unknown · · 626 lines

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๐๒ นาฬิกา)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ก่อนจะเข้าสู่การประชุมตามระเบียบวาระ ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยจะอนุญาตให้ท่านใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ก็จะเรียกตามลำดับรายชื่อที่ท่านได้แจ้งไว้ ท่านแรกขอเชิญคุณวิรัช พิมพะนิตย์ ครับ🔗

นายวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช พิมพะนิตย์ พรรคเพื่อไทย เขต ๑ จังหวัดกาฬสินธุ์ วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานหารือ เรื่องความเดือดร้อนของคนในจังหวัดกาฬสินธุ์ ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๒ เทศบาลลำปาว ได้รับงบ ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อก่อสร้างศูนย์เด็กในเทศบาลลำปาว เทศบาลลำปาวเป็นเทศบาลใหญ่ เป็นเทศบาล ซึ่งรวมจาก อบต. ลำปาว มารวมกันเป็น ๒ เทศบาล แล้ววันนี้เราได้รับงบมา ๘,๕๕๐,๐๐๐ บาท แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็มีเรื่องฟ้องร้องกัน ๑. นายกไม่รับงานแต่บริษัทรับเหมาบอกว่า ก่อสร้างเสร็จแล้ว เวลาจนถึงวันนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาให้เทศบาลจ่ายเงินทั้งหมด ๑๑ ล้าน แล้วไปดูตอนนี้สภาพมันใช้ไม่ได้เลย ผมเสียดายเด็ก ๑๐ กว่าหมู่บ้าน ต้องมาเรียนในพื้นที่ ที่เป็นศาลาเล็ก ๆ แต่แทนที่ที่มีสิ่งที่ดีอยู่แล้วกลับไม่ได้ทำ ก็ต้องฝากท่านประธาน ถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทำให้มันได้มีโอกาสได้ใช้บ้าง🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับประสานจากท่านนายกสุนทร เจริญพันธุ์ นายกเทศบาล ห้วยโพธิ์ ถนนเส้นนี้เป็นถนน ๒๑๔ กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด เป็นเทศบาลที่อยู่ระหว่าง กาฬสินธุ์-กมลาไสย-ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์กับอำเภอกมลาไสยนี้ ๑๒ กิโลเมตร เทศบาลนี้ อยู่กลาง ก็โชคดีครับ กรมทางหลวงได้อนุญาตขยายถนนให้เป็น ๔ เลน แต่ ๔ เลนแล้ว ข้าง ๆ ถนนไม่มีร่องระบายน้ำ ไม่มี Footpath โดยการให้น้ำไหลไปเองมันก็เลยทำให้น้ำ ไม่มีที่ไปประชาชนเดือดร้อนมาก ก็ขอวิงวอนท่านประธานที่เคารพ อย่างไรขอให้ กรมทางหลวงจัดท่อระบายน้ำแล้วก็ Footpath ให้เขาหน่อยครับ เพราะมันกลายเป็นเมือง แล้วตอนนี้ มันไม่ใช่เทศบาลที่ข้างนอก มันเป็นเทศบาลเมืองเพื่อเชื่อมต่อถนน ๔ เลน กราบขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องแรกของ คุณวิรัช เรื่องอาคารเรียน ผมเสียดาย ผมคิดว่าเบื้องต้นขั้นแรกก่อนอยากจะแนะนำ ลองปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดครับ อาจจะใช้งบพัฒนาจังหวัดของผู้ว่าของปี ๒๕๖๘ หรือปี ๒๕๖๙ ที่เหลือก็ได้ เพราะว่างบแค่ ๑๐ กว่าล้านบาทใช่หรือไม่ ปรับปรุงเบื้องต้น แต่ว่าอย่างไรข้อหารือท่านจะส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ขอบคุณท่านวิรัชครับ ต่อไปท่านที่ ๒ ขอเชิญคุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ พรรคประชาชน วันนี้ขอปรึกษาหารือจำนวน ๔ เรื่องดังนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรื่องแรก ปัญหาทางเดินสำหรับ ผู้พิการสายตาในสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงไม่สามารถใช้งานได้จริง ในหลายสถานี เช่น สถานีรังสิต หลักหกและดอนเมือง พบว่ามีการออกแบบและติดตั้งอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการวาง แนวทางเดินผ่านทางแคบ วางสิ่งกีดขวางเช่น โต๊ะขวางแนวทางเดินซึ่งทำให้ผู้ใช้งาน ไม่สามารถเดินได้ตามแนวทางได้อย่างปลอดภัย การใช้พื้นแต่ลายจุดไม่มีพื้นทางตรงครับ รวมถึงการวางทางเดินที่ไม่ต่อเนื่องกัน ซึ่งไม่ได้เชื่อมจากจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น จากทางเท้าสู่ลิฟต์ บันไดเลื่อน จุดจำหน่ายตั๋วและชานชาลา ความผิดพลาดเหล่านี้อาจทำให้ผู้พิการทางสายตา เกิดความสับสน หลงทาง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ผมจึงขอฝากไปยัง การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เร่งดำเนินการแก้ไขทางเดินสำหรับผู้พิการทางสายตา ในทุกสถานีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเพื่อสร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่สามารถ เข้าถึงอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน🔗

เรื่องที่ ๒ ก็ถึงการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทยเช่นกัน ขอให้ดำเนินการ ปรับปรุงระบบไฟส่องสว่างบริเวณถนนทางเข้าจนถึงอาคารสถานีรังสิต เนื่องจากมีความ สว่างไม่เพียงพอในหลายจุด เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมซึ่งสร้างความไม่ปลอดภัยของ ประชาชนผู้ใช้บริการที่ต้องสัญจรในเวลากลางคืน🔗

เรื่องที่ ๓ ปัญหาน้ำท่วมข้างบนถนนพหลโยธินในพื้นที่รับผิดชอบของ แขวงทางหลวงปทุมธานี ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้อง ประชาชนมาอย่างยาวนาน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และผมเองก็เคยปรึกษาหารือ ในสภาแห่งนี้แล้วเมื่อตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ หรือประมาณ ๑ ปีที่แล้ว แต่ก็ยัง ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมจึงขอฝากไปยังแขวงทางหลวงปทุมธานีให้เร่งดำเนินการ แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันทีก่อน เช่น การเก็บกวาดขยะ ตามตะแกรงระบายน้ำหรือขุดลอกท่อระบายน้ำส่วนที่เป็นปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการระบายน้ำ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาแผนการระยะยาว เช่น การปรับปรุงระบบ ระบายน้ำหรือการยกระดับถนนในจุดที่เกิดปัญหา เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมนี้หมดไปอย่างถาวร🔗

สุดท้ายนี้ผมขอฝากท่านประธานสภาไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ติดตามความคืบหน้าข้อปรึกษาหารือ ซึ่งหลายเรื่องค้างรอการแก้ไขมาเป็นปี แล้วก็ขอฝาก ไปยังรัฐบาลให้หันมาเอาใจใส่ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชนที่ได้ร้องเรียน ไปอย่างจริงจังเสียที ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล🔗

นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอเสิงสาง หนองบุญมาก และอำเภอครบุรี ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกสกุล พาขุนทด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไม้ไผ่ และกำนันทวีวัฒน์ เมืองกระโทก กำนันตำบลหนองหัวแรต อำเภอหนองบุญมาก ในตำบลหนองหัวแรต มีคลองน้ำไหลผ่าน ชื่อแหล่งน้ำคลองสารเพชร ซึ่งคลองแหล่งน้ำนี้ เริ่มต้นมาจากตำบลหนองไม้ไผ่ผ่านตำบล หนองหัวแรต และตำบลแหลมทอง และตำบลลุงเขว้า ตำบลสารภี และอำเภอหนองบุญมาก ก่อนจะไหลไปรวมกับลำน้ำจักราช อำเภอจักราช โดยความกว้างของลำคลองสารเพชร อยู่ที่ประมาณ ๕-๑๐ เมตร และความยาวประมาณ ๓๐ กิโลเมตรโดยประมาณ ในปัจจุบัน คลองสารเพชรแห่งนี้เกิดตลิ่งคลองถล่ม ดินโคลนสะสมคลองตื้นเขินเป็นอย่างมาก เป็นช่วง ๆ ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บในฤดูฝนไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรและอุปโภค บริโภค และยิ่งหน้าแล้งทำให้น้ำไม่เหลือใช้เลย ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก จึงอยากฝากสภาแห่งนี้เพื่อประสานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องช่วยขุดลอกคลองน้ำแห่งนี้เพื่อลดความเดือดร้อนของพี่น้องทั้ง ๕ ตำบล กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณณกร ชารีพันธ์ ครับ🔗

นายณกร ชารีพันธ์ มุกดาหาร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณกร ชารีพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคประชาชน วันนี้ผมขอหารือ ท่านประธานทั้งหมด ๔ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณกร ชารีพันธ์ มุกดาหาร

เรื่องที่ ๑ ขอให้ปรับปรุงสถานีส่งน้ำ และระบบระบายน้ำห้วยบางทราย ตำบลพังแดง อำเภอดงหลวง ได้รับเรื่องร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เป็นระบบส่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากองค์การบริหาร ส่วนตำบลพังแดงยังขาดงบประมาณ จึงอยากให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เร่งสนับสนุนงบประมาณแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว หากปรับปรุงระบบส่งน้ำ ดังกล่าวจะสามารถช่วยพี่น้องเกษตรกรได้กว่า ๑,๐๐๐ ไร่🔗

เรื่องที่ ๒ ขอสนับสนุนประตูระบายน้ำบริเวณห้วยบางทราย ตำบลพังแดง บ้านพังแดง อำเภอดงหลวง หากมีประตูระบายน้ำบริเวณนี้จะช่วยกักเก็บน้ำช่วงหน้าแล้ง แล้วก็ช่วยทำให้พี่น้องเกษตรกรมีทั้งน้ำอุปโภคบริโภค บรรเทาความเดือดร้อนได้หลายพัน หลังคาเรือน🔗

เรื่องที่ ๓ เนื่องจากผมได้ลงพื้นที่พูดคุยกับพี่น้อง พ่อค้าแม่ค้า อยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขค่าครองชีพสูง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแพง ค่าไฟแพง ข้าวของแพง เดือดร้อนหนักครับ ค้าขายไม่ค่อยได้กำไรสักเท่าไร ต้นทุนสูงมาก🔗

เรื่องที่ ๔ เรื่องสุดท้าย ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นราคาข้าวตกต่ำ มันสำปะหลังตกต่ำ พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนหนักมาก อยากให้เร่งแก้ปัญหา หาตลาดใหม่ ๆ ให้พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่มันสำปะหลังด้วยครับ ตอนนี้เดือดร้อนหนัก แล้วก็ถ้ามีมาตรการอื่นมาช่วยเสริม ก็จะเป็นการดีมาก ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณทรงยศ รามสูต ครับ🔗

นายทรงยศ รามสูต น่าน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงยศ รามสูต น่าน

ก็ขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง ครม. เกี่ยวกับมหาอุทกภัยที่จังหวัดน่าน ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณรัฐบาลที่มอบเงิน ในส่วนของเงิน ฉุกเฉิน แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลในส่วนเบื้องต้นแต่ก็ไม่มากครับ เยียวยา แต่ที่เขารอคอยก็คือมติ ครม. เกี่ยวกับเงินเยียวยา อยากจะใช้เกณฑ์เหมือนคราวที่แล้ว ๕,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท คือ ๙,๐๐๐ บาทพื้นฐาน หรือถ้าไม่ได้จริง ๆ ผมเคยบอกว่า กำหนดหลักเกณฑ์ของมหาดไทย เขาบอกว่าน้ำท่วมยาวถึงเท่าไร แต่คราวนี้ของจังหวัดน่าน มันมีช่วงฟื้นฟู ๓ ลูกแล้วครับ ลูกที่ ๔ เพิ่งผ่านไป คาจิกิเมื่อวานนี้แล้ว ลูกที่ ๕ หนองฟ้า กำลังจะมา อยากให้นับเวลาฟื้นฟูด้วย ถ้าไม่ได้เวลาขั้นต่ำ ส่วนค่าน้ำค่าไฟได้เดือนเดียว อยากจะให้ขยาย นอกจากนี้ในส่วนของเรื่องดินโคลนก็ฝากด้วย อีกส่วนหนึ่งก็คือฝากไปที่ กระทรวงมหาดไทย ในส่วนของโยธาธิการ อันนี้ก็คือตลิ่งที่มันพัง อันนี้ของลูกแรก ของน้ำเกี๋ยน อันนี้ของบ้านน้ำลัด ตลิ่งพังเป็นแถว อันนี้ทรุดเลย เพิ่งทำไป อันนี้วิภามา กินเข้าไปยาวเลย แล้วปรากฏว่าถนนทั้งเส้นถูกพัดเคลื่อนไปเลย ถนนพังเป็นแถวเลยช่วงวิภา เสาไฟอีก ๑๑ ต้นก็พังระเนระนาด ซึ่งตรงนี้ก็จะทำโครงการอยู่แล้ว ๔ ไร่กว่าพังไป ก็ฝากให้โยธาธิการดูแลด้วย อันนี้ของบ้านท่าน้าว ตำบลท่าน้าว อันนี้ก็เล้าหมูพังเป็นแถบเลย ก็ฝากให้หน่วยงานมาดูแลด้วย ต้นไม้ในสวนปีหน้าไม่รู้จะอยู่หรือเปล่า ที่ผมไปถ่ายไว้แล้วก็ อันนี้ในส่วนของบ้านน้ำครกเก่าก็มี ของอำเภอเมือง ซึ่งมันพังเสียหาย หน่วยงานก็พยายาม ไปดูแล ก็ฝากให้ทางโยธาธิการได้ช่วยดูแลแล้วก็ปรับแผน เพราะบางส่วนมีงบไปดูแลแล้ว แต่ว่าบางทีมันพังเพิ่ม ก็อยากจะให้ปรับตรงนี้ แล้วก็เกณฑ์ในการพิจารณาอยากจะให้อนุโลม อย่างเช่นพืชผลทางการเกษตร เขาบอกว่าต้องปลูกครบ ๑๕ วันถึงจะไปลงทะเบียนได้ บางครั้งชาวบ้านเขาปลูกได้แค่ ๗ วัน ๑๐ วัน น้ำท่วมไปอีกแล้ว และหนนี้ก็กำลังปลูกอีก คาจิกิกับหนองฟ้ามา ก็เริ่มจะไปอีกแล้ว ก็ฝากหลักเกณฑ์อนุโลมให้กับชาวบ้านที่ได้รับ ความเสียหายด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการดังนี้ครับ เนื่องจากปัจจุบันคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยตกต่ำอย่างมากและต่อเนื่องมาโดยตลอด สาเหตุหนึ่งมาจากการบริหารงานบุคคลที่ขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการ ก.ค.ศ. คณะกรรมการ สกสค. คณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. คณะกรรมการเหล่านั้น ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนข้าราชการครู ผู้แทนผู้บริหาร เป็นกรรมการบริหารงานแบบไตรภาคี มีการกำหนดอำนาจ มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ซึ่งทำให้ทราบปัญหาและความต้องการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อย่างแท้จริง ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทำให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ช่วยกันรักษาความสมดุลระหว่างกันและกัน เป็นที่ยอมรับของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบครับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยหัวหน้า คสช. ประกาศคำสั่งยกเลิกคณะกรรมการไตรภาคีในองค์คณะบุคคล เช่น คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการ สกสค. คณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. คณะกรรมการ ก.ค.ศ. ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารดังต่อไปนี้🔗

๑. คำสั่ง คสช. ที่ ๗/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๘ เรื่อง การปฏิบัติ หน้าที่ของคณะกรรมการ สกสค. และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.🔗

๒. คำสั่ง คสช. ที่ ๑๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงาน บุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ก.ค.ศ.🔗

๓. คำสั่ง คสช. ที่ ๑๗/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เรื่อง แก้ไข เพิ่มเติมคำสั่ง คสช. ที่ ๗/๒๕๕๘ และให้ใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ. สภาครูและ บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ คือคุรุสภาและ สกสค. พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ก.ค.ศ. พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยเร่งด่วน ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

วันนี้ผมอยากจะนำเรื่องปัญหา ของประชาชนในเขตอำเภอกบินทร์บุรีเรื่องไฟฟ้าครับ แสงสว่างตามรายทางโดยเฉพาะ ถนนเส้น ๓๐๔ เป็นเส้นทางสายอุตสาหกรรมซึ่งดับมาตลอดเวลาครับ ถนนเส้นนี้ประมาณ เกือบ ๒๐ กิโลเมตร ตั้งแต่ศูนย์อุตสาหกรรมไฮเทค โรจนะไฮเทคอุตสาหกรรมบ้านโคก ตั้งแต่จุดที่ ๑ โรงเรียนไทยรัฐ ลาดตะเคียน จนถึงนิคมไฮเทค จุดที่ ๒ เรื่องของไฟฟ้า ถนนหนทางจะเห็นว่าดับสนิทได้ขนาดไหน จุดที่ ๒ โรงเรียนบ้านหนองนมหนูจนถึงวิทยาลัย การอาชีพ จุดที่ ๓ โรงเรียนสายมิตรศึกษาจนถึงไทยประคอง จุดที่ ๔ โดยเฉพาะตั้งแต่ โรงพยาบาลจนถึง ต. สุขภัณฑ์ ดับจนเกิดอันตราย จนท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็ให้คำปรารภให้นำเสนอกับรัฐสภาเถอะครับ การไฟฟ้าภูมิภาคจนถึงเมกาโฮม จุดที่ ๖ คือโรงเรียนอนุบาลกบินทร์จนถึงวัดศรีษะเมือง จุดที่ ๗ ศาลเจ้าพ่อเสือจนถึงโคกอุดม ดับตลอดเวลาเกือบ ๒๐ กิโลเมตร อีกเส้นหนึ่งครับเส้นสุวรรณศร ๓๓ ตั้งแต่อุทยาน เฉลิมพระเกียรติ จนถึงเรื่องของเทศบาล ตรงสะพานข้ามยิ่งอันตรายมาก เส้นทางตลอด ตรงนี้หลาย ๆ จุดของเส้นสุวรรณศรอันตรายมาก เรื่องนี้ถึงเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังแขวงทางหลวงปราจีนบุรี เรื่องดี ๆ เช่นอาชีพของผ้าบาติกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านโคกสูง อำเภอกบินทร์บุรี ตำบลกบินทร์ เสื้อผ้าที่ผมใส่วันนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน ซึ่งอยากให้เชิญชวนกับหน่วยราชการ บริษัท ห้างร้าน ประชาชน ช่วยกันสนับสนุนหน่อยครับ เพราะชาวบ้านจะได้มีอาชีพทำมาหากินกัน โดยเฉพาะยุคของข้าวยากหมากแพง เรามาช่วยกันสนับสนุนสินค้าของชุมชนในเขตกบินทร์บุรีครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ครับ🔗

นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ ประกอบด้วยอำเภอนครหลวง อำเภอบางปะหัน อำเภอมหาราช อำเภอบ้านแพรก และอำเภอท่าเรือ พรรคประชาชน วันนี้ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาหารือกับท่าน ๕ เรื่องด้วยกันครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พระนครศรีอยุธยา

เรื่องที่ ๑ ขอให้สร้างช่องทาง กลับรถบนถนนสาย ๓๓ บริเวณใกล้ทางแยกเข้าโรงเรียนวัดบ้านชุ้ง ตำบลบ้านชุ้ง อำเภอ นครหลวง เนื่องจากช่องทางกลับรถมีอยู่ห่างไกลประมาณสัก ๒ กิโลเมตร ทำให้นักเรียน ผู้ปกครองและประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์มักขับรถย้อนศรสวนทาง ซึ่งไม่ปลอดภัย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากถนนดังกล่าวมีรถสัญจรไปมาตลอดเวลาโดยเฉพาะ รถบรรทุกและรถพ่วงขนาดใหญ่🔗

เรื่องที่ ๒ ผมขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลพิจารณาขุดเจาะบ่อบาดาลใหม่ ให้กับประปาชุมชนของชาวบ้านหมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๔ ตำบลโรงช้าง อำเภอมหาราช ซึ่งมีบ่อบาดาลเดิมตั้งอยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ ตำบลโรงช้างซึ่งเป็นบ่อบาดาลเก่า มีอายุหลายสิบปี น้ำไม่มีคุณภาพ ไม่สะอาด ไม่สามารถบริโภคได้🔗

เรื่องที่ ๓ ขอให้เทศบาลตำบลอรัญญิก อำเภอนครหลวง กำจัดดินโคลน ลอกท่อระบายน้ำที่เกษตรกรใช้ในการระบายน้ำเข้าและออกจากคลองชลประทานนครหลวง เพื่อการทำนาบริเวณสะพานสองสี หมู่ที่ ๔ ตำบลสามไถ และซ่อมแซมถนนบริเวณดังกล่าว ที่ทรุดพังแตกร้าว ชำรุดเป็นอันตรายต่อการสัญจร พร้อมทั้งติดตั้งไฟส่องทางเพื่อความ ปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทางยามค่ำคืนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ขอให้เทศบาลตำบลโรงช้าง อำเภอมหาราช ดำเนินการจัดทำ ทางระบายน้ำให้กับโรงเรียนวัดโพธิ์ ตำบลโรงช้าง เนื่องจากพื้นที่ข้างเคียงถมดินสูงกว่าระดับ พื้นดินของโรงเรียนและถมดินทับท่อระบายน้ำที่โรงเรียนใช้ระบายน้ำอยู่เดิม ทำให้โรงเรียน มีสภาพเป็นแอ่งน้ำ ครูและนักเรียนได้รับความเดือดร้อน ต้องใช้เครื่องสูบน้ำออกทุกครั้งที่มีฝนตก🔗

เรื่องสุดท้าย ขอให้กรมชลประทานซ่อมแซมประตูน้ำช่วงคลองทับน้ำบรรจบ กับคลองบางหวาย ตำบลพุทเลา อำเภอบางปะหัน ซึ่งชำรุดเสียหาย มีสภาพเปิดอยู่ ตลอดเวลา กักเก็บน้ำไม่ได้มาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เป็นอย่างมาก ส่วนรายละเอียดและภาพถ่ายผมจะส่งเป็นเอกสารไปยังท่านประธานต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล ครับ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

เรียนท่านประธาน ผม จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมได้รับหนังสือจากชาวบ้านในตำบลทับคาง ตำบลเขาย้อย และตำบลใกล้เคียงของอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ว่าจะมีโรงงานประกอบกิจการ ผลิตน้ำมันไพโรไลซิสจากยางเก่ามาตั้งในหมู่ที่ ๔ ตำบลทับคาง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งชาวบ้านได้รวมตัวกันมายื่นหนังสือจากผมในฐานะเป็นตัวแทนของ ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านมีความวิตกกังวลว่าถ้าโรงงานนี้ได้อนุมัติให้ตั้งโรงงานได้จริงในพื้นที่ ดังกล่าว ชาวบ้านมีความวิตกกังวลว่าถ้าโรงงานตั้งจริงจะเกิดความเดือดร้อน มีผลกระทบ กับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิต วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ หรือกระทั่งมลพิษ ต่าง ๆ ที่เกิดจากโรงงานในพื้นที่ซึ่งก็อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมโรงงานหรือกรมอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าช่วยพิจารณา ความวิตกกังวลของชาวบ้านในเรื่องนี้ว่าถ้าท่านอนุมัติให้โรงงานอันนี้ตั้งแล้ว ความเป็นอยู่ ของชาวบ้านจะเดือดร้อนอย่างยิ่ง ผลต่าง ๆ ที่ชาวบ้านอยู่มาอย่างมีความสุขก็จะมี ความเสียหายเกิดขึ้นต่าง ๆ นานาอย่างที่กล่าวไว้ ก็ฝากถึงท่านประธานว่าช่วยประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าช่วยพิจารณาเรื่องนี้อย่าให้เกิดการกระทบกับชาวบ้านหรือให้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนต่าง ๆ ขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูง ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณหรั่ง ธุระพล ครับ🔗

นายหรั่ง ธุระพล อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม หรั่ง ธุระพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดอุดรธานี วันนี้ผมมีเรื่องที่จะขอหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องครับ แต่สำหรับ ๒ เรื่อง ที่จะขอหารือนั้นผมก็เคยขอหารือที่สภาแห่งนี้มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอะไรเลย เนื่องจากว่าผมได้รับการร้องเรียนจากประธาน ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอสร้างคอม นายทวี ศรีสร้างคอม ว่าสำนักงานที่ดินจังหวัด อุดรธานี สาขาอำเภอเพ็ญ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเพ็ญ แต่ให้การบริการพี่น้องประชาชน ๒ อำเภอ อำเภอเพ็ญกับอำเภอสร้างคอม ซึ่งไม่สามารถที่จะดูแลให้การบริการพี่น้องประชาชน อย่างทั่วถึงได้ แล้วก็มีสภาพพื้นที่แออัด ประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ เกิดการล่าช้าในการมาติดต่อทางสำนักงานที่ดิน จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องให้ขยายสาขาออกจากอำเภอเพ็ญ ไปเป็นสาขาอำเภอสร้างคอมอีกสาขาหนึ่ง จึงจะได้ให้บริการกับพี่น้องประชาชนโดยทั่วถึงแล้วก็อย่างรวดเร็ว ปัญหาก็คือเจ้าหน้าที่ สำนักงานที่ดินไม่เพียงพอ แล้วก็งานล้นมือ บางท่านลาออกก็มี จึงทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมา ยาวนานครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็จะหารือเกี่ยวกับเรื่องออกโฉนดที่ดิน นโยบายของทางรัฐบาล ตอนที่หาเสียงบอกว่าจะออกโฉนดที่ดินให้ประชาชนทั่วประเทศให้ภายใน ๓-๔ ปี นี่ก็ปาเข้ามา ๒ ปีกว่าแล้วก็ยังไม่เห็นมีอะไรเลย ในส่วนอำเภอเพ็ญ อำเภอสร้างคอม ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปสำรวจหรือว่าจะทำการอะไรเลย แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ถึงขั้นไหนแล้ว จึงอยากจะฝากท่านประธานให้ช่วยฝากไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้าไปแก้ไขปัญหานี้ ให้เร่งด่วนด้วย เพราะว่าประชาชนรอความหวังจากรัฐบาลว่าจะมีโฉนดที่ดินเป็นของตัวเอง เผื่อจะได้เอาไปทำธุรกรรมหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ที่ดินว่างเปล่าหัวไร่ปลายนาก็ยังมี อีกเยอะแยะเลยที่ยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิอะไรเลย ต้องขอฝากท่านประธานช่วยรีบเร่ง ทางผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้าไปแก้ไขตรงนี้ให้เร่งด่วนด้วย จะขอบคุณเป็นอย่างมาก ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือในข้อความห่วงใย เพราะทราบว่ามีญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ฉบับที่ ๔๓ และ ฉบับที่ ๔๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ท่านประธานคะ ดิฉันเองเป็นหมอฟัน ดิฉันเป็น Specialist เราเชื่อในเรื่องของความเชี่ยวชาญ และดิฉันคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านไม่ได้มีองค์ความรู้ในเรื่องทุกเรื่อง เราเองยังต้องฟังความเชี่ยวชาญ อย่างกรณี เรื่องของเขตชายแดนไทย-กัมพูชา เราจำเป็นต้องฟังกระทรวงการต่างประเทศ เราจำเป็นต้องฟังกองทัพ ดิฉันจะขออนุญาต อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศย้ำว่า MOU ๔๓ ได้เปรียบ แล้วก็จะทำให้มีผลในการที่จะไม่เปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมของชายแดน ซึ่งปัจจุบันทุกท่านจะได้ทราบว่าพี่น้องทหารหาญของประเทศไทย พี่น้องประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน เรามีปัญหาเรื่องเขตชายแดน ซึ่งขณะนี้มีเรื่องของ ทุ่นระเบิดซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ไปชี้แจงกับข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ในเรื่องของการละเมิดกฎสากล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สิ่งที่จะยึดกันอยู่ได้คือ MOU ๔๓ ดิฉัน จึงไม่แน่ใจว่าในวาระที่เราจะพิจารณากันมันอยู่ในเวลาที่ใช่หรือไม่ ถึงว่าถ้าทุกท่าน มีความห่วงใยและคิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องพูดคุยกัน ดิฉันยังมีความเห็นว่าพวกเราเอง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธานสภาไปว่าเราคงจะต้องฟังกระทรวง การต่างประเทศ นำสิ่งที่ทหารได้มีการพิจารณากัน วันนี้ทหารหาญอาจจะสร้างกำแพง ต้องการรั้วลวดหนาม อันนี้ก็คือเนื่องจาก MOU ๔๓ ทั้งนั้นนะคะ ก็ฝากไว้ว่าอย่าให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้น เป็นข้อคิดเห็นที่จากความไม่รู้และเกิดจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณหมอครับ อันนี้ค่อยคุยกันในญัตติครับ หารือก็จบในเวลาแล้ว เดี๋ยวไปถึงญัตติก็สามารถจะอภิปรายได้ นะครับ ต่อไปเชิญคุณญาณีนาถ เข็มนาค ครับ🔗

นางญาณีนาถ เข็มนาค อำนาจเจริญ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางญาณีนาถ เข็มนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางญาณีนาถ เข็มนาค อำนาจเจริญ

เรื่องแรก เป็นเรื่องของถนน ที่พังเสียหายจากการกัดเซาะจากน้ำห้วยแก้วแมง ส่งผลให้ถนนริมตลิ่งพังเสียหาย ซึ่งถนนดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน ทำให้ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนในการสัญจรไปมา เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงเรียนท่านประธาน ผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเดิมค่ะ ดิฉันเคยหารือมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นปัญหา เรื่องแหล่งน้ำ ซึ่งมีหลายตำบลได้รับประโยชน์จากการใช้แหล่งน้ำแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องของ การเกษตรจากอ่างเก็บน้ำห้วยหินกอง บ้านสามแยก ตำบลคำโพน อำเภอปทุมราชวงศา หน้าแล้งน้ำแห้งขอด ตื้นเขิน ขุ่น มีกลิ่นเหม็น หารือครั้งนั้นเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำ ได้ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นถึง ๒ ครั้ง และได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขอ่างเก็บน้ำห้วยหินกองเพื่อแก้ไขปัญหา จะใช้งบปี ๒๕๖๘ ขุดลอกแก้ไขให้ลึก เพื่อรองรับน้ำจากธรรมชาติ ชาวบ้านดีใจค่ะ ก็รอว่าเมื่อไรจะได้ แต่แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ต้องรองบปี ๒๕๗๐ จะดำเนินการให้ ตอนนี้พอทนได้ฝนตกลงมาบ้าง แต่ถ้าฝนแล้ง ก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงเรียนท่านประธานค่ะ ความเดือดร้อนนี้มีทั้งน้ำเหม็น น้ำเหลืองขุ่น ต้องอดทนใช้มากี่ปี ดิฉันเป็น สส. ในพื้นที่เห็นแล้วสงสาร จึงเรียนท่านประธาน ผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ให้ท่านประธานช่วยเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ขอเชิญครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง พรรคประชาชน ประเด็นที่ผมอยากจะปรึกษาหารือท่านประธาน ในวันนี้ก็คือประเด็นในเรื่องของการป้องกันและบรรเทาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ในพื้นที่ ลำน้ำขาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ลำน้ำขานจะเป็นลำน้ำที่ไหลมาจาก พื้นที่สูงในอำเภอสะเมิง ไหลผ่านอำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง อำเภอดอยหล่อ แล้วก็ออกสู่แม่น้ำปิง ที่ตำบลท่าวังพร้าว อำเภอสันป่าตอง ซึ่งปัญหาก็คือว่าต้นน้ำ ที่อำเภอสะเมิงถ้าเกิดฝนตกเกิน ๖๐ มิลลิเมตร ต่อเนื่องกันเกิน ๓ ชั่วโมง ในพื้นที่โซนเมือง ของอำเภอสันป่าตอง ต้องมาลุ้นกันแล้วว่าน้ำจะท่วมหรือเปล่า ในปี ๒๕๖๕ นับตั้งแต่ เดือนพฤษภาคมถึงพฤษภาคม ๒๕๖๘ น้ำท่วมไปทั้งหมด ๑๗ ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก เกินไป แบบนี้คือไม่ใช่พื้นที่รับน้ำธรรมดาแล้ว อันนี้คือการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด แน่นอน ๑๗ ครั้ง แล้วในปี ๒๕๖๗ ปีเดียวใช้เงินเยียวยาน้ำท่วมไปทั้งหมด ๖๔ ล้านบาท ในพื้นที่เดียวนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราเห็นแล้วว่าปัญหาตอนนี้คือการบริหารจัดการน้ำ ผมจึงอยากจะฝากท่านประธานไปยัง ๓ ส่วนด้วยกัน🔗

ส่วนแรก ฝากไปทางจังหวัดเชียงใหม่ให้บรรจุแผนในการขุดลอกลำน้ำขาน อย่างมีประสิทธิภาพ การขุดลอกตรงนี้ไม่ใช่ขุดลอกแล้วก็เอาไปโปะด้านข้าง ปริมาตร ความจุน้ำไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ต้องดูดดิน ดูดทราย แล้วก็เอาไปทิ้งที่อื่น อันนี้ก็คือฝากไปยัง แผนของจังหวัดให้สามารถดำเนินการได้ภายในสิ้นปี ๒๕๖๘ หรือว่าต้นปี ๒๕๖๙ เพื่อให้ทันต่อการรองรับน้ำในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๙🔗

และส่วนที่ ๒ ฝากไปยังนายกรัฐมนตรีนะครับ เพื่อให้ทราบถึงความเร่งด่วน และความสำคัญของโครงการนี้เมื่อทางจังหวัดมีการตั้งโครงการขึ้นไป ก็อยากจะ ให้คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโดยด่วนและโดยเร็ว เพื่อให้ทันในพฤษภาคมปีหน้า🔗

แล้วส่วนที่ ๓ เป็นโครงการระยะยาวต่าง ๆ ฝากท่านประธานไปยังทาง กรมชลประทานแล้วก็ทาง สทนช. เพื่อให้ระบุแผนบริหารจัดการน้ำของลำน้ำขานตั้งแต่ปีนี้ ๕ ปี ๑๐ ปีว่ามีการเตรียมการอย่างไรบ้างเพื่อจะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ฝากท่านประธานไปยัง ๓ ส่วนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ซ้ำซากในวันนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณบัญชา เดชเจริญศิริกุล🔗

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ไม่ใช่เรื่องร้องเรียนแต่เป็นเรื่องร้องขอครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

พี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งประเทศจากที่ผมได้ลงพื้นที่ได้ประชุมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในหลาย ๆ จังหวัด ก็ได้ฝากเรื่องมาในหลาย ๆ เรื่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ ๘๗๘ อำเภอทั่วประเทศ ๗,๒๕๕ ตำบล ๗๕,๐๓๒ หมู่บ้าน ซึ่งมีพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชน ตามลักษณะปกครองท้องที่ปี ๒๔๓๕ ตามมาตรา ๒๗ ดูแลพี่น้องประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขเรียกประชุมราษฎร นำข้อราชการต่าง ๆ สู่พี่น้องประชาชนครับ ๒๐ กระทรวง ๑๔๒ กรม ผ่านงานให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมด สิ่งที่เขาร้องขอมาคือเรื่องสวัสดิการ เรื่องค่าตอบแทนต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่มีเลย มีอยู่นิดเดียว ก็คือค่าห้องพักพยาบาลเวลาป่วย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็คือต้องใช้บัตร ๓๐ บาท เขาอยากจะได้สิทธิแบบข้าราชการได้หรือเปล่าครับ เขาก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกันนะครับ แล้วก็ในอีกหลาย ๆ เรื่องที่เขาต้องทำหน้าที่อย่างเช่นสิ่งที่ผ่านมาก็คือภัยพิบัติในประเทศไทย ที่ผ่านมาอย่างเช่นโควิดหรือสงครามที่ผ่านมา เขาก็ยังต้องเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ต้องเป็น ผู้บังคับหมู่ที่ต้องดูแลพี่น้อง ชรบ. ที่ต้องไปทำงานดูแลอพยพคนในหลาย ๆ พื้นที่ ทำงานทุกอย่างถ้าเทียบกับ อบต. ที่ทำงาน ๑ ตำบลเหมือนกัน ค่าตอบแทน อบต. ๓๕,๐๐๐ บาท มีรถประจำตำแหน่ง ขยับให้กำนันสัก ๒๐,๐๐๐ บาทได้ไหมครับ ผู้ใหญ่บ้าน สัก ๑๕,๐๐๐ บาท แพทย์ผู้ช่วยสารวัตรสัก ๑๐,๐๐๐ บาทอย่างนี้ก็ยังก็ยังพอเป็นขวัญ กำลังใจให้พี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจริง ๆ ก็ปฏิบัติหน้าที่ เต็มที่อยู่แล้วครับ เพราะว่าอย่างน้อยเขาก็มีจิตที่เป็นอาสาที่ทำหน้าที่ตรงนี้มาตลอดอยู่แล้ว ก็ฝากกราบเรียนท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินการ ให้พี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ครับ🔗

พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กระผมได้รับ ร้องเรียนจากพี่น้องบ้านหัวเขา ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลาว่าชุมชนแห่งนี้ เป็นชุมชนเก่าแก่ สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมาน ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าเป็นชุมชน ที่หนาแน่นมาก อดีตจุฬาราชมนตรีอาศิส พิทักษ์คุมพล ก็เกิดในชุมชนแห่งนี้ แต่ตอนนี้ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในเรื่องอาชีพของชาวบ้านคือประมงพื้นบ้านโพงพาง ที่ดำเนินการเลี้ยงชีพมาตลอดระยะเวลา ๓ ชั่วคนแล้ว ประมาณ ๑๐๐ ปี ก่อนที่ พ.ร.บ. ประมง ปี ๒๔๙๐ ที่จะออกมาให้โพงพางผิดกฎหมาย และเมื่อวันที่ ๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปกวาดล้างชุมชนดังกล่าว ปรากฏว่า ได้จับกุมไปแล้วจำนวน ๙ ราย แล้วก็รื้อถอนทั้งหมดประมาณ ๒๐๐ กว่าราย ชาวบ้าน ประมาณ ๔๐๐ ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนในตรงนี้ ประเด็นว่าเราจะดูแลชนกลุ่มนี้ อย่างไร ก็เลยอยากให้รัฐบาลมอบหมายให้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเป็น สส. ในพื้นที่ ในตรงนั้นได้มาแก้ไข เพราะลำพังแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการอย่างไรก็ไม่ได้นะครับ ถ้าท่านไม่ทันก็ถูกมาตรา ๑๕๗ ตอนนี้ถูกร้องเรียนอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกร้องเรียน ทั้งหมดโดย ป.ป.ช. ก็เลยอยากให้รัฐบาลแก้ไขอย่างจริงจัง โดยมีวิธีอยู่หลายวิธี ที่ดินป่าสงวน ป่าไม้ที่มีการเช่าอยู่ในกระบี่ แล้วก็ที่ชุมพร ตอนนี้สัมปทานต่าง ๆ อนุญาตเสร็จสิ้น แล้วก็น่าจะจัดให้คนกลุ่มนี้ได้มีที่ดินทำกินในส่วนของตรงนั้นก็ได้นะครับ ตอนนี้ก็อยากให้ รัฐบาลมอบหมายให้ดำเนินการโดยเร่งด่วน ขอขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป ขอเชิญคุณทรงศักดิ์ มุสิกอง ครับ🔗

นายทรงศักดิ์ มุสิกอง นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงศักดิ์ มุสิกอง นครศรีธรรมราช

ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายสุภาพ มณีโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ นครศรีธรรมราช หรือชื่อเดิม คือโรงเรียนเฉลิมราชประชาอุทิศ เกี่ยวกับความเสียหายของตัวอาคารซึ่งเสียหายจากภัยพิบัติ ธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพายุน้ำท่วม หรือลมพายุที่รุนแรง ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับตัวอาคาร โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ภายในโรงเรียนจนไม่สามารถที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก ทางโรงเรียนได้ดำเนินการ ของบประมาณสนับสนุนในการซ่อมแซมตัวอาคารซึ่งมีการประมาณการราคา รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ช่วงเมษายน ปี ๒๕๖๗ เพื่อขอรับงบประมาณในปี ๒๕๖๘ และ ยังได้ทำหนังสือทบทวนการขอรับการสนับสนุนไปอีกครั้งหนึ่งช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พร้อมมีเอกสารแนบประกอบถึงความจำเป็นต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้ก็เช่นกัน ท่านผู้อำนวยการได้ดำเนินการของบประมาณซ่อมแซมซ้ำไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมทราบ รายละเอียดว่าคำของบประมาณดังกล่าวไม่ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณางบประมาณ ทำให้โรงเรียนเสียโอกาสในการที่จะได้รับการสนับสนุนในการซ่อมแซมตัวอาคาร การที่งบประมาณสำหรับการซ่อมแซมอาคารไม่ได้รับการสนับสนุน มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัว งบประมาณตัวเลขเท่านั้น แต่มันรวมถึงการสูญเสียที่เด็ก ๆ จะไม่ได้รับโอกาส เด็ก ๆ จะต้องเรียนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ไม่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ สะท้อนให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมของเรา การศึกษาคือรากฐานของ การพัฒนาประเทศ หากรากฐานนี้สั่นคลอนตั้งแต่ระดับประถมและระดับมัธยม การต่อยอด ไปสู่การพัฒนาที่สูงขึ้นย่อมเป็นไปได้ยาก ความเสียหายของตัวอาคารจึงไม่เป็นปัญหา เพียงปัญหากายภาพเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ของเรา ผมจึงต้องเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงศึกษาธิการในการที่จะร่วมกันผลักดันงบก้อนนี้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับทางโรงเรียน โดยด่วน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณวรโชติ สุคนธ์ขจร ครับ🔗

นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานสภาหลายเรื่องด้วยกันครับ🔗

เรื่องแรก ขออนุญาตฝากความเป็นห่วงไปยังพี่น้องที่โดนพายุคาจิกิได้พัด เข้ามาและทำให้พี่น้องได้รับความเดือดร้อนหลาย ๆ จังหวัดต้องฝากความห่วงใยไปด้วย🔗

เรื่องต่อไป จะขออนุญาตฝากหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม เรื่องถนนหมายเลข ๑๒๐๕ ต้องขอบพระคุณท่านแขวงการทางจักรกฤษณ์ บุญเรืองศรี แขวงบึงสามพันที่ ๒ ที่ได้ดูเรื่องแผน แล้วก็ทำให้อำเภอวังโป่ง มีถนนที่สวยงาม มีวงเวียน ป้องกันอันตรายจากการสัญจรไปมา แต่ถนนยังขาดช่วงที่จะต่อไปยังโรงพยาบาลวังโป่ง ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญ ถนนเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ พี่น้องจะเดินทางไปหาหมอบางครั้ง ก็เกิดอุบัติเหตุ ต้องกราบขอฝากไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแขวงบึงสามพันที่ ๒ อยากให้ดูเรื่องถนนเส้นนี้ด้วย ให้ขยายเป็น ๔ เลน เหมือนกับ ถนนที่ขยายออกไปแล้ว แล้วก็ฝากเรื่องไฟแสงสว่างถนนสาย ๑๓๐๑ จากอำเภอวังโป่ง ไปตำบลท้ายดง ๒ ช่วงด้วยกัน จากวังโป่งไปเชื่อมวังกระดาษ แล้วก็จากวังชะนาง ไปเชื่อมบ้านดงหลงซึ่งมืดมาก🔗

อีกสายหนึ่งไฟแสงสว่างสาย ๑๑๙๑ ซึ่งเป็นถนนที่มีเชื่อมระหว่าง ๒ ตำบล ระหว่างตำบลวังหินกับตำบลท้ายดง ก็ยังขาดไฟแสงสว่างช่วงตำบลวังหินอยู่ ๖,๗๐๐ เมตร ก็อยากฝากไปยังแขวงบึงสามพัน แล้วก็กรมทางหลวง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ให้ช่วยผลักดันไฟแสงสว่างให้กับพี่น้องประชาชนด้วย วันนี้ต้องขอบพระคุณแขวงทางหลวง บึงสามพัน ที่ ๒ ที่ได้อนุเคราะห์ถนน แล้วก็ดูแลความปลอดภัยต่าง ๆ ในการเดินทางของ พี่น้องประชาชน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเกียรติคุณ ต้นยาง ครับ🔗

นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม เกียรติคุณ ต้นยาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องที่จะ หารือกับท่านประธานจำนวน ๒ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียน มาจากคุณวิเชียร แผ่พลอย อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พี่น้องชาวนาอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ร้องเรียนว่า ราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ ๕,๓๐๐ บาทต่อตัน แต่สามารถขายได้ ๕,๔๕๐ บาทต่อตัน อันนี้ยังไม่รวมต้นทุนที่เป็นค่าแรงและอื่น ๆ อีกครับ ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องตรงกับที่เป็นข่าว อยู่ปัจจุบันนี้ ที่ราคาข้าวตกต่ำ ราคา ๕,๓๐๐ บาท ถึงราคา ๕,๘๐๐ บาท ตรงกับ คำสัมภาษณ์ของนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นี่ครับที่ท่านออกข่าวว่าตั้งแต่ มีรัฐบาลมา ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนขนาดนี้เลย ข้อความผมไม่อ่านนะครับ ท่านประธาน อ่านเองได้ว่าเขาคิดเห็นอย่างไร จึงฝากท่านประธานได้โปรดประสานไปยังรัฐบาล นายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแก้ไข ชาวนาอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ไม่ไหวแล้วนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนมาจากดอกเตอร์ณัฐพัชร์ ทิมดี นายกเทศมนตรีเมืองพิมลราช คุณวัชรินทร์ แสงวิมาน รองบังหมัด รองนายกเทศมนตรี เมืองพิมลราช คุณยันต์ยงค์ คำใจ ส.ท. เบิ้ม ประธานสภาเมืองพิมลราช คุณอรรถพล พิมมงละ ส.จ. โอเล่ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง เขต ๔ คุณนฤพนธ์ ชโยปถัมภ์ ส.จ. เล้ง สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี อำเภอ บางบัวทอง เขต ๕ และท่านประธานหมู่บ้านพิมลราช ๑ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าถนน ๔ เลน แต่ไม่มีทางม้าลาย ซึ่งทำให้พี่น้อง เด็กเล็ก แล้วก็คนชรา คนที่ไปทำงานไม่สามารถ ข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย ภาพที่เห็นครับ นายกเทศมนตรี สส. ส.จ. ไม่สามารถพาพี่น้อง ข้ามถนนได้ทุกเช้าทุกเย็นนะครับ จึงฝากท่านประธานประสานไปยังแขวงทางหลวงชนบท จังหวัดนนทบุรีดำเนินการสร้างทางม้าลาย สัญญาณไฟจราจร และไฟทางในยามค่ำคืน ให้สว่างไสวด้วยครับขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ🔗

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน ขอนำปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เขต ๕ พิษณุโลก และพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดทั่วประเทศ วันนี้มีเรื่องเดียวที่จะหารือ ท่านประธาน คือเรื่องปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ ตอนนี้ไม่ไหวแล้วครับ พี่น้องเกษตรกร ที่ปลูกข้าวโพดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือตอนล่างปลูกข้าวโพดมากที่สุดในประเทศไทย ตอนนี้ราคาเขาบอกไม่ไหวแล้ว แม้จะมีมาตรการของรัฐบาลมาช่วยเหลือ แต่มันเป็นไปไม่ได้จริง ท่านบอกราคา ๗ บาท ๘ บาท ๙ บาท ท่านบังคับลานรับซื้อได้หรือเปล่า ถามรัฐบาลครับ ท่านบังคับลานรับซื้อได้หรือเปล่า ทุกวันนี้ราคาจริง ๆ อยู่ ๓ บาทกว่าก็มี ๔ บาทกว่า ๕ บาทกว่า นี่ยังไม่รวมความชื้น ความชื้นประกาศมา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันหน้าฝน เกษตรกรจะเอาลานตากตรงไหน เขาจะทำให้ความชื้นเหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นไปได้ ยากมาก ความชื้นหนึ่ง อันที่ ๒ คือเขาไม่มีพื้นที่ เขาไม่มีระยะเวลาในการจัดเก็บ พอเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วเขาก็ต้องรีบขาย จะเอาความชื้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาจากไหน ทำไม ไม่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ไปเลย หรือกี่เปอร์เซ็นต์ก็ได้ คือคำนวณจากความเป็นจริงที่พี่น้อง เกษตรกรประสบอยู่ ท่านจะไปกลัวอะไร ขนาดซื้อหมดประเทศยังไม่พอใช้เลย ของในประเทศมันขาดท่านยังทำให้แพงไม่ได้ ของมันขาดอยู่ทำไมทำให้แพงไม่ได้ เกษตรกร รวยสักปีหนึ่งมันจะเป็นอะไรไปครับท่านประธาน รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขแต่มันใช้ไม่ได้จริง ในพื้นที่ครับ ขนาดของขาดยังทำให้แพงไม่ได้ แล้วเอาข้าวโพดไปแลกเปลี่ยน ไปเจรจาภาษีทรัมป์ ทำไมต้องเอาเกษตรกรเป็นด่านแรกในการไปแลกเปลี่ยนกับเขา อยากจะต่อรองกับเขา ทำไมต้องเอาชีวิตของเกษตรกรไปแลกกับเขาก่อน คนที่เขาลำบากอยู่แล้วก็ยิ่งลำบากไปอีก สินค้าในประเทศมันไม่พอ แทนที่จะราคาดี ตอนนี้เอานำเข้ามาอีก จะนำเข้าเพิ่มอีก ก็ทำร้ายเกษตรกรซ้ำลงไปอีก ในวันที่ท่านมีอำนาจอยู่ในมือ ท่านเซ็นเอาชีวิตเกษตรกร ไปแลกกับเขา วันนี้อำนาจอยู่ในปลายปากกาท่าน วันข้างหน้าถ้าเกษตรกรอำนาจย้อนกลับ ไปอยู่ในมือเขา เขาก็จะสั่งสอนท่านบ้าง สุดท้ายครับท่านประธาน ขอให้พ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรทุกท่านจดจำเอาไว้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำกับท่านเป็นแบบนี้ รัฐบาลดูแลชีวิตเกษตรกร ชาวไร่ข้าวโพดแบบนี้ เขาเอาชีวิตของท่านไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์แบบนี้ และในวันที่ ท่านมีอำนาจก็ขอให้พิจารณา ฝากท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเกษม อุประ🔗

นายเกษม อุประ สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเกษม อุประ สกลนคร

เนื่องจากผมได้รับการร้องทุกข์จากพี่น้อง อำเภอวานรนิวาส มาร้องทุกข์ผมกับ สส. สกุณา ว่าเตาเผาขยะของอำเภอวานรนิวาสนั้น มีขนาดเล็ก ทั้งที่ประชากรมีถึง ๑๒๐,๐๐๐ คน แต่เตาเผาขยะ เผาได้วันละ ๑ ตัน แต่ขยะ แต่ละวันนั้น ๕-๖ ตัน ทำให้เกิดขยะสะสมขึ้นเรื่อย ๆ ก่อให้เกิดมลพิษ มีทั้งสัตว์ ทั้งหนู ทั้งนก ทั้งสุนัขและเวลาฝนตกก็ทำให้ชะน้ำสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ลงไปแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงอยากจะฝากท่านประธานถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณา หาทางแก้ไขด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน นั่นก็คือปัญหาเรื่องข้อพิพาท ชายแดนซึ่งสร้างความเดือดร้อน สูญเสียทั้งทหาร บาดเจ็บ และพี่น้องประชาชน ซึ่งจะต้อง เดือดร้อนเพราะต้องเข้าอยู่ศูนย์อพยพและต้องเสียเวลาทำมาหากิน ซึ่งปัญหานี้ เป็นปัญหาที่สะสม สืบเนื่องมานาน พอเราเข้าไปแก้ปัญหาก็ทำให้เกิดปัญหานี้ปะทุขึ้น จึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลว่าควรที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไป โดยเร็ว เพราะการเจรจาอย่างที่ท่านนายกได้ประสานไปแล้วนั้นมันไม่ได้ผล วันนี้ ทั้งแสนยานุภาพ ทั้งอะไรต่าง ๆ เราเหนือกว่าเขามากมาย เพราะฉะนั้นควรที่จะดำเนินการ ในมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แล้วก็ขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ได้เยียวยา พี่น้องประชาชน ไม่ว่าผู้เสียชีวิตหรือว่าทรัพย์สินที่เสียหายและในการเยียวยาเป็นครอบครัว ให้กำลังใจท่านภูมิธรรม ให้กำลังใจท่านนายกแพทองธาร กราบขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไป ขอเชิญ คุณทินพล ศรีธเรศ ครับ🔗

นายทินพล ศรีธเรศ กาฬสินธุ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องจะปรึกษาหารือกับท่านประธาน ก็คือเรื่องราคาข้าวเปลือกของพี่น้องเกษตรกร ชาวนาที่ราคาตกต่ำ สืบเนื่องจากที่เราเห็นมาจากข้าวนาปรังของพี่น้องเกษตรกรชาวนา ที่ปลูกนาปรังในช่วงปี ๒๕๖๗ คาบเกี่ยวมา ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าข้าวนาปรังฤดูที่เก็บเกี่ยว ที่ผ่านมาราคาตกต่ำมาก เกษตรกรชาวนาขายข้าว หลายรายขาดทุนยับ หลายรายคิดว่า ปลูกแล้ว มีผลผลิตแล้วจะเก็บเกี่ยวหรือจะปล่อยทิ้งดี เพราะถ้าเก็บเกี่ยวมาแล้วก็มาขาย ก็ขาดทุน สร้างภาระอีก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการ นบข. หรือ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติที่ได้มีมติเสนอ ครม. ในการที่จะอนุมัติ งบประมาณเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวนาปรังและนาปี ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน รายละ ๑๐ ไร่ โดยใช้วงเงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับชาวนาที่ลงทะเบียนไว้ และเห็น ว่าจะจ่ายให้ชาวนาได้อย่างช้าภายในเดือนกันยายนนี้ สำหรับนาปรังในฤดูที่ผ่านมาซึ่งโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นที่รู้กันว่าเป็นโครงการ ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ชาวนา ในยุคที่ราคาข้าวตกต่ำ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุครับ ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำให้กับพี่น้อง เกษตรกรได้ขายข้าวให้มีราคานั้น ต้องรีบหาวิธีหรือมาตรการใด ๆ ก็ตาม ซึ่งอยู่ในหน้าที่ และขอบเขตความรับผิดชอบของคณะกรรมการ นบข. และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า จะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต้องมาดูแลเรื่องปริมาณและคุณภาพของข้าว และกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องมาดูแลเรื่องการซื้อขาย แล้วก็เรื่องราคา จึงอยากจะฝาก ท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมการ นบข. อย่างมาก จึงอยากจะ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวหามาตรการ แล้วก็นโยบาย ที่มาแก้ไขให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีจะออกมา ผมว่าถ้าออกมาแล้ว ราคามีปัญหา ปัญหาต่าง ๆ จะตามมามากครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณศาสตรา ศรีปาน🔗

นายศาสตรา ศรีปาน สงขลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัด สงขลา เด็กหาดใหญ่ พรรครวมไทยสร้างชาติ การศึกษาไม่ไปข้างหน้า เพราะบุคลากร ทางการศึกษายังลำบากอยู่ครับ ใช่ครับท่านประธาน พูดไม่ผิดครับ วันนี้บุคลากรสนับสนุน ทางการศึกษา เช่น นักการภารโรง ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ ครูธุรการ เงินเดือนเท่าไรรู้ไหมครับ ๙,๐๐๐ บาทครับ ๑๐ ปีไม่เคยปรับ ต่ำกว่าแรงงานขั้นต่ำอีกครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศาสตรา ศรีปาน สงขลา

นี่เป็นครูดาว จากโรงเรียนวัดโคกสมานคุณ วันนี้ครูธุรการ ๑ คนทำ ๒ โรงเรียน วันจันทร์กับวันพุธ ทำที่โรงเรียนวัดโคกสมานคุณ วันอังคารกับวันพฤหัสบดี ทำที่โรงเรียนค่ายเสนาณรงค์ วันศุกร์ก็สลับกันไปแบบนี้ ทำให้ ประสิทธิภาพในการทำงาน การเป็นผู้ช่วยของ ผอ. ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นระบบ ไม่ต่อเนื่อง สับสนในการทำงาน ทางครูก็บอกว่าช่วยปรับเงินขึ้นหน่อยได้ไหมจาก ๙,๐๐๐ บาท เป็นสัก ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาทก็ได้ ส่วนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการควรออก โดยเร็วเลย นั่นก็คือ ๑ ธุรการต่อ ๑ โรงเรียน ถึงจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด วันนี้ครูทั่วประเทศ ฝากผมมาบอกว่าปัญหาการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่ครูไม่ทุ่มเท แต่เพราะว่าครูถูกใช้ทำงาน ทุกอย่าง ยกเว้นการสอน ถ้าอยากให้คุณภาพการศึกษามีมากขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้แยก หน้าที่ชัดเจน ครูธุรการ ครูพัสดุ การเงิน นักการภารโรง แยกออกจากงานครูให้ชัดเจน ถึงจะทำให้ประสิทธิภาพของการศึกษาไทยดีขึ้นแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณซาการียา สะอิ🔗

นายซาการียา สะอิ นราธิวาส

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ประกอบไปด้วยอำเภอระแงะ จะแนะ สุคิริน พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานหลายเรื่องเหมือนกันนะครับ🔗

เรื่องแรก ก็คือผมได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ นายซูลกิพลี เจะแต ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ นายอัยยุบ สาแม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๙ นายรุสดี ศรียุ ว่าเกิดเหตุ ไฟฟ้าดับบ่อยมากในหมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ และหมู่ที่ ๙ เดือน ๆ หนึ่งเกิน ๑๐ ครั้ง เนื่องจากสายไฟน่าจะเก่ามากและจำนวนชาวบ้านเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดใน ๔๐ ปี ที่ผ่านมา ฝากท่านประธานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับคำร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านอัยยุบ บ้านไอร์กรอส หมู่ที่ ๖ ตำบลจะแนะ ว่าจะให้ทางโยธาธิการและผังเมืองช่วยสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง สะพานบ้านไอร์กรอส สายหมอก เนื่องจากเดิมนี่เป็นท่อเหลี่ยม โครงสร้างชำรุด แล้วก็เสียหายจากน้ำท่วม แล้วก็ฝากท่านประธานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับข้อร้องเรียนจากกำนันอาบีดี บาโด ขอให้แขวงทางหลวง ขยายช่องจราจรจากหน้าที่ว่าการอำเภอจะแนะ จนไปถึงแยกปารี ระยะทางประมาณ แค่๖๐๐ เมตรเองครับ เพื่อความสะดวกในการสัญจร🔗

เรื่องที่ ๔ ขอให้ทาง ผอ. โรงเรียนจะแนะประสานมาขอป้ายควบคุมความเร็ว ไฟกระพริบและทางม้าลายที่ยังไม่ได้ติดตั้ง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่นักเรียน ครูและผู้ปกครอง ฝากท่านประธานไปยังแขวงทางหลวงนราธิวาส ที่โรงเรียนจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาสนะครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ บ้านบาโง ตำบลกาลิซา ว่ายังขาดไฟฟ้าส่องสว่างที่ทางหลวงชนบทสาย ๔๐๑๓ เส้นระหว่างบ้านบาโง และลูโบ๊ะบาตู ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ🔗

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี ผมได้รับเสียงสะท้อนจาก พี่น้องประชาชน เรื่องปัญหากระท่อมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมขออนุญาตอ่าน เสียงเหล่านั้นซึ่งเป็นเสียงที่เป็นความทุกข์และเป็นความห่วงใย ในการปลดล็อกกระท่อม ปี ๒๕๖๔ ถูกอ้างเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและเสรีภาพสมุนไพร แต่กลับสร้างวิกฤติ ด้านสุขภาพจิต สังคมและความมั่นคง กระท่อมกลายเป็นเรื่องเร่งการเสพติด ทำลายสุขภาพ และโครงสร้างชุมชน ผู้ป่วยกระท่อมเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้น กระท่อมจึงไม่ใช่ สมุนไพรพื้นบ้านอีกต่อไป แต่คือสารกระตุ้น เอาตัวรอดท่ามกลางเศรษฐกิจบีบคั้น ความจน ถูกเปลี่ยนเป็นตลาด นายทุนเปิดร้านน้ำต้มกระท่อม ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์ แต่กลายเป็น ผู้ถูกทดลองจากนโยบายส่วนกลาง ด้วยปรากฏสถานการณ์การขายและการใช้ใบกระท่อม รวมถึงน้ำต้มใบกระท่อมในทางที่ผิดและมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับมีการเรียกขาย ใบกระท่อมโดยรถยนต์เร่ขายและการตั้งแผงลอยขายใบกระท่อมตามข้างทางหรือ ทางสาธารณะ รวมทั้งการขายใกล้สถานศึกษา ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้อง ต่อท่านนายกรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือออกกฎหมายกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อมและน้ำดื่มใบกระท่อม เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ของบุคคลซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภค ป้องกันการใช้ในทางที่ผิด รวมถึงลดปัจจัยเสี่ยง ในการเข้าถึงการบริโภคของเด็กและเยาวชน ให้สิทธิชุมชนกำหนดเขตควบคุมกระท่อม พัฒนาฐานข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อออกแบบการบำบัดเฉพาะพื้นที่ เพิ่มงบประมาณ สถานพยาบาลจิตเวชในชายแดนใต้ ดึงโรงเรียนโต๊ะครูอิหม่ามและเยาวชนมาร่วมสร้าง สื่อกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต้านการใช้กระท่อม🔗

สุดท้ายผมอยากจะเห็นกระท่อมกลับมาเป็นยาเสพติดเช่นเดิม นอกจาก ใช้ในทางการแพทย์ ในทางความเชื่อของศาสนาทุกสิ่งที่เป็นมึนเมา คือของมึนเมา และทุกของมึนเมาคือสิ่งต้องห้าม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งต้องห้ามเราต้องช่วยกันสกัดกั้นและ สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณชุติมา คชพันธ์ ครับ🔗

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันมีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือจำนวน ๕ เรื่องดังนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรื่องแรก ดิฉันได้รับ เรื่องร้องเรียนจากพี่น้องตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่เกาะ ขณะนี้พี่น้องประชาชนประมาณ ๒,๔๐๐ คน กำลังเจอปัญหาน้ำกร่อย น้ำเปรี้ยว น้ำไม่สะอาด พื้นที่นั้นได้มีการขุดบ่อแล้วค่ะ แต่ว่าปัจจุบันคุณภาพน้ำไม่ดี ดิฉัน จึงขอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล หาทาง แก้ปัญหาร่วมกันโดยด่วนเพื่อให้น้ำมีคุณภาพ ประชาชนบนเกาะมีน้ำที่มีคุณภาพ ใช้อุปโภคบริโภคค่ะ🔗

ปัญหาต่อไป โครงการพัฒนาแก้มลิงทุ่งปักขอ อยู่ที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชนได้ ต่อยอดในการบริหารจัดการน้ำ พัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เชิงนิเวศและเชิงสุขภาพได้ แต่โครงการนี้ค้างคามา หลายปีแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ นะคะ จึงขอให้สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อบจ. สุราษฎร์ธานี และ อบต.ทรัพย์ทวี ทำงานร่วมกันเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จนะคะ🔗

ปัญหาต่อไป ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจากมูลนิธิพระพุทธนิรโรคันตราย ชัยวัฒน์จตุรทิศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดพัทลุงและในบริเวณใกล้เคียงเป็นสถานที่ออกกำลังกายของคนพัทลุง ทั้งตอนเช้า และตอนเย็นจะไปรวมตัวกันที่จุดนั้น ได้รับข้อมูลมาว่าอยากจะขอให้มีการติดตั้ง แท่นน้ำประปาดื่มได้ ดังที่การประปาส่วนภูมิภาคได้ติดตั้งแท่นน้ำประปาดื่มได้ไปแล้ว ในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อบริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ที่ไปสักการะแล้วประชาชนที่ไปออกกำลังกายก็จะได้ใช้งานด้วย ดิฉันจึงขอให้การประปา ส่วนภูมิภาคและสำนักงานจังหวัดพัทลุงเร่งดำเนินการแก้ปัญหาดูแลประชาชนโดยติดตั้ง แท่นน้ำประปาดื่มได้ ดังที่การประปาส่วนภูมิภาคทำมาแล้วในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ🔗

ต่อไป ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนและได้ลงพื้นที่ไปดูปัญหาที่เจอมา ประชาชนร้องเรียนมาว่าไม่มีการขุดลอกคูคลองเลย จึงขอให้มีการขุดลอกคลองชลประทาน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางในคลองส่งน้ำชลประทานสาย ๑ ซ้าย (สายต้นสน-สวนราม) อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ท่านประธานดูในภาพนี่คือคลองส่งน้ำชลประทาน ไม่ใช่สนามบอล ถ้าหญ้าจะเยอะขนาดนี้ เอาวัวลงไปเลี้ยงได้เลย แล้วน้ำจะส่งไปได้อย่างไร วัชพืชหนาแน่นขนาดนั้น จึงขอให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำ ชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้น้ำในการเกษตรอย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ🔗

ปัญหาถัดไป ดิฉันรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนเช่นเดียวกันว่าเดือดร้อน จากการประกาศพื้นที่ป่าทับที่ดินที่มีโฉนด ขอย้ำว่ามีโฉนดอยู่แล้ว ของตำบลลานข่อย จังหวัดพัทลุง นำไปจำนอง ธ.ก.ส. ได้มาแล้วหลายครั้ง ปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปล่า พี่น้องประชาชนทำจดหมายไปที่กรมป่าไม้ด้วยตัวเองด้วย คำตอบที่ได้บอกว่าก็เป็นพื้นที่ ป่าแล้ว ทำอะไรไม่ได้ แล้วอย่างนี้ประชาชนจะพึ่งใครได้อีก ดิฉันจึงขอให้กรมป่าไม้หารือ และหาทางออกร่วมกับประชาชนในพื้นที่และคืนสิทธิในที่ดินให้แก่ประชาชน ปัจจุบัน ประชาชนกู้หนี้ในระบบไม่ได้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบทำให้เป็นหนี้นอกระบบ เป็นปัญหา ครอบครัวและปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมากมายค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ🔗

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดอ่างทอง ได้รับ คำร้องเรียนเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวนาในจังหวัดอ่างทองผ่านทางสภาเกษตรจังหวัด อ่างทอง ได้ส่งเรื่องร้องเรียนมาว่าอยากที่จะเห็นโครงการที่จะช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวนานั้น ลดต้นทุนในการผลิต วันนี้ชาวนาดีใจที่ได้เห็นโครงการหลักก็คือเรื่องของการช่วยเหลือ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ที่มีการอนุมัติผ่าน ครม. มาเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ชาวนารอรับเงินอยู่ แต่นั่นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าครับ ปัญหาใหญ่จริง ๆ ก็คือเรื่องของราคาข้าว ที่มันตกต่ำเหลือเกิน ตอนนี้ขายได้ประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้นครับท่านประธาน ไม่น่าเชื่อข้าวเปลือกกิโลกรัมหนึ่ง ๕ บาทกว่าเท่านั้น ชาวนาก็อยู่กันลำบาก ดังนั้นถ้าหากว่า รัฐบาลยังไม่ได้มีมาตรการใดที่ชัดเจน ในเรื่องของการพยุงราคาข้าว สิ่งที่ชาวนาต้องการ คือการช่วยลดต้นทุนในการผลิต เห็นกระทรวงพาณิชย์ได้ทำโครงการธงเขียว เพื่อที่จะเอา ปัจจัยการผลิตไม่ว่าปุ๋ย ยา มาลดราคาให้กับพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวจังหวัดอ่างทอง ผ่านทางสภาเกษตรจังหวัดก็เฝ้ารอแล้วก็ถามว่าจะไปถึงอ่างทองได้เมื่อไร และนอกจากนั้น ผมแปลกใจที่ได้เห็นเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แทบจะทุกภาคทั่วประเทศ สะท้อนปัญหานี้เหมือนกันหมด ทำไมรัฐบาลถึงได้นิ่งเฉย ยังไม่ได้มีมาตรการในการแก้ไข ปัญหาราคาข้าวออกมาอย่างชัดเจน อยากเห็นมาตรการในการช่วยชาวนาให้ลืมตาอ้าปาก จะได้มีกิน มีใช้ มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีจริง ๆ ได้เสียทีครับ🔗

ประเด็นต่อมาเรื่องของปัญหาภัยพิบัติ วันนี้เราได้ยินข่าวพายุที่กำลังเข้าอยู่ ก็คือพายุคาจิกิ ซึ่งพี่น้องในจังหวัดอ่างทองเราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วันนี้กรมชลประทาน ระบายน้ำมาเพิ่มขึ้น พื้นที่บางส่วนในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ ริมแม่น้ำน้อย ได้รับผลกระทบแล้ว ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบางส่วนที่อำเภอป่าโมกก็ได้รับผลกระทบแล้ว อยากจะฝากถึงทาง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้เร่งรัด ในการติดตามเรื่องของการป้องกันภัยให้กับพี่น้องที่อยู่ริมน้ำด้วย🔗

ประเด็นสุดท้ายนิดเดียวท่านประธาน ได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้าน หมู่ที่ ๗ ตำบลสาวร้องไห้ อำเภอวิเศษชัยชาญ บริเวณวัดอินทราวาส ถนนของหมู่บ้านนั้น อยู่ริมคลอง ชำรุดทรุดโทรม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทางเทศบาล ทาง อบจ. ช่วยจัดสรรงบประมาณมาเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขอหารือทั้งหมด ๒ เรื่อง ท่านประธานเป็นปัญหาซ้ำซากที่เคยอภิปรายแล้วครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

๑. คือปัญหาชุมชนบ่อฝรั่ง ที่ไม่มีไฟถนนใช้มาเป็นปี มืดทั้งชุมชนครับ ผมร้องผู้ว่าชัชชาติไปหลายรอบ ไม่มีการแก้ไข ครับ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ผู้ว่าไปจัด Event ขนคนไปเพียบ ไปถ่ายรูป ชุมชนร้องเรียนไป เรื่องเงียบแล้วเขาก็เลยมาร้องเรียนผม วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ผมไปหาท่านผู้ว่าชัชชาติ เจอผู้ว่า เจอรองผู้ว่า เจอเลขาผู้ว่า มากันหมด รับปากอย่างดี ๑ เดือนบอกจะจัดการ ให้เรียบร้อย สุดท้ายเรื่องเงียบ วันที่ ๑๔ มีนาคม ผมส่งหนังสือถามผู้ว่าอีก ผ่านไป ๓ เดือน ก็เรื่องเงียบครับ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ผมส่งหนังสือไปหาผู้ว่าอีกรอบหนึ่ง ก็ยังเงียบอยู่ ถึงทุกวันนี้ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ผมนัด ๕ หน่วยงานกรุงเทพมหานครลงพื้นที่ร่วมกัน ทุกคนย้ำครับ ติดที่ผู้ว่าต้องมอบหมายหน่วยงานเท่านั้น ถึงจะเริ่มงานได้ วันที่ ๒๓ มิถุนายน ผมนัดอีก ๒ หน่วยงาน เขาก็ยืนยันว่าติดที่ผู้ว่าชัชชาติเหมือนเดิม วันที่ ๑๗ เดือน ๗ ผมปรึกษาหารือในสภาแห่งนี้เรื่องไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีการแก้ไข เมื่อวานผมให้คนตามหนังสือ ไปบอกโยนกันไปโยนกันมาระหว่างฝั่งผู้ว่ากับฝั่งหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานคร จนวันนี้ผมต้องหารืออีกรอบหนึ่ง คือกับแค่ปัญหาแสงสว่างผมต้องจี้ขนาดนี้มันก็เกินไปไหมครับ ไปพบผู้ว่า ลงพื้นที่ ประชุมหน่วยงาน ส่งหนังสือผู้ว่า ๒ รอบ อภิปรายในสภา ๒ รอบ มัน Over ไปท่านประธาน ติดคอขวดคนเดียวคือผู้ว่าชัชชาติ ขอแค่ผู้ว่ามอบหมายหน่วยงาน ให้ดำเนินการแล้วเขาจะได้ทำงานต่อได้ จบแค่นั้นเอง ประชาชนฝากบอกขอให้ผู้ว่าหยุดวิ่ง หยุด Live หยุดไป Event ๑๐ นาที ขอแค่นี้ให้หน่อยได้ไหม🔗

ปัญหาที่ ๒ ถนนแจ้งวัฒนะ ๕ ข้างศูนย์ราชการ เขตหลักสี่ ไฟดับทั้งซอย หลายปีแล้ว ปัญหาก็คือ กทม. บ่ายเบี่ยงไม่รับถนนครับท่านประธาน ธนารักษ์ยกถนนเส้นนี้ ให้กรุงเทพมหานคร ๗ ปีแล้ว แต่ กทม. บอกว่ายังไม่ได้ยกให้ ยังไม่ยอมรับ ผมไปประชุม กับธนารักษ์เขายืนยันมอบถนนให้ กทม. เรียบร้อย ผมถามข้าราชการ กทม. เขาบอกว่า ต้องรอผู้ว่าตัดสินใจ ไม่ว่าจะรับถนนหรือไม่รับถนน วันที่ ๖ มีนาคม ผมหารือในสภาแห่งนี้ ถึงผู้ว่า เรื่องเงียบ วันที่ ๗ มีนาคม ผมส่งหนังสือไปถึงปลัด กทม. ก็ยังเงียบ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ผมหารือในสภาแห่งนี้ รอบที่ ๒ ก็ยังเงียบ วันนี้ผมต้องหารือรอบที่ ๓ ถนนเส้นนี้ทั้งผู้พิพากษา ทั้งอัยการ ทั้งหมอ ทั้งพยาบาลและคนในชุมชนเขาบ่นกันหมดว่าทำไมมันแก้ไม่ได้ เรื่องแค่นี้ ไฟดับอันตราย เขาเดินแล้วรถมันชน มันเปลี่ยว ปัญหาง่าย ๆ แต่ผู้ว่า แก้ไม่ได้ท่านประธานครับ ขอทุกหน่วยงานบอกตรงกันว่าติดที่ผู้ว่าท่านเดียวเท่านั้น ก็ขอฝากท่านประธานไปถึงท่านผู้ว่าชัชชาติด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ครับ🔗

นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ชัยภูมิ

กราบท่านประธานที่เคารพ ผมเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๖ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขอนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไร่อ้อยทั่วประเทศหารือท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ชัยภูมิ

ด้วยผมได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับ เงินช่วยค่าตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 ฤดูกาล ๖๗/๖๘ ที่ผ่านมาว่าชาวไร่ที่มีอ้อยปนเปื้อน หรือมีอ้อยไฟไหม้ปะปนไปด้วย ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ เพราะมีมาตรการกำหนด เงื่อนไขว่าต้องเป็นอ้อยสดร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ทำให้ชาวไร่อ้อยได้รับความเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่เขาก็พยายามที่จะควบคุมตามนโยบาย เพื่อไม่ให้มีอ้อยเกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มีอ้อยไฟไหม้บางรายไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ถือว่าน้อยมาก ก็ไม่ได้รับสิทธินี้เช่นกัน จะเห็นได้ว่าจากรอบ ๕ ปีที่ผ่านมาตามสไลด์ ปี ๖๗/๖๘ มีปริมาณอ้อยสดสูงถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงกว่าในรอบ ๕ ปีที่ผ่านมา ผมยกตัวอย่าง เกษตรกรบางราย ส่งอ้อยสด ส่งอ้อย ๓,๐๐๐ ตัน มีอ้อยไฟไหม้ปนไปแค่ ๒๐ ตัน ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ส่วนที่เหลือเป็นอ้อยสดทั้งหมด ไม่ได้รับเงินในส่วนนี้ ท่านประธานลองคิดดูครับ ว่าการทำอ้อย กว่าจะทำและตัดอ้อยสดส่งโรงงานได้ มันยากแค่ไหน แต่รัฐบาล กลับไม่ช่วยเหลือแม้แต่บาทเดียว ผมไม่เข้าใจว่าท่านใช้หลักคิดอะไร หรือแม้กระทั่ง ชาวไร่อ้อยที่ไม่ได้เผาแต่เกิดจากอุบัติเหตุหรือมีการลักลอบเผา อย่างนี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ มันถูกต้องหรือไม่ครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับการลดฝุ่น PM2.5 โดยการไม่เผา แต่ท่านประธานต้องเข้าใจว่าข้อกำหนดนี้กำหนดหลังจากปิดหีบไปแล้ว ปิดหีบไป ๒-๓ เดือน ถึงกำหนดมาตรการนี้ เพราะฉะนั้นผมต้องการให้ สอน. ได้กำหนดมาตรการให้ชัดเจน ก่อนที่จะเปิดหีบว่าจะใช้มาตรการอะไร ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน ผมจึงขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ให้ช่วยเหลือชาวไร่อ้อยกลุ่มนี้ ให้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดตันละ ๖๙ บาท ในฤดูกาล ๖๗/๖๘ ด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณรักชนก ศรีนอก ครับ🔗

นางสาวรักชนก ศรีนอก กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันจะขอหารือ ๑ เรื่อง คือเรื่องประตูน้ำคลองศรีสำราญที่อยู่ภายใต้การดูแล แล้วก็ เป็นการตัดสินใจของเทศบาลอ้อมน้อยจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบริเวณติดกับ เขตหนองแขมซึ่งเป็นพื้นที่ของดิฉัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือตรงประตูน้ำนั้น มีน้ำเสีย น้ำเน่าเหม็นแล้วก็เป็นประตูน้ำที่ต้องเปิดใช้ทุก ๆ วัน แล้วชาวบ้านที่อยู่บริเวณละแวกนั้น ก็ได้รับผลกระทบจากการที่ ๑. ก็คือมีเสียงของประตูน้ำดังอยู่ตลอดเวลา ทำให้รบกวน เรื่องสุขภาพจิต หลาย ๆ คนถึงขนาดว่าต้องไปหาหมอ เพราะว่าบางครั้งที่เปิดพร้อมกัน ทุกเครื่อง เสียงมันรบกวนชาวบ้านจริง ๆ ๒. ก็คือสภาพน้ำที่เป็นน้ำเน่าเสีย หลังจากที่ เครื่องสูบน้ำมันตีฟูมันก็จะเกิดฟอง ทำให้ฟองเหล่านี้มันตลบตีข้ามกำแพงไปที่บ้านของ ชาวบ้าน หลาย ๆ บ้านก็ได้รับผลกระทบ แต่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้เข้ามาดูแล หรือว่าทำที่กั้นเป็นเรื่องเป็นราวให้ชาวบ้าน เขาก็ต้องควักเงิน ในการที่จะจัดการเรื่องนี้ กันเอง ต่อมาก็ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปคุยกับคนที่อยู่หน้างาน ก็เข้าใจว่ามีการคุยกัน แต่ว่ายังไม่มีเลย สักครั้งที่จับเข่าคุยกันทั้ง ๓ หน่วยงาน ก็คือเทศบาลอ้อมน้อย สำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตหนองแขม คนที่อยู่หน้างาน แล้วก็นิติหมู่บ้าน ดิฉันก็อยากจะขอให้ มีการประสานงานให้จับเข่าคุยกันเรื่องนี้เพื่อแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณศรีโสภา โกฏคำลือ ครับ🔗

นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนที่เคารพ ดิฉัน นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทย พื้นที่อำเภอฮอด อมก๋อย ดอยเต่า และแม่แจ่ม ดิฉันมีเรื่องหารือ กับท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องดังนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เชียงใหม่

เรื่องที่ ๑ ดิฉันมีความเป็นห่วง เป็นใยต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต ๘ จังหวัดภาคเหนือ เนื่องจากปีนี้ราคาลำไยตกต่ำทำให้ชาวสวนลำไยต้องขาดทุน ขาดรายได้มาจุนเจือให้กับ ครอบครัว แต่ถึงอย่างไรนั้นดิฉันต้องขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้มีนโยบาย ช่วยเหลือในการจัดทำโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ โดยจะมีการสนับสนุน การดำเนินการผลผลิตลำไยคุณภาพสูงไร่ละ ๑,๔๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ต่อครัวเรือน ทั้งนี้เงิน ๑,๔๐๐ บาท จะแบ่งเป็นค่าตัดแต่งทรงพุ่ม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าแต่งสาวจะได้รับ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และค่าปัจจัยการผลิตวัสดุการเกษตรไร่ละ ๔๐๐ บาท ทั้ง ๒ รายการ รวมเป็น ๑,๔๐๐ บาท แต่ท่านประธานคะลำไยที่ปลูกในภาคเหนือทั้ง ๘ จังหวัดในปีนี้ จะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูมิถุนายนถึงกรกฎาคม โดยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรจะทำจัดแต่งทรงพุ่มและช่อผล ดังนั้น เมื่อเราไปดูมาตรการที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้มานั้น ก่อนที่จะมีการตัดแต่งจะต้องมีการอบรมหลักสูตรก่อน จึงจะมาตัดแต่ง ได้ใช่หรือไม่คะ หากเกษตรกรได้ดำเนินการแต่งไปก่อนหน้านี้แล้วจะได้รับผลประโยชน์ จากโครงการดังกล่าวได้อย่างไร เพราะดิฉันเองได้รับคำท้วงติงจากเกษตรกรจาก การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำโครงการนี้ จึงอยากขอสอบถามไปทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านรับรู้ รับทราบ ไม่เกิดความสับสน รวมถึงโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพที่ดิฉันได้กล่าว ไม่ทราบว่ากระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้วในปัจจุบัน อีกทั้งดิฉันยังมีเรื่องร้องเรียน จากเกษตรกรที่เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งได้รับหนังสือยื่นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังกระทรวงการคลัง และรักษาการ นายกรัฐมนตรีแล้ว โดยเกษตรกรได้มีการร้องขอให้การพักชำระหนี้จำนวน ๑ ปี รวมถึง มีการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับเกษตรกร ดิฉันจึงอยากฝากขอรัฐบาลเร่งพิจารณาข้อเสนอแนะ ของพี่น้องเกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพราะปีนี้น้ำตาของชาวสวนลำไยที่ทำให้ ลำไยมีรสชาติหวานจะกลายเป็นน้ำตาที่ทำให้ลำไยมีรสชาติเค็มแล้วค่ะ ดิฉันมีอีกเรื่องหนึ่ง🔗

ดิฉันได้รับข้อร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยพื้นที่โครงการจัดทำที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบาย รัฐบาล หรือ คทช. ที่บ้านแม่หลองถึงบ้านแม่หลองใหม่หมู่ที่ ๓ และบ้านแม่ป๊อก หมู่ที่ ๔ ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ในหมู่บ้าน ทำให้เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันและไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ดิฉันจึง อยากฝากขอไปทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจากจังหวัดเชียงใหม่และกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามพิจารณาเพื่อดำเนินการอนุมัติการขยายเขตไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว🔗

สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน เนื่องจากเมื่อวานนี้พื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบภัยพิบัติน้ำท่วมเข้ามายังบ้านเรือนของประชาชนและ สถานที่ราชการหลายแห่ง ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนจากการประสบเหตุภัย ครั้งนี้ รวมถึงหน่วยงานจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภัยพิบัตินี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณยอดชาย พึ่งพร ครับ🔗

นายยอดชาย พึ่งพร ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สส. ยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเมืองพัทยา เทศบาลเมืองหนองปรือ ผู้แทนเมืองท่องเที่ยวระดับโลก พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมมีเรื่องเดียวที่จะมา ขอความเมตตาให้ท่านประธานช่วยชาวบ้าน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายยอดชาย พึ่งพร ชลบุรี

ด้วยมีพี่น้องประชาชนนำโดยประธานชุมชน วัดบุณย์กัญจนาราม นายธีรธรรม คำพา และนายเสนีย์ ค้าขาย ร้องเรียนว่ามีกองขยะ ที่ถูกลักลอบมาทิ้งในชุมชนซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ใจกลางเมืองพัทยา บริเวณถนนเทพประสิทธิ์ ซอย ๙ ซอยนี้เป็นซอยที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ชายหาดจอมเทียม วัดเขาพระใหญ่ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย Walking Street ชาวบ้านแจ้งว่าขยะกองมหึมานี้ ถูกลับลอบทิ้งมาตลอดหลายปีในพื้นที่เอกชนจนตอนนี้ลามมาครึ่งถนนและถนนเมืองพัทยา ก็ยังไม่ได้เปิดให้ใช้ ชาวบ้านในชุมชน พี่น้องชาวพัทยา รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทาง ท่องเที่ยวโดยใช้จีพีเอสนำทางต่างก็ไม่ได้รับความสะดวก โดยคนในชุมชนเดือดร้อนรำคาญ เพราะขยะมีกลิ่นเหม็น มีทัศนะที่อุจาดแล้วก็สัตว์มีพิษ และยังเป็นแหล่งที่คนเร่ร่อน มาวนเวียนหาสิ่งของ รวมไปถึงการลักลอบค้ายาเสพติด ผมก็แปลกใจครับ ว่าขยะขนาดนี้และลักลอบทิ้งกันมานานขนาดนี้ ทางผู้บริหารท้องถิ่นเมืองพัทยาไม่รับรู้ ไม่รับทราบหรือหาวิธีการแก้ไขบ้างหรือครับ ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก หลังจากที่ผมได้ไปลง พื้นที่และทำหนังสือร้องเรียนไปยังเมืองพัทยาผ่านมา ๒ สัปดาห์แล้ว ยังไม่มีเสียงตอบกลับ และไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ล่าสุดมีการลักลอบเผาขยะเพื่อลอกสายไฟเอาทองแดง ท่านประธานครับ พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและรัฐบาลเองที่ผู้นำตอนนี้ก็เป็น เจ้ากระทรวงมหาดไทย🔗

สุดท้าย ผมขอให้ท่านประธานประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยแบบเข้มข้น ดำเนินการบริหารจัดการขยะบริเวณนี้และนำป้ายเตือนห้ามทิ้งขยะและนำกล้องวงจรปิด มาติดตั้งไฟส่องสว่างพร้อมเปิดถนนให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรไปมาในชีวิตประจำวัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณชัชวาล แพทยาไทย ครับ🔗

นายชัชวาล แพทยาไทย ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวงครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชัชวาล แพทยาไทย ร้อยเอ็ด

วันนี้ผมมีข้อหารือถึงความไม่สบายใจ ของพี่น้องเกษตรกรชาวนาต่อท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทางรัฐบาล ในวันที่ ๑๙ สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการในการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวนา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในด้านการช่วยเหลือ ลดต้นทุนการผลิต ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ทั้งนาปรัง นาปี แล้วก็มาตรการในการรักษาเสถียรภาพข้าวเปลือกนาปี ในการผลิตนี้ แต่ในรายละเอียด ผมมีข้อไม่สบายใจจากหนังสือสั่งการของทางคณะรัฐมนตรี ที่ระบุมีเงื่อนไขอยู่ ๓ ข้อ ในเงื่อนไขข้อที่ ๓ คณะรัฐมนตรีบอกว่าชาวนาที่จะได้รับเงิน ช่วยเหลือไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกำหนดให้เกษตรกร ชาวนาต้องลงทะเบียนใน Application ทางรัฐเพื่อยืนยันสิทธิ ตรงนี้ครับท่านประธาน ที่ผมเป็นห่วงมาก เพราะเงื่อนไขนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่ปีนี้ในการรับเงินไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขนี้มา ผมตั้งข้อสังเกต ๓ ข้อ พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรมีอยู่แล้ว ๔.๖ ล้านครัวเรือน ถามหน่อยครับ ปกติ ครม. อนุมัติแล้ว ธ.ก.ส. ใช้เวลาไม่เกิน ๕ วัน แต่ถ้ามีการลงทะเบียนซ้ำซ้อนกับ Application ทางรัฐ ๔.๕ ครัวเรือน ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ชาวนา ๔.๖ ล้านครัวเรือน ผมขอเวลาท่านประธานหน่อยนะครับ พูดถึงเรื่องพี่น้องชาวนาขอเวลานิดหนึ่ง ชาวนา ๔.๖ ล้านครัวเรือน จะมีสักกี่คนที่มีโทรศัพท์ ที่จะลงทะเบียนได้ มีแต่คนแก่กันทั้งนั้นครับ ท่านประธาน นี่คือประเด็นที่ ๒ ครับ🔗

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๓ Application ทางรัฐ มันมีความพร้อมแล้วหรือยัง ผมโหลดมาเมื่อวานแล้วเปิดเข้าไปดู ยังไม่เห็นเลยว่าจะให้ชาวนาลงทะเบียนตรงไหน ๑ ใน ๓ ที่เคยให้ลงทะเบียนก็คือชาวไร่อ้อย ตอนนี้ยังจ่ายเงินกันไม่หมดเลย นี่คือข้อห่วงใย ที่ผมจะฝากท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรี วันนี้ทาง ธ.ก.ส. กำลังมีการประชุมบอร์ด ธ.ก.ส. เพื่อที่จะสรุปวันจ่าย แล้วก็สรุปกรอบวงเงินงบประมาณ แต่ถ้าท่านไม่ปลดล็อก ไม่ชี้ให้ชัดว่าจะให้ชาวนา ลงทะเบียนใน App ทางรัฐหรือเปล่า ผมมั่นใจว่า ธ.ก.ส. ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะฉะนั้นอยากฝากผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลแล้วก็ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบฟันธงชี้ให้ชัดอย่าให้ชาวนาสับสนว่าท่านจะเอาอย่างไร กับเรื่องของ App ทางรัฐ อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเลยครับ ที่ผ่านมาท่านเคยให้อยู่ อย่าล้อเล่นกับความรู้สึกชาวนาครับ ที่ผ่านมาเงินไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท กลับไปกลับมา ตอนนี้มันจะได้แล้ว ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ฝากท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ครับ🔗

นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมุทรสงคราม

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาชน ผมขอปรึกษาหารือท่านประธานดังต่อไปนี้🔗

เรื่องแรก จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย มีประชากร ทั้งจังหวัดราว ๑๘๖,๐๐๐ คน เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี กว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดหรือราวประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน จึงถือว่าเป็นสังคมผู้สูงวัย โดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นก็จะทำให้มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียมเพิ่มมากขึ้นตามสัดส่วน ปัจจุบันมีศูนย์หรือหน่วยฟอกไตอยู่ ๓ แห่ง เป็นของเอกชน ๒ แห่งคือ โรงพยาบาลมหาชัยแม่กลองและคลินิกสมุทรสงครามเวชกรรม และมีของรัฐเพียงแห่งเดียว คือโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ผู้ป่วยโรคไตและญาติ ๆ ได้ขอความอนุเคราะห์ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเพิ่มหน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมให้มากขึ้น จะช่วยยกระดับศักยภาพ การรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในจังหวัดให้ดีขึ้นครับ🔗

เรื่องต่อมา ถนนคอนกรีตเส้นหลังจวนผู้ว่าตำบลแม่กลองชำรุดและ ผิวจราจรแคบ ซึ่งผมเคยหารือกับท่านประธานไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ทางเทศบาลเมือง สมุทรสงคราม โดยนายกอานนท์ ตันติดำรงกุล ได้ทราบปัญหาและพร้อมจัดทำโครงการ ปรับปรุงถนน พร้อมขยายผิวจราจรให้กว้างขึ้น ผมจึงขอให้ท่านประธานประสานไปยัง ธนารักษ์พื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม อนุญาตให้เทศบาลเมืองสมุทรสงครามขยายถนน ในที่ราชพัสดุ เพื่อประโยชน์ของประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ผมได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือจากนายญาวัชร์ วรรณสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา ในปัญหาน้ำกัดเซาะริมตลิ่ง คลองแควอ้อม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รายละเอียดเพิ่มเติม ผมขออนุญาตส่งให้ท่านประธานเพื่อให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยเหลือประชาชนตามที่เดือดร้อนนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณจเด็ศ จันทรา ครับ🔗

นายจเด็ศ จันทรา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายจเด็ศ จันทรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีปัญหาที่จะนำมาหารือท่านประธาน เรื่องการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายซึ่งกำลัง แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทย จากข้อมูลศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันประกอบกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพพบว่าการพนันออนไลน์เป็นปัจจัยที่ เชื่อมโยงกับปัญหาหนี้สิน ความเครียด ความรุนแรงในครอบครัว ภาวะซึมเศร้า และ แม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนไทยกว่า ๓ ล้านคน ถูกชักชวนให้เล่น การพนันออนไลน์ผ่านสื่อออนไลน์และมีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ปีละนับหมื่นล้านบาท แม้หลายหน่วยงานจะร่วมกันปราบปรามอย่างแข็งขัน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเปิดเผยว่าเพียง ๓ เดือนแรกของปี ๒๕๖๘ ได้ปิดกั้น Social Media และเว็บไซต์ ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์จำนวนเกือบ ๓๐,๐๐๐ URL และจับกุมผู้กระทำผิด กว่า ๔,๖๐๐ ราย อย่างไรก็ตามเว็บไซต์พนันออนไลน์ ยังคงผุดขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว คอยโฆษณาให้ประชาชนเห็นตลอด ๒๔ ชั่วโมง สาเหตุหนึ่ง อยู่ที่ข้อจำกัดของกฎหมาย ปัจจุบันการสั่งปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ต้องอาศัยอำนาจศาล ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลารวบรวมหลักฐานจนกระทั่งศาลมีคำสั่งนานร่วมนับสัปดาห์ หรือหลายเดือน ในขณะที่เจ้ามือเว็บไซต์พนัน สามารถเปิดเว็บไซต์ใหม่ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เกิดสถานการณ์ปิด ๑ เว็บไซต์ แต่มีเว็บไซต์ใหม่อีกหลายเว็บไซต์วนซ้ำไม่สิ้นสุด ดังนั้นผมขอเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อติดอาวุธให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับ การเผยแพร่เว็บไซต์ที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเว็บไซต์พนันออนไลน์ได้ทันทีเป็นการชั่วคราว เพื่อทำการตรวจสอบระหว่างรอศาลมีคำสั่ง เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ได้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกันก็กำหนดขั้นตอนที่เจ้าของเว็บไซต์สามารถโต้แย้งคำสั่ง เจ้าหน้าที่ได้ ย้ำว่าสั่งระงับการเผยแพร่ชั่วคราว ไม่ใช่สั่งปิด ผมเชื่อว่าเราปิดช่องโหว่ ทางกฎหมายและดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการป้องกันและปราบปรามไปพร้อมกัน จะสามารถลดความเสียหายจากการพนันออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน เว็บไซต์พนันออนไลน์ แก้ปัญหาได้ไม่ยาก อยู่ที่เราจะจริงจังกับมันแค่ไหน ๓๐,๐๐๐ URL ในเวลาเพียง ๓ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๘ ผมเชื่อว่าไม่สามารถโต้แย้งได้และจะถูกหยุดเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น กับประชาชนได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมขอฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอ ต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นแนวทางต่อสู้กับการพนันออนไลน์ ในอนาคต ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณวิภาณี ภูคำวงศ์ ครับ🔗

นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขอเสนอปัญหาในพื้นที่ค่ะท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ ขอนแก่น

ประเด็นที่ ๑ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียน จากนายรังสรรค์ ตั้งวานิชกพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าพระ เรื่องขอความ อนุเคราะห์พิจารณาปัญหาน้ำท่วมขังและไฟฟ้าส่องสว่างอุโมงค์ทางลอดทางรถไฟ จำนวน ๕ จุด ได้แก่ อุโมงค์ทางลอดบ้านหนองแวง หมู่ที่ ๘ บ้านหนองบัวดีหมี หมู่ที่ ๑๑ บ้านราชการ หมู่ที่ ๑๕ บ้านหนองแวง หมู่ที่ ๑๗ และบ้านหนองบัวดีหมี หมู่ที่ ๑๘ ซึ่งปัจจุบันนี้เกิดน้ำ ท่วมขังเป็นประจำ รถเล็ก รถใหญ่สัญจรไปมาอย่างลำบาก ตอนกลางคืนเส้นทางนี้ ก็ถือว่าเปลี่ยว มืด แล้วก็อันตราย ดิฉันหวั่นจะเกิดอุบัติเหตุจึงอยากจะขอให้ท่านประธาน ฝากไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบคือการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพราะฝนตกทีไรน้ำท่วมขังนานหลายสัปดาห์ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนได้สัญจรอย่างปลอดภัยและสะดวกไม่ต้องกังวลรถดับหรือรถเสีย อีกด้วยค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางสาวงามตา เสนะไพรวรรณ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านทุ่ม เรื่องขอความอนุเคราะห์ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรทางหลวง หมายเลข ๑๒ ถนนมลิวรรณ ช่วงเส้น U-Turn ทางเข้าเทศบาลเมืองบ้านทุ่ม เนื่องจาก ถนนเส้นนี้เป็นสายหลัก รถสัญจรไปมาเยอะมาก ๆ มีทั้งรถเล็ก รถใหญ่ รถบรรทุก ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ต้องเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งไม่อยากให้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำ ๆ ดิฉันจึงอยากขอฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวงได้ลงพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยด่วนด้วยค่ะ🔗

สุดท้ายค่ะท่านประธาน เรื่องนี้ก็สำคัญมาก ๆ เช่นเดียวกัน ถนนหมายเลข ๒๐๖๒ จากตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองไปยังอำเภอมัญจาคีรี ขอให้ขยายถนนเป็น ๔ ช่องจราจร ตลอดสายด้วยค่ะ เพราะปัจจุบันนี้ถนนก็ยังขยายไม่แล้วเสร็จเป็น ๔ เลนบ้าง ๒ เลนบ้าง ซึ่งมีรถจำนวนมากที่ต้องสัญจรไปมา การสัญจรก็ถือว่าไม่สะดวกแล้วก็ยังเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้ง ดิฉันจึงอยากขอฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวงให้เร่งลงพื้นที่และจัดสรร งบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้พ่อแม่พี่น้องได้สัญจรอย่างปลอดภัยด้วย ขอขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณกัลยพัชร รจิตโรจน์ ครับ🔗

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สถานการณ์ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาได้สะท้อนว่าคนพิการและผู้ป่วยกลุ่มติดเตียง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในศูนย์อพยพ กลุ่มคนเหล่านี้มักถูกลืมเพราะอยู่คนเดียว ตามลำพังจึงออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นกลุ่มหลังสุดเสมอ เมื่อมาถึงศูนย์อพยพก็ขาดที่นอนป้องกัน แผลกดทับ ต้องนอนลงบนพื้นแข็ง ๆ ที่ทำให้เจ็บปวดมาก ขาดผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่สำคัญที่สุด คือการขาดผู้ช่วยคนพิการ หรือที่เรียกว่าอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการ อพมก. การขาดแคลนนี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้พิการเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าคู่มือแนวทางและมาตรฐานการอพยพในกรณีภัยพิบัติ ไม่ว่าจากการปะทะ ตามแนวชายแดน ภัยธรรมชาติ หรือภัยพิบัติทางสาธารณสุข ยังไม่คำนึงถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้เท่าที่ควร ดิฉันมี ๓ ข้อเสนอค่ะ🔗

ข้อ ๑ ขณะที่เหตุการณ์ตามแนวชายแดนสงบ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ควรร่วมกับองค์กรเพื่อคนพิการสำนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันปรับปรุงแนวปฏิบัติ คู่มือการอพยพและมาตรฐานศูนย์อพยพให้คำนึงถึงผู้ใช้ศูนย์อพยพซึ่งเป็นกลุ่มคนพิการ และผู้มีภาวะพึ่งพิง เช่น การเตรียมทางลาดไว้ การเตรียมห้องน้ำที่พักที่เหมาะสมกับคนพิการ🔗

ข้อ ๒ หน่วยจัดการภัยพิบัติ ควรปรับปรุงกระบวนการงบประมาณและ การบริหารจัดการให้ผู้จัดการศูนย์อพยพสามารถระดมกำลังคน ดูแลคนพิการและเครื่องใช้ ที่จำเป็นสำหรับคนพิการได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งควรซักซ้อมแผนดำเนินการศูนย์อพยพ สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติเป็นประจำ🔗

และข้อสุดท้าย ให้กระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการลงทุนบริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์หรือ Intermediate Care ในกองทุน IMC ให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยบาดเจ็บต้องกลายเป็นคนพิการถาวร และควรเพิ่มการลงทุนกำลังคนด้านสุขภาพจิตด้วย กรณีป้องกันลดผลกระทบจาก ความเจ็บป่วยทางจิตเวชจากเหตุการณ์รุนแรงที่เราเรียกกันว่า Post-Traumatic Stress Disorder PTSD ทั้งในขณะเผชิญภัยพิบัติและหลังพ้นภัยพิบัติแล้ว ดิฉันหวังว่าผู้บริหาร กระทรวง พม. และกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมขยับปรับปรุงดูแลคนพิการและ กลุ่มเปราะบางในประเด็นนี้อย่างเร็ววัน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะนักเรียนและครูโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมาฟังการประชุมอยู่ชั้นบนขณะนี้ ขอต้อนรับและขอบคุณที่มาเยี่ยมรัฐสภาวันนี้ ต่อไป ขอเชิญ คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือเพื่อแก้ไขปัญหา ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนในเขต ๒ จังหวัดเลย🔗

ประเด็นแรก เป็นคำร้องเรียนจากท่าน ส.จ. ใจเพชร จันทร์เขียว ส.จ. ภูกระดึงและท่านผู้ใหญ่ทองสา คำมา ซึ่งทั้ง ๒ ท่าน ได้แจ้งแล้วก็ร้องเรียนปัญหามา เกี่ยวกับระบบประปาของหมู่บ้านพองหนีบ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ แทบจะอยู่ในพื้นที่ป่า จึงขาดการสนับสนุนในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคนั้น ระบบประปาหมู่บ้าน ทั้งเก่าและไม่ได้รับการบำรุงดูแลเท่าที่ควร จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นให้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย🔗

ต่อมาเป็นเรื่องของบ้านพองหนีบเช่นกัน เป็นถนนระหว่างบ้านพองหนีบไปถึง น้ำหนาว ซึ่งเป็นถนนที่ต่อระหว่างจังหวัดเลยไปถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ อันนี้ก็ขาดการดูแลเช่นกัน ปัญหาคล้ายกันเลยคือไม่มีงบประมาณที่จะดูแล ก็อยากฝากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนับสนุนท้องถิ่นให้ช่วยดูแลสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนในบ้านพองหนีบ🔗

ประเด็นต่อมาเป็นเรื่องถนน ซึ่งมีถนน ๒ เส้นที่อยากจะฝากเป็นถนน ในอำเภอภูหลวง โดยผู้ที่ร้องเรียนเป็นท่าน ส.จ. ยงยุทธ บุตตะนาม และนายชลาลัย เสนา ซึ่งเป็น อปพร. ของหมู่บ้าน โดยเป็นถนนหมายเลข ๒๐๑๖ บริเวณแยกบ้านเลยตาด ถึงบ้านโนนพัฒนา ทั้ง ๒ หมู่บ้านบริเวณนี้เป็นถนนที่เป็นโค้งหักศอกและอยู่ริมผา เพราะฉะนั้น เป็นจุดที่อันตราย แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อย อยากฝากกรมทางหลวงช่วยเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหา ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน อีกเส้นหนึ่งเป็นถนนหมายเลข ๒๑๔๑ ของกรมทางหลวง และตัดกับถนน ทช. ๓๐๐๖ เป็นถนนบริเวณที่ ๒ หน่วยงานตัดกัน แล้วก็ทุกครั้งที่ฝนตก จะมีน้ำขังทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเกิดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน แม้ทางหลวงจะเข้าไป ช่วยแก้ไขปัญหาแล้วปัจจุบันก็ยังเสี่ยงอันตรายอยู่ ก็ฝากหน่วยงานทั้งสองช่วยแก้ปัญหา ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วย🔗

สุดท้ายครับ ชาวหนองหินฝากขอบคุณท่านรัฐมนตรีมนพร เกี่ยวกับสะพาน บ้านห้วยเป้าที่ท่านลงไปติดตามปัญหาดังกล่าวและหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปจะเป็น ท่านสุดท้ายที่หารือในวันนี้ ขอเชิญคุณกุลวลี นพอมรบดี ครับ🔗

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๑ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้มีเรื่องขอหารือท่านประธานประเด็นเดียวค่ะ สืบเนื่องจากในสมัยที่แล้ว เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ปี ๒๕๖๔ ดิฉันได้นำปัญหาของพี่น้องในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี ตำบลดอนตะโก ตำบลเจดีย์หักและตำบลบ้านไร่ ที่อยู่รอบบริเวณถนนวงแหวนของจังหวัดราชบุรี ซึ่งประกอบ ไปด้วยถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข ๔ ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๓๓๙ และ ทางหลวงหมายเลข ๓๗๖ หรือเลี่ยงเมือง Bypass ที่อยู่ในการดูแลของกรมทางหลวง โดย ณ ขณะนั้นพื้นที่บริเวณดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ปัญหาน้ำเสีย จากครัวเรือน และปัญหาการจราจรติดขัด ต้องกราบขอบพระคุณหลายภาคส่วนที่ได้ลงพื้นที่ ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง แต่ ณ ขณะนี้เกิดอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน ดิฉัน จึงขอหยิบยกประเด็นที่เป็นปัญหาให้ท่านประธานได้ทราบ มี ๒ ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ราชบุรี

ประเด็นที่ ๑ ปัญหาน้ำเสียที่องค์การ จัดการน้ำเสียหรือ อจน. ได้เซ็นสัญญาปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเมืองราชบุรี ได้รับ งบประมาณในปี ๒๕๖๔ ซึ่งได้ดำเนินโครงการเสร็จแล้วกับโครงการป้องกันน้ำท่วมชุมชน เมืองราชบุรี ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ระยะที่ ๑ ได้รับงบมา ปี ๒๕๖๖ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนระยะที่ ๒ ได้เงินมาในปี ๒๕๖๘ ขณะนี้อยู่ในการจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นธรรมดาค่ะ งานก่อสร้างใช้เวลานานแล้วก็ต้องมีการวางแผนด้วยกัน ถ้าไม่วางแผนด้วยกันสิ่งที่เกิดขึ้น คือพี่น้องได้รับผลกระทบ อย่างในสไลด์ที่ได้เห็นปัจจุบันการก่อสร้างจุดรวมน้ำบนพื้นที่ ของโครงการป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองราชบุรีที่ต้องก่อสร้างบ่อพักขนาดใหญ่รวมน้ำเสีย เพื่อสูบน้ำเสียปริมาณหลาย ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ไปยังบ่อบำบัดน้ำเสียที่ตำบลคูบัว มีข้อขัดแย้งค่ะ โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองมีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่ใช่ภารกิจ ปัญหา ที่เกิดขึ้นคือน้ำเสียได้ไหลทะลักเข้ามาในบริเวณคลองฝรั่งที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว แล้วก็เข้าไป ยังคลองธรรมชาติปากเตย ทำให้พี่น้องบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ คล้ายคลึงกันเลยค่ะ ปัญหาบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ขององค์การ จัดการน้ำเสียที่จะก่อสร้างใหม่บริเวณใต้สะพานสิริลักษณ์ ที่ถนนเพชรเกษม กิโลเมตร ที่ ๑๐๐ โดย อจน. ได้ยื่นขออนุญาตกับกรมทางหลวงไว้แล้วเพื่อที่จะก่อสร้าง ซึ่งในงบ ปี ๒๕๖๙ ปีหน้ากรมทางหลวงมีงบที่จะก่อสร้างสะพานสิริลักษณ์ใหม่ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้การก่อสร้างบ่อพักขนาดใหญ่ของ อจน. กับการก่อสร้างสะพานสิริลักษณ์ ของกรมทางหลวงมีการก่อสร้างที่สอดคล้องกัน เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณใช้ประสิทธิภาพ ให้เกิดมากที่สุด แล้วก็ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ทุบแล้วก็สร้าง แล้วก็มาทุบทำใหม่ ดิฉันจึงขอ หารือท่านประธานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์การจัดการน้ำเสีย กระทรวงมหาดไทย และกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้บูรณาการร่วมกันทำงานอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิด ผลกระทบกับพี่น้องน้อยที่สุดและใช้เม็ดเงินงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยดิฉันมีเอกสารส่งมอบให้ท่านประธานด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอต้อนรับทุกท่าน และขอขอบพระคุณที่มาฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ขอต้อนรับทุกท่านนะครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๔ คน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อครบองค์ประชุมแล้ว ผมก็จะขอดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

สำหรับกระทู้ถามแยกเฉพาะนั้นจะดำเนินในขณะเดียวกันนี้ ในห้องกระทู้ถาม แยกเฉพาะ ชั้น ๒ ในขณะนี้ ควบคู่กับการพิจารณาตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาและกระทู้ถาม ทั่วไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ นะครับ🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ซึ่งขณะนี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาพร้อมที่จะตอบแล้ว ผมขอเชิญคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถามได้เลยครับ เดี๋ยวผมขอเรียนนิดเดียวเนื่องจากว่ากระทู้สดวันนี้ มาครบทั้ง ๓ กระทู้ เพราะฉะนั้นก็จะใช้เวลากระทู้ละ ๓๐ นาที โดยผู้ถามจะถามได้ ๓ ครั้ง ในเวลา ๑๕ นาที แล้วรัฐมนตรีก็จะตอบ ๓ คำถาม ๓ รอบเช่นเดียวกัน ใช้เวลา ๑๕ นาที เช่นเดียวกัน ผมจึงอยากให้ท่านช่วยดูแลเวลาของแต่ละท่านเอง ถ้าท่านถามในคำถามที่ ๑ เกือบจะหมดเวลาแล้วก็ไม่มีเวลาคำถามที่ ๒ คำถามที่ ๓ รัฐมนตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้าตอบคำถามแรกเกือบหมดเวลา ท่านก็ไม่สามารถจะตอบในคำตอบที่ ๒ คำตอบที่ ๓ ได้ ขอกรุณาช่วยดูแลเวลาของแต่ละท่านเองครับ เชิญคุณวิโรจน์ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ผมว่าประชาชนทุกท่านรวมทั้งท่านประธานด้วย ก็คงจะทราบว่าท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร ได้รับข้อเท็จจริงจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. ว่าตัวท่านมีการซื้อหุ้นจากแม่ พี่ชาย พี่สาว ลุงและป้าสะใภ้เป็นเงิน ๔,๔๓๔.๕ ล้านบาท โดยชำระเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย โดยตั๋ว PN ๕ ฉบับออกเมื่อปี ๒๕๕๙ อีก ๔ ฉบับ มาออกในปี ๒๕๖๖ แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการชำระเงินจนมาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา จึงเพิ่งจะ มาสารภาพกลางสภาเมื่อท่านนายกนั่งตรงนี้ตรงที่เดียวกันกับทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ เลยนะครับ ก็เพิ่งจะมารับสารภาพว่าวางแผนจะเริ่มจ่ายในปี ๒๕๖๙ ถ้าไม่มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็คงไม่มีใครรู้ว่านายกแพทองธารจะใช้ตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ยมาซื้อหุ้นจากคนในครอบครัวแบบนี้ จนประชาชนจำนวนมากต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็สงสัยว่านี่อาจจะไม่ใช่การซื้อหุ้นครับ แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงภาษี เพราะตั๋ว PN ผมว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็รู้ดีว่าไม่มีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในการดูแล ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการขึ้นทะเบียน ถ้าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วมีการแอบยกหนี้ให้ แล้วงุบงิบฉีกตั๋ว PN ทิ้งสำนักงาน สรรพากรในพื้นที่ กองตรวจสอบภาษีกลาง หรือแม้กระทั่งกรมสรรพากรจะติดตามตรวจสอบ ได้อย่างไร ที่ผ่านมาท่านอธิบดีกรมสรรพากรก็ออกมาแก้ต่างให้ โดยอ้างถึงประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๔) (ช) ซึ่งกรมสรรพากรก็ยังคงตาใสเชื่อว่านี่คือการซื้อขายหุ้นกันจริง ๆ โดยท่านอธิบดีปิ่นสาย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ บอกว่าถ้ามีการจ่ายเงินกันเมื่อไร แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ได้กำไรจากการขายหุ้นให้นายกแพทองธาร ก็จะเอาส่วนที่ เป็นกำไรมาคำนวณ แล้วแม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ก็จะจ่ายภาษี แต่ประชาชนเขาไม่เชื่อแล้ว ว่าเป็นการซื้อขาย เขาสงสัยว่าเป็นการให้ แต่ใช้ตั๋ว PN มาติ๊งต่างว่าเป็นการซื้อ ซึ่งตามมาตรา ๔๒ (๒๖) (๒๗) (๒๘) ของประมวลรัษฎากร นายกแพทองธารต้องเป็น ผู้จ่ายภาษีที่เรียกว่าภาษีการรับให้เป็นมูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท เอาจริง ๆ ต่อให้เป็น การซื้อขายกันจริง ๆ แม่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ก็คงไม่ต้องจ่ายภาษีสักบาทครับ เพราะขายให้กับนายกแพทองธาร ในราคา Par หรือราคาทุน กรณีนี้จากการใช้ตั๋ว PN ของท่านนายกครับ ประเทศชาติ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการรู้ไหมว่าได้เงินจากท่านนายก แพทองธารเท่าไรครับ แค่ ๒๗ บาทครับ เป็นค่าภาษีอากรแสตมป์ที่ติดเอาไว้ที่ตั๋ว PN ๙ ฉบับ ฉบับละ ๓ บาท ๙ คูณ ๓ ก็ ๒๗ บาท โอ้โฮ เทียบกับกรณีครับ ผมยกตัวอย่างที่ดีครับ กรณีของคุณเศรษฐา ทวีสิน โอนหุ้นแสนสิริให้ลูกสาว ๖๖๑,๐๐๒,๗๓๔ หุ้น ประมาณสัก ๖๖๐ ล้านหุ้น ลูกสาวคุณเศรษฐาก็สำแดงแบบตรงไปตรงมาครับ แล้วก็จ่ายภาษีการรับให้ ๓๒ ล้านบาทให้แก่แผ่นดินครับ ไม่เห็นว่าลูกสาวคุณเศรษฐาจะใช้ตั๋ว PN ซื้อหุ้นจาก คุณเศรษฐาตรงไหน กรณีนี้ต้องชื่นชมคุณเศรษฐาว่าสอนลูกมาดี ผมยังตามเรื่องนี้ยังไม่ลดละ ผมว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็รู้ดีครับท่านประธาน ในวันที่ ๒๘ มีนาคม ผมได้ไปยื่นหนังสือต่อกรมสรรพากร เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรใช้อำนาจ ตามมาตรา ๑๓ สัตต (๓) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการใช้ตั๋ว PN ในการซื้อหุ้นของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ จนมาวันนี้ ๒๘ ตรงกันเลยครบ ๕ เดือนพอดี ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จนเส้นทางการเงินของ สีกากอล์ฟเขาสืบกันจนสิ้นไส้แล้วครับ จนตอนนี้ตั๋ว PN ของนายกรัฐมนตรียังไม่ไปถึงไหน ยังตั้งคณะกรรมการอยู่เลย ในวันที่ ๑ พฤษภาคม เดี๋ยวผมไล่เลียงให้ดู ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ผมได้ขอให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเศรษฐกิจ เชิญผู้แทนจาก กรมสรรพากรมาชี้แจง ซึ่งก็มีท่านผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางมาให้คำตอบ ทำให้คณะกรรมาธิการรู้ถึงข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเกิดอุปสรรค ในการจัดประชุมเพื่อวินิจฉัยในกรณีนี้ เนื่องจากอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ เนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ไม่ยอมใช้อำนาจ ตามมาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากรในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่านเข้ามาเป็นกรรมการ จึงทำให้องค์คณะ ไม่ครบครับ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้แต่ตั้งนะครับ ไม่ใช่ว่ากระวีกระวาดตั้ง ตอนนี้ก็ยังไม่ตั้ง เท่ากับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ละเว้นการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ มาถึง ๒ ปี ๔ เดือน และถ้านับเฉพาะการดำรงตำแหน่งของนายพิชัย ชุณหวชิร เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๗ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเท่ากับว่านายพิชัย ได้ละเว้นการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่มากว่า ๑ ปี ๔ เดือน สุดยอดจริง ๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ทุกคน คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจในวันนั้น จึงได้ถามหนังสือไปสอบถามว่าถาม กรมสรรพากรว่าถ้าประชาชนคนอื่นเขาจะโอนหุ้นให้ลูก ประชาชนสามารถใช้แพทองธาร Model คือให้ลูกออกตั๋ว PN แบบไม่มีกำหนดชำระ ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษี การรับให้ ทำแบบนายกรัฐมนตรีแพทองธารเปี๊ยบเลยจะทำได้ไหม ปรากฏว่าท่านอธิบดี กรมสรรพากร ปิ่นสาย สุรัสวดี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านอดีตรัฐมนตรี ตอบมา เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ว่าไม่สามารถตอบได้ครับ ให้รอการวินิจฉัยซึ่งก็ไม่ได้บอกว่า จะวินิจฉัยเสร็จเมื่อไร เท่ากับว่าในแผ่นดินนี้ มีแค่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ตั๋ว PN ทำแบบนี้ได้ ผมยังไม่ได้สิ้นความพยายามครับ ท่านประธานครับ ผมยังได้เขียนกระทู้ถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผมนี่ไล่ล่าสุดความสามารถถามตรงไปตรงมา ทำไมไม่ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ตามมาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากร เพื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร จะได้วินิจฉัยได้เสียที และถ้าในกรณีนี้บอกว่าการใช้ตั๋ว PN ทำติ๊งต่างเป็นซื้อหุ้น แบบนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำได้นะครับ และที่ชอบอ้างกันนักว่าเป็นการวางภาษี วางแผนภาษีแบบดุดัน ไม่เกรงใจใคร แบบแพทองธาร Ranger Raptor ประชาชนคนอื่น เขาจะได้ดุดันได้บ้างครับ นายกรัฐมนตรีทำได้คนอื่นทำได้ไหม ไม่ใช่ว่าให้นายกรัฐมนตรี แพทองธารดุดันได้คนเดียวครับ ถามอย่างไร กระทู้นี้ก็ไม่ยอมตอบ จนผมทำอย่างไร รู้ไหมครับ ผมเลยไปถอน ถอนเมื่อเข้าเองครับ เพื่อจะได้มาถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังแบบตรงไปตรงมาเลยครับ🔗

คำถามข้อ ๑ ผมถามสั้น ๆ ครับ การวินิจฉัยกรณีการใช้ตัว PN ของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร มีกำหนดการว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร วันที่เท่าไร ประชาชนคนไทย ทั่วประเทศถึงจะรู้ว่าแพทองธาร Model ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย และที่ผ่านมา ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมท่านพิชัย ชุณหวชิร ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงไม่ยอมใช้อำนาจตาม มาตรา ๑๓ ทวิ ของประมวลรัษฎากรในการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ให้เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร นี่คือคำถามข้อที่ ๑ ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบกระทู้ของท่านวิโรจน์ ในกรณีของสิ่งที่ท่านติดตามตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในเรื่องของการใช้ตั๋ว PN ในการดำเนินการด้านการเงินของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าทางกรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจ เราก็มีการดำเนินงานตามที่มีข้อร้องเรียน เข้ามาอย่างต่อเนื่องนะครับ ตั้งแต่วันที่ซึ่งท่านก็ได้เรียนถูกแล้ว ๒๘ มีนาคม ปี ๒๕๖๘ มีหนังสือมาถึงครั้งแรกที่กรมสรรพากรให้มีการตรวจสอบ เราก็มีการดำเนินการ หลังจาก รับเรื่องร้องเรียนแล้ว เราก็มีการดำเนินการไปพิจารณาว่ามีมูลตามที่ท่านได้มีข้อสงสัยหรือไม่ อย่างไร ดำเนินการตั้งแต่ช่วงเมษายนถึงมิถุนายน ก็เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้ข้อเท็จจริงมาเพียงพอสมควร ก็มีการวางแผนวิเคราะห์แล้วก็ตรวจสอบ มีการหาข้อมูล ภายใน คัดแบบแสดงรายการกับบุคคล แล้วก็นิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง หาข้อมูลจากภายนอก ดำเนินการข้อมูลจากภายนอกรวมทั้งในส่วนของ ป.ป.ช. เอง ในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจ การค้าของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องของทะเบียนหุ้น ทั้งหมดเหล่านี้ก็ได้ดำเนินการได้ข้อมูล มาอยู่ในมือของกรมสรรพากรค่อนข้างครบถ้วน ในช่วงนี้ก็เป็นขั้นตอนในการดำเนินการ ขั้นต่อไปซึ่งต้องไปดำเนินการในเรื่องของการสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งเรามีการเชิญ ๗ บริษัท ที่มีความเกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นนี้เพื่อตรวจสอบในเรื่องของการค้นหา ในเรื่องของ ข้อเท็จจริงอยู่ ก็ยังดำเนินการในขั้นตอนนี้ ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะว่าอำนาจบังคับเราก็อยู่ ในกรอบเวลาที่เราต้องดำเนินการให้มันถูกต้อง จะไปเร่งรัดก็ไม่ได้ เพราะว่าต้องยอมรับ ความจริงอย่างหนึ่งว่ากระบวนการในเรื่องภาษี มันไม่ได้มีแค่คดีของท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร มันมีเยอะไปหมดครับ คดีในเรื่องภาษี มีในส่วนของภาคเอกชนเอง ในส่วนของ พรรคการเมืองเองก็มี แม้แต่ตัวท่านอดีตนายกเศรษฐา ทวีสิน ต้องเรียนด้วยความเคารพ นะครับ ท่านก็มีคดีในเรื่องเกี่ยวกับภาษีที่มีการร้องเรียนเข้ามา ทางกรมสรรพากร ก็ดำเนินการอยู่เราก็ให้ความเป็นธรรม ขณะนี้ ๒ ปีก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อ ในคดีที่มันเกี่ยวกับการเมือง ยกตัวอย่างอีกคดีหนึ่ง มีกระบวนการในเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การโอนเงินเพื่อสนับสนุน Mob อันนี้เป็นกลุ่มของท่านเองนะครับ อันนี้เรียนด้วย ความเคารพ เราก็ดำเนินการแบบถูกต้อง คือเราไม่ได้มีการเร่งรัดแล้วเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เราดำเนินการให้ครบถ้วน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือในกระบวนการสิ่งที่เราดำเนินการนี้ มันมีการให้คุณให้โทษกับประชาชนได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เพราะฉะนั้นกระบวนการในการดำเนินการ เราก็เป็นไป ตามขั้นตอน อย่างที่เรียนให้ท่านได้ทราบขณะนี้เราเรียก ๗ บริษัทเข้ามา ทยอยเข้ามา เพื่อที่จะให้ข้อเท็จจริงกับเรา หลังจากนั้นก็จะเป็นการสืบสวนสอบสวนก็คือมีการเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญญาติพี่น้องต่าง ๆ เข้ามาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง กระบวนการ ทั้งหมดก็ยังมีเวลาที่ยังต้องดำเนินการต่อไป จะตอบว่าเสร็จเมื่อไรคงไม่ได้ หลังจาก ที่เราดำเนินการครบถ้วนอย่างที่ได้เรียนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือกรมสรรพากรก็ต้องมาวินิจฉัย ว่าเหตุการณ์ที่ดำเนินการ มีข้อร้องเรียนเข้ามานั้นมีมูลหรือไม่ หากไม่มีมูลก็เป็นอันตกไป หากมีมูลต้องส่งไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยที่ท่านมีข้อสงสัย แต่ในข้อเท็จจริง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านมีคำถามที่ ๒ ในคำถามที่ ๑ ของท่านว่าทำไมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้ดำเนินการในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยให้ครบถ้วนนะครับ ในข้อเท็จจริงคืออย่างนี้ครับ ผมเรียนให้ทราบว่ากรรมการวินิจฉัย อยู่ในเอกสาร ขอโทษนะครับ น่าจะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ต้น ๆ ๔๐ กว่าปีแล้ว ดำเนินการมา มีคดี มีเคสที่ต้องเข้าสู่ คณะกรรมการวินิจฉัยเพียงแค่ ๔๒ รายการเท่านั้น ไม่เยอะนะครับ แล้วครั้งล่าสุด ที่มีการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยจริง ๆ คือปี ๒๕๖๓ ครับ คือหลายปีผ่านมาแล้ว ไม่มีเรื่องเข้านะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเร่งด่วนมันไม่มีนะครับ🔗

๒. คือในส่วนของคณะกรรมการวินิจฉัยเองนั้น หากมีความจำเป็นจะต้อง ดำเนินการ ก็ไม่ใช่เป็นการยาก เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาหากกรมสรรพากรวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ มีมูลเพียงพอที่จะต้องส่งเข้าคณะกรรมการวินิจฉัย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็สามารถเร่งรัดในเรื่องของการตั้งบุคลากรเข้าไปเติมเพื่อให้เต็มได้ไม่ยากนัก ใช้เวลาไม่ยาว แล้วก็จะได้ดำเนินการให้มันครบถ้วน แต่ในขณะนี้เมื่อมันไม่มีเรื่องเข้า มันไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ และไม่มีบทลงโทษ ไม่มีบทลงโทษ ไม่มีข้อกำหนดว่าคณะกรรมการวินิจฉัยจะต้อง มีองค์ประกอบครบถ้วนตลอดเวลา เพื่อเตรียมความพร้อม เพราะในข้อเท็จจริงคือ มันเป็นการพิจารณาที่นาน ๆ จะมีครั้ง ก็ไม่มีความจำเป็นที่ทางกระทรวงการคลังจะต้อง เติมบุคลากรในส่วนขององค์ประกอบในส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปรอไว้ โดยที่ยังไม่มี เรื่องเข้ามาพิจารณา เพราะฉะนั้นในประเด็นของท่าน ผมเรียนยืนยันว่าทางกรมสรรพากรเอง เราเดินหน้าในเรื่องของการสืบหาข้อเท็จจริง โดยเราเน้นในเรื่องของการให้ความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย ทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรมและได้ความยุติธรรมสูงสุดจากการดำเนินการของ ทางสรรพากรครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ต่อไปก็จะขอเชิญคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ ท่านยังมีเวลาอีก ๖ นาที ๑๔ วินาที ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมคงใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ท่านประธาน ผม วิโรจน์นะครับ คือ กรณีที่ท่านรัฐมนตรีช่วยหรือท่านรัฐมนตรีว่าการ จะวินิจฉัยเรื่องอะไร ทำตามคิวไปได้เลยครับ แต่เรื่องนี้มันน่าตกใจครับ ที่เมื่อสักครู่นี้ ท่านเพิ่งตอบว่าจะประเมินว่าเสร็จเมื่อไร คงจะไม่ได้ ประเมินอย่างช้าที่สุดไม่ได้เลยหรือครับ ปีหน้า ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ทำไมท่านประเมินไม่ได้หรือครับ ผมว่าท่านรัฐมนตรีช่วย และท่านรัฐมนตรีว่าการก็เคยทำงานบริหารมามาก การทำงานแบบไม่มี Due Date หรือกำหนดเสร็จ เป็นการบริหารที่ใช้ไม่ได้ครับ มีหรือครับ ท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณ หน่วยรับงบประมาณต่าง ๆ ยังมี KPI มีกำหนดการแล้วเสร็จ การเบิกจ่ายงบประมาณยังมีกำหนดการ ทุกอย่างมีกำหนดเสร็จหมด ผมไม่ได้คาดคั้น ว่าต้องเป็นวันที่เท่าไร แต่ถึงขั้นว่าอย่างช้าที่สุดเมื่อไร ตอบไม่ได้ ผมว่านี่ผิดหวังมากครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดถึงคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรก็ดีแล้วครับ มันทำให้ผมคิดไปถึงอดีต กว่านั้นครับ กับกรณีที่เกิดขึ้นกับคุณเบญจา หลุยเจริญ แล้วถ้าเกิดท่านยังคงช้าอย่างนี้อยู่ กรณีที่เคยเกิดขึ้นกับคุณเบญจา หลุยเจริญ จะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับคนที่ชื่อ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับคนที่ชื่อ พิชัย ชุณหวชิร และจะเกิดขึ้นซ้ำอีกกับคนที่ชื่อ ปิ่นสาย สุรัสวดี🔗

ผมตั้งคำถามอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ ๕ เดือนเงียบกริบครับ จนกระทั่งมีผู้สื่อข่าว ไปถามจี้ท่านอธิบดีกรมสรรพากร จึงเพิ่งได้ทราบ เมื่อวานนี้วันที่ ๒๗ ครับ อธิบดีชี้แจงว่า มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๒ ชุด ชุดแรกชื่อน่ารักมาก ชื่อตามผมเลยครับ คณะกรรมการ พิจารณากรณีที่มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ผ่านมา ๕ เดือน เพิ่งจะแจ้งให้ประชาชนทราบว่ามีคณะกรรมการชุดนี้ อีกชุดหนึ่งตั้งขึ้นมา เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของตั๋ว PN ทั้งระบบ เรื่องนี้ผมแนะนำท่านปิ่นสาย นิดหนึ่ง ฝากท่านประธานไปถึงท่านปิ่นสาย อธิบดีด้วยนะครับ หรือท่านรัฐมนตรีช่วยจะไปบอกก็ได้ คณะนี้ท่านอธิบดีควรจะเชิญบิดานายกมาเป็นเสมียนประจำคณะกรรมการครับ เพราะว่า ท่านบิดานายกนี่ใช้ตั๋ว PN บ่อยที่สุด ใช้คล่องที่สุด ใช้เก่งที่สุด เก่งกว่าใครในแผ่นดินนี้แล้ว สรุปครับ ผ่านมา ๕ เดือนกว่า ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมครับ ตั้งคณะกรรมการไป ตั้งคณะกรรมการมา มีแต่งานธุรการ ดึงเวลาไปเรื่อย ไม่มีกำหนดเสร็จเลย ช้าที่สุด ก็ตอบไม่ได้ว่ากี่ปี กี่กัปกี่กัลป์พอจะตอบได้หรือไม่ครับ ถ้าปียังไม่พอ เอากี่กัปกี่กัลป์ก็ได้ ให้มันตอบตรงนี้เลย ไม่ใช่ตอบว่าไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเสร็จ🔗

คำถามข้อที่ ๒ ที่ผ่านมาความล่าช้าเกิดจากอะไรครับ ๕ เดือน ท่านทำอะไร ตกลงแล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบกับความล่าช้า วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยมาก็ดีแล้วครับ เพราะผมดูจากการแบ่งงานภายในกระทรวงการคลังก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีช่วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีพิชัย ให้เป็นผู้กำกับดูแลกรมสรรพากรโดยตรงเลย แล้วมอบหมายกันตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗ คือดูสรรพากรมาตั้งแต่แรก จะครบ ๑ ปีแล้วครับ ตกลงแล้วความล่าช้าที่เกิดขึ้นช้าที่ท่านพิชัยหรือช้าเพราะท่านจุลพันธ์ ถ้าประชาชนจะไปร้อง ป.ป.ช. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ควรจะไปร้องใครครับ ร้องท่านพิชัยหรือร้องท่านจุลพันธ์หรือร้องทั้งคู่ครับ ตกลงแล้ว ๕ เดือนที่ผ่านมานั้น ท่านทำอะไรไปบ้างครับ เพราะประชาชนเฝ้าจับตาดูอยู่เวลาที่เขาจะร้องเขาจะได้ร้องถูกครับ จะร้องท่านพิชัยหรือร้องท่านจุลพันธ์ ส่วนท่านปิ่นสายโดนแน่ ๆ อยู่แล้ว ผมก็เลย ไม่ถาม นี่คือคำถามข้อที่ ๒ ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณวิโรจน์ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ไม่อยากให้เสียดสี โดยเฉพาะในเรื่องของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ท่านถามผมก็ตอบนะครับ ในประเด็นเสียดสี ผมขออนุญาตข้ามไป ผมเรียน อย่างนี้ครับว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างที่เรียนให้ท่านได้ทราบมีกระบวนการดำเนินการ มาโดยตลอด ถามว่าใครรับผิดชอบ ผมมายืนตอบตรงนี้ ผมไม่ปัดความรับผิดชอบท่านบอก เป็นจุลพันธ์เลยครับ เพราะผมกำกับดูแล แล้วเรื่องนี้ก็มีการสั่งการผ่านไปยังท่านอธิบดี ให้ดำเนินการ ทั้งหมดนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจครับ พวกผมเวลามีหนังสือ มีข้อร้องเรียนเข้ามา ไม่มีใครที่จะเอาหนังสือฉบับพวกนั้นไปดอง ไปทิ้ง เรามีหน้าที่ในการดำเนินการ ผมจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มันจะเป็นการร้องเรียนมาที่ตัวผม ร้องเรียนมาที่บุคลากรที่เป็นฝากฝั่ง เป็นรัฐบาลเดียวกับผมแน่นอนครับ พวกเราต้องดำเนินการ ไม่มีการละเว้น ไม่มีการชะลอ ไม่มีการไปดึงเรื่อง เราดำเนินการครบถ้วนทุกอย่าง สิ่งที่ได้ดำเนินการมาเมื่อครู่อภิปราย ไปคร่าว ๆ ก็จะลงรายละเอียดให้ท่านได้มากขึ้น แต่ขออนุญาตตามหนังสือเพราะว่ามันจะ มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อย่างแรกเลยเมื่อมีการรับเรื่องร้องเรียนของท่านมาแล้ว เมื่อมาถึงแล้วสิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือแน่นอนข้อเท็จจริงมันยังไม่เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับ ความจริงอย่างหนึ่งว่า ท่านก็ยื่นหนังสือฉบับนี้มาที่กรมสรรพากร ท่านไม่ได้ยื่นไปที่ ป.ป.ช. ถ้าท่านมั่นใจว่ากระบวนการนี้มีความผิด เป็นกระบวนการที่มันไม่ถูก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้หนังสือฉบับนี้ไปที่ ป.ป.ช. แน่นอน แต่มันมาที่กรมสรรพากร เพราะว่าท่านต้องการ ให้ดำเนินการเพื่อให้สืบค้นข้อเท็จจริง เพื่อให้มันกระจ่างขึ้น ทางกรมสรรพกรเองยอมรับครับ ว่าเมื่อรับเข้ามาในเบื้องต้นนี้ข้อเท็จจริงก็ยังมีไม่เพียงพอ ยังไม่มีพยานหลักฐานครบถ้วน ที่จะดำเนินการได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือการแสวงหาข้อเท็จจริง ทั้งจากข้อมูลภายใน เช่น เรื่องของแบบแสดงรายการภาษีของบุคคล ของนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ข้อมูลภายนอก เช่น ในเรื่องของข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ข้อมูลบัญชีรายชื่อ ของผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งกรมสรรพากรโดยกองตรวจสอบภาษีกลางได้แสวงหาข้อเท็จจริง ตั้งแต่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๘ ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดยเริ่ม แสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลภายใน แล้วก็มาจากหน่วยงานภายนอกต่าง ๆ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่นในเรื่องของ ป.ป.ช. ปัจจุบันได้รับข้อมูลจากหน่วยงานภายนอก มาค่อนข้างครบถ้วนแล้ว แต่จำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมอีก เมื่อได้ข้อมูลจากหน่วยงาน ภายนอกครบถ้วนก็จะมีการประมวลข้อมู ลแล้วก็เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ นำเสนอ พยานหลักฐานได้แก่เรื่องของผู้ทำธุรกรรมการโอนหุ้น บริษัทที่ผู้โอน แล้วก็ผู้รับโอนหุ้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติแล้วสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาตามกฎหมายได้ เนื่องจากกรณีนี้มีการทำธุรกรรมครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ มีช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบย้อนหลัง ค่อนข้างนาน ประกอบกับมีบริษัทเกี่ยวข้องหลายบริษัท ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ที่ผ่านมากรณีที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังนานและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากก็มีระยะเวลา ในการดำเนินงานที่ยาวนานไม่แตกต่างกัน เมื่อครู่ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟัง กรณีเรื่องของเงิน ที่เป็นผู้สนับสนุนผู้ชุมนุมทางการเมืองนี่ ๔ ปีแล้วนะครับ ก็ยังดำเนินการอยู่มันไม่ใช่ง่าย แล้วมันก็เป็นเรื่องซึ่งเราต้องแสวงหาข้อเท็จจริงให้ครบ เพื่อให้มันเกิดความเป็นธรรม กับทุกฝ่าย ไม่ใช่ว่าเป็นการใช้เครื่องมือกลไกของรัฐไปทำร้ายทำลายทางการเมือง แต่มันต้อง เอาข้อเท็จจริงมาว่าหากมีความผิดก็ดำเนินการ หากไม่มีเขาก็ต้องได้รับความเป็นธรรม ตามความเหมาะสมนะครับ เรายึดในหลักของความเป็นธรรมให้กับผู้มีหน้าที่เสียภาษี อย่างเสมอภาค ที่ผ่านมาเราปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด จะเห็นว่าแม้แต่เรื่องของผู้ค้าออนไลน์ ก็ตาม กรณีอื่น ๆ ก็ตาม เราให้โอกาสในการชี้แจง แล้วก็นำเสนอหลักฐานต่าง ๆ เต็มที่ครับ เนื่องจากกรณีนี้อาจจะเป็นกรณีพิเศษหน่อยเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดในสภา เป็นเรื่องที่ มีความสนใจจากสาธารณะ แน่นอนครับเป็นเรื่องที่มีการอภิปรายอยู่ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผู้บริหารของกรม ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรีเอง ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิบดีและ รองอธิบดี ทุกคนติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าของเรื่องนะครับ จะให้สรุป ท่านต้องการให้บอกว่าจะเสร็จภายใน ๓ เดือน ๕ เดือน ๑ ปี ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า กระบวนการเหล่านี้เราเน้นในเรื่องของหลักความเป็นธรรมเป็นสูงสุด ผมคงไม่กล้าตอบ ให้ท่านว่าภายใน ๑ ปี ผมจะทำให้เสร็จ ทางกรมสรรพากรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะหากเราค้นคว้าแล้วเรายังไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนอยู่ในมือ กระบวนการ ก็ยังไม่เสร็จสิ้น ใช้เวลาพอสมควรนะครับ🔗

ผมก็เรียนว่าอย่างไรก็ตามเราดำเนินการอย่างต่อเนื่องและไม่ได้หยุดนะครับ และผมเชื่อว่าสุดท้ายนี้กระบวนการทั้งหมดมันก็จะมีข้อสรุปออกมาเป็นที่ยอมรับได้กับสังคม ไม่มีหรอกครับ เพราะว่าผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เรายึดถือในเรื่องของข้อกฎหมาย เรายึดถือในเรื่องของหลักการที่เรามีกฎหมายอยู่ในมือ เราต้องดำเนินการตามตัวบทกฎหมายให้ครบถ้วนทุกประการ ไม่มีใครพร้อม ไม่มีใครกล้าที่จะไป บิดเบือนที่จะไปหลบเลี่ยงนะครับ ไม่ว่าข้อสรุปออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม ผมเชื่อว่าข้อสรุปจาก กระทรวงการคลังที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยกรมสรรพากรจะเป็นข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และเป็นไปตามข้อกฎหมายทุกประการ ก็ยืนยันครับเราดำเนินการอย่างต่อเนื่องครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวคุณวิโรจน์ ก็สามารถจะถามได้อีกครั้ง เป็นครั้งที่ ๓ ท่านมีเวลาอยู่ครับ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

คำถามครั้งที่ ๓ ครับ สรุปแล้วครับ ก็คือผมฟังคำตอบและคำพูดมากมาย ความหมายคือไม่รู้นะครับ ก็ไม่รู้จริง ๆ ครับ ว่าท่านได้เร่งรัดหรือเปล่า หรืออาจจะยัง ผมตั้งคำถามผมฟังเมื่อสักครู่ที่ท่านชี้แจงมานี้ ผมต้องขอบพระคุณครับ แต่ฟังเท่าไรก็ตอบไม่ได้ครับว่าต้องรอให้ดาวเนปจูนโคจร รอบดวงอาทิตย์กี่รอบครับ กว่าประชาชนจะได้รู้คำวินิจฉัยว่าสิ่งที่นายกแพทองธารหรือ แพทองธาร Model ถูกกฎหมายหรือไม่ถูกกฎหมาย เอาอย่างนี้ครับ ระหว่างรอดาวเนปจูน โคจรรอบดวงอาทิตย์ อย่างน้อย ๆ ระหว่างที่มันยังเป็นสุญญากาศอย่างนี้ กรมสรรพากร เคยคิดไหมว่าจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่น ๆ ที่เขาอยากจะโอนหุ้น โอนทรัพย์สิน ทั้งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกของเขา กรมสรรพากรมีแนวคิดหรือไม่ครับ ว่าจะเปิดให้ประชาชนหรือออกหนังสือชั่วคราวมาแล้วบอกเลยครับว่าระหว่างนี้ ระหว่างที่ ไม่ทราบว่าจะรอดาวยูเรนัสโคจรครบรอบดวงอาทิตย์เมื่อไร อนุญาตให้ประชาชนใช้ตั๋ว PN ในการโอนหุ้นแบบที่นายกแพทองธาร ชินวัตร ทำ ไม่ใช่ว่าสงวนเอาไว้ให้แพทองธาร ชินวัตร ทำได้แต่เพียงคนเดียวในแผ่นดินนี้ อะไรมันจะเป็นเอกสิทธิ์พิเศษสำหรับคนที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ผู้แทนกรมสรรพากรเคยมาชี้แจงบอกว่าไม่แนะนำครับ เพราะอยู่ระหว่างการวินิจฉัยอยู่ แล้วมันมีความเป็นธรรมหรือครับ เมื่อครู่นี้ท่านรัฐมนตรีช่วย บอกเน้นความเป็นธรรม แล้วมันมีความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่นหรือ ที่ให้แพทองธารทำได้คนเดียว แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะวินิจฉัยเสร็จเมื่อไร ต้องรอดาวพลูโตก็ได้ โคจรรอบดวงอาทิตย์กี่รอบ แล้วถ้าเขาจ่ายภาษีการรับให้ไปแล้ว เขาโอนหุ้นแบบตรงไปตรงมา แบบสุจริตชนทำ ไม่ต้องยกตัวอย่างใคร เอาแบบที่ลูกสาวคุณเศรษฐาจ่ายภาษีไปแล้ว ๓๒ ล้านบาท แล้วสมมุติ ว่าในอนาคตพอดาวเนปจูนวงโคจรครบรอบดวงอาทิตย์ แล้วเกิดมีคำวินิจฉัยออกมา ว่าแพทองธาร Model เป็นการวางแผนภาษีแบบดุดัน ไม่เกรงใจใคร แพทองธาร Ranger Raptor ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วจะให้ความเป็นธรรมกับคนที่เขาสำแดงการโอนหุ้น โอนสังหาริมทรัพย์ โอนอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกต้อง แล้วจ่ายภาษีการรับให้แบบ ตรงไปตรงมาอย่างไร ระหว่างนี้ท่านมีมาตรการชั่วคราวไหม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับ ประชาชน เชิญครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ตอบคำถามข้อสุดท้ายของท่านวิโรจน์ครับ ไม่มีกรณีพิเศษไม่ใช่ว่า เป็นกรณีที่เกิดกับตัวท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเท่านั้น เพียงแต่ว่ากรณีของ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นกรณีที่ท่านเองเป็นผู้หยิบยกมาพูดในสภา หากไปดูจริง ๆ มีกรณีที่ดำเนินการลักษณะนี้มากกว่า ๑ กรณี อันนี้ยืนยัน อันนี้ประเด็นแรกก่อน ในเรื่องของการใช้ตั๋ว PN ซึ่งผมเรียนว่ากระบวนการในการชำระเงิน กระบวนการในการเสีย ภาษีก่อน ผมเล่าอย่างนี้ กระบวนการในการเสียภาษีผู้มีหน้าที่ในการเสียภาษี จะเสียจาก กำไรที่เกิดขึ้น กระบวนการในการชำระ สามารถเลือกชำระได้ ตาม พ.ร.บ. ประมวลแพ่ง และพาณิชย์ครับ ไม่ใช่กฎหมายของทางกระทรวงการคลัง ประมวลแพ่งและไทยพาณิชย์ มันมีอยู่ ๒ ช่องทาง ๑. ก็คือใช้ M1 ก็คือตั๋วและตัวแทนเงิน จะเป็น Cash จะเป็นเงินสด จะเป็น Cashier Cheque จะเป็นในเรื่องของ Credit Card จะเป็นในเรื่องของการโอน ๒. กระบวนการชำระโดยใช้ตั๋ว ตั๋วก็อย่างเช่นในเรื่องของตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หรือ Promissory Note ก็คือ PN อันนี้เป็นตัวเลือกที่มันกำหนดโดยกฎหมายประมวลแพ่ง และพาณิชย์ซึ่งเรานั่นแหละครับ ในสภานี้เป็นคนเขียน แล้วในมาตราที่เกี่ยวข้อง มาตรา ๙๘๓ ก็เขียนชัดเจนครับว่าในกระบวนการในการใช้ Financial Tools ซึ่งเป็น เรื่องของตั๋ว สามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดวัน เวลาหรือไม่ก็ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นตัวเลือก มันเป็นกลไก มันเป็นทางเลือกทางการเงินซึ่งผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถเลือกและตกลงกันได้ กรณีนี้ก็เป็นหนึ่งในกรณีที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือ พ.ร.บ. ในเรื่องของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งได้ดำเนินการมา🔗

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมา ๒ เรื่อง ๒ คณะจริง ๆ คณะหนึ่ง นั่งโดยท่านปิ่นสายที่ท่านพูดถึง เป็นอธิบดีครับ อีกคณะหนึ่งเป็นรองอธิบดี เป็นผู้ดำเนินการ คณะที่ ๒ ก็มีหน้าที่ในการไป ศึกษาในเรื่องของกระบวนการในการใช้ตั๋ว PN วันนี้เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วเราก็ทำมา พอสมควรแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเวียนความเห็นแล้วครับ คือเราเวียนถาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคนที่เขาถือกฎหมาย คนที่เขาต้องใช้กฎหมายเกี่ยวข้องกับเรา เช่น หน่วยงานของศาล หน่วยงานของอัยการ หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์เป็นต้น เพื่อที่จะ ถามเขาว่าการเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของการใช้ตั๋ว PN มีความเห็นอย่างไร ควรจะต้อง แก้ไขอย่างไร ในเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครับ ผมเรียนอย่างนี้เป็นเรื่องภายในหน่วยงานรัฐ เรื่องที่ผมให้คำมั่นสัญญา ในเรื่องกรอบเวลาไม่ได้กับท่าน เพราะมันกระทบกับ บุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกร้อง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการอื่น ๆ แต่ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการศึกษาตัวข้อกฎหมายของพวกเรา อันนี้ผมยืนยันกับท่านได้ เสร็จภายในสิ้นปีนี้แน่นอน ในเรื่องของคณะกรรมการในด้านการศึกษาว่าสรุปว่าตั๋ว PN เรามองว่าเป็นช่องโหว่หรือไม่ และควรจะต้องแก้ไขหรือไม่ ก็ยืนยันครับมีระยะเวลา ในเรื่องของการศึกษาว่าจะต้องเสร็จให้ทัน เพื่อที่ในการบังคับใช้ต่อไปในอนาคต หากมี ความจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่ใด ๆ ถ้ามันจะเกิดขึ้น ต้องส่งเข้ามาสภาผู้แทนราษฎร มานั่งแก้กฎหมายกัน แล้วก็บังคับใช้ต่อไป เพื่อในอนาคตเราจะไม่ต้องมานั่งถกกัน ในเรื่อง ประเด็นลักษณะนี้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในส่วนของกรณีของตั๋ว PN ในเคสของ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการสั่งการท่านบอกว่ามันอาจจะช้า สำหรับใจท่าน ในฐานะผู้ร้อง แต่ในฐานะที่เป็นกรมสรรพากรถามว่าเร่งรัดหรือไม่ ผมกล้า ตอบตรงนี้ ผมไม่ได้เร่งครับ แต่ผมไม่ได้ช้า เราไปตามกระบวนการที่มันเป็นครับ ผมจะไปเร่ง เพื่อให้มันเกิดความไม่เป็นธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถูกใจท่าน ผมก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน ผมจะไปทำให้ช้าเพื่อให้มันไม่ถูกจริตของท่าน แต่ไปถูกใจผู้ถูกร้อง ผมก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นอันว่าจบกระทู้ถามสดที่ ๑ ขอบคุณ ท่านผู้ถามและท่านรัฐมนตรีครับ🔗

๒. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก ในวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจสำคัญ จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาพร้อมที่จะตอบแล้ว ผมขอแจ้งก่อนที่จะมีการถามต่อในประเด็นนี้ เอาข้อบังคับไว้ก่อน เพราะผมไม่อยากว่า เมื่อดำเนินการไปแล้วจะต้องไปทักท้วงหรือมีการประท้วง ข้อบังคับของการถามกระทู้ถาม ผู้ถามต้องถามให้ชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือมีลักษณะเป็นการอภิปราย อันนี้ เป็นข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ ครับ ในข้อที่ ๒ ต้องไม่มีลักษณะเป็นเชิงประชด เสียดสี กลั่นแกล้ง ใส่ร้าย เคลือบคลุมหรือเข้าใจยาก เป็นการให้ออกความเห็นหรือเป็นปัญหาเรื่องส่วนตัว ของบุคคลใด เว้นแต่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ราชการ ซึ่งอันนี้เป็นข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗🔗

สำหรับท่านรัฐมนตรีก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ มาตอบ ต้องตอบอย่างชัดเจน ไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือเป็นลักษณะของการอภิปรายเช่นเดียวกัน คือถามมาก็ตอบไป ซึ่งการตอบคำถาม อันนี้ผู้ถามเนื่องจากวันนี้มีกระทู้ถามสด ๓ กระทู้ ผู้ถามก็มีสิทธิถามได้ ๓ ครั้ง ในเวลา ๑๕ นาที ท่านรัฐมนตรีตอบ ก็ตอบได้ ๓ ครั้งเช่นเดียวกัน ในเวลา ๑๕ นาที แต่ถ้าเวลาถามหรือจบก่อน ท่านก็ไม่สามารถจะถามได้ถึง ๓ ครั้งหรือตอบ ๓ ครั้ง อันนี้ เป็นข้อบังคับผมก็เรียนให้ทราบ เพราะเมื่อดำเนินการไปแล้วผมก็ไม่อยากจะทักท้วง เพราะว่ามันอยู่ในอารมณ์ที่ก็ถามหรือจะตอบ ขอให้ช่วยดำเนินการตามข้อบังคับด้วยนะครับ ขอเชิญคุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ถามได้ครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดงและ อำเภอสันป่าตอง พรรคประชาชน ก่อนที่จะเริ่มถามกระทู้สดในวันนี้ ผมต้องขอแสดง ความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต จำนวน ๔ ราย ในจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ที่บ้านปางอุ๋ง หมู่ที่ ๑ และบ้านปางอุ๋งใหม่ หมู่ที่ ๑๘ ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ ปัจจุบันก็ยังมีผู้สูญหายอยู่อีก ๕ ราย แล้วก็มีผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ๑๔ ราย โดยจะมี ๔ รายที่อยู่ในภาวะวิกฤติ ต้องขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัว แล้วก็เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่หน้างานทุกท่านก่อนที่จะถามกระทู้สดในวันนี้ กระทู้ถามสด ในวันนี้ของผมก็จะเป็นกระทู้ที่จะเป็นคำถามในเชิงของข้อเสนอแนะไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยในเรื่องของการบริหารจัดการรับมือกับภัยพิบัติ โดยผมจะแบ่งคำถาม ของผมเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรก ก็คือเรื่องของก่อนเกิดเหตุ ส่วนที่ ๒ ก็คือการเผชิญเหตุ และ ส่วนที่ ๓ ก็คือหลังเกิดเหตุ🔗

เริ่มในส่วนของคำถามที่ ๑ ครับ ก่อนเกิดเหตุวันนี้ผมขอโฟกัสไปที่ ในเรื่องของการแจ้งเตือน ต้องพูดอย่างนี้ก่อน การแจ้งเตือนภัยในปัจจุบันนี้ประเทศของเรา มีเรื่องของระบบ Cell Broadcast ไปแล้ว มีการแจ้งเตือนโดยคนในชุมชนไม่ว่าจะเป็น เสียงตามสายต่าง ๆ หรือว่าระบบต่าง ๆ ไปแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เรายังขาดและสิ่งที่เรายังต้องเติม ปัจจุบันเราจะมีการแจ้งเตือน Cell Broadcast ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม บ่ายสามโมง นั่นก็คือ การแจ้งเตือนแบบ Information Alert อันนี้คือตาม SOP ที่รัฐบาลร่างมาเลย หรือว่า Early Warning ก็คือการแจ้งเตือนภาพรวมล่วงหน้าว่าประมาณวันที่ ๒๔-๒๗ สิงหาคม ให้เฝ้าระวัง ในเรื่องของพายุและเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก แต่สิ่งที่เรายังขาด เรายังขาด Emergency Alert หรือว่าใน SOP ของรัฐบาลจะเขียนว่า Extreme Alert นั่นเอง ส่วนนี้เรายังไม่มีเลย อันนี้คือสิ่งที่เรายังขาด แล้วเราต้องเร่งเติม ซึ่งในส่วนนี้ผมได้มีโอกาสอภิปรายผ่านสภา ตั้งแต่ญัตติด่วนในปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ไปแล้วว่าสิ่งที่เรายังขาด ไม่ใช่ Early Warning แต่เรายังขาด Emergency Alert ว่าอีก ๓ ชั่วโมง อีก ๖ ชั่วโมง น้ำจะท่วมบ้านเขา เขาต้องอพยพ ต้องเตรียมการรับมืออย่างไร อันนี้คือส่วนที่เรายังขาดแล้วเรายังเติมไม่ได้สักที ในวันนี้ผมจึงอยากจะมาตั้งคำถามพร้อมข้อเสนอแนะให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อเสนอแนะนี้ไปในการปรับปรุง🔗

อย่างแรกเลยก็คือในเรื่องของ SOP แล้วก็เรื่องของมาตรฐานกลางหรือว่า CAP ถ้าเราไปดูในร่าง SOP ปัจจุบันที่กรม ปภ. กำลังร่างอยู่ ร่างนั้นจะ Scope เล็กสุด ได้แค่ระดับตำบล ไม่สามารถไปถึงระดับหมู่บ้านได้ ซึ่งแน่นอนกับกรณีบ้านปางอุ๋งที่ผ่านมา SOP ร่างนี้ ไม่สามารถครอบคลุมการแจ้งเตือนเหล่านี้ได้เลย เราจึงไม่เห็นการแจ้งเตือน ตรงนั้นนั่นเอง ในส่วนนี้ผมอยากจะเสนอให้ท่านรัฐมนตรีในการปรับปรุง SOP ตรงนี้ เพื่อให้ท้องถิ่นและท้องที่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ระดับรัฐบาลหรือว่า ส่วนกลางจะสามารถแจ้งเตือนน้ำป่าไหลหลาก บ้านปางอุ๋งวันนั้นฝนตกหนักมาก ๆ ในช่วง ห้าทุ่มของคืนวันที่ ๒๖ สิงหาคม หนักมากกว่า ๔๐ มิลลิเมตรต่อชั่วโมงและติดต่อกันมากกว่า ๓ ชั่วโมง แล้วน้ำก็เริ่มพัดเข้าท่วม น้ำป่าไหลหลากประมาณตีหนึ่งครึ่ง เพราะฉะนั้น ส่วนกลางจะไปแจ้งเตือนตรงนี้ทำไม่ได้อยู่แล้ว SOP ต้องเปิดให้ท้องถิ่นและท้องที่เข้ามาแจ้ง เตือนตรงนี้ แล้วทางรัฐมนตรีเอง ในฐานะผู้มอบนโยบายต้องเร่งในการจัดการ CBDRM หรือว่า Community Based Disaster Risk Management ให้ชุมชนสามารถรับมือ จัดการ กับภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง เรื่องนี้ง่ายมากครับ แค่เราสนับสนุนให้ท้องถิ่นซื้อเป็นกระบวย วัดปริมาณน้ำฝนไปติดตั้งพื้นที่ต้นน้ำให้ชุมชนดูแลกันเอง ชั่วโมงนี้ขึ้น ๓๐ มิลลิเมตร ๔๐ มิลลิเมตรแล้ว แจ้งเตือนให้กับประชาชนในการอพยพ ให้ท้องถิ่นเขาถึง Cell Broadcast แจ้งเตือน Cell Broadcast ด้วยท้องถิ่นเอง เราแก้ปัญหาตรงนี้ได้เลย อันนี้คือในส่วนที่ ๑ ของแม่แจ่มที่ผ่าน🔗

ส่วนที่ ๒ คือตัวอำเภอของแม่แจ่มเอง อันนี้ส่วนกลางแจ้งเตือนได้ แต่ไม่มี Emergency Alert เราประเมินค่าน้ำฝน ปริมาณน้ำฝนในคืนวันที่ ๒๖ ถึงเช้ามืด วันที่ ๒๗ ได้ชัดเจนว่าปริมาณน้ำฝนในทะลุ ๗๐ มิลลิเมตร ทะลุ ๙๐ มิลลิเมตรด้วยซ้ำ ในบางพื้นที่ เราสามารถแจ้งเตือนในพื้นที่ตัวเมืองของอำเภอแม่แจ่มได้ล่วงหน้าประมาณ ๖ ชั่วโมงที่ผมคำนวณจากข้อมูลคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติของ สสน. เอง แต่เราไม่ได้มีการแจ้งเตือน จากส่วนกลางในส่วนนี้ มีการแจ้งเตือนในพื้นที่โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้เสียงตามสาย แจ้งเตือน อันนี้มีล่วงหน้า ๒ ชั่วโมง ก็คือ ๙ โมงเช้าเขาแจ้งเตือน น้ำมา ๑๑ โมง แต่ว่าส่วนกลางของภาครัฐเอง สทนช. แจ้งเตือนกี่โมง บ่ายสอง เพราะฉะนั้นมันไม่ทันอยู่แล้ว กับการแจ้งเตือนแบบนี้ Emergency Alert และ Extreme Alert ตรงนี้ต้องมีการปรับปรุง อย่างเร่งด่วน นี่ก็คือข้อเสนอแนะเชิงคำถามที่ผมตั้งให้กับรัฐมนตรีตอบในคำถามแรก นั่นก็ คือแนวทางในการปรับปรุง SOP แล้วก็ CAP หรือว่ามาตรฐานกลางเพื่อให้มันครอบคลุม ลงลึกไปถึงระดับพื้นที่ให้ท้องถิ่นและท้องที่มีอำนาจในการแจ้งเตือน Cell Broadcast คำถามแรกครับท่านประธาน แต่ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะตอบ ผมขอฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีขอให้บริหารจัดการเวลาในการตอบให้มีประสิทธิภาพด้วย เพราะว่าคำถามที่ ๒ และคำถามที่ ๓ สำคัญไม่แพ้คำถามที่ ๑ แน่นอน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ครับ ต่อไปขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตตอบคำถามทางท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้มีความห่วงใยในเรื่องของ ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่มาจากพายุคาจิกิ ซึ่งดิฉันก็คิดว่าเราเองนั้น มีความตั้งใจ เดียวกันที่จะต้องลดความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด แล้วก็จากการที่เรา ทำงานร่วมกันทั้งในส่วนกลางที่มีทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย หลังจากที่เราได้รับทราบว่าจะมีพายุคาจิกิเข้ามา ในพื้นที่เราก็ได้มีการทำงานก่อนที่เหตุจะเข้ามาถึงประเทศไทย มีการส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัย ให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้ได้มีความตระหนัก แล้วก็ให้เขานั้นได้ตื่นรู้ อยู่ตลอดเวลา ที่ดิฉันเองได้รับทราบก็มีการส่งข้อความไปในหลาย ๆ ครั้งด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคมอย่างที่ทางท่านสมาชิกได้บอกว่าอาจจะดูว่าเป็น Information Alert ที่ให้หลาย ๆ พื้นที่นั้นได้ข้อมูลเท่านั้น แต่ว่ายังไม่มี Emergency Alert ซึ่งความจริงแล้ว การทำงานของทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการสอดรับกัน เช่น ในส่วนของวันที่ ๒๔ สิงหาคม ก็ได้มีการส่งข้อความเตือนภัยผ่านทาง Cell Broadcast อีกครั้งหนึ่งลงไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง แล้วก็ยังต้องทำงานคู่ขนานร่วมกันกับอีกหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในท้องถิ่น เพราะว่า ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มหรือว่าบ้านปางอุ๋งที่ประสบเหตุในขณะนี้บางพื้นที่นั้นก็อาจจะไม่ได้รับ สัญญาณจากทาง Operator ที่ส่งเข้าไป แล้วการทำเสียงตามสาย การที่จะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรของเราในพื้นที่นั้นลงไปเคาะประตูบ้านให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ข้อเท็จจริงว่าจะต้องออกมาจากพื้นที่แล้ว พื้นที่นี้มีความเสี่ยงที่น้ำจะมา มีดินโคลนถล่มลงมา อย่างนี้ค่ะ เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในหุบเขามีการเกิดซ้ำอยู่โดยตลอด อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ เราได้ใช้ Cell Broadcast ลงไปยังมือถือของพี่น้องของประชาชน ซึ่งในครั้งนี้ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่าหลาย ๆ ท่านได้มีการส่งข้อความจากที่ได้รับแล้วส่งไป ในพื้นที่ ไปในที่ต่าง ๆ ด้วยรวมถึงให้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำข้อความเหล่านี้ลงไปกระจาย ให้พี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบมากที่สุดด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่าในการประเมิน ในส่วนของน้ำท่วมฉับพลันที่เรามีการส่งถึงพี่น้องประชาชน ท่านเองก็ได้เป็นผู้กล่าวว่า มีการส่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปในพื้นที่ ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ก่อนที่ทางดินโคลนจะหล่นลงมา หรือฝนจะตกหนัก น้ำท่วมเข้าพื้นที่ นี่ก็คือเป็นกระบวนการหนึ่งของทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเหมือนกันเพราะต้องยอมรับว่าสภาพพื้นที่ในแต่ละที่มีความแตกต่างกัน ฉะนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องใช้หลายเครื่องมือประกอบกันในการที่จะส่งสัญญาณเตือน พี่น้องประชาชน🔗

ในส่วนของการพัฒนาระบบดิฉันก็คิดว่าเรายังต้องเดินหน้าต่อ เพราะว่า ความจริงแล้วระบบนี้มีการทดสอบครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง แล้วก็มีการใช้ทันทีในพื้นที่ที่มีความสามารถในการรับส่งสัญญาณ ในส่วนที่ยังขาดตก บกพร่องหรือว่าพื้นที่ไหนที่มีข้อจำกัดในเรื่องของสัญญาณที่จะเข้าไปเราก็จะต้องรับข้อมูล เหล่านั้นมาประมวลแล้วก็มาวิเคราะห์อย่างที่ทางท่านบอกว่าเราอยากที่จะให้ระบบการเตือนภัย โดย SOP ที่เรามีอยู่นั้น สามารถมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นดิฉันคิดว่าเป็นเป้าหมาย เดียวกันที่เราจะต้องเดินหน้าด้วยค่ะ ในส่วนของข้อแรกที่ท่านได้สอบถามดิฉันก็ขออนุญาต ตอบเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ขอเชิญคุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ถามเป็นครั้งที่ ๒ ท่านมีเวลาอีก ๑๐.๓๘ นาที เชิญครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานครับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน จากคำตอบของ ท่านรัฐมนตรีนะครับ อย่างแรกท่านรัฐมนตรีก็บอกว่ามีการแจ้งเตือนก็คือวันที่ ๒๔ สิงหาคม ก็คืออยากจะให้ท่านรัฐมนตรีมองอย่างนี้ ผมไม่ได้มาวิจารณ์หรือว่ามาตำหนิการทำงานของ รัฐบาลเลย แต่ว่าสิ่งที่เราขาดตอนนี้คือ Extreme Alert ตาม SOP หรือว่า Emergency Alert ให้กับประชาชนเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่เราขาดจริง ๆ และสิ่งที่เราต้องเติมให้เร็วที่สุด ผมได้มีโอกาสคุยกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ คุยกับกรม ปภ. ในเรื่องนี้หลายครั้งมาก ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขาบอกมาเช่นกันว่านี่คือสิ่งที่เขายังขาดอยู่เหมือนกัน การแจ้งเตือนน้ำป่า ไหลหลากอย่างไรมันก็ต้องเป็นการแจ้งเตือนจากพื้นที่ขึ้นมา แต่ว่าร่าง SOP ปัจจุบัน มันไม่ได้สอดคล้องกับปัญหาที่เขาบอกมา มันไม่ได้ให้บทบาทหน้าที่ของท้องถิ่นและท้องที่ แล้วในส่วนนี้เมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็มีการดำเนินการ นั่นก็คือ การดำเนินการภายในพื้นที่ ผมก็อยากให้ท่านผลักดันในเรื่องของ CBDRM ให้ท้องถิ่น ท้องที่ สามารถแจ้งเตือนได้จากอุปกรณ์ จากงบประมาณที่เขามีเองเพื่อที่จะป้องกันและ ลดผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากในอนาคต เพราะอันนี้มันแจ้งเตือนในส่วนกลางไม่ได้อยู่แล้ว อยากให้ท่านรับข้อเสนอแนะตรงนี้ เราจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องมีการเพิ่ม ยอมรับก่อนว่า เราขาดแล้วเราก็เพิ่ม Extreme Alert หรือ Emergency Alert เข้าไปในการบริหารจัดการ ภัยพิบัติ นี่คือส่วนของก่อนเกิดเหตุ🔗

มาที่ระหว่างเกิดเหตุครับ การเผชิญเหตุมันพูดได้หลายมุมมองมาก วันนี้ ผมขอเจาะไปที่มุมมองที่เป็นการทำงานในระดับเชิงนโยบายจากรัฐบาล เราจะไม่พูดถึง เชิงพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ จังหวัดที่อำเภอท้องถิ่นกำลังดำเนินการกันอยู่ ระดับนโยบายครับ ผมจะพูดในเรื่องของคน ปัจจุบันครับ ถ้าท่านประธานเป็นอาสาช่วยเหลือภัยพิบัติ ท่านประธานจะได้รับค่าตอบแทนเท่าไรครับ กรณีแรก ถ้าท่านประธานเป็น อปพร. หรือว่า อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ถ้าท่านประธานลงไปช่วยเหลือค้นหาผู้ที่สูญหายจาก เหตุอุทกภัยน้ำป่าดินโคลนถล่ม ท่านประธานไปดับไฟป่า ท่านประธานทำงาน ๐-๔ ชั่วโมง ท่านประธานจะได้ค่าตอบแทน ๑๐๐ บาท ถ้าท่านประธานทำงานหนักขึ้นมาหน่อย ๔-๘ ชั่วโมงได้ ๒๐๐ บาท ถ้าท่านประธานทำงานหนักมากเลย ฟิตมาก ทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมงได้เพียงแค่ ๓๐๐ บาท ตรงนี้เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ๆ ที่เราให้กับคนที่เสี่ยงชีวิต เสี่ยงสุขภาพไปช่วยเหลือภัยพิบัติให้กับประชาชน อันนี้คือกรณีที่ ๑🔗

กรณีที่ ๒ ถ้าท่านประธานไม่ใช่ อปพร. ถ้าท่านประธานเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นบุคคลภายนอกทั่วไป ปัจจุบันเราไม่ได้มีระเบียบโดยตรง ที่ให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วยซ้ำ รัฐบาลปัจจุบันใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ ซึ่งในระเบียบตัวนี้ครับ ไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ ซึ่งในระเบียบตัวนี้ครับถ้าท่านประธานทำงาน มากกว่า ๑๒ ชั่วโมง ท่านประธานจะได้ ๒๔๐ บาท ถ้าทำงานไม่ถึง ๑๒ ชั่วโมง ท่านประธาน ก็จะได้ ๑๒๐ บาท เพราะในระเบียบเรื่องของค่าเดินทางระบุไว้ชัดเจน ในบัญชีแนบท้ายระบุ ในระเบียบนี้เลยว่าอัตราที่ให้ต่อคนต่อวันอยู่ที่ ๒๔๐ บาท เพราะฉะนั้น ครึ่งวัน ก็ ๑๒๐ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่ได้ตอบโจทย์เลยกับคนที่เสี่ยงชีวิต ไปดับไฟป่า ไปช่วยเหลือกู้ซากภัยพิบัติ ดินโคลนถล่ม ส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมมั่นใจว่าก่อนที่ ท่านรัฐมนตรีจะเข้ามาดำเนินงานเป็นรัฐมนตรีในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ท่านต้อง มีการศึกษากฎกระทรวง ระเบียบและประกาศทุกฉบับที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในอำนาจของ กระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผ่านมา ๑ ปี ผมยังไม่เห็นการแก้ไขตรงนี้เลย และท่านรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ในพื้นที่ภัยพิบัติค่อนข้างบ่อย แน่นอนว่าได้รับเสียงสะท้อน ในเรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าเพราะอะไรเราถึงยังไม่ได้เห็นการประกาศแก้ไข ในส่วนของ ระเบียบส่วนนี้เลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นคำถามข้อที่ ๒ ในส่วนของระเบียบต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวขึ้นมา อันแรกก่อนระเบียบ อปพร. ทางกระทรวงมหาดไทยเป็นระเบียบ เป็นประกาศของคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ที่มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอยู่แล้ว จะมีการปรับแก้ อัตราค่าตอบแทนให้กับ อปพร. หรือไม่ อย่างไร ถ้าจะปรับนั้นปรับอัตราเท่าไร แล้วในส่วน ของบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ อปพร. ท่านจะมีการออกระเบียบกระทรวงมหาดไทย ออกมาในเรื่องนี้โดยเฉพาะหรือไม่ เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่าระเบียบค่าเดินทางของ เจ้าพนักงานท้องถิ่นไปราชการ มันไม่ได้ตอบโจทย์กับเรื่องนี้เลย ๒๔๐ บาท ๑๒๐ บาท มันไม่ควรที่จะมีอัตราตรงนี้ด้วยซ้ำ ท่านจะมีการร่างระเบียบตรงนี้ขึ้นมาเพื่อตอบแทน อาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือภัยพิบัติให้กับประเทศเราหรือไม่ อย่างไร หรือว่าหากท่าน จะไม่ปรับแก้ ท่านมองว่าอัตราตรงนี้มันสมเหตุสมผลแล้ว ก็ขอให้ตอบในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนอื่นขออนุญาตแจ้งให้ท่านทราบว่าในสิ่งที่ทางท่านได้นำเสนอ ความจริงแล้วในขณะนี้ ทางระบบของเราก็สามารถที่จะดำเนินการได้เลยใน SOP ของเราที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ เปิดช่องว่างว่า หากมีพื้นที่ใดที่มีความจำเป็นโดยเฉพาะเจาะจง อยากจะที่จะให้ทาง ส่วนกลางก็คือทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้น ส่งข้อความเตือนภัยไปถึง พี่น้องประชาชนทางพื้นที่เพียงแค่แจ้งแล้วประสานเข้ามา เราก็จะส่งตรงไปถึงทางพื้นที่ได้ ด้วยการให้ทางพื้นที่จังหวัดได้รับทราบด้วย นั่นก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ที่เกิดเหตุเพราะมิฉะนั้นแล้วมันอาจจะมีเรื่องของ Miscommunicate กัน ที่จะทำให้ แม้แต่ในพื้นที่ยังไม่ได้มีการคุยกันเลย แต่มีการส่งออกไปแล้วก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา แต่อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าสิ่งที่ทางท่านนำเสนอก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่เราจะได้มาช่วยกันพัฒนาระบบของเราให้มีการพัฒนาต่อไป🔗

ในส่วนของคำถามเรื่องค่าตอบแทน ถ้าหากว่าเราจะใช้เวลาที่มีอยู่ในขณะนี้ อย่างจำกัด ดิฉันก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่นในส่วนของ ชรบ. อปพร. หรือว่าแม้แต่ อส. ที่ปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดชายแดนในช่วงของการเกิดเหตุความไม่สงบในบริเวณ ๗ จังหวัด พื้นที่ชายแดนที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเองก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือ ทางอาสาสมัครเหล่านั้นให้ได้รับค่าตอบแทน ซึ่งดิฉันทราบดีว่าเราอยากที่จะให้ได้รับ ค่าตอบแทนแบบเป็นระเบียบกำหนดไว้เลย แต่ก็ต้องเรียนว่าในขณะนี้ผู้ปฏิบัติงาน แต่ละท่านเอง ท่านก็มีหมวกหลายใบ บางคนไม่ได้เป็นแค่ ชรบ. อย่างเดียว หรือไม่ได้เป็น แค่ อพปร. อย่างเดียว หลายท่านที่สมัครเข้ามานั้นเบื้องต้นเลยเขาทำงานด้วยความที่ ต้องการช่วยเหลือพี่น้องในชุมชน เขาสมัครเข้ามาด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาสามารถใช้ แรงกายของเขาที่มีนั้นในการที่จะปกป้องคนในหมู่บ้านได้ โดยที่เขาเองก็ต้องเรียกว่าเป็นกลุ่มคนที่ทางรัฐบาลต้องดูแล ฉะนั้นดิฉันคิดว่าเราเห็นตรงกันว่า เราอยากที่จะให้พวกเขานั้นทำงานด้วยความภาคภูมิใจ โดยที่ไม่ใช่อาศัยเม็ดเงินหรือ ค่าตอบแทนเป็นตัวตั้งเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เขาออกมาปฏิบัติงานโดยการที่มีคำสั่งเรียกมา ทำงาน อย่างเช่นเหตุการณ์ชายแดน ทุกคนไม่ได้ค่าตอบแทน แต่กระตือรือร้น แล้วก็ คิดว่าเขาเองนี่คือผู้ที่จะปกป้องคนในครอบครัว คนในชุมชนได้ ทุกคนออกมาทำงานกัน อย่างเรียกว่าเต็มที่ในการอพยพพี่น้องประชาชน ในการดูแลในช่วงระหว่างที่ประชาชน อยู่ในศูนย์พักพิงและรัฐบาลก็ได้อุดหนุนงบประมาณ ไม่ต้องมีข้อบังคับอะไรมากเลย แค่อยู่ในเหตุที่เป็นพื้นที่ประกาศให้ความช่วยเหลือ ทางท้องถิ่นก็สามารถที่จะอนุมัติ เงินค่าตอบแทนให้ได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อื่นใดที่จะทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการที่จะทำให้พวกเขานั้นได้รับค่าตอบแทนเลย ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ ของพี่น้องเราคนไทย เวลาที่ที่ใดเกิดภัยทุกคนก็มาให้ความช่วยเหลือ ทุกคนก็ยินดี พร้อมใจกัน ที่จะสละแรงกายแรงใจ แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเช่นเดียวกันที่เราจะต้องไม่ละเลย ในการที่จะให้ค่าตอบแทนการดูแลพวกเขาให้ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้แสดง ให้เห็นแล้ว จากเหตุการณ์ปะทะพื้นที่ชายแดนว่าทุก ๆ คน คือคนที่รัฐบาลต้องดูแล แล้วเราก็ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้เข้าร่วม กิจกรรมเยี่ยมชมรัฐสภา ๓๖๐ องศา เรียนรู้ระบบงานรัฐสภากับประธานคณะกรรมาธิการ ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ซึ่งจัดโดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ประจำประเทศไทย ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมสภาและมาฟังการประชุมในวันนี้นะครับ ขอเชิญ คุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ถามเป็นครั้งที่ ๓ ท่านมีเวลาอีก ๖ นาที เชิญครับ🔗

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานครับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ในส่วนของ เรื่องของค่าตอบแทนผมก็ต้องขอฝากท่านรัฐมนตรี ในส่วนของ ๗ จังหวัดชายแดน อันนี้ผมเห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของเขตภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ไฟป่า ดินโคลนถล่ม อันนี้ผมก็ต้องฝากท่านเลยกับร่างหลักเกณฑ์ที่จะออกตามระเบียบเงินทดรองราชการ ฉบับใหม่ที่กรมบัญชีกลางกำลังจะออกภายใน ๑-๒ เดือนนี้ ผมก็จะรอดูหลักเกณฑ์ว่า มันมีหลักเกณฑ์ตรงนี้ที่ชัดเจนมากกว่าหลักเกณฑ์เก่าที่ออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๕ ก็อยากจะรอดูตรงนี้เพื่อให้มันสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ปัจจุบันนี่คนอาสาสมัครหน้างาน กำลังเผชิญอยู่นะครับ🔗

คำถามที่ ๓ ครับ เราผ่านก่อนเกิดเหตุ เผชิญเหตุไปแล้ว ตอนนี้ก็มาเรื่องของ การป้องกันและการฟื้นฟู ในส่วนนี้ผมก็จะพูดถึงในมุมมองของภาพใหญ่ ในเชิงของนโยบาย ในเรื่องของปัญหา ในเรื่องของงบประมาณ ในส่วนนี้งบประมาณที่เราใช้ในการป้องกันปัญหา แน่นอนว่ามันคุ้มค่ามากกว่างบประมาณที่เราใช้ในการเยียวยามากหลายเท่า ซึ่งในส่วนนี้ ผมขอยกตัวอย่างเป็น ๒ ตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เลย ในส่วนแรกผมขอยกตัวอย่างเช่น โครงการเร่งด่วนของจังหวัดเชียงรายที่ฟื้นฟูจากอุทกภัยปี ๒๕๖๗ ที่ทางคณะรัฐมนตรี เพิ่งอนุมัติงบกลางเมื่ออังคารที่ผ่านมา เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมานี้เอง แต่ว่ามันฟังดูเหมือนจะดี แต่ว่าปัญหาถ้าเรามองเข้าไปลึก ๆ คืออะไร คือโครงการเร่งด่วนเหล่านี้ มันเป็นโครงการ เร่งด่วนสำหรับพายุยางิ ในช่วงเดือนกันยายน ๒๕๖๗ แล้วก็ผ่านมติ ครม. ในเชิงหลักการ ตั้งแต่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ไปแล้วด้วย แต่ว่าทำไมคณะรัฐมนตรีถึงเพิ่งมาอนุมัติ ในเดือนกันยายน ๒๕๖๘ แบบนี้ ปีหนึ่งที่ผ่านมาปัญหามันหายไปไหนครับ โครงการที่ขึ้นชื่อ ว่าเร่งด่วน อันนี้มันเร่งด่วนได้แค่นี้หรือครับ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าปัญหาตรงนี้มันเป็นอย่างไร ระบบงบประมาณของประเทศไทยตอนนี้มันมีปัญหามากหรือครับ น้ำท่วมอย่างหนัก ในปี ๒๕๖๗ หน่วยงานจังหวัด หน่วยงานส่วนกลาง ภาคประชาสังคม ร่วมกันออกแบบ โครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา เพื่อฟื้นฟูปัญหาเหล่านี้ ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในปี ๒๕๖๘ แต่โครงการเหล่านี้เพิ่งมาอนุมัติใน ๑ ปีให้หลัง ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับปัญหางบประมาณ ของประเทศไทยในการจัดการเรื่องของภัยพิบัติ ตัวอย่างที่ ๒ คือที่จังหวัดเชียงใหม่ โครงการ ในเรื่องของการขุดลอกแม่น้ำปิง น้ำท่วม กันยายน ตุลาคม ๒๕๖๗ งบประมาณอนุมัติมา เพิ่งได้เริ่มดำเนินการกันพฤษภาคม ๒๕๖๘ เราเสียเวลาหน้าแล้ง ในช่วงธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ ไปโดยที่ไม่ได้ขุดลอกอะไรเลย มาเริ่มขุดลอกกันตอนพฤษภาคม หน้าฝนที่น้ำท่วมไปแล้วด้วย พฤษภาคม ๒๕๖๘ มาถึงปัจจุบัน พองบมาช้าปุ๊บหน่วยงานหน้างานก็ต้องมาเร่งดำเนินการทำงานแข่งกับเวลา หน่วยงานหน้างานก็ต้องมาเร่งดำเนินการทำงานแข่งกับเวลา แล้วก็เป็นในหน้าฤดูน้ำ อีกต่างหาก ทำงานยากขึ้นอีก ในส่วนนี้ปัญหาคือตรงไหน คือการจัดสรรงบประมาณที่ล่าช้า โครงการเร่งด่วนที่ควรจะเร่งด่วนกลับกลายเป็นไม่เร่งด่วน นี่คือปัญหาที่ผมอยากทราบ จากท่านรัฐมนตรีในวันนี้มาก ๆ เพราะในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีก็เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้งแล้วก็ได้เห็นถึงปัญหาเหล่านี้ ผมอยากทราบจริง ๆ อยากให้ท่านรัฐมนตรีลองกาง Timeline ให้ดูหน่อยว่าตอนนี้ Timeline จาก ๒ ตัวอย่าง ที่ผมยกขึ้นมาเป็นอย่างไร หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการของจังหวัดเชียงราย วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ไปล่าช้าที่ตรงไหน ทำไมถึงติดขัดมานานมาก ถึงเพิ่งมาอนุมัติ ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผ่านมาเป็นปี ไปติดขัดที่ตรงไหนท่านกางมาให้ผมที ผมจะได้ช่วยกันดูว่าตอนนี้ช้าที่ตรงไหน เราจะได้ช่วยกันไปไล่จี้ ไปเร่ง ไปแก้ ถ้าต้องแก้ พ.ร.บ. เดี๋ยวสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถแก้ให้ได้ เราจะได้สามารถทำให้การป้องกันปัญหา การแก้ไขปัญหาอุทกภัยสามารถทำได้โดยเร่งด่วน ไม่ใช่ว่าปี ๒๕๖๗ น้ำท่วม ปี ๒๕๖๘ ก็ต้องน้ำท่วมอีก เพราะไม่สามารถจัดโครงการอะไรไปได้เลย งบประมาณงบกลางก็ลงไป ไม่ทันเพราะว่าติดขัดในเรื่องของระเบียบเรื่องของกฎหมาย ตรงนี้ผมจึงอยากจะทราบ จากท่านรัฐมนตรีว่าปัญหามันคืออะไร ท่านกาง Timeline มาให้ดูหน่อย เพราะจากที่คุย ในกรรมาธิการ ทางสำนักงบประมาณก็บอกผมเองว่าปัญหาตรงนี้ที่ล่าช้า ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะสำนักงบประมาณก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาบรรจุเข้าวาระ ตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่บรรจุสักทีเพิ่งบรรจุเข้าวันอังคารที่ผ่านมาแล้วก็เพิ่งอนุมัติ ตรงนี้ ก็อยากจะทราบข้อเท็จจริงจากท่านรัฐมนตรีว่าปัจจุบันปัญหาเรื่องของงบประมาณคืออะไร เราจะได้หาทางแก้ไขร่วมกัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ คุณภัทรพงษ์ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีตอบเป็นครั้งที่ ๓ ท่านมีเวลาเหลืออีก ๗ นาที ๘ วินาที เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดีใจที่ท่านได้สอบถามในประเด็นนี้มา และต้องเรียนว่าพี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายวันนี้ ได้รับงบประมาณที่อนุมัติไป ๑๘ โครงการ เป็นวงเงิน ๓๖๓ ล้านบาทเศษ เพื่อที่จะทำ การป้องกันปัญหาน้ำท่วมหรือดินโคลนถล่ม ที่ปีที่แล้วเป็นบทเรียนที่สำคัญ ในปลายปี ๒๕๖๗ ดิฉันเอง ได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของ ศปช. ส่วนหน้า ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ลงไปในพื้นที่ แล้วก็ไปรับทราบปัญหาทำงานร่วมกันกับท้องถิ่นด้วย มีทางหลาย ๆ หน่วยงาน เข้ามาร่วมกันและที่สำคัญอย่างเช่น หน่วยงานของทหารที่เรารู้ดีว่าท่านมีเครื่องมือในการที่จะ ขุดลอกแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวกอยู่แล้ว แล้วก็ที่ท่านบอกว่าทำไมถึงเพิ่งได้ ความจริงแล้ว เราก็จัดอันดับความสำคัญ แล้วก็ให้สอดคล้องกับงบประมาณที่เราจะใช้จ่ายออกไปด้วย บางครั้งแล้วอนุมัติงบประมาณไป แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้เพราะอาจจะต้องดูโครงการที่ มีความต่อเนื่อง หรือว่าจะต้องเริ่มขึ้นก่อนให้สำเร็จขึ้นได้ ดิฉันก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง ในขณะนี้ ทางแม่น้ำสาย แม่น้ำรวกในจังหวัดเชียงราย เราสามารถที่จะทำข้อตกลงร่วมกับทางประเทศ เพื่อนบ้าน จนแม่น้ำรวกสามารถที่จะขุดลอก ป้องกันน้ำท่วมได้ครบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว บวกกับการทำผนังป้องกันตลิ่งในบริเวณแม่น้ำสาย ตอนนี้ทางฝั่งไทยก็สามารถทำได้ ตามที่เราได้ตั้งใจไว้ นั่นก็คือ ก่อนที่น้ำจะมา ที่ท่านเองอาจจะเห็นข่าวว่าทำไมยังมีน้ำ เข้ามาท่วมในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสายลมจอย นั่นก็เป็นส่วนของบ้านเรือน ที่ไปเอาแนวป้องกันน้ำออก ทำให้มีน้ำทะลักเข้ามา แต่ทางจังหวัดเองก็ได้มีการประกาศ ให้พี่น้องประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะเราคิดว่าปัญหาในเรื่องของการรุกล้ำลำน้ำ เป็นปัญหาใหญ่ที่พี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายอยากที่จะให้รัฐบาลนั้นดำเนินการให้สำเร็จ เราจึงได้มีการจัดสรรที่พักอาศัยหรือแม้แต่ที่ค้าขายให้พี่น้องประชาชนเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ ให้ไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยให้ได้มากที่สุดด้วย อันนั้นก็คือในส่วนของทางจังหวัดเชียงราย ที่ดิฉันเองก็ต้องเรียนว่าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แล้วก็คิดว่าในส่วนของปริมาณน้ำ ที่จะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี เราต้องใช้องคาพยพที่เรามีอยู่ ในการที่จะประชาสัมพันธ์สื่อสาร ให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้มีความตื่นตัวในการที่จะรักษาชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง อยู่ตลอด ดิฉันก็ขออนุญาตย้อนกลับในเรื่องของที่บ้านปางอุ๋ง ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะนำพี่น้องประชาชนออกมาจากพื้นที่ได้ ไม่ให้ไปอยู่ในจุดที่ มีความเสี่ยง ดิฉันก็คิดว่าคงจะไม่มีการสูญเสียในชีวิตเกิดขึ้น ทีนี้ดิฉันคิดว่าเราต้องทำงาน ร่วมกันกับหลาย ๆ ภาคส่วนให้ได้ประสบความสำเร็จที่สุด แล้วก็คิดว่ายังเป็นภารกิจสำคัญ ต่อไปที่ดิฉันเองในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ก็จะทำงานร่วมกับพื้นที่ รวมถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ถ้าหากว่าท่านเองมีแนวคิดหรือว่าจุดไหนที่ท่านเห็นว่าเป็นปัญหา เราเองก็พร้อม ยินดี ที่จะทำงานร่วมกันให้ปัญหาของพี่น้องประชาชนหมดไป แล้วก็เราจะทำให้ปัญหาในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง ดิฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ ต้องใช้เวลาหรืออาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรที่เราจะรับมือให้ได้อย่างดีที่สุด โดยลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญก็คือชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน ในส่วนของ Timeline ความจริงแล้ว ก็จะมีรายละเอียดที่เยอะ เหมือนกัน ถ้าหากใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดที่สภาให้ไว้ ดิฉันคิดว่าเราอาจจะพูดไม่จบ ก็อาจจะต้องได้คุยกันหลังจากนี้ด้วย ในช่วงนี้ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เป็นอันจบ กระทู้ถามสดที่ ๑.๑.๒ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคุณภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ครับ🔗

๓. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยกระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือแจ้งมาว่าเนื่องจากในวันนี้ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ติดภารกิจสำคัญ จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพร้อมที่จะตอบแล้ว ผมขอเชิญ คุณนิยม วิวรรธนดิฐกุล ครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็คงขอเป็นตัวแทน ให้กับ สส. ทุกท่าน ซึ่งทุกเช้า เราก็จะได้ยินท่าน สส. หารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องข้าว ข้าวโพด ลำไย หรือพืชผลการเกษตรอื่น ๆ วันนี้ก็ต้องขอบคุณท่านสุชาติ ชมกลิ่น ที่ได้มาตอบกระทู้ถาม ซึ่งท่านก็เป็นคนที่เอาใจใส่ ในเรื่องของราคาสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะการเกษตร แต่วันนี้อย่างไรก็ตามก็คงขอเป็นคำตอบ ที่ชัด ๆ ทำได้หรือไม่ได้ ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อหรือเปล่า เพราะว่าจริง ๆ แล้วหลายปัญหา ของเรื่องข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไยยังเป็นปัญหาที่ดูแล้วยังไม่ได้ผล ก็ถือเป็นวาระ แห่งชาติก็แล้วกันนะครับ ในเรื่องของผลิตผลการเกษตรในปีนี้ซึ่งตกต่ำเกือบทุกตัว ก็ขอแยกเป็นเรื่อง ๆ🔗

อันดับแรก ก็คือเรื่องข้าวก่อนนะครับ ข้าวก็เป็นสินค้าการเกษตรที่ค่อนข้าง จะอ่อนไหวที่สุด เพราะมีเกษตรกรผู้ปลูกประมาณ ๑๐ ล้านคน ๔.๖ ล้านครัวเรือน ผลผลิตประมาณ ๓๐ ล้านตันต่อปี จากการตรวจข้อมูลโดยสมาคมโรงสีข้าวไทย เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกเจ้าซึ่งตกต่ำ ความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ราคาประมาณ ๕,๐๐๐ บาทเศษ ความชื้นที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๖,๐๐๐ บาทเศษ แต่จริง ๆ แล้ว เกษตรกรไปขายก็จะได้ประมาณไม่ค่อยถึง ๕,๐๐๐ บาท เพราะความชื้นค่อนข้างสูง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตค่อนข้างจะสูง ก็คือ ๔,๕๐๐ บาทจนถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อไร่ ก็แล้วแต่ ฤดูกาล พื้นที่และวิธีการทำนา แต่ก่อนที่จะเข้าสู่คำถามก็ขอขอบคุณทางรัฐบาลก่อน แล้วกันนะครับ ที่ให้ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ทั้งนาปรังและนาปี อย่างไรก็ตามรีบ ๆ จ่าย ก็แล้วกัน อย่ารอช้าครับ กันยายนนี้จะทันไหมครับ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท🔗

คำถามที่จะถามไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือนโยบายของ นบขป. ก็คือ ข้าวเปลือกเจ้าซึ่งตกต่ำที่มีอยู่ ท่านสรุปให้นิดหนึ่งว่ามีอะไรบ้างนะครับ ตอนนี้ดูจะ ไม่ค่อยได้ผล ท่านจะปรับหรือเพิ่มอะไรบ้าง เช่นถ้าเราจะแทรกแซงราคาข้าวเปลือก เพื่อพยุงราคา เราจะทำได้ไหม เช่นการดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกมามาก ๆ โดยการซื้อเก็บ เป็น Stock ของรัฐบาล เพื่อการพยุงราคาที่ไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุนดังที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือราคาที่เหมาะสมก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๘,๐๐๐ บาทต่อตันจะทำได้หรือไม่นะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งก็คือช่วงนี้อินเดียจะส่งออกข้าวที่ค้าง Stock อยู่ประมาณ อีก ๒๐ ล้านตันจากอันเดิมที่ส่งออกไปแล้วประมาณ ๑๑ ล้านตัน ส่วนฟิลิปปินส์จะชะลอ การนำเข้าข้าว รวมทั้งผลผลิตข้าวปีนี้ปี ๒๕๖๘/๒๕๖๙ น่าจะเพิ่มขึ้น ข้าวนาปรัง ก็ยังค้าง Stock ข้าวนาปีก็จะออก ตอนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการไว้อย่างไรบ้าง อันนี้ก็เป็นคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องของข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือข้าวเปลือกเจ้า ซึ่งราคาตกต่ำมากในวันนี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คุณนิยมครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุก ๆ ท่านในที่นี้ รวมทั้งท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งตั้งกระทู้ถามสดในวันนี้ ต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านได้ เกริ่นนำในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่เราได้ทำไปแล้วของนโยบาย นบข. ซึ่งได้ประชุม กับทางท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ซึ่งท่านอนุมัติช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรข้าวนาปรังและนาปีไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ที่ผ่านมา ซึ่งผมเองก็อยู่ในที่ประชุมในวันนั้น ต้องกราบเรียนว่าเราก็ลุ้นเหมือนกันว่าจะได้ตามที่ พี่น้องเกษตรกรมีความคาดหวังไหม ต้องขอขอบคุณรัฐบาลซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้ กำชับในเรื่องพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวเกษตรกรที่ปลูกข้าวซึ่งข้าวราคาตกต่ำ อย่างที่ท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ซึ่งท่านได้พูดแล้วว่าจังหวะที่เรามาบริหารราชการ ในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่ประเทศอินเดียนั้นได้ยกเลิกมาตรการระงับการส่งออกข้าว ทำให้อุปทานข้าวในตลาดโลกนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการข้าว ต่างประเทศนั้น ทำให้ราคาส่งออกข้าวปรับตัวลดลง ผมกราบเรียนว่าเราพยายามจะ แก้ปัญหาโดยใช้ทูตพาณิชย์ ซึ่งมี ๕๘ สำนักงานทั่วโลก ทำการตลาดเรื่องข้าว แข่งขันกับ ทางอินเดียอยู่ เราใช้เจาะตลาดเดิมอยู่ ซึ่งเรามีหลากหลายประเทศ ซึ่งเราเป็นเจ้าตลาด อยู่ตรงนี้ แต่ราคาเราต้องยอมรับว่าเมื่ออินเดียประกาศระบายข้าวออกที่ท่านพูด ประมาณ หลายสิบล้านตัน มันทำให้ราคาอุปทานหรือราคาตลาดโลกมันมีความผันผวนอย่างยิ่ง ราคาตกต่ำ🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรากำลังเร่งเจรจาระบายข้าวที่ตกค้างอยู่เพื่อที่จะรองรับ การที่เราจะนำข้าวเข้ามาแทรกแซงในเรื่องที่ท่านได้กล่าวในเบื้องต้น นโยบายของรัฐบาล เมื่อคณะรัฐมนตรีประกาศเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ โดยอนุมัติมาตรการรักษา เสถียรภาพข้าว ปี ๒๕๖๘/๒๕๖๙ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมา เช่น ๑. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี มีการผลิต ปี ๒๕๖๘-๒๕๖๙ ธนาคาร ธ.ก.ส. จะให้สินเชื่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อชะลอ ข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเกษตรกร และสถาบันของเกษตรกร โดยให้ค่าฝากเก็บและรักษา คุณภาพข้าวเปลือกตันละ ๑,๕๐๐ บาท เป้าหมายตรงนี้เราจะดูดซับประมาณสัก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตันตรงข้าวเปลือก วงเงินเราประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ตัวเลขวงเงิน ขอโทษนะครับ ผมมองตัวเลขผิดนะครับ แล้วก็ในโครงการที่ ๒ โครงการสินเชื่อ เพื่อรวบรวม ข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยเกษตรกร ปีการผลิตปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ธกส. จะให้สินเชื่อ สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรวบรวมข้าวเปลือก เพื่อจำหน่ายหรือเพื่อแปรรูป จำนวนเป้าหมายที่เราต้องการ ดูดซับในข้าวเปลือกประมาณ ๑.๕ ล้านตัน🔗

ในเรื่องที่ ๓ ในเรื่องของโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว ในการเก็บ Stock ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๖๙ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการค้าข้าว ที่เข้าร่วมโครงการให้เก็บ Stock ในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสาร ระยะเวลา ๖๐ วัน ถึง ๑๘๐ วัน รัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อปี เป้าหมายตรงนี้ เราตั้งใจประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ผมกราบเรียนว่า ๓ นโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ ครม. ไป เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ซึ่งต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่ให้ความอนุเคราะห์ในการผ่าน ครม. ก็จะทำให้เราดูดซับหรือชะลอการขายในตลาดได้ประมาณ ๘.๕ ล้านตัน ตรงในส่วนนี้ครับ ต้องขอขอบคุณท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ต้องขอขอบคุณที่ท่านให้ความห่วงใย เดี๋ยวตรงส่วนต่าง ๆ ที่ท่านมีข้อมูล หรือต่าง ๆ ที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ขายข้าวได้มากขึ้น หรือวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องมากขึ้น ผมจะขออนุญาตให้ทางข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในนั้น ได้ประสานงานกับท่านนอกสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ท่านนำข้อมูล หรือข้อหารือที่ท่านคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร เราก็เต็มที่ เราก็ทำงาน เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองด้วยกัน กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะอาจารย์ และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัด นครปฐม ซึ่งเข้ามาฟังการประชุมอยู่ชั้นบนในขณะนี้ ขอตอนรับครับ แล้วก็ขอบคุณ ที่ท่านมาเยี่ยม รับฟังการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ต่อไปก็ขอเชิญคุณนิยม วิวรรธนกิฐกุล ถามเป็นครั้งที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สุชาติ ชมกลิ่น ที่ได้ให้ข้อมูลต่าง ๆ แต่บางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน ก็ขออนุญาตที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเป็นเอกสารมาทางเราก็ได้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ คงจะเป็นเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาตกต่ำ ปกติประเทศไทย ก็จะมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ประมาณ ๗ ล้านไร่ ส่วนใหญ่ก็อยู่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ทางอีสานบางจังหวัดมีเกษตรกรประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ครัวเรือน มูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก็เอาไปใช้ในเนื้อเรื่องของอาหารสัตว์ ของประเทศเราผลิตได้ ๕ ล้านตัน แต่ใช้ ๙ ล้านกว่าตัน ก็ยังขาดอีก ๔ ล้านกว่าตัน แต่กลับมีราคาตกต่ำทุกปีเนื่องจากมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และธัญพืชทดแทนมาจากต่างประเทศ รวมทั้งปีมาตรการเรื่องของภาษีของโดนัลป์ ทรัมป์ ก็จะมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้ามาจากอเมริกาอีกประมาณ ๑-๓ ล้านตัน ซึ่งข้าวโพด ของอเมริกาถูกกว่าของเราประมาณกิโลกรัมละ ๒ บาท ก็จะมีผลต่อข้าวโพดไทยอย่างมาก ทีนี้คำถามที่จะถามถึงท่านรัฐมนตรีก็คือเรื่องมาตรการการช่วยเหลือเกษตรโดยตรง ก่อนอื่นที่จะถามก็คงจะต้องบอกข้อมูลก่อนนะครับ ข้อมูลเมื่อเช้านี้ที่ลานรับซื้อข้าวโพด ของภาคเหนือจะอยู่ที่ประมาณ ๕ บาท ที่ความชื้นประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ราคา หน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่กรุงเทพมหานครอยู่ที่ประมาณ ๘.๖๕ บาท ถึง ๘.๗๕ บาท จริง ๆ แล้วเกษตรกรขายได้ไม่ถึง ๕ บาทครับ เพราะว่าความชื้นค่อนข้างจะสูง ก็คือ ถามถึงเรื่องมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงเลย ก็คือเราเคยเสนอวันก่อนโดย สส. ของภาคเหนือได้แถลงที่จะเสนอให้ประกันรายได้ให้เกษตรกรที่ ๗.๒๕ บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้นที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ทราบว่ามีการประชุมที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม มีบันทึกข้อตกลงระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับ สมาคมการค้าพืชไร่ ในการรับซื้อข้าวโพด แล้วก็จะมีประกาศของกระทรวงพาณิชย์อ้างถึง มติของ นบขพ. วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ เช่นกัน เห็นชอบราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศที่ราคา ๗.๐๕ บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์และราคา ๙.๘๐ บาท ต่อกิโลกรัมที่ความชื้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ที่โรงงานอาหารสัตว์กรุงเทพมหานคร แล้วก็ปริมณฑล จึงขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้และความคืบหน้าของประกาศกระทรวงที่ว่านี้ เพราะวันนี้ ราคาข้าวโพดยังอยู่ที่ประมาณ ๕ บาท อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับข้าวโพดก็คือทางกระทรวง มีมาตรการที่จะพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำ เช่นการระงับหรือการชะลอการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือวัตถุดิบทดแทน ไม่ว่าเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์หรือธัญพืชอื่น ๆ ในช่วงที่ผลผลิตออกมา มาก ๆ ก็คือเดือนสิงหาคมถึงเดือนมกราคมไว้หรือไม่ อย่างไรบ้างแล้วก็การดูดซับผลผลิต ในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกัน มีการเตรียมการที่จะแทรกแซงราคาหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็เรียนถามไปทางท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายไชยา พรหมา รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติที่อยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วก็ท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ซึ่งต้องขอขอบคุณท่าน ท่านเป็น สส. จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย อีกครั้งหนึ่งที่ท่านได้ให้ความห่วงใยและ ท่านมีความรู้ทางเกษตรกรเพราะท่านคลุกคลีกับพี่น้องเกษตรกร ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเขต ท่านก็มีความใกล้ชิดแล้วก็คุ้นเคยกับทางเกษตรกร โดยข้อมูลของท่านนั้นถูกต้อง ตรงทุกอย่างเลยครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ผมกราบเรียนว่า อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเองกับท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความ ห่วงใยและกังวลเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยิ่ง ซึ่งเราต้องกราบเรียนว่าประเทศไทยเรา มีผลผลิตประมาณปีละ ๕ ล้านตัน แต่เราใช้ประมาณ ๙ ล้านตัน เราต้องนำเข้า ประมาณ ๔ ล้านตัน นี่คือประเด็นหนึ่งที่พี่น้องเกษตรกรห่วงใยว่าช่วงที่นำเข้าจะทำให้ราคาข้าวโพด ในประเทศตกต่ำหรือไม่ ผมกราบเรียนครับ กระทรวงพาณิชย์มีประกาศหรือมีกำหนด กฎหมายอยู่แล้วว่าใครจะนำเข้าข้าวโพด จะต้องนำเข้าในช่วงที่เราไม่มีผลผลิตก็คือ นำเข้า ตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ จนถึง ๓๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป เดือนกันยายน จะไม่สามารถนำเข้าข้าวโพดได้ เพราะมันเป็นเรื่องของผลผลิตประเทศไทย กำลังออก เสถียรภาพราคาอยู่ที่ Demand Supply อยู่ที่ความต้องการ ผมกราบเรียน ว่ากระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งยวด ทำงานคู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลให้ความห่วงใยโดยมีคณะกรรมการ นบขพ. ซึ่งมีนโยบายจัดการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผมกราบเรียนว่าราคาที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล สส. จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ได้พูดมานั้นถูกต้องหมดเลย ผมก็กำชับกรมการค้าภายใน ให้ไปตรวจตราในราคาที่ประกาศ แต่ผมกราบเรียนว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีจตุพร บุรุษพัฒน์ ท่านจะประกาศในราคาที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ ว่า ๙.๘๐ บาท ในความชื้นที่ ๑๔.๕ แล้วก็ ๗.๐๕ บาท ในความชื้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงส่วนนี้เราต้องทำให้ได้ ถ้าเราประกาศออกมาแล้ว เราต้องควบคุมให้ได้ ผมกราบเรียนว่าขอให้ความมั่นใจว่า เรายืนข้างเกษตรกรแน่นอนครับ เราทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทย เราจะไม่ให้ใคร มาเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งต้นทุนเขามีเท่าไรเรารู้ ถ้าเราให้เขามากดราคาเกษตรกร แล้ววันหนึ่งเกษตรกรไม่ปลูกข้าวโพดแล้ว ทีนี้เราต้องนำเข้าถึง ๙ ล้านตัน ถ้าไม่มีใครปลูก มันเป็นเรื่องของความเดือดร้อนหลาย ๆ อย่างในวงจรของผลิตผลของเกษตร ผมกราบเรียน ว่าวันที่เกิดเหตุการณ์ที่ข้าวโพดราคาตกต่ำ ทางกรมการค้าภายใน ได้คิดมาตรการ ในการที่ท่าน สส. ท่านนิยมได้พูด ว่าเราจะแทรกแซงหรือเราจะช่วยเหลือข้าวโพดอย่างไร ได้บ้าง เพื่อไม่ให้ช่วงที่ออกนี่อย่าเพิ่งให้มันตกต่ำ เราต้องพยุงราคาตรงส่วนนี้ แล้ว ช่วงกลาง ถ้าจะตกเราจะดันราคาอย่างไร ประกาศกระทรวงพาณิชย์เป็นประกาศที่ต้องบังคับใช้ ตามกฎหมายอย่างเข้มงวดในส่วนนี้ ผมจะนำเรียนข้อมูลที่ท่านได้หารือในสภาแห่งนี้ ไปนำเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และเรียนท่านอธิบดีกรมการค้าภายใน ให้กำชับ ปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศของกระทรวงให้ได้บรรลุตามเป้าหมายที่เราตั้งใจที่จะช่วยเหลือ เกษตรกร ต้องขอขอบคุณท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล อีกครั้ง ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ คุณหมอนิยม วิวรรธนดิฐกุล เชิญครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ก่อนอื่นนี้ฟังวันนี้แล้วผมรู้สึกดีใจแทน พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จริง ๆ แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งท่านได้เอาใจใส่ในเรื่องของสินค้าการเกษตรมาตลอดอยู่แล้ว เราก็มีความหวังว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดของเราคงจะได้ราคาที่ดี แล้วก็สามารถจะมีชีวิตที่ดีได้ เพราะจริง ๆ ข้าวโพดน่าจะเป็นพืชที่น่าจะบริหารจัดการได้ไม่ยาก เพราะ ๑. จำนวนก็ไม่มาก ๒. เราไม่ได้ ส่งออกเลย มีแต่ซื้อเข้ามา ถ้าพูดถึง Demand Supply แล้วข้าวโพดมันควรจะต้องราคาแพง เพียงแต่บริหารจัดการ แล้วก็ดูแลพี่น้องเกษตรกร ก็ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ทางท่านสุชาติ ชมกลิ่น จริง ๆ วันนี้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดคงจะหลับสบายนะครับ🔗

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของลำไย พอดีผมก็มีท่าน สส. ลำไย นั่งอยู่ข้าง ๆ คือ ท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ วันนี้มีลำไยมาฝากด้วย เรื่องลำไยที่จริงช่วงนี้มันก็เป็นช่วงฤดูกาล ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทิ้งไว้ด้วยหนี้สินและคราบน้ำตานิดหน่อย ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ผลิตลำไย แล้วก็ส่งออกลำไยเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว ตลาดใหญ่ที่สุดก็คือ ประเทศจีน ที่มีทั้งลำไยสดและลำไยอบแห้ง การปลูกส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะ ที่เชียงใหม่ แล้วก็ลำพูน นอกจากนั้นก็จะอยู่ที่จันทบุรี ระยอง มีเกษตรกรผู้ปลูกประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ครัวเรือน พื้นที่ปลูกก็ประมาณล้านกว่าไร่ แต่ปีนี้ผลผลิตลำไยออกมาเยอะมาก ออกสู่ตลาดกว่า ๑.๖๙ ล้านตัน ซึ่งถือว่าล้นตลาด เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ผลผลิตต่อไร่ก็จึงสูงขึ้น ทำให้ราคาลำไยตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์จนไม่คุ้มทุน เกษตรกร ก็ประสบภาวะขาดทุน ที่สำคัญก็คือมีหนี้สินที่ค้างอยู่กับธนาคารค่อนข้างจะเยอะ ก็คงขอเป็น เรื่องฝาก เพราะว่าน่าจะเกี่ยวกับทางกระทรวงการคลังมากกว่า ก็คือการขอพักชำระหนี้ และการขอลดดอกเบี้ยของเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ซึ่งได้ยื่นหนังสือผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรไปยังรักษาการนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ก็อยากให้ท่านติดตามความคืบหน้า ในเรื่องนี้ให้ด้วย เพราะว่าเกษตรกรผู้ปลูกลำไยตอนนี้ก็ถือว่าขาดสภาพคล่อง ก็มีผลกระทบ ในการชำระหนี้ต่อ ธ.ก.ส.🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่จะฝากก็คือเรื่องของมาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกลำไย ในภาคเหนือ ๑,๔๐๐ บาทต่อไร่ ที่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ ก็จะมีการแบ่งจ่ายเป็น ๒ อย่าง อันนี้ ก็เป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันนี้ฝากท่านไว้ ให้ติดตามให้หน่อยก็แล้วกัน เพราะว่าท่านเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลพืชผลการเกษตรและราคา🔗

แต่เรื่องที่จะถามก็คือเป็นคำถามสุดท้าย ก็คือเรื่องของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ตกค้างอยู่ในลำไยซึ่งประเทศจีนได้ตรวจเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ นี้เอง ทางการจีน ได้สุ่มตรวจ แต่เดิมการตรวจซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เดี๋ยวผมย้อนไปนิดหนึ่งว่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปกติไม่ได้เกิดขึ้นในผลลำไยสดในธรรมชาติ แต่มันเกี่ยวข้องกับการแปรรูป เช่น การอบ การอะไรต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา การคงสีสวย การรักษาคุณภาพของเนื้อลำไย ดังได้กล่าวก็คือต้นสิงหาคมนี้ ทางจีนได้มีการสุ่มตรวจดูซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยวิธีการตรวจ ก็เปลี่ยนไป แต่เดิมตรวจแต่เนื้อลำไย แต่ตอนนี้ที่ผ่านมา ตรวจทั้งเนื้อและเปลือกบดรวมกัน ก็พบว่ามีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน มาตรฐานก็คือ ๕๐ ppm ก็คือประมาณ ๕๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามพิธีสารไทย-จีน ๒๕๔๗ จนมีการตีกลับลำไยจากไทย ประมาณ กว่า ๑๐ ตู้ คำถามก็คือ กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการอย่างไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพราะจะมี กระทบต่อการส่งออกลำไยไปสู่ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของลำไย ของประเทศไทย ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน แล้วก็กราบเรียนท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ซึ่งท่านเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีองค์ความรู้ในเรื่องของเกษตรกร พืชผลหลายชนิด ในสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด ผมกราบเรียน เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ผมได้ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ สิ่งที่ท่านพูดทั้งหมด คือปัญหาที่ทำให้เราต้อง Clear ภารกิจทั้งหมดจากจังหวัดอื่น ๆ ต้องไปที่จันทบุรี ๆ เพราะเรื่องสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์นี่ละครับ ซึ่งเราเพิ่งรู้จากมาตรการ ทางประเทศจีน ซึ่งเราส่งผลผลิตประมาณ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นลำไยสดตัดช่อ ซึ่งเราจะต้อง นำส่งไปทางตู้สินค้าทางท่าเรือ เดินทางไปเราก็ต้องมีการอบสารตัวนี้ เพื่อรักษาให้สินค้าได้มีความสด ความคงทนแล้วก็ไม่เน่าเสีย ไม่เสียหาย เอาอย่างนี้นะครับ ที่ผ่านมากราบเรียนว่าถ้าปั่นเอา เนื้อลำไยอย่างเดียวที่เคยทำมาทั้งหมดนี้ ไม่เคยมีปัญหาเลย แต่พอเกิดเปลี่ยนมาตรการเอาทั้งเปลือก กับเนื้อมาปั่นรวมกัน แล้วก็ไม่เกิน ๕๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อย่างไรมันก็ต้องมีปัญหาแน่นอน ในส่วนนี้ นี่คือปัญหาใหญ่เร่งด่วนของรัฐบาลนะครับ ผมกราบเรียนไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ อย่างเดียววันนี้ ที่นำข้อมูลจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีมาเมื่อวันก่อน แล้วก็ทาง ผู้ประกอบการ ผู้ค้า ผู้ส่งออกทั้งหมด ปัญหาที่เกิดคือ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำเรียนทางรักษาการรัฐมนตรี ทางรัฐบาลและได้คุยกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการเจรจากับทางประเทศจีนนั้นน่าจะเป็นระดับรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ต้อง Serve ข้อมูลในส่วนนี้ ถามว่าถ้าเราแก้ปัญหาสุดท้ายตอนนี้ลำไย กำลังออก เราจะแก้ปัญหาอย่างไร นี่คือโจทย์ของกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็โจทย์ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอรรถกรท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วครับ ท่านกำลังแก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วก็เร่งการเจรจา และให้ความรู้กับเกษตรกร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราเดินทางช้าเราอาจจะช่วยเหลือ อันนี้เป็นมาตรการที่เราคิดเร็ว ๆ วันนั้น เราอาจจะต้องไปทางเครื่องบินไหม เพื่อลดการเดินทาง แล้วอาจจะใช้อบสารเพื่อรักษาความสดนั้นลดลง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ในส่วนนี้ นี่คือสิ่งหนึ่ง ที่เราจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวันนี้ให้ได้ครับ นี่คือปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ ปัญหา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือพูดง่าย ๆ คือปัญหาของรัฐบาล ซึ่งเราไม่สามารถที่จะ มากำหนดมาตรการการตรวจเหล่านี้ได้ โดยเราพึ่งพาประเทศจีนเป็นหลัก แต่ผมกราบเรียน วันก่อนที่ผมไปกับท่านทางลำพูน ไปเจอท่าน สส. รังสรรค์ มณีรัตน์ ซึ่งท่านได้พาไปดูโรงตัด ลำไยสด ซึ่งส่งออกไปต่างประเทศ อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นตลาดก็คือทางประเทศ อินเดีย เขาเริ่มส่งไปแล้ว อินเดียนี่คนประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าล้านคน เราแค่สัก ๑ เปอร์เซ็นต์ เราก็คิดว่าถ้าเขาบริโภคลำไยแทนอินทผาลัมได้หรือทดแทนกันได้ จะทำให้เกษตรกรลำไย หรือ พี่น้องชาวสวนลำไยนั้น สามารถมองช่องทางอนาคตตัวเราได้ ในส่วนที่ ๒ คือ ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเขาส่งมาเกือบ ๑๐ ปี ประเทศดูไบต่าง ๆ นี่คือตลาดใหม่ ๆ ที่เราจะแก้ปัญหาครับ เราพยายามจะแก้ปัญหา หาตลาด ใหม่ ๆ โดยที่เราไม่พึ่งพาตลาดเดิมเท่านั้น นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องให้ทูตพาณิชย์ประจำ ทางตะวันออกกลางไปเปิดตลาดลำไยให้ได้ สิ่งที่ท่านได้กล่าวมาทั้งหมด ผมกราบเรียนว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่เราหนักใจ แล้วเราต้องแก้ปัญหาให้ได้ผมกราบเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ที่ผ่านมาลำไยเรามีผลิตผลเราออกมามาก เราแก้ปัญหากับทางท่าน สส. รังสรรค์ สส. อีกหลายท่าน ทั้ง สส. ทางพรรคประชาชนด้วยที่เราได้หารือกัน เราก็ไปแก้ปัญหาทาง ๘ จังหวัดภาคเหนือกันประมาณเดือนกว่า ๆ ลำไยถึงจะซา หนักมากครับ ต้องเรียนตรง ๆ แต่สิ่งที่ท่าน สส. นิยม วิวรรธนดิฐกุล ท่านได้กล่าวมา นี่เป็นปัญหาที่เราหนักใจมาก เราถึงลงไป อาทิตย์ที่แล้วเลยครับ แล้วเราจะแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องอาศัยท่านผู้บริหาร ซึ่งสูงกว่าผมนิดหนึ่ง อาจจะเป็นทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจาด้วย เป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ผมขอยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่างรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เราพยายามหาตลาดควบคู่กับการแก้ปัญหาให้เดินไปด้วยกันให้ได้ แล้วการที่เราจะเข้าไปพยุง การแทรกแซงตลาดก็เป็นสิ่งหนึ่งที่กรมการค้าภายในจะต้องทำด้วย ต้องขอขอบคุณความห่วงใย ของเพื่อน สส. ท่านนิยม วิวรรธนดิฐกุล แล้วก็ทาง สส. รังสรรค์ ด้วย ซึ่งท่านก็ให้ข้อมูลผมเยอะ ถ้าผมไม่ได้ข้อมูลนี้ ในการแก้ปัญหาที่ภาคเหนือ ผมบอกตรง ๆ ผมก็หนักมาก ผมก็ลงพื้นที่ ไปเจอท่าน สส. ให้ข้อมูลและให้ทางออกทางแก้พวกเรา ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบกระทู้ถามสดครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

เพิ่มเติมอีกสักนิดได้ไหมท่านประธานครับ ก็ฝากขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น แล้วก็ทางรัฐบาลที่ยังเอาใจใส่ดูแลเรื่องราคา พืชผลการเกษตร คือวันนี้ถึงแม้จะตกเราก็ไม่โทษใคร เพราะว่าจริง ๆ บริบทของสินค้า การเกษตรทุกตัวก็มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคิดว่ารัฐบาลก็คงจะเร่งในการดำเนินการ แก้ไข ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีและขอบคุณทางรัฐบาลนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบกระทู้ ถามสดด้วยวาจานะครับ🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑. เรื่อง ปัญหาและแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา กรุงเทพมหานครจมน้ำ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ตอบกระทู้แทนและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน ดังนั้น ขอเชิญท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ครับ เชิญถามคำถามแรกครับ🔗

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียนครับ ท่านประธานครับ เรื่องของกรุงเทพจมน้ำ ไม่ใช่วาระที่เพิ่งจะพูดกัน แต่เป็นเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ในอนาคตแน่นอน ถ้าหากเรายังไม่ทำอะไรเลย แล้ววันนี้ หลายอย่างครับ กทม. ที่ผ่านมาก็มีการพยายามที่จะปกป้องในการป้องกันน้ำท่วมตรงนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับบางเรื่องบางราวนั้นอาจจะยังไม่ตรงจุด ผมมีสไลด์อยากให้ ทุกท่านชวนดูกันครับ แล้วก็เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่ได้คิดเองเออเองแต่มาจากการ วิเคราะห์ทั้งหมดนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

สไลด์ตัวนี้ครับท่าน ประธาน ถ้าเรามาดู ๒-๓ เซนติเมตร เป็นอัตราทรุดตัวของแผ่นดินในกรุงเทพมหานคร ๕.๘ มิลลิเมตรต่อปีคือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นบริเวณอ่าวไทยตอนบนและ ๓,๐๐๐ ไร่ คือพื้นที่ ชายฝั่งบางขุนเทียนที่สูญเสียไป ตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ถึงปี ๒๕๖๔ ถ้าเรามาดูอีกสไลด์ สาเหตุหลัก ๆ ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ผมขออนุญาตพูดประมาณสัก ๙ ข้อ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ฝนตกหนักในพื้นที่ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สูงล้นตลิ่ง น้ำทะเลที่หนุนสูง การทรุดตัว ของแผ่นดิน ระบบระบายน้ำที่ยังไม่เพียงพอ พื้นที่รองรับหน่วงน้ำไม่เพียงพอ ปัญหาขยะก็ดี หรือการวางผังเมืองก็ดี แล้วก็การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นสาระสำคัญในวันนี้ ผมมาดูสไลด์นี้อยากชวนพี่น้องประชาชนมาดูด้วยครับ อันนี้เป็นความรู้เลย ดูสีน้ำเงินเข้มนะครับ สีน้ำเงินเข้มคือพื้นที่ที่ต่ำกว่าน้ำทะเล ถ้าเรามองภาพกว้าง ๆ พี่น้องประชาชนถามว่าปูอัด อันไหนบ้างที่ต่ำกว่าน้ำทะเล ถ้าดูจากซ้าย คือช่วงเขตบางขุนเทียน เขตบางบอน เขตทุ่งครุ นี่คือฝั่งธนบุรี ถ้าขึ้นไปหน่อย หนองแขม ตลิ่งชันก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าหันขวานิดหนึ่งจะเห็นว่า โซนพระรามที่ ๓ โซนบางนา โซนลาดกระบัง ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าน้ำทะเลเฉกเช่นเดียวกัน วันนี้เป็นแผนที่ที่ผมมาให้ดูว่าสิ่งที่กำลังจะบอกตัวนี้ เราบอกว่ากรุงเทพฯ จมน้ำ มีโอกาส เป็นไปได้สูงมาก สไลด์ต่อไป ตัวนี้เป็นตัวสถิติที่ผมจะบอกว่าปี ๒๐๓๐-๒๐๕๐ น้ำท่วม จะรุกเข้าแผ่นดินประมาณ ๕.๖ กิโลเมตร ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสูงถึง ๐.๕-๑ เมตร จะคุกคาม ไปถึงประมาณ พระรามที่ ๒ เห็นไหมครับ ขึ้นไปถึงพระรามที่ ๒ ขึ้นไปถึงชุมชนชายฝั่งและ การเพาะเลี้ยง ขึ้นไปถึงปริมณฑลหรือนิคมอุตสาหกรรมและถ้าถึงปี ๒๐๑๐ นี่ ๑๒ กิโลเมตร ครับ นี่เป็นสถิติตัวเลขจริง ๆ นั่นหมายความว่าสภาของเราหันไปด้านซ้ายก็ท่าเรือนะท่าน ประธาน จะรอดหรือไม่เราก็ไม่รู้ ข้าราชการอาจจะต้องย้ายกันไปในอนาคตละครับ สถิติตัวนี้ ก็เอามากางกันให้ดู มาดูต่อไปนี่คือสถานีวัดระดับน้ำ กองบัญชาการกองทัพเรือ แถววัดพระแก้ว ระดับน้ำทะเล ๓.๐ มิลลิเมตรที่ขึ้นต่อปี ป้อมพระจุล ๔.๕ ความหมายถ้าท่านประธาน พี่น้องประชาชนดูนะครับ กราฟมันขึ้นเรื่อย ๆ เห็นไหมครับ นั่นหมายความว่าน้ำทะเล ก็จะหนุนขึ้น หนุนขึ้น หนุนขึ้น ดินจะอ่อนลง เหมือนกรุงเทพมหานครที่แผ่นดินไหว ทำไมเราถึงรับรู้แรงสั่นสะเทือน สไลด์ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีอิ่ม จริง ๆ ครับ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ที่มาตอบเรื่องนี้เพราะว่าท่านเป็นหนึ่งใน สส. กทม. และเป็นคนที่คู่ควรที่จะตอบเรื่องนี้ที่สุดเลย รัฐบาลมีแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา กรุงเทพฯ จมน้ำหรือไม่ อย่างไร อยากจะขอทราบรายละเอียดครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ตอบคำถามแรกครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ให้ได้ตอบคำถามของท่าน สส. ไชยามพวานนะคะ ที่ความจริงแล้ว มีกำหนดที่เราต้องตอบกันก่อนหน้านี้แต่ว่าเนื่องจากเหตุผลสภามีวาระสำคัญเข้ามาก็เลยมา เป็นวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะว่าดิฉันเองได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่ที่ทางท่าน สส. ได้เป็นผู้แทนอยู่ด้วย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

แล้วก็ในเรื่องของปัญหาน้ำท่วมดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครนั้น เรียกว่าให้ความสำคัญแล้วก็อยากที่จะเห็นการแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมาลุ้นกันว่าเวลาฝนตกทีน้ำจะท่วมหรือไม่ หรือว่าแม้แต่บางทีแล้วเราเห็นน้ำเอ่อขึ้นมา บนถนนเพียงเล็กน้อย เราก็มีความหวั่นใจว่าจะเข้าบ้านเรือนได้รับความเสียหายอีกหรือเปล่า ดิฉันคิดว่าถ้าในภาพรวมทั้งหมดถ้าไปที่สไลด์แรก ดิฉันก็ขออนุญาตนำเรียนในเรื่องของน้ำ ที่ท่วมอยู่ในกรุงเทพมหานคร รวมถึงปริมณฑลก็จะเป็นเรื่องของน้ำฝนที่มีปริมาณเรียกว่า เพิ่มสูงขึ้น แล้วก็ในสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการตกซ้ำในหลายพื้นที่บ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันได้ มีปัญหาจากทางน้ำเหนือที่จะมาสมทบจากน้ำฝน ที่เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของน้ำทะเลหนุนที่ทางท่านนำเรียนว่าในทุก ๆ ปีนี้เราก็จะ เห็นสถิติอยู่แล้วในเรื่องของปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมา ฉะนั้นในส่วนของกรุงเทพมหานคร ที่ทำงานร่วมกันกับรัฐบาล เราก็ได้สนับสนุนงบประมาณให้ได้ลงไปเริ่มเลย ก็คือ เรื่องของ การศึกษาในแต่ละพื้นที่ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ใช้มาตรการใดจึงจะทำให้ มีความสอดคล้องกับปัญหาจริงได้มากที่สุด รวมถึงเราได้ทำงานกันกับหลาย ๆ ภาคส่วน ให้เกิดการบูรณาการในเรื่องของแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ในส่วนของแนวคันป้องกันน้ำท่วม ที่ผ่านมาที่เราได้ทำการสร้างเสร็จแล้ว ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่คลองบางกอกน้อย แล้วก็คลองมหาสวัสดิ์ก็จะมีตัวอย่าง ที่ท่านจะเห็นว่ามีการสร้างแนวคันป้องกันที่มีความสูง เช่น ที่สะพานกรุงธนก็จะสูงประมาณ ๓.๕ เมตร แล้วก็ยังมีที่สะพานพระปิ่นเกล้าค่ะ แล้วก็ยังมีสะพานพระพุทธยอดฟ้า แล้วก็ มีช่วงของสะพานในเขตกรุงเทพฯ ด้วยตามสไลด์ที่ดิฉันได้นำเสนอไป แล้วก็มีการเสริมเติม ในช่วงที่เป็นฟันหลอให้สามารถที่จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำให้ได้มากที่สุดด้วย เพื่อที่จะรักษาในเรื่องของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชนตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้ได้รับผลกระทบนี้ด้วยค่ะ ภาพต่อไปก็จะเป็นที่ดิฉันได้นำเรียนในเรื่องของการปิดแนวฟันหลอ ที่เกิดขึ้น ที่จะทำให้มันไม่มีน้ำเข้าไปสู่ชุมชนแล้วก็บ้านเรือน ทางกรุงเทพมหานคร มีศูนย์ควบคุมและป้องกันน้ำท่วมที่เราได้ใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เรียกว่าไปดูงานมา หลายที่ก็ได้นำมาประยุกต์ใช้ให้ตรงกับบ้านเรา มีการติดตามสถานการณ์น้ำที่มีความแม่นยำ ฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วงระยะหลัง ๆ ที่ผ่านมาในการทำงานร่วมกันเรามีการแจ้งเตือน พี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่าในพื้นที่ไหนให้ระวังฝนที่มีปริมาณมากหรือแม้แต่ พื้นที่ที่อยู่ริมน้ำช่วงไหนที่น้ำจะขึ้นจากการที่เราร่วมกับทางกรมชลประทานว่าจะมีการปล่อยน้ำลงมา ก็ให้พี่น้องทำการเฝ้าระวัง เพื่อที่จะลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย🔗

ในส่วนของฝั่งตะวันออกที่ท่านได้นำเสนอว่าเป็นพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล ก็จริงนะคะ ลาดกระบัง หนองจอกลงไปถึงฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ในทุก ๆ ครั้งที่มีน้ำ มารวมกันก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นสูง แล้วดิฉันก็คิดว่าในขณะนี้ทางรัฐบาลเราได้มีการผลักดัน นโยบายเรื่องของป้องกันน้ำท่วม ดิฉันก็ต้องขออนุญาตย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ในสมัยทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยมีโครงการบริหารจัดการน้ำไว้ แต่ว่า เกิดประสบเหตุที่มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยหรือว่ามาสร้างความขัดแย้ง ทำให้โครงการนั้น ก็ยังไม่สำเร็จได้ ทำให้ปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีมาอย่างต่อเนื่อง ทุกปีเกิดน้ำท่วม แล้วก็แล้ง แล้งเสร็จแล้วก็ท่วมต่อเลย ฉะนั้นจะเห็นถึงความไม่เป็นระบบที่เกิดขึ้น ดิฉันคิดว่า ถ้าหากเวลาที่บ้านเรามีโครงการอะไรที่มันเป็นประโยชน์ ถ้าหากว่าลดการขัดแย้งกัน ลดการต่อต้าน มันจะทำให้บ้านเราพัฒนาแล้วก็เดินหน้า ไปได้มาก ซึ่งในส่วนที่ดิฉันได้นำเรียนเช่นตัวอย่างนี้ของคลองประเวศบุรีรมย์ เราก็ได้ มีการดำเนินการในเรื่องของการปรับสภาพพื้นที่ในส่วนที่มีพี่น้องประชาชนที่อาจจะมารุกล้ำลำน้ำ ก็ให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วเราก็ยังได้มีการออกแบบช่องทางเดินน้ำเป็นอุโมงค์ด้วย ที่จะทำให้มีพื้นที่ในการรับน้ำเพิ่มมากขึ้น แล้วก็สอดรับกับความสามารถในพื้นที่ที่เราจะ รองรับน้ำแล้วก็ระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วย ถ้าหากว่าท่านลองสำรวจดู การศึกษาที่ผ่านมา แล้วก็บวกกับการเร่งทำงานของเราในปัจจุบันก็จะพบว่าปัญหา ในปัจจุบันนี้ลดน้อยลงกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก และดิฉันคิดว่าเมื่อโครงการต่าง ๆ ที่เราได้ศึกษาและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ประสบความสำเร็จ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ พี่น้องกรุงเทพมหานครนั้นจะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็มีความยั่งยืนมากที่สุด อันนี้ ก็ในส่วนของพื้นที่โดยรวมของกรุงเทพมหานคร ที่ทางท่าน สส. ไชยามพวานได้สอบถามถึง ในข้อแรกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ถามคำถามต่อไปครับ🔗

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีมากครับ ก็เห็นตรงกันว่าบางทีความขัดแย้งทางการเมืองก็ทำให้โครงการ ขนาดใหญ่ต้องพับเก็บไป อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เป็นปัญหาเรื่องของพี่น้องชายฝั่ง ทะเลบางขุนเทียนและไปถึงผมขอพูดในภาพใหญ่🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

ก็คือเรื่องของ อ่าว ก ชั้นในดีกว่า แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นผมอยากให้พี่น้องทุกคนรู้ก่อนว่ากรุงเทพมหานคร มีทะเลจริง ๆ เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีได้ไป จริง ๆ เป็นพื้นที่ที่สวยงามมาก ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง ถ้ามีโครงการใหญ่ ๆ มาอยู่ที่ชายทะเลบางขุนเทียนผมบอกเลยว่าบางทีชะอำหรือว่า สมุทรปราการ หรือว่าฝั่งบางแสนอาจจะตัวสั่น ๆ เลยก็ได้ เพราะว่านี่จะกลายเป็นจุด Landmark สำคัญของกรุงเทพมหานครในอนาคตที่เมื่อพระรามที่ ๒ เสร็จแล้วเราก็สามารถ มุ่งตรงไปตรงนั้นและสร้าง Landmark ได้ใหม่ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องพูดตรงนี้ก่อนว่า ปัญหาชายทะเลบางขุนเทียนนั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานปัญหาสาเหตุหลัก ๆ ก็มีการลดลง ของดินตะกอนของแม่น้ำเจ้าพระยาในเบื้องต้นที่มีเขื่อนหรือคลื่นขนาดใหญ่เวลามรสุมมา ต้องยอมรับผมไปเห็นนี่แรงจริง ๆ หินยังเอาไม่อยู่ กระแสน้ำชายฝั่งหรือการทรุดตัวของทะเล ทรุด ๑-๒ เซนติเมตรต่อปี ถ้าเรามาดูสถิติ ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับว่าต่อปีนี่กัดเซาะชายฝั่ง ไปแล้ว ๒๕ เมตรต่อปี นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ คือเราถูกกินไปแล้ว ๘๐๐ เมตร ในช่วง ๓ ทศวรรษ เราหารดูตก ๒๕ เมตรต่อปี ถามว่าเยอะไหม วันนี้ในพื้นที่ตรงนั้น เป็นพื้นที่เอกชนของประชาชนหายไปหมดแล้วครับ🔗

ปัญหาอุปสรรคครับท่านประธาน ปัญหาแรกคือผมอยากจะบอกว่ามันมี ปัญหาความทับซ้อนระหว่างพื้นที่เอกชนกับพื้นที่สาธารณะ ๒. คือแนวไผ่ ๒-๓ ปี ก็ต้องยอมรับกันตามตรงเอาไม่อยู่จริง ๆ ทีนี้ผมอยากจะพูดแบบนี้ครับ ท่านประธาน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าพี่น้องเอกชนตรงนั้นกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เขาฝากผมมาพูดว่า เขารอให้รัฐบาลหลาย ๆ รัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลนี้ แก้ให้เขาไม่ไหวแล้ว เขาถูกกัดเซาะมาเรื่อย ๆ สิ่งสุดท้ายคือเขาต้องช่วยตัวเอง วันนี้เขาพยายามจะช่วยรวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นมา ที่จะถมดินตัวเอง เพื่อสร้างเป็นจุด Landmark ของเขาเองเลย วันนี้ยังขาดอย่างเดียวคือ การสนับสนุน แต่เขาดำเนินไปไกลมากแล้วครับ แต่ยังขาดการสนับสนุน เขาไม่รู้จะพึ่งพาอย่างไร ในตลอดระยะเวลา ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นในช่วงวาระที่ผมยังเหลืออยู่ ก็อยากจะพูดตรงนี้แทนพวกเขาว่าเขาไม่ได้หมดหวังว่าเขาจะปกป้องผืนดินของตระกูล ของเขาไม่ได้ แต่เขาพยายามกันอยู่ทุกวันนี้ยังขาดแรงสนับสนุนตรงนี้อยู่🔗

ต่อมาท่านประธานครับ ผมจะดูว่าตอนนี้เรามีโครงการของทาง กทม. อยู่ ๑.๗ พันล้านเพื่อป้องกัน ๕๔๒ ไร่ กว่า ๕ กิโลเมตรที่จะสร้างเป็น Groins ผมพามาดู Groins นิดหนึ่ง ตัว Groins ก็จะมีเสาเข็ม ฝากพี่น้องประชาชนบางขุนเทียน หรือลองดูร่วม ๆ กันไป มีเสาเข็ม แล้วก็มีหินเพื่อกั้นกระแสคลื่นมากัดเซาะชายฝั่ง แต่ผมอยากจะเรียนตามตรงว่า ตัวการสร้างตรงนี้มันมีปัญหา End Effect อยู่ End Effect ที่ผมจะพาไปดูคือฝากพี่น้อง ประชาชนกับคนที่อยู่ทางบ้านดู ท่านประธานดูนะครับ ตัวสีน้ำเงินข้างบนคือตัวคลื่น สีน้ำตาลที่มันเป็นเส้นแบบนี้คือแนวคลื่นครับ พอมันวิ่งลงมา ก็จะเจอหลังสร้างแนวหิน ใช่ไหมครับ แนวหินนี่คือสีเทา พอกระทบปุ๊บ คลื่นจะแตกเป็น ๒ ฝั่ง คลื่นแรง ๆ ที่แตก เป็น ๒ ฝั่งจะไปกระทบกับอะไร ซ้ายสมุทรสาคร ขวาสมุทรปราการ วันนี้ผมไม่พูดไม่ได้จริง ๆ เพราะทั้งสองข้างทางก็เป็นพี่ ๆ น้อง ๆ ผู้แทนราษฎรของผมเหมือนกันที่ผมรู้จักและ ประชาชนเหมือนกันด้วยที่เขาก็รอการแก้ไขปัญหา ผมถึงกำลังจะบอกว่าการสร้าง Groins ตัวนี้ ผมคิดว่าอยากจะขอท่านรัฐมนตรีลองระงับก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าสร้างไปแล้ว มันเห็น End Effect แล้วจริง ๆ ทีนี้มาดูความย้อนแย้งของการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเช่น สร้างกำแพงสีเขียวมันมีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว บ่อน้ำนิ่ง แนวหินสร้างภาวะน้ำขัง ไร้ออกซิเจน พี่น้องชาวประมงการเดินเรือก็อาจจะลำบาก อนุบาลสัตว์น้ำก็จะลำบากไปด้วย โครงสร้างที่แข็ง ทำลายแนวธรรมชาติก็จะสร้างระบบนิเวศท่องเที่ยวให้เสียหาย ทีนี้มาดูอีก อันหนึ่งครับ ผมอยากชี้ให้เห็นเป็นตัวเลขให้ฟัง ความเสียหายจากน้ำทะเลหนุน โดยประมาณ บริเวณอ่าว ก ปี ๒๕๖๑-๒๕๖๖ เฉลี่ย ๓,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาจากน้ำทะเลหนุน กรุงเทพฯ ปีเดียว บางปี ๑,๕๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้มาจาก TDRI แนวโน้มการวิเคราะห์ ปี ๒๕๗๐ อาจจะรุนแรงถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หากไม่มีมาตรการป้องกันใด ๆ เลย ท่านประธาน พี่น้องประชาชนฟัง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทสูงไหม ตอนที่ตอนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เป็นปี ๒๕๕๔ เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราสร้างโครงสร้างอะไรบางอย่าง ที่ป้องกันขนาดใหญ่ได้เรากำลังจะปกป้องเม็ดเงินที่ต้องเสียตรงนี้ แต่สร้างการป้องกัน ที่เป็นระบบถาวรได้จริง ๆ ในการกันน้ำหนุน สไลด์ต่อไป อันนี้เป็นโครงการหนึ่งที่ขอยืนยัน ว่าผมไม่ได้เป็นคนคิดเอง แต่เป็นทางท่านรองปลัดท่านหนึ่ง เดี๋ยวผมจะเอ่ยนามท่านทีหลัง ท่านเป็นคนที่อุทิศตัวเองจริง ๆ ในการวางระบบในการจัดการน้ำกรุงเทพมหานคร วันข้างหน้าอยากจะเชิญท่านรัฐมนตรีเหมือนกัน ท่านเก่งมากจริง ๆ ท่านมองว่า ๑๒๑ ตารางกิโลเมตรสามารถสร้างเป็นแนวกั้นเขื่อนได้ ด้วยงบประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท มีสไลด์ต่อไปให้ดูครับ สไลด์นี้เป็นตัวอย่างบริเวณที่อยู่ป้อมพระจุล ตัวนี้เป็นระบบที่เปิด-ปิด เรือสามารถเข้า-ออกได้ด้วย และมีแนวคันกั้นน้ำอยู่ นี่เป็นตัวอย่างที่โครงการใหญ่ขนาดนี้ จะสามารถป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะได้ทั้งอ่าว ก ชั้นใน ท่านประธานดูอีกอันหนึ่งครับ พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ที่ผมขออนุญาตลงพื้นที่ไปด้วย อยู่ตรงบริเวณป้อมพระจุล ผมยืนยันว่าทางอู่ต่อเรือ ของกองทัพเรือนั้น มีความเห็นด้วยอย่างมากที่จะนำเรื่องนี้มาทำให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ ผมเลยจะบอก เหมือนที่ท่านรัฐมนตรีบอกเลยครับ โครงการใหญ่บางทีพอถูกการเมือง ขัดขวางขึ้นมา มันก็แก้ปัญหาอะไรได้ยาก เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกฝ่ายลองพิจารณา จริง ๆ ว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ปี ๒๕๗๐ เราเจอแบบนั้นแน่ ๆ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็น เสื้อสีน้ำเงินใส่หมวก ท่านรองปลัด ท่านไทวุฒิ ท่านเป็นคนที่อุทิศในเรื่องการป้องกัน การกั้นน้ำจริง ๆ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แต่ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่อยากจะเชิญจริง ๆ ครับ ว่าให้เขาได้มารายงานกับทางท่านรัฐมนตรีว่ามีแนวคิดในการป้องกันเชิงระบบตรงนี้อย่างไร ในอนาคต และสุดท้าย นี่คือคำถามท่านรัฐมนตรีครับว่ารัฐบาลมีแนวทาง มาตรการ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าว ก หรืออ่าวไทยตอนบนชายฝั่งทะเลบางขุน เทียนหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณท่าน สส. ไชยามพวานนะคะ ก็เป็นโครงการที่ดีมาก ๆ แล้วก็สอดคล้องกับที่เราเอง ได้รับทราบมาโดยตลอดว่ามีปัญหาในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งของน้ำในบริเวณ บางขุนเทียน ที่เราเองจะได้ยินเสมอว่าทะเลกรุงเทพฯ เราไปเราก็อยากที่จะได้เห็นถึง การพัฒนาในพื้นที่ ดิฉันก็ต้องยอมรับค่ะ เมื่อลงไปในพื้นที่แล้ว ดิฉันก็แปลกใจเหมือนกัน แต่อาจจะเป็นเพราะว่าดิฉันลงไปในวันธรรมดา ไม่ได้ลงไปในวันเสาร์ อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุด ที่จะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เพราะว่าจากการบอกกล่าวของในพื้นที่ บอกว่าถ้าเป็นวันเสาร์ อาทิตย์คนเยอะเลย แล้วก็จะไปในจุดบริเวณที่ชมวิวนี้ค่ะ ที่จะ ห่างจากตัวถนนใหญ่ไป วันนี้ดีนะคะ เราอยู่กับทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาด้วย ที่ท่านเองน่าที่จะได้รับทราบข้อมูล แล้วก็นำมาร่วมกันพัฒนา พื้นที่ต่อไป เนื่องจากตรงนี้สามารถที่จะเป็นจุดชมวิวที่จะสร้างในเรื่องของเศรษฐกิจให้พี่น้อง ในชุมชนที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงได้ เราไม่ต้องไปถึงพื้นที่ไกล ๆ ชะอำหรือหัวหิน อย่างที่ท่านบอกว่า แต่ว่าเรามาพัฒนาในพื้นที่นี้ ได้ประโยชน์ทั้งในส่วนของการไม่เสียพื้นที่ ในอนาคตที่จะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ได้ทั้งพื้นที่ที่จะสามารถทำประโยชน์เป็น Land Mark แห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครได้ ถ้าหากเราไปวางแผนว่าเราอยากที่จะให้เป็นเมืองสีเขียว ถ้าพูดถึงประเด็นนี้ ดิฉันนึกถึงทางท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านก็เคย พูดถึงประเด็นนี้ไว้ ถ้าหากว่ามีการพัฒนาดี ๆ แล้วก็ท่านไปเห็นในส่วนของตัวอย่าง จากประเทศที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาแล้วในหลายประเทศด้วยกัน ท่านก็เคยพูดไว้ ในงาน Talk Show หนึ่งว่าถ้าหากสามารถพัฒนาและให้เป็นเมืองสีเขียวได้ ใช้เทคโนโลยี ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นเมืองใหม่ที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนนั้น มันมีแต่ได้กับได้จริง ๆ แต่สิ่งที่ดิฉันยังกังวลอยู่ในขณะนี้ก็คือในเรื่องของงบประมาณที่ใช้ อย่างที่ท่านยกตัวอย่างว่าอาจจะใช้ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ก็เป็นจำนวนที่เยอะ แต่ถามว่าถ้าหากเราทำสำเร็จแล้ว แล้วเรามีเงินอยู่ เราสามารถที่จะทำให้เกิดการกลับคืน ของสิ่งที่เราได้สร้างลงไป ได้ลงทุนไป ฉันคิดว่ามันมีความคุ้มค่าอย่างมาก ที่ดิฉันได้ลงไป ในพื้นที่ ทราบว่าในขณะนี้ทางกรุงเทพมหานครได้อนุมัติงบประมาณ ๑,๗๐๐ ล้านบาทไว้ แต่ว่าทางท่าน สส. ไชยามพวาน บอกว่าอยากจะขอให้ชะลอไว้ก่อน ในมุมของทาง คณะทำงานอยู่ในขณะนี้ ทั้งในส่วนของพื้นที่และกรุงเทพมหานครก็ได้เดินทางมาถึง จุดที่เรียกว่าสุกงอมเต็มที่ เพราะโครงการนี้ทำ EIA เมื่อปี ๒๕๖๒ แล้วก็พยายามที่จะผลักดัน งบประมาณแต่ยังไม่สำเร็จ จนปีนี้จะสุดท้ายอยู่แล้ว ถ้าหากว่าไม่ทำหรือไม่สำเร็จนั่นหมายถึง ว่าที่เราเคยศึกษาไว้อาจจะต้องทิ้งน้ำไปเลย และดิฉันคิดว่าถึงแม้กรุงเทพมหานครจะได้ทำ โครงการนี้จริง ๆ ก็ไม่เสียหลายนะคะ มันมีประโยชน์เพราะว่า ในจุดเบื้องต้นเราใช้งบประมาณ ที่มีอยู่แล้วส่วนหนึ่งในการที่จะป้องกันแนวชายฝั่งของกรุงเทพมหานคร และในส่วนของ สมุทรสาครเราได้ทำความตกลงร่วมกันว่าเราจะไปทำแนวป้องกันเพื่อที่จะลดผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นกับสมุทรสาครด้วย รวมถึงทางอีกฝั่งหนึ่งก็คือสมุทรปราการด้วย แล้วก็พื้นที่นี้สามารถ จะพัฒนาในเบื้องต้นก่อนได้ ในระหว่างที่เรากำลังศึกษาในเรื่องของอ่าว ก ถ้าเราปิดไป แล้วก็ทำเรียกว่าโครงการสร้อยไข่มุกที่จะมีท่าเรือ มีเกาะแก่งต่าง ๆ ที่จะทำให้เป็น Landmark ขึ้นมาในอนาคต มีของดีของแต่ละพื้นที่ต้องไปจุดนี้ มันจะเกิดการท่องเที่ยว ที่มีความสมบูรณ์ แล้วก็เรียกว่าเติบโตไปพร้อม ๆ กันกับพื้นที่ที่มีอยู่เดิมแล้วด้วย ดิฉันคิดว่า นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นโครงการในอนาคตที่เราจะต้องร่วมกันผลักดันและดิฉันคิดว่า การต่อต้านน่าจะน้อย ถ้าหากว่าเห็นประโยชน์ร่วมกันแล้ว แต่สิ่งหนึ่งก็คือต้องทำความเข้าใจ ในเรื่องของระบบนิเวศของสัตว์น้ำต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ดิฉันทราบว่าในช่วงของ สมุทรปราการก็จะมีปลาโลมาอิรวดีที่จะมาอยู่ในอ่าวนี้ เราจะ ทำอย่างไรกับสภาพแวดล้อม ในส่วนนั้นที่จะลดผลกระทบไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่สุด🔗

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องงบประมาณอย่างที่ดิฉันได้นำเรียนไปว่า ถ้าเรามีความพร้อม การศึกษาพร้อม การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนก็สามารถ ที่จะลงมือทำได้เลย ก็ขอบคุณทางท่าน สส. ไชยามพวานที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ว่าถ้าหากวันนี้ดิฉันลงไปดูในพื้นที่แล้วถ้าเราไม่รีบทำตรงในส่วนที่เราทำแนวไว้ นั่นหมายถึง ในช่วงปีต่อ ๆ มาพื้นที่ก็จะถูกกัดกินกัดเซาะไปเรื่อย ๆ วันนี้ทางอาสาสมัครของเรา หรือแม้แต่ทางเขตก็ได้ระดมกำลังกันไปปลูกป่าโกงกางให้มากขึ้นเพื่อที่จะเป็นแนวชั่วคราวให้ ได้มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด เราขอบคุณทางภาคเอกชนหลาย ๆ บริษัทนั้นลงไปเป็น เจ้าภาพในการจะดูแลแปลงแต่ละแปลงให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ดิฉันก็ยังแนะนำทางพื้นที่ไป ว่าดิฉันคิดว่ายังอีกหลาย ๆ บริษัทที่อยากจะสร้างประโยชน์ในกิจกรรม CSR ลองทำงาน เชิงรุกให้เขาได้มามีส่วนร่วมนำข้าราชการหรือนำบุคลากรของหน่วยงานของท่านเอง ลงมาช่วยกันปลูกป่าตรงนั้น ก็จะทำให้ระบบนิเวศของเรานั้นดีขึ้นในระหว่างที่รอการก่อสร้าง ขนาดใหญ่อยู่ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จริง ๆ แล้ว ตามข้อบังคับท่านถามได้ ๒ คำถาม แต่ผมจะอนุญาตถ้าหากยังมีประเด็นติดพันอยู่นะครับ ใช้เวลาไม่มากนะครับ เชิญครับ🔗

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

นาทีเดียวครับ ท่านประธาน ขอบคุณทางท่านประธานที่อนุเคราะห์และขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบ ความฝันของพี่น้องชายทะเลบางขุนเทียนมีแค่อย่างเดียวคือ เขาได้ดินของเขากลับมา เขาอาจจะสร้างมูลค่าจากที่ดินของเขาตอนนั้นในอนาคต ไม่รู้ว่าอาจจะร่นผมหรือรุ่นหลาน แต่หวังว่าสิ่งที่เคยได้ฟังกับท่านนายกทักษิณได้พูดได้ TED Talks ว่าบางขุนเทียนเรามันถมได้ พี่น้องชายทะเลบางขุนเทียนหลายคน เขาอยากทำอยู่แล้ว วันนี้ขอแค่ภาครัฐจริงใจกับเขา แล้วก็สร้างตรงนั้นเป็นรูปธรรมจริง ๆ ผมบอกเลยว่ากรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยว จะ Boom กว่านี้ ไม่ใช่แค่เพียงแต่ในประเทศ แต่ต่างประเทศเขาจะมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ที่คนมาถึงกรุงเทพฯ และเขาจะไปต่อ ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ จบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๑.๒.๑ ครับ ขอบคุณท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นะครับ🔗

๒. เรื่อง ขอติดตามความคืบหน้าการยกระดับพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว แบบยั่งยืน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ท่องเที่ยวและกีฬา🔗

ผู้ถามและท่านรัฐมนตรีก็มาพร้อมที่ประชุมแล้ว ขอเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ถามเป็นคำถามแรก เชิญครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ถามกระทู้ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ซึ่งวันนี้ท่านได้สละเวลา มาตอบกระทู้ของผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรของเราซึ่งถือว่าเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนในการนำปัญหาของพี่น้องประชาชนมาใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้เป็นกระทู้ที่ผมได้ถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ดังนี้ เนื่องจากในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา กระผมเอง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ในสมัยที่แล้วที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยใช้ อพท. ก็คือหน่วยงานองค์การ มหาชน ซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็คือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์การ มหาชนหรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า อพท. มาใช้ในการขับเคลื่อนพัฒนาในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรี ให้เป็นพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ก็ต้องเรียนท่านประธานครับ เหตุผลนั้นเนื่องจาก ทางบ้านโป่ง แล้วก็จังหวัดราชบุรีในอนาคตพื้นที่ของจังหวัดราชบุรีจะได้รับผลกระทบ จากการจราจรส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการเปิดใช้เส้นทาง Motorway หรือทางหลวงพิเศษสายใหม่ หรือที่เราเรียกว่า M81 ก็คือสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เกิดขึ้น การที่มีถนน Motorway เกิดขึ้นนั้น แน่นอนครับย่อมส่งผลดีต่อพี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมา ทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ ในภาคตะวันตกทำให้มีการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ลดต้นทุนในการเดินทางให้กับพี่น้อง ประชาชน เดิมพี่น้องประชาชนหรือนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีต้องผ่านเขต นครปฐมผ่านเขตราชบุรี โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านโป่ง วิ่งเส้นเพชรเกษมเข้าถนนทรงพล แล้วไปถนนแสงชูโตก็จะถึงจังหวัดกาญจนบุรี แต่ปัจจุบันนี้ในสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีโครงการทำ Motorway หรือ M81 ขึ้นตามที่ได้กราบเรียนท่านประธาน ถนนเส้นนี้ ก็จะเริ่มที่บางใหญ่ แล้วก็เป็นถนนที่ไม่สามารถออก ๒ ข้างทางได้ตลอดแนว แต่จะมีจุดขึ้นลง เป็นระยะ ถนนเส้นดังกล่าวนั้นก็จะวิ่งจากบางใหญ่ผ่านนครปฐม แล้วก็จะผ่านมาที่ราชบุรี นิดเดียว ผ่านในเขตอำเภอโป่ง เดี๋ยวจะมีสไลด์ให้ท่านประธานได้ดูว่าผ่านในเขตอำเภอ บ้านโป่งเพียงแค่ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร อย่าเรียกว่าผ่านเลยครับท่านประธาน เรียกว่าเฉี่ยว เสร็จแล้วก็ไปอำเภอท่ามะกา แล้วก็เข้าไปอำเภอท่าม่วงและไปสุดที่จังหวัดกาญจนบุรีนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

เส้นนี้ที่ท่านประธานเห็นก็คือ เส้นที่เฉี่ยวในทิศเหนือของอำเภอบ้านโป่ง ทีนี้ปัญหาดังกล่าวนั้นก็จะทำให้พี่น้องประชาชน หรือนักท่องเที่ยวผ่านอำเภอบ้านโป่งน้อยลง เราก็มาคิดครับ ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรว่าเราจะทำอย่างไรให้ลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะไม่เดินทางผ่าน อำเภอบ้านโป่ง พี่น้องประชาชนจะผ่านอำเภอบ้านโป่งน้อยลงก็เพราะว่าต้องเดินทาง โดยใช้เส้น Motorway 81 ในอนาคตก็จะมีมากขึ้น เหมือนกันครับท่านประธาน เหมือนกับ Motorway สายกรุงเทพฯ ไปพัทยา เมื่อก่อนจะไปพัทยาก็ต้องผ่านชลบุรี ผ่านอำเภอเมือง แต่ปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนจะไปเที่ยว นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวพัทยา ทั้งคนไทย คนต่างประเทศ จะไปเที่ยวพัทยาก็ยิงออก Motorway เลย ก็ไปถึงพัทยาไม่ผ่านตัวอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เช่นเดียวกันผลกระทบมันก็จะมีเรื่องของการท่องเที่ยว เวลาไปกลับจากกาญจนบุรีจะมากรุงเทพฯ เมื่อก่อนนี้ก็แวะกิน แวะ Shopping แวะใช้จ่ายในอำเภอบ้านโป่งมีมาแวะแหล่งท่องเที่ยว ในอำเภอบ้านโป่ง ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่ออโนทัย ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่บ้านโป่ง ท้าวเวสสุวรรณองค์ใหญ่ที่ลาดบัวขาวที่บ้านโป่งหรือตลาดชุมชนจีนแคะ บ้านห้วยกระบอก หรือสระน้ำโกสินารายณ์ซึ่งเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ อำเภอบ้านโป่ง แต่ในอนาคตถ้านักท่องเที่ยวไปกาญจนบุรีโดย Motorway ก็ไม่ผ่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแวะใช้จ่าย การแวะทานอาหาร โดยเฉพาะบ้านโป่งของผมมีจุดแข็งครับ ก๋วยเตี๋ยวก็อร่อย อาหารอร่อยเยอะแยะเลย เราจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวมาบ้านโป่งเหมือนเดิม เราก็ต้องดึงศักยภาพของบ้านโป่งให้เป็น Destination เป็นหมุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว คือตั้งใจมาเที่ยวบ้านโป่งเลย ผมก็ได้ใช้ อพท. มาประชุมกับทางจังหวัดราชบุรี โดยตอนนั้นเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ก็เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ต้องเอ่ยนามท่านเพราะว่าท่านช่วยขับเคลื่อนโครงการ ดังกล่าวนี้ที่นำได้กราบเรียนท่านประธานคือท่านรณภพ เหลืองไพโรจน์ อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันนี้ท่านเกษียณแล้ว ก็ประชุมกับทางจังหวัดราชบุรีและผู้อำนวยการ ของ อพท. เพราะว่า อพท. ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีการกำหนดนโยบายแผนการบริหาร พัฒนาในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน รวมถึงการประสานกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในการคงสภาพแหล่งท่องเที่ยว ให้มีความงดงาม สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีวัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างประเทศและกลับมา เที่ยวใหม่ เราอยากจะเห็นว่าจังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอสวนผึ้ง ที่เรากำลังจะยกระดับให้เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ได้เข้า หรือประกาศเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน แต่ตั้งแต่ประชุมกันมาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน เดี๋ยวเอาสไลด์ให้ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีได้ชม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๔🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

เราประชุมกันมี ๒ เฟส ก็ขับเคลื่อน อพท. ก็ดีมาก ลงมาช่วยกับทางท้องถิ่นและจังหวัดขับเคลื่อนสำรวจในส่วนของ แหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภอบ้านโป่ง แล้วก็ในเขตสวนผึ้งแล้วก็อำเภอโพธาราม ทำ Route ในการท่องเที่ยว ตอนนี้นำกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ผมผ่านเฟสแรก ไปแล้วอำเภอบ้านโป่ง ผ่านเฟสแรกไปแล้วก็คือบอร์ดของ อพท. มีมติให้บ้านโป่งเป็นพื้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน รวมถึงอำเภอโพธารามและอำเภอสวนผึ้งด้วย ทีนี้กลับมา เลือกตั้งครั้งนี้ผมกลับมาเป็นผู้แทนอีกครั้ง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้ใช้กลไกของกรรมาธิการการอุตสาหกรรมพัฒนาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวก็มาตามเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ตัวแทนของ อพท. ก็ชี้แจงว่าติดขัดตรงพระราชกฤษฎีกา ที่ยังไม่ได้ให้อำนาจของ อพท. ในการประกาศให้พื้นที่ของจังหวัดราชบุรีทั้ง ๓ อำเภอ คือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอสวนผึ้ง ที่จะทำ Route การท่องเที่ยว ประกาศเป็น พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้ประกาศตามพระราชกฤษฎีกา เพราะว่าตอนนี้กำลัง มีการปรับปรุงกฎหมายแล้วก็หน่วยงานขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ อพท. อยู่ ทำให้เฟสที่ ๒ ถ้าผ่านบอร์ด อพท. ได้ก็จะเข้า ครม. เมื่อ ครม. มีมติก็จะทำให้พื้นที่ของอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอสวนผึ้งของจังหวัดราชบุรี เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว แบบยั่งยืน ก็จะส่งเสริมให้บ้านโป่งเป็นหมุดหมายปลายทาง จังหวัดราชบุรีนั้นเป็นหมุดหมาย ปลายทางของนักท่องเที่ยว ฉะนั้นคำถามแรกที่นำกราบเรียนถามท่านรัฐมนตรีสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านท่านประธานว่าปัจจุบันนี้การดำเนิน โครงการในการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรีในพื้นที่ ๓ อำเภอ ดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานก็คือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และอำเภอสวนผึ้งนั้น เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง จึงนำกราบเรียน ถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ตอบคำถาม เชิญครับ🔗

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขต ๓ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ที่ได้นำความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดราชบุรีมาตั้งกระทู้ถามในสภาแห่งนี้ ต้องกราบเรียนว่าการท่องเที่ยว เป็นกลไกหลัก เป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาพื้นที่ทุก ๆ พื้นที่ แล้วประเทศไทยเองก็เป็น ประเทศที่ถูกจัดว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในเรื่องของการท่องเที่ยว อย่างที่ท่านทราบว่าองค์การ พัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือที่เรารู้จักกันในนาม ของ อพท. นั้น ต้องขอบคุณอย่างแรกเลยว่าได้นำเสนอข้อสังเกตนี้ เพราะส่วนมากแล้ว พอเราพูดถึงการท่องเที่ยวแล้วเราจะนึกถึงแต่ ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเรามีองค์การซึ่งสนับสนุนในการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอยู่ซึ่งเรียกว่า อพท. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนอยู่ภายใต้ร่มของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องกราบเรียน ท่านสมาชิกผ่านทางท่านประธานว่า อพท. เองมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ บุคลากรมาโดยตลอด แล้วสำคัญที่สุดขั้นตอนในการขอเข้าบรรจุให้เป็นจังหวัดหรือว่าพื้นที่พิเศษในการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะต้องมีขั้นตอนหลากหลายขั้นตอน ซึ่งใช้เวลารวมทั้งหมดปกติแล้ว ประมาณ ๑ ปีถึง ๑ ปีครึ่ง อย่างที่ท่านสมาชิกได้เรียนให้ทราบว่าได้มีการติดตามเรื่องนี้มา โดยตลอด แต่ต้องเรียนให้ทราบครับ ตามพระราชกฤษฎีกาองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่ พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือว่า อพท. นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี ๒๕๖๒ ซึ่งนโยบายต่าง ๆ ข้อกำหนดต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะต้องผูกพัน แล้วก็ต้องอาศัยการทำงานของกระทรวง ทบวง กรมมากมาย นั่นคือที่มาของการเสนอแก้ไขพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เพื่อเพิ่มขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการผ่านมติคณะรัฐมนตรี ผมขออนุญาตชี้แจงท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิก รวมถึง พี่น้องประชาชนทางบ้านด้วยว่าขั้นตอนของการที่จะขอรับให้จังหวัดตัวเองหรือว่าพื้นที่ ตัวเองประกาศอยู่ในพื้นที่ของการบริหารการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก็คือ ขั้นตอนแรก จังหวัด หรือพื้นที่จะต้องเสนอตัวหรือว่าแสดงความประสงค์ที่จะให้พื้นที่ของตัวเองนั้น เข้ามาอยู่ ในการดูแลของ อพท. จากนั้น อพท. จะพิจารณาศึกษาศักยภาพของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่ การประกาศให้เป็นพื้นที่พิเศษ ช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน ซึ่งมีตัวชี้วัดก็คือความคุ้มค่า ของแหล่งท่องเที่ยว ความเสี่ยงต่อการถูกทำลายและรวมถึงการบริหารจัดการ ขั้นตอนที่ ๓ คือ อพท. ร่วมกับส่วนงานราชการในจังหวัด ในพื้นที่ รวมถึงชุมชน แล้วก็องค์การบริหาร ส่วนตำบล ส่วนท้องถิ่นที่จะศึกษาเรื่องนี้ในความพร้อม ช่วงนี้ใช้เวลา ๖-๘ เดือน ขั้นตอนที่ ๔ เสนอผลการศึกษาต่อบอร์ด อพท. เพื่อจะให้ความเห็นชอบ เพื่อจะเสนอไปยังขั้นตอนที่ ๕ ก็คือเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือว่า ท.ท.ช. ซึ่ง ๕ กระบวนการนี้ เป็นกระบวนการที่ถูกปฏิบัติมาโดยตลอด อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้อง ยุ่งเกี่ยวแล้วก็ไปคาบเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ สำคัญที่สุดคือเรื่องของงบประมาณ นั่นคือที่มาของการเสนอแก้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ให้เพิ่มขั้นตอนที่ ๖ ขึ้นมาก็คือการเสนอ ต่อรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ รวมถึงวงเงินงบประมาณด้วย ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกครับ ทั้งนี้ อพท. เอง ได้ชะลอการประกาศพื้นที่ที่จะให้ อพท. เข้าไปรับผิดชอบมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอัครเดชได้เรียนต่อที่ประชุมว่าขั้นตอนของจังหวัดราชบุรีเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านโป่ง โพธาราม แล้วก็สวนผึ้งได้มีการขอเข้ามา แล้วก็มีขั้นตอนมาตามลำดับ ผมมั่นใจว่าเมื่อมี การแก้ไขพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่าที่ผมทราบจะอยู่ประมาณกลางปีหน้า ผมมั่นใจเลยครับว่าจังหวัดราชบุรีเองจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจังหวัดต้น ๆ เพราะว่าขั้นตอน ต่าง ๆ ได้ผ่านมาหมดแล้ว ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้อง ประชาชนชาวราชบุรีว่าเราสามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ เมื่อมีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา ฉบับนี้สำเร็จ ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปคำถามที่ ๒ เชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี สรวงศ์ เทียนทอง อีกครั้งที่ท่านได้มาชี้แจง แล้วก็ได้ทำให้ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรีได้เข้าใจขั้นตอนว่าในการเสนอ ให้จังหวัดราชบุรีนั้นเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ผมได้ผลักดันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๔ นั้น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนแล้วติดขัดอะไร ตอนนี้ของจังหวัดราชบุรีก็ผ่าน ขั้นตอนทั้ง ๕ ขั้นตอนแล้ว แล้วก็ผ่านมติบอร์ดของ อพท. แล้ว ตอนนี้ก็คืออยู่ในช่วงเฟสที่ ๒ ซึ่งเป็นเฟสสุดท้ายที่จะต้องมาดำเนินการในการบูรณาการหน่วยงานเพื่อบูรณาการแผน แล้วก็เสนอเข้ากับบอร์ด อพท. อีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเรียนท่านประธาน ว่าติดขัดตอนนี้คืออยู่ในช่วงของการแก้กฎหมายพระราชกฤษฎีกาในเรื่องของขอบเขตอำนาจ แล้วก็เรื่องของงบประมาณในส่วนของ อพท. ฉะนั้นก็อยากจะฝากให้ทางท่านรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้การแก้พระราชกฤษฎีกาของ อพท. นั้น สำเร็จโดยเร็ว เพราะว่าจะทำให้การขับเคลื่อนเรื่องของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนจะได้ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดราชบุรี อย่างที่ท่านรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ว่าการท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจนั้นมีความยั่งยืน การท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้บอกแล้วถือว่า เป็นวิสัยทัศน์ซึ่งผมก็ต้องขอชื่นชมที่ท่านรัฐมนตรีนั้นมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการท่องเที่ยว ในประเทศ แล้วได้ติดตามท่านทางข่าวโทรทัศน์ก็ดี หนังสือพิมพ์ก็ดี ท่านถือว่าเป็นรัฐมนตรี คนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ในการที่อยากให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยนั้น เที่ยวในประเทศ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แล้วก็เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีในเรื่องนี้ด้วย🔗

เรื่องที่อยากจะถามท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามที่ ๒ คือบ้านโป่งอย่างที่ได้ นำเรียนท่านประธานว่าเมื่อมี Motorway หรือ M81 เกิดขึ้นบ้านโป่งโดยเฉพาะพี่น้อง ชาวอำเภอบ้านโป่งมีความคาดหวังว่าการที่จะยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของบ้างโป่ง ให้มีชื่อเสียงแล้วก็ให้เป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน หรือนักท่องเที่ยวคนไทย เนื่องจากเรามี แหล่งท่องเที่ยวหลายแหล่งเลยที่มีชื่อเสียงอย่างสระน้ำโกสินารายณ์ก็เป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ เราได้อัญเชิญน้ำมาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ในการที่จะร่วมพิธี พระบรมราชาภิเษก ถือว่าเป็นสระน้ำที่เป็นความภูมิใจของคนจังหวัดราชบุรี อันนี้ก็เป็น อีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าเราได้ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ในระดับประเทศ บึงกระจับก็ดีที่ผมได้ทำกระทู้ขอโครงการในการพัฒนาบึงกระจับซึ่งเป็น บึงน้ำจืดขนาดใหญ่ใจกลางเมือง อันนี้ทางกระทรวงมหาดไทยโดยท่านอดีตรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านก็ลงมาตอบกระทู้ผม ๒ ครั้ง แล้วท่านก็กำลังผลักดันโครงการให้อยู่ แล้วท่านก็เรียกประชุมที่กระทรวงเพื่อผลักดัน ให้บึงกระจับเป็นแหล่งท่องเที่ยวในระดับประเทศให้กับพี่น้องชาวบ้านโป่ง อันนี้ก็ต้อง ขอขอบคุณท่านอดีตรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ อันนี้แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่ออโนทัย ศาลเจ้าแม่เบิกไพร ท้าวเวสสุวรรณองค์ใหญ่ วัดหุบกระทิง วัดบ้านบัวขาวก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง🔗

นอกจากนี้ยังมี Soft Power ท่านรัฐมนตรีครับ ก๋วยเตี๋ยวบ้านโป่งอร่อย ก๋วยเตี๋ยวนางงามหลาย ๆ ที่เลย ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ เยอะแยะ ถ้าคนรู้เรื่องของการกินจริง ๆ จะรู้เลยว่าบ้านโป่งเป็นแหล่งที่มีอาหารอร่อยทุกอย่าง ทีนี้ก็อยากจะถามท่านรัฐมนตรี ว่าในอนาคต เมื่อมี Motorway ผ่านนอกจากจะพัฒนาบ้านโป่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ที่เราจะต้องรอเวลาอีกประมาณกลางปีหน้าที่ท่านรัฐมนตรีบอกก็ตกประมาณ ๑ ปี ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยท่านรัฐมนตรีสรวงศ์ เทียนทอง ท่านมีนโยบาย อย่างไรบ้างในการส่งเสริม สนับสนุนให้อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีนั้นได้เป็นหมุดหมาย ปลายทางมีแหล่งท่องเที่ยวหรือสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กับพี่น้องชาวอำเภอ บ้านโป่งได้สร้างเศรษฐกิจในชุมชนให้มีหมุนเวียน แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็เลยขออนุญาตนำเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ครับ🔗

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สระแก้ว เขต ๓ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ คนสวย โพธาราม คนงานบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี นี่คือคำตอบเลยครับ ท่านสมาชิกครับ ต้องกราบเรียน อย่างนี้ว่าความเจริญรุ่งเรืองมันเป็นดาบสองคม อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวต่อที่ประชุม แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบการเกิดขึ้นของ Motorway สายบางใหญ่-กาญจนบุรี หรือว่า M81 มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเวลาที่มีเส้นทางหรือว่าที่เราเรียกว่าเป็นทางลัดหรือว่า ทางผ่านเมือง Bypass ต่าง ๆ มันก็ทำให้ส่วนที่เคยเป็นทางผ่านหรือว่าจุดที่เราจะแวะพักได้ มันหายไป แต่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งเลยก็คือคำขวัญที่ผมได้อ่านให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางพี่น้องในสภาแห่งนี้ได้รับทราบทุกที่มีจุดขายและสำคัญที่สุด จังหวัดราชบุรีเอง เป็นจังหวัดที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้ให้ความสำคัญในฐานะเมืองน่าเที่ยวกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้มีนโยบายต่าง ๆ ที่จะมารองรับ แล้วก็พัฒนา ในจุดที่เป็นเมืองน่าเที่ยวหรือเมืองรองที่เราพูดถึง ปี ๒๕๖๙ ในเรื่องของการเสนอ งบประมาณในการพัฒนา และรวมถึงงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑.๕๗ แสนล้านบาท สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการที่บ่งบอกได้ชัดว่าเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในทั่วประเทศไทย ต้องกราบเรียนว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเอง ไม่มีพื้นที่ท่องเที่ยว เป็นของตัวเอง เป็นเพียงแต่ทางผ่านเพื่อจะให้งบประมาณนั้นลงไปสู่การพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของกระทรวงวัฒนธรรม ของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันสะท้อน แล้วก็เราได้ดำเนินโครงการ การปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะบึงกระจับอย่างที่ท่านอัครเดชได้พูดไปเมื่อสักครู่ว่าทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอัครเดชเองได้เสนอต่อสภาแห่งนี้และได้มีการขยับและ ได้มีการพัฒนา แล้วก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณลงไป การปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณ บึงกระจับในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลกระจับ แล้วก็การก่อสร้าง Landmark การท่องเที่ยว ใหม่ ๆ ก็คือหนองยี่สก การปรับปรุงภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องระหว่างบึงกระจับกับสวนสาธารณะ บึงกระจับ แล้วก็การจัดทำป้ายบึงกระจับและป้ายบอกทางเข้า-ออก สวนสาธารณะบึง กระจับ นี่คือ สิ่งที่รัฐบาลโดยสำนักงบประมาณได้อนุมัติงบประมาณลงไป อีกอย่างหนึ่ง ก็คือในเรื่องของการพัฒนา Street Art ซึ่งอันนี้ก็เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ จุดท่องเที่ยวเด่น อีกอันหนึ่งของบ้านโป่ง ซึ่งผมมั่นใจว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้หรือว่าพี่น้องประชาชนก็คงจะ มีโอกาสได้แวะไปเที่ยวใน Street Art พร้อมกับการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยว One Day Trip ในเส้นทางบ้านโป่ง-โพธาราม ของจังหวัดราชบุรี อีกอย่างก็เป็นโครงการในการสร้าง ความมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยมีโครงการผู้ว่าพาเยือนชุมชนภายใต้ โครงการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดราชบุรี ซึ่งอันนี้ จะไปรวมไปถึงวิถีชีวิตชุมชนบ้านห้วยกระบอก ซึ่งเป็นดินแดน ๓ จังหวัด ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด จะมี เขาเรียกว่าการตักบาตร ๓ อำเภอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อำเภอกำแพงแสน ของนครปฐม และท่ามะกาของจังหวัดกาญจนบุรีด้วย นอกจากนั้นยังมีชุมชนจีนแคะซึ่งเป็น ชุมชนจีนโบราณ ซึ่งอันนี้ก็เป็นจุดเด่นอันหนึ่งของจังหวัดราชบุรีอยู่แล้ว🔗

อีกอย่างครับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว ได้มีการดำเนินโครงการในการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว โครงการ ตรวจประเมินรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน โครงการจัดทำป้ายเข้าสู่ แหล่งท่องเที่ยวพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวต่าง ๆ การพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อนำทาง ท่องเที่ยวอัจฉริยะ โครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยวการยกระดับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้รองรับทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ผมมั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดราชบุรี ท่านอัครเดชได้เสนอต่อที่ประชุมไม่ว่าจะเป็นการหารือตอนเช้า หรือว่าการตั้งกระทู้ถามแบบนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรีทั้งจังหวัด แล้วก็กราบเรียนครับว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเองไม่ทิ้งแน่นอน ในการที่จะส่งเสริม ให้จังหวัดเมืองรองหรือจังหวัดน่าเที่ยวของพวกเราทั้งประเทศ เป็นจุดหมายปลายทาง ของนักท่องเที่ยว ยกระดับการท่องเที่ยวให้ไปสู่ระดับโลกให้พร้อมกัน กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ จบคำถาม แล้วก็จบการตอบกระทู้ที่ ๑.๒.๒ แล้ว ขอบคุณท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ แล้วก็ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านสรวงศ์ เทียนทอง นะครับ🔗

๓. เรื่อง สอบถามการดำเนินการให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลัง จากดินแดนของไทย นายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รองนายกรัฐมนตรี🔗

ด้วย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งว่าวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ติดภารกิจ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๘ โดยมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบกระทู้ในวันดังกล่าว ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗

๔. เรื่อง ปัญหาการใช้สิทธิบัตรทองของประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และการใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) นายเอกราช อุดมอำนวย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗

ด้วย สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือแจ้งว่าวันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน มีกำหนดการเข้าร่วม คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ ไม่สามารถที่จะมาตอบกระทู้ได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

(นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ ประธานในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ระเบียบ วาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

ก่อนดำเนินการถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอชี้แจงให้ที่ประชุม ทราบดังนี้ การถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะแต่ละกระทู้ให้ผู้ถามและผู้ตอบ ได้เรื่องละไม่เกิน ๒ ครั้ง และต้องถามและตอบให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อที่ ๑๗๒ และข้อ ๑๗๓ ประกอบข้อ ๑๖๗ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ได้รับอนุญาต ให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟัง ขอความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับอนุญาตกรุณาปฏิบัติตามระเบียบ สภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ และข้อ ๕ ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรักษามารยาท ประพฤติตน ให้เหมาะสม อยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจา ส่งเสียงใด ๆ หรือการกระทำใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการประชุม และห้ามใช้ เครื่องมือ วัสดุ หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดการประชุมสู่บุคคลภายนอก โดยหากมีการฝ่าฝืนจะให้ออกจาก ห้องประชุมทันที ที่ประชุมรับทราบนะครับ สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ในวันนี้มีลำดับตามระเบียบวาระการประชุม ดังนี้🔗

ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๑๙ ของนายสุไลมาน บือแนปีแน🔗

ลำดับที่ ๒ กระทูถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๓ ของนายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง🔗

ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๔ ของนายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์🔗

ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๕ ของนายสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗

ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๖ ของนายวิรัช พิมพะนิตย์🔗

ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๗ ของนางสาวพุธิตา ชัยอนันต์🔗

๑. กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๑๙ เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในเขตพื้นที่ เทศบาลเมืองสะเตงนอก ของนายสุไลมาน บือแนปีแน ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับข้อ ๑๕๑ เพื่อประโยชน์ในการตอบ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมอนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูล ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะคือ นายสาคร นิลรัตน์ ผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย และผมได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนเข้าร่วมรับฟังมี ๑. นายปวิธ สาเม๊าะ ๒. นายอับดุลฆอฟุร สะรี ๓. นายกัมปนาท สถิตพร ๔. นางสาวกานต์ธิดา กานุวงษ์ ดังนั้นมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาให้กำลังใจผู้ถาม ขอเชิญ คุณสุไลมาน บือแนปีแน ท่านมีเวลาถาม ๒ ครั้ง ๑๐ นาที เชิญครับ ผู้ถามครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านเพื่อนสมาชิก ท่านผู้ตรวจตัวแทน จากกรมโยธาธิการและผังเมือง ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ วันนี้ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาต ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรี ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะว่าในสมัยที่เรียนอยู่ลาดกระบัง วิศวะโยธาลาดกระบังในสมัยนั้นในปี ๒๕๕๔ ท่านก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้อาศัยอยู่บริเวณแถวชุมชนหัวตะเข้ ลาดกระบัง ท่านก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมายืนอยู่ตรงนี้ ก็ขอบคุณวันนี้เสียสละ เวลาในการที่จะมาตอบคำถาม แล้วก็ติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ ของผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ผมเองทุก ๆ วันพุธ วันพฤหัสบดี ก็จะพยายามจะใช้เวทีของสภาแห่งนี้ในการที่จะสะท้อนปัญหาหลายเรื่องครับที่ผมมีโอกาส ได้คลุกคลีกับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อำเภอ เมือง และอำเภอยะหา หลายปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่เราประสบกัน เมื่อปี ๒ ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้ผมอยากจะขอโฟกัสในส่วนที่เป็นในเขตพื้นที่ของตำบลสะเตงนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดอยู่กับบริเวณเขตเทศบาลนครยะลามีทั้งหมด ๑๓ หมู่บ้าน ซึ่งเป็นเมือง ที่เป็นอีกเมืองน้องใหม่ ความหมายของผมก็คือว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตค่อนข้างที่จะ รวดเร็วอย่างยิ่ง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครูระบายน้ำ เรื่องถนน สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ มันตามไม่ทันกับเมืองที่มันเจริญเติบโต ด้วยกับข้อจำกัด ของท้องถิ่นที่เรามีงบประมาณที่อย่างจำกัด ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นวันนี้พอเข้ามาบริหาร ก็จำกัดเรื่องงบประมาณทำให้หลาย ๆ โครงการ หลาย ๆ พื้นที่ในการที่อยากจะแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนก็ทำไปได้อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกหนักทำให้ เห็นหลายพื้นที่จะมีน้ำท่วมขังในบริเวณหน้าบ้านของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่สะเตงนอก ผมเองพอเวลาลงพื้นที่พี่น้องก็พยายามสะท้อนหลายเรื่องว่าเมื่อไรจะมาแก้ เมื่อไรจะสามารถ แก้ได้ไหม ผมเองวันเสาร์ วันอาทิตย์ นอกจากจะไปกินงานแต่ง งานบุญ งานศพแล้วก็ใช้ โอกาสอยู่ในพื้นที่ลงไปกับฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือทาง ส.ท. ในพื้นที่ ของสะเตงนอกเพื่อที่จะได้รับฟังปัญหาและนำเอาปัญหาเหล่านี้มาสะท้อนเพื่อสู่การแก้ไข หลายเรื่องครับที่ผมใช้เวทีแห่งนี้ในการปรึกษาหารือผ่านช่องทางของรัฐสภา แต่จริง ๆ มันมี สไลด์หลายเรื่องที่ผมได้มีโอกาสหารือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ตือโล๊ะกือบอ ในเขต พื้นที่บ้านลาโจะ ในเขตพื้นที่มัรกัส และไม่แน่ใจว่าสไลด์ฝ่ายโสตได้มีโอกาสได้ขึ้น🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

หลายครั้งครับที่ผู้บริหารของประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่ผมก็พยายาม ใช้โอกาสทุก ๆ ครั้งที่ท่านรัฐมนตรีเองในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยก็ลงพื้นที่ แต่วันนี้ผมเองก็มีหลายพื้นที่ที่อยากจะให้เห็นภาพว่า หลายพื้นที่ผมพยายามหารือสะท้อนปัญหาว่ามันยังมีปัญหาอยู่ในเขตหมู่ ๖ ก็ดี หมู่ ๓ มัรกัส ก็ดี หมู่ ๑๒ บ้านลาโจะก็ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองก็อยากที่จะตั้งคำถามกับท่านรัฐมนตรี ก่อนที่สไลด์จะมา อยากตั้งคำถามไปกับงบประมาณของท้องถิ่นที่มันจำกัดวันนี้ก็อยากที่จะ ให้ทางโยธาธิการและผังเมืองได้พยายามสะท้อน ได้พยายามที่จะแก้ปัญหาจัดสรร งบประมาณหลายเรื่องลงไป ซึ่งคำถามของผมก็จะเป็นในลักษณะคำถามที่ว่าที่ผ่านมา ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการอย่างไรในการช่วยเหลือ แล้วก็แก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่บ้านสะเตงนอกอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผมได้หารือ ผ่านสภาแห่งนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้นำเอาสิ่งที่เป็นข้อสังเกตหรือว่าข้อคิดต่าง ๆ ของผมที่ได้พยายามหารือผ่านสภาแห่งนี้ได้นำเอาไปบรรจุในแผนอย่างไรหรือไม่ที่ผ่านมา แล้วก็ปัจจุบันทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ทำอะไรเพื่อที่จะเป็นการแก้ปัญหาใน ระดับหนึ่ง เนื่องจากว่าเวลาน้ำท่วมหนักในปีที่แล้วปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ มันเป็นน้ำท่วมหนัก กว่าทุกครั้ง แต่ในเขตเทศบาลสะเตงนอกยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เราเรียกว่าอาจจะต้องเป็น เส้นเลือดฝอยในการที่จะรวบรวมน้ำต่าง ๆ เวลาน้ำท่วมอาจจะไม่ต้องน้ำท่วมใหญ่ แต่เป็น เวลาฝนตกหนักในช่วงเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงอย่างนี้ ทางโยธาธิการและผังเมืองจะมีแนวทาง หรือว่ามีโครงการอย่างไรในการที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ในคำถาม แรกในเบื้องต้นครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบคำถามแรกครับ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณค่ะ เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ทุก ๆ ท่านนะคะ ต้องขอขอบคุณ ทางท่าน สส. สุไลมาน บือแนปีแน เป็นอย่างสูง ความจริงแล้วดิฉันได้ฟังก็ตกใจเหมือนกัน ปี ๒๕๕๔ ดิฉันเป็น สส. สมัยแรก ท่าน สส. สุไลมาน เป็นนักศึกษาอยู่ที่พระจอมเกล้า ลาดกระบัง ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกัน แล้วก็มาพัฒนาประเทศ มาดูแลพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ท่าน สส. สุไลมานนั้นเป็นผู้แทนก็ต้องแสดง ความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่มี สส. ที่เอาใจใส่ แล้วก็เป็นบุคคลที่ติดตามในเรื่องของ การพัฒนาพื้นที่มาอย่างสม่ำเสมอ ดิฉันเองได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่ของทางจังหวัดยะลา หลาย ๆ ครั้งก็ได้พบทางท่าน สส. ในพื้นที่ด้วย ได้ไปพร้อมกับทางท่านรองนายกประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่ไปดูแลเรื่องปัญหาอุทกภัยเมื่อปีที่แล้ว ไปพร้อมกับทางท่าน สส. ทวี สอดส่อง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านเองก็ได้มีการติดตามสถานการณ์ อยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วก็อย่างที่ทางท่าน สส. ได้นำเรียนว่าในพื้นที่อำเภอเมือง เทศบาลเมือง ยะลา มีความเจริญเติบโตมาก แล้วก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ดิฉันตั้งแต่สมัยเป็นประธาน กรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคมของสภาผู้แทนราษฎร ก็มีโอกาสลงไปเยี่ยมเยียน ที่เมืองยะลาไปดู Smart City ของที่นี่ ก็เรียกว่าเป็น Model ให้กับหลาย ๆ พื้นที่ได้พัฒนาตาม แล้วก็ได้มีโอกาสได้คุยกับทางท่านผู้บริหารในพื้นที่ในจังหวัดระดับท้องถิ่นด้วย ก็รู้ว่าปัญหา หนึ่งที่ชาวยะลาพบอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่องของการที่มีน้ำท่วมในบางจังหวะที่มีน้ำสูง น้ำมาก ก็ทำให้สร้างผลกระทบในพื้นที่ นอกจากเมืองแล้วตอนนี้ก็กระจายไปอยู่ที่บ้านสะเตงนอก อย่างที่ทางท่านได้สอบถาม ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ทางท่านได้สอบถามถึง กรมโยธาธิการและผังเมืองในพื้นที่เทศบาลเมืองสะเตงนอก เรามีโครงการอะไรที่จะพัฒนา ให้มีการสอดคล้องกับการพัฒนาผังเมืองหรือไม่ อย่างไร ซึ่งดิฉันก็นำเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนานั้นเราจะไปเน้นในจุดที่อยู่ในชุมชนที่พี่น้องประชาชนอาศัยกันอย่างหนาแน่น และเมื่อมีการกระจายออกมานั้นเราก็ได้มีการวางแผนในเรื่องของช่องทางเดินของน้ำ ความจริงแล้วมันจะเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่รอบ ๆ อีกหลาย ๆ จุดด้วยกัน และดิฉันก็คิดว่าทางกรมโยธาธิการและผังเมืองก็ได้มีการทำงานร่วมกันกับทางหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งในพื้นที่เองรวมถึงการมีที่ปรึกษาที่มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เองด้วย แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนมาด้วย ซึ่งโครงการของเราตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๖๖ ถึง ๒๕๖๘ ก็จะมีโครงการศึกษาวางแผนหลักเพื่อที่จะออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่ชุมชนเมืองยะลา แล้วก็ชุมชนต่อเนื่องในโครงการศึกษา ความเหมาะสมเพื่อที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองยะลา สะเตงนอก และชุมชนต่อเนื่อง ตามลำดับ โดยได้รับการขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อก่อสร้างองค์ประกอบโครงการตามผล การศึกษามาโดยเรียกว่าทุก ๆ ปีแล้วก็ทราบว่าพื้นที่เราได้งบประมาณสนับสนุนมาเรียกว่า ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น ที่ดิฉันได้นำขึ้นในสไลด์ในขณะนี้เป็นการศึกษา ความเหมาะสมตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา มีองค์ประกอบสำคัญก็คือมีโครงการก่อสร้างสถานี สูบน้ำและอาคารประกอบปากคลองแบกาแบงที่ทางท่าน สส. ก็ได้กล่าวถึงว่าจะเป็นจุดที่ทำ ให้มีการระบายน้ำได้อย่างเป็นระบบก็จะได้รับงบประมาณที่ ๑๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือที่ ผ่านมาแล้วทั้งหมดด้วยตามรายการที่ดิฉันได้นำมาแสดงนี้ รวมค่าก่อสร้างนี้ทั้งหมดอยู่ที่ ๙๗๘ ล้านบาท ก็ทำให้การพัฒนาเมืองนั้นมีความสอดคล้องกับการเติบโตของจำนวน ประชากรด้วย แล้วก็การขยายของชุมชนแต่ละชุมชนออกไปด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่าในส่วนที่ ทางท่าน สส. อยากที่จะทราบก็คือแล้วในอนาคตล่ะเราจะวางแผนร่วมกันอย่างไรได้บ้าง ซึ่งที่ดิฉันได้นำมาแสดงในขณะนี้ก็ต้องขอบคุณทางกรมโยธาธิการและผังเมืองของทาง กระทรวงมหาดไทยที่ได้นำโครงการต่าง ๆ มาชี้แจงให้เราได้ทราบว่าการพัฒนายังเป็นไป อย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ก็จะมีโครงการที่ผ่านมาแล้วด้วย โครงการก่อสร้างคัน ป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำปัตตานี ซึ่งเป็นค่าก่อสร้างอยู่ที่ ๑๗๕ ล้านบาท แล้วก็มีโครงการ ปรับปรุงสถานีสูบน้ำพีซี ค่าก่อสร้าง ๓๕๖ ล้านบาท ซึ่งจะมีรายละเอียดทั้งสิ้น ๑๒ รายการ ในส่วนของปี ๒๕๖๗ แล้วก็เดี๋ยวดิฉันคิดว่าในคำถามข้อต่อไปของทางท่าน สส. สุไลมาน ก็จะสอบถามถึงโครงการในอนาคตนี้ด้วย แต่ดิฉันก็จะขออนุญาตนำตอบในข้อต่อไปค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปผู้ถามครับ คำถามที่ ๒ มีเวลาอยู่ ๕ นาที เชิญครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

ขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้ ฉายภาพให้เห็นว่าที่ผ่านมาทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ช่วยท้องถิ่นในการที่จะเสริม ในการที่จะเพิ่มศักยภาพในการป้องกันแล้วก็แก้ไขปัญหาน้ำท่วมของพี่น้องชาวยะลา มาโดยตลอด ผมเองเวลาลงพื้นที่ก็ต้องขอบคุณในสมัยที่ท่านสาครที่เป็นหัวหน้าโยธา ในสมัยนั้นที่ได้วางรากฐานวางโครงการต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องในพื้นที่ จังหวัดยะลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะเตงนอก ซึ่งที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าเราได้รับงบประมาณ ในการจัดสรรจากกรมโยธาธิการและผังเมืองค่อนข้างที่จะเยอะ อย่างที่ผมได้บอกด้วย ข้อจำกัดของท้องถิ่นวันนี้เงินเกือบพันล้านบาทไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่ท้องถิ่นจะขับเคลื่อนได้ด้วย ตัวเอง ฉะนั้นแล้ววันนี้พี่น้องประชาชนผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนก็จะได้เห็นว่าวันนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลก็ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาของพื้นที่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณบ้านเปาะเส้ง แล้วก็ชุมชนบ้านลาโจ๊ะ ซึ่งโครงการนี้ จริง ๆ ก็ได้เริ่ม ผมเองก็มีโอกาสได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการนี้ก็มีโอกาสได้ไปดูแล้วก็คิดว่า มันจะเป็นประโยชน์ให้กับพื้นที่ แต่ผมอยากจะเสริมทางกรมโยธาธิการและผังเมือง อีกนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าพอเวลาเราผันน้ำหรือว่าลากน้ำจากบริเวณหมู่บ้านเศรษฐกิจภิรมย์ แล้วก็หน้าโรงแรม ๙๙๙ โรงแรมตอง ๙ รวมไปถึงหน้าบ้านบริเวณประปา ผมเชื่อว่ามันจะไป สุดตรงนั้น แต่ผมอยากจะให้เห็นอยากจะให้เพิ่มในเรื่องของการทำกำแพงกันดิน เนื่องจากว่า มันจะมีคลองแบกาแบงอยู่ตรงนั้นเพื่อที่จะได้ลำเลียงน้ำจากที่เราได้ทำโครงการนี้อยากจะให้ ต่อยอดโครงการนี้ในการที่จะผันน้ำต่อไปสู่คลองแบกาแบง แล้วก็จะลำเลียงต่อไปในอนาคต🔗

อีกโครงการหนึ่งก็คือในเรื่องของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชุมชน บ้านตือโล๊ะกือบอ ซึ่งโครงการนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการเป็น Megaproject ที่คิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการตรงนี้มันจะไปสุดตรงหน้า ชกต. ซึ่งมันยังเป็นคอขวด ยังเป็นสิ่งที่มันยังแคบอยู่ ผมก็อยากที่จะให้มีการต่อยอดโครงการนี้โดยการที่จะเพิ่ม ระยะทางในการทำคูระบายน้ำเพิ่มขึ้น มีการวางท่อในขนาด ๒ ช่อง แล้วก็เป็นท่อเหลี่ยม ของคอนกรีตลักษณะนี้ต่อไปอีกเพื่อที่จะได้ผันน้ำออกไปจากบริเวณเมืองสะเตงนอก🔗

และอีกโครงการที่สำคัญซึ่งผมเองก็พยายามเรียกร้องมาโดยตลอดตอนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีลงไปในพื้นที่ก็พยายามที่จะบอกว่าวันนี้ทางเขตเทศบาลนครยะลาก็ถือว่า เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อาจจะต้องรับน้ำบางส่วนจากสะเตงนอก และอาจจะไปกองอยู่ที่บึงแบเมาะ บึงแบะเมาะก็ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกบึงคลองมาค่อนข้างที่จะเป็น เวลานาน ก็อยากที่จะให้มีการขุดบึงแบเมาะเพิ่มเติม แล้วก็คิดว่าการที่ทางกรมโยธาธิการ และผังเมืองได้เพิ่ม ซึ่งผมเองก็เรียกร้องมาโดยตลอดว่าวันนี้อาจจะต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะสูบน้ำในบริเวณบึงแบเมาะไปสู่แม่น้ำปัตตานีเพื่อที่จะช่วยลดปัญหาให้กับพี่น้อง ในเขตเทศบาลนครยะลา นั่นก็คือพี่น้องชุมชนตลาดเก่า ซึ่งถ้าเราได้เครื่องสูบน้ำประมาณสัก ๑๐ เครื่อง อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาเวลาน้ำมันขังเราก็จะได้ผันน้ำออกไปสู่แม่น้ำปัตตานี โครงการเหล่านี้ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อาจจะจำเป็นให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ก่อนที่ผมจะไป คำถามสุดท้าย ผมเองก็จะมีอีกหลายพื้นที่ หลายซอยที่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของคูน้ำ หรือว่า ถนนต่าง ๆ ซึ่งพยายามใช้เวทีของสภาหารือมาโดยตลอด ก็อยากที่จะให้ทางโยธาธิการ และผังเมืองได้ไปดูในเรื่องของซอยการีมี ซอยพลายแก้ว ซอยกุโบร์หรือซอยหฤทัย หรือแม้กระทั่งซอยหลังอนามัย หรือว่าที่เราเรียกว่า ซอยจาเราะ สิ่งเหล่านี้ถ้าเราได้มีคูน้ำ หรือว่ามีถนนที่ดีผมเชื่อว่าจะได้รวบรวมจากซอยต่าง ๆ ก็ผันรวบรวมอย่างที่ผมนำเรียนก็คือ เส้นเลือดฝอยต่าง ๆ ก็จะมาสู่ Main หลักที่ทางโยธาธิการและผังเมืองได้ทำไว้นั่นก็คือ โครงการพัฒนาชุมชนบ้านลาโจะก็ดี โครงการพัฒนาชุมชนตือโล๊ะกือบอก็ดี แล้วก็จะได้ ผันน้ำออกต่อไป🔗

และคำถามสุดท้ายของผมเองก็อยากที่จะถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ฝากไปถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าเราจะมีแนวทางอย่างไร ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจะมีแนวทางอย่างไรในการที่จะควบคุมผังเมืองให้มันยังคง เป็นผังเมืองอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าพี่น้องหลายคนรู้จักยะลาเนื่องจากเป็นผังเมืองที่ดี เป็นผังเมืองที่ติดอันดับโลกเข้าใจว่า ๒๓ ของโลกด้วยซ้ำไป ผมเองสมัยที่ผมไปเรียนต่อที่ Master of Urban and Regional Planning ที่ซิดนีย์ Provisor ก็ได้นำเอาผังเมืองยะลา มาให้ลูกศิษย์ ผมก็มีความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งว่า เอ๊ะ ผมเป็นคนยะลา คนต่างชาติ คนซิดนีย์ มาสอนผม ก็นำเอาผังเมืองบ้านเกิดผมมานำเสนอให้กับพี่น้องเพื่อน ๆ ต่างชาติให้ได้ดูว่า เป็นผังเมืองที่ดี ฉะนั้นแล้วพอเวลาเรามีผังเมืองเทศบาลนครยะลาที่ดีแล้ว ทางโยธาธิการ และผังเมืองจะมีแนวทางอย่างไรในการที่จะทำให้ผังเมืองบริเวณโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น สะเตงนอกก็ดี ท่าสาปก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้จะพัฒนาอย่างไรให้มันยังคงเป็นความภาคภูมิใจ ของพี่น้องชาวยะลา ในขณะเดียวกันการทำผังเมืองก็จะช่วยในเรื่องของทำให้บ้านเมือง สวยงาม แล้วก็จะช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพในการผันน้ำในเรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วม ในอนาคตอีกด้วย🔗

สุดท้าย ท้ายสุด คำถามผมถามไปแล้ว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าผมอยู่ด้วย ความหวังจริง ๆ ผมเป็นคนยะลามาเรียนที่กรุงเทพมหานคร ไปเรียนต่างประเทศอยู่ภายใต้ สถานการณ์ความไม่สงบ แล้วก็เราก็หวังว่า เอ๊ะ วันหนึ่งมันจะสงบ วันนี้พอเกิดวิกฤติน้ำท่วม พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเราก็หวังว่าวันหนึ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญในการที่จะช่วยเหลือ แล้วก็แก้ปัญหาให้กับพี่น้องเพื่อที่จะได้แก้ทุกข์ แล้วก็สร้างสุขให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ขอบคุณ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณกรมโยธาธิการและผังเมือง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นแรงบันดาลใจ แล้วก็มาช่วยตอบ คำถามในครั้งนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ จะได้สบายยิ่งขึ้น เชิญครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ต้องเรียนว่ามีความเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดในเรื่องของการทำผังเมืองให้เป็นผังเมือง ที่เป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวยะลาต่อไป ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมการพัฒนา บริหารพื้นที่ของจังหวัดยะลาที่เรียกว่าสามารถที่จะเป็นตัวอย่างให้กับในหลาย ๆ พื้นที่ ได้ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็ในส่วนของบ้านสะเตงนอกที่มีพี่น้องประชาชนเริ่มที่จะปลูก สิ่งก่อสร้างที่พักอาศัย ถ้าหากว่าทางพวกเราร่วมมือกันออกแบบผังเมืองของเราให้มี ความสวยงาม มีความเป็นระบบ ดิฉันคิดว่าจะเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเราจะ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนไม่กล้าที่จะเข้าไปให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคน อยากไปให้ได้ด้วยการทำงานร่วมกัน ก่อนอื่นเลยดิฉันก็ขออนุญาตใช้ช่วงเวลานี้ในการที่จะได้ นำเสนอในส่วนของโครงการของกระทรวงมหาดไทยผ่านทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่ทางท่าน สส. ได้สอบถามถึงในจุดแรกนี้ที่เป็นปีงบประมาณ ๒๕๖๘ เรามีจำนวน ๙ โครงการ ด้วยกันที่จะรวมค่าก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ ๘๕๘ ล้านบาทเศษ ก็จะเป็นจุดที่ทางท่านได้สอบถามถึงในส่วนของการก่อสร้างสถานีสูบน้ำพีซีส่วนขยาย แล้วก็ ปรับปรุงคลองแบกาแบงที่เมื่อสักครู่ท่านสอบถามถึงจะมีการสร้างแนวคลอง คสล. เป็นกำแพงตั้งขึ้นมาที่มีความยาวรวมอยู่ที่ ๔,๗๐๐ เมตร ตรงนี้ใช้งบประมาณ ๓๗๖ ล้านบาท แล้วก็ยังมีการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำในพื้นที่ชุมชนตือโล๊ะกือบอ ที่เมื่อสักครู่ท่าน บอกว่าถ้าหากว่าเราสามารถทำให้สำเร็จได้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เมืองของเรานั้น มีความปลอดภัยจากปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมา แล้วก็ยังมีการก่อสร้างระบบลำเลียงน้ำพื้นที่ ชุมชนที่ชื่อว่าเปาะเส้ง และชุมชนลาโจ๊ะ ด้วยอันนี้ก็เป็นในส่วนที่เราจะวางท่อระบายน้ำ คสล. แล้วก็มีความยาวรวมอยู่ที่ ๑,๑๖๐ เมตร ใช้งบประมาณ ๖๙ ล้านบาท มีการปรับปรุง ระบายน้ำชุมชนสถานีอนามัยที่เป็นจุดที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมบ่อย ตรงนี้เรามีแนวทางในการ แก้ไขปัญหาแล้ว แล้วก็ยังมีในส่วนของชุมชนตือโล๊ะกือบอด้วยในระยะที่ ๒ ที่ท่านเองได้ลง พื้นที่ แล้วก็ได้เห็นว่าตรงนั้นยังขาดอยู่ถ้าหากว่าเราทำร่องน้ำที่มีเรียกว่าความยั่งยืน เป็นคอนกรีตมันก็จะลดการกัดเซาะหรือว่าการทับถมของดินตะกอนไปได้เรื่อย ๆ ก็จะทำให้ มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แล้วก็ยังมีในส่วนที่ท่านได้สอบถามถึงปรับปรุงในเรื่องของ สายเปาะเส้งตรงนี้ด้วยก็จะเป็นจุดเดียวกัน🔗

แล้วก็ในส่วนของรายการที่ ๙ ปรับปรุงถนนชุมชนพร้อมวางระบบระบายน้ำ สายมาลายู บางกอก อันนี้ก็จะทำให้มีความครอบคลุมในพื้นที่ที่เป็นทางไหลของน้ำ เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของปี ๒๕๖๙ ก็จะมีการสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มเติมอีกจำนวน ๓ เครื่อง ที่เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าถ้าหากว่าเราวางสถานีสูบน้ำตรงนี้ได้ก็จะทำให้ช่วยเหลือชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนตลาดเก่าก็จะทำให้พี่น้องในพื้นที่นั้นได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ซึ่งยังมี รายละเอียดอีกหลาย ๆ ข้อ อันนี้เราวางแผนต่อเนื่องยาวไปถึงปี ๒๕๗๐ แล้วก็ปี ๒๕๗๑ ด้วยที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องของพื้นที่ให้ได้มากที่สุดค่ะ ดิฉันคิดว่าในส่วนของการทำงาน ในขณะนี้ก็จะต้องเร่งให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดให้เป็นไปตามแผนการช่วงจังหวะเวลา ที่เราได้วางไว้ให้สอดคล้องกับเมืองที่มีความเจริญเติบโตมากขึ้น แล้วก็ให้สอดคล้องกับ การวางผังเมืองของเราที่มีอยู่แล้วนั้นให้เจริญไปพร้อม ๆ กัน ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเกิด ความเหลื่อมล้ำในแต่ละพื้นที่ด้วย สิ่งที่เราต้องการเห็นก็คือการเห็นคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชนที่จะได้รับจากการดูแลของทางรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เกิดจาก การท่องเที่ยวหรือการใช้ทรัพยากรของเราที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพ ทางรัฐบาลเรา มีความมั่นใจด้วยการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทางท่านผู้แทน ท่านผู้บริหาร ท้องถิ่น ทางท่านข้าราชการในพื้นที่ ดิฉันคิดว่าเราสามารถที่จะทลายกำแพงกั้นอุปสรรค ต่าง ๆ ที่มีขึ้นในขณะนี้ให้ลดลงไป แล้วก็นำความสันติสุขมาสู่พี่น้องประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ฝากผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมืองนะครับ ท่านฟังคำถาม จากเพื่อนสมาชิกแล้วท่านบันทึกไว้ไปดำเนินการนะครับ ท่านรัฐมนตรีงานเยอะ เป็นหน้าที่ ของข้าราชการประจำที่จะช่วย ท่านก็อยู่ก็ประสานกับท่าน สส. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ จะเห็นได้จากที่รุ่นพี่มา ท่านซูการ์โน มะทา ท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ มาให้กำลังใจ ขอบคุณ ท่านผู้ถามและขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ🔗

๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๓ เรื่อง ขอให้จัดทำแผนการบริหาร จัดการน้ำเพื่อพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ทุ่งมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดภารกิจสำคัญ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ดังกล่าวออกไป เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๑.๓.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๔ เรื่อง การพิจารณาอนุมัติ งบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก เลียบกำแพงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมได้มีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ติดภารกิจจึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๕ เรื่อง ขอใช้พื้นที่สำนักงานการตรวจ เงินแผ่นดินในพื้นที่ตำบลพลูตาหลวง (นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม แทน แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญ จึงขอเลื่อน การตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๖ เรื่อง ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ (นายวิรัช พิมพะนิตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม แทน แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมติดภารกิจราชการสำคัญจึงขอเลื่อน การตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๑.๓.๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๒๗ เรื่อง ขอให้กระทรวงวัฒนธรรม ตรวจสอบการครอบครองผลงานศิลปะชิ้นพระพุทธบาท (นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจสำคัญเร่งด่วน จึงขอเลื่อนตอบกระทู้ถาม ดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

สำหรับวันนี้จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะผมขอปิดการประชุมครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะนั้น ได้ดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถาม แยกเฉพาะแล้วนะครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะประชุมพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไปนั้น ผมขอปรึกษาที่ประชุม เพื่อขอนำเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จึงขอถามที่ประชุมว่าจะเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

เรื่องตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ จำนวน ๕ เรื่อง ได้แก่🔗

๑. ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายวีรภัทร คันธะ)🔗

ด้วย ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ได้มีหนังสือแจ้งว่า นายวีรภัทร คันธะ จากพรรคประชาชน ได้ผลจากการเป็นกรรมาธิการเนื่องจากลาออก จากตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่างในสัดส่วนของพรรคประชาชน ดังนั้นจึงขอเชิญท่านเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้ง ผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่งและขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เกิน ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง ต่อไปขอเชิญเสนอชื่อผู้ที่เป็นกรรมาธิการ การศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม แทนตำแหน่งที่ว่าง ในสัดส่วนของพรรคประชาชน เชิญครับ🔗

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ขอเสนอชื่อ ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ แทนในตำแหน่งที่ว่างลงของกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและ วัฒนธรรม ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เป็นอันว่าท่านศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เป็นกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและ วัฒนธรรม แทนตำแหน่งที่ว่างนะครับ🔗

๒. ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์)🔗

ด้วย ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ จากพรรคประชาชน ได้พ้นจากการเป็นกรรมาธิการ เนื่องจาก ลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการ แทนตำแหน่งที่ว่างในสัดส่วนของพรรคประชาชน ดังนั้นขอให้เสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้ง ผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เกิน ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ (๒) ขอเชิญเสนอชื่อผู้เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่างครับ🔗

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาชน ขออนุญาตเสนอรายชื่อแทนตำแหน่งคณะกรรมาธิการที่ว่างลงครับ สรวีย์ ศุภปณิตา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เป็นอันว่าได้รับการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างนะครับ🔗

๓. ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายสรวีย์ ศุภปณิตา)🔗

ด้วย ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านณรงเดช อุฬารกุล ได้มีหนังสือแจ้งว่า นายสรวีย์ ศุภปณิตา พรรคประชาชน ได้พ้นจากการเป็นกรรมาธิการเนื่องจากลาออก จากตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่างในสัดส่วนของพรรคประชาชน ดังนั้นจึงขอให้เสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้ง ผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เกิน ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ🔗

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาชน ขอเสนอชื่อกรรมาธิการเพื่อแทนกรรมาธิการที่ว่างลง ขอเสนอชื่อ พุธิตา ชัยอนันต์ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างในคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ จบการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการในตำแหน่งที่ว่างแล้วนะครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขออนุญาต นิดหนึ่งครับ ก่อนที่ท่านครูมานิตย์จะใช้สิทธินะครับ🔗

๔. ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและ ตลาดการเงิน แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์) มติที่ประชุม ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายนพพล เหลืองทองนารา เป็นกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่างลง🔗

ด้วย คณะกรรมาธิการการเงินการคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้มีหนังสือแจ้งว่า นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ จากพรรคเพื่อไทย ได้พ้นจากตำแหน่ง กรรมาธิการ เนื่องจากลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ ตั้งคณะกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จึงขอให้เสนอชื่อ กรรมาธิการพร้อมทั้งผู้รับรอง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่า ไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกิน ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง ขอเชิญเสนอชื่อ คนที่เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยครับ🔗

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอชื่อท่านนพพล เหลืองทองนารา เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน แทนตำแหน่งที่ว่างลงครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เป็นอันว่าเสนอชื่อท่านนพพล เหลืองทองนารา เป็นกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่างนะครับ🔗

๕. ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายนพพล เหลืองทองนารา)🔗

ด้วย คณะกรรมาธิการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีหนังสือแจ้งว่า นายนพพล เหลืองทองนารา จากพรรคเพื่อไทย ได้พ้นจากการเป็นกรรมาธิการเนื่องจากลาออก ตำแหน่ง กรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างในสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการ พร้อมทั้งผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกิน ๒ คณะตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง ขอเชิญเสนอชื่อผู้ที่เป็นกรรมาธิการครับ🔗

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นาย รวี เล็กอุทัย สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอชื่อท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ แทนตำแหน่งที่ว่างลงขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้อง เป็นอันว่าท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เชิญครูมานิตย์ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ ขออนุญาตท่านประธาน ขอลาออกจากกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการคมนาคมและประธานคณะกรรมาธิการ การคมนาคม เนื่องจากส่งเอกสารไม่ทัน ขออนุญาตที่จะใช้เวลานี้ลาออกจากกรรมาธิการ และประธานกรรมาธิการ เพื่อที่จะให้คนอื่นได้มีโอกาสเข้าไปทำงานบ้าง กราบขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ อย่างไรก็ต้องขอเป็นหนังสือแจ้งมายังสภาอีกครั้งหนึ่ง ตามระเบียบทางปฏิบัติ ถ้าหากว่า มีหนังสือเป็นทางการ แล้วก็จะมีการแต่งตั้งในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ยินดีครับท่านประธาน จะดำเนินการ ให้ถูกต้อง เพื่อความรวดเร็วจึงเสนอไว้ก่อนวันนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ที่ท่านเปิดโอกาสให้ท่านอื่นมีโอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่แทนนะครับ ท่านสมาชิกมีอะไร เพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ๔๓ และ ๔๔ ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทยค่ะ ขออนุญาตท่านประธานเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ระหว่าง ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ มีท่านสมาชิกเสนอให้มีการพิจารณา เลื่อนระเบียบวาระ แล้วก็เสนอญัตติด้วยวาจา เชิญครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ผมจะขอให้ สภาผู้แทนราษฎรช่วยพิจารณาจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาให้สภาผู้แทนราษฎรของเรา ทำการศึกษาพิจารณาตัวบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ๔๓ MOU ๔๔ เพื่อแก้ไขปัญหา ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นอีกไหมครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทยครับ เนื่องจากว่าระเบียบวาระนี้ผมได้ยื่นญัตติเป็นหนังสือไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ขอกราบเรียนท่านประธาน เนื่องจากว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ขอให้อยู่ในวาระด่วนเช่นกันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านอื่นอีกไหมครับ🔗

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ ขอเสนอญัตติด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษา MOU ๒๕๔๓ บันทึกความเข้าใจ ๒๕๔๓ และ ๒๕๔๔ เพื่อนำข้อเสนอส่งให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ ต่อไปครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้อง มีท่านอื่นอีกไหมครับ ไม่มีนะครับ เชิญครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะขออนุญาตท่านประธาน ขอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ผมจะขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และทางทะเล MOU ๒๕๔๓ MOU ๒๕๔๔ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ดังนั้นก็มีท่านสมาชิกได้เสนอญัตติด้วยวาจา แล้วก็มีญัตติเพิ่มเติมนะครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ เนื่องจากทางวิปรัฐบาลแล้วก็ทางวิปฝ่ายค้านได้มีการประสานงานกันเรียบร้อยแล้ว ทางรัฐบาล ไม่ขัดข้องเลยในการเสนอญัตติด่วนนี้ ผมก็มองเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่ทุกท่านจะมาคุยกัน ในสภา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากญัตตินี้มีความละเอียดอ่อนแล้วก็เป็นเรื่องความมั่นคง ของประเทศ แล้วก็กระทบต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น ผมจะขออาศัย ข้อบังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ ให้การประชุมนี้เป็นการประชุมลับ ขอผู้รับรองครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นผู้เสนอญัตติในวันนี้ ท่านประธานคะ ต่อเมื่อสักครู่ ที่ท่านสมาชิกได้ลุกขึ้นมา แล้วอ้างว่ามีการตกลงกันแล้วระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ของสัปดาห์นี้นะคะ เราไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ เท่าที่ดิฉันได้ประสานกับ ทางเลขาวิปฝ่ายรัฐบาล เลขาก็ได้บอกว่าวันนี้เราจะมีการพิจารณาญัตติในประเด็น เรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ และไม่ได้คุยในประเด็นอื่น ๆ หลังจากนี้ เพราะฉะนั้นในวันนี้ ถ้าจะมาอ้างว่ามีการตกลงกันแล้ว ไม่มีนะคะ อย่างที่บอกค่ะท่านประธาน เรื่องไม่ว่าจะเป็น การประชุมลับหรือว่าจะอะไรก็ตามแต่ เป็นการพูดคุยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การทำตามข้อตกลงทุกอย่าง ท่านคว่ำไปเองค่ะ ท่านปิดประชุม เมื่อปิดประชุมแล้ว ในเมื่อเราคุยกันแล้ว ดิฉันถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของสัปดาห์ที่แล้วค่ะ สัปดาห์นี้เราคุยกันในการพิจารณาเรื่องญัตติและขณะนี้มีผู้เสนอญัตติทั้งหมด ๔ ท่าน ถามเฉพาะผู้เสนอญัตติเอง ดิฉันก็มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จำเป็นจะต้องเป็นความลับค่ะ MOU ๔๓ MOU ๔๔ มีมาทั้งหมด ๒๔-๒๕ ปีแล้วท่านประธาน มีการพูดคุยเนื้อหาในวงกว้าง มานานมากแล้ว และยิ่งในช่วงนี้ก็มีพูดกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการที่จะบอกเป็น ประชุมลับ ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญทาง วิปฝ่ายรัฐบาลครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขออนุญาตกราบขออภัยทางฝ่ายค้านด้วยนะครับ อาจจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ ผมจะขออนุญาตแก้ไขคำพูดตัวเองนิดหน่อยว่าทางรัฐบาลไม่ขัดข้อง ในการเสนอญัตติแล้วกัน คืออาจจะไม่ได้เป็นการประสานงานระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ในสัปดาห์นี้ จริงอยู่ครับเป็นการประสานงานในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ว่าในสัปดาห์นี้เอง ทางรัฐบาล ไม่ได้ขัดข้องในการเสนอญัตติด่วน แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมก็จะขออนุญาตยืนยันให้เป็น การประชุมลับเช่นเคยครับ แต่ว่าเพื่อเป็นการให้การประชุม ไปอย่างราบรื่น ผมจะขอเสนอนี้ครับ ท่านประธาน ในช่วงเวลาที่เสนอญัตติ ทางท่านจะแถลงเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ก็อาจจะ ไม่เป็นการประชุมลับก็ได้ครับ แต่ในห้วงเวลาที่เข้าสู่การอภิปราย ผมขออนุญาตเสนอตาม ข้อบังคับ ข้อ ๘ ให้เป็นประชุมลับครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมไม่ขัดข้องตามที่แต่ละท่านเสนอ ก่อนอื่นนั้นอยากจะขอทำความเข้าใจกับท่านสมาชิก ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลถึงความผิดพลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ อย่างที่ท่านสมาชิก ท่านบุณย์ธิดา สมชัย ได้พูดถึงนั้น เนื่องจากว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าผมในฐานะ ที่ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมผมไม่ได้ทราบข้อตกลงของการคุยกันระหว่างวิป ทั้ง ๒ ฝ่ายเลย ดังนั้นการที่ปิดประชุมในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น แล้วก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ในทางที่ไม่ดีสำหรับสภาของพวกเรานะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการถกปัญหาอันสำคัญ ของบ้านเมือง อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าเกิดการผิดพลาดในการประสานงานจริง ๆ และ ผมก็อยากจะเห็นท่านสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เรามีสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นเวทีในการที่จะถกปัญหาของบ้านเมืองอันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากและ ผมก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม แล้วก็ให้ความร่วมมือกับท่านสมาชิกทุกฝ่าย แต่ขอให้เป็นมติเป็นข้อตกลงกันทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หาข้อยุติให้ได้ว่า จะอย่างไร จะเอาอย่างไร ประธานพร้อมที่จะให้ความร่วมมือนะครับ ผมจะสรุปอย่างนี้ได้ไหมครับว่าตอนนี้มีผู้เสนอญัตติทั้งหมดนี้ ๕ ญัตติด้วยกัน มีญัตติด่วนของ ท่านบุณย์ธิดา สมชัย ซึ่งเสนอโดยวาจา แล้วก็เป็นญัตติด่วนที่มีการเสนอเข้ามาแล้ว ได้บรรจุในระเบียบวาระแล้ว ก็มีของท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้เสนอ มีของ ท่านกัณวีร์ สืบแสง เป็นผู้เสนอ มีของท่านนพดล ปัทมะ แล้วก็ของอีกท่านหนึ่ง ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ทั้งหมด ๕ ญัตติด้วยกัน แล้วก็มีฝ่ายรัฐบาลได้ใช้สิทธิในการเสนอ ให้เป็นประชุมลับ เนื่องจากว่าเป็นการเลื่อนญัตติขึ้นมาพิจารณาก่อนตามระเบียบวาระ ดังนั้นผมจะขออนุญาตถามในที่ประชุมก่อนว่าเราจะอนุญาตให้มีการเลื่อนญัตติทั้ง ๕ ญัตตินี้ ขึ้นมาพิจารณาก่อนหรือไม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบอย่างไรแล้ว จะถามคำถามต่อไป ว่ามีผู้เสนอเป็นการประชุมลับนั้นก็ต้องใช้เสียง ๑ ใน ๔ ในการรับรองเป็นไปตามข้อบังคับ เชิญครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อสักครู่นี้ผมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา แต่ว่าขออนุญาตเพิ่มเติมรายละเอียดนิดหนึ่งว่าเป็นญัตติด่วนจากพรรคประชาชน ที่จะนำเสนอโดยท่านหัวหน้าพรรคของผม ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แค่นั้นครับ เพื่อที่จะให้สิ้นสงสัยครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้รับการประสานว่าที่ท่านเสนอนั้น เป็นญัตติเดียวกันกับท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถูกต้องไหมครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถูกต้องนะ ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านบุณย์ธิดา เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

คืออย่างนี้ค่ะท่านประธาน จริง ๆ เมื่อสักครู่ ๓ ใน ๔ ของญัตติเริ่มแรกก็คือดิฉันเองมันเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา ท่านประธานไม่จำเป็นจะต้องเลื่อน เพียงแต่ว่าถ้าไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น เราก็สามารถ เข้าสู่การพิจารณาได้เลย เพราะฉะนั้นเรื่องการถามเรื่องญัตติคงไม่ใช่เป็นประเด็น คงจะเป็น ประเด็นในเรื่องที่มีทางฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ประชุมลับมากกว่า ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่นเราก็จะเป็นการพิจารณา ตามที่ท่านสมาชิกได้เสนอเป็นญัตติในการพิจารณาเรื่องด่วนทั้งหมด ๕ ญัตติด้วยกัน ทีนี้มีท่านสมาชิกเสนอว่าเรื่องนี้ควรเป็นการประชุมลับ ตามข้อบังคับจะต้องขอเสียงรับรอง ๑ ใน ๔ ครับ ๑ ใน ๔ ก็ประมาณ ๖๐ กว่าท่าน เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเอกสิทธิ์ ของท่านสมาชิกตามข้อบังคับ ดังนั้นขออนุญาต Check องค์ประชุมตามข้อบังคับก่อน ว่าในจำนวนผู้เสนอ ๑ ใน ๔ คือ ๑๒๓ ท่านนะครับ ผมจะขอตรวจสอบผู้รับรองตามข้อบังคับ ว่าต้องใช้เสียง ๑ ใน ๔ ในการขอประชุมลับ เชิญท่านนพดลก่อนครับ🔗

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นพดล ปัทมะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจว่าที่ท่าน สส. วัชระพลได้เสนอ ก็คือว่าตอนยื่นญัตติ ๔ คน ให้พิจารณาโดยเปิดเผยก็คือไม่ลับ ให้อภิปรายโดยไม่ลับ ประชุมโดยไม่ลับ แต่หลังจากนั้นมีการอภิปรายก็เป็นการประชุมลับ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น ถูกต้องไหมครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอื่น ขัดข้องไหมครับ ท่านบุณย์ธิดา ผมอยากจะให้เป็นข้อตกลงร่วมกันเพื่อจะได้ไม่เกิดมีปัญหา เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

คืออย่างนี้ท่านประธาน การที่มีท่านสมาชิกเสนอเพื่อให้ประชุมลับ คือทางพวกเราก็ได้คุยกันเมื่อสักครู่นี้ คุยกับท่านภราดร คุยกับท่านไชยชนก หลาย ๆ ท่าน คือจริง ๆ เราไม่เห็นด้วย ในประเด็น เรื่องการประชุมลับ แต่ทีนี้เราก็ต้องอยากฟังเหตุผลว่าเพราะอะไร ทำไมท่านถึงอยากเสนอ ให้เป็นประชุมลับ เพราะทางของฉันเองได้ให้เหตุผลไว้แล้วว่าเหตุใดจึงไม่สมควร เป็นการประชุมลับ เพราะในเรื่องของประเด็นเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นของเรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ปัจจุบันที่นำไปสู่เหตุไม่สงบตามชายแดนก็ตามแต่ เพราะฉะนั้น ในส่วนของดิฉันเองที่ให้ได้เหตุผลว่าประเด็นนี้ไม่สมควรเป็นประชุมลับก็ได้ให้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นในทางของผู้ที่เสนอก็คงต้องให้มากกว่าที่พูดเมื่อสักครู่นี้ว่าขอเป็นประชุมลับ ว่าเพราะอะไร และในมุมของทางดิฉันเอง รวมกระทั่งถึงท่านกัณวีร์ที่เมื่อสักครู่นี้ได้ลุกขึ้นพูด ก็เห็นตรงกันว่าจริง ๆ แล้วไม่ควรจะให้แค่ผู้เสนอญัตติได้อภิปรายโดยเปิดเผยและ ให้ผู้อภิปรายสนับสนุนเป็นลับ ในเมื่อเปิดเผยก็เปิดเผยทั้งหมดเลยค่ะ เพราะว่าในเรื่องเนื้อหา ใด ๆ ก็ตามแต่ไม่ได้มีความลับอะไรมาเป็นกว่า ๒๐ กว่าปีแล้วท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกัณวีร์ครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เสนอญัตติด้วยวาจาในเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาตรง MOU ตรงนี้ ท่านประธานผมก็ไม่มี ไม่เห็น ผมขัดข้องในเรื่องที่จะทำให้การประชุมเป็นการประชุมลับ ณ ปัจจุบันนี้เราเข้าใจกันดีครับ สถานการณ์ไทย-กัมพูชานี้ เป็นสถานการณ์ที่ทั่วประเทศ รวมทั้งทั่วโลกเขาทราบกันดีอยู่แล้ว เราจะลับไปเพื่ออะไร ในเมื่อในสิ่งต่าง ๆ นี้ทุกคนต้องได้ยิน พี่น้องประชาชนต้องได้ฟังในการอภิปราย ไม่ใช่แค่ผู้เสนอญัตติด่วนอย่างเดียว จำเป็นทุกคน ที่อภิปรายในสภาผู้แทนนี้ต้องให้ชาวบ้านชาวช่องเขาได้ยินครับ ว่าเหตุผลกลใด ที่เราจำเป็นต้องยกเลิกหรือจะไม่ยกเลิก หรือจะทำอย่างไรก็ตาม อันนี้ขอฟังเหตุผล เหมือนท่านแนน ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามว่าผู้ที่จะเสนอให้เป็นการประชุมลับ มีเหตุผลอะไร ขออนุญาตครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญทาง ฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานวิปเชิญครับ🔗

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ซึ่งเราได้ปรึกษาหารือกับทางฝั่งรัฐบาล ทั้งหมด แล้วก็พรรคประชาชนก็ได้คุยกัน หารือกัน เห็นว่าการจะเปิดโอกาสให้ผู้เสนอแนะ ได้เสนอโดยทางเปิดเผยไม่ทราบว่ากี่ท่าน ๔-๕ ท่าน สามารถเปิดเผยได้ แต่ส่วนสมาชิก ทั้งหมดเรามองกันว่าในขณะนี้มันมีปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศ การพูดจาอาจจะไป กระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาหลายอย่างซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลัง ทำหน้าที่อยู่ ผมเชื่อว่าการพูดออกไปทั้งหมดเราไม่สามารถควบคุมผู้พูดซึ่งไม่ทราบว่าใครบ้าง สส. ในนี้จะไปพูดในแนวไหน ลักษณะพาดพิงหรือเปิดเผยข้อมูลบางอย่างผมเชื่อว่า จะเป็นความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมือง ในเมื่อท่านผู้เสนอญัตติก็สามารถ เราอนุญาต ส่วนหนึ่งให้พูดได้ เพราะฉะนั้นก็ขอเสนอในหลักการนี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ยังยืนยัน จะต้องประชุมลับนะครับท่านประธานวิป ก็มี ๒ ความเห็น เชิญครับ🔗

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน ผม พลพีร์ สุวรรณฉวี ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกเห็นต่างจากท่านประธานวิปรัฐบาล คือจริง ๆ แล้ว เนื้อหารายละเอียดต่าง ๆ ของ MOU ๔๓ MOU ๔๔ จริง ๆ มันหาดูได้ทั่วไปครับ มัน ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่วันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ด้านนอกเขาอยากรู้ เขาอยากฟังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี สิ่งที่พวกผมได้รับในการที่ไปอยู่ตามศูนย์อพยพต่าง ๆ ตะเข็บชายแดนก็แล้วแต่ เรารับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ตัวพี่น้องประชาชนนี่ละครับ เป็นคนให้เนื้อหากับพวกเราว่า MOU ๔๓ MOU ๔๔ มันไม่ดีอย่างไรเช่น MOU ๔๓ ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๑ วรรค ค ไม่ว่าจะเป็น ข้อ ๕ ไม่ว่าจะเป็น ข้อ ๘ เขาละเมิดเราอย่างไร พี่น้องประชาชนรู้หมดครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ความลับ ก็ฝากท่านประธานกรุณาพิจารณา ด้วยครับ อย่าไปปิดตาปิดหูพี่น้องประชาชนเลย วันนี้เขาอยากฟังว่าพวกเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากจะแก้อย่างไร และจะแก้อย่างไรให้มันถูกต้อง กับสถานะปัจจุบันครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

แต่ละฝ่าย ก็มีเหตุผลทั้ง ๒ ท่าน ทั้ง ๒ ฝ่าย ลองคุยกันดูก่อนไหมครับ ผมก็ไม่อยากจะโหวต เพราะถือว่าเป็นความเห็นที่แตกต่างกันแล้ว ผมอยากจะขอให้เป็นความร่วมมือแล้วก็ ตกลงทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด เชิญท่านจิตติพจน์ครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับว่าจะประชุมลับหรือไม่ ต้องทำตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ถ้าหากว่ามีสมาชิกในที่นี้ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ถ้าหากเห็นว่าขอให้การประชุมนี้เป็นการประชุมลับ ก็ให้เป็นการประชุมลับครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องของการลงมติ แต่เป็นการที่ถ้าหากว่ามีสมาชิกจำนวน ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือ ๑๒๓ คน เห็นว่าควรจะเป็นประชุมลับก็เป็น ประชุมลับครับ คือในส่วนตัวของผม ผมเห็นว่าถ้ามีการประชุมลับจะปลอดภัยกว่า เพราะว่า ในการเจรจาระหว่างประเทศถ้าหากว่าเรามีการเปิดเผยข้อดี ข้อเสีย ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ หรือเจตจำนงของเราว่าเราอยากจะทำอย่างไรในการเจรจานั้น เราอาจจะ เสียเปรียบคู่เจรจาได้ การเจรจาที่เป็นการพูดคุย การอภิปราย ถ้าหากว่าเป็นการอภิปราย เป็นการลับ มันจะทำให้พวกเราพูดได้เต็มที่กว่า แล้วก็จะไม่ทำให้เราเสียเปรียบต่างประเทศ ในการเจรจาด้วยครับ ก็ขออนุญาตขอเสียงเพื่อนสมาชิกจำนวน ๑๒๓ เสียง เพื่อให้เป็น การประชุมตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๘ ครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน สนองครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ อยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ สำหรับ MOU ๔๓ MOU ๔๔ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดมา มีมานานแล้ว เวลานี้แม้กระทั่งในการชุมนุมโดยทั่วไปก็หยิบประเด็นนี้ออกมาพูด ชาวบ้านนั้นได้ยินมานาน แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียดคืออะไร เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อแน่ได้ว่าพี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่นั้น ต้องการอยากจะรู้ว่ารายละเอียดที่รัฐบาลได้ไปตกลงกันทั้ง MOU ๔๓ MOU ๔๔ นั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง ประการที่ ๒ มีข้อแตกต่างอย่างไร มีผลดี ผลเสียต่อประเทศอย่างไร ฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปปิดหูปิดตาประชาชน ควรจะให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ร่วมกัน ร่วมตัดสินใจ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ นี่คือผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชนทุกคนในประเทศนี้ เราต้องรู้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่มางุบงิบ ๆ ทำเป็นลับ จะลับไปทำไมครับ ก็เปิดเผยให้รู้ แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าท่านประธานท่านมีดุลยพินิจ อยู่แล้ว อะไรที่อภิปรายไปแล้ว มันจะทำให้กระทบความมั่นคง ท่านประธานก็สามารถ ตักเตือนได้ ขอให้ระงับการกล่าวได้ ท่านประธานใช้ดุลยพินิจได้ตรงนี้ แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมอยากให้มีการประชุมโดยเปิดเผย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ร่วมกันทุกคนครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขออนุญาต ทีละท่านตามลำดับ เชิญท่านสุทิน แล้วก็ท่านอัครเดช แล้วก็ท่านชาดา เชิญครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต แสดงความเห็นเรื่องควรลับและไม่ควรลับสักนิดหนึ่งครับ ก่อนที่ผมจะมาเล่นการเมือง ผมอยู่มหาวิทยาลัย แล้วก็เคยไปดูงานเรื่องสภาในหลายประเทศ มีสิ่งหนึ่งที่เขาพูดคล้าย ๆ ตรงกันอยู่หลาย ๆ ประเทศว่าความเป็นนักการเมืองก็สามารถที่จะมีอิสระเสรี พูดได้ ควรจะมีอิสระเสรีพูดได้ทุกเรื่อง ไม่ควรมีข้อจำกัด แต่มีอยู่ ๒ เรื่องที่หลายประเทศ ประชาธิปไตยเขามักจะพูดถึงกันว่าให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องใช้วุฒิภาวะระดับสูง ก็คือเรื่องความมั่นคง แล้วก็เรื่องการศึกษาแบ่งแยกเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เพราะต้องทำ ให้เด็กและเยาวชน เพราะฉะนั้นผมก็พยายามจำคำนี้มาว่าทำไมเรื่องความมั่นคงจะต้อง ใช้วุฒิภาวะ ก็ได้ทราบ เวลาไปทำงานความมั่นคง ผมเคยทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงอยู่ ช่วงหนึ่งว่าหลายเรื่องมันเป็นเรื่องที่แม้เป็นความจริงที่เราอยากให้ประชาชนรู้ แต่เรา ก็ต้องคิดว่าควรจะให้รู้เมื่อไรด้วย อยากให้รู้แต่มันต้องมี Timing ที่ต้องให้รู้ ไม่ใช่รู้พร้อมกัน ทุกอย่างกับฝ่ายทำงาน แต่บางเรื่องนี้ไม่ควรรู้เลย แต่ไม่ใช่เรื่องปิดหูปิดตา แต่ว่ามันเป็น ผลประโยชน์ของประชาชน🔗

สำหรับเรื่อง MOU ที่เราจะพูดถึงวันนี้ ที่จะเสนอเข้ามาในประชุม ถ้าเรามั่นใจว่าทุกคนอยู่ในกรอบเรื่อง MOU อย่างเดียวผมคิดว่าก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ผมเชื่อว่า ในการอภิปรายเรื่องนี้ไม่อยู่ในเรื่อง MOU หรือสาระ MOU เท่านั้นหรอก มันจะมีอารมณ์ มันจะมีเรื่องต่อเนื่อง สืบเนื่องเกี่ยวพันกับ MOU อยู่ไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น Sensitive ที่ จะต้อง ๑. พูดเรื่องนี้ผมเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาก็อยากจะฟังเราพูด มันอยู่ที่ว่าเราอยากให้เขารู้ ทุกเรื่องหรือเปล่า ถ้าเราอยากให้เขารู้ทุกเรื่องเราก็เปิดเผยได้ ถ้าเราคิดว่าอยากให้คนไทยรู้ แต่ไม่อยากให้เขมรรู้ เราก็ไม่ควรเปิดประชุมโดยเปิดเผยก็ควรจะเป็นความลับ เพราะฉะนั้น ผมเป็นห่วงว่าเวลาเราพูดไป มันจะเลยเถิดออกจาก MOU บางเรื่องมันจะไปยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่ง บางเรื่องมันทำให้จังหวะที่เราจะเจรจาต่อรองขาดอำนาจต่อรอง ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้ เราขอเป็นการประชุมลับเถอะ และการประชุมลับก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องที่มีไม่ได้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เห็นว่ามันมีความจำเป็นต้องประชุมลับ แล้วในประวัติศาสตร์ ของสภา หลายครั้งก็เป็นการประชุมลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องปิดหูปิดตาประชาชน แต่เราประชุมลับ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า ผมจึงเห็นด้วยว่าเรื่องนี้ มีความอ่อนไหวที่ควรจะต้องพูดคุยกันในวงที่จำกัด เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ เป็นความลับที่เราจะต้องไม่ให้ข้าศึกหรือคู่ต่อสู้รู้ครับ ขออนุญาตสนับสนุนให้ประชุมลับครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอัครเดชครับ🔗

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ วันนี้มีความเห็น ออกเป็น ๒ ฝ่ายว่าควรจะประชุมลับหรือไม่ควรจะประชุมลับ ก็เรียนท่านประธานว่า เรื่องของ MOU ๔๓ หรือ MOU ๔๔ แล้วก็ MOU ๔๔ เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ถ้าในส่วนของการพิจารณาโดยสถานการณ์ปกติที่ไม่มีการสู้รบหรือไม่มีความตึงเครียด ตามแนวชายแดน การพิจารณาเรื่องนี้มันก็สามารถที่จะไม่ลับได้ ถ่ายทอดสดไปถึง พี่น้องประชาชนได้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสภาวะที่ไม่ปกติซึ่งท่านประธานก็ทราบอยู่ว่า มีการสู้รบตามแนวชายแดน แล้ววันนี้ทางกองทัพเองแล้วก็ฝ่ายความมั่นคงเองก็กำลัง เฝ้าระวังสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดอยู่ ฉะนั้นการที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติพิจารณา MOU ที่ไทยไปทำกับประเทศเพื่อนบ้านก็คือกัมพูชา หรือ MOU ๔๓ MOU ๔๔ จึงเป็น เรื่องละเอียดอ่อนในสภาวะปัจจุบัน การที่จะอภิปรายแล้วก็แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ของเพื่อนสมาชิกเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงอย่างที่ท่านสุทิน คลังแสง ท่านอดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมท่านได้ให้ความเห็น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องว่าเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การที่เพื่อนสมาชิกจะอภิปรายใด ๆ ก็แล้วแต่ อาจจะไปกระทบ กับสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการเฝ้าระวังอยู่ ถึงแม้ว่าการสู้รบตอนนี้จะได้ คลายลงไป แต่ว่าก็ยังมีความสูญเสียเกิดขึ้น เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ยังมีพี่น้องทหารของเรา โดนกับระเบิดอยู่ ฉะนั้นการที่มีสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ผมคิดว่าการพิจารณาเรื่องนี้ ควรจะเป็นเรื่องลับ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ลับหมด การเสนอญัตติของผู้ที่เสนอญัตติเราก็ อยากให้มีการถ่ายทอดสดอยู่ ส่วนการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก เราก็เสนอให้เป็นลับ เพื่อให้สถานการณ์ความตึงเครียด แล้วก็สถานการณ์การสู้รบ ไม่ได้รับการกระทบจากการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาในเรื่องนี้ ฉะนั้นวันนี้ผมจึงคิดว่าควรที่จะประชุมลับในส่วนการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิก ส่วนการเสนอญัตติก็ขอให้เป็นการอภิปรายเสนอญัตติในภาวะปกติ ก็คือถ่ายทอดสด จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านชาดาครับ🔗

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อุทัยธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ผมเรียนว่า ผมเข้าใจคำว่าความมั่นคง แต่วันนี้ MOU ๔๓ MOU ๔๔ มันไม่ใช่เรื่องความมั่นคงแล้วครับ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ซึ่งทับซ้อนอยู่ มีข่าวลือ มีสิ่งที่ผู้คน พูดกันมากมาย แล้วสิ่งที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบันคือไทยกับเขมรมันไม่มีอะไรที่จะ เป็นความลับและความมั่นคงแล้ว เพราะมันรบกันแล้ว ทุกวันนี้ก็ฉะกันทางหน้าสื่อ อะไรต่ออะไรวุ่นวาย แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องให้ประชาชนรู้ความจริงครับ ถ้าประชาชน ไม่รู้ความจริง ก็จะมีคนไปปล่อยข่าวลือ ไปพูดใส่ร้ายคนนั้นคนนี้ กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี บางท่านก็โดน โดนกันไปทั้งนั้นครับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ปัญหาคือวันนี้ความจริงคืออะไร เราในฐานะที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ต้องเอาความเป็นจริงออกมาให้ประชาชนรู้ ว่าสิ่งที่กำลังเดือดร้อน ที่กำลังวุ่นวายกันนี่มันคือเหตุผลอะไร ผมก็มองว่ามันไม่ใช่เรื่องลับ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์แล้ววันนี้ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ เป็นเรื่องที่คนไทยต้องรู้ ความจริง คนที่กระทบกับสงคราม คนที่มีปัญหาต่าง ๆ ก็จะได้รู้ แล้วคนที่เป็นสมาชิก ที่จะอภิปราย ก็ต้องมีวุฒิภาวะว่าอะไรสมควรพูด อะไรไม่สมควรพูด ผมว่าเป็นการให้เกียรติ สมาชิกเราด้วย แล้วเรื่องวันนี้มันเลยความมั่นคงไปแล้วครับ ถ้าก่อนที่จะมีศึกเกิดขึ้น มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น อันนั้นคือความมั่นคง แต่วันนี้มันไม่ใช่ความมั่นคงแล้วครับ มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่คนไทยทั้งประเทศในฐานะเจ้าของประเทศจะได้รู้ว่าอะไร มันเกิดขึ้น อะไรมันเป็นสัญญาที่ว่าแล้ว MOU มันก็ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือว่าเป็นสนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะว่าไปคุยกันแล้ว เดี๋ยวเสียผลประโยชน์ มันเป็นเรื่องที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าวันนี้ มันต้องเอาความจริงเข้ามาสู่สังคมไทย เข้ามาสู่ประเทศไทยว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร ทำอะไรกัน แล้วคนไทยในฐานะเจ้าของประเทศต้องรับรู้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขออนุญาต อีกท่านเดียว เชิญครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

ท่านประธานครับ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ในสภาแห่งนี้เราผ่านวิกฤติในเรื่องของ สภามาหลายรอบ เพราะฉะนั้นเรามีข้อบังคับ ข้อแรก ข้อ ๒ เพื่อนสมาชิกทุกคนที่จะลุกขึ้น อภิปรายมีวุฒิภาวะ ผมเองก็เลยอยากจะถามว่าวันนี้เมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับการประชุมลับ แล้วมีการเสนอครึ่งท่อนครับให้เฉพาะผู้เสนอถ่ายทอดได้ และผู้อภิปรายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเป็นการประชุมลับ ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอดี ๆ ที่จะอภิปราย โดยเฉพาะวันนี้ท่านชาดา บอกว่ามันเลยมาแล้วครับ วันที่มีการปะทะท่านประธานจำได้ไหมครับ พวกผมก็ไม่ได้ดื้อ มีการประชุมลับ โอเค ประชุมลับ แต่วันนี้ที่ชายแดนปาขี้กันแล้วครับ พ่นขี้กันแล้วครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยอยากจะฝากว่าเพื่อนสมาชิกครับ วันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอาชนะคะคานกัน แต่เป็นการพูดเหตุผลให้ประชาชนได้เข้าใจว่า MOU ๔๓ MOU ๔๔ มันไม่มีอะไรเลย ก็เลยอยากจะฝากว่าฝ่ายรัฐบาลลองพิจารณาดูนะครับว่าพวกเรารับผิดชอบในคำพูดทุกคน ในการอภิปราย ผมยังเห็นด้วยกับการอภิปรายแบบเปิดเผยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานครับ ขออนุญาตในฐานะ ผู้เสนอให้ประชุมลับครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ท่านประธานครับ วัชระพล ขาวขำ พรรคเพื่อไทย จากอุดรธานีครับ ผมขออนุญาตสรุปอย่างนี้ เพื่อประกอบการวินิจฉัยของ ท่านประธาน ผมขออนุญาตยกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ระบุชัดว่าการประชุมย่อมเป็นการเปิดเผยตามลักษณะที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้ามีคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกแต่ละสภา หรือสมาชิกของ ๒ สภา รวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนทั้งหมด ก็สามารถเป็นประชุมลับได้ครับ ดังนั้นมันจึงเกี่ยวเนื่องกับข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๘ เป็นอำนาจของท่านประธาน ในการวินิจฉัย เราจริง ๆ ไม่ต้องมีการถกเถียงกันเลยก็ได้ ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่า ให้ประชุมลับ ท่านประธานก็แค่ใช้องค์ประชุม ๑ ใน ๔ เท่านั้นเองครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมก็กำลัง จะสรุปอย่างที่ท่านวัชระพลพูดนะครับ ถ้าตามข้อบังคับแล้ว ถ้ามีการร้องขอให้การประชุมลับ ก็มีทั้ง ครม. เสนอ และท่านสมาชิก ๑ ใน ๔ ในการร้องขอ ซึ่งก็เป็นไปตามข้อบังคับ ของการประชุม แต่ทีนี้ที่ผมได้เปิดให้มีการอภิปรายทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น ผมอยากจะให้เป็นข้อยุติว่า แต่ละท่านมีเหตุผลอย่างไร เพราะว่าทุกอย่างนั้นก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งนั้น แล้วประชาชนเขาก็อยากจะรับทราบว่าเรื่องนี้มีข้อสรุปอย่างไร แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ขัดข้องถ้าจะดำเนินการตามระเบียบวาระนะครับ ผมก็จะให้ทางผู้เสนอคือ ท่านวัชรพล นั้น ก็ขอเสียงรับรองผู้ที่เป็นสมาชิกรับรองให้การประชุมลับ ๑ ใน ๔ ผมว่าลองคุยกันก่อนดีไหม เพื่อให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้พบกันครึ่งทางดีไหมครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ผมได้คุยเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ยังยืนยัน นะครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ยังไม่ได้ข้อตกลง ก็ขออนุญาตให้ ท่านประธานดำเนินการตามระเบียบวาระแล้วก็วินิจฉัยเลยครับ ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้น ก็ต้องขอเสียงว่าตามข้อเสนอของท่านวัชระพล ขาวขำ เสนอให้มีการประชุมลับก็ต้อง ใช้ผู้รับรอง แล้วก็ท่านสมาชิก ๑ ใน ๔ ดังนั้น ขอท่านสมาชิกได้แสดงตนเพื่อขอตรวจสอบว่า สมาชิกให้การรับรอง ๑ ใน ๔ หรือไม่ ตัวเลขก็คือ ๑๒๓ ท่าน ขอเชิญแสดงตนนะครับ🔗

(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนเสียบบัตรแสดงตน)
นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เชียงใหม่

๓๖๐ แสดงตนค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิก กรุณาเสียบบัตรแสดงตน เราใช้เสียงเพียง ๑๒๓ เสียงเท่านั้น ในการที่จะรับรองว่าญัตตินี้จะ เป็นการให้ประชุมลับหรือไม่ เป็นการรับรอง ๑ ใน ๔ เป็นไปตามที่ท่านสมาชิกประสงค์ที่จะ ให้ประชุมลับ ต้องใช้เสียง ๑ ใน ๔ นะครับ ๑๒๓ เสียงครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนเพื่อทำการรับรอง)
นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

ท่านประธานคะ ดิฉัน ชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย อยากจะขอให้ท่านประธานช่วยรอเพื่อนสมาชิกนิดหนึ่งนะคะ มีหลายท่านกำลังประชุม กรรมาธิการกันอยู่ แล้วก็อยากจะรบกวนว่าให้ทางสภาช่วย Check ด้วยว่าแต่ละห้อง ของกรรมาธิการมีเสียงออดดังไปถึงที่นั่นหรือเปล่า ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ขออนุญาตท่านประธาน แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตอย่างนี้ท่านประธาน เมื่อสักครู่ ตอนที่ท่านประธานได้กล่าว ท่านประธานบอกว่าขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุม แต่ว่าบนจอเป็นบอกสมาชิกที่ประสงค์ คือเป็นการให้ลงองค์ประชุมเลย เพราะฉะนั้น ขออนุญาตให้ท่านประธานล้างใหม่อีกสักรอบหนึ่ง เพราะว่ามีการเข้าใจผิดในการฟัง ท่านประธานกับดูจอ ขออนุญาตให้ประธานล้างอีกรอบหนึ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ได้ครับ ไม่ขัดข้องครับ อย่างนั้นขอล้างข้อมูลใหม่ เป็นการแสดงตนเพื่อรับรองว่ามีท่านสมาชิก ที่ประสงค์จะให้เป็นการประชุมลับ ต้องใช้เสียง ๑ ใน ๔ ก็คือ ๑๒๓ คน ดังนั้นล้างข้อมูลใหม่ ตามข้อเสนอของท่านวัชระพล ขาวขำ เสนอให้มีการประชุมลับต้องใช้เสียงของ ท่านสมาชิกที่เห็นด้วยกับการที่จะต้องให้มีการประชุมลับจำนวน ๑ ใน ๔ ของที่ประชุม ๑๒๓ ท่าน ขอเชิญท่านสมาชิกที่เห็นควรจะเสนอให้ประชุมลับใช้สิทธิในการแสดงตน ก่อนครับ🔗

(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนเสียบบัตรแสดงตน)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ในขณะที่ รอการแสดงตน เห็นท่านประยุทธ์ยกมือครับ🔗

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมต้อง กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานต้องระมัดระวังคำถามที่ท่านประธานจะใช้ ท่านประธานถามทีแรกว่ามีผู้รับรอง แล้วครั้งที่ ๒ ท่านบอกเห็นด้วยในการเสนอ แต่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ เป็นจำนวนสมาชิกร้องขอให้ประชุมลับ ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ เพราะฉะนั้นคนที่จะร่วมกันกับท่านวัชระพลนั้น จะเป็นผู้ร่วมกันร้องขอให้มีการประชุมลับ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นโมฆะในการประชุมครับ ท่านประธานครับ กระผมเป็นห่วง🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เมื่อสักครู่ ผมถามชัดเจนแล้วตอนสุดท้ายว่าเป็นสมาชิกที่เห็นด้วย แล้วก็สมาชิกที่เห็นควรให้ มีการประชุมลับร้องขอ ซึ่งจะต้องใช้เสียง ๑ ใน ๔ เมื่อสักครู่นี้ ผมได้ทวนคำถามชัดเจนแล้ว นะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนเพื่อทำการรับรอง)
นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กาญจน์ ตั้งปอง ๐๑๖ แสดงตนครับ🔗

คุณกาญจน์ตั้งปอง ๐๑๖ แสดงตนครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ แสดงตนนะครับ เป็นการประสงค์ให้มีการลงคะแนนลับนะครับ🔗

นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

เห็นชอบครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เห็นชอบ นะครับ ทางเจ้าหน้าที่ติ๊กไว้ด้วยนะครับ ใช้เสียง ๑ ใน ๔ ก็ ๑๒๓ นะครับ🔗

นายไชยชนก ชิดชอบ บุรีรัมย์

ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือ สักนิดหนึ่งได้ไหมครับ ก่อนที่จะมีข้อสรุป ผม ชัยชนก ชิดชอบ ครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านไชยชนก ครับ🔗

นายไชยชนก ชิดชอบ บุรีรัมย์

ผมอยากจะขออนุญาตแชร์อีกหนึ่งมุมมอง ไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายรัฐบาลในเรื่องของการพิจารณาประเด็นนี้ อย่างที่พวกเราทุกคน ได้มีการพูดกัน แน่นอนมีเรื่องประเด็นของความมั่นคง แล้วก็ที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้พูดว่าจริง ๆ มันเลยเรื่องของความมั่นคงไปแล้ว หรือว่าผลกระทบเลยจุดนั้นไปแล้ว อันนี้ก็แล้วแต่ แต่ละท่านจะพิจารณา แต่ว่าในอีกมุมหนึ่ง สำหรับผม ความมั่นคง ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ในวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิด ความไม่มั่นคงภายในประเทศเช่นกัน พี่น้องประชาชนมีความวิตกกังวลว่าเราจะเดินไป ในทิศทางไหน ไม่ว่าเรื่องราวความเป็นมาของ MOU ในตอนเริ่มต้น เรื่องผลประโยชน์ หรืออะไรก็แล้วแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบันจะเป็นอย่างไร วันนี้ผ่านมา ๒๕ ปี เราปฏิเสธไม่ได้ ว่าทุก ๆ ครั้งที่เคยเกิดปัญหาระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดเสียเนื้อ การเสียดินแดน หรือความเป็นไปได้ที่จะเสียน่านทะเลและทรัพยากรใต้ทะเล หัวใจหรือ ใจกลางของมันอยู่ที่ MOU ๔๓ MOU ๔๔ ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นความกังวลของพี่น้อง ประชาชนในประเทศก็มี มันก็มีมุมนี้เหมือนกันที่อยากให้พวกท่านลองพิจารณาว่า หากเราสามารถพูดคุยกันเรื่องนี้ ให้พี่น้องประชาชนรู้สึกสบายใจมากขึ้นก็มีผลบวกเช่นกัน ก็อยากจะฝากไว้เท่านี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อยากจะบอกพี่น้องประชาชนที่คอยติดตาม แล้วได้ยื่นหนังสือกับพวกเรา ว่าอย่างไรก็ตามพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าเรื่องนี้จะได้รับ การถ่ายทอดหรือไม่ พวกเราจะไม่ทิ้งพวกท่านแล้วก็จะสู้เต็มที่เพื่ออธิปไตยแล้วก็ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ก็คงฝากไว้ประมาณนี้ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ๒๑๖ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ บวกไว้นะครับ🔗

นางสาวละออง ติยะไพรัช แบบบัญชีรายชื่อ

๒๑๖ นะคะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมขอปิด การออกเสียงลงคะแนนที่จำนวนสมาชิกร้องขอให้ประชุมลับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๘ วรรคหนึ่ง ขอปิดการลงคะแนน แสดงผลครับ จำนวนผู้ร้องขอ เพื่อให้ประชุมลับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ และข้อบังคับ ข้อ ๑๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ต้องใช้เสียงของสมาชิก ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด คือ ๑๒๓ ท่าน ปรากฏว่ามีผู้ที่ลงคะแนนประสงค์ที่จะให้เป็นการประชุมลับทั้งสิ้น ๑๙๖ ท่าน บวก ๒ เป็น ๑๙๘ ท่าน เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ🔗

เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการเป็นการประชุมลับ ผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไป เป็นไปตามข้อบังคับว่าเราตกลงกันอย่างนี้ว่าช่วงที่มีการเสนอญัตตินี้ จะให้เป็นการประชุม ตามปกติ แต่ส่วนที่ท่านสมาชิกจะต้องอภิปรายนั้นจะเริ่มต้นการประชุมลับตอนที่ท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิในการอภิปราย ซึ่งโดยในการประชุมลับนั้น ห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากประธานเท่านั้น และห้ามมิให้ดำเนินการบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นการถ่ายทอดการประชุมลับสู่บุคคลภายนอก โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ วรรคสี่ ดังนั้นจึงขอให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่มีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ออกจากห้องประชุม ต่อไปขอเชิญผู้เสนอญัตติครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านใดครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ ขออนุญาตนำเรียนหารือท่านประธานครับ เกรงว่าเราจะดำเนินการ ผิดพลาดไป เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานได้สอบถามผู้สนับสนุนญัตติที่ให้มีการประชุมลับ โดยต้องการผู้รับรอง ๑๒๓ คน ตามระเบียบ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ครับ เนื่องจากว่าตามข้อบังคับ สมาชิกที่จะต้องร้องขอนั้น ผมได้ถามคำถามชัดเจนว่าท่านสมาชิก ที่ร้องขอให้มีการประชุมลับจะต้องใช้เสียง ๑๒๓ คน คือ ๑ ใน ๔ เพราะฉะนั้นการลงมติ เมื่อสักครู่นี้ก็เป็นการลงมติให้ท่านสมาชิกที่เห็นควรให้มีการประชุมลับนะครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

เข้าใจครับท่านประธาน ฝ่ายที่เสนอ มันมี ๒ ญัตติ ญัตติหนึ่งก็คือให้ประชุมโดยเปิดเผย ซึ่งท่านประธานก็ควรจะถามผู้รับรอง ให้ได้ครบ ๑๒๓ คน ตามเงื่อนไขเช่นเดียวกัน หลังจากที่ได้ผู้เสนอญัตติทั้ง ๒ ฝ่าย มีผู้รับรองครบถ้วน ถูกต้อง ก็จะต้องมาถามอีกครั้งหนึ่งว่าใครเห็นสมควรจะให้ลับ หรือเปิดเผย ซึ่งจะเป็นมติชี้ขาด ขออนุญาตนำเรียนหารือท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ผมทราบในเจตนารมณ์นะครับ เนื่องจากว่าก่อนที่เราจะขอเสียงให้ลงคะแนนว่าจะ ประชุมลับหรือไม่ลับนั้น ผมก็รอท่านสมาชิก เนื่องจากว่ามีความเห็นเป็น ๒ ฝ่าย แต่ว่า ฝ่ายที่บอกให้ประชุมเปิดเผยนั้น ยังไม่ได้เสนอเป็นญัตติ ก็เลยไม่มีการลงมติ ซึ่งผมก็ได้ ถามแล้วว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็เป็นไป ตามระเบียบที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว ก็คือเมื่อสักครู่เราลงมติตามที่มีสมาชิกร้องขอ ตามระเบียบ ๑๒๓ ท่าน ตามข้อบังคับและตามรัฐธรรมนูญแล้ว ผมขออนุญาตดำเนินการต่อไปเลยนะครับ ซึ่งเราจะมีการเสนอญัตติในวาระปกติ หลังจากที่ท่านสมาชิกได้เสนอญัตติครบแล้ว ก็จะเข้าสู่การพิจารณาแบบประชุมลับ เอาตามนี้นะครับ ขอเชิญท่านบุณย์ธิดา🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธาน สักครู่ค่ะ นิดหนึ่งค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

เมื่อสักครู่ที่ท่านประธาน บอกว่าจะเข้าสู่การพิจารณาแบบลับ สรุปแล้วนี่คือเราลับทั้งหมด หรือว่าเฉพาะ ตอนผู้อภิปรายเสนอญัตติคะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่านวัชระพล ขาวขำ ท่านได้เสนอว่าท่านก็ไม่ขัดข้องว่าการประชุมลับตามที่เรา ได้ลงคะแนนไปแล้ว แต่ท่านก็ยังให้สิทธิของท่านสมาชิกผู้เสนอญัตติสามารถที่จะเสนอญัตติ โดยวาจา แล้วก็ญัตติไปตามระเบียบวาระเป็นการเปิดเผยได้ แต่ในช่วงที่สมาชิกอภิปรายนั้น ขอเป็นขั้นตอนของการประชุมลับอย่างนั้นนะครับ ท่านวัชระพลครับ ความจริงแล้ว ผมก็เปิดโอกาสให้ท่านได้คุยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ว่าข้อสรุปเป็นอย่างนี้แล้ว ผมก็จำเป็นที่จะต้อง ปฏิบัติตามมติ ตามข้อตกลงทั้ง ๒ ฝ่าย ด้วยความเห็นใจท่านสมาชิกที่อยากจะให้มีการเปิดเผย นะครับ ผมคิดว่าในเมื่อข้อบังคับ แล้วก็ระเบียบวิธีปฏิบัติกำหนดมาอย่างนี้แล้ว ผมก็ต้อง ทำหน้าที่ในฐานะประธานเป็นไปโดยยึดเอาข้อบังคับแล้วก็รัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง ต้องขออภัยด้วย ถ้าหากว่าอาจจะไม่เป็นที่ถูกใจท่านเท่าไรนัก ขอเชิญท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย เป็นผู้เสนอ เป็นญัตติแรก เชิญครับ🔗

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ต่อกรณีของการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจา ในประเด็นเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ระหว่าง ประเทศไทยและกัมพูชา ในวันนี้ที่ทางพรรคภูมิใจไทยและเพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ พรรค ในวันนี้ได้ยื่นญัตติเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ แน่นอนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงใกล้ ๆ นี้พวกเราทราบ กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น และพวกเราทราบกันดีว่ามีการพูดคุยกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในที่ ของสภาแห่งนี้ ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสื่อ ในโลกออนไลน์มีการพูดคุย อย่างเปิดเผยค่ะ เปิดเผยก็คือไม่ว่าจะเป็นเหตุและผลหรือการสืบเนื่องของปัญหาที่อยู่ ชายแดนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ หรือไม่ ข้อนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการบอกว่าเราสามารถพูดคุยกันเรื่องนี้ในสภามาหลาย ๆ ชุดแล้ว พูดมา ใช้เวลาในระยะเวลามากกว่า ๒๐ ปีแล้ว ตั้งแต่มี MOU นี้เกิดขึ้นมา ทำไมในครั้งนี้เราถึงได้ ยื่นญัตติด่วนเพื่อให้พิจารณา เพื่อให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะท่านประธาน สิ่งที่ตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เรายื่นเรื่องขึ้นมา อยากให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาทุก ๆ ด้านของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ศึกษาเพื่ออะไร ๑. ศึกษาและมีความเห็นของทั้งนักวิชาการ ทั้งฝ่ายกฎหมายในประเทศ ฝ่ายกฎหมายระหว่างประเทศ ตัวแทนพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนเอง หรือกระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง เข้าไปศึกษาในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญ และนำ ผลศึกษานั้นมาให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจในชีวิตของเขาด้วย คำนี้หมายถึงอะไร หมายถึงว่า ทางพรรคภูมิใจไทยของเราเองนั้น เราอยากให้การศึกษา MOU นี้ ให้พี่น้องได้อ่านได้ชัดเจน🔗

แล้วก็สืบเนื่องจากนี่ท่านประธานก็สอดคล้องกับอะไร สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๗๘ ค่ะ เพราะว่าเรื่องของ MOU ๔๓ นั้น หลาย ๆ ท่าน จะบอกว่าเป็นเรื่องการพูดคุยของหลักเขตแดน เป็นการพูดคุยของการวัดพื้นที่ จัดทำแผนที่ ในเชิงของมีสันปันน้ำ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาหนัก ๆ และเป็นปัญหาลึก ๆ ที่โดนลากมาเกี่ยวข้อง ของ MOU ๔๓ คือ MOU ๔๔ ที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงค่ะ นี่เกินกว่าเรื่องของความมั่นคงในประเทศ เรื่องความมั่นคง ระหว่างประเทศ แต่นี่คือผลประโยชน์ เราสามารถบอกได้ว่าตั้งแต่มีการเซ็น MOU ๔๔ ขึ้นมา เรายังไม่เคยมีการประชุมกันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยมีบทสรุปเลยได้แม้แต่ครั้งเดียว ว่าเราจะกั้นเขต เราจะลากเส้นแบบไหน เราจะใช้เส้นมัธยะตัวไหน ประเทศของเราถือแผนที่ ๑ แบบ ทางประเทศกัมพูชาถือแผนที่อีก ๑ แบบ แบบนี้ค่ะท่าน ต่อให้ปีนี้เป็นปี ๒๕๖๙ ผ่านพ้นไปอีกข้างหน้า ๒๐ ปี เราก็คุยกันไม่จบค่ะท่านประธาน เพราะเส้นที่ลากไปนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลค่ะ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งที่ดิฉันพูดต่อไปนี้ อย่างที่บอกค่ะ ทำไมถึงเกี่ยวข้อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๗๘ เพราะเรายืนยันว่า MOU ฉบับที่ ๔๔ นั้นยังไม่ได้มี การตกลงอะไรกันแม้แต่อย่างเดียว ยังไม่ได้มีการคุยกันแม้แต่อย่างเดียวว่าจะเดินหน้าจะถอย หลังอย่างไร ไม่ต้องไปเล่าถึงที่มาหรอกว่าที่มาใช้ระยะเวลาสั้นขนาดไหนในการเซ็น MOU ฉบับนี้ขึ้นมา แต่เราจะบอกว่าในขณะนี้เราอยากให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมและมีสิทธิ ตัดสินใจในชีวิตของเขาด้วยในปัจจุบันและอนาคต รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ บอกไว้อย่างนี้ ค่ะ ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงบอกว่าเราอยากให้พี่น้องประชาชนทำประชามติเพื่อตัดสินใจ เพราะมีข้อนี้อยู่ค่ะ หนังสือสัญญาอื่น ในมาตรา ๑๗๘ วรรคสาม หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่าง กว้างขวางตามวรรคสอง ได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วมหรือการ ให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ นี่ค่ะ คำนี้ต่อไปนี่ละค่ะ หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิใน ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน นี่ค่ะท่านประธานแล้วมันก็ต่อเนื่องมาที่วรรคถัดมา วรรคสี่บอกว่าให้มีกฎหมายกำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็น อันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาตาม วรรคสาม นี่ค่ะท่านประธาน นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เขียนเอาไว้ ไม่ต้องย้อนไปถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ค่ะ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คือ ที่เกิดขึ้นมาในมาตรา ๒๔๔ อาจจะ เขียนไม่ชัด แต่ลักษณะเดียวกันและใกล้เคียงกัน แน่นอนค่ะท่านประธาน เราอยากให้เห็น เรา อยากให้ชัดเจน ถามว่าช่วงสัปดาห์ที่เกิดเหตุความไม่สงบในบริเวณชายแดน ดิฉันอยู่จังหวัด อุบลราชธานี เพื่อนสมาชิกดิฉันหลายคนอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ที่มีการปะทะกัน พวกเรา ขลุกอยู่ตรงนั้น ๒-๓ สัปดาห์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ แน่นอนเพื่อนสมาชิก หลายท่านลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าอยากให้ประชุมลับ เพราะด้วยความเป็นห่วง ห่วงอะไร ห่วง ว่าอารมณ์จะพาไป ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่าทำไมถึงบอกว่าอารมณ์จะพาไป เพราะพวกเราขลุกอยู่ ในพื้นที่มากกว่า ๒ สัปดาห์ เราเข้าใจอารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณนั้น เราเข้าใจ อารมณ์และความรู้สึก เข้าใจอารมณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพวกเขา แต่แน่นอน เมื่อวันที่เรา กลับมาทำหน้าที่ประชุม กลับมาทำหน้าที่ที่กรุงเทพมหานคร เราก็รับรู้ได้อีกเช่นกันค่ะว่า ความรู้สึกไม่เท่ากันค่ะ คนที่อยู่ตรงที่เกิดเหตุกับคนที่ติดตามสถานการณ์ผ่านหน้าจอ TV การไปเห็นหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง ผ่านกับตาตัวเอง การไปลงอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาของ เพื่อน ๆ สมาชิกของพรรคภูมิใจไทยหลายคน ทำให้เราได้รู้ว่าพี่น้องประชาชน หลังจาก ที่เกิดเหตุมา เขาไม่มีความไว้วางใจในการอยู่อาศัย ในการทำมาหากิน ในการดำเนินชีวิต ต่อไปอีกทั้งปัจจุบันและในอนาคตต่อไปเพราะอะไรคะ เมื่อวานดิฉันก็ได้มีการให้สัมภาษณ์ไป ในประเด็นของญัตติเรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ ทำไมมันถึงเกี่ยวข้องกับชีวิตพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ คนเราเวลาเราอยากใช้ชีวิต เราก็อยากใช้ชีวิตที่เห็นความมั่นคงต่อไปจนถึง รุ่นลูกรุ่นหลาน ถามว่าในขณะนี้หน่วยงานราชการของเราเองก็ยังมีความเห็นแย้งในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เรื่องของแผนที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขตแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีการ วัดระยะ สิ่งที่เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ท่านไชยชนกท่านได้พูดไว้ ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ท่านก็บอกว่า การที่จะนำไปสู่การยกเลิก MOU ๔๓ MOU ๔๔ นั้น ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เราเสนอ เรื่องขึ้นมาในสภาและให้พวกเราโหวตกันค่ะ ไม่พอค่ะท่านประธาน จะให้พวกเราทั้งหมด ๔๙๒ คน ลงมาโหวตที่เป็นผลกระทบกับพี่น้องประชาชนทั้งหมด ๖๗ ล้านคนทั้งประเทศ เป็นไปไม่ได้ค่ะสิ่งที่จะชอบธรรมที่สุดก็คืออย่างน้อย ๆ ๑. เราตั้งกรรมาธิการในวันนี้ไปศึกษา ไปพิจารณาเราเสนอเลย กรรมาธิการท่านไหนที่มีความรู้ด้านไหน แต่ดิฉันพูดไปก่อนหน้านี้ แล้วให้เข้ามาพิจารณาและให้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินใจในประเด็นนี้ และอย่างที่บอก ท่านไชยชนกบอกไว้แล้วว่าถึงแม้ว่าเราเสนอยกเลิก MOU ๔๓ MOU ๔๔ ไปก็จริง แต่ไม่ได้ หมายความว่าเราจะล้างทุกสิ่งทุกอย่างออกไปทั้งหมด แน่นอนค่ะ เรายังมีเนื้อหาที่เราใช้ได้ เรายังมีในส่วนที่เรายังเคารพที่อยู่ในเนื้อหาขั้นตอนทั้งหมดของ MOU ๔๓ MOU ๔๔ เช่น อะไรบ้าง เช่นเรื่องนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตอ่านเพื่อไม่ให้ผิด คือสิ่งที่เราควรจะ รักษาเอาไว้ หรือสิ่งที่เราควรจะมีต่อเพื่อไปต่อยอดในการพูดคุยกันในอนาคต เช่นเรื่อง อะไรบ้าง อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ในเรื่องของการแก้ไขบทเพิ่มเติมแห่ง สนธิสัญญา ที่ลงวันที่ ๓ ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ หรือถ้าพวกเราที่ชอบประวัติศาสตร์ สนใจประวัติศาสตร์ ร.ศ. ๑๑๒ เราคุ้นดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา เราได้ลงนาม สนธิสัญญาด้วยสภาวการณ์ที่เราเสียเปรียบ ร.ศ. ๑๑๒ เกิดอะไรขึ้นบ้าง จะยาวไปกว่านี้ค่ะ ขณะนี้เป็นการถ่ายทอดสดด้วย ท่านที่สนใจท่านสามารถกดเข้าไปดูได้ว่าประเทศของเรา เกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น และต่อจากนี้เป็นเรื่องของว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อ ๑๓ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก ที่ ๑๒๒ ก็คือตอนที่ คริสต์ศักราช ๑๙๐๔ หรือ ๑๙๐๔ อันนี้คือฉบับแรกที่เราบอกว่าได้ค่ะ เราไม่มีปัญหา เราสามารถคงไว้ได้ เพื่ออะไร เพื่อเป็นการคุยกันต่อไป🔗

อันที่ ๒ สนธิสัญญาฉบับที่ ๒ ก็คือระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องของพิธีสาร ว่าด้วยการปักปันเขตแดน ฉบับวันที่ ๒๓ มีนาคม หรือปี ๑๙๐๗ ค่ะ ก็บอกได้เลยค่ะ ว่าทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่ว่าจะเป็นปีของฉบับปีที่เราเซ็นไว้ สนธิสัญญาและอนุสัญญาในปี ๑๙๐๔ และปี ๑๙๐๗ นั้น เรายังใช้ประโยชน์ตรงนี้ได้ เราก็ใช้ต่อ เราไม่ได้บอกว่าสภาจะเสนอ ให้ล้างทั้งหมด เราบอกว่าเราอยากศึกษา อยากหาข้อมูล เพื่ออะไร เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้ตัดสินใจในชีวิตของเขาด้วย ให้เขาได้รู้ลึก ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในขณะนี้ถึงแม้ว่า สภาเรา ถ้าวันนี้ไม่ได้พิจารณาหรือพิจารณาแล้วจะเป็นลับต่อไป เขาก็ยังได้ฟัง ฟังจากไหนคะ ท่านประธาน ใน TV ค่ะ รายการ TV ต่าง ๆ ใน YouTube ในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ มีการพูดคุยเรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ นี้มาตลอด นับตั้งแต่วันที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรง ที่บริเวณ ๔ จังหวัดชายแดน ท่านประธานคะ ต่อให้สภานี้จะบอกว่าหลังจากนี้ เราจะประชุมลับ อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านก็ไปปิดปากสื่อข้างนอกไม่ได้หรอกค่ะ เพราะสื่อข้างนอกเขาก็ยังได้มี การพูดคุยกัน หยิบยกประเด็น ดีไม่ดีเรื่องบางเรื่อง ลึกมากกว่าที่เราพูดกันด้วยซ้ำ ลึกแล้วก็ เสริมความเห็นที่เป็นส่วนตัวเข้าไป ท่านประธานคะ MOU ๔๓ หลาย ๆ ท่านก็บอกไว้แล้วว่า มันมีบางส่วนที่ทางไทยเราเองก็อยากจะให้มีการแก้ไข แล้วมันก็มีบางส่วน เราเองนี่ล่ะที่ทาง ประเทศกัมพูชาเองก็มองว่าอาจจะเป็นปัญหาด้วย แต่ถามว่าในขณะนี้ทำไมเราประเทศไทย ราชอาณาจักรไทยของเรายังยึดถือ ยึดมั่น ถือกฎ ถือเกณฑ์ ถือระเบียบ ถือข้อตกลงอยู่ฝ่าย เดียวล่ะคะ อันนี้ดิฉันพูดได้นะคะ เพราะว่าราชการไทยเอง ได้ออกมาประกาศเองว่าได้มีการ ละเมิดข้อตกลง MOU ๔๓ มาตลอดระยะเวลา นับตั้งแต่การเซ็นมามากกว่า ๖๐๐ ครั้ง มากกว่า ๖๐๐ ครั้งนี้ตั้งแต่ก่อนการปะทะนะคะ ถ้านับตั้งแต่การปะทะมาดิฉันว่าอาจจะ มากกว่า ๑,๐๐๐ ครั้งไปแล้วด้วยซ้ำ และแน่นอนค่ะท่านประธานเกือบ ๑,๐๐๐ ครั้ง ดิฉันนับ ได้ว่าเป็น ๑,๐๐๐ ครั้ง ไม่ใช่เราเป็นคนละเมิดนะคะ แล้วทำไมเราถึงอยากจะไปยึดในสิ่งที่มี การละเมิดอยู่ตลอดเวลา ทำไมเราไม่คิดตั้งต้นคะ ตั้งต้นว่าอะไร ๑. ข้อแรกที่ไม่ว่าจะเป็น หน่วยเจรจาหน่วยไหนก็ตามแต่ จะต้องคิดค่ะ การรักษาอธิปไตยของชาติเรา คือเรื่องที่ สำคัญที่สุด ข้อแรก การรักษาเขตดินแดน การรักษาแผ่นดินของเรา การรักษาเขตแดนเพื่อให้พี่น้อง ประชาชนของเราได้อยู่อย่างถูกต้อง นั่นคือเรื่องแรกค่ะ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันที่เกิดเหตุ ๒๔ กรกฎาคม สภาแห่งนี้มีการประชุมลับ ประชุมลับเพื่อคุยกันเรื่องการปะทะกัน ของเขตชายแดน วันนั้นวันแรกเลย เสียงปืนอาจจะยังดังไม่หลายนัด แต่หลังจากนั้นต้องบอก ว่านับไม่ถ้วน เมื่อกลายเป็นว่ามีว่านับไม่ถ้วนแล้ว วันนี้ทุกคนรับรู้ แต่อย่างน้อย ๆ เราอยาก ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้อย่างหนังสือที่เป็นทางการค่ะ เราไม่อยากให้พี่น้องประชาชนได้ เกิดความสับสนว่าวันนี้ ทางฝ่ายความมั่นคงได้ยึดแนวเจรจาอีกแบบหนึ่ง ทางฝ่ายกระทรวง การต่างประเทศ ผู้มีหน้าที่เจรจาในเรื่องด้านความสัมพันธ์ต่าง ๆ กับทุกประเทศทั่วโลกนี้ ที่ไทยเรามีความสัมพันธ์ด้วยนั้น ยึดอีกแบบหนึ่ง พี่น้องประชาชนสับสนค่ะ เราอย่าลืมนะคะ ว่าบ้านพี่น้องประชาชนหลายคนอยู่ห่างจากเขตรั้วเขตแดนไม่ถึง ๑ กิโลเมตรนะคะ ท่านประธาน ๑ กิโลเมตรในทางกายภาพ เราเดินไปไกลค่ะ แต่ถ้ามองจากแผนที่ มันเล็กนิดเดียว เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่กลับมาพิจารณาตัวนี้ใหม่ MOU นั้น ไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลค่ะ เป็นการทำความเข้าใจกันระหว่าง ๒ ประเทศในเรื่องต่าง ๆ และมันเห็นได้ชัดค่ะ วันนี้เราไม่เข้าใจกันแล้วค่ะ พอเราไม่เข้าใจกันแล้ว ทำไมกลายเป็นเรา ฝ่ายเดียวที่ยังกอดเอาไว้อยู่ ทำไมยังเป็นเราฝ่ายเดียวที่ยังจะบอกว่ายึดเอาไว้ เพื่อที่จะไปนั่ง โต๊ะเจรจากันอีกในอนาคต อันนี้พูดเรื่องแค่เรื่อง MOU ๔๓ นะคะเรื่องเจรจาในอนาคต เรื่อง MOU ๔๔ ไม่ต้องพูดถึง เพราะเราไม่เคยคุยกันสักรอบเลย คุยกันไม่ได้เลยค่ะ แล้วสำคัญที่สุด MOU ๔๔ ง่ายที่สุดเลยค่ะ MOU ๔๔ นั้น ถ้าในอนาคตมีการประชุมร่วม เพื่อคุยกันประเด็นนี้อีกรอบหนึ่ง ง่ายที่สุดไม่ต้องใช้สภาเลยด้วยซ้ำ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในวรรคห้า ถ้ามันมีปัญหาใช้คำนี้นะคะ เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณี ตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ ท่านประธานคะ วรรคนี้นี่สั้นที่สุดเลยนะคะ สั้นที่สุดเลย ที่คณะรัฐมนตรีสามารถจะใช้ ช่องทางนี้ในการให้พิจารณาได้เลยว่า MOU ที่เราเซ็นไปที่เราจะคุยกันต่อไปในอนาคต มันเข้าไหมในวรรคสาม วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ แล้วใช้เวลาสั้นมาก รัฐธรรมนูญ เขาตีกรอบไว้เลยว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาภายใน ๓๐ วัน ทำไมท่านไม่ใช้ข้อนี้คะ นับตั้งแต่การปะทะกันมาจนถึงวันนี้ หลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ กูรูที่พูดกันในหน้า TV ค่ะ อาจจะบอกว่าปะทะกันในโซน MOU ๔๓ เพื่อหวังต่อยอดไป ในเรื่องของ MOU ๔๔ นี่ ก็น่าเป็นห่วง น่าเป็นห่วงว่าเราจะทำให้ทุกคนเข้าใจกันแบบนั้นโดยไม่คิดจะค้นคว้าหาคำตอบ เลยหรือคะ ว่าทำไมข้อพิพาทเรื่อง MOU ๔๔ มันถึงรุนแรงมาก ทำไมข้อพิพาทเรื่อง MOU ๔๔ มันถึงมีการพูดคุยกันมากว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องอธิปไตย ไม่ใช่เรื่องเขตแดน ไม่ใช่เรื่องการลากเส้น จะผ่าตรงกลางเกาะกูด หรือเว้าให้เกาะกูด หรือผ่าไปเลย หรือจะผ่าระหว่างตรงกลางเกาะกูด หรือเกาะกง เรื่องนั้นแทบจะเป็น เรื่องรองด้วยซ้ำ เพราะทั้งหมดท่านเปิดช่องไหนก็เจอ กด YouTube ที่พูดเรื่องนี้ ช่องไหน ก็พูดเรื่องเดียวกัน ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่กลางอ่าวไทย แล้วทำไม ผู้ที่จะมีหน้าที่ตั้งต้น ไปเจรจา เราอย่าพูดเรื่องคำว่าความสัมพันธ์เลยค่ะ เราต้องคิดไว้ในใจ ฝังอยู่ในใจของเรา เราคือคนไทย ไม่ว่าเราจะเจรจาอะไรก็ตามแต่ ประเทศเราต้องเป็นหลัก ราชอาณาจักรไทย ของเราต้องได้ประโยชน์ นี่คือสิ่งที่เป็นหลัก สิ่งที่ถูกต้อง มิใช่เพียงแต่บอกว่าเรามีหน้าที่เจรจา แล้วก็ไปเจรจาตามหน้ากระดาษที่ต้องไปคุยกัน วันนี้เดี๋ยวนัดประชุมเรื่องนี้ก็คุยกันแค่เรื่องนี้ วันพรุ่งนี้นัดประชุมอีกเรื่องหนึ่งก็คุยกันอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ค่ะ อันนี้เราไม่ใช่คุยกัน เรื่องระหว่างกรม ระหว่างกระทรวงค่ะ เป็นการคุยกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศไทย วันนี้ทำไมพรรคภูมิใจไทยหลายท่านถึงไม่อยากให้ประชุมลับหลังจากนี้ เพราะเรา อยากเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นอย่างไร ถูกต้องไหม ใช่ไหม เนื้อหาที่เขาพูดกันในโลกออนไลน์ต่าง ๆ นานา มันถูกหรือเปล่า วันนี้สมาชิกทุกท่านที่อภิปราย เรารับผิดชอบในคำพูดของเราทุกคนอยู่แล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไร เกิดขึ้นอีก แน่นอนว่าการปะทะกันเป็นสิ่งที่พวกเรารับไม่ได้ และหลายคนรับไม่ได้ แต่ถามว่า ทุกวันนี้ ผู้ที่โดนกระทำมีแต่คนไทยใช่ไหมคะ มีแต่ทหารไทยที่โดนใช่ไหมคะ แล้วก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะใหญ่ ไม่ใช่แค่ทหาร พี่น้องประชาชน ชาวบ้าน ท่านประธานไป เลือกก็ได้ค่ะ หมู่บ้านไหนก็ได้ที่อยู่ติดชายแดน จะต้องมีอย่างน้อย ๑ คน หรือ ๒ คน ที่เดินมาแล้วใส่ขาเทียม ในกรณีที่เขาเสียแค่เท้าหรือเสียแค่ขา เราไม่ได้พูดถึงในกรณี ที่เสียชีวิต ก่อนหน้านี้มีแบบนี้มากมาย แต่ถามว่าในอนาคตนั้น เรายังอยากให้มีเหตุการณ์ แบบนี้อีกหรือไม่ คนที่เขาเฝ้าปกปักรักษาเขตแดนของประเทศ ถามว่าวันนี้เขาเหนื่อยล้า ขนาดไหน เขาอยากได้ความชัดเจน ไม่มีใครไปอยากอยู่ตรงนั้นทั้งชีวิต จนกว่าจะเกษียณ หรอกค่ะ การรักษาดินแดนของประเทศวันหนึ่งต้องมีการคุยกันค่ะ แต่คุยอย่างไร ที่ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด ท่านที่มีหน้าที่ไปคุย ท่านไม่ใช่คนกลางนะคะ ท่านคือ คนของประเทศไทย ท่านจะยึดเอา แล้วท่านบอกว่าต้องเอาไว้ก่อนนะ เราจะได้มีการคุยกัน ต่อในอนาคต มันได้หรือคะท่านประธาน ได้อยู่แล้ว ได้เพราะอะไร ได้เพราะท่านเตรียม เอกสารอยู่กรุงเทพฯ ค่ะ ท่านรับหนังสือนัดประชุมที่กรุงเทพฯ วันใดที่ Office ท่าน🔗

ท่านประธานคะ ญัตติในวันนี้พวกเราภูมิใจไทยเราหวังมาก หวังว่าอะไร ๑. หวังว่าจะคลี่คลายอะไรหลายหลายอย่างที่เป็นความคลางแคลงใจของพี่น้องประชาชน เราหวังว่าวันนี้เราจะได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อหาทั้งข้อดี หาทั้งข้อเสีย ทำไมเราถึง กล้าพูดว่าต้องหาทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุกอย่างไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซ็นต์ และทุกอย่างไม่ได้มี อะไรเสียร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่เราต้องการให้มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นข้อดีและข้อเสีย ของ MOU ๔๓ ให้พี่น้องประชาชนได้มีสิทธิตัดสินใจในขณะนี้ ที่เขาอาศัยอยู่บริเวณ ย้ายไปอยู่ติดขอบชายแดน ท่านอาจจะมีความคิดอีกแบบหนึ่งว่าทำไมถึงอยากให้เจรจาให้ดี ที่สุด ต้องใช้คำว่าดีที่สุดนะคะ ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ขอบชายแดนทั้งหมด ถามว่า ทุกวันนี้พวกเรากินอิ่มนอนหลับกันไหมคะ ไม่ค่ะ พวกเราภูมิใจไทยทุก ๆ คน เขตบ้านของ พวกเราอยู่ใกล้ชายแดนกันหมดค่ะ ดูข่าวแต่ละที อ่านข่าวแต่ละที เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ววันนี้ ลูกหลานของคนที่เรารู้จัก ลูกหลานของพี่น้องเราคนไหนจะสูญเสียขา จะเหยียบกับระเบิด หรือจะเสียชีวิตจากการปะทะ เราต้องการหยุดเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดค่ะ แต่การยุติเรื่องนี้ให้เร็ว ที่สุดนั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ อยากให้ท่านพึงระลึกอยู่ในใจค่ะ ท่านคือ Team Thailand ค่ะ ท่านคือ Team ประเทศไทย เราคนไทย พูดภาษาไทย ในการเจรจาจะเป็นแบบไหนก็ตามแต่ อยากให้ยึดว่าประเทศของเราคือหลัก ทุกคนยึดเอา ผลประโยชน์ของประเทศตัวเองเป็นหลักทั้งนั้นค่ะ ท่านไปคุยกับเขา เขาก็อยากยึดประเทศ ของเขาเป็นหลัก เราเองก็เหมือนกัน แล้วยิ่งสำคัญที่สุด เมื่อมาพูดถึงเรื่อง MOU ๔๔ แล้ว การเจรจานี้ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง แล้วทำไมเรายังจะยึดเรื่อง MOU ๔๔ นี้เอาไว้คะ ไม่ใช่ว่า ในอดีตจะไม่มีใครเคยมีความพยายามจะยกเลิกนะคะ มีนะคะ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะคะ ท่านก็พยายามจะมีการยื่นยกเลิก เรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ นี้เช่นกัน แต่แน่นอน อาจจะชัดเจนในประเด็นของ MOU ๔๔ ที่ต้องการยกเลิก ถามว่าจนถึงปัจจุบันนี้ ลากมา ๑๐ กว่าปีแล้วค่ะท่านประธาน ทำไมเรา ไม่ถึงจุดนั้นสักทีคะ ในเมื่อมันเห็นได้ชัดว่า ๑. คุยกันไม่รู้เรื่อง และ ๒. สิ่งที่อยู่ตรงนั้น คือผลประโยชน์ล้วน ๆ ถามว่าผลประโยชน์ ถ้ามันดีกับประเทศและเข้ากับประเทศเรา ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม โดยที่ไม่ต้องแบ่งให้ใคร โดยที่ต้องไม่มีใครมามุบมิบหรือลับ ๆ ล่อ ๆ ต่อจากนี้ แบบนี้เรารับได้ค่ะ ถ้าท่านจะคุยแล้วเราได้ ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ในขณะนี้ มันเห็นได้ชัดว่าพี่น้องประชาชนคนไทยหลายคนรับไม่ได้และอยากให้สภาชุดนี้ อยากให้ ครม. ชุดนี้ได้เปิดโอกาสค่ะ เปิดโอกาสนำผลการพิจารณาในเรื่อง MOU ๔๓ MOU ๔๔ เปิดให้พี่น้องได้รับทราบว่า ถ้าวันนี้เราได้ตั้งกรรมาธิการให้เขารับทราบและให้เขาได้ตัดสินใจในอนาคต มันจะเป็นการดี ที่สุด ดีที่สุดสำหรับพวกเขาทุกคน เราอยู่ตรงนี้ เราอยู่ไกลจากชายแดนค่ะ แต่ก็ไม่ได้ไกล ถึงขั้นเราจะไม่ทราบเรื่องอะไร ในวันนี้ถ้าเทียบกันเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีโลกออนไลน์ การสืบค้นข้อมูลเป็นไปได้ยาก การรับฟังข่าวสารเป็นไปได้ยาก ปัจจุบันนี้ ปิดไม่ได้สักมุมแล้วค่ะ ต่อให้วันนี้หลังจากนี้ ผู้เสนอญัตติมีแค่ทั้งหมด ๔ ท่าน พูดเสร็จแล้วปุ๊บ หน้าจอสภาจะกลายเป็นว่าประชุมลับ พี่น้องประชาชนจะไม่ได้รับฟังอะไรอีกแล้ว แต่อย่างน้อย ๆ ผลของการประชุมของวันนี้ พวกเราพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดที่นั่งตรงนี้ เราหวังว่าให้ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในที่นี้ได้ร่วมแรงร่วมใจตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณา ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่เราตัดสินค่ะ เผยแพร่ให้พี่น้องอ่านและจัดทำประชามติ ให้เขาได้ตัดสินใจ และนำประชามตินั้นไปพูดคุยต่อค่ะ ไม่สายหรอกค่ะ เราคุยกันเรื่องนี้ มานานแล้ว ๒๔-๒๕ ปีแล้ว ก็ไม่เคยไปถึงไหนเลย วนเวียนอยู่ตรงนี้ จนกระทั่งวันนี้ มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดขึ้น อย่าให้อะไรหลาย ๆ อย่างเป็นความคลุมเครือค่ะ พี่น้อง ประชาชนที่อยู่ขอบชายแดนจำนวนเป็นสิบ ๆ ล้านท่าน เขาต้องการมีอนาคตของเขาในที่ดิน ของเขา ที่อยู่ในประเทศไทยต่อไปค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ก่อนอื่นขออนุญาตครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะอาจารย์และนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนโยธินบูรณะ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จำนวน ๔๕ ท่าน เข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สภายินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปญัตติที่ ๒ เชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เชิญครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นผู้เสนอญัตติ เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา พิจารณาศึกษาในส่วนของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนที่ผมจะลงเนื้อหาในรายละเอียดระดับหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าวันนี้มีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน ที่จะมาลงรายละเอียดทั้งในเรื่องของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ มากกว่าผม ผมอยากจะชวนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิก ทุกท่านออกมาถอยดูในภาพใหญ่ว่าวันนี้ที่เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสนับสนุนในเรื่องของ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อน เพื่ออะไร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ เพื่อนสมาชิกมีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในกรณีที่บอกว่า MOU ที่ผ่านมาเป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพหรือไม่ แก้ปัญหาแล้วไม่จบหรือเปล่า รวมถึงว่า จะแก้ไข MOU หรือจะพิจารณายกเลิก MOU มีข้อคิดเห็นแตกต่างหลากหลายแน่นอนครับ รวมถึงในเรื่องการใช้กลไกอื่น ๆ ที่จะช่วยการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ผมเชื่ออย่างนี้ครับท่านประธาน วันนี้เพื่อนสมาชิกของพวกเราทั้ง ๕๐๐ คน ที่มาร่วม ประชุมกัน หลายท่านจะลุกขึ้นมาอภิปราย หลายท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งเรื่องการต่างประเทศ ทั้งเรื่องความมั่นคง ทั้งเป็นตัวแทนของ สส. ในพื้นที่ วันนี้ ถ้าเราหารือกันอย่างเต็มที่จนได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าข้อสรุปนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วเราส่งผลการศึกษานี้ให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบันใน การไปแก้ไขปัญหา ผมก็เชื่อว่าปัญหาไม่จบครับ ถึงแม้จะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับ ประเทศไทยผมย้ำอีก ๑ ครั้ง แต่ถ้ายื่นข้อเสนอนี้ให้กับรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไขปัญหา ปัญหาก็ไม่จบ ที่ผมนำเรียนแบบนี้เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีต้นตอมาจากรัฐบาลชุด ปัจจุบัน เริ่มต้นที่ตัวผู้นำประเทศ ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาปัจจุบันที่ทำให้พลเรือน ไทยและทหารของไทยต้องเสียชีวิตหลายสิบคน มีผู้บาดเจ็บนับร้อย มีผู้อพยพนับแสน ประชาชนในปัจจุบันระหว่าง ๒ ประเทศ เริ่มมีความขัดแย้งกันระหว่างประชาชน ทั้ง ๆ ที่ ก่อนหน้านี้ประชาชนที่เขาอยู่อาศัยในเขตตามแนวชายแดน เขาหากิน ไปมาหาสู่กันได้ ความขัดแย้งระหว่างประชาชน ๒ ประเทศ เกิดขึ้นเพราะตัวผู้นำประเทศครับท่านประธาน ดังนั้นผมถึงอยากเน้นย้ำความสำคัญอีก ๑ ครั้ง วันนี้นอกจากเรามาหารือว่าอะไรที่จะเป็น ทิศทางที่เดินไป ที่ดีกว่าของประเทศไทย เราจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกลไกระหว่างประเทศ กลไกความมั่นคง กลไกระหว่างประชาชนต่าง ๆ ได้ ข้อสรุปแล้ว ยังไม่มีความสำคัญเท่ากับการที่เราจะยื่นผลการศึกษานี้ให้ใครเป็นคนทำ สำหรับ ผมครับท่านประธานสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของความชอบธรรมของรัฐบาล ที่หมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลไทยในการเข้าไปเจรจาแก้ไข ถ้าหาก รัฐบาลขาดความชอบธรรม ถึงแม้ผลการศึกษาจะดีแค่ไหน รัฐบาลเดินหน้าตามผลการศึกษา ของสภาแบบนั้น แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ เวทีต่างประเทศไม่ให้ความเคารพ นับถือรัฐบาลไทย ปัญหาจะได้รับการแก้ไขไหมครับ ผมตั้งคำถามนี้เพื่อชวนท่านสมาชิก ทุกท่านร่วมกัน อยากให้สนับสนุนในเรื่องของการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อน ศึกษาเพื่ออะไรครับ ศึกษาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและส่งต่อไปยังรัฐบาล ชุดหน้าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา🔗

วันนี้ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านพิจารณาในกรอบภาพกว้าง มากกว่า ในเรื่องของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ สาเหตุที่ผมบอกอย่างนี้ เพราะไม่ว่าเราจะตัดสินใจทางใด ทางหนึ่งย่อมมีเรียนด้านกลับเสมอ ผมเข้าใจดีในเรื่องข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกบางส่วนครับ ที่บอกว่ากลไกของ MOU ที่ผ่านมา เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาละเมิด MOU หลายร้อยครั้ง แล้วเราจะมี MOU ไปเพื่ออะไร ทำไมเราไม่แก้ปัญหาให้จบ ๆ ไป แต่ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่ากรอบของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ที่เราร่วมจัดทำกับกัมพูชา มาตลอดกว่า ๒๐ ปี ช่วยทำให้เราเดินหน้าการปักปันเขตแดนไปแล้ว ๗๔ หลักหมุดเขตแดน ด้วยกัน ผมเข้าใจดีว่ากระบวนการในปัจจุบัน มันติดขัดข้อปัญหาอย่างไร ซึ่งเราต้องพิจารณา ศึกษาในการลงไปแก้ไขหรือจะมีการยกเลิกข้อตกลงอะไรบางส่วนว่าไปเป็นในเรื่องของ การศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญ แต่ถ้าหากเรารื้อกระบวนการทั้งหมดนี้ อย่าลืมพิจารณา ในเรื่องของผลกระทบอีกหนึ่งด้านด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสมาชิกท่านใด ที่จะอยู่ฝั่งใดก็ตาม จะให้ยกเลิก จะให้แก้ไข จะให้เดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อแบบเดียวกันกับที่ท่าน สส. แนน ขออนุญาตเอ่ยนามที่ลุกขึ้นมา อภิปรายเมื่อสักครู่ พวกเราทุกคนล้วนมีโจทย์เดียวกันครับ ทำอย่างไรให้ประเทศไทย ได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากที่สุดเพื่อคนไทยทุกคน ดังนั้นในเรื่องของ ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของเพื่อนสมาชิกในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย ที่เราจะต้องรีบเร่ง รีบร้อนที่จะส่งข้อสรุปนี้ไปยังรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้ดำเนินการ แก้ไขในวันนี้ จึงเป็นที่มาที่วันนี้ผมอยากจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกคนเห็นด้วยกับญัตติ ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อนอย่างรอบด้าน ซึ่งกรอบในการศึกษา ของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ผมคิดว่ามี ๔ ประการใหญ่ ๆ ด้วยกันครับ🔗

ประการแรก กรอบของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ควรจะต้องมีการศึกษา ในเรื่องของผลกระทบ กฎหมายระหว่างประเทศและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวที ระหว่างประเทศ🔗

ข้อที่ ๒ ก็คือศึกษาในเรื่องของผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกระบวนการ ทวิภาคีในการเจรจาการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา🔗

ส่วนที่ ๓ ถ้ากรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะศึกษาในเรื่องของการยกเลิก ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะมีกลไกใด ๆ ที่จะมาแทนที่ในเรื่องของการเจรจาระหว่าง ไทยกับกัมพูชา ในระหว่างที่เราอาจจะยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่🔗

สุดท้ายก็คือในเรื่องของการบริหารจัดการความมั่นคงชายแดน ระหว่าง ๒ ประเทศ ในระหว่างที่มีสภาวะช่องว่างที่เราขาดกลไกในการเดินหน้าในการปักปันเขตแดน ทั้ง ๒ ประเทศ ทั้งในเรื่องกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องกลไกที่จะเดินหน้า การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาและความเสี่ยงทางด้านมั่นคงต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ จะต้องศึกษาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ท่านประธานครับ ในเรื่องของสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะต้องมาศึกษา นอกจาก ๓-๔ ข้อที่ผมได้บอก ไปแล้ว อีก ๑ อย่างที่ผมอยากจะฝากไว้ถ้าหากว่ามีการลงมติในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาศึกษาจริง ผมอยากให้ทุกท่านใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ศึกษาแนวทาง การแก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนที่เกิดขึ้นระหว่าง ๒ ประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ที่ผมนำเรียนแบบนี้ เพราะอะไรครับ ปฏิเสธไม่ได้ที่ผมได้นำเรียนไปตั้งแต่ตอนต้นว่าตอนนี้ ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำมาถึงในเรื่องของระหว่างรัฐบาล และปัจจุบัน กำลังจะฝังรากลึกลงไปในระดับประชาชน ไทยและกัมพูชาไม่สามารถ ที่จะยกประเทศหนีออกจากกันได้ครับและตราบใดที่ถึงแม้เราจะมีกลไกที่ดีขนาดไหน มีประสิทธิภาพมากขนาดไหน แต่ยังมีบาดแผลลึกในใจที่ทำให้ประชาชนระหว่าง ๒ ประเทศนั้น ไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน การปักปันเขตแดน รวมถึงการเจรจาต่อจากนี้ในอนาคตก็จะ เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างยากยิ่ง ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง พวกเราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไก ทุกอย่างของสภาหรือกรรมาธิการวิสามัญในการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แต่อย่าลืมโจทย์อีก ๑ ข้อด้วยเช่นเดียวกันก็คือการเยียวยาบาดแผลที่ฝังลึกลงไปในจิตใจ ของประชาชนคนไทยที่เกิดขึ้นจากการบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายของพวกเราในครั้งนี้ก็คือทำให้สภาของพวกเรา เป็นที่พึ่ง ที่หวังสุดท้ายของพ่อแม่พี่น้องประชาชนจากผลของนิด้าโพลที่ออกมา เนื่องจาก ปัจจุบันเราตกอยู่ภายใต้วิกฤติการขาดความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ดังนั้นผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนในวันนี้จะไม่ได้ใช้โอกาสของสภา ในการผลักดันเรื่องนี้เพื่อใช้เป็นเกมทางการเมืองแต่อย่างใด แต่ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิก ทุกคนใช้โอกาสหรือกลไกของสภาต่อจากนี้ ในการมุ่งหวังหาผลการศึกษาที่เป็นการแก้ไข ปัญหาระหว่าง ๒ ประเทศอย่างแท้จริง ด้วยเหตุและผลทั้งหมดที่ผมได้นำเรียนไปเมื่อสักครู่ ก็ถึงเป็นที่มาที่อยากจะให้ทุกท่านสนับสนุนในญัตตินี้ในการให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาในเรื่องของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ อย่างรอบคอบ เพื่อส่งต่อผลการศึกษาที่ดีที่สุด ให้กับรัฐบาลชุดหน้าที่มีความชอบธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนราชวินิตมัธยม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน ๔๐ คน เข้าฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปญัตติที่ ๓ ขอเชิญคุณกัณวีร์ครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมเป็นอีกผู้หนึ่งที่ลุกขึ้นมาเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ๔๓ MOU ๔๔ เพื่อแก้ไข ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ท่านประธานครับ ผมคงจะไม่ใช้เวลาของสภาผู้แทนราษฎร ของเรามากนักกับการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วต้องขอบอกตรง ๆ เรียนตรง ๆ ครับท่านประธาน ตั้งแต่แรก เสียดายความลับในการที่ต้องอภิปรายลับ ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าเราทำงานแบบลับ ๆ ล่อ ๆ มาตลอดเวลา ปฐมบท แห่งปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เราเห็นอยู่ก็เพราะว่าเราทำงานการทูต แบบล้าหลัง ทำงานการทูตแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ทำงานการทูตแบบเงียบ ๆ นี่ล่ะคือปัญหา ที่แท้จริงที่เกิดขึ้น เราพูดในเหตุผลที่เรื่องว่าเราจำเป็นต้องอภิปรายลับ เนื่องจากมันเป็น เรื่องความมั่นคง ต้องเรียนอย่างนี้ครับ จากการเป็นศิษย์เก่าของสำนักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ ต้องขอเรียนตรง ๆ ความมั่นคงที่ท่านกำลังคิดกันอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร มันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในเรื่องความมั่นคงจริง ๆ ความมั่นคงปัจจุบันนี้ ปี ๒๕๖๘ หรือในศตวรรษที่ ๒๑ คือความมั่นคงของมนุษย์ งานการทหารเป็นเรื่องเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง ของเรื่องความมั่นคง ทำไมวันนี้เราไม่สามารถที่จะพูดได้ ไม่ให้เพื่อนสมาชิกของเราอภิปราย ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและพี่น้องคนไทยทั่วโลก และรวมถึงชาวประชาคมโลก ได้เข้าใจว่าพวกเราในฐานะผู้รับใช้ประชาชนที่ถูกเลือกเข้ามา จำนวน ๕๐๐ ท่าน จะแสดง สะท้อนความสำคัญจริง ๆ กับเรื่องปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อันนี้มันไม่ใช่ แค่ปัญหาไทย-กัมพูชา ท่านประธานครับ ในอนุภูมิภาคถ้าเกิดปัญหาความมั่นคงระหว่าง ๒ ประเทศ มันจะกระจายเข้าไปในระบบ ASEAN ผมไม่เชื่อมั่นครับ กลับไปที่ปฐมบท ของปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เหตุผลที่ผมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพราะมันเริ่มต้นจากการในเรื่องเขตแดน MOU ๔๓ MOU ๔๔ อยู่กับประเทศไทยมาเป็น เวลา ๒๔ ปี ๒๕ ปี ตั้งแต่ผมทำงานอยู่ในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ต้องใช้ ตัว MOU ตัวนี้ เป็นการตัดสิน หลายฝ่ายครับ เหตุผลคือมี ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้ยกเลิก ไป เราเสียเปรียบ อีกฝ่ายหนึ่งต้องคงไว้ เรื่อง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ เนื่องจากว่าถ้าเรา ไม่คงไว้ จะทำอย่างไรครับ จะทำให้ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่มีปัญหากรณีข้อพิพาท เรื่องชายแดน เรื่องเขตแดน เรื่องพลังงานและเรื่องเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีอยู่ เราจะมานั่งคุยอย่างไร เราจะใช้แค่กลไกอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลไก JBC ไม่ว่าจะเป็นกลไก GBC TBC RBC อย่างเดียว มันไม่มีทางที่เราจะมีข้อตกลงร่วมกัน บันทึกความเข้าใจ หลาย ๆ ท่าน ท่านแนน ท่านพูดไปเรียบร้อย ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน มันไม่ใช่สนธิสัญญา มัน คือบันทึกความเข้าใจ มันเป็นสิ่งที่ ๒ ประเทศนี้ร่วมกันตัดสินใจว่าเราจะมานั่งคุยกันตาม กลไกต่าง ๆ ที่เรามี🔗

ณ ปัจจุบันนี้ ๒๔ ปี ๒๕ ปีที่ผ่านมามันจำเป็นครับ ต้องมีการพัฒนา ในเรื่องเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงความเข้าใจของเราทั้ง ๒ ฝ่าย ในเมื่อเราบอกว่าเราเสียเปรียบ ในตัว MOU ๔๓ เรื่องเกี่ยวกับกรอบการจัดทำความร่วมมือการตกลงว่ากำหนดเส้นเขตแดน เป็นอย่างไร มันก็ต้องมานั่งคุยกัน ระหว่างพวกเรา ผู้ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมายว่า ถ้ามันไม่ใช่ กฎหมาย เราจะทำอย่างไรให้มันพัฒนาขึ้นมา ที่ทำให้ประเทศไทยเราได้รับการยอมรับ มากที่สุด นี่การเมืองระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ การเมืองระหว่างประเทศ คือ ความเป็นการช่วงชิงการเป็นผู้นำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเอารัดเอาเปรียบของ ประเทศอื่น ๆ การเป็นผู้นำของเราถ้าเราไม่สามารถยืนแบบสง่าผ่าเผยได้ อย่าไปทำ เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ MOU ๔๔ เรื่องพลังงาน เรื่องข้อพิพาททางทับซ้อนทางทะเล เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ เรื่องนี้เราไม่สามารถครับ ถ้าเราไม่สามารถตกลงกันได้ ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อย่าไป เอาพลังงานออกมา ผมได้ยินนะ ตอนแรก ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย- กัมพูชา มีการพูดกันว่าเอาพลังงานขึ้นมาใช้ก่อน แบ่งกัน ๕๐:๕๐ เป็นไปไม่ได้ ข้อตกลง MOU ๔๔ ถ้าทำอย่างนั้นอยู่ เราไม่สามารถทำได้ วันนี้พี่น้องตรงบริเวณที่จังหวัดสระแก้ว อำเภอ หนองจาน ที่เรามีปัญหาอยู่ ก็เพราะ MOU ๔๓ นี่ละ เส้นเขตแดน การปักปันเขตแดน ข้อตกลงว่าจะไม่ตกลงในเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่พักพิงของคนไทยและคนกัมพูชา เราจะทำกัน อย่างไร ผมเชื่อมั่นครับท่านประธาน ถ้ามีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในตัว MOU ก็เหมือนกับท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านผู้นำฝ่ายค้าน มันต้องมากกว่าการพิจารณาศึกษาและให้ข้อแนะนำในเรื่องเกี่ยวกับ การจัดทำ MOU🔗

การจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรงนี้มันเรื่องเกี่ยวกับงานการต่างประเทศ มันเรื่องเกี่ยวกับงานความมั่นคง มันเรื่องเกี่ยวกับงานกฎหมาย มันเรื่องเกี่ยวกับงานสิทธิ มนุษยชนและเรื่องเกี่ยวกับมนุษยธรรม เราจำเป็นต้องได้ผู้คนที่มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องแง่บริบทต่าง ๆ เข้ามานั่งร่วมกัน เพื่อพิจารณา ตัว MOU ตรงนี้ยุติลงไปก็ได้ อาจจะเป็น MOU ๖๘ หรือ MOU ๖๙ ก็ได้ แต่มันต้องมี ผมยังยืนยัน อย่างไรก็ตาม ต้องมีบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่าง ๒ ประเทศ แต่มันต้องมีการพัฒนา ไม่อย่างนั้น เชื่อ ผม ตัวผมเองก็ได้เดินลงไปในพื้นที่ ก็ลงไปอยู่ใน Bunker กับพวกพี่น้องนี่ละ เป็นผู้ประสบภัย ท่านหนึ่ง เราคงไม่อยากจะเห็นการมีผู้ประสบภัยเยอะแยะมากมายไปกว่านี้ ท่านประธาน ครับ หากเราไม่มีการพูดถึงในเรื่องเกี่ยวกับ MOU ๔๓ MOU ๔๔ ตรงนี้อย่างเปิดเผย ผมขอ ยืนยันครับ พี่น้องประชาชนจะฟัง จะรอพวกเรา ผู้เสนอญัตติต่าง ๆ ก็คงแค่ได้เสนอ แต่การ อภิปรายลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะผู้แทนในพื้นที่ จำเป็นต้องได้มีเสียงสะท้อนออกไป ให้เห็น ให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้ฟัง แล้วผมก็ขอให้ถ้าหากมีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เกิดขึ้นจริง ๆ ก็อยากจะให้มีการพิจารณาศึกษาให้มากกว่าตัวบันทึกความเข้าใจ แง่มุมการ เดินหน้าของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร แง่มุมในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศของ ไทยจะเป็นอย่างไร ความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ สุดท้ายต้องชี้ไปให้ได้ว่าประเทศไทยเรา ต้องการจุดมุ่งหมายปลายทางคืออะไร เราไม่ต้องการสงคราม เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน🔗

สุดท้ายสิ่งที่เราต้องการที่สุดคือการพัฒนาร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การพัฒนา ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา หนีกันไปไม่ได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้เพื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ MOU ๔๓ MOU ๔๔ เพื่อแก้ไขกรณีข้อพิพาท ระหว่างไทยกับกัมพูชา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติที่ ๔ ขอเชิญท่านนพดล ปัทมะ ครับ🔗

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้เป็นโอกาสดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็น ผู้แทนประชาชนจะได้มาอภิปรายประเด็นที่สำคัญ ก็ขอบคุณเพื่อน ๆ สมาชิกที่ได้ เสนอญัตติและอภิปรายมาก่อนหน้าผม แล้วก็จะตามผมมาอีก ๒-๓ ท่าน ในนามของ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับมอบหมายจากพรรคให้เป็นผู้ยื่นญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาบันทึกความเข้าใจ MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ เพื่อนำเสนอ ส่งให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ MOU ๔๓ ชื่อเต็ม ๆ ก็คือบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วย การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก อันนี้ชื่อเต็ม ๆ นะครับ ฝ่ายเลขานุการอาจจะ ไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้ ส่วน MOU ๔๔ คือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ผมขอเริ่มจากชื่อที่เป็นทางการ MOU ต่อไปจะอภิปราย ใช้ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ครับ MOU ๔๓ เป็นเรื่องของการสำรวจและจัดทำ หลักเขตแดนทางบก เซ็นโดยหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย มาจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ส่วน MOU ๔๔ ก็คือเซ็นโดยดอกเตอร์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เมื่อปี ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นปีแรกที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ครั้งแรกนะครับ🔗

ท่านประธานครับ ผมต้องขอทำความเข้าใจในประเด็นแรกว่า MOU ๔๔ และ MOU ๔๓ มันเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจหรือมันเป็นสนธิสัญญา เรื่องนี้มีการถกเถียงกันและ มีความเห็นจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่า MOU ทั้ง ๒ ฉบับนั้นเป็นสนธิสัญญา ตามอนุสัญญาเจนีวาหรือภาษาอังกฤษใช้ว่า Treaty เพราะฉะนั้นมีพันธกรณีระหว่างประเทศ ในการที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขของ MOU ทั้ง ๒ ฉบับ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ไม่ใช่เพียงบันทึกความเข้าใจ อันนี้ขอทำความเข้าใจไว้เป็นบันทึกในครั้งแรกก่อน🔗

ประเด็นที่ ๓ ผมมีคำถามอยากจะชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้พูดคุยกันว่าถ้า MOU ๔๓ มันแย่ มันน่ารังเกียจ มันต้องยกเลิก ผมหวนกลับไปคิดถึง คนที่ลงนามคือหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งจบจากออกซฟอร์ด ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งท่านเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ผมค่อนข้างสบายใจในเบื้องต้น ว่าท่านต้องดูดีแล้วว่า MOU ที่พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเป็นแกนนำในการบริหาร ประเทศจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงลงนามใน MOU ๔๓ ซึ่งผมไม่มีข้อสงสัยเลยครับ ตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาว่า MOU ๔๓ นั้นมันเป็นประโยชน์ MOU ๔๓ นี่ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นคือ ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งเป็นคนที่มี ความซื่อสัตย์อย่างมาก จบปริญญาเอกทางด้านการเมืองจาก Kennedy School of Government ก็คือจากฮาร์วาร์ด🔗

ส่วน MOU ๔๔ คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้นคือดอกเตอร์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จบดอกเตอร์ทางกฎหมาย คนไทยคนแรกครับ ที่จบดอกเตอร์ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทั้งคู่ ทั้ง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ คนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นมีความรู้ค่อนข้างใช้ได้ ซึ่งผมก็เคยทำงานกับทั้ง ๒ ท่าน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ผมมีประสบการณ์สั้น ๆ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใด จะกล้าเซ็นเอกสารที่สำคัญ โดยไม่ผ่านสายตาของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และไม่มีใครสามารถไปสั่งให้เขาซ้ายหัน ขวาหันได้ โดยเฉพาะ งานทางด้านความคิด ท่านพึ่งได้ครับ ท่านพึ่งความรู้ความสามารถหรือคุณธรรม ของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้พอ ๆ กับท่านพึ่งดวงอาทิตย์ที่มันควรจะต้อง มาตอนเช้าแล้วก็ลับอัสดงไปในเวลาหกโมงเย็น ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ในฐานะที่เป็น ความเห็นของผม🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ คำถามต่อไปก็คือว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมา ถ้าคิดว่า MOU ๔๓ มันแย่ มันมีข้อเสียมากมาย ทำไมปี ๒๕๔๔ นายกรัฐมนตรี ชื่อทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๓ ตั้งแต่ชวน หลีกภัย ปี ๒๕๔๓ ทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๔ ทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๔๘ ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ ปี ๒๕๔๙ สมัคร สุนทรเวช ปี ๒๕๕๑ สมชาย วงสวัสดิ์ ปี ๒๕๕๑ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี ๒๕๕๑ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี ๒๕๕๔ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี ๒๕๖๒ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี ๒๕๖๖ เศรษฐา ทวีสิน ปี ๒๕๖๖ แพทองธาร ชินวัตร ปี ๒๕๖๗ แพทองธารนี้ ผมเอาเฉพาะ ปี ๒๕๖๗ เป็นเบื้องต้น ก่อนนะครับ ทำไมละครับ ตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมาไม่มีใครคิดที่จะยกเลิก มันผ่านสายตา ของ ๑๐ นายกรัฐมนตรีมาได้อย่างไร อันนี้เราก็ต้องคิดต่อไปนะครับ ถ้า MOU ๔๔ มันแย่จริง ผมขอถามต่อนะครับ ถ้ามีการพิจารณาว่าจะยกเลิก หลังการรัฐประหาร ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ได้มีการศึกษาโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมายว่า ควรจะยกเลิก MOU ๔๔ หรือไม่ แต่รัฐบาล ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติคณะรัฐมนตรีอย่างชัดเจนในเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ว่าต้องใช้ MOU ๔๔ ต่อไป เพราะมันเป็นประโยชน์มากกว่าโทษตลอด ๘ ปี ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ จนถึง ปี ๒๕๖๖ ตั้งแต่ ยึดอำนาจครับ ขอประทานโทษครับ ปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๖ ครับ ๘ ปี คนที่นั่งเป็น ประธาน JBC หรือกลไก เขาเรียกว่า JTC ขอประทานโทษครับ คณะกรรมาธิการร่วม ทางเทคนิคไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นกลไกภายใต้ MOU ๔๔ ที่จะไปเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ชื่ออะไรท่านประธานทราบไหมครับ ผมไม่เอาชื่อ ก็ได้ครับพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมพาดพิงท่าน ไม่ได้ทำให้ท่านเสียหาย เพราะท่านทำตาม MOU ๔๔ ซึ่งก็เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวง การต่างประเทศ แต่ผมก็แปลกใจว่าบางพรรคการเมืองที่ออกจากรัฐบาล แล้วไปเป็นฝ่าย ค้าน ในตอนเป็นรัฐบาล ๘ ปี ไม่เคยมีความคิดที่จะยกเลิก MOU ๔๔ แต่พอออกจากรัฐบาล แล้วมีความคิดที่จะยกเลิก ไม่เห็นด้วย ความคิดอ่านทางกฎหมายหรือเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปตามสถานะการเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านได้หรือครับ🔗

ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปว่าโดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการดีที่เราจะ มาอภิปรายกันในวันนี้ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันมีก้อนหินในป่าใหญ่ ๆ ที่ผมยังไม่ได้พลิก ที่ผมยังไม่ได้รู้หรือไม่ ผมเป็นคนน้ำไม่เต็มแก้ว อยากจะรับฟังความเห็นของเพื่อนสมาชิก แล้วตลอดชีวิตเราใช้ปรัชญาของร้านตัดผม ท่านประธานรู้จักปรัชญาร้านตัดผมไหมครับ หลายหัวดีกว่าหัวเดียวครับ เราเอาความคิด เอาสติปัญญาของคนมาหลอมรวมกัน ทั้งนี้ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลหรือคนที่จะเป็นรัฐบาลหรือคาดว่าตัวเองจะเป็นรัฐบาลในครั้งหน้า เอาสมองมารวมกัน แล้วทำเพื่อประเทศไทยครับ วันนี้เรา Team Thailand ครับ เอาสติปัญญามาคุยกัน อารมณ์เอาไว้ข้างนอกห้องประชุม ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ เป็นวันที่เราจะมาระดมสมอง เอานักวิชาการ เอานักกฎหมาย ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ขาประจำ ขาจร ทั้งหลายทั้งปวง เอามาคุยกัน ไม่จำเป็นจะต้องสาดโคลนและไม่จำเป็น จะต้องปลุกกระแสที่เราใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ผมประสบการณ์อายุพอสมควรแล้ว เห็นนักการเมืองมาก็เยอะ บางคนเก่งในการชี้ปัญหา อภิปรายเป็นฉาก ๆ แต่พวกเราเก่งใน การชี้ทางออก ผมคิดว่าเราต้องมาช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ🔗

อยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าก่อนที่เราจะยกเลิก เรามาดู เนื้อหาของ MOU ๔๓ สักนิดหนึ่งดีไหมครับ ว่าถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี มาดูว่ามันดีหรือไม่ดี อย่างไร การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน จริง ๆ มันมีแค่ ๒ แนวทาง ก็คือทำสงคราม ถ้าเราเห็นว่าเป็นของเรา ส่งกองกำลังทหารไปยึด อีกกรณีหนึ่งก็คือ มาเจรจาโดยสันติวิธี มันมี ๒ ทางในโลกครับ ไม่มีทางที่ ๓ หรือไปปรึกษาหมอปลา ท่านประธานครับ ทั่วโลก เขาใช้วิธีการเจรจา สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตายไปหลายแสนคนก็ต้องมาเจรจา สงครามโลก ครั้งที่ ๒ ตายไป ๒๐ กว่าล้านคน ก็ต้องมาเจรจา เพราะฉะนั้นมันต้องเจรจา มันต้องใช้วิธีการ ทางการทูต การเจรจาทางการทูตมันต้องมีกรอบในการเจรจา ซึ่งนี่ล่ะครับคือกรอบ ในการเจรจาก็คือใช้ MOU ๔๓ ในการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก ๘๐๐ กิโลเมตร ของไทย-กัมพูชา มาเจรจากัน มาคุยกัน โดยมีกลไกก็คือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ครับ Joint Boundary Commission ไม่ใช่ JBP อันนั้นมันชื่อสีชนิดหนึ่ง JBC🔗

ประเด็นแรกต้องมีกลไกคือคณะกรรมาธิการ JBC มาประชุมกัน น่าเสียดาย ๒๕ ปีประชุมกันไป ๑๐ กว่าครั้ง เฉลี่ยประมาณ ๒ ปีครั้ง ผมว่าทำงานน้อยไปนิดหนึ่งครับ ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องประชุมกันทุก ๓ เดือน เพราะการ จะปักปันเขตแดน จัดทำหลักเขตแดน มันต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะอะไร ถ้ารู้ว่ามันชัด โฉนดมันชัด รังวัดชัด ล้ำกันนี่รู้เลยว่าเป็นของใคร ชัด ๆ นะครับ นอกจากนั้น ภายใต้คณะกรรมาธิการ JBC หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม มันมีคณะกรรมการ เทคนิคร่วมซึ่งไปสำรวจ ไปดูภูมิประเทศจริง ระหว่างไทย-กัมพูชา ใช้ LiDAR ใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ถ้าอุปมาอุปไมยเหมือนท่านประธานมีบ้านติดกับเพื่อนบ้าน ต้องไปรังวัด ต้องไปสำรวจแล้วก็ทำรั้ว นั่นคือข้อดีประเด็นแรก🔗

ข้อดีประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าตามเงื่อนไขของ MOU ๔๓ ระหว่างที่ต่างคน ต่างอ้างสิทธิ เขาเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ท่านประธานถ้าดูเรื่องเล่าเช้านี้ เมื่อเช้าก็จะเห็นแถวบ้านหนองจาน มันมีเส้น เรายึดเส้นหนึ่ง เขายึดเส้นหนึ่ง แล้วลากเส้นกัน มันก็มีซ้อนกัน บริเวณที่ซ้อนกันเรียกว่า Overlapping Claims Area หรือว่าเรียกว่า พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน พื้นที่นี้ตาม MOU ๔๓ ห้ามไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม กล่าวโดย สรุปก็คือห้ามไปสร้างโรงเรียน ห้ามไปสร้างบ้านพัก ห้ามไปสร้างตลาด ห้ามไปสร้างวัด เช่น ในพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไปสร้างวัดซึ่งเราประท้วง ทหารไทยใช้ MOU ๔๓ ในการประท้วงไป ๔๐๐-๕๐๐ ครั้ง บางคนบอกว่าคุณประท้วงไปทำไม เสียเวลา แต่สำหรับผม การประท้วงคือการป้องกันไม่ให้เราถูกอ้างว่าเรายอมรับพื้นที่นั้น ป้องกันไม่ให้ถูกกฎหมาย ปิดปาก เพราะหลักกฎหมายปิดปากหรือเรียกว่า Temple of Preah Vihear หรือ Temple Case ผมเรียนกฎหมายระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และที่มหาวิทยาลัย ออกซฟอร์ด คดีนี้คือคดีที่เป็น Authority หรือเป็นหลักกฎหมายว่าถ้าคุณยอมรับ ในข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วคุณไม่ปฏิเสธ ถือว่าถูกปิดปากในการยอมรับสิ่งนั้น แล้วมันเคยเป็นเรื่องที่เราถูกลงโทษมาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ คนที่ยกปราสาทพระวิหารให้ กัมพูชาคือรัฐบาลสมัย จอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ผมอายุ ๑ ขวบ ไม่ได้เป็นคนยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาแน่นอน ท่านประธาน ที่เคารพ เพราะฉะนั้นข้อดีของ MOU ข้อที่ ๒ ก็คือว่าห้ามไปเปลี่ยนแปลง ภูมิประเทศ ห้าม ไปทำลายสันปันน้ำ ให้ไปขุด Coulet อย่างที่เราเห็น Coulet ทางยุทธภูมินี่ห้าม เพราะฉะนั้น เราประท้วงได้🔗

อันที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าตาม MOU ๔๓ เวลาพิพาทกัน เรื่องดินแดน จะต้องมาเจรจาทั้ง ๒ ฝ่าย ข้อดีของมันก็คือ เป็นการบีบให้กัมพูชาจะต้องมาเจรจา กับไทย ป้องกันไม่ให้กัมพูชาจะต้องยกระดับไปยังเวทีโลก แม้ว่าในอดีตกัมพูชาต้องการที่จะ ส่งเรื่องนี้ไปศาลโลก เห็นไหมครับ เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๘ กัมพูชาบอกว่า ผมจะไม่คุยเรื่องของ ๓ ปราสาทและ ๑ ช่องบก จะเอาเรื่องนี้ไปสู่ศาลโลก ICJ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ประเทศไทยประกาศท่าทีทางกฎหมายอย่างชัดเจนว่าเราไม่ยอมรับ Jurisdiction หรือเขตอำนาจศาลโลก เพราะฉะนั้นตามกฎบัตรของศาลโลก ICJ Statute ข้อ ๓๖ เมื่อไม่มีความยินยอมของประเทศไทย กัมพูชาจึงไปไม่ได้ มุกหรือเรื่องของเวทีโลก แป้กเป็นเรื่องที่ ๑ แป้กเป็นเรื่องที่ ๒ คือกัมพูชาพยายามยกระดับไปเป็นเวทีคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งก็มีมติว่าให้ไทยและกัมพูชาไปคุยกันเอง แป้กเป็นเรื่องที่ ๒ การมาคุยกันท่านประธานที่เคารพ ก็คือตามกรอบ MOU ๔๓ นั่นเอง ทีนี้ท่านประธาน อาจจะบอกว่าผมบรรยายข้อดีราวกับผมไปเซ็นเอง MOU ๔๓ ซึ่งไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องของรัฐบาล สมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งบังเอิญท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย แต่ผมก็ไม่ได้พาดพิงท่าน ในทางที่เสียหาย🔗

ข้อคัดค้านประเด็นหนึ่งก็คือ MOU ๔๓ ไปยอมรับแผนที่ระวาง ๑:๒๐๐,๐๐๐ ถูกต้องไหมครับท่านประธานที่เคารพ ที่มีการอภิปรายกัน ไม่มีครับท่านประธาน ไม่มีที่กัมพูชาใช้ MOU ๔๓ มาปรักปรำไทยว่าไทยไปยอมรับแผนที่ระวาง ๑:๒๐๐,๐๐๐ และไม่มีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศหรือกรมแผนที่ทหารที่เสียสติพอ ที่จะไปยอมรับ แผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ท่าทีที่แน่นแฟ้น มั่นคงของประเทศไทย ยึดถือสันปันน้ำตามสนธิสัญญา สยามฝรั่งเศส ปี ๑๙๐๔ และ ปี ๑๙๐๗ และสันปันน้ำมาจำลองในแผนที่ระวาง ๑:๕๐,๐๐๐ ตอนแรกเรียกว่าแผนที่ระวาง L7017 ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นแผนที่ L7018 ทั้ง ๒ แผนที่นี้ ใช้สันปันน้ำเป็นบรรทัดฐานและใช้มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ แผนที่นี้ เป็นแผนที่ที่ทุกคน ของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ กองเขตแดน กรมแผนที่ทหาร ต้องใช้แผนที่นี้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่เราจะไปสละการยอมรับ แผนที่ระวาง ๑:๕๐,๐๐๐ หรือไปยอมรับแผนที่ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ไม่มีประเด็นนี้ที่ให้ท่านกังวลใจ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก MOU ๔๓ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่าคุณนพดลจะอภิปรายอะไรก็ได้ ช่วยบอกหน่อย ว่าถ้ายกเลิก MOU ๔๓ จะมีข้อเสีย ข้อดีอย่างไร ผมพูดท่านประธานส่งไปยังท่านวิทยา ท่านมาทวงคำตอบผมอยู่ข้างหลัง ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก ผลเสียจะเป็นอย่างไร หรือข้อดีจะเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการยกเลิก MOU ๔๓ มีข้อเสีย มากกว่าข้อดี อย่างที่ท่านสมาชิก ขอประทานโทษ ท่านหนึ่งจากพรรคฝ่ายค้านได้บอกว่า ทุกอย่างเหรียญมี ๒ ด้าน มีข้อดี ข้อเสีย แต่ผมก็กราบเรียนว่า MOU ๔๓ โดยรวมมันมีข้อดี มากกว่าข้อเสีย ถ้ายกเลิกคือมันมีข้อเสียมากกว่าข้อดี🔗

ประเด็นแรก จะทำให้การแก้ไขปัญหาเขตแดนไม่มีกรอบในการเจรจาเลย ท่านประธานที่เคารพ ถ้ายกเลิก Set Zero ก็มาคุยกันใหม่ว่าคุณจะคุยกันอย่างไร จะมีกลไกอย่างไร จะมีตัวแทนกรรมการแต่ละฝ่ายอย่างไร นั่นคือปัญหาอันแรก🔗

อันที่ ๒ เราจะห้ามไม่ให้กัมพูชาจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไม่ได้ เพราะถ้ากัมพูชามาสร้างวัด มาสร้างโรงเรียน หรือมาสร้างตลาด วิธีทำอย่างเดียว เราประท้วงไม่ได้แล้วท่านประธานต่อไป เราอาจจะประท้วงได้ แต่ก็มีแนวโน้มที่เราจะต้อง ใช้กองกำลังทหารไปผลักดันให้ออกไป ซึ่งโอกาสที่จะมีการปะทะมีการต่อสู้กันก็เป็นไปได้ นั่นเป็นประเด็นที่ ๒🔗

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าโอกาสที่ เราจะบีบบังคับให้กัมพูชาจะต้องมาเจรจา กับเรา มันหายไปแน่ ๆ เพราะเนื่องจากพอท่านยกเลิกพันธกรณีตาม MOU ๔๓ ไป กัมพูชา ก็จะไปเวทีโลก ไม่คุยกับไทยแล้ว ขนาดมี MOU ๔๓ ยังบอกว่า ๓ ปราสาทกับ ๑ ช่องบก จะไม่คุยกับไทย อันนั้นเป็นการละเมิดพันธกรณีนะครับ พอไม่มี MOU ๔๓ ท่านเดาได้เลยครับ กัมพูชาก็ต้องพยายามที่จะยกระดับหรือ Escalate ความขัดแย้ง เรื่องเขตแดนให้สูง แล้วก็พยายามที่จะ ใช้คำว่า หาพวก ก็ได้ครับ ในเวทีโลก ซึ่งอันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราพึงปรารถนา🔗

ผมขออนุญาตท่านประธานตั้งเป็นคำถามสุดท้ายอย่างนี้แล้วกันครับ ว่าถ้า MOU ๔๓ เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา ถ้ายกเลิกนะครับ ถ้ามันเป็นประโยชน์ สำหรับกัมพูชา ถ้ายังคงมีอยู่ กัมพูชาอยากจะยกเลิกไปทำไมครับ ถูกต้องไหมครับ คือ แสดงว่าการที่มี MOU ๔๓ ไทยได้เปรียบ ทีนี้ท่านประธานอาจจะบอกว่านพดล คุณคิดเอง หรือเปล่า ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อ ๓-๔ วันที่ผ่านมา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ มีความเห็นแล้วก็ได้แถลงชัดเจนว่า MOU ๔๓ ทำให้ไทยได้เปรียบ แล้วเนื้อหาหลัก ๆ ก็คล้ายที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นก็ฝากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ไปพิจารณาประกอบด้วยครับ ว่าความเห็นทางกฎหมายของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถและเป็นกรมที่รักษาท่าทีทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศของเรา และรู้เรื่องสนธิสัญญาที่ดีที่สุด เขามีความเห็นอย่างนี้เราควรรับฟังหรือไม่🔗

ทีนี้ผมขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว พูดถึงเรื่อง MOU ๔๔ ครับ เพราะว่าวันนี้ญัตติเราพิจารณาทั้ง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ความเป็นมา ผมเคยอภิปราย ในสภา ขอสั้น ๆ นะครับ เมื่อปี ๒๕๑๕ ประเทศกัมพูชา เขมรนี่ละครับ ประกาศเขตไหล่ทวีป ก็ยาวออกมา เมื่อปี ๒๕๑๖ ไทยประกาศเขตไหล่ทวีป ไทยประกาศ ปี ๒๕๑๖ กัมพูชา ประกาศ ปี ๒๕๑๕ ไทยประกาศอย่างมีความรับผิดชอบ สอดคล้องกับกฎหมายทะเล กฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่กัมพูชาประกาศอย่างไม่สอดคล้องกับกฎหมายทะเล ซ้อนกัน พื้นที่ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แผนที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน ตามกฎหมาย ทะเลปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แล้วก็กัมพูชาปฏิเสธไม่ได้ ว่าไม่บังคับกับกัมพูชา ไทยกับกัมพูชาจะไปสำรวจพื้นที่ใต้เขตไหล่ทวีปไม่ได้ จะไปสำรวจ น้ำมันและแก๊สไม่ได้ คือจะเข้าในพื้นที่ไม่ได้ถ้าเกิดต่างคนต่างอ้างสิทธิ อันนั้นเป็น ประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน กลไกทางกระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยคิดว่า เอ๊ะ ทำไมไม่มาพูดคุยกัน คุณอ้างสิทธิ เราก็อ้างสิทธิ มาคุยกันให้มันสอดคล้อง กับกฎหมายระหว่างประเทศ บางคนบอกว่าแผนผังที่แนบท้าย MOU ๔๔ ซึ่งเป็นแผนผัง เหมือนคล้าย ๆ ขาคน มันมีเส้นทั้งที่ไทย-กัมพูชาลาก และมันมีเส้นที่ไทยลาก ทั้ง ๒ เส้นอยู่ ด้วยกัน บางคนตีความว่าการที่เราไปสะท้อนเส้นของกัมพูชาในแผนผังแนบท้ายเท่ากับ เราไปยอมรับเส้นของกัมพูชา เป็นถูกกฎหมายปิดปาก จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ เพราะในนั้น มีเส้นของไทยด้วย ถ้าตีความว่ากัมพูชาถูกกฎหมายปิดปากว่าไปยอมรับเส้นของเขา เราก็ต้องตีความได้เช่นกันว่ากัมพูชายอมรับเส้นของไทย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปเจรจา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มาจนถึงปัจจุบันทั้งไทยและกัมพูชาต่างยืนยันสิทธิในเส้นของแต่ละคน ต้องไปเจรจากันต่อไป ทีนี้ผมก็ไปสู่ประเด็นว่าถ้ายกเลิก MOU เอาสั้น ๆ แล้วกัน ถ้ายกเลิก MOU ๔๔ ผลจะตามมาอย่างไร🔗

ประเด็นแรก ก็คือการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันจะยังคงอยู่ทุกประการ ไทยก็อ้างเส้นของไทย กัมพูชาก็อ้างของไทย🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ก็จะยังคงอยู่เหมือนกันทุกประการ ทั้งมี MOU และไม่มี MOU🔗

ประเด็นที่ ๓ ตามกฎหมายระหว่างประเทศคือกฎหมายทะเล ซึ่งเราเป็นสมาชิก ของสหประชาชาติ เราอยู่ภายใต้กฎหมายทะเลฉบับเดียวกัน บังคับให้ทั้งไทยและกัมพูชา จะต้องไปเจรจากันโดยสุจริต ก็คือ Act in good faith เพื่อบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม อย่างไร ไม่มี MOU ๔๔ ก็ต้องไปเจรจากันอยู่ดี🔗

ประเด็นที่ ๔ กัมพูชาไม่มีพันธกรณีที่จะไปเจรจาแบ่งเขตทะเลเหนือเส้น ๑๑ องศาเหนือ แล้วไม่มีพันธกรณีที่จะมาเจรจาเรื่องพัฒนาร่วมใต้เส้น ๑๑ องศาเหนือ ลงมา ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรบนไปแบ่งเขตทะเล ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรด้านใต้เส้น ๑๑ องศามาพัฒนาร่วม กัมพูชาก็ไม่ต้องผูกพันแล้วเพราะไม่มี MOU ๔๔ แล้ว🔗

ประเด็นที่ ๕ กัมพูชาไม่ต้องผูกพันในการที่จะมาเจรจา ทั้งเรื่องแบ่งเขตทะเล และพัฒนาร่วม ให้ผูกติดกันเหมือนปาท่องโก๋ เหมือนแฝดอิน-จัน เพราะ MOU ๔๔ เป็นการบีบ กัมพูชา จริง ๆ ผมอยากกราบเรียน ไม่อยากเอาเรื่องภายในมาพูด กัมพูชาเขาอยากเจรจา เฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางน้ำมันและแก๊ส เขาบอกว่าเรื่องแบ่งเขตทางทะเลเอาไว้ก่อน แต่เพราะว่าเป็นความชาญฉลาดของกระทรวงการต่างประเทศ ในปี ๒๕๔๔ ที่บอกว่า เราไม่เจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางน้ำมันและแก๊ส จนกว่าคุณจะเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเล คู่กันไปด้วย เพราะฉะนั้นที่มีคนไปใช้ Fake News ในทำนองว่าอดีตนายกและนายกไปบอก ว่าถ้าตกลงกันไม่ได้ก็แบ่งคนละครึ่ง คนละ ๕๐:๕๐ นั้นไม่จริงนะครับ ท่านไม่ได้มีเจตนา เช่นนั้น แล้วมันก็ทำไม่ได้ อันนี้ผมขออนุญาตแก้ประเด็นนี้ด้วยนะครับ🔗

สุดท้ายถ้ายกเลิกไป แล้วก็ไม่มีกลไกในการเจรจา การพัฒนาร่วมกันเรื่องน้ำมัน และแก๊ส ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเรื่องนี้อยากจะย้ำอีกทีว่าการพัฒนาไม่ว่าจะเป็น การตกลงเขตแดนทางบกตาม MOU ๔๓ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาร่วมตาม MOU ๔๔ ไม่สามารถทำได้งุบงิบโดยใครคนหนึ่งคนใด จะต้องผ่าน JBC ในกรณีทางบก จะต้องผ่าน JTC ในกรณีทางทะเล จะต้องผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะต้องผ่านคณะรัฐมนตรี จะต้อง ผ่านรัฐสภาทั้ง ๒ แห่ง ฉะนั้นพี่น้องประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา อันนี้ คือประโยชน์ที่ MOU ทั้ง ๒ ฉบับมี ถ้ายกเลิก ผลจะเป็นอย่างไร🔗

ผมจะสรุปอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ ใช้เวลามาพอสมควร ก็คือ กล่าวโดยสรุปว่าถ้ายกเลิก MOU ๔๓ MOU ๔๔ ก็ต้องมาเจรจากันใหม่อยู่ดี แล้วก็มีข้อเสีย อย่างที่กราบเรียน มีบางคนไปกล่าวหากันใน Social Media คือสมัยนี้มันเป็นสมัยที่ การไหลเวียนของข้อมูลเท็จเร็วมาก ท่านประธานเห็น ผมก็เป็นเหยื่อของการใช้ข้อมูลเท็จ ทำลายล้าง แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ ผมคิดว่าความจริงจะต้องชนะความเท็จ มีคนไปบอกว่า MOU นี้เป็น MOU ขายชาติใช่ไหมครับ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ผมคิดว่า มันเป็นการสรุปที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ผมคิดว่าการสรุปในลักษณะนั้น เป็นการสรุปที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ผมกราบเรียนไปแล้วว่าถ้าเป็น MOU ที่แย่ขนาดนั้น มันจะผ่านกระทรวงการต่างประเทศมาได้ไหมล่ะ มันจะผ่านรัฐบาลที่มี คนซื่อสัตย์สุจริตและมีคนบริหารประเทศมาเช่นนั้นได้ไหม ผมไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แล้วทำไม คณะรัฐมนตรีในอดีตถึงมีมติในการยืนยันว่าต้องเจรจาตาม MOU ๔๔ กล่าวโดยรวมแล้ว ผมยินดีนะครับที่สภาแห่งนี้ถ้ามีมติตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะ ระดมสมองรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย วันนี้เราไม่ควรทำเป็นน้ำเต็มแก้ว หรือมีความรู้ว่า ข้าพเจ้ารู้ดีที่สุดในห้องนี้ เขาบอกว่าถ้าข้าพเจ้ามีความรู้ดีที่สุดในห้องนี้ เขาบอกว่า ท่านอาจจะนั่งผิดห้อง เพราะมันยังมีคนเก่งกว่าเราเสมอ เพราะฉะนั้นการระดมสมอง เป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วม เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติโดยส่วนรวมครับ เอาเหตุเอาผล มาว่ากัน แล้วจะไปศึกษา ผมไม่ขัดข้อง แต่โดยส่วนตัวผมอยากจะเสนอให้ที่ประชุม ได้อภิปรายและนำข้อเสนอไปให้รัฐบาลได้พิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

สุดท้ายนี้จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในด้านต่างประเทศก็คือว่าเราเห็นว่า ประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนครับ ประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน การแก้ไขปัญหาเขตแดน ต้องยึดอธิปไตยของชาติเป็นหลัก แล้วก็รักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมมั่นใจว่า การยึดแนวทางทางการทูต การให้หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญา กรมแผนที่ทหาร สมช. กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย ทุกฝ่าย ได้มามีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกัน ร่วมกับความเห็นต่างของฝ่ายต่าง ๆ ผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นแค่มิติหนึ่งในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เรายังมีเรื่องการค้ามนุษย์ เรายังมีเรื่องของการร่วมมือปราบปรามยาเสพติด เรายังมี เรื่องแรงงาน เรายังมีเรื่องของการปราบปรามแก๊ง Call Center ต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เราได้ดุลการค้าค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นมันยังมีมิติของอาเซียน มหาอำนาจหลายประเทศ ก็ไม่ค่อยสบายใจที่มันมีความไร้เสถียรภาพทางการเมืองใน ASEAN ผมคิดว่าเราไม่ได้เป็น ศัตรูกับประชาชนของทั้ง ๒ ประเทศ แต่เราจำเป็นจะต้องปกป้องอธิปไตยของเรา แล้วก็ รักษาความสัมพันธ์ ผมขอสนับสนุนญัตติในการที่มาหารือกัน เพื่อหาทางออกให้กับเรื่องนี้ ในเรื่อง MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ โดยการยึดประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านนพดลครับ ก่อนท่านสุดท้าย สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วมโครงการ ต้นกล้ารัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๘ กิจกรรม School in Parliament จำนวน ๑๒๐ คน เข้าฟังการ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับน้อง ๆ ทุกคนครับ ต่อไป ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านฉลาด ขามช่วง ที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นคนภาคใต้ แต่ขออนุญาตพูดถึงพี่น้องชายแดน ภาคตะวันออก ภาคอีสาน ผมเป็นคนที่ยื่นญัตติด่วนเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ผมขออนุญาตท่านประธานตัดคำว่า ฉบับ ออก ก็เหลือ MOU ๔๓ คือ ๒๕๔๓ และ ๒๕๔๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชา กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่นำเสนอญัตติเรื่องนี้เป็นญัตติด่วน เช่นกัน แต่เป็นลายลักษณ์อักษร ตัวผมเองก่อนที่ผมจะยื่นญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น ผมก็ฟังจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จากสื่อ จากเฟซบุ๊กของผมบ้าง พี่น้องประชาชน ทั้งตัวแทน ทั้งเอกชน นักธุรกิจ คนที่เป็นห่วงบ้านเมืองนั้น เขาก็พยายามพูดกัน เป็นเสียงเดียวว่าทำไมรัฐบาลไม่มาทบทวนในเรื่อง MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ เนื่องจากว่ามันมีปัญหาที่ฝ่ายกัมพูชานั้นได้มีการละเมิดอาณาเขต ละเมิดสิทธิ แล้วก็ โดยการยิงเข้ามาที่โรงพยาบาล ยิงเข้ามาที่ปั๊มน้ำมัน ที่เซเว่น อีเลฟเว่น แล้วก็ตามที่เป็นข่าว ท่านประธานแล้วก็พี่น้องทุกคนก็เห็นแล้วว่าประเทศไทยนั้นได้รับความเสียหายอย่างไร คราวนี้มาเข้าในเรื่องของการยื่นญัตติด่วน ผมขออนุญาตเท้าความไปก่อนที่จะมีการเซ็น MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ ผมถามท่านประธานว่าประเทศไทยนั้น ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เรามี MOU หรือเปล่า เราใช้ข้อบังคับ เราใช้ วิธีการเจรจาในกรณีประเทศกัมพูชา ละเมิดสิทธิแดนของประเทศไทยนั้น เราใช้หลักอะไร ที่จริงแล้ว มันมีวิธีการตามกฎหมาย เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาเก่าสมัยฝรั่งเศสทำมา ผมรู้สึกสงสารประเทศไทย ผมรู้สึกเห็นใจทหารในอดีต ผมรู้สึกสงสารผู้ปกครองประเทศในสมัยนั้นนะครับ เราใช้เลือด เนื้อ เราใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในการที่จะไปปกป้องในขณะประเทศเพื่อนบ้านเขามีประเทศมหาอำนาจหนุนหลัง ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ สมัยปี ๒๕๐๕ ผมคิดว่าหลายท่านยังไม่ได้เกิดในที่นี่ สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เขาเรี่ยไรคนไทยคนละบาท เรี่ยไรทำไมครับ เรี่ยไรกันเพื่อที่จะ เป็นเงินกองทุนรวบรวม สู้คดีเขาพระวิหาร คนละ ๑ บาทครับท่านประธาน ในที่สุดประเทศไทย ก็แพ้เขาพระวิหารให้กับกัมพูชา แต่ทางขึ้นก็ยังอยู่ในประเทศไทย นี่คือบทเรียน ประวัติศาสตร์ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยเราสูญเสียดินแดน สูญเสีย อะไรไปหลายอย่างแล้ว เราสูญเสียไปถึง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร เรายังเหลือ แผ่นดินที่เราอยู่กินกัน ๗๗ จังหวัด เพียง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง อันนี้ ก็ถือว่าก่อนที่จะมี MOU ปี ๒๕๔๓ กับปี ๒๕๔๔ มันก็ไม่มีเงื่อนไขข้อบังคับที่ไปตกลง ไปเซ็นกัน ประเทศไทยก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือคำตอบส่วนหนึ่งว่า MOU ๔๓ MOU ๔๔ นี้ มันไม่ใช่เป็นสูตรสำเร็จ มันไม่ใช่เป็นสิ่งเบ็ดเสร็จที่จะต้องคงมีไว้ เพื่อที่จะให้ ประเทศไทยกอด MOU ๒ ปี ๒ ฉบับนี้ ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ เพื่อที่จะไปต่อสู้ เพื่อที่ จะไปปกป้องในเรื่องของทรัพยากรหรือแนวเขตแดน🔗

คราวนี้กลับมาถึงขั้น ในขณะที่รัฐบาลคิดว่าจะไปทำ MOU ปี ๒๕๔๓ วิธีคิด คิดอย่างไร เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้บอกว่าคนเซ็นสัญญา คนลงนามใน MOU ๒๕๔๓ นั้น เป็นท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ ไม่ใช่นะครับ ผู้ที่ลงนามในฐานะ วันนั้นก็คือ ท่านหม่อมราชวงศ์ สุขุมพันธุ์ บริพัตร มีฉบับภาษาอังกฤษกับฉบับภาษาไทย แปลไว้เรียบร้อยครับท่านประธาน เอกสารฉบับที่ผมไปรวบรวมแล้วก็ส่งให้เพื่อนสมาชิกนั้น ก็อยู่บนโต๊ะอยู่แล้ว เนื้อในไส้ใน เนื้อหาของ MOU ปี ๒๕๔๓ ท่านประธานรู้ไหมครับว่ามีกี่ข้อ ถ้าเราเทียบเป็นมาตราก็คือ มีอยู่ ๙ มาตรา ผมอ่านทุกมาตรา อ่านมาหลายรอบแล้วไม่น้อยกว่า ๙ รอบแล้ว ๙ มาตรานี้ ฟังภาคเอกชนหน่วยงานของคนรักชาติ องค์กรต่าง ๆ นี้อ่านไปแล้ว อ่านไปอ่านมา ผมไม่เห็นมีสักข้อหนึ่งเลยที่ประเทศกัมพูชาจะยึดถือปฏิบัติตาม MOU ๔๓ ไม่ว่าที่ เพื่อนสมาชิก สส. แนน ได้พูดไปแล้วว่าละเมิดข้อ ๕ อันนี้ถือว่าเป็นสำคัญในเรื่องของการ อำนวยความสะดวกให้การสำรวจตลอดแนวเขตแดนทางบกร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการ ของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม เพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน อันนี้ก็ละเมิด ไม่ใช่ละเมิดธรรมดานะครับ นอกเหนือจากไม่ร่วมกันเก็บกู้ระเบิดแล้ว ยังล้ำเข้ามา วางระเบิดทุกวัน แล้วอ้างว่าเป็นระเบิดเก่า ระเบิดสงคราม เขาพิสูจน์ได้ครับท่านประธานวันนี้ ระเบิดใหม่เดี๋ยวนี้มันทำเป็นพลาสติก มันลดในเรื่องของตัวสารวัตถุระเบิด เพื่อที่จะให้ เครื่องมือการตรวจจับระเบิดจับยากแล้วก็ไม่ใช่วางที่ไหน วางตามแนวที่ทหารไทยกับ ทหารกัมพูชา เขาเดินสำรวจร่วมกันเพราะเขาคาดการณ์ว่าทหารไทยต้องใช้เส้นทางอันนี้ มันจึงเป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับอุบัติเหตุขาขาด นี่ ๖ ขาแล้วครับ ผมอยากจะเรียกร้องว่า คนที่เห็นใจ ช่วยเอาขาใหม่ ทหารนี่ขามันไม่งอกใหม่หรอกครับ ขาดแล้วก็ขาดเลย มันไม่เหมือนกับปูโบ้บ้านผมนะครับ หักก้ามแล้วมันงอกได้ แล้วขาหนึ่งก็คิดเป็นเงิน ๑ ล้านบาทบ้าง ๘ ล้านบาทบ้าง ขาที่สูญเสียที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ของทหารกับขาที่สูญเสีย ชายแดน ๗ จังหวัดนั้น ราคาไม่เท่ากัน แต่คนที่จะทำให้เป็นเหตุให้ทหารเขาขาขาดนี่ ขายไหมครับ ขาข้างละ ๒๐ หรือ ๑๐ ล้าน อันนี้เป็นความที่น่าเห็นใจ วันนี้ท่านประธานครับ เราพูดเรื่องนี้ต้องยึดหลักการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ อย่าพูดในเรื่องของ การเมือง อย่าพูดในเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ตนเอง ชาวกัมพูชาเวลาเขาพิจารณา ในเรื่องของ MOU ท่านประธานคิดหรือครับว่าประเทศกัมพูชาจะเอื้อประโยชน์ให้ ประเทศไทย แล้วท่านประธานคิดว่าถูกต้องไหม ตัวแทนของประเทศไทยเวลาไปเจรจา ก็ต้องปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย เพื่อให้ลูกหลานพี่น้องชาวไทยได้ใช้ ได้อยู่ ได้มี ได้กิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นคนเซ็นสัญญาอย่างนี้ พิจารณาวันนี้ เซ็นไป แล้วก็ไม่เป็นไร ผมก็เกรงใจ ด้วยความเคารพท่านอดีตท่านนายกรัฐมนตรี ท่านชวน หลีกภัย ขออนุญาตเอ่ยนามเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนที่ ๒๐ และเป็นถึง ๒ สมัย ผมยื่น ญัตติในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น ผมก็บอกว่าผมขออนุญาตเรียนถามท่านชวน หลีกภัย ว่าในเมื่อทำสมัยของท่านนั้น ถ้าเกิดว่า สภาพิจารณาตั้งกรรมาธิการหรือว่ามีการยกเลิกอะไร ท่านมีความคิดเห็นข้อเสนอแนะ อย่างไร ท่านตอบผมตรงนี้ ท่านตอบว่าอันนี้ก็เซ็นมาใช้ระยะเวลานานแล้วแต่ถ้าสภามีมติให้ ยกเลิก ท่านก็ไม่ได้ติดใจอะไร อันนี้คือในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีผมคิดว่าท่านคงจะ พิจารณาแล้วว่ามี MOU ๔๓ มันก็เหมือนกระสุนด้าน และผมไม่เคยได้ยินว่ากัมพูชา เขาอยากจะยกเลิกใจจะขาด ผมได้ยินแต่ผู้นำกัมพูชาผู้นำจิตวิญญาณของกัมพูชา พยายาม อ้าง MOU ๔๓ กับ MOU ๔๔ ไปอ้างกับศาลโลก ICJ อ้างกับสหประชาชาติ อ้างเอาตรงนี้ เอาเป็นสิ่งที่ได้เปรียบของเขา ผมไม่เคยได้ยินจริง ๆ ไม่ทราบเวทีไหนที่บอกว่าผู้นำจิตวิญญาณ ของกัมพูชา เขาจะยกเลิก MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ในทางกลับกันนั้นประเทศไทยเรามาดู นะครับ เราพิจารณาดูในเส้นละติจูดเหนือเส้น ๑๑ ขึ้นไป ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อันนี้ก็คือ MOU ๔๓ พูดให้ภาษาชาวบ้านได้เข้าใจ คนที่บ้านก็จะได้รู้ว่า ๔๓ ไม่ใช่สองตัว ข้างล่าง งวดนี้ออก ๔๓ ก็คือ MOU ทางบก ๔๔ มันเป็นเขตเศรษฐกิจทับซ้อนตอนล่างมีพื้นที่ เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกบอกว่า ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่นะครับ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อันนี้ก็หมายถึงเกาะกูดด้วย เอกสารที่ผมทำมานั้นต้องขออภัยที่เขียนเป็น ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มันผิดนะครับ ขอแก้ไขเป็น ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ท่านประธานครับ เส้นหลักสัญญาเนื้อหาไส้ใน ใน MOU ๔๓ MOU ๔๔ นั้น ดูแล้วไม่เคยเห็น มีการร่วมกันพิจารณา MOU ๔๓ ปีนี้นับตามปฏิทิน ๒๕ ปี เข้าวัยเบญจเพสแล้ว มันต้องมีอันเป็นไปแล้วครับ MOU ๔๓ นี่ ๒๕ ปีเต็มแล้ว เมื่อมีนาคมผ่านพ้นมาแล้วด้วย MOU ๔๔ นี่ ๒๔ ปี เป็นน้องเป็นพี่ เชื่อมโยงกัน ๘๐๐ กิโลเมตร เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิก บอกว่าทำ MOU ๔๓ MOU ๔๔ มีเสาเกิดขึ้น ๗๔ เสา อาณาเขตที่จริงไม่ใช่เสา ๗๔ ต้นอันนี้ เป็นเสาสมัยฝรั่งเศสเขาทำกัน ใช้อำนาจเมื่อตอนนั้นประเทศไทยเราเสียเปรียบมาก ผู้นำของ เรายังไม่รู้เลยว่าเข็มทิศ การจับภาพดาวเทียม การทำแผนที่ เราสู้ประเทศฝรั่งเขาไม่ได้หรอก ครับ เราต้องเห็นใจผู้นำของประเทศไทยในสมัยนั้น เทคโนโลยีเราไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้น ได้มา ๗๔ ต้น แต่ละต้นมีภาษาฝรั่งเศสอยู่ตรงกลาง ถ้าฝั่งหน้า กัมพูชาก็มีภาษากัมพูชาอยู่ฝั่ง กัมพูชา ฝั่งไทยก็มีภาษาไทยอยู่ฝั่งไทย เพราะฉะนั้น ๑ ต้นมี ๓ ภาษา ก็มีภาษาฝรั่งเศส ภาษากัมพูชา แล้วก็ภาษาไทย อันนี้ ๗๔ ต้น วันนี้ถูกระเบิด ถูกถอน ถูกย้าย ยังนับไม่ถูกว่า ยังเหลือกี่ต้น แต่ที่เขาบอกว่าเหลือประมาณสัก ๑๐ กว่าต้น แต่ต้นที่มีปัญหาคือต้นที่ ๗๓ ต้นที่ ๗๓ นี่เขาบอกว่า ถ้าในกรณีใช้เส้นมัธยะในกรณีไหล่ทวีปตรงเกาะกูด คือในเกาะกูด ที่จริงแล้วความห่างระหว่างกัมพูชากับประเทศไทยวัดกันโดยหลักการมันได้ ๓๐๐ ไมล์ทะเล แต่โดยหลักกฎหมายทะเลที่เราไปบอกว่าวัดตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลาง ดึงออกมานอก ชายฝั่ง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ต่างคนต่างอ้าง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ต่างคนต่างอ้าง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ที่จริงแล้วมันควรจะมี ๔๐๐ ไมล์ทะเล มันจะได้ชนกันพอดีเป๊ะ แต่บังเอิญว่าธรรมชาติ ที่มันทำมาให้นั้น มันมี ๓๐๐ ไมล์ทะเล แต่บังเอิญใหญ่เข้าไปอีก ตรงเกาะกูดข้างล่างประเทศ มหาอำนาจใช้ดาวเทียมตรวจสอบว่ามันมีแหล่งพลังงานธรรมชาติ มีมูลค่าตั้ง ๒๕ ล้านล้าน มากกว่างบประมาณประเทศไทยหลายปีด้วยกัน แต่จริง ๆ บางคนก็บอกว่าไม่ใช่ ๒๕ ล้านล้าน เขาให้เปรียบเทียบอย่างกรณีลานกระบือ กำแพงเพชร ที่เราบอกว่าสำรวจแล้วมีน้ำมันขุดได้ ไม่กี่ปี วันนี้ยังขุดตลอดเลย เอาน้ำมันส่งไปขายประเทศไทยก็ใช้น้ำมันแพง เพราะฉะนั้นตรงนี้ ตัวเลขไม่มีว่ากี่ล้านล้าน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าทรัพยากรธรรมชาติในส่วนไหล่ทวีปที่เกาะกูดนี้ ที่ประเทศไทย พระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่สมเด็จ พระนเรศวร ตั้งแต่กษัตริย์ในราชวงศ์จักรี เขาปกป้องเพื่อที่จะให้แผ่นดินไทยตรงนี้ คงไว้ให้กับลูกหลานนั้น มันมีค่ามหาศาล วันนี้เห็นแล้วว่ามันเป็นมูลค่าที่ทำให้ประเทศไทย เป็นประเทศ Civilize ได้ ประเทศไทยสามารถที่จะไปซื้อเรือดำน้ำได้ ประเทศไทยสามารถ ที่จะซื้อฝูงบินได้ คราวนี้ให้มันรู้ไปว่ากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศประเทศไทยนั้น ซื้อมาตั้งวางเฉย ๆ บินโชว์เวลาว่าง ก็ไม่มีประเทศไหนที่จะกล้ามารุกรานแล้วครับ ท่านประธาน นี่คือทรัพยากรธรรมชาติใต้ไหล่ทวีป อยากให้ท่านประธานหลับตา แล้วนึกดูว่า ไหล่ทวีปที่เกาะกูด ถ้าข้างล่างมันเป็นหินโสโครกกับโคลนตม ไม่มีหอย ไม่มีปู ไม่มีปลา เจาะไปข้างล่างไม่มีน้ำมัน ไม่มีมีแก๊ส มันจะแย่งกันไหม มันจะมีปัญหาทับซ้อนกันไหม ในขณะเดียวกันวันนี้ประเทศไทยด่วนพูดไปเร็วเกินไปไหมครับว่า ถ้ากรณีทับซ้อนกัน มันหมายความว่า ๕๐:๕๐ มันด่วนไปไหมครับ มันยังไม่ได้พิสูจน์เลย ในขณะที่เราทำ MOU ตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อครู่ผมเกริ่นมาว่าก่อน MOU ขณะทำ MOU นั้น ประเทศไทยเราหารือ ปรึกษา รัฐบาลเรา ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ ปรึกษาในส่วนของกรมสนธิสัญญา ปรึกษาในส่วนของกระทรวงต่าง ๆ ที่มีความรอบรู้ในเรื่องอย่างนี้ เราปรึกษากัน หรือเปล่า ปรึกษากันได้อย่างไร คน ๗ จังหวัดยังไม่รู้เรื่องเลยว่า MOU ๔๓ คือบกหรือ คือทะเล นี่เพิ่งดังกันตอนนี้ครับ TV ทุกช่องก็ส่องเข้ามา มันทำให้เห็นว่าการไม่มีส่วนร่วม การไม่มีอำนาจการตัดสินใจ มันทำให้ข้อบกพร่องในเรื่องของการไปลงนาม MOU มันก็เกิด ปัญหาอย่างนี้ครับ MOU ๔๓ คิดกันมา ปี ๒๕๔๐ แต่กว่าจะตกลง รู้สึก ๘ คืน ๘ คืน ก็มาลงนามแล้วครับ MOU ๔๔ คิดกันต้นเดือน ต้นปี พอมีนาคม ๓ เดือนเศษ ๆ ก็มาลงนาม กันแล้วครับ ๓ เดือนเป็นผล ผมเข้าใจนะครับ MOU มันไม่ใช่สนธิสัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ใช่เป็นสนธิสัญญา เซ็นปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ มันจำเป็นที่จะต้องไปเหลียวหลัง ดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ไม่ใช่มาตรา ๒๔๔ นะครับ มาตรา ๒๒๔ อ่านทุกวรรค เขาพูดเรื่องสนธิสัญญา เรื่องการไปเซ็นอะไรต่าง ๆ นั้น เมื่อ MOU ไม่ใช่ เป็นสนธิสัญญามันบังคับไม่ได้ มันก็ไม่เข้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของ การทำ MOU นี้ เมื่อเดินต่อมา ๒๔-๒๕ ปี แล้วมาทำ MOU ๒๕๔๔ ผมขออนุญาตใช้เวลา เรียบเรียงไม่นานนักว่า MOU ปี ๒๕๔๔ เกิดสมัยท่านนายกทักษิณ เซ็นในปี ๒๕๔๔ ยาวขึ้นมาปี ๒๕๔๙ ท่านนายกทักษิณไม่อยู่ ท่านสมัคร สุนทรเวช ก็นำเรื่อง MOU ๔๔ นี้ มาต่อ ท่านสมชายก็ต่อแต่ไม่นาน ไม่ได้เข้าทำเนียบไปอยู่ใช้ดอนเมือง หลังจากนั้นก็มี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาปี ๒๕๕๒ แต่ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า MOU ๔๓ MOU ๔๔ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่จะยกเลิก ผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าในปี ๒๕๕๒ นี้ ครม. ของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมต้องกราบใจ กราบอกของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านได้มีการทบทวน ท่านได้พิจารณาเขียนไว้เหตุผลชัดเจนว่ามติ ครม. ให้ยกเลิก MOU ปี ๒๕๔๔ ก็ด้วยเหตุผลต้องไปอ่านดูครับ ทำไมสมัยนั้นมีมติ ครม. ผมเข้าใจดีครับว่า สภาแห่งนี้ของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจในเรื่องของการพิจารณาเห็นว่าให้ยกเลิก หรือไม่ยกเลิก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางการที่จะขอ ณ วันนี้ต้องพิจารณาตาม รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ลองไปอ่านดูว่าถ้าในกรณีเซ็นทำ MOU อย่างนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาก็หมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ประชุมร่วมกันอันนี้ผมขออนุญาตประธานอธิบายให้ชาวบ้านที่ฟังอยู่ได้เข้าใจครับว่ารัฐสภา คืออะไร เพราะว่าพี่น้องหลายคนที่มาเยี่ยมชม ๓๖๐ องศาของสภาผู้แทนราษฎรยังเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีทำงานที่นี่อยู่เลย แล้วก็ไม่เข้าใจว่าสภาที่นี่มันมี ๒ สภาอย่างไร อันนี้ก็อธิบาย ให้ฟังว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนก็บอกว่าก็เซ็น MOU กันมาเมื่อปี ๒๕๔๔ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันเกิดทีหลัง ก็ไม่เป็นไรครับ เขาบอกว่ากฎหมายไม่ย้อนหลัง แต่วิธีคิดกับ ในเรื่องของเงื่อนไขของ MOU ๔๔ มันยังเป็นเงื่อนไขในการบันทึกความเข้าใจ คือ บันทึกความเข้าใจ หมายความว่าเป็นเหตุที่ยังไม่ตกลงกันยุติก็มีนะครับ เพื่อที่จะบอกว่า ให้มามีการร่วมกันเจรจา ถ้ามีปัญหาก็ไปคุยกันต่อนะครับ ซึ่งผมเห็นแล้ว ท่านนายกทักษิณ ก็เข้าใจดีว่า MOU มันเป็นอย่างนี้ครับ แต่ท่านนายกแพทองธาร ท่านรู้สึกจะตอบ คลาดเคลื่อนกับท่านนายกทักษิณบอกว่ายกเลิกไม่ได้ ถ้ายกเลิกได้ มันต้องเป็นการยินยอมกัน ระหว่าง ๒ ฝ่าย ถ้ายกเลิกแล้วประเทศอื่นเขาจะไม่เชื่อถือประเทศเรา ผมขอตอบ ท่านประธาน ยกเลิกได้ครับ อ่านในเอกสารที่ผมไปค้นมาดูสิครับด้านหลังนี้ เว้นแต่ในกรณี ผู้เซ็น MOU ละเมิดบันทึกความเข้าใจอย่างรุนแรง แต่คราวนี้มันก็ต้องไปพิจารณาก่อนว่า ๖๐๐ กว่าครั้ง กับครั้งหลังสุดที่เอาปืนใหญ่ยิ่งมั่วไปหมด มันรุนแรงไหม หรือว่าขาขาดกับ ยิงโรงพยาบาลมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ขาทหารนี่เป็นเรื่องเล็กน้อย การละเมิดเอาทุ่นระเบิด มาฝังจนหาไม่เจอกู้ไม่ได้ จนทหารกัมพูชาไม่กล้ากลับไปเพราะว่าฝังเดินมา ลืม ไม่รู้ว่าฝัง เส้นไหน อย่างนี้มันรุนแรงหรือยัง แต่ถ้ามันรุนแรงแล้ว มันก็เข้าในเรื่องของเงื่อนไขที่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม MOU บันทึกความเข้าใจ ในเมื่อเขาไม่ยอมเข้าใจ เรานั่งอยู่เข้าใจอยู่อย่างเดียวเป็นพระ ไม่ตอบโต้ ต้องรอคำสั่ง ให้เขารุกมาก่อน ท่านประธานครับ ในหัวใจผมพี่น้องชาวบ้านเขาถามผม ว่าทำไมไม่ทวงคืน พระตะบอง ศรีโสภณ เสียมราฐ เขาบอกว่าเขาจำได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๔ ประเทศไทย ท่านควง อภัยวงศ์ ภูมิลำเนาเกิด รกฝังอยู่ที่จังหวัดพระตะบอง ประเทศสยาม หมายถึงว่า ๓ จังหวัดนั้นก็เป็นของประเทศไทย พี่น้องประชาชนก็ด้วยความ เจ็บแค้นบอกว่าไหน ๆ เขาละเมิดแล้ว ไหน ๆ ก็ยิงกันแล้วเราก็ได้ที โอกาสไปเอาคืนมาให้หมด เมื่อละเมิดแล้วเราก็ละเมิดบ้าง แต่ที่จริงแล้วเราไม่ใช้คำว่าละเมิด เราใช้คำว่าปกป้องอำนาจ อธิปไตย แต่โดยหลักการกฎหมายต่างประเทศ ฝรั่งเศสเขาคืนไป เลิกสนธิสัญญากัน ทั้งหมดแล้ว ทำไมฝรั่งเศสสมัยนั้นทำไมต้องยกจังหวัดเหล่านี้ ทำไมไม่คืนประเทศไทย น่าคิดนะครับ เพราะประเทศไทยตอนนั้นเรายังไม่แข็งแรง เราก็ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้น นำเรียนท่านประธานให้เห็นว่าความจำเป็นในการพิจารณาเรื่อง MOU กอดเอาไว้แล้ว มีประโยชน์ ก็กอดไปเถอะ แต่ถ้ากอดไปแล้วมันมีแต่ผลเสียให้อีกฝ่ายไปอ้างได้ แล้วใน เงื่อนไข MOU ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เขาบอกว่าเวลามีความขัดแย้งให้เจรจากัน ๒ ฝ่าย ห้ามนำ เรื่องความขัดแย้งไปสู่ประเทศที่สาม อันนี้ผมก็ยังสงสัยว่าถ้ามันมี MOU อยู่จริง ที่มันหยุดยิง วางแผนกันมาก่อน รีบบุกรุกเข้ามาในประเทศไทย วางแผนกัน รู้กันว่าเที่ยงคืนเขาจะไป เจรจาให้หยุดยิง แล้วเขาก็พยายามรุกให้มากที่สุด เพื่อที่จะยุติการเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย นี่ประเทศที่สามเหมือนกัน เรื่องอย่างนี้มันย้อนแย้งกันหมด ไม่ไปเอาประเทศที่สามเข้ามา เกี่ยวข้อง แต่ปรากฏว่าที่เห็น ๆ อยู่ก็ไป🔗

กลับมาที่เดิม เมื่อสักครู่นี้ MOU ๔๔ ถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็กราบใจ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สมัยนั้น ท่านมีมติ ครม. ให้ยกเลิก ต่อมาไม่สำเร็จ ท่านอภิสิทธิ์ ก็ต้องมีการออกไปอีก หลังจากนั้นก็มี พลเอก ประยุทธ์ หลังจากนั้น มีท่านยิ่งลักษณ์ ท่านยิ่งลักษณ์ก็หยิบยก MOU ๔๔ ขึ้นมาอีก ณ ปี ๒๕๕๒ ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปยกเลิก ตามมติ ครม. นั้น ท่านนายกทักษิณ ต้องขออนุญาตบอกชี้แจงเป็นข้อเท็จจริง ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลของฮุนเซน อันนี้ตั้งไว้ว่าข้อเท็จจริง มันเป็นอย่างนี้ พอหลังจากท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มา ก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ ผมทวนนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านสมัคร ท่านสมชาย ผมไม่นับนะครับ แล้วก็มาท่านยิ่งลักษณ์ พอมา พลเอก ประยุทธ์ ยึดอำนาจ คสช. ผมถามว่าตรงนี้ที่เขาบอก ว่าให้มีความสำคัญของ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ แต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้ขับเคลื่อน ในเรื่องของการเจรจาของ MOU ๔๓ MOU ๔๔ คือปล่อยเกียร์ว่างก็ไม่เห็นเขาทำอะไรได้ ถ้าเขารุกมาก็รุกตอบ ก็เสมือนหนึ่งว่าไม่ได้ใช้เครื่องมือ MOU ๔๓ และ MOU ๔๔ ที่จะไป เจรจา ในเรื่องของแนวเขต แล้วก็พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเรื่องแรงงานก็ดี ทุกเรื่อง ที่มันเป็นผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง หลังจากพลเอก ประยุทธ์ เสร็จแล้ว ท่านเศรษฐา เข้ามาถึง ก็พูด MOU ๔๔ อีก หลังจากท่านเศรษฐามาแล้วท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็มาพูด MOU ๔๔ อีก ในขณะที่ปัญหาของประเทศชาตินั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้าวราคาตก ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาภัยเศรษฐกิจ ภัยน้ำท่วม ปัญหาเรื่องพืชผลการเกษตรตกต่ำ ผมดูแล้วให้ความสำคัญเรื่องนี้น้อยกว่าในเรื่องของ MOU ๔๔ แม้กระทั่งท่านนายกทักษิณ เข้ามาประเทศไทยก็ยังไปพูดในช่องสื่อช่องหนึ่ง อธิบายเรื่องนี้เป็นหลักการ แล้วก็บอกว่า ๒๐๐ ไมล์ทะเลกับ ๒๐๐ ไมล์ทะเล เมื่อทับซ้อนต้องแบ่งครึ่ง มันรู้สึกว่าให้ความสนใจ ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ ยันจนถึงปัจจุบัน ผ่านกี่นายกมาแล้วครับ แล้วเราไปดูเนื้อหา ไส้ใน ใน MOU ๔๔ ณ วันนี้ ถ้าใช้เส้นหลัก เขาบอกว่าของเขา ๒๐๐,๐๐๐ ของเราบอกว่า ๕๐,๐๐๐ เอาเรื่องเดียว เอาเรื่องระหว่าง ๑:๕๐,๐๐๐ กับ ๑:๒๐๐,๐๐๐ เอาให้จบก่อน ถามว่าเขายอมเราไหม ในเมื่อไม่ยอม ก็ไม่ต้องไปเจรจา เราใช้หลักสากล เราใช้หลักแนวเขต ของเรา ๕๐,๐๐๐ เราใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เราใช้อเมริกามาส่อง มาดู ความละเอียดทุกสิ่ง ทุกอย่างมันชัดเจน ไหล่ทวีปทุกสิ่งทุกอย่างมันชัดเจนท่านประธานทราบหรือไม่ว่า ถ้าเราใช้ ๑:๒๐๐,๐๐๐ ในหลักหมุดที่ ๗๓ ลากตรงเข้าไปนั้น เกาะกูดของเราอย่างน้อยหายไป ครึ่งเกาะนะครับ แล้วในพื้นที่ใต้ท้องทะเลอ่าวไทย อ่าวไทยมันไม่เหมือนอ่าวอันดามันนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่เราใช้สนธิสัญญาของไทยกับมาเลเซีย ๑๙๐๔ ๑๙๐๗ อะไร ของฝรั่งเศสในสมัยก่อนมา ประวัติศาสตร์มันไม่อยากซ้ำรอย นอกเหนือจากข้อเท็จจริงไม่เหมือนกันแล้วนั้น เราสูญเสีย ก๊าซธรรมชาติที่ให้มาเลเซียใช้ไปล่วงหน้าก่อน โดยที่ประเทศไทยเรามีม็อบ มีการประท้วง อันนี้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติฝ่ายเดียว อันนั้นก็ต้องหุ้นกันคนละครึ่ง ๕๐:๕๐ แต่อาณาเขตไหล่ทวีปกับกฎหมายทะเลมันไม่เหมือนกับกรณีของอ่าวไทย อ่าวไทยเรา มีอ่าว ก. ไก่ เรามีอ่าวใน เรามีอ่าวนอก เรามีเขตทะเลหลวง ต้องไปดูดี ๆ ครับว่าการที่ ไปแบ่งเส้นอย่างนี้ มันไม่มีหรอกครับ บอกว่าคุณลุง ไปถึงเกาะกูดหนูขอเลี้ยวซ้ายนะคะ ให้เกาะกูด ให้เป็นของหนู มันพูดไม่ได้ครับ อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเกาะกูดต้องเป็น ของไทย ทรัพยากรมหาศาล เวลาเราไปเซ็นของอย่างนี้ ผมอยากจะให้คนเซ็น ก่อนจับ ปากกา มีสติ สงบนิ่ง นึกถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินที่อุตส่าห์ไปป้องกัน ไปตั้งค่ายเอาแผ่นดิน คืนมา ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ขอให้ทุกคนอย่าเอาเรื่องนี้เป็น เรื่องการเมืองเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติ เรื่องนี้มันใหญ่กว่าทุกเรื่อง เพราะเป็นเรื่องของการที่จะเสียประโยชน์ทรัพยากร แต่ ณ วันนี้มันยังไม่เสียนะครับ ที่เขาบอกว่าเป็นเรื่องทำให้เสียดินแดน ยังไม่เสียครับแต่ถ้าเมื่อไรเรายึดอย่างนี้ เราไม่มี การวางแผน เราไม่มีการเตรียมการ เราไม่เอาเรื่องนี้ ก็ ครม. ชงเรื่องมาสิครับ ครม. ชงเรื่องมาว่าถ้า ครม. อยากจะไปเซ็น MOU กันอีก ก็หมายความว่าตั้งทำการบ้านกันได้ดีว่า MOU ๒๕๔๓ มันมีไส้ในอะไรดีกับเรา MOU ปี ๒๕๔๔ มันมีไส้ในดีอะไรกับเรา เอาของดี กลับมาไว้ในหัวใจ แล้วเอาของใหม่จะเติมเข้าไปให้มันครบถ้วน ให้มันเป็นปัจจุบัน ให้มันจบ ไปในวัยเบญจเพส แล้วก็มาทำ MOU ๒๕๖๘ แต่ว่ามันน้อยไปก็ ๒๕๖๙ ก็ได้ ท่านประธานครับ สยามแห่งนี้ ประเทศอย่างนี้มันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ มันไม่มีวันหรอกครับ ผมเชื่อว่าบริษัท ที่อยู่เบื้องหลังประเทศมหาอำนาจ ที่มันอยากเอาทรัพย์สมบัติใต้ท้องทะเลไทยนั้น มันต้อง มีอันเป็นไป มันไม่มีวันเอาไปได้ แล้วมันบังเอิญเหลือเกินว่า MOU ๔๔ มันเป็นเลขสำคัญ มันบวกกันได้ ๘ คสช. มาตรา ๔๔ ไล่บี้หมดเลย มาตรา ๔๔ เป็นตัวที่บังคับหมดเลย อะไรขัดข้อง เอา ม. ๔๔ ไปทะลุทะลวง เพราะฉะนั้น MOU ๒๕๔๔ มันอาถรรพ์ ท่านประธานครับก่อนเซ็นนึกถึงดวงจิตวิญญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาปกป้องแผ่นดิน สิ่งเหล่านี้ เป็นบทเรียน เป็นบทเรียนที่จะให้ลูกหลานพวกเราในสภา ๕๐๐ คนนี่ ถ้าเราปกป้องแผ่นดิน เกาะกูดแห่งสยาม ประเทศไทยจะ Civilize ทันที เราบอกว่าเรายากจน เราทำงบประมาณ เคยเห็นสักปีไหม ตั้งแต่ผมมาเป็น สส. ไม่เคยมีปีไหนที่ไม่มีงบประมาณขาดดุล งบประมาณ ขาดดุลก็คือ หมายความว่าประเทศไทยต้องไปกู้เขามา ประเทศไทยก็กู้ ๆ ๆ กู้ทุกปี แล้วกู้กี่ปี มันถึงจะไม่กู้ ยิ่งกู้ยิ่งมีต้องเสียดอก ประเทศไทยมันถอยหลังมากเลยตอนนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทำไมเราไม่คิดเริ่มต้นใหม่ เรามาเจรจาเอง เราอย่าไปยอมนะครับ เรามีศักยภาพ ประเทศเหนือกว่ากัมพูชามาก เรามีศักดิ์ศรี เรามีความเป็นสุภาพบุรุษ เราคิดว่า เราเป็นประเทศมีอารยธรรม เราไม่รังแกประเทศอ่อนแอกว่า แต่เราปล่อยให้ประเทศอ่อนแอ อยู่ข้างแคร่ มาทำลาย มาฆ่าพี่น้องประชาชนเรา แล้วพวกเราก็ไปเอาอาหาร เอามาม่า เอาไข่ เอาไปให้ผู้อพยพ ผมใกล้จะจบแล้วท่านประธานครับ ผมเพิ่งไปอุบลราชธานีมา พี่น้องประชาชนในอุบลราชธานีบอกผมว่า Drone ฝ่ายตรงข้ามมาบินที่กองทัพ มาบิน ในจุดยุทธศาสตร์ของจังหวัดอุบลราชธานี เขาถามว่าบินมาได้อย่างไร มันบินมาไม่ได้หรอก อาณาเขตมันไกล Drone อย่างนี้ ก็แสดงว่าคนกัมพูชาจะต้องมาอาศัยอยู่ในจังหวัด อุบลราชธานีอยู่ข้างใน ไม่รู้อยู่ที่ไหนสักแห่ง ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน ก็มีความเป็นห่วงว่าการแฝงตัวของทหารหรือว่าสายลับของกัมพูชา จะมาตั้งถิ่นฐาน อยู่ข้างใน แล้วจะมาส่งฐานข้อมูล มาส่งพิกัดเพื่อให้ฝ่ายทหารเขาว่าจะเตรียมการรบ ครั้งต่อไป ยิงครั้งต่อไปมันจะได้แม่นกว่าเดิม กระสุนยังไม่ตกท้องทุ่งนา ท่านประธานดูนะ มันอันตรายไหมครับ วันนี้เราไปตามช่องข่าว ทุกสื่อเห็นกันหมด เพราะฉะนั้น Fake New วันนี้มันผ่านความจริงไม่ได้หรอก ความจริงมีหนึ่งเดียว แต่เมื่อสักครู่ผมพยายาม ขยายความนิดหนึ่งว่าด้วยความโชคดีของประเทศไทย ที่การเซ็น MOU ปี ๒๕๔๔ นั้น เซ็น ๒ เรื่องใต้เส้นละติจูดที่ ๑๑ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติบอกว่าในการพิจารณาให้พิจารณาคู่กันไปกับเขตทับซ้อน ข้างบน ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรว่าด้วยเรื่องเขตแดน ๒ เรื่องนี้มันพิจารณาในวาระเดียว มันเป็นไปไม่ได้เลย อันนี้ละมันจึงไม่ทะลุ มันจึงเป็นเหตุอุปสรรคและปัจจัย เป็นกำแพง ที่จะขวางกั้นไม่ให้ MOU ๔๔ ๒ ประเทศในการเจรจาจะไปบรรลุผลในการที่จะมีการพูดคุย เจรจากัน นี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสยามที่ดลจิต ดลบันดาลให้เขาลงอย่างนี้ แล้วมันทำกันไม่ได้ แล้วกัมพูชาเขาก็ไม่ยอม เพราะเรารู้ว่าเขาต้องการเป้าหมายทรัพยากรใต้ท้องทะเล เอาแต่เฉพาะหลัก ๗๓ แล้วก็ในบริเวณเกาะกูดเท่านั้นละครับ ท่านประธานครับ ผมพูดตรงนี้ ผมก็พยายามพูดไม่ซ้ำ แต่ว่าก็พยายามพูดในอีกหลายเรื่อง แต่ว่าก็เกรงใจในส่วนของเวลา ของเพื่อนสมาชิกที่ลงชื่อ แต่ในส่วนตัวผมนั้นผมคิดว่าเรื่องรายละเอียดลึกซึ้งเรื่องนี้ มันน่าจะ ไม่ใช่เป็นความมั่นคงที่ประเทศไทยจะเสียเปรียบ สื่อข้างนอก เวทีข้างนอกพูดลึกกว่า ที่พวกผมพูดอีก เขาพูดแรงกว่าที่ผมพูดอีก แล้วในการหาสื่อจากหน่วยข่าวทหารของกัมพูชานั้น ผมคิดว่าเขาไม่อยากสนใจมาฟัง ในเรื่องของที่พวกเราพูดอย่างนี้ ที่จริงแล้วยุทธศาสตร์ ในเรื่องของทหารมันมีเยอะ วันก่อนผมติงไป หลักสูตร วปอ. ๒๕๖๗ ไม่ควรให้สิทธินายทหาร ของกัมพูชามาเรียน วปอ. ครับ ชื่อย่อ ชื่อเต็มว่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรไทย เขาสอน อะไรผมไม่รู้ แต่รู้ว่ายุทธศาสตร์ของการปกป้องประเทศนั้น ถ้ามันรั่วไหลไป นายทหารเขาพูดมา มันก็จะเข้าถึงนายทหารของกัมพูชาที่มาเรียนหลักสูตรนี้ แต่ล่าสุดนั้นผมทราบว่าเขาคัดชื่อ ออกแล้ว เขาเอาชื่อออกจาก LINE แล้ว ก็เป็นบทเรียนครับท่านประธาน เรื่องถนนที่เราจะ ตัดไปให้ก็ต้องยุติ เรื่องของการช่วยเหลือ กระทรวงพาณิชย์ เวลาเราจะสู้กับประเทศอย่างนี้ เราต้องสู้ทุกบริบท เพื่อที่จะให้เกมการต่อรองของเขาจบให้เร็ว เพราะฉะนั้นการที่ ไม่ส่งเสบียงอาหารก็ต้องไม่ส่ง เรื่องแรงงานต้องทนกันสัก ๑ เดือน ๒ เดือน เขาอยากเอา แรงงานกลับไปก็ให้เขากลับไปเลย เพราะเรารู้ว่าผู้นำแห่งจิตวิญญาณเขา ที่เขาพูดนั้น พูดไม่จริง เขาโกหก เขาบังคับบอกว่าจะยึดแผ่นดิน จะยึดบ้าน แต่ไปแล้วก็ไม่มีงานทำ พี่น้องกัมพูชาอยู่ในประเทศไทยเขาอยู่อย่างมีความสุข เขามีนายจ้างประเทศไทย ตอนนี้ เก็บลำไย ๓๐,๐๐๐ คน ใช้แรงงานเพียว ๆ จากประเทศกัมพูชา เดิมแล้วนั้น พี่น้องกัมพูชา กับพี่น้องประเทศไทยนั้นแต่งงานกันก็มี เป็นเพื่อนกัน ค้าขายซึ่งกันและกัน เดินเข้าเดินออก ตามด่าน ไม่ว่าจะช่องอานม้า ช่องอะไรต่าง ๆ เดินกันเป็นแถว ทหารไทยก็ให้ข้าวให้น้ำ มาวันนี้ จากผู้นำเป็นเหตุในการให้เกิดทำสงครามความขัดแย้ง นำมาสู่ในเรื่องของพี่น้อง ประชาชนในเรื่องของชายแดน ในบริเวณสระแก้ว หนองจาน ผมนึกได้ว่าเพื่อนสมาชิกของเรา ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพนิช วิกิตเศรษฐ์ ตอนนั้นที่ถูกจับ ตอนที่ถูกจับ ท่านบอกว่า ท่านยืนอยู่ในประเทศไทย เมื่อไปยืนอยู่ตรงสระแก้ว ทหารกัมพูชาจับเขาไป ๒ คน พอจับเขา ไปเสร็จแล้ว เข้าไปในเขตของกัมพูชาเขาใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายเลย แล้วก็ส่งพิกัดเลยว่า ๒ คนนี้บุกรุกกัมพูชาจริง นี่ครับ ท่านพนิช วิกิตเศรษฐ์ บอกผม บอกว่ากัมพูชาคบไม่ได้จริง ๆ กัมพูชาคบไม่ได้ เชื่อใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่างนี้มันมีหลายเหตุการณ์ หลายพฤติกรรม หลายพฤติเหตุ เรายังเชื่อ แล้วเรายังคบผู้นำกัมพูชาอีกหรือครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้ หมายความว่าให้ประเทศไทยเราไม่คบประเทศกัมพูชานะครับ พี่น้องประชาชนของกัมพูชา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขารู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเราจำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น วันนี้ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ ผมเชื่อว่าผู้นำแห่งจิตวิญญาณของกัมพูชา ถ้ามีเหตุที่จะ มีอันเป็นไปหลุดพ้นจากตำแหน่ง ผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาดีขึ้น ทันที เราเจรจาได้ทันที เพราะฉะนั้นมาตรการในเรื่องของเชิงในการกดดัน แรงงานเราก็กดดัน กระทรวงพาณิชย์ สินค้าเราไม่ต้องส่งแต่กระทรวงพาณิชย์ปล่อยให้ส่งไปประเทศ สปป. ลาว จาก สปป. ลาว เข้ากัมพูชา อย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมียุทธศาสตร์ทุกฝ่าย เราไม่อยากให้สูญเสียทหารให้มากกว่านี้ต่อไปอีกแล้ว ก็เลยต้องกราบเรียนท่านประธาน นะครับ🔗

สุดท้ายต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกพรรคที่ร่วมเซ็นในญัตติของผม แล้วก็หลายคนที่มาเซ็นในญัตติของผม แล้วก็มีอำนาจแฝงบางเรื่องก็มาขอถอนชื่อไป เป็นเหตุให้ญัตติด่วนของผมนั้นมี สส. เซ็นท้ายสนับสนุนญัตติ ๓๔ ท่านด้วยกัน ก็ต้อง ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ขอขอบคุณพรรคภูมิใจไทย แล้วก็ขอขอบคุณสื่อต่าง ๆ อย่างกรณี ท่านอาจารย์ปานเทพ ท่านสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้รู้จักสนิทอะไรกับผม แต่ท่านไปเห็นจากไหน ผมไม่ทราบ ท่านก็มาชื่นชม แต่ว่าผมก็ไม่ได้ที่จะติดใจอะไรมากกับคำชื่นชม แต่ผม กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังทุกท่านว่าผมคิดถึงประเทศชาติ ผมคิดถึงแผ่นดินไทย ผมหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นอุบลราชธานี สระแก้ว ชายแดนของประเทศไทย ไม่ว่าทุกภาค ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ล้วนแต่พวกเราเป็นเจ้าของ ทั้งสิ้น กระบี่อันสวยงามของผมก็เป็นของพี่น้องทุกคน ประธานจะไปเที่ยวเมื่อไรพวกผม ก็ต้องต้อนรับ ท่านประธานสามารถเหยียบได้ทุกตารางเซนติเมตร เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้อง พูดถึงในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ เราต้องเอาผู้นำที่มีความเพียบพร้อม สิ่งสำคัญที่สุดที่จะ เรียกร้องคือความสามัคคี การฟังเรื่องอย่างนี้ต้องฟังแม่ทัพ ต้องฟังทหาร ต้องขอขอบคุณ แม่ทัพภาค ๒ แม่ทัพภาค ๑ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ พี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้ต่อสู้ ร่วมใจเสียเลือดเนื้อรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียว ถ้าพวกเราได้ฟัง ได้รวมตัวสามัคคีเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันนั้น เราไม่มีวันที่จะเสียแผ่นดินแม้นตารางเซนติเมตรเดียว เหตุการณ์อย่างนี้ ก็เอาวิกฤติให้เป็นโอกาสว่าทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยเรากลมเกลียวสามัคคีกัน แล้วก็ สภาแห่งนี้ถือว่าเป็นสภาศักดิ์สิทธิ์ เราพยายามทำทุกอย่างไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ผมก็ไม่ติดใจ แล้วเราก็จะต้องทำให้เป็นรัฐสภาที่รัฐบาลผู้บริหารมีหลังพิง อันนี้เป็นประโยชน์ มากที่รัฐบาล ท่านประธาน ท่านฉลาด ขามช่วง ครับ ถ้าฝ่ายรัฐบาลรู้จักใช้นิติบัญญัติ เราไปอ้างกับนานาชาติ เราไปอ้างกับที่ไหนก็ตาม วันนี้เราไม่เคารพ เราไม่เอาเรื่องของ ประเทศไทยจะไปขึ้นศาลโลก ICJ เราไม่ขึ้น แต่ในเรื่องอื่นนั้นในเรื่องของศาล ICC ในเรื่องของการละเมิด การทำร้ายอะไรต่าง ๆ นั้นผมคิดว่าต้องไปทบทวนใหม่ วันนี้ ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ ผมใช้เวลาไป ๔๓ นาที ๕๕ วินาที ก็ถือว่าได้ในสาระ บางประเด็น แล้วบางประเด็นไม่ได้ลงรายละเอียดลึกลงไป ก็ขอให้พี่น้องทุกคน ความรู้ อยู่ในอากาศ วันนี้เราไป Search หาทุกเรื่องมีอยู่แล้วใน Google แต่ว่าในเรื่องของจิตสำนึก ในเรื่องของการทำงานเป็นทีมนั้นมันไม่มีใน Google เพราะฉะนั้นผู้นำฝ่ายบริหาร ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัตินั้น เราต้องกอดคอเดินไปด้วยกัน เราต้องรักษาอาณาเขตแผ่นดิน ของประเทศสยาม ประเทศไทยเหล่านี้ให้มีสง่างามและเป็นผู้นำใน ASEAN ให้ได้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เนื่องจากญัตติของท่านสฤษฏ์พงษ์ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา บันทึกความเขาใจ MOU ฉบับที่ ๔๓ และฉบับที่ ๔๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เนื่องจากท่านสฤษฏ์พงษ์ขอตัดคำว่า ฉบับที่ ๔๓ และฉบับที่ ๔๔ ออก เนื่องจากว่าญัตตินี้ ท่านประธานได้สั่งบรรจุในระเบียบวาระแล้ว จะทำการแก้ไขไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับ ความยินยอมจากที่ประชุม ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ เมื่อที่ประชุมไม่ขัดข้อง สภาอนุญาต ให้ตัดคำว่า ฉบับที่ ๔๓ และฉบับที่ ๔๔ ออกครับ ขอบคุณมากครับ จบทุกญัตตินะครับ🔗

เนื่องจากสมาชิกร้องขอให้มีการประชุมลับ ซึ่งในการประชุมลับ ห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากประธานเท่านั้นและ ให้ประธานดำเนินการเพื่อมิให้การบันทึกภาพ บันทึกเสียง การกระทำใด ๆ เป็นการถ่ายทอด การประชุมสู่บุคคลภายนอก โดยมิได้รับอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘ วรรคสี่ ดังนั้น ผมขอเชิญเจ้าหน้าที่และผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากห้องประชุมครับ🔗

(ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมได้ออกจากที่ประชุม)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

๑. รับทราบการพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๓ เรื่อง🔗

โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือแจ้งว่า ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณา และรับทราบรายงาน จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้🔗

ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๘ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบ🔗

(๑) รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ปี ๒๕๖๗🔗

ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้🔗

(๒) รายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ🔗

(๓) รายงานผู้ตรวจการแผ่นดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗🔗

จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๒. รับทราบรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทย ปี ๒๕๖๗ และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หน่วยงาน พร้อมแล้วนะครับ ขอเชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้รายงานต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรต่อไปครับ ขอเชิญท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สวัสดีค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เรียนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรนะคะ ดิฉัน พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พร้อมด้วย คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ และคุณสุภัทรา นาคะผิว ซึ่งเป็นกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันนี้จะมาขอนำเสนอรายงานของ กสม. ๒ ฉบับ ฉบับแรก เป็นรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๗ คือปีที่แล้ว ซึ่งทำขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๗ (๒) และ พ.ร.ป. กสม. มาตรา ๒๔ (๒) เราจะนำเสนอมีเนื้อหาแบ่งเป็น ๔ ด้านหลัก🔗

ด้านแรกเป็นด้านที่เกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ประกอบด้วย สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การค้ามนุษย์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิในการชุมนุม และเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งในส่วนนี้มีพัฒนาการที่สำคัญในปี ๒๕๖๗ ก็คือการที่ไทยเรา ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายและ มีความคืบหน้าในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทำทรมาน แล้วพัฒนาการที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการปรับปรุงเรือนจำให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยแยกผู้ต้องขัง ระหว่างพิจารณาออกจากนักโทษที่คดีถึงที่สุดแล้ว🔗

ส่วนประเด็นที่ยังเป็นข้อท้าทายในส่วนนี้ก็คือยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม ยังขาดแคลนล่ามภาษาถิ่นแล้วก็ล่ามภาษามือ อีกอันหนึ่งก็คือ ความแออัดของเรือนจำและสถานกักตัวคนต่างด้าว และความไม่เพียงพอของบุคลากร ทางการแพทย์ มีปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีการหลอกลวงคนไทยแล้วก็คนเชื้อชาติอื่น เพื่อบังคับ ให้ไปทำงานในแก๊ง Call Center ในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็มีการคุกคามนักปกป้อง สิทธิมนุษยชนทั้งในการดำเนินคดีเพื่อปิดปากนะคะ หรือที่เรียกว่า SLAPP แล้วก็การคุกคาม ทางดิจิทัลในการใช้ Spyware Pegasus เพื่อสอดแนมข้อมูลของนักกิจกรรมด้าน สิทธิมนุษยชน อันนั้นเป็นด้านแรกของความพัฒนาการที่สำคัญแล้วก็ความท้าทาย🔗

ด้านที่ ๒ ได้แก่สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นวัฒนธรรม ก็ประกอบด้วย สิทธิแรงงาน สิทธิด้านสุขภาพและการศึกษา สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความก้าวหน้าที่สำคัญ เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มสิทธิ ในการลาคลอดบุตร และให้ลูกจ้างชายมีสิทธิลา เพื่อช่วยภรรยาดูแลบุตรหลังคลอด มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ ๔๐๐ บาท ในจังหวัดท่องเที่ยว ๑๐ แห่ง และมีการติดตามเด็กที่ออกจากโรงเรียนกลางคันให้ได้กลับเข้ามาเรียนต่ออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีประเด็นท้าทาย เช่น การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือ Rider แล้วก็ลูกจ้างในหน่วยงานรัฐบางแห่งก็มีการเปลี่ยนรูปแบบเป็นจ้างเหมาบริการทำให้ไม่ได้รับ สวัสดิการใด ๆ แล้วก็มีการช่วยนักเรียนในครอบครัวที่ยากจนให้เข้าถึงการศึกษาภาคบังคับ อย่างครอบคลุม อันนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ แล้วก็มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ PM2.5 ซึ่งก็ยัง มีความท้าทายอยู่มาก🔗

ด้านที่ ๓ เป็นสิทธิมนุษยชนของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งสิทธิเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ สิทธิสตรีและความเสมอภาคทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ คนจนเมือง อันนี้ก็มีพัฒนาการที่สำคัญก็คือ มีการถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ของอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก มีการออกประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และมีการห้ามลงโทษบุคคล ด้วยวิธีรุนแรงและมีการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะให้บุคคลที่เข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเวลานาน ประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งจะได้รับสถานะของคนไทย แต่ก็แน่นอน มีข้อท้าทายอยู่ อย่างเช่น มีปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ผู้หญิง กลุ่มผู้มีความหลากหลาย ทางเพศ คนพิการ แล้วก็ผู้สูงอายุที่มีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น การดูแลสวัสดิการที่เหมาะสม สำหรับกลุ่มเปราะบางก็ยังมีความท้าย ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาในพื้นที่พักพิง ซึ่งก็ถูกควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดเป็นเวลานานโดยไม่มีกำหนด และการเข้าถึงมาตรฐาน การครองชีพที่เหมาะสม ซึ่งในกรณีนี้เข้าใจว่าล่าสุดก็มีการมติ ครม. ที่จะอนุญาตให้กลุ่มคน เหล่านี้ที่อยู่ใน Camp สามารถที่จะทำงานได้ แล้วก็มีเรื่องของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็ก โยกย้ายถิ่นฐานจากกรณีที่มีการปิดศูนย์การเรียนรู้ อย่างเช่น มิตตาเย๊ะ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี🔗

ด้านที่ ๔ สำหรับรายงานฉบับแรกเป็นสถานการสิทธิมนุษยชนในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ก็ยังมีการพบว่ามีเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้น ปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก็ยังมีข้อจำกัด แล้วก็มีปัญหาที่เยียวยาผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก การบังคับใช้กฎหมาย พิเศษด้านความมั่นคง ซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพบางประการ แล้วก็การมีส่วนร่วม ของชุมชนในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ🔗

อันนี้เป็น ๔ ด้านหลัก ๆ ในกรอบของรายงานการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในรอบปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาซึ่งทาง กสม. ก็ได้มีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็รัฐบาลรวม ๑๕๙ ข้อ สำหรับหน่วยงานทั้งหมด ๔๑ หน่วยงาน อันนี้เป็นฉบับแรก🔗

ฉบับที่ ๒ เป็นรายงานผลการปฏิบัติงานของ กสม. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ที่สำคัญก็ได้แก่ การตรวจสอบการละเมิด สิทธิมนุษยชน ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ เราได้รับเรื่องร้องเรียน ๙๘๐ เรื่อง เราได้ตรวจสอบ ช่วยเหลือหรือส่งต่อให้หน่วยงานอื่น ๆ ๖๙๙ เรื่อง ส่วนที่เหลืออีก ๒๘๑ เรื่องเป็นเรื่องที่ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายจึงไม่รับไว้พิจารณา แล้วในด้านของการเสนอแนะมาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เราก็ได้ทำงานเชิงรุกมีข้อเสนอแนะ ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนรวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด ๒๗ เรื่อง อย่างที่เป็นตัวอย่างที่สำคัญก็เช่น การจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวให้มีความเหมาะสมและชัดเจน การดูแลเด็กที่เติบโตในสถานสงเคราะห์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบและ มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก การแก้ไขระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณา ให้สิทธิบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านกลาง สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้ แล้วก็แก้ปัญหาบุคคลที่ถูกจำหน่ายชื่อในทะเบียนบ้านกลางที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานและสวัสดิการของรัฐ แล้วสุดท้ายในส่วนนี้ที่เราพยายามเสนอแนะมาตรการ ก็คือเรื่องของการคุ้มครองบุคคลจากการถูกส่งกลับไปเผชิญอันตราย Non-refoulement ซึ่งในกรณีที่ผ่านมาก็อย่างเช่น เราก็มีการเสนอแนะไปในเรื่องของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไป ประเทศต้นทาง เราก็มีหนังสือไปที่นายกรัฐมนตรี แล้วก็แถลงการณ์ในเรื่องนี้ เน้นย้ำในเรื่อง ที่ไม่ควรจะผลักดันบุคคลกลับไปสู่อันตราย🔗

แล้วก็ในด้านการจัดทำรายงานก็อย่างที่เรียนมาเมื่อสักครู่นี้ ด้านอื่นที่เป็น การปฏิบัติงานของ กสม. เราก็มีการทำการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีการพัฒนาหลักสูตรสิทธิมนุษยชน แล้วก็มีการเผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็มีแถลงการณ์ที่สำคัญในปีที่ผ่านมา เช่น กรณีเหตุ Car Bomb ที่จังหวัดยะลา เราก็เสนอให้รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง การปิดศูนย์ การเรียนรู้เด็กข้ามชาติก็เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการทบทวนการปิดศูนย์การเรียนรู้ กรณีภัยพิบัติเราก็มีข้อเสนอแนะในการที่จะรับมือกับภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม แล้วก็มีการสร้างเสริมความร่วมมือ กับภาคีเครือข่ายเพื่อให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาสังคม ร่วมกันส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิประชาชนในหลาย ๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็น สิทธิความหลากหลายทางเพศ สิทธิเด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็เรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งคงจะมีการพัฒนาเพิ่มยิ่งขึ้นในอนาคต เราจัดสมัชชาสิทธิประชาชนเป็นปีที่ ๓ ซึ่งจะเป็นเวทีที่จะมีการขับเคลื่อนกับภาคีเครือข่ายในการที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาสถานะ บุคคล การขจัดการเลือกปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แล้วเราก็ส่ง ข้อมตินี้ส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วก็คงจะมีการติดตามผลต่อไปนะคะ เรายังมี ความร่วมมือในกลไกสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ ในเวที ระหว่างประเทศทั้งในระดับเอเชีย แปซิฟิก ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในระดับโลก เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนแล้วก็นำเสนอบทบาทสำคัญของเราในเวทีต่าง ๆ เหล่านี้ให้เห็นถึง พัฒนาการที่สำคัญของประเทศไทยในบริบทของสิทธิมนุษยชน ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๗ ภาพรวมก็เป็นไปด้วยดี แต่เรามีข้อเสนอแนะ ๒-๓ ประการที่เราคิดว่า ถ้าเผื่อปรับปรุงแล้วก็จะทำให้เราทำงานได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น มี ๒ ประเด็นแรกเป็นเรื่องที่เรา นำเสนอมาต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ แล้วนะคะ🔗

ประเด็นแรกก็คือเรื่องที่มีการกำหนดใน พ.ร.ป. ให้เราทำหน้าที่ในการชี้แจง และรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า กรณีที่มีต่างประเทศมีความเห็นเกี่ยวกับ สถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งเราคิดว่าในส่วนนี้ถ้าในบริบทของอนุกรรมการประเมินสถานะ ของ กสม. ตามกลไกระหว่างประเทศ ก็เห็นว่าไม่ใช่ภารกิจที่สถาบันสิทธิมนุษยชน ควรจะต้องทำ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่เราอยากจะเสนอให้ยกเลิกหน้าที่นี้นะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการที่อยากจะเสนอให้ กสม. มีหน้าที่และอำนาจ ในการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เดิมหน้าที่นี้ มีอยู่ใน พ.ร.ป. ฉบับเดิม แต่ในฉบับใหม่ไม่มี ทำให้เรามีข้อจำกัดในการที่จะช่วยแก้ปัญหา การละเมิดสิทธิมนุษชยชนให้รวดเร็วแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็หวังว่าเรื่องนี้ เราก็จะขับเคลื่อนกับทางรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไปนะคะ🔗

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นข้อท้าทายของเราซึ่งยังเห็นเป็นปัญหาอยู่คือ ถึงแม้เราจะ มีข้อเสนอแนะไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ กรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือ ควรจะต้องแก้ไข ก็มักจะมีการตอบสนองที่ค่อนข้างจะล่าช้าหรือไม่ก็ไม่ได้ดำเนินการเลย เราก็หวังว่ารัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีควรจะต้องกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะ ของ กสม. ไปดำเนินการให้ครบถ้วน แล้วก็รายงานความคืบหน้าเพื่อให้เราทราบว่า ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินการที่จะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาสิทธิ มนุษยชนได้ต่อไป🔗

ทั้งหมด ทั้งภาพรวมนี่ก็เป็นเรื่องทั้งของรายงานการประเมินสถานการณ์ สิทธิ มนุษยชน แล้วก็ผลการปฏิบัติงาน จึงกราบเรียนมา แล้วก็เรียนมาเพื่อทราบ แล้วก็ยินดีที่จะ รับข้อคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานในปีต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขออนุญาตที่จะแจ้งเป็น ทางการอีกครั้งหนึ่ง ก็คืออนุญาตท่านพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน ซึ่งท่านแนะนำตัวไปแล้ว ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชน นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชน นางสาวหรรษา หอมหวน เลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายภาณุวัฒณ์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติและนายภาณุพันธุ์ สมสกุล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ต่อไปก็เป็นท่านสมาชิกที่ได้แจ้งความจำนงในการที่จะซักถามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ท่านแรกเชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ เชิญครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายในวาระการ พิจารณารายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ในปี ๒๕๖๗ รวมถึงรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งถือว่าเป็นรายงานที่สำคัญที่สะท้อนถึงความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และแนวทางที่ประเทศไทยควรจะพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตาม หลักสากลมากยิ่งขึ้นค่ะ ดิฉันขอชื่นชม กสม. ก่อนนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

ในรายงานฉบับนี้ที่ชี้ให้เห็น ในประเด็นสำคัญหลายด้านไม่ว่าจะเป็นประเด็น ๑. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ๒. มาตรฐาน สภาพการควบคุมผู้ต้องขังหรือว่าราชทัณฑ์นั่นเอง ๓. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ โทษประหารชีวิต ๔. สิทธิผู้พิการที่ดิฉันก็จะพูดในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึง ข้อเสนอแนะนโยบายที่มุ่งเน้นให้รัฐบาลปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็ข้อตกลง ระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับพันธกรณีที่เราได้ลงสัตยาบันไว้ค่ะ การพิจารณารายงาน ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำตามขั้นตอนในสภาเพียงเท่านั้น แต่คือการสะท้อนความจริง ของสังคมไทยและเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนที่ก้าวหน้าและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เพราะสิทธิมนุษยชนถอย หลังไม่ได้ ขอสไลด์ที่ ๒ ค่ะ ท่านประธานคะ เมื่อเราพูดถึงโทษประหารชีวิต หลายฝ่ายจะเชื่อ ว่าเป็นมาตรการเด็ดขาด ช่วยยับยั้งการเกิดอาชญากรรมได้ แต่หากเราหันไปพิจารณาข้อมูล จากองค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จะพบว่าความเชื่อนี้ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงสถิติ ตัวเลขและงานวิจัยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อน ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐที่ยังคงใช้โทษประหารมีอัตราการฆาตกรรมหรือว่าอัตรา การก่ออาชญากรรมร้ายแรงสูงมากกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารอย่างต่อเนื่อง ดิฉันขอ ยกตัวอย่างข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ค่ะ จาก Amnesty International จากประเทศ สหรัฐอเมริกาในปี ๒๐๐๔ ค่ะ ค่าเฉลี่ยอัตราฆาตกรรมในรัฐที่ยังมีโทษประหารอยู่ อยู่ที่ ๕.๑๗ รายต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่รัฐที่ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว มีอัตรา การฆาตกรรมอยู่ที่ ๔.๐๒ ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน นั่นแปลว่ารัฐที่มี โทษประหาร อัตราฆาตกรรมสูงกว่ารัฐที่ไม่มีถึงประมาณ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เกือบครึ่งหนึ่ง นะคะท่านประธาน จาก Death Penalty Information Center เป็นข้อมูลเชิงสถิติ ของผลงานวิจัย รัฐที่ไม่มีโทษประหารยังคงมีอัตราการฆาตกรรมต่ำกว่าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับรัฐที่ใช้ โทษประหารและช่องว่างนี้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เป็นต้นมา ในช่วง ๒๐ ปี ที่ผ่านมา อัตราการฆาตกรรมในรัฐที่มีโทษประหารอยู่ สูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๑๐๑ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน จากงานวิจัยอื่น ๆ ข้อมูลตั้งแต่ ปี ๑๙๗๓- ๑๙๘๔ พบว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารมีอัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรัฐที่มีโทษประหารและบังคับใช้ค่ะ ผลงานวิจัยระบุอีกว่ารัฐที่ไม่เคยมีโทษ ประหารเลยมีอัตราการฆาตกรรมต่ำที่สุด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๙ รายต่อ ๑๐๐,๐๐๐ คน และมี ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายคน ที่มาจากอาชญาวิทยากว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้มีการลดอาชญากรรมอย่างที่หลายคนเชื่อ รายงานจาก National Research Council ปี ๒๐๑๒ ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยที่มีความพยายามจะยืนยันว่าโทษประหาร ป้องกันอาชญากรรมได้นั้น มีข้อบกพร่องอย่างรุนแรง และไม่ควรเป็นเกณฑ์ในการกำหนด กฎหมาย🔗

ประเด็นสุดท้ายค่ะ ยิ่งโทษหนักไม่ได้หมายความว่าจะหยุดยั้งให้คนกระทำผิด ดิฉันขอสรุปเหตุผลสำคัญ ๕ ประการที่แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมค่ะ เพราะข้อมูล จาก Amnesty International ชี้ให้เห็นว่าอัตราการฆาตกรรมในรัฐที่ยังมีโทษประหาร ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหารอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ในปี ๒๐๐๔ รัฐที่มีโทษ ประหารมีอัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยสูงถึง ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ แล้วก็ มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโทษประหารไม่ใช่เครื่องมือป้องกันอาชญากรรม แต่เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีข้อเท็จจริงอิงอยู่ในนั้น🔗

ประการที่ ๒ ไม่มีระบบยุติธรรมในโลกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ประเทศไทยเอง ก็มีกรณีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา ถูกตัดสิน และบางครั้งสูญเสียอิสรภาพไปหลายปี ต้องจ่ายเงิน เยียวยาให้เขาอีกค่ะ หากผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ถูกตัดสินประหารไปแล้ว เราไม่สามารถเอาชีวิตเขา กลับมาได้อีกต่อไปแล้วค่ะท่านประธาน โทษประหารคือโทษที่ไม่อาจแก้ไขได้และในยุค ที่เทคโนโลยีการสืบสวนยังมีข้อจำกัด โทษนี้เท่ากับเปิดช่องให้รัฐมีสิทธิในการพรากชีวิต ประชาชนไป โดยไม่อาจกลับคืนมาได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีการปฏิบัติโทษประหารมานานแล้ว ในประเทศไทย แต่ก็ยังมีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาถึงในเชิงปฏิบัติหลายสิบปี เราไม่ได้มีการประหารชีวิตแล้วค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราควรจะยกเลิกไปเลยค่ะ🔗

ประการที่ ๓ ประเทศไทยเป็นภาคี ICCPR หรือกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งในมาตรา ๖ ได้กำหนดว่า สิทธิในชีวิตเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดและรัฐภาคีควรมุ่งไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต ดิฉันสนับสนุน ให้ประเทศไทยลงสัตยาบันในพิธีสาร ฉบับที่ ๒ หรือว่า Second Optional Protocol ที่ ๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อยกเลิกโทษประหาร ชีวิตภายในพรมแดน พิธีสารนี้ได้รับการรับรองใน พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นข้อผูกพันเพิ่มเติมของ ICCPR ที่เราก็ได้ลงสัตยาบันไปแล้ว แล้วก็ได้ช่วย เสริมสร้างสิทธิในการมีชีวิต🔗

ประการที่ ๔ กว่า ๒ ใน ๓ ของประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมายหรือในเชิงปฏิบัติ นักวิชาการหลากหลายประเทศไทย อย่างเช่น จอห์น เดวิด เบสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบัลติมอร์ และศาสตราจารย์ศูนย์กฎหมาย มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ มีผลการศึกษาวิจัยว่าโทษประหาร เป็นการละเมิด Jus Cogens หรือว่ากฎหมายจารีตประเพณีสูงสุดที่ไม่สามารถละเมิดได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ก็คือการทรมานนั่นเอง อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ๑๙๘๗ ไทยก็ได้ ลงสัตยาบันไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากผู้ต้องโทษแดนประหารจะมีความทรมานทางด้าน จิตใจส่วนมากไม่ว่าจะถูกประหารวันไหน เพื่อป้องกันการจลาจลหลบหนี ทำให้ผู้ต้องขัง มีอาการทางจิตและหลายคนก็ต้องการที่จะปลิดชีวิตตัวเอง งานวิจัยแสดงให้เห็นว่านักโทษ ประหารมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรเรือนจำโดยเฉลี่ย ๕-๑๐ เท่า อย่างเช่นในรัฐ ของแคลิฟอร์เนีย การฆ่าตัวตายในเรือนจำมีมากกว่าการประหารชีวิตในบางช่วงเวลา ระดับประเทศ การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในเรือนจำอันดับ ๒ ในแดนประหารของ หลายรัฐ ในตัวเลขที่บันทึกไว้ในสหรัฐอเมริกา มีนักโทษประหารเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย แล้วมากกว่า ๑๔๐ คน ภายใน ๑ ปี ซึ่งสูงสุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีรายงานการฆ่าตัวตาย ในหมู่นักโทษอย่างต่อเนื่อง มีอัตราสูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า ในญี่ปุ่นค่ะ โทษประหารต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและยังไม่ทราบวันประหารชีวิตจนกว่า จะเข้าถึงลานประหารค่ะ แล้วก็มีรายงานว่ามีการฆ่าตัวตายและการป่วยทางจิตเวชขั้นรุนแรง แต่ไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ เรามีเครื่องมือเข้มแข็งที่ไม่แพ้กันในปกป้องสังคม นั่นคือ การจำคุกตลอดชีวิต มาตรการก็ยังกักกันไม่ให้ผู้กระทำผิดร้ายแรงต่อไปได้ แล้วก็ไม่ละเมิด สิทธิในการมีชีวิต ยังสะท้อนให้เห็นถึงความ Civilize และความอารยะของประเทศค่ะ🔗

ประเด็นต่อมาดิฉันมีความกังวลในสิทธิของผู้พิการในเรื่องสิทธิการทำงานค่ะ ขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวในกรณีของคุณศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ซึ่งได้ขอให้ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วยยื่นหนังสือถึงเลขาธิการศาล เพื่อชี้แจงว่าทำไมคุณศุภวิชญ์ ถึงไม่สามารถสอบเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในปี ๒๕๖๗ ทั้ง ๆ ที่ได้สมัครสอบไปแล้ว คุณศุภวิชญ์เป็นผู้พิการและเป็นทนายความในปีที่ ๓ ตั้งใจจะสอบเป็นผู้พิพากษา ทำทุกอย่าง ถูกต้องหมด แต่ก็ไม่ได้รับการบรรจุ เพราะเขาเพียงแต่แค่แจ้งว่าต้องการโต๊ะที่สอบ สามารถ รองรับรถเข็นได้เท่านั้น ดิฉันจึงมีความกังวลในการเลือกปฏิบัติ เพราะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่วางหลักไว้ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ เสรีภาพและการได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และชาย หญิงควรถูกปฏิบัติโดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่างเป็นธรรมต่อทุกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือสภาพร่างกายหรือสุขภาพที่กระทำมิได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็เขียนชัดในกรณีนี้ค่ะ และในต่างประเทศก็มีผู้พิพากษาที่เป็นผู้พิการ หลายท่าน อย่างเช่น คุณชอฮยอง ในเกาหลีใต้ คุณรอนัล กู๊ด ในสหรัฐอเมริกา คุณเดวิด คาเทล ในสหรัฐอเมริกาค่ะท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รบกวนสรุป ได้นะครับ ใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

อีกนิดเดียวค่ะ อีกประเด็นนที่ถกเถียงกันคือกรณีของเด็กนักเรียนชายที่อายุ ๑๓ ปี ถูกจับกุมในข้อหา บุคคลต่างด้าวและดำเนินการเพื่อส่งกลับประเทศกัมพูชา เด็กทุกคนล้วนมีสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นภาคี หลักการสำคัญคือผลประโยชน์ สูงสุดของเด็ก ดิฉันเข้าใจว่าตอนนี้เรามีข้อขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แต่ว่ากระบวนการ การจับกุมโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับน้องคนนี้เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นเพียงกรณีหนึ่งที่เป็นสัญญาณเตือนของความบกพร่องและการบังคับ ใช้กฎหมายในประเทศไทย ซึ่งเราควรผลักดันให้ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้า กฎหมาย กระบวนการตรวจสอบต้องรัดกุม เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม หากเด็กเกิด ในไทย สามารถพิสูจน์สิทธิได้ สูติบัตรเกิดในไทย อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สุรินทร์ที่จับกุมเด็ก โดยไม่มีหมายจับและไม่ได้มีเหตุทำผิดซึ่งหน้าหรือหลบหนี อีกทั้งยังจับในโรงเรียนซึ่งเป็น ที่รโหฐาน เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา วิธีพิจารณา ความอาญา นอกจากนั้นอย่างผิดกฎหมายในเรื่องคุ้มครองเด็กอีกหลายมาตรา นี่อาจารย์ คณะนิติศาสตร์นะคะท่านประธาน ดิฉันเข้าใจว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวและเปราะบาง แต่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดิฉันขอยืนยันว่ายังคงทำหน้าที่ต่อไปด้วยความซื่อสัตย์ ต่อหลักการและสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าบนรากฐานของการเคารพศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของทุกคน ดิฉันขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าการอภิปรายในวันนี้มิได้เรียกร้อง ให้ประเทศไทยต้องรับเลี้ยงดูเด็กต่างด้าว แต่สิ่งที่ดิฉันกำลังพูดคือเด็กไร้สัญชาติที่เติบโต ในแผ่นดินไทย ได้รับการศึกษาในระบบไทยและหลายคนมีศักยภาพที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อน เศรษฐกิจในสภาวะที่เรามีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาปัจจุบันนี้ ดิฉันคิดว่าเราควร ผลักดัน หากเป็นแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไร้เอกสารสิทธิ ก็ให้เป็นไปตาม กระบวนการยุติธรรม ส่วนการจับกุมโดยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ควรจะทำกับเด็ก เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับท่านประธาน ผมจะใช้เวลาไม่มากครับ ผมจะอภิปรายแล้วก็ แลกเปลี่ยนกับกรรมาธิการในประเด็นที่ถือว่าเป็นผลงานของกรรมาธิการและหลาย ๆ องค์กรของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและหลาย ๆ องค์กรที่ทำให้การแก้ไขปัญหา ๒ เรื่อง ที่เกิดผลชัดเจนนะครับ🔗

ประเด็นแรกก็คือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ว่าด้วยเรื่องของ สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ประเด็นที่ ๒ คือล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่อง ของมติ ครม. ว่าด้วยการให้ผู้ลี้ภัยใน ๙ Camp ได้ออกมาทำงาน ผมถือว่าอันนี้เป็น ความก้าวหน้าในแง่ของการขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมเข้าใจว่า ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ขับเคลื่อนมาตลอด แล้วผมเองในนามของ กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ท่านประธานครับ ผมเอาประเด็นแรกก่อน กรณีเรื่องของผู้ลี้ภัยที่เราเรียกว่าผู้หนีการสู้รบ ได้อยู่ในศูนย์ที่พักพิงตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ปี ๒๕๒๘ เป็นเวลา ๔๐ ปีครับ บุคคลเหล่านี้ไม่มีทางได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง ถูกเลี้ยงดู ด้วยองค์กรนานาชาติ ถูกกักพื้นที่และบางส่วนก็ไปต่างประเทศ รายงานฉบับนี้ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนแก้ปัญหาและที่สำคัญคือก็ต้องชื่นชมรัฐบาลครับ มีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาและเป็นที่ยอมรับขององค์กรนานาชาติว่า กระบวนการ สิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ ได้เกิดความก้าวหน้าครับ กรณีผู้ลี้ภัย ผมเอง ผมเป็นสมัยที่ ๒ ผมไม่เคยรู้เรื่องผู้ลี้ภัยเลยครับ ผมรับรู้ครั้งแรกเมื่อ ปี ๒๕๖๓ เครือข่าย ภาคประชาสังคมเขามายื่นหนังสือ ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็นำพาเข้าไปสู่กรรมาธิการ ความมั่นคง ซึ่งมีท่านพลโท พงศกร รอดชมภู เป็นประธาน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เป็นรองประธาน ก็ศึกษาแล้วมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา แต่ว่ามันต้องใช้รายละเอียด พอสมัยที่ ๒ ผมก็มาอยู่ในกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ แล้วก็ได้เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง ผมก็ได้ศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ได้ยื่นญัตติเรื่องนี้ ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจาก สภาผู้แทนราษฎรที่ขับเคลื่อนไม่ว่าจะมาจากกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจากส่วนไหน ต่าง ๆ มันเป็นพลังที่ดันให้ข้อเท็จจริง แล้วก็ข้อทางออกที่รัฐบาลตัดสินใจ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะชื่นชม แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้นำไปสู่การยกระดับหรือตัวชี้วัดที่จะทำ ให้ประเทศไทยมีความชัดเจน ล่าสุดผมได้ประชุมกรรมาธิการ ผมอยากจะเรียนทางกรรมการ สิทธิมนุษยชนว่าแรงงานที่ ครม. ได้อนุมัติว่าสามารถที่จะเลี้ยงชีพหรือออกมาทำงาน นอก Camp ได้ ๔.๒ หมื่นคน ตอนนี้ก็คือว่าผมเข้าใจว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับไร่อ้อย ก็ไปจองตัวแล้ว ขึ้นทะเบียนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากต่อในกรณีผู้ลี้ภัย ๙ Camp นี้ ไม่มีเฉพาะแค่ ๔.๒ หมื่นคน ยังมีคนอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ที่ไม่ได้ออกไป ทำงาน หมายถึงเด็ก สตรี หรือคนที่ยังไม่อยู่ในวัยทำงาน อันนี้เราจะดูแลเขาอย่างไร เราจะให้เขาได้มีอาชีพอย่างไร ส่วนที่ ๒ คนที่ออกไปทำงานแล้วเนื่องจากว่ายังไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับสังคมใหญ่ ว่าในระเบียบ กติกาหรือการใช้ชีวิตร่วมกับสังคม ผมคิด ว่าอันนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องให้การติดตามข้อมูลครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของความก้าวหน้าอันเนื่องมาจากการทำงานของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและองค์กรอื่น ๆ เรื่องประเด็น เรื่องสถานะบุคคลไร้สัญชาติ เรื่องนี้เป็นมาอย่างยาวนาน ผมเข้ามาเป็น สส. สมัยแรก เรื่องแรกที่ผมเจอมาก็คือ ผมไม่เคย รู้เรื่องมาก่อนเหมือนกันก็คือเรื่องของบุคคลไร้สถานะ ไร้สัญชาติ เราได้ข้อมูลจาก กระทรวงมหาดไทยว่ามีตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน แล้วมันก็ค้างอยู่อย่างนั้นละครับ จริง ๆ แล้วมันสามารถที่จะอำนวยการให้กับเจ้าหน้าที่ปกครองระดับอำเภอตัดสินใจได้ ผมทำศึกษารายงานเรื่องนี้ โดยเอาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรนักวิชาการจากองค์กรพัฒนา เอกชนที่ทำเรื่องนี้ แล้วเสนอให้ สมช. เสนอให้กระทรวงยุติธรรม เสนอให้ ครม. เสนอให้ หลายหน่วยงานดำเนินการ สุดท้ายก็คือเขาออกมติ ครม. วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ครม. อนุมัติให้สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ๔๘๐,๐๐๐ คน ผมไม่เอาหลักหน่วยนะครับ ๔๘๐,๐๐๐ คน ใช่ครับ ๔๘๐,๐๐๐ คน ทีนี้มันมีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง อันนี้ก็คือเป็นคนดั้งเดิมที่เขาจะได้ สัญชาติอยู่แล้วมีประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ คน กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มมาตรา ๑๗ อันนี้ก็มีอยู่ ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ คน กลุ่มนี้ก็คือว่ายกสถานะที่เคยอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราว เป็นผู้อยู่อาศัยถาวรและเมื่อถือบัตรตามมาตรา ๑๗ แล้ว เขาสามารถที่จะขอสัญชาติได้ เมื่อผ่านระยะเวลาไป ๕ ปีอันนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึง หน่วยงานอื่น ก็คือกรรมาธิการที่ผมศึกษาด้วย แล้วก็หลาย ๆ ส่วน เราจะเห็นปรากฏการณ์ ถ้าเราตามข้อมูลเรื่องนี้ ท่านอดีตนายกเศรษฐา ตอนที่เป็นนายก ท่านลงไปที่เชียงราย ท่านก็บอกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติจะจบเวลาเพียง ๖ วัน ๕ วัน ในกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งผมได้ลงไปตรวจสอบ ล่าสุดผมไปพื้นที่ พื้นที่ที่ดำเนินการ ได้จริง ๆ ผมคิดว่าคนที่มีหลักฐานพร้อม มีเจ้าหน้าที่ และมีประสบการณ์ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองต้องมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้วย สามารถดำเนินการจบ ๕ วัน ได้จริง ๆ ผมชื่นชมมาก ๆ ท่านนายอำเภอสังขละบุรี เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาหนาแน่นและ มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ และจัดองค์กร จัดทีมงาน สามารถแก้ปัญหาได้เร็วที่สุดเทียบกับ ทุกอำเภอ ณ เวลานี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าช่วยกัน ตรวจสอบหน่อย ผมเองในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ผมก็เสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการให้สถานะบุคคลไร้สัญชาติ ยังมีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล โดยการเรียก เก็บเงินต่าง ๆ หรือใช้กระบวนการขั้นตอนที่นำไปสู่กระบวนการคอร์รัปชันได้ อันนี้เราก็ได้รับ ข้อมูล เพราะฉะนั้นก็คือว่าสิ่งที่มันเป็นผลงานและขับเคลื่อนแล้วทำให้รัฐบาลตัดสินใจ และเป็นการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ผมคิดว่าอันนี้เราก็ต้องขอบคุณและชื่นชมกับทุกฝ่าย แต่สิ่งที่มันยังเป็นปัญหาที่จะต้องตามต่อ ก็คือ ผู้ลี้ภัยที่ออกมาทำงานเขาไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับ สังคม เราจะดูอย่างไร คนที่ค้างอยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคน เราจะดูอย่างไร ส่วนเรื่องของ สถานะบุคคลไร้สัญชาติ กระบวนการที่เกิดกระบวนการคอร์รัปชันในพื้นที่ซึ่งผมเข้าใจว่า ตามยากมาก อันนี้เราต้องช่วยกัน เพราะฉะนั้นก็คือว่ามีทั้งเรื่องที่ชื่นชมและมีเรื่องที่จะฝาก ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เดี๋ยวขอสลับไปทางฝั่งรัฐบาล เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น นับว่าเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสพบกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอีกครั้งหนึ่ง และขอ กราบอภัยที่ท่านมาหลายครั้งแล้วไม่ประสบความสำเร็จ วันนี้เราได้เจอกันจะจะ มีหนังสือ ต่อหน้าผม ๒ เล่ม เล่มแรก คือรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน อีกเล่มหนึ่งก็คือรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๗ ขอชื่นชมในการทำงานที่เป็นนามธรรมของท่าน หนังสือรูปสวย ทันสมัย แบ่งหมวดหมู่ ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย มีหลายด้านท่านสรุปในนี้ มีทั้งสิทธิในกระบวนการยุติธรรม การกระทำ ทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย สถานการณ์การค้ามนุษย์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชน สิทธิในการมี ส่วนร่วมทางการเมือง ผมสนใจในประเด็นสุดท้ายคือ สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผมพลิกไปอยู่ที่หน้า ๖๙ ครับ ๒.๗ สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ๑. สถานการณ์ ๑.๑ การได้มาซึ่ง สว. ตรงกับสถานการณ์เป๊ะ ตรงกับใจผม ท่านบอกว่าภาพรวมการเลือก สว. เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ภาพรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังคงปรากฏปัญหาในบางกรณี ผมจะไม่อ่านต่อนะครับ เป็นแต่เพียงท่านสรุปด้วยความมั่นใจว่าเลือก สว. แบบพิสดาร คือผู้สมัครเลือกสรรกันเอง พี่น้องประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยว่า สว. นั้นมาจากไหน เสียค่าสมัครก็ไปเลือกกันเอง ท่านให้ความมั่นใจว่าภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พอผมอ่านถึงตอนนี้แล้ว ผมเลย ตั้งข้อสงสัยกับ กสม. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่าท่านได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองไหม อันนี้สรุปกันปี ๒๕๖๗ ซึ่งก็เลือก สว. ไปแล้ว ถ้าอ่านตรงนี้ ไม่อ่านต่อก็ถือว่า สว. ๒๐๐ ท่าน ที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็น สว. ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไรครับ เรื่องฉาวโฉ่ มีการร้องเรียน ๑๓๘ คน มีการฮั้ว สว. กรรมการสิทธิทราบเรื่องนี้ไหมครับ มีการตั้ง คณะกรรมการ มีไปร้องทุกข์ต่อ กกต. ไปร้องทุกข์ต่อ DSI เนื้อเรื่องถึง ป.ป.ช. หรือยัง ไม่ทราบ สมาชิกวุฒิสภานี้สำคัญครับ เป็นสภาสูง กลั่นกรอง สรรหากรรมการอิสระ กรรมการสิทธิมนุษยชนถ้าว่างก็ สว. มีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินครับ ถ้าการได้มาของ สว. ไม่บริสุทธิ์ ประชาธิปไตยบ้านเราไปไม่ได้ ท่านเขียนไว้ตรงนี้ใน Paragraph สุดท้าย ๆ ก่อน สุดท้ายว่า รวมทั้งภายหลังประกาศผลการเลือก สว. มีข้อสังเกตว่ามีการแบ่งกลุ่ม สว. ที่ได้รับการคัดเลือกตามความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่หรือ สว. สีน้ำเงิน และมีกลุ่ม สว. บางส่วน ที่เรียกตัวเองว่า สว. อิสระ หรือ สว. พันธุ์ใหม่ แสดงว่า กสม. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติที่นั่งอยู่ข้างบนรู้เรื่อง สว. สีน้ำเงินด้วย ที่มาของสีน้ำเงินคืออะไรครับ ท่านเคยไป แถวเลยสุรินทร์ไปไหมครับ สีน้ำเงินหมายถึงใคร มีการฮั้วกัน สอบสวนพยานหลักฐาน หลังจากท่านสรุปที่เป็นหนังสือนี้ ๆ ท่านได้ติดตามเรื่องนี้ เรื่องฮั้ว สว. เรื่อง สว. สีน้ำเงิน ว่ามีคดีความอย่างไร หรือไม่ ท่านได้เอาหลักฐาน เอกสารที่ผมอภิปรายไปให้ กกต. ไปให้ DSI หรือไปให้ส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะพิสูจน์ว่า สว. ชุดนี้ฮั้วหรือไม่ฮั้วนั้น หรือไม่ เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ ถ้า กสม. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดนี้ทำงานนี้สำเร็จ ไม่รู้จะให้รางวัลอะไร ผมจะให้ลูกโล่ซึ่งเป็นโล่ของประชาธิปไตยมอบให้ท่านครับ เพราะอำนาจอธิปไตยต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม สว. สีน้ำเงินเขาก็รู้ว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ร้องในสิ่ง ที่ตนเองไม่ชอบ ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการทำ นั่นคือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ผมอ่านถึงตรงนี้แล้ว ผมเลยบอกว่า กสม. ชุดนี้สุดยอดจริง ๆ เลยอยากมาถามท่าน เมื่อท่านตอบเสร็จ ผมจะได้ลุกขึ้นถามท่านต่อหรือไม่ ถ้าท่านยังไม่พอใจในคำตอบนะครับ ว่าเรื่องนี้ที่ท่านเขียนไว้ในหน้า ๖๙ เรื่องสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เรื่องการได้มา ซึ่ง สว. จะเป็นคุณูปการต่อการพัฒนาประชาธิปไตย กำจัดคนชั่วออกจากระบบการเมือง ทั้ง สส. หรือ สว. ต่อไป โดยเฉพาะ สว. ปรากฏชัดเจนว่าเขากระทำความผิดอย่างไร ท่านจะกระตุ้นเรื่องนี้อย่างไร ผมให้กำลังใจ กสม. ติดตามเรื่องการได้มาซึ่ง สว. การฮั้ว สว. ด้วยกำลังใจเต็มล้านครับ มารับรางวัลจากคุณขจิตร ชัยนิคม ก็ได้ ไม่ทราบว่าท่านจะให้อะไร แต่ว่าให้ดวงใจประชาธิปไตยแก่ท่านครับ ในเบื้องต้นผมเคารพในการทำงานของท่าน แม้ท่านจะเป็นเสือกระดาษก็ตาม แต่ว่าเสือกระดาษทรงพลังนะครับ บันทึกตรงนี้มันอยู่ ในห้องสมุดทุกห้องสมุดทั่วประเทศไทย รายงานตรงนี้ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ที่จะทำให้สิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยขจัดออกไป นั่นเป็นผลงานของ กสม. ต่อไป ผมจึงอยากจะรอฟังด้วยความปรารถนาดี ให้กำลังใจซึ่งกันและกันครับ กำจัดการฮั้ว สว. สว. สีน้ำเงินที่กล่าวอ้างออกไปจากผืนแผ่นดินของประเทศไทย ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ🔗

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ขอบคุณค่ะ เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชน ดิฉันเองก็ติดตามการทำงานกับ กสม. จริง ๆ หลายประเด็นเราก็ทำงาน ร่วมกัน จริง ๆ ก็ต้องชื่นชมท่านค่ะ เพราะดิฉันก็เห็นว่าในช่วงปีที่ผ่านมาท่านก็มี ความกระตือรือร้นแล้วก็ค่อนข้างมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นในการขยับขยายงานในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็มีหลายคำถามแล้วก็มีข้อเสนอแนะต่อท่านนะคะ🔗

เรื่องแรก ก็จะเป็นเรื่องที่มันเกี่ยวข้องกับภาพรวมการทำงานของ กสม. เท่าที่มานั่งเปิดในเล่มรายงานของท่าน โดยเฉพาะในหน้า ๑๕ ท่านได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมาย ก็คือร่าง พ.ร.บ. กสม. นั่นเอง ซึ่งท่านก็ได้ชี้แจงในตัวเล่มรายงานว่า ท่านได้เสนอต่อ ครม. ไปแล้ว แต่ว่าต่อมาพอมันมีการเปลี่ยนแปลง ครม. ทางสำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้คืนเรื่องดังกล่าวมายัง กสม. อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าล่าสุด ทาง กสม. ก็ได้ทำหนังสือยืนยันกลับไปว่าจะขอยืนยันให้มีการแก้ไขกฎหมายเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ซึ่งเอาเข้าจริง ณ วันนี้ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ดิฉันอยากสอบถามท่านเหมือนกันว่าความคืบหน้าต่าง ๆ ท่านได้มีการติดตามอย่างไรบ้าง แล้วก็ที่สำคัญก็คือเนื้อหาสาระในการแก้ไข พ.ร.ป. กสม. ซึ่งแน่นอนว่าท้ายที่สุด ถ้ากฎหมาย ฉบับนั้นเข้ามาในสภา แล้วถ้ากฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของท่านเอง ทางพวกเราก็ยินดีสนับสนุน🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของท่าน คือดิฉันเข้าใจความท้าทาย การทำงานของ กสม. ว่าหลายครั้งที่มีข้อเสนอจากฝั่ง กสม. เองไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าหลายครั้งก็ไม่ได้รับการตอบสนองหรือความร่วมมือใด ๆ จากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ดังที่ท่านเขียนไว้ในรายงานเล่มนี้เช่นเดียวกัน ดิฉันอยากสอบถามท่านว่าท่านได้ มีการรวบรวมไหมว่าข้อเสนอแนะต่าง ๆ คำแนะนำต่าง ๆ ที่ท่านให้กับหน่วยงานต่าง ๆ มีกี่หน่วยงานที่ตอบรับ แล้วก็มีประเด็นไหนบ้างที่ทางหน่วยงานยังไม่ตอบรับข้อเสนอแนะ ของท่าน อันนี้เป็นเรื่องแรก🔗

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัย ก็ต้องชื่นชมในรายงานเล่มนี้ก็จะมี การพูดถึงการดูแลผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัว ทั้งชาวอุยกูร์ ชาวโรฮีนจา แล้วก็รวมไปถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างไรก็ตาม จากการที่ดิฉันเองก็ทำงานในห้องกรรมาธิการการกฎหมาย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในกรรมาธิการ ที่รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยค่อนข้างเยอะ ปัญหาเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของการบังคับใช้มาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน ซึ่งแม้ว่าจะมีหลักการเรื่องของ Non-refoulement ไว้ แต่ว่าในแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเอง ที่เกี่ยวข้องกลับไปคนละทิศคนละทางกัน เนื่องจากขาด SOP หรือว่าแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวนี้หากมีกรณีที่จะต้องมีการผลักดันกลับ รัฐมีมาตรการหรือว่ามีแนวทาง SOP อย่างไรบ้าง ดิฉันเองก็ฝากท่านในเรื่องนี้ว่าถ้าเป็นไปได้มาร่วมกัน มาช่วยกันผลักดัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี SOP ที่ชัดเจน เพื่อทำให้แนวปฏิบัติในการผลักดัน บุคคลต่าง ๆ กลับสู่ประเทศ อย่างน้อยที่สุดต้องผ่านกลไกในการตรวจสอบเรื่องของ Non-refoulement ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มันขัดกับหลักการ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๓ ของ พ.ร.บ. อุ้มหาย🔗

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ ประเทศไทยชอบเอาไปโฆษณากันไว้ในเวทีโลกหลาย ๆ เวทีว่าเรามีความคืบหน้า ในด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด ดิฉันเองก็เห็นถึงความพยายามของท่านในการที่จะเข้าไป ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิที่มันเกิดขึ้นจากการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการทำธุรกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ประเทศลาวบ้าง หรือว่า การทำเหมือง หรือว่าการทำเขื่อนไฟฟ้าต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบไม่ใช่ แค่ในประเทศนั้น แต่ว่าข้ามมายังฝั่งประเทศไทยด้วยนะคะ แต่ดิฉันก็อยากเห็นการทำงาน เชิงรุกจาก กสม. มากขึ้นกว่านี้ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบข้ามพรมแดน ดิฉันยังยืนยันว่าท่านทำได้ ท่านมีอำนาจหน้าที่ในการทำเรื่องนี้ที่ต้องจริงจังมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเวลาที่เราพูดถึงเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ในปัจจุบัน มันมีการดำเนินธุรกิจที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการละเมิดสิทธิเยอะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการทำธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างที่ดิฉันได้กล่าวไป หรือว่าเรื่องของการเจรจาการค้า ต่าง ๆ ที่ประเทศไทย ณ วันนี้เราก็พยายามที่จะเจรจาการค้า หรือว่ากรอบความร่วมมือ ทางการค้าใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างเช่น FTA ไทยกับ EU หรือว่าทางเกาหลีใต้ต่าง ๆ แน่นอนค่ะ ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เวลาที่พูดถึง เรื่องการเจรจา FTA มันมีหลายมิติที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พ่อแม่พี่น้องประชาชน ดิฉันเองอยากเห็นการทำงานของ กสม. ในเชิงรุกค่ะว่าเราจะเข้ามา สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านกระบวนการตรงนี้อย่างไรได้บ้าง เพื่อทำให้มั่นใจว่า ในทุก ๆ ขั้นตอนของการเจรจา FTA เราจะไม่ละเลยใครเอาไว้ข้างหลัง ซึ่งอีกเรื่องหนึ่ง ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการดำเนินคดีฟ้องปิดปากหรือว่า SLAPP นั่นเองนะคะของภาคเอกชน ซึ่ง ณ วันนี้ดิฉันเข้าใจว่าหลายหน่วยงานอย่างกระทรวงยุติธรรมเอง ก็พยายามมีร่างผลักดัน แต่แน่นอน กสม. เองในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ดิฉันก็อยากเห็น การทำงานของท่านเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินคดีฟ้องปิดปาก กับประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้🔗

ประเด็นสุดท้ายจะเกี่ยวข้องกับกลไกระหว่างประเทศ เรื่องหนึ่งเลย ที่ดิฉันต้องชื่นชม กสม. ทำได้ดีมาโดยตลอดก็คือการพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไป เป็นภาคี พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน หรือว่า OPCAT นั่นเองนะคะ เพื่อเปิดให้ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกลไกการป้องกันระดับชาติ หรือว่า NPM เพื่อป้องกัน การซ้อมทรมาน ซึ่งแน่นอนหลายพื้นที่ในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ชายแดนภาคใต้ซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอยู่ แน่นอนว่าเดี๋ยวเพื่อนรอมฎอน จากพรรคประชาชนก็คงมาพูดเรื่องนี้ต่อ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันเข้าใจค่ะว่าล่าสุดทางมติ ของ ครม. ก็ออกมาว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมในการที่จะไปเป็นภาคี OPCAT แล้วก็บอกว่า ให้หน่วยงานกลับมาเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อยก่อน แต่ดิฉันอยากฟังถึงแนวทาง ของ กสม. ว่าแล้วเราจะมีมาตรการหรือว่าแนวทางในเชิงยุทธศาสตร์อย่างไรต่อที่จะทำให้ ประเทศไทยมีความพร้อม ไม่ใช่แค่บอกว่าไม่พร้อมแล้วเราไม่ลงนาม ไม่พร้อม แล้วเราไม่จัดตั้ง NPM ไม่พร้อมแล้วเราไม่เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าอันนี้ มันคงไม่ใช่คำตอบที่ดิฉันอยากได้ยิน แต่ดิฉันอยากฟังค่ะว่าท่านมียุทธศาสตร์อย่างไร🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกลไกระหว่างประเทศก็จะเป็นเรื่องของ ข้อเสนอแนะจำนวนมากที่เราได้มาจากเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น UPR เอง หรือว่า เวลาที่เราเข้าไปรายงานตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เราเข้าไปเป็นภาคีไว้ ดิฉันอยากเห็นว่ามันมีความคืบหน้าด้านไหนบ้างที่เราไปรับเขาไว้ แล้วเราทำไปแล้วบ้าง หรือยัง มันมีข้อเสนอแนะจำนวนมาก ดิฉันอยากเห็นการทำงานเชิงรุกเหล่านี้ของ กสม. เพื่อที่จะช่วยกันจี้แล้วก็ติดตามกับทั้งฝั่งรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องว่าจะต้อง เข้ามาแก้ไขในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเข้าไปเป็นภาคีแล้วเราก็ รับข้อเสนอแนะของเขาเอาไว้ สุดท้ายดิฉันก็ฝากว่าเรื่องของการผลักดัน ยกระดับ เรื่องสิทธิมนุษยชน เราผลักดันเข้าประเทศเดียวไม่ได้ แต่ว่าเราต้องอาศัยแล้วก็พึ่งพิง ในเรื่องของมาตรฐานสากลค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน ก็ฝากท่านว่า ณ วันนี้ประเทศไทย เราเข้าไปนั่งเป็นเก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดิฉันอยากเห็นบทบาท ของประเทศไทยที่ชัดเจนมากกว่านี้ แล้ว กสม. เองก็ควรจะมีบทบาทที่ชัดในเรื่องนี้ด้วย เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นพวกกลไกระหว่างประเทศที่พยายามเข้าไปเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่าง OECD เองก็มีการ Require เรื่องมาตรฐาน ด้านสิทธิมนุษยชนกับเรื่องธุรกิจ เรื่องเหล่านี้ กสม. สามารถใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการผลักดัน งานด้านสิทธิมนุษยชนไว้ด้วยนะคะ ฝากไว้เป็นข้อเสนอแนะค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรอมฎอน ปันจอร์ เชิญครับ🔗

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรับทราบรายงานของ กสม. ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ รวมทั้งเรื่องรายงานประเมินสถานการณ์ด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะ เข้าสู่ประเด็น ผมต้องขอชื่นชมแล้วก็ให้กำลังใจทาง กสม. เพราะทราบว่าเมื่อสัก ๑ ชั่วโมง ที่ผ่านมานี้ก็มีแถลงการณ์ของ กสม. ออกมาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเน้นย้ำหลักการ ประโยชน์สูงสุดของเด็กกรณีตำรวจ เข้าจับกุมนักเรียนรหัส G เพื่อส่งกลับกัมพูชา อย่างที่ท่านธิษะณาเพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่ พอดีผมเพิ่งเห็นตัวแถลงการณ์พอดี ในช่วงจังหวะที่ท่านธิษะณากำลังอภิปรายพอดี ก็เลย ต้องเน้นย้ำว่า กสม. มีบทบาทสำคัญ ในการที่จะย้ำหลักการเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน แล้วก็เตือนสติสังคมไทยอันนี้ ต้องขอชื่นชมนะครับ เข้าสู่ประเด็นครับท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมอีกเหมือนกัน กับการที่ทาง กสม. ยังคงเกาะติดสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ การละเมิดสิทธิ มนุษยชน ประเมินสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็ถือว่า ให้ความสำคัญเพราะว่าเป็นรายงานที่อยู่ในบทที่ ๕ ที่แยกออกมาเฉพาะเป็นเฉพาะ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามการประเมินสถานการณ์ของ กสม. ในแต่ละปี อย่างใกล้ชิด แล้วก็โดยเฉพาะปีนี้ก็มีประเด็นที่ Highlight สำคัญ ๆ ในช่วงปี ๒๕๖๗ อย่างน่าสนใจ อย่างเรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องกรณีตากใบ Delayed Justice is Injustice ก็เอาภาพประกอบจากสื่อมาลงด้วย ก็ถือว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่แม้ว่าจะมีการผลักดัน ให้มีการฟ้องคดี แล้วก็แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขกฎหมายของเราทำให้อายุความของคดี สิ้นสุดลงก่อนที่กระบวนการในชั้นศาลจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แน่นอนก็เป็นเรื่องที่ สำคัญที่วางกฎหมายไว้ แต่ผมเสียดายนิดเดียวอันนี้ก็ต้องฝากท่านประธานถึงทาง กสม. ว่าจริง ๆ น่าจะต้องมีการบันทึกว่าหมุดหมายที่สำคัญอันหนึ่งคือการใช้สิทธิของประชาชน ในการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่เอง คืออันนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เจอกันได้ง่าย ๆ จริง ๆ ควรเป็น หมุดหมายสำคัญด้วยซ้ำในแง่ของการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนลุกขึ้น แล้วก็ฟ้องเจ้าหน้าที่เองโดยตรง เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายนปีที่แล้ว และศาลประทับรับฟ้อง ในวันที่ ๒๓ สิงหาคม อันนี้ถือว่าจริง ๆ แล้วเสียดายที่รายงานชิ้นนี้จะสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าได้บันทึกหมุดหมายที่สำคัญนี้ แม้ว่าวันที่ ๒๕ ตุลาคมปีที่แล้วอายุความจะหมดไป แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจของกรณีตากใบ🔗

ประเด็นถัดมาข้อเสนอแนะของทาง กสม. ก็ยังยืนกราน ยืนยันเรื่องของ การลดการใช้กฎหมายพิเศษ แต่ผมเป็นหนึ่งใน ๔-๕ ข้อเสนอ ในตอนท้ายแต่ผมอยากให้ ทาง กสม. ลองเสนอที่รายละเอียดเยอะกว่านี้ได้ไหม เพราะว่าจริง ๆ มันมีชั้นของกฎหมาย พิเศษที่แตกต่างกัน ผมอภิปรายที่นี่ เราเรียกมันว่าเป็น ๓ พี่น้องกฎหมายพิเศษ มีกฎอัยการศึก มี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็มี พ.ร.บ. ความมั่นคง อันที่จริงแล้วผมคิดว่าเราเสนออย่างเด็ดขาดได้ ว่ากฎอัยการศึกไม่มีความจำเป็นแล้ว และควรยกเลิกโดยทันที แต่ในนี้พอข้อเสนอของท่าน เป็นข้อเสนอที่กว้าง ๆ ไม่ได้เห็นมิติมาก แล้วก็ให้ทางหน่วยงานความมั่นคงในการประเมินเอง ถึงความจำเป็นมันอาจจะทำให้มันขาดมิติของความหนักความเบาของตัวกฎหมาย จริง ๆ แล้วผมว่ามีข้อมูลเยอะแยะครับ อย่างเช่นการควบคุมตัว ๗ วันแรกมันสุ่มเสี่ยง ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเยอะแยะมากมาย ในกรณีที่ทาง กสม. ได้ศึกษา ได้พิจารณา ใคร่ครวญแล้ว ผมว่าเราสามารถจะเสนอข้อเสนอแนะที่ลงรายละเอียดตรงนี้ได้🔗

ประเด็นที่ ๓ ก็เป็นเรื่องของการตรวจเก็บ DNA ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณที่กรุณา บันทึกเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามการการตรวจเก็บ DNA โดยไม่สมัครใจเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงมาก คาบลูกคาบดอก ไต่เส้นของกฎหมาย ป.วิอาญามาก ๆ เลย แล้วก็คงต้องฝากท่านประธาน ไปเรียนถึงทาง กสม. ว่าอยากให้มีการให้ความจริงจังในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมต้องเรียนผ่านท่านประธานไปด้วยว่าในการพิจารณางบประมาณในปีหน้า ปี ๒๕๖๙ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งงบประมาณขึ้นมาทำฐานข้อมูลสารพันธุกรรมอย่างเป็นเรื่อง เป็นราว ขอมา ๙ ล้านกว่า แล้วตอนนี้มีฐานข้อมูล ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัวอย่าง ในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการในการจัดเก็บเป็นไปตามหลักการถูกต้อง ตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร มีการละเมิดสิทธิหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นการจัดทำ ฐานข้อมูลนี้แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่ต้องไม่ละเลย หลักการเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็คงต้องย้ำ เพราะว่าในรายงาน ของท่านเองก็ระบุถึงประเด็นร้องเรียนนี้ด้วย ผมทราบว่าท่านน่าจะอยู่ในช่วงของการตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากจะเห็นรายงานที่เกี่ยวข้อง กับการตรวจเก็บ DNA ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องกังวลเพราะว่าอะไร เพราะว่า ถ้ามาตรการเหล่านี้กระทำไปแล้วมัน Work Work ในความหมายของเจ้าหน้าที่แต่มัน คาบลูกคาบดอกที่ว่านี้ ก็มีโอกาสที่กระบวนการและมาตรการเหล่านี้จะใช้ในทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถคุ้มครองวางมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้อย่างมั่นใจ มันก็จะไม่ทำให้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขยายตัวไปในระดับประเทศได้ อันนี้ก็ต้องฝากไว้ด้วย🔗

ประเด็นเรื่องการซ้อมทรมานก็มีเรื่องร้องเรียน ผมยังไม่มีรายละเอียด ในตัวรายงาน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะรับทราบว่าผลของการพิจารณาเรื่องร้องเรียน การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร ถ้ามีโอกาสก็อยากจะฝากท่านประธาน ถึงทางผู้ชี้แจงว่าให้นำส่งตัวรายงานที่เกี่ยวข้องมาให้ด้วย🔗

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน จริง ๆ เป็นข้อเสนอเรื่องการทำงาน เชิงรุก คล้าย ๆ กับท่าน สส. ชลธิชา แต่ในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ผมอยาก จะฝากแล้วก็อยากจะเห็น ก็คือมาตรการในการตรวจเยี่ยมศูนย์ซักถามอย่างเป็นระบบ แล้วก็ทำงานเชิงรุก อาจจะเป็นการตรวจเยี่ยม ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทำเป็นประจำ เพื่ออะไรครับ ไม่ใช่แค่การไปตรวจดูข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ากระบวนการของ ศูนย์ซักถามหรือว่าของหน่วย ฉก. ต่าง ๆ ในพื้นที่จะมั่นใจ จะแน่ใจได้ว่าจะไม่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน กระบวนการแบบนี้ควรทำในเชิงรุกเป็นประจำ แล้วก็เป็นมาตรการที่ผมเข้าใจว่า ถ้าเราให้ความสำคัญ เราไม่ควรมานั่งรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้นแต่ว่าต้องทำงานเชิงรุกไปด้วย และบวกกับการมีกลไกที่รีบด่วน ทันที ตอบสนองต่อเรื่องร้องเรียนอย่างทันท่วงทีด้วย อันนี้ก็คงต้องฝากทาง กสม. ในการวางมาตรการว่าถ้ามีเรื่องร้องเรียนในกรณีแบบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีความเข้าใจผิด ด้านหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน กสม. ควรจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการที่จะเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ ในจุดที่ถูกร้องเรียน ว่ามีการละเมิดสิทธิ🔗

สุดท้ายประเด็นเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ เมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึง ร่างพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ผมต้องเรียน ท่านประธานอย่างนี้ว่าผมเองได้ลงพื้นที่ไปในนามของกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เราก็ไปตรวจที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เราก็พบข้อจำกัดหนึ่งของทางเจ้าหน้าที่ที่ไม่สามารถ ดำเนินการตามมาตรา ๒๒ ได้คือการบันทึกภาพและเสียง เพราะเขาบอกว่าเขามีอุปกรณ์น้อย หน่วยชุดหนึ่ง ๑๒ คน ตามคำของทางเจ้าหน้าที่เขามีคนที่มีติดกล้องประจำตัวแค่ ๑ คน เท่านั้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลยได้ เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพเราอาจจะต้องติดตามดูว่าหน่วยที่บังคับใช้กฎหมายนั้นมีอุปกรณ์มากเพียงพอหรือไม่ ที่จะดำเนินการ เพราะว่าต้องเป็นหลักประกันว่าการบันทึกภาพเหล่านั้น นอกจากเป็นไป ตามกฎหมายแล้ว ยังให้ความมั่นใจกับประชาชนด้วยว่าการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย จะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอ ก็มีประเด็นฝากเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เหลืออีก ๓ ท่านครับ มีท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ท่านขจิตร ชัยนิคม และท่านปารมี ไวจงเจริญ เชิญท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ🔗

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายการรับทราบรายงานของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่าอยากจะให้ทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรับฟังอย่างเปิดใจ ก็ถือเสียว่าการอภิปรายของผม เป็นการมองจากมุมของคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน แล้วก็เคยร่วมงาน คือเป็นองค์กร ข้างนอกที่ร่วมงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง กับการละเมิดสิทธิในพื้นที่ ก็เป็นสายตาของคนที่มอง แล้วถามว่ามีเรื่องอะไรบ้าง🔗

ประเด็นแรก ผมคิดว่าในช่วงหลายปีให้หลังมานี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติแสดงบทบาทที่ถดถอยลง ถามว่าถดถอยลงอย่างไร เราเห็นได้จากอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็คือสิ่งที่เราเห็นก็คือว่าการทำงานเชิงรุกไม่มี หรือลดลง งานเชิงรุกไม่มีหรือลดลง หรืออย่างน้อยที่สุดคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็ไม่ค่อยเห็นบทบาทเชิงรุกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำแต่งานเชิงรับ แล้วก็ช้า นอกจากช้าแล้ว ผลงาน งานที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอหรือการเจรจากับหน่วยงานก็ไม่มีพลัง ไม่มีอะไรที่มากพอ ในการที่จะไปกดดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถที่จะคุ้มครองสิทธิได้ อันนี้ก็คือ เราไม่ค่อยเห็นนะครับ🔗

อีกประการหนึ่งก็คือเวลาเราลงพื้นที่พูดคุยกับคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นระดับตัวบุคคลหรือตัวชุมชนก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการที่จะใช้กลไกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกลไก ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึงการใช้กลไกของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง จริง ๆ แล้วเป็นกลไก ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับกลายเป็นว่าประชาชน ไม่ค่อยพูดถึง ไม่ค่อยจะใช้กลไกนี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะว่า คนที่ถูกละเมิดสิทธิเขาไม่มีหรือว่าไม่รู้ว่าจะไปใช้กลไกที่ทำงานด้านของการละเมิดสิทธิ แต่ว่าจำนวนหนึ่งเลือกที่จะใช้กลไกอย่างอื่น อย่างเช่น คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของ สภาผู้แทนราษฎรก็จะมีหลายคณะกรรมาธิการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องสิทธิ มนุษยชนอยู่ มาทางนี้เสียมากกว่า เฉพาะคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ผมอยู่ ณ ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมา ๘๐๐ กว่าเรื่อง ซึ่งเป็นจำนวนที่ เยอะมาก ในขณะที่ตัวของคณะกรรมาธิการเอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะไปตรวจสอบ เรื่องของการละเมิดสิทธิโดยตรง เราทำเรื่องของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องของเอกชนละเมิดเอกชน ซึ่งกรรมาธิการไม่มีอำนาจที่จะไปตรวจสอบขนาดนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นนะครับ🔗

ประการต่อไปก็คือถ้าเรามาเฉพาะเรื่องของที่ดิน แล้วก็ทรัพยากร ผมคิดว่า รายงานของท่านที่เขียนเอาไว้ ท่านรายงานต่ำกว่าสถานการณ์ที่เป็นจริงอยู่นะครับ ทีนี้การที่ ท่านรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ รายงานฉบับนี้แทนที่จะเป็นการบ่งชี้จริง ๆ ว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิของประเทศไทยด้านที่ดินและทรัพยากรเป็นอย่างไร กลับกลายเป็นเอกสารที่ไปสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำงานของหน่วยงานรัฐที่เป็น คู่ขัดแย้งกับประชาชนอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องแล้ว ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านพยายาม ที่จะบอก คือจริง ๆ ท่านจะบอกว่าเป็นปัญหา แต่ว่าอ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่าการจัดที่ดิน ตามนโยบาย คทช. แล้วก็การออกพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๑๒๑ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาแล้ว ตามเป้าหมายที่ดำเนินการไปอยู่ แล้วก็มีความคืบหน้าด้วย คือท่านอาจจะพูดถึง เรื่องของการที่มีคนร้องเรียนมานิดหนึ่ง แต่ก็พูดถึงว่าอันนี้ก็มีความคืบหน้า แล้วก็ไม่ได้บอก ว่าตัวนโยบายเหล่านั้นมีปัญหาอะไร ก็จะเป็นการไปบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ อยู่นั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิ ทั้ง ๆ ที่มันมีปัญหาอยู่ในตัว ผมยกตัวอย่าง นโยบาย คทช. ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติบอกว่ามีความคืบหน้าแล้ว แต่พื้นที่เป้าหมายทั้งหมด ๕.๙ ล้านไร่ ตีกลม ๆ ว่า ๖ ล้านไร่ จนถึง ณ ขณะนี้คืบหน้า อยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นหากทำงานด้วยความ Real ขณะนี้จะแก้ไขปัญหาประมาณ ๖ ล้านไร่ได้ คุณต้องใช้เวลากี่ปีครับ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี เพราะฉะนั้นการทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ อยู่แล้ว แต่ท่านก็ยังพยายามบอกว่าอันนี้คือความคืบหน้าอยู่นะครับ🔗

เรื่องการออกพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๖๔ และมาตรา ๑๒๑ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ท่านบอกว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ข้อเสนอแนะไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแล้ว และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ได้ทำตามแล้ว สิ่งที่ปรากฏก็คือว่า จริง ๆ แล้วทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไม่ได้ฟังใครเลยนะครับ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชยืนยันตามสิ่งที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดำเนินการทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ ณ ขณะนั้นทุกภาคส่วนได้ออกมาคัดค้าน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คัดค้าน ภาคประชาชนคัดค้าน คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ก็คัดค้าน ทุกหน่วยงานคัดค้านหมด แต่สุดท้ายกฎหมาย ก็ผ่านไปอยู่ดี แล้วถามว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำอะไรบ้างหลังจากที่กฎหมาย ที่ละเมิดสิทธิผ่านไปแล้ว อันนี้ก็จะเป็นตัวปัญหานะครับ แล้วก็ตัวอย่างอีกประการก็คือ เรื่องของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการอนุญาตสัมปทานต่าง ๆ ผมคิดว่า ทุกคนทราบดีว่าในการดำเนินการเพื่อที่จะอนุญาตสัมปทานให้แก่เอกชน ในการทำกิจกรรม ต่าง ๆ อย่างเช่นพวกเหมืองแร่อะไรทั้งหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและ สิ่งแวดล้อม การดำเนินการต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญก็คือการรับฟังความคิดเห็น การจัดให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีส่วนร่วม ทุกท่านทราบดีว่ากระบวนการเหล่านี้ ณ ขณะนี้ถูกทำให้เป็นเพียงแค่พิธีการ เรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ทราบดี มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเยอะแยะมากมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำได้ก็คือ การเสนอแนะ แต่คำถามก็คือว่าท่านเสนอแนะไปแล้ว แล้วอย่างไร เพราะว่าเสนอแนะ ไปแล้ว อย่างไรสัมปทานก็ออกมาอยู่ดี คนละเมิดสิทธิก็ถูกละเมิดสิทธิอยู่ดี อย่างนี้ก็เป็น อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าก็เป็นความท้าทาย เพราะว่าเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นในกรณี ที่ให้สัมปทานเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้มันก็มีปัญหา ทั้งตัวกฎหมาย แล้วก็ของการบังคับใช้กฎหมายด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหา🔗

ทีนี้อันสุดท้ายก็คือข้อเสนอแนะ ถ้าสักเรื่องหนึ่งที่จะพอเป็นข้อเสนอแนะได้ ก็คือว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้องค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นองค์กรที่ยืนอยู่ แถวหน้าของประชาชนในการยันในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคม ที่เคารพสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะตัวหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ในการเคารพ สิทธิมนุษยชนต่อไปได้ด้วย ถ้าเป็นอย่างทุกวันนี้ประชาชนก็ต้องสู้ใครสู้มัน สู้ด้วยตัวเอง ในขณะที่เรามีองค์กรที่เป็นองค์กรแม่งาน องค์กรหลักอยู่ แต่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะทำอย่างไรให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีคุณภาพ ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานี ขอเอาปัญหาทั้งหมดของ สส. ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ตั้งสภาจนถึงวันนี้ แล้วก็ สส. พรรคเพื่อไทยจะยืนหยัดข้อมูลของผมได้ดี มาฝากกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะเอาปัญหาจากที่ผมรับมา คือปัญหาเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย ของพี่น้องประชาชน เวลานี้ผมออกจากอุดรธานีไปทับลาน ก็มีปัญหาของชาวอำเภอนาดี ปราจีนบุรี ไปเกาะหลีเป๊ะ ก็มีปัญหาเรื่องอุทยานเกาะหลีเป๊ะ ประวัติศาสตร์ของชาวหลีเป๊ะ อยู่รบตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ กับฝรั่งเศส วันนี้ก็เผชิญปัญหาถูกไล่ออกจากที่อยู่อาศัย ผมขึ้นไป เชียงใหม่เชียงราย สส. เชียงใหม่ เชียงรายก็อยู่ ยืนยันได้ มีปัญหาหมดทั้งประเทศไทย ผมพยายามหาว่าเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยของรายงานของท่าน มันอยู่ที่ไหน บังเอิญผมเปิดไป เจอสถานการณ์สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอยู่ที่หน้า ๑๐ มีกล่าวถึงปัญหา เรื่องที่ดินอยู่บ้างที่พยายามแก้ปัญหากฎหมายที่ดิน แล้วก็ไปถึงหน้า ๑๑ ก็มีการกล่าวถึง ปัญหาที่ดินว่ารัฐบาลพยายามจัดสรรที่ดินทำกิน ผมอยากจะย้ำผ่านท่านประธาน ไปยังกรรมการสิทธิมนุษยชน มนุษยชนที่เป็นคนไทยถูกละเมิดเดือดร้อนที่สุดคือปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนคนยากคนจนที่สร้างบ้านแปลงเมืองมาในระยะ ๔๐ ๕๐ ๖๐ ปี มีปัญหา เรื่องการทับซ้อน เรื่องการเข้าไปพิสูจน์สิทธิที่ดิน รัฐบาลชุดก่อนตั้งขึ้น บอกว่าคณะกรรมการ แก้ปัญหาราษฎรบุกรุกที่ดิน ผมไม่เห็นด้วย ผมบอกผมไม่ยอมรับปัญหา ไม่ยอมรับชื่อนี้ ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิซึ่งมีผู้ว่าเป็นประธาน มีปัญหาอยู่ทุกจังหวัด กรรมการสิทธิควรจะยึดเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะว่าถ้าเขาไม่มีสิทธิในพื้นที่อยู่ ถ้าคนไทย ไม่มีสิทธิในแผ่นดินที่เขาอยู่ แล้วเขาจะไปอยู่ที่ใด เวลานี้อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ราษฎร ก็ถูกไล่ออกจากพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ของตัวเอง ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้งปราจีนบุรี ทั้งโคราช สมัยแม่ทัพภาคที่ ๒ ชื่อว่า พลเอก เปรม ก็จัดที่ดินให้เขาไปต่อสู้ รบชนะคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านไทยสามัคคีก็แบ่งที่ดินเป็นล็อก ๆ ให้เขา วันนี้ก็ถูกขับไล่ ลูกหลานเขา ที่เขาค้อที่จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอเขาค้อ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ บอกว่าให้เขาไปรบ เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เขาไปช่วยรบแล้ว เขาไปตั้งหมู่บ้าน วันนี้ลูกหลานเขายังไม่ได้โฉนดตามโครงการจัดที่ดินแห่งชาติ ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น ระบบราชการไม่สามารถตอบสนองสิ่งนี้ จึงกลายเป็นปัญหาที่คุกคาม ความมั่นคงของประชาชน ปัญหาที่ดินถูกยกขึ้นมาศึกษาแล้วศึกษาอีกในสภานี้ ผมเป็น กรรมาธิการ ๒ สมัย สรุปแล้วจะแก้ปัญหาร่างกฎหมายแล้ว ก็มีคนมายึดอำนาจไป ก็ยึดร่างกฎหมายไปด้วย มันก็ทำงานไม่สำเร็จ วันนี้คณะกรรมาธิการสามัญการที่ดินของ สภาแห่งนี้ก็มีปัญหาเรื่องที่ดินของประชาชนที่มีความขัดแย้งกันกับกรมป่าไม้บ้าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชบ้าง กรมป่าไม้ไปมอบให้ทหารเป็นแสน ๆ ไร่ วันนี้ก็มีปัญหากับทหาร แต่ว่าในรัฐบาลชุดนี้ก็มีนโยบายที่ดีอย่างโครงการหนองวัวซอ Model ที่จะให้ทหารคืนที่ดินมา เพื่อที่จะจัดให้สิทธิแก่ประชาชนให้อยู่อย่างถูกต้อง ผมจึงขอฝากปัญหาเดียว ทั้ง ๆ ที่มีปัญหาเยอะแยะไปหมด เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย กรรมการสิทธิท่านก็รู้อยู่แล้ว เวลาเสียงเพลงดังขึ้น คณะปฏิวัติท่านกรรมการ สิทธิมนุษชนไม่รู้หนีไปอยู่ไหนหมด ไม่มีพูดสักแอะ เขาละเมิดสิทธิมนุษชนทั้งประเทศ โดยการยึดอำนาจไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านสักแอะ แม้แต่แถลงการณ์ฉบับเดียวก็ไม่ออก ต่อไปออกแถลงการณ์ให้ผมหน่อยได้ไหมถ้าเขายึดอำนาจ บอกว่ามันเป็นการละเมิด สิทธิประชาชน มันเป็นการปล้นอำนาจประชาชนทั้งหมดออกให้ได้ไหม ตอบ ถ้าออกไม่ได้ ผมก็เห็นใจท่านอยู่ว่าท่านก็มีสภาวะ การเข้ามาไม่ได้คิดจะต่อสู้ขนาดนั้น หรือท่านบอกว่า ท่านต่อสู้ ท่านก็รับปากกับผมเลย ถ้ามีใครยึดอำนาจท่านจะออกแถลงการณ์คัดค้าน อย่างน้อยให้มีหนังสือแถลงการณ์เป็นเรื่องเป็นราว นั่นคือเรื่องที่ผมฝากแต่ผมย้ำฝาก เรื่องสิทธิในที่ดินของประเทศนี้ได้ถูกละเมิดอยู่ทุกจังหวัด การพิสูจน์สิทธิแก้ปัญหาที่ดินนั้น ผมเสนอให้ก็ได้ แก้ง่ายนิดเดียว เปลี่ยน เวลานี้เวลาแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ท่านเอาอำนาจรัฐ เป็นหลัก ประชาชนแพ้ไปหมด แต่ถ้าท่านเปลี่ยนเอาประชาชนเป็นหลักเลย ถ้าเขาอยู่ที่นั่น ๑๐๐ ปี ให้สิทธิเขา ๑๐๐ ปีมากไป ๕๐ ปีก็ยังได้ เดี๋ยวนี้อยู่กาฬสินธุ์ ๒๐๐ ปีแล้ว ยังไม่ได้รับสิทธิเลย เรื่องการอยู่ที่ดิน คนไทยอยู่บนแผ่นดินไทยควรจะเป็นสิทธิของเขา ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปารมี ไวจงเจริญ ครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายผลการปฏิบัติงานของ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเฉพาะดิฉันจะขออภิปรายสัก ๒-๓ ประเด็น เป็นผลในด้านการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ปี ๒๕๖๗ ในเล่มสีชมพูอมฟ้า ที่แจกอยู่บนโต๊ะของทุกท่าน🔗

ในประเด็นแรกดิฉันขอพูดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ กสม. ได้ประเมินสถานการณ์มา แล้วก็อยากจะฝากข้อสังเกตท่านประธานไปถึง ท่านผู้บริหาร กสม. อันนี้ก็เนื่องมาจากว่าตัวดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นบุคคลข้ามเพศ ในประเด็นที่ดิฉันอยากจะขอฝากเป็นข้อสังเกตถึงท่านประธาน ไปยัง กสม. ก็คือในเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติรับรองอัตลักษณ์ทางเพศและคำนำหน้านาม ซึ่งทาง สส. อดีตพรรคก้าวไกล ของดิฉันซึ่งปัจจุบันคือ พรรคประชาชนก็คือคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ได้เคยเสนอเข้าสู่สภาไป แต่ว่าก็ไม่ผ่านมติไป แล้วตอนนี้ในรายงานของ กสม. ก็ได้เขียนมาว่ากระทรวง พม. กำลังจัดทำร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่อยู่ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ดิฉันว่า มีความสำคัญมากต่อตัวดิฉันเองซึ่งเป็นบุคคลข้ามเพศ แล้วก็ต่อบุคคลข้ามเพศอีกมากมาย ในประเทศไทยที่กำลังรอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่จะมาเติมเต็มความเป็นคนข้ามเพศของเขา อย่างสมบูรณ์ เติมเต็มคุณค่าต่าง ๆ ที่ถูกลดทอนไป ก็อยากฝากถึง กสม. ให้ช่วยประสานทาง กระทรวง พม. ให้เร่งออก พ.ร.บ. ฉบับนี้มา เพราะว่าในตอนนี้ พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ ทางเพศและคำนำหน้านามของพรรคประชาชน จริง ๆ เราก็ร่างไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ ของทุก ๆ พรรคจริง ๆ เราก็ร่างไว้แล้ว รอฉบับของกระทรวง พม. ซึ่งจะเสนอผ่านรัฐบาลอยู่🔗

อีกประเด็นหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเด็กค่ะ ดิฉันขอชื่นชมทาง กสม. ที่ทำสถิติและรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ในชีวิตของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในเรื่องเหตุการณ์รถบัสไฟไหม้ ถนนวิภาวดีรังสิต เป็นรถบัส ทัศนศึกษา จากจังหวัดอุทัยธานี เมื่อตุลาคม ปี ๒๕๖๗ ทาง กสม. ก็บรรจุลงมาในรายงานซึ่งดิฉัน ก็ขอชื่นชมเพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดไปยังไม่ถึง ๑ ปี แต่ดิฉันหวังว่าจากรายงาน ที่ กสม. ให้มานี่จะนำไปสู่การผลักดันให้เกิดทางแก้ไข วิธีแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เป็นขั้นเป็นตอนของทั้งกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง กสม. ด้วย แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องรถก็จะต้องเกี่ยวข้องกับการตรวจสภาพรถ มาตรฐานรถ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับ ทั้งกระทรวงคมนาคม แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยากจะให้ กสม. ผลักดันเรื่องนี้ ให้เป็นรูปธรรมออกมา🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะฝากข้อสังเกตไปถึง กสม. ก็อยู่ในรายงาน ประเมินสถานการณ์ของ กสม. เล่มนี้เกี่ยวกับสิทธิเด็กคือกรณีสถิติการจมน้ำเสียชีวิตของเด็ก และเยาวชน ดิฉันดูจากสถิติในเล่มที่ทาง กสม. ส่งมาว่าสถิติเด็กจมน้ำในรอบ ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖-๒๕๖๖ ลดลง แต่ดิฉันก็มีความหวังว่า กสม. จะทำงานร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สถิติเด็กจมน้ำเหลือเป็น ๐ ในอนาคต อันใกล้ ดิฉันอยากเห็นข้อเสนอแนะของ กสม. ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเราจะทำอย่างไร จะประสานความร่วมมือของหน่วยงานทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็รวมถึงทาง กสม. ด้วยที่จะออกแบบหลักสูตร การเรียนว่ายน้ำหรือวิชาการเอาตัวรอด รวมไปถึงต้องจัดหาสิ่งจำเป็น ถ้าเกิดเราจะมี การบรรจุวิชานี้ขึ้นมาในหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็กไทย จะต้องมีสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เช่น ต้องมีสระว่ายน้ำที่มีมาตรฐาน มีครู มี Coach ต่าง ๆ ที่มีมาตรฐาน และมีงบประมาณ รองรับเพื่อสอนให้เด็กไทยว่ายน้ำแล้วสถิติเด็กจมน้ำเสียชีวิตจะหมดไป ฝากทาง กสม. ตรงนี้ ไว้ด้วย🔗

อีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อเช้านี้เอง เกี่ยวกับกรณี นักเรียนกัมพูชาที่ถูกจับคาชุดลูกเสือ ชุดนักเรียนซึ่งเป็นชุดลูกเสือและถูกจับในโรงเรียนไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันเสียใจมาก แล้วก็เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจของผู้ที่ทำงานด้านสิทธิเด็ก ทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้ แต่ดิฉันต้องขอขอบคุณ กสม. ที่ได้ร่วมประสานงานกับกระทรวง พม. และกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ต้น แล้วก็เมื่อสักชั่วโมงกว่า ๆ กสม. ก็ออกแถลงการณ์ ยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันบนหลักการเพื่อรักษาสิทธิเด็ก ปกป้องคุ้มครองเด็ก ดิฉันต้อง ขอขอบคุณ กสม. อย่างยิ่ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง พม. ทุกหน่วยงาน และดิฉันขอเป็นกำลังใจให้ กสม. ยืนหยัด ในการรักษาสิทธิเด็ก เป็นกำลังใจให้กับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหน่วยงานรัฐ รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิเด็กทุกคน ในชั่วโมงนี้ต้องพูดอย่างเดียวว่าต้องให้กำลังใจ แก่ผู้ที่ทำงานด้านสิทธิเด็กอย่างเต็มร้อย ดิฉันขอเป็นกำลังใจจริง ๆ เป็นกำลังใจมาก ๆ และอยากจะขอข้อสังเกตฝากท่านประธานไปถึงผู้บริหาร กสม. สักเล็กน้อยว่า จากกรณี ที่เกิดเหตุในวันนี้ และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่มีการละเมิดสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา ดิฉันว่าเป็นจุดที่ทำให้ กสม. ต้องหันมาคิดทบทวนบางเรื่อง บางที กสม. อาจจะต้องทำงาน เชิงรุกให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าต้องทำงานสร้างความเข้าใจ ในเรื่องความสำคัญของสิทธิเด็ก ในการปกป้องรักษาสิทธิเด็ก แยกเด็กออกมาจาก ความขัดแย้งทุกประเภท และทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทุกมิติ รวมถึงในประเด็น การเห็นความสำคัญของสันติภาพ ณ ชั่วโมงนี้ สันติภาพมันเลือนรางไปมาก ก็อยากฝาก เป็นข้อสังเกตว่า กสม. ควรทำงานเชิงรุกและจินตนาการใหม่ ๆ ในการปกป้องสิทธิเด็ก และสิทธิมนุษยชนของคนทุกกลุ่ม จากกระแสความขัดแย้งที่เชี่ยวกรากในวันนี้ ก็ขอขอบคุณ ท่านประธาน ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ขอเป็นคนสุดท้ายนะครับ ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ สำหรับการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมก็เคย ได้มีโอกาสไปพบท่านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปหารือเรื่องของความเดือดร้อนของ พี่น้องพลทหารที่อยู่ในค่าย ที่เป็นทหาร จับสลากใบแดงแล้วก็ไปอยู่ในค่าย ก็ปรากฏว่า เราก็จะเห็นข่าวเสมอใช่ไหมครับว่าหลายคนถูกละเมิดในค่าย สุดท้ายกว่าจะทราบเรื่อง เป็นข่าวออกมา เสียหายไปแล้ว เจ็บ เสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้นผมก็เคยเสนอว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติใช้อำนาจของท่านไปสุ่มตรวจในค่ายได้ไหม ท่านก็บอกว่าไปติด ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถ้ามีเหตุร้องถึงจะไปได้ แต่อยู่ดี ๆ จะไปไม่ได้ อันนี้คือปัญหา ในเชิงข้อกฎหมายที่มันทำให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำงานเชิงรุกไม่ได้ แต่ถ้าเอาเข้าจริง ๆ ถ้าท่านใช้อำนาจจริง ๆ ผมคิดว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปถึง ไม่มีกองทัพที่ไหนจะกล้าปฏิเสธหรอกครับ อย่างน้อยการให้ความร่วมมือถ้าท่านแจ้งหนังสือ ไปมันก็จะมีการเตรียมการอะไรใช่ไหมครับ แต่ถ้าท่านไปเลยไม่บอก Knock Door เลย มันจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้เยอะ ผมก็กราบขอกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าท่านลอง ช่วยปรับวิธี ส่วนทางสภาผมก็รับมา ว่าถ้าจะต้องแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมก็จะไปดู ชวนรณรงค์กับเพื่อนสมาชิก แล้วก็เรื่องของการลงนามในสนธิสัญญา OPCAT ถ้ามีโอกาสในถัด ๆ ไป ก็จะผลักดัน ซึ่งผมเข้าใจในเรื่องพวกนี้ดีนะครับ🔗

กรณีที่ ๒ ที่ผมอยากจะส่งเสียงไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็คือเรื่องของศาลยุติธรรม ท่านไปตรวจหน่วยงานราชการทุกอันเลย ท่านไปดูราชทัณฑ์ด้วย ท่านเคยไปดูหรือไม่ ว่าเวลาคนที่ไปอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม เขาละเมิดสิทธิประชาชน มากน้อยขนาดไหน ใช้อำนาจในนามพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ กดขี่ประชาชน อย่างไรบ้าง ผมจะเล่าให้ฟังมีเพื่อนสมาชิกที่มาเล่าให้ผมฟัง วันอ่านคำพิพากษา ยังไม่อ่านนะครับ ใส่กุญแจมือแล้ว ได้รับการประกันตัว เดี๋ยวท่านตอบเลยก็ได้ อย่างนี้ละเมิดสิทธิไหมครับ ยังไม่อ่านนะครับ ยังไม่รู้ว่าผลคำพิจารณาเป็นอย่างไร ดังนั้นผมขอเถอะครับว่าที่มีตุลาการ ที่ลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจในทางด้านนี้ของศาลไปในทางที่ละเมิดสิทธิประชาชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาเอื้อมไปไม่ถึง กรรมการสิทธิมนุษยชนเป็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านทำได้ไหมครับแล้วจะได้แก้ไขได้ ท่านยื่นให้ประธาน ศาลฎีกาทราบ ศาลไหน ห้องบัลลังก์ไหนพิจารณา ท่านช่วยไปดูหน่อยได้ไหมครับผมฝากไว้ การไม่ให้ประกันตัวอีก ผมจะให้บอกว่าทุกวันนี้ไม่เป็นไปตามกฎหมายตรงไหนครับ จริง ๆ เหตุไม่ให้ประกันตัว จะต้อง ๑. มีพฤติกรรมไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ๒. จะหลบหนี แต่ทุกวันนี้ดูที่อะไรครับ อัตราโทษ ดูประเมินหน้าตา โทษลักษณะนี้จะเป็นอย่างไร เลือกปฏิบัติไหมครับ แล้วก็มากำหนดวงเงินตามทุนทรัพย์ บางทีผิด ไม่ผิด ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ประเมินไปก่อนแล้ว ต้องจ่ายเท่านี้ แล้วราษฎรที่ยากจน ไม่รู้ตาสีตาสา ก็ต้องไป ซื้อประกัน เสียเงิน หาเงินมาประกันตัว หาเงินไม่ได้ติดกำไล EM นี่ละเมิดสิทธิไหมครับท่าน คดียังไม่ตัดสิน รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ยังไม่เป็นจำเลย แต่ว่าผู้พิพากษาผ่านระบบ กระบวนการพิจารณาพวกนี้แล้ว กรรมการสิทธิช่วยผลักดันได้ไหมครับ ดังนั้นผมก็ฝากไว้ สั้น ๆ ๒ เรื่องก็คืออย่างที่บอกไว้ แล้วก็อยากให้ท่านช่วยทำงานเชิงรุก ในการรุกเข้าไป🔗

สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของการตรวจเลือดตรวจผู้ป่วยเอชไอวี จะมี ๒ หน่วยที่มีปัญหาเท่าที่ผมทราบตอนนี้หน่วยราชการอื่นเขาปลดล็อกไปหมดแล้ว ก็คือตำรวจและทหาร ผมไม่เข้าใจนะครับ คือถ้าเป็นหน่วยรบ โอเคผมฟังเข้าใจได้ แต่ถ้าเป็นหน่วยฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายอื่น ๆ มันไม่น่าที่จะไปละเมิดสิทธิถึงขนาดที่วิวัฒนาการ ของการรักษามันเดินหน้าไปแล้ว แล้วประเด็นนี้ถ้าเทียบกัน ถ้าคนที่อยู่ในหน่วยอยู่แล้ว แล้วไปติดเชื้อภายหลัง ก็ไม่ได้ถูกไล่ออกถูกไหมครับ ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วเหตุใด เราถึงต้องมาเลือกปฏิบัติกับการไม่รับคนผู้ติดเชื้อเข้าทำงาน จิตใจมันแย่มากนะ กว่าจะสอบได้ กว่าจะนั่นได้แล้วเป็นอย่างนี้ มันถูกเลือกปฏิบัติชัด ๆ นะครับท่าน ผมฝากไว้ ทั้ง ๓ เรื่องนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ หมดผู้อภิปรายแล้วนะครับ ขอเชิญหน่วยงานได้ชี้แจงประเด็นท่านสมาชิกยังติดใจครับ เชิญท่านประธานคณะกรมการสิทธิ เชิญครับ🔗

นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เรียนท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่สนใจการทำงานของ กสม. ก็จะรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านได้กรุณาชี้แนะ หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องที่เราทำงานอยู่สอดคล้องกับแนวทางที่เราทำ แต่อาจจะไม่เห็นภาพชัดเจนก็เดี๋ยวจะมี กสม. ประสานกับท่าน กสม. สุภัทราที่ช่วยจะช่วย อธิบายเพิ่มเติม แต่ก่อนอื่นต้องขอยืนยันว่า ๑. เราทำงานเชิงรุก แต่ด้วยบริบทของ อย่างที่ท่านทราบ กฎหมายที่มีอยู่ แต่เราก็พยายามจะหาช่องทางที่จะขับเคลื่อนในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เต็มที่ด้วยข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย แต่ว่าก็พยายามขับเคลื่อนร่วมกับ ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ พยายามให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แล้วก็ติดตามในประเด็น ต่าง ๆ ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นการตรวจสอบก็อาจจะใช้เวลามาก แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นการที่เรา สามารถที่จะมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี มีแถลงการณ์ก็จะใช้วิธีการนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้สามารถจะมีการดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว บางเรื่องก็ยังมีประเด็น ที่คงจะต้องขับเคลื่อนต่อ โดยเฉพาะเรื่องที่จะไปตรวจสอบ อย่างเช่น ค่ายทหาร สถานกักกัน ต่าง ๆ ในตอนนี้เราก็จะมีโครงการที่จะตรวจสอบ ทั้งค่ายทหาร สถานีตำรวจ เรือนจำ สถานดูแลผู้ป่วย ผู้ติดยาเสพติด เราก็จะมีโครงการดำเนินการในส่วนนี้ แต่ว่าถ้าจะบุกไปที่ในค่ายทหารอย่างที่ท่าน สส. เอกราช ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ตอนนี้ ก็ต้องขับเคลื่อนเรื่องของ OPCAT ก่อนที่ถ้าเผื่อว่าสามารถที่จะเป็นภาคีได้แล้ว มี NPM ซึ่งตอนนี้เราก็เตรียมการอยู่ ก็สามารถที่จะไปได้ทันที แต่ไม่ว่าอย่างไรถ้ามีการร้องเรียน เราก็พร้อมที่จะเข้าไปดูทันทีที่เกิดเหตุ🔗

เรื่องของการที่จะขับเคลื่อนเรื่องในบริบทของระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ FTA OECD หรือประเด็นต่าง ๆ เราก็พยายามส่งเสียงผ่านทั้งทางหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็ในผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่เข้ามา ก็จะขอให้เขาช่วยผลักดันทั้งทางด้าน จากข้างนอกเข้ามาข้างใน แล้วขณะนี้เราก็จะขับเคลื่อนจากข้างในเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในเรื่องรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเรื่องโทษประหารชีวิต เรื่องสถานะบุคคล เรื่องผู้พิการ และประเด็นต่าง ๆ ที่เมื่อครู่นี้ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติได้กรุณายกขึ้นนะคะ เดี๋ยวจะขอให้ ท่าน กสม. วสันต์ และท่าน กสม. สุภัทรา อธิบายในรายละเอียด เรื่องเหล่านี้เราติดตาม อย่างใกล้ชิดแล้วก็มีข้อเสนอแนะค่อนข้างจะหลายเรื่อง ขออนุญาตให้ท่าน กสม. วสันต์ ชี้แจงก่อนค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ต้องขอขอบพระคุณสำหรับ ความคิดเห็น คำแนะนำ แล้วก็กำลังใจ ขอน้อมรับคำวิจารณ์แล้วก็คำชี้แนะต่าง ๆ ผมขออนุญาตเสริมท่านประธาน กสม. ในบางประเด็นครับ การทำงานของ กสม. ชุดนี้ เราทำงานกันเป็นทีมแล้วก็พยายามที่จะทำงานเชิงรุก ทำงานเชิงระบบ พยายามที่จะผลักดัน ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย เพราะเราคิดว่าการรับเรื่องร้องเรียนแล้วแก้ไขปัญหา เป็นกรณี ๆ ไป บางครั้งอาจจะทำให้ล่าช้าไม่ทันการณ์ หลายเรื่องเราก็จะทำข้อเสนอแนะ เพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหรือมีข้อเสนอแนะไปทางนายกรัฐมนตรี ทางรัฐมนตรี หรือว่าทางกระทรวง หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แก้ไขปัญหา หลายเรื่อง ก็อาจจะมีการแถลงข่าว มีการแสดงท่าที อย่างที่บางท่านได้พูดถึง ก็เพื่อที่จะย้ำเรื่องหลัก สิทธิมนุษยชนแล้วก็แนวปฏิบัติที่ควรจะเป็นไป ในการทำงานเชิงรุกผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่าง ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน อย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการซ้อมทรมาน ที่เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้พูดถึงนะครับ กรณีการป้องกันการซ้อมทรมาน เรามีอเสนอแนะ ไปที่คณะรัฐมนตรีนะครับ เรื่องที่เสนอให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับอนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันการทรมาน ซึ่งตรงนั้นทางรัฐบาลอาจจะยังติดขัด ยังไม่พร้อมที่จะเข้า แต่เราก็ยืนยันท่าทีตัวนี้แล้วก็พยายามสนับสนุนให้เดินหน้าไปในทิศทางนี้ ขณะเดียวกัน ทาง กสม. ก็ได้เตรียมโครงสร้างภายใน มีการจัดตั้งหน่วยงานแล้วก็มีแผนงานในการขับเคลื่อน เพื่อป้องกันการซ้อมทรมานนะครับ เราเสนอแนะไปทางกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการ ป้องกันการซ้อมทรมานในเรื่องของการออกกฎหมายรอง🔗

ในเรื่องของการสร้างความตระหนัก รวมทั้งเรื่องบางเรื่องที่ได้รับการร้องเรียน เข้ามาอย่างกรณี พลทหารวรปรัชญ์ เราก็ได้เสนอไปที่คณะกรรมการป้องกันการซ้อมทรมาน ให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาล ซึ่งเราก็ได้รับทราบว่าศาลคดีทุจริตได้พิจารณาในเรื่องนี้ แล้วก็ ได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วการทำงานในเชิงป้องกันอย่างที่ท่านประธาน ได้พูดถึง เราทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม แล้วก็ ๓ เหล่าทัพ โดยที่เข้าไปคุยกับ ฝ่ายนโยบาย แล้วก็เห็นตรงกันว่าจะต้องมีการป้องกันการซ้อมทรมาน สร้างความตระหนัก จะต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ทางกระทรวงกลาโหม ทางเหล่าทัพต่าง ๆ มีแนวนโยบาย มีคำสั่งที่ชัดเจน มีหนังสือเวียนออกไปตามหน่วยต่าง ๆ ในเรื่องที่ห้ามทำร้ายกำลังพล ห้ามลงโทษ ที่นอกเหนือจากที่กำหนดเอาไว้ ๑๒ ท่ากายบริหาร นอกจากนั้นจะมีการอบรมครูฝึก มีการป้องกันการทรมาน จากที่เราได้ไปตรวจเยี่ยมอย่างของกองทัพบก เราไปตรวจเยี่ยม ที่กองพลทหารปืนใหญ่ ศูนย์การบินทหารบก แล้วก็ที่ มทบ. ๑๑ แล้วไปตรวจเยี่ยม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ที่สัตหีบของกองทัพเรือ แล้วก็ได้ไปเยี่ยมของทางกองทัพอากาศด้วย ก็เห็นว่านโยบายของทางกระทรวงกลาโหม นโยบายที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้มี การถ่ายทอดลงไปถึงหน่วยต่าง ๆ และแนวปฏิบัติในการดำเนินการก็ไปในทิศทางที่ดีมาก ๆ จากการประเมินในการเข้าไปตรวจเยี่ยมก็เห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีมาก เราคิดว่าอันนี้ เป็นการป้องกันเชิงรุก แล้วก็เป็นการทำงานในเชิงนโยบายแทนที่จะไปตามเป็นเรื่อง ๆ หรือว่าเกิดเหตุขึ้นแล้วค่อยไปตามแก้ครับ เช่นเดียวกันครับ กับทางกรมราชทัณฑ์ เราก็ได้ เข้าไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แล้วก็มีโครงการที่จะทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ในการป้องกันการซ้อมทรมานผู้ที่เป็นผู้ต้องขังเป็นนักโทษอยู่นะครับ ในส่วนของตำรวจ ก็มีความร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการสถานีตำรวจที่เคารพในหลักสิทธิ มนุษยชน มีการอบรม มีการผลิตสื่อ เพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสิทธิ มนุษยชนแล้วก็ พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมาน มีการตรวจเยี่ยมสถานฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ก็เป็นการทำงานในเชิงรุกเป็นการทำงานในเชิงป้องกัน🔗

เกี่ยวกับเรื่องนักปกป้องสิทธิก็เช่นเดียวกัน เรามีเรื่องร้องเรียนเข้ามา เราก็พยายามที่จะทำงานในเชิงรุก พยายามที่จะผลักดันให้มีกฎหมายเพื่อที่จะคุ้มครอง นักปกป้องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน มีการอบรมสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ มีการ ทำงานในเชิงระบบพยายามให้มีกลไกในการส่งเรื่องต่อในการดูแล พอเราได้รับเรื่องร้องเรียน ระหว่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหรืออยู่ระหว่างการประสานการคุ้มครอง เราจะประสาน กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะดูแลความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิเหล่านั้น ไปพลางนะครับ🔗

ในแง่ของการทำงานในเรื่องของสิทธิเด็ก ผมเรียนว่าไม่ว่าจะเป็น เรื่องสถานสงเคราะห์เด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิเด็ก ในสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้ง กรณีเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานต่างด้าว เราก็จะพยายามทำงานในเชิงนโยบาย ในเชิงระบบ มีข้อเสนอแนะที่เวลาแก้ไขปัญหาสามารถที่จะครอบคลุม แล้วก็ดูแลภาพรวมได้ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เรื่องค่ายพักพิงชั่วคราวที่ท่านผู้มีเกียรติบางท่านได้พูดถึง กสม. เอง ก็ได้มีรายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะ นำไปสู่การตัดสินใจและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่อนุญาตให้ผู้หนีภัยสู้รบ จากประเทศเมียนมาที่อยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราว ซึ่งไม่ชั่วคราวเพราะอยู่กันมา ๓๐-๔๐ ปี ให้สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ แล้วก็ให้สามารถที่จะพัฒนาสถานะได้ในอนาคต อันนี้เรามีรายงานข้อเสนอแนะไป เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติออกมา วันนี้เราก็ได้ขอบคุณ ครม. แล้วก็แสดงความชื่นชมที่แก้ไขปัญหาในเชิงระบบ เพราะว่าอย่างที่ว่าถ้าเราแก้ปัญหา ทีละราย ทีละราย หลายท่านก็คงจะนึกออกบางทีใช้เวลาหลายสิบปี หรือเป็นร้อย ๆ ปี ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ ก่อนหน้านั้น คณะรัฐมนตรีก็เคยมีมติในการแก้ไขปัญหา ซึ่งสามารถที่จะครอบคลุมคน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน คราวนี้เรื่องค่ายพักพิงชั่วคราว ก็สามารถ ที่จะครอบคลุมคน ๗๗,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเราคิดว่าอันนี้ก็เป็นการแก้ไขในเชิงระบบแล้วก็ เป็นการตอบโจทย์ที่ดี🔗

เรื่องอื่น ๆ ที่เราได้ผลักดันแล้วก็แก้ไข อย่างเช่น เรื่องประวัติอาชญากร เดิมประวัติอาชญากร ๑๓-๑๔ ล้านประวัติ ไม่ว่าท่านอาจจะถูกกล่าวหา ท่านอาจจะ ทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านอาจจะเป็นเยาวชนหรืออาจจะได้รับการล้างมลทินแล้ว แต่รายชื่อของท่านยังอยู่ในประวัติอาชญากร เราคิดว่าอันนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้ทำงานร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คัดแยกบัญชีรายชื่อประวัติเฉพาะผู้ที่ ศาลตัดสินว่ามีความผิด ควรจะเป็นประวัติอาชญากร ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ไปดำเนินการเหลืออยู่ประมาณ ๓-๔ ล้านรายชื่อ ส่วนที่เป็นเด็กและเยาวชนที่ควร มีโอกาสได้รับโอกาสแก้ตัว ส่วนที่เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาแต่ว่าศาลตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด หรือว่าส่วนที่ได้รับการล้างมลทินแล้ว หรือเป็นคดีลหุโทษซึ่งผ่านมาหลายปีแล้ว พวกนี้ ก็ถูกกันออกไป แล้วพวกเขาจะได้ไม่ถูกละเมิดซ้ำ เวลาหน่วยงานภาครัฐหรือว่าภาคเอกชน ต้องการขอทราบประวัติ Check ประวัติไป แล้วปรากฏว่าชื่อเขาอยู่ในประวัติอาชญากร ก็ถูกปฏิเสธในเรื่องของการทำงาน อันนี้เราพยายามที่จะทำงานในเชิงรุก ทำงานในเชิงระบบ สิ่งสำคัญก็คือว่าเราก็ทำงานตามที่รัฐธรรมนูญ แล้วก็พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้กำหนดไว้ แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณท่านที่จะ สนับสนุนหากมีการแก้ไข พ.ร.ป. กสม. ให้ กสม. มีบทบาท มีอำนาจหน้าที่หรือว่าสามารถ ที่จะทำงานได้กว้างขวางขึ้นหรือดีขึ้น🔗

ในเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนผมขออนุญาตเพิ่มเติมนิดหนึ่ง กรณีที่เกิดขึ้น วันนี้ ก็เป็นกรณีที่สะเทือนใจ ทาง กสม. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้คุยกัน แล้วก็ได้มีท่าทีออกไป ในเรื่องนี้ โดยพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเด็ก ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ของเด็กเป็นหลัก แล้วรัฐไทยก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ก่อนหน้านั้นเราก็จะมีแถลงการณ์หลายต่อหลายเรื่องออกมา ซึ่งเราคิดว่าก็อาจจะช่วยสร้าง ความตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้น กสม. เห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการปกป้องคุ้มครองสิทธิ แต่ว่าเรานอกจาก จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แล้วก็คุ้มครองสิทธิแล้ว เรายังทำหน้าที่ในการติดตามเฝ้าระวัง สถานการณ์ แล้วก็ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเหมือนอย่างที่หลายท่านได้พูดว่าทำอย่างไร เราจะส่งเสริมให้คนตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพ สิทธิมนุษยชน🔗

สำหรับกรณีเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ผมขออนุญาตตอบเล็กน้อยอย่างนี้ครับ ว่ากรณีการเลือกตั้งประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราได้รายงานไว้ในรายงาน สถานการณ์สิทธิมนุษยชน การรายงานของเราก็อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็ เป็นเรื่องที่เราเห็นว่ามีการเลือกตั้ง แล้วก็มีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายอย่างไร การที่บอกว่า การเลือกตั้ง สว. เรียบร้อยก็หมายถึงว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย ไม่ได้มีเรื่องเลือดตกยางออก หรือว่าเรื่องอะไรในทำนองนั้น ส่วนเรื่องที่มีการฟ้องร้องกันก็เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ กกต. มีหน้าที่ในการดูแลอยู่ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาที่ กสม. บ้าง เราก็ส่งเรื่องต่อไปให้ กกต. ซึ่งก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าเรื่องอะไรที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระอื่น กสม. ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ก็ให้ส่งไปให้องค์กรอิสระนั้น ๆ ดำเนินการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. หรือว่า กกต.🔗

สุดท้ายก็จะเรียนว่าในการทำงานของเรานี้ก็มีความครอบคลุมสิทธิมนุษยชน ในแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านพลเมือง ด้านการเมือง ด้านสิทธิ ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แล้วก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ฝ่ายการเมือง ฝ่ายวิชาการ แล้วก็ภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนผลักดันให้สิทธิมนุษยชนบ้านเรา ได้มีการพัฒนาไปยิ่ง ๆ ขึ้น ผมขออนุญาตตอบเท่านี้ก่อน แล้วก็เดี๋ยวท่าน กสม. สุภัทรา จะมีเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่ได้กรุณา ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทาง กสม. และทางสำนักงานก็จะได้รับข้อเสนอแนะ ทั้งหลายนั้นไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาในการที่จะตอบข้อซักถาม หรือว่าข้อเสนอแนะบางเรื่อง เรื่องของโทษประหารชีวิตทาง กสม. เองเราก็มีการดำเนินการ ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีข้อเสนอแนะ ซึ่งข้อเสนอแนะของ กสม. ก็สอดคล้องกับ ข้อเสนอแนะของทางกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศไทยเองให้การยอมรับ Optional Protocol ฉบับที่ ๒ ของ ICCPR แล้วก็เรายังมีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโทษประหารชีวิต ก็คือให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งข้อเสนอนั้นมีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน🔗

อันดับแรกก็คือจะต้องไม่ตรากฎหมายใหม่ที่มีการกำหนดโทษประหารชีวิต ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าให้มีการทบทวนและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีโทษประหารชีวิต สถานเดียวให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้พิพากษาในการที่จะพิจารณาลงโทษ ประเด็นที่ ๓ ก็คือขอให้ทบทวนโทษประหารชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับหลัก Most Serious Crime ก็คืออาชญากรรมที่อุกฉกรรจ์ซึ่งมีหลักในการพิจารณาในทางสากล ประเด็นที่ ๔ ก็คือ ควรจะพิจารณายกเลิกการบังคับโทษประหารชีวิตหรือเราเรียกกันว่าเป็นเรื่องการยกเลิก โทษประหารชีวิตโดยปริยาย ก็คือไม่มีการประหารชีวิตจริงตามโทษที่มีอายุเกิน ๑๐ ปีขึ้นไป ซึ่งทาง กสม. หลังจากมีข้อเสนอแล้ว เราก็ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาสังคม ภาควิชาการในการติดตามข้อเสนอนี้🔗

สำหรับประเด็นที่ ๒ ที่มีการสอบถามเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. พ.ศ. ๒๕๖๐ ปัจจุบันหลังจากที่เราได้ยืนยันกับรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ป. ซึ่งมี ๕ ประเด็นสำคัญ ในการแก้ไข อันที่ ๑ ก็คือขอให้ยกเลิกสิ่งที่ระบุเอาไว้ในเรื่องของ พ.ร.ป. มาตรา ๒๖ (๔) ก็คือเรื่องการชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าจะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ ของ กสม. อันที่ ๒ ก็คือเพิ่มอำนาจเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่มีการร้องเรียน ได้มีทางออกในการที่จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ย ประเด็นที่ ๓ ก็คือการกำหนดสภาพบังคับ กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่มีการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ประเด็นที่ ๕ ก็คือ เรื่องของการเพิ่มอำนาจฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย ประเด็นที่ ๖ ก็คือเรื่องของอำนาจเสนอเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าศาลปกครอง อันนี้เป็น ๕ ประเด็นสำหรับการดำเนินการ ขณะนี้ ก็อยู่ระหว่างรอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของ ครม. ซึ่งมีท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้รอความคิดเห็น ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็เป็นประเด็นเรื่องของ พ.ร.ป.🔗

ส่วนประเด็นเรื่องของคนพิการซึ่งเมื่อสักครู่ได้หยิบยกขึ้น นำเรียนว่ากรณี คนพิการที่ไปสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา แล้วก็ถูกตัดสิทธิ บอกว่าไม่มีคุณสมบัติ กสม. หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วก็ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่าง การตรวจสอบการละเมิดสิทธิประชาชนอยู่นะคะ🔗

ประเด็นถัดมา ก็เป็นเรื่องการติดตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ กสม. มี นำเรียนว่า กสม. ชุดที่ ๔ คือชุดนี้ เรามีการตั้งกลไกภายในที่เรียกว่าคณะทำงานติดตาม ข้อเสนอแนะของ กสม. ตั้งแต่ กสม. ชุดที่ ๑ ชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ จนกระทั่งถึงชุดปัจจุบัน ซึ่งก็ไล่เรียงว่าการที่มีข้อเสนอแนะไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ก็ควรจะต้องมีการติดตาม อย่างเป็นระบบ แล้วก็ไปฟังว่าได้มีการดำเนินการหรือไม่ อย่างไร ติดขัดอย่างไร แล้วก็ ยังคงมีการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ซึ่งจากที่มีการติดตามมาก็ต้องบอกว่าข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้น จากรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ได้รับการตอบสนอง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการติดตามข้อเสนอแนะซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานผลการประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนประจำปีของประเทศไทยในปี ๒๕๖๖ ซึ่งมีข้อเสนอแนะในนั้น ๗๕ ข้อ ๑๑๐ ข้อย่อย มีหน่วยงานแจ้งตอบรับการดำเนินการ ๓๕ หน่วยงาน แล้วก็มีประเด็นที่ได้รับ การดำเนินการไปแล้ว ๘๑ ประเด็นหรือคิดเป็นร้อยละ ๗๓.๖ แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า อยู่ที่ประมาณ ๒๖.๔ เปอร์เซ็นต์หรือ ๒๙ ประเด็น อันนี้ก็เป็นกรณีของการติดตาม🔗

ส่วนเรื่องเอชไอวีที่เมื่อสักครู่ท่านเอกราช ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้พูดถึง กรณีของทางทหารแล้วก็ทางตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องของกฎ ก.ตร. ซึ่งกำหนดคุณสมบัติ ต้องห้ามของผู้ที่เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจทุกระดับจะต้องไม่เป็นผู้เป็นโรคเอดส์ หรือเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จริง ๆ แล้ว กสม. เคยมีรายงานการตรวจสอบการละเมิด สิทธิมนุษยชนเรื่องกฎ ก.ตร. ไปเมื่อปี ๒๕๖๒ เป็นรายงานการตรวจสอบที่ ๔๑๓/๒๕๖๒ วินิจฉัยว่าเรื่องนี้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสนอเรื่องนี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรากฏว่าก็ได้รับคำชี้แจง อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคท้าย ที่เป็นเรื่องสมรรถนะ แต่ก็อย่างที่ท่านบอกไป จริง ๆ เราก็เห็นข้อเท็จจริง ว่ามีตำรวจซึ่งรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ แล้วก็ติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลตำรวจเกือบจะ ๒,๐๐๐ นาย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกให้ออกจากราชการ ซึ่งก็แปลว่าเขายังทำงานได้ มันก็เป็นความย้อนแย้งที่เราเห็น เราส่งเรื่องไป ครม. ส่งเรื่อง ไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ยังยืนยันว่ายังคงคุณสมบัตินี้ไว้ เราก็มาดำเนินการจัดทำ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพิ่งออกไปไม่นานนี้ เนื่องจากเราก็ไปได้ข้อมูลจากการศึกษา ของต่างประเทศ ซึ่งเราก็พบว่าในหลายประเทศมีการผ่อนปรนและยืดหยุ่นการที่เข้าไป ทำหน้าที่ในกองทัพ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกามีคำพิพากษาของศาลด้วยว่าการปลดออก จากการทำหน้าที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอย่างชัดเจน รวมทั้งในกรณีของฝรั่งเศส หรืออีกหลายประเทศซึ่งก็มีการพูดถึงว่าถ้าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่อง แล้วก็ไม่สามารถตรวจพบเชื้อซึ่งเรียกว่า U=U ถ้ากินยาต่อเนื่อง ๑๒ เดือนก็จะสามารถ ได้รับการผ่อนปรนให้เข้าทำงานในกองทัพได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอแนะนี้ก็เพิ่งจะ ออกไป แล้วเราก็จะติดตามต่อไปด้วยนะคะ🔗

ส่วนเรื่องของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศดิฉันเองก็คิดว่าที่ผ่านมา กสม. เราสนับสนุนเรื่องการยกระดับของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ที่มีความ หลากหลายทางเพศ เราเข้าร่วม กิจกรรม Pride Month ทุกปีที่จัดขึ้น แล้วเราก็สนับสนุน กฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ว่าก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเราคิดว่าตัวกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ ทางเพศสภาพ เป็นกฎหมายที่สำคัญที่จะต้องเร่งรัดให้มีการดำเนินการ รวมทั้งเราก็สนับสนุน เรื่องการมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลและการยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดกับ ผู้ที่ค้าประเวณีก็คือ ตัวร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่ง กสม. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ยกร่างพระราชบัญญัติ ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วทางเครือข่ายภาคประชาสังคมก็ได้ไปรณรงค์ เราเองก็ร่วมด้วย ตอนนี้ ทางภาคประชาสังคมก็รวบรวมรายชื่อได้ถึง ๑๓,๐๐๐ กว่ารายชื่อ แล้วก็เสนอต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะเป็นกฎหมายเข้าชื่อ แล้วก็ได้รับคำวินิจฉัยว่า เป็นกฎหมายที่สามารถเข้าชื่อได้ แล้วตอนนี้ก็รอบรรจุเข้าวาระอยู่ ไม่เป็นกฎหมายการเงินด้วย แล้วในขณะเดียวกันระหว่างที่รอกฎหมาย เราก็ได้ร่วมกันในการที่จะทำเรื่องของการผลักดัน ให้มีกฎกระทรวงของกระทรวงแรงงาน เพื่อคุ้มครองคนที่ทำงานในสถานบริการด้วย เพราะว่าตอนนี้ก็เป็นความสำคัญ เราจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงนี้ ๔ ภาค แล้วก็ไปฟังผู้ประกอบการ แล้วก็ฟังทั้งน้อง ๆ ที่เป็น Sex Worker ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ตอนนี้ก็น่าจะครบ เกือบจะครบทุกภาคยังเหลือภาคใต้ซึ่งจะไปเดือนหน้า เพราะฉะนั้นในเรื่องของสิทธิของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ เราก็ยังคงติดตาม แล้วก็ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนของทั้งภาคประชาสังคม แล้วก็หน่วยงานของรัฐอยู่ตลอด ก็นำเรียนชี้แจง ขอบพระคุณมากค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ คงพอแล้วนะครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอดิศร เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม อดิศร เพียงเกษ ผมจะใช้เวลาไม่นาน ฟังการตอบของ กสม. แล้วก็ไม่สมหวังนะครับ แต่ไม่ถึงขั้น ผิดหวัง เพราะท่านเห็นเรื่องการได้มาซึ่ง สว. ท่านตอบเพียงเล็กน้อย การคอร์รัปชัน คือการทุจริตอำนาจเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ครับ กรรมการสิทธิมนุษยชน ถ้าเห็นว่าการฮั้ว สว. การได้มาของ สว. ซึ่งเป็นข่าวปัจจุบันเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมว่ายุบกรรมการ กสม. เถอะครับ เสือกระดาษไม่ได้ทำประโยชน์อะไรทั้งสิ้นเลย ถ้าท่านไม่เห็นความสำคัญ ท่านบอกว่า การเลือกตั้ง สว. เรียบร้อย เรียบร้อยหมายความว่าไม่มีขี้เหล้าเมายา ไม่มีการต่อยกัน มันไม่ใช่นัยที่ต้องเป็นอย่างนั้น ท่านเห็นว่าการเลือกตั้ง สว. เที่ยวนี้ มันไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม หรือไม่ ผมว่ารายงานของท่านไปแก้ให้มันถูกต้องตามนัยความที่เป็นจริงครับ ท่านพยายาม อธิบายเป็นความหวังนะ พบในภายหลังว่ามีผู้กระทำกฎหมายเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็น สว. จะมีการดำเนินคดีและ สว. ที่ถูกฟ้องร้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมี คำพิพากษา โดยเรื่องจ่อไปแล้ว จะถึงศาลแล้ว ท่านได้ตั้งคณะกรรมการตามเรื่องนี้ไหม พอถึงศาลปั๊บจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไหมครับ เอาคนที่ฮั้ว สว. มาเป็น สว. แล้ววินิจฉัย ต่อไปจะเลือกพวกท่านนะครับ เลือกองค์กรอิสระต่าง ๆ เลือกศาลรัฐธรรมนูญ เลือกองค์กรนั้น องค์กรนี้ น่าสะพรึงกลัวมากครับ ถ้า สว. มาอย่างนั้น ท่านอุตส่าห์เขียนว่า สว. สีน้ำเงิน ท่านก็เข้าใจอยู่แล้ว ท่านครับด้วยความเคารพ ผมก็ไม่อยากกระทบกระทั่งท่านนาน เพราะรู้ว่าท่านเป็นเสือกระดาษ เป็นยักษ์ที่ไม่มีกระบองอะไร No Action Talk Only ครับ สัมมนาไปเรื่อย แต่วิธีปฏิบัติเป็นรูปธรรม แทบจะมองไม่ค่อยเห็น ด้วยความเคารพนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสว. อย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยครับ เป็นเรื่องสภาสูง สภาต่ำ กลั่นกรอง กฎหมาย หลายเรื่องหลายราว ชี้ทิศชี้ทาง การบ้านการเมือง ประชาธิปไตยบ้านเมืองเรา จึงขออนุญาตที่จะไม่สมหวังในการที่ท่านตอบให้ที่ประชุมแห่งนี้ครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็รับการ วิพากษ์วิจารณ์ของท่านสมาชิกนะครับ ผมคิดว่าเราคงได้รับฟังแล้วก็ตอบข้อซักถาม ท่านสมาชิกแล้ว ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการประเมินสถานการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๗ และรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เสร็จสิ้นแล้วนะครับ ขอขอบคุณ ทางผู้แทนหน่วยงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิก วันนี้เราก็ได้ใช้เวลาในการพิจารณามาพอสมควรแล้วนะครับ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๕๑ นาฬิกา