่มีระบบกรองน้ำ หมู่ที่ ๕ บ้านทับรัก ถังแชมเปญน้ำรั่วครับ หมู่ที่ ๒ บ้านหนองหว้า แหล่งน้ำไม่เพียงพอ เพราะว่าต้องใช้ผลิตน้ำประปาให้กับถึง ๒ หมู่บ้านครับ อยากขอท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยหาทางแก้ไขพัฒนาระบบน้ำประปาให้พี่น้องตำบลโนนรัง อำเภอ ชุมพวงด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน พี่น้องในเขตผมนอกจากปลูกข้าวกับปลูก มันสำปะหลังแล้วก็ปลูกอ้อยมากเหมือนกันครับ ผมได้รับการสอบถามมาแทบจะทุกตำบล ที่ไปพบปะครับ ก็อยากจะขอให้รัฐบาลช่วยพิจารณาเงินชดเชยการตัดอ้อยสด ๑๒๐ บาท ต่อตันให้ด้วยครับ เพื่อเป็นการจูงใจให้ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องผู้ปลูกอ้อยมากขึ้น ให้พี่น้องเกษตรกรเหล่านี้ได้ตื่นมาอย่างอุ่นใจ ไม่ท้อใจว่ารัฐบาลไม่ทิ้งเขาครับผม🔗
เรื่องที่ ๓ ที่บ้านโคกพะงาดและบ้านหนองตะคลอง ตำบลท่าลาด อำเภอ ชุมพวง กรมทรัพยากรน้ำได้ไปสำรวจเพื่อทำระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์จากลำน้ำมาศ ไปเก็บในสระน้ำในหมู่บ้านเพื่อผลิตน้ำประปาให้กับทั้ง ๒ หมู่บ้านตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ผมอยากขอท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ำครับ ช่วยติดตามแล้วก็แจ้งความคืบหน้า ให้กับพี่น้องด้วยครับ เพราะว่าตอนนี้เดือดร้อนค่าน้ำมันในการสูบน้ำเหลือเกินครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน บ้านลุงตามัน หมู่ที่ ๒ ตำบลโบสถ์ อำเภอ พิมายครับ ได้รับแจ้งจากพี่น้องชาวบ้านว่าที่หมู่บ้านไม่มีผู้ใหญ่บ้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ท่านประธาน ผู้ใหญ่บ้านถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชุมชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การที่ไม่มีผู้นำในหมู่บ้านระยะยาวก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้อง ประชาชนได้ครับ อยากขอท่านประธานผ่านไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยช่วย ตรวจสอบและหาทางแก้ไขให้หน่อยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปครับ เชิญท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ มะพร้าวเป็นอย่างไรครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ขอตอบท่านประธานเรื่องราคามะพร้าวก่อน ตอนนี้ราคามะพร้าวก็ราคาดีครับ ลูกประมาณ ๓๐ บวกลบครับ ท่านประธานครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการนำของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น พี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการหาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้พี่น้องประชาชนในเขตตำบล ห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขณะนี้ที่มีฝนตกพี่น้องประชาชนก็ยัง ขาดแคลนน้ำ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำไม่ว่ากรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้าไปสำรวจเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ประชาชนในตำบลห้วยทรายโดยเร่งด่วนด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนที่ใช้การเดินทางโดยรถไฟ โดยพี่น้องอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้รถไฟในการเดินทาง มากรุงเทพฯ หรือไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งช่วงนี้รถไฟก็ได้เดินทางเปิดรางคู่แล้ว ตั้งแต่ กรุงเทพฯ ถึงชุมพร เพราะฉะนั้นการเดินทางเวลาก็แน่นอนกว่า ชัดเจนกว่า จึงอยากให้ การรถไฟแห่งประเทศไทยโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ดำเนินการทดลองเดินขบวนรถ Sprinter สาย ๔๓/๔๐ กรุงเทพอภิวัฒน์-สุราษฎร์ธานี ให้เปิดดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา ให้พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนด้วย เพราะว่าการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศไทย บางครั้งก็เปิดทดลองแล้วก็หยุด เมื่อหยุดการเดินรถพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงอยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการกระบวนหมายเลข ๔๓/๔๐ กรุงเทพอภิวัฒน์-สุราษฎร์ธานี ด้วย🔗
ส่วนเรื่องที่ ๓ ซึ่งพี่น้องประชาชนชาวสวนปาล์มได้รับความเดือดร้อน ทั่วประเทศ จึงกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ว่าช่วยพิจารณาลงนาม พระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นพระราชบัญญัติ การเงินให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการพิจารณาลงนาม เพื่อจะได้ส่งกลับมาที่ สภาผู้แทนราษฎร แล้วจะได้ดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อแก้ไข ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มทั่วประเทศด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านณรงเดช อุฬารกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณรงเดช อุฬารกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ จากการประกาศระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมจากประเทศไทย ของหน่วยงานศุลกากรจีน หรือ GACC เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยเหตุผล ด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในโรงงานผลิตของไทยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ที่จีนกำหนด ทำให้สินค้าที่ส่งไปหลังวันที่ ๑๐ ธันวาคมถูกระงับอยู่กลางทะเลไม่สามารถ นำเข้าจีนได้ ผลกระทบที่ตามมา🔗
ประการแรกถึงแม้ผู้ประกอบการไทยจะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกน้ำเชื่อมโดยตรง จาก ๗๔ บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับทาง GACC มีเพียง ๗ บริษัทเท่านั้นที่เป็นผู้ประกอบการไทย ที่เหลือเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งโรงงานเพื่ออาศัยไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อได้สิทธิ ทางภาษี แต่มาตรการดังกล่าวก็กระทบกับยอดขายของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ในภาพรวม🔗
ประการที่ ๒ การที่ทางการจีนใช้มาตรฐานทางคุณภาพและสุขอนามัย ของสินค้าขึ้นมาเป็นสาเหตุหลักในการระงับการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ย่อมมีผล ต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทย🔗
ประการที่ ๓ กระทบต่อความน่าเชื่อถือในระบบตรวจสอบของไทยเพราะไม่มี หน่วยงานใดนำข้อมูลมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าสินค้าได้ผลิตมาจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน ท่านประธานครับ เรื่องนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ในการกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรระหว่าง ไทย-จีน ว่าขาดการประสานงาน จนนำไปสู่การระงับการนำเข้าแบบกะทันหันทั้งที่ไทย และจีนต่างเป็นคู่ค้าที่สำคัญ ผมมีข้อเสนอฝากไปทางรัฐบาล ๓ ข้อดังนี้🔗
๑. รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น โดยต้องตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัย ของผู้ประกอบการสินค้าดังกล่าวทั้ง ๗๔ รายโดยเร็วที่สุด🔗
๒. รัฐบาลไทยและจีนต้องทำงานร่วมกันในการปรับระบบมาตรฐานคุณภาพ สินค้าเกษตรให้สามารถเทียบเท่าหรือเทียบเคียงกันได้อย่างเท่าเทียมเป็นธรรมและ ไม่เป็นการสร้างอุปสรรคทางการค้า🔗
๓. รัฐบาลไทยต้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและต้องมีมาตรการ ป้องกันมิให้ปัญหานี้ลุกลามบานปลายจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำตาล ของไทย ทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก ขอบคุณครับ🔗
๓ ท่านถัดไป ท่านศักดิ์ชาย ตันเจริญ ท่านญาณธิชา บัวเผื่อน แล้วต่อด้วยท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญท่านศักดิ์ชาย ตันเจริญ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๓ วันนี้ มีเรื่อง หารือกับท่านประธานก็คือความเดือดร้อนของประชาชน บ้านคลองเตย หมู่ที่ ๒๑ ตำบล ท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหมู่บ้านที่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอ่างฤาไน เป็นพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เครือข่าย สัญญาณการติดต่อสื่อสารหรือข่าวสาร รวมไปถึงระบบอินเทอร์เน็ตนะครับ ตรงนี้พอดี กลัวว่าประชาชนจะเสียโอกาส เพราะว่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต กลัวจะเสีย ประโยชน์ที่ว่ารัฐบาลได้จัดโครงการดี ๆ ที่ว่าต้องใช้ระบบโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อลงทะเบียน ส่วนตรงนี้ที่เมื่อสักครู่ได้กล่าวก็คือหมู่บ้านนี้ได้ติดอยู่กับเขตป่า ตรงนี้ จะเรียกว่าเป็นประตูที่ช้างออกเยอะที่สุด ตรงนี้ก็เลยเป็นปัญหา และผู้ใหญ่บ้านเขาก็เป็น จิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่า เวลาช้างออกจากตรงนี้เขาก็ต้องสื่อสาร ซึ่งตรงนี้ก็จะไม่มีคลื่น โทรศัพท์ เขาจะสื่อสารกับหมู่บ้านใกล้เคียง ตรงนี้ก็เลยจะมีปัญหาเยอะมากขึ้น ช้างก็จะออก เยอะขึ้นไปทำลายพืชผลของประชาชนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินหลายอย่าง ตรงนี้ ช้างจะไปตามหมู่บ้าน ไปถึงตำบลข้างเคียงก็คือตำบลทุ่งพระยายันไปถึงปราจีนบุรี ตรงนี้ ก็เลยอยากจะขอฝากท่านประธานไปทางหน่วยงานที่รับผิดชอบขอให้ช่วยเหลือประชาชน ของตำบลท่ากระดาน ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวสวนลำไยในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรีมาหารือในสภาแห่งนี้ เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวลำไย เหลือลำไยในพื้นที่อีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ กำลังเจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาในการเก็บลำไยเป็นอย่าง มาก ๆ เลยค่ะท่านประธาน ทำให้ล้งไม่สามารถไปเก็บลำไยให้กับชาวสวนได้ตามกำหนด ทำให้ลำไยเสียหาย เมื่อสอบถามไปยังชาวสวนลำไยพบว่า สวนที่ทำสัญญาล่วงหน้าล้งก็ยัง ไม่มาเก็บตามสัญญา ส่วนล้งที่ยังไม่ได้ทำสัญญาล่วงหน้าไว้ก็ขายไม่ได้ค่ะ เมื่อสอบถาม ไปยังล้ง ล้งให้ข้อมูลว่าไม่มีแรงงานต่างด้าวในการเก็บจริง ๆ ค่ะ ล้งก็แจ้งปัญหาการแย่งตัว กันซื้อแรงงานด้วย ทำให้ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้แรงงานเข้ามาทำงาน จึงอยากขอให้ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ ย้ำว่าเร่งด่วนนะคะท่านประธาน เพื่อให้เป็นการแก้ไขปัญหาในการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาล ตามมาตรา ๖๔ ของพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงาน ของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดิฉันเสนอว่าควรให้แรงงานเหล่านี้สามารถ เดินทางเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดที่ติดกันได้ โดยมีเงื่อนไขด้านพื้นที่ซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดชายแดน และมีพื้นที่ติดกัน มีเงื่อนไขเวลาจำกัดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้เท่านั้น ซึ่ง ครม. สามารถ ออกประกาศภายใต้ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ ได้ เพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าวให้ยั่งยืนได้ค่ะ จึงขอหารือปัญหานี้ไปยังกระทรวงแรงงานด้วยค่ะขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป ท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญครับ เข้าห้องน้ำไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยววนกลับมาใหม่ ๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านปรีดา บุญเพลิง ท่านวิลดา อินฉัตร ต่อด้วยท่านสกุณา สาระนันท์ เชิญท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคกล้าธรรม ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐาน ของชีวิตคือการศึกษา ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ครับ คงหนีไม่พ้น เรื่องปัญหาหนี้สินครูที่ผมได้ดำเนินการในสมัยที่ยังทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และได้สรุปผลได้เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแผนปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา และการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ และได้ศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เสนอสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ส่งไปยังรัฐบาลชุดที่แล้วชุดก่อนหน้าโน้น ปี ๒๕๖๒ ก็คือพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเรื่อยมา จนถึงวันนี้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็ยัง ไม่สำเร็จ ก็ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกับไม่ตั้งใจทำนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคกล้าธรรม ก็จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การแก้ไข ปัญหาหนี้สินครูนี้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการในสังกัดอื่น ๆ ทั้งหมด ในแผ่นดินไทย และจะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนด้วย เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้ปี ๒๕๖๘ เป็นปีใหม่ และกระผมก็หวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลนี้ จะหยิบยกปัญหาหนี้สินของครูมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลต้องถือว่าเป็นสาระสำคัญ เพราะครูคือผู้สร้างอนาคตของชาติ บัดนี้ปัญหาหนี้สินของครูเกินศักยภาพที่จะชำระเงินได้ มีความเดือดร้อนอย่างมาก ครูถูกยึดทรัพย์ ไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นโรคซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย มากมาย ก็มีทั้งกินยาตายด้วยในข่าวที่ออกมา เพราะฉะนั้นก็ขอเสนอแนะรัฐบาล ในปีนี้ ขอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ดอกเบี้ยร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี เหมือนรัฐบาลก่อนที่ทำ มาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยรัฐได้กำไร ๑.๙๙ เปอร์เซ็นต์จากครูคือจ่ายร้อยละ ๒ ครูไม่ได้ ให้รัฐบาลช่วยฟรีนะครับ หักเงินเดือน ณ ที่จ่าย ถ้ารัฐบาลทำได้ก็จะเป็นอานิสงส์ในการ แก้ปัญหาครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อด้วยท่านวิลดา อินฉัตร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ🔗
เดี๋ยวขอท่านไปต่อท้ายเพื่อนนะครับ🔗
ครับ🔗
เชิญท่านวิลดา อินฉัตร ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิลดา อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องจะหารือ ๒ เรื่องนะคะ🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องการติดตามการบำรุงรักษาซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างทางเข้า อ่างเก็บน้ำประสาทปรางค์กู่ บริเวณบารายสระกู่ และพิพิธภัณฑ์ชาวกูย อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ดิฉันได้หารือครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะคะ ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ เลย โดย อบต. กู่ ก็ได้พยายามทำหนังสือแจ้งความจำนงอย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๗ ไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ดำเนินการออกแบบ เขียนแบบและรับรองแบบ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีบุคลากร วันที่ ๑๖ ตุลาคม อบต. กู่ ก็ได้พยายามติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งหนังสือไปถึง ผอ. สำนักศิลปากร เขต ๑๐ นครราชสีมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ในการออกแบบ เขียนแบบ ซ่อมแซมถนน แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคมที่ผ่านมา ดิฉันก็ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเองไปยังสำนักศิลปากรเขต ๑๐ นครราชสีมาอีกครั้ง โดยหน่วยงานก็แจ้งว่าจะลงสำรวจก่อนปีใหม่ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมาในพื้นที่เลย ซึ่งถนนกำลัง จะทรุดมากนะคะ ดิฉันจึงขอนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังกรมศิลปากรและกระทรวง วัฒนธรรมเพื่อติดตามเรื่องการออกแบบ เขียนแบบ รับรองแบบเพื่อซ่อมแซมถนน ขอรับงบประมาณให้กับ อบต. กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษด้วยค่ะ🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ขอให้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนอนุบาล ไพรบึงเข้าแผนปีงบประมาณ ๒๕๖๙ จากการร้องเรียนของท่าน ผอ. โรงเรียนอนุบาลไพรบึง ว่าอาคารหลังเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก อาจเกิดอันตรายต่อนักเรียนและครู และบุคลากร ในปัจจุบันนี้ได้รื้อถอนอาคารหลังเก่า แล้วก็ได้รวมกันเรียนในอาคารหลังใหม่แล้ว ทำให้เกิด ปัญหาความแออัด ดังนั้นจึงขอให้จัดสรรงบประมาณลงในปี ๒๕๖๙ ด้วยนะคะ ขอนำเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อติดตามหารือขอให้จัดสรรงบประมาณลงให้ได้ อยากให้ช่วยโรงเรียนอนุบาลไพรบึงจริง ๆ ขอให้ท่านเมตตาเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติเป็นการเร่งด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสกุณา สาระนันท์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานค่ะ ดิฉัน มีเรื่องนำมาหารือต่อท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรกเป็นเรื่องของการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ดิฉันได้คุยกับชาวบ้าน เหล่า ตำบลบ้านเหล่า อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร เกี่ยวกับปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ทั้งที่บ้านเหล่าก็มีอ่างเก็บน้ำ ชื่ออ่างเก็บน้ำห้วยผาลาด แต่ด้วยว่า เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดเล็ก ปริมาณน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ ชาวบ้านจึงมีความ ต้องการให้เพิ่มความจุและพัฒนาศักยภาพการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำนี้ จึงขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาแก้ปัญหา โดยเร็ว🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องไฟส่องสว่าง บนทางหลวงหมายเลข ๒๓๐๗ ซึ่งดิฉันได้เคย นำมาหารือก่อนหน้านี้แล้ว บริเวณหน้าวัดป่าโนนสว่างสัจจะธรรม ถึงองค์การบริหาร ส่วนตำบลขัวก่าย แล้วก็บริเวณสามแยกเข้าบ้านขัวก่าย ถึงหน้าโรงเรียนบ้านวังเวิน ตำบล ขัวก่าย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร และจุดสุดท้ายคือบริเวณศาลเจ้าปู่บ้านนาขาม ถึงสามแยกไปอำเภออากาศอำนวย ทั้ง ๓ บริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่มืด เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ดิฉันจึงฝากท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องถนนทางหลวงหมายเลข ๒๒๒ ซึ่งดิฉันได้นำเรื่องนี้ เข้ามาหารือเป็นรอบที่ ๔ แล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าถนนสายนี้เป็นถนนเชื่อมระหว่างจังหวัด เชื่อมจังหวัดสกลนครและจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งจังหวัดบึงกาฬก็มีจุดที่มีสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ซึ่งจะแล้วเสร็จในปีนี้แล้ว แต่ว่าถนนเส้นนี้ก็ยังเป็นถนน ๒ ช่องทางจราจรอยู่ ขาดแคลนไฟสัญญาณจราจรและพื้นผิวถนนก็ไม่เรียบร้อย จึงเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยกรุณาดำเนินการแก้ไขให้ประชาชน เป็นจุดจากอำเภอพังโคนไปอำเภอวานรนิวาส ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ ๓ ท่านถัดไปนะครับ เชิญท่านอำนาจ วิลาวัลย์ ท่านณกร ชารีพันธ์ แล้วต่อ ด้วยท่านปวิตรา จิตตกิจ เชิญท่านอำนาจ วิลาวัลย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย🔗
ก่อนอื่นเลยผมต้องขอกราบขอบคุณ กระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะท่านอดีตรัฐมนตรีท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ช่วยอนุมัติ โครงการก่อสร้างถนนหมายเลข ๓๔๘๑ เส้นทางปราจีนบุรี-บ้านสร้าง โดยแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ตอนแรกเริ่มจากสะพานวัดโบสถ์ถึงหน้าวัดหัวไผ่ ตอนที่ ๒ เริ่มจากวัดหัวไผ่ ถึงทางเข้าวัดบางเตย ตอนที่ ๓ เริ่มจากหมู่ที่ ๒ บางยาง บ้านหัวดอน ถึงหน้าโครงการ ส่วนพระองค์ ทำให้การคมนาคมขนส่งสินค้าและการเดินทางของพี่น้องประชาชน สะดวกสบายและปลอดภัยมาขึ้น ชาวบ้านฝากขอบคุณท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ และกระทรวงคมนาคมเป็นอย่างมาก🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ฝากท่านประธานได้ประสานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วยจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างถนน หมายเลข ๓๔๘๑ ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยเหลืออีก ๒ ช่วง ตอนแยกทางหลวง ๓๑๙ เข้าบ้านสร้างถึงสะพานวัดโบสถ์ และตอนที่ ๒ จากแยกวัดบางเตยถึงบ้านหัวดอน หมู่ที่ ๒ บางยาง โดยเฉพาะช่วงบ้านหัวดอน แยกวัดบางเตย ตำบลหัวดอนเป็นถนน ๒ เลน เป็นหลุมเป็นบ่อแล้วก็ไม่มีไฟส่องสว่าง กลางคืนมืดมาก แล้วก็ทางหัวกับทางท้ายเป็นถนน ๔ เลน ทำให้ช่วงนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเพราะว่าพี่น้องประชาชนเวลาวิ่งมาจากถนน ๔ เลน จะใช้ความเร็ว แล้วก็จะมาเป็นคอขวดอยู่ในช่วงของบ้านหมู่ที่ ๒ บางยาง บ้านหัวดอน และช่วงนี้ประมาณ ๔ กิโลเมตรที่ขาดช่วงอยู่ จึงอยากฝากท่านประธานประสานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยเร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างให้ถนน เส้นนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณกร ชารีพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคประชาชน มีเรื่องปรึกษาหารือ ท่านประธานอยู่ทั้งหมด ๓ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องไฟส่องสว่างถนน ถนนเส้น AH121 บริเวณบ้านโนนก่อ บ้านเหล่าหลวง ถนนเส้น ๒๙๙ บริเวณแยกบ้านกกไฮ ตำบลคำชะอี ถนนเส้น มห. ๓๐๒๒ บ้านหนองลำดวน บ้านหนองนกเขียน แล้วก็ถนนเส้น มห. ๓๐๐๒ บริเวณบ้านหนองน้ำเต้า บ้านโคกป่งเปือย จึงขอปรึกษาหารือไปยังแขวงทางหลวง แล้วก็แขวงทางหลวงชนบท ให้ดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างบริเวณดังกล่าวเพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์การมองเห็นในเวลากลางคืน ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ แล้วก็ช่วยทำให้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนนมากขึ้นนะครับ🔗
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของถนนพัง ขอให้ปรับปรุงถนนสายบ้านหนองสองห้อง บ้านหนองแอก ตำบลคำป่าหลาย บ้านนาโสก บ้านนาหัวภู ตำบลนาโสก แล้วก็ห้วยลำโมง โคกป่งเปือย ตำบลนาโสก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. มุกดาหารจึงขอให้ท่าน ประธานสภาส่งเรื่องไปยัง อบจ. มุกดาหารช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัยในการสัญจรให้พี่น้องประชาชน มีถนนที่ใช้อย่างปลอดภัยนะครับ🔗
แล้วก็เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องราคามันสำปะหลังตกต่ำนะครับ ผมได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในปีนี้ราคาตกต่ำอย่างมาก ราคาขายต่ำกว่า ต้นทุนทำให้พี่น้องเกษตรกรต้องแบกภาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สินจนทำให้ขาดทุนเป็น อย่างมากนะครับ จึงขอร้องเรียนไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยสนับสนุน หามาตรการเร่งด่วนในการสนับสนุนแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นแก้ปัญหาเรื่องการตลาด ส่งเสริม การจัดการตลาดรองรับ สนับสนุนด้านการเงิน แล้วก็เรื่องการแปรรูปเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูก มันสำปะหลังได้มีอาชีพแล้วก็มีความยั่งยืนทางอาชีพมากขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปวิตรา จิตตกิจ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ลูกเกด ปวิตรา จิตตกิจ ผู้แทนราษฎรเขตบางกอกใหญ่ ธนบุรี ภาษีเจริญ แขวงศิริราช และแขวงบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ดิฉันขอหารือท่านประธาน🔗
เรื่องแรกขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงดิจิทัลและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับ Page เฟซบุ๊กต่าง ๆ ที่ตอนนี้ มีการชักชวนให้ประชาชนเล่นการพนันค่ะท่านประธาน มีทั้งแทงบอล ยิงปลา ปั่น Slot กันอย่างโฉ่งฉ่างเลยนะคะไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และบางบัญชีในเฟซบุ๊กก็มีการใบ้หวย เช่น Page ซื้อหวยยังโยม โดยมีการแอบอ้างนะคะว่าเป็นเอกสารลับ ใช้ตราสัญลักษณ์ของ หน่วยงานราชการเพื่อชักชวนให้เล่นหวยแล้วก็ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด จึงอยากฝาก ท่านประธานช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ชวนท่านประธานและประชาชนชาวกรุงเทพมหานครติดตาม โครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียกรุงเทพฯ สัญญาที่ ๓ บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ วงเงิน ก่อสร้าง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งก็มาจากภาษีพี่น้องประชาชน โดยสัญญาเริ่มเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ แล้วก็จะสิ้นสุดในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘ ในอีก ๖ วันนี้ที่ว่าจะ แล้วเสร็จ แต่ว่าความเป็นจริงการก่อสร้างยังไม่ไปถึงไหนยังค้างอยู่อีกเยอะเลยนะคะ จึงอยากฝากท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่า กทม. ให้ช่วยเร่งชี้แจงหน่อย นะคะว่าตกลงจะเอาอย่างไรกันต่อนะคะ จะปรับไหม จะกล้าปรับหรือเปล่างานที่ล่าช้า แล้วก็ไหนจะชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การก่อสร้างที่ต้องเสี่ยงต่อปัญหา ลัก วิ่ง ชิง ปล้น มีการซื้อขายยาเสพติดกันเป็นปกติ ท่านจะแก้ไขปัญหาอย่างไรค่ะ🔗
ประเด็นสุดท้ายในช่วง ๑-๒ เดือนที่ผ่านมาไฟไหม้บ่อยมากค่ะท่านประธาน อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วก็ กทม. ว่ามีแนวทางป้องกันเรื่อง ไฟไหม้อย่างไร แล้วก็เรื่องปัญหาของถังดับเพลิงที่ทางท่านไปเก็บมาจากชุมชนที่ไม่ได้จัดตั้ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อไรจะเอาไปให้เขาสักทีนะคะมี Timeline ในการจัดส่งหรือ เปล่าขอบพระคุณค่ะ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ ต่อด้วยท่านฤกษ์ อยู่ดี และท่านปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ เชิญท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนกรณีตลิ่งพังที่ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง สุโขทัย และกรณีการก่อสร้างคลองส่งน้ำนิคมสหกรณ์ ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง ขอหารือไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย และกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามลำดับดังนี้ค่ะ🔗
ประการแรก ตลิ่งพังที่ตำบลยางซ้าย มีความเสียหายอย่างมาก ๒ พื้นที่ คือที่หมู่ที่ ๕ มีความเสียหาย ๒ แห่ง ความยาวรวม ๕๐๐ เมตร ราว ๕๐ ล้านบาท และพื้นที่ หมู่ที่ ๙ ความยาว ๕๒๐ เมตร ราว ๕๒ ล้านบาท ในการนี้นายมังกร ชุ่มใจรัก นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลยางซ้าย กำนันนุศรา บุญผล และนายธีรพล ม่วงแย้ม พร้อมพี่น้อง ประชาชนได้แจ้งความเดือดร้อน ทราบในเบื้องต้นว่าอยู่ในแผนปี ๒๕๖๙ ก็คิดว่าจะแก้ไข ปัญหาไม่ทัน อย่างไรก็ตามก็ขอเร่งรัดเพราะปัญหานี้ซ้ำซ้อนอย่างมากค่ะ ในกรณีที่ ๒ การก่อสร้างคลองส่งน้ำนิคมสหกรณ์ ตามโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ แม่น้ำยมฝั่งซ้ายค่ะ ในพื้นที่หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๐ ตำบลสามเรือน อำเภอศรีสำโรง ซึ่งจะส่ง น้ำไปยังอำเภอกงไกรลาศและพื้นที่ในอำเภอศรีสำโรงหลายตำบล พบว่าท่อลอดใต้ถนน มีระดับไม่เสมอกัน แล้วท่อก็มีขนาดเล็ก ท่านนายก อบต. สามเรือน ท่านจรูญ สนทิม ท่านสมพงษ์ รักแย้ม องค์การบริหารส่วนตำบลวังลึก และนายมิน โพธิ์แก้ว แล้วในส่วนของ เกาะตาเลี้ยงพร้อมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งอยู่ในสภาพปัญหาเห็นความผิดปกติตรงนี้ซึ่งอาจจะ ต้องแก้ไขเพิ่มเติมแบบหรือใด ๆ ก็ตาม ก็อยากจะให้สำรวจเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็วและ ดำเนินโครงการนี้ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีน้ำหลากเข้ามาในปลายปี ๒๕๖๘ ก็ขอเรียนปัญหา ดังกล่าวให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ๒ ประการ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปครับ ท่านฤกษ์ อยู่ดี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายฤกษ์ อยู่ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมี เรื่องมาหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ขอความอนุเคราะห์ถนนลาดยางบ้านหนองเขื่อน-สระพัง ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากถนนเส้นหนองเขื่อนถึงสระพัง เป็นถนนตัดผ่าน ๔ หมู่บ้าน คือบ้านหนองเขื่อน หมู่ที่ ๔ บ้านหนองช้างเหยียบ หมู่ที่ ๗ บ้าน โป่งเก้ง หมู่ที่ ๘ บ้านสระพังหรือบ้านทุ่งขาม หมู่ที่ ๑ ตำบลไร่ใหม่พัฒนา ระยะทาง ๔ กิโลเมตร กว้าง ๖ เมตรเป็นถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมาเป็นจำนวนมากเพราะสามารถตัด ผ่านไปทำงานและเส้นทางเดินทางไปทำการเกษตร แต่เนื่องจากปัจจุบันสภาพถนนเป็นถนน ลูกรังบดอัด มีความเป็นหลุมเป็นบ่อทำให้เกิดปัญหาในการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน ผมจึงขอความอนุเคราะห์จากกรมทางหลวงชนบทร่วมกับจังหวัดเพชรบุรีช่วยจัดสรร งบประมาณในการลาดยางเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนทั้ง ๔ หมู่บ้าน🔗
เรื่องที่ ๒ ขอความอนุเคราะห์ขุดลอกสระ รพช. เนื่องจากสระ รพช. หลังค่าย ชัยพฤกษ์ของตำรวจตระเวนชายแดน บ้านโป่งแย้ หมู่ที่ ๖ ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ในโครงการพระราชประสงค์ หนองพลับถึงกลัดหลวง เป็นสระน้ำที่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงได้นำน้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำ การเกษตรเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันสระน้ำตื้นเขินจึงทำให้การเก็บกักน้ำไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำดังกล่าว ผมจึงฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสนับสนุนงบประมาณในการขุดลอก สระน้ำบริเวณดังกล่าวจะเป็นพระคุณอย่างสูง กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน ขอนำปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาปรึกษาหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรกปัญหาการก่อสร้างถนนที่ล่าช้าในซอยบางกร่าง ๖๓/๔ ในเขต เทศบาลเมืองบางกร่าง ดิฉันและทีมงานได้ลงไปตรวจสอบหลังจากที่ประชาชนร้องเรียนมา พบว่าถนนสายนี้สัญญาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗ และสิ้นสุดสัญญาวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๘ รวม ๑๗๐ วัน อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดสัญญาแล้วนะคะ ท่านประธาน แต่ว่าสภาพถนนที่ดิฉันได้ไปตรวจสอบไม่น่าจะเสร็จตามสัญญานะคะ ชาวบ้านกังวลว่าไม่รู้ จะเสร็จเมื่อไร การเดินทางยากลำบาก อีกทั้งไม่มีการป้องกันเลยนะคะ มีเหล็กโผล่ที่บ่อพัก ไม่มีอะไรกั้น ทางเลี้ยวเข้าซอยอย่างที่เห็นในภาพสไลด์ ขุดหลุมเป็นวงกว้างไม่มีอะไรกั้น แล้วรถชาวบ้านก็ตกลงไปแบบนี้อันตรายมากเลยค่ะท่านประธาน จึงฝากท่านประธาน ผ่านไปยังเทศบาลเมืองบางกร่างให้ควบคุมการทำงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุด้วยนะคะ พร้อมทั้งชี้แจงการก่อสร้างที่ล่าช้าด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาน้ำเสียในโรงงานขนมปัง อีกปัญหาหนึ่งในซอย ๖๓/๔ ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองตานวลนี้ชาวบ้านได้ร้องเรียนมากับดิฉันนานแล้วและดิฉันเองก็ได้ นำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือในสภา เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ ดิฉันได้ไปลงพื้นที่เพื่อ ตรวจสอบการก่อสร้างถนนเส้นนี้ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมา ชาวบ้านบอกว่า ปัญหากลิ่น เหม็นยังไม่ได้รับการแก้ไขเลยค่ะ กลิ่นเหม็นมากกว่าเดิม เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จริง ๆ เลยค่ะ ท่านประธานถนนก็ยังสร้างไม่เสร็จ รถวิ่งเข้าบ้านก็ลำบาก ยังมาเจอกลิ่นเหม็น จากน้ำเสียทั้งหลังบ้านและหน้าบ้านเลยนะคะ ชาวบ้านบอกว่าแต่ก่อนกลิ่นเหม็นจาก คูน้ำหลังบ้านที่เดียว ปัจจุบันนี้เหม็นมาหน้าบ้านด้วยค่ะ ตอนเย็น ๆ เวลาโรงงานปล่อยน้ำทิ้ง มาส่งกลิ่นเหม็นมากเลยนะคะ ท่านประธานค่ะ ดิฉันขอเรียนท่านผ่านไปยังสำนักงานควบคุม มลพิษที่ ๖ เข้ามาตรวจสอบและเร่งดำเนินการมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียจากโรงงาน ในพื้นที่เทศบาลเมืองบางกร่างในซอย ๖๓/๔ นี้โดยด่วนด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ ปัญหาเพลิงไหม้ในชุมชนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ปีใหม่ที่ผ่านมามีเหตุ เพลิงไหม้ที่บ้านสวนริมน้ำจำนวน ๔ หลังที่ซอยบางกร่าง ๓๗ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบางกร่าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับพี่น้องประชาชนในหมู่ที่ ๑๐ เป็นอย่างมาก ประชาชนร้องเรียนมา ดิฉันก็ไปตรวจเยี่ยมประชาชนที่ไฟไหม้ พบกับประชาชนที่บอกว่าเพลิงไหม้นี้ไม่ได้ มีถังดับเพลิงไว้ป้องกันเหตุเลยนะคะ เหตุเกิดกับชาวบ้านในซอยบางกร่าง ๒๓ หน้าวัดโบสถ์ ดอนพรหม ชุมชนนี้จะมีการขายเฟอร์นิเจอร์ มีร้านขายเฟอร์นิเจอร์และร้านรับซื้อของเก่า อยู่หลายร้าน ชาวบ้านก็กังวลว่าจะเกิดเพลิงไหม้แบบนี้อีก ดิฉันจึงขอเรียนท่านประธาน ขอให้ทางเทศบาลได้จัดถังดับเพลิงไว้เพื่อเป็นการป้องกันเหตุด้วยนะคะ ดิฉันจึงขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลเมืองบางกร่างได้จัดถังดับเพลิงไว้เพื่อลดการสูญเสียจากการ เกิดอัคคีภัย รวมทั้งจัดอบรมให้ความรู้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอเพื่อพร้อมรับกับภัยดังกล่าว ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดเวลาด้วยค่ะ ป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้ไขในภายหลังนะคะ ท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
๓ ท่านถัดไปจะเป็นท่านวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ท่านชลธิชา แจ้งเร็ว และท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญท่านวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๕ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยมี ๒ เรื่องที่เป็นเรื่อง ของไฟฟ้าส่องสว่าง🔗
ได้รับคำร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ท่านวิสุทธิ์ แจ้งใจ และประชาชน ในหมู่บ้านแจ้งมานะคะ บ้านวังสะตือ ถนนเส้น พช. ๒๐๐๕ จากตำบลเฉลียงทองไปตำบล วังโบสถ์ ระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตรเศษ มีไฟส่องสว่างถนนเป็นช่วง ๆ ในช่วงทางโค้ง ยังขาดอีกหลายช่วง และโดยเฉพาะที่ท่านผู้ใหญ่แล้วก็พี่น้องประชาชนเดือดร้อนก็คือ ช่วงกิโลเมตรที่ ๔-๖ ซึ่งจะเป็นทางเข้าหมู่บ้านวังสะตือ ก็ขอให้เพิ่มไฟส่องสว่างตรงนั้นให้ด้วย แล้วก็อีกที่หนึ่งก็คือเส้น พช. ๔๐๒๙ โดยได้รับแจ้งจากท่านนายก อบต. กองทูล ท่านวุฒิโชติ กองชนะ แจ้งมาว่าประชาชนร้องเรียนมาถนนเส้น ๔๐๒๙ ช่วงตำบลกองทูลถึงอำเภอ หนองไผ่ ตรงกิโลเมตรที่ ๗+๘๐๐ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๐ ขาดไฟส่องสว่างมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยเพิ่มไฟแล้วก็อำนวยความสะดวกทางด้านการเดินทาง และไฟส่องสว่าง🔗
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือด้วยความเกรงใจนะคะ ดิฉันได้เคยหารือไปแล้ว แต่ว่าอยากจะทราบความคืบหน้า เคยหารือไปเมื่อปลายปี ๒๕๖๗ ถึงกรมโยธาธิการและ ผังเมืองกระทรวงมหาดไทย ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่บึงสามพันล่าง ตามผังเมืองรวมของจังหวัดเพชรบูรณ์ ตำบลบึงสามพัน อำเภอบึงสามพัน เพื่อเป็นการ สนับสนุนให้ชุมชนได้มีสถานที่แหล่งเก็บน้ำดิบแล้วก็เป็นที่พักผ่อนที่สวยงาม และมีจัด กิจกรรมสำคัญ ๆ เช่น ปัจจุบันนี้มีการแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทาน เราอำเภอบึงสามพันได้รับ พระราชทานถ้วยรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ และสมเด็จพระนาง เจ้าพระบรมราชินี ตั้งแต่สมัยที่ท่านดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชก็หลายปีแล้วนะคะ ตรงนี้ยังไม่ได้รับการดูแลให้เหมาะสม ก็ขอความอนุเคราะห์จากกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โครงการนี้นำเสนออยู่ในรายละเอียดพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ตอนล่าง ๑ ระยะที่ ๒ ก็ขอทราบความคืบหน้าด้วยว่าเราจะต้องรอคอยไปอีกนานเท่าไร แล้วก็โครงการนี้ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ขอบพระคุณท่านค่ะ🔗
ต่อไปท่านชลธิชา แจ้งเร็ว เชิญครับ🔗
ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่มาหารือกับท่าน ประธาน ๔ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรก คือปัญหาน้ำเน่าเสียบริเวณชุมชนวันครู ที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอ คลองหลวง ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียแล้ว โดยใช้งบประมาณ ของเทศบาลเมืองท่าโขลงไปกว่า ๑๑ ล้านบาทด้วยกัน แต่ปรากฏว่าขาดสภาพน้ำที่ถูกปล่อย ออกมาจากบ่อบำบัดน้ำเสียนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่เน่า แล้วก็มีสีดำ มีกลิ่นเหม็น แล้วก็มีฟอง กระจายอยู่ในคลอง ซึ่งดิฉันก็ขอฝากทางท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลงให้ช่วย ชี้แจงถึงการใช้งบประมาณดังกล่าว แต่ว่าสุดท้ายแล้วไม่มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียได้ อย่างแท้จริงนะคะ แล้วก็ฝากให้พิจารณาเข้ามาตรวจสอบสาเหตุของการปล่อยน้ำเน่าเสีย ดังกล่าว🔗
เรื่องที่ ๒ คือ ปัญหาขยะในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าค่ะ ในพื้นที่ของเทศบาล เมืองท่าโขลงและตำบลคลองสาม ตามซอยก็จะมีการลักลอบทิ้งขยะ แล้วก็การลักลอบ เผาขยะในพื้นที่รกร้างจำนวนมาก เช่น ซอยเอราวัณ ๒๖ ในตำบลคลองสอง และซอย คลองสาม ๕/๑-๑ ที่ตำบลคลองสาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรื่องของกลิ่นสภาพแวดล้อมค่ะ ดิฉันจึงขอฝากทางท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลง และ อบต. คลองสามให้ช่วย เข้ามาพิจารณาหามาตรการในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รกร้างดังกล่าวอย่างยั่งยืน🔗
เรื่องที่ ๓ คือปัญหาบ่อขยะที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการนะคะ ดิฉันขอยกตัวอย่าง ๒ พื้นที่ พื้นที่แรกก็คือบ่อขยะในซอยไอยรา ๓๘ ในตำบลคลองสอง ซึ่งเป็นพื้นที่ของเทศบาลเมืองท่าโขลง และอีกพื้นที่หนึ่งก็คือบ่อขยะในซอยคลองสาม ๑๐/๑๑ ของตำบลคลองสาม ซึ่งทั้ง ๒ จุดนี้ก็มีการรวบรวมขยะมูลฝอย แล้วก็กากของเสีย เป็นจำนวนมากมาทิ้งไว้ดังภาพบนสไลด์ด้านบน ซึ่งทำให้มีน้ำชะมูลฝอยอยู่ในบริเวณโดยรอบ แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ดิฉันจึงขอ ฝากทางท่านประธานไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลง และ อบต. คลองสามให้ช่วยพิจารณา ตรวจสอบบ่อขยะดังกล่าวว่าได้รับใบอนุญาตหรือไม่ แล้วก็รวมไปถึงมาตรการในการแก้ไข ปัญหาค่ะ🔗
เรื่องสุดท้าย คือปัญหาไฟทาง ดิฉันพูดเรื่องนี้มาหลายรอบมาก ๆ จริง ๆ ก็เห็นใจทางหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่าล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์คือโคมไฟกลางถนน ดับบริเวณถนนเส้นเชียงราก-บางขัน ส่งผลให้ทัศนวิสัยลำบากมาก แล้วก็การขับขี่ยากลำบาก ล่าสุดได้รับเรื่องร้องเรียนไฟดับหลายจุดมาอย่างต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่งนะคะ และล่าสุดก็คือ อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนท้องถนนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเป็นเหตุให้นักศึกษา เสียชีวิตนะคะ ดิฉันจึงขอฝากทางท่านประธานผ่านไปยังแขวงทางหลวงปทุมธานี ให้ช่วย พิจารณาหามาตรการในการแก้ไขเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม คนนครสวรรค์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องนำเรียนหารือท่านประธาน ในเรื่องของสินค้าเกษตรก็คือเรื่องข้าวนะครับ วันนี้ฤดูนี้เพิ่งต้นฤดูเองครับ ท่านประธาน ข้าวเริ่มมีปัญหาแล้วครับ ราคาตกต่ำเหลือตันละ ๗,๐๐๐ กว่าบาท ๘,๐๐๐ ต้น ๆ เองครับ เพราะว่ามันมีปัญหาในระบบของข้าวนะครับ เช่น พันธุ์ข้าวที่นำเข้ามาทำในประเทศไทย เราตอนนี้ส่วนใหญ่ที่จะออกในนาปรังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ข้าวพันธุ์ นำเข้าที่ปลูกในประเทศไทยตอนนี้กลายเป็นข้าวของเวียดนามเสียส่วนใหญ่ เช่น พันธุ์หอมพวง พันธุ์พวงทอง ข้าวพันธุ์จัสมิน อะไรพวกนี้เป็นข้าวพื้นอ่อนซึ่งเข้ามาทำลายราคาข้าว ในประเทศไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวหอมปทุม ที่ผลผลิตเพิ่งออกไปในนาปีนี้เอง นี่เพิ่ง จะเริ่มต้นฤดูเองครับ ท่านประธานพอถึงเดือนมีนาคม เดือนเมษายนนี้แล้ว พอข้าวพวกนี้ ออกมาคือปัญหาของราคาสินค้าข้าวที่จะตกต่ำ เพราะว่าข้าวประเภทนี้เป็นข้าวนิ่ม ข้าวเมล็ด สั้นนะครับ แล้วสิ่งที่ตามมาในผลของข้าวที่เป็นปลาย Product ก็คือปลายข้าวของชนิดนี้ ก็ไปปนกับข้าวพื้นแข็ง ข้าวพื้นแข็งที่เขาเอาไปทำเส้นหมี่ เส้นบะหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีนอะไรก็แล้วแต่มันก็เลยเละไปหมด อันนี้ก็ลำบากนะครับ เพราะว่าปกติข้าว ที่ทำโจ๊กก็คือปลายข้าวหอมมะลิชนิดเดียว พอมีข้าวพันธุ์ชนิดพวกนี้เข้ามาเยอะก็เลยเป็น ปัญหากับราคาข้าวในประเทศไทยมาตลอดนะครับ ก็ต้องฝากกราบเรียนท่านประธานไปถึง รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยดูที่กรมปศุสัตว์หรือกรมการส่งเสริมนะครับว่า ข้าวชนิดนี้เข้ามาได้อย่างไร แล้วมาจดทะเบียนกันได้อย่างไรในการรับไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท อันนี้มีปัญหาในเรื่องนี้สูงมากเลยนะครับ เพราะว่าข้าวหลาย ๆ พันธุ์ จริง ๆ แล้วการส่งเสริม ต่าง ๆ ของกรมวิชาการของกรมข้าวก็มีพันธุ์ที่ดี ๆ ก็มีเยอะแยะมากมาย เรื่องนี้จะเป็นปัญหา ต่อไปในเดือนสองเดือนข้างหน้าจะมากมายเลยครับ ในส่วนของพรรคกล้าธรรมจริง ๆ แล้ว เราก็มีโครงการชะลอการขายไว้ให้อยู่แล้ว ในส่วนของราคาตกต่ำของสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด แล้วก็มันสำปะหลัง แล้วก็ยางพารา ในโครงการชะลอการขายนี้ก็สามารถให้รัฐบาล เอาไปใช้ได้ในเมื่อรัฐบาลนี้ยังไม่มีโครงการอะไรที่จะมารองรับราคาสินค้าเกษตรที่มันตกต่ำ พรรคกล้าธรรมยินดีให้เอานโยบายนี้ไปใช้จะได้บอกประชาชนได้จริง ๆ สักทีว่าประชาชน ต้องอยู่ดีกินดีและมีเงินใช้จริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ทั้ง ๓ ท่านถัดไปนะครับ จะเป็นท่านกิตติ์ธัญญา วาจาดี ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และต่อด้วย ท่านกานสินี โอภาสรังสรรค์ เชิญท่านกิตติ์ธัญญา วาจาดี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้ง ที่ ๔ อำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง ท่านประธานคะ ดิฉันได้มีโอกาสพบปะกับบุคลากร ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลวารินชำราบ และได้ปรึกษาหารือกันในเรื่องของการที่จะ พัฒนาโรงพยาบาลวารินชำราบในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งดิฉันได้พูดคุยกับท่านนายแพทย์ปิยะวัฒน์ อังคะวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวารินชำราบ ในขณะนี้โรงพยาบาลวารินชำราบของเรา เป็นโรงพยาบาลที่กำลังขยายตัวจาก ๒๕๐ เตียงเป็น ๔๐๐ เตียง ฉะนั้นสิ่งที่โรงพยาบาล วารินชำราบมีความจำเป็นและเร่งด่วนมากคือการขอพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการ ก่อสร้างหอพักแพทย์และพยาบาลนะคะ เพราะประชาชนชาวอำเภอวารินชำราบและ ผู้ใช้บริการในหลายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นอำเภอสว่างวีระวงศ์ อำเภอนาเยีย และอำเภอสำโรง ได้เข้าใช้บริการทำให้จำนวนของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลวารินชำราบ ขาดแคลนหอพักที่อยู่อาศัย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในเรื่องนี้ค่ะ🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธานขอพิจารณาเรื่องของสวัสดิการการเดินทาง สำหรับประธาน อสม. ทั่วประเทศ ดิฉันได้รับคำปรึกษาหารือจากคุณเมริน สายดวง ประธาน อสม. ของจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากประธาน อสม. ทุกระดับค่ะ ไม่ว่าจะเป็นระดับ จังหวัด อำเภอ หรือระดับตำบล ล้วนจะต้องมีการเดินทางเพื่อเข้าไปประชุมปรึกษาหารือ เพื่อรับนโยบายจากภาครัฐ จากกระทรวงสาธารณสุข จากจังหวัด และจากอำเภอ มีการ เดินทางค่ะ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงแล้วก็ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นแล้วดิฉันขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาในเรื่องของสวัสดิการ การเดินทางของประธาน อสม. ทุกระดับค่ะ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านจะเมตตาและพิจารณาใน ๒ เรื่องนี้พร้อมกัน กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตหารือท่านประธานดังนี้ เนื่องจากว่าในพื้นที่เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง มีพี่น้องมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่จำนวนมาก ผมได้รับร้องเรียนจาก คุณอำนวย ยูฮันเงาะ ประชาชนในพื้นที่ว่าประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศพ พิธีศพ ตามหลักศาสนาอิสลามซึ่งอาจเกินเวลา ๒๔ ชั่วโมงตามที่ศาสนาบัญญัติ โดยขั้นตอนของ ศาสนาอิสลามนั้นมีขั้นตอนปฏิบัติทั้งหมด ๔ ขั้นตอนก็คือ ๑. เมื่อมีผู้เสียชีวิตแล้วจะต้อง ชำระร่างกายศพให้สะอาดด้วยการอาบน้ำตามขั้นตอนตามที่ศาสนากำหนด ๒. การห่อหุ้ม ศพตามที่ศาสนากำหนด ๓. การละหมาดให้แก่ศพ หรือเรียกว่า ละหมาดญะนาซะห์ และ ๔. การนำศพไปฝังกลบตามที่ศาสนากำหนด ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้นจะต้องทำให้ เสร็จสิ้นภายใน ๒๔ ชั่วโมง แต่เนื่องจากว่าบางทีการเสียชีวิตนั้นจะเสียชีวิตในเวลากลางคืน จะต้องทำให้เสร็จภายในรุ่งขึ้นตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง ซึ่งไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงนะครับ การที่ จะมีการทำพิธีศพนั้นจะต้องมีการออกใบมรณบัตร จะต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นั่นก็คือการชันสูตรพลิกศพซึ่งไม่อาจที่จะ หลีกเลี่ยงได้ แต่เนื่องจากการชันสูตรพลิกศพของประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครนั้น จะต้องไปที่สำนักงานนิติเวชของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือโรงพยาบาลศิริราชทำให้ บางครั้งขั้นตอนนี้ช้าอาจจะไม่ทัน ๒๔ ชั่วโมงตามขั้นตอนนั้นก็ได้นะครับ หรือบางทีการที่ ย้ายศพ การขนศพไปโดยรถขนศพไปที่นิติเวชบางทีต้องไปรับ ๓-๔ ศพก็ไม่สามารถไปได้ทัน ล่าช้า ทำให้อาจจะเกินเวลา ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งพี่น้องที่นับถือศาสนา อิสลามในพื้นที่กรุงเทพตะวันออกก็ร้องเรียนมา โดยเฉพาะการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย นั้นสามารถทำได้ในโรงพยาบาลอื่นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ในส่วนสำนักงานตำรวจ แห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดแก้ไขปัญหาการชันสูตรพลิกศพให้เร็วขึ้นด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัด สุราษฎร์ธานี มีข้อหารือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กราบเรียนผ่าน ท่านประธานเพื่อผ่านไปยังผู้รับผิดชอบ และหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัด ปรับปรุง แก้ไขกรณีเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๙.๓๐ นาฬิกา รถทัวร์เช่าเหมา หมายเลข ทะเบียน ๓๐-๑๐๙๗ นครปฐม เสียหลักลงเกาะกลางชนต้นไม้บนทางหลวงหมายเลข ๔๑ กม. ๑๒๙+๗๐๐ หมู่ที่ ๑ ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฝั่งขาขึ้น เป็นเหตุ ให้มีผู้เสียชีวิต ๕ ราย และเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกา รถยนต์กระบะ ตอนครึ่งทะเบียน ๑ ฒส ๓๔๙๔ เสียหลักลงเกาะกลางถนนชนต้นไม้ ถนนทางหลวง ๔๑ กม. ๑๒๔+๕๐๐ ขาล่องใต้หมู่ที่ ๔ ตำบลป่าเว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้ มีผู้เสียชีวิต ๗ ราย ซึ่งทั้ง ๒ เหตุการณ์บนถนนทางหลวง ๔๑ พื้นที่ใกล้ชิดติดกัน และถนน เส้นนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบางจุดบางตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เกิดเหตุยังไม่มีการ ตีเส้นจราจร ไม่มีไฟกระพริบเตือน ไม่มีไฟส่องสว่างเป็นต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องเหตุ เศร้าสลดและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยรวมในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๖๘ ที่กำลังจะมาถึงต้องใช้เส้นทางหลวง ๔๑ ผ่านจังหวัด สุราษฎร์ธานี เริ่มต้นตั้งแต่อำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอท่าช้าง อำเภอพุนพิน อำเภอ บ้านนาเดิม อำเภอบ้านนาสาร อำเภอเวียงสระ รวมระยะทางถึง ๑๕๔.๕๖๓ กิโลเมตร ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอยู่หลายจุดหลายตอน ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ผู้รับผิดชอบและหน่วยงานเจ้าสังกัดให้ได้เร่งรัดในการก่อสร้างให้เสร็จเรียบร้อย ทำการติดตั้ง Guard rail หรือราวกั้นอันตราย ติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบเตือนอันตราย บริเวณจุดเสี่ยง ติดตั้งป้ายเตือนลดความเร็ว ป้ายเตือนขอบทาง ป้ายอำนวยความปลอดภัย ตีเส้นจราจรให้มองเห็นชัดเจน รวมตลอดถึงการตัดแต่งต้นไม้บริเวณเกาะกลาง ๒ ข้างทาง เป็นต้น เพื่อที่จะป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูง ที่ให้โอกาสดิฉันใช้สภาแห่งนี้ส่งผ่านความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ🔗
๓ ท่าน ถัดไปนะครับ เป็นท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ท่านมังกร ยนต์ตระกูล และท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เชิญท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ผมมีประโยคหนึ่งที่จะกล่าว นั่นก็คือกระจกต้อง มีเงา ในภาษามลายู จูมิง อาดอ บาแย ในความหมายของคนชายแดนภาคใต้ก็คือกระจก เมื่อจ้องมองดูแล้วเห็นรูปร่างหน้าตาของตนเองว่าเป็นใคร นั่นหมายถึงอัตลักษณ์ ตัวตนของ ชาติพันธุ์ ภาษา การแต่งกาย วัฒนธรรม ศาสนา ที่เป็นสิ่งที่ดีงามที่จะต้องดำรงอยู่บนแผ่นดิน ชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ ผมและพรรคประชาชาติขอติดตามและทวงถามสิ่งที่เคย หารือในสภาแห่งนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว และประชาชนได้ตั้งคำถามว่าเมื่อไร ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็กระทรวงที่เกี่ยวข้องจะเห็นใจพวกเรา นั่นคือการอนุมัติสิ่งที่เรา เรียกร้อง ข้อแรกก็คือปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนครูสอนศาสนา ๒. ปรับเพิ่มจำนวนครูสอน ศาสนาที่ได้รับเงินอุดหนุน ๓. ปรับเพิ่มอัตราค่าบริหารจัดการโรงเรียนแก่ครูสอนศาสนา ในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดหรือเรียกว่าตาดีกา โต๊ะครู และผู้ช่วยโต๊ะครูในสถาบัน ศึกษาปอเนาะ ครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ และประการที่ ๔. ก็คือการปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนแก่โต๊ะอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการมัสยิดและให้มี ค่าตอบแทนแก่โต๊ะซีเยาะทุกมัสยิด ท่านประธานครับ ๒๑ ปีไฟใต้ ๕ แสนกว่าล้านบาท คำถามก็คือประชาชนได้อะไร ท่านประธานครับ ที่ประชาชนต้องการกลับนิ่งเฉย กลับกัน ที่ประชาชนไม่เอาในบางเรื่องกลับยัดเยียด สิ่งที่เรานำเสนอนี้ต่างหากที่จะนำสู่สันติสุขอย่าง ยั่งยืน เพราะบุคคลเหล่านี้คือผู้ที่จะสร้างกระจกให้มีเงา เรามาร่วมกันสร้างกระจกที่มี เงาเถอะครับ ถ้ารัฐบาลกลางไม่สามารถทำได้ก็กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น นั่นก็คือ อบจ. หรือเทศบาล อบต. เขาพร้อมที่จะทำ กระจายเงิน กระจายอำนาจให้เขาเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ ประชาชนต้องการนั้นเขาต้องการอะไร ๑๖ มกราคมนี้ท่านนายกจะไป ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นบทสะท้อนในการตัดสินใจของท่าน ขอขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป ท่านมังกร ยนต์ตระกูล เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม มังกร ยนต์ตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเสรีรวมไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับ กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
กยศ. ซึ่งได้แก้ไขเมื่อปี ๒๕๖๖ ปัจจุบันมีผู้กู้ยืมอยู่ทั้งหมดประมาณ ๓,๙๐๐,๐๐๐ คน ผิดชำระหนี้อยู่ประมาณร่วม ๒ ล้านคน มีคนค้ำประกันอยู่ประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ คน พ.ร.บ. กยศ. ฉบับนี้ได้ประกาศใช้เมื่อเดือน มีนาคม ๒๕๖๖ โดยการปรับดอกเบี้ย ดอกเบี้ยกู้ยืม ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ เป็นเงินเพิ่ม ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีแค่นั้น แต่จนถึงปัจจุบันปี ๒๕๖๘ กยศ. ยังไม่คำนวณหนี้ใหม่ ทั้ง ๒ ล้านคนให้ครบถ้วน และหนี้ตรงนี้ดอกเบี้ยมันก็จะย้อนหลังไปถึงตั้งแต่วันผิดนัดชำระหนี้ ผมก็อยากสอบถาม ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชายผม ท่านทำอะไรอยู่ คณะกรรมการชุดนี้ มีปลัดกระทรวงการคลัง มีอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปลัดกระทรวง การศึกษา ปลัดกระทรวงอุดมศึกษาอยู่ในคณะนี้ ท่านรออะไรครับ ท่านมอบให้ สถาบันการศึกษาไปคำนวณดอกเบี้ยใหม่ได้ไหม แค่ผิดนัดก็ ๑.๕ คิดไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ วันผิดนัด ชำระเมื่อไรก็หักต้นหักดอกไป เพื่อจะเป็นของขวัญปีใหม่ วันเด็ก ก่อนวันที่ ๓๑ มกราคมทำได้ไหมครับ คำนวณใหม่หมด ถ้าทำไม่ได้ผมขอเปลี่ยนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. เป็น กองทุนย่ำยีผู้กู้เพื่อการศึกษา ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก นครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ดิฉันมี ๑ ประเด็นหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากวันที่ ๑๕ ธันวาคมที่ผ่านมาเกิดเหตุภัยพิบัติทั่วภาคใต้ ตั้งแต่ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัด นครศรีธรรมราชเรามี ๒๓ อำเภอ เกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรงกว่า ๑๑ อำเภอ ได้รับผลกระทบ กว่า ๕๑ ตำบล ๒๙๐ หมู่บ้าน และมีครัวเรือนเสียหายกว่า ๓๓,๐๐๐ ครัวเรือนค่ะ สิ่งสำคัญ คือโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายมันเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะ รับผิดชอบได้ จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยให้ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปฟื้นฟู เป็นการด่วนค่ะ สิ่งที่ดิฉันอยากเป็นตัวแทนของชาวบ้านมาถึงรัฐบาลก็คือ ๒ ประการ ที่จะต้องทำก็คือฟื้นฟูแล้วก็เยียวยาค่ะ สิ่งที่จะต้องฟื้นฟูก็คือเรื่องของถนนหนทางแล้วก็ โครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่ของตำบลเทพราช หมู่ที่ ๑๕ มีพื้นที่เสียหายกว่า ๓ จุด พื้นที่เดิม ใช้สะพานแบริงของชลประทานที่ ๑๕ ปรากฏว่าสะพานแบริงก็สูญเสียนะคะก็คือพังทลายลง ไป ตอนนี้ได้สะพานชั่วคราวมาจากสำนัก ๑๗ ค่ะ แต่ก็เป็นแค่สะพานชั่วคราว มีพื้นที่ของ ตำบลฉลอง หมู่ที่ ๑๐ ตำบลสี่ขีด หมู่ที่ ๑ โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย สิ้นเชิงนะคะ ดังนั้น อยากขอให้ทาง ปภ. ทางโยธาธิการและผังเมือง ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน ท่านประธานคะ โรงเรียน วัด และสถานพยาบาล รพ.สต. ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงจำเป็น จะต้องได้รับการฟื้นฟูเป็นการเร่งด่วนค่ะ🔗
ประการที่ ๒ คือเรื่องของการเยียวยาเงิน ๙,๐๐๐ บาท แล้วก็เยียวยา พืชผลเกษตรจำเป็นจะต้องได้รับอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ปัจจุบันนี้ทางองค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่ละตำบลทำการประชาคมหมู่บ้านแล้วนะคะ จำเป็นจะต้องขอให้ทางรัฐบาล ได้สนับสนุนเงิน ๙,๐๐๐ บาทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
๓ ท่านถัดไปนะครับ ท่านชลธานี เชื้อน้อย ต่อด้วยท่านชนก จันทาทอง และท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ เชิญท่านชลธานี เชื้อน้อย ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ชลธานี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๓ พรรคประชาชน ขอหารือผ่านท่านประธานไปยังอธิบดีกรมการปกครองครับ ผมได้รับเรื่อง จากคุณสมควร สอนเขื่อน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง และในฐานะราษฎร ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขอให้เร่งรัดกรณีการตั้งและเปลี่ยนแปลงเขต หมู่บ้าน นี่เป็นครั้งที่ ๒ แล้วครับ ท่านประธานที่ผมมาหารือในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เห็นชอบการอพยพราษฎร ๕ หมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านห้วยคิงตำบลแม่เมาะ บ้านหัวฝาย บ้านดง บ้านสวนป่าแม่เมาะ บ้านหัวฝายหล่าย ทุ่ง ตำบลบ้านดง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้ง หมู่บ้านใหม่เป็นกรณีพิเศษ เมื่อราษฎรได้ย้ายเข้าไปอยู่ยังพื้นที่อพยพเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ประชาชนได้มีการอพยพไปยังพื้นที่รองรับการอพยพเป็นที่เรียบร้อย และที่ทำการ ปกครองจังหวัดลำปางมีการจัดทำเอกสารประกอบทุกเงื่อนไข การขอจัดตั้งหมู่บ้านใหม่ เป็นบ้านใหม่อุดมทรัพย์ บ้านถ้ำป่าสัก บ้านหัวฝายแม่เฟืองพัฒนา บ้านหัวฝายชัยมงคล ซึ่งผ่านการเห็นชอบทุกระดับเสร็จสิ้นนะครับ ที่ทำการปกครองจังหวัดลำปางส่งเรื่องต่อไปยัง กรมการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เกือบครบปีแล้วครับ ซึ่งแนบเอกสาร ม.๑ ม.๒ ม.๓ และคำบรรยายแนวเขตเอกสารอื่น ๆ ครบถ้วนตามระเบียบ ลงลายมือผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านชัชวาลย์ ฉายะบุตร ถึงกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนผู้ว่าก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว อธิบดี ก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าเอกสารนี้ไปกองอยู่ที่ไหนในส่วนของกรมการปกครอง จึงขอให้กรมการปกครองเร่งรัดเรื่องการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้านดังกล่าวโดยเร็ว เพราะชาวบ้านขาดสิทธิต่าง ๆ ในการพัฒนาบ้านตนเอง รวมถึงงบกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ปีละ ๓๖๐ กว่าล้านบาท ก็ต้องเอาไปฝากไว้ที่หมู่บ้านอื่น ประกอบกับใกล้จะหมดวาระ ขององค์การบริหารส่วนตำบลอีกไม่กี่เดือน ชาวบ้านก็กลัวจะไม่มีผู้แทน ไม่มี ศอ.บต. เป็นของตัวเอง ทำให้ชาวบ้านขาดสิทธิต่าง ๆ จึงเรียนผ่านท่านประธานช่วยเร่งรัดไปยัง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขอบคุณครับ🔗
ท่านชนก จันทาทอง ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรค เพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่หารือค่ะ🔗
เรื่องแรก สะพานข้ามลำห้วยหลวง ดิฉันได้รับการร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชน บ้านโคก ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย ถึงปัญหาความเดือดร้อนในการทำมาหากิน ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งพื้นที่ที่จะต้องทำการเกษตรนั้นจะต้องข้ามลำห้วยหลวง ทุกวันนี้ เวลาจะข้ามไปทำมาหากินต้องใช้เรือในการข้ามฟาก หากช่วงไหนเป็นฤดูการผลิตต้องขนย้าย อุปกรณ์ทางการเกษตรหรือพืชผลทางการเกษตรต้องไปหาสะพานข้าม ซึ่งเพิ่มต้นทุน การผลิตแล้วก็ทำให้การทำมาหากินนั้นยากลำบาก ดิฉันจึงนำเรียนผ่านท่านประธานสภา ไปยังทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ให้เข้าไปเป็นเจ้าภาพในการสร้างสะพานเชื่อม ระหว่างบ้านโคก ตำบลวัดหลวง เชื่อมไปยังบ้านโนนหนามแท่ง ตำบลชุมช้าง อำเภอโพนพิสัย ให้ด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนเชื่อมระหว่างตำบลไม่เคยได้รับการดูแลและแก้ไข ทุกวันนี้ ยังเป็นลูกรังอยู่ ดิฉันได้รับการร้องทุกข์จากท่าน อบต. บ้านปัก ตำบลจุมพล ว่าถนนระยะทาง ประมาณ ๖ กิโลเมตร จากบ้านปัก ตำบลจุมพล ไปยังบ้านนายาง ตำบลพระบาทนาสิงห์ อำเภอรัตนวาปี ระยะทาง ๖ กิโลเมตร ไม่เคยได้รับการดูแลและแก้ไข ช่วงฤดูฝนใช้ชีวิต อย่างยากลำบากมาก ดิฉันจึงนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด หนองคายให้เข้าไปช่วยดูแลและแก้ไข ทำปีละนิดก็ยังดีค่ะ🔗
สุดท้ายพี่น้องประชาชนฝากมาในเรื่องของเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย เกี่ยวกับภาคการเกษตร จังหวัดหนองคายเราเจออุทกภัยด้านน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว ข้าวเน่า ซึ่งข้าวของคนจังหวัดหนองคายนั้นเราทำเพื่อกิน รัฐบาลรับปากว่าจะเยียวยา ภาคการเกษตร ดิฉันจึงนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเร่งรัด เงินเยียวยาเพื่อนำเงินตัวนี้ไปซื้อข้าวสารไว้ทานด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต นำปัญหาและความต้องการของพี่น้องประชาชนมาหารือดังต่อไปนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ผมขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ประสบภัยน้ำท่วมครัวเรือนละ ๙,๐๐๐ บาท ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ภาคใต้แล้วก็ทั่วประเทศ แล้วก็ขอขอบคุณเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแล้วก็จังหวัดที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน การตรวจสอบและการทำประชาคมอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยขณะนี้พี่น้องบางส่วนก็ได้รับเงิน เยียวยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่หลายส่วนก็ยังรอการอนุมัติเงินอยู่ ผมจึงขอให้เร่งรัด ในส่วนนี้ต่อไป และขอให้การเยียวยาน้ำท่วมนั้นได้รับทั่วถึง ถึงพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้รับ ผลกระทบ แล้วส่วนไหนที่ตกหล่นก็ขอให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไปด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมขอให้กระทรวงคมนาคมแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ แยกจราจรทุกแยกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง เนื่องจากที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจนถึงขั้นเสียชีวิตหลายแห่งในพื้นที่ของผมครับ ทั้งอำเภอกงหรา อำเภอ ตะโหมด อำเภอบางแก้ว อำเภอป่าบอน แล้วก็อำเภอปากพะยูน ซึ่งสาเหตุสำคัญคือบางแยก จราจรไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีไฟส่องสว่าง หรือไม่มีสัญญาณไฟจราจร ทั้งนี้ก็ควรจะติดตั้ง สัญญาณเตือน ติดตั้งไฟแสงสว่าง แล้วก็ติดตั้งไฟจราจร หรือว่าสร้างวงเวียนในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแล้วก็ลดการสูญเสียครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ผมขอหารือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็ตำรวจภูธรจังหวัด พัทลุง แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบกรณีวัยรุ่นยิงปืนข้างถนน ยิงใส่ป้ายข้างทาง แล้วก็ป้ายจราจรในจังหวัดพัทลุงดังที่ปรากฏเป็นข่าวในขณะนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล แล้วก็สร้างความหวาดกลัวอย่างยิ่ง จึงขอให้ตรวจสอบและดำเนินการเพื่อสร้างความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้กระทรวงคมนาคมได้จัดทำโครงการปรับปรุงและขยายถนน เส้นป่าบ่อน-คลองหมวย จังหวัดพัทลุง โดยควรขยายให้มีไหล่ทาง เพิ่มช่องจราจรและให้มี จุดพักรถ ซึ่งถนนสายนี้เป็นถนนสายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวริมเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง ผ่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งในอำเภอป่าบอน อำเภอตะโหมด อำเภอกงหรา แล้วก็อำเภอ ศรีนครินทร์ มีทั้งน้ำตก อ่างเก็บน้ำ ภูเขา ร้านอาหาร Café ต่าง ๆ นะครับ หากถนนสายนี้ ได้รับการปรับปรุงจะเป็นโอกาสในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้กับพี่น้องประชาชน อำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุงแล้วก็จังหวัดตรังต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
๓ ท่านถัดไปท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ต่อด้วยท่าน ณัฐวุฒิ บัวประทุม และสุดท้ายที่ท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เชิญท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องในส่วนของจังหวัดสมุทรสงคราม มาปรึกษาหารือกับท่านประธานจำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมานี้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ๒๕๖๖ ๒๕๕๗ บริเวณ ดอนหอยหลอด ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม จะมีนกนางนวลเกือบ ๑,๐๐๐ ตัว อพยพหนีหนาวจากประเทศจีนมาอาศัยอยู่ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือน กุมภาพันธ์เป็นเวลา ๔ เดือนเศษของทุกปี จุดนี้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยประชาชนอยากขอความอนุเคราะห์ให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณสร้างจุดชม นกนางนวลที่มีมาตรฐาน มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ มีการจัดกิจกรรม หรือจัดงานที่ส่งเสริม การท่องเที่ยว รวมถึงการประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสงคราม ผมจึงขอ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดสมุทรสงคราม อบจ. สมุทรสงคราม เทศบาลตำบลบางจะเกร็งให้พัฒนาสถานที่นี้เป็น Landmark แห่งใหม่ของจังหวัดด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เนื่องด้วยโรงพยาบาลอัมพวา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ มีอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุเพียง ๑ อาคาร เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ จนถึง ปัจจุบันเป็นเวลา ๓๓ ปีแล้ว อาคารเริ่มชำรุด คอนกรีตแตกร่วงหลุดลงมา พื้นทรุดตัว ซึ่งอาจ เกิดอันตรายต่อผู้มารับบริการผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอัมพวาจึงมีความประสงค์ ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนอาคารผู้ป่วยนอก ๓ ชั้น ตามแบบที่ ๑๐๙๔๖ เพื่อให้มีอาคาร เพียงพอกับการบริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผมจึง ขอให้ท่านประธานประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุขด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร เฉพาะตำบล โน่นก่อ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ ดิฉันได้รับการร้องเรียน จากนายถวัลย์ สุขมา ผู้ใหญ่บ้านบัวงาม หมูที่ ๑ นายบุญยง โคตรสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านหัวแข้ หมู่ที่ ๔ นายกิตติศักดิ์ เดชอนันต์ ผู้ใหญ่บ้านโนนบาก หมู่ที่๕ นางสาววริชญา ยาประกัน ผู้ใหญ่บ้านบุณฑริก หมู่ที่ ๘ นายสมส่วย สุริยา ผู้ใหญ่บ้านห้วยปอเจริญ หมู่ที่ ๑๒ นายวิทยา นนท์ศิริ กำนันตำบลบัวงาม และชาวบ้านในเขตอำเภอบุณฑริกได้รับความเดือดร้อนจาก ถนนของกรมทางหลวง หมายเลข ๒๑๘๒ ช่วง กม.๓๙ ถึง กม.๔๑ บ้านโนนบากถึงบ้าน โนนสวรรค์ เป็นถนนในเขตชุมชนเมืองบุณฑริก เป็นถนนลาดยางที่มีผิวจราจรเสื่อมสภาพ เป็นถนนคับแคบ เป็นถนนสายหลักที่มีหน่วยราชการมากที่สุดค่ะ มีที่ว่าการอำเภอ โรงพยาบาล โรงเรียน ธนาคาร ร้านค้า เอกชน สำนักงานเทศบาลตำบลบุณฑริก และหมวดการทางอำเภอบุณฑริก มีรถสัญจรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ มีรถยนต์จากต่างอำเภอ จากต่างจังหวัดมาใช้บริการ เข้ามาเที่ยว สปป. ลาว ที่ด่าน ช่องตาอู ซึ่งเป็นด่านผ่านแดนช่องผ่อนปรนชั่วคราวของอำเภอบุณฑริก มีรถติดยาวทุกวัน จันทร์ วันพุธ วันศุกร์ อยากให้ทางกรมทางหลวงได้ดูบ้างว่าถนนแคบ ไม่มีไหล่ทาง ลักษณะ เป็นคอขวด กลางคืนมืดสนิท ไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง สูญเสียชีวิตและ ทรัพย์สินหลายราย ชาวบ้านต้องการให้กรมทางหลวงขยายถนนให้เป็น ๔ ช่องจราจรพร้อม ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗
เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ บนท้องถนน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในเขตอำเภอชายแดน ดิฉันขอฝากข้อหารือ นี้ต่อท่านประธานสภาถึงท่านอธิบดีกรมทางหลวง ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย ฯพณฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗
ต่อไปครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอสไลด์ที่ ๑ ด้วยนะครับ🔗
ก่อนอื่นครับ เดือนนี้นับเป็น เดือนที่มีความสำคัญยิ่งนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์สมรสเท่าเทียม ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำไปสู่การที่ทุกคน ทุกเพศสามารถสมรสกันได้ ในปลายเดือนนี้เป็นต้นไปครับ เฉกเช่นเดียวกับขอชื่นชมท่านประธานสภานะครับ ที่ท่านได้ มีการแก้ไขระเบียบ ก.ร. ว่าด้วยการลาของข้าราชการสภาครับ เปลี่ยนจากคำว่า สามีภรรยา เป็นคู่สมรส แต่ในนั้นก็ระบุว่าให้มีการใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ชะรอยครับ ด้วยเหตุนี้ครับ ในกฎหมายฉบับนี้มีมาตรา ๒ ที่เขียนไว้ในหน้า ๒ สไลด์บอกว่า กรณีของกฎหมายให้มีผลใช้บังคับ ๑๒๐ วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผมก็ไป ดูว่าประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๔ กันยายนครับ แล้วก็จะนำไปสู่ว่า ๑๒๐ วันนั้น ทุกเพศสามารถสมรสกันได้ แต่ปรากฏมีความซับซ้อนเกิดขึ้นครับ ท่านประธานดูสไลด์ที่ ๓ สไลด์ที่ ๓ นี่คือความสับสนวุ่นวายไปหมดนะครับ Page เว็บรัฐบาลไทยคู่ฟ้าประกาศว่า พร้อมแล้วนะวันที่ ๒๒ มกราคม กทม. ก็บอกว่าพร้อมแล้วนะวันที่ ๒๒ มกราคม แต่ปรากฏว่าศาลบอกว่าไม่ใช่นะ วันที่ ๒๓ มกราคม กระทรวงมหาดไทยท่านโฆษกก็เพิ่ง ประกาศ เมื่อเช้า กทม. ก็ประกาศมาใหม่อีกครับ บอกว่าเป็นวันที่ ๒๓ มกราคม ตกลงแล้ว จะสมรสวันแรกกันวันไหนกันแน่ครับ แล้วถ้าเรามาดูตารางเปรียบเทียบในสไลด์ที่ ๔ ท่านจะ เห็นได้ว่าแนวคิดทั้ง ๒ แนวนั้นนะครับ วันที่ ๒๒ เป็นของรัฐบาล เป็นของกรณีของสำนักงาน กฤษฎีกาเป็นของพี่น้องประชาชน ๑,๔๔๘ คู่ที่เขาอยากจะเดินไปจดทะเบียนสมรส แม้กระทั่ง รัฐสภาเราก็เขียนวันที่ ๒๒ นะครับ แต่กรณีของวันที่ ๒๓ มกราคม รัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านเดินมาพอดีสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีหนังสือเวียน กระทรวงมหาดไทยก็ออกมาบอก ต้องวันที่ ๒๓ มกราคม ซึ่งท่านไปเดินตามแนวของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ นะครับ แล้วก็กรณีหนังสือเวียนต่าง ๆ ประเด็นที่ผมอยากจะหารือ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ในสไลด์ที่ ๕ สุดท้ายดังนี้ครับ ก็คือว่าถ้าเช่นนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและยังพอมีเวลา ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีได้ไหมครับ ให้ท่านเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกันเลยครับ แล้วเอาให้ชัด ผมย้ำนะครับ ขอให้แถลง จากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลอย่างเป็นทางการว่า สมรสเท่าเทียมวันแรกที่คนจะเดินไป สมรสกันได้คือวันใดกันแน่ อยากให้หน่วยงานแต่ละหน่วยออกมาพูดกันเอง แล้วก็ ประการที่ ๒ ขอให้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมครับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงยุติธรรมมาประชุมวางแนวกันครับว่าต่อไปนี้ในกฎหมายอื่น ๆ การนับวันบังคับใช้ กฎหมายท่านจะใช้แนวใดกันแน่ เพื่อไม่ให้เกิดการตีความลักลั่น ให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป ในอนาคต ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ท่านสุดท้ายครับ ท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มลูกจ้างเหมาบริการของกระทรวง ศึกษาธิการ ซึ่งเขาได้รับผลกระทบเรื่องของการเปลี่ยนการจ้างจากลูกจ้างชั่วคราวเป็น จ้างเหมาบริการ ขอกราบเรียนท่านผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอกราบ เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุ ที่ท่านบริหารราชการตรงนี้ แต่มันเกิดมานานแล้วนะครับ พอมาถึงยุคนี้ท่านเปลี่ยนจาก ลูกจ้างชั่วคราวเป็นจ้างเหมาบริการทำให้ลูกจ้างทั่วประเทศ ๗๒,๐๔๔ คนได้รับผลกระทบครับ ได้รับผลกระทบอย่างไรครับ🔗
ประการแรก ตามมาตรา ๓๓ ของ พ.ร.บ. ค่าจ้าง ทำให้เขาไม่มีวันหยุด ไม่มี ประกันสังคม ค่าตอบแทนได้น้อยลง มีการลาต้องหักเงิน สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย แรงงานหายไป ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ตรงนี้เป็นปัญหา ก็อยากจะให้ท่าน ได้ดูแลช่วยเหลือเขา เขาก็คือคนนะครับ ทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องดูแลซึ่งกันและกัน แล้วเขาก็ มีหัวจิตหัวใจ การเปลี่ยนในปัจจุบันขึ้นไปสู่อนาคตไม่ได้มีปัญหา แต่ว่าเขาเคยได้มาจากอดีต แล้วไปตัดสิทธิและรอนสิทธิเขาผมว่าเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตท่านให้ได้รับความกรุณาแล้ว ก็ดูแลเป็นกรณีพิเศษด้วยครับ นี่คือปัญหาจากลูกจ้างชั่วคราวทั่วประเทศนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ขออัตรากำลังให้กับโรงเรียนครับ โรงเรียนคือที่สร้างเด็ก คือสร้างคน สร้างชาติครับ สิ่งที่ได้รับผลกระทบคือนักเรียนนั่นเองนะครับ มีโรงเรียน ขนาดเล็ก ๑๒,๕๐๖ โรงเรียน มีนักเรียนถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคนในปีการศึกษา ๒๕๖๗ แล้วปี ๒๕๖๗ นี้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๖๑ คนถึง ๑๑๙ คน อยู่ ๕,๗๐๐ กว่าโรงเรียน มีอัตรากำลังของผู้อำนวยการโรงเรียนขาดแคลนถึง ๔๐๑ โรงเรียน อัตรากำลังเหล่านี้นะครับ เป็นอัตรากำลังผู้บริหาร ไม่มีองค์กรไหนหน่วยงานไหนที่ขาดผู้จัดการ หรือขาดผู้บริหาร หรือขาดหัวหน้า การที่เอาครูมารักษาการเขาเท่ากันครับสั่งการกันไม่ได้ และเกิดปัญหาเขา เพราะเขาต้องสอนครับ นี่คือสิ่งที่อยากให้ทบทวนครับ ส่วนเรื่องของอนาคตโรงเรียน ซึ่งมีนักเรียนน้อยลง ยุบรวมอะไรต่าง ๆ ก็ว่าในเรื่องอนาคตแต่ปัจจุบันนี้เขาได้รับผลกระทบ เราควรจะมีผู้อำนวยการโรงเรียนให้ไปบริหารเพื่อที่เขาจะได้บริหารคุณภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้นักเรียน ๔๘๘,๖๖๔ คนในปีการศึกษา ๒๕๖๗ นั้นได้รับการจัดการเรียนการสอนที่ดี มีคุณภาพครับ ก็อยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมาย ให้หน่วยงานในสังกัดของท่านไปคุยกับ คปร. ของ ก.พ. เพื่อที่จะดูแลในเรื่องของการจัดสรร คืนอัตรากำลังให้กับโรงเรียนที่มีอัตรานักเรียนตั้งแต่ ๖๑ คนถึง ๑๑๙ คนครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนชั้น ม.๕ โครงการห้องเรียนพิเศษ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ โรงเรียนอุดมดรุณี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัยนะครับ ขณะนี้ สภาผู้แทนราษฎรกำลังให้สมาชิกได้หารือในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ผมขอพักการ ประชุมสัก ๒ นาทีนะครับ🔗
พักประชุมเวลา ๑๐.๔๒ นาฬิกา🔗
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเข้าร่วมประชุมแล้วทั้งสิ้น ๓๑๒ ท่าน ถือว่าครบองค์ ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
ท่านสมาชิกครับขณะที่เรามีการประชุมอยู่ด้านบนก็จะเป็นกระทู้ถามสดด้วย วาจาแล้วก็กระทู้ถามทั่วไปนะครับ ที่ห้องกระทู้แยกเฉพาะด้านล่าง วันนี้ก็จะมีการถามตอบ กระทู้ในเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา พร้อม ๆ กันกับพวกเราตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ ครับ เข้าสู่ วาระที่ ๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา วันนี้มีด้วยกัน ๓ กระทู้ถามตามข้อบังคับครับ🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รองนายกรัฐมนตรี🔗
ในกระทู้ที่ ๑ เป็นของท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ จากพรรคเพื่อไทยครับ ก็ได้ถามทางท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมนะครับ ท่านภูมิธรรมได้มอบให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตอบนะครับ เชิญท่านพิมพ์พิชชาครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก เขต ๔ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันต้องกราบขอบคุณท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ได้ให้เกียรติมาตอบกระทู้ถามสดด้วย วาจาของดิฉัน มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายและแนวทางการปฏิบัติการฟื้นฟูและการ แก้ไขปัญหาหลังน้ำลดค่ะท่านประธาน จากสถานการณ์อุทกภัยปี ๒๕๖๗ จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนักในหลายพื้นที่ของ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งสำคัญต่อการสัญจรของพี่น้องประชาชนในชุมชนทั่วประเทศค่ะ ความเสียหายเหล่านี้ ในเรื่องของทางหลวงท้องถิ่นจากรายงานของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพบว่า ถนนในเขตความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับความเสียหายรุนแรง ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงและตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ถนนใน เขตเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลบางสายถูกน้ำกัดเซาะจนไม่สามารถใช้งานได้ สะพานบางแห่งก็ขาดและไม่สามารถที่จะสัญจรไปมาได้ ซึ่งถนนถูกน้ำท่วมนี้จะเกิดความ เสียหายต่อชั้นผิวถนนและโครงสร้างฐานรากค่ะ เบื้องต้นทางหลวงท้องถิ่นได้รับผลกระทบ จำนวนกว่า ๑๒,๐๐๐ สาย คิดเป็นระยะทางแล้วมากกว่า ๒๕,๐๐๐ กิโลเมตร มีมูลค่าความ เสียหายถึง ๗,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรมค่ะ ความเสียหายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับการดำรงชีวิตของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การเดินทางสัญจรประจำวัน การขนส่งสินค้าทางการเกษตรต้องหยุดชะงักไม่สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้ เด็กนักเรียนไปโรงเรียนด้วยความยากลำบากทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก สถานการณ์อุทกภัยยังส่งผลต่อภาคเกษตรที่เป็นอาชีพและรายได้หลักของประเทศ อย่างรุนแรง ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ หมวดหมู่ หมวดแรกค่ะ หมวดพืช ๕๕ จังหวัดที่ได้รับ ผลกระทบจากน้ำท่วมนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมีทั้งสิ้น ๑๕๖,๔๓๔ ราย ในพื้นที่ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ในหมวดประมง ท่านประธาน ๔๖ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เกษตรกร ๑๑,๔๐๙ ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ๑๓,๓๖๖ ไร่ ๘,๗๐๑ ตารางเมตร หมวดปศุสัตว์ ถึง ๑๖ จังหวัด เกษตรกร ๑,๔๐๔ ราย สัตว์ได้รับผลกระทบถึง ๑๓๙,๙๐๖ ตัว จากความ เสียหายนี้ค่ะ ท่านประธาน มีเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ในปี ๒๕๖๗ จำนวน ๑,๔๒๖,๘๗๐,๐๐๐ บาทที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจำนวนนี้ค่ะ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับแนวทางในการรับมือจากสถานการณ์สภาพ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในช่วงของปี ๒๕๖๘ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำในระยะยาว ยกระดับประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการเยียวยาและระบบ การเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
ในคำถามที่ ๑ ดิฉันขอถามว่าจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐแล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชนต่างได้ร่วมด้วยช่วยกันในการดูแลแก้ไขปัญหาเยียวยาช่วยเหลือในระยะ เร่งด่วน พบว่าการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นที่ผ่านมาในเรื่องของถุงยังชีพ การซ่อมบำรุงที่อยู่ อาศัย ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือหลังคาละ ๙,๐๐๐ บาท ร้อยเปอร์เซ็นต์เรียบร้อยแล้ว ต้องขอขอบคุณรัฐบาลท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติและเบิก จ่ายเงินให้กับพี่น้องได้อย่างรวดเร็วค่ะ สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะสั้นยังเกี่ยวเนื่อง ไปถึงเงินเยียวยานาข้าว พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ด้านปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำค่ะ ยังเกิด ความล่าช้าและไม่ทั่วถึง ซึ่งดิฉันลงพื้นที่ได้รับคำถามมากมายจากพี่น้องประชาชนและพี่น้อง เกษตรกรในเรื่องของเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ปี ๒๕๖๗ ค่ะว่าจะได้รับการช่วยเหลือเมื่อไร ดิฉันจึงขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ว่าทางรัฐบาลมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติในเรื่องของการฟื้นฟูแก้ไข ปัญหาหลังน้ำลดอย่างไร รวมถึงเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม ปี ๒๕๖๗ จะได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อไร อย่างไรค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ให้ได้มาตอบคำถามกระทู้สดของท่าน สส. พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สส. จากจังหวัดพิษณุโลก สส. คุณภาพที่วันนี้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ดิฉันเองได้มีโอกาสรับมอบหมายจากทาง ท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยการกำกับการของทางท่านนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้มีความห่วงใยในเรื่องนี้ จึงได้มอบหมายให้มีการก่อตั้งศูนย์ ศปช. หรือที่เรา เรียกว่าเป็นศูนย์ที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มที่เกิดขึ้น และทาง ศปช. เองก็ได้มอบหมายให้ดิฉันได้ไปทำหน้าที่ ศปช. ส่วนหน้า จากที่เราจะเห็นว่า มีเหตุการณ์ดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงรายที่แม่สาย แล้วก็มีระลอก ๒ ตามมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันนั้นทุกคนก็ได้ให้ความร่วมมือกันอย่างดีจนทำให้สถานการณ์ นั้นเกิดการบรรเทาโดยรวดเร็ว เพราะถ้าหากว่าเราประเมินจากโคลนถล่มที่ลงมาเป็นจำนวน มากอย่างที่เมืองไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พี่น้องประชาชนในวันนั้นนั่งร้องไห้ พี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แม่สายต่างที่จะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้เขาสามารถ ลุกขึ้นมายืนได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันมีพี่น้องประชาชนที่ได้ส่งรูปในเรื่องของการ เยียวยาที่เกิดขึ้นจากความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้ามาให้ดิฉันได้ดู บางท่านเป็น ผู้ประกอบการ SMEs บางท่านเป็นผู้ประกอบการในส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยว Resort ของพวกเขานั้นถูกดินโคลนถล่มเต็มพื้นที่ แต่ว่าด้วยความเข้มแข็ง ด้วยการสนับสนุนจาก ทุก ๆ ภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนนั้นทำให้สถานการณ์กลับคืนฟื้นคืนมาได้ ดังที่ทางท่าน สส. พิมพ์พิชชาได้กล่าวว่า วันนี้ถนนหลายสายนั้นได้ถูกการกัดเซาะของน้ำทำให้เกิดการ ชำรุดเสียหาย แล้วก็หลาย ๆ พื้นที่อย่างที่ทราบกันดีว่าเป็นส่วนของความรับผิดชอบที่อยู่ใน ส่วนของจังหวัด แล้วก็ทาง อปท. เองวันนี้เราจะทำอย่างไรที่จะสามารถคลี่คลายแล้วก็ สามารถที่จะดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความกังวลแล้วก็ได้รับอันตราย จากการเดินทางที่อาจจะถูกปล่อยปละละเลยอย่างที่ไม่สมควรจะเป็นได้ วันนี้ดิฉันเองก็ได้ ทราบว่าหลาย ๆ พื้นที่ได้มีการสำรวจความเสียหายกันขึ้นมาแล้ว แล้วก็ได้มีการจัดสรร ในเรื่องของการประเมินในเรื่องงบประมาณที่ทางรัฐบาลจะได้ทำการอุดหนุนต่อไป เพราะว่า ก็ต้องยอมรับโดยตรงค่ะ ท่านประธานคะว่าในวันนี้ความเสียหายนั้นกระจายเป็นพื้นที่ที่กว้าง การใช้งบประมาณนั้นเราจะต้องจัดสรรในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนก่อน อย่างที่เราทราบ กันดีว่าในส่วนของงบประมาณงบกลางที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้จัดสรรลงไปนั้นก็คือในส่วนที่บ้านเรือนแต่ละบ้านเรือน ๙,๐๐๐ บาทที่จะให้เขาได้สามารถ มีเงินไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นในการประทังชีวิตหรือว่าในส่วนของเงินล้างดินโคลนตาม บ้านเรือน ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะทำให้เขานั้นได้สามารถกลับมาอยู่ในบ้านเรือนได้ตาม ปกติได้ วันนี้เราได้จัดสรรเงินในส่วนนั้นได้อย่างเต็มจำนวนแล้วก็ครบถ้วนดังที่ท่าน สส. พิมพ์พิชชาได้นำเรียนทางที่ประชุม แต่ว่าในส่วนที่เรากำลังสำรวจที่จังหวัดพิษณุโลกที่ทาง ท่าน สส. พิมพ์พิชชาเองได้มีความกังวลนั้นก็ในกระบวนการในการดำเนินการอยู่แล้ว แล้วก็ ที่ทางท่านได้ถามเพิ่มเติมมานั่นก็คือในส่วนของเกษตรกรว่าเราจะดูแลแล้วก็ช่วยเหลือ เยียวยาพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไรบ้าง ดิฉันก็ขออนุญาตนำเรียนทางท่านประธานผ่านไปถึง ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ในส่วนของเกษตรกรที่เราเองนั้นได้มีโครงการในการ ที่จะช่วยเหลือเยียวยาในด้านต่าง ๆ ทั้งในเรื่องของประมงแล้วก็ทางปศุสัตว์ ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของเกษตรกรในการชดเชยข้าวก็จะเป็นจำนวน ๑,๓๔๐ บาท แล้วก็ในส่วนของพืชไร่ พืชผักก็คือ ๑,๙๘๐ บาทต่อไร่ แล้วก็ผลไม้ยืนต้นอยู่ในอัตราละ ๔,๐๔๘ บาท อันนี้ก็คือเงินชดเชยที่ทางเกษตรกรจะสามารถได้รับจากการที่ทางจังหวัดเอง ก.ช.ภ.อ. ก.ช.ภ.จ. นั้นได้สำรวจผ่านมาแล้วนะคะ แล้วก็ทางด้านการประมงจะให้ความ ช่วยเหลือในพื้นที่ที่เลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการตายหรือสูญหายขึ้น ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล อยู่ในอัตราไร่ละ ๑๑,๗๘๐ บาท แล้วก็อันนี้ไม่เกิน ๕ ไร่ต่อผู้ประกอบการ แล้วก็ในส่วนของปลาหรือสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่เลี้ยงในบ่อดินก็จะได้ การชดเชยไร่ละ ๔,๖๘๒ บาทต่อไร่เช่นกันนะคะ แล้วก็สัตว์น้ำที่อยู่ในบ่อซีเมนต์ อยู่ใน กระชัง จะคิดเป็นอัตราตารางเมตรละ ๓๖๘ บาท อันนี้จะเป็นอัตราที่พี่น้องประชาชนนั้น ได้รับทราบ แต่ว่าเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องนำข้อมูลที่ Update จากทางหน่วยงาน ราชการนั้นมาแจ้งให้กับทุกท่านได้ทราบให้รู้ถึงสิทธิของตนเองก่อน🔗
ในส่วนของปศุสัตว์ก็จะให้ความช่วยเหลือ เช่น โค กระบือ ก็จะเป็นอัตรา ตัวละไม่เกิน ๑๓,๐๐๐ บาท ถึง ๓๕,๐๐๐ บาทตามช่วงอายุสัตว์ของเรา แล้วก็สุกรอัตรา ตัวละไม่เกิน ๑,๕๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ บาทตามช่วงอายุเช่นเดียวกันค่ะ ไก่ไข่อัตราตัวละไม่เกิน ๓๐ ถึง ๑๐๐ บาทตามช่วงอายุ🔗
แล้วก็ยังมีในส่วนของอันนี้เป็นรายละเอียดที่เพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าหากว่าในพื้นที่ ที่เราประกอบเกษตรกรรมนั้นได้รับความเสียหาย ทางการเองยังมีการช่วยเหลือในเรื่องของ การขนย้ายดินโคลนต่าง ๆ ครัวเรือนละไม่เกิน ๗,๐๐๐ บาทต่อไร่ สูงสุดที่ ๕ ไร่ แล้วก็ยังมี การช่วยเหลือในการปรับพื้นที่ ซึ่งดิฉันได้ทราบจากทางเจ้าหน้าที่ว่าในส่วนนี้จะไม่ค่อย เยอะมาก เพราะว่าส่วนมากแล้วเกษตรกรก็จะช่วยเหลือตัวเองถ้าหากว่าสามารถทำได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นในอัตราที่เยอะเกินไป หรือว่าแผ่กว้างในพื้นที่ที่พี่น้องเกษตรกรจะต้อง ขอความร่วมมือจากทางภาครัฐก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แล้วก็ยังมีการช่วยเหลือการปรับ พื้นที่ทำนาเกลืออยู่ที่ไร่ละ ๑,๒๒๐ บาทต่อไร่เช่นเดียวกัน🔗
เราจะเห็นว่าในส่วนของการช่วยเหลือของทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ทำงานร่วมกับทาง ศปช. อยู่ในขณะนี้ เราได้บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ผู้ประสบอุทกภัยไปแล้วมากกว่า ๔๕ จังหวัด คิดเป็นเกษตรกรจำนวน ๔๑,๒๗๕ ราย อยู่ในวงเงิน ๔๐๐ กว่าล้านบาทแล้วที่ทางการได้จัดสรรลงไป แล้วก็อย่างที่ดิฉันได้เรียนไปว่า ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอยู่ที่เกษตรกรจำนวน ๓๖,๑๓๑ ราย คิดเป็นวงเงิน ๔๐๐ กว่าล้านบาทเช่นเดียวกัน ก็คิดว่าเมื่อทางกระทรวงการคลังได้ทำการ พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนว่าเกษตรกรผู้นั้นได้มีการปรับบัญชีให้ตรงกับที่ทางการนั้น ได้เคยแจ้งไว้แล้วหรือไม่ เพราะว่าถ้าหากที่ดิฉันจำได้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ประมาณเดือน ตุลาคมเราเองนั้นก็ได้มีการชี้แจงแล้วว่าทางเกษตรกรนั้นจะต้องมีการปรับบัญชีสัตว์เลี้ยง บัญชีพืชพันธุ์ หรือว่าประเภทเกษตรกรรมที่ตัวเองนั้นทำงานอยู่ให้ถูกต้องด้วย ทางเจ้าหน้าที่รัฐ จึงสามารถที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้ ถ้าหากว่าทางเกษตรกรเองได้ดำเนินการ ทุกอย่างตามขั้นตอนแล้ว ดิฉันคาดการณ์ว่าการช่วยเหลือแล้วก็ชดเชยเยียวยาผู้ประสบ อุทกภัยในด้านเกษตรที่ผ่านมานี้จะสามารถได้รับเงินชดเชยจากทางรัฐบาลไม่เกินเดือน กุมภาพันธ์ก็จะครบสิ้นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ในส่วนของคำถามข้อแรกดิฉันขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกดังนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่านพิมพ์พิชชาถามคำถามที่ ๒ ได้เลยครับ🔗
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนะคะ ที่ได้ตอบคำถามในสิ่งที่พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรได้ฝากดิฉันมา รวมถึงก็ต้องขอบพระคุณอย่างยิ่ง ที่จะได้อนุมัติเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับที่ได้รับผลกระทบในปี ๒๕๖๗ จำนวน ๑,๔๒๖ ล้านบาท ซึ่งดิฉันทราบมาว่าอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรเป็นผู้มีอำนาจ อนุมัติ โดยใช้งบทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยฉุกเฉินนะคะ ก็เป็นความหวังของ พี่น้องเกษตรกรค่ะ🔗
ส่วนคำถามที่ ๒ ในปัญหาระยะกลางและระยะยาวค่ะ ในเรื่องของด้าน โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน ตลิ่ง สะพาน หรือระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหา ที่แก้ไขไม่ทัน ในแต่ละปีได้สะสมเป็นวงกว้างค่ะ จากแผลที่ขนาดเล็ก ๆ ก็กลายเป็นแผล ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี งบประมาณเพียงน้อยนิดซึ่งทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้ ส่งผลไปยังถนนต่าง ๆ ที่จะเข้าแหล่ง ท่องเที่ยวด้วยในแต่ละอำเภอ ในแต่ละจังหวัด ซึ่งเมื่อเช้าดิฉันก็เพิ่งจะได้ยินว่าหลาย ๆ คน เพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่าน ในทุก ๆ สัปดาห์จะมีการพูดถึงความเสียหายของพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา และจังหวัดอื่น ๆ ของเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นปัญหาหลังน้ำท่วมนะคะ ดิฉันก็ขออนุญาตยกตัวอย่างในพื้นที่ของ จังหวัดพิษณุโลกดิฉันซึ่งมีปัญหาเขื่อนริมตลิ่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นในจุดของหลังวิหารวัดตายม หมู่ที่ ๑ ตำบลวัดตายม อำเภอบางกระทุ่ม เขื่อนริมตลิ่งวัดวังเป็ด หมู่ที่ ๒ ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ สะพานข้ามคลองกรุงกรักขาด แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขจนถึงปัจจุบันนี้ ในหมู่ที่ ๕ บ้านโคกสว่าง ตำบลบึงกอก ถนนลาดยาง Asphaltic สาย พล. ถ. ๔๖-๐๑๒ สายเลียบคลองบางแก้ว หมู่ที่ ๘ บ้านย่านใหญ่ รวมถึงถนน อบจ. พิษณุโลก สายบางระกำ ไปถึงบางบ้า คือไปผ่านเส้นบ้านกรุงกรัก หมู่ที่ ๒ ตำบลท่านางงาม อันนี้ก็จมน้ำท่วมอยู่ เป็นเวลา ๓-๔ เดือนก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็มี อบจ. ให้งบประมาณมาแล้ว ๑ ช่วง ต้องรอไป อีกประมาณ ๔-๕ ปีกว่าถนนเส้นนี้จะหลุดจากน้ำท่วม พี่น้องไม่มีที่พักพิง ก็จะต้องใช้เรือนะ คะ สำหรับระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชุมชนบางระกำที่ได้รับผลกระทบทุกปี เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๑๕ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๒ บางระกำที่จะต้องรับ น้ำมาจากทางภาคเหนืออยู่ที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ดิฉันจึงขอเรียนถามท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยค่ะว่ามีแผนการซ่อมแซมและแนวทางแก้ไขปัญหาด้าน โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ตลิ่ง สะพาน ระบบป้องกันน้ำท่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันผลกระทบ น้ำท่วมซ้ำซากอย่างไรค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๒ ที่ถามโดยทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ที่ได้นำเรียนรายละเอียดเพิ่มเติมให้กับทางเจ้าหน้าที่ได้รับทราบถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาอยู่ใน ขณะนี้ ในเรื่องของการเดินทางที่ได้รับความเสียหาย ถูกตัดขาดจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น อย่างที่ทางท่านได้กล่าวถึงที่เขื่อนริมตลิ่งในหลังวิหารทางอำเภอบางกระทุ่ม นะคะ แล้วก็ยังมีเขื่อนริมตลิ่งหลังวัดวังเป็ด หมู่ที่ ๒ ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำด้วย ดิฉันเองก็ได้ทราบว่าทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา นั้นได้มีการหารือกับเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น ทางท่านชนก จันทาทอง จากทางหนองคาย ทางท่าน สส. จากพิษณุโลกเช่นเดียวกัน แล้วก็ อย่างหลาย ๆ พื้นที่ที่ได้นำเรื่องร้องเรียนมานะคะ ทั้งในส่วนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วย นะคะ อย่างเช่น ทางท่าน สส. พิมพ์พิชชาที่เมื่อสักครู่ได้หารือ ดิฉันเองก็ได้สอบถามไปว่าใน ขณะนี้ทางคอสะพานที่ อบต. สี่ขีด อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ภาคใต้ ที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้ถามถึงทาง อบต. ก็ได้นำในส่วนของวัสดุที่จะแก้ไข ปัญหาเบื้องต้นให้พี่น้องประชาชนนั้นได้สัญจรได้เข้าไปในพื้นที่แล้ว แล้วก็ในส่วนที่จะ เพิ่มเติมเข้ามาก็คือในส่วนของกรมชลประทานก็ยังได้มีการออกแบบ แล้วก็จะมีการขอใช้เงิน เหลือจ่ายแล้วก็เป็นงบประมาณปี ๒๕๖๙ นำมาจัดสรรช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้ด้วย แล้วก็ดิฉันคิดว่าข้อมูลที่ทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา ได้ให้ไว้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้จดแล้วก็บันทึกไว้เพื่อที่จะไปติดตามตรวจสอบว่าจากการที่เราได้รับ เรื่องมาแล้วตอนนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องใดบ้าง และดิฉันเองก็จะสอบถาม ทางเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะนำข้อมูลนั้นมาให้กับทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา ได้ทราบแล้วก็ได้ นำเรียนกับพี่น้องประชาชนต่อไปถึงภารกิจและหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ค่ะ เพิ่มเติม ในส่วนหนึ่งในเรื่องของการเกษตรที่จังหวัดพิษณุโลก ที่ทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา ได้ดูแล อยู่ ในขณะนี้จำนวนที่เราสำรวจมาได้ก็คือมีเกษตรกรนั้นได้ทำเรื่องลงทะเบียนไว้อยู่ที่ ๒,๔๘๕ รายแล้ว ได้มีการช่วยเหลือไปเบื้องต้นแล้ว ๖๔๕ ราย คิดเป็นงบประมาณอยู่ที่ ๕.๘๕ ล้านบาท แล้วก็ยังอยู่ระหว่างการที่ทำเรื่องโอนอีก ๖๔ ราย แล้วก็ยังมีการขอขยาย งบประมาณเพิ่มเติมไปที่กรมบัญชีกลาง เมื่อกรมบัญชีกลางได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว เราจะ สามารถทำการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้เพิ่มเติมอีก ๑,๗๗๖ ราย คิดเป็นวงเงินอยู่ที่ ประมาณ ๒๔ ล้านกว่าบาท คาดว่าในส่วนของพิษณุโลกจะสามารถทำการอนุมัติงบประมาณ ได้ภายในปลายเดือนมกราคมปีนี้เลยนะคะ ก็ขอนำเรียนให้ทางท่าน สส. พิมพ์พิชชา ได้นำไป บอกพี่น้องประชาชนในขณะนี้ที่ลำบากอยู่ เขาเองก็หา สส. ของเราได้เป็นที่พึ่ง วันนี้ ท่าน สส. พิมพ์พิชชาก็ได้ทำหน้าที่ได้อย่างดีครบถ้วน แล้วก็ยังเพิ่มเติมในส่วนของพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศไทยด้วย ก็ต้องนำเรียนว่าทางรัฐบาลเองนะคะ นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ เราได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เร่งรัดด้วย ฉะนั้นจะเห็นว่าเงินที่ท่านสามารถอนุมัติเองได้โดยตรงงบกลางนี้ท่านทำ ทันที ท่านอนุมัติเลย ฉะนั้นความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้เราก็ถือว่าได้เป็นแรง กำลังแล้วก็ทำให้เรานั้นได้ผลักดันในเรื่องของการช่วยเหลือให้เกิดขึ้นได้ด้วยโดยเร็ว แล้วก็ ที่ดิฉันจะเพิ่มเติมก็คือในส่วนของ ศปช. ที่เราได้มีการประชุมในการทำแนวกั้นน้ำที่แม่สาย ที่เชียงราย ก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบว่า ในขณะนี้อยู่ในเรื่องของขั้นตอนแล้วในพื้นที่ที่เราจะทำในส่วนของระยะสั้น ระยะกลาง แล้วก็ระยะยาวนะคะ ก่อนหน้าฝนปีหน้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องสร้างแนวป้องกัน ตลิ่งที่จะเป็นแนวปะทะกับน้ำที่เราคาดการณ์ว่าจะยังมีปริมาณมากอยู่ ให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ด้านในมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ในส่วนของทหาร ทางกระทรวงกลาโหม แล้วก็ ในพื้นที่จังหวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แล้วก็จะขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม ในส่วนระบบป้องกันภัยที่ทางท่านได้มีความกังวล นั่นก็คือที่ดิฉันได้นำเรียนไปว่าเราจะมี ระบบ Cell Broadcast ที่จะส่งสัญญาณเตือนถึงมือถือท่านให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิถุนายนนี้ ก็ขอให้พวกเรานั้นได้เป็นกำลังใจซึ่งกันและกันในการป้องกันอุทกภัย ในสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ให้ทุกคนนั้นได้รับความปลอดภัยกัน ทุกคน ๆ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
เชิญท่านพิมพ์พิชชา คำถามสุดท้ายครับ🔗
ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านได้ตอบคำถามแล้วก็ได้ระบุวันที่แน่นอนในช่วงของ เดือนมกราคมนี้ที่พี่น้องเกษตรกรจะได้รับเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในปี ๒๕๖๗ ต้องกราบขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ แล้วก็ดิฉันเข้าใจรัฐบาลเองมีงานที่ต้องแก้ไขปัญหามากมาย แล้วก็มีงบประมาณอยู่อย่าง จำกัดอาจไม่เพียงพอ ดิฉันก็ขอเป็นกำลังใจที่จะให้รัฐบาลแล้วก็คณะทุกท่านได้ทำงาน เป็นกำลังใจให้ แล้วก็ดิฉันก็ขอให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการวางแผนบูรณาการร่วมกัน กระจายอำนาจเพื่อที่จะให้ได้รับงบประมาณอย่างเพียงพอและเพื่อประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ขอบคุณสำหรับระบบป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๘ นี้ ดิฉันเฝ้ารอแล้วก็อยากให้พี่น้องประชาชนได้รับระบบป้องกันภัยอย่างเร่งด่วนเพื่อจะเตรียม รับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณมากครับ เป็นอันจบกระทู้ถามสดที่ ๑🔗
ต่อไปเข้าสู่กระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๒ ของท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ จากพรรคประชาชน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ท่านไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ก็ขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่ว่าอย่างไรก็ดีก็จะให้ท่านผู้ตั้งกระทู้ถามได้อภิปรายสักเล็กน้อยนะครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม พรรคประชาชนค่ะ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความผิดหวังมาก ๆ ที่วันนี้ดิฉันเตรียม ข้อมูลมาเยอะมาก ๆ ที่จะได้มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ แล้วก็ตั้งกระทู้ถาม จริง ๆ ตั้งใจ ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีค่ะ แต่อย่างน้อย ๆ ท่านภูมิธรรม มีกระซิบมาวันนี้จะรีบ เคลียร์งานมา ดิฉันก็เพิ่งทราบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้เองว่าท่านเลื่อน ก็เลยไม่รู้ท่านเตรียมงาน ไม่ทันจริง ๆ หรือว่าท่านตั้งใจจะเลื่อนตั้งแต่แรกอยู่แล้วนะคะ ดิฉันก็ตั้งใจเพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมาตลอด ๗-๘ วันที่ดิฉันเองก็นอนไม่ค่อยจะหลับ มานั่งดูตามข่าวทุกวัน มานั่งดูว่าเมื่อไรจะมีความกระจ่างสักทีหนึ่งว่าสรุปแล้ว Cours อาสาสมัครตำรวจจีนมันทำได้ขนาดไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่ะ แต่ไม่เป็นไรวันนี้ถึงแม้ท่าน เองจะไม่ได้มาตอบในวันนี้ ซึ่งต่อให้เลื่อนไปสัปดาห์หน้าดิฉันว่าคงไม่ทันแล้วนะคะ วันนี้ดิฉัน เตรียมเอกสารมา ๑ ปึกที่เป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้แทบจะเสิร์ฟให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วหรือว่าตำรวจด้วยก็ตาม เพราะว่าครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่ทาง รัฐบาลเองหรือว่าทางตำรวจจะได้มีผลงานสักทีว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง จีนเทา ๆ ดำ ๆ ขาว ๆ ได้หรือไม่ อย่างไรค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันก็มีความตั้งใจในวันนี้ มาก ๆ แล้วก็เสียดายแทนพี่น้องประชาชนที่รอฟังอยู่เหมือนกันว่าสรุปแล้วเรื่องนี้จะจบที่ ตรงไหน ก็คาดหวังว่าในวันนี้ดิฉันจะไปยื่นเอกสารที่ กมธ. ตำรวจค่ะ แล้วก็จะแถลงเพิ่มเติม เกี่ยวกับพยานหลักฐาน แต่ในระหว่างนี้ ๑-๒ วันหรือไม่เกิน ๓ วันก็คาดหวังว่าทาง นายกรัฐมนตรีจะมีการสั่งการไปยัง ผบ.ตร. ซึ่งทั้ง ๒ ท่านทำตัวเงียบกริบมาก ๆ ในช่วงนี้กับ เหตุการณ์ Cours ตำรวจจีน ก็จะมีการดำเนินการอะไรที่มันเพิ่มเติมหลังจากนี้มากขึ้นนะคะ ก็ขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอแสดงความผิดหวังมาก ๆ ไปยังรัฐบาลด้วย ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่านศศินันท์มากนะครับ ต่อไปกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๓🔗
๓. นายกัณวีร์ สืบแสง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ🔗
วันนี้เป็นของท่านกัณวีร์ สืบแสง ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศนะครับ ท่านรัฐมนตรีมาตอบด้วยตัวเอง เชิญผู้ตั้งกระทู้ครับ เชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ที่วันนี้ทำให้ฝันผมเป็นจริง ผมรอมาเป็นเวลา ๑ ปีกับอีก ๖ เดือน ในการที่ถามกระทู้สด ถามโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานการต่างประเทศ งานการทูตของ ประเทศไทย วันนี้ฝันผมเป็นจริง ขอขอบคุณท่านอย่างมาก ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว มีหลายเรื่องจริง ๆ ๑ ปี ๖ เดือน หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานการต่างประเทศ งานการทูต ที่เราจำเป็นต้องถามถึงผู้กุมบังเหียนของกระทรวงบัวแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ ต้องดูว่าทิศทางด้านการทูตของเราเป็นอย่างไร จุดยืนการทูตของเราเป็นอย่างไร ตั้งแต่เวที ระหว่างประเทศในภูมิภาค อนุภูมิภาค เวทีกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่วันนี้ผมจะถามให้ตรง จุดตรงประเด็นทำให้แคบขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเมียนมา ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ประเทศเมียนมาต้องเรียนตรง ๆ ว่าหลาย ๆ คนอาจจะถาม ว่าทำไมต้องไปพูดเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ต้องเรียนท่านตรง ๆ หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราถ้าเกิดผลกระทบต่าง ๆ จะเข้ามาประเทศไทยโดยตรงไหม โดยตรงครับ ๒,๔๑๖ กิโลเมตรที่ปักหมุดเรียบร้อยแล้ว ทั้งมีจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่านแดนตามธรรมชาติต่าง ๆ มีผลกระทบอย่างมากมาย ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องสถานการณ์ภัยสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ความไม่สงบเกี่ยว สถานการณ์การเมือง ตอนนี้เรามีเรื่อง Call Center เรามีเรื่อง Scammer เมื่อเรามีเรื่อง ต่าง ๆ มากมาย ขบวนการนำพา ขบวนการค้ามนุษย์ สถานการณ์ต่าง ๆ แต่ผมจะไม่ถาม เรื่องชาวประมงไทย ผมจะไม่ถามแน่นอนที่ผมสัญญาไว้ แต่ผมจะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศไทย ประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ผมขออนุญาตใช้เวลาแค่สั้น ๆ แค่นี้ละครับ ท่านประธานที่พูดถึง กล่าวถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ผมเหลือเวลา ๑๓ นาทีก็จะขอถามใน ๓ คำถามของผม ท่านประธานครับ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ผมทราบดีครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ท่านได้เชิญผู้แทนของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ของประเทศเมียนมารวมถึง ประเทศไทยทั้ง ๕ ประเทศ ประเทศบังกลาเทศ ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ประเทศลาว รวมถึงประเทศไทย และรวมถึงตัวแทนของสภาทหารของเมียนมาเข้าร่วมประชุมที่ ประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน เป็นสิ่งที่ดี ที่เราใช้เพื่อนบ้านของประเทศเมียนมานั้นเป็นการพูดคุย เพราะสถานการณ์ของประเทศ เมียนมานั้นมันแหลกลาญจริง ๆ ที่ทำให้สถานการณ์มันทะลุออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง ๕ ประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเสนอไว้เมื่อปีที่ผ่านมานะครับว่าจำเป็นต้องพูดคุยกับ ประเทศเพื่อนบ้านของประเทศเมียนมา แต่ท่านก็ได้ทำจริง ๆ ต้องขอขอบคุณท่านจริง ๆ ครับท่านมาริษ แต่วันนั้นที่ท่านพูดคุยกับพวกเขา ท่านจำได้หรือไม่ พูดคุยในเรื่องเกี่ยวกับ การสร้างสันติภาพที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา มีประเทศจีนที่เกี่ยวข้องพยายามเข้ามาด้วย และท่านก็ถามครับพูดคุยกันว่าเราจะสร้างอย่างไร มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะถามท่านจริง ๆ ไม่มีโอกาสถามท่านวันนี้ได้ถามท่านตรง ๆ วันนั้นที่สภาทหารเมียนมาได้มีการมาพูดว่าเขาจะ มีการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๘ โดยใช้เวทีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจัดตั้ง ขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนั้นเป็นการ Endorse หรือไม่ เป็นการไปรองรับหรือไม่ ผลของ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๖๘ ท่านทราบหรือไม่ว่าเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีกระแสว่าอย่างไรว่าจะไม่สามารถ ยอมรับได้ผลของการเลือกตั้งของประเทศเมียนมาถ้าเกิดขึ้น อันนั้นเป็นสถานการณ์ภายใน ของเขาเราไม่ก้าวล่วง คุณจะไปทำอย่างไรก็เรื่องของคุณ แต่เราในฐานะสมาชิกของกลุ่ม ประเทศประชาธิปไตยที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเราจะยอมรับหรือไม่ ท่านมีจุดยืนทางการ ทูตอย่างไรกับสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้านท่านต้องแสดงออกมา ท่านในฐานะ ผู้นำฝ่ายบริหาร ผู้นำของกระทรวงการต่างประเทศ จุดยืนของเราจะเป็นอย่างไรเราจะยอมรับ อย่างนั้น เราจะเข้าไปร่วมกับการเปื้อนเลือดอย่างนั้นหรือไม่ อย่างไร เป็นคำถามแรก ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีมาริษ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับคำถามแล้วผมก็จะขอมาเรียนท่านสมาชิก สภาด้วยตัวเองนะครับ ขออนุญาตตอบตรงประเด็นก่อนนะครับว่า การที่ผมจัดการประชุม วันที่ ๑๙ ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นการประชุมเพื่อสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากความไม่สงบในประเทศเมียนมา แต่ไม่ได้มีส่วนใดเลยแล้วไม่มีประเทศไหน ที่ได้พูดหรือ Endorse ในการยอมรับการเลือกตั้งแต่อย่างใดทั้งสิ้น จริง ๆ ก็กราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านสมาชิก ท่านเองก็ได้พูดว่าการที่เรามีความร่วมมือกับ ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมานะครับ เป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นการที่ผมจัดการประชุมในวันที่ ๑๙ ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความพยายาม ที่จะไป Endorse การแก้ปัญหาของประเทศเมียนมาแต่อย่างใด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสิ่งที่ ประเทศเมียนมาต้องการคือ Myanmar-led Myanmar-owned แต่เราไม่ได้ไป Endorse อะไรทั้งสิ้นนะครับ อันนี้ก็ขอเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้เข้าใจตามนั้นนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายสถานการณ์ในประเทศเมียนมา ผมขออนุญาตเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาดังนี้นะครับ🔗
เรื่องแรกก็คือเรื่องแนวทางการดำเนินนโยบายของประเทศไทยต่อ สถานการณ์ในเมียนมา ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติคงทราบดีว่าประเทศไทยมีชายแดนติดกับ ประเทศเมียนมากว่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ในหลาย ๆ ด้านซึ่งทุกคนก็ทราบดีนะครับ ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญ ที่หาทางออกช่วยเหลือให้สถานการณ์ในประเทศเมียนมาคลี่คลายไปในทิศทางที่ถูกต้อง และไม่มีผลกระทบกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด รัฐบาลไทยตระหนักดีครับ ว่าสถานการณ์ในเมียนมามีความซับซ้อน มีความละเอียดอ่อนและมีผู้เล่นที่เกี่ยวข้อง เป็นจำนวนมากนะครับ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ดังนั้นการดำเนินการทางการทูตที่ผ่าน ๆ มา เกี่ยวกับประเทศเมียนมาจำเป็นต้องทำอย่างสมดุลในหลากหลายมิติ และในหลากหลาย ช่องทาง ทั้งหมดนี้ก็สอดคล้องหรือเป็นไปตามที่ท่านรัฐบาลภายใต้การนำของท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้แถลงนโยบายไว้ต่อสภาก็คือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนนะครับ ทั้งหมดนี้ในทุก ๆ มิติก็จะต้องมีความเกี่ยวพันกันหมดและจะต้อง ประเมินจังหวะเวลาน้ำหนักที่เหมาะสมในแต่ละนโยบายที่ใช้โดยจำเป็นต้องใช้ อย่างที่ผม เรียนว่าหลายอย่างและบางอย่างก็ต้องดำเนินการอย่างเงียบ ๆ หรือที่เรียกว่า Quiet Diplomacy หลักการสำคัญของการทูตในประเทศเมียนมา เมื่อสักครู่ขอตอบคำถามของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยว่า ประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เป็นผู้ปกครอง หรือกลุ่มที่เป็นฝ่ายต่อต้าน เพราะฉะนั้นประเทศไทยมี เป้าหมายชัดเจนว่าเราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดความรุนแรงและไม่ต้องการเห็นการสู้รบคงอยู่ ต่อไปในประเทศเมียนมา แต่อย่างที่ผมเรียนแล้วว่ามันมีขั้นตอนแล้วก็มีความเปราะบาง ในหลาย ๆ จุดมีผู้เล่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมาก มีสถานการณ์ที่ซับซ้อน ดังนั้นเป้าหมาย ของไทยก็คือต้องการเห็นประเทศเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของเรา และมี ผลกระทบทุกสิ่งทุกอย่างโดยตรงกับประเทศไทยกลับมาสู่ความสงบสุข มีเสถียรภาพ มีการพัฒนา ประชาชนชาวเมียนมามีความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาการที่สร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้น แล้วก็ที่สำคัญที่สุดทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินการโดยกระบวนการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มในประเทศเมียนมา🔗
ข้อที่ ๒ คือปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมาเป็นเรื่องภายในของ ประเทศเมียนมาเอง ซึ่งฝ่ายต่าง ๆ ในเมียนมาจะต้องหาทางออกสำหรับอนาคตของประเทศ กันเองจึงจะมีความยั่งยืนนะครับ ประเทศภายนอกจะไม่สามารถเข้าไปช่วยบีบบังคับหรือ ไม่สามารถเข้าไปบีบบังคับให้ประเทศเมียนมาเป็นไปในรูปแบบที่ตนต้องการได้ ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญและมีความปรารถนาดีที่จะทำได้ ก็คือจะช่วยพยายามหาทางสนับสนุนให้ฝ่ายต่าง ๆ หันหน้ามาพูดคุยกันตามกระบวนการ ที่ทางอาเซียนเองก็ได้พูดอยู่เสมอ ก็คือเรื่องของ Myanmar-led Myanmar-owned เพื่อให้ เกิดความสงบสุขและการปรองดอง มีการพัฒนาเศรษฐกิจการพัฒนาประเทศที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกครั้ง แล้วตรงนี้ก็จะ เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญเมื่อประเทศเมียนมามีความสงบสุข มีการพัฒนา มีความก้าวหน้า ในเรื่องของเศรษฐกิจ ก็จะทำให้เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญของประเทศไทยด้วย🔗
ข้อที่ ๓ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา อาชญากรรมข้ามชาติข้ามแดนต่าง ๆ ซึ่งจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และจริง ๆ แล้วตรงนั้น ก็คือผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และผลประโยชน์ชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด เรื่องของ Online Scam การค้ามนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ที่ผ่านมารัฐบาลไทยให้ ความสำคัญกับการดำเนินการใน ๓ ด้านดังนี้🔗
๑. การดำเนินการทางการทูตเชิงรุก ซึ่งในระดับทวิภาคี ไทยยังคงช่องทาง การสื่อสารกับทางการเมียนมาในระดับต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย และร่วมมือแก้ไขปัญหาร่วมกันในด้านความมั่นคงเศรษฐกิจและสังคม จากคำถามกระทู้ถามสด แรกที่พูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ผมขออนุญาตเรียนว่าด้วยความพยายามที่จะมี ความร่วมมือกับฝ่ายประเทศเมียนมาเขาก็ให้ความสำคัญแล้วให้ความร่วมมือในการร่วมกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างจริงจังและอย่างจริงใจนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยใช้เป็น กรอบในการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือระดับทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา🔗
๒. ก็คือในระดับของประเทศอาเซียน ประเทศไทยสนับสนุนบทบาทของ อาเซียนและการดำเนินการของประธานอาเซียนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการดำเนินการตาม ฉันทามติ ๕ ข้อ โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สปป. ลาว ซึ่งเป็นประธานอาเซียน ในปีนี้ควบคู่กับการปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอกับประเทศต่าง ๆ นอกอาเซียน และหน่วยงาน ของ UN นอกจากนั้นประเทศไทยยังผลักดันการหารือระหว่างประเทศเมียนมากับประเทศ เพื่อนบ้านอย่างที่ท่านได้ถาม เพื่อเป็นพื้นที่ในการหารือกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความ กังวลและผลกระทบที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างได้รับจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ เมียนมา โดยเฉพาะความมั่นคงและการค้าชายแดนอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเทศ ที่เข้าร่วมต่างก็เห็นความสำคัญแล้วก็ชื่นชมบทบาทของประเทศไทย และเห็นพ้องถึง ความสำคัญที่ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องมีบทบาทมากขึ้นนะครับ ถือเป็นการเสริมบทบาท ของกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย🔗
๓. สำหรับการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในประเทศเมียนมาประเทศ ไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ในประเทศเมียนมามาโดยตลอด ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ นำไปสู่การลงนามความตกลง Nationwide Ceasefire Agreement เมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วประเทศไทยต้องการให้กระบวนการสันติภาพกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง โดยยินดีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้ฝ่ายต่าง ๆ ในเมียนมาได้มีโอกาสพูดคุยแล้วก็หา ทางออกโดยสันติ เพราะท้ายที่สุดแล้วการสู้รบก็จะต้องจบลงนะครับ ไม่ช้าก็เร็วโดยประเทศไทย จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป🔗
๔. คือการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ประเทศไทยมีบทบาท ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศเมียนมามาโดยตลอด ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยก็ได้ให้ความช่วยเหลือผ่านช่องทาง ต่าง ๆ ทั้งในระดับทวิภาคี และผ่านองค์การระหว่างประเทศ เช่น โครงการอาหารโลก WFP ภายใต้องค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดสากล ICRC ในเรื่องนี้รัฐบาลจะแสวงหา แนวทางที่จะขยายการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ สาธารณสุขและการศึกษาตามบริเวณชายแดนครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกัณวีร์ คำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรี ตอบเกือบหมดเลยนะครับ ยังไม่ได้ถามแต่ท่านรัฐมนตรีตอบเกือบหมดแล้ว จริง ๆ แล้ว เวลาผมก็เหลืออีก ๑๐ นาทีอย่างไรผมจะพูดให้สั้น เพื่อจะได้เผื่อเวลาให้ท่านรัฐมนตรี ตอบคำถามต่อ ๆ ไปนะครับ จริง ๆ แล้วฟังแล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านตอบมา ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนทางการทูตของไทย Quiet Diplomacy หรือเกี่ยวกับกระบวนการ การพูดคุย ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การแก้ไขต่าง ๆ ผมฟังแล้วยังจำได้ตอนที่ผมทำงาน อยู่ สมช. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่านรัฐมนตรี ท่านประธานคือมันเหมือนกับ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติกับประเทศเพื่อนบ้าน อันนี้เรายังใช้จุดยืนทางด้านการทูตของเราเอาความมั่นคงนำการทูต ท่านรัฐมนตรีครับ เปลี่ยนเสียใหม่ ณ ปัจจุบันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว สถานการณ์ไม่สามารถ คงอยู่เหมือนเดิมได้อีกต่อไป การสร้างความสัมพันธ์ถ้าเราจะบอกว่าจุดยืนของเราจะต้องเป็น Quiet Diplomacy เป็นการทูตแบบเงียบ ๆ ผมว่าเป็นไปไม่ได้ ณ ปัจจุบันนี้เราต้อง เปลี่ยนแปลงไป เราเห็นครับว่าประเทศจีนพูดตรง ๆ เขาก็พยายามที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำ ในการหารือการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่ของประเทศเมียนมา อาเซียนพยายามทำ ท่านพูด เรื่องเกี่ยวกับ Five-Point Consensus ฉันทามติทั้ง ๕ ข้อ ตอนนี้มันอยู่ตรงไหน เริ่มต้น ตั้งแต่ข้อแรกเรายังทำไม่ได้เลย เรื่องเกี่ยวกับ De-escalation Off The Violence คือการ ลดระดับความรุนแรงเกิดขึ้นยังไม่มีใครสามารถทำได้ สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณ ชายแดนไทยกับประเทศเมียนมานี้ ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ตอนนี้ ควบคุมโดยกองกำลังกลุ่มต่อต้าน ผมก็ไม่รู้ต่อต้านใคร ทั้งทหารเมียนมาก็ต่อต้าน ทั้งฝ่าย กองกำลังกลุ่มต่อต้านก็เรียกว่าต่อต้าน เพราะฉะนั้นนโยบายของท่านนโยบายการทูต ต้องเปลี่ยนแปลงครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธาน ต้องเปลี่ยนเป็น Constructive Intervention การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ ทำอย่างไรก็ได้ประเทศไทยเรามีภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีกว่าคนอื่น ๒,๔๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้เรามีกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ทำงานกับเรา อยู่กับเรามาอย่าง ช้านาน ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดตาก จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงจังหวัดระนอง เราต้อง ใช้จุดแข็งของเราตรงนี้ครับเป็นคนที่สามารถแสดงบทบาทการเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพ ให้เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ตอนนี้ครับ จริง ๆ เวลาก็น้อยจริง ๆ ผมจะถามคำถามข้อที่ ๒ เกี่ยวกับ Solution การแก้ไขปัญหา ตอนนี้ท่านเห็นครับ แรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศ ไทย แรงงาน MOU ๒ ล้านกว่าคนกำลังจะต่อแรงงานตอนนี้ แรงงานที่เข้ามาข้ามแดนผิด กฎหมายยังอยู่ในประเทศไทย ๓ ล้านกว่าคนครับท่านประธาน จะทำอย่างไร เรากำลังจะต่อ แรงงานเราจะต้องให้เขาไปต่อสัญญา ตอนนี้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ Tax ต่าง ๆ การเสียภาษี ต่าง ๆ การเอาข้อมูลต่าง ๆ วันนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไปที่ ASEAN Summit ที่ประเทศลาว ไปจับมือกับ มี่นอองไลง์ (Min Aung Hlaing) แล้วบอกว่า ไม่แน่ เราอาจจะมีการแชร์ข้อมูลไปให้เกี่ยวกับแรงงานถ้าอยากจะต่ออายุได้ ท่านจะทำจริงหรือไม่ PDPA หรือเปล่าในการที่จะเอาข้อมูลต่าง ๆ ของรายงานรวมทั้งนายจ้างด้วยต่างหาก อันนั้นคือสิ่งที่เราจะมีแรงงานข้ามชาติที่จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเหลืออยู่ในประเทศ อีกเยอะแยะมากมาย ผู้ลี้ภัยที่เข้ามาในประเทศไทย ๘๑,๐๐๐ กว่าคนที่อยู่บริเวณชายแดน ทั้ง ๙ แห่ง ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนถึงจังหวัดราชบุรีท่านจะทำอย่างไร ผู้ลี้ภัยที่เข้ามา ในประเทศไทยเป็นหลักแสน ๆ คนท่านจะทำอย่างไร Solution ของท่านจะทำอย่างไร เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงอีกต่อไปครับท่านประธาน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้คือ เรื่องการทูตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่านคือ State Department ท่านคือ เลขาธิการของรัฐนี้ของประเทศไทย ท่านจะต้องมีจุดยืน ท่านจะต้องนำให้ได้ว่าการแก้ไข ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราจะแสดงบทบาทการเป็นผู้นำอย่างไร ผมอยากจะฟังคำตอบจากท่านเรื่อง Solution ภายในประเทศของเราว่าท่านจะแก้ไข อย่างไร ท่านจะช่วยกับทหารเมียนมาที่จะเอาเงินงบประมาณที่เขาจะเสียค่าภาษีของเขา ในการต่อสัญญากับประเทศไทยเอากลับไปให้ทหารพม่าไหม ในการที่เขาจะเอาเงินไปใช้ อะไรก็เป็นเรื่องภายในของเขา แต่ได้ข่าวมาว่าเขาอาจจะไปซื้ออาวุธต่าง ๆ ถ้าเอาภาษีของ แรงงานที่อยู่ในประเทศไทยไปใช้ แล้วคนที่หนีมาจากการเกณฑ์แรงงานทหาร การถูกบังคับ ให้เป็นทหาร Forced Conscription ที่หนีเข้ามา ลี้ภัยเข้ามา ท่านจะเปิดให้เขาเข้ามาไหม หรือท่านจะผลักดันเขากลับไปเป็นทหารแล้วไปต่อสู้อยู่ในประเทศพม่า ผู้ลี้ภัยต่าง ๆ ท่านจะ ทำอย่างไร คำถามคือ Solution ของประเทศไทย จุดยืนทางการทูตที่จะแก้ไขปัญหา ภายในประเทศไทยเป็นอย่างไร ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗
ขออนุญาต กระผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาต ตอบคำถามที่ ๒ ที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้นถามนะครับ ก่อนอื่นขออนุญาตไปที่ Keyword ที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ถามผมก่อนว่า นโยบายต่างประเทศของประเทศไทย ต่อประเทศเมียนมาเป็นรูปแบบเก่า ๆ ขออนุญาตชี้แจงว่าคงไม่ใช่นะครับ ผมทราบดีครับว่า การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมือง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา เศรษฐกิจของโลกของทุกประเทศเป็นไปในลักษณะใดนะครับ ผมขออนุญาตตอบว่าการที่เรา ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก จากผลของความพยายามของเมียนมาทำให้เราต้อง แสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหา และการแก้ไขปัญหาที่จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติคงได้รับฟังข่าวของการประชุมวันที่ ๑๙ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อันหนึ่งก็คือความพยายามผลักดันเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศเมียนมา กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องแต่เพียงเฉพาะทางด้านความมั่นคง แต่เพียงอย่างเดียว การหารือกันเพื่อความร่วมมือตรงนี้ผมเน้นนะครับ เป็นความร่วมมือ ระหว่างประเทศเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้าน ในการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดนซึ่งมีผลกระทบกับ Transboundary Crime รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาการติดต่อคือ Connectivity เพื่อนำ กลับมาซึ่งการค้าขายตามบริเวณชายแดนอย่างเป็นปกติ เพราะฉะนั้นมิติของการแก้ไขปัญหา ในประเทศเมียนมาจะเปลี่ยนแน่นอน แล้วก็จะไปเน้นในเรื่องของความร่วมมือเพื่อให้ สถานการณ์มันเอื้ออำนวย แล้วก็ส่งผลให้มีเรื่องที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในประเทศเมียนมาได้หลังจากที่ประเทศเมียนมาสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในประเทศของตัวเองได้อย่างดี ทั้งหมดนี้เป็นการหารือกันในกรอบของความร่วมมือระหว่าง ประเทศเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ แล้วผมขออนุญาต เรียนให้ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบด้วยว่าทุกประเทศให้ความชื่นชม และเน้นย้ำ ถึงความสำคัญของบทบาทนำของประเทศไทยที่จะนำไปสู่ความร่วมมือ เปลี่ยนแปลงไม่ใช่ เรื่องเฉพาะความมั่นคง ไม่ใช่เฉพาะการที่จะไปแก้ปัญหาการสู้รบ แต่นำเอามิติต่าง ๆ ของ ความร่วมมือในการพัฒนาทุก ๆ ด้านเข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้งด้วยกำลังภายในประเทศ เมียนมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ🔗
ขออนุญาตตอบคำถามของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาแรงงานภายในประเทศไทย อันนี้ผมคงต้องขอเรียนว่าทางกระทรวงการต่างประเทศ เองก็ให้ความสำคัญ แต่ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่แล้วก็เป็นนโยบายของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หลาย ๆ กระทรวง ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วย ราชการทุกหน่วยของประเทศไทยในการแก้ปัญหาทั้งหมด แต่อันนี้ผมเรียนแล้วนะครับ ในท้ายที่สุดแล้วการแก้ปัญหาแรงงานในประเทศไทยก็ต้องเป็นความพยายามแล้วก็มีความ ร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการทุกหน่วย กระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมเจรจาหรือ พร้อมดำเนินนโยบายทางด้านการทูตเพื่อให้การแก้ไขปัญหาในเรื่องของแรงงานภายในประเทศไทย บรรลุผลและได้ผลประโยชน์ เป็นไปตามผลประโยชน์ที่ประเทศไทยและประชาชนชาวไทย จะได้รับครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านผู้ตั้งกระทู้คำถามที่ ๓ เลยครับ เชิญครับ🔗
จริง ๆ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี จริง ๆ ต้องใช้การทูตนำจริง ๆ ต้องขอขอบคุณที่ท่านบอกว่าท่านยินดีที่จะเป็นคนที่จะ ประสานเร่งโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับแรงงานในประเทศไทย จริง ๆ แล้วไม่ใช่ของกระทรวง แรงงานผมพูดตรง ๆ คนที่ประสานท่านในเรื่องเกี่ยวกับแรงงานก็ต้องเป็นรัฐบาลทหารเมียนมา The Factor Authority ผู้ที่สถาปนาอำนาจรัฐโดยการที่ยึดอำนาจกลับคืนมาเป็นคนที่ท่าน ประสาน เพราะประเทศไทยเราถนัดอย่างเดียวคือ Track1 การประสานงานรัฐต่อรัฐ Government to Government เท่านั้น ท่านต้องเข้าใจในสถานการณ์ บทบาทบริบท ในประเทศเมียนมาให้ดีว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว แต่ขอขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานขอขอบคุณ คือจริง ๆ ต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่งที่วันนั้นที่ทาง เมียนมาเขาบอกว่าเขาต้องการที่จะพัฒนาต่าง ๆ บริเวณชายแดน ที่ผมเรียนท่านไปก็คือว่า ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ ในพื้นที่บริเวณชายแดนของประเทศ เมียนมาถูกครอบครองโดยกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธ และรวมถึงกลุ่ม PDF ต่าง ๆ People's Defence Force กองกำลังรักษาตัวเองของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่ล่ะ อย่าไปตกหลุมพรางในการที่จะบอกว่าใช้ประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในการที่จะมาผลักดัน ในเรื่องนี้ ใช้การ Model ต่าง ๆ แตกต่างกว่าเดิมในการแก้ไขปัญหา การรักษา การนำมา ซึ่งสันติภาพ ใช้ทุก Track ครับ Track1 และ Track2 ในการพูดคุยกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ คำถามข้อที่ ๓ เวลาอาจจะน้อย คืออยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ คราวนี้เรื่อง Prevention Prevention เรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน ไม่ให้ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่เรียกว่า Internally Displaced Persons หรือ IDPs ที่อยู่บริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมียนมา ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ทะลักเข้ามาในประเทศไทยแล้วอาจจะมากกว่านี้ ในปี ๒๕๖๗ เดือนมีนาคม ผมเห็นว่า มีความพยายามของรัฐบาลชุดที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรีท่านปานปรีย์ ต้องขอประทานโทษที่ เอ่ยนามท่าน ได้ดำเนินการเรียบร้อยในการให้ความสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรม Humanitarian Assistance ผ่านการข้ามแดนไป Cross Border Intervention แต่ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ผมจะไม่พูดในเรื่องรัฐบาลที่ผ่านมาเอารัฐบาลชุดท่าน ชุดท่าน เมื่อเดือนสิงหาคมกระทรวงการต่างประเทศ Contribute ให้เงินสนับสนุน AHA ASEAN Humanitarian Assistance ก็คือหน่วยงานของอาเซียนที่ทำงานทางด้านการให้ความ ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ให้เงินไป ๙ ล้านกว่าบาทเดือนสิงหาคม ท่านทราบหรือไม่ ในการช่วยเหลือเกี่ยวกับ IDP ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของเมียนมา ความยากจน สถานการณ์ทางด้านมนุษยธรรมในประเทศเมียนมา ท่านทราบหรือไม่ว่า AHA เขาเน้น ด้านไหน AHA ไม่ได้ให้ความสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรมเกี่ยวข้องกับ Man-Mad Disasters คือไม่ใช่สถานการณ์ที่มาจากการปะทะสงคราม เขาเน้นเรื่อง Natural Disasters เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่มาจากธรรมชาติ ท่านเอาเงิน ๙ ล้านบาทไปให้กับ AHA ท่านคิดว่า เงิน ๙ ล้านบาทนั้นจะไป Serve ได้ไหม เอาคนที่ขี่ม้าไปแข่งกับคนที่ขับรถผมว่าคงใช้ไม่ได้ เขาคงไม่ทราบหรอกครับว่าจะใช้เงินอย่างไร เพราะผมนี่ทำทั้ง ๒ ด้าน ทำ Natural Disasters กับ Humanitarian ทางด้าน Man-Mad Disasters เพราะฉะนั้นมันแตกต่างกัน Model ต่าง ๆ แตกต่างกัน เขาก็ไปย้ำเตือนกับการทำผิดพลาด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ของ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่บอกว่าเอาเงินไปให้กับทาง MRCS หรือกาชาดของเมียนมา และกาชาดเมียนมาที่อยู่ภายใต้ของรัฐบาลทหารพม่าก็เอาไปให้คนที่อยู่ภายใต้การดูแล ของเขา แต่คนที่ต้องการจริง ๆ การสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรมไม่ได้รับการสนับสนุน ทางด้านมนุษยธรรม ท่านดำเนินการที่ผิดพลาดอีกแล้ว ท่านเอาเงินงบประมาณภาษีพี่น้อง ประชาชน ๙ ล้านกว่าบาทไปให้กับ AHA เพื่อแสดงถึงเจตจำนงที่ดี แต่ผลลัพธ์มันออกมา ไม่ได้ตามที่ต้องการ คราวนี้ท่านจะทำอย่างไร จุดยืนของท่านกระทรวงการต่างประเทศจะให้ การสนับสนุนงานทางด้านมนุษยธรรมต่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ที่อยู่บริเวณชายแดนอย่างไร ประเทศไทยจำเป็นนะครับ ถ้าใครบอกว่าไม่เกี่ยวข้องผมว่า จำเป็น เพราะอย่างไรก็ตามการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ต้องข้ามจากประเทศไทยเท่านั้น ๒,๔๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ทุกคน ผมทำงานที่ UN เขาบอกว่า การที่ช่วยเหลือ IDP ต้องมาจากชายแดนของประเทศไทยเท่านั้น มันต้องผ่านเราท่านจะทำ อย่างไร ท่านมีแผนไหม แผนในการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อผู้พลัดถิ่นภายใน ประเทศที่อยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมียนมา แผนของท่านคืออะไร แล้วท่านจะทำ ตอนไหน จะทำกี่โมง ขออนุญาตครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ถามนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่า อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าในการแก้ไขปัญหาของประเทศเมียนมาเรามีผู้เล่นหลายผู้เล่น รวมทั้งในกรอบของอาเซียน ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนเราก็ จะต้องเล่นบทบาทตรงนี้ในกรอบของประเทศอาเซียน และอย่างที่ผมได้เรียนสิ่งที่เราทำ ทุก ๆ อย่างก็ได้รับการชื่นชมและตอบรับอย่างดีจากประเทศสมาชิกอาเซียน จริง ๆ แล้ว อย่างที่ผมได้เรียนไปตั้งแต่ต้นในเรื่องของ Quiet Diplomacy เราก็ดำเนินการอยู่นะครับ🔗
สำหรับในประเด็นการดูแลผู้หลบหนีผู้ลี้ภัยที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ให้การ ดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัยบนพื้นฐานของหลักการของมนุษยธรรม ทั้งผู้ลี้ภัยจากการสู้รบที่อาศัยในพื้นที่ พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งที่มีอยู่ เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้าน ความเป็นอยู่ต่าง ๆ ในพื้นที่พักพิง อำนวยความสะดวกในการไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ซึ่งอันนี้เองก็เป็นขั้นตอนตามปกติที่เราทำมา นอกจากนี้รัฐบาลไทยมีแนวทางในการดูแลกลุ่ม ผู้หนีภัยความไม่สงบที่เข้ามาในประเทศหลังการรัฐประหารอีกตามแนวทางของสภาความ มั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอนุญาตอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวโดยการดูแลของกองทัพและ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็เป็นกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาการทำงานตามกลไกของกระทรวง แรงงาน🔗
สำหรับกลุ่มประชากรกลุ่มเปราะบางตามแนวชายแดนไทยเมียนมา ซึ่งตรงนี้ เป็นผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง กระทรวงการ ต่างประเทศก็ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำกรอบนโยบายในการให้ความ ช่วยเหลือกับทางด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งจริง ๆ ผมก็เรียนไปแล้วนะครับว่า ไปเน้นในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจ บริหารสถานการณ์อันเนื่องมาจากความไม่สงบในประเทศเมียนมาด้วย ซึ่งตรงนี้ผมขอเรียน แล้วก็ให้คำมั่นว่าผมได้คำนึงถึงนะครับ ไม่ใช่จะให้ความช่วยเหลือภายใต้กรอบของอาเซียน แต่ในกรอบของอาเซียนเองในฐานะที่เราเป็นสมาชิกของประเทศอาเซียน แล้วเขาเห็น ความสำคัญของบทบาทของประเทศไทย ดังนั้นความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมก็ต้องให้ แล้วก็ Balance ให้ดี ทั้งในกรอบของอาเซียนและในกรอบของมนุษยธรรมที่ตอบคำถาม ที่ผมได้เรียนไปแล้วก็คือในเรื่องของกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาชนที่อยู่ใน บริเวณชายแดน ซึ่งตรงนี้เป็นความต้องการได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เป็นอันจบกระทู้ถามสดที่ ๓ นะครับ🔗
จะขอสั้น ๆ ได้ไหมครับ ท่านครับ🔗
ได้ครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตสั้น ๆ ครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับ ท่านมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ที่กรุณามาตอบ อย่างไรก็ตามเรื่องอาเซียนครับ อยากจะขอฝากไปว่าแน่นอนครับเราเป็นสมาชิกของอาเซียน ๑ ใน ๑๐ ประเทศและอาจจะถึง ๑๑ ประเทศเร็ว ๆ นี้นะครับ แต่ว่าอาเซียนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ค่อนข้างจะเยอะ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามเราก็คงต้องอยู่กับอาเซียนนะครับท่านครับ เพียงแต่ว่าเราต้องมีจุดยืนทางการทูตของเราให้แน่นจริง ๆ ให้แม่นและต้องให้ Beside แล้ว ก็ต้องอยู่ในบริบทของในบริเวณพื้นที่ชายแดนและภายในประเทศของเมียนมาด้วย อย่างไร ถ้าเรื่องเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม หากผมสามารถที่จะเสนอเรื่อง เกี่ยวกับต่าง ๆ ได้ผมจะขอนำเรียนฝากผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ขอบคุณมากครับท่านครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญครับ เชิญท่านรัฐมนตรีนิดเดียวครับ🔗
กราบขอบพระคุณนะครับ ผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยินดีอย่างยิ่ง ผมยินดีมากแล้วก็มีความตั้งใจมาโดยตลอดว่าผมไม่มี Hidden Agenda ผมพร้อมที่จะมีความร่วมมือกับท่าน ผมไม่เคยถือว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ผมมีหน้าที่ มาทำงานร่วมกับท่านเพื่อที่จะแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็อย่างที่ท่านได้พูดได้ชัดเจนก็คือ ว่าการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมา ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ปัญหา สงบประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด และตรงนั้นคือจุดยืนที่สำคัญที่ผมได้พูดกับ ทุกประเทศในประเทศสมาชิกอาเซียนให้เขาเข้าใจชัดเจนว่าผมมีจุดยืนแบบนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ เป็นอันจบระเบียบวาระที่ ๑.๑ นะครับ กระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อไป เป็นระเบียบวาระที่🔗
กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑. เรื่อง ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนบริเวณอ่าวไทยระหว่าง ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา นายปิยรัฐ จงเทพ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศมาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ท่านรัฐมนตรีพร้อม แล้วนะครับ เชิญท่านผู้ตั้งกระทู้ถามครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง บางนา พรรคประชาชนครับ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านได้มาตอบกระทู้ถามด้วยวาจาและเป็นกระทู้ถามทั่วไป ซึ่งต้องขอขอบคุณจริง ๆ ครับ เดิมทีผมตั้งใจจะถามท่านนายกรัฐมนตรี แต่ก็ทราบดีครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะติดภารกิจแล้วก็เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองอาจจะไม่ได้ติดตาม เรื่องนี้เพราะว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นปีที่เรามีการทำบันทึกข้อตกลงที่เรา เรียกว่า MOU44 นะครับ ฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีน่าจะเข้าใจแล้วก็น่าจะอยู่ใน บทบาทนั้นมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากทราบว่าท่านรัฐมนตรีอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศมานะ ครับ ก็ขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีผ่านไปทางท่านประธานนะครับว่าวันนี้นะครับ จริง ๆ แล้วผมจะเริ่มเรื่องก่อน อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันนะครับ นำเสนอเพื่อนสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนให้เข้าใจตรงกันว่าเราได้มีการกำหนดเขตแดนตามบันทึกข้อตกลงนี้ บนหลักการทางกฎหมายสากลนะครับ ผมยืนยันแล้วก็ยืนเคียงข้างรัฐบาลเรื่องนี้ว่าเราเอง อ้างอิงเขตตามหลักกฎหมายสากล ตามหลักการวิธีทางวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้นะครับ ฉะนั้นแล้วเพื่อเป็นการให้เห็นภาพชัดเจน ขออนุญาตขึ้นสไลด์ครับท่านประธานครับ🔗
นี่คือภาพตัวอย่างที่ผมได้นำมา แสดงให้เห็นอยู่ที่นี่นะครับ ก็คือว่าจุดเส้นสีแดงนั้นเป็นจุดที่ประเทศกัมพูชาได้เป็นผู้อ้างอิง ในปี ๒๕๑๕ ส่วนไทยอ้างอิงในปี ๒๕๑๖ ซึ่งเป็นเส้นสีฟ้า ๆ เขียว ๆ ที่เราเห็นอยู่นี้นะครับ เกาะกูดจะเห็นว่าผมชี้ลูกศร กัมพูชาได้มีการอ้างอิงเส้นออกมาตัดผ่านเกาะกูดของเรา ในช่วงต้น และของเราอ้างอิงไปตามเส้นมาตรฐานที่เห็นอยู่นี้ไม่ได้ไปพาดพิงในพื้นที่ของ กัมพูชานะครับ หลักหมุดที่ ๗๓ นั่นเป็นรูปผมเองนะครับ ผมไปเห็นมาแล้วกับตา หลักหมุด ที่ ๗๓ ตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยนะครับ และจะเห็นว่าใน MOU44 นั้นว่าด้วยเรื่อง ๒ เรื่อง ด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรกก็เป็นว่าด้วยเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียม ซึ่งอยู่ ใต้พื้นที่กว่า ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ในพื้นที่ทับซ้อนนี่นะครับ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียด ท่านประธานเพราะว่าถ้าลงรายละเอียดว่าเส้นนี้ตัดกันอย่างไรจากเส้นแบริงเท่านี้ เส้นละติจูดที่ ๑๑ เดี๋ยวชาวบ้านไม่เข้าใจนะครับ แต่เอาเป็นว่าพอตัดกันไปตัดกันมาด้วย ต่างคนต่างอ้างก็เลยไปทับซ้อนกันว่าในพื้นที่ตรงกลางอยู่ตรงเส้นนี้ ๒๖,๐๐๐ ต้องใช้คำนี้ นะครับ ต้องขออภัย ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ตกลงแล้วอะไรอยู่ใต้ตรงนี้ไม่มีใครทราบ ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน เดี๋ยวผมจะเล่าต่อไปในคำถามต่อไป แต่เอาคำถามแรกก่อนว่าตกลง แล้ว MOU หรือบันทึกความเข้าใจ ไทย-กัมพูชา ว่าด้วยเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ไหล่ทวีปนี้ที่จัดขึ้นในปี ๒๕๔๔ ปัจจุบันนี้ได้มีการดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว ได้มีการพูดคุย ได้มีการตกลงกันกี่ครั้งแล้วเพื่อจะได้ถามคำถามต่อไปได้ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบให้ชัดเจนครับว่าตกลงแล้วว่า MOU44 ยังดำเนินการไปตามนี้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลกัน ในปิโตรเลียมที่อยู่ ใต้ทะเลนี้ กับ ๒. ก็คือปักปันเขตแดนไปพร้อม ๆ กัน หมายความว่าตอนนี้ก็แบ่งผลประโยชน์ กันไปแล้วปักปันเขตแดนก็ไปพร้อมกันใช่หรือไม่นะครับ อันนี้คือคำถามที่ ๑ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้มา ตอบกระทู้ถาม ที่ ๓๙๔ ของท่านปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เรื่องข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนบริเวณอ่าวไทยระหว่างไทยและกัมพูชา กระผม ขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า การดำเนินงานของรัฐบาลชุดอื่น ๆ ภายใต้ MOU หรืออะไรก็ตาม อันนี้ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา ผมขอเรียนว่าในปัจจุบันรัฐบาลนี้ยังไม่ได้ ดำเนินการใด ๆ ที่มันแตกต่างไปจากการที่เราพูดคุยกันมาภายใต้กรอบของ MOU ใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการเพิ่มเติมแต่อย่างใดนะครับ ยังไม่มีการจัดตั้งกลไก ต้องขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า MOU44 ไม่ได้เป็นการตกลงอะไรทั้งสิ้นนะครับ ตกลงกัน อย่างเดียวว่าเราจะมานั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหาความไม่เข้าใจและการอ้างสิทธิที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ปัญหาตาม MOU44 ก็จะต้องนำมาซึ่งการที่เราจะต้องตั้ง คณะกรรมการความร่วมมือทางด้านเทคนิคระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ชุดใหม่ ปกติมีอยู่แล้วแต่ปัจจุบันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลก็จะต้องมีการ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพูดคุยกันในรายละเอียดอย่างที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้ชี้แจงให้เห็น ตามแผนที่นะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้อย่างที่ผมเรียนว่าเรายังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร ที่ไปทำให้มีการพูดคุยกันเลย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่จะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพื่อมาเจรจาทั้งหมดนี้เป็นไปตามข้อตกลงทาง MOU44 ที่เรา กับประเทศกัมพูชาได้มีไว้ เพราะฉะนั้นขอเรียนว่ายังไม่มีการเจรจาหรือยังไม่มีการตกลงใด ๆ ทั้งสิ้นกับฝ่ายกัมพูชา ช่วงนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลแล้วก็ของผมด้วยนะครับ อย่างที่ ผมได้เรียนตอบกระทู้เมื่อสักครู่ว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างมากที่จะทำงานร่วมกับทุก ๆ ท่านแล้วก็รับฟังความเห็นจากทุก ๆ ภาคส่วนนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมเรียนยังไม่มีการ ดำเนินการในส่วนใด ๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเรื่องแรกเลยก็คือการตั้งคณะกรรมการหรือตั้งกลไก ของคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา ขณะนี้ได้พยายามที่จะรับฟังความเห็นจาก ทุกภาคส่วนเพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาประมวลรวบรวม ประกอบการกำหนดท่าทีของไทย ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้แถลงไว้กับรัฐสภาแห่งนี้ ก็คือเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและของ ประชาชน ทั้งในมิติของความมั่นคงแล้วก็ความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย ขออนุญาตเรียน เพื่อความสบายใจของทุก ๆ ท่าน ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติว่ารัฐบาลมีแนวทางที่จะเจรจากับ ประเทศกัมพูชาต่อไป โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุมตามกรอบกลไกที่มีอยู่ รวมทั้งบนพื้นฐานของ MOU44 ซึ่งขออนุญาตย้ำนะครับว่าเป็นเพียงกรอบของการเจรจา แล้วจะเป็นเครื่องมือ สำคัญในการดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติและความมั่นคง รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศด้วยครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญท่านปิยรัฐครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ แล้วก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบคำถามแรกของกระผมนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่า เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าท่านรัฐมนตรีท่านทราบว่าตอนนี้ในบทบาทของภาคประชาชนเอง ด้านนอกซึ่งตรงกันโดยบังเอิญครับท่านประธาน ผมก็ไม่ได้เป็นคนนัดวันนี้ท่านรัฐมนตรีเป็น คนเลื่อนมาวันนี้ ในขณะที่ทำเนียบรัฐบาลตอนนี้มีผู้ชุมนุมทวงถามเรื่องนี้เช่นเดียวกันนะครับ เป็นเรื่องบังเอิญครับ ผมก็เลยอยากให้คำตอบมันชัดเจนขึ้นอีกครับ ที่ผมปูเรื่องไปตอนแรกว่า ตกลงว่ากรอบ MOU44 นี้ยังอยู่ อันนี้ท่านตอบได้ชัดเจนครับว่า ยังอยู่ เพียงแต่ว่ารัฐบาล ยังไม่ได้มีการเดินหน้าในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอันนี้ก็ถือว่าชัดเจน เพียงแต่ว่า ผมก็กังวลอีก ว่าถ้าอย่างนั้นแล้วถ้า MOU ยังอยู่นี้นะครับ หมายความว่ากระบวนการจัด JTC หรือกลไก ร่วมกันจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ ข้อกังวลนำไปสู่คำถามที่ ๒ ครับท่านประธาน คือว่ารัฐบาล ต้องตอบให้ชัดเจนเรื่องนี้ว่าเราจะเดินหน้าในการเจรจาผลประโยชน์ตามกรอบความตกลง ร่วมของ MOU นี้ ในขณะเดียวกันการแบ่งปันหรือว่าจัดสรรปันส่วนพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ หมายความว่า ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรเราก็จะคุยกันเรื่องน้ำมันข้างล่าง ปิโตรเลียมข้างล่าง แก๊สข้างล่าง ใครได้เท่าไร ฉันได้เท่าไร ในขณะเดียวกันพื้นที่ก็ยังปักปันไม่เสร็จ ถ้าหากวันใด วันหนึ่งมีการปักปันเขตแดนเสร็จสิ้นแล้วปรากฏว่าปิโตรเลียมจุดนั้นไม่ได้ไปอยู่ในฝั่งเขา กลับมาอยู่ในฝั่งเราเต็มพื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เกิดความเสียหายเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนนี้ จะเป็นอย่างไร จะทำอย่างไร จะมีกลไกอย่างไรต่อไป หรือแม้กระทั่งเจรจาตามกรอบแล้ว รัฐบาลชุดนี้ตั้งคณะขึ้นมาเจรจาไปเรื่อย ไปเรื่อย มีการเปลี่ยนแปลง ครม. อีก มีการ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีก ตั้งคณะชุดใหม่มาอีก เปลี่ยนกลับไปเป็นแบบเดิมหรือยกเลิก แบบใหม่ก็เป็นเรื่องที่เราไม่มีความมั่นคงเลยในการเจรจาหลังจากนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากได้ ความชัดเจนว่าตกลงแล้วกลไกเจรจานี้ถ้าเกิดว่าเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ท่านก็จะยืนยันว่า เราก็มาคุยกันทั้งเรื่องผลประโยชน์ ทั้งเรื่องเขตแดน เอาอย่างใดอย่างหนึ่งออกไปจากกัน ไม่ได้ หรือเอาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้จะต้องคุยทั้ง ๒ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน อนาคตจะ เกิดปัญหาขึ้นหรือไม่ อย่างไรครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติ ขอบพระคุณมากนะครับในคำถาม แล้วก็ อย่างที่ผมได้เรียนว่าผมยินดีพร้อมที่จะร่วมมือกับท่านในการแก้ไขปัญหา จริง ๆ ก็ยังไม่ใช่ ปัญหานะครับ ก็อย่างที่ผมเรียนยังไม่ได้ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น แต่ว่ายินดีมากที่จะได้รับ คำชี้แนะชี้นำจากท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมขออนุญาตเรียน ว่าตรงนี้เป็นคำชี้แนะที่ดีและผมพร้อมที่จะรับไปพิจารณานะครับ อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียดในเรื่องของกรอบของ MOU เพราะท่าทีของ การเจรจามันค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน และมันจะลงในรายละเอียดมันจะทำให้การเจรจา ประสบความยากลำบากมากยิ่งขึ้น แต่ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนสำคัญที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่า ณ ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในช่วงของการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติจะชี้แนะแล้วก็ยินดีที่จะนำไปประเมินผลแล้วก็รวมกันเพื่อเป็น Preventive ที่จะไม่ให้มันเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตนะครับ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าขณะนี้รัฐบาลโดย กระทรวงการต่างประเทศกำลังจะจัดเวทีเสวนาที่สร้างความรู้ความเข้าใจและรับฟังความ คิดเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งเราจะทำเป็นระยะ ๆ แต่อันนี้จะเป็นการเสวนาที่จะเป็นความ ร่วมมือในการจัดเสวนาระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ของรัฐสภานะครับ น่าจะเป็นในช่วงของปลายเดือนมกราคมนี้ขณะนี้กำลังประสานงาน กันอยู่เพื่อจัดการเสวนา และมีคำถามทางด้านเทคนิคอย่างที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้กรุณา ชี้แนะ ชี้นำ แนะนำมา ก็ยินดีที่จะเอาเข้าไปเพื่อที่จะพูดคุยกันหาทางออกร่วมกันแล้วก็ วางแผนที่จะทำให้การพูดคุยกับฝ่ายอื่น ๆ ประสบความสำเร็จแล้วก็เป็นที่ชัดเจนว่า ทุกภาคส่วนต้องได้รับสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นผมขอเชิญชวนนะครับว่าในประมาณปลายเดือนนี้ปลายเดือนมกราคมจะเป็น ความพยายามร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ของรัฐสภาที่จะจัดเสวนาในเรื่องของปัญหาเทคนิค หัวข้อประเด็นทางเทคนิคทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยกันในเรื่องของพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนไหล่ทวีป รวมไปถึง MOU44 ด้วย ผมขออนุญาตนิดเดียวนะครับ ในท้ายที่สุดผมขออนุญาตเรียนว่าผมมีความยินดีที่จะร่วมมือ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนรัฐสภา เพื่อผลประโยชน์ที่สำคัญของประเทศชาติ และชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย ไม่ได้มองว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่อยากได้รับความร่วมมือในการมาประสานผลประโยชน์พูดคุยกันอย่างด้วยเหตุด้วยผล ผมต้องการเห็นความโปร่งใส ซึ่งก็ขอขอบพระคุณที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงเรื่อง ต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญแล้วก็พร้อมรับฟังข้อแนะนำต่าง ๆ และผมให้ความสำคัญ กับกระบวนการรัฐสภาในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องและมีขั้นตอนที่จะรับทราบข้อมูล ทุกอย่างอย่างเต็มที่เท่าที่จะสามารถทำได้นะครับ ในท้ายที่สุดผมคิดว่าการตัดสินใจทั้งหมด จะต้องอยู่ในกรอบของการเห็นชอบโดยรัฐสภา ซึ่งผมขอให้ความมั่นใจว่าการดำเนินการ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในความถูกต้องและตรวจสอบได้ของรัฐสภา รวมทั้งเป็นไปเพื่อ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ มีคำถามสั้น ๆ อีกนิดหนึ่งต่อเนื่องไปเมื่อสักครู่ครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
สั้น ๆ ท่านประธานครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพระโขนง เขตบางนา พรรคประชาชน ขออนุญาตถามท่านรัฐมนตรีต่อเนื่องไปเมื่อสักครู่ เพราะว่า ผมฟังคำตอบของท่านรัฐมนตรีแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนมากนัก แต่เข้าใจท่านรัฐมนตรี ว่ามีข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยนกันในที่นี้นะครับ แล้วก็เข้าใจว่ายังไม่ได้มีการ ดำเนินการอย่างไรให้เป็นรูปธรรมชัดเจนกว่านี้ ก็อยากจะถามไปอีกนิดหนึ่งครับว่าพื้นที่ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ผมได้รับคำตอบจากทางหน่วยงานที่มาตอบทางกรรมาธิการความ มั่นคงแห่งรัฐไปเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานทางกระทรวง พลังงานได้ตอบว่า การสำรวจปิโตรเลียมหรือแก๊สธรรมชาติก็ตามแต่ที่อยู่ภายใต้พื้นที่ทับ ซ้อนตรงนี้นะครับ ผมอยากให้ขึ้นสไลด์ที่ ๒ ที่ผมขึ้นไว้นะครับ จุดนี้เป็นจุดที่กระทรวง พลังงานบอกว่าการสำรวจนั้นนะครับเกิดขึ้นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ว่าพื้นที่จุดนั้นมีอะไรบ้าง แต่ความชัดเจนคือว่าการสำรวจไม่ได้ไปสำรวจ ในพื้นที่ทับซ้อนแต่ไปสำรวจในพื้นที่โดยรอบ คือคาดการณ์เอา คาดคะเนว่าเป็นการสำรวจ แบบนั่น หมายความว่าพลังงานที่อยู่ใต้พื้นที่ตรงนี้ไม่มีใครรู้จริง ๆ หรอกว่ามีเท่าไร แต่ประเทศไทยกับกัมพูชาต่างฝ่ายก็ต่างให้สัมปทานกันไปแล้ว สัมปทานหมายถึงสัมปทาน ให้กับเอกชนว่าบริษัทไหนบ้างที่จะได้เข้าไปขุดหรือดึงทรัพยากรเหล่านั้นมาใช้ สัมปทาน ให้ไป ๕๐ กว่าปีแล้วครับท่านประธาน ฉะนั้นแล้วผมเลยถามว่าบริษัทต่างชาติที่เข้ามาได้ สัมปทานนี้เรายกเลิกสัมปทานได้หรือไม่ นี่คือข้อห่วงใย ยกเลิกก่อนได้ไหมเพราะว่าใน สมัยนั้น ๕๐ ปีก่อนนั้นที่ประเทศไทย บริษัทของไทยไม่ได้สัมปทานหรือได้สัมปทานใน สัดส่วนที่น้อยมาก เป็นเพราะว่าเรายังไม่มีเทคโนโลยีหรือกำลังความสามารถมากพอที่จะไป แข่งขันกับบริษัทต่างชาติ สมัยนี้เทคโนโลยีมันทันสมัยแล้วการสำรวจการให้สิทธิสัมปทาน มันควรจะมีการสำรวจใหม่ และมีการให้สัมปทานใหม่ได้หรือไม่ อันนี้เป็นข้อห่วงใยจริง ๆ ว่า ถ้าเมื่อไรเรามีการให้สัมปทานจริง ๆ อันนี้เราจะเสียหายและจะไม่ได้ประโยชน์สูงสุดครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติ ผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า เรื่องของสัมปทาน ผมเองก็ไม่ได้มีข้อมูลในเรื่องของการให้สัมปทาน จริง ๆ ท่านสมาชิก สส. ผู้ทรงเกียรติก็ได้ พูดแล้วว่าเป็นเรื่องที่ได้สอบถามไปยังกระทรวงพลังงาน ซึ่งตรงนั้นเขาเป็นคนรับผิดชอบ ในเรื่องของการตอบคำถามท่านได้ดีที่สุดว่าจะสามารถดำเนินการยกเลิกได้หรือไม่ เพราะผม เองไม่ได้มีข้อมูลในเรื่องของการทำสัญญาตรงนั้น แต่อย่างที่ผมเรียนว่าอันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ผมน้อมรับแล้วก็อยากจะให้ท่านได้เข้าไปร่วมประชุมเสวนากับเวทีที่กระทรวงการ ต่างประเทศจะจัดร่วมกันกับรัฐสภา ทั้งนี้ก็อย่างที่ผมเรียนจะเป็นการหารือไม่ใช่ครั้งเดียว แล้วก็ยุติลง สามารถที่จะต่อเนื่องไปด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ผมเองก็ไม่อยากให้ เกิดความคลุมเครือ อยากให้ทุกคนได้รับทราบถึงความกระจ่างในทุก ๆ ประเด็นที่เรา ต้องการพูดคุยกัน แต่อย่างที่ผมเรียนมันเป็นประเด็นในเรื่องของทางด้านเทคนิคมาก ๆ ในเรื่องของสัมปทาน การยกเลิกสัมปทานมีผลกระทบแน่นอน แล้วก็ผมไม่อยากจะพูด จนกระทั่งทำให้มันเป็นผูกมัดไปว่าเรากำลังพูดคุยกันในเรื่องของการทำผลประโยชน์ให้กับ ผู้ที่มารับสัมปทานหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นขอให้คุยกันทางด้านเทคนิคในกรอบอย่างที่ผม ได้เสนอไปแล้ว ก็คือจะมีการเสวนาเป็นความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับรัฐสภาในเรื่องนี้ อย่างที่ผมเรียนผมน้อมรับแล้วก็ยินดีและขอบคุณมากที่ให้แนวคิด รวมทั้งตั้งคำถามที่มาจากหลาย ๆ มุมมองเป็นสิ่งที่ดี เพราะทั้งหมดแล้วเราก็จะนำไปสู่การ ทำงานร่วมกันประเมินสิ่งที่ทุกภาคส่วนมีคำถาม ทุกภาคส่วนมีคำแนะนำมาประมวลเพื่อให้ เกิดความมั่นใจว่าทิศทางที่เรากำลังจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันจะตอบผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีมากครับ เป็นอันจบกระทู้ถามที่ ๑ นะครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามที่ ๑.๒.๒🔗
๒. เรื่อง มาตรการการแก้ไขปัญหาภัยช้างป่าบุกรุกพื้นที่ทำกินของประชาชน นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗
แต่ว่าทางท่านรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าท่านติดภารกิจสำคัญที่ได้นัดหมาย เอาไว้ล่วงหน้า จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ต่อไปครับ🔗
๓. เรื่อง ขอให้เร่งรัดการดำเนินการช่วยเหลือและสนับสนุนเด็กและเยาวชน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา นายพลากร พิมพะนิตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นผู้ตอบกระทู้ ถามแทนนะครับ เชิญทางท่านผู้ตั้งกระทู้ครับ ท่าน สส. พลากร พิมพะนิตย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เนื้อหากระทู้ของผมในวันนี้ครับ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ ถามเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในวันนี้ และต้องขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่ได้ให้เกียรติ สละเวลามาตอบกระทู้ในวันนี้ ท่านประธานครับ ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ของประเทศเราไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ห่างไกลแต่เกิดขึ้นในชุมชนเมืองด้วยครับ จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพบว่ามีเด็กอายุ ๓-๑๘ ปี กว่า ๑ ล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ในจำนวนนั้นมีมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนอยู่ในวัย การศึกษาภาคบังคับ อายุประมาณ ๗-๑๕ ปี ซึ่งเด็กเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ใน ๒ พื้นที่หลักครับ คือจังหวัดชายแดนเทือกเขาและชุมชนเมือง ท่านประธานครับด้วยชุมชนเมืองใน กรุงเทพมหานครมีเด็กอายุ ๓-๕ ปีที่ไม่ได้เรียนในระดับปฐมวัย ประมาณ ๓๘.๕ เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเด็กในช่วงวัยเดียวกัน แม้การเรียนในปฐมวัยจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ แต่การ ที่เด็กเล็กไม่ได้เข้าเรียนก็อาจจะทำให้พลาดการส่งเสริมการพัฒนาตามวัยได้ครับ ปัจจัยที่ ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษาส่วนใหญ่เกิดจากความยากจน ครอบครัวแตกแยก การขาด แรงจูงใจในการเรียน อาการป่วยส่งผลต่อการเรียนรู้ และปัญหายาเสพติด นอกเหนือจากนั้น เด็ก ๑ ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาแล้วยังมีเด็กอีก ๒.๙ ล้านคนที่กำลังจะหลุดออก จากระบบการศึกษา เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มจะตกอยู่ในวงจรอันตรายเป็นแรงงานรายได้ต่ำ การค้าประเวณีหรือกลายเป็นอาชญากรเยาว์วัยครับ การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องลดความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา สนับสนุนให้ครอบครัวสามารถส่งเสริมการศึกษาแก่ลูกหลาน ควบคู่ กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเป็นมิตรต่อการเรียน โดยจะต้องไม่ละเลยเงื่อนไขใน แต่ละพื้นที่ ในแง่ภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต และสภาพเศรษฐกิจสังคม การลงทุนในด้านนี้จะไม่เพียง ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กครับท่านประธาน แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนา สังคมโดยรวมของประเทศในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายคือการยุติปัญหาความ เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็น ศูนย์ครับ ผมจึงอยากถามท่านรัฐมนตรีว่ารัฐบาลมีนโยบายในการติดตามช่วยเหลือและดูแล คุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ อย่างไรครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ตอบคำถาม🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมาย จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มาตอบกระทู้ถาม ในเรื่องเกี่ยวกับเด็กและหลุดจากระบบการศึกษาของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ก่อนอื่นเลย ผมในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ห่วงใยการศึกษา แล้วก็ตั้งคำถามซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคำถามที่สำคัญ แล้วก็เป็นคำถามที่พี่น้องประชาชนให้ความ สนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา แล้วก็เด็กที่เสี่ยงจะหลุดจากระบบ การศึกษาครับ🔗
ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๑ ว่ารัฐบาลมีนโยบายการติดตามช่วยเหลือ แล้วก็ดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ อย่างไร ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเองได้มุ่งมั่นนโยบายเรียนดีมีความสุขให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ ประจักษ์ ภายใต้หลักการการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ แล้วก็การศึกษาเพื่อความมั่นคง ของชีวิต โดยภายใต้การทำงานครับ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ในการสร้างภาคีเครือข่าย สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะนำเรียนท่านพลากรอย่างนี้ครับ โดยผ่านท่านประธานสภาว่า รัฐบาลเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วก็มีนโยบายที่สำคัญที่จะ ป้องกันแล้วก็ติดตามช่วยเหลือแล้วก็ดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงที่จะ หลุดจากระบบการศึกษา เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาไทยข้อมูล ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ๑๑,๘๖๙,๔๕๘ คนที่อยู่ในระบบการศึกษา แล้วเมื่อสักครู่ท่านพลากรบอกว่าตัวเลข เกือบ ๓ ล้านคนเป็นเด็กที่เสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา ก็คือแน่นอนครับ กสศ. ก็ให้ ข้อมูล เนื่องจาก กสศ. ยึดหลักการดูรายได้ของผู้ปกครองของครอบครัวของเด็กเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนครับ เศรษฐกิจ รายได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือไม่ ซึ่ง กสศ. เองก็ห่วงใยเรื่องนี้เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการครับ แล้วก็ได้มีการ จัดงบประมาณไปให้กับเด็กที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษานั่นคือทุนการศึกษา ซึ่งเกือบ ๓ ล้านคน เด็กได้รับไปแล้วประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็ยังขาดอีกจำนวนหนึ่งครับ อีก ๑,๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่ยังต้องการความช่วยเหลือ ก็แน่นอนครับหวังว่าทาง กสศ. เอง ก็คงจะทำโครงการที่จะขอสนับสนุนเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา แต่ไม่เพียงแค่นั้นครับ ทุนการศึกษาก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กเหล่านั้นไม่หลุดจากระบบการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการเอง รัฐบาลเองนั้นก็มีกระบวนการวิธีการที่จะดำเนินการ ผมขออนุญาต ที่จะเรียนให้ท่านสมาชิกได้ฟังอย่างนี้ครับ เริ่มต้นกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะต้องเข้าไปดูว่า เด็กตั้งแต่ช่วงวัยที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับมีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ในช่วงเกณฑ์อายุที่ถึงแล้ว โรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละพื้นที่จะมีเด็กที่อยู่ใน พื้นที่รับผิดชอบตัวเองนั้นโดยได้การประสานข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แล้วก็แน่นอนครับ ช่วงปิดเทอมที่จะถึงนี้โรงเรียนเหล่านั้นจะต้องไปตามตัวเด็ก ไปหาเด็กที่เข้าวัยการศึกษา ขั้นบังคับแล้วว่าได้รับการศึกษาหรือไม่ ถ้าเกิดยังไม่ได้เข้าก็ต้องเป็นหน้าที่โรงเรียนต่าง ๆ ที่จะต้องเชื้อเชิญและชักจูงให้เด็กเหล่านั้นได้เข้าสู่ระบบการศึกษา หลังจากนั้นเองเมื่อเด็ก ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาในช่วงวัยอายุที่กำหนดแล้ว การสร้างพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือเด็ก นักเรียนรายบุคคล นั่นหมายถึงว่าเด็กอยู่ในระบบการศึกษาแล้วทำอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจาก ระบบการศึกษา ก็คือการทำบัญชีรายบุคคลโดยนโยบายที่ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกเอง แล้วหลาย ๆ ท่านคงได้ยินครับ คือการให้คุณครูได้เยี่ยมบ้านเด็ก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน มีคำถามว่าเป็นภาระครูไหม ยอมรับว่าเป็น แต่มันเป็นเรื่องสำคัญที่คุณครูจะได้เยี่ยมบ้านเด็ก ให้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การไปเยี่ยมบ้านเด็ก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่จะมีประโยชน์ อย่างมากคืออะไรครับ การที่คุณครูได้เข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเด็กที่จริง บ้านเรือนจริง เจอผู้ปกครอง เจอชุมชน จะได้รู้ครับว่าเด็กคนนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ฐานะทางบ้านเป็นเช่นไร สิ่งที่จะสุ่มเสี่ยง ไม่ว่าเรื่องภัยคุกคาม ยาเสพติด หรือประเด็นใด ก็ตามจะมีผลต่อเด็กในสภาพแวดล้อมที่อยู่หรือไม่ พอคุณครูทุกคนไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน จะได้รับข้อมูลและนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ มาเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เด็กหลุด จากระบบการศึกษา เด็กใดที่มีปัญหาด้านร่างกาย สุขภาพ แน่นอนครับการประสานงานกับ กระทรวงสาธารณสุขกับ อสม. ในพื้นที่การส่งต่อการรักษา หรือแม้แต่เด็กที่มีความพิการ การประสานกับ พม. เพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือให้ได้รับบัตรผู้พิการเพื่อได้รับ เงินอุดหนุนรายเดือน หรือการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้ที่ร่างกายไม่พร้อมสามารถศึกษาได้ หรือแม้แต่สภาพบ้านที่เป็นอยู่ยากจนและยังไม่ได้รับเงินทุนการศึกษา เขตพื้นที่โรงเรียน ก็ต้องทำเรื่องเพื่อจะขอทุนการศึกษามาช่วยเหลือเด็กเหล่านั้น เพื่อเป็นทุนในการศึกษาหรือ แม้แต่ความสุ่มเสี่ยงการเดินทางสภาพความเป็นอยู่ใด ๆ การประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงต่าง ๆ เป็นสิ่งที่โรงเรียนต่าง ๆ ได้ทำ เพื่อป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเด็กมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ ด้านความพร้อมในด้านต่าง ๆ ด้านการพัฒนาก็จะต้องมีการประสานร่วมกัน เพื่อป้องกันครับ แล้วก็มีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย กระทรวงมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัด การศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นทุกท่านทราบดีครับ ไม่ว่าจะเป็น รายการค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน แล้วก็ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ผมโดนคำถามที่ทางสมาชิกวุฒิสภาได้ถามเรื่องนี้ครับ ว่าทำไมน้อยจัง จริงครับน้อย พวกค่าชุดนักเรียน ค่าอาหารกลางวันเองก็ตาม จริง ๆ เราอยากได้เยอะครับแต่ด้วยขีดจำกัดของงบประมาณของประเทศที่เราอยู่ในการจัดสรร งบประมาณร่วมกันกับกระทรวงอื่น ๆ เลยทำให้มีข้อจำกัด แต่เราไม่เคยใช้งบน้อยเป็น อุปสรรคกับการทำงาน เราพยายามหาวิธีทางออก เสื้อผ้านักเรียนเราก็มีระเบียบนะครับว่า แต่งชุดอะไรก็ได้ถ้ากรรมการสถานศึกษายกเว้นให้แต่งชุดนักเรียนอาทิตย์ละกี่วัน ทรงผม นักเรียน กรรมการสถานศึกษาแล้วก็ชุมชนร่วมกันที่จะไว้ผมทรงนักเรียนหรือไม่ การจัด ยืดหยุ่นการให้อำนาจไปที่โรงเรียนมากขึ้นมันจะตรงบริบทแล้วก็ช่วยลดค่าใช้จ่าย นั่นคือเป็น วิธีการหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการได้ทำมาตลอด การจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุน พื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจนเป็นรายบุคคลให้กับนักเรียนระดับประถมคนละ ๕๐๐ บาท ต่อภาคเรียน ระดับมัธยม ๑,๕๐๐ บาทต่อ ๑ ภาคการเรียน อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดมาโดยตลอด การส่งเสริมการศึกษาระบบทวิภาคีโดยเน้นให้ สถานศึกษา อาชีวศึกษาจัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ ทั้งในเรื่องหลักสูตรการสอน การวัดผล การประเมินผล โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ ได้พัฒนา ทักษะฝีมือที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ รวมถึงรายได้ระหว่างเรียน ลดความเสี่ยงในการ หลุดจากระบบการศึกษาครับ การจัดทวิภาคีคือการจัดให้เด็กได้ไปฝึกงาน ทำงานจริง เรียนไปด้วยแล้วก็ได้รายได้ด้วย โครงการพัฒนาศักยภาพอาชีวศึกษาในการเป็นผู้ประกอบการ พัฒนาความรู้ทั้งทักษะ อาชีพ Upskill Reskill และ Newskill เป็นทักษะที่เป็นองค์ประกอบ สำคัญที่จะส่งเสริมให้เด็กนั้นทำธุรกิจ ทำให้ผู้เรียนอาชีวะสามารถประกอบอาชีพได้ โครงการ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเพื่อผลิตกำลังคนของประเทศก็อาชีวะอยู่ประจำ เรียน ฟรีมีอาชีพ อันนั้นสายอาชีวะเราก็มีโครงการให้อยู่ฟรีแล้วก็เรียนอาชีวะเพื่อจะฝึก แน่นอนครับสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระทรวงนั้นได้ป้องกันติดตามเข้าถึงรู้ปัญหาว่าปัญหาที่จะ ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษานั้นคือสาเหตุใด เราก็พยายามส่งเสริมสนับสนุนเข้าไป ในเรื่องเหล่านั้น แม้แต่เรื่องของการเฝ้าระวังด้านสุขภาพจิตเราก็มีระบบของ OBEC CARE เพื่อให้เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป. ๑ ถึงมัธยมปีที่ ๖ นั้นได้เข้าไปกรอกข้อมูลหากมีความเสี่ยง ในการเป็นโรคซึมเศร้า มีความเสี่ยงในสุขภาวะก็จะต้องมีนักสุขภาพจิตเข้าไปช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ มิติที่จะเป็นปัญหา ที่จะเป็นสาเหตุของการหลุดจากระบบการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการใช้ภาคีเครือข่ายร่วมมือ จับมือเข้าสำรวจเข้าค้นหาแล้วก็ป้องกันอย่าง เต็มที่ครับ ภายใต้ของนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรที่ท่านให้ ความสำคัญกับการป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษาครับ ผมขออนุญาตตอบคำถาม ข้อที่ ๑ เท่านี้ครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ เชิญท่านพลากร ถามต่อเนื่องได้เลยครับ🔗
คำถามที่ ๒ รัฐบาลได้มีแผนงาน โครงการที่จะดำเนินการช่วยเหลือและสนับสนุนการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจาก ระบบการศึกษาอย่างไร ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๒ ของท่านพลากรในคำถามที่ถามว่ารัฐบาลมีแผนงานหรือ โครงการที่จะดำเนินงานช่วยเหลือและสนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบ การศึกษาอย่างไรนะครับ ขออนุญาตที่จะนำเรียนอย่างนี้ครับ จากข้อมูลพื้นฐานทะเบียน ราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ทางข้อมูลที่ กสศ. ให้ไว้ในปีการศึกษา ๒๕๖๖ นั้นมีเด็ก และเยาวชนในช่วงอายุ ๓-๑๘ ปี ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษาทุกหน่วยงานทั้งประเทศ จำนวน ๑,๐๒๕,๕๑๔ คน นั่นคือตัวเลขปี ๒๕๖๖ ที่ทาง กสศ. ให้ไว้ ซึ่งดังนั้นเองรัฐบาลจึงมี นโยบาย มีแผนสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา มีกระบวนการเฟ้นหาและช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ให้กลับมาสู่ระบบการศึกษาที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทและความแตกต่างของผู้เรียนครับ แล้วก็เป็นที่มาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบมาตรการการ ขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Thailand Zero Dropout แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตรเองท่านได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็ก และเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับชาติ โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน คือท่านรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการ แล้วก็มีกรรมการ และเลขานุการร่วมจำนวน ๓ คน คือผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อระดม ความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาให้เด็กและเยาวชนที่หลุดจาก ระบบการศึกษานั้นได้กลับมาได้รับการศึกษา โดยการจับมือกับกระทรวงต่าง ๆ มี ๑๐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยกันได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง แรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันคุณภาพแห่งชาติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาครับ นั่นคือความตั้งใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ แล้วก็แน่นอนครับโดยคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมาตรการ ๔ มาตรการที่สำคัญในการค้นหาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ การศึกษาและเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วนะครับ มี ๔ มาตรการด้วยการ🔗
๑. มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผ่านการ บูรณาการแล้วก็เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเด็ก เหล่านั้นกลับสู่ระบบการศึกษา🔗
๒. มาตรการติดตามช่วยเหลือส่งต่อดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบ การศึกษา โดยบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มีเป้าหมายช่วยเหลือเด็ก และเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ แล้วก็สภาพสังคม🔗
๓. มาตรการการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น🔗
๔. มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้มาเข้าร่วมจัดการศึกษา หรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้อยู่ ในลักษณะ Learn to Earn🔗
ซึ่งรัฐบาลเร่งรัดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานค้นหา ติดตาม และดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลับสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาครับ ทุกจังหวัดได้ Kick Off ขบวนการค้นหาและ ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั้งที่อยู่นอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ โดยมี Application Thai Zero Dropout เพื่อสนับสนุนภารกิจสำรวจค้นหาเพื่อทำแผนดูแลรายบุคคล วางแผน ช่วยเหลือและเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่ระดับประเทศ รวมถึงติดตาม ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ผมขออนุญาตโชว์ไปที่สไลด์สักนิดในอินโฟกราฟิก🔗
ข้อมูลที่ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่ กสศ. ได้ให้ข้อมูลกับทางรัฐบาล และรัฐบาลได้ทำตัวเลขตัวนี้ ล่ะครับมาเริ่มต้นของการทำงาน นั่นคือ ๑,๐๒๕,๕๑๔ คน ที่ท่านสมาชิกจะเห็นตัวแดง ๆ ตัวบนซ้ายสุดบนอินโฟกราฟิกนั่นคือตัวเลขตั้งต้นที่กระทรวงศึกษาธิการจับมือกับภาคี เครือข่ายทำงานอย่างจริงจังครับ คำว่า ทำงานในวันนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง ครับข้อมูลอาจจะเยอะแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ ขออนุญาตอธิบายละเอียดสักนิดเพื่อทุกท่าน จะได้เข้าใจการทำงานอย่างจริงจังของรัฐบาล ที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการแล้วทุกหน่วยงาน นั้นดำเนินการด้วยความคืบหน้าเป็นอย่างมากครับ ๑,๐๒๕,๕๑๔ คนเป็นตัวเลขที่ กสศ. ให้มาว่าเด็กหลุดจากระบบโดยการเทียบจากทะเบียนราษฎร์ แน่นอนครับตัวเลขนี้เป็น ตัวเลขที่กระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มต้นและดำเนินการครับ หลังจากดำเนินการไปได้จนถึง ตัวเลขล่าสุดนะครับ ณ วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา คือ ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของเมื่อวานครับ ผลการดำเนินการการเข้าค้นหาดำเนินการจากตัวเลขที่บอกว่า ๑,๐๒๕,๕๑๔ คนนั้นขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการนั้นได้เขาดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อค้นหาเด็กที่อยู่นอกระบบ เป็นตัวเลขที่เราดำเนินการแล้วก็คือ ๕๖๙,๗๕๕ คน นั่นคือ ตัวเลขสีเขียวที่อยู่ในช่องถัดมาครับ หมายความว่าอะไรครับ ๖-๗ เดือนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกร. จับมือกับ สพฐ. จับมือกับศึกษาธิการจังหวัด จับมือกับภาคี เครือข่ายทั้งกระทรวงมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้อง อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข เดินเท้าเข้าไปหาเด็กตามทะเบียนราษฎร์ที่ว่าหลุดจากระบบการศึกษา วันนี้เดินไปหา แล้วครับ ๕๖๙,๗๕๕ คน ก็คิดเป็น ๕๕.๕๖ เปอร์เซ็นต์ของเด็กทั้งหมด และเราก็อยู่ระหว่างการดำเนินการที่จะต้องเดินไปหาอีก ๔๕๕,๗๕๙ คน เราคิดว่าใช้เวลาอีก ไม่น่าจะเกินสัก ๔-๖ เดือน เราจะย่ำเท้าเพื่อไปค้นหาเด็กเหล่านั้นให้ทุกหลังคาเรือนครับ แต่แน่นอนครับเด็กที่เราไปมีทั้งพบตัวและไม่พบตัว นั่นคือความจริงครับ บางทีไม่มีบ้านครับ มีเลขบ้าน ไปแล้วเด็กไม่อยู่บ้านครับ การสืบหาการสืบเสาะเป็นหน้าที่ของเราที่ทำอย่าง จริงจัง เราต้องไปถามผู้นำครับว่าบ้านนี้ไปไหน เขาบอกย้ายไปอยู่ตำบลนั้นเราก็ต้องตาม ไปอีกตำบลหนึ่ง บอกย้ายตามพ่อแม่มาทำงานในกรุงเทพมหานคร เราก็ต้องพยายาม หาเบอร์โทรศัพท์หาข้อมูลที่จะติดตามน้อง ๆ เหล่านั้นว่าไปอยู่จังหวัดไหน แน่นอนตัวเลข ต่อมาที่ผมอยากจะให้ท่านได้ดูนอกจากจะเห็นแล้วนะครับว่าจาก ๑ ล้านกว่าคนนั้น เราได้เดินเท้าเข้าไปหาตามบ้านแล้ว แล้วก็เจอตัวเด็กบ้างไม่เจอตัวเด็กบ้างนี่ละครับ ๕๖๙,๗๕๕ คน ตามสีเขียวช่องที่ ๒ ถัดมา ต่อมาผมอยากให้เห็นตัวเลขครับว่าเรารู้แม้แต่ว่า ตามทะเบียนราษฎร์นะครับว่าเป็นเด็กสัญชาติไทยกี่คน เด็กต่างชาติกี่คนที่อยู่ในแผ่นดินไทย เด็กสัญชาติไทยคือ ๗๖๗,๓๐๔ คนในช่องสีม่วง แล้วก็เด็กสัญชาติต่างชาติ หมายถึงว่า เด็กต่างชาติ ๒๕๘,๒๑๐ คน เมื่อเรารู้ข้อมูลเด็กคนไทย เด็กต่างชาติ เท่านั้นไม่พอครับ เราเองทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามค้นหาเด็กทุก ๆ คน อย่างที่ผมบอกครับ การดำเนินการ ของเรานั้นจากที่เดินไปตามบ้านแล้ว ๕๖๙,๗๕๕ คนเราพบตัวเด็ก ๕๒๐,๑๓๐ คนครับ เราไม่พบตัวเด็กอีกประมาณ ๔๙,๖๒๕ คนครับ แต่เราไม่หมดความพยายาม ๔๐,๐๐๐ กว่าคน เรายังไม่พบแน่นอนครับเราสืบต่อไปว่าส่วนหนึ่งไปอยู่ต่างประเทศ ส่วนหนึ่งย้ายถิ่นฐาน และอีกส่วนหนึ่งอยู่ทะเบียนกลาง ซึ่งเราก็ต้องสอบถามอีกว่าตัวจริงอยู่ที่ไหน นั่นคือความ พยายามที่พวกเราทำงานกันตลอดระยะเวลาอย่างเข้มข้น Scan กันเป็นรายตารางหมู่บ้าน ตารางเมตรเลยก็ว่าได้ที่จะไปหาตัวเด็กให้เจอ แล้วแน่นอนข้อมูลที่เราได้มาเบื้องต้นหลังจาก เดินเท้าเข้าไปแล้วที่พบตัวหรือไม่พบตัวเด็กก็ตาม จำนวน ๕๖๙,๗๕๕ คนนั้น ปรากฏว่า เราสามารถนำข้อมูลทั้งเด็กที่เรานำกลับและเด็กที่เข้าระบบการศึกษาเองไปแล้ว ๓๔๑,๑๕๑ คนครับ ในช่องสีแดงล่าสุดข้างล่างสุดที่ท่านเห็น นั่นหมายถึงอะไรครับ ทั้งเรานำเด็กเข้าสู่ ระบบการศึกษา หรือแม้แต่เด็กเขาไปเข้าเองแล้วระหว่างนั้นในช่วงที่เราทำงาน ตัวเลขทำให้ เราเห็นว่าจาก ๕๖๙,๗๕๕ คนนั้น ๓๔๑,๑๕๑ คนเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วครับ แต่ก็ยังมี อีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้า ด้วยสาเหตุหนึ่งไม่พบตัว อีกสาเหตุหนึ่งพบแล้วยังไม่เข้า ยังไม่เข้า ระบบการศึกษานั่นก็เป็นการบ้านหนึ่งครับที่เราต้องไปแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของ ครอบครัวยากจน ปัญหาของร่างกายหรือไปอยู่สถานพินิจ หรือย้ายตามพ่อแม่ไปทำงาน ต่างถิ่นหรือไปอยู่ต่างประเทศข้อมูลเหล่านี้เราแยกอย่างละเอียดเพื่อแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล เลยครับ ว่าคนนั้นจะต้องแก้อย่างไร จะมีวิธีอย่างไรอย่างที่ผมบอกครับ กระบวนการแก้ไข พูดไปเบื้องต้นแล้วครับก็คือการสนับสนุนทุนการศึกษา การเอื้อโอกาสให้เขาได้การศึกษา แบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นขึ้น ทางร่างกายก็ประสาน พม. และส่งเสริมการศึกษานอกโรงเรียน ตามอัธยาศัยให้มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่กระทรวงทำครับ ผมขออนุญาตนำเรียนท่านไปอย่างนี้ ครับ ตัวเลขต่อไปที่ผมจะให้ดูใน Chart นี้ครับ Chart นี้ท่านจะเห็นนะครับว่ากราฟ มันเหมือนกับระฆังหงายนั่นหมายถึงอะไรครับ ตัวเลขที่เราได้ทั้งหมดที่เด็กหลุดจากระบบ การศึกษา ๑,๐๒๐,๐๐๐ กว่าคนนั้น ถ้าดูตัวเลขจริง ๆ แล้วในการศึกษาภาคบังคับนั้นมีแค่ส่วนหนึ่งในหลาย ๆ ส่วนครับ ส่วนที่ อยู่ในการศึกษาภาคบังคับหมายถึง ๖ ปีถึง ๑๕ ปีนั้นเป็นตัวเลขกราฟที่ต่ำ แต่แน่นอนครับ นอกจากระบบการศึกษาภาคบังคับแล้ว ๑๖ ปีไปถึง ๑๘ ปีอาจจะดูสูง หรือก่อนจะ ๖ ขวบ ดูตัวเลขสูง นั่นก็คือข้อมูลที่ผมอยากให้ท่านเห็น ถ้าเกิดจะเจาะลึกเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ ที่เรามีกฎหมายของประเทศนี้บังคับว่าผู้ปกครองจะต้องส่งเด็กมาศึกษาในภาคบังคับ ๖ ปี ถึง ๑๕ ปีที่มีกฎหมายมีอำนาจแต่เราไม่ได้ใช้หรอกครับ เรากำลังจะบอกว่าตามรัฐธรรมนูญ ตามอำนาจที่เรามี ตามกฎหมายที่เรามี ๖ ถึง ๑๕ ปีเป็นภาคบังคับ ผู้ปกครองจำเป็นจะต้อง ส่งเด็กเข้าศึกษานั้น ขอดูตัวเลขใน Chart ต่อไปครับ นั่นหมายถึงว่าจะมีเด็กที่อยู่นอกระบบ การศึกษาตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ ๖ ปีถึง ๑๕ ปี จำนวน ๓๙๖,๒๔๓ คนครับ นั่นคือข้อมูลที่กำลัง จะให้ท่านได้เห็นว่าจากเป็นล้าน ๆ คนนี้ มันอยู่นอกระบบการศึกษาในภาคของการศึกษา ภาคบังคับนี้ประมาณ ๓๙๖,๒๔๓ คน เราได้ดำเนินการแล้วหมายถึงว่า ใน ๓๙๖,๒๔๓ คน เราได้เดินเท้าไปหาเขาแล้วนี้นะครับ ไปพบตัวบ้าง ไม่พบตัวบ้าง แต่ไปบ้านทุกหลังตาม ทะเบียนราษฎร์ตามข้อมูลที่เรามีคือ ๑๕๓,๓๖๔ คนครับ แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงาน คือ ๒๔๒,๘๗๙ คน เราต้องทำต่อครับ เราไม่ย่อท้อ แต่อุปสรรคที่เราจะต้องเจอหนักในช่วงนี้ คืออะไรครับ ถ้าสังเกตตัวเลขเด็กต่างชาติกับเด็กไทยจะเห็นแล้วนะครับในช่วงภาคบังคับ จะมีเด็กไทยที่อยู่นอกระบบการศึกษาในการศึกษาภาคบังคับ อายุ ๖ ปี ถึง ๑๕ ปี ๑๘๒,๙๙๑ คนครับ แต่เป็นเด็กสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ๒๑๓,๒๕๒ คน หมายถึงอะไรครับ เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับที่อยู่ในประเทศนี้เป็นเด็กต่างชาติ มากกว่าเด็กไทย แต่เราไม่นิ่งนอนใจครับ เราก็ต้องไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติหรือเด็กไทยที่อยู่ บนผืนแผ่นดินนี้จะต้องได้รับการศึกษา แต่แน่นอนครับความร่วมมือของผู้ปกครอง การแก้ปัญหามีทั้งสมัครใจที่อยากจะกลับมาเรียน ไม่สมัครใจที่จะเรียนต่าง ๆ มันเป็นปัญหา ที่เราต้องแก้ไขแต่เราจะทำให้ดีที่สุดครับในเรื่องเหล่านั้น ผมอยากให้ท่านเห็นตัวเลขอีก นิดหนึ่งนะครับ ตัวเลขสุดท้ายก็คือหมายถึงว่าเด็กที่เราไปเดินเท้าแล้วอยู่ในการศึกษา ภาคบังคับนั้น จาก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนมีเด็กเข้ามาสู่ระบบการศึกษาแล้วประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าคน นั่นหมายถึงว่าอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนมีทั้งเจอตัว ไม่เจอตัว แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ เราจะต้องดำเนินการให้แล้วให้ครบทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะอันนี้คือสิ่งที่ผมกำลัง อยากอธิบายให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจถึงการทำงานว่าเราทำละเอียดถึงขั้นว่าเข้าไปหาเดินเท้า ทุกตำบล แล้วเราได้ข้อมูลแยกมาหมดเลยนะครับ จริง ๆ แล้วถ้าผมโชว์ ผมขออนุญาต โชว์ข้อมูลต่อไปเลยนะครับว่า ถ้าท่านอยากรู้ว่าจังหวัดไหนตามตัวเด็กได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว ท่าน Scan QR Code ได้เลยนะครับ ขึ้น Real Time เดี๋ยวนี้เลยครับ ข้อมูล Real Time อาจจะ Update กว่าผม เมื่อสักครู่ที่ผมพูดนะครับ นี่คือข้อมูลที่ท่านสมาชิกลองดูครับ ไม่รู้ว่ากระทรวงจะโกหกผมหรือเปล่าว่า Scan ไปแล้วเดี๋ยวจะไม่ขึ้น Real Time ครับ ขึ้นครับผมลองแล้ว ก็คือจะขึ้น Real Time ท่านจะรู้เลยครับว่าวันนี้เด็กที่อยู่นอกระบบ การศึกษาแล้วเราตามเจอเท่าไร และนี่เป็นเด็กรายจังหวัดเลยนะครับ หมายถึงว่าจังหวัด บุรีรัมย์ค้นแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ คือข้อมูลที่ กสศ. ให้มา บุรีรัมย์ค้นแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เจอตัวและไม่เจอตัวอยู่ในนี้นะครับ ไม่ได้เจอทั้งหมดนะครับต้องยอมรับ แต่ไป ตามบ้านที่ได้ข้อมูลแล้วทั้งหมด ลำพูน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ อีกหลาย ๆ จังหวัด ระนอง ๙๙ กว่าเปอร์เซ็นต์ พังงาก็ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้น หลาย ๆ จังหวัดแข่งกันทำนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้อยากจะเป็นสิ่งที่ให้ท่านมั่นใจว่าเดี๋ยวท่านลองเข้าไปดูจังหวัดของท่าน ก็ได้ครับว่ากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกจังหวัดจะต้องค้นเข้าไปพื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เจอตัว ไม่เจอตัว เอาข้อมูล นำกลับมา เจอตัวแล้วปัญหาอะไรที่เป็นปัญหาที่ทำให้เด็กหลุดนอกระบบ การช่วยเหลือ ต้องช่วยเป็นรายคน เป็นจำแนกปัญหาที่แตกต่างกันครับ บุรีรัมย์โมเดลก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ผมขออนุญาตเสนอให้ดูนิดหนึ่งเพราะเป็นจังหวัดที่ค้นแล้วข้อมูลจาก กสศ. ในเด็กที่บอกว่า อยู่นอกระบบนั้น ๔,๐๐๐ กว่าคนครับ เขาไปเดินตามบ้านพบแล้ว ๔,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็แน่นอนครับพบตัว ๑,๓๗๓ คน อีก ๓,๐๑๗ คนนั้นไม่พบตัวครับ แต่เราได้ข้อมูล ครับว่า ๒,๐๐๐ กว่าคนอยู่ต่างประเทศ แต่เราก็ยังไม่เชื่อครับเพราะเราถามแค่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถามแค่ญาติพี่น้องเขาว่าไปจริงไหม ต่อไปนี้กระทรวงศึกษาธิการจะทำ MOU ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อจะขอข้อมูลว่าเด็กเหล่านั้นไปต่างประเทศจริงไหม ไปแล้วเขาได้ศึกษาไหม ก็จะเป็นการบ้านต่อไปนะครับ ในเรื่องของเด็กที่เดินทางออกนอก ประเทศก็อยากจะแยกหญิง แยกชายให้ท่านได้เห็น นั่นคือการเข้าค้นหาอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเจอปัญหาก็แก้ปัญหาเฉพาะรายอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็อยากให้ท่านมั่นใจ ครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ แล้วเราหวัง ปี ๒๕๗๐ นี้จะต้องไม่มีเด็กหลุดจากระบบ เราต้องแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุดครับ ขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอโทษท่านสมาชิกทุกท่านที่ใช้เวลาอภิปรายนานเพื่อให้ข้อมูล ให้ท่านได้เข้าใจครับ ขอบคุณครับ🔗
เป็นอันจบกระทู้ถามที่ ๓ นะครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถัดไปนะครับ ระเบียบวาระที่ ๑.๒.๔🔗
๔. เรื่อง ความคืบหน้าในการของบลงทุนการก่อสร้างอาคารเรียน ในเขต แผ่นดินไหวโรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นผู้ ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ทางท่านรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ฉะนั้นก็ขอเชิญทางผู้ตั้งกระทู้ครับ ท่าน สส. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัด กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถามที่ ๔๐๓ ให้กับกระผมนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่เสียสละเวลามาตอบกระทู้ถามของผมในวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา มัธยมศึกษากาญจนบุรี เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีเนื้อที่ ๖๘ ไร่ ๑ งาน ๙๔ ตารางวา ก่อตั้งแล้วเป็นเวลา ๕๐ ปีครับ ที่ผ่านมา โรงเรียนไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากต้นสังกัดไม่สามารถสร้างอาคารเรือนใหม่ได้ สภาพอาคารเรียนโดยรวมจึงมีสภาพชำรุดทรุดโทรม อาคารไม้ผุพัง อาคารคอนกรีต มีลักษณะแตกร้าวจนเสี่ยงเกิดอันตรายต่อนักเรียนครับท่านประธาน คณะครูและบุคคล ในชุมชนที่เข้ามาใช้บริการจึงจำเป็นต้องขออนุญาตจำหน่ายและรื้อถอน จำนวน ๓ อาคารเรียน ส่งผลให้นักเรียนมีจำนวนเรียนไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนปัจจุบันที่มีครับ แล้วก็นโยบาย ของโรงเรียนได้ยึดในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภายในโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับ นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนต้องมีความพร้อมในทุกด้าน ทางด้าน งบประมาณ ในด้านการบริหารบุคคล ด้านวิชาการ ด้านบริหารทั่วไป และในด้านอาคาร สถานที่ เมื่อปีการศึกษา ๒๕๖๕ โรงเรียนเปิดแผนการเรียนการสอนที่มีความหลากหลาย มากขึ้นเพื่อรองรับความสนใจของนักเรียนและผู้ปกครองจำนวน ๒๗ ห้องเรียน มีนักเรียน ๙๑๓ คน แต่มีห้องเรียนที่ใช้ได้จริงเพียง ๑๐ ห้อง ยังขาดห้องเรียนอีก ๑๗ ห้อง และจากการตรวจสอบข้อมูลสำมะโนประชากรพบว่า แนวโน้มในอีก ๕ ปีข้างหน้าครับ ท่านประธานจะมีนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ปี ดังนั้นโรงเรียนจึงมีความจำเป็นอย่าง เร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการจัดหาห้องเรียนให้กับนักเรียนเก่าและนักเรียนใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการก่อสร้างอาคารเรียน โดยขอจัดตั้งงบประจำปี ๒๕๖๗ งบลงทุนรายการก่อสร้างอาคารเรียน ๓๑๘ ล./๕๕-ข ในเขตแผ่นดินไหว เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการของโรงเรียน และยกระดับคุณภาพการศึกษาในเขตชนบทให้มี มาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานของภาครัฐและชุมชนต่อไป ทั้งนี้สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรีได้เสนอคำของบประมาณ งบลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้างต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้พิจารณาจัดตั้งงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้แต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงว่าโรงเรียนขาดแคลน ซึ่งโรงเรียนได้จัดเตรียมการก่อสร้างของอาคารเรียน ไว้แล้วครับ แต่ต่อมาการตรวจสอบรายชื่อปรากฏว่าไม่พบรายชื่อของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ลาดหญ้า กาญจนบุรี ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๓ งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๗ เล่มที่ ๑๐ ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉะนั้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ ลาดหญ้า กาญจนบุรี จึงเพิ่มเติมคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ของโรงเรียนคุณภาพตามนโยบาย ๑ อำเภอ ๑ โรงเรียนคุณภาพ แต่ปรากฏว่าเรื่องดังกล่าว ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๗ และปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ผมจึงขอถาม ท่านรัฐมนตรี ๒ คำถามครับ🔗
คำถามแรก คือกระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายจัดสรรงบประมาณในการ ก่อสร้างอาคารเรียน ๓๑๘ ล./๕๕-ข ในเขตแผ่นดินไหว ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ หรือไม่ อย่างไร หากกระทรวงศึกษาธิการไม่มีนโยบายเรื่องดังกล่าวจะมีมาตรการในการแก้ไข ปัญหานี้ได้อย่างไร ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ให้มาตอบกระทู้ถาม ที่ ๔๐๓ ของท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาญจนบุรี ต้องขอขอบคุณในความห่วงใยจริง ๆ นะครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่ตั้งกระทู้วันนี้ด้วยความห่วงใยการศึกษาอย่างแท้จริง มันเป็นเรื่องที่ท่านเอง ให้ความสำคัญในเรื่องของการขาดแคลนอาคารเรียน ผมขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้ครับ ขอตอบคำถามของท่านว่ากระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายจัดสรรงบประมาณในการ ก่อสร้างอาคารเรียนในเขตแผ่นดินไหวให้กับโรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี ในงบประมาณปี ๒๕๖๙ หรือไม่ อย่างไร ขอตอบว่ามีครับ แต่อยากจะอธิบายท่านสมาชิก จะได้เข้าใจการทำงานร่วมกัน เพราะผมเชื่อว่าทุกท่านเข้าใจเราจะได้ร่วมมือแก้ปัญหาได้ พร้อม ๆ กันครับ โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า กาญจนบุรี มีนักเรียนทั้งหมด ณ ปัจจุบัน จำนวน ๑,๐๐๖ คน เป็นสถานที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงปีที่ ๖ ตั้งอยู่ในตำบล ลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในโรงเรียนก็มีอาคารถาวร จำนวน ๒ หลัง อาคารกึ่งถาวร ๒ หลัง โรงฝึกงานอีกจำนวน ๓ หลัง อาคารชั่วคราวอีกจำนวน ๓ หลัง หอประชุม ๑ หลัง โรงอาหาร ๑ หลังครับในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ โรงเรียนได้เสนอ ขอจัดตั้งงบประมาณงบลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง สำหรับก่อสร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่ แบบ ๓๑๘ ล./๕๕-ข ในเขตแผ่นดินไหวจำนวน ๑ หลัง ซึ่งอาคารนั้นจะมีจำนวนห้องเรียน คือ ๑๘ ห้องเรียน งบประมาณทั้งหมด ๒๔,๗๙๒,๐๐๐ บาทถ้วน ซึ่งเป็นงบผูกพัน ในปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ อย่างที่ท่านสมาชิกได้บอกนะครับ ที่ท่านอัครนันท์ได้กล่าวถูกต้องเลยว่า โรงเรียนทำเรื่องเสนอมาผ่านเขตพื้นที่ เขตพื้นที่เสนอมายัง สพฐ. แต่ผมจะนำเรียนอย่างนี้ว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. เมื่อได้รับเรื่องแล้ว เราได้ทำเรื่องส่งต่อไปเพื่อขอ จัดตั้งงบประมาณกับสำนักงบประมาณครับยืนยัน แต่ด้วยระบบการของบประมาณของ แผ่นดิน ภายใต้ Ceiling เพดานงบประมาณที่เราโดนจำกัดเราส่งครบครับ ปี ๒๕๖๗ เราส่ง ขออาคารเรียนไปทั้งหมดน่าจะประมาณ ๒๐,๐๐๐ รายการ อาคารเรียนและอาคารประกอบ ต่าง ๆ ได้รับจัดสรรมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ รายการ คือหมายถึงว่าครึ่งหนึ่งที่เราได้รับจัดสรร เพราะว่าแน่นอนเขตพื้นที่ส่งมาทุกเขต หน้าที่ของ สพฐ. คือเขตพื้นที่ในแต่ละเขตพื้นที่ได้เรียงลำดับความสำคัญแล้ว ลำดับ ๑ ลำดับ ๒ ทุกลำดับคือความสำคัญ สพฐ. เสนอตามเพื่อของบประมาณ แต่ด้วยความจำกัด ของงบประมาณเราเลยได้รับจัดสรรมาเพียงแค่ครึ่งเดียวในปี ๒๕๖๗ แล้วปัญหาก็เกิดต่อครับ ปี ๒๕๖๗ งบประมาณล่าช้า เขตพื้นที่เอง โรงเรียนเอง ก็ยังไม่รู้ว่าเราจะได้งบปี ๒๕๖๗ ในขณะดำเนินการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แล้วหรือไม่ กระบวนการต่าง ๆ ทำให้งบประมาณปี ๒๕๖๗ ล่าช้า การเสนองบปี ๒๕๖๘ ก็โดนจำกัดว่า ให้รีบส่ง โรงเรียนก็ไม่กล้าส่ง ส่งไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าปี ๒๕๖๗ จะได้ไหม ถ้าปี ๒๕๖๗ ได้แล้วส่งปี ๒๕๖๘ ไปอีกก็กลายเป็นว่าทับซ้อน ซ้ำซ้อน ซึ่งทำไม่ได้ โรงเรียนก็รอเข้าใจเลย พอโรงเรียนรอผลก็ออกมาว่าปี ๒๕๖๗ ไม่ได้ ทำให้โรงเรียนเสียโอกาสที่จะเสนอปี ๒๕๖๘ นั่นคือความจริงเลยครับผมเห็นใจโรงเรียน โรงเรียนเลยต้องตั้งต้นใหม่ ตั้งที่จะเสนอปี ๒๕๖๙ นี้ครับ ปี ๒๕๖๙ ที่โรงเรียนขอไปอยู่ลำดับ ๑ ของเขตพื้นที่ สพม. กาญจนบุรี ซึ่งแน่นอน ลำดับ ๑ คือความสำคัญที่สุดในเขตพื้นที่นั้น ๆ ที่จัดสรรมาโดยเงื่อนไข ด้วยอัตราการ ขาดแคลนของโรงเรียน โรงเรียนเองมีทิศทางที่เติบโตครับ หมายถึงว่าเด็กเพิ่มขึ้น เมื่อปี ๒๕๖๗ ที่ได้เสนอมานั้นคือข้อแบบอาคารเรียน ๓๑๘ ล./๔๔-ข หมายถึงว่าขออาคาร ๑๘ ห้องเรียนมา แต่ปีนี้ สพฐ. เอง และเขตเอง เห็นแล้วว่าทิศทางเด็กมีแต่โตขึ้น การที่ สพฐ. ขอให้โรงเรียนในครั้งนี้ไม่ได้ขอแค่ ๑๘ ห้องเรียนแต่เราขอให้ ๒๔ ห้องเรียน เป็นงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ซึ่งผ่านเขตพื้นที่มาแล้ว แล้วก็เป็นลำดับ ๑ ของเขตพื้นที่ด้วยในความขาดแคลน แล้วปีนี้ สพฐ. ก็จะทำเรื่องของบประมาณไปที่สำนักงบของโรงเรียนแห่งนี้ ในจำนวน ๒๙,๔๑๕,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๘ ห้องเป็น ๒๔ ห้องเรียน เพราะอัตราขาดแคลนที่เพิ่มเติม เพิ่มขึ้นใน ๒ ปีครับ อยากให้ท่านมั่นใจว่าทุกอย่างความขาดแคลนของโรงเรียนในพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความสำคัญแล้วก็อยากให้ได้รับงบประมาณ แต่อย่างไรก็ดีผมฝากตรงนี้ครับ ถ้าเราเองไม่ได้ผ่านการจัดสรรในระดับของสำนักงบประมาณ ขอความร่วมมือท่านสมาชิกร่วมกันแปรญัตติกลับไป โดยกระทรวงจะส่งมาครับ ผมยืนยัน นะครับว่ารายการนี้ถ้าเกิดไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ทางกระทรวงมีหน้าที่ที่จะขอ แปรญัตติงบประมาณมาโดยเงื่อนไขคือบัญชีที่โดนตัดโครงการเดิมสามารถขอแปรญัตติแล้วก็ ขอความกรุณาท่านกรรมาธิการงบประมาณร่วมกันช่วยพิจารณาให้ผ่านอันนี้คือมิติอีกมิติ หนึ่งที่ผมอยากอธิบายแล้วเราได้ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ความขาดแคลนที่เราเกิดขึ้นนั้นจะได้ ช่วยกันแก้ปัญหาให้ถูกครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งยืนยันครับ กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ให้ความสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ไม่ว่าเรื่องอาคารเรียน สวัสดิการ และการจัดการศึกษาของ เด็กนักเรียนไทยทั้งประเทศครับ ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ ท่านมีสิทธิซักถามได้อีกครั้งหนึ่งครับ เชิญครับ🔗
จริง ๆ ได้ข้อความที่กระจ่างชัด แล้วครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการมาก ๆ ครับ ที่ให้คำยืนยันครับ เพราะว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะพื้นที่ของกระผมเป็นพื้นที่ชนบทบางส่วนด้วยครับ วันนี้ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีครับที่ท่านรัฐมนตรีได้มาตอบ แล้วก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์จะได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ซึ่งผมในฐานะผู้แทนราษฎร ต้องขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนคนเมืองกาญจน์ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอยืนยันครับว่าเราจะทำอย่างเต็มที่นะครับในเรื่องของงบประมาณ ในการทำกระบวนการ ขั้นตอนที่เสนอไปสำนักงบ แล้วผมก็หวังว่าเราจะได้รับจัดสรรตั้งแต่สำนักงบให้กับเรามา เพราะทุกครั้งที่เสนอเราไม่เคยเสนอเกิน Ceiling ครับ เรารู้ว่าเพดานงบประมาณอาจจะขยับ กันได้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เราก็จะไม่เกิน เพราะทุกโครงการที่เสนอนั้นล้วนแต่สำคัญ แต่อย่างไรก็ดีครับ แผน ๒ ที่อาจจะต้องขอความร่วมมือกรรมาธิการงบประมาณที่ต้องช่วย ต่อไปก็คือการแปรญัตติกลับไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนะครับ ระเบียบวาระที่🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะครับ ซึ่งได้ดำเนินการถามและตอบที่ห้องกระทู้ ถามแยกเฉพาะเรียบร้อยแล้วนะครับ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
ขณะนี้เราก็ดำเนินการในการถามกระทู้ถามแยกเฉพาะ พร้อม ๆ กับ กระทู้ถามในห้องประชุมใหญ่ก็ดำเนินการไปแล้วนะครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ผู้ถามกระทู้ถามนะครับ ก่อนที่จะดำเนินการถามและ ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอชี้แจงต่อที่ประชุมทราบดังนี้🔗
๑. การถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะแต่ละกระทู้ให้ถามและตอบ ได้กระทู้ละ ๒ ครั้งนะครับ ท่านถามครั้งแรกแล้วถามได้อีกครั้งที่ ๒ นะครับ ท่านรัฐมนตรี ก็จะตอบตามคำถามที่ท่านว่า แล้วก็ให้เสร็จภายใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ และข้อ ๑๗๓ ประกอบกับข้อ ๑๖๗ เพราะฉะนั้นถ้าท่านตั้งใจจะถาม ๒ นาทีท่านก็แบ่งเวลา เอาเอง ก็คิดว่าผู้ถามก็ ๑๐ นาที ผู้ตอบก็ ๑๐ นาทีนะครับ🔗
๒. กระทู้ถามแยกเฉพาะได้อนุญาตให้ประชาชนเข้ามานั่งฟังได้เช่นเดียวกับ กระทู้ถามทั่วไปนะครับ แต่ว่าผู้ที่เข้าก็จะอยู่ด้านหลังของผู้ถาม แต่ขอความร่วมมือบุคคล ที่เข้ามาต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เรียบร้อย และเมื่อเข้ามาแล้วก็ขอให้อยู่ในระเบียบ เช่นว่ารักษาความสงบ ไม่ตบมือเชียร์หรือส่งเสียงดัง หรือใช้โทรศัพท์รบกวนการตอบกระทู้ถาม ในห้องนี้นะครับ ก็ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ🔗
๑. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๘๗ เรื่อง การบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วย จานใต้ นายชัชวาล แพทยาไทย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ (ในระเบียบวาระ ๑.๓.๑)🔗
สำหรับกระทู้ถามแยกเฉพาะลำดับที่ ๑ เป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๘๗ ของคุณชัชวาล แพทยาไทย ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระที่ ๑.๓.๑ ซึ่งกระทู้ถามของคุณชัชวาล แพทยาไทย ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ ซึ่งกระทู้ถามนี้ ได้เลื่อนมาจากวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗ ครับ แล้วก็ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดภารกิจที่นัดหมายล่วงหน้าแล้ว ก็ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ท่านอิทธิ ศิริลัทธยากร เป็นผู้ตอบกระทู้ถามตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสองนะครับ สำหรับ ผู้ที่ขออนุญาตเข้ารับฟังกระทู้ถามนี้ก็มี ๕ ท่านครับ ๑. คุณวีระพล ช่างไถ ๒. คุณวีระยุทธ งามจิตร ๓. คุณวรวุฒิ โตวิรัตน์ ๔. คุณนันท์นภัส จันทร ๕. คุณเกศรินทร์ จารีต ขออนุญาต นะครับ ให้เข้ามานั่งรับฟังได้นะครับ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีมาแล้วนะครับ ขอเชิญคุณชัชวาลถาม ได้ครับ ครั้งแรกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตน์และอำเภอเมืองสรวงครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ท่านได้เสียสละเวลา อันมีค่ามาตอบกระทู้ถามของผมในวันนี้ ซึ่งคำตอบของท่านรัฐมนตรีวันนี้จะเป็นประโยชน์ อย่างมากมายต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปทุมรัตน์และพี่น้องในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ท่านประธานครับ อำเภอปทุมรัตน์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดร้อยเอ็ดครับ ได้อยู่ด้านทาง ทิศเหนือของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีพื้นที่ ๓๕๗ ตารางกิโลเมตร ประชากรในพื้นที่ปัจจุบัน มี ๕๓,๒๗๔ คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา เลี้ยงสัตว์เป็นหลัก ด้วยความที่ พี่น้องในพื้นที่อำเภอปทุมรัตน์ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรครับ ปัจจัยสำคัญที่จะหล่อเลี้ยง เกษตรกรให้สามารถทำการเกษตร เพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ต่อไปได้สิ่งสำคัญคือน้ำครับ น้ำคือชีวิต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด มักจะประสบปัญหาน้ำขาด และน้ำเกิน คือน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและน้ำขาดในฤดูแล้งครับ ด้วยข้อจำกัดด้านลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้การบริหารจัดการทั้งน้ำฝน น้ำผิวดินและน้ำ ใต้ดินในพื้นที่อำเภอปทุมรัตน์มีอุปสรรคคล้ายคลึงกับพื้นที่ส่วนใหญ่อื่น ๆ ในภาคอีสาน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบสูงครับ สลับกับพื้นที่ราบแบบลูกคลื่นไม่มีภูเขาล้อมรอบ จึงไม่เหมาะกับการสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่นี่จึงเป็นได้แค่ทางผ่านของมวลน้ำในแต่ละปี ที่ไหลจากที่สูงผ่านอำเภอปทุมรัตน์ลงสู่ที่ต่ำแล้วก็ลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป ท่านประธานครับ แม้ที่อำเภอปทุมรัตน์จะไม่มีภูเขาครับ ไม่สามารถสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เหมือนพื้นที่ อื่น ๆ ได้ แต่ที่นี่ยังมีอ่างเก็บน้ำที่สำคัญ ๑ แห่ง นั่นก็คืออ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ครับ ซึ่งถือเป็น แหล่งน้ำที่สำคัญของพี่น้องชาวอำเภอปทุมรัตน์ ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๐๘ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ของบรรพบุรุษชาวอำเภอปทุมรัตน์ในอดีต โดยการนำของท่านพระครูเกษตรสารพิศิษฐ์ หลวงปู่อ่วม โชติโกที่เล็งเห็นถึงความลำบากของชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค ท่านจึงได้ร่วมกับชาวบ้านยื่นเรื่องต่อภาครัฐในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้แห่งนี้ ท่านประธานครับ อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้อยู่ในพื้นที่ครอบคลุมตำบลบัวแดงและตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตน์ มีพื้นที่อ่าง ๓.๖ ตารางกิโลเมตร ความจุที่ระดับกักเก็บน้ำอยู่ที่ ๕.๘ ล้านลูกบาศก์เมตรครับ มีพื้นที่รับน้ำฝนที่หัวงานอยู่ที่ ๕๗ ตารางกิโลเมตร พื้นที่ได้รับ ประโยชน์อยู่ที่ ๘,๗๑๙ ไร่ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ มีปริมาณเพียง ๐.๓๖ ล้านลูกบาศก์เมตร เฉลี่ยเพียง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ของความจุทั้งหมด ถือว่าเป็นระดับกักเก็บที่ต่ำและวิกฤติมาก หากเกิดปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องยาวนานในอนาคต จะสร้างความเสียหายให้ทั้งพี่น้องในภาคเกษตรและภาคครัวเรือนเพราะน้ำในอ่างแห่งนี้ ใช้ทั้งอุปโภคบริโภคและใช้ในกิจกรรมทางการเกษตร และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพ การกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ผิดปกติเกิดจากสภาพทางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ตามกาลเวลาครับ บางจุดมีวัชพืชปกคลุม บางจุดมีตะกอนทับถม นี่จึงส่งผลให้การกักเก็บน้ำ ไม่เต็มศักยภาพ ผมจึงขอนำเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ เพื่อเน้นย้ำว่า อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้กำลังวิกฤติ ขาดประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง อย่างเพียงพอ ผมจึงขอตั้งคำถามที่ ๑ เรียนผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีแนวทางในการเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร ท่านวางระยะการแก้ไขปัญหาเป็นระยะสั้น และระยะยาวอย่างไร และการดำเนินการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการได้เมื่อไร เป็นคำถามที่ ๑ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณชัชวาลครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มาตอบ กระทู้ถามของท่าน สส. ชัชวาล แพทยาไทย สส. จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย จากการได้รับฟังท่านผู้แทนคนขยันของคนร้อยเอ็ดได้บรรยายถึงสภาพของพี่น้องชาวปทุมรัตน์ ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของท่าน ท่านบอกว่าสภาพพื้นที่ตรงนี้นั้นมีทั้งเกินและขาด เกินก็คือ เวลาหน้าฝนก็จะมีเกิดน้ำท่วม ในหน้าแล้งก็ขาดน้ำ ซึ่งต้องบอกว่าผมเห็นท่านในทีวีบ่อยครั้งมาก ผมติดตามบทบาทของท่าน ท่านเป็นผู้แทนที่พี่น้องชาวร้อยเอ็ด เขต ๗ ต้องภูมิใจว่าปัญหา ของพ่อแม่พี่น้องท่านดูแลมาอย่างดีเยี่ยมนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องขอโทษท่านนิดหนึ่ง เมื่อเดือนที่แล้วกระทู้ถามเข้า ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้มาตอบ แต่ว่าผมติดภารกิจจริง ๆ ก็ขอเลื่อนมาเป็นวันนี้ แล้วก็ยินดีครับ ยินดีที่จะมาตอบเพื่อความกระจ่าง เพื่อให้ท่านสามารถนำคำตอบไปบอกกับพ่อแม่พี่น้อง ในเขตเลือกตั้งของท่านนะครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตตอบคำถามของ ท่าน สส. ชัชวาล ถึงสภาพอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ซึ่งท่านพูดว่าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญของตำบลบัวแดง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกรมชลประทาน ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ มีความจุ ๕.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ ชลประทาน ๘,๗๑๙ ไร่ ตรงตามที่ท่านพูดนะครับ การพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ที่ผ่านมา กรมชลประทานก็ได้ทำการขุดลอกต่อเนื่องมาแล้ว ๘ ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้อ่างเก็บน้ำแห่งนี้นั้น ตื้นเขิน โดยได้ขุดลอกไปกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร โดยในทุกปีกรมชลประทาน จำเป็นต้องสำรองน้ำเพื่อใช้หล่อเลี้ยงประชาชนไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ครัวเรือนในบริเวณดังกล่าว ในการทำน้ำประปาโดยต้องสงวนน้ำไว้ถึง ๔๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้การบริหาร น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรอีกเป็นปริมาณมาก สิ่งที่ผมขออนุญาตนำเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่าน สส. ผู้ตั้งกระทู้ถามก็คือเราประเมินแล้วว่าอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ มีปริมาณความจุที่เพียงพอต่อการดูแลพี่น้องประชาชนและพี่น้องเกษตรกรในอำเภอ ปทุมรัตน์ แต่ปัญหาหลักก็คือการขาดน้ำต้นทุนที่จะนำมาเติมและกักเก็บในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ โดยอ้างอิงจากสถิติย้อนหลัง ๒๐ ปี ตัวเลขเฉลี่ยของปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้มี เพียง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณความจุทั้งหมดเท่านั้นเอง กระผมได้ประสานและมอบ ให้กรมชลประทานตรวจสอบความตื้นเขินและกำจัดวัชพืชต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ และให้ทาง กรมชลประทานวางแผนในมิติของการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของการบริหาร จัดการน้ำเพื่อบริการให้พี่น้องประชาชนอย่างดีเยี่ยมต่อไปครับ ขอตอบคำถามข้อแรก🔗
ครับ ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เชิญคุณชัชวาล แพทยาไทย ถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบขอบพระคุณคำตอบของท่านรัฐมนตรีอิทธิ ศิริลัทธยากร นะครับ ที่ท่านได้ให้ ความกรุณาชี้แจงให้เห็นถึงแนวทางในการแก้ปัญหาทั้งอดีตแล้วก็ในอนาคต ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้ให้เห็นอีก ๑ ปัญหาที่สำคัญนอกจากสภาพอ่างเก็บน้ำที่ตื้นเขิน ซึ่งตรงกันกับผมเลยครับ อีกปัญหาหนึ่งก็คือแหล่งน้ำต้นทุน ปัญหาที่สำคัญอีกประการ ของอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ นอกจากจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ตะกอนที่นอนก้นที่ทับถมกันทำให้ศักยภาพการกักเก็บน้ำต่ำจนน่าตกใจ การขาดแคลน แหล่งน้ำต้นทุนนี่ละครับ ขาดแหล่งน้ำต้นทุนที่จะเติมเข้าอ่างเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันครับ ที่ผ่านมาน้ำที่เติมเข้าอ่างมาจากน้ำฝนที่ตกลงพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ ๕๗ ตารางกิโลเมตรเหนืออ่าง จังหวัดร้อยเอ็ดมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีเพียง ๑,๓๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยฝน ของประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๑,๘๐๐ มิลลิเมตร นั่นหมายความว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์ครับ ท่านต้องให้ความสำคัญในการหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่มาเติมเข้าอ่าง และทางเลือกที่มีการศึกษาออกแบบมาอย่างยาวนาน และยังไม่มีการดำเนินการครับ หนึ่งในนั้นก็คือการผันน้ำจากลำเสียวใหญ่สู่อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ ก่อนอื่นนะครับ ผมต้องขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่จากสำหรับชลประทานที่ ๖ และเจ้าหน้าที่จากโครงการ ชลประทานจังหวัดร้อยเอ็ดทุกท่านที่ได้พยายามผลักดันโครงการนี้มาตลอด ชื่อเต็มของ โครงการนี้ชื่อว่าโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบสูบน้ำบ้านดู่ใหญ่ ตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ลักษณะของโครงการก็คือสถานีสูบน้ำวางระบบท่อใต้ดิน ระยะทาง ๖.๒ กิโลเมตร มีพื้นที่รับน้ำนั่นก็คือพื้นที่ลำเสียวใหญ่ ๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร พื้นที่รับประโยชน์ ๒,๐๐๐ ไร่ และงบประมาณในการก่อสร้างที่เคยสำรวจอยู่ที่ ๖๐-๘๐ ล้านบาท แค่นั้นเองครับ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กรมชลประทาน ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้องครับ ครั้งนั้นเราทุกคน มีความเห็นตรงกันครับว่าหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลน แหล่งน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ได้อย่างถาวร เพราะน้ำจากลำเสียวใหญ่ในฤดูน้ำหลาก มีมากครับ มากจนเอ่อท่วมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ในทุก ๆ ปี แต่ปัญหาที่สำคัญของโครงการนี้ พวกเราเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำเป็นห่วงอยู่อย่างเดียวครับ นั่นก็คือหากโครงการนี้ ก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วจำเป็นต้องโอนถ่ายภารกิจให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงาน ปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีศักยภาพในการดูแลโครงการนี้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญนั่นก็คือค่าไฟครับ ท่านประธาน ค่าไฟฟ้าที่เป็นภาระในการสูบส่งน้ำแต่ละปีเราคำนวณกันอยู่ที่ปีละ ๑ ล้านกว่าบาท นี่คือเป็นปมปัญหาครับท่านประธาน ที่ผมอยากฝากเป็นคำถามสุดท้ายผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีครับว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสถานี สูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านดู่ใหญ่ที่มีการสำรวจออกแบบไว้แล้วหรือไม่ หากจะ ดำเนินการท่านจะดำเนินการเมื่อไร และแนวทางในการบริหารจัดการโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ในการสูบส่งน้ำ ท่านจะมีวิธีในการบริหารจัดการอย่างไร เป็นคำถามสุดท้ายครับ ด้วยความ เคารพครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณชัชวาลครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพรัก สำหรับคำถามข้อที่ ๒ ของท่าน สส. ชัชวาลนั้น ผมได้รับรายงานจากทางกรมชลประทานว่าท่านเป็น สส. ที่ขยัน ท่านได้ลงไปดูพื้นที่ กับทางเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานเพื่อหาวิธีในการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ มาแล้ว เพราะท่านได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ผมเห็นภาพเลยว่าท่านไปเดินลุยมาแล้ว ท่านรู้แหล่งที่ ท่านรู้สภาพดี เพราะฉะนั้นกรมชลประทานได้พิจารณาว่าเราสามารถที่จะนำน้ำจากแหล่งน้ำ ใกล้เคียงมาเติมในอ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้ได้เพราะการชี้แนะของท่านส่วนหนึ่งด้วยนะครับ ขณะนี้กรมชลประทานได้สำรวจโครงการผันน้ำจากลำน้ำเสียวใหญ่มาเติมอ่างเก็บน้ำ ห้วยจานใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ และจะเสนอโครงการ ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมอาคารประกอบบ้านดู่ใหญ่ ตำบลหนองแคน อำเภอ ปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งถ้าการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถสูบน้ำจากลำน้ำเสียวใหญ่ ซึ่งประมาณปริมาณน้ำท่าในลำน้ำเสียวใหญ่ไว้ที่ ๓๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรมากักเก็บไว้ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้โดยระยะทางที่ต้องวางท่อผันน้ำประมาณ ๖.๒ กิโลเมตรตามที่ท่านได้ บรรยายมานะครับ ก็ขอนำเรียนท่านประธานว่าผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังคือการเติมน้ำให้ อ่างเก็บน้ำห้วยจานใต้และเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายน้ำให้เกษตรกรที่อาศัยอยู่ รอบบริเวณแนวท่อผันน้ำอีกไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ไร่ โดยคาดว่าโครงการนี้จะสามารถเพิ่ม ปริมาณน้ำในอ่างให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี และมอบให้ชลประทาน สนับสนุนงบประมาณเริ่มก่อสร้างโครงการนี้ภายในปี ๒๕๗๐ ครับ ผมว่าไม่ช้าเลยครับ ก็คงเป็นที่พอใจของท่าน สส. นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีบอก สส. คนขยัน นอกจากขยันแล้วรูปหล่อด้วยนะ เป็นพระเอก หนังได้นะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ มีประเด็นหนึ่งผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยตอบ เพราะว่า สส. ยังค้างอยู่นิดเดียว คือประเด็นว่าเรามีเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแล้วงบประมาณในการ จ่ายค่าไฟฟ้าหรือน้ำมันชาวบ้านอาจจะไม่มีทุน ที่ชาวบ้านผมมีเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อทำนา ปรากฏว่าได้ทิ้งร้างเพราะชาวบ้านไม่มีเงิน คือตอนแรก รอบแรกก็ดี เฉลี่ยกัน ออกสตางค์ ตอนหลังมันไม่มีความสามารถพอที่จะรวมสตางค์แล้วก็ไม่คุ้มต้นทุนที่ทำนาก็เลย ทิ้งร้างไว้ ก็เลยสร้างแล้วก็ไม่ได้ใช้ ก็เลยต้องใช้น้ำตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ฝากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าค่าไฟฟ้าชาวบ้านจะไม่มีความสามารถ แต่ว่าสร้างไว้เสร็จด้านลงทุน แต่ชาวบ้านไม่สามารถจะมีเงินใช้ก็กลัวจะสูญเปล่า ท่านช่วยคิดดู หรือจะตอบได้ก็ดีครับ🔗
ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพรักครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ผมลืมตอบข้อนี้ให้กับ ท่าน สส. เพราะว่าผมเป็นผู้แทนมาเหมือนกัน ปัญหานี้ผมก็เจอเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมจะนำปัญหาของท่านไปปรึกษากับทางกรมชลประทานว่าจะสามารถดูแลได้ขนาดไหน ซึ่งผมเชื่อว่าต้องเป็นที่พอใจเพราะว่าท่านก็เป็นห่วง ผมก็เป็นห่วง ท่านประธานสภาก็เหมือนกัน เรามาจากผู้แทนเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นความต้องการ ท่านประธานพูดถูกเลย แรก ๆ ก็โอเค ชาวบ้านยอมออกให้ แต่หลัง ๆ ชักไม่ค่อยมี โดยเฉพาะต้องมาเฉลี่ยกันนะครับ ก็ต้องพยายามจะไปปรึกษาไปถามเขาว่าพอเป็นไปได้ไหม ที่จะแก้ไขหรือว่าใช้ระบบ โซลาร์เซลล์เข้ามาเพื่อที่ให้ประหยัดค่าไฟด้วยนะครับ ท่านประธานบอกว่าผมบอกคนขยัน ท่านประธานต่อว่ารูปหล่อด้วย ผมต่ออีกนิดได้ไหมครับ วันนี้ไม่ได้คาดผ้าขาวม้ามาครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ คุณอิทธิ ศิริลัทธยากร ก็รู้จักกัน มานาน แล้วก็ขอบคุณท่าน สส. ชัชวาลมากครับ เชิญนิดหน่อยได้ครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ที่ให้โอกาสผมได้ตั้งกระทู้ถามแล้วก็ช่วยเก็บ ประเด็นที่ตกหล่น แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ คิดว่าคราวนี้คงเป็น ข่าวดีของพี่น้องชาวอำเภอปทุมรัตน์ หลายคนฝากผมมาครับท่านครับว่า ตั้งแต่ก่อตั้งฝาย แห่งนี้น้ำในฝายก็ไม่เคยเต็มอ่างสักที น้อยมากที่จะเต็มอ่าง ในปีที่ฝนตกหนัก ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นหากปีนี้ หากในอนาคตข้างหน้าน้ำเต็มฝาย เชื่อเถอะครับ พวกเราไม่มีทรัพยากร อย่างอื่นครับท่านครับ พวกเราไม่มีทะเล ไม่มีภูเขา เรามีแต่ทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ แล้วสิ่งที่เราอยากได้คือน้ำครับ ท่านทราบไหมครับว่าปีนี้พี่น้องเกษตรกรชาวนายิ้มได้ครับ ยิ้มได้เพราะอะไรทราบไหมครับ ทำนาได้ ๑ ไร่ ๗๐๐-๘๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไม่เคยทำได้ มาก่อน ปกติพี่น้องในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ทำนาได้แค่ ๓๕๐-๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ แต่ปีนี้ฝนดี ครับท่านครับ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทีนี้ถ้าเราบริหารจัดการน้ำได้ พี่น้องชาวนาสามารถ ทำนาได้ปริมาณต่อไร่สูง ยิ้มได้ครับ ส่วนกลไกตลาดค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมอยาก จะนำเรียน ทำไมผมถึงติดตามเฉพาะเรื่องน้ำ เพราะว่าน้ำคือชีวิตของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ผมจริง ๆ ครับ ขอบพระคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีมากครับ ขอบคุณครับ🔗
เราจะถ่ายทอดสดให้ หลังจากจบการประชุม เพราะฉะนั้นบอกชาวบ้านในเขตเลือกตั้งได้นะครับ เลิกประชุมแล้ว ดูการถ่ายทอดสดที่กระทู้ถามที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณผู้นั่งฟังด้วยครับ🔗
๒. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๐๒ เรื่อง ขอให้ชี้แจงถึงมาตรการในการ แก้ไขปัญหาการจราจร และวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี (ในระเบียบวาระ ๑.๓.๔)🔗
ต่อไปเป็นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๐๒ เรื่อง ขอให้ชี้แจงถึงมาตรการในการ แก้ไขปัญหาจราจร และวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของ ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการที่สำคัญได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย คุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมอนุญาตให้ผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังต่อไปนี้ ๑. นายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ๒. คุณกัมปนาท สถิตพร นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการและบังคับคดี สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และผมขออนุญาตให้ประชาชนได้เข้าร่วมฟังในครั้งนี้ด้วย ๓ ท่านคือ ๑. คุณกฤตชัย อ่อนคำ ๒. คุณปิยาพัชร กันต์มิตรี ๓. คุณรัชชัย บุญลือ ซึ่งขณะนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาพร้อมที่จะตอบแล้วนะครับ ขอเชิญ คุณภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ ท่านจะถามได้ ๒ ครั้ง ทั้งหมดใช้เวลา ๒๐ นาที ผู้ถามควรใช้ เวลา ๒ คำถาม ๑๐ นาที และท่านรัฐมนตรีก็จะตอบ ๑๐ นาทีครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาครับ แล้วก็สวัสดีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วยนะครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน-ท่าแร้ง-สายไหม-ออเงิน แล้วก็ ลาดพร้าว-จรเข้บัวครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นเลยก็คือหลังจากที่ผมได้ยื่นกระทู้ถาม อันนี้เข้ามาก็มีการถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่าปัญหานี้อาจจะต้องถึงขนาดท่านรัฐมนตรี มาตอบจริง ๆ เลยหรือเปล่า เพราะว่าจริง ๆ แล้วครับ ง่ายสุดเลยคือระบบจราจรกับการ บังคับใช้กฎหมายถ้ามันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ มันก็สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ในระดับหนึ่งนะครับ แต่ท่านประธานครับ พื้นที่ของผมมีเส้นทางจราจรอยู่หลายเส้นที่เป็น เส้นหลัก ๆ ในพื้นที่ แล้วก็ปัญหาของการจราจรนี้ก็ไม่ได้คลี่คลายเสียที ทุกวันนี้ยังคงติดหนัก โดยเฉพาะในเส้นของสุขาภิบาล ๕ ถนนจตุโชติ ถนนเทพรักษ์ ถนนวัชรพล แล้วก็ ลาดปลาเค้าด้วย ซึ่งเส้นเหล่านี้ครับ มีปัญหาที่รถติดอย่างหนักโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ไม่ว่าตอนเช้าหรือตอนเย็นประชาชนนั้นร้องแล้วก็ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหามานานครับ แต่ว่าปัญหาต่าง ๆ นั้นก็ไม่ได้รับการแก้ไข มันถูกปล่อย ปล่อย Joint ปล่อยใจไปแล้วครับ ทำให้ประชาชนนั้นพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับปัญหาเหล่านั้น แต่ว่าทุกวันนี้สภาพ การจราจรมันแย่จริง ๆ ครับ ก็เลยทำให้เราจำเป็นที่จะต้องยื่นกระทู้ถามนี้เข้ามานะครับ กระทู้ถามผมยื่นมาในวันที่ ๓๑ ตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนที่เราจะปิดสมัยกัน ๒ เดือนที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ครับ เพราะว่าเราประสานทางสำนักจราจรกรุงเทพมหานคร รวมถึง ตำรวจท้องที่ต่าง ๆ แล้วก็ยังมีการประสานงานกับกองบังคับการตำรวจจราจร ตำรวจนครบาลด้วย รวมไปถึงกรมทางหลวงด้วย เข้ามาวางแผนทดสอบระบบต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ หน่วยงานเหล่านี้ครับ แต่ว่าทั้งหลายที่ผ่านมานั้นมันมีการปรับระบบกันอยู่บ้างแต่ว่ามันดี อยู่ไม่กี่วัน สุดท้ายแล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมก็เลยเอาสรุปปัญหารายงานต่าง ๆ ออกมา เป็นข้อ ๆ เพื่อที่จะฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการร่วมสั่งงานหรือว่าให้ผู้มีอำนาจหน้าที่นั้นจัดการ ระบบจราจรแล้วก็มีการแก้ไขดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่องนะครับ เราเข้าประเด็นปัญหา แรกเลยครับ🔗
ปัญหาแรกก็คือว่าหลายพื้นที่ในการบังคับใช้ระบบจราจร อย่างเช่นไฟสัญญาณ จราจรมีจริงครับแต่ว่าไม่ได้ถูกใช้อย่างเหมาะสมนะครับ ถ้าท่านเห็นตามสไลด์นี่สไลด์ตรงนี้ จะเป็นพื้นที่ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ไฟจราจรควบคุมช่องทางเดินรถสลับทิศทางบริเวณจตุ โชติ ถ้าท่านเห็นก็คือมันมี Trust แล้วก็มีสัญญาณไฟจราจรสลับช่องทาง ตรงนี้มีประมาณ ๑๐ ต้น แล้วต้นหนึ่งก็ค่าใช้จ่ายเยอะอยู่เป็นล้านอยู่นะครับ แต่ว่าติดตั้งมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๕ ปีนี้ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ เข้าไปแล้วไม่ถูกใช้เลย จริง ๆ แล้วก่อนที่จะมีการตั้งทางด้าน วิศวะจราจรจะต้องมีการทดสอบต่าง ๆ นานาถึงจะได้เอางบประมาณมาลงทุนทางด้านนี้ แต่ว่าตั้งแต่ที่มีมาเลยนั่นก็ไม่ได้ถูกใช้ เราคุยกับทาง สจส. คุยกับทางตำรวจด้วย ปรากฏว่า คำตอบที่ได้ก็คือว่าถ้าเปิดใช้รถจะติดมากกว่าปกติ ผมเลยไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วเป็นอย่างนั้น จะติดตั้งทำไม อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ ต่อมาก็คือในช่วงของแยกจตุโชติขึ้นทางด่วนตรงนี้ก็มี ไฟสัญญาณจราจร ถ้าท่านเห็นอยู่นี่ก็คือว่าเราไปในวันที่มีการทดสอบ แต่หลังจากนั้นมา ก็ถูกปิด สภาพเหตุการณ์ตอนเช้า ๆ ก็คือว่ารถมาจากทุกทิศทุกทางมันมาหยุดกันที่สี่แยก สามแยกตรงนี้ ต่างคนต่างแย่งชิงกันไปแล้วก็มีรถบางเลนก็ออกมาจากนอกเลนของตัวเอง วิ่งสวนทางกันไป ถ้าเราลงไปดูพื้นที่ตอนเช้าแล้วมันจะค่อนข้างที่จะปวดหัวเลย แล้วเราก็มี การบีบแตรหรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุเกิดขึ้นตอนเช้าอย่างมากมาย บางวันไม่มีเจ้าหน้าที่ในจุด เหล่านี้ ผมขอสไลด์ถัดไปได้ไหมครับ อันนี้ก็เป็นอีก ๑ อันครับ มันเป็นไฟแยกจราจรบนถนน วัชรพล-รามอินทรา ๖๕ แล้วก็รามอินทรา ๕๕ นะครับ จุดที่เราให้ดูเห็นไหมมันมีไฟสัญญาณ จราจรอยู่ถึง ๒ ชุดเลย เมื่อประมาณก่อนปลายปีที่แล้วก็มีการติดตั้งเข้ามา แต่ว่าทุกวันนี้ ก็ไม่ได้เปิดระบบใช้กันอย่างเป็นทางการ ทุกคนก็ยังคงที่จะต้องแย่งสร้างตำนานแยกวัดใจ ตรงนี้แล้วก็วิ่งข้ามเลนกันตลอดเวลา หรือบริเวณแยกลาดปลาเค้าอันนี้ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างนะ ครับ ไปสไลด์หน้าที่ ๓ ครับ นอกจากนี้แล้วหลายพื้นที่ก็จะมีเรื่องของการบังคับกฎจราจร อย่างไม่เคร่งครัด เช่น ในบริเวณของถนนเทพารักษ์มีการจอดริมถนนตลอดเวลาทำให้ช่วง เช้าและช่วงเย็นนั้นรถที่สัญจรไปมาวิ่งได้ไม่เต็มเลน แล้วสภาพรถก็ติดอย่างที่เห็น อันนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้ขับขี่ก็ฝ่าฝืนกฎหมายจนกระทั่งหลาย ๆ ที่เกิดเป็นความเคยชินพอเรา จะบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาตำรวจจะลงไปบังคับใช้กฎหมายก็มีการกระทบกระเทือน กับบุคคลต่าง ๆ หรือประชาชนต่าง ๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมายกันจนกระทั่งมันกลายเป็นนิสัย เพราะฉะนั้นคำถามแรกก็คือว่าท่านจะมีมาตรการใช้บังคับในการใช้ระบบจราจรให้มี ประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รวมไปถึงการบังคับใช้กฎระเบียบจราจรอย่างเคร่งครัดเพื่อลด ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างไร นอกเหนือจากนี้แล้วจะสอบถามเพิ่มเติมด้วยเพราะว่า ถนนอย่างสุขาภิบาล ๕ เป็นถนน ๔ เลนซึ่งมันขยายไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจะมีแนวทาง ในการเพิ่มถนนเพิ่มเติมขึ้นไปหรือไม่ อย่างไร ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย วันนี้ขออนุญาตมาตอบกระทู้ถามโดยท่าน สส. ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ที่ได้มีความห่วงใยในเรื่องของสภาพการติดขัดการจราจรในพื้นที่ที่ท่านได้กล่าวมาค่ะ ดิฉัน เองได้ติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดแล้วก็ได้รับทราบเลยว่าวันนี้รถติดมากแล้วก็มีหลาย ๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเร่งด่วนในช่วงเช้าที่พี่น้องประชาชนออกไป ทำงาน ช่วงเย็นที่ทุกคนกลับบ้านบางทีลงจากทางด่วนมาก็คือท้ายแถวติดแล้ว ซึ่งก็สร้าง ความกังวลใจเป็นอย่างมาก อย่างที่ทางท่าน สส. ได้กล่าวว่าไฟตัวนี้ไฟ Reversible Lane มันถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ในสมัยก่อนที่จะเป็นท่านผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน และดิฉัน ก็ยังได้ทราบว่าท่านเองก็ได้ลงไปพื้นที่ไปดูว่ามันสามารถที่จะบังคับใช้ได้โดยการที่เปลี่ยน สัญญาณจราจรให้เวลาที่รถฝั่งไหนมาเยอะก็ให้เพิ่มเลนได้ ซึ่งตรงนี้ดิฉันได้สอบถามว่าแล้วมัน มีทางเป็นไปได้ไหมที่เราได้มีเครื่องไม้เครื่องมือแล้วเราจะมาใช้ให้มันเกิดประโยชน์ขึ้น แต่ถ้า หากว่าเราได้ลงไปดูในกายภาพในเรื่องของแยกต่าง ๆ ถ้าหากว่ามีการเปิดใช้จริงอย่างที่ท่าน ได้รับทราบรายงานว่าจะทำให้เกิดติดขัดมากขึ้น ถ้าหากท่านจะดูจากทางหน้าจอในขณะนี้ ในจุดที่สำคัญก็จะมี ๒ จุดด้วยกัน ก็คือจุดแรกที่เป็นปัญหาหลักเลยก็คือแยกจตุโชตินี้ที่จะมี ปริมาณสะสมรถที่เยอะ แล้วก็ทางแยกเพิ่มสินที่จะมีจุดที่จะต้องเลี้ยวขวาต่อไป ซึ่งถ้าหากว่า ไม่ได้มีแยกติดกันทั้ง ๒ แยก เราสามารถทำได้โดยการเปิดเลนเพิ่มขึ้นมาในชั่วโมงเร่งด่วน แต่พอมีแยกติดกัน ๒ แยก ถ้าหากว่าเราเปิดเพิ่มเลนที่ ๓ ขึ้นมารถที่จะเลี้ยวขวาต่อไปมันจะ เป็น ๒ เลนจราจร แล้วก็จะเหลือแค่เลนเดียวก็จะทำให้เกิดการติดขัดสะสมเพิ่มมากขึ้นอยู่ดี ฉะนั้นแล้วเราเองจึงประมาณการว่าถ้าหากว่าเปิดเพิ่มจะทำให้เกิดปัญหาตามมา ดิฉันก็ลอง สอบถามเจ้าหน้าที่ว่าวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่แจ้งว่าส่วนมากจะเป็นในช่วงของ ตอนเย็นแล้ว ตอนเช้ามีการบังคับไฟจราจรเป็นแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ จราจรไปกดไฟให้ทางโน้นมามากกว่าทางนี้ ก็เลยได้ทราบข้อมูลว่าตอนเย็นนี้จะเป็นปัญหา มากกว่าตอนเช้า ตอนเช้า Flow ดีแล้ว ตอนเย็นมีปัญหาเยอะมากกว่า แต่พอเป็นตอนเย็น เขาบอกว่าจุด ๆ ที่มันเป็นปัญหาจริง ๆ ก็คือที่แยกจตุโชติที่มีปริมาณรถออกมาจากซอยเยอะ เพราะถึงแม้ว่าเราจะเพิ่มเลนในช่วงเย็นมันก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้เพราะว่ารถ ที่ติดขัดคือที่แยกนี้ แต่ที่เราจะเพิ่มเลนได้ก็คือที่แยกเพิ่มสิน อันนี้ก็คือเป็นเรื่องที่มาที่ไปตั้งแต่ ตอนต้นว่าทำไมเราถึงไม่สามารถใช้สัญญาณไฟจราจรที่ลงทุนไปหลายล้านบาทแล้วได้อย่าง มีประสิทธิภาพในขณะนี้ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร ทางสำนัก การโยธาแล้วก็สำนักงานขนส่งจราจรก็ได้บอกว่าไฟนี้จะมีประโยชน์ตอนช่วงฉุกเฉินในกรณี มีเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น เวลาที่เราจะต้องมีการปล่อยรถเร่งด่วนไปในทางเดียวทางใดเลย เราสามารถทำได้โดยใช้ประโยชน์จากไฟนี้ อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่เพิ่มเติมเข้ามานะคะ แล้วก็ดิฉัน ก็ยังไม่ลดละความพยายามที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาจราจรดังที่ทาง สส. ได้กล่าว แล้วก็แนะนำว่าแล้วถ้าเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะเพิ่มเลนจราจรให้เป็น ๕ เลนเพื่อที่จะได้มี รถทางตรงแล้วก็เลี้ยวในช่วงที่เราจะเปิดเลนเพิ่ม เราก็เลยไปวัดพื้นที่ของถนนมาว่าสามารถ เพิ่มได้ไหม ไม่สามารถทำได้ค่ะท่านประธาน มันเต็มพื้นที่แล้วจริง ๆ เพราะถ้าหากเพิ่มเป็น ๕ เลน ขนาดเลนแต่ละช่องทางจะเล็กลงทันที ซึ่งจะเป็นที่มาของอุบัติเหตุบนท้องถนน เพิ่มเติมอีก เพราะฉะนั้นวิธีนี้ก็อาจจะต้องตัดไปว่าไม่สามารถที่จะกระทำได้ ดิฉันก็เลยไปดูว่า ถ้าอย่างนั้นพุ่งไปที่จุดที่เป็นปัญหาจริง ๆ ตรงแยกจตุโชติ ถ้าเราไปดูทางกายภาพแล้วเราจะ พบว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้รถติดขัดก็คือในเรื่องของสภาพพื้นที่ที่มี Footpath เหมือน จะเหลื่อมเข้ามาบนถนนทำให้เวลารถที่จะเลี้ยวต้องเลี้ยวแบบช้า ๆ ทำให้การจราจร ก็ไม่คล่องตัวด้วย แล้วก็บวกกับรถที่มาอีกฝั่งหนึ่งจะเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยก็ไม่สามารถที่จะ เลี้ยวได้ทันทีอีกเดี๋ยวจะมีภาพของสะพานลอยที่เหมือนเป็นจุดตัดกับทางถนนพอดีมันเป็น ความคับแคบของพื้นที่จริง ๆ ก็เลยทำให้เราคิดว่าในเรื่องของแนวทางในการที่จะทำให้เกิด ความคล่องตัวในการเดินรถมีความจำเป็นที่จะต้องให้ทางสำนักการโยธาของกรุงเทพมหานคร ได้ลงไปสำรวจพื้นที่ว่าจะปรับพื้นที่ให้สามารถเกิดความคล่องตัวได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะลด เวลาที่จะใช้ในการเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ท่านประธาน ดิฉัน ขออนุญาตนำเรียนภาพที่อยู่บนจอในขณะนี้นี่คือจุดหนึ่งที่เป็นปัญหาจุดแดงที่ดิฉันได้กล่าว ไปว่ารถที่มีมากอยู่แล้วในเวลาปกติที่ออกมาจากซอยนี้ เวลาที่จะเลี้ยวซ้ายก็เป็นไปด้วยความ ยากลำบากต้องแบบตีวงหักเลี้ยวระมัดระวังอย่างมาก บางทีก็เกิดอุบัติเหตุไปชนกับรถฝั่งตรง ข้ามด้วยถ้าเป็นรถใหญ่เลี้ยวไม่พ้น ตรงนี้จะเป็นจุดหนึ่งที่ทางเจ้าหน้าที่นั้นได้ทำการสำรวจ แล้วก็ลงไปมีการเพิ่มเติมพื้นที่ของรถของถนนให้มีการเดินทางของรถได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แล้วก็ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่มีภาพอีกฝั่งหนึ่งหรือไม่ที่เป็นภาพสะพานลอยลงมา ตรงนั้นก็คือ อยู่ในส่วนที่เราได้รับทราบปัญหาดีแล้ว แล้วทางกรุงเทพมหานครก็จะสามารถลงไปดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขได้ในวาระต่อไปจากที่เราได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ขอเชิญคุณภูริวรรธก์ ใจสำราญ ถามได้อีก ครั้งหนึ่งครับ ท่านมีเวลา ๔ นาทีครึ่ง เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วย พอดีทำการบ้านมาเหมือนกันเลยเพราะเวลาที่เราลงไปในพื้นที่เราก็ไปวัดพื้นที่ตามเลนนั้นมา ด้วยจริง ๆ การที่จะเพิ่มเป็น ๕ เลนมันจะทำให้เลนแต่ละเลนมันแคบลง เพราะฉะนั้นเวลาที่ มอเตอร์ไซค์ขับไประหว่างนั้นก็จะเกิดปัญหาด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการปรับเลนเราคง จะไม่ได้คิดไปตามนั้นจริง ๆ แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของ Reversible Lane จริง ๆ แล้วเจตจำนง คือทำให้คนนี้สามารถวิ่งได้ความรวดเร็วแล้วก็ส่งคนขึ้นทางด่วนเพื่อให้เข้าเมืองโดยเร็ว ๆ ในตอนเช้า แล้วก็ส่งคนให้ลงจากทางด่วนแล้วก็วิ่งไปตามหมู่บ้านผ่านถนนแยกจตุโชติ หรือเพิ่มสินให้ได้เร็วขึ้น จริง ๆ แล้วเรามีระบบนี้มันไม่ได้ใช้แค่จุดนี้จุดเดียวไม่ได้ใช้แค่ บนสุขาภิบาล ๕ จุดเดียว เราใช้ที่คู้บอนด้วย ซึ่งทุกอย่างจำเป็นที่จะต้องมีการปรับ แต่ถ้าเรา ไม่เคยได้เริ่มหรือไม่เคยได้ทดลองมันเลยเราจะไม่รู้ว่าที่เราเคยคิดมามันเป็นประโยชน์ หรือเปล่า ทีนี้ถ้าเกิดการทดลองมันก็อาจจะดีขึ้นหรือไม่ก็คือว่าใช้ไประยะประมาณเดือนหนึ่ง ๒ เดือน ๓ เดือน ก็อาจจะเกิดมีการปรับตัวได้ ซึ่งอันนี้เราคาดหมายในอนาคตว่าเราจะได้คุย เรื่องนี้กับทางกรุงเทพมหานครอีกทีหนึ่งในการพิจารณาร่วมกันนะครับ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าเรายังคงปล่อยแบบนี้ไปมันก็อาจจะเกิดปัญหาแบบเดิมซ้ำ ๆ อีก🔗
ต่อไปก็คือปัญหาที่ ๒ สืบเนื่องจากเมื่อเราใช้ระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ ที่ไม่ดีแล้ว แล้วก็บนพื้นที่หลาย ๆ ที่ของบนถนนมันจะมีสัญลักษณ์บังคับอยู่บนถนน เช่น เส้นทึบบ้าง เส้นอะไรบ้าง ตลอดเส้นสุขาภิบาล ๕ เราจะมีเส้นทึบเป็นระยะแต่ว่าที่ผ่านมา คือคนพยายามข้ามเลนหรือเลี้ยวตัดกันตลอดเวลา ซึ่งไม่ได้มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นะครับ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นบุคลากรที่สำคัญ แยกต่าง ๆ ที่ผมให้ดูเป็นพวก เส้นทึบต่าง ๆ ตรงที่เหล่านี้เป็นจุดที่รถติดจริง ๆ อย่างเช่น ถนนพหลโยธินตัดเทพารักษ์ ในชั่วโมงเร่งด่วนคือต่อให้มีระบบสัญญาณไฟจราจรที่ดีแล้วท้ายแถวมันเกิดการสะสมจะมี เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยช่วย Clear ได้ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็คือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเวลาที่ เราลงไปดูพื้นที่เขาก็มา แต่พอหลังจากนั้นวันต่อไปก็มาเพียงแค่วัน ๒ วันแล้วก็หายกลับไป อีก เราก็เลยคุยกับทาง สน. ต่าง ๆ เราก็พบว่า สน. ต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่เฉลี่ยแล้วโรงพักหนึ่งที่ ดูแลจราจร ๒๕-๓๒ นาย ซึ่งแน่นอนในแต่ละกะนั้นเราคงไม่สามารถใช้จำนวนกำลังพล ของเจ้าหน้าที่จราจรได้เต็ม ๒๕-๓๒ นาย มันได้น้อยกว่านั้นมันก็เลยทำให้ตำรวจจราจรไปใน จุดต่าง ๆ ที่สำคัญนั้นมีไม่เพียงพอ แต่ผลต่อเนื่องก็คือว่าเราไปดูในเรื่องเฉลี่ยอุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นตามจุดสำคัญ ๆ อย่างนี้ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเฉลี่ยแล้ว ๕ เดือนต่อราย มีเสียชีวิตด้วย ประมาณ ๑-๒ เดือนต่อราย ในจุดที่สำคัญ ๆ เหล่านั้น แล้วก็ทางด้านนั้นก็จะเป็นตัวเลขของ จำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เมื่อเป็นเช่นนี้มันก็เลยทำให้จุดต่าง ๆ ที่ผมพูดตั้งแต่ต้นใน ชั่วโมงเร่งด่วนกับไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยดูแล เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เลยเป็นคำถามอีกหนึ่ง คำถามครับที่ว่าท่านจะมีมาตรการในการสั่งลงมาอย่างไรในเรื่องของการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ ตำรวจจราจรให้เกิดความต่อเนื่อง ให้ประชาชนหลังจากนี้ไม่ได้ตำหนิว่ามาทำเพียงวัน ๒ วัน แล้วหาย แล้วก็สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตอบคำถามทั้งท่าน สส. ที่ถามเพิ่มเติมมาในเรื่องของมาตรการที่จะให้ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดูในจุดที่มีสภาพการจราจรที่ติดขัด แต่ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตได้นำเรียน ว่าตอนนี้เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือทางกรุงเทพมหานครเราจะมีการนำระบบ Adaptive ในเรื่อง ของไฟจราจรมาใช้ที่ระบบนี้จะสามารถวัดจำนวนรถที่วิ่งเข้ามาในพื้นที่ได้เลยแบบ Real Time แล้วก็จะทำให้ไฟเกิดการปรับเปลี่ยนตามสภาพการจราจรจริง เราคาดการณ์ว่า ในระบบนี้ถ้าหากว่าได้รับงบประมาณในการจัดสรรมากก็จะทำให้ปัญหาในเรื่องของรถติด มีปริมาณลดน้อยลงได้ เพราะว่าจากการศึกษาที่ผ่านมาแล้วในระบบปัจจุบันกำลังที่จะเสร็จ สมบูรณ์ภายในต้นปีนี้มันจะเป็นระบบเหมือน Sensor แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้ถี่ถ้วนเข้ากับ ระบบของ Adaptive แต่ถ้าหากว่ามีการนำระบบใหม่เข้ามาก็จะทำให้การจราจรใน กรุงเทพมหานครนั้นมีสภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ดิฉันได้รับทราบมา แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือในเรื่องของการแก้ไขปัญหาระยะยาว ซึ่งทาง ขณะนี้กรุงเทพมหานครเองมีแผนงานเชื่อมโยงถนนสายใหม่ที่จะเชื่อมจากถนนพหลโยธิน ซอย ๕๐ ไปถึงถนนสุขาภิบาล ๕ เชื่อมถนนนิมิตใหม่เป็นขนาด ๖ ช่องจราจร โดยขณะนี้ มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแล้วเมื่อปี ๒๕๖๕ เราคาดว่าเมื่อดำเนินการโครงการนี้ได้ สำเร็จจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในอนาคตได้อันนี้ก็เป็นข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ และใน ส่วนย้อนกลับมาที่คำถามดิฉันเองก็ได้มีการปรึกษาหารือในเรื่องนี้ท่านสรพงษ์ นาคะโยคี ท่านเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการของกองบังคับการตำรวจนครบาล ซึ่งท่านเองก็ได้มี โอกาสพบกับทางตำรวจด้วย แล้วก็ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องของการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ก็สำคัญถ้าหากว่าในช่วงเร่งด่วนมีเจ้าหน้าที่มายืนกำกับพี่น้องประชาชนที่จะ ทำผิดกฎจราจรก็จะได้มีการชะลอลงไม่ดำเนินการผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญที่ดิฉันอยาก เน้นย้ำก็คือในเรื่องของการสร้างวินัยของพี่น้องประชาชน การที่ให้เขาได้มีจิตสำนึกในการใช้ รถใช้ถนนร่วมกันที่ดีอันนี้คือสิ่งสำคัญที่ทุกคนสามารถร่วมกันได้ ไม่ต้องรอเพียงแค่เจ้าหน้าที่ ภาครัฐอย่างเดียว เพราะเราจะเห็นว่าต่างประเทศถ้าเราไปเราก็ไม่ต้องเจอตำรวจมายืนอยู่ บนถนน แต่ทุกคนสามารถที่จะใช้ถนนร่วมกันได้อย่างปลอดภัย อันนี้คือสิ่งสำคัญที่เราคิดว่า ต้องปลูกฝังตั้งแต่เป็นเยาวชนจนเติบโตเป็นพลเมืองของประเทศที่มีคุณภาพต่อไปก็จะทำให้ เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้ และอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลมุ่งเน้นทำนั่นก็คือการรณรงค์ให้ ทุกคนนั้นได้ใช้ระบบขนส่งมวลชนร่วมกัน การจัด Feeder รถสายย่อยต่าง ๆ ให้มาใช้ รถไฟฟ้าโดยที่ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว อันนี้เป็นนโยบายหลักแล้วก็เป้าหมายหลักของทาง รัฐบาลที่เรามุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ ดังนั้นเป็นที่มาของโครงการนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาท ตลอดสาย วันนี้อาจจะเพิ่มได้ไม่ครบทุกพื้นที่ แต่เรามั่นใจว่าในอนาคตถ้าหากว่าเรามีระบบ ขนส่งมวลชนที่เป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดคนจะหันมาใช้รถขนส่งมวลชนมากขึ้น แล้วก็ลดการใช้ปริมาณรถยนต์ส่วนตัวให้ลดน้อยลงด้วย นี่คือความตั้งใจของเราแล้วก็ต้องขอ ความร่วมมือจากทุก ๆ ภาคส่วนได้รณรงค์ร่วมกัน แต่ดิฉันทราบดีว่ากายภาพของในพื้นที่ที่ ทาง สส. ได้ดูอยู่รถขนส่งมวลชนยังน้อยเลยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าหากเรามีการ พูดคุยแล้วก็วางแผนร่วมกันการเห็นภาพของพี่น้องประชาชนมาสนับสนุนการขนส่งของรัฐก็ จะประสบความสำเร็จได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ คุณภูริวรรธก์มีอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อยได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ก็คือว่า เราเคยคุยกันในเรื่องของระบบ Adaptive มาแล้วครับ เราเคยคุยกับทางกรุงเทพฯ มา แต่ว่า ก็คงจะใช้ได้แค่เฉพาะในส่วนของวงจำกัดโดยเฉพาะในเมือง แต่ว่านอกเมืองนั้นอาจจะยังลง ได้ไม่ครบแล้วก็ต้องใช้เวลา ทุกวันนี้เวลาที่เราไปดูตามป้อมระบบสัญญาณคือมันเป็นยิ่งกว่า Analog เสียอีก แล้วก็จะต้องให้ตำรวจจริง ๆ ต้องดูท้ายแถวให้ชัดเจนมากกว่านั้น อันนี้ก็เลย จำเป็นที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติม เห็นด้วยครับในการปลุกระดมในเรื่องของ จิตสำนึก Road Safety เพราะว่าประเทศไทยนั้นอุบัติเหตุบนท้องถนนมาเป็นอันดับหนึ่งของ โลก เพราะฉะนั้นการรณรงค์เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ สุดท้ายเห็นด้วยในเรื่องของ Feeder เพราะว่าตอนนี้ถ้าเราต้องการให้คนในพื้นที่เข้าไปสู่ระบบรถไฟฟ้ามากขึ้นมันก็จำเป็นที่ จะต้องมี Feeder แต่ว่าปัจจุบันนั้นในพื้นที่เรามีโครงการปฏิรูประบบของรถเมล์อยู่แล้ว แต่ว่าทุกวันนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นตามที่ผมเคยเสนอในกระทู้ถาม แล้วก็ทุกวันนี้ก็ยังคงไม่มี การเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากฝากรัฐบาลแล้วก็กรุงเทพมหานครในการที่จะขยับ เรื่อง Feeder ให้เป็นรูปธรรมเสียที ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ท่าน สส. ภูริวรรธก์กับท่านรัฐมนตรีอยู่เขตใกล้กันหรือเปล่าอยู่กรุงเทพมหานครด้วยกัน เขตติดต่อ กันไหม🔗
มีปัญหาคล้ายกันคะ🔗
อยู่เขตใกล้เคียง กันถ้ามีอะไรเพิ่มเติมชวนรัฐมนตรีไปดูได้นะครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็คุณภูริวรรธก์ ใจสำราญ มากครับ จบกระทู้ถามนี้นะครับ ต่อไป เป็นกระทู้ถามที่ ๓🔗
๓. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๙ เรื่อง ปัญหาการเกิดควันพิษ และน้ำเสีย ที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม นายวีรภัทร คันธะ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม (เลื่อนมาจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ (ในระเบียบวาระที่ ๑.๓.๒)🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมติดภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงครับ ทำให้ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามในวันนี้ได้ จึงขอเลื่อนออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง จึงเรียนมาเพื่อทราบนะครับ🔗
๔. กระทู้ถามเฉพาะที่ ๕๐๑ เรื่อง ขอเปิดเส้นทางเข้า-ออกหมู่บ้านเอื้ออาทร สายไหม บริเวณถนนคลองหกวาสายล่าง และปรับปรุงบ่อหน่วงน้ำให้ใช้งานได้ นางสาว ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี (ในระเบียบวาระที่ ๑.๓.๓)🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาแล้วมีบัญชาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ วรรคสอง แต่เนื่องจากวันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่สามารถจะมา ตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนตอบกระทู้ถามนี้ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง จึงเรียนมาเพื่อทราบนะครับ ต่อไป🔗
๕. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๐๓ เรื่อง ให้ซ่อมแซมและขยายช่องจราจร ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๗ และหมายเลข ๓๒๖๗ นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ในระเบียบวาระที่ ๑.๓.๕)🔗
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คุณมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แต่เนื่องจากท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมติดภารกิจที่สำคัญ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามนี้ ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง แจ้งมา เพื่อทราบนะครับ ต่อไป🔗
๖. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๕๐๔ เรื่อง การแก้ไขปัญหาลักขโมยสายไฟฟ้า ส่องสว่าง ตามแนวถนนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี นายสรพัช ศรีปราชญ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีบัญชามอบให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แต่เนื่องจากวันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจ ราชการที่สำคัญ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามนี้ออกไปเป็นวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง จึงเรียนมาที่ประชุมทราบครับ วันนี้ก็หมดวาระกระทู้ถาม แยกเฉพาะแล้วนะครับ ก็ขอขอบคุณทางรองเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ทุกท่านครับ แล้วสำหรับกระทู้ถามที่ตอบไปในวันนี้ก็จะมีการถ่ายทอดสดเช่นเดียวกับกระทู้ถามในห้อง ประชุมใหญ่ แต่ต้องเป็นเวลาที่การประชุมในห้องประชุมใหญ่เลิกแล้วนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
รับทราบการพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗
ด้วยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณารับทราบรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้🔗
๑. รายงานการโอนงบประมาณรายจ่าย ตามพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗
๒ รายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงต้องขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไป ก็จะขอ ปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอนำระเบียบวาระที่ ๗.๑ ระเบียบวาระที่ ๗.๔ และเรื่องที่ไม่ได้บรรจุ อยู่ในระเบียบวาระอีก ๑ เรื่องขึ้นมาพิจารณาก่อน ที่ประชุมจะมีความเห็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
๑. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายอรรถกร ศิริลัทธยากร) (ในระเบียบวาระที่ ๗.๑)🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้พ้นจากความเป็นกรรมาธิการ เนื่องจากลาออกจากตำแหน่ง กรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรมครับ ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้งขอผู้รับรองตาม ข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง ขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ผมขอเสนอ นายอนุรัตน์ ตันบรรจง แทน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ในคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองสักนิดหนึ่งครับ ช่วยยกมือรับรองสักนิดหนึ่งครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปนะครับ🔗
๒. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขอขยายระยะเวลา การพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๘ (ในระเบียบวาระที่ ๗.๔)🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากมีข้อมูลจำนวน มากที่เกี่ยวกับการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอยู่ระหว่าง การศึกษาและจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วย ความรอบคอบเกิดความเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาดังกล่าว จึงขอขยายระยะเวลาการ พิจารณาออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม ซึ่งเป็นการขอขยาย ครั้งที่ ๔ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ก็จะถามท่านสมาชิกครับว่ามีท่านสมาชิก เห็นเป็นอย่างอื่นหรือมีความคิดเห็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ทีนี้ตามดำริของท่านประธาน นะครับ ในการที่จะขอขยายเวลาในกรรมาธิการวิสามัญต่าง ๆ ก็จะต้องให้ทางประธาน กรรมาธิการได้ชี้แจงเหตุผลในการขอขยายระยะเวลาการศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวิสามัญคณะนี้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๗ ซึ่งวันนี้ก็เกือบจะครบ ๑ ปีเต็มแล้ว นะครับ ก็ต้องสอบถามไปทางกรรมาธิการครับว่าสิ่งที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ด้วยเหตุผล ความจำเป็นอะไรถึงจะต้องขยายเวลาออกไปทั้ง ๆ ที่เราได้ใช้เวลาพิจารณากันมาแล้ว ๑ ปี เต็ม ๆ เชิญทางกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช ดิฉันได้รับฉันทานุมัติจากท่านประธาน สยาม หัตถสงเคราะห์ ให้มาชี้แจงว่าเนื่องจากการทำรายงานของเราขอขยายการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มันมีข้อมูลมากค่ะ ท่านประธานและเนื่องจากว่าตอนนี้เรากำลังทำรายงานที่จะส่งให้ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราได้แบ่งเป็นจำนวน ๑๐ กลุ่มย่อยนะคะ ซึ่งในรายงานนี้เป็นรายงาน ที่เราถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจำนวน ๑๐ กลุ่มย่อย ซึ่งเรา แบ่งเป็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยปัญญาประดิษฐ์ การส่งเสริมเศรษฐกิจผู้ประกอบการ การพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ มาตรฐานและการทดสอบปัญญาประดิษฐ์ด้านแรงงาน การศึกษาและวิจัยพัฒนากฎหมาย และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ ระหว่างการศึกษาและจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาเป็นไป ด้วยความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาดังกล่าว คณะกรรมาธิการจึงขอ ขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วันค่ะท่านประธาน ซึ่งตอนนี้เราคิดว่า การขยายการพิจารณาครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ท่านประธานคะ เพราะเป็นช่วงที่เราทำรายงาน ข้อมูลของเอไอเป็นข้อมูลที่เยอะมาก ข้อมูลที่จะศึกษารอบด้านไม่ว่าจะด้านต่างประเทศ เราก็จะดูว่าประเทศต่าง ๆ เขาทำเอไอกันแบบไหน และในเรื่องของการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมถึงการใช้ของหน่วยงานต่าง ๆ การใช้เอไอเข้ามาและมีประโยชน์และเอไอ ในส่วนของกระทรวงไหนบ้างที่นำมาใช้ และกระทรวงไหนที่มันมีปัญหาที่ไม่สามารถที่นำมาใช้ เราก็เลยแบ่งกลุ่มย่อยออกมาเป็น ๑๐ กลุ่มเพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดและเราถือว่าครั้งนี้คงจะเป็นครั้งที่เราทำรายงานที่สมบูรณ์ แบบที่สุดค่ะท่านประธาน🔗
ท่านได้แจ้งว่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการทำรายงานถูกไหมครับ🔗
ใช่ค่ะท่านประธาน🔗
หมายความว่าขณะนี้เราศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว🔗
จบเรียบร้อยค่ะ🔗
แล้วก็อยู่ในขั้นตอนการทำรายงาน🔗
ถูกค่ะ🔗
เพราะฉะนั้นก็ขอว่าครั้งนี้ขอให้เป็นการขยายครั้งสุดท้ายนะครับ ทีนี้อยู่ในช่วงของการทำ รายงานอาจจะไม่ถึง ๙๐ วัน อาจจะเป็นสัก ๖๐ วัน ท่านพอจะทำทันไหมครับ🔗
มันเป็นรายงานที่ตอนนี้ก็มีเกือบ ๒๐๐ หน้าแล้วท่านประธาน แล้วก็ต้องพิจารณากันเยอะมาก เราทำงานกันอย่างจริงจังค่ะ เดี๋ยวท่านประธานดูผลงานก็แล้วกันค่ะท่านประธาน ว่าเราทำรายงานมีประโยชน์กับ ประเทศชาติและในกลุ่มของผู้แทนราษฎรที่สามารถเอาไปศึกษาได้เลยค่ะ🔗
ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์นี่ละครับจึงได้จำเป็นที่จะต้องเร่งรัดให้ทำให้เสร็จเร็วเพื่อจะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนต่อไป🔗
ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
เชิญท่านเลขาวิป ว่าอย่างไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย คือขออนุญาตชี้แจงต่อจากท่านละออง เล็กน้อยครับ เนื่องจากส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้ต้องต่อเวลาอาจจะมีส่วนที่ผมเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีการประชุม IPU ซึ่งหัวข้อของการออกกฎหมายหรือการ ควบคุมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวข้อหนึ่งที่ในต่างประเทศในระดับ International ก็มีการพูดคุยกันและได้มีแนวทางออกมาจากในการประชุม IPU ครั้งที่ ผ่านมา ซึ่งมันก็ทำให้การศึกษาที่ผ่านมาหรือสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญทำรายงานอยู่ อาจจะต้องรับข้อมูลใหม่นี้เข้าไปเพื่อพิจารณาด้วย ก็เลยอาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มเติม เพื่อความชัดเจนของที่ประชุมครับ🔗
ก็ขอเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ เป็น ๙๐ วัน หากไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็อนุญาตให้ขยาย ไปอีก ๙๐ วันเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ต่อไปครับ🔗
๓. ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณแทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง (ซึ่งยังมิได้บรรจุระเบียบวาระ) เรื่อง ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ครับ ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระจำนวน ๑ เรื่อง ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหาร งบประมาณ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ)🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้มีหนังสือแจ้ง ว่าท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้พ้นจากการเป็นกรรมาธิการ เนื่องจากลาออกจากตำแหน่ง กรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้มีการตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ในสัดส่วนของพรรคประชาชนครับ ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้งขอผู้รับรองนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เขต ๑ อำเภอเมือง จากจังหวัดเชียงรายครับ ขอเสนอในสัดส่วนของพรรคประชาชน ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ช่วยยกมือรับรองหน่อยนะครับ ผู้รับรองครบถ้วนนะครับ ฉะนั้นก็เป็นอันว่าท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลงนะครับ ต่อไปก่อนจะเข้าสู่ระเบียบ วาระ ท่านเลขาวิปมีหารือต่อที่ประชุมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเสนอญัตติเพื่อเปลี่ยนระเบียบ วาระการประชุมของวันพุธที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) โดยจะขอให้นำ เรื่องด่วนที่ ๘ ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการ ให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากเรื่องด่วน ที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของนายวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ โดยขอให้มีผลบังคับใช้ในการประชุมครั้งต่อไป ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านเลขาวิปได้ประสานกับทางวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลได้พูดคุย กันเรียบร้อยแล้วนะครับ ทางวิปฝ่ายค้านได้พูดคุยกันแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นไม่มีท่านใดเห็น เป็นอย่างอื่นนะครับ เป็นอันว่าได้เลื่อนระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๘ ขึ้นมาพิจารณาในสัปดาห์ ถัดไปนะครับ ต่อไปเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๑. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุก ซึ่งคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมพิจารณา เสร็จแล้ว (ในระเบียบวาระที่ ๔.๑)🔗
ขอเชิญทางท่านกรรมาธิการได้เข้าประจำที่ เชิญครับ🔗
ในการนี้ทาง กรรมาธิการขออนุญาตให้บุคคลเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ🔗
๑. รองศาสตราจารย์ศักดา ศิริภัทรโสภณ🔗
๒. รองศาสตราจารย์ชัยยุทธ ช่างสาร🔗
๓. นางอัญชลี ยิ่งทวีสิทธิกุล🔗
๔. นางสาวดุษดี ดุษฎีพาณิชย์🔗
๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณตฤณ จันทร์จำรัส🔗
ขออนุญาตเชิญผู้ที่มีรายชื่อนี้เข้าร่วมชี้แจงได้นะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการ พร้อมแล้วขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตท่านประธานได้นำเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท รถโดยสารและรถบรรทุกของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพร้อมด้วยท่านรองประธานคณะกรรมาธิการ ท่าน สส. กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล พร้อมด้วยคณะทำงานซึ่งมีหัวหน้าคณะ ท่านรองศาสตราจารย์ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ได้นำเสนอรายงานดังกล่าวเข้าสู่สภา ผู้แทนราษฎรของเรา อยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า วันนี้ถือว่าสภาของเรา ได้ทำการศึกษาการส่งเสริมรถ EV ในปัจจุบันท่านประธานก็คงจะทราบครับว่ารถยานยนต์ หรือรถไฟฟ้านั้นมีการใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น แต่ว่าการพิจารณาการศึกษาที่จะนำเสนอ ท่านประธานและสมาชิกในห้องนี้นะครับก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาการส่งเสริม อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกซึ่งไม่ใช่รถยนต์นั่งทั่วไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองได้รับมอบหมายจากท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้มาทำการศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะว่า ปัจจุบันนี้การใช้รถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้านั้นในประเทศไทยยังน้อยอยู่ ความสำคัญของ การส่งเสริมในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่ารถยนต์โดยสารและรถบรรทุกนั้นปัจจุบันนี้ เราใช้รถยนต์สันดาป หรือที่เราเรียกว่า ICE ก็คือ Internal Combustion Engine ซึ่งเป็น เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ปัจจุบันนี้มีการปล่อยมลภาวะหรือที่เราเรียกว่า PM2.5 อยู่เป็นจำนวนมาก มีผลการชี้วัดอย่างชัดเจน เมื่อสมัยที่แล้วผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรก็ไปเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องของการลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 เราก็ได้รับ ผลการศึกษาที่ชัดเจนครับว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมีปัญหาฝุ่น PM2.5 Source หรือแหล่งผลิตฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็คือภาคขนส่ง ภาคขนส่งนั้นก็คือรถบรรทุก รถโดยสารแล้วก็รถยนต์นั่ง รถยนต์นั่งปริมาณเยอะก็จริง แต่ว่าปริมาณการปล่อย PM2.5 นั้นก็น้อยกว่า รถบรรทุกแล้วก็รถโดยสาร เนื่องจากรถบรรทุกและรถโดยสารนั้นมีปริมาณน้อยกว่า แต่ว่าปริมาณการปล่อยหรือเครื่องยนต์ขนาดแรงม้ามีจำนวนมากกว่า และที่สำคัญการใช้งาน เป็น Heavy-Duty Truck หรือเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้งานหนักก็จะมีการใช้งานในชั่วโมงต่อวัน นั้นสูงกว่ารถยนต์นั่งบุคคลทั่วไป ซึ่งถ้าเป็นรถยนต์บุคคลทั่วไปบางทีที่ท่านประธานก็คงจะ เห็นเราขับรถมาทำงานที่สภา เราขับรถมาชั่วโมงหนึ่งเราทำงานอยู่ในสภา ๑๒ ชั่วโมงก็จอด ไม่ได้ใช้ แต่ว่ารถบรรทุกหรือรถโดยสารใช้งานแทบจะตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางทีมี ๒ กะ กะเช้า กะกลางคืน รถโดยสาร รถบรรทุกก็ใช้งานตลอดเวลา ฉะนั้นการที่เราส่งเสริมการใช้ รถไฟฟ้าในส่วนของรถโดยสารแล้วก็รถบรรทุกนั้นถือว่ามีความสำคัญในการลดฝุ่น PM2.5 ได้เป็นอย่างดี🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือผลประโยชน์เรื่องของการลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันนี้น้ำมันเชื้อเพลิงของเราไม่สามารถผลิตเองได้ เราต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศถึง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการขาดดุลทางการค้าอันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เม็ดเงินของคน ในประเทศนั้นออกไปต่างประเทศ ฉะนั้นถ้าเราลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลได้ก็จะเท่ากับ เป็นการประหยัดเงินตราที่จะไหลออกไปต่างประเทศ ฉะนั้นอันนี้ถือว่าเป็นข้อดี แล้วที่สำคัญ ปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนยังต้องจ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ในการซื้อน้ำมันเพื่อเข้าไปใน เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐเองก็ต้องสนับสนุนตรงนี้ ปัจจุบันนี้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบเป็นแสนล้านบาท เมื่อมีการติดลบเป็นแสนล้านบาทถ้าถามว่าภาระสุดท้ายแล้วก็เป็น เงินภาษีของพี่น้องประชาชนนะครับที่จะต้องเข้ามาลดในเรื่องของภาระเงินกองทุนตรงนี้ ถามว่าถ้าเราใช้รถยานยนต์ไฟฟ้าได้ก็เท่ากับเป็นการลดภาระของเงินกองทุนตรงนี้ อันนี้ก็คือ อีกส่วนหนึ่งที่เราควรจะต้องส่งเสริมในการใช้รถบรรทุก แล้วก็รถโดยสารที่เป็นยานยนต์ ไฟฟ้า อันนี้ก็คือ ๒ ส่วนที่สำคัญ ส่วนสุดท้ายเดี๋ยวทางคณะทำงานคงจะได้ชี้แจงให้ ท่านประธานได้รับทราบก็คือการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ ประเทศไทยเรานั้นในช่วง ๓๐ ปี ที่ผ่านมาเราเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมเลย ก็คือเป็นดีเซล เป็นเบนซิน ตรงนี้ในอนาคตจะต้องมีการเปลี่ยนไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเท่ากับ เราได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ให้มีการสร้างงาน ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมเก่า แต่ประเทศไทยเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเก่าไปสู่ อุตสาหกรรมใหม่ ก็คือรถที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดีเซลหรือเบนซิน ก็คือจากฟอสซิลไปเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า ฉะนั้นอุตสาหกรรมก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้ประกอบการ นักลงทุนก็จะต้อง มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมที่จะต้องรองรับในยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor ไม่ว่าจะเป็น PCB ก็คือ Printed Circuit Board ซึ่งเป็นอุตสาหกรรม ต้นน้ำของยานยนต์ไฟฟ้าก็จะต้องมีการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ รัฐบาลในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็ได้ส่งเสริมการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรม PCB ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ปัจจุบันนี้ก็มีการขยายการลงทุนเป็นแสนล้านบาท อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะได้ประโยชน์ จากการที่เราได้มีการส่งเสริมการใช้รถบรรทุกและรถโดยสารที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้า ฉะนั้น๓ ส่วนนี้คือประโยชน์ที่ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนจะได้รับจากการเปลี่ยนผ่าน จากรถบรรทุก รถยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นรถไฟฟ้า รายละเอียดในการที่จะต้อง ส่งเสริมมีอะไรบ้าง ปัญหาอุปสรรคมีอะไรบ้างที่คณะทำงานได้ประชุมมาแล้วก็ทำงาน มาตลอดหลายเดือน จะได้นำเสนอท่านประธานและท่านสมาชิกเพื่อส่งให้รัฐบาลได้ ดำเนินการ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสประชุมแล้วก็พูดคุยกับท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็พร้อมที่จะรับรายงานฉบับนี้ แล้วก็นำไปขยายผลเพื่อที่จะได้ขยาย E-BUS หรือ E-TRUCK ให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ตอนนี้ขออนุญาตท่านประธานได้ให้หัวหน้า คณะทำงานคงใช้เวลาที่เตี๊ยมกันมาหรือเตรียมกันมาประมาณ ๓๐ นาทีเพื่อให้พูดทั้งหมด ๕ ท่านเพื่อให้สมาชิกได้รับทราบถึงรายละเอียดของรายงานฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ คณะทำงาน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม รองศาสตราจารย์ ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ในฐานะเป็นที่ปรึกษาท่านประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกันก็เป็นหัวหน้าคณะทำงานการศึกษาในชุดนี้ด้วยนะครับ วันนี้ผมขออนุญาต ที่ประชุมนำเสนอรายงานผลการศึกษาเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท รถโดยสารและรถบรรทุกนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำใน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาต กราบเรียนนะครับ เป้าหมายหลักของโครงการนอกจากผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ แล้วเป้าหมายที่เราศึกษาในครั้งนี้ก็คือในเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เชิงพาณิชย์ในประเทศไทยควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศด้วย เป้าหมายข้อที่ ๒ ก็คือลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ประเด็นข้อที่ ๓ ก็คือลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องของฝุ่น เรื่องของคาร์บอน Neutrality การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงประการสุดท้ายที่สำคัญก็คือการกระตุ้น เศรษฐกิจและการสร้างงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเดี๋ยวรายละเอียดคณะทำงาน ก็ได้นำเสนอในลำดับต่อไปนะครับ🔗
สำหรับมาตรการที่คณะทำงานได้ไปศึกษาสภาพปัญหา แล้วก็มีมาตรการ ที่จะนำเสนอหลัก ๆ ก็คงเป็นประมาณอยู่ ๔ เรื่องด้วยเช่นกัน🔗
เรื่องที่ ๑ นี้เป็นเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องของการตั้งหน่วยงานเจ้าภาพ แล้วก็ การจัดหาแหล่งเงินทุน การจัดตั้งหน่วยงานนี้คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเสนอ ให้มีการจัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งสถาบันอันนี้เป็นองค์การมหาชน จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายลดมลพิษ แล้วก็พร้อมกับส่งเสริม SMEs ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน🔗
เรื่องที่ ๒ การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าอันนี้ก็จะเป็นรายละเอียด เราจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มาขับเคลื่อน เราจำเป็นจะต้องมีเงินทุนให้เขานะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการสนับสนุนทางด้านภาษี ก็มีหลายมาตรการ ทีเดียวที่จะนำเสนอวันนี้นะครับ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะสถานี Charge รถไฟฟ้าพวกนี้ก็จะมีละเอียดด้วยเช่นกันนะครับ🔗
ประการสุดท้ายก็คือในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย ผมคิดว่าเดี๋ยว คณะทำงานเราน่าจะพร้อมกันแล้วนะครับ อยากจะขอหัวข้อที่จะนำเสนอขอสไลด์ถัดไปครับ🔗
หัวข้อที่นำเสนอก็จะมี ๖ เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องแรกก็จะเป็นสภาพของปัญหา ปัจจุบันนี้จำนวนรถบัส รถบรรทุกในประเทศ มาตรการส่งเสริมที่มีในปัจจุบัน วิธีการศึกษา ปัญหาอุปสรรค แนวทางการส่งเสริมและบูรณาการ สรุปและข้อเสนอแนะ ท่านประธานครับ จะขออนุญาตให้คณะทำงานท่านถัดไปได้นำเสนอในรายละเอียดต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณตฤณ จันทร์จำรัส ในฐานะที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ขอรายงานผลการศึกษาในส่วนของข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็มีความสำคัญของปัญหาดังต่อไปนี้ จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อนนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมซึ่งเกิดผลกระทบต่อการ ดำรงชีวิต เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม รัฐบาลจะต้องใช้เงินมาเยียวยาผู้ประสบภัย รวมทั้ง การฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวนมาก ขอสไลด์ด้วยครับ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับรองข้อตกลง ปารีสภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส แล้วก็ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ประเทศไทยได้ประกาศที่จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ แล้วก็ ประกาศว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี ๒๐๖๕ อีกทั้งเรายังเผชิญกับ ปัญหาความไม่แน่นอนทางด้านพลังงาน จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านรัฐภูมิศาสตร์ ในตะวันออกกลาง แล้วก็ยูเครนกับรัสเซีย รวมถึงปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น ทีนี้จากข้อมูลสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิลก็คือเช่นจากน้ำมันจากก๊าซธรรมชาติก่อให้เกิดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ ๕๕.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่โอเปก รายงานว่าปริมาณ การใช้น้ำมันประมาณ ๔๙.๒๔ เปอร์เซ็นต์คือใช้ในภาคขนส่ง สำหรับประเทศไทย ในภาคขนส่งเรามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือว่า CO2 ทั้งหมดทั้งประเทศนะครับ ทีนี้เป้าหมายของประเทศไทยที่เราได้ประกาศไว้ก็คือที่กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เราประกาศไว้ว่าเราจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ ๔๕.๖๑ ล้านตันภายในปี ๒๐๓๐ คริสต์ศักราชหรือ พ.ศ. ๒๕๗๓ ทีนี้โดยที่ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๙.๒๙ ล้านตันจะอยู่ในภาคขนส่งนะครับ ดังนั้นการที่เราจะส่งเสริม หรือยานยนต์ไฟฟ้าในภาคขนส่งหลัก ภาคขนส่งหลักก็คือทางด้านรถโดยสารประจำทาง แล้วก็ในภาคของรถบรรทุก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ ได้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ทีนี้สำหรับนโยบายทางด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศไทยโดยบอร์ด EV ได้มีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าโดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าประเทศไทย จะผลิตรถไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ หรือปีพุทธศักราช ๒๕๗๓ หรือที่เราเรียกว่านโยบาย 30@30 ทีนี้โดยนโยบายจะส่งเสริม อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งชิ้นส่วน รวมไปถึงส่วนประกอบหรือโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้มาตรการส่งเสริมทางด้านภาษีแล้วก็มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีนะครับ หลัก ๆ ก็คือมันจะมี มาตรการ EV ๑-๒ จะเป็นการส่งเสริมการผลิตและการบริการเกี่ยวกับรถยนต์ EV ซึ่งก็คือ เป็นการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารถ Hybrid รถ Plug In Hybrid รวมถึง Full EV ส่วนที่ ๒ ก็คือเป็นการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ เช่น พวกรถจักรยานยนต์ รถ ๓ ล้อไฟฟ้า รวมถึงรถโดยสารแล้วก็รถบรรทุกนะครับ แล้วก็การส่งเสริมด้านอื่น ๆ ก็เช่น เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมด้านสถานี Charge รถไฟฟ้าแล้วก็แบตเตอรี่ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการยกเว้นภาษีอากรขาเข้าโดยกรมศุลกากรหลายส่วนเพื่อที่จะสนับสนุน นโยบายนี้นะครับ ส่วนมาตรการที่ EV3 แล้วก็ EV3.5 จะเป็นมาตรการส่งเสริมภาคประชาชน ก็คือส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้านะครับ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการในการลดภาษีอากรขาเข้า ลดภาษีสรรพสามิต แล้วก็ให้เงินอุดหนุน เช่น มีการให้เงินช่วยเหลือในการออกรถ EV เป็นต้น แต่ทั้งนี้มาตรการส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการที่ดึงนักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุน ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายก็เพื่อที่จะส่งเสริมแล้วก็สร้างแรงงานในประเทศ แล้วก็เป็น มาตรการที่ส่งเสริมหรืออุดหนุนประชาชนให้เข้าถึงรถไฟฟ้าเป็นหลักนะครับ แต่ว่าอาจจะ ไม่มีมาตรการที่ส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น SMEs ของไทยในการเข้าถึง การอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ทีนี้สำหรับสถิติรถโดยสารและรถบรรทุกตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งในข้อมูลประเทศไทย มีรถโดยสารและรถบรรทุกรวมอยู่ประมาณ ๑,๓๗๑,๐๐๐ คัน โดยที่รถบรรทุกส่วนบุคคลอยู่ ประมาณ ๘๒๖,๐๐๐ คัน รถบรรทุกไม่ประจำทางอยู่ประมาณ ๔๑๔,๐๐๐ คัน แล้วก็มี รถโดยสารประจำทางอยู่ ๕๗,๐๐๐ คัน รถโดยสารไม่ประจำทางอยู่ประมาณ ๕๘,๐๐๐ คัน สไลด์ถัดไปครับ สำหรับในระบบขนส่งแล้วนอกจากปัญหา CO2 แล้วก็คือยังมีปัญหาเรื่อง ต้นทุนที่สำคัญนั่นก็คือระบบขนส่งก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน เรามาดูกันครับว่าราคาน้ำมัน ในแต่ละลิตรประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้นทุนอันดับแรกเลยของน้ำมันก็คือต้นทุนเนื้อน้ำมัน ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่เป็นเนื้อน้ำมันก็คือเป็นต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนต่อไปก็คือภาษีต่าง ๆ ก็เช่นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ อีกส่วนหนึ่งก็คือเงินที่จะต้องจ่าย ให้กับกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน ประมาณ ๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ค่าการตลาดอีกประมาณสัก ๑๐-๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง รัฐบาลได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนี้มาช่วยในการปรับลดราคาน้ำมันหรือว่าตรึง ราคาน้ำมันไว้นะครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ สำหรับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจาก ข้อมูลเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ตอนนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสินทรัพย์รวมอยู่ ประมาณ ๓๙,๙๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีหนี้สินอยู่ ๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ฉะนั้น สรุปโดยรวมแล้วตอนนี้กองทุนน้ำมันติดลบอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๙,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ผ่านมาในจำนวน ๑ ปี ๑๑ เดือนที่ผ่านมารัฐสูญเสียรายได้ไป ๑๗๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๆ ๑๐๘,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลด รายจ่ายของรัฐบาล แล้วก็ช่วยผลักดันเป้าหมายของรัฐบาลแล้วก็ของประเทศไทยให้บรรลุ วัตถุประสงค์ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา แล้วก็ท่านผู้เข้าประชุมทุกท่านค่ะ ดิฉัน อัญชลี ยิ่งทวีสิทธิกุล เป็นที่ปรึกษา ของท่านประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมค่ะ ในช่วงถัดไปนี้ดิฉันจะมานำเสนอ ในส่วนของวิธีการศึกษาแล้วก็ข้อสรุปในส่วนของผลการศึกษาค่ะ🔗
ในสไลด์ถัดไปค่ะ วิธีการศึกษาเราได้มีการศึกษาตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายนจนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยมีขั้นตอนการศึกษาแบ่งเป็น ๓ Step ขั้นต้นนะคะ อันที่ ๑ ก็คือในส่วนของการศึกษา ข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความ รวมถึงรายงานประจำปีของ บริษัท รวมถึงฐานข้อมูลออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นเราถึงมาศึกษาข้อมูลทางด้าน ปฐมภูมิโดยการสัมภาษณ์จากหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชุม รับฟังความคิดเห็นจากปัญหาและอุปสรรคและในช่วงสุดท้ายเรามีการวิเคราะห์จาก การศึกษาทั้งข้อมูลทางด้านปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อสรุปผลการศึกษารวมถึงข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตค่ะ ในสไลด์ถัดไปค่ะ หน่วยงานที่เราเข้าไปศึกษาจะมีทั้งหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาครัฐ แล้วก็ในส่วนของภาคเอกชนค่ะ หน่วยงานราชการจะอยู่ในส่วนของสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการลงทุน กรมการขนส่งทางบก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กรมธุรกิจพลังงาน สถาบันยานยนต์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้วก็กรมการขนส่งทางบกค่ะ สำหรับ ผู้ประกอบการก็จะมีในส่วนของบริษัท🔗
ขอเวลาแป๊บเดียว สำหรับผู้ชี้แจง อันนี้เป็นรายละเอียดซึ่งมีอยู่ในรายงานแล้วก็คงไม่ต้องชี้แจง เพราะสมาชิก หลายท่านจะได้อภิปรายซักถามท่านค่อยตอบต่อไป เพราะข้อมูลเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน รายละเอียดของรายงานแล้ว และได้แจกไปแล้วครับ🔗
สำหรับผลการศึกษา เราได้มีการศึกษาโดยสรุป ก็คือผู้ผลิตในปัจจุบันนี้มีจำนวนน้อย แล้วก็มีผู้ใช้รถทั้งทางด้าน สมาคมรถบรรทุก แล้วก็เจ้าของรถบัส รถบรรทุกยังไม่สนใจแล้วก็ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากว่า เทคโนโลยียังไม่เสถียร โดยเฉพาะแบตเตอรี่ยังมีราคาที่สูงอยู่ ทั้งนี้ยังมีผู้ออกกฎ ในสไลด์ ถัดไปเลยค่ะ แล้วก็ในส่วนของผู้กำกับการขนส่งยังมีการออกข้อกำหนดที่ยังไม่ครอบคลุม ทั้งระบบนิเวศของการผลิตและการใช้รถยานยนต์ไฟฟ้าค่ะ🔗
สำหรับในส่วนของปัญหาและอุปสรรคในสไลด์ถัดไปเลยนะคะ ก็คือแบ่งเป็น ในส่วนของต้นทุนเปลี่ยนรถไฟฟ้า แล้วก็ข้อจำกัดรถไฟฟ้าบุคลากรและอื่น ๆ ในส่วนของ ต้นทุนการเปลี่ยนรถไฟฟ้ายังมีต้นทุนที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะราคาของแบตเตอรี่ ผู้ประกอบการ ยังมีรายได้ที่น้อยยังมีข้อจำกัดทางด้านการแข่งขันด้วย จึงทำให้ต้นทุนของการเปลี่ยน รถไฟฟ้ายังสูงอยู่ รวมถึงข้อจำกัดของรถไฟฟ้าเนื่องจากว่าเทคโนโลยียังไม่ทันสมัย โดยเฉพาะ สถานี Charge ยังมีไม่เพียงพอ รวมถึงสถานีบริการแล้วก็ซ่อมบำรุงด้วยค่ะ🔗
สำหรับพนักงานขับรถไฟฟ้าแล้วก็ช่างซ่อมบำรุงนี้เป็นบุคลากรที่ยังขาดทักษะ แล้วก็ความเชี่ยวชาญ สำหรับกรณีอื่น ๆ ทางด้านปัญหาอุปสรรค ก็คือความเชื่อมั่นของ ผู้ประกอบการ เนื่องจากว่าความเสถียรทางด้านเทคโนโลยีแล้วก็นโยบายที่ยังไม่ต่อเนื่องค่ะ โดยเฉพาะการประกันภัยแล้วก็มาตรฐานทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ในส่วนของบทสรุป ก็เพียงพอเท่านี้ค่ะ ต่อไปขอเรียนเชิญทางท่านรองศาสตราจารย์ชัยยุทธ ค่ะ🔗
ผมคิดว่าเอาไว้ แค่นี้ก่อนครับ เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดมีอีกหลายรายงาน เพราะฉะนั้นผมขอเอาไว้ค่อยตอบ เดี๋ยวให้สมาชิกอภิปราย แล้วท่านค่อยตอบเพิ่มเติมนะครับ ตอนนี้มีสมาชิกที่ลงชื่อเพื่อจะขอ ร่วมอภิปรายทั้งหมด ๖ ท่านแล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ลงนาม ผมจะให้เวลาถึงบ่ายโมง ๕๐ นาที อีก ๑๐ กว่านาทีท่านมาลงชื่อข้างหน้านี้ได้ครับ จะให้ท่านได้อภิปรายแสดงความ คิดเห็นหรือซักถามคณะกรรมาธิการที่รายงานได้ท่านละ ๗ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ คุณการณิก จันทดา ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ ดิฉันสนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทรถโดยสารและรถบรรทุกค่ะ ดิฉันเห็นด้วยดังที่คณะกรรมาธิการ การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้เหตุผลต่าง ๆ มาทั้งหมด แต่ว่าวันนี้ดิฉันมี ข้อสังเกตเพียงประการเดียว นั่นก็คือประเด็นแรงงาน นโยบายสร้างอุตสาหกรรมใหม่ต้อง พิจารณาทั้ง Ecosystem ไม่ใช่แค่เรื่องลดภาษี ให้เงินอุดหนุน ปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อ นักลงทุนเพียงอย่างเดียว ซึ่งในรายงานมีการกล่าวถึงด้านแรงงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถามว่าขณะนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญหรือว่ามีการเตรียมความพร้อมในด้านองค์ความรู้ ทักษะด้านการพัฒนาบุคลากรของชาติให้เตรียมรับมือกับอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วหรือยัง หรือที่สำคัญรัฐบาลไทยเห็นความสำคัญของการสร้างบุคลากรทรัพยากรมนุษย์ของไทย ในทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีแรงงาน ที่เป็นฟันเฟืองของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแผนทั้งหมดนี้ก็ไม่มีความหมาย จะสร้างอุตสาหกรรมได้อย่างไรถ้ายังไม่มีแรงงาน ไม่มีวัยทำงานที่มีความรู้มากเพียงพอค่ะ โดยเฉพาะด้านการซ่อมบำรุงที่เป็นเทคนิคเฉพาะ บริการหลังการขายที่จะช่วยเพิ่มความ เชื่อถือให้กับผู้บริโภค คนที่ซื้อรถไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือว่าบริษัทที่จะมาซื้อรถ ขนส่งสาธารณะที่เป็นแบบไฟฟ้า เรามีการรองรับในเรื่องของคนงาน แรงงานที่จะมาแก้ไข ปัญหาด้านเทคนิคหลังการขาย เรามีแรงงานทักษะเฉพาะที่จะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีไหม ดิฉันได้ยินมาว่าช่างไทยเขาเก่งในเรื่องด้านเครื่องยนต์ไฟฟ้า แต่ว่าไม่เก่งในด้านระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะเวลาที่คนโดนงัดรถจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วชิ้นส่วนที่โดนงัดไประบบไฟฟ้าแทบจะ ไม่โดนเลย แล้วที่สำคัญแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีก็มีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแล้วก็ชิ้นส่วนที่สำคัญภายในปี ๒๕๗๓ ค่ะ ปีนี้ปี ๒๕๖๘ อีกแค่ ๖ ปีจะเป็นไปตามเป้าไหม ท่านสนับสนุนการ Reskill ของแรงงานปีละกี่คน อันนี้ มันต้นน้ำที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการเลือกซื้อรถไฟฟ้า ไม่ใช่ว่าซื้อรถยนต์ส่วนตัว หรือว่ารถสาธารณะแต่ว่ายังไม่มีการรองรับของแรงงานที่มีทักษะในการซ่อม เพราะว่าต่อให้ รัฐบาลจะส่งเสริมสนับสนุน หรือว่ามีนโยบายลดภาษีนำเข้าให้เงินอุดหนุนมากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่มีแรงงานที่มีทักษะมากเพียงพอใครจะกล้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย ถ้าเราไม่มีช่างเทคนิคที่ชำนาญใครจะกล้าลงทุนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราคาแพงมาใช้นะคะ และที่ สำคัญไปกว่านั้นไทยเรามี Supply Chain รถยนต์สันดาปที่ขึ้นชื่อมีชื่อเสียงระดับโลก หลายประเทศตั้งฐานการผลิตรถยนต์สันดาปในประเทศไทย เรามีแรงงานฝีมือของรถยนต์ สันดาปอยู่นับล้านคน และที่สำคัญกำลังรอคิวที่จะตกงาน เพราะว่าการเปลี่ยนผ่านจาก รถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ EV ดังนั้นเรามีทางออกให้พี่น้องแรงงานกลุ่มนี้แล้วหรือยัง ดิฉัน ก็เลยอยากจะเพิ่มตั้งข้อสังเกตนะคะว่า การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของคนไทยโดยเฉพาะ ช่างยนต์ที่เขามีทักษะอยู่แล้วเรามีการ Upskill ให้เขาไปในทิศทางของการซ่อมบำรุงรถยนต์ ไฟฟ้าได้แล้วหรือไม่ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ขอร่วมอภิปรายถึงรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องรถยนต์โดยสารที่เป็นการศึกษาซึ่งพิจารณาแล้วเสร็จ ผมขอที่จะชื่นชมที่ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ในการที่จะคิดศึกษาในเรื่องไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เป็นเรื่องที่ เราจะพัฒนาไปถึงจุดนั้น โดยท่านประธานอัครเดชนะครับ เพราะฉะนั้นในสภาวะในหลาย ๆ เรื่องซึ่งเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันโลกเขา โดยเฉพาะเมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็ได้บอกว่าเป็นการแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง PM2.5 ไม่ว่าจะเรื่องมลภาวะเป็นพิษอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ถ้าหาก ว่าเรามีวิธีการในการส่งเสริมและสนับสนุนกันอย่างจริงจังผมก็คิดว่าจะเป็นผล เราอาจจะ ไม่ได้หวังวันนี้ วันพรุ่งนี้ แต่ผมเดินไปในสภาผู้แทนราษฎรเริ่มมาหันใช้ ของท่าน สส. จอด มีแต่รถไฟฟ้าก็เริ่มใช้แล้วครับ ท่านประธานครับเพราะฉะนั้นอันนั้นเป็นรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งสามารถดำเนินการได้ แต่ในขณะเดียวกันเรายังมีข้อมูลต่าง ๆ จากสภาพปัญหาของ ผู้ประกอบการ ซึ่งกระผมได้เห็นมีข้อมูลจากในต่างประเทศด้วยนะครับ มีการวิเคราะห์กฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง EV รวมทั้งข้อเสนอแนะที่จะ เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ให้พัฒนามากขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของ พี่น้องประชาชนได้เท่าที่ควร ท่านประธานครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างตัวเลขนิดหนึ่งนะครับ ว่าเมื่อปี ๒๐๒๔ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในแต่ละประเทศมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทั้งยอดขาย EV เพิ่มขึ้นทั่วโลกมีความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งราคารถในปัจจุบันก็จับต้องได้ ความหมายก็คือว่าราคาก็เริ่มจะพอ ๆ กันกับรถสันดาปทั่วไปแล้วนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๐๒๓ ประเทศไทยมีจำนวนยอดขาย EV ๑๐๐,๐๐๐ คัน เติบโตขึ้นมามากกว่าปี ๒๐๒๒ เป็น ๒ เท่าตัว ยอดขายจำนวน ๒๐๒๔ ก็ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ยอดขาย EV จากประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตจำหน่ายรถไฟฟ้าสูงมากเพราะเกิดจาก นโยบายร่วมมือของทั้ง ๒ ประเทศเรานะครับ โดยมุ่งเน้นในการรักษาสิ่งแวดล้อม นโยบาย พลังงานทดแทนพลังงานสะอาด พลังงานมาแทนพลังงานน้ำมันและลดต้นทุน ถ้าทำอยากจะ ให้เขาเข้ามาก็คือเกี่ยวกับเรื่องภาษี ซึ่งกำแพงภาษีในการนำเข้ารถ EV เพื่อนำไปจำหน่าย ควบคู่ไปกับการเน้นให้ประเทศเราผลิตด้วย ผู้ประกอบการผลิตด้วย ซึ่งเราสามารถผลิตได้ และที่สำคัญที่สุดนะครับว่าถ้าเราทำได้เป็นรถไฟฟ้า มลภาวะเป็นพิษจะได้ไม่ถกเถียงกัน Hot เหลือเกิน พี่น้องเกษตรกรเวลาเผามลภาวะมา ไม่รู้ว่าเผามาจากไหนมันก็จะมีปัญหา แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องครอบคลุมไปถึงขั้นว่าผู้ประกอบการต่าง ๆ ในการที่จะ ดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างกรณีที่ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า อย่าง PM2.5 มันเกิดขึ้นใน กรุงเทพมหานคร ผมดูข่าวเมื่อเช้านี้ไม่รู้กี่จุด ๆ แต่บางท่านก็มาเข้าใจว่าเกษตรกรเผาโน่น เผานี่แต่เราก็พยายาม เอาเรื่องอ้อยเดี๋ยวนี้ Hot เหลือเกินเวลามันลามมาจากป่า พี่น้อง ชาวไร่อ้อยเขาไม่ต้องการอยากจะเผาอ้อยหรอกครับ เพราะเราได้รับการส่งเสริมสนับสนุน จากรัฐบาลเพื่อที่จะให้ตัดอ้อยสด ถ้า PM2.5 เผาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ทั่วประเทศมีทั้งหมด ความจุความร้อน ๖,๐๐๐ กว่าจุด และของอ้อยประมาณ ๔๐๐ กว่าจุด คิดเป็น ๖.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นอกนั้นอยู่บริเวณนี้ล่ะครับ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการแถวนี้ โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องควบคุมไปด้วย รถยนต์นี้ก็เช่นเดียวกัน ปล่องควันอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ทำให้ PM2.5 มันเยอะขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่อง ของเกษตรกรอย่างเดียว ชาวนาแถวปทุมธานีเวลาจุดเผาแล้วมันก็จะมีส่วนหนึ่ง เราก็ไป ส่งเสริมแนะนำไม่ให้เขาเผาแล้วไถกลบเสียแล้วก็เอามาเป็นปุ๋ยอะไรลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ โยนให้พวกนี้เป็นบาปเป็นกรรมกับพี่น้องเกษตรกรทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ทุกคนมันต้อง มาร่วมกัน ทั้งฝ่ายรัฐ ทั้งฝ่ายพี่น้องประชาชนทั่วไป และฝ่ายผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ด้วย ท่านประธานครับสาเหตุที่รถ EV จำหน่ายรถโดยสาร รถบรรทุกของพวกเรา ไม่เป็นที่นิยมมาก ก็คือเราไม่ค่อยเห็นบนถนนมากนักนะครับ ไม่ค่อยมี มีแต่รถน้ำมัน ผมดูจากหน้า ๖๙-๗๖ มีการวิเคราะห์สาเหตุดังนี้ครับ ท่านประธานครับ รถโดยสาร รถบรรทุกมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาในการ Charge นาน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ขนส่งนะครับ กว่าจะไป Charge แบตเตอรี่ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ราคาก็แพง Charge ก็ใช้เวลา สมมุติมัน Charge ไปประมาณสักหลาย ๆ ชั่วโมง ขนสินค้าพืชผักผลไม้อะไรต่าง ๆ ที่เราขนเข้าไปมันก็จะมีปัญหาเน่าเสียไปอีกนะครับ หากต้องใช้ลักษณะอย่างนี้ของประเทศ เรานะครับ ท่านประธานครับเป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นประเทศ เกษตรกรรม และเป็นพืชผักผลไม้ก็ส่วนหนึ่งที่เราปลูกขายส่งออกด้วย แล้วในส่วนหนึ่งก็คือพืชเศรษฐกิจ ข้าว อ้อย มัน ยาง ท่านดูสิครับยางอันดับหนึ่งของประเทศ ที่ส่งออกไปค้าขายนะครับ ข้าวก็ต้น ๆ อันดับต้น ๆ เลยนะครับที่ส่งออก เป็นประเทศ มหาอำนาจทางเกษตรกรรมด้วย ถ้าเราต้องการอยากจะทำให้มันดี ๆ ลดต้นทุนให้พี่น้อง เกษตรกรเราต้องจัดการให้เรียบร้อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รายงานฉบับนี้เป็นผลต่อที่จะต้อง ให้รัฐบาลนำไปปฏิบัตินะครับ จากการยกตัวอย่างกรณีศึกษานิดเดียวว่าที่ประเทศจีนในการ แก้ปัญหานี้โดยการสลับ เขาเรียกว่าโดยการสลับแบตเตอรี่ ส่วนในประเทศยุโรปมีวิธีการ ติดตั้งระบบสายไฟบนถนน ซึ่งทั้ง ๒ วิธีนี้กระผมคิดว่าหากนำมาใช้ในประเทศเราจะต้องมี การศึกษาข้อดีข้อเสียด้วย เพราะจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากมายในการจราจรสัญจร ไปมาเยอะแยะ🔗
ประการสุดท้ายครับ สำนักข่าว Bloomberg คาดการณ์ว่ายอดขาย EV ของ โลกนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมดีใจด้วยนะครับ ของรถยนต์ส่วนบุคคล ในปี ๒๐๓๐ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเรามองอนาคตครับ มองปัจจุบันแล้วไม่ได้มองอดีต และเพิ่มขึ้นมาอีก ๗๓ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๐๔๐ นะครับ และประเทศในอาเซียน อินเดียก็จะ น้อยลงเป็นปกติเพราะว่าประเทศบราซิลอย่างนี้เขาปลูกอ้อยแล้วเขาเอาอ้อยส่วนใหญ่ ประมาณ ๖๐๐ ล้านตันไปทำเอทานอล เขาใช้เอทานอลซึ่งก็ปลอดภัยเกี่ยวกับเรื่องสภาวะ อากาศเช่นเดียวกันในยุโรปใช้เอทานอลจากอ้อยทั้งนั้นครับ และอินเดียเขาก็ปลูกอ้อยเยอะ แล้วก็ทำเอทานอล เขาจะพัฒนาอย่างนี้เขาก็เลยไม่ต้องการใช้รถไฟฟ้าครับ ดังนั้นกระผมเห็น ว่านโยบายที่รัฐจะต้องสนับสนุน ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น EV ในประเทศให้เราสูงขึ้น กระผมขอกราบขอบพระคุณครับ แล้วก็เห็นด้วยในการศึกษาแล้วก็คงจะต้องศึกษาไปเรื่อย ๆ ละครับ แล้วก็เริ่มที่จะดีขึ้น ขอกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการแล้วก็ท่านประธานที่เคารพ ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณกันตพงศ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขอร่วมอภิปรายผลการรายงานของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเรื่องเกี่ยวกับการ ที่จะทำให้ EV หรือรถไฟฟ้านี้เป็นรถบรรทุกแล้วก็รถบัสใช้งานได้จริง ในส่วนตัวของ อ.เอท นอกจากเป็นอาจารย์แล้วก็ยังอยู่ในอุตสาหกรรมของรถยนต์ หรือว่า Automobile Industrial ด้วยก็เลยอยากที่จะสะท้อนมุมมองบางอย่างที่จะให้ท่านเผื่อว่าเราจะได้เอาจุดนี้ ไปใช้ได้จริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ อ.เอท อยากที่จะมาคุยในวันนี้นะครับ ก็เป็น Model ง่าย ๆ ก็คือ EVT จริง ๆ EVT ถ้าเกิดท่านมองตามปกติ EV ก็คือ Electric Vehicle ส่วนตัว T ก็คือ Transportation คือการขนส่ง แต่วันนี้ อ.เอท จะขออนุญาตมาอีก Model หนึ่งนะครับ E แทนที่จะเป็นคำว่า Electric หรือใช้คำว่า เมื่อสักครู่ที่ท่านพูดท่านก็รายงาน มาแล้วนะครับ ผ่านไปยังประธานนะครับ คือคำว่า Emission คำว่า Emission แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการปลดปล่อยก๊าซที่มันจะทำร้ายโลกเรา เมื่อสักครู่ ท่าน สส. ครีม และท่านธีระชัย ก็ได้พูดชัดเจนมากครับว่าในเรื่องของการเกษตรอะไรต่าง ๆ มันทำร้ายโลกของเราจริง ๆ เพราะฉะนั้นการจะปลดปล่อย Emission อ.เอท ขออนุญาตนะครับ นำสิ่งที่ท่านเสนอมา ก็คือ Thirty at Thirty ก็คือ 30@30 หมายความว่าอะไรครับ ก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๓๐ ก็คือปี ๒๐๓๐ นี้ซึ่งก็จะเกิดอีกไม่กี่ปีนี้ ประมาณไม่เกิน ๕ ปีนี้นะครับ ซึ่งเกิดอะไรขึ้นครับ อ.เอท ขออนุญาตสะท้อนนะครับว่ามันเป็นหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติอีก ๑๐ ปีด้วย ซึ่งมันจะเป็นอย่างไร ขออนุญาตมาเล่าให้ฟังครับว่า ตอนนี้ครับเราผลิตได้ ประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะขยายไปเป็น ๓๐ ถูกไหมครับ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ครับ เรามีเรื่องของบัสนะครับเราพูดถึงบัสกับพูดถึงคำว่า ตัว Truck ก็คือรถที่เป็น รถบรรทุกแล้วก็รถบัส รถเมล์นี้ครับเรามียอดอยู่ประมาณ ๑๘,๐๐๐ คันที่เราผลิตได้ตอนนี้ นะครับนี่คือตัวเลขที่กลม ๆ แล้วเราต้องการที่จะขยับไปถึงปี ๒๐๓๐ ไปถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ คัน นี่คือสิ่งที่เราตั้งเป้านะครับ เป็นจริงหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจ ซึ่งตรงนี้พอ อ.เอท มองนะครับ เอ๊ะ มันจะทำอย่างไรซึ่งตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงถ้าไปดูตัวเลขครับ รถบัสเราก็มีอยู่ ประมาณสักเต็มที่ ที่ อ.เอท มองมาตอนนี้ปัจจุบันนี้ใช้อยู่ก็อยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ คัน Truck ที่ยังใช้อยู่ที่เป็น Electric หรือเป็น EV อยู่ประมาณ ๕๐๐ คัน มันยังค่อนข้างที่จะน้อยจริง ๆ แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อนะครับว่าเราจะแก้กันอย่างไร หรือจะไปให้มันถึงความฝันของเรา ก็คือเป็นระบบที่เป็น Electric Vehicle ใช้อย่างเต็มรูปแบบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ มันจะ ใช้งานได้อย่างไร ถามว่าเอาไปใช้อะไรได้บ้าง อ. เอท ก็มานั่งมองครับ เออ เป็นไปได้ เช่น เอามาทำเป็นรถโรงเรียน เอามาทำเป็นรถบรรทุก เอามาทำเป็นรถขนขยะ หรือเอามาทำเป็น รถพยาบาล อันนี้เป็น Idea ที่ดีนะครับ ทีนี้เราจะทำอย่างไรให้จาก Idea เป็น I do ทำได้ จริง ๆ ก็มาดูที่ตัว V ครับ เมื่อสักครู่นี้ E คือ Emission แปลว่ามันจะลดสิ่งแวดล้อม ผลกระทบได้จริงไหม ทีนี้มาดูตัว V ครับ V นี่เขาใช้คำว่า Value Chain ครับ Value Chain แปลว่า เหมือนกับเป็นห่วงโซ่ ถ้าเป็น Food Chain ก็ห่วงโซ่อาหารครับ พอเป็น Value Chain ก็คือห่วงโซ่ด้านคุณค่า มีประมาณสัก ๓-๔ Chain หรือ ๓-๔ ข้อที่ อ.เอท อยากที่จะ ฝากท่านไป ก็จะเป็นเรื่องของอันดับแรกก็คือ ผู้ผลิต อันดับ ๒ เป็นผู้ใช้ อันดับ ๓ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ Insurance แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Leasing ก็เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้การ รับประกัน แล้ว Leasing ก็คือการให้เงินกู้นั่นเองนะครับ และสุดท้ายจะเป็นเรื่องของ Garage หรือการซ่อมแซม ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่าน สส. ครีม ได้พูดไปแล้วว่าเรามีบุคลากร ได้เพียงพอหรือเปล่านะครับ ทีนี้ อ.เอท ไม่สามารถพูดได้ทั้งหมดในเวลา ๗ นาทีนะครับ ขออนุญาตเน้นเป็นบางส่วนก็แล้วกัน ขออนุญาตเน้นที่ Producer หรือผู้ผลิต จริง ๆ ผู้ผลิต จะทำให้ EV มันเต็มรูปแบบได้ มันไม่ใช่แค่มีรถไฟฟ้าอย่างเดียวถูกไหมครับ ทุกท่านก็เข้าใจดี มันต้องมี EV Station ก็คือเป็นสถานี Charge และเป็นเรื่องของการสร้างแบตเตอรี่ถูกไหม ครับ เพราะเราเองตอนนี้ถ้าเกิดเราไปพูดถึงการสร้างอุตสาหกรรมจริง ๆ เราเองตอนนี้ มีบริษัทที่เป็นข้ามชาติเยอะมากถึงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ได้นะครับ สำหรับบริษัทของ ไทยเองเรายังมีเขาเรียกว่าเป็นการสนับสนุนที่น้อยมากจริง ๆ นะครับ เราก็จำเป็นจะต้องมี การทำเรื่องของ Software ด้วย ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่อย่างเดียวนะครับ เรื่องของ Software เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเราก็เป็นต้น ๆ ของโลกเหมือนกัน แต่ถามว่ามันยังดีกว่านี้ได้ไหม มันยังมี Room มีโอกาสที่จะขยายได้มากกว่านี้ในสิ่งที่ อ.เอท เป็นกังวลนะครับ ทีนี้ต่อมา เรามาดูถ้าเป็น EV Station ตอนนี้เรามีสถานที่ที่ Charge อยู่ประมาณสัก ๒,๖๐๐ นี่เป็น ของรถยนต์ทั่วไปนะครับ ถ้าเป็นของรถ Truck หรือของรถบัส หรือของที่เป็นขนส่งแทบจะมี ตัวเลขน้อยมากจริง ๆ เป็นหลักสิบได้ อ.เอท ว่านะครับ เรามีอยู่ ๒,๖๐๐ ที่เป็นสถานี Charge เรามีหัว Charge อยู่ประมาณเท่าไรครับ ประมาณหมื่นหัว หมื่นหัว Charge ตอนนี้ รถถ้าเกิดเป็น EV ที่ Register หรือเอามาลักษณะของการเอาลงทะเบียนทั้งหมดในประเทศ ไทยเรามีประมาณ ๑,๐๓๐,๐๐๐ คันครับ ถ้าเอามาหารกับ ๑๐,๐๐๐ หัวนี้เฉลี่ยแล้วต่อหัวจะ มีรถที่เข้าคิวอยู่ประมาณ ๑๔๖ คันต่อหัว สมมุติว่า ๑๔๐ คันนี้หมดพร้อมกันอันนี้เกิดเรื่อง แน่นอนครับ เพราะว่าอะไร มันไม่มีที่จะไป Charge ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเราต้องทำ ให้เร็วกว่านี้ ต้องคิดให้ไวกว่านี้นะครับ อันนี้คือสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนะครับ ถ้าเกิดเราไป ดูในอนาคต อ.เอท ขออนุญาตข้ามไปที่ตัว T เลยครับ E V T ครับ E คือเรื่องของ Emission V คือเรื่องของ Value Chain ก็คือห่วงโซ่คุณค่า และไปดูที่ตัว T ครับ ตัว T อ.เอท ขอใช้คำ Timeframe หรือเป็น Timeperiod หรือเป็น Timeline ทีนี้เราจะทำให้มันเป็นจริงได้ อย่างไรครับ เรามาดูตัวเลขนะครับ ถ้ารถในประเทศไทยทั้งหมดตอนนี้เลยมีอยู่ประมาณ ๔๒ ล้านคัน ท่านไปดูได้นะครับตัวเลขนี้ไม่โกหกเรา ๔๒ ล้านคันนี้มีรถมอเตอร์ไซค์ประมาณ สัก ๒๒ ล้านคัน แล้วก็มีรถยนต์เท่าที่ อ.เอท ดูมาอยู่ที่ประมาณอีก ๑๒ ล้านคัน ท่านครับ ๑๒ ล้านคันนี้ถ้าเราต้องการที่จะให้เป็นบรรลุเป้าหมายของเราก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะต้อง มีประมาณ ๓ ล้านคัน ถ้าเป็น ๓ ล้านคันแล้วถ้าเกิดมาใช้รถ EV Station ตอนนี้ ตอนนี้เรามี อยู่อย่างไรก็ไม่พอครับ เพราะเรามีปั๊มประมาณ ๘,๐๐๐ ปั๊ม และปั๊มที่มี EV ตอนนี้เราอยู่ที่ ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าปั๊มที่มันสามารถ Charge EV ได้ อย่างไรตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ อ.เอท ก็เลยมองว่ามันเป็นความฝันไปหรือเปล่า เรามามองกลับไปที่รถบัสและรถ Truck นะครับ เรามาดูรถบัสครับ รถบัสตอนนี้หรือพูดง่าย ๆ รถเมล์นี่เรามีอยู่ประมาณ ๑๒๗,๐๐๐ คันครับ ใน ๑๒๗,๐๐๐ คันเป็นรถที่เสียแล้วหรือเกิน ๒๐ ปีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าคันครับ ถ้าเราต้องการผลิตเมื่อสักครู่นี้ในหน้า ๓๙ ท่านบอกมาชัดเจนว่าเราผลิตได้ปีหนึ่งเต็มที่ ประมาณ ๕,๐๐๐ คัน แล้วถ้าเกิดเราเอา ๕,๐๐๐ คันมาหารต่อปีที่เราต้องเอาไปทดแทนรถที่ เป็นรถบัสนะครับ รถบัสเคสเดียวประมาณ ๔๕,๐๐๐ คันที่มันเกิน ๒๐ ปี ใช้เวลาถึง ๘ ปี อันนี้แค่รถบัสอย่างเดียวนะครับ ยังไม่พูดถึงรถบรรทุกครับ รถบรรทุกตอนนี้เรามีอยู่ ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คันครับ และรถที่เกิน ๒๐ ปีเรามีอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคัน และอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคันนี้มัน ๒๐ กว่าปีมันต้องสร้างมลภาวะถูกไหมครับ แล้วถ้าเกิดเรา จะเอารถ EV ไปทดแทน แล้วเราผลิตได้แค่ปีหนึ่งกี่คันครับ ๓ บริษัทถูกไหมครับ หนึ่งในนั้นมีบริษัท NEX นะครับ เราผลิตเอา ๕,๐๐๐ ไปหาร ๔๐๐,๐๐๐ กว่า เราต้องใช้ เวลาถึง ๘๘ ปี นี่คือ Timeline ที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สนับสนุน เรื่องนี้อย่างจริงจัง อ.เอท คิดว่า EV ยังไม่เกิดครับ และยังไม่พูดถึง FCV นะครับ ก็คือ Fuel Cell ที่เป็นคำถามว่า Trend โลกเปลี่ยนเป็นโลกที่เป็น Fuel Cell เป็นโลกที่จำเป็นต้องใช้ ไฮโดรเจนเข้ามานี่เราจะตามเขาอย่างเดียวไม่ได้แล้วนะครับ ขออนุญาตเป็นผู้นำเขาบ้าง และสุดท้ายนี้ อ.เอท ก็อยากจะเห็นอุตสาหกรรม EV ของไทยก้าวหน้าและก้าวไกล เพื่อประโยชน์สูงสุดเป็นของประชาชนทุกคนครับ Respect🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายในรายงานเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท รถโดยสารและรถบรรทุกโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ยานยนต์ ไฟฟ้าหรือว่ายานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องสำคัญ ในยุคปัจจุบันที่เราต้องเร่งส่งเสริมผลักดันให้มากขึ้นในวันนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน ทั้งเพื่อเป็นการลดการปล่อยมลพิษที่เป็นไปตามเป้าหมายของประเทศในการแก้ไขปัญหา คุณภาพอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของประเทศและ โลกในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเรา เปรียบเทียบกับรถยนต์แบบสันดาปแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้มากถึง ๓๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ตลอดวงจรชีวิตของมัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานด้วย หากประเทศนั้น ๆ มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่สูงก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกได้สูงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยานยนต์ไฟฟ้าก็ยังมีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในเรื่องของความคุ้มค่าในระยะยาวในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วก็ ค่าพลังงาน แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แล้วก็การ พัฒนาเทคโนโลยีอีกด้วยครับ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าวันนี้การใช้รถไฟฟ้าก็มีเพิ่มขึ้นอย่างมี นัยสำคัญทั้งในประเทศไทยแล้วก็ในหลายประเทศทั่วโลกดังที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ นั่นก็เป็นผลมาจากการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น แล้วก็รวมไปจนถึง มาตรการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษ แล้วก็การลดการใช้เชื้อเพลิง ฟอสซิลของหลายประเทศด้วย โดยบางประเทศก็มีเป้าหมายทะเยอทะยานมากถึงขั้นจะห้าม ขายรถยนต์สันดาปแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในอนาคตอันใกล้นี้ จึงทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้อง ปรับตัว แล้วก็ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวทางเหล่านี้ ในเรื่องนี้ประเทศไทยของเราเอง ก็มีเป้าหมายที่สำคัญเช่นเดียวกันในการเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ๒๕๙๓ และปล่อยก๊าซ เรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ๒๖๐๘ สำหรับในด้านยานยนต์ไฟฟ้าเราก็มีเป้าหมาย ที่จะผลิตแล้วก็ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ในปี ๒๕๗๓ หรือที่เรียกว่า 30@30 มาถึงจุดนี้ผมก็ต้องขอชื่นชมกรรมาธิการอุตสาหกรรม แล้วก็คณะทำงานทุกท่านที่ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารแล้วก็รถบรรทุก โดยเฉพาะที่ว่ายานพาหนะไฟฟ้าเชิง พาณิชย์ทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษ แล้วก็ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล จากที่ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้ก็พบว่าได้มี การทำขึ้นอย่างละเอียด มีข้อมูลสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยแล้วก็ในระดับโลก มีตัวอย่างมาตรการแล้วก็นโยบายการสนับสนุนการใช้ EV ของหลาย ๆ ประเทศ ไปจนถึง มีข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก ๆ หากรัฐบาลได้รับไปดำเนินการอย่างจริงจัง🔗
สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารแล้วก็รถบรรทุกในประเทศไทย ก็ต้องยอมรับว่ายังมีการใช้อยู่ในสัดส่วนที่น้อย ส่วนใหญ่มีการใช้ในกรุงเทพมหานคร วันนี้ เราก็จะเห็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าก็มี แท็กซี่ รถบัสไฟฟ้าก็มีแล้ว ไปจนถึงเรือไฟฟ้า เราก็มีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตามในพื้นที่อื่น ๆ ก็ยังอยู่ในสัดส่วน ที่น้อยแล้วก็มีอยู่จำกัดมาก โดยจากรายงานฉบับนี้ผมก็ได้เห็นว่าอุปสรรคก็มีอยู่หลาย ประการด้วยกันที่ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในเรื่อง ของต้นทุน การลงทุนในการเปลี่ยนมาใช้รถ EV ที่ยังคงสูงอยู่ ความจุของแบตเตอรี่ ระยะทาง ที่สามารถขับไปได้ นอกจากนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ เช่น เรื่องของนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือเราเรียกว่า Ecosystem เรื่องสถานี Charge สถานีสลับแบตเตอรี่ที่ยังไม่เพียงพอ ไปจนถึงความยากลำบากในการซ่อมบำรุง แล้วก็รวมถึงนโยบายการสนับสนุนทางการเงิน จากภาครัฐที่ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ยานยนต์ EV ได้อย่างจริงจัง ไปจนถึงในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดว่าประเทศไทยเองจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากร พัฒนา ทักษะแรงงานให้มีความพร้อมในการพัฒนายานยนต์ ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำอีกด้วย วันนี้ผมจึงขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้ แล้วก็ขอที่จะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เพื่อประกอบกับรายงานฉบับนี้ให้รัฐบาลได้พิจารณาครับ🔗
ประการที่ ๑ คือเรื่องของนโยบายของรัฐ แล้วก็เป้าหมายของรัฐบาล ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายและนโยบายที่ทะเยอทะยานและชัดเจน มากยิ่งขึ้นในการส่งเสริมการผลิตและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของประเทศในการลดการปล่อย มลพิษ แล้วก็ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นไปตามกรอบความร่วมมือระหว่าง ประเทศ🔗
ประการที่ ๒ คือการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐ ส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่ สำคัญอย่างยิ่งในขั้นต้น รัฐบาลจะต้องสนับสนุนมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผมมีความเห็นว่ารัฐบาลจะต้องพิจารณาใช้มาตรการ ลดภาษี ให้เงินอุดหนุน หรือสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นสำหรับทั้งผู้ผลิตแล้วก็ผู้ใช้ยานพาหนะ ไฟฟ้าในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบัส รถโดยสาร แล้วก็รถบรรทุก ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้หันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น🔗
ประการที่ ๓ ก็คือการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งบุคลากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร วันนี้รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากร ทักษะฝีมือแรงงาน แล้วก็พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบวงจร โดยต้องเริ่มจากการสนับสนุนและส่งเสริมให้สถาบันวิชาการ และภาคเอกชนได้ลงทุนในการ พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะเห็นว่าในหลายประเทศเทคโนโลยี ด้านยานยนต์เหล่านี้มีการพัฒนาไปไกลมากแล้ว นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมเครือข่ายสถานี Charge ไฟฟ้า สถานีสลับแบตเตอรี่ สถานที่ให้บริการและซ่อมแซมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ครอบคลุมไปทุกพื้นที่เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนที่เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไปจนถึง การจัดการแบตเตอรี่ นอกจากนี้ก็ยังควรที่จะส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์สันดาป ใครมีรถ เก่าก็ให้เปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีการทำบ้างแล้วในประเทศไทยในการเปลี่ยนรถยนต์เก่าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ แล้วก็ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย ขอเพิ่มอีกนิดท่านประธานครับ🔗
ประการที่ ๔ คือการสนับสนุนพลังงานทดแทนแล้วก็พลังงานสะอาด วันนี้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าที่มาจากแหล่งพลังงานทดแทนแล้วก็พลังงาน สะอาดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการลดการปล่อยมลพิษจากภาคพลังงานให้ สอดคล้องกับภาคการคมนาคมขนส่ง ซึ่ง ๒ ภาคส่วนนี้เป็น ๒ ภาคส่วนหลักที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในประเทศนะครับ🔗
ประการที่ ๕ ประการสุดท้ายครับ ท่านประธานก็คือการปรับปรุงและเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาดแล้วก็สิ่งแวดล้อม วันนี้เราควรที่จะ ปรับปรุงกฎหมายแล้วก็เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับด้วยกันที่จะเป็นการสนับสนุน ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด แล้วก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหนึ่งในกฎหมาย ที่สำคัญที่กำลังได้เสนอต่อสภาขณะนี้ก็คือร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ที่ได้มีการเสนอจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากหลาย ๆ พรรคการเมือง รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอโดยผมเองด้วยนะครับ กฎหมายฉบับนี้ก็จะ เป็นกลไกที่สำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้วก็ ปรับเปลี่ยน ปรับตัวสู่ภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น ๑ ในกลไกสำคัญจากกฎหมายนี้จะมีการตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อช่วย ประชาชน ช่วยผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แล้วก็ลดผลกระทบ จากภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยนะครับ🔗
สุดท้ายนี้อย่างที่ผมกล่าวไปเบื้องต้นว่ายานยนต์ไฟฟ้านี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต อีกต่อไป เราจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้มากที่สุดในวันนี้ซึ่งจะเป็นโอกาสทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม จึงขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้ แล้วก็ขอให้รัฐบาลได้รับไปดำเนินการ โดยเร่งด่วนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๖ พรรคประชาชน ผู้แทน จากพี่น้องชาวสามพรานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานการส่งเสริม อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุกของคณะกรรมาธิการ การอุตสาหกรรม ซึ่งผมเห็นชอบด้วยกับรายงานฉบับนี้ครับ โดยรายงานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ และพัฒนานโยบายการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและ รถบรรทุกในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้าง ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเราพูดถึงคำว่า สิ่งแวดล้อม สิ่งแรกที่ผมนึกถึง ณ เวลานี้เลย คือเรื่องของปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วครับ ยาวจนถึงวันนี้ ขณะที่ผมกำลังอภิปรายอยู่นี้ที่จังหวัดนครปฐมครับ บ้านเกิดของกระผมเองตอนนี้ค่าของฝุ่นติดอันดับต้น ๆ ของประเทศแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ ไปกล่าวหาว่าฝุ่นนั้นเกิดจากรถบรรทุกทั้งหมดนะครับ แต่เราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่า ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลจะปล่อยฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถบรรทุกและ รถโดยสารที่เก่าแล้ว ซึ่งในยุคนี้ครับ เรากำลังอยู่ในยุคที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทาง อากาศได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผมจึงขอโอกาสนี้ครับ ฝากไปถึง รัฐบาลว่าถึงเวลาแล้วครับที่ท่านต้องใช้งบประมาณจากหยาดเหงื่อแรงงานของพี่น้อง ประชาชนเพื่อมาดูแลสุขภาพของพวกเขาสักที ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีครับ เรามาเริ่มต้น กันที่ยานยนต์ไฟฟ้าก่อนก็ได้ จากการที่ผมได้ศึกษารายงานฉบับนี้ผมได้เห็นข้อดีของยานยนต์ ไฟฟ้ามากมายดังนี้ครับ ข้อที่ ๑ ช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศ รถ EV ไม่ปล่อย ก๊าซไอเสียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษ ทางอากาศอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อที่ ๒ เป็นการใช้พลังงานสะอาด รถ EV สามารถ Charge ไฟจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ทำให้ลด การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ ข้อที่ ๓ ช่วยลดเสียงรบกวน รถ EV ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่เงียบกว่าเครื่องยนต์สันดาป ภายในจึงทำให้ลดมลพิษทางเสียงและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น ด้วยการ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า รถ EV จึงไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศโดยตรง ซึ่งส่งผลดี ต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพและยังลดเสียงรบกวนอีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญ ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมีสุขภาพที่ดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน เนื่องจากเนื้อหา ของรายงานนั้นได้สอดคล้องกับนโยบายที่ผมได้เคยหาเสียงไว้เมื่อปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ผมจึง ถือโอกาสนี้ในการที่จะบอกเล่านโยบายที่ผมเคยใช้หาเสียง ซึ่งเป็น ๑ ในชุด ๓๐๐ นโยบาย เปลี่ยนประเทศของพรรคก้าวไกล ณ เวลานั้นดังนี้ครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ประเทศไทย กำลังเผชิญกับปัญหากับดักรายได้ปานกลาง เนื่องจากการขาดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ตัวใหม่ ๆ ที่จะสามารถทำให้เศรษฐกิจนั้นเติบโตและขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ทำให้ ประสิทธิภาพการผลิตอยู่ในระดับต่ำและโตช้ามาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว นอกจากนี้เรายัง เผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงวัยที่จะทำให้กำลังแรงงาน หดตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมที่เคยเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจเดิม ๆ กำลังถูก Disrupt ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงจำเป็นที่ต้องมีนโยบายอย่างจริงจังที่จะต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขึ้นมา ทดแทน โดย ๑ ในนั้นก็คือการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมรถเมล์และรถบรรทุกไฟฟ้า ภายในประเทศ โดยการออกมาตรการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการขนส่งที่ยังใช้รถ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่ว่าจะเป็นดีเซล NGV แอลพีจี เปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า โดยภาครัฐต้องออกมาตรการส่งเสริม อาทิเช่น การออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำรถเก่า แลกรถใหม่ การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล หรือแม้กระทั่งการลดภาษีสรรพสามิต รวมไปถึงการ ออกข้อกำหนดมาตรฐานรถเมล์และรถบรรทุกใหม่ผ่านการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก โดยต้องกำหนดอายุของรถเมล์และรถบรรทุกที่สามารถให้บริการได้ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนเป็นรถเมล์รถบรรทุกไฟฟ้า โดยสำหรับรถเมล์ไฟฟ้านั้นเราตั้ง เปลี่ยนรถเมล์ทั่วประเทศเป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายในปี ๒๐๓๐ หรือ 100@30 ส่วนในกรณีของ รถเมล์ไฟฟ้าครับ จะอุดหนุนงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนเดินรถเมล์ ไฟฟ้าในทุกเมือง ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมนี้จะช่วยให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศ ลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และลดมลพิษในแต่ละเมือง รวมถึงกระตุ้นการใช้วัตถุดิบในประเทศอีกด้วยครับ นอกจากนี้ เรายังมีนโยบายในการออกกฎหมายกำหนดให้รถโดยสารประจำทางทั่วประเทศต้องใช้ พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนแทนที่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ภายในระยะเวลา ๗ ปี รวมทั้ง สนับสนุน Green Finance เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับอุตสาหกรรมที่ลงทุนในการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมได้อภิปรายมาดังกล่าวข้างต้นนี้ครับ ผมจึงเห็นชอบกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ และขอฝากให้รัฐบาล ช่วยนำข้อเสนอแนะดังกล่าวจากรายงานฉบับนี้ เร่งนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนโดยเร็วด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญคุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติครับ ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการทุกท่านที่ทำรายงานเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเน้น ประเภทรถโดยสารและรถบรรทุกนะครับ แต่ขออนุญาตที่จะร่วมออกความคิดเห็นนิดหนึ่งครับ คือรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เริ่มต้นจากรถโดยสารและรถบรรทุก มาเริ่มต้นตั้งแตรถจักรยานยนต์ นะครับ ๒. รถยนต์ที่เป็นรถบ้านหรือรถอีโคคาร์ขนาดเล็ก จนขนาดไล่ไป ซีซี ที่เราเคยมีมา วันนี้มันมีประเภทอย่างนั้นขึ้นมา ปัญหาผมคิดว่าระบบราชการเรามันหมุนไม่ทันกับการ พัฒนาจริง ๆ ผมเข้าใจว่าภาษีที่เราแบกกันอยู่มากในการซื้อรถคือภาษีสรรพสามิต ผมขอ อนุญาตเรียนถามกรรมาธิการนิดนะครับ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถบ้าน รถไฟฟ้า รถตู้ รถกระบะ รถโดยสาร รถบรรทุก ทั้งหมดนี้ระบบเราถอดภาษีสรรพสามิตออกไปหรือยังครับ เพราะภาษีสรรพสามิตคือภาษีบาป เพราะรถที่วิ่งอยู่ทั้งหมดมันสร้างมลภาวะให้กับโลก โลกมันร้อนขึ้นมาเพราะรถเหล่านั้นเราเก็บภาษีทั้งหมด ปัญหาว่าเราจะส่งเสริมอุตสาหกรรม อย่างนี้เราปรับระบบราชการไปรองรับหรือยัง ถ้าเริ่มต้นปรับระบบภาษีเสียใหม่ สรรพสามิต ผมคิดว่าหยิบออกไปได้ทั้งหมดแล้ว เพราะรถไฟฟ้าไม่ได้สร้างมลภาวะไม่ได้สร้างอากาศเสีย ผมเคยไปหารือกับเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลาย ๆ เมืองครับ อย่างเมืองของเขตท่าน สส. ภูมิ ซึ่งอยู่ที่สมุยอย่างนี้ เขาคิดจะปรับรถมอเตอร์ไซค์ทั้งเกาะสมุยครับ ไม่ว่ารถรับจ้าง หรือรถที่ใช้อยู่ทั่วไป หรือรถที่เช่าอยู่ทั่วไปเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ปัญหาว่าเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ภาครัฐพร้อมที่จะเข้าสนับสนุนในการที่ปล่อยดอกเบี้ยราคาถูกให้กับการปรับปรุงอันนั้น หรือเปล่า ก็ยังไม่เห็นหน่วยงานไหนเข้าไปทำครับ🔗
ประการต่อมา รถยนต์ในส่วนราชการผมเข้าใจว่ายังเป็นปัญหาหมด คือจะ เปลี่ยนรถไฟฟ้าจากรถรองอธิบดีที่มี ซีซี. ขนาดหนึ่ง อธิบดี ซีซี ขนาดหนึ่ง รองปลัดกระทรวง ขนาดหนึ่ง รัฐมนตรีขนาดหนึ่ง แต่ละ Size ขึ้นมา ถ้าถึงเวลารถพวกนี้เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า หมดจะเอาบิลล์ที่ไหนไปเบิก มันก็ลามต่อไปครับว่าเราจะส่งเสริมมาตรฐานอุตสาหกรรม เรื่องรถไฟฟ้ายานยนต์นี่ท่านต้องเตรียมแผนนะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดก็คือสถานี Charge รถไฟฟ้าทั้งหมด วันนี้เรามีปั๊มน้ำมันทั่วประเทศผมว่าเป็นหมื่นแห่ง เราเคย เตรียมการไหมครับว่าต่อไปทุกปั๊มน้ำมันที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยจะต้องมีสถานี Charge รถไฟฟ้าระบบ Charge เร็ว สถานีละกี่แห่ง กี่จุดสำหรับเตรียมไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิด ปัญหาแบบเพื่อนสมาชิกพูด มีรถไฟหมดพร้อมกันเดี๋ยวก็ช็อกหมดทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมการก็คือผมเข้าใจว่าเราอาจจะต้องออกกฎหมายเตรียมการครับ ว่าใคร เปิดปั๊มน้ำมันที่กำลังเปิดกันอยู่ทั่วไป วิ่งเต้นเปิดกันอยู่ทั่วประเทศ ทุกปั๊มน้ำมันต้องมี ที่ Charge รถไฟฟ้ารองรับไว้กับปริมาณหัวจ่ายน้ำมันเป็นอย่างไรในสัดส่วนเท่าไร เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะมีปัญหาเรื่องการหาที่ Charge ไฟ วันนี้คนมีรถไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานคร คนวางแผนจะไปเชียงใหม่ต้องวางแผนล่วงหน้านะครับว่าไปถึงจังหวัด ไหนถึงจะหยุดเติมไฟฟ้า จังหวัดไหนถึงจะหยุดเติมไฟฟ้า Charge ไฟฟ้า เพราะถ้าผิดจาก สถานีนั้นไม่ได้โทรจองก่อนแล้วก็เตรียมตัวเข้ามานอนกลางทาง กินข้าวกลางทุ่งกันอยู่แน่ สิ่งเหล่านี้ผมฝากคณะกรรมาธิการไปนิดช่วยเตรียมการหน่อยครับ ในเรื่องของ ๑. การคำนวณเรื่องภาษีสำหรับรถพวกนี้ที่ควรจะถอดภาษีสรรพสามิตออก ๒. การตั้งสถานี Charge ให้เพียงพอกับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ๓. เมื่อเราพูดถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ขึ้นไป รถโดยสารและรถบรรทุกผมเชื่อว่าระบบ Charge ไฟเดี๋ยวนี้วัตต์มันไปถึง ๑,๐๐๐ วัตต์เลย นะครับ แล้วก็ใช้เวลาในการ Charge พอสมควร ที่จริงมอเตอร์ไซค์ก็เตรียมเข้ามามากครับ แต่เราไม่มีมาตรฐานราคารองรับ คนที่เขาจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ยังน้อย รถกระบะก็เริ่มเข้ามาแล้วแต่การจำหน่ายก็น้อย รถตู้การจำหน่ายก็น้อย ยิ่งถ้าออกรถโดยสารขึ้นมา ออกรถบรรทุกสิบล้อขึ้นมา รถขนาดใหญ่ ขึ้นมาเราต้องเตรียมการเยอะครับ ผมก็ขออนุญาตย้ำการเตรียมการในภาครัฐ ซึ่งจะอืดอาด ที่สุด ช้าที่สุด ๑. ไปปรับเรื่องภาษี ๒. ไปปรับระบบราชการทั้งหมด รถทุกคันของทางราชการ ต้องเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้านำร่องให้ประชาชนเอาตาม แต่ถ้าใช้รถไฟฟ้าหรือไป Charge ไฟ ที่บ้านผมคิดว่าข้าราชการคนนั้นก็คงไม่เอาด้วย เพราะว่าถ้าเดิมเติมน้ำมันเอาบิลน้ำมันไป เบิกได้แต่ Charge รถไฟฟ้าที่บ้านถามจะไปเบิกกับใคร เพราะฉะนั้นคิดให้จบปรับระบบ ราชการให้ทันเราถึงจะระดมประชาชนทั้งหมดออกมาด้วยกัน มาใช้ระบบรถไฟฟ้าที่มันจะ พัฒนาทำให้ประเทศเราเป็นประเทศที่ไม่สร้างมลภาวะ เมืองที่มีการท่องเที่ยวอย่างสมุย อย่างภูเก็ต เปลี่ยนมอเตอร์ไซค์ทั้งหมด จะใช้เงินจากกองทุนไหนก็ตามไปเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์ ทั้งหมด เป็นรถไฟฟ้าเสียทั้งหมด เงียบก็เงียบ สะอาดก็สะอาด ไม่วุ่นวาย แต่รัฐก็ต้องเข้า สนับสนุน คราวนี้ในกระบวนการทั้งหมดเราศึกษาเรื่องส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่เราด้อย ในการสนับสนุนภาคประชาชน สนับสนุนการทำ กรุงเทพมหานครทั้งหมดครับถ้าเปลี่ยน มอเตอร์ไซค์รับจ้างกรุงเทพมหานครทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้าผมคิดว่าทุกคนจะมีความสุข ขึ้นเยอะ มลภาวะก็จะลดลงไปเยอะ แต่ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่การสนับสนุน ภาครัฐช้าที่สุด อืดอาดที่สุด เพราะฉะนั้นที่ผมเสนอแนะไป ๓-๔ ประเด็น อยากฝากเพื่อนกรรมาธิการครับ ไปต่อยอดดู ท่านจำเป็นต้องไปเคี่ยวเข็ญกับระบบราชการเพื่อให้ทันกับยุคจริง ๆ ไม่เช่นนั้น แล้วชาวบ้านเตรียมรถออกกันมาทั้งหมด ถึงเวลาไม่รู้จะไป Charge กันที่ไหน คิดกันที่ไหน ๒. ไปส่งเสริมระบบราชการใช้รถไฟฟ้าเมื่อไรไม่รู้จะเบิกบิลค่าไฟฟ้าที่ใคร เหล่านี้เตรียม เสียให้หมด ให้กระทรวงการคลังเลิกอุ้ยอ้ายเสียที กรมบัญชีกลางก็ทันสมัยเสียหน่อย ทำทั้ง ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน ผมก็อยากฟังคำชี้แจงจากกรรมาธิการนิดนะครับว่า ณ วันนี้ ภาษีสรรพสามิตสำหรับรถมอเตอร์ไซค์อยู่อย่างไร สำหรับรถบ้านที่ใช้ทั่วไปอยู่อัตราอย่างไร สำหรับรถกระบะอย่างไร สำหรับรถโดยสารเป็นอย่างไร สำหรับรถบรรทุกเป็นอย่างไร ยังนิ่งระบบเดิม หรือถอดไปเสียหมด ผมเคยหารือกับกรมการขนส่งในเรื่องที่จะเอารถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์มาใช้ในประเทศ เขากลัวอะไรครับ เขากลัวรถขึ้นไปแล้วความเร็วมันต่ำ แล้วก็ จะไปกีดขวางการจราจร วันนี้เดี๋ยวนี้รถไฟฟ้าทำความเร็วสูงได้นะครับ แต่ผมตลกกว่านั้น ก็คือขณะที่เราอยากให้คนควบคุมความเร็ว แต่กลัวรถความเร็วต่ำขึ้นไปวิ่งบนถนน มันก็ตลกดี รถไฟฟ้าในประเทศไทยเลยเกิดช้าครับ เพราะฉะนั้นเสนอแนะว่าท่านทำ ข้อแนะนำไปยังหน่วยราชการทั้งหมดที่ดูแลเรื่องนี้ทั้งหมดนะครับ เพื่อปรับกระบวนการให้ ทันกับการพัฒนาของโลกครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน ขออนุญาตฝากหารือ กรรมาธิการไปครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ นะครับ พรรคประชาชน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ทำรายงานฉบับนี้นะครับ ในเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับยานยนต์อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV แต่ก็ต้องเห็นใจด้วย นะครับท่านกรรมาธิการ เพราะว่าท่านประชุมครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นก็คือตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม หรือประมาณ ๕-๖ เดือนที่แล้วนะครับ ซึ่งผมก็ต้องบอกว่าเทคโนโลยีแล้วก็ หลาย ๆ อย่างมันเปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับหลังจากที่ท่านศึกษามา ๖ เดือน ผมก็เลย ไม่แน่ใจว่ารายงานฉบับนี้ท่านยังคิดว่ามันยังจะใช้งานได้อีกนานแค่ไหน หรือมันล้าสมัย ไปแล้วนะครับ เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการได้รับฟังด้วยนะครับว่า ผมมีความเห็นที่แตกต่างหลาย ๆ จุด ก็อย่างเช่นว่าตอนนี้ท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าแบตเตอรี่ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเยอะมาก ตอนนี้เรา Charge ไฟแค่ ๑๕ นาที สามารถวิ่งได้ ๕๐๐ กิโลเมตรแล้ว ท่านขับรถไปเลย ๔ ชั่วโมง แวะกินข้าวระหว่างนั้นก็ Charge ไฟ ท่านขับไปได้ อีก ๔ ชั่วโมงไม่มีปัญหาเรื่องการรอเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการ Swap แบตเตอรี่ที่ท่าน แนะนำสำหรับรถขนาดใหญ่ยังจำเป็นอยู่หรือเปล่า อันนี้เป็นตัวอย่างที่ ๑🔗
ตัวอย่างที่ ๒ คืออย่าง Samsung เขาก็เพิ่งออกข่าวว่าเปิดตัวแบตเตอรี่ Solid State นะครับ Charge ๙ นาทีวิ่งได้เกือบ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ซึ่งอันนี้จะทลายข้อจำกัด เรื่องของการ Charge แบตเตอรี่เลยนะครับ แล้วเขากำลังจะผลิตในปี ๒๐๒๗ อายุการใช้ งานแบตเตอรี่ ๒๐ ปี หลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างท่านยังไม่ได้ศึกษาตรงนี้เลยเพราะว่ามันเป็น เรื่องใหม่อันนี้ผมเห็นใจนะครับ ก็เลยอยากจะให้ท่านยืนยันว่าท่านยังเห็นเหมือนเดิม หรือเปล่า🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าราคารถยนต์ตอนนี้เราเห็นแล้วนะครับว่าลดลงอย่างมาก ลดลงจากเวลานั้น ๖ เดือนที่แล้วถึงเวลานี้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ท่านยังคิดว่าควรจะ สนับสนุนเรื่องการอุดหนุนรถยนต์หรือเปล่า อุดหนุนการซื้อรถไฟฟ้าหรือเปล่า หรือว่ารัฐควร จะต้องสนับสนุนอีกไหม ต้องมีการยกเว้นภาษีนำเข้าอีกหรือเปล่านะครับ สิ่งเหล่านี้อาจจะ ต้องมาศึกษากันใหม่แล้วนะครับว่าราคารถก็ลดลง แบตเตอรี่ก็ทำงานได้ดีขึ้น คนอาจจะ หันมาใช้โดยที่ท่านไม่ต้องสนับสนุนเลยก็เป็นได้นะครับ อันนี้คือปัญหาของเทคโนโลยี ที่มันก้าวไปเร็ว มันไม่ได้เป็นปัญหาของกรรมาธิการนะครับ ผมก็เลยอยากจะถามท่านว่า ท่านอาจจะต้องศึกษาใหม่ไหมหรือว่ามันทันหรือเปล่านะครับ🔗
แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือท่านก็แนะนำนะครับ แนะนำให้ลงทุนวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ อันนี้ก็อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ว่าเราจะไปวิจัยแข่งกับเขาทันหรือเปล่านะครับ เขาไป ไกลขนาดนั้นแล้วนะครับตอนนี้ ทั้งเกาหลีทั้งจีน นี่แซงอเมริกาไปแล้ว ไทยเราจะไปลงทุน ตรงนี้อีกหรือเปล่านะครับ ผมว่ามันจะเสียประโยชน์ถ้าเกิดเรายังมองตรงนี้อยู่นะครับ ประเด็นที่ควรศึกษาที่ผมยังไม่เห็นในรายงานนี้ก็คือท่านบอกว่าควรจะเตรียมสถานี Charge ให้เพียงพอ เพียงพอนี่จำนวนเท่าไร อยากให้ระบุเลยนะครับว่าควรจะเป็นกี่สถานี Charge แล้วก็ควรจะมีแต่ละภูมิภาคเท่าไร ถ้าเป็นไปได้นะครับ แล้วก็อยากจะให้สนับสนุนเรื่อง ของโรงงาน Recycle แบตเตอรี่มากกว่า อันนี้ก็ไม่ได้มีในงานวิจัยนะครับ แล้วก็รถสันดาป ควรจะปรับตัวอย่างไร ท่านบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางด้านรถไฟฟ้าแต่รถสันดาปนี่ตายเรียบเลยนะครับ รถสันดาปตอนนี้ รถสันดาปคันหนึ่ง มีอะไหล่ ๓๐,๐๐๐ ชิ้น แต่รถยนต์ไฟฟ้ามีประมาณ ๓,๐๐๐ ชิ้นนะครับ เมื่อห่วงโซ่อุปทาน ของรถสันดาปยาวขนาดนี้คนตกงานเป็นหมื่นเป็นแสนคนเลยนะครับถ้าเกิดรถไฟฟ้าเข้ามา ท่านมีวิธีอย่างไร หลายคนก็บอกว่าไทยควรจะเป็นจุดสุดท้ายนะครับ หมายถึงว่าเป็น Hub ของรถสันดาปใน Asia แหล่งสุดท้ายที่จะมีอยู่นะครับ อย่างเช่น ถ้าเกิดเขายกเลิกในเวียดนาม ยกเลิกในอินโดนีเซียนี่ก็ควรจะให้เขาย้ายมาอยู่ที่ไทยก่อนนะครับเราจะได้มีเวลาในการ ปรับตัว ซึ่งอันนี้ก็อาจจะเป็น Idea หนึ่งในการใส่เข้าไปในรายงานสิ่งที่เราควรจะศึกษา อาจจะต้องศึกษาเรื่องของรถไฮโดรเจนด้วย ถ้าเกิดเรามองทุกอย่างเป็น EV หมด ถ้า EV ไม่เกิดขึ้นในโลกกลายเป็นไฮโดรเจนอย่างนี้เราก็ไม่ได้ศึกษาเลย รายงานนี้ผมว่าน่าจะแตะนิด หนึ่งว่าไฮโดรเจนจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร รถไฟฟ้ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรถ้าเป็นไปได้แต่ว่าก็น่า เสียดาย ข้อแนะนำของท่านนะครับ อย่างเช่นมีกองทุนสนับสนุนเรื่องการสนับสนุน ให้เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีการลดหย่อนการ R&D อย่างที่ได้บอกไปแล้วท่านจะเปลี่ยน แนวคิดไหม อยากได้คำตอบ อยากให้ท่านอภิปรายนิดหนึ่ง ตอบมานิดหนึ่งว่าท่านยังเห็น เหมือนเดิมหรือเปล่านะครับ แล้วก็เรื่องท่านบอกว่าการที่เรามีรถไฟฟ้าจะช่วยให้รักษา สิ่งแวดล้อมนะครับ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะกระทบน้อยลง อันนี้รถ EV ก็เป็นเช่นนั้น แต่อย่าลืมนะครับว่าเรายังต้องผลิตไฟ สิ่งสำคัญก็คือแหล่งผลิตไฟมากกว่านะครับ ถ้าเรายัง ใช้ถ่านหิน ถ้าเรายังใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตไฟมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสิ่งตรงนี้ มันเป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานในการออกแบบมากกว่าว่าเราควรจะหันไปใช้พลังงาน สะอาดอย่างเช่น น้ำ ลม แสงแดด ก็เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงานที่ต้องออกแบบนะครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาครั้งนี้อาจจะไม่ได้ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสักเท่าไรนะครับ แล้วท่านก็บอกว่าประโยชน์ของการศึกษาอันนี้ก็คือเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ก็อีกเหมือนกันนะครับมันอยู่ที่กระทรวงพลังงานไม่ใช่การศึกษาอันนี้เลยนะครับ หลาย ๆ เรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยก็อยากได้รับคำตอบจากท่านนะครับว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็เห็นใจ อย่างที่บอกว่ามันเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ จากอดีตถึงปัจจุบัน ก็อยากทราบแนวคิดท่านว่าท่าน เปลี่ยนไปหรือเปล่าหรือว่าอย่างไรนะครับ ก็ขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านสุดท้าย นะครับ เมื่อจบท่านสุดท้ายนี้แล้วก็ขอให้คณะกรรมาธิการเตรียมตอบข้อซักถามได้นะครับ ขอเชิญคุณเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ครับ🔗
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชน วันนี้ ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถโดยสารและรถบรรทุก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันมีแนวโน้มการ ใช้รถไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ด้วยงานวิจัยอะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่พวกเราได้รับรู้รับทราบกัน จากข้อมูลสถิติขอสไลด์ด้วยนะคะ🔗
จากข้อมูลสถิติมีรถไฟฟ้า ส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ ที่นั่งจดทะเบียนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของดิฉันเอง ในปี ๒๕๖๕ มีการจดทะเบียนรถโดยสารส่วนบุคคลอยู่ที่ ๓๓๑ คัน ในปี ๒๕๖๖ อยู่ที่ ๓,๐๘๓ คัน ในปี ๒๕๖๗ พุ่งขึ้นไปสู่ ๖,๒๘๑ คัน ไม่ได้เป็นยอดสะสมแต่เป็นจดทะเบียนในปีนั้น ๆ นะคะ ท่านประธาน ซึ่งดูเหมือนว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าจะเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ว่าในทางกลับกันในขณะเดียวกันสถิติการจดทะเบียนรถตามกฎหมายที่เป็นรถไฟฟ้ากับ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่มีเพียงแค่ ๓ คันเท่านั้นท่านประธาน ๓ คันนี้ฟังไม่ผิดคันแรก เป็นคันที่เป็นรถ EV ของบริษัทเอกชนที่ขอสัมปทานไว้แล้วแต่ว่ายังไม่เปิดให้บริการ อีก ๒ คันที่เหลือเป็นรถสองแถวที่วิ่งระหว่างอำเภอเข้าร่วมโครงการกับโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง ๒ คันนี้เมื่อติดตามผลหลังจากเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาป เป็น EV แล้วก็ได้รับเสียงสะท้อนมาว่าค่าใช้จ่ายต่อคันจาก ๑๒,๐๐๐ บาทถึง ๑๕,๐๐๐ บาท ของผู้ขับลดลงเหลือแค่ประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะทำให้ เป็นการลดต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการแล้วก็ผู้ขับรถโดยสาร EV แต่ดิฉันก็คิดว่าด้วยจำนวน ของรถโดยสารเพียง ๓ คันกับทั้งจังหวัดเชียงใหม่ก็ยังรู้สึกว่ายังน้อยไปอยู่ดี แต่ว่าก็ยังพอมี หวังกับนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มี นโยบายวางแผนที่จะสนับสนุนต่อยอดรถสองแถวสีแดงในจังหวัดเชียงใหม่ที่วิ่งในตัวเมือง จังหวัดเชียงใหม่ให้กลายเป็นรถสองแถวไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 โดยมีแผน สนับสนุนในโครงการนำร่องเพิ่มเติมให้รถแดงเพิ่มจำนวนเป็น ๑๐๐ คันแล้วก็เป็นสิ่งที่ ต่อเนื่องมาจากโครงการวิจัย แต่ว่านโยบายเหมือนจะดูดีแต่ดิฉันมองว่ามันมีข้อสังเกต ๓ ประการที่ดิฉันคิดว่าโครงการหรือนโยบายนี้อาจจะแท้งหรือว่าไม่ทำให้พี่น้องประชาชน ชาวไทยได้ประโยชน์อะไรจากนโยบายนี้เลย ๓ ประการนะคะ🔗
ประการแรก ก็คือโครงการที่ได้ประกาศไปว่าจะส่งเสริมให้รถแดงหรือ รถสันดาปกลายเป็นรถไฟฟ้า ก็ได้รับข้อมูลจากเวทีสภาพลเมืองที่เปิดเวทีพูดคุยเรื่องสิทธิ การเดินทาง ระบบการเดินทางของคนเชียงใหม่ ซึ่งในนั้นมีตัวแทนของสำนักงานพลังงาน จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้พูดออกมาเองว่าด้วยงบประมาณและไม่มีกฎหมายที่รองรับอาจจะทำให้ โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้🔗
ประการที่ ๒ การสร้างแรงจูงใจของโครงการนี้ การเปลี่ยนรถสันดาปเป็น รถไฟฟ้าต้องใช้งบประมาณกว่า ๖๐๐,๐๐๐ บาทต่อคัน ซึ่งการเปลี่ยนต้องใช้ระยะเวลา ๑ เดือน ในระยะเวลา ๑ เดือนนั้นผู้ขับขี่หรือว่าคนขับรถโดยสารจะต้องขาดรายได้ ๑ เดือนเลย ซึ่งมันเป็นการตอกย้ำทำให้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งรัฐบาลก็มีการ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำด้วย แต่ว่าการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเขาก็ต้องเอาเงินที่เขาหาเช้ากินค่ำ ไปจ่ายค่าผ่อนรถอยู่ดี ซึ่งนโยบายนี้คิดว่าถ้ายังอยากจะดำเนินต่อไปควรเป็นนโยบายที่ ให้เปล่า ก็คือเป็นการที่เปลี่ยนให้ทุนกับผู้ขับขี่รถ ผู้ประกอบการในเรื่องนี้ไปเลย🔗
ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องอะไหล่ แบตเตอรี่ หรือวัสดุที่เป็นส่วนประกอบในรถ ไม่สามารถที่จะผลิตในไทยได้เลย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีมูลค่าที่สูงมาก ๆ ดิฉันก็ตั้ง ข้อสังเกตไว้ ๓ ประการ แล้วก็อย่างไรตามดิฉันขอมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับรายงานฉบับ นี้ถึงรัฐบาลแล้วก็ถึงคณะกรรมาธิการด้วยว่า การที่จะทำให้รถโดยสารโดยเฉพาะในจังหวัด เชียงใหม่ที่ทางรัฐบาลได้มอบนโยบายมาแล้วกลายเป็นรถไฟฟ้าทั้งระบบก็อาจจะต้องเปลี่ยน จากคำว่า อุดหนุน เป็นคำว่า ให้เปล่า น่าจะดีกว่านะคะ🔗
ข้อเสนอแนะที่ ๑ ก็คือสนับสนุนการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากสันดาปเปลี่ยนเป็น EV หรือไฟฟ้า แล้วก็มีการส่งเสริมการ Upskill Reskill แรงงานในจังหวัดเชียงใหม่หรือ ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ จะส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ พี่น้องประชาชนจริง ๆ ด้วยค่ะ🔗
ข้อเสนอแนะที่ ๒ ข้อสุดท้ายก็คือภาครัฐจะต้องสนับสนุนผลักดันนโยบาย และสร้างระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ นโยบายจะดีได้นะคะไม่ใช่เพียงแค่เพียงคำพูดที่ สวยหรูเท่านั้น แต่ต้องคิดทั้งระบบ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ คณะกรรมาธิการมีอะไรจะตอบชี้แจงเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ ขอตอบข้อซักถาม ดังต่อไปนี้ค่ะ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนไปไว รายงานฉบับนี้สมควรที่จะต้องพิจารณาใหม่หรือไม่ ขอเรียน ดังต่อไปนี้ค่ะ รายงานการพิจารณาฉบับนี้เป็นการส่งเสริมรถโดยสารและรถบรรทุก EV ปัจจุบันนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีในประเทศไทยที่สามารถ Charge แบตเตอรี่ได้ภายใน ๑๕ นาที เพราะฉะนั้นที่เราสอบถามมาจากผู้ใช้งานจริงยังต้องมีการ Charge เป็นวัน ๆ จึงเป็นที่มา ของการนำเสนอการ Swap แบตเตอรี่ ตามที่ได้มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถาม ถึงความคุ้มทุนและการลงทุนว่าหากนำเงินมาสนับสนุนเรื่องการ Swap แบตเตอรี่หรือการ สร้าง Lane Charge ไฟฟ้าอัจฉริยะจะคุ้มทุนหรือไม่ ขอกราบเรียนดังนี้ค่ะว่าปัจจุบันนี้เรานำ เงินภาษีจำนวนมากไปหนุนการใช้การใช้น้ำมันดีเซล อย่างที่ทุกท่านทราบค่ะ น้ำมันดีเซลใช้ กับรถบรรทุกและรถโดยสารซึ่งปล่อยมลพิษเป็นจำนวนมาก หากเราสามารถตัดเงินสนับสนุน น้ำมันดีเซลตรงนี้มาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเป็นการใช้รถ EV ได้ก็จะเกิดประโยชน์อย่าง สูงสุดกับประชาชนทั่วไปนะคะ🔗
ประการต่อมา เรื่องการวิจัยแบตเตอรี่สมควรทำหรือไม่ ขอกราบเรียนต่อไปนี้ค่ะ จากที่เราไปศึกษามาได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องแบตเตอรี่และการสร้างรถ EV เป็นจำนวนมาก ที่วิจัยเสร็จแล้วก็ค้างคาหิ้งไว้ไม่มีการนำมาใช้ จากข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการเรา เราขอนำเสนอให้นำงานวิจัยเหล่านี้มาต่อยอดพัฒนาและสนับสนุนโดยภาครัฐจะเกิด ประโยชน์อย่างสูงสุดเพราะเขาก็ทำมาครึ่งทางแล้วนะคะ🔗
ประการต่อมา คำถามที่ว่าสถานี Charge ที่เพียงพอเป็นอย่างไร ก็ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้เราได้แบ่ง Roadmap ออกเป็น ๓ ช่วงในช่วงแรกที่ความพร้อมเทคโนโลยียังมี ไม่พอ ราคาสินค้าเทคโนโลยียังมีราคาสูง เราขอเสนอให้มีการจัดทำสถานี Charge ในพื้นที่ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย อาทิเช่น ศูนย์การขนส่ง ศูนย์การกระจายสินค้า หรือเส้นทางขนส่งหลัก สาธารณะ เช่น ทุก ๑๐๐ กิโลเมตรต้องมีสถานี Charge รถบัสแล้วก็รถบรรทุก ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้ว่ารถบรรทุกและรถโดยสารนี่เขาไม่สามารถเข้าไป Charge ในปั๊มน้ำมันร่วมกับ รถยนต์ส่วนบุคคลได้เพราะรถเขามีขนาดใหญ่และใช้เวลา Charge เป็นเวลานาน ดังนั้น เราจึงต้องมีสถานี Charge ที่เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับพวกเขา รวมไปถึงการพิจารณาใช้การ Swap แบตเตอรี่ต่อไปนะคะ🔗
ประการสุดท้ายที่อยากจะสอบถามคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่ารถสันดาปควรปรับตัวอย่างไร ขอกราบเรียนดังนี้ค่ะว่าเทคโนโลยีต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องมีการ Transition ไปสู่สิ่งใหม่ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับกลไก Demand Supply ของตลาด หากวันหนึ่งประชาชนไม่มีความต้องการใช้รถสันดาปและต้องการมาใช้รถ EV ทุกอย่างจะต้องมีการปรับตัวค่ะ ตรงนี้มันจะมีการสอบถามของคำถามของท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ว่าเราได้มีการเตรียมแผนสำหรับการพัฒนาแรงงานแล้วหรือไม่ ก็ขอตอบว่าเรามีการเตรียมแผนสำหรับเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Upskill Reskill ในสถาบันการศึกษา เช่น อาชีวะ การเปลี่ยนหลักสูตรจากการสอนหลักสูตรเรื่องรถ สันดาปมาเป็นการสนับสนุนให้มีการเรียนรู้ แล้วก็นำเสนอบริการของรถ EV ต่อไปนะคะ ดิฉันขอจบการสอบถามเพียงเท่านี้ค่ะ ขอเชิญท่านต่อไปค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ ชัยยุทธ ช่างสาร ที่ปรึกษาประธาน กรรมาธิการการอุตสาหกรรม ขอตอบคำถามกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติใน ๒-๓ ประเด็น ที่สรุปไว้ได้ดังนี้ครับ ประเด็นของบุคลากร ทีมงานศึกษาเราได้ติดต่อสอบถาม ปัจจุบันนี้ไม่ว่า สถาบันการศึกษาระดับสูง ระดับอุดมศึกษาได้มีหลักสูตรเตรียมรองรับไว้แทบทุกแห่งแล้ว🔗
ประเด็นที่ ๒ ระดับของการศึกษาระดับช่างเทคนิคหรือระดับช่างวิชาชีพ สถาบันการอาชีวศึกษาได้มีจัดสอนแล้วก็ปรับปรุงหลักสูตร ได้รับการรองรับซึ่งพัฒนามา ประมาณ ๒-๓ ปีแล้ว ส่วนเรื่องของระดับ Skill ของคนระดับชั้นล่าง ก็คือผู้ใช้แรงงาน พนักงานขับรถ ช่างซ่อมบำรุง กระทรวงแรงงานก็ได้เตรียมการเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้ว🔗
ประเด็นที่ ๓ ของการเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การเปลี่ยน ผ่านมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแทบทุกวันแล้ว จากผลการศึกษาที่เราศึกษาเป็นหลักใน เรื่องของ EV-TRUCK EV-BUS เรามุ่งศึกษาเป็นหลักที่จะมุ่งไปเป็นตัวหลักของแกนนำ เพราะว่าอย่างที่ได้ต่อไปสักครู่ว่าการที่เรามีปัญหาประเด็นหลักอยู่ ๒ ประเด็น ก็คือเรื่องของ แบตเตอรี่กับสถานี Charge ส่วนแบตเตอรี่มันเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวรถซึ่งเป็นการลงทุนค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการลงทุนค่อนข้างสูงมุ่งไปที่ ประเด็นของภาครัฐจะสามารถทำได้ แต่สำหรับภาคเอกชนเห็นด้วยกับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่าจะต้องมีการอุดหนุนหรือการให้เปล่านะครับ ส่วนเรื่องของสถานี Charge อย่างที่บอกว่าสถานี Charge จากรถส่วนบุคคลกับรถของ Truck เรื่องของรถบัสมันแตกต่างกัน ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีสามารถ Charge ได้ไวถึงประมาณ ๕ นาทีถึง ๒๐ นาทีแล้วแต่ปริมาณ ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจุดคุ้มทุนเหล่านี้ซึ่งในศึกษาที่เราเสนอแนะไว้แล้ว จึงจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหน่วยงานกลางอย่างที่ท่านได้ชม Presentation ในตอนต้น ๆ ว่ามันต้องมีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบ ซึ่งกระบวนการของการรับผิดชอบ เหล่านี้ปัจจุบันนี้ก็เท่าที่ทราบอยู่แล้วว่าเรามีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ทบวง กรม แต่ถ้าเรามีหน่วยงานเป็นหน่วยงานอิสระเข้ามากำกับดูแลตามที่ คณะศึกษาได้ศึกษาไว้ในรูปแบบในรายละเอียดตามข้อเสนอแนะนี้อยู่แล้วนะครับ เชื่อว่านำ ผลการศึกษานี้ไปเสนอทางท่านรัฐบาล แล้วจะทำให้ทางรัฐบาลมาพิจารณาว่าอันไหนที่จะ พิจารณาดำเนินการก่อนและอันไหนจะดำเนินการตามมานะครับ ขอเรียนให้ทราบว่า การศึกษาของคณะทำงานชุดนี้เราศึกษามุ่งเน้นไปถึงการว่าอะไรที่เกิดขึ้นมาใหม่แล้วรองรับ ได้อย่างไรไว้ด้วยแล้วครับ ขอกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานไว้ เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ยกมือใช่ไหมครับ เชิญซักถามได้ครับ🔗
ยังมีกรรมาธิการหลายท่าน ยกมือครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตฟัง ถ้าท่านตอบครบประเด็นผมก็จะได้ไม่ต้องซักถามต่อครับ🔗
คณะกรรมาธิการ เป็นการตอบข้อซักถามไม่ต้องละเอียดมากนะครับ เพราะเรามีอีกหลายวาระตามมา ขอให้ ตอบโดยสรุปเอาประเด็นสำคัญที่ถามมาตอบไปนะครับ ไม่ต้องชี้แจงอะไรมาก แล้วก็จะได้จบ ก่อนครับ เชิญครับกรรมาธิการครับ🔗
นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล (กรรมาธิการ): เรียนท่านประธานค่ะ กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการค่ะ ก็อาจจะมีบางประเด็นที่ทางเพื่อนสมาชิกได้มีการซักถาม กับกรรมาธิการแต่ว่ายังมีประเด็นที่ยังตกหล่นยังตอบไม่ครบนะคะ ก็จะขอให้ทางอาจารย์ ศักดิ์ดา ที่ปรึกษาได้ตอบคำถามให้เพื่อนสมาชิกให้ได้ครบถ้วน แล้วหลังจากนั้นจะมี ท่านวุฒิพงษ์ กรรมาธิการก็จะได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในส่วนเสริมของรายงานด้วย เรียนท่านประธานแบบนี้ค่ะ🔗
สรุปรายงาน ของคณะกรรมาธิการชุดนี้รายงานเพื่อทราบนะครับ แล้วก็มีข้อสังเกต แล้วต่อไปก็จะส่งไปให้ รัฐบาลไว้พิจารณาในความก้าวหน้าต่อไป ก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการมากที่ได้ศึกษาเรื่อง ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไปในขณะนี้ แต่เรามีหลายเรื่องที่จะพิจารณาอยากจะให้ ใช้เวลาตอบที่จำเป็นเท่านั้นครับ เพราะว่าในรายงานของท่านดีอยู่แล้ว ครบถ้วนอยู่แล้ว เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนะครับ กระผม รองศาสตราจารย์ศักดิ์ดา ศิริภัทรโสภณ ที่ปรึกษาท่านประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ผมขออนุญาต Recap ประเด็น คำถามหรือข้อสังเกตของท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่าน สส. ที่ร่วมกัน อภิปรายนะครับ ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเกี่ยวกับการศึกษาในครั้งนี้ เพราะว่าการศึกษา เรื่องนี้ก็เนื่องจากรัฐบาลไทยเรามีทั้งนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของรถ EV เรามีในเรื่อง ของเป้าหมายที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน แต่บัดนี้เวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้ว เป้าหมายที่รัฐบาลไทย ตั้งไว้ดูเหมือนจะเลือนลางมากนะครับถ้าเราไม่ทำอะไรเลย คราวนี้การศึกษาของ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมในครั้งนี้เราได้รับโจทย์มาว่าให้ช่วยศึกษาหน่อยสิว่าเราจะ ทำอย่างไรที่จะนำนโยบายที่รัฐบาลไทยได้กำหนดไว้ทั้งหมดนี้ให้สู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง มีการบูรณาการการทำงาน เอาผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคมอย่างยั่งยืนได้ ข้อสังเกตแล้วก็คำแนะนำของท่าน สส. บางท่านนั้นก็เป็นห่วงเรื่องของ Disruption ว่าเราเก่งเรื่องของการผลิตรถสันดาป ถามว่าที่เหลือจะไปอย่างไร ผมขออนุญาตตอบอย่างนี้นะครับว่า จริง ๆ เรื่องของการใช้รถ EV เราตื่นตัวกันมานานแล้ว แล้วก็ตอนผมเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ก็มีโอกาสร่วมงานกับทั้ง Professor กิชอร์ มะห์บูบานี ท่านพูดอยู่คำหนึ่ง ท่านบอกว่า วันนี้เรามีรถยนต์แล้วท่านจะใช้รถม้าอีกไหม คำถามคือคงไม่มีใครกลับไปใช้รถม้านะครับ แต่วันนี้เรามีรถ EV แล้วเราจะใช้รถอะไรครับถ้าเราไม่ใช้รถ EV ต่อไปถึงรถไฮโดรเจน แบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าแค่แบตเตอรี่ Lithium รถบัส รถบรรทุกราคา ๓-๖ ล้านบาท ๓-๕ ล้านบาทเป็นแบตเตอรี่แล้วนะครับ ถ้าเราจะให้ เอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่มาเปลี่ยนไม่มีใครทำหรอกครับ อย่างที่ท่าน สส. เชียงใหม่ท่านก็บอกแล้ว มันใช้เงินทุนสูงครับ รัฐจะต้องมาลงทุนด้านนี้ มาดูแลพี่น้อง ประชาชนครับโครงการพวกนี้มันถึงจะเกิด ไฮโดรเจนก็เช่นเดียวกัน ท่านรู้ไหมครับว่า ตั้งสถานี Charge ไฮโดรเจนสถานีหนึ่งใช้เงินเท่าไร เทียบกับ EV EV นี่ล้านกว่าบาท ไฮโดรเจนนั้นไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ ล้านบาทนะครับ เทคโนโลยีวันนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลยครับ มีบางประเทศใช้อยู่จำกัดมาก การศึกษานี้ผมยืนยันว่าไม่เก่าแล้วก็ยังใช้ได้ แล้วเกิดประโยชน์ ได้จริงนะครับ เห็นด้วยกับท่าน สส. ซึ่งผมก็ติดตามงานของท่านที่บอกว่าหน่วยงานราชการ ทำช้าไม่ค่อยทัน อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ทางคณะทำงานเราก็เห็นปัญหานี้เราก็เลย บอกว่า เอ๊ะอย่างนี้เราควรจะต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพไหมครับ อย่างสไลด์ที่ ๒๑ ถ้าสะดวก ขออนุญาตขึ้นสไลด์ด้วยครับ🔗
เราเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้ก็จะเป็น หน่วยงานอิสระ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ ตอนนี้ภารกิจมันอยู่กระจัดกระจายที่ท่านว่าช้า ๆ นี่มันไม่ได้ช้าอย่างไรหรอกครับ มันกระจายหมดเลย แล้วก็ไม่มีใครที่จะมารับผิดชอบตรง ๆ หน่วยงานนี้ก็จะมาในเรื่องของการวางแผน เรื่องของการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ทั้งหมดเลย ที่สำคัญเราเน้นเรื่องของ SMEs ซึ่งรายละเอียดนี้ผมได้เขียนไว้ในรายงานหมดแล้ว นอกจาก เราจะให้ผลการศึกษานี้เป็นจริงและนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้นี้เป็นจริงขึ้นมา ๑. จะต้อง มีหน่วยงานรับผิดชอบก่อน ๒. จะต้องมีเงินให้เขาด้วย มีหน่วยงานไม่มีเงินก็ไปไม่ได้นะครับ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเราเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน มาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยแหล่งงบประมาณก็จะมีอยู่ ๓ ส่วน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาครัฐงบประมาณประจำปี ภาษีจากคาร์บอน เครดิต ภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท่าน สส. อภิปรายไปเรื่องของ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดเชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นต้นนะครับ ผมขอยืนยันครับ ท่านประธานว่าแนวทางที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ศึกษาเรื่องนี้ถึงแม้จะศึกษา มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่าการศึกษาของเรานี้เรายึดโยงกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว ประเทศที่เขาทำมาก่อน แล้วก็ข้อมูลทางวิชาการซึ่งมีความก้าวหน้าอยู่แล้ว รายงานศึกษานี้ อยู่ได้อีกเป็น ๑๐ ปี ท่านไม่ต้องห่วงครับขอให้ทำจริง ๆ เถอะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมค่ะ วันนี้ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ให้ความ สนใจต่อรายงานของทางกรรมาธิการการอุตสาหกรรม แล้วก็ได้ช่วยกันอภิปรายสนับสนุน รวมถึงได้มีการตั้งข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นการสนับสนุนรายงานนี้ รวมถึงข้อกังวลต่าง ๆ ด้วยที่เพื่อนสมาชิกได้สะท้อนให้กับทางกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของแรงงาน การส่งเสริมแรงงานทักษะมีฝีมือ การ Upskill Reskill รวมไปถึง ผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอาจจะมีข้อกังวลในเรื่องของการจ้างงานที่ลดลง ด้วยนะคะ แล้วก็ข้อกังวลที่หลาย ๆ ท่านกังวลเห็นพ้องต้องกันนั่นก็คือในเรื่องของสถานี Charge ความกังวลในเรื่องของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของรถ EV หรือแม้แต่แบตเตอรี่เอง รวมไปถึงข้อกังวลในเรื่องของระบบราชการที่ตามไม่ทันเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนไป กฎหมายที่ยังไม่รองรับการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ข้อกังวลทั้งหมด เหล่านี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทางกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเราน่าจะได้ มีการศึกษาเพิ่มเติมบางประเด็นที่อาจจะตกหล่นไป นอกจากนี้ทางกรรมาธิการก็ ขอขอบพระคุณคณะทำงาน คณะอาจารย์ นักวิชาการทุก ๆ ท่านที่ได้ร่วมกันศึกษา แล้วก็จัดทำรายงานฉบับนี้ รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่ได้ให้ข้อมูลกับทาง คณะทำงานของพวกเรา ทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชน ทำให้รายงานเล่มนี้มีความสมบูรณ์ มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายขอขอบคุณรัฐบาลที่จะได้เล็งเห็นความสำคัญ แล้วก็นำรายงานฉบับนี้ ไปดำเนินการเพื่อที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นประเภทรถโดยสาร และรถบรรทุกต่าง ๆ จะได้นำไปดำเนินการเพื่อเป็นประโยชน์ในเรื่องของด้านพลังงาน ในเรื่องของด้านสิ่งแวดล้อมแล้วก็การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป ดิฉัน ก็ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านรอง ประธานคณะกรรมาธิการครับ เมื่อไม่มีท่านสมาชิกผู้ใดจะขอซักถามเพิ่มเติม ผมก็ถือว่า ที่ประชุมนี้รับทราบผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทรถโดยสารและรถบรรทุก ซึ่งคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้พิจารณาเสร็จแล้ว อันนี้เป็นประโยชน์มาก เป็นที่สนใจของประชาชนแล้วก็หลายอย่างที่ประชาชนเขากังวลใน เรื่องที่ Charge หรือแบตเตอรี่หรือเรื่องอื่น ๆ คณะกรรมาธิการก็ได้ตอบอย่างชัดเจนบางส่วน ไปแล้ว แล้วกรรมาธิการก็รับว่าจะไปศึกษาต่อเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนและ ประเทศชาติต่อไป เนื่องจากรายงานคณะนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตด้วยไว้ใน รายงานคณะกรรมาธิการชุดนี้ แต่ข้อสังเกตนั้นก็ตรงกับที่ท่านสมาชิกได้เห็นด้วยแล้วก็ฝาก คณะกรรมาธิการไปนะครับ แล้วก็ตรงกับที่อภิปรายแล้วนะครับ เมื่อไปในทิศทางเดียวกันนะครับ ผมขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะเห็นเป็น อย่างอื่นหรือไม่นะครับ ถ้าเห็นด้วยกับรายงานและคณะกรรมาธิการข้อสังเกตนี้ก็จะได้ ดำเนินการส่งไปให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ต่อไปครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่า ได้รับทราบรายงานฉบับนี้แล้วก็เห็นชอบกับข้อสังเกตเพื่อส่งให้กับคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปนะครับ ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาทุกท่านนะครับ ที่ช่วยศึกษาเป็นอย่างดีมา แล้วก็เป็น ประโยชน์ให้กับสภานะครับ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ช่วยกันอภิปรายเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์นะครับ🔗
๒. รายงานผลการศึกษาพิจารณา เรื่อง สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ใน ราชอาณาจักรไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาเสร็จแล้ว แต่เนื่องจากประธานคณะกรรมาธิการครับ คุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง ได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะกรรมาธิการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลประกอบดังกล่าวติด ภารกิจที่สำคัญจึงขอเลื่อนรายงานฉบับนี้ออกไปก่อน แล้วจะมารายงานในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘ เราอนุญาตไปตามนี้นะครับ (ในระเบียบวาระที่ ๔.๒)🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
- ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ (ในระเบียบวาระที่ ๕.๒๓) แต่เนื่องจากญัตติทำนองเดียวกันก็ยังมีอีก ๓ ญัตติ🔗
๑. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เป็นผู้เสนอ (ในระเบียบวาระที่ ๕.๒๓)🔗
๒. ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาติดตามโครงการความคืบหน้าการนำสายสื่อสารลงใต้ดินตามโครงการบ้านโป่งโมเดล ในพื้นทีอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดในราชบุรี ซึ่งนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้เสนอ (ในระเบียบวาระที่ ๕.๕๐)🔗
๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แผนงานจัดระเบียบสายไฟ สายสื่อสาร และนำสายไฟ สายสื่อสารลงดินในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งนายวิทวัส ติชะวาณิชย์ เป็นผู้เสนอ (ในระเบียบวาระที่ ๕.๕๑)🔗
ซึ่งผมเห็นว่าญัตติทั้ง ๓ นี้ สามารถนำมาพิจารณารวมกับญัตติคุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ คือญัตติที่ ๕.๑ ได้นะครับ ถ้าไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ขออาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และ (๔) นำมาพิจารณารวมกันนะครับ ต่อไปขอเชิญผู้เสนอ ทั้ง ๔ ญัตตินี้เสนอหลักการและเหตุผลได้นะครับ ท่านแรกขอเชิญคุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอ นาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพล ของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจาก นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่และคณะครับ ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัด กระบี่ ท่านประธานครับ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ และชนบท เพื่อให้ตรงตามญัตติขอใช้พื้นที่จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่ตัวอย่าง ระบบเสาไฟฟ้า ในประเทศไทยทุกพื้นที่รวมทั้งจังหวัดกระบี่นั้นเป็นระบบการจ่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคประกอบด้วย ๓ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือสายไฟฟ้าแรงสูง เขาเรียกว่าสายบนครับ สายตัวนี้เราไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายได้ เพราะเป็นสายแรงสูงเป็นสายเปลือย ๒ สายไฟฟ้า แรงต่ำ ลงมาจากสายไฟฟ้าแรงสูงอีกขั้นหนึ่งครับ ตรงนี้เชื่อมต่อจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้านเรือน ต่าง ๆ ท่านประธานครับ ลำดับนี้ละครับคือตัวปัญหา ปัญหาที่ตามมาก็คือเขาเรียกว่า เห็บเสาไฟฟ้าครับ ชาวบ้านเขาว่าเห็บเสาไฟฟ้าเพราะว่าสายสื่อสาร สายอินเทอร์เน็ต สายเคเบิลโทรศัพท์ สายเคเบิลทีวี สายควบคุมสัญญาณจราจร สายวงจรปิด ทุกสายครับรวมอยู่ ในระดับกลางที่ผมว่าก็คือสายไฟฟ้าแรงต่ำ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและอีกหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องก็คือ กสทช. ที่ควบคุมในเรื่องของ ระบบสายสื่อสารต่าง ๆ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่สำคัญ ท่านประธานมันมีสัญญาระหว่าง หน่วยงานที่ขอใช้พื้นที่ หน่วยงานต่าง ๆ ถ้าไม่ไปขอใช้จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่สามารถ ไปติดตั้งได้ ผิดระเบียบผิดกฎหมาย ผิดข้อบังคับของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ข้อที่ ๒ ครับ มีระเบียบการใช้ ท่านประธานครับ พวกเราเป็นนักการเมือง การที่จะติดป้ายโฆษณาหาเสียง ในช่วงเลือกตั้งครับท่านประธาน ต้องขออนุญาตไปยังการไฟฟ้าแจ้งไปยัง กกต. ทุกอย่างต้อง ขอสิ่งที่สำคัญการไฟฟ้าได้ค่าตอบแทนจากการเช่าเสาไฟฟ้าครับ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุด ครับ มีมาตรฐานความปลอดภัยของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคควบคุมอยู่ครับ แต่ได้ดำเนินการ หรือไม่แต่เมื่อสายสื่อสารมีการตกหล่นห้อยลงมาครับท่านประธาน ไม่มีไฟฟ้าในตัว แต่สายไฟฟ้าโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าสามารถเหนี่ยวนำไฟฟ้าทำให้เกิดไฟช็อตเป็นอันตรายกับ ประชาชนได้ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่สำคัญครับทำให้ทัศนียภาพของจังหวัดกระบี่ และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ การนำสายไฟฟ้า และสายสื่อสารลงดินจะเป็นการจัดระเบียบและปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองให้สะอาด ทำให้บ้านเมืองมีระเบียบสวยงาม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัด กระบี่และจังหวัดอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะจังหวัดใกล้เคียงสามารถจะสร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชนในจังหวัด และภูมิภาคต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำ สายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ท่านประธานครับสุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็คือเป็นปัญหาโลกแตกครับ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ เมืองเล็ก หรือชนบท โดยเฉพาะ ทุกวันนี้ครับท่านประธาน ผมเองลงในพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนครับ เหลือเชื่อครับ อำเภอเล็ก ๆ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพล มีการร้องเรียน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาพวกผมทราบดีครับท่านประธาน การที่จะ ใช้งบประมาณนำสายไฟฟ้าลงดินทั่วประเทศมันใช้งบประมาณมหาศาลนะครับ แต่สิ่งที่ทำได้เลยครับท่านประธาน ผมขอแนะนำเลยนะครับ ๑. การบังคับใช้ระเบียบของ การไฟฟ้านครหลวง การบังคับใช้ระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยเรื่องการติดตั้ง บนเสาไฟฟ้าสามารถทำได้เลยครับท่านประธาน ๒. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรื้อสายไฟ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องออกได้นะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งปัญหาความเป็นระเบียบ เรื่องสายไฟฟ้า สายสื่อสารของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องความสวยงามและความ ปลอดภัย🔗
สุดท้ายครับ คำถามไปยังหน่วยงานสายสื่อสารต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไว้ทั้งหมด ก็คือลูกพ่วงครับ วันนี้ถ้าไม่มีเสาไฟฟ้าท่านจะวางแผนธุรกิจท่านอย่างไร เมื่อยานแม่ก็คือ สายไฟฟ้าลงดินท่านจะทำอย่างไร ฝากไว้เป็นข้อคิดนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญเจ้าของญัตติครับ คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วน ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับผมได้รับมอบหมายจากท่านประเสริฐพงษ์ ให้มาเสนอญัตติแทน เนื่องจากว่าท่านมีภารกิจเร่งด่วน ผมจะใช้เวลาไม่มากท่านประธาน ครับญัตติที่เสนอของท่านประเสริฐพงษ์ นี้มีความคล้ายกับญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอเมื่อ สักครู่นะครับ อยู่ในพื้นที่จังหวัดกระบี่เหมือนกัน ก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับพี่น้องไม่ใช่เฉพาะจังหวัดกระบี่กับพี่น้องในต่างจังหวัดนะครับ ผมขออนุญาต สรุปแบบย่อ ๆ สั้น ๆ ท่านประธานครับ ญัตติได้ปรากฏในเอกสารของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน แล้วเป็นรายละเอียดของญัตติ โดยสรุปแล้วก็คือว่าระบบสายไฟระบบสายส่งมีอยู่ ๒ ส่วนครับ ส่วนที่อยู่ในระดับสูงที่เราเรียกว่าสายไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภทครับท่านประธานครับ เป็นของการไฟฟ้าทั้งฝ่ายผลิตและก็ส่วนภูมิภาค และนครหลวงครับก็คือเป็นสายไฟแรงสูง ส่วนที่ ๒ ของสายไฟฟ้าก็คือจะเป็นเรื่องของสายแรงต่ำ ซึ่งพวกเราก็จะดึงไฟตรงนี้มาใช้เข้าสู่ บ้านเรือนหรืออุตสาหกรรมครัวเรือนต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ก็จะไม่ปรากฏปัญหาเท่าไรนักนะครับ แต่ปัญหาใหญ่ สายสื่อสารที่พ่วงติดกับเสาไฟฟ้า ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วนะครับ ทั้งใน พื้นที่เมืองหลวงเราก็จะเห็นว่ามันมีสายสื่อสารที่มีความรับผิดชอบของ กสทช. ซึ่งก็จะมี บริษัทลูกต่าง ๆ เต็มไปหมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือระบบสายสื่อสารที่ไปพ่วงต่อกับ ระบบเสาไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวงท่านประธานก็จะเห็นว่า เป็นสายที่ทำให้เกิด เขาเรียกว่าสายตาของคนทั่วไปที่มองเข้าไปท่านประธานมันมีความ ไม่เป็นระเบียบนะครับ เพราะฉะนั้นคือโดยสรุปแล้วการที่จะเอาระบบสายต่าง ๆ ลงดินก็คือ ว่าเป็นระบบการจัดระเบียบให้มันมีความเรียบร้อย แล้วก็อยู่ในระดับที่สามารถที่จะทำให้กับ ระบบการสื่อสารนั้นไม่มีปัญหา อันนี้คือประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ท่านประธานครับไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาครับ ถึงแม้ว่าสายสื่อสารต่าง ๆ จะมีน้อยกว่าในเมืองหลวงก็ดีนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมเจอมาตลอด ครับท่านประธาน คือสายสื่อสารที่ไปพ่วงติดกับเสาไฟฟ้านะครับ ในฤดูแล้ง ท่านประธาน ครับ ในฤดูแล้งก็จะเกิดไฟไหม้นะครับ เส้นทางเกือบทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ เวลาเกิดไฟไหม้สายที่มันเยอะเกินไปมันจะมีน้ำหนักที่มันห้อย ลงมา มันจะมีน้ำหนักที่ไม่สามารถที่จะยืดเป็นเส้นตรงได้ พออยู่รวมกันเยอะ ๆ มันเหมือน แบบท้องปลา เวลาเกิดไฟไหม้ผมและพี่น้องประชาชนก็จะเจอบ่อยมากครับ สายสื่อสาร ต่าง ๆ ทุกระบบ ทุกบริษัทนะครับก็จะถูกไฟไหม้ สิ่งที่ตามมาก็คือว่าระบบสื่อสารของพี่น้องประชาชน ระบบสื่อสารที่ติดต่อโดยปกติก็จะเกิด ปัญหา และที่สำคัญคือว่าสายไฟสายสื่อสารตรงนี้มันหุ้มด้วยพลาสติกครับท่านประธาน เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่จะนำไปสู่การเป็นเชื้อเพลิงที่จะก่อให้เกิดไฟป่าขยายออกไปในพื้นที่ นั้น ๆ ท่านประธานอันนี้คือเป็นปัญหาใหญ่ โดยสรุปนะครับ ท่านประธานเรื่องนี้ผมคิดว่า โดยรวมก็คือการบริหารจัดการระบบสายสื่อสาร สายไฟฟ้าลงดินในเมืองหลวง สายสื่อสาร ต่าง ๆ ที่พ่วงกับเสาไฟฟ้า นอกจากจะลงดินแล้วทำอย่างไรให้กับการจัดระเบียบเส้นสาย สื่อสารต่าง ๆ มีความเป็นระเบียบมากขึ้นนะครับ สิ่งที่ผมเจอก็คือว่าไม่ใช่ไม่อยากทำครับ ท่านประธาน มันมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ด้วยอำนาจข้อกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน นะครับ ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับเอาเข้าจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สก. หรือ ว่ากรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปจัดการบริหารได้นะครับ แต่อยู่ในอำนาจของการ ไฟฟ้านครหลวง ต่างจังหวัดก็เหมือนกันครับท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่ อบต. เทศบาลนครเมือง ต่าง ๆ ก็อยากจะเข้าไปบริหารแต่ว่าเสาไฟฟ้าตรงนั้นมันอยู่ในอำนาจอีกกระทรวงหนึ่งคือ กระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ท้องถิ่นจะคิดดีอย่างไรก็ตามแต่ แต่ไม่สามารถ ที่จะเข้าไปดำเนินการบริหารจัดการได้ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าการตั้งกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาพิจารณาเรื่องการเอาสายไฟลงดิน หรือว่าการจัดระเบียบระบบสื่อสารในครั้งนี้ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่ปัญหาเรื่องทางเทคนิคครับ อยากจะฝากให้ทุกท่านได้พิจารณา เกี่ยวกับเรื่องของข้อระเบียบ ข้อกฎหมายเชิงโครงสร้างที่ทำไมทุกวันนี้ทำไมจัดระเบียบไม่ได้ มันจะมีตัวอำนาจที่มันทับซ้อนซึ่งกันและกันนะครับ จนนำไปสู่ระเบียบที่เราอยากจะเห็น ระบบที่เราอยากจะเห็นมันไม่เกิดนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือเรื่องนี้สิ่งที่อยากจะเห็น ในการศึกษาของกรรมาธิการในครั้งนี้ นอกจากเรื่องของงานเทคนิค เรื่องของรูปแบบต่าง ๆ ผมอยากจะเห็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาข้อเสนอที่มันเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และนโยบายครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นญัตติของคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา เด็กหาดใหญ่ พรรครวมไทยสร้างชาติครับ วันนี้ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี ติดภารกิจครับ จึงมอบหมายให้ผมมาอภิปราย แล้วก็ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาติดตามโครงการความคืบหน้าการนำสายสื่อสารลง ใต้ดินตามโครงการบ้านโป่งโมเดล ในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ท่านประธานครับ เนื่องจากปัจจุบันเสาไฟฟ้าในประเทศไทยรวมทั้งในพื้นที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จริง ๆ แล้ว ผมก็เกี่ยวข้องโดยตรงนะครับ เพราะว่าผมก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองที่ได้รับงบประมาณมา โครงการการเมืองใหญ่มหานครไร้สายเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวจะมาขออภิปรายนะครับ ซึ่งจังหวัดราชบุรีประกอบไปด้วย ๒ ประเภทหลักก็คือ สายไฟฟ้า ทั้งสายไฟฟ้าแรงต่ำ แล้วก็สายไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค แล้วก็มีสายสื่อสารนะครับ แต่ว่าวันนี้ปัญหาก็คือในเรื่องของสายสื่อสารก็ดี สายไฟฟ้าลงดินก็ดี แล้วทางท่านอัครเดชก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มา ถ้าผมจำได้ตั้งแต่สมัยที่แล้ว ปี ๒๕๖๒ ท่านก็มีกรรมาธิการวิสามัญชุดแบบนี้ล่ะครับ เรื่องศึกษาปัญหาสายไฟลงดิน จนมี Model ก็ได้ผลักดันขับเคลื่อน จนวันนี้เป็นบ้านโป่ง Model แล้วนะครับ จึงขอเสนอ ญัตติดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาติดตามความคืบหน้า โครงการสายไฟลงดิน ตามโครงการบ้านโป่ง Model จังหวัดราชบุรี ตามข้อบังคับการ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วตัวผมเองที่เรียนไปสักครู่ ก็เป็น สส. คนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องนี้ ในเมืองหาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็ได้งบประมาณมาเป็นงบประมาณ มหานครไร้สาย ๔ จังหวัด ก็มีเชียงใหม่ โคราช หาดใหญ่ แล้วก็พัทยา ขอสไลด์ครับ🔗
คือวันนี้ถามว่าสวยไหม การนำสายไฟลง ดินสวยมาก นี่บ้านผมนะครับก่อน ขออีกสไลด์ครับ นี่หลังครับผมก็พยายามผลักดัน ให้ชาวบ้านมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว นี่คือถนนถนนศุภสารรังสรรค์ วัดฉื่อฉาง นี่ครับเหมือน เมืองนอกเลย ดีมาก ถนนก็ดี แต่ในระหว่างการสร้างผมจะบอกผลกระทบให้ฟัง มีอุบัติเหตุ สายไฟกว่าจะนำลงดิน นำลงดินก็ต้องขุดถนนถูกไหมครับ พอขุดถนนเสร็จอุบัติเหตุครับ จนช่วงนั้นหาดใหญ่เขาบอกเลยว่าคนท้องห้ามมาเพราะเดี๋ยวจะแท้งครับท่านประธาน เป็นหลุมเป็นบ่อจากการขุดเจาะถนนอะไรต่าง ๆ กว่าจะคืนสภาพกลับมาได้ นี่คือปัญหาที่ ๑ ที่เกิดขึ้น แต่วันนี้เรามี สส. อีกท่านหนึ่งที่สมัยที่แล้วก็ผลักดันมาด้วยงบประมาณที่จำกัดมาก ที่หาดใหญ่เมื่อสักครู่ผมจะบอกให้ ๑ กิโลเมตรใช้งบประมาณเท่าไรทราบไหมครับทุกท่าน ๑ กิโลเมตร ๘๐ ล้านบาท ๑ กิโลเมตรในการนำสายไฟฟ้าลงดิน ๘๐ ล้านบาท โดยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. จังหวัดราชบุรี แล้วก็พรรครวมไทยสร้างชาติก็รับฟังปัญหาเรื่องนี้ มาบ่อยมาก เหมือนกับที่ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้บอกว่า ปัญหานี้เป็นเหมือนปัญหาโลกแตก ที่วันนี้ทุกคนพอเห็นเมืองหาดใหญ่ยกตัวอย่าง สวยขึ้น จากการนำสายไฟฟ้าลงดินก็อยากได้บ้าง ก็มาร้องเรียน สส. ครับ เมื่อสักครู่ท่าน สส. พิพิธ จากสมุย ท่านก็บอกเลยครับว่าบ้านผมก็อยากได้สมุย แต่วันนี้การไฟฟ้าไม่มีงบประมาณ ที่เพียงพอแล้วครับ ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอเพราะว่า ๑ กิโลเมตรในการนำสายไฟลงดิน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๘๐ ล้านบาท เยอะมากครับ ๔ เมืองที่ผมกล่าวไปใช้งบประมาณ เป็นหมื่นล้านบาท งบประมาณพอไหมครับ ไม่พอครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เหมือนที่บ้านโป่ง Model คือสิ่งที่มันรกอยู่บนเสาไฟฟ้า สิ่งที่มันเป็นอันตราย สีกันอาจจะทำ ให้เกิดไฟไหม้ก็คือสายสื่อสาร สายสื่อสารนี่ละคือปัญหา ที่วันนี้อาจจะต้องเอาแค่สายสื่อสาร ลงดินอย่างเดียวที่เหมือนบ้านโป่ง Model ทำ ลองกลับไปดูบ้านโป่ง Model หน่อย ไปดูเสาไฟของเขาหน่อย วันนี้ทำสำเร็จแล้วนะครับจาก ๘๐ ล้านบาทต่อ ๑ กิโลเมตร ที่เอาสายไฟฟ้าลงดินเหลือเพียงแค่ ๘ ล้านบาท ใช้งบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นี่ครับ บ้านโป่ง Model แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราไม่มีกฎหมายที่สามารถจะบังคับให้ภาคเอกชน นำสายสื่อสารลงดินได้ ทั้งที่เอ็นทีมีการวางท่อไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าเราจะบังคับให้เอกชน เช่น DTAC TRUE สายสื่อสารที่ไม่ใช้บนเสาไฟฟ้ามันคือ สายตายเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เราไม่สามารถให้เขาเอาลงดินในพื้นที่ที่เอ็นทีวางท่อไว้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำง่ายนิดเดียวครับ พูดเหมือนง่ายแต่ยากในภาคปฏิบัติมาก ก็คือการออกกฎหมายบังคับให้เอกชนนำสายสื่อสารลงไปใต้ดิน เพราะว่าเอกชนก็ไม่ทำ หรอกถ้าเราไม่มีกฎหมายบังคับ เพราะว่ามันก็เปลืองงบประมาณเช่นกัน ตรงนี้จึงเป็นที่มา ของบ้านโป่ง Model ซึ่งการที่จะเอาสายสื่อสารลงตอนนั้นท่านอัครเดชก็ได้นำเรียนผมว่า ก็ใช้วิธีการขอความร่วมมือเอา ขอความร่วมมือเอานั่นหมายความว่าใช้เวลานานครับ ขอความร่วมมือว่าจะขอให้ลงใต้ดินนะ ประสานงานต่าง ๆ ใช้เวลาเท่าไรรู้ไหมครับ ๔ ปีครับ ๔ ปีขอความร่วมมือ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นกฎหมายบังคับให้เอกชนลงดิน นำสายสื่อสารลงดิน ก็จะเร็วกว่านี้ ซึ่งเท่ากับว่าจะประหยัดงบประมาณต่าง ๆ ไปเยอะมาก ซึ่งการประหยัด งบประมาณแล้วอย่างไรต่อครับ ก็สามารถที่จะทำสายไฟลงดิน สายสื่อสารลงดิน และทำให้ เมืองสะอาดครอบคลุมไปได้หลาย ๆ พื้นที่ บ้านที่สุราษฎร์ธานีก็ทำได้ ที่ชุมพรในตรอก ซอกซอยต่าง ๆ ก็ทำได้ ที่จะนะ นาทวี สะบ้าย้อยก็ทำได้ ซอยเล็ก ๆ ในเทศบาลนคร หาดใหญ่ บ้านผมจังหวัดสงขลาก็มีงบประมาณมาทำได้ แต่ถ้าเราไปเอาทั้งเสาไฟฟ้าลงดิน เสาไฟลงต้องมาทำถนน แล้วพอลงดินเสร็จก็ต้องทำเสาไฟขึ้นมาใหม่อีก สิ้นเปลืองงบประมาณครับ ๑ กิโลเมตร ๘๐ ล้านบาทจึงไม่สามารถที่จะทำได้ ผมกล้าพูดว่าถ้าเกิดใน ๑๐ ปี ๒๐ ปีนี้ เป็นไปได้ยากมากครับท่านประธาน จึงขอฝากบ้านโป่ง Model แล้วก็เทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ถ้าใครไปดูก็สามารถเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดที่ต้องการที่จะทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านโป่ง Model ที่ใช้งบประมาณน้อยกว่าเยอะมากเลย แต่ว่าเกิดความล่าช้าด้วย ขอนิด เดียวครับ สุดท้ายครับ บ้านผม ๔ เส้น โครงการมหานครไร้สายในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีถนนศุภสารรังสรรค์ ถนนศรีภูวนารถ ถนนธรรมนูญวิถี ๓ เส้นนี้เสร็จแล้วสวยงามมากนะ ครับ เส้นสุดท้ายถนนราษฎร์ยินดีตอนนี้ก็กำลังจะทำ แต่เลยกำหนดเวลามามากแล้ว วันนี้ก็ดี ใจที่ได้เป็นปากเสียงให้กับพี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกคน แล้วก็ขอฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ฝากเพื่อนสมาชิกทุกคนพิจารณาบ้านโป่ง Model แล้วก็ หาดใหญ่ Model ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ญัตติของคุณวิทวัส ติชะวาณิชย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๕ ตัวแทนพี่น้องจากเขตคันนายาว และเขตบึงกุ่มเฉพาะแขวงคลองกุ่ม จากพรรคประชาชน ในวันนี้ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการจัดระเบียบสายไฟ-สายสื่อสาร และการนำสายไฟ สายสื่อสาร ลงดินในพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยมิใช่เพื่อศึกษาเพื่อแก้ไขภายในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เนื่องด้วยในปัจจุบันโลกเรากำลังเข้าสู่ยุคของเอไออย่างเต็มตัว ประเทศไทยจำเป็นต้อง ปรับตัวพัฒนาและวางโครงสร้างที่ดีเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมมีการขยายโครงข่ายมากขึ้น ดังนั้นการเชื่อมต่อ โครงข่ายให้ไปถึงผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็ว และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการบริการของผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่จะนำเราไปสู่ จุดนั้นได้ แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะยังมีการบริหารจัดการวางระบบโครงสร้างสายสื่อสารได้ ไม่ดีนัก สายโทรคมนาคมตามเสาไฟฟ้าหรือเรียกสั้น ๆ ว่า สายสื่อสาร ดูเหมือนเป็นปัญหา เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ปัญหานี้เกิดขึ้นแทบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองหลวง และตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ยิ่งจุดที่มีประชาชนอาศัยหนาแน่นเราจะเห็นปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อจำนวนสายเพิ่มขึ้นหากรวมกับของเดิมที่สะสมมาเนิ่นนานก็ทำให้เกิดภาพสายที่รกรุงรัง ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งผลต่อทัศนียภาพ ความปลอดภัย และเมื่อมีสายสื่อสารระโยง ระยางห้อยต่ำลงกว่ามาตรฐาน ห้อยลงมาบนทางเดิน บนท้องถนน ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจาก การลักขโมย การพาดสายเป็นจำนวนมากที่ทำให้คอนสื่อสารชำรุดหรือเสื่อมสภาพตามอายุ การใช้งาน รวมถึงปัญหาไฟไหม้สายสื่อสารครับ🔗
ต่อมาครับ ผมขออนุญาตเสริม ให้ทุกท่านเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสายสื่อสารต่าง ๆ ที่อยู่บนเสาไฟฟ้า เราสามารถพบเห็นกัน ได้ทุกวันจากในสไลด์ครับ สายไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำจะอยู่บนสุดและเส้นตรงกลาง ส่วนปัญหาหลัก ๆ ที่เราพูดอยู่ ณ ที่นี้นั่นก็คือสายสื่อสารที่อยู่ด้านล่างสุด และอาจจะสังเกต ง่าย ๆ จากสายต่าง ๆ ที่ร้อยผ่านคอยล์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นทั้งคอนไม้และคอนเหล็ก สายสื่อสารเหล่านี้ประกอบไปด้วยสายอินเทอร์เน็ต สายเคเบิลโทรศัพท์ สายเคเบิลทีวี สายควบคุมสัญญาณจราจร สายอินเทอร์เน็ต สายเคเบิลโทรศัพท์ สายเคเบิลทีวี สายควบคุมสัญญาณจราจร สายสัญญาณ กล้องวงจรปิด หรือสาย Drop Wire เสียงเดินตามสายเป็นต้น จากการสุ่มตรวจ ๕ เส้นทาง ของทางการไฟฟ้านครหลวงพบว่าสายสื่อสารที่มีการลักลอบติดตั้งหรือที่ไม่ได้รับอนุญาต เฉลี่ยสูงสุด ๗๘ เปอร์เซ็นต์ และสายสื่อสารในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้งาน เช่น สายเบอร์ บ้าน เบอร์ ๐๒ ซึ่งสายมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับสายใยแก้วนำแสงหรือ Fiber Optic ที่นิยมใช้ในปัจจุบันครับ ท่านประธานครับ แค่สุ่มตรวจ ๕ เส้นทางเรายังเจอสายสื่อสาร ที่มีการลักลอบติดตั้งหรือเรียกง่าย ๆ ว่าสายเถื่อนร้อยละ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วแบบนี้ สายที่พันกันไปมา สายที่ขาดหลุดร่วงและจำนวนสายสื่อสารที่เยอะขนาดนี้จะลดลง ได้อย่างไร ยังไม่พอนะครับ ตัวอย่างปัญหาถัดมาครับ ผมจะอธิบายแบบให้เห็นภาพมากที่สุด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างพื้นที่ในกรุงเทพมหานครครับ มีถนนที่ตั้งเสาไฟฟ้าทั้งหมดได้ ประมาณ ๖,๐๐๐ กิโลเมตร ซึ่งมีอย่างน้อย ๓๐ เส้นสำหรับสายสื่อสารที่พาดอยู่ที่เสาไฟฟ้า นั่นแปลว่าอะไรครับท่านประธาน แปลว่าถ้าเราเอา ๖,๐๐๐ กิโลเมตรคูณสายสื่อสาร ๓๐ เส้นจะได้ ๑๘๐,๐๐๐ กิโลเมตร และรายได้ที่ทางการไฟฟ้าควรได้จากการพาดสายอยู่ที่ ๑๘๐,๐๐๐ กิโลเมตรคูณ ๒,๐๐๐ บาท หรือเท่ากับ ๓๖๐ ล้านบาทต่อปี แต่จากรายงาน ที่ทาง กฟน. แจ้งในคณะกรรมาธิการสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งกระผมนั้นก็ดำรงตำแหน่งอยู่ ด้วยนั้นพบว่าทาง กฟน. เรียกเก็บค่าอนุญาตติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าปี ๒๕๖๗ ได้เพียง ๗๒.๑๖ ล้านบาท และเรียกเก็บค่าปรับจากการติดตั้งสายสื่อสารโดยไม่มีใบอนุญาตได้เพียง ๑.๔๕ ล้านบาท นี่ผมยังไม่รวมข้อมูลจากทาง กฟน. นะครับ ที่แจ้งว่าสัดส่วนปริมาณของ สายสื่อสารที่ขออนุญาตติดตั้งอย่างถูกต้องมีเพียงแค่ร้อยละ ๔๕ คำถามคือท่านมีการเช็กสาย ตายหรือสายเถื่อนกันจริงจังขนาดไหน แล้วท่านเห็นไหมครับว่าเราเสียรายได้ที่จะนำมา พัฒนาบ้านเมืองของเราให้พี่น้องประชาชนไปมากมายขนาดไหน และเป็นแบบนี้มาแล้วกี่ปี กี่สมัย ขณะนี้ผมลดจำนวนสายสื่อสารในการคำนวณให้แล้วนะครับ เพราะถ้ามองจาก ตาเปล่าแน่นอนครับ มี ๕๐ เส้นแน่นอน นี่คือหนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้สายสื่อสารรกรุงรัง และเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มีทั้ง กสทช. กฟน. กฟผ. รวมถึงผู้ประกอบการทั้งรัฐและเอกชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน่วยงานในการจัดระเบียบสายสื่อสาร ในการลงท่อร้อยสายครับ ต่อมาครับจะมีรายละเอียดดำเนินการตามขั้นตอนดังภาพครับ ต่อมาได้มีการเริ่มทำโครงการ Single Last Mile ของบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจมากครับ เป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสื่อสารในประเทศ ซึ่งมีท่อร้อยสายพร้อมใช้งานทันที ๔,๔๕๐ กิโลเมตรทั่วประเทศ แบ่งเป็นท่อร้อยสายในพื้นที่นครหลวง ๓,๖๐๐ กิโลเมตรและภูมิภาค ๘๕๐ กิโลเมตร และใน ปี ๒๕๖๖ ครับ ได้มีการทดลองโครงการ Single Last Mile ที่ซอยศุภราช ๑ ซึ่งจะลดให้ ผู้บริการปลายทางจาก ๔ รายให้เหลือเพียง ๑ รายเท่านั้น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผู้ใช้งานหรือ เปลี่ยนผู้ให้บริการกี่รายก็ตาม โครงข่ายจะยังคงมีเพียงเส้นเดียว แต่ด้วยค่าเช่าที่ NT ตั้งไว้สูง กว่าการพาดสายบนเสาไฟฟ้า จึงทำให้การดำเนินการดังกล่าวเกิดล่าช้าเป็นอย่างมากครับ โดยจากการศึกษาพบว่ามีต้นทุนที่สูงกว่าต่างประเทศมากขึ้นกว่าสองเท่า ต่อมาครับ นี่คือ ตัวอย่างแผนการจัดระเบียบสายสื่อสารและการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ จนถึง ปัจจุบัน ที่ทาง กสทช. ได้ร่วมนโยบายปรับเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศ เป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสารและนำสายสื่อสารลงใต้ดิน ซึ่งกำหนดแผนมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ และได้เริ่มดำเนินการตามแผนตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ส่วนสไลด์ถัดมาครับ เป็นภาพ สายสื่อสารในปัจจุบัน ปีนี้เข้าสู่ปีที่ ๗ แล้วครับ แผนงานที่เราเคยวางไว้แก้ไขให้พี่น้อง ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ทำไมเรายังเห็นภาพสายสื่อสารพันกัน ทุกท่านเคยสงสัยไหม ครับว่าประเทศที่เจริญแล้วเขาจัดการปัญหานี้อย่างไร ประเทศไทยเราเริ่มจัดสายสื่อสาร กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แล้วนะครับ แผนงานดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาว ได้จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่เรากำลังแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานและท่านรองประธานสภามากนะครับ สำหรับของขวัญ ปีใหม่เมื่อวานนี้ครับ การ์ดอวยพรและ Power Bank ที่ทำให้พวกเราสามารถต่ออายุ โทรศัพท์เราได้ตลอดทุกครั้งที่มีการประชุมต่อจากนี้ครับ แต่ท่านทราบไหมครับว่านอกจาก ท่านประธานและท่านรองประธานแล้วยังมีอีก ๑ หน่วยงานครับที่แจก Power Bank นั่นคือ Campaign ของทาง กสทช. เมื่อปี ๒๕๖๑ กสทช. ชวนประชาชนร่วมใจเตือนภัย สายสื่อสารอันตรายผ่าน Call Center ๑๒๐๐ พร้อมแจก Power Bank ให้คนแจ้งเบาะแส ฟรีจำนวน ๔,๕๐๐ อัน เป็นอย่างไรละครับ สรุปท่านรับเรื่องและแจก Power Bank ไปกี่ เครื่องครับ และผมยังยืนยันและมั่นใจว่าเบอร์ ๑๒๐๐ ของท่านก็ยังคงรับสายปัญหา สายสื่อสารอยู่เหมือนเดิม แต่จริง ๆ แล้วท่านควรเปลี่ยนเป็น Bot หรือ AI ในการตอบ เพราะว่าพี่น้องประชาชนรวมถึงตัวกระผมเองด้วยนั้นเมื่อโทรไปเบอร์ ๑๒๐๐ ก็จะได้รับ คำตอบเดียวคืออยู่นอกแผนงาน เราควรศึกษาการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างจริงจัง และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ลูกหลานของเราจะได้ ไม่ต้องมาคุยหรือแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อีก ผมขอสรุปและตั้งข้อสังเกตจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ไขการจัดระเบียบสายไฟ สายสื่อสาร และนำสายไฟ สายสื่อสารลงใต้ดิน เพื่อสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและวิธีการแก้ไขคร่าว ๆ ดังนี้🔗
๑. เรื่องของระยะเวลาในการนำสายลงดินที่ล่าช้า ๑ เส้น ใช้เวลาประมาณ ๙-๑๒ เดือน🔗
๒. เรื่องต้นทุนการจัดระเบียบการร้อยท่อและค่าเช่าที่ค่อนข้างสูง ถ้าอ้างอิง จากที่ผู้ประกอบการหลายรายแจ้งต่อคณะกรรมาธิการว่าปัจจุบันค่าพาดสายบนเสาไฟฟ้า ตอนนี้ประมาณ ๑,๖๐๐ บาทถึง ๒,๐๐๐ บาทต่อกิโลเมตรต่อปี ดังนั้นหากจะบังคับเอกชน ไปเช่าท่อร้อยสายในราคาต้นทุนที่แพงขึ้นต่อเส้นประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อกิโลเมตรต่อปี คงเป็นไปได้ยาก🔗
๓. การลดขั้นตอนการขออนุญาตของผู้ประกอบการ เพราะนี่คือหนึ่งใน สาเหตุที่ทำให้เกิดสายเถื่อนครับ🔗
๔. การสร้างแรงจูงใจให้โอเพอเรเตอร์เข้าร่วมโครงการนำสายไฟ สายสื่อสาร ลงใต้ดิน รวมถึงการตัดจำหน่ายทรัพย์สินออก🔗
๕. ขั้นตอนและมาตรการการทำลายสายที่ถูกต้องโดยไม่กระทบต่อ สิ่งแวดล้อม🔗
๖. เรื่องอำนาจและหน้าที่ และกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัด ระเบียบสายสื่อสารและการนำสายสื่อสารลงดิน🔗
ข้อสุดท้าย วิธีการป้องกันและออกมาตรการอย่างเด็ดขาดสำหรับการลักลอบ ติดตั้งสายสื่อสาร รวมถึงหาแนวทางร่วมกันในการทำงานอย่างราบรื่นทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่น ตามระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง เสาขนาดตั้งแต่ ๑๐ เมตร ขึ้นไป อนุญาตให้ติดตั้งสายสื่อสาร ณ ตำแหน่งระดับสูง ๕.๗ เมตรจากระดับพื้น นั่นแปลว่า ถ้าหากสายสื่อสารต่ำกว่า ๕.๗ เมตร ทางหน่วยงานดังกล่าวต้องเข้ามาแก้ไขโดยด่วนภายใน ๓๐ วัน ใช่หรือไม่ครับ ถ้าใช่ทำไมปัญหาเหล่านี้ยังคงมีอยู่เยอะแยะมากมายขนาดนี้ครับ ผมขอคำนวณให้ทุกท่านดูอีกทีหนึ่ง อีกรอบหนึ่งครับ อ้างอิงจากข้อมูลของทาง กฟน. ที่สามารถเก็บค่าสายสื่อสารที่ไม่ได้รับอนุญาตได้เพียง ๑.๔๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ นั่นแปลว่าอะไรครับ ถ้าท่านเอา ๑.๔ ล้านบาทหาร ๕๐,๐๐๐ บาท คือค่าปรับต่อครั้ง จะได้ ๒๙ ครั้ง แต่บอกตามตรงครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าในข้อระเบียบนั้นเขียนว่าต่อ ครั้งนั้นแปลว่าอะไร หรือแปลว่าหากผู้ประกอบการแอบลักลอบติดตั้งสายโดยไม่ได้รับ อนุญาตทั่วทั้งกรุงเทพมหานครแต่เสร็จภายใน ๑ วัน อันนี้แปลว่า ๑ ครั้งใช่หรือไม่ครับ เพราะว่าปรับได้ ๒๙ ครั้ง ภายในระยะเวลา ๑ ปี ผมขอเชิญชวนทุกท่านลองเดินออกไปหน้า ถนนลองหันซ้าย ลองหันขวา แล้วลองนึกดูครับว่าสายสื่อสารที่ติดแบบเถื่อนมี ๒๙ ครั้ง จริงหรือไม่ครับ ผมขอเสนอให้ทางการไฟฟ้าและ กสทช. เปิดมาเลยสัญญาค่าเช่าพาดสาย มีที่ไหน จุดไหน บริษัทอะไรบ้าง และท่านก็ลองไปดูครับว่าแต่ละเจ้าทำถูกต้องตาม กฎระเบียบหรือไม่ และท่านก็ปรับไปเลยครับแต่ละเจ้า ต่อมาครับ ผมขอเล่าให้ทุกคนฟัง ผ่านประสบการณ์การลงพื้นที่ของผมและทีมงานที่ได้รับเรื่องร้องเรียนในเขตคันนายาว และบึงกุ่ม เราได้ประสานงานแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านหลาย ๆ ช่องทางที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาสายสื่อสาร ๑. Call Center ๑๒๐๐ และ Line Official ของทาง กสทช. ๒. Traffy Fondue ๓. สำนักงานเขต ซึ่งทางเขตก็แจ้งกลับมานะครับว่าได้รับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก เช่นกัน ได้มีการทำหนังสือส่ง กสทช. แล้วหลายครั้งแต่สุดท้ายก็กลับมาที่เขตเหมือนเดิม ๔. Call Center และโอเพอเรเตอร์ต่าง ๆ ๕. การไฟฟ้าหรือแม้แต่ผ่านวาระหารือจากสภา ผู้แทนราษฎรเองก็ตามครับ สุดท้ายพบว่าหน่วยงานทุกหน่วยงานโยนกันไปโยนกันมา แล้วแจ้งว่าไม่มีอำนาจหน้าที่แก้ไข ต้องรอทาง กสทช. ตอบกลับมา เพราะเหตุนี้ครับทำให้ปัจจุบันการแจ้งเรื่องที่ผ่านมาก็ยังไม่ถูกการดำเนินการใด ๆ แต่คนที่ เดือดร้อนคือชาวบ้านครับ เราจะเห็นได้ว่าสายสื่อสารห้อยตกลงมาพลาดอยู่ใกล้หม้อแปลง ไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งอยู่ติดกับที่พักอาศัยดูแล้วอันตรายมาก เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแก่ชาวบ้าน ที่สัญจรไปมาแถวนั้น สิ่งเหล่านั้นคือจุดบกพร่องเล็ก ๆ ที่อาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้ เราไม่จำเป็นต้องให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นก่อนทุกครั้งแล้วค่อยแก้ไข เรื่องนี้ควรยกให้เป็นวาระ แห่งชาติเสียที เพราะในสายตาชาวต่างชาติส่วนใหญ่นั้นมองสายสื่อสารที่ยุ่งเหยิงของเราเป็น เรื่องที่ Amazing Thailand ครับท่านประธาน ซึ่งเราอาจจะเห็นจนชินตา เราอาจจะหลงลืม ไปแล้วว่าจริง ๆ มันคือปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข สุดท้ายนี้ครับเวลาเพียง ๑๕ นาทีที่ผมใช้ อภิปรายในครั้งนี้ไม่สามารถแจ้งปัญหาสายสื่อสารได้หมดจริง ๆ ครับท่านประธาน และด้วย เหตุผลที่ผมกล่าวขึ้นมาทั้งหมดผมจึงขอยืนยันและขอเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแผนการจัดระเบียบสายไฟ-สายสื่อสาร และการนำสายไฟสายสื่อสารลงดินในพื้นที่ทั่วทั้งประเทศไทยโดยมิใช่เพื่อการศึกษา เพื่อแก้ไขภายในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกครับ ตอนนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเพื่อจะขออภิปราย ๑๓ ท่าน ขอใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๗ นาที ท่านแรกขอเชิญ คุณเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคประชาชนค่ะ🔗
วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า และสายสื่อสารลงดินค่ะ ซึ่งดิฉันมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีค่ะท่านประธาน เป็นที่ทราบ โดยทั่วกันแล้วว่าสายสื่อสารที่มีการตกห้อยลงมาทำให้กีดขวางทางจราจร ทางเดิน และเป็น อันตรายต่อพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่อาศัยค่ะ ขณะเดียวกันก็ยังบดบังวิสัยทัศน์ และทัศนียภาพต่าง ๆ ของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างจังหวัด เชียงใหม่บ้านของดิฉันเอง ทั้งนี้ดิฉันอยากจะนำเสนอบทเรียนจากกรณีศึกษาในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกระบวนการการนำสายไฟลงดินซึ่งการดำเนินการอยู่ที่ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้วค่ะท่านประธาน ผ่านโครงการเชียงใหม่เมืองสวยไร้สายโดยทุ่ม งบประมาณกว่า ๓,๙๗๘ ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีนะคะ ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บ้านไม่ให้บดบังวิวทิวทัศน์เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุนมายังจังหวัดเชียงใหม่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ อย่างมากมายมหาศาล แต่การนำสายไฟและสายสื่อสารลงดิน ท่านประธานมีความเกี่ยวข้อง กับหลายหน่วยงาน เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่นั้น ๆ ที่จะนำสายไฟและสายสื่อสารลงดิน นอกจากนี้ค่ะท่านประธาน หลาย ๆ คน อาจจะนึกไม่ถึงว่ามันยังมีหน่วยงานอีกประมาณ ๒-๓ หน่วยงานที่จะต้องมาเกี่ยวข้องกับ โครงการการนำสายไฟและสายสื่อสารลงดินนี้ นั่นก็คือการประปาส่วนภูมิภาค เพราะเมื่อขุด สายไฟลงดินแล้วการดำเนินงาน การนำเครื่องจักรเข้าไปขุดเพื่อเปิดหน้าดินมันจะกระทบกับ ท่อประปาภายใต้ดินแห่งนั้น ภายใต้พื้นนั้น ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและใน บริเวณที่มีการก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่บ้านของดิฉัน บริเวณนั้นก็เป็นพื้นที่ที่มีแหล่ง ท่องเที่ยว มีโรงแรม มี Hostel ต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย แล้วมีการทำให้ท่อประปานั้นได้รับ ผลกระทบและสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นด้วย ก็มีความเดือดร้อนต่าง ๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการในถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ต้องเสียค่าน้ำประปามากสูงถึง ๑๐ เท่ากว่าที่เสียปกติ เพราะว่าเกิดจากการทำงานของ เจ้าหน้าที่ที่ไม่รัดกุมในการก่อสร้างหรือการนำสายไฟฟ้าลงดินค่ะ นอกจากนี้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอีก ๑ หน่วยงานที่มีความสำคัญเลยค่ะก็คือหน่วยงานจราจรในพื้นที่ เพราะว่า ถ้าเกิดการก่อสร้างหรือการนำสายไฟลงดินในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ ให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้รับรู้รับทราบอย่างทั่วถึงหรือว่านักท่องเที่ยวไม่ได้รับ ข้อมูลข่าวสารในเรื่องของการที่จะก่อสร้างในจุดใด บริเวณใด ก็จะทำให้รถติดอย่างมหาศาลนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ถนนสวนดอก ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่รถติดเป็นระยะเวลายาวนานกว่าจะหลุดจากตรงนั้นมาได้ก็เป็นระยะเวลา กว่า ๓ ชั่วโมงถึง ๔ ชั่วโมงซึ่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนนะคะ จากปัญหาดังกล่าวค่ะ เกี่ยวข้องกับประมาณ ๕ หน่วยงานที่ได้กล่าวไปแล้วนะคะ ซึ่งนับตั้งแต่การนำสายไฟลงดิน หรือสายสื่อสารลงดินมีเรื่องร้องเรียนมายัง Page ดิฉันหรือมายังดิฉันเองกว่า ๒๗ เคส ซึ่งนับว่าเป็นมหากาพย์ของเรื่องร้องเรียนของเชียงใหม่ เขต ๑ เลยค่ะท่านประธาน โดยแบ่งเป็น เคสที่เกี่ยวกับเรื่องถนนที่ไม่เรียบร้อยหรือการปิดหลุมปิดบ่อชั่วคราวที่ไม่เรียบร้อยนะคะ รวม ๑๘ เคส ท่อประปาแตกชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ ๓ เคส ทางเดินทางเท้า Footpath รวม ๖ เคส นี่ยังไม่นับรวมอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยหรือนักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมาบน ถนนหรือในพื้นที่ที่นำสายไฟลงดินอีกนะคะประธาน เคยเกิดเหตุการณ์ที่รถขนปูนตกไป ในหลุมรวมสายไฟค่ะท่านประธานซึ่งเกิดความเสียหายแล้วพี่น้องประชาชนก็บาดเจ็บ จำนวนหลายรายค่ะ ซึ่งข้อเสนอของดิฉันที่เป็นทางออกของปัญหาดังกล่าวก็อยากจะให้ มีการบูรณาการระหว่าง ๕ หน่วยงาน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอย่างมี ประสิทธิภาพและลดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนค่ะ หรือจะเอาแบบนี้ไหมคะ ท่านประธาน ถ้าเป็นการแก้ปัญหาที่ระยะยาวและยั่งยืนเปลี่ยนระบบโครงสร้างบริหาร ราชการแผ่นดินไปเลยค่ะ มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนค่ะ ซึ่งจะนั่งหัวโต๊ะ มีงบประมาณ มีการสั่งการที่เป็นคนสั่งการคนเดียว มีระเบียบ เดียวในการที่จะจัดการ กับปัญหาเหล่านี้นะคะ🔗
สุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันหวังว่าปัญหาความเดือดร้อนในจังหวัดเชียงใหม่ในเรื่องการ นำสายไฟและสายสื่อสารลงดินก็จะทำให้เป็นกรณีศึกษาให้แก่คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ถ้าสภาแห่งนี้ผ่านญัตตินี้ไปในที่ประชุมแห่งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคกล้าธรรม วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า ลงดินทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ทั่วประเทศนั้นดีครับ แต่อำเภอของผมอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใจกลางเมืองเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า หลักการใช้งบประมาณของรัฐซึ่งเป็นภาษี ของประชาชนเราจะใช้อย่างไร ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่สุด มีอีกอย่างหนึ่งคือต้องสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนเช่นกัน ท่านประธานครับ การเอา สายไฟฟ้าลงดินใช้งบประมาณไม่ใช่ ๗๐-๙๐ นะครับ ถ้าในพื้นที่เมืองหลวงนี่ พื้นที่ชุมชน แออัด ๑ กิโลเมตรใช้งบประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ ล้านบาทต่อ ๑ กิโลเมตร ท่านประธานครับ เมื่อประมาณ ๔ ๕ ปีที่แล้ว พายุน้ำแข็งเกิดที่รัฐแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มีการตั้ง งบประมาณไว้ ๑.๔ ล้านล้านบาท ถามว่าความคุ้มค่ามันเกิดขึ้นไหม ท่านประธานครับ การนำสายไฟฟ้าลงดินนั้นมันเป็นการที่เราจะต้องมานั่งพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็น งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนและใช้สูงมากครับ ท่านประธานครับ แล้วทีนี้มันเป็น มหากาพย์ ท่านประธานครับ ทราบไหมครับว่า Eastern Seaboard สมัยท่านรัฐบาล ยุคพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เขาตั้งไว้ว่าปี ๒๕๒๗ ถึงปี ๒๕๕๗ ๓๐ ปีในการนำสายไฟฟ้า ลงดินครับ เขาทำได้ ๓๐ ปีทำไปได้ประมาณ ๘๘.๓ กิโลเมตร เขาตั้งไว้ ๘๘.๓ กิโลเมตร ๓๐ ปีครับทำไปได้ ๓๕ กิโลเมตรคิดเป็น ๓๐.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นใน ๓๐ ปีครับ เป็นมหากาพย์ ใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เสาไฟฟ้ามีทั้งหมดกี่ขนาด มี ๒๒ เมตร ๑๒ เมตร ๑๐ เมตร แล้วสายไฟมีอะไรบ้าง มีสายไฟฟ้าแรงสูง ๖๔,๐๐๐ โวลต์ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าโวลต์ ๒. สายไฟฟ้าแรงต่ำครึ่งประมาณ ๒๓๐ ถึง ๔๐๐ โวลต์ ซึ่งใช้จ่ายไฟแก่พี่น้องประชาชน หรือชาวบ้านที่พี่น้องประชาชนคนไทยเรา แล้วอันดับ ๓ ที่เป็นปัญหาที่พัวพันระโยงระยาง กันอยู่ก็คือสายสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต สายกล้องวงจรปิด หรือแม้กระทั่งสายเคเบิล โทรทัศน์ ท่านประธานครับ เราจะใช้งบประมาณหลัก ๑๐๐ ล้าน ถึง ๓๐๐ ล้าน เราต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าเราจะใช้ในพื้นที่ใด เห็นด้วยครับ เชียงใหม่กับเพื่อนสมาชิก เห็นด้วยครับ สมุย กระบี่ พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ยกตัวอย่าง กรมเจ้าท่าเขาจะขยาย ชายหาดไป ๕๐๐ เมตร เขาเสียงบประมาณไป ๔๐๐ ล้านบาท แต่เขามีการพิจารณาศึกษา ว่าเมื่อขยายชายหาดแล้วเสียงบประมาณไป ๕๐๐ เมตร นักท่องเที่ยวเข้ามามากหรือไม่ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การท่องเที่ยวแห่งนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นมาหรือไม่ มีการศึกษาครับ เช่นกันครับ การนำเสาไฟฟ้าลงดินในพื้นที่ท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นบริเวณอำเภอสัตหีบ ของผมมีแน่นอน บางเสร่ แสมสาร บ้านอำเภอ หรือแม้กระทั่งพลูตาหลวง นาจอมเทียน หรือว่าอำเภอสัตหีบ มีชายหาดสวยงามมากมาย หาดดงตาล หาดนางรอง หาดแสมสาร หาดบ้านอำเภอ และอีกหลาย ๆ หาด ซึ่งเป็นชายหาดที่ผมเชื่อว่าสะอาดไม่แพ้ที่ใด ในประเทศไทย ตรงนี้ครับถ้าเรามีการนำเสาไฟฟ้าลงดินในพื้นที่ที่เป็นท่องเที่ยวหรือ แม้กระทั่งในพื้นที่ชุมชนแออัดซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างเศรษฐกิจ รายได้ หรือแม้กระทั่งการขาย อาหารซึ่งเป็น Soft Power ของเรา Local Food เราขายได้ดีแน่นอนกับชาวต่างชาติ ถ้าเขามาเห็นสายไฟระโยงระยางตรงชายหาดเขามี Local Food ขายอยู่แล้ว ถ้าตรงนี้ เราพิจารณาว่าถ้านำสายไฟฟ้าลงแล้วเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน หรือสร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ ผมว่าควรทำ แต่ถ้ามันทำไม่ได้นะครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเสาไฟที่มีสายไฟฟ้าแรงสูง ชั้นบนสุดแล้ว รองลงมาก็คือแรงต่ำก็คือจ่ายไฟ แล้วสายสื่อสารเหล่านี้ไม่ยากครับ ท่านประธาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมี DE กระทรวงมหาดไทย กสทช. อปท. หรือแม้กระทั่ง การประปา การจัดระเบียบสายสัญญาณสื่อสารผมว่าใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยล้านบาท ต่อ ๑ กิโลเมตรหรอกครับท่านประธาน ทำไมเราไม่พิจารณาศึกษาเรื่องนี้ อันนี้การแก้ปัญหา ระยะสั้นซึ่งเราสามารถทำได้ แล้วที่สำคัญที่สุดก่อนที่ผมจะสรุปนะครับท่านประธาน เราไม่มี สภาพการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทเอกชนนั้น ๆ ในการที่ไม่มีการจัดระเบียบสายสื่อสาร หรือแม้กระทั่งสายสัญญาณสื่อสารที่ไม่ได้ใช้แล้วเราควรจะต้องพิจารณาเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ประเด็นอย่างที่ผมบอกขอสรุปว่า การนำสายไฟฟ้าลงดินนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องความ คุ้มค่า เพราะเราใช้เงินงบประมาณภาษีของพี่น้องประชาชนและสร้างรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยในการนำเสาไฟฟ้าลงดินในพื้นที่นั้น ๆ ๒. เราต้องมีการบังคับกฎหมายครับ ท่านประธานในอนาคตเพราะไม่อย่างนั้นสายมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดสายสัญญาณสร้าง อันตรายให้กับพี่น้องประชาชนด้วย ในพื้นที่สัตหีบของผมขับรถอยู่ดี ๆ สายตกลงมาโดน หัวบ้าง พาดกระจกรถบ้าง มันเกิดความเสียหายครับท่านประธาน สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ดี หรือจะให้คณะกรรมาธิการสามัญไปดูก็ดี ฝากอำเภอสัตหีบด้วยว่าอำเภอสัตหีบเป็นอำเภอหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชนและให้กับประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่ามีผู้ที่ลงชื่ออภิปรายไว้หลายท่าน ผมขอให้เจ้าหน้าที่ตั้งเวลา สัก ๕ นาทีแล้วท่านจะเกินไปนิดหน่อยบ้างไม่เป็นไร ท่านต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม แล้วต่อ ด้วยท่านวิทยา แก้วภราดัย เชิญท่านภัณฑิลครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปรายในญัตติการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน จริง ๆ ก็ควรจะทำ ทั้งทั่วประเทศเลย ซึ่งปัญหานี้ผมคงไม่พูดซ้ำกับเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความ อันตรายต่าง ๆ ปัญหาสายสื่อสารเน็ตหลุด ประเภทสายสื่อสารมันมีเยอะมาก ตั้งแต่ สายโทรศัพท์ดั้งเดิมแบบทองแดง Local เคเบิล สายเครือข่ายของบริษัทเอกชน สายเครือข่ายของรัฐ ทั้งหมดนี้ กสทช. มีความรับผิดชอบในฐานะผู้กำกับดูแลและทำแผน นำสายสื่อสารลงใต้ดินทั้งหมดอย่างที่ท่านวิทวัสได้นำเสนอไป แต่จริง ๆ บทบาทของ กสทช. มีไว้ทำไม ตั้งเป้าจากในแผนเป็นหลักร้อยกิโลเมตรปีหนึ่งทำได้หลักสิบกิโลเมตร แถมยังมี ล่าช้าอีก ผมก็ต้องคอยไปนั่งทุกปีไปเปิดดูแผนของเขาแล้วไปนั่งไล่ดูว่าทำไปได้ถึงไหนแล้ว พวกเราเองก็เคยเข้าไปคุยกับ กสทช. แผนอลังการมากว่าทั้งหมดเส้นหลัก ๖,๐๐๐ กว่า กิโลเมตรในกรุงเทพมหานคร ผมก็ถามว่าแล้วเมื่อไรจะเสร็จ ๒๐ ปี ๓๐ ปี หารมาทำได้ปีหนึ่ง หลักสิบกิโลเมตร เพ้อฝันครับ ขอให้ไปทบทวนแผนใหม่เลย กสทช. บริษัทโทรคมนาคม แห่งชาติ ผมก็พยายามจะขอเบอร์เขาเพราะทุกครั้งที่มีปัญหาระเบิดกระรอกวิ่งที่ตูม อินเทอร์เน็ตหลุด ไฟไหม้ กสทช. ก็เหมือนที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย บริษัทโทรคมนาคม แห่งชาติก็พอกันนะครับ Respond ก็ช้ามาก ทั้ง ๆ ที่บทบาทก็ไม่ชัด ตัวเองจะเป็น ผู้ให้บริการ เป็นโอเพอเรเตอร์หรือจะเป็นคนทำ Last Mile ผมก็ตั้งคำถามไปยังบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติเหมือนกันครับว่าหน้าที่ของตัวเองจะต้องการทำอะไรกันแน่ หรือจะ แข่งกับ AIS แข่งกับ 3BB แข่งกับ TRUE ผมก็คาดหวังนะครับ จากรายงานในญัตตินี้ ที่กรรมาธิการการกระจายจะรับไปให้เห็น Solution หรือทางออกที่เป็นรูปธรรม ไม่พูด วนไปวนมาแล้วมาเขียนแผนแบบเดิม แล้วสุดท้ายก็ไปไม่ถึงไหนนะครับ ผมเสนอเลยต้องมี มาตรการจูงใจทางการเงินที่เป็นรูปธรรม เพราะถ้าเผื่อไม่ขับเคลื่อนด้วยเงินคือจะพูดเรื่อง กฎหมายบังคับใช้ ถ้าเผื่อไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินเมื่อไร ไม่จูงใจ ไม่ลงโทษทางการเงิน สุดท้าย ก็ไปแบบเดิม คือเถื่อน ไม่ได้รับอนุญาต ผมก็อยากจะให้ไปตรวจสอบนะครับเจ้าหน้าที่ การไฟฟ้าปล่อยปละละเลยเป็น ๑๐ ปี ให้มีการพาดสายแล้วเก็บค่าปรับ ค่าเช่าได้ไม่ตามเป้า ผมก็สงสัยเหมือนกันครับมีการเรียกรับผลประโยชน์หรือเปล่าครับ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ปล่อยปละละเลยมีทั้ง ๕๐ กว่าเส้นพาดไปพาดกันมาจนมีสายตายตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่า ต้องเขียนให้ชัดในรายงานนะครับว่าจะจูงใจอย่างไรให้เอาจากพาดบนอากาศ เพราะปัจจุบันนี้ มันแพงกว่าเยอะแล้วเอาลงใต้ดินแพงกว่าเป็น ๑๐ เท่า มันต้องมีมาตรการทางการเงินที่ จูงใจครับ ค่าแรกเข้า มัดจำค่าปรับต้องชัดเจน ถ้าเผื่อคุณเลิกแล้วคุณไม่ถอนสายออกต้องยึด มัดจำ ต้องมีการเสียค่าปรับ ส่วนรัฐนี่จะจัดสรรงบประมาณในการอุดหนุนฝังท่อแน่นอน มันเป็นงบประมาณที่ค่อนข้างใหญ่ หลักตั้งแต่ ๗๐ ๘๐ ล้านบาทจนถึงหลายร้อยล้านก็ต้อง จัดลำดับความสำคัญนะครับ ผมก็ยืนยันว่าในกรุงเทพมหานครมันจำเป็นเพราะมูลค่า ทรัพย์สินมันสูงกว่าที่อื่นไม่ต้องพูดถึงเรื่องท่องเที่ยวเรื่องอะไร คือค่าที่ดินตึกที่ลงทุนไป ถ้าเผื่อมันเกิดความเสียหายขึ้นมาทีมันก็มีผลกระทบเยอะ แล้วผมก็ยืนยันผมก็ตามตลอด เส้นสุขุมวิท เส้นรัชดา เส้นพระราม ๔ เส้นพหลโยธิน คือเส้นหลัก ๆ ในเมืองต้องเอาลงก่อน เลยครับ แล้วก็ตามหลักก็เส้นท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเยอะก็โอเคนะครับก็จัดลำดับ ความสำคัญ ก็ต้องยืนยันนะครับว่าผู้ให้บริการโอเพอเรเตอร์ในปัจจุบันต้องสามารถยืนยัน สายของตัวเองได้ ใครไม่ยืนยันว่าสมบัติของตัวเองอยู่บนไหนตัดทิ้งให้หมดเลยครับ แล้วก็ไป ฟ้องเอาค่าปรับ ถึงเวลาแล้วครับการไฟฟ้าต้องจริงจังนะครับ ไม่อย่างนั้นก็ต้องถูกส่งไปที่ กรรมาธิการกระจายอำนาจ เผลอ ๆ ผมว่าท้องถิ่นอาจจัดการได้ดีกว่านะครับ ปล่อยปละ ละเลยการไฟฟ้าสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผมว่าก็น่าจะให้ท้องถิ่นไปดูแล แต่ข้อกังวล นะครับอย่าผลักภาระให้เป็นต้นทุนมาให้ผู้บริโภคนะครับ ไม่ใช่สุดท้ายแล้วไปเก็บค่าพาดหรือ ค่าร้อยสายใต้ดินกับผู้ให้บริการโอเพอเรเตอร์เพิ่มแล้วเราก็ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่ม จาก ๕๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ อันนี้ต้องขอท้วงไว้ก่อนครับ ไปทำอย่างไรมาก็ได้นะครับ แต่ไม่ใช่ ผลักภาระให้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้ให้บริการโทรคมนาคมก็เหลือแค่ ๒ เจ้า ไม่รวม NT ก็กลายเป็นผู้บริโภคก็ต้องตาดำ ๆ ก็ต้องมาแบกรับภาระเวลาเอาสายสื่อสารลงดินแล้วก็ผลัก ภาระต้นทุนมาให้ผู้บริโภค อันนี้รับไม่ได้ ผมว่าไปจัดการกับการเรียกรับผลประโยชน์ของ เจ้าหน้าที่รัฐก่อนดีกว่าไหมครับที่ไม่สามารถจัดเก็บค่าพาดสายได้ของการไฟฟ้าครับ ก็ขอวิงวอนครับ อยากเห็นผลลัพธ์ในรายงานที่จับต้องเป็นรูปธรรม ควรตั้งเป้าการนำ สายสื่อสารลงใต้ดินให้เร็วกว่านี้นะครับ แล้วก็จัดลำดับความสำคัญด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านวิทยา แก้วภราดัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สั้น ๆ ครับท่านประธาน สายไฟฟ้าที่พาดอยู่ทั้งหมดทั่วประเทศไม่ได้เป็นปัญหาครับ ไม่ว่าการไฟฟ้าภูมิภาค ไม่ว่าการไฟฟ้านครหลวง ทั้ง ๒ การไฟฟ้าขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือสิ่งที่ไปเก็บค่าเช่าเขาอยู่ คือเขามาฝากสายมาพาด เพราะถูกที่สุดไม่ต้อง ตั้งเสาเอง ไปเช่าเสาของภูมิภาคกับนครหลวง ท่านประธานทำความตกลงกับพวกผมในนี้เลย ครับ ทำหนังสือจากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้การไฟฟ้า ภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ยกเลิกสัญญาการฝากสายต่าง ๆ ไว้บนเสาไฟฟ้าทั้งหมด ทั่วประเทศ ยุคนี้มันยุคระบบไร้สายแล้ว ท่านประธาน ผมยังสงสัยมันเอาสายอะไรไปฝากกันไว้ ถ้าอยากฝากจริง ๆ ยกเลิกให้หมดครับท่าน กำหนดเลยภายในกี่ปียกเลิก ใครที่ไม่มาเลิกก็หมายความว่าตัดสายทิ้ง ถ้าอยากเอาระบบ สายไปอีกก็เปิดสัมปทานวางสายใต้ดินเลย รัฐบาลขายสัมปทานเลยครับ เส้นสุขุมวิทใครรับ สัมปทานไป จะเก็บเมตรละเท่าไร เส้นละเท่าไรว่ากันไป คนรับสัมปทานดูสิว่ามันจะเหลือ กี่ราย ผมคิดว่ามันมักง่ายในการที่จะเริ่มใช้ระบบไร้สาย เอาระบบโบราณที่พาดสายไปแล้วก็ สนุกสนานบอกว่าสัญญาณชัด แล้วมาสร้างกับปัญหาประชาชน ท่านทำความตกลงกับสภา วันนี้เลยครับไม่ต้องไปตั้งกรรมาธิการหรอก ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ยกเลิกการฝากสายไฟทุกระบบบนสายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงและภูมิภาค ให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ครบ ๒ ปีใครยังฝากอยู่ตัดทิ้งหมด เท่านี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่า ไม่ต้องตั้งกรรมาธิการ เสียเวลาครับ🔗
ต่อไป ๒ ท่านนะครับ สรพัช ศรีปราชญ์ และต่อด้วยท่านสิริลภัส กองตระการ เชิญท่าน สรพัช ศรีปราชญ์ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอ แก่งคอย เฉพาะตำบลห้วยแห้ง จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ขอร่วมอภิปรายในญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดิน เป็นอย่าง ที่ผมเห็นโดยทั่วไปแล้วว่า ประเทศของเรามีสายไฟฟ้าสายสื่อสารที่ห้อยระโยงระยาง อยู่ตามเสาไฟฟ้า ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเหลือเกินครับ ท่านประธาน เพราะว่าประชาชนทั่วไปไม่รู้เลยว่าสายเหล่านั้นคือสายอะไร เป็นสายไฟฟ้า หรือสายสื่อสาร ยังมีไฟฟ้าอยู่ในสายนั้นหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ครับ ท่านประธานที่เคารพ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่จะนำสายไฟเหล่านี้ลงไปอยู่ใต้ดิน ซึ่งจะทำให้ ทัศนียภาพโดยทั่วไปของประเทศได้ดูดีขึ้นเสียทีครับ แต่ผมก็มีความห่วงใยครับที่จะต้องนำ เรื่องนี้มาศึกษากันอย่างจริงจัง เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นมีมากมายหลายหน่วยงาน เหลือเกินครับ แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงาน ในประเทศของเรานั้น ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าทำไมมันยากเย็นเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ทุกหน่วยงาน นั้นก็มีจุดหมายร่วมกัน คือสร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน ทั้งสิ้น ผมเลยคิดว่าการตั้งกรรมาธิการขึ้นมานั้นจะทำให้ทุกหน่วยงานได้มาร่วมพูดคุย และวางแผนงานว่าจะทำอย่างไรให้ทำงานอย่างไร้รอยต่อได้ แล้วนำผลการศึกษานี้ มาประกาศบังคับใช้ได้อย่างทั่วประเทศ ท่านประธานครับ อีก ๑ สิ่งสำคัญ คือเมื่อทุกหน่วยงาน วางแผนกันอย่างรอบคอบแล้ว ในระหว่างการนำสายไฟฟ้าสายสื่อสารลงดินนั้นจะต้องมีการ ก่อสร้างเกิดขึ้น ต้องมีการสำรวจพื้นที่ จะต้องมีการเอาเครื่องจักรเข้ามาในพื้นที่และต้องมี การทุบถนนลงไปเพื่อที่จะขุดดินวางสายไฟฟ้าสายสื่อสารเหล่านั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้น คืออย่างไรหรือครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นก็คือมาตรฐานการก่อสร้างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม หรือไม่ เราต้องไม่ลืมว่าการมาแก้ไขกันในภายหลังนั้นเมื่อสิ่งต่าง ๆ สายต่าง ๆ ลงไปอยู่ใต้ดินแล้ว การแก้ไขแต่ละครั้งจะกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ท่านประธานครับ แล้วเราจะทำอย่างไรให้การก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานได้ ผมมีข้อเสนอ อย่างนี้ครับ อย่างแรกครับแบบการก่อสร้างต้องชัดเจน ต้องเป็นแบบเฉพาะช่วงของเส้นทาง แต่ละเส้นทางนั้นเอง จะมาใช้แบบมาตรฐานแบบเดียวกันแล้วประกาศใช้กันทั่วประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง อย่างที่ ๒ คือผู้ปฏิบัติงานหรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จะมา รับผิดชอบทำงานนั้นต้องใส่ใจในเรื่องของผู้ปฏิบัติงานและผู้ควบคุมงานของงานนั้น อย่างจริงจัง ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าในปัจจุบันโครงการที่ทำกันมาไม่ได้มีแค่โครงการนี้นะ โครงการก่อสร้างทั่วไปไม่มีผู้ควบคุมงานที่อยู่หน้างานครับ ปล่อยปละละเลยให้คนงาน ทำงานกันเอง รวมถึงโครงการที่แม้จะมีผู้ควบคุมงานก็ขาดทักษะด้านการก่อสร้าง ไม่ว่า จะเป็นด้านเทคนิคหรือความเข้าใจในงาน บางคนยังอ่านแบบก่อสร้างไม่เป็นเลยครับ ที่ร้ายแรงที่สุดนอกจากหน้างานไม่มีผู้ควบคุมงาน แล้วยังไม่มีแบบก่อสร้างอีก อย่างนี้มันก็มั่วกันไปหมดละครับ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรต่อไป จะให้มันมีมาตรฐานได้อย่างไรละครับท่านประธาน อย่างสุดท้ายครับที่จะทำให้การก่อสร้าง เป็นไปตามได้มาตรฐานจริง ๆ ก็คือหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโครงการนี้ต้องจริงจัง เข้มงวดกับบริษัทรับเหมา ลงไปตรวจบ่อย ๆ ครับ ตามที่ผมได้สนอไปเบื้องต้น ยังไม่ต้อง ลงรายละเอียดกันเยอะครับ เอาง่าย ๆ ครับ มีผู้ควบคุมงานอยู่หน้างานไหม ผู้ควบคุมงาน เข้าใจงานอย่างจริงจังหรือไม่ เรียกดูแบบก่อสร้างเลยครับ แบบก่อสร้างตรงนั้นมีหรือเปล่า เอาแค่นี้พอครับ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้หน่วยงานของรัฐต้องสั่งลงโทษหรือหยุดการก่อสร้างทันที เพราะทุกวินาทีในโครงการก่อสร้างมีความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถเกิดอุบัติเหตุ ได้ตลอดเวลาครับ ตัวผมเองครับเป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างมาก่อนทำให้รู้ปัญหานี้อย่างดี ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้ายนี้ที่ผมจะเสนอคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทุกวันนี้ผมเดิน ไปคุยกับพี่น้องประชาชนบางคนไม่ทราบนะครับ ว่าเป็นโครงการนำสายไฟฟ้าลงดินประชาชน คิดว่าเป็นโครงการซ่อมถนน บางคนบอกถนนดีอยู่แล้วมาเจาะมาซ่อมทำไม นี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการ ทำให้ไม่รู้เลยว่าจะเกิด โครงการอะไรขึ้น พอสุดท้ายโครงการทำเสร็จการคืนสภาพถนนหรือทางเท้าก็ไปไม่ได้ดั่งเดิม อีกครับ ก็ทำให้ประชาชนยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ นี่คือโจทย์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องใส่ใจ ในการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและได้ใช้ชีวิต อย่างปกติสุข🔗
สุดท้ายนี้นะครับ ผมขอสนับสนุนในญัตติการนำสายไฟฟ้า สายสื่อสารลงดิน ไม่ว่ากรรมาธิการไหนจะรับไปศึกษาต่อ หรือจะให้ดีตั้งกรรมาธิการวิสามัญเลยก็ได้ ก็เพื่อ สร้างทัศนียภาพที่ดี ให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตด้วยความปลอดภัย เริ่มต้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี แบบที่ควรจะเป็นมานานแล้วให้พี่น้องประชาชนครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านสิริลภัส กองตระการ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร บางกะปิ วังทองหลาง พรรคประชาชน ท่านประธานปัญหาสายสื่อสารที่พันรกรุงรังเป็นมลพิษต่อ ทัศนียภาพของพื้นที่ต่าง ๆ นั้นดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่หาหนทางแก้ไขได้อย่างริบหรี่ เหลือเกินค่ะ ภาพที่ดิฉันจะนำเสนอ อันนี้ไม่ได้เป็นภาพวาดลายเส้นหรือว่างานศิลปะแต่อย่างใด นะคะ แต่นี่คือสายสื่อสารที่รกรุงรังอยู่ในพื้นที่ของดิฉันและยังคงเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ณ เวลานี้ตอนที่ดิฉันยืนอภิปรายอยู่ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่แบบนี้ละค่ะท่านประธาน ในการ ปรึกษาหารือดิฉันก็ได้เห็นเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านนำปัญหาเรื่องนี้เข้ามาปรึกษาหารือกัน อยู่หลายครั้ง รวมถึงตัวดิฉันเองด้วยตอนที่ปรึกษาหารือครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๖ หนังสือร้องทุกข์เองในฉบับแรก ๆ ดิฉันที่ทำไปในฐานะผู้แทนราษฎรก็ทำเรื่องของ สายสื่อสารเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ ปีนี้ปี ๒๕๖๘ ปีใหม่แล้ว แต่ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใดค่ะ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างแค่บางพื้นที่มาให้ ท่านประธานลองคิดดูนะคะว่า ถ้าท่านประธานเป็นประชาชนที่จะต้องใช้เส้นทางสัญจร เดินผ่านไปมาหรือว่าต้องรอรถสาธารณะในบริเวณนั้นท่านจะรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของท่านหรือไม่ ถนนทุกเส้นในเขตพื้นที่บางกะปิ วังทองหลาง ไม่ว่าจะเป็น รามคำแหง ลาดพร้าว ศรีบูรพา แฮปปี้แลนด์ นวมินทร์ ล้วนมีสายสื่อสารที่พันห้อยรกรุงรัง เห็นกันแบบชินตาค่ะ ชินตาได้นะคะแต่ดิฉันไม่อยากให้ประชาชนชาชินกับมัน เพราะว่านี่คือ อันตรายต่อชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรภายในชีวิตประจำวันของพวกเขา หลาย ๆ คนไม่ได้มีตัวเลือกที่จะใช้ชีวิตในการนำรถส่วนตัวเดินทางไปทำงาน และประชาชน กลุ่มนี้ก็เป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่ต้องใช้เส้นทางเดินเหล่านี้ ดิฉันจะขอเปิดภาพสไลด์ไปด้วย นะคะแล้วก็จะขออภิปรายไปด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทั้งภาพและวิดีโอที่อยู่บนสไลด์ ต่อไปนี้เป็นภาพสายสื่อสารที่เรียงทอดยาวค่ะ ดูไปดูมามีม้วนเป็นวงกลมเหมือนภาพ Abstract เลยค่ะ ซึ่งดิฉันนั่งมองไปเรื่อย ๆ ถ้าท่านประธานนั่งมองไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะได้ สัจธรรมของชีวิตไปแล้วนะคะว่าชีวิตเรานี้มันก็เหมือนสายสื่อสารละค่ะ มีขึ้น มีลง มีพัน รกรุงรังกันบ้างนะคะ แต่เรามีสมอง มีความตั้งใจที่จะแก้ไขความยุ่งเหยิงของชีวิตเราได้ แต่ว่านี่คือสายสื่อสารค่ะท่านประธาน สายสื่อสารมันได้มีการแก้ไขความยุ่งเหยิงของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีหน่วยงาน หรือว่าคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเข้าไปแก้ไขซึ่งเขาก็น่าจะรู้หน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมปัญหาสายสื่อสารเหล่านี้มันถึงยังแก้ไข ไม่จบสักที นี่ขนาดถนนเส้นหลักยังแก้ไขไม่ได้เลย พูดถึงเส้นเลือดฝอยหรือว่าถนนสายรอง ในซอยก็ยังไม่รู้เลยว่าปัญหานี้มันจะแก้ไขได้อย่างไรนะคะ บางซอยที่เป็นเส้นเลือดฝอย สายสื่อสารห้อยลงมาเยอะมาก เกี่ยวพันกันมาหรือว่ามันขาดห้อยลงมา มีรถใหญ่เข้ามาเกิด อุบัติเหตุหลายครั้ง ดิฉันทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ได้รับการ ตอบกลับมาก็คือความเงียบงันค่ะ ท่านประธานค่ะ ดิฉันได้มีโอกาสได้ดูบันทึกการประชุม ของคณะกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ ๓๐ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ก็มีบันทึกที่มีหน่วยงานเข้ามาชี้แจงข้อมูลมากมาย มีทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง AIS TRUE UNITED มาชี้แจงกันหมดค่ะ แต่ว่าก็แปลกใจที่มีหน่วยงานหนึ่งที่น่าจะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบมากที่สุดที่จะเป็น เจ้าภาพในการประสานงานในการทำงานตรงนี้ ดิฉันกลับไม่เห็นข้อมูลในการเข้ามาชี้แจง ในการบันทึกการประชุม หน่วยงานนั้นก็คือ กสทช. ค่ะ แบบนี้ดิฉันตั้งคำถามได้หรือไม่ว่า กสทช. ที่เป็นหน่วยงานที่น่าจะเป็นคนที่จัดแจงมากที่สุดแล้วไม่ได้เข้าประชุมในครั้งนี้ แล้วก็ อยากทราบเหตุผลเช่นเดียวกันว่าท่านมีเหตุผลหรือภารกิจด่วนอะไร ทำไมถึงไม่ส่งแม้แต่ ตัวแทนเข้ามาชี้แจง ท่านประธานคะ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยว หลายพื้นที่เป็น พื้นที่เศรษฐกิจ ดิฉันก็เลยขอตั้งคำถามอีกครั้งหนึ่งว่าทำไมบางเขตบางพื้นที่ถึงจัดการเรื่องนี้ ได้ไม่ให้สายสื่อสารมันบดบังทัศนียภาพอันสวยงามของเมือง แต่ทำไมบางเขตบางพื้นที่ ถึงยังทำไม่ได้ ไม่เฉพาะในกรุงเทพมหานครนะคะ ดิฉันเชื่อว่าประชาชนในอีกหลาย ๆ จังหวัดอยากเห็นจังหวัดของตัวเองมีทัศนียภาพที่สวยงาม ถ่ายรูปออกมาเห็นท้องฟ้า เห็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือวิวทุ่งหญ้าสวย ๆ แบบที่ไม่ต้องติดสายสื่อสารหรือสายไฟที่รก รุงรังขาดห้อยลงมาให้มันรกหูรกตา เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านไม่ทราบว่ามีใครเป็นแฟนคลับ พี่จอง (Jeong) กับคัลแลน (Cullen) บ้างไหมคะ ดิฉันนี้ดูบ่อยมากเลยนะคะ ดิฉันจะดีใจมาก เวลาที่เขาเอา Plan กล้องออกไปอยู่ที่ ๒ ข้างทางที่เห็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้าสวย ๆ แต่มันก็แอบ สะกิดใจนิดหนึ่งค่ะเวลามันเห็นสายสื่อสารที่มันรกรุงรังออกมา ถ้าเกิดว่าเราเคลียร์ปัญหา พวกนี้ได้ มันจะมีจุด Check In จุดถ่ายรูปหลาย ๆ ที่ ที่เป็นสถานที่ให้กับนักท่องเที่ยวได้อีก เยอะแยะมากมายค่ะ หรืออย่างน้อยเลยดิฉันขอเป็นกระบอกเสียงให้กับ Content Creator หรือ Influencer อย่างน้อยเวลาที่เขาไปถ่ายรูปในจุดต่าง ๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาใช้ App นั่งลบพวกสายไฟสายสื่อสารที่มันไม่สวยงามที่อยู่ในรูปเขาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจริงจังกับการแก้ไขปัญหานี้สักทีนะคะ ประเด็นแรก คือเพื่อความ ปลอดภัยของทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน ประเด็นที่ ๒ คือทัศนียภาพของบ้านเมือง ที่น่ามองมากขึ้น และดิฉันขอเน้นย้ำว่าเมืองที่สวยงามที่ทุกคนอยากมีนั้นควรจะเกิดขึ้น ทุกจังหวัดค่ะ ดังนั้นดิฉันจะขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา และพิจารณาแก้ไขปัญหานี้ค่ะขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปท่านทรงยศ รามสูต แล้วต่อด้วยท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญท่านทรงยศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ผมก็มีประเด็นสั้น ๆ ที่จะฝากเป็นข้อสังเกตตามที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติ ขอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ มาพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินที่จังหวัดกระบี่ จริง ๆ เป็นปัญหาของ ทั่วประเทศเหมือนดังที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวเอาไว้🔗
ในส่วนเรื่องของสายไฟลงดินก็ต้องยอมรับว่าต้องมีการวางแผนที่ดีและ รอบคอบแล้วก็ต้องใช้งบประมาณเยอะ เพราะว่าผมเคยเห็นอย่างที่จังหวัดน่านผม พอทำ ขุดท่อ ขุดอะไรเสร็จ วางสายเสร็จ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะรอไฟฟ้าบ้าง การสื่อสารบ้าง โทรศัพท์ กว่าจะลงครบบางทีรอเป็นปีหลายปี อันนี้ขอฝากต้องให้รอบคอบ แต่ปัญหาใหญ่ ก็เหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว ก็คือในเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของสายอินเทอร์เน็ต ทั้งหลายแหล่ซึ่งเป็นปัญหารุงรังมาก ซึ่งเสียภูมิทัศน์ในหลาย ๆ พื้นที่และหลาย ๆ จังหวัด บางพื้นที่อันตรายด้วยนะครับ มีคนเคยเกิดอุบัติเหตุมันห้อยลงมา แล้วก็รถไปชน ไปเฉี่ยว นะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างเพื่อนสมาชิกว่าสายตาย หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าของการสื่อสารของแต่ละเจ้าเขาไม่สนใจหรอกครับ ติดใหม่เขาก็ไม่ได้ ยกเลิกอันเก่า ฉะนั้นผมอยากจะฝากไว้นิดเดียวในส่วนของให้ไปแก้ไขข้อสัญญา ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ กสทช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมได้รับทราบว่าเวลาเขาทำสัญญาเขาทำสัญญาเช่าเป็นช่วง ๆ เส้นนี้ไปเส้นนี้ ผมอยากจะให้มีการแก้ไขรื้อสัญญาใหม่นะครับ คิดเป็นรายเส้น เส้นนี้ของเจ้านี้ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดเป็นรายเส้น พอสายตายขึ้นมาเขายกเลิกถ้าคุณไม่ไปตัดออก อย่างน้อยคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นผมว่าถ้ามีการแก้ไขปรับปรุงสัญญา แต่ละเจ้าที่เข้าไปขอพาดสายต่าง ๆ คิดเป็นรายเส้นมันจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพนะครับ เวลาเดินสายแต่ละเส้นคุณจะต้องทำเพิ่มช่องสัญญาณให้มันมากขึ้น อันไหนที่เขาไม่ได้ใช้ คุณก็ต้องรีบไปตัดนะครับ ผมว่าถ้าเราสามารถแก้ไขสัญญาตรงนี้ได้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไปยัง กรรมาธิการที่จะตั้งหรือที่จะรับไปว่าควรจะคิดเป็นรายเส้นเลยนะครับ รัฐก็จะมีรายได้ เพิ่มขึ้น แล้วก็ผลักภาระให้ไปในส่วนของผู้ประกอบการของแต่ละเจ้าที่เข้าไปเดินสายนะครับ เขาจะต้องมีหน้าที่ในการที่จะไปกำจัดหรือว่าทำให้สายที่เหลืออยู่มันมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยไปคาราคาซังอย่างนี้อุจาดตานะครับ อันนี้ผมก็ฝากไปยังกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขสัญญาเกือบทุกเส้นทั่วประเทศ ให้คิดเป็นรายเส้นเลย ว่าคุณมีเส้นมากคุณก็เสียมาก คุณไม่เก็บก็เรื่องของคุณ คุณก็จ่าย รัฐก็จะมีรายได้มากขึ้น นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากข้อสังเกตตรงนี้เป็นประเด็นที่เพิ่มเติมไปยังกรรมาธิการ ที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้ต่อไปนะครับ ขอฝากแค่นี้ครับ สั้น ๆ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านเอกราช อุดมอำนวย🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติของเพื่อน สมาชิกนะครับซึ่งผมก็จะขอแสดงความคิดเห็นในเวลาอันจำกัดที่ท่านประธานได้ให้เวลามา เพื่อที่จะสนับสนุนนะครับ เหตุผลประการแรกครับท่านประธาน ในการตั้งญัตติในการศึกษา ครั้งนี้ แน่นอนว่ามีเพื่อนสมาชิก ๒ ท่านก็คือ ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง แล้วก็นำเสนอว่า ให้นำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และในประเด็นที่ ๒ ก็คือญัตติ ของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ซึ่งเป็นการติดตามโครงการคืบหน้านำสายสื่อสาร ลงดินที่บ้านโป่ง Model นะครับ จังหวัดราชบุรี และเพื่อนสมาชิกจากภาคประชาชนนะครับ ในการนำเสนอกรณีนำแผนการสายไฟสายสื่อสารลงดินในทั่วประเทศไทย ซึ่งการศึกษา รอบด้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนงานการจัดระเบียบ ผมไม่อยากให้ใช้เวที ของกรรมาธิการสามัญมากจนเกินไป แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สภาจะได้ตรวจสอบ นั่นคือหน่วยงาน กสทช. ไปด้วยในตัว ศึกษาแล้วท่านต้องบอกให้ได้ว่าทำไม กสทช. ที่มี อำนาจในการบริหารจัดการไม่สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามแผน คล้าย ๆ ติดตาม ประเมินผลไปด้วย แล้วถ้าผลของการศึกษาออกมาเป็นอย่างไรต้องแก้ระเบียบอะไรบ้าง ติดขัดเรื่องงบประมาณหรือจะยกเลิก กสทช. ไปเลย อันนี้เป็นสิ่งที่คาดหวังที่อยากจะเห็นผล การศึกษา ไม่ได้ตั้งธงนะครับ แต่ผม Pop-up ให้เห็นประเด็นว่าผลการศึกษาคงไม่ใช่ แค่เฉพาะเรื่องของแผนการลงดินจะต้องทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เท่านั้น แต่เราอยู่สภา นิติบัญญัติผลจะต้องกว้างขึ้น แม้กระทั่งเรื่องของการใช้เวทีของการศึกษานี้เรียกหน่วยงาน ราชการมาเจอกัน การไฟฟ้ามีปัญหาอะไร ท้องถิ่นมีปัญหาอะไร กสทช. มีปัญหาอะไร เอกชนมีปัญหาอะไร คุณติดขัดอะไร คุณทำอะไรไม่ได้ และระเบียบที่จะต้องแก้ไขบังคับใช้ ผมคิดว่านี่คือเวทีที่เราจะแก้ปัญหาให้กับประชาชนนะครับ และผมไม่อยากจะพูดอย่างนี้เลย ว่าผมนี่เพ่งโทษไปที่ กสทช. เป็นอันดับแรก เพราะจริง ๆ ถ้าท่านทำตามแผนและนโยบาย ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของ หน่วยงาน หรือการไฟฟ้าใช้มาตรการแบบเคร่งครัดนะครับ เราก็จะไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เรา คาดหวังด้วยเราต้องการเห็นภาพสะท้อนของการดำเนินงานของหน่วยงานราชการเหล่านี้ และท้ายที่สุดถ้า กสทช. ยังเป็นแบบนี้ ถึงเวลาแล้วครับที่สภาแห่งนี้เราจะต้องทบทวนว่า ยังจำเป็นจะต้องมี กสทช. อีกอยู่หรือไม่ อย่างนี้กระทรวง DE ก็ทำได้แบบนี้อำนาจของอื่น ๆ ก็สามารถกระทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานนี้อีกต่อไป ผมขอแตะไปนิดเดียวอาจจะ นอกประเด็นท่านประธาน อย่าง พ.ร.บ. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่รับไป บรรจุในวาระเร่งด่วนของสภาในการพิจารณา จนบัดนี้จนแล้วจนรอดเรื่องวิทยุชุมชนยัง ไม่มาเลย เงินเดือนหลายแสน พนักงานเป็น ๑,๐๐๐ นะครับ ผมถึงถามอยากจะรู้จริง ๆ ว่าองค์กรนี้มันติดขัดอะไรกันแน่ ฝากกรรมาธิการที่จะศึกษาเรื่องนี้ด้วยนะครับ เอาให้ถึงไส้ เอาให้ถึงพริกเอาให้ถึงขิงเลยว่าทำอย่างไรครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ๒ ท่านถัดไปนะครับ ท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ ท่านที่ ๒ ท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ เชิญท่านสกลนคร ก่อนครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชนครับ เริ่มแรกในฐานะที่ส่วนตัวผมเคยอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนะครับ ทำให้มีโอกาสได้เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองที่ปราศจากสายไฟและสาย สื่อสารตามเสาไฟฟ้านะครับ เพราะว่าในประเทศของเขาเอาสายไฟฟ้าลงดินแล้วนะครับ จึงยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นครับ แต่หนึ่งในเหตุผลที่ผม ต้องขึ้นมาอภิปรายในครั้งนี้นะครับ ก็ด้วยคำถามที่ว่าเหตุใดหน่วยงานของรัฐจึงไม่สามารถ ติดตั้งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไปพร้อมกับการก่อสร้างถนนหรือทางเท้า ทางเดินเท้าได้ ในคราวเดียวกันนะครับ ท่านประธานครับ ในพื้นที่ของผมโดยเฉพาะในเขตเทศบาลนคร รังสิตและเทศบาลเมืองคลองหลวง ต้องประสบปัญหากับถนนหรือทางเท้าที่ต้องซ่อมแล้ว ซ่อมอีก ก็ด้วยหน่วยงานตั้งหน้าตั้งตาทำแต่งานของตัวเอง พูดให้เห็นภาพก็คือทางหลวง หรือ อปท. ก็มีโครงการสร้างถนนหรือทางเท้าก็สร้าง แล้วในแบบ Plan ก็จะมีแค่ถนน ทางเท้า ท่อระบายน้ำ พอโครงการเสร็จก็จะมีหน่วยงานจากประปาเข้ามาดำเนินการขุดถนน หรือทางเท้าเพื่อวางท่อประปาหรือขยายพื้นที่นะครับ แล้วในบางครั้งก็จะมีการตัดโครงสร้าง ด้วย เช่น เหล็กถักที่เขาไว้ปูบนถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จนความแข็งแรงของถนนก็เสียไป จากที่ออกแบบไว้ พอวางท่อประปาเสร็จก็จะมีประชาชนร้องเรียนว่าถนนหรือทางเท้า ไม่เรียบครับ เป็นหลุมเป็นบ่อจนหน่วยงานต้องดำเนินการแก้ไขอีกครั้ง ซึ่งการดำเนินการ ในลักษณะนี้ก็ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณและเวลาโดยไม่จำเป็น จากการสอบถาม ไปยังหน่วยงานข้างต้นนะครับ ผมก็ได้รับคำตอบในทางเดียวกันสรุปได้ ๓ ประเด็นนะครับ🔗
๑. ก็คืออำนาจและหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ เช่น งานวางท่อ สายไฟฟ้าเป็นของการไฟฟ้า วางท่อประปาก็เป็นของการประปา หรือการสร้างถนนหรือ ทางเท้าก็เป็นของทางหลวงหรือ อปท. ครับ ซึ่งจะทำข้ามหน่วยงานราชการไม่ได้🔗
๒. ในการทำก็ต้องใช้งบประมาณ แต่งบประมาณที่ได้รับจัดสรรของแต่ละ หน่วยงานนี้มาไม่พร้อมกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถทำพร้อมกันได้ เช่น ไม่สามารถวางท่อ ในขณะที่กำลังทำถนนอยู่ได้ วางท่อร้อยสายไฟที่ออกแบบแต่ต้นทำไม่ได้เพราะงบประมาณ มันยังไม่มายังไม่มีโครงการ🔗
๓. ก็คือหน่วยงานเจ้าของโครงการเองก็อยู่ภายใต้การกำกับของต่างกระทรวง จึงทำให้ไม่สามารถบูรณาการงบประมาณด้วยกันได้ครับ ด้วยเหตุนี้ครับผมจึงคิดว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ควรมีการศึกษาประเด็นได้ครอบคลุม เรื่องทำอย่างไรให้การ นำสายไฟฟ้า สายสื่อสาร รวมไปถึงวางท่อประปาด้วยเลยเป็นสาธารณูปโภค ลงใต้ดิน สามารถดำเนินการไปพร้อมกับการก่อสร้างถนนและทางเท้าที่สร้างขึ้นใหม่ในคราวเดียวกัน ได้มาพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่จำเป็น ยังจะช่วยลดระยะเวลาที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบอีกด้วยครับ เช่น เวลามีการก่อสร้าง เขาปิดถนน ประชาชนก็จะเหลือเลนที่แคบลงก็จะบ่นว่าถนนรถติด หนึ่งในวิธีการที่ผมคิดว่า สามารถทำได้ครับคือทุกโครงการควรจัดให้มีเจ้าภาพหลัก ซึ่งผมเสนอว่าควรจะเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะเป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบโดยตรง และหากมีหน่วยงานใด จะดำเนินโครงการในพื้นที่เดียวกันก็ควรมีการเสนอให้เจ้าภาพรับทราบ เพื่อที่จะได้จัดหา ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินโครงการไปพร้อมกันได้ครับ หรืออีก แนวทางหนึ่งก็คือให้หน่วยงานจัดทำ MOU ร่วมกัน ซึ่งก็มีกรณีของการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับการไฟฟ้าอยู่ครับ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานโยธา และการไฟฟ้ารับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในส่วนที่เกี่ยวกับงานไฟฟ้าเป็นต้น ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรายังมีประเด็นปัญหาอื่น ที่ต้องรองบประมาณอยู่เป็นจำนวนมาก ผมจึงไม่อยากให้เราต้องมาสูญเสียงบประมาณ โดยไม่จำเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนี้จะได้นำข้อเสนอแนะของผมที่ได้อภิปรายไป ไปประกอบพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากปทุมธานี เขต ๗ พรรคประชาชน ผมก็ขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับการนำสายไฟและสายสื่อสารลงดินนะครับ เนื่องจากว่า ในพื้นที่ปทุมธานีก็จะมีปัญหาเรื่องของไฟนะครับ ไฟตก ไฟดับอยู่เป็นประจำฝนตกทีก็ไฟดับ ทีนะครับ โดยเฉพาะหมู่บ้านผม ผมก็อยู่ที่ลำลูกกาก็ยังเจอปัญหานี้ ฝนตกก็ไฟดับอยู่บ่อย ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย Harddisk เสีย คอมพิวเตอร์เสีย มีปัญหาตลอดเลยแล้วบางครั้งนี้ ก็มีกระรอกวิ่งผ่านไฟก็ดับแล้วนะครับ อันนี้คือปัญหาที่เราพบเจออยู่เป็นประจำ แล้วผมคิด ว่าในหลายพื้นที่ก็จะเจอปัญหาเดียวกัน การศึกษาการนำสายไฟลงดินนี้ ผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ปทุมธานี แต่ก็จะเป็นโดยรวม ปัจจุบันนี้การที่ เรานำสายไฟลงดินเกิดจากอะไรครับ เกิดจากแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ หน่วยงานต่าง ๆ ไปของบ แล้วก็ต่างคนต่างขอแล้วก็พิจารณากัน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ขอ ก็จะไม่ได้งบ เป็นการกระทำที่ไม่บูรณาการ ไม่ได้ดูองค์รวมของประเทศว่าควรจะทำที่ไหน ก่อนหลัง ผมจึงอยากให้มีการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ถี่ถ้วนนะครับในประเทศไทยว่าควรจะทำ ที่ไหนก่อน เพราะว่ามันก็จะมีทั้งผลกระทบต่อประชาชนแล้วก็ผลกระทบต่อความคุ้มค่า แล้วก็ราคาที่ต้องใช้จ่าย ปัญหาของการที่เรานำสายไฟลงดินนี้ เรามีประโยชน์อย่างไรนะครับ ก็คือว่าไฟฟ้าจะเสถียรมากขึ้น ลดปัญหาเรื่องไฟช็อต ไฟดับลดอุบัติเหตุจากรถชนเสาไฟฟ้า อย่างที่ท่านเพิ่งเคยได้ยินข่าวเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมานะครับรถคันหนึ่งชนเสาไฟทีดับกันทั้งเมือง เลยนะครับ เสาไฟหล่นล้มระเนระนาด ๕๐ ต้น อันนี้คือประเด็นที่เราควรจะต้องแก้ไข นะครับ แล้วปัญหาของการนำสายไฟลงดินก็คือค่าใช้จ่ายที่สูง อย่างที่หลายท่านบอกไป นะครับ กิโลหนึ่ง ๘๐ ล้านบาทหรืออะไรก็ตามนะครับ อย่างทางยะลา ทางเทศบาล นครยะลาเคยของบไป ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อจะทำถนนเส้นหนึ่งให้สายไฟลงดิน ตรงนั้นก็ขอ ไปแล้ว ทำสำเร็จไปแล้วนะครับ ระหว่างทำก็จะมีผลกระทบกับ ประชาชนในละแวกนั้น เนื่องจากว่าต้องขุดถนนทั้งเส้นทำให้การเดินทางไม่สะดวก ร้านค้าขายของไม่ได้นะครับ ท่านนายกตอนนั้นก็ถูกด่าเละเทะไปหมดเลย ท่านบอกว่าถ้าเกิดท่านใจไม่แข็งพอก็คงทำ ไม่สำเร็จนะครับ ยอมให้ถูกด่า ๒ ปีเต็ม สุดท้ายพอได้สายไฟมาก็ทำให้ประชาชนรักท่าน มากขึ้นนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือผลกระทบที่เราควรจะต้องศึกษาว่าเมื่อเราจะทำพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งนี้เราควรจะหาทางหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ด้วยนะครับ การค้าขายของประชาชน การสัญจรของประชาชน การศึกษาตรงนี้ก็จะช่วยให้เราทำงานได้คล่องตัวขึ้นสะดวกขึ้น แล้วก็ลดผลกระทบได้มากขึ้น🔗
อีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องของการลักลอบตัดสายไฟนะครับ การที่ปัจจุบันนี้ ที่ปทุมธานีผมมีปัญหาเรื่องนี้เยอะมาก ไฟดับ ไฟถนนดับ ผมก็ติดต่อประสานงานตลอด บางแห่งไฟติดได้ ๓ เดือนก็ดับอีกแล้วพบว่าถูกลักลอบตัดสายไฟ ถ้าเรานำสายไฟลงดิน เราก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยนะครับ🔗
ส่วนในเรื่องของความคุ้มทุน มันจะมีอีกประเด็นหนึ่งที่ว่าเราสามารถที่จะ เดินท่อสายไฟแล้วก็สายสื่อสารไปพร้อมกัน เวลาที่บริษัทอินเทอร์เน็ตจะใช้สายสื่อสาร เราก็จะมาเช่ากับทางหน่วยงานของเจ้าของท่อนั้น เราก็จะได้รับเงินคืนด้วยในส่วนนั้น เป็นรายเดือนหรือรายปีก็ว่ากันไปตามจำนวน User หรือตามจำนวนอะไรก็ว่ากันไปนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นรายได้กลับคืนมา ก็เห็นสมควรให้มีการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการตั้งวิสามัญหรือ ตั้งเป็นอยู่ในกรรมาธิการใดก็ตามนะครับ ก็อยากให้มีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อจะได้ทำงาน แบบเป็นระบบมีบูรณาการ จังหวัดไหนควรจะทำก่อนก็ทำได้นะครับ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็น ปทุมธานีหรือเป็นจังหวัดใด ๆ ก็ตามนะครับ แต่อยากให้ทำงานเป็นระบบแล้วก็ใช้ งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ขอบคุณครับ🔗
๒ ท่านถัดไปนะครับ ท่านบุญเลิศ แสงพันธุ์ ต่อด้วยท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญท่าน บุญเลิศ แสงพันธุ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมก็ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนการตั้งวิสามัญพิจารณาการศึกษา เกี่ยวกับการนำสายสื่อสารลงดินนะครับ ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับจังหวัดสมุทรปราการ ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ก็อยากจะเห็นเหมือนกันในเขตพื้นที่ผมที่จะมีการนำสายไฟ สายสื่อสารลงดิน แต่ต้องบอกอย่างนี้ครับ ก่อนที่จะลงดินแค่ปัญหาในพื้นที่เองไม่ต้องลงดิน หรอกครับ ของผมเองไม่ว่าจะเป็นถนนเส้นสุขสวัสดิ์ ซอยวัดชม ซอยกลับ ซอยวัดชังเรือง วัดใหญ่ วัดคู่สร้าง วัดแค หรือหน้าโรงเรียนต่าง ๆ ในตำบลบางจากนะครับ หรือแม้แต่ ในโรงเรียนในอำเภอพระสมุทรเจดีย์หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ สายไฟพันรุงรังมาก นะครับ ทุกวันนี้ยังกลัวการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะสายไฟหรือสายสื่อสารที่มันจะตกลงมา พันคอนักเรียนนักศึกษาหรือประชาชนในพื้นที่ด้วยซ้ำนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งไม่ว่าจะเป็น ปากซอยกระทิงแดงที่เคยเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อประมาณสักปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมานะครับ รวมถึง ซอยโรงพยาบาลบางจาก ที่เป็นซอยสุขสวัสดิ์ ๗๘ ที่เคยเกิดอุบัติเหตุสายพันคอผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์เช่นเดียวกันนะครับ แล้วก็ยังมีอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่อาจจะไม่ได้เป็นข่าว มากมายแต่ก็เกิดผลกระทบ เกิดการได้รับบาดเจ็บกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ พอสมควรนะครับ อันนี้ก็ต้องบอกเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ แต่หลายจุดนะครับ สิ่งนี้อย่างที่ผม บอกหรือแม้แต่ประธานจะได้เห็นว่ามีเพื่อน สส. หลายท่านพูดถึงปัญหาสายไฟรุงรังบ้าง อะไรบ้าง แล้วก็ใช้เวลาในสภาแห่งนี้ระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไขเลยนะครับ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนที่ควบคุมดูแล กสทช. ทำอะไรอยู่ หรือองค์กรของท่านภายใน ยังทะเลาะกันไม่จบ หรือจะอย่างไร งานมันก็เลยไม่เดินเลยคาราคาซังแบบนี้นะครับ ถ้าอย่างนั้นคุณลองคุยกัน ลองตกลงกันว่าใครจะเอาอะไร อย่างไร เลิกทะเลาะครับ และเดินหน้าได้แล้วเพราะว่าประชาชนเขารออยู่นะครับ แล้วก็ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหลายท่านก็ได้พูดไป แต่ก็ไม่ได้ถูกการแก้ไขอะไรเลยนะครับ รวมถึงสายไฟใหม่มาก็ ต่อไป ต่อไปเรื่อย ๆ เลยครับ แต่ไม่เคยเก็บสายไฟเก่าเลย สายไฟเก่าบางทีก็ไปตามหา เจ้าของนะครับ บางเจ้าของที่เป็นเอกชน พวกสายเคเบิลสายอะไรก็ตามเจ๊งไปแล้วครับ เจ๊งไปแล้วทีนี้ผมถามจะเอาใครมาเก็บครับบริษัทมันเป็นเจ๊งไปแล้ว จะเจ๊งจะเจ๊าจะเอา อย่างไรสุดท้ายก็ถึงบอกว่า กสทช. ผู้ควบคุมดูแล คุณควบคุมดูแลอะไรครับ ทั้ง ๆ ที่วันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนพูดหลายท่านมาก ปล่อยให้รุงรังบ้าง ไม่เก็บบ้าง อะไรบ้าง เกิดอุบัติก็เหตุ หลายครั้ง ทำไมท่านควบคุมดีแล้วหรือครับ หรือจะเป็นในส่วนของเจ้าของที่มาพาดสายไฟ ก็คือเป็นของการไฟฟ้า อาจจะมีการเก็บค่าพาดสายโน่น นี่ นั่น สรุปใครต้องเก็บครับ ใครต้องดูแล หรือจะเป็นเจ้าของเครือข่าย เจ้าของเอกชน หรือแม้แต่สายเคเบิลนั้น ๆ ท่านจะเอาอย่างไรครับ แค่วันเดียวไม่ลงดินแค่เก็บให้มันดี ในพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ผมว่ามันทำได้ แต่ก็ยังไม่เคยทำ เห็นบ้างครับมาปีนนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ตอนแรกผมก็ลงไป ถามว่ามาเก็บสายเก่าหรือครับ เปล่าครับ มาติดตั้งสายเพิ่ม สัญญาณไม่ค่อยดี นี่ละครับสิ่งที่ มันเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วก็ปัญหานี้มันเกิดมานานมาก เราต้องแก้กันได้แล้วนะครับ เพราะว่าถ้าอ่านหนังสือเล่มไหนหรือ Search ในหน้าไหนคนที่ดูแลก็คือ กสทช. อันนี้ชัดเจน ที่สุดนะครับ ผู้รับผิดชอบดูแลแก้ไข ผมฝากนิดหนึ่งในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือแม้แต่อย่าง เมื่อสักครู่เพื่อน สส. หลายท่าน หรือแม้แต่สายไฟแสงสว่างเลียบคลองสรรพสามิตในเขต ผมเองประชาชนก็ได้ฝากมา ผมก็เลยหาโอกาสเวทีนี้พูดผ่านสภาไปเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ลองแก้ดูครับ ถ้าเกิดคุณบอกมาแก้แล้วสายไฟโดนขโมยอีกแล้ว ลองเปลี่ยนไหมครับ ถ้าสายไฟมันโดนขโมยต้องทำอย่างไรล่ะครับทีนี้ โจรมันก็พัฒนาไปเรื่อย แต่แปลกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่เคยแก้ไขปัญหาพวกนี้เลย อันนี้ผมก็ฝากไว้ ถ้ามันเป็นไปได้สามารถแก้ไขปัญหา พวกนี้ได้ผมว่ามันก็จบ เพื่อน ๆ สส. ก็จะได้ไม่ต้องมาพูดในส่วนของสายไฟรุงรัง รก ชีวิต ยุ่งเหยิงเหมือนสายไฟอะไรอย่างนี้นะครับ ผมว่าเราช่วยกันครับในเมื่อวันนี้เราเป็น กระบอกเสียงให้ท่าน ผมต้องบอกอย่างนี้ครับ เราเป็นกระบอกเสียงให้ท่าน เราพยายาม หาแนวทางแก้ไขให้ท่านนะครับ วันนี้เราเป็นปากเป็นเสียงให้ท่าน แต่ท่านเป็นผู้ควบคุมและดูแล กสทช. ทำอะไรอยู่ครับ ฝากด้วยนะครับ วันนี้ผมก็อยากจะ เห็นภาพสดใสแล้วก็แก้ปัญหานี้ไปด้วยกันพร้อม ๆ กัน ขอให้ปัญหานี้ได้แก้ทั้งประเทศ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ บางรัก และดุสิต พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดินทั่วประเทศ ผมขอใช้โอกาสนี้ในการสะท้อนว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ ซึ่งผมเองก็เป็นผู้แทนในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในที่ได้รับเรื่องเหล่านี้ทุกวี่ทุกวัน จึงขอให้ มีการตั้งกรรมาธิการให้ศึกษาอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกครั้งเวลาผมลงพื้นที่ ก็จะพบสายไฟ สายสื่อสารรุงรัง บ้างก็ห้อยต่ำลงมาในระดับที่ไม่ปลอดภัยในระดับศีรษะ จนเหมือนว่าทุกวันนี้เราเจอเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปกติ ทั้งที่เขตผมเป็นแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยว จำนวนมาก นับว่าเป็นจุดขายและเป็นหน้าตาของประเทศเรา และมีภูมิศาสตร์ที่เป็น เมืองเก่า มีชุมชนแออัดและอาคารชิดติดกันรวมถึงสถานที่สำคัญที่เป็น Landmark ระดับประเทศ กลับปล่อยให้มีปัญหาสายสื่อสารรกรุงรัง ส่งผลให้ภาพลักษณ์เสียหาย ต่อประเทศเรา โดยจะถูกจำในฐานะประเทศที่มีสายไฟพันกันยุ่งเหยิงจนเป็นที่พูดถึง ในอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง Viral มากเลย มีดารา Hollywood มาโพสต์รูปจนดังไป ทั่วโลกเลย อันนี้ก็น่าอับอายนะครับ แผนของ กสทช. นั้นที่จะนำสายไฟและสายสื่อสาร ลงดินของปี ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ จะอยู่ที่โดยประมาณ ๑๒๕ กิโลเมตรของพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตัวผมเองและเพื่อน สส. ใน พรรคประชาชนได้ไปร่วมประชุมกับ กสทช. ก็ไม่ได้เห็นแผนระยะยาว เห็นเพียงแผนปีต่อปี ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นโครงการระดับใหญ่ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานจำนวนมาก และใช้งบประมาณมหาศาล ควรจะมีแผนการระยะยาว อย่างน้อยก็ ๓ ปี หรือ ๕ ปี ไม่ใช่เป็นแผนปีต่อปี ผมได้ทวงถามไปแล้วตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไร คืบหน้าเลย ก็ยังเป็นแผนระยะสั้นปีต่อปีเช่นเดิม แล้วแผนที่วางไว้ในปี ๒๕๖๗ ต้องการที่จะ นำสายไฟและสายสื่อสารลงดิน ๑๒๕ กิโลเมตรในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ทำจริงถ้าผมจำตัวเลข ไม่ผิดจะอยู่ที่ประมาณไม่ถึง ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งถือว่าพลาดเป้ายังไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย ถ้าสมมุติว่าด้วยความเร็วนี้ปีละ ๕๐ กิโลเมตร กรุงเทพมหานครมีเส้นทางหลักกว่า ๓,๖๐๐ กิโลเมตร จะต้องใช้เวลา ๗๒ ปีในการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารเหล่านี้ลงดิน ทั้งกรุงเทพมหานคร หากเป็นส่วนเรื่องการจัดระเบียบของสายสื่อสารอาจจะใช้เวลาเร็วขึ้น เนื่องจากความยาก ไม่ยากเท่ากับการเอาสายไฟฟ้าลงดิน การปรับปรุงแล้วก็การจัดระเบียบ ซึ่งที่ผมเอาตัวเลขเหล่านี้มาอยากจะให้มองย้อนกลับไปที่ต้นตอของปัญหาจริง ๆ ซึ่งก็คือ เรื่องสายสื่อสารรุงรัง ประเด็นเหล่านี้เพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปเยอะแล้ว ผมก็จะขอ ตั้งประเด็นนี้มาสู่คำถามสำคัญต่อหน่วยงาน กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบมาให้ ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมโดยตรง แต่ทำไมสายสื่อสารที่หมดอายุการใช้งาน ถึงไม่ถูกนำลงจากเสาจนกลายเป็นขยะกลางอากาศ มีให้เห็นอยู่ทั่วกรุงเทพฯ แบบนี้ ทำไมการบังคับใช้บทลงโทษถึงไม่สามารถทำให้บริษัทโอเพอเรเตอร์เหล่านี้มานำสายสื่อสาร ที่ไม่ได้ใช้แล้วออกไป ผมเองลงพื้นที่ถามช่าง ช่างเขาก็บอกเขามีหน้าที่ติดอย่างเดียว เขาไม่ได้ มีหน้าที่เอาสายออกนะครับ ซึ่งผมเองก็จะโทษช่างไม่ได้ หน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับก็ต้องมีหน้าที่ในการออก กฎหมาย ออกนโยบาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ปล่อยปะละเลยแบบนี้ ไม่อย่างนั้นกรุงเทพมหานครของเราก็จะเป็นแบบนี้ ที่เราเห็นมีสายไฟสายสื่อสารอยู่กลาง อากาศทั่วไปนะครับ🔗
สุดท้ายก็ต้องขอให้หน่วยงาน กสทช. ออกนโยบายแล้วก็บังคับใช้บทลงโทษ อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลยเหมือนที่ผ่านมา บทลงโทษ ค่าปรับเก็บได้บ้างเก็บไม่ได้บ้าง มองเห็นบ้างมองไม่เห็นบ้าง ก็ต้องฝากเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ๒ ท่าน ท่านทิสรัตน์ เลาหพล และต่อด้วยท่านทิพา ปวีณาเสถียร เชิญท่านทิสรัตน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล สส. กรุงเทพฯ ผู้แทนชาวบางแค เขตหนองแขม พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอใช้โอกาสนี้อภิปรายสนับสนุนญัตตินี้ ซึ่งสายไฟและสาย สื่อสารเหล่านี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพและความปลอดภัยในบ้านเมือง เปรียบเสมือนมลภาวะทางสายตาที่ทุกคนต่างพบเห็นจนชินตาค่ะ จากภาพนี้คือสายสื่อสาร บริเวณซอยเพชรเกษม ๑๑๐ ตลอดทั้งเส้นจะพบเห็นเสาไฟฟ้าที่ยังระโยงระยางด้วยสาย สื่อสารจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบ้านเมือง แต่ยังมีความเสี่ยง ต่อการเกิดอุบัติเหตุที่จะส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สไลด์ต่อมานี้คือบริเวณ ชุมชนเพชรเกษม ๑๐๘ มีลักษณะเป็นซอยเล็ก ๆ ที่เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนของคนในชุมชน ก่อนหน้านี้ทีมงานดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนให้ช่วยประสานงานกับ กฟน. เพื่อถอนเสาไฟฟ้า ต้นเก่า ซึ่งตอนนี้ได้ถอนออกไปแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือสายสื่อสารเก่าที่ยังคงรุงรังอยู่ โดยทาง กฟน. เองได้เคยแจ้งกับชาวบ้านไว้ว่าเขาไม่สามารถมาเก็บได้เพราะกลัวถูกฟ้องร้อง เพราะสายถือว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละเจ้า ทั้งนี้ในความเป็นจริง แล้วนั้น กฟน. มีสิทธิในการจัดการนำสายเหล่านี้ออกได้ตามระเบียบของ กฟน. ว่าด้วย หลักเกณฑ์การติดตั้งสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้า ข้อ ๑๑ (๒) การปรับปรุงสายสื่อสารที่มีสภาพที่ ไม่เรียบร้อย ซึ่งสายที่เลิกใช้งานแล้วให้ผู้บริการเจ้าของสายนั้นมาเก็บ และข้อ ๑๒ (๓) และ (๔) กฟน. สามารถดำเนินการแก้ไขรื้อถอนหรือย้าย โดยค่าใช้จ่ายเป็นของผู้ให้บริการเจ้าของ สายนั้น ๆ ท่านประธานคะ ปัญหาเรื่องสายสื่อสารเหล่านี้ถูกพูดถึงกันบ่อยครั้งมาก นอกจาก ที่ได้ยินจากชาวบ้านในพื้นที่แล้วบนโลกออนไลน์ก็มี ในที่ประชุมของสภา กทม. ก็มี และในที่ ประชุมสภาผู้แทนแห่งนี้เองก็ยังเคยมีพูดถึงเรื่องนี้กันบ่อยครั้ง เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาล ได้ดำเนินการโครงการต่าง ๆ ทั้งการนำสายสื่อสารลงดิน และการจัดระเบียบสายสื่อสาร บนเสาไฟฟ้า ซึ่งมีโครงการเยอะแยะมากมายต่างคนต่างหน่วยงานทำกัน จากรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาชุดที่แล้ว และของ สนช. ที่ได้เคยศึกษาพบว่ามีข้อจำกัด และอุปสรรคที่ยังทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ค่ะ ได้แก่ การขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการติดตั้ง สายสื่อสารจำนวนมาก การขาดบังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุม การติดตั้งและดูแลรักษาสายสื่อสาร และการขาดผู้นำประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการวางแผนและดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร ร่วมกัน ไม่มีผู้ที่ให้กำหนดมาตรฐานการดำเนินการทางวิศวกรรมให้เป็นในแบบเดียวกัน ดิฉัน จึงขอฝากไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวง DE และกระทรวงมหาดไทยเพื่อรับเรื่องนี้ ไปดำเนินการต่อ หรือฝากเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในคณะกรรมาธิการที่จะรับไปพิจารณา และศึกษา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผลลัพธ์จากการศึกษาออกมาเป็นการร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงจุดค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทิพา ปวีณาเสถียร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทิพา ปวีณาเสถียร ผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๑ พรรคประชาชน ผู้แทนของ ประชาชนลำปาง เขตเทศบาลนคร อำเภอเมืองบางส่วน และอำเภอห้างฉัตรทั้งอำเภอค่ะ ท่านประธานค่ะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ท่าน โดยเฉพาะญัตติของ สส. วิทวัส ติชะวาณิชย์ ที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแผนงาน การจัดระเบียบสายไฟ-สายสื่อสารและนำสายไฟลงดินในพื้นที่ทั่วประเทศไทยค่ะ เนื่องจากว่า ช่วงที่ผ่านมาดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในเขตพื้นที่ของดิฉันหลายเคส หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นสายไฟรกรุงรังเกะกะพื้นที่ เกะกะประตูบ้านบ้าง เกะกะสถานที่สาธารณะที่ออก กำลังกายรวมไปถึงอุบัติเหตุในพื้นที่นะคะ ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าทั้งข่าวเหตุไฟไหม้สายไฟ สายสื่อสารในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเกิดจากสายไฟและสายสื่อสารชำรุดห้อยรกรุงรังไม่เป็น ระเบียบ เกิดไฟไหม้ลุกลามไปยังบ้านเรือนประชาชน สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงกรณีสายพาดเกี่ยวระโยงระยางจนเกิดอุบัติเหตุกับคนเดินทางเท้าและผู้ขับขี่ใช้รถ บนท้องถนนเกิดอันตรายต่อประชาชน ขอสไลด์ที่ ๑ นะคะ🔗
ยกตัวอย่างกรณีของอาจารย์แป๊ะนะคะ อาจารย์แป๊ะ หรือว่านายพิษณุ แว่นแก้ว เป็นอาจารย์สอนสถาบันเสริมสวยที่มีชื่อเสียง ในจังหวัดลำปาง อาสาขี่จักรยานยนต์ไปซื้ออาหารให้กับเพื่อนร่วมงานกลางดึก โดยโดนสาย สื่อสารร่วงหล่นห้อยระโยงระยางบนท้องถนนกลางเมืองลำปางเกี่ยวคอทำให้เลือดสาด รถล้มคว่ำ บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเลือดคลั่งในสมอง เบ้าตาแตก ซี่โครงและขาหัก ต้องนอนห้อง ICU และเสียชีวิตในเวลาต่อมาค่ะ ขอสไลด์ที่ ๒ นะคะ และกรณีของ นางอำนวย วีเกรด ประสบอุบัติเหตุจากสายสื่อสารเกี่ยวขณะขับขี่จักรยานยนต์ในหมู่บ้านในเขตอำเภอห้างฉัตร ทำให้รถเสียหลักล้มและได้รับบาดเจ็บสาหัส ดิฉันไม่อยากให้เหตุเหล่านี้เกิดขึ้นมาอีกซ้ำซ้อน กับประชาชนในพื้นที่ของดิฉัน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากสนับสนุนนะคะ แล้วก็ไม่ว่าจาก เพื่อน ๆ หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายในวันนี้หลายกรณีทำให้รกรุงรัง เกิดความไม่ปลอดภัย ในพื้นที่ แล้วยังส่งผลต่อทัศนียภาพในจังหวัดดิฉันและหลาย ๆ จังหวัดทั่วประเทศไทย มันทำ ให้ดูไม่สวยงาม ไม่ปลอดภัย และตามที่รัฐบาลกำลังจะมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงควร จะปรับปรุงทัศนียภาพให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เป็นภาพลักษณ์ที่ดีในการส่งเสริม การท่องเที่ยวนะคะ ซึ่งการแก้ปัญหานี้ก็คงต้องนำสายไฟลงดิน อาจจะต้องใช้งบประมาณมาก เฉลี่ยมากถึงกิโลเมตรละ ๖๕ ล้านบาท การเดินสายไฟใหม่หรือว่าซ่อมแซมสายไฟระบบ ท่อใต้ดินจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระบบสายไฟ รวมไปถึงการต้องบูรณาการร่วมกันกับ หลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กสทช. กฟภ. แล้วก็ กปภ. นะคะ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ดิฉันจึงสนับสนุน ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแผนงานการ จัดระเบียบสายไฟ-สายสื่อสาร และนำสายไฟฟ้า สายสื่อสารลงดินพื้นที่ทั่วประเทศไทยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนะครับ ท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ต่อด้วย ท่านแอนศิริ วลัยกนก ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาการจัดระเบียบ สายไฟ-สายสื่อสาร และการนำสายไฟและสายสื่อสารลงดินครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวขอ อนุญาตสไลด์นะครับ🔗
ท่านประธานเห็นภาพสาย สื่อสารที่ห้อยระโยงระยางเละเทะเหล่านี้ไหมครับ ท่านอยากรู้ไหมครับว่าสายสื่อสาร บนเสาไฟเหล่านี้เป็นของบริษัทอะไรบ้าง และเฉลี่ยเสาหนึ่งมีสายทั้งหมดกี่เส้น จากการ สำรวจเสาไฟ ๒๕ จุดในกรุงเทพมหานครครับ โดยการไฟฟ้านครหลวงร่วมกับสมาคม โทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ๑ เสาจะมีสายสื่อสารโดยเฉลี่ยประมาณ ๔๐ เส้น อันนี้ ในกรุงเทพมหานครนะครับ และ ๖๘ เปอร์เซ็นต์เป็นของ ๓ เจ้ายักษ์ใหญ่ ก็คือ AIS 3BB ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ NT ๒๒ เปอร์เซ็นต์ TRUE และ DTAC ที่ควบรวมกันแล้ว ๒๑ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑ ใน ๓ ก็จะเป็นของรายย่อย แล้วก็มีซีซีทีวีประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน และท่านประธานรู้ไหมครับว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์บนสายที่อยู่บนเสาเหล่านี้ผิดกฎหมายครับ ไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบติดตั้งครับ ที่สำคัญ ๘๐ เปอร์เซ็นต์บนสายเหล่านี้เป็นสายตายครับ ไม่ได้ใช้งานแล้วครับ แต่ด้วยความมักง่าย ไร้ความรับผิดชอบ ไร้สามัญสำนึกขอผู้ประกอบการ โทรคมนาคมครับ เขาก็ทิ้งสายเหล่านี้ไว้เฉย ๆ ให้คนไทยดูเล่น และที่สำคัญเขาบอกว่า เขาไม่อยากเสียสตางค์ในการเอาออกแล้วก็เอาออกยาก ผมเคยอภิปรายไปแล้วครั้งหนึ่ง ในวันแถลงนโยบายนายกแพทองธาร แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉยอยู่ คือจริง ๆ แล้วการพาดสาย สื่อสารบนเสาของการไฟฟ้าต้องเสียค่าพาดสาย โดยเฉลี่ยคือ ๔๖ บาทต่อเสาต่อเส้นต่อปี ประเทศไทยเรามีสายไฟประมาณ ๑๗ ล้านต้นนะครับ ถ้าเกิดผมเอา Rate ทั่วไปเฉลี่ย ระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวมกัน เอากลม ๆ เล่น ๆ ท่านประธาน เอาแค่ ๑๐ เส้น ต่อเสาเพียงพอแล้ว ระยะเวลา ๑๐ ปีมานี้เราโดนผู้ประกอบการไม่จ่ายสตางค์ค่าพาดสาย โดยเฉลี่ยขั้นต่ำ ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่คือต่ำที่สุด แต่ถามว่ารัฐบาล ที่ผ่านมาทำอะไรหรือเปล่าครับ🔗
ประเด็นต่อมาคือเรื่องของระเบียบที่ไม่ชัดเจนของ กสทช. แล้วก็การไฟฟ้า นครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในระเบียบบอกว่าให้สายที่ไม่มีการใช้แล้วให้เร่งรัด ในการออกแต่ไม่มีการระบุระยะเวลา ท่านประธานครับ ซึ่งเป็นเรื่องตลกมากครับ และที่ ตลกกว่าก็คือผู้ประกอบการปัจจุบันนี้จำสายของตัวเองไม่ได้ด้วยก็มีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นพอประชาชนเปลี่ยนผู้ให้บริการก็จะต้องมีการเดินสายใหม่อยู่บ่อยครั้งนะครับ🔗
เรื่องต่อมา คือปัญหาเรื่องของช่องโหว่ทางกฎหมายครับ มีคนถามว่าทำไม เจ้าหน้าที่ไม่ไปรื้อถอนสายเองล่ะ ในเมื่อจริง ๆ แล้วก็น่าจะมีอำนาจ ต้องบอกอย่างนี้ว่ามันมี ปัญหาในเชิงปฏิบัติและเชิงกฎหมายอยู่ ด้วย พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม มาตรา ๔๔ ได้มีการคุ้มครองสายที่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องนะครับ ซึ่งจะมีแค่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นล่ะครับที่มีการอนุญาตถูกต้อง ซึ่งถ้าเกิดเจ้าหน้าที่พลาดไปถอนสายเหล่านี้ ออกและทำให้สัญญาณล่ม เจ้าหน้าที่มีโอกาสถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ครับ นั่นหมายความว่า เจ้าหน้าที่ไม่สามารถที่จะจัดการได้เลย เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าสายไหนใช้งานอยู่ สายไหน ยังไม่ใช่งาน สายไหนลักลอบ สายไหนไม่ลักลอบ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถรื้อและทำอะไร ได้เลย เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่ต้องแก้ตัว พ.ร.บ. เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการ ดำเนินการในการรื้อสายครับ🔗
ประเด็นต่อมาคือ เรื่องของการจัดระเบียบสายสื่อสารต้องบอกว่ามันมี ทั้งหมด ๒ แบบด้วยกัน คือการเอาลงดินแล้วก็การวางไว้ที่อากาศแต่มีการจัดระเบียบสาย บนอากาศแทน ซึ่งแน่นอนการลงดินอย่างที่เราทราบกันดีมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หลัก ๆ ก็เลยทำแค่เฉพาะย่านเศรษฐกิจพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้านะครับ ส่วนการจัดระเบียบสาย บนอากาศก็มี ๒ แบบครับ ก็คือรื้อและวางใหม่กับการทำ Single Last Mile การรื้อและ วางใหม่คือการที่การไฟฟ้าเข้าไปถึงผมก็ไปวางคอนครับ วางคอนก็คือตัวจัดระเบียบและ ให้เอกชนเอาสายของตัวเองมาวางไว้บนคอนครับ เพื่อให้รู้ว่าช่องใครช่องมันอย่างไร เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ว่า ๑ บ้าน บ้านประชาชน ๑ หลังถ้าเกิดมีผู้ให้บริการ ๒ เจ้า หรือมี การเปลี่ยนผู้บริการก็จะมีการเดินสายใหม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเกิด Idea เรียกว่า Single Last Mile เกิดขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าเป็นการรวมสายกันเกิดขึ้น หมายความว่า บ้านประชาชน ๑ หลัง มีสายเข้าบ้านตัวเองเพียงแค่ ๑ สายเท่านั้น เพราะว่ามีการแชร์สาย ร่วมกัน ถ้าผู้ประกอบการเจ้าไหนไม่ได้ใช้บริการแล้วก็ถอนการเช่าออก และเจ้าไหนเข้ามา ก็มีการมาเช่าแล้วมาส่งสัญญาณให้แทนครับ ซึ่งตรงนี้ยังขาดความชัดเจนจากรัฐบาล แล้วก็ กสทช. ว่าจะทำเป็นภาคบังคับหรือไม่ เพราะทุกวันนี้เป็นแค่การ Pilot ในบางพื้นที่ เท่านั้น🔗
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้คิดก็คือเรื่องของการทำ Single Network หรือ Single Backbone Single Network หรือ Single Backbone ก็คือ Single Last Mile ตั้งแต่ต้นทางเลยครับ หมายความว่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบเดียวและทุกคน มาใช้สายเดียวกันในการเช่าครับ เพราะฉะนั้นการทำ Single Last Mile แม้ว่าจะประหยัด แล้วแต่การทำ Single Backbone จะประหยัดกว่า แต่เราติดนิดหน่อยครับติดในเรื่อง ของเทคโนโลยีว่าผู้ประกอบการแต่ละเจ้ามีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันใครจะเอาอย่างไร และติดปัญหาอีกเรื่องครับคือเรื่องของ NT ครับ คือทุกวันนี้ Single Last Mile ให้ NT เป็นคนลงทุนผู้ประกอบการเป็นคนมาเช่า NT แต่ปัญหาคือ NT ก็เป็นคู่แข่งเหมือนกันครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีความจำเป็นต้องวาง Position ใหม่ ขอเวลา ๑ นาทีครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีความจำเป็นต้องวาง Position ของ NT ใหม่หรือไม่ อย่างไร ให้ NT เป็นคนวางแค่ Network เป็นหลักวางโครงข่ายเป็นหลัก แล้วให้เอกชน เป็นคนมาเช่าแทนที่ NT จะเป็นคนขาย Package อินเทอร์เน็ตอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ นะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน คือถ้าเกิดสังเกตแผนของ กสทช. แผนงาน นี้เป็นแผนปี ๒๕๖๖ และปี ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นแผนที่เริ่มต้นตั้งแต่มกราคมปี ๒๕๖๖ แต่ท่าน ประธานทราบไหมครับว่าแผนนี้ออกมาเมื่อไร ออกมาสิงหาคม ๒๕๖๖ แผนเริ่มต้นปี ๒๕๖๖ แผนต้องปฏิบัติตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๖ แต่เพิ่งมาออกแผนสิงหาคม ๒๕๖๖ ครับ นี่คือการทำงาน ของ กสทช. ครับ กสทช. มีอำนาจมาก มีอำนาจเยอะครับ เป็นคนเคาะแผนมีอำนาจเต็ม เรียกได้ว่าเป็น Final Decision Maker ครับ แต่ไม่รู้ปัญหาหน้างาน ไม่ยึดโยงประชาชน ทำน้อยทำมากก็ไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเขาครับ ถ้าเราจะผลักดันการแก้ไขปัญหาสายสื่อสาร อย่างเป็นระบบ รัฐบาลจำเป็นต้องคุยกับ กสทช. และวางเป็นวาระแห่งชาติ เพราะวันนี้เราขาดแผนที่ชัดเจน ครับทั้งเรื่องของแผนล่วงหน้าตรงไหนลงดิน ตรงไหนจัดระเบียบล่วงหน้าหลายปี เราไม่มี ไม่มีเรื่องของวิธีการจัดระเบียบ แล้วจะเอาอย่างไร จะเอา Single Last Mile Single Network Single Backbone หรือไม่ อย่างไร ภารกิจของ NT จะเปลี่ยนให้มาทำเฉพาะ โครงข่ายหรือไม่ ค่าพาดสายเมื่อไรรัฐบาลจะทวงเงินกับผู้ประกอบการที่ไร้ความรับผิดชอบ และกฎหมายกฎระเบียบเราจะแก้ไขเมื่อไร อย่างไร เพราะฉะนั้นผมฝากกรรมาธิการชุดนี้ เพราะว่ากรรมาธิการชุดที่แล้วอาจจะไม่ครอบคลุม ผมขออนุญาตฝากกรรมาธิการชุดนี้ ทำรอบนี้ให้ครอบคลุมมากกว่าเดิมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปครับ ท่านแอนศิริ วลัยกนก เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎรบูรณะ พรรคประชาชน ดิฉันขออภิปรายญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟ-สายสื่อสาร ลงดิน ทุกท่านลองหลับตาแล้วนึกถึงตามดิฉันนะคะ ภาพในถนนที่พวกเราเห็นจนชินตา และภาพที่เรานึกถึงอยู่ตลอดเวลา ทุกท่านลองคิดดูนะคะว่าเป็นภาพอะไรคะ ใช่ค่ะ นั่นคือ ภาพเสาไฟฟ้า เสาไฟและสายสื่อสารที่พันกันยุ่งเหยิงและระโยงระยางเต็มท้องถนน บดบัง ความสวยงามของบ้านเมือง นี่คือภาพที่พวกเราเห็นกันอยู่ทุกวันจนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่อง ปกติจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติ อย่างที่ทุกท่านทราบดี ระบบสายไฟฟ้าของประเทศไทย ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นระบบสายไฟฟ้าเหนือศีรษะ คิดเป็นสัดส่วนมากถึง ๙๗-๙๘ เปอร์เซ็นต์ของระบบทั้งหมด แม้ระบบนี้จะมีข้อดีในแง่ของการเข้าถึงและซ่อมแซมที่ง่าย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเสี่ยงสูงต่ออุบัติเหตุและความเสียหายจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีสภาพอากาศแปรปรวนและพายุฝนบ่อยในประเทศไทย แม้การซ่อมแซมสายไฟฟ้าใต้ดินอาจจะต้องใช้เวลา แต่ท่านประธานคะดิฉันขอเน้นย้ำว่า โหลดสายไฟฟ้าใต้ดินนั้นมีความเสถียรภาพ มั่นคง ปลอดภัย และทนทานต่อภัยธรรมชาติ มากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ และไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก เช่น พายุ ลมแรงจาก ฝนตกหนัก หรือแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ที่พี่น้องจะต้องเผชิญอยู่กับปัญหาแบบนี้อยู่ท่ามกลางความ เสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเสถียรภาพจากสายไฟ กิ่งไม้ที่เติบโตใกล้กับสายไฟก็เป็นอีก ปัญหาหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับชาวบ้าน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสายไฟใต้ดินจึงเป็นการ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม การลดโอกาสการเกิดไฟฟ้าดับ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในความปลอดภัย นอกจากนี้การบำรุงรักษาสายไฟเหนือดินในประเทศไทยยังสร้างภาระ ค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ทั้งค่าใช้จ่ายการตัดกิ่งไม้เพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสกับสายไฟ ลองนึก ภาพในประเทศไทยของเราโดยเฉพาะในเขตเมืองแม้กระทั่งในเขตที่ดิฉันคือเขตทุ่งครุและ ราษฎร์บูรณะ เราจะเห็นเลยว่าภาพของสายไฟระโยงระยางพาดอยู่บนเหนือต้นไม้ และบ่อยครั้งที่กิ่งก้านเหล่านี้เติบโตแล้วไปสัมผัสกับสายไฟ จึงก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ของความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน หากกิ่งไม้สัมผัสกับสายไฟอาจทำให้เกิด ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือแม้แต่ไฟฟ้าดูดผู้ที่อยู่ในใกล้เคียงแถวนั้น นอกจากนี้ก็ยังส่งผล ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าทำให้ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และภาคธุรกิจในพื้นที่ในพื้นประเทศด้วย ดิฉันขอยกตัวอย่างรูปธรรมในประเทศ สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ต้องเผชิญอยู่กับความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง ไม่แพ้ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพายุเฮอริเคนหรือแม้แต่กระทั่งพายุฝนฟ้าคะนอง ที่สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อโครงการไฟฟ้า โดยเฉพาะสายไฟฟ้าเหนือศีรษะ หรือเราเรียกว่า Dominion Energy ผู้ให้บริการพลังงานรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้รับ ผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์เหล่านี้ในปี ๒๕๑๑ พายุเฮอริเคน Irene หรือในปี ๒๕๑๒ พายุ Derecho ทำให้ลูกค้าของ Dominion กว่าล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลานาน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เพื่อตอบสนองความท้าทายนี้เพื่อยกระดับ ความมั่นคงปลอดภัยและระบบไฟฟ้า Dominion Energy จึงได้ริเริ่มโครงการ เราเรียกว่า SUP ขึ้นในปี ๒๐๑๔ โครงการนี้มีเป้าหมายที่จะฝังไฟฟ้าเหนือศีรษะที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดับมากที่สุด ลงใต้ดิน ผลลัพธ์ที่ได้ประจักษ์พยานถึงความชัดเจนในเรื่องของ Dominion Energy รายงาน ว่าสายไฟฟ้าใต้ดินนี้ดำเนินการมาภายใต้ของ SUP มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าสายไฟฟ้า เหนือศีรษะ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่เกิดพายุนะคะ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เราชี้ให้เห็น ถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่าและความจำเป็นของการลงทุนในระยะยาวเพื่อความปลอดภัย และความมั่นคงของพลังงาน ดิฉันก็เลยอยากจะเปรียบเทียบนะคะ ท่านประธาน ในเมื่อวันนี้เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ดิฉันทราบดีว่ามีต้นทุนที่สูง ดิฉันขอเน้นย้ำนะคะว่า การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวเป็นการ ลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของ คนไทย การลงทุนนี้เพื่ออนาคตของประเทศ ดิฉันขอสนับสนุนญัตตินี้การนำสายไฟฟ้า ลงใต้ดินคือการลงทุนเพื่ออนาคต และเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัย การลงทุนเพื่อความ มั่นคงของพลังงาน และเป็นการแสดงถึงความจริงใจของพวกเราที่จะร่วมกันสร้างระบบ ไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนในประเทศไทย เพื่อกำหนดแผนแม่บทในการนำสายไฟฟ้า ลงใต้ดินอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านขอไว้ ๓ นาทีนะครับ ท่านยอดชาย พึ่งพร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายยอดชาย พึ่งพร ผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี ผู้แทนเมืองพัทยา ผู้แทนเมืองท่องเที่ยวครับ วันนี้ผมในฐานะผู้แทนเมืองท่องเที่ยวนะครับก็ขออภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภา ผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการนำสายไฟฟ้า-สายสื่อสารลงดิน อย่างที่ทุกท่านทราบนะครับ รวมถึงท่านประธานเองนะครับว่าเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยว ระดับโลกเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกนะครับ แต่ก่อนเมืองพัทยาที่ยัง ไม่ได้มีโครงการนำสายไฟลงดิน ก็อย่างสไลด์นะครับฝากท่านประธานลองดูหน่อยว่า เมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่ก่อนมีสายไฟอย่างนี้นะครับ ก็เป็นที่อับอายมากนะครับว่า Social มันรุนแรงมากในประเทศไทย ก็อย่างที่เห็นนะครับจนปัจจุบันเมืองพัทยาได้มี โครงการนำสายไฟลงดินนะครับ ปัจจุบันนี้ก็เอาลงไปได้พอสมควรแล้วนะครับตามสถานที่ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยา ถนนพัทยาสาย ๒ แล้วก็ถนน พัทยาเหนือ สไลด์เดี๋ยวก็จะมีขึ้นมานะครับ เห็นไหมครับท่านประธานครับสวยงามไหมครับ ถนนที่ไม่มีสายไฟฟ้าที่เมืองพัทยาบ้านผมเองนะครับ ก็จะทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม นักท่องเที่ยวมาแล้วก็เกิดความประทับใจถ่ายรูปลง Social ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ เองที่ต้องการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอย่างเต็มระบบ ก็คงจะต้องการเม็ดเงินจากภาค การท่องเที่ยวเพื่อมาสนองต่อนโยบายเงินหมื่นหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ผมจึงเห็นควรสนับสนุนญัตติการนำสายไฟลงดินเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่ Social Media เป็นตัวชี้นำทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เป็นอันจบการพิจารณาในวาระนี้นะครับ หมดผู้อภิปรายแล้วนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิที่จะอภิปรายสรุปครับ ผู้เสนอร่างทั้งสิ้น ๔ ร่างด้วยกันนะครับ มีท่าน สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ขออภิปรายสรุป เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ที่ได้เป็นผู้เสนอญัตติของผมนะครับ เนื่องจากว่าผมติดประชุมกรรมาธิการ แล้วก็ต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่านนะครับ ที่ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติในเรื่องของสายไฟฟ้าแล้วก็สายสื่อสารลงดินที่จังหวัดกระบี่แล้วก็ ทั่วประเทศไทยนะครับ ผมนั่งฟังมาตลอด ผมเห็นว่าข้อสรุปในญัตตินี้ก็ถือว่ามีสภาพปัญหาในเรื่องของสายไฟบนดิน ทั่วประเทศที่ไม่เป็นภูมิทัศน์ที่ดีของเมือง ก็มีเหตุไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร เมืองหลัก เมืองรอง เมืองท่องเที่ยว แล้วก็เป็นที่สรุปได้ว่าหลายพื้นที่ในเมืองหลัก เมืองรอง เมืองหลวง เมืองท่องเที่ยวนั้น ก็มีการทำนำสายไฟแล้วก็สายสื่อสารลงดินแล้วด้วย คราวนี้ ประเด็นปัญหาก็คือว่านำสายสื่อสารและสายไฟฟ้าลงดินนั้นมันควรจะต้องทำอย่างไรแล้วก็ แพงจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบและทำแล้วมันเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ ข้อสรุปที่ผม ฟังมาผมคิดว่าวันนี้หน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กสทช. การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง หรือว่าส่วนอื่น ๆ ในส่วนของภาคเอกชนที่ไปฝากสายไว้อยู่ ในที่ต้นเสาไฟฟ้านั้นมีมากมาย เพราะฉะนั้นการลงทุนที่เราบอกว่าแพงแล้วก็ควบคุมยากนั้น ผมคิดว่ามันไม่น่าจริง เราเห็นได้ว่าวันนี้มีเทคโนโลยีในประเทศหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีน ประเทศเพื่อนบ้านสิงคโปร์ มาเลเซีย ใกล้เคียงของเราเขามีเทคโนโลยีในเรื่อง ของการที่จะนำสายไฟหรือสายสื่อสารลงดินเพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ถ้าประเทศไหน ที่ได้นำสายไฟลงดินในชุมชนเมืองหรือท่องเที่ยวนั้น มันเป็นสถานะหนึ่งที่บ่งบอกว่าประเทศ นั้นได้มีการพัฒนา มีการได้พัฒนาเทคโนโลยีแล้ว เมืองก็สวยงาม นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามา ถ่ายภาพก็สวยงาม เพราะฉะนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เรามีเสาไฟฟ้า เพื่อนสมาชิก หลายคนก็พูดด้วยเหตุผลความเป็นจริงเยอะแยะ ความไม่สวยงาม เรื่องการลงทุนขุดแล้ว ขุดอีก เราขุดหลายรอบ ขุดเรื่องประปา ขุดเรื่องไฟฟ้า ขุดเรื่องการสื่อสาร ขุดอันโน้นอันนี้ ขุดซ่อม กับขุดหลายรอบกับขุดรอบเดียว ขุดครั้งเดียว แล้วก็บูรณาการทุกหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องวางระบบให้หมดเลย ค่าเสถียรภาพในเรื่องของไฟฟ้าก็เสถียรภาพดีขึ้น รถก็ไม่ต้อง ไปชนเสา แล้วก็ในเรื่องของการท่องเที่ยวภูมิทัศน์ก็ดีขึ้น กราบเรียนท่านประธานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงที่จังหวัดกระบี่ของผมนั้นที่อำเภอเกาะลันตา เหตุการณ์ปลายปีที่แล้ว เสาไฟฟ้าวันที่ฝนตกเสาไฟฟ้าล้มลง ด้วยดวงไม่ดีของเด็กนักเรียนที่ขี่มอเตอร์ไซค์กำลัง กลับบ้าน เสาไฟฟ้าล้มทับเด็กนักเรียน ๒ คน พี่กับน้องเป็นผู้ชาย ๑ คน ผู้หญิง ๑ คน ผู้ชาย อาการสาหัสนอนโรงพยาบาลอยู่เป็นเดือนแล้วผมก็ไปเยี่ยมด้วย สิ่งเหล่านี้มันเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดซ้ำซาก หลายจังหวัดในพื้นที่เสาไฟฟ้าทับรถยนต์เสียชีวิตคารถยนต์ก็มี ผมเคยไปเจอ เหตุการณ์อันนี้ที่ห้วยยอดจังหวัดตรัง เสาไฟฟ้าทับรถยนต์ในจังหวะที่รถวิ่งผ่าน สิ่งเหล่านี้ มันเกิดภาพหลาย ๆ ภาพที่เพื่อนสมาชิกทุกพรรคการเมืองที่ได้อภิปรายสนับสนุน ผมเห็น ฝรั่งนักท่องเที่ยวหรือคนเอเชียมาถ่ายภาพสายไฟระโยงระยางอยู่ที่ภูเก็ต อยู่ที่เยาวราช ผมเสมือนหนึ่งว่าจะไปขอลบภาพ จะไปแย่งกล้องเขากลับมาเพื่อที่จะไม่ให้เขาได้เก็บภาพ ในมุมที่ไม่ดีของประเทศไทย วัตถุประสงค์อาจจะเพื่อที่จะไปทำลายในเรื่องของการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้เรามีความรู้สึกในฐานะเรารักประเทศ แล้วก็เราเห็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศ มาเลเซีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่เจริญแล้วในเรื่องของการท่องเที่ยวเราไปทุกประเทศ เราเห็นต้นไม้ ๒ ข้างทางสวยงามเป็นพุ่มทรงที่สวยงาม ไม่มีเสาไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเรามีเสาไฟฟ้า เราก็ต้องลงทุนตัดแต่งกิ่งไม้แล้วเวลาฝนตกก็ต้องมีรถเฝ้าระมัดระวัง เพราะฉะนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นในเรื่องของเสาไฟฟ้าอยู่บนดินกับใต้ดิน ผมคิดว่าถ้ารวม ความเสียหาย รวมค่าบำรุงรักษา รวมการลงทุน แต่ละหน่วยมารวมกันเผลอ ๆ แพงกว่า ในเรื่องของการบูรณาการให้หน่วยงานองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับผิดชอบแล้วก็ไปลงดิน แล้วมี ความยั่งยืน มีความสวยงาม ผมคิดว่าอันนี้ทำไมเราไม่มาลองศึกษากันให้มันชัดเจน ผมเข้าใจ ประเทศเรามีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะขับเคลื่อน นำร่องในจังหวัดที่ท่องเที่ยวในเมืองหลวง ในเมืองหัวเมืองเชียงใหม่ ชลบุรี พัทยา ภูเก็ต ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี พัทยาอะไรเหล่านี้ครับ ผมคิดว่าเป็นสิ่ง ที่ต้องเร่งดำเนินการแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรามีตัวชี้วัดก็ดีเรามีหน่วยงานรับผิดชอบ มากเกินไปก็ดีนั้น ผมคิดว่าไม่ดีนะครับในเรื่องของการบริหารการจัดการ เพราะฉะนั้นในส่วน ของพรรคภูมิใจไทยเราได้พูดเรื่องนี้ เราเห็นว่ายังไม่เคยมีใครแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จได้เลย เราให้ความสำคัญนะครับ ผมก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ลงชื่อในญัตตินี้ซึ่งค้างมานาน แล้วด้วย เพราะฉะนั้นนโยบายในเรื่องของความปลอดภัยในส่วนของท้องถนน นโยบาย ในเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว นโยบายในเรื่องของการลดต้นทุนในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานนั้น อันนี้มันเป็นเรื่องของตอบโจทย์ทั้งสิ้นนะครับ ไม่มีใครวันนี้ที่จะมาคลี่ ให้ดูว่าการที่มีเสาไฟฟ้าอยู่บนดิน และสายไฟระโยงระยาง และสายเก่าก็อยู่ข้างบน สายใหม่ ก็เพิ่มเข้าไปจนพนักงานของตัวเองจำสายตัวเองไม่ได้ กับในขณะเดียวกันยังมีสายที่แขวนอยู่ เป็นผลประโยชน์แอบแฝงอยู่บนเสาไฟ เราก็ยังไม่รู้ว่ามันแอบอยู่เท่าไร ๑๗ ล้านต้นที่เพื่อน สมาชิกบอกครับ มันเป็นความเสียหายแล้วมันเป็นการลงทุนที่มากมายมหาศาลเป็นหลาย หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่เราจะรวบรวมสรุปว่าเรื่องนี้ผมเข้าใจนะครับว่าอาจจะไม่มี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาโดยเฉพาะ อาจจะไปฝากไว้ในคณะกรรมาธิการ สามัญในส่วนของการกระจายอำนาจก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกทุกพรรค การเมือง ทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดที่ลุกขึ้นกันมาอภิปรายนั้นล้วนแต่มีเหตุมีผลที่ดีทั้งสิ้น แล้วเราก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นแล้วก็สิ่งสำคัญกับประเทศ ก่อให้เกิดความสวยงาม ก่อให้เกิดความมั่นคง ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่ดี แล้วมันยังมีการ สนับสนุนทางอ้อมในเรื่องของการท่องเที่ยว ในเรื่องของความปลอดภัย ในเรื่องของการ ทุจริตคอร์รัปชัน ในเรื่องของการบริหารการจัดการ เพราะฉะนั้นการบูรณาการในเรื่องของ หน่วยงานหลักและหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราก็ต้องมาบูรณาการว่า สายไฟอยู่ในเขตเทศบาล สายไฟอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว นั้นเราจะมีมาตรการกฎหมายหรือว่าหน่วยงานอะไรก็ตามที่เป็นหลักในเรื่องของการ รับผิดชอบให้เป็นเบ็ดเสร็จให้เป็น One Stop Service ในเรื่องของการบริหารการจัดการ และสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญนะครับ สุดท้ายก็กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เรื่องนี้เท่าที่เราฟังมานั้นผมคิดว่าเป็นแนวเดียวกันทั่วประเทศ เมื่อสักครู่ทั้งภาคธุรกิจการ ท่องเที่ยวก็โทรศัพท์มาสนับสนุนว่าเห็นควรเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมเขาบอกว่าถ้ารัฐบาลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เปิดกว้าง ไม่เปิดในเรื่องของ กฎหมาย ไม่เปิดให้การศึกษาแล้วนั้น ในเรื่องของบริษัทนักลงทุนของเอกชน เช่น มีการมาขอ สัมปทานแล้วก็ดำเนินการให้ถูกต้อง สายสื่อสารของบริษัทเอกชน ของรัฐวิสาหกิจ หรือว่า ของบริษัทมหาชนนั้นนะครับก็จะมาจัดระบบในเรื่องของรายได้ สิ่งเหล่านี้ก็ฝากท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการ ถ้าเรื่องนี้ไปอยู่ในมือของคณะกรรมาธิการสามัญการกระจายอำนาจ ก็ขอให้ฟังเหตุและผลที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้หลายท่านด้วยกัน ล้วนแต่เป็น เหตุผลที่สนับสนุนดี ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ผมคิดว่าถ้าเราทำสำเร็จบ้านเมืองประเทศไทยเรานั้น จะยกระดับมาตรฐานในเรื่องของคุณภาพความปลอดภัยและในเรื่องของการท่องเที่ยว อีกระดับหนึ่งด้วยนะครับ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกคนที่ได้ สนใจแล้วก็ให้การสนับสนุนเป็นประเด็นที่สำคัญที่เราควรที่จะได้รับการศึกษากันอย่างจริงจัง ขอขอบคุณครับ🔗
เป็นอันจบการอภิปรายในญัตติทั้ง ๓ ญัตตินี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าญัตติทั้ง ๓ ญัตตินี้ท่านสมาชิกได้ตั้งญัตติเสนอญัตติว่าให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญนะครับ แต่ว่า เมื่อสักครู่ได้ฟังท่านสมาชิกหลายท่านก็เห็นว่าสมควรที่จะให้ส่งไปที่กรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษเพื่อพิจารณาศึกษานะครับ ก็จะถามท่านสมาชิกว่ามีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ หากท่านสมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ได้คัดค้านก็แปลว่า เห็นด้วยนะครับที่จะให้ส่งไปที่คณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษนะครับ ผมขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถือว่าเป็นมติของที่ประชุมให้ส่งกรรมาธิการสามัญครับ ทีนี้ขอเชิญท่านสมาชิก ได้กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของกรรมาธิการครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ขัตติยา สวัสดิผล บัญชีรายชื่อ เพื่อไทยค่ะ ขอเสนอระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ๙๐ วันค่ะ ขอผู้รับรองค่ะ🔗
ช่วยยกมือหน่อยครับ รับรองนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองให้กรรมาธิการสามัญการกระจาย อำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ไปศึกษาพิจารณา ในญัตติทั้ง ๓ ญัตตินี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน ก็เป็นอันจบการอภิปรายในวาระนี้ทั้ง ๓ ญัตติ ท่านสมาชิกครับ เราประชุมกันมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วครับ ผมถือโอกาส ตรงนี้ปิดการประชุม เจอกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ ปิดประชุมครับ🔗