unknown · · 606 lines

(นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๐๕ นาฬิกา)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมวันนี้นะครับ ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยใช้เวลาในการหารือ แต่ละท่าน ท่านละ ๒ นาที เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเชิญท่านแรกเลยครับ ท่านนิกร โสมกลาง เชิญครับ🔗

นายนิกร โสมกลาง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตเอาความเดือดร้อนของพี่น้องในเขตอำเภอพิมาย และอำเภอชุมพวง มาขอให้สภาแห่งนี้ช่วยเหลือ ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ถนนทางหลวงชนบทสาย นม. ๓๐๑๐ เชื่อมระหว่างอำเภอจักราช อำเภอเฉลิมพระเกียรติมายังอำเภอพิมาย เป็นเส้นที่เลี่ยงรถติดช่วงเทศกาล ช่วยลด ระยะเวลาการเดินทางได้มากครับ แต่ถนนเส้นนี้หลายช่วงหลายตอนเป็นทางโค้ง บางช่วง มีไฟแต่ไม่ติด บางช่วงไม่มีไฟเลยเดินทางกลางคืนมืดและอันตรายมากครับ อยากขอ ท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ช่วยดำเนินการเพิ่มแสงสว่าง กับถนนให้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ถนนสาย ๒๒๒๖ พิมาย-หนองนางดำ มีการขยายถนนจาก ๒ ช่องทางจราจรเป็น ๔ ช่องทาง บริเวณหน้าปั๊มบางจาก อำเภอชุมพวง มีการสร้าง เกาะกลางถนนเพื่อเป็นจุดกลับรถ แต่ยังไม่ได้มีการแก้ไขเส้นการจราจรเดิมที่ลากมาชน กับเกาะกลางถนนและจุดนั้นไฟก็ไม่ติดด้วยครับ ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายหนักไปหลายคันแล้วครับ ตอนนี้เบื้องต้นได้มีการเข้ามาซ่อมแซมไฟแล้ว และติดป้ายเตือนแล้ว แต่อยากขอท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ช่วยเร่งดำเนินการแก้ไขเรื่องการตีเส้นจราจรบนถนนให้ด้วยครับ เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน และเกิดอุบัติเหตุซ้ำครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ช่วงบริเวณโรงเรียนพิมายสามัคคี ๑ ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกหนักจะเกิดน้ำท่วมขังขึ้นเป็นประจำ ล้นมาถึง บริเวณถนนทางหลวงด้านหน้าโรงเรียนครับ ส่งผลกระทบต่อทั้งการเรียนการสอนของ นักเรียนและการสัญจรไปมา และความปลอดภัยในการเดินทางของพี่น้องประชาชนครับ อยากขอให้ท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยลงไปสำรวจดูแนวการระบายน้ำบนถนนให้เหมาะสมให้ด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ เชิญครับ🔗

นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสมุทรปราการ ตำบลบางเมืองใหม่ ตำบลเทพารักษ์ และตำบลสำโรงเหนือ วันนี้ผมขอนำปัญหาในพื้นที่ จำนวน ๒ เรื่องมาปรึกษาหารือกับท่านประธานเพื่อประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมุทรปราการ

เรื่องแรก การติดตาม ความคืบหน้าการคืนพื้นผิวจราจรบนถนนศรีนครินทร์ช่วงสะพานข้ามคลองสำโรง บริเวณ ท้ายซอยวัดด่านสำโรง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินการของการประปานครหลวง โดยมีกำหนด แล้วเสร็จตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถคืนพื้นผิว จราจรได้ตามแผน ส่งผลให้การจราจรติดขัดหนักมากโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ผมได้ ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและนำประเด็นดังกล่าวเข้าสภามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มี ความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงขอนำเรียนฝากท่านประธานช่วยเร่งรัดประสานงานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือแขวงการทางจังหวัดสมุทรปราการ และการประปานครหลวง เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนและคืนความสะดวกให้ประชาชนโดยเร็วที่สุดครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับปัญหาจราจรติดขัดหนักมากบนถนนศรีนครินทร์ในช่วง บริเวณหน้าโรงเรียนนานาชาติไทย-สิงคโปร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนที่ทั้งการปิดการจราจร จะมีจุดกลับรถใกล้กันจนเกินไป รวมทั้งการมีจุดกลับรถที่หยุดอยู่ติดกับทางเข้าออก ของโรงเรียน และยังมีห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในบริเวณนั้นยิ่งทำให้การจราจรติดขัด รุนแรงยาวไปหลายกิโลเมตรในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนผู้ใช้ถนนเส้นนี้มาโดยตลอด🔗

-๒/๑ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น ส่งผลให้พี่น้องประชาชน ที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นทุกวันครับ ดังนั้น จึงขอนำเรียนฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือแขวงการทางจังหวัด สมุทรปราการเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการปรับจุดกลับรถ การจัดการช่องทาง จราจรใหม่ หรือการวางแผนกับโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ให้เป็นรูปธรรมที่ได้เห็นอย่างชัดเจนที่เร็วที่สุดครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ครับ🔗

นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๕ พรรคประชาชน ขอหารือในประเด็นสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำเน่าเสีย อย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ระยอง

ดิฉันได้รับการร้องเรียนปัญหา ดังกล่าว ได้ลงพื้นที่แล้วก็พบว่าน้ำบริเวณเขื่อนปากคลองพลา และชายหาดพลาใกล้โรงแรม ที่พักบริเวณหาดพลา มีลักษณะเป็นสีดำขุ่นส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงเป็นที่น่ารังเกียจ และยังได้ สำรวจย้อนกลับไปถึงต้นน้ำตามแนวคลอง ก็ได้พบแหล่งน้ำขังเน่าเสียตลอดแนวคลอง ขอภาพต่อไปค่ะ เหตุจากไม่มีการขุดลอกเป็นเวลานาน หญ้ารกทึบเศษขยะกีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำขังเน่าเสียและเกิดกลิ่นเหม็น รวมถึงน้ำเสียจากครัวเรือนที่ไหลลงลำคลองโดยตรง เมื่อเส้นทางน้ำไหลลงสู่ปากเขื่อนก็ยังมาพบกับเนินทรายปากคลองที่ไม่ได้มีการขุดลอก น้ำเน่าเป็นเวลานาน ขังสะสมแล้วก็ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงเพิ่มขึ้น ปากคลองพลาเป็นปากน้ำ ที่แหล่งน้ำจากคลอง ๓ สาย ได้แก่ คลองพลาเหนือ คลองพลาใต้ แล้วก็คลองลึกมาบรรจบ กันไหลออกสู่ทะเล จะเห็นว่าแนวคลองระยะยาวมาก ปัญหานี้ถ้าเราขุดลอกคลองปรับระดับ น้ำในคลองให้ไหลเวียนตามธรรมชาติได้ดี จากกรณีน้ำขึ้นน้ำลงก็จะทำให้ไม่มีการเน่าขัง และปัญหาจะไม่รุนแรงขนาดนี้ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมแล้วก็ผลกระทบโดยตรง ต่อชุมชน ยังกระทบต่อเศรษฐกิจแล้วก็ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวของชาดหาดพลา ดิฉันมีข้อเสนอสำหรับการจัดการในเรื่องนี้คือ ๑. เร่งรัดการขุดคลองจนถึงปากคลอง ๒. บูรณา การการจัดการขยะน้ำเสียของครัวเรือน ๓. กำหนดมาตรฐานควบคุมแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ๔. ประชาสัมพันธ์สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเรียนหารือท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้แก่ เทศบาลตำบลพลา กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อสำรวจ และประสานงานแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน ครับ🔗

นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ผมขอประทานกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ชาวบ้านดงสว่าง หมู่ที่ ๗ ตำบลนิคมน้ำอูน อำเภอนิคมน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ที่ได้รับความ เดือดร้อนจากการใช้รถใช้ถนนในการสัญจรไปมา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ ครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ อยากจะฝากไปถึงรัฐบาลเรื่องการ จัดเงินชดเชยให้กับผู้ที่อพยพที่หนีภัยสงครามตั้งแต่วันที่ ๒๔ เดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ ยังขาดอีกมากครับ พี่น้องตามแนวชายแดนเดือดร้อน เฉพาะวิ่งหนีลูกกระสุน วิ่งหนี ลูกระเบิดก็เดือดร้อนพอแรงแล้ว เงินอพยพที่ช่วยเหลือครอบครัวละ ๓,๐๐๐ บาท ยังขาด อีกเยอะ ยังขาดอีกมากฝากรัฐบาลครับ ไหน ๆ ก่อนจะหมดวาระใช้หนี้ชาวบ้านเสียให้หมด🔗

เรื่องที่ ๒ วันนี้ฤดูกาลทำนา พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะชาวไร่ชาวนา ร้องเรียนมามากในเรื่องของราคาปุ๋ยแพง ความจริงแล้วรัฐบาลน่าจะมีการจัดสร้างโรงงาน ปุ๋ยแห่งชาติแล้วก็ประกันราคาปุ๋ยให้กับชาวบ้าน แต่ทว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกปีที่ผ่านมานั้น ปุ๋ยขึ้นราคาตามอำเภอใจ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ปุ๋ยแพงแต่ข้าวราคาถูก ชาวนาต้องเป็นหนี้ทั้งชาติ อยากวิงวอนให้รัฐบาลได้วาง มาตรการในการควบคุมราคาปุ๋ยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและชาวไร่ ชาวนาด้วย🔗

เรื่องสุดท้าย ปัญหายาเสพติดขณะนี้ระบาดมากพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ลูกเล็กเด็กแดงติดยาเสพติด ขอให้รัฐบาลได้มีมาตรการในการปราบปรามป้องกัน ให้ยาเสพติดนั้นหมดสิ้นไปจากสังคมไทยของเรา ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติที่จะฝากรัฐบาล ให้ดำเนินการก็เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนได้เรียกร้องมา ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ครับ🔗

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๔ ท่านประธานครับ วันนี้ขออนุญาตท่านประธานหารือน้ำท่วมสุโขทัยแบบซ้ำซากและยั่งยืน มาตลอด🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย

ท่านประธานครับ สุโขทัยวันนี้ ฝนไม่ตกมาเท่าไรเลยแต่น้ำท่วม ๓ รอบ ล้นตลิ่งมหาศาล จากการขาดการบริหารจัดการน้ำ ที่ดีแล้วก็แก้ไข สิ่งที่ผมพูดมาตลอดและพูดซ้ำซากในสภาแห่งนี้เป็น ๑๐ ครั้ง ก็คือการกักเก็บ น้ำไว้ทางด้านเหนือของจังหวัดสุโขทัย ไม่ว่าพะเยา ไม่ว่าน่าน ไม่ว่าแพร่ และอุตรดิตถ์ ซึ่งแก้มลิงเหล่านี้จะทำให้การ Support น้ำนั้นก่อนจะไหลมาที่สุโขทัยนั้นจำนวนมหาศาล ที่ประตูน้ำหาดสะพานจันทร์เพียงประตูเดียวที่แม่น้ำยม ลำน้ำยมแห่งนี้ อยากฝาก ท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ กรมชลประทาน แล้วก็ทางกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเสริมในการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ หรือชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก บน ๓ จังหวัด คือ พะเยา น่าน แพร่ ให้มี การเก็บน้ำให้มากที่สุดก่อนที่จะปล่อยลงมาที่จังหวัดสุโขทัยเพียงจังหวัดเดียวที่รับน้ำ แล้วก็ ท่วมรอบที่ ๓ และคาดคะเนว่าน่าจะมีรอบที่ ๔ ท่านประธานครับ สิ่งที่พูดอีกอย่างหนึ่ง ในปีที่แล้วคือฝายแกนดินซีเมนต์นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ๓,๐๐๐ ว่าจุดที่อยู่ใน ๓ จังหวัดนี้ ทางภาคเหนือที่น้ำหลากลงมาสุโขทัยนั้นอยากให้สร้าง เก็บเล็กเก็บน้อยไว้ในแหล่งน้ำ ในคูคลอง ในห้วยเพื่อไม่ให้น้ำหลากลงมาทีเดียวที่สุโขทัย ยกตัวอย่าง ๑,๘๐๐ เมตร ที่สุโขทัยรับทุกวันนี้ไม่ไหว ถ้าหากเก็บไว้ที่สิ่งต่าง ๆ ที่เราสร้าง ไม่ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แล้วก็ฝายแกนดินซีเมนต์ที่ตามซอกเขาต่าง ๆ จะเก็บได้ถึง ๖๐๐-๗๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กั้นน้ำไม่ให้ไหลลงมานั้นจะทำให้สุโขทัยนั้นบริหาร จัดการน้ำรอดพ้นจากน้ำท่วมได้อย่างแน่นอน และที่สำคัญพูดซ้ำซากพูดมา ๒ ปีแล้วก็คือ ประตูน้ำ ๔ ตัวที่อำเภอสอง หาดอ้อน อำเภอวังชิ้น ที่วังน้ำเย็น และอำเภอศรีสัชนาลัย ที่เชียงชื่นแล้วก็หนองอ้อยังไม่มีการดำเนินการก้าวหน้า จึงฝากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไปดูน้ำท่วม ทุกครั้ง ไปทำ Content จนแม่น้ำยมวันนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำยมแห่งการ Content ที่แขก เข้าไปทำสร้างภาพทั้งสิ้น อยากให้ดำเนินการเร่งด่วนตามที่ขอมาทั้ง ๓-๔ อย่าง ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ ครับ🔗

นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานวันนี้ดิฉันขอเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาพี่น้องชายแดน จังหวัดสุรินทร์อยู่ ๓ ข้อ🔗

ข้อ ๑ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่งจังหวัดสุรินทร์ อาจจะยังไม่มีอะไรที่น่ากังวล แต่ในช่วงที่พวกเราอพยพดิฉันได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่ศูนย์อพยพ คำถามที่จะได้ยินเสมอคือเมื่อไรจะได้กลับบ้าน แต่หลังจากที่พวกเราอพยพกลับบ้านไปแล้ว คำถามเปลี่ยนไปค่ะท่านประธาน กลายเป็นว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกเมื่อไร วิถีชีวิต ของพี่น้องชายแดนจังหวัดสุรินทร์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปท่านประธาน ปากท้องพี่น้อง ประชาชน ถ้าวันนี้พวกเราไปเดินตลาดสด ตลาดนัด ร้านค้า เราก็จะได้ยินเสียงคนขายบ่น เบา ๆ ว่า ลูกค้าหายไปไหน คนซื้อน้อยลง ยอดขายตก ขายของไม่ได้ วันนี้ประเทศไทย มี ๒ ปัญหาใหญ่ คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาความมั่นคงชายแดน ไทย-กัมพูชา พี่น้องไม่เข้าใจหรอกว่าทุกวันนี้ที่มีวาทกรรมที่เราได้เห็นใน Social ทุกวัน ทำให้ พี่น้องได้ประโยชน์อะไร แต่เขาอยากได้ผู้นำคือนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจจริง มีอำนาจเต็ม ในการที่จะทำให้ปัญหาที่ดิฉันได้พูดถึงเบาบางลงไปค่ะท่านประธาน🔗

ข้อ ๒ เงินค่าตอบแทน ชรบ. จังหวัดสุรินทร์เราทราบว่ากำลังอยู่ในขั้นตอน การดำเนินการ แล้วก็ทราบอีกว่าค่าตอบแทน ชรบ. จะได้อยู่ที่ ๑๒๐ บาทต่อวันต่อคน ในกรณีที่ทำงาน ๘ ชั่วโมง แต่ไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดทำงานเกิน ๑๒ ชั่วโมง จะได้ ค่าตอบแทน ๒๔๐ บาทต่อวันต่อคน ท่านประธาน ดิฉันอยากเห็นรัฐบาลได้ทบทวน ค่าตอบแทน ชรบ. อย่างน้อยให้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ จังหวัดสุรินทร์ของเรา ๓๕๑ บาท ทุกวันนี้ ชรบ. ยังต้องเดินตรวจตราเวรยามอยู่ทุกค่ำคืน พวกเขาทำงานด้วยความภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นรัฐก็ควรจะต้องเป็นขวัญและกำลังใจให้กับ ชรบ. ด้วย🔗

ข้อ ๓ เรื่องของธนาคารที่ทางพี่น้องประชาชนสอบถามมาว่าจะได้รับ การเยียวยาอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ หรือว่า Non-Bank อยากจะให้รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชี้แจงข้อมูลตรงนี้ให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบว่าจะลดดอกเบี้ยให้เราจะช่วยเราแบบไหนอย่างไร แม้กระทั่งค่าไฟ คนที่จ่าย ค่าไฟไปแล้วจะทำอย่างไร คนที่ยังไม่จ่ายจะโดนตัดไฟหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้การสื่อสาร จากรัฐบาลถึงพี่น้องชายแดนที่ได้รับผลกระทบควรจะมีความชัดเจน ตรงประเด็นแล้วก็เข้าถึง บุคคลโดยตรง กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ ครับ🔗

นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สุรินทร์

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขต ๖ จังหวัดสุรินทร์ ขอนำปัญหา ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องมาหารือเพื่อแก้ไขปัญหา ๒ ประเด็น🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สุรินทร์

ประเด็นแรก เดือดร้อนเรื่องถนน ทางหลวงหมายเลข ๒๐๗๗ สายสังขะ-สุรินทร์ ช่วงป่าสน แคบ มืด เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เรื่องนี้ผมได้นำหารือ ๓ รอบแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ และปี ๒๕๖๙ ก็ไม่ได้ รับการดูแลเลย อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม แขวงการทางหลวงสุรินทร์ ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พ่อแม่พี่น้องด้วย เพราะว่ากลับบ้านทีไรชาวบ้าน จะสอบถามตลอดว่าเมื่อไรจะได้ ก็คงจะได้ช่วงเปลี่ยนรัฐบาลนี้หรือเปล่าครับ ก็ฝาก ท่านประธานครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องปัญหาแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีเหตุปะทะกองกำลัง ต่างชาติ มีการต่อสู้ยิงอาวุธสงครามเกิดขึ้น ลูกปืนใหญ่ตกมาแถวอำเภอสังขะหลายพื้นที่ ในส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศให้อำเภอสังขะเป็นพื้นที่สีแดงทั้งอำเภอ แต่ในการช่วยเหลือ เยียวยาพ่อแม่พี่น้องได้สอบถามว่าบางท่านไม่ได้อพยพจะได้หรือไม่ บางท่านอพยพไป อยู่ศูนย์พักพิงตรงนั้นดูแลเท่าไร ตอนนี้มีคำถามถามมาเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะ เขตเทศบาลอำเภอสังขะ ซึ่งเป็นรัศมีใกล้เคียงกับลูกปืนใหญ่ตก อยากจะฝากท่านประธาน ถ้าเยียวยาก็อยากจะให้เยียวยาตามพื้นที่สีแดงก็ดูแลให้ครบพื้นที่ เพราะว่าชาวบ้าน เขาเดือดร้อนเหมือนกันไม่ได้ทำมาหากิน ตลาดก็ปิดเงียบ พ่อแม่พี่น้องอพยพ บางทีเดินทาง ข้ามจังหวัด ไปอยู่ต่างถิ่น ต่างจังหวัดก็มีนะครับ ต้องใช้จ่ายทุกวัน ตรงนี้ชาวบ้านฝากถามมา ก็อยาก จะฝากให้ทางกระทรวงมหาดไทยให้พิจารณาช่วยเยียวยาพ่อแม่พี่น้องให้ครบตามจำนวน ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ คนกระบี่ ขอหารือปัญหาของพื้นที่ภาคใต้ครับ ผมได้รับคำร้องเรียนจากคุณอมรศักดิ์ หอมจันทร์ เรื่องปัญหาการบุกรุกที่ดินบนภูเขา จังหวัดพังงา พื้นที่ป่าต้นน้ำสร้าง Resort ไปกว่า ๕๐ ไร่ ที่บ้านบางทราย ตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เยาะเย้ยกฎหมาย ฝากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาการจัดการน้ำที่ปล่อยลงทะเล ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ ขาดแคลนน้ำในช่วงแล้ง พื้นที่ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา บ้านห้วยทรัพย์ โตนจิก ซึ่งคุณกิตติศักดิ์ จำปีพันธ์ ได้ร้องเรียนผ่านกระผมมา ฝากให้กรมชลประทาน กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานงานดูแลพื้นที่ด้วย🔗

เรื่องที่ ๓ ถนนก่อสร้างระหว่างอำเภอตะกั่วป่าไปบางนายสี ไปอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ของกรมทางหลวง แขวงการทาง เร่งรัดสร้างให้รวดเร็วด้วย ปัญหากลางคืน คือไฟฟ้าไม่พอส่องสว่างเกิดอุบัติเหตุนะครับ ซึ่งเรื่องนี้คุณธีรุตม์ สันหวัง ร้องเรียนผ่าน กระผมมา🔗

เรื่องที่ ๔ มีการบุกรุกหาดนาใต้ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งผมเคย เอาประเด็นนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่แล้วมาแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีการบุกรุก ซึ่งเจ้าหน้าที่ เกรงกลัวว่าจะถูกฟ้องร้อง ก็ฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเร่งแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย🔗

เรื่องที่ ๕ พี่น้องคนไทยพลัดถิ่น จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา และทั่วประเทศไทย ยังถือบัตรประชาชนหมายเลข ๐ หลายหมื่นคน รัฐบาลยังไม่เร่งพิสูจน์แก้ปัญหาจัดการ ทำให้เขาเสียสิทธิทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ในสังคมไทยและเสียภาษีให้กับประเทศไทย ขอให้เร่ง กระบวนการพิสูจน์สิทธิของกระทรวงมหาดไทยด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๖ วันหยุดของพี่น้องคนไทยพุทธ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งอดีต ศอ.บต. ได้แจ้งประกาศเป็นวันหยุดเทียบกับพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามคือวันฮารีรายอ เหมือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าวันที่ ๘ กันยายน วันที่ ๒๒ กันยายนนี้ครับ คือวันสารทไทย วันชิงเปรต วันเดือนสิบ วันตายาย ยังไม่มีการประกาศใช้ ศอ.บต. ต้องเร่งทำงานนะครับ พี่น้องประชาชนฝากมา🔗

เรื่องสุดท้าย พื้นที่ คทช. ไปอนุญาตให้คนบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ จังหวัดกระบี่ เขาพนมเบญจามีพื้นที่อ่างเก็บน้ำถูกบุกรุกนะครับ ประสานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เขต ๑๒ แล้ว เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอดูแล คุณธนวัช ภูเก้าล้วน ฝากเรื่องนี้มาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาร่วมกัน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่คนใหม่ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฤกษ์ อยู่ดี ครับ🔗

นายฤกษ์ อยู่ดี เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายฤกษ์ อยู่ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ ผมขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ขอให้พิจารณาอนุมัติงบประมาณการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ ทางหลวงหมายเลข ๓๗ ถนน Bypass เลี่ยงเมืองชะอำถึงอำเภอปราณบุรี บริเวณกิโลเมตร ที่ ๒+๑๑๑.๔๗๖ หน้าโรงแรมฝันดี ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ด้วยบริเวณ ดังกล่าวมักมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาดำเนินการแก้ไข อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้โครงการทางแยกต่างระดับในจุดดังกล่าวเคยได้มีการประชุมหารือร่วมกับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อพิจารณาเลือกรูปแบบการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการคืบหน้าในการดำเนินการ ก่อสร้างแต่อย่างใด ขณะที่อุบัติเหตุและการสูญเสียชีวิตยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมจึง ขอความอนุเคราะห์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งรัดจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้าง ทางแยกต่างระดับในบริเวณดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชน🔗

เรื่องที่ ๒ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเหมืองดาดคอนกรีตเพื่อป้องกัน อุทกภัยและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านฉลอง เหลืองเจื้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ว่าพื้นที่หมู่ที่ ๕ บ้านหนองขนาน ประสบปัญหาการใช้น้ำบริเวณลำน้ำสายบ้านนายยวด หอมทน ถึงคลองไส้ไก่ เนื่องจากสภาพปัจจุบันของลำเหมืองเป็นเหมืองเดิม รวมระยะทาง ๖๕๐ เมตร ซึ่งมี ความตื้นเขินและมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำต่ำ ทำให้ช่วงฤดูฝนเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ เกษตรของพี่น้องประชาชนและในฤดูแล้งไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ผมจึงขออนุญาต ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างโครงการ ดาดเหมืองคอนกรีตในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จะเป็น พระคุณอย่างสูง กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ ดูแลพื้นที่ ลำลูกกาธัญบุรีและหนองเสือ จากพรรคประชาชน ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ ท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๑ ก็คือปัญหากลิ่นเหม็นและควันพิษคล้ายพลาสติกและยางรถยนต์ไหม้ จากการลักลอบเผาขยะพื้นที่หมู่บ้านสุภาพงษ์ ๒ ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีชุมชนตรงนั้นอาศัยอยู่หลายร้อยครัวเรือน แล้วก็ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบ เผายางและพลาสติกตอนประมาณตีห้า บางครั้งก็ช่วงค่ำเป็นประจำ ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสุขภาพ แล้วก็ปัญหาโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจที่อาจจะรุนแรงขึ้นในระยะยาว ทีมงาน ของผมได้ประสานไปยังกรมควบคุมมลพิษ แล้วก็ อบต. บึงคำพร้อย ตั้งแต่วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ให้หามาตรการแก้ไข แต่ล่าสุดเมื่อวานก็ยังมีการเผาอยู่ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยเด็ดขาดและทันที เราปล่อยไว้ไม่ได้นะครับท่าน🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาสุนัขถูกขังไม่มีผู้ดูแล ที่หมู่บ้านเลคไซด์วิลล์ บึงทองหลาง ลำลูกกา ผมและทีมงานได้ลงพื้นที่ไปเกี่ยวกับการขยายประปาให้กับหมู่บ้านนี้ แต่ว่าได้รับ แจ้งเพิ่มเติมคือ มีสุนัขจรจัด เจ้าของบ้านเลี้ยงไว้ ๓๐ กว่าตัว เพื่อไม่ให้ไปเร่ร่อนข้างนอก แต่ตอนนี้เจ้าของป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาลมาหลายเดือนแล้ว สุนัขทั้งหมดถูกขังอยู่ในบ้าน ไม่มีคนดูแล เพื่อนบ้านที่มีจิตเมตตาก็ให้อาหารได้แค่วันละครั้ง มื้อละครั้ง ไม่เพียงพอ สุนัขจึงป่วยและตายไปเกือบ ๑๐ ตัวแล้วครับ ผมติดต่อผู้ใจบุญก็ได้อาหารสัตว์เข้ามา เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ระยะยาว จึงขอให้หน่วยงานท้องถิ่น เข้ามาดูแลด้วย ปัญหาสุนัขจร แมวจร ยังสะท้อนถึงปัญหาระดับประเทศด้วย ผมติดตาม เรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเป็น สส. อยากให้มีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ผมอภิปรายเรื่องนี้หลายครั้ง และล่าสุดเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ผมก็ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะให้กับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านรองก็มาตอบให้ แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน🔗

เรื่องที่ ๓ ปัญหาไฟส่องทางดับ ปัญหาตรงนี้มีมานานกว่า ๑ ปีแล้ว ตั้งแต่ เทศบาลซอย ๑ ถึงซอย ๗ ประมาณ ๑๕ ต้น ถนนเส้นนี้เป็นเส้นสัญจรหลัก มีคนสัญจร ทุกวัน ชาวบ้านแจ้งแล้วก็ผูกผ้าแดงเป็นตำแหน่งไว้ให้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขครับ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยด่วนเพื่อคืนแสงสว่างและความปลอดภัย ให้ประชาชนครับ🔗

ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกนิดหนึ่ง ตามข้อบังคับการประชุมสภา ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ สมาชิกปรึกษาหารือเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนและปัญหา อื่นใดได้ ผมจึงขอเพิ่มปรึกษาปัญหาอื่นใดในครั้งนี้ ตั้งแต่มีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร หลุดออกมา ผมมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงและนายกรัฐมนตรีควรจะยุบสภา หรือลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ก็ไม่เกิดขึ้น จนสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้พ้นจากตำแหน่ง และขณะนี้รักษาการนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถยุบสภาได้ เป็นปัญหาอีก พรุ่งนี้จะมีวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผมในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยนี้ ผมต้องการรับฟังเสียงของ ประชาชน ผมเดินทั้งลงพื้นที่ ทั้งเปิดแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ผมเปิดแพลตฟอร์มบน X เพื่อให้ มีการโหวต ๖,๓๒๖ โหวต แล้วก็มีการรับฟังความเห็นจาก ๓ แพลตฟอร์ม X TikTok และเฟซบุ๊กครับ ๖๔๖ Comment ผมมีความลำบากใจที่จะลงคะแนนเสียงในวันพรุ่งนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเพื่อผ่าทางตัน ผมจำเป็นต้องยอมรับการถูกตำหนิหรือว่าการด่าจากพี่น้อง ประชาชน เพราะว่ามีความรู้สึกแตกต่างกัน ไม่ว่าจะให้เลือกแดง เลือกน้ำเงิน หรือว่าไม่ให้ลงมติ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมดเวลา แล้วครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ร่วมก่อปัญหานี้ แม้แต่น้อย จบแล้วครับ ผมขอฝากถึงอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธารนะครับ ผู้เป็นสารตั้งต้น ในปัญหานี้ควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมว่า ท่านใช้เวลาเกินแล้ว เดี๋ยวจะรบกวนท่านอื่น พอแล้วครับ ต้องขออภัยนะครับ เพราะว่า ท่านใช้เวลาเกินมา ๑ หมายความว่าจาก ๒ นาที ท่านเพิ่มมาอีกนาทีครึ่ง กลัวจะรบกวน ท่านอื่นนะครับ ต้องขออภัยจริง ๆ ต่อไปท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญครับ🔗

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อุดรธานี

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ จากภัยพิบัติพายุคาจิกิ หนองฟ้า ทำให้มีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะที่อำเภอหนองวัวซอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก แล้วก็ทุกหน่วยงาน พี่น้องประชาชนร้องเรียนมาว่าได้รับผลกระทบ เช่นที่ตำบลหนองอ้อมีน้ำท่วมขัง แล้วก็ที่ตำบลหนองบัวบาน ตำบลน้ำพ่น ตลอดจน ตำบลหนองอ้อ โนนหวาย กุดหมากไฟ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข อยากฝากไปทาง รัฐบาลให้แก้ไขปัญหาโดยขุดลอกห้วยหลวง🔗

เรื่องที่ ๒ การเยียวยาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลที่แก้ไข ปัญหาให้พี่น้องชาวนาของเราได้รับค่าตอบแทนไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวจังหวัดอุดรธานีทั้งอำเภอหนองวัวซอ อำเภอโนนสะอาด อำเภอหนองแสง ซึ่งมีไร่อ้อย แล้วก็ไร่ยาง ไร่มันสำปะหลังเยอะ เรื่องปัญหา ยาเสพติด ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบายแห่งชาติ ฉะนั้นอยากให้การแก้ไขปัญหา ยาเสพติดลงไปยังพื้นที่ซึ่งพี่น้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ตลอดจนผู้กำกับก็ได้ลงแก้ไข ปัญหาอย่างเร่งด่วน แล้วก็เป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน แต่ยังมีบางคนที่ยังลักลอบค้าขาย แล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าการปราบยาเสพติดจะต้องปราบยาแหล่งผลิตและผู้ค้า อยากให้ทางรัฐบาลลงไปแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะรัฐบาลใหม่ รัฐบาลเก่า ก็ต้องเอาใจใส่ เรื่องพี่น้องประชาชนติดยาเสพติดทั่วประเทศ กราบขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ วันนี้ผมมีเรื่องของพี่น้องชาวจังหวัดอ่างทอง จำนวน ๕ เรื่องด้วยกัน มาหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

เรื่องที่ ๑ เป็นปัญหาเรื่องของ ถนนเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่หมู่ที่ ๕ ตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ถูกแม่น้ำกัดเซาะตลิ่งทรุดพื้นที่เสียหายไประยะกว่า ๑๐๐ เมตร เรื่องนี้เพื่อนสมาชิกผม ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ก็ได้ลงไปดูพื้นที่ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามก็ขอพิจารณา ให้เร่งกรมโยธาธิการจังหวัดอ่างทอง แล้วก็องค์การบริหารส่วนตำบลราชสถิตย์พิจารณา แก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นกรณีของแบบเดียวกันเลยเป็นถนนเลียบแม่น้ำน้อยนะครับ บริเวณพื้นที่หมู่ที่ ๕ ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ก็มีการทรุดตัว พังทลายนะครับ รบกวนต่อพี่น้องที่สัญจรไปมา วันก่อนที่ผมจะไปก็มีรถมอเตอร์ไซค์ตกลงไป ในแม่น้ำ เรื่องนี้ต้องขอให้ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทยนะครับ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาที่สร้างถนนมาต่อกัน แล้วก็กรณีของจังหวัดอ่างทอง แล้วก็ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเจ้าฉ่าได้พิจารณาดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นกรณีของพื้นที่ในพื้นที่ของหมู่ที่ ๑ ตำบลหลักฟ้า อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ท่านจะเห็นได้ว่าเขื่อนสร้างมาเกือบสุดทางแล้วครับ ขาดอยู่อีกประมาณ ๒๐๐ เมตรอยู่บริเวณหน้าวัดสระเกศเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังของอำเภอไชโย เรื่องนี้เสี่ยงต่อ น้ำท่วมที่จะเข้าไปอีกซ้ำซาก ฉะนั้นก็ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง และจังหวัดอ่างทอง พิจารณาต่อส่วนขยายของเขื่อนให้ครอบคลุมในบริเวณดังกล่าวด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ เป็นกรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปิดสมาชิกสัมพันธ์ของพื้นที่ ของจังหวัดอ่างทองนะครับ สมาชิกร้องเรียนกันเยอะเลยเกี่ยวกับกรณีของรถมอเตอร์ไซค์ที่มี การแต่งท่อ แล้วก็มีการซิ่งในเวลากลางคืนที่รบกวนพี่น้องประชาชน เรื่องนี้ก็ขอให้ทาง จังหวัดอ่างทองแล้วก็กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทองได้พิจารณาดำเนินการแก้ไข ด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๕ ผมได้รับเรื่องจากศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ของจังหวัดอ่างทอง นำโดยท่านประธานศูนย์ท่านสมพร มโนรัตน์ ท่านบอกว่าทางศูนย์ ของอ่างทองและภาคกลางมีการจัดประชุมกันแล้ว เห็นว่าปัญหาเรื่องขยะเป็นปัญหาสำคัญ ของจังหวัดอ่างทองและภาคกลาง อยากจะขอให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเคยศึกษาเรื่องนี้ผ่านท่านประธานได้เร่งการแก้ไขออก พ.ร.บ. การบริหารจัดการขยะแห่งชาติโดยเร็วด้วยครับ ก็ขอฝากทั้ง ๕ เรื่องผ่านท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณพล เชยคำแหง ครับ🔗

นายณพล เชยคำแหง หนองบัวลำภู

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายณพล เชยคำแหง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลำภู นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ด้วยวันนี้สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่นะครับ แต่ว่าปัญหาของพี่น้อง ประชาชนยังรอรับการแก้ไขอยู่ครับ ผมจึงมีเรื่องมาเรียนปรึกษาหารือท่านถึงความเดือดร้อน ของประชาชน ๓ เรื่อง ดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณพล เชยคำแหง หนองบัวลำภู

เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาการจราจร บนถนนทางหลวงชนบทที่ ๔๐๔ บริเวณสี่แยกบ้านบนศรีวิไล ตำบลดงสวรรค์ ไปตำบลกุดดินจี่ ซึ่งเส้นนี้เป็นสี่แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ แล้วก็เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอ ไปอำเภอ จากอำเภอนากลางไปอำเภอสุวรรณคูหาด้วย ที่นี่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก แล้วก็มีรถใช้บริการคับคั่ง เกิดอุบัติเหตุหนัก น้อย ใหญ่ หลายครั้งมาก อย่างในภาพ ก็อยากจะให้ทางแขวงทางหลวงเพิ่มไฟจราจรหรือไฟแดง แล้วก็ติดกล้องวงจรปิดตรงจุดนี้ ซึ่งเป็นจุดทางออกของหมู่บ้านทางเชื่อมต่อกับหลายหมู่บ้านไปยังอำเภอด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของถนนที่ทรุดโทรมอย่างในภาพ สัญจรไปมายากลำบาก เป็นเส้นทางจากบ้านโนนอุดมไปถึงสี่แยกบ้านนาโมง ตำบลบ้านโคก อำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งผมได้รับการประสานงานจากผู้ใหญ่ทองปาน สีพิมลี ซึ่งเป็นเส้นทางของหมู่บ้านที่เชื่อม ไปยังตัวอำเภอ จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการซ่อมแซมหรือลาดยาง ให้โดยด่วนนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ก็ยังเป็นเรื่องของถนนอีกเช่นเดียวกัน เป็นถนนจากบ้านโชคชัย ตำบลดงมะไฟ เชื่อมไปยังบ้านโคกนกสาริกา บ้านตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา ซึ่งเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ทุลักทุเลอย่างในภาพ ขณะนี้ชาวบ้านสัญจรไปมายากลำบาก ด้วยระยะทางกว่า ๗ กิโลเมตร ขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ และซ่อมแซมโดยด่วนครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ก็เป็นปัญหาของทั้งจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตอนนี้อย่างที่ ทราบกันดีว่ามรสุมคาจิกิทำให้น้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างแทบทั้งจังหวัด แม้กระทั่งพื้นที่ในเขต ของท่านประธานเองด้วยนะครับ เขต ๒ ก็ท่วม เขต ๓ ก็ท่วม เขตอำเภอเมืองยิ่งท่วมครับ ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน แล้วก็ช่วยหาทางป้องกันแก้ไข ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิชัย สุดสวาท อยู่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นขอสลับ เดี๋ยวมาต่อท้ายนะครับ ต่อไป ท่านพัฒนา สัพโส เชิญครับ🔗

นายพัฒนา สัพโส สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม พัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง โดยปกติผมเองก็ไม่ค่อยใช้สิทธิในการหารือนะครับ วันนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี แล้วก็ฝากท่านประธานผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่าน วันนี้ การเมืองไทยก็ค่อนข้างกำลังชุลมุน วุ่น ๆ ก็ให้กำลังใจทุกฝ่ายที่จะทำเพื่อบ้านเมือง ผมเห็น สมาชิกหลายท่านก็ไม่อยากให้พาดพิง เพราะทุกท่านมีเอกสิทธิ์ของความเป็นผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาอยู่แล้ว ก็เป็นเอกสิทธิ์ของทุกท่าน แต่ผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าผมเองวันนี้เรื่องแรกผมมายืนยันว่าผมเอง พัฒนา สัพโส พร้อมลูกสาว ก็ยังคงเป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องแรกที่หารือในวันนี้🔗

เรื่องที่ ๒ โดยปกติสมาชิกทุกท่านก็มีการหารือไปกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผมเองวันนี้ก็คงจะใช้เวทีแห่งนี้ในการที่จะขอบคุณทางรัฐบาล แล้วก็ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ๆ ก็ได้พูดไปแล้วเงินช่วยเหลือไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ให้กับเกษตรกรช่วยเหลือชาวนา🔗

เรื่องที่ ๓ อยากแจ้งเพื่อนสมาชิกบัญชีรายชื่อจากพรรคกล้าธรรมเมื่อสักครู่ ที่ท่านได้เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องถนนที่ตำบลดงสว่าง อำเภอนิคมน้ำอูน พอดีผมเพิ่งทราบ มาว่าทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครเองก็กำลังดำเนินการในปีนี้ ต้องขอบคุณ ท่านสมาชิกพรรคกล้าธรรมที่ท่านเองได้เป็นห่วงเป็นใย🔗

เรื่องสุดท้าย ต้องขอบคุณกรมทางหลวงที่ได้อนุมัติงบประมาณในการก่อสร้าง ถนนช่วงพังโคน-วาริชภูมิ แล้วก็ช่วงอำเภอวาริชภูมิไปยังอำเภอภูพาน ซึ่งเป็นสายเดียวกับ ที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคกล้าธรรมเป็นห่วงนะครับ มีความใกล้เคียง ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ครับ🔗

นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก นายเกรียงไกร เครือจันทร์ กำนันตำบล นาจะหลวย นายหัน สีหะคูล ผู้ใหญ่บ้านแก้งเรืองพัฒนา นายไวพจน์ ปะหว่า ผู้ใหญ่บ้าน แก้งเรือง นายอุ๊ด วันเพ็ญ ผู้ใหญ่บ้านโคกใหญ่ นายดวน สรสิทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านโคกใหญ่ นายถาวร พวงเพชร ผู้ใหญ่บ้านศรีพรม นายวิไล ทองสลับ นายกเทศมนตรีตำบลภูจองนายอย ร้อยตำรวจเอก ไพทูล ภาษาพรม นายกเทศมนตรีตำบลนาจะหลวย และชาวบ้านในเขต อำเภอนาจะหลวย จำนวน ๒,๗๘๗ ครอบครัว ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ใจมานาน ๓๗ ปีค่ะ ท่านประธาน ชาวบ้านเป็นคนไทย มีฐานะยากจนมีที่อยู่อาศัย มีที่ทำกินอยู่ตามแนวทางถนน ของถนนลาดยางกรมทางหลวงหมายเลข ๒๒๔๘ สายบุณฑริก อำเภอน้ำยืน ที่ดินแนวนี้ ได้ออกโฉนดที่ดินแล้วประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตามมติคณะปฏิวัติลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๑๕ อำเภอบุณฑริก อำเภอน้ำยืน ได้ออกโฉนดทั้งหมด แต่อำเภอนาจะหลวยออกโฉนด ไม่ครบ คงเหลือ ๒,๗๘๗ แปลง ซึ่งเป็นที่ดินหัวไร่ปลายนา รอการออกโฉนดอยู่ค่ะ ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๑ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินในท้องที่ อำเภอเดชอุดม และอำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. เป็นการเหมารวมทั้งอำเภอนาจะหลวยให้เป็นเขต ส.ป.ก. ทั้งอำเภอ ทับซ้อนกับที่ดิน แปลงที่รอการออกโฉนดแบบเดินสำรวจจำนวน ๒,๗๘๗ แปลง ชาวตำบลนาจะหลวย ๒,๗๘๗ ครอบครัว ทุกข์ใจเสียโอกาสมานาน ๓๗ ปี เสียโอกาสไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เสียโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ทำให้ชีวิตและครอบครัวขาดความมั่นคง ดิฉันขอฝากข้อหารือนี้ กับท่านประธานสภาถึงเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส.ป.ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมที่ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้ชาวบ้านได้รับโฉนดที่ดินตามสิทธิที่มีนะคะ ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗

นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส. สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ เขต ๕ จังหวัดระยอง พรรคประชาชน สส. กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เขต ๑ พรรคประชาชน จังหวัดระยอง ได้รับข้อร้องเรียนจากตัวแทน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน วิถีเกษตรตำบลชุมแสง อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

กรณีที่ชาวบ้านไปขอใบอนุญาต เพื่อส่งออกพืชกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี่ยุ่งยากลำบากมาก โดยเฉพาะพืชที่อยู่ในกลุ่มของ CITES คุ้มครองอยู่ การเดินทางเข้ามาส่วนกลางก็ไม่สะดวกครับท่านประธาน หากหน่วยงาน ที่ผมได้กล่าวมาจะกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง เกษตรกรที่ประกอบธุรกิจด้านพืช และสิ่งแปรรูปต่าง ๆ นี้จะสะดวกมาก🔗

เรื่องต่อมาก็คืออุปสรรคในการแปรรูปและการจัดจำหน่ายสินค้าของ เกษตรกรรายเล็ก รายย่อย ในพื้นที่จังหวัดระยอง ที่ไม่สามารถไปยื่นขอ อย. ได้ อันนี้ก็มี ปัญหาอันหนึ่งว่าท่านส่งเสริมให้แปรรูปการตลาดแล้วมันไม่มีใบรับรอง ไม่มีใบอนุญาตอาหาร และยา การจำหน่ายก็สู้รายใหญ่ไม่ได้ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดหาแนวทางแก้ไข ช่วยพี่น้องเกษตรด้วย🔗

เรื่องสุดท้าย ผมได้รับข้อร้องเรียนเรื่องถนนจากคณะทำงานพรรคประชาชน จังหวัดมุกดาหาร และผู้บริหารท้องถิ่น และหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ตำบลบ้านโคก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กรณีถนนในตำบลบ้านโคกเป็นหลุมเป็นบ่อมานานหลายปีแล้ว หน่วยงานในพื้นที่ก็ไม่มีงบประมาณที่จะไปดูแลหรือเพียงพอ ฝากหน่วยงานผู้ที่มีอำนาจ ในส่วนกลางหรือรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะได้เข้ามาบริหารประเทศในเร็ววันนี้ ฝากท่านได้ดูแล เป็นกรณีพิเศษด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม ครับ🔗

นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชียงราย

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงราย เขตพื้นที่ อำเภอแม่สาย แม่ฟ้าหลวง แล้วก็แม่จัน ๔ ตำบล พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีเรื่องจะหารือ ท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันนะคะ เป็นปัญหาของพ่อแม่พี่น้องในเขตพื้นที่ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เชียงราย

เรื่องแรกเป็นเรื่องแม่น้ำที่มี สารปนเปื้อนสารพิษ ในเขตแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ทองคำในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านของเรา ทำให้น้ำที่พ่อแม่พี่น้องใช้ในการอุปโภคและบริโภค ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ ชาวบ้านจึงอยากจะขอความมั่นคงและชีวิตที่ปลอดภัยในเรื่องของการใช้น้ำ อยากจะเรียน ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณามอบหมายให้มีเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่สำรวจ ศึกษาและประเมินความเป็นไปได้ในการที่จะผันน้ำจากโครงการ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่น้ำคำแล้วก็แม่น้ำแสลบที่ดำเนินการอยู่ให้ผันน้ำไปยังพื้นที่อำเภอ แม่สาย ให้ทั้งแม่สายได้สามารถได้รับการบรรเทาในปัญหานี้🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาแม่น้ำรวกกัดเซาะในพื้นที่ ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการในการขุดลอกแม่น้ำรวก แต่ว่าทุกครั้ง ที่มีน้ำป่าไหลหลากมาก็จะทำให้แม่น้ำที่ขุดลอกไปแล้วก็ยังมีดินโคลนทับถมขึ้นมาสูงขึ้น อยู่เรื่อย ๆ และสุดท้ายก็กัดเซาะตามตลิ่ง ทำให้พ่อแม่พี่น้องในเขตพื้นที่ตำบลเกาะช้างได้รับ ผลกระทบ ดิฉันจึงขอให้รัฐบาลแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งตรวจสอบ ความแข็งแรงของโครงสร้าง พร้อมทั้งจัดทำแผนการป้องกันแล้วก็แก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน มาให้พ่อแม่พี่น้องด้วยนะคะ🔗

เรื่องสุดท้าย ขอให้รัฐบาลช่วยเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขซ่อมแซมถนน ที่เสียหายจากดินสไลด์ที่อำเภอพื้นที่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กว้างมาก และทุกครั้งที่ฝนตกดินก็จะสไลด์เป็นพื้นที่ที่หลายจุดมาก หน่วยงานเข้าไปแก้ไขได้ ไม่ทันท่วงที หลายครั้งที่ดินสไลด์เมื่อปีที่แล้วปีนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดิฉันจึงขอให้รัฐบาล แล้วก็กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวงชนบท กระทรวง คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานช่วยหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง โดยสนับสนุน งบประมาณแล้วก็เครื่องจักรที่มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหา ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปรเมษฐ์ จินา ครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้มีเรื่องที่จะนำเสนอท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน หน่วยงานแรกก็คงจะเป็นองค์การ บริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วก็กรมทางหลวงชนบท สืบเนื่องจากมีสะพานบริเวณ วัดสามพัน หมู่ที่ ๑ ตำบลไทรขึง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสะพานที่เก่าแก่ แล้วก็ชำรุด แล้วก็แคบ กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุอันไม่คาดฝันต่อชีวิตและทรัพย์สิน ก็ฝากทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยจัดสรรงบประมาณไปแล้ว แต่ไม่สามารถ จะดำเนินการได้ ขอให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการขยายเขตไฟฟ้าที่ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๗ ตำบลคลองศก บ้านสะพานเต่า ท่านแจ้งว่ามีราษฎรประมาณ ๔๐ หลังคาเรือน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็อยากจะให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่รับผิดชอบตำบลคลองศก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ช่วยเข้าไป ดำเนินการดูแลตรงนี้ให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ที่อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีถนนอยู่สายหนึ่ง หมู่ที่ ๒ บ้านหมาก ตำบลสองแพรก อำเภอชัยบุรี เป็นถนนขององค์การบริหารส่วนตำบลสองแพรก พบว่าเวลาฝนตกก็จะเห็นสภาพที่ชัดเจน มันทุรกันดารแล้วก็ลำบาก แล้วก็เป็นถนน ที่เชื่อมต่อที่ไม่เยอะเหมือนกัน ก็อยากจะให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปดำเนินการโดยเร่งด่วน🔗

เรื่องสุดท้าย ก็คงจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำในตำบลบ้านเสด็จซึ่งก็ขาดแคลน แหล่งน้ำแล้วก็เป็นตำบลเดียวที่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเคียนซาที่ผมรับผิดชอบ ก็ขาดแคลน แหล่งน้ำ ก็อยากจะผ่านไปยังทางกรมชลประทาน ช่วยไปดูแลและขุดลอกบริเวณ บ้านเขารักษ์ ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพงษ์มนู ทองหนัก ครับ🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พงษ์มนู ทองหนัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก อำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปาง พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้จะขอหารือถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ในเขตวังทองและเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก สัก ๒ ประเด็นครับ🔗

ประการแรก ความเดือดร้อนของพี่น้องที่อาศัยอยู่ในเขตแนวคลองชมพู ตั้งแต่ตำบลชมพูลงมา ท่าหมื่นราม ไปถึงพันชาลีและรวมไปถึงอำเภอบางกระทุ่ม แล้วก็ อำเภอเนินมะปรางทั่ว ๆ ไป เมื่อใดก็ตามที่ปีไหนมีพายุเข้าภาคเหนือตอนล่าง พี่น้องที่นี่ จะได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง น้ำท่วมระดับอก ไร่นาเสียหายเป็นแสนไร่ พี่น้องประชาชนนับหมื่นครัวเรือนเกิดอุทกภัย ดังนั้นกรมชลประทานเคยไปสำรวจที่จะ ออกแบบและสร้างอ่างเก็บน้ำ คืออ่างคลองวังชมพู อ่างเก็บน้ำน้ำปาด แล้วก็อ่างเก็บน้ำ ตรงน้ำตกถ้ำขุนที่บริเวณตำบลท่าหมื่นราม แต่ว่าออกไปสำรวจมานานหลายปีแล้ว บัดนี้ ยังไม่เคยทำสักที เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้งให้กับพี่น้องเนินมะปรางและวังทอง กระผมก็อยากฝากท่านประธานไปถึงกรมชลประทาน และชลประทานจังหวัดพิษณุโลกว่า ให้หางบประมาณมาทำอ่างเก็บน้ำคลองวังชมพู อ่างเก็บน้ำน้ำปาดและรวมถึงอ่างเก็บน้ำถ้ำขุน ให้กับพี่น้องในเขตนั้นด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง🔗

ประการที่ ๒ ก็เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องอำเภอเนินมะปรางที่อาศัยอยู่ ในเขตชุมชนวังทอง ซึ่งทุกปีที่ปริมาณน้ำเยอะ น้ำก็จะเอ่อล้นคันคลอง บางทีตลิ่งหักน้ำก็จะท่วม บ้านเรือนราษฎรหลายพันหลังคา รวมทั้งที่ไร่ที่นาอีกหลายพันไร่ เมื่อปี ๒๕๖๗ องค์การ บริหารส่วนตำบลวังพิกุลเคยได้รับงบกลางไปจำนวนประมาณ ๓๗ ล้านบาท เพื่อทำพนังกั้นน้ำ ในบริเวณนี้ แต่บังเอิญว่างบตกด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ ดังนั้นวันนี้จะฝากท่านประธานถึง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกรมบัญชีกลางว่าให้ช่วยสนับสนุนโครงการนี้ ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลวังพิกุลด้วย เพื่อที่เขาจะได้รับความปลอดภัยจากชีวิต และทรัพย์สินจากน้ำท่วมด้วย ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเอกราช อุดมอำนวย ครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทน คนดอนเมือง พรรคประชาชน ผมขออนุญาตนำปัญหาพี่น้องคนดอนเมืองที่เดือดร้อนด้วยกัน ในประเด็นดังต่อไปนี้ครับ เรื่องของการติดตามโครงการปรับปรุงถนนหลายจุดในเขต ดอนเมือง จุดแรกแยกศิริสุข-ประชาอุทิศ มีกำหนดแล้วเสร็จตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แต่ว่า ปัจจุบันล่าช้ามากว่า ๑ ปีแล้วยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากผู้รับเหมาเปลี่ยนไปหลายเจ้าแล้ว แล้วก็การประปานครหลวงก็ดำเนินการขยายท่อล่าช้าด้วย ผมจึงอยากจะฝากไปถึงทาง ประปานครหลวงและกรุงเทพมหานครกำชับติดตามโดยเร็ว แล้วก็ในขณะที่ก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อพี่น้อง ๒ ข้างทาง ทั้งเรื่องฝุ่น แล้วก็เรื่องของทางเศรษฐกิจด้วยนะครับ ก็ฝากหามาตรการดูแล โดยเฉพาะการลดฝุ่นละออง🔗

จุดที่ ๒ ก็คือซอยวิภาวดี ๘๔ มีการปรับปรุงแล้วก็ขยายท่อระบายน้ำจาก ต้นซอยจนถึงท้ายซอย ก็เลยกำหนดมาระยะเวลา ๓ เดือนแล้ว เนื่องจากการประปานครหลวง ประชาชื่นอีกแล้วครับ อยากฝากหน่วยงานนี้ไปติดตามหน่อย แล้วก็ช่วยติดป้ายรายละเอียด ประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อให้ประชาชนทราบด้วย แล้วก็ฝุ่นละอองก็เหมือนกันไม่ทราบว่า ทำไมมาตรการพวกนี้ที่เป็นมาตรการที่สำคัญถึงถูกละเลยไป🔗

ประเด็นต่อมาก็คือ เรื่องของการรับเรื่องร้องเรียนบริเวณเหตุโจรกรรมบริเวณ เคหะทุ่งสองห้อง ผมไปมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีแหล่งมั่วสุมเกิดขึ้น ก็เสนอแนวทางแก้ไขก็คือ ๑. ช่วยปรับปรุงสาธารณูปโภคส่วนกลาง กล้องวงจรปิด ไฟส่องสว่าง ๒. คือช่วยเพิ่ม มาตรการในการตรวจสอบดูแล ทั้งการตรวจสอบรถเข้า-ออก การติดตั้งตู้รักษาความปลอดภัย หรือว่าตู้รักษาการตู้แดงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเคหะแห่งชาติ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร🔗

และสุดท้ายก็คือเรื่องของการกีดขวางทางน้ำ คลองเปรมประชากร ผมเคย หารือไปแล้วแต่เรื่องนี้ไม่ขยับนะครับ ก็คือว่าจะต้องมีการทุบประตูระบายน้ำเก่าที่ไม่ได้ ใช้งานแล้วหลังวัดรังสิตก็ขวางคลองเปรมประชากร ใกล้ฤดูฝนด้วยนะครับ ฝากหน่วยงาน เร่งดำเนินการ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจำลอง ภูนวนทา ครับ🔗

นายจำลอง ภูนวนทา กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จำลอง ภูนวนทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๓ ห้วยเม็ก หนองกุงศรี ท่าคันโท พรรคกล้าธรรม ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะนำปัญหาของพี่น้อง ประชาชนมากราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ซึ่งผมขอหารือบ่อยมาก แต่ว่าไม่มี อะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกับพี่น้องประชาชน อย่างเช่น มันสำปะหลังครับ มันสำปะหลัง ตอนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ ๑ บาท ๙๐ สตางค์ แต่ว่าต้นทุนตกอยู่ที่ ๒ บาท ๕๐ สตางค์ แสดงว่า พี่น้องประชาชนได้นำพืชผลการเกษตรไปขายให้กับพ่อค้าคนกลางในราคาที่ขาดทุน ผมเคย กราบเรียนท่านประธาน ณ ที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าควรจะมีวิธีการในการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรเหมือนกับข้าวนาปรัง นาปี ควรจะมีเงินเพิ่มเติมให้กับพี่น้องผู้ปลูกมันสำปะหลังหรือวิธีการในการแก้ปัญหาโดยการ เสริมสร้างลดต้นทุนและหาวิธีในการชะลอการขายมันสำปะหลังในฤดูเก็บเกี่ยว แล้วก็เป็น เรื่องที่ผมเคยนำกราบเรียนท่านประธานว่าราคามันสำปะหลังที่ตกต่ำที่สุดในรอบ ๑๐ ปี เพิ่งตกต่ำในสมัยนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลหน้าเมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วจะทำให้ ราคาพืชผลการเกษตรดีขึ้น🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เกี่ยวกับเรื่องมันสำปะหลังอีกเหมือนเดิมครับ เรื่องเกษตรกร เหมือนเดิม คือที่ดินที่บ้านผมอยู่เลาะชายฝั่งเขื่อนเหมือนบ้านท่านประธานครับ แล้วก็ น้ำท่วมที่ดินธนารักษ์ที่ชาวบ้านเช่า ก็ทำให้เกิดปัญหาว่าขาดทุน เงินเยียวยาครั้งที่แล้วก็ต้อง กราบขอบคุณท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้รับเงินเยียวยา🔗

เรื่องที่ ๓ เกี่ยวพันกับพี่น้องเกษตรกรเหมือนเดิมก็คือเรื่องถนนหนทาง ที่ผมพูด ณ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ตลอดว่าถนนเกิดอุบัติเหตุบ่อย คับแคบ คือเส้น ๒๐๐๙ ห้วยเม็ก ท่าคันโท แล้วก็ ๒๖๖๘ แคบมากครับ มีบ้านอยู่หลังหนึ่งชนทุกอาทิตย์ครับ จนชาวบ้านจะหาวิธีป้องกันอย่างไร เอากำแพงมาป้องกันอย่างไรก็ตามก็ยังชนเหมือนเดิม ทะลุกำแพงไปถึงบ้าน ฉะนั้นจึงฝากกราบเรียนไปยังท่านผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ เกี่ยวกับการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับการลดภาระเกิดจากการสูญเสีย ที่มาจากอุบัติเหตุ เพื่อเป็นการลดภาระให้กับพี่น้องประชาชน การสัญจรไปมาสะดวกสบาย การขนย้ายสินค้าของเกษตรกร ราคาไม่ดีแล้วยังไม่พอยังต้องเสี่ยงอุบัติเหตุอีก เพื่อลดภาระ ตรงนี้ ฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้มีอำนาจรับผิดชอบ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เกี่ยวกับการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชนและราคาพืชผลการเกษตร ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุพัชรี ธรรมเพชร ครับ🔗

นางสุพัชรี ธรรมเพชร พัทลุง

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาต นำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือกับท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ🔗

เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านพระครูภาวนาธรรมโชติ วิ. เจ้าอาวาสวัดลำสินธุ์ และนายสุขุม ทับทวี นายกเทศมนตรีตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ในเรื่องของตลิ่งคันคลองลำสินธุ์พังทลายเสียหายประมาณ ๑๕๐ เมตร เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะมาเป็นเวลานานทำให้ดินคันคลองบริเวณวัดลำสินธุ์ ซึ่งตั้งอยู่ หมู่ที่ ๓ ตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ตั้งของโรงครัว แล้วก็เป็น ที่ตั้งของเมรุของวัดลำสินธุ์ ทำให้ได้รับความเสียหายถ้าไม่ได้รับการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ป้องกันการกัดเซาะตลิ่งของวัดลำสินธุ์ จะทำให้โรงครัวแล้วก็เมรุได้รับความเสียหายได้ ดังนั้น ดิฉันจึงขอให้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองของกระทรวงมหาดไทยขอให้รีบดำเนินการ สำรวจออกแบบและดำเนินการก่อสร้างอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค แล้วก็น้ำเกิดเป็นสีแดงเนื่องจากโคลน ทำให้พี่น้องในเขตอำเภอเมืองและอำเภอเขาชัยสน ไม่สามารถใช้น้ำอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของหมู่ที่ ๑ บ้านนาโหนด ตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ ๑๒ บ้านปากทางเกาะทองสม ตำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง จึงขอให้ทางกรมน้ำบาดาลของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรีบเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับ พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ🔗

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ ขออนุญาตหารือท่านประธานในประเด็น ดังต่อไปนี้นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ช่วงวันที่ ๒๗-๓๑ ที่ผ่านมานะครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับความเสียหายจากพายุคาจิกิอย่างหนักเลยนะครับ ท่านประธานครับ ตามภาพที่เห็นอยู่นะครับ ตามแผนที่จุดสีเหลือง ๆ ตรงนั้น คือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เราจะเห็นว่า มีจำนวนเยอะมากถามว่าเยอะขนาดไหน ได้รับผลกระทบทั้งหมด ๖ อำเภอ ๒๗ ตำบล ๑๑๐ หมู่บ้าน แล้วก็มีบ้านที่เสียหายทั้งหมด ๑๗๕ หลังคาเรือน แล้วเป็นหมู่บ้านที่เสียหาย ถูกพัดเสียหายทั้งหลัง ๓๘ หลังคา ต้องการความช่วยเหลืออย่างด่วน นอกจากนี้ก็ยังมีคน ที่เสียชีวิตอีก ๒ ราย แล้วก็มีบาดเจ็บ สูญหายด้วย พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหาย ประมาณ ๑,๔๐๐ ไร่ ก็เป็นความเสียหายที่หนักมากเลย สไลด์ต่อไป นี่คือตัวอย่างหมู่บ้าน ที่ได้รับความเสียหายหนัก บ้านห้วยหมากลาง ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง คือหมู่บ้านที่ได้รับ ความเสียหายหนักที่สุด มีบ้านที่เสียหาย ๑๓ หลังคา มีรถยนต์ ถนนถูกตัดขาด นี่คือตัวอย่าง อีกหมู่บ้านหนึ่งก็คือบ้านน้ำโค้ง บ้านห้วยโป่ง นี่คือบ้านใหม่ห้วยหวายดินสไลด์ลงมา บ้านผาบ่องอันนี้ก็คือเป็นหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายหนักมากเช่นเดียวกัน อันนี้ก็คือ บ้านแม่สะกึดอีกแห่งหนึ่งด้วยเสียหายหนัก บ้านห้วยตำข่อน อันนี้ก็หนักเช่นเดียวกัน อันนี้ ก็คือพื้นที่ของอำเภอปางมะผ้า ถนนถูกตัดขาด ถนนเส้นนี้ผ่านไปอีกหลายหมู่บ้านเลย อันนี้ คือพื้นที่ของตำบลห้วยปูลิงบนพื้นที่สูง ก็ขอเรียนไปยังหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยดำเนินการก็คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมส่งเสริมการปกครอง ส่วนท้องถิ่นเร่งจัดสรรงบประมาณเข้าไปช่วยกู้ภัยฟื้นฟู แล้วก็เยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งช่วยเหลือและเยียวยาพื้นที่เกษตรกรรม ที่ได้รับความเสียหาย และเรียนถึง ผอ. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เร่งรัด จัดสรรงบประมาณและเข้าไปจัดกระบวนการเพื่อซ่อมแซมและสร้างบ้านที่ได้รับ ความเสียหายจำนวนมากเหล่านี้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสรวีย์ ศุภปณิตา ครับ🔗

นายสรวีย์ ศุภปณิตา ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสรวีย์ ศุภปณิตา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง ขอภาพสไลด์ที่ ๑🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสรวีย์ ศุภปณิตา ปทุมธานี

พี่น้องประชาชน หมู่ที่ ๑ ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว ต้องการสะพานลอยข้ามถนน ๓๔๐ บริเวณซอยมัสยิดซาอาดาตุ้ล อิสลามหรือมัสยิดระบม ที่นั่นประชาชนข้ามถนนจำนวนมาก รถวิ่งเร็ว ไม่ได้รับความ สะดวกสบายในการข้ามถนน เกิดเหตุจราจรติดขัด แล้วก็ประชาชนต้องเกิดอุบัติเหตุรถชน บ่อยครั้ง ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือกรมทางหลวงสร้างสะพานลอยให้พี่น้องประชาชน เพื่อความสะดวกสบายด้วยครับ🔗

ขอภาพสไลด์ที่ ๒ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องน้ำท่วม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฤดูน้ำหลาก แล้วก็น้ำฝนบริเวณนาข้าวคลองบ้านพลับ ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีประตูระบายน้ำคลองบ้านพลับ ขณะนี้เครื่องสูบน้ำ เป็นแบบชั่วคราว ก็ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทานปทุมธานี ช่วยจัดสรรงบประมาณหาเครื่องสูบน้ำแบบถาวรมาติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำนี้ด้วยครับ เพื่อป้องกันมิให้น้ำท่วมซ้ำซากในปีต่อไปครับ🔗

ขอภาพสไลด์ต่อไปครับ บริเวณถนนเลียบคลองลาดช้าง หมู่ที่ ๘ ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี คลองชำรุดถนนดินสไลด์ลงคลอง แล้วก็ตอนหน้าฝน ถนนขรุขระ เฉอะแฉะ น้ำท่วมขัง ประชาชนเดินไปมาไม่สะดวกครับ น้ำท่วมขังแล้วก็ไม่ได้รับ ความปลอดภัยก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหางบประมาณมาปรับปรุงถนนให้พี่น้อง ประชาชนได้รับความสะดวกสบายต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ครับ🔗

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

ขอบคุณครับท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน พื้นที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่อง ที่เป็นประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นอยู่และสิทธิประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของ การรุกล้ำพื้นที่สาธารณะบริเวณปากทางถนนลาดปลาดุก นบ. ๑๐๐๒ ที่ผ่านมาผมและ หน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ร่วมมือกันลงตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงชนบท แขวงทางหลวง หน่วยงานฝ่ายปกครอง ปกครองท้องถิ่น แล้วก็เทศบาลนครบางบัวทอง จากการตรวจสอบ ก็ปรากฏให้เห็นข้อเท็จจริงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น เอกสารจากกรมที่ดิน ก็ยังยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ว่าปัจจุบันก็ยังปล่อยปละละเลย ให้ผู้บุกรุกสามารถนำที่ตรงนี้ไปปล่อยเช่าหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง ก็ยังไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ ส่วนใดเลยไปดำเนินการเพื่อขับไล่ แล้วก็คืนผิวถนนให้กับพี่น้องประชาชน🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นการทวงถามแผนขยายเส้นทางเดินรถ ขสมก. ๒-๒๙ ปัจจุบันผมเห็นรัฐบาลได้ผลักดันนโยบายค่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ปัญหา ที่ชัดเจน ณ ปัจจุบันก็คือยังไม่มี Feeder ในบางพื้นที่ อย่างของจังหวัดนนทบุรีที่ผมเคย พูดไปทั้งหมด ๒ ครั้งแล้ว อันนี้เป็นครั้งที่ ๓ ก็คือ ขสมก. สาย ๒-๒๙ เพื่อขยายเส้นทางจาก สถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่เข้ามาบริเวณถนนวัดลาดปลาดุก ปัจจุบันเห็นว่าอยู่ในระหว่าง การดำเนินการ แต่ผมอยากให้ท่านประธานแล้วก็หน่วยงานช่วยเร่งรัดตอบผมทีว่าเมื่อไร จะมีรถเมล์ใช้ พี่น้องชาวจังหวัดนนทบุรีก็ประมาณนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจิรัชยา สัพโส ครับ🔗

นางสาวจิรัชยา สัพโส สกลนคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน จิรัชยา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร จากพรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่อง หารือกับท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๓ เรื่องค่ะ🔗

เรื่องแรก ขอฝากไปยังกระทรวงคมนาคมให้พิจารณาปรับปรุงทางหลวง หมายเลข ๒๒ บริเวณสามแยกสูงเนิน ตำบลพอกน้อย อำเภอพรรณนานิคม โดยดำเนินการ เพิ่มไหล่ทางให้กว้างขึ้นจากแยกบ้านสูงเนินไปยังบ้านพอกใหญ่ และก่อสร้างถนนคู่ขนานช่วง แยกสูงเนินถึงบ้านพอกน้อย รวมถึงปรับปรุงไฟแดงตรงสามแยกดังกล่าว เนื่องจาก สามแยกสูงเนินถามอยู่ในเขตชุมชนการจราจรก็หนาแน่นเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง หากได้รับ การแก้ไขหากจะช่วยลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร🔗

เรื่องที่ ๒ ขอฝากไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครและสำนักงบประมาณ ให้พิจารณาจัดสรรงบพัฒนาจังหวัดและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ เพื่อแก้ปัญหาระบบประปาที่ขาดแคลนและไม่มีคุณภาพในพื้นที่อำเภออากาศอำนวย ไม่ว่าจะเป็นตำบลวาใหญ่ ท่าก้อน โพนแพง สามัคคีพัฒนาอากาศ และโพนงาม ปัญหานี้ ดิฉันได้หารือหลายครั้งมาก อำเภออากาศอำนวยเผชิญทั้งหน้าแล้งขาดน้ำ หน้าฝนก็ยัง น้ำท่วม อีกทั้งน้ำประปายังมีความเค็มไม่สามารถใช้ได้อย่างมีคุณภาพ เป็นปัญหาที่เรื้อรัง มานานนับตั้งแต่เพื่อนสมาชิกขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านพัฒนา สัพโส ยังเป็นเด็กชาย จนกระทั่งทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีเท่าที่ควร จึงขอเร่งรัดให้มีการปรับเปลี่ยนเป็น ระบบประปาผิวดินเพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอ🔗

เรื่องสุดท้าย จากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่พบว่าถนนหลายสายภายในตำบลนาฮี อำเภออากาศอำนวย ตำบลนาซอ อำเภอวานรนิวาส และตำบลหนองลาด อำเภอเมือง มีสภาพชำรุด ไฟสว่างตามจุดต่าง ๆ ก็ไม่เพียงพอทำให้ประชาชนสัญจรไม่สะดวกและเสี่ยง ต่ออุบัติเหตุ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน จึงขอฝากไปยังสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรร งบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ เพื่อแก้ไขปัญหาถนนและไฟส่องสว่าง ในพื้นที่ดังกล่าว กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ครับ🔗

นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ผู้แทนชาวสวนหลวง ประเวศ แขวงหนองบอน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมมีข้อหารือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ด้วยกัน ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของนักเรียนโรงเรียนวัดตะกล่ำ เขตประเวศ ที่กำลังประสบปัญหาอาคารเรียนเสื่อมโทรมและไม่เพียงพอต่อการรองรับ นักเรียน ทำให้ประสบปัญหาต่อคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน ท่ามกลางจำนวน นักเรียนที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี ขอให้สำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานครเข้ามา ตรวจสอบและพิจารณาจัดสรรงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ให้กับน้อง ๆ นักเรียน โรงเรียนวัดตะกล่ำด้วยนะครับ🔗

เรื่องสุดท้าย ปัญหาซอยเฉลิมพระเกียรติ ร. ๙ แยก ๗ ซึ่งไม่มีท่อระบายน้ำ และเกิดน้ำท่วมขังสูงประมาณ ๖๐ เซนติเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับการสัญจรของ พ่อแม่พี่น้องประชาชน ขอให้สำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานครเข้าตรวจสอบและพิจารณา ทำท่อระบายน้ำเพื่อให้ประชาชนสัญจรและคลายปัญหาน้ำท่วมให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ผมมีเรื่องเดียว และเรื่องที่สำคัญด้วย บังเอิญเมื่อสักครู่ท่านว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๒ ของประเทศไทย นั่งอยู่ข้างหลังพอดีก็ได้ฝากไปแล้ว แต่บังเอิญมีชื่อในการหารือก็คือเรื่องรถ Ambulance หรือรถที่ส่งคนจากโรงพยาบาลขนาดเล็กไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เมื่อสักครู่ที่จังหวัด แถวชายแดนอีสานใต้ ผมเข้าใจว่าจังหวัดชายแดนทางภาคใต้ก็คงจะมีปัญหาเหมือนกัน กับโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีรถอยู่คันเดียวในการที่จะลำเลียงผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลใหญ่ หรือเข้าไปยังโรงพยาบาลศูนย์ ทีนี้ถ้ารถเสียเดือดร้อนทันทีเลยครับ โดยเฉพาะอำเภอที่ผมอยู่ และอำเภอที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ อำเภอสำโรงทาบ อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ แถวนั้น มีคุณหมอก็ดีหรือกลุ่มที่อาสาในการช่วยเหลือในปัญหาเหล่านี้ได้ร้อง โดยเฉพาะที่ กิ่งกาชาด อำเภอสำโรงทาบ เขาแข็งแรงมากครับ แม่ ๆ เขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง วันนี้เขาตั้งใจจะทำผ้าป่าเพื่อหาซื้อรถคันหนึ่ง ๒ ล้านกว่าบาทพร้อมอุปกรณ์ มันหนักไป กับเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยฝากเรียนไปยังรัฐบาลที่จะถึงนะครับ โดยเฉพาะกระทรวง สาธารณสุข ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เมตตากรุณาให้งบกลางไปซื้อให้ก่อนกับจังหวัด ชายแดน เวลามีปัญหาในจังหวัดใด และเราคิดว่าปัญหานี้ไม่รู้จะเกิดขึ้นมาอีก เห็นที่ ศูนย์พักพิงเมื่อสักครู่ต้องใช้รถกระบะขนคนป่วย คนติดเตียงที่มานอนอยู่ที่ศูนย์พักพิง มันเป็นปัญหาอย่างใหญ่หลวงผมก็เลยขอฝากไว้ อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยสงเคราะห์ให้กับ โรงพยาบาลขนาดเล็กก่อนกับเรื่องที่มีความจำเป็น ก็ขอฝากไว้ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านว่าที่ นายกรัฐมนตรีก็นั่งอยู่ข้างหลังท่านนะครับ ต่อไปท่านภราดร ปริศนานันทกุล เชิญครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ขอหารือท่านประธานสัก ๓-๔ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ผมได้รับร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเรื่องของจุดกลับรถ ใต้สะพานเลี่ยงเมืองจังหวัดอ่างทองครับ ได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่ร่วมกับทางเทศบาล เมืองอ่างทอง ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดและทางทางหลวง รวมถึงทางชลประทาน ได้หารือถึงแนวทางในการทำสะพานกลับรถใต้สะพานเลี่ยงเมืองเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ ประโยชน์ ขณะนี้ได้มีการทำแบบชั่วคราวไปแล้ว ก็อยากจะให้กรมทางหลวงได้ออกแบบ แล้วก็จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการในปีงบประมาณหน้าครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ถึงกรมทางหลวงเช่นเดียวกันครับ ถนนหมายเลข ๓๔๕๔ จะขอ ขยายจาก ๒ เลน เป็น ๔ เลน เพราะว่าการจราจรค่อนข้างที่จะหนาแน่นจากแยก วิเศษชัยชาญไปจนกระทั่งถึงแยกหน้าโคก ระยะทางประมาณสัก ๑๐ กว่ากิโลเมตร ขณะนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ๔ กิโลเมตร ก็เหลือในส่วนที่เหลือ ก็อยากจะให้ทางกรมทางหลวง ได้เร่งรัดดำเนินการ แล้วก็จัดสรรงบประมาณด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เช่นเดียวกันถึงกรมทางหลวง ทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ จากแยก ไชโยจนกระทั่งถึงตัวเมืองอ่างทอง ขณะนี้ได้ดำเนินการทำไปในบางส่วนแล้ว ก็ยังเหลืออีกสัก ๗-๘ กิโลเมตร ก็อยากจะขอให้กรมทางหลวงได้เร่งรัดดำเนินการในการจัดตั้งงบประมาณ ให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ หารือไปทางกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยเร่งรัดดำเนินการในส่วนของ กองทุนฌาปนกิจของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงแพทย์ผู้ช่วยสารวัตรด้วยที่ได้ดำเนินการ ไว้แล้ว และยังดำเนินการให้เสร็จสิ้น ก็อยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้เร่งรัดดำเนินการ🔗

เรื่องที่ ๕ เรื่องสุดท้าย เรื่องเขื่อนป้องกันตลิ่งที่บริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านแห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ยังเป็นฟันหลออยู่ ยังเป็นจุดเดียวที่เป็นฟันหลอ แล้วก็อยากจะ ให้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยเร่งรัดสำรวจและจัดสรรงบประมาณด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

ฐิติมา ฉายแสง เขต ๑ ฉะเชิงเทรา ท่านประธานคะ ดิฉันขอหารือพร้อมกับมาขอความกรุณาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรและ ธ.ก.ส. ให้ได้ช่วยพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือข้าวนาปรังให้กับพี่น้องในตำบลต่าง ๆ จังหวัดฉะเชิงเทราด้วยนะคะ ขอภาพด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

เรารู้กันอยู่แล้วว่าการทำนาในเมืองไทย มีทั้งนาปี นาปรัง นาปีก็คือข้าวที่ปลูกในฤดูฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม นาปรังก็คือ ข้าวที่ปลูกนอกฤดูฝนคือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ทีนี้โครงการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยช่วยทั้งนาปี นาปรัง นาปีดูจะไม่มีปัญหาเพราะชาวนานั้น ขึ้นทะเบียนเป็นปกติทุกปีอยู่แล้ว แต่นาปรังสิคะไม่เคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อน ดังนั้น จึงเกิดความสับสนในการขึ้นทะเบียนกันได้ ในจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นเกษตรได้กำหนดว่า จะจ่ายเงินให้กับผู้ขึ้นทะเบียนนาปรังในช่วง ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ ทีนี้ฉะเชิงเทรายกตัวอย่างในตำบลคลองเปรงปลูกข้าวนาปรังเหลื่อมและคร่อมวันกันเล็กน้อย พื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมก็หว่านข้าวก่อน ชาวนาเขาก็หว่านก่อน ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ยกตัวอย่าง เช่น หว่าน ๓ ตุลาคม ๒๕๖๗ แล้วก็เกี่ยว ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ หรือบางคนอาจจะหว่าน ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ เกี่ยว ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นี่ยกตัวอย่างนะคะ ทีนี้ ๒ ตัวอย่าง มันเกิดขึ้นก่อน ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เกิดก่อนชาวนาขึ้นทะเบียนตามความเป็นจริงที่ตัวเอง ทำนา ปราฏว่าไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ จริง ๆ แล้วมันอยู่ก่อน ๑ พฤศจิกายนก็จริง แต่ถามว่า เขาทำนาปรังไหม เขาทำนาปรัง เขายังปลูกแล้วได้ผลผลิตอยู่ในช่วงนี้อยู่ เพราะฉะนั้น ต้องพิจารณาตรงนี้ให้เขา ไม่ใช่ว่าไม่ให้เขาไม่ได้รับเงินเลย จึงขอให้ทางการนั้นพิจารณาใหม่ ว่าควรจะให้เงินกับผู้ที่ทำนาปรัง และมากไปกว่านั้นปึกที่ดิฉันถืออยู่นี่คือตำบลหนามแดง ที่เกษตรตำบลบอกกับประชาชนว่าไม่ต้องไปลงทะเบียนข้าวนาปรังหรอก ไม่ได้เงินหรอก ชาวนาเลยไม่ได้ลงทะเบียนเลย นี่คือปัญหา และถามว่าชาวนาเขาผิดอะไร เขาไม่ได้เงินครั้งนี้ เพราะเป็นการแนะนำที่ผิด จึงมาขอความเป็นธรรมให้พี่น้องชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะว่าเป็นการทำงานที่ไม่ละเอียดรอบคอบ ชาวนาเสียผลประโยชน์ ต้องดูว่าเขาปลูกข้าว นาปรังจริง ๆ อยู่ในช่วงนั้นจริง ๆ อย่าได้เถรตรงที่จะต้องใช้วันที่จนเกินไป ขอให้กรมส่งเสริม ต้องรับผิดชอบกับเกษตรตำบลที่แนะนำผิด และไม่ให้ขึ้นทะเบียนจนชาวนาเขาไม่ได้เงิน ข้าวนาปรังค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร วันนี้ผมมีประเด็นหารือเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยผมได้รับการร้องเรียนจากนายสุกฤษ ถิ่นจะนะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๔ บ้านประชานิมิตร ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส นายวิริยะประธานสภา อบต. กาหลง แล้วก็นายรอกิ กามา สมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตำบลกาหลงว่าในพื้นที่ถนนสายโคกโพธิ์-จะนะ ขอภาพสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นราธิวาส

ซึ่งเป็นถนนที่พี่น้องประชาชน ประมาณ ๙๐ ครัวเรือนใช้เดินทางสัญจรเพื่อขนสินค้าเกษตรกรรมและใช้สัญจรไปมา ได้เกิด น้ำกัดเซาะพังทลายมาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว แต่เนื่องจากว่าที่ดินตรงนี้ที่เป็นที่ตั้งของถนนสายนี้ เป็นที่ดินของนิคมสร้างตนเองศรีสาคร การดำเนินการใด ๆ ที่ อบต. จะไปดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมไม่สามารถทำได้ ต้องให้อธิบดี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยินยอม จึงจะสามารถดำเนินการได้ ผมทราบข่าวจึงได้ไปดูที่เกิดเหตุและได้ติดตามเรื่องนี้ จนทราบมาว่าเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๗ ทางผู้ปกครองนิคมสร้างสร้างตนเองศรีสาคร จังหวัดนราธิวาสได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเพื่อให้อนุญาตยินยอม ตามหนังสือที่ภาพสไลด์ขึ้น ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้เป็นเวลาเกือบ ๒ ปีแล้ว ผมก็เลยอยากให้ ท่านประธานมีหนังสือถึงอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือถ้าอธิบดีกรมพัฒนา สังคมและสวัสดิการได้ยินวันนี้ช่วยไปตรวจสอบและช่วยกรุณาเซ็นยินยอมอนุญาตให้ อบต. กาหลง ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สามารถเดินทางสัญจรได้เป็นปกติด้วยครับ เดือดร้อนมา ๒ ปีแล้วครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมศักดิ์ บุญประชม ครับ🔗

นายสมศักดิ์ บุญประชม อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ บุญประชม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคไทยรวมพลังครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสมศักดิ์ บุญประชม อุบลราชธานี

เรื่องที่ ๑ เรื่องถนนทางหลวง หมายเลข ๒๒๔๘ ช่วง กม. ๔๑ ถึง กม. ๔๖ เป็นถนนระหว่างอำเภอน้ำยืน ถึงอำเภอ นาจะหลวย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าถนนจากช่องอานม้าไปช่องบกก็ว่าได้ ถนนสายนี้ เป็นถนน ๒ ช่องจราจร เวลาฝนตกหนัก ๆ น้ำจะท่วมบางจุด แล้วก็เป็นถนนที่พี่น้อง ประชาชนใช้สัญจร ในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติพี่น้องประชาชนก็ใช้ถนนสายนี้ ไม่สะดวกติดตลอดเส้นทาง หลาย ๆ หมู่บ้านต้องเดินทางสายนี้ และทางราชการ ทุกหน่วยงานที่จะไปช่องบกแล้วก็ไปเส้นทางสายนี้ กระผมจึงอยากฝากท่านประธานไปถึง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดสรรงบประมาณไปก่อสร้างถนนสายนี้จาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร หรือเป็น ๑๒ เมตรก็ได้ เพื่อให้พี่น้องตามแนวชายแดน ได้ใช้ถนนอย่างมีความปลอดภัยในวิกฤติสถานการณ์บ้านเมืองครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้เคยหารือที่สภาแห่งนี้หลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ เรื่องเยียวยาให้กับพี่น้องตามแนวชายแดนหรือพี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานีและชุด ชรบ. บัดนี้ขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทยที่ท่านได้เยียวยาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ชาวอำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น และชุด ชรบ. ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ ๑๒๐ บาท ผมเองในนาม ตัวแทนพี่น้องตามแนวชายแดนก็ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ให้โอกาสพี่น้องตาม แนวชายแดนได้มีความสุข เห็นสิ่งดี ๆ กลับมากับครอบครัวอีกครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ อยู่ไหมครับ เดี๋ยวข้ามไปก่อน เดี๋ยววนกลับมานะครับ ท่านจักรัตน์ พั้วช่วย เชิญครับ🔗

นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ สส. คนไทหล่ม ท่านประธาน เมื่อวันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับอิทธิพลของพายุหนองฟ้า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอำเภอหล่มสักพื้นที่ของผมเกิดอุทกภัยรุนแรงในรอบ ๒๕ ปี ขอคลิปประกอบ ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์

จากคลิป ประมาณ ๒ ทุ่มของ วันอาทิตย์ผมกับทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์แล้วก็ท่านนายกเทศบาลเมืองหล่มสัก ได้ติดตามสถานการณ์จะเห็นได้ว่าน้ำจากแม่น้ำป่าสักได้ไหลล้นแนวเขตป้องกันตลิ่งไหลเข้าสู่ พื้นที่เขตเศรษฐกิจของอำเภอหล่มสัก พอวันรุ่งขึ้นก็คือวันจันทร์น้ำก็เต็มพื้นที่แล้ว ภูมิศาสตร์ ของอำเภอหล่มสักล้อมรอบไปด้วยภูเขา พอเกิดพายุปริมาณน้ำฝนมาก น้ำจากภูเขาก็จะไหล มารวมกันที่อำเภอหล่มสักก็จะเกิดอุทกภัยอย่างนี้ทุกปี ปีหนึ่งก็หลาย ๆ รอบ และที่สำคัญอำเภอหล่มสักเป็นต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก วิธีแก้ปัญหา ผมก็พยายามที่จะเรียกร้องหน่วยงานมาหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะกรมชลประทาน มี ๒ โครงการ ที่สำคัญที่ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน โครงการแรกก็คือโครงการ สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ ตำบลท่าอิบุญ อำเภอหล่มสัก เพื่อตัดยอดน้ำของแม่น้ำ ป่าสัก ทราบมาว่าในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ นี้ได้รับเงินงบประมาณออกแบบแล้ว ก็อยากฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทานช่วยเร่งรัดให้ก่อสร้างให้โดยเร็ว ส่วนโครงการที่ ๒ เป็นโครงการ Bypass น้ำเลี่ยงเมืองหล่มสัก โครงการนี้ก็ได้รับงบศึกษาแล้วเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๖๙ ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทานช่วยเร่งรัดให้ด้วย ถ้า ๒ โครงการนี้สำเร็จอุทกภัยในอำเภอหล่มสักของจังหวัดเพชรบูรณ์ก็จะลดน้อยลง ขอฝาก ท่านประธานเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอต้อนรับคณะครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน ๑๖๑ คน ที่เข้าเยี่ยมชมสภาและรับฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ ขอบคุณครับ เชิญนั่งลงครับ ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม วันนี้ผมอยากที่จะมาขอปรึกษาหารือกับท่านประธานมีอยู่ ๒-๓ ประการ🔗

ประการแรก ผมต้องกราบขอบพระคุณรัฐมนตรีชุดปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะ ท่านจุลพันธ์ที่ได้เร่งรัดคือฟังเสียงของผู้แทนอย่างพวกเราที่ได้ไปบอกกล่าวว่าวันนี้เกษตรกร เดือดร้อนแค่ไหนจนกระทั่งท่านได้ตัดสินใจให้มีการโอนเงิน แล้วก็ที่สำคัญนอกจากนาปรัง แล้วนาปีปกติแล้วจะมีการได้รับเงินช่วยเหลือแบบนี้ประมาณเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปี แต่ว่าทางรัฐบาลให้มีการแจกจ่ายเงินอันนี้เลย ผมต้องขอบพระคุณท่านจุลพันธ์และรัฐบาล เป็นอย่างสูงที่เห็นความสำคัญ แต่ว่าปัญหาอยู่ตรงที่ว่าวันนี้แม้ว่าจะมีการจ่ายรอบแรกแล้ว ทั้งนาปรังจ่ายทั่วประเทศ และนาปีก็จ่ายทั่วประเทศเช่นกันแต่แบ่งเป็นภาค แต่ปัญหาอยู่ ตรงที่ว่ายังไม่ได้รับเงินเลย ผมเองเท่าที่สอบถามข้อมูลแล้ว ปัญหาอยู่ที่ลักษณะของ การยังไม่ได้ส่งมากกว่า คือไม่ติดขัดเรื่องอะไร ติดขัดเรื่องที่ว่าบางที่เกษตรกรยังไม่ได้ ประชาคม นั่นหมายความว่ายังไม่ได้มีการยืนยันการเพาะปลูก เพราะว่าทางเกษตรจะต้องไปทำ ต้องมีการถ่ายรูปด้วยอะไรด้วย หรือไม่บางทีอาจจะลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ประชาคม เรียบร้อยแล้ว แต่ว่ารอรอบในการส่ง เพราะในการตัดยอดของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อส่งไปให้ ธ.ก.ส. และให้ ธ.ก.ส. จ่ายเงินให้พี่น้องเกษตรกรเขาจะมีเป็นรอบ เพราะฉะนั้น อยากจะบอกพี่น้องเกษตรกรว่าไม่ต้องเป็นกังวล พี่น้องนาปรังจำนวนที่ต้องได้รับสิทธิ ๘๖๑,๐๐๐ รายโดยประมาณ แต่ว่าเพิ่งมีการโอนแค่ ๗๖๙,๔๖๑ ราย ที่เหลืออีก ๙๐,๐๐๐ กว่าราย ได้แน่นอน เพียงแต่ว่ารอขั้นตอน ส่วนนาปีทั้งหมด ๔,๖๓๐,๐๐๐ กว่าราย ก็เพิ่งจะได้รับเงิน กันทั่วทั้งประเทศแค่ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ รายเศษ ยังเหลืออีก ๓ ล้านราย ท่านไม่ต้อง กังวลมันเป็นในส่วนเรื่องของการประชาคมและเรื่องของเทคนิคบางประการเท่านั้นเอง อย่างไรก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรีบในการดำเนินการ เพื่อให้พี่น้องได้เงินช่วยเหลือ ครั้งนี้โดยไวจากความจริงใจของรัฐบาล กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ มาแล้วหรือยัง เชิญครับ🔗

นายวิชัย สุดสวาสดิ์ ชุมพร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ กระผม ขอหารือท่านประธานเพื่อติดตามในเรื่องการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน คนอำเภอ หลังสวน ได้รับเรื่องร้องเรียนและฝากมาจากท่านสุพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดชุมพร ในเรื่องของนากุ้ง ผู้ประกอบการได้ปล่อยน้ำเข้าที่สาธารณะ ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะน้ำเค็ม เพราะฉะนั้นทำให้สวนปาล์มหลายร้อยไร่เกิดล้มตาย แล้วก็ต้นไม้เกิด ล้มตายทั้งแปลง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไปหารือในสภามา ๒ ครั้งแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความชัดเจนของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ทางอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ยังไม่ให้ ความชัดเจนกับพี่น้องประชาชน ก็ฝากท่านประธานช่วยกันดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนด้วย อย่าให้พี่น้องประชาชนต้องเดือดร้อนและร้องเรียนกันมาตลอด🔗

เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการติดตาม ครม. สัญจร ที่สงขลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ อนุมัติในเรื่องของการก่อสร้างแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง โดยเฉพาะในเรื่องของตลิ่งพัง ถนนทรุดตัว แล้วก็เกิดปัญหาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้จะเกิดมรสุมอีกในต้นเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ที่ชุมพร ได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านนายกบุญชวน กายสะอาด แล้วก็ พี่น้องชาวตำบลครน พี่น้องหมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๔ เมื่อวานถนนทรุดตัวอีกครั้งหนึ่งแล้ว งานนี้ ผมเองก็ไม่มีคนติดตาม ก็ฝากท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ติดตามว่างบประมาณอยู่ที่ ตรงไหน เมื่อไรที่จะถ่ายโอนไปจังหวัดให้ดำเนินการในเรื่องของการก่อสร้าง ในเรื่องของ จัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นก็นำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ สะพาน ๑ ตัว จริง ๆ แล้ว ครม. ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้วครับ แต่ยังไม่มีงบประมาณเข้าไปสู่ จังหวัด ไม่มีในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เรื่องอย่างนี้นะครับ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม หน้ามรสุมของจังหวัดชุมพรจะเกิดภัยพิบัติ ให้กับพี่น้องชาวตำบลครน พี่น้องที่ใช้เส้นทางสัญจรไปมา ผมเกรงเหลือเกินว่าถนนจะไม่มีทาง เพราะอย่างน้อยก็คือถนนเส้นเดียวของตำบลครน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันลุกขึ้นมาวันนี้ก็ขออนุญาตหารือท่านประธานเหมือนเดิมคือเรื่องข้อบังคับ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาหลังจากที่บางครั้งในการประชุม กรณีที่มีการประท้วง กรณีที่ต้องการ หารือ ดิฉันเห็นว่าการยกมือหรืออะไรต่าง ๆ มีการยกซ้อนกัน พูดซ้อนกันในการที่จะประท้วง แล้วก็บางครั้งลุกขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อย่างเหตุการณ์เมื่อวานในสภาผู้แทนราษฎร พอลุก พร้อมกันก็มีความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านประธานคะ เรามีข้อบังคับสภาเพื่อที่จะให้มี การพูดคุยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ข้อหารือต่าง ๆ ข้อเสนอแนะที่จะให้รัฐบาล สิ่งเหล่านี้ถ้าข้อบังคับเราไม่ได้ถูกใช้อย่างเข้มงวดก็จะทำให้การ พิจารณากฎหมายอะไรต่าง ๆ ล่าช้าไป พรุ่งนี้จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นในวาระ ดิฉันเองก็มีความห่วงใย ฝากท่านประธานค่ะ มันมีปุ่มปิดเสียงด้วยอาจจะได้ใช้ ท่านประธาน จะได้ใช้บ่อยขึ้นกรณีที่ให้พูดทีละคน ฝากท่านสมาชิกให้ใช้ข้อบังคับ แล้วก็อยู่ในระเบียบ เพื่อที่จะให้การพูดคุยของเราเป็นการพูดคุยที่รับฟังเหตุผลกัน แล้วก็มีประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สุดท้าย ท่านธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่อง ที่มีความสำคัญและเป็นเรื่องที่เดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้รับ คำร้องเรียนจากนางสาวหนึ่งฤทัย เพียรธรรม ภรรยานายบัญชา ภักดีพันดอน บ้านเลขที่ ๑๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลเสอเปอ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พร้อมญาติ คือนายบุญธรรม ภักดีพันดอน ว่าเมื่อวันที่ ๑ มีกลุ่มมิจฉาชีพได้หลอกลวง โดยมีรายละเอียดดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

ได้มีการไปสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ไปทำงานได้มีการไปสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ไปทำงานที่อรัญประเทศ ทำหน้าที่ตอบ แชตออนไลน์ โดยมิจฉาชีพได้แจ้งเปิดบัญชีธนาคารและ True Money โดยจะต้องมี App ธนาคารใหม่ทั้งหมด ๔-๕ บัญชี โดยอ้างว่าเพื่อรับค่า Commission จากนั้นนั่งรถทัวร์ไป เมื่อวันที่ ๑ ไปอรัญประเทศเพื่อพบนายหน้า ถึงอรัญประเทศมีรถมารับ พอขึ้นรถมีคน ประกบข้างพร้อมปืนทุกคนและบอกถ้าขัดขืนจะฆ่าให้ตาย มีผู้ประสบภัยรวมกัน ๘ คน แต่ที่ รู้จักชื่อก็มีนายบัญชา ภักดีพันดอน ซึ่งภรรยาเขาร้องเรียนมา และนายพิทยา หงษ์โสภา อยู่ที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ นอกจากนั้น ๖ ท่านยังไม่รู้ ช่วงข้ามจากไทยไปปอยเปต ไม่รู้ว่าข้ามไปได้อย่างไร เมื่อถึงปอยเปตจะถูกยึดโทรศัพท์ไว้ทุกคน และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ที่แจ้งคือต้องยินยอมให้ Scan ใบหน้าเพื่อโอนเงิน ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะซ้อมหรือถูกฆ่า หรือถูกขายต่อยังกลุ่มค้ามนุษย์อื่น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่มิจฉาชีพปฏิบัติคือ Scan ใบหน้าเพื่อยินยอมให้โอนเงิน ตอนนี้มีการโอนเงินไป ๒ ครั้ง มันไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ โอนเงินรวม ๓๐๐ ล้านบาทไปยังต่างประเทศ ผู้ประสบภัยโทรศัพท์มาหาครอบครัว บอกมิจฉาชีพแจ้งว่าถ้าใครมีการแจ้งตำรวจจะฆ่าให้ตาย ซึ่งตึกที่อยู่ปิดตายกำแพงสูง ไม่สามารถมองเห็นภายในกำแพงได้ มิจฉาชีพจะให้อยู่ในห้อง มีอาหารให้เป็นเวลา ไม่ทำร้าย ถ้าปฏิบัติตามคำสั่ง ตอนนี้ผู้ประสบภัยในเขตกำแพงสูงราว ๆ พันคนครับ ตอนนี้ภรรยา ผู้ประสบภัยได้แจ้งความที่กงสุลตามเอกสาร ตามเอกสารคือแจ้งความไว้ แล้วก็ไปขอทาง กงสุล กงสุลเสียมราฐ กัมพูชา แล้วทีนี้ตอนนี้ผู้ประสบภัยแจ้งว่ากลุ่มผู้ประสบภัยนั้น จะช่วยเหลือกันและห้ามทางบ้านโทรศัพท์ติดต่อกัน จะเป็นฝ่ายติดต่อมาหาครอบครัวเอง ซึ่งตอนนี้ผู้ประสบภัยมีโทรศัพท์เก่า ๆ ชำรุดได้แอบติดต่อกลับมาหาครอบครัว สับเปลี่ยนซิม ที่แอบใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่มันเป็นเรื่องจริงที่มันก่อเกิดเมื่อตอนที่เราจะได้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผมอยากจะฝากท่านว่าที่นายกรัฐมนตรีที่เดินมาเมื่อสักครู่นี้ บอกฝากด้วย ถ้าหากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขมร ไปถล่มมันเลยครับ ๑,๐๐๐ คน อยู่ตรงจุดนั้น ที่อยู่เขมร ที่ปอยเปต ที่อยู่ตึกปอยเปตครับ ผมอยากจะขอกราบเรียน ส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ตม. แล้วข้ามไปได้อย่างไร ปืนจี้ขยับไป แล้ว ตม. ของประเทศไทย มันผ่านไปได้อย่างไรครับ และ ตม. เขมรที่ปอยเปตอีกนะครับ ผมอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานให้มีหนังสือไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นกงสุลจะเป็นอะไร ให้ช่วยเหลือ ประชาชนทั้งหมด ๘ คน โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานีมี ๑ คนครับ ก็คือนายบัญชา ภักดีพันดอน โดยด่วน มันเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกินครับ ตอนนี้ Call Center กำลังระบาด โจรเขมรพร้อมร่วมกับโจรไทยกำลังระบาดแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ จบการหารือนะครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อเมื่อเลิกประชุม ๔๖๘ คน
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกได้มาลงชื่อประชุม จำนวน ๓๑๗ ท่าน องค์ประชุมแล้ว ดังนั้น ผมจึงขอเปิดการประชุม แล้วก็ดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไป🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

ด้วยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบ มาตรา ๑๖๐ (๕) และเป็นเหตุให้ รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง (๑) ดังนั้น กระทู้ถามตามระเบียบในวาระที่ ๑.๒ และวาระที่ ๑.๓ จึงตกไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๕ (๓) ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดผมจะขอดำเนินการเลยนะครับ🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งกระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ติดภารกิจสำคัญที่นัดหมายไว้ล่วงหน้านะครับ จึงไม่สามารถ มาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ท่านวรวัจน์มีความประสงค์ที่จะตั้งกระทู้ถามสดทั่วไปก็ขอให้เสนอใหม่ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๙ หรือท่านจะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปราย เพื่อฝากประเด็นไว้นะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นประเทศที่เราบอกว่าพี่น้องเกษตรกรยากจน มีเรื่องที่เข้าไปในคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์เมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับการนำเข้าพืช GMO หรือพืชตัดต่อพันธุกรรม การนำเข้าพืช GMO ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างยิ่งทำให้ราคาพืชผลการเกษตรของพี่น้อง เกษตรกรตกต่ำ ผมได้ไปค้นดูว่าทำไมประเทศไทยถึงนำเข้าพืช GMO ได้ ทั้ง ๆ ที่ ประเทศไทยมี พ.ร.บ. กักพืชปี ๒๕๐๗ ห้ามนำเข้าพืช GMO หรือพืชตัดต่อพันธุกรรม ให้นำเข้าได้เฉพาะการวิจัยหรือการทดลองเท่านั้น ขอสไลด์ขึ้นมาเลยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

การนำเข้าพืช GMO สามารถนำเข้ามา ได้เฉพาะการทดลองหรือการวิจัยเท่านั้นนะครับ เป็นสิ่งต้องห้ามที่จะนำเข้ามา ภายในประเทศไทย และนำเข้ามาได้อย่างไรครับ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๓ มีประกาศของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้พืชจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม แล้วมีข้อยกเว้นครับ มีข้อยกเว้นเข้ามาด้วย ในข้อ ๓ บอกว่าให้พืชที่ตัดต่อสารพันธุกรรม จากทุกแหล่งตามท้ายประกาศนี้เป็นสิ่งต้องห้าม อันนี้ล้อมาจาก พ.ร.บ. ในข้อ ๔ ในกรณี ที่รับอนุญาตให้นำสิ่งต้องห้ามตามข้อ ๓ เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการทดลองหรือวิจัย ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกำหนดทั้งก่อน นำเข้าและระหว่างการทดลอง วิจัย แต่ไปดูสิครับ มีสิ่งประหลาดขึ้นมาในข้อที่ ๕ บอกว่า ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ หรืออาหารสำหรับมนุษย์ หรือใช้เพื่อการ อุตสาหกรรมต้องมีใบรับรองปลอดศัตรูพืชจากประเทศผู้ส่งออกกำกับมาด้วย ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. กักพืชไม่ได้อนุญาตนะครับ มีการลักไก่สอดไส้ออกประกาศฉบับนี้ออกมา ประกาศฉบับนี้เป็นประกาศที่ผมต้องเรียกว่าเป็นที่อัปยศที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ไม่น่าเชื่อสิ่งที่ เกิดขึ้นได้กับประเทศไทย การออกประกาศที่ขัดกับกฎหมายแม่ไม่เคยมีการทำแบบนี้นะครับ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าผมไปไล่ตรวจสอบดูหมดแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใด ที่อนุญาตให้นำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมเลย ไม่มีครับ แต่มีการ ออกประกาศออกมาเฉย ๆ เลย ท่านประธานทราบไหมครับการออกประกาศอย่างนี้ออกมาเกิดอะไรขึ้น ข้าวโพดประเทศไทยเรา ต้องการใช้อยู่ประมาณ ๙ ล้านตันต่อปี ๙ ล้านตันนะครับ แต่เราผลิตได้แค่ ๕.๔ ล้านตัน เท่านั้นเองครับ ที่เหลือคือขาดแคลน ถั่วเหลืองต้องการ ๓.๒-๔ ล้านตันต่อปี แต่เราผลิต ได้แค่ ๖๐,๐๐๐ ตัน ท่านประธานเห็นไหมครับว่าอันนี้คืออะไร ถ้าหากว่าเราไม่ลักไก่นำเข้า มาราคาของข้าวโพดจะไม่ได้อยู่ที่ ๗ บาท ๘ บาทอย่างที่เห็น จะต้องขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าบาท ๑๕ บาทขึ้นไปอีก ๒ เท่า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สิ่งที่การออกประกาศเปิดช่อง ให้การนำเข้าพืช GMO พืชอุตสาหกรรมเป็นการที่ทำร้ายเกษตรกรอย่างยิ่ง ประกาศฉบับนี้ เปรียบเสมือนพญามารร้ายเลยที่กัดกินสูบเลือดสูบเนื้อเกษตรกร เราจะปล่อยเอาไว้ไม่ได้ครับ ฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่าในสิ่งเหล่านี้ท่านต้องยกเลิกครับ ต้องยกเลิกโดยทันที ถ้าไม่ยกเลิก ท่านก็อาจจะผิดอาญา ผิดกฎหมายละเมิด และเกษตรกรสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้ ท่านประธานทราบไหมครับประกาศนี่ออกให้นำเข้าพืช GMO มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ๑๕ ปี ปี ๆ หนึ่งความเสียหายที่พี่น้องเกษตรกรเสียหายไปปีละ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท และนอกจากนั้นในช่วง ๑๐ กว่าปีนี้ความเสียหายของพี่น้องเกษตรกรไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเงินที่ควรจะเป็นเงินของ พี่น้องเกษตรกรครับ พี่น้องเกษตรกรไทยจะไม่มีทางยากจนเลยถ้าหากว่าเรายกเลิกประกาศ ฉบับนี้ออกไป ต้องฝากไปถึงทางรัฐบาลขอความกรุณาช่วยดำเนินการยกเลิกด้วย เพื่อเป็น ประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดต ราคาข้าวซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดต ก็จะขึ้น ถั่วเหลืองก็จะขึ้น ข้าวโพดจะไม่ต่ำกว่า ๑๕ บาท ๑๖ บาท ราคาข้าวขึ้นไปเลย ไม่ต่ำกว่า ๑๕ บาท หรือ ๑๕,๐๐๐ บาท มันสำปะหลังที่เราบอกราคาถูก ๆ พอกลุ่มคาร์โบไฮเดต ขาดแคลนขึ้นอย่างน้อย ๓ บาทกว่า ตรงนี้เกษตรกรเงินอีกเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี รัฐบาลไม่ต้องไปควักกระเป๋า ไม่ต้องใช้เงินรัฐบาลเลยให้กลไกตลาดทำงานเสีย ราคาพืชผล การเกษตรทุกชนิดเกษตรกรไทยจะไม่ยากจนอีกเลย ทุกวันนี้ที่ยากจนเพราะประกาศฉบับนี้ ผมได้ไปดูประกาศ ท่านประธานครับ ประกาศฉบับนี้ออกมาโดยใครครับ ออกมาผมไปดู ท้ายประกาศยังไม่ได้ไปถามท่านเลยว่าออกมาด้วยได้อย่างไร เป็นท่านศุภชัย โพธิ์สุ ในขณะที่ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จริงถ้ามีโอกาสจะไปถามท่าน ฝากพรรคภูมิใจไทยด้วยนะครับ ถ้ามีโอกาสไปถามท่านด้วยว่าออกประกาศที่ทำร้าย พี่น้องเกษตรกรขนานนี้ได้อย่างไร อันนี้คือความเสียหายมาก ประกาศ ๑ ใบทำให้ พี่น้องเกษตรกรยากจนทั้งประเทศ ซึ่งผมหวังว่าฝากท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ด้วย ถ้าสามารถ ยกเลิกได้กรุณาเถอะครับ ไปยกเลิกเสีย เพราะสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้ เกิดขึ้นต่อไปอีก ต้องฝากไปเพื่อดำเนินการว่าประกาศฉบับที่ ๑๐/๒๕๕๓ ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ สมควรต้องได้รับการยกเลิกและต้องคืนความยุติธรรมให้กับ พี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วนครับ ขอฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาล แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

บันทึกไว้ นะครับ แล้วก็ถ้าหากว่าท่านประสงค์ที่จะถามเรื่องนี้เป็นกระทู้ถามสดในครั้งต่อไป ก็สามารถที่จะดำเนินการได้นะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๙ นะครับ🔗

๒. นายปารมี ไวจงเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้แทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ ดังนั้นขอเชิญท่านปารมี ไวจงเจริญ ได้ถามเป็นคำถามแรกครับ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานคะ เมื่อสักประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่ดิฉันจะเข้ามาเพื่อเตรียม กระทู้ถามสด เรื่องปัญหา กยศ. นี้ ดิฉันได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งค่ะท่านประธาน จากนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาร้องไห้ เพราะว่าทาง มหาวิทยาลัยกำลังจะขอให้จ่ายค่าเทอมของเทอมที่ ๑ ในปีการศึกษา ๒๕๖๘ เพราะเขายื่นกู้ กยศ. ไป แต่ กยศ. ยังไม่อนุมัติ เขาโทรมาร้องห่มร้องไห้ดิฉันสะเทือนใจมากค่ะท่านประธาน แต่นี่ไม่ใช่เคสแรกที่โทรศัพท์มาร้องไห้นะคะ มีนักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ กยศ. ในปีนี้อีกมากมาย ที่ร้องเรียนดิฉันมายังช่องทางติดต่อของดิฉันทุกช่องทาง ปีนี้หนักหนาสาหัสจริง ๆ เพราะว่า ยังมีผู้กู้ที่ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้จาก กยศ. ๑๐๐,๐๐๐ กว่าราย ตัวเลขกลม ๆ ที่ดิฉันได้มา ในตอนนี้น่าจะถึง ๑๖๐,๐๐๐ ราย ตัวเลขเหล่านี้ดิฉันได้มาจากตัวดิฉันเป็นที่ปรึกษา ในคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขและพัฒนา กยศ. ที่มีท่าน สส. จุลพันธ์ สส. นนทบุรี พรรคประชาชนเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ทำให้ดิฉันรู้สึกเสียใจมากและนี่เป็นเรื่อง เร่งด่วน จึงต้องมาตั้งกระทู้ถามสดไปถึงท่านรัฐมนตรีว่ากกระทรวงการคลัง และวันนี้ก็ได้ ท่านจุลพันธ์มาช่วยตอบ ปัญหานี้วิกฤติมาก ๆ ที่ยังมีผู้กู้ไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้เป็น ๑๖๐,๐๐๐ ราย ก็ขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยว่าในจำนวนผู้กู้ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าราย ที่ไม่ได้ รับอนุมัติเงินกู้อาจจะแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มเลื่อนระดับ เลื่อนระดับคือ เช่นจาก ม. ๖ ไปปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนระดับจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปอุดมศึกษา หรือเปลี่ยนจาก ปวช. ไปเป็น ปวส. อันนี้จะยังไม่ได้รับเงินกู้อยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าราย และอีกกลุ่มหนึ่งที่จริง ๆ แล้วจำนวนเยอะกว่าและสาหัสกว่าด้วยก็คือ ผู้กู้รายใหม่เลย เป็นรายที่ไม่เคยกู้มาก่อน และปีนี้ผู้กู้รายใหม่ก็สูงค่อนข้างมากที่จะยังไม่ได้ รับอนุมัติเงินกู้ยังรออยู่ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าราย ทั้ง ๒ ตัวเลขรวมกันดิฉันว่ามาก เป็นปัญหาที่หนักมาก เพราะว่าจากข้อมูลที่ดิฉันได้จากคณะอนุกรรมาธิการแก้ปัญหา กยศ. ปีที่แล้วยังไม่วิกฤติเท่านี้ค่ะท่านประธาน ข้อมูลจาก กยศ. ว่าปีที่แล้วนักเรียน นักศึกษา ที่ยื่นขอกู้ได้รับหมดเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้ไม่น่าเชื่อยังมีผู้ตกค้างรออนุมัติ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าราย เป็นจำนวนสูงมาก และที่สำคัญ ณ วันนี้ใกล้จะปิดเทอม เทอม ๑ แล้วนะคะท่านประธาน และงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ก็กำลังจะสิ้นสุดแล้ว ดิฉันว่ามันเป็น ปัญหาที่เร่งด่วนจนไม่รู้จะเร่งด่วนอย่างไร พอดีเรื่องเกี่ยวกับปีการศึกษากับปีงบประมาณ ของประเทศไทยมันมีความเหลื่อมกันอยู่ด้วย เพราะปีการศึกษาของนักเรียน นักศึกษา ถ้าเป็นนักเรียนมัธยมจะเริ่ม ๑๖ พฤษภาคม ส่วนถ้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ใช้ เปิด ปิดระบบไทยจะเริ่ม ๑ มิถุนายน แต่ปีงบประมาณไทยเราจะเริ่ม ๑ ตุลาคม มันเลยมี ความเหลื่อม ดิฉันจึงเห็นว่านี่เป็นเรื่องด่วนมาก ที่ฝากท่านประธานถึงรัฐบาลต้องเร่งแก้ ดิฉันขอถาม คำถามที่ ๑ สั้น ๆ เลยนะคะท่านประธานว่านักเรียน นักศึกษา ประเภททั้งเลื่อนระดับ และประเภทผู้กู้รายใหม่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าก็คือตัวเลขกลม ๆ สัก ๑๖๐,๐๐๐ ราย ที่ยังไม่ได้ รับอนุมัติเงินกู้จาก กยศ. ท่านรัฐมนตรีมีวิธีแก้ไขโดยด่วนอย่างไรคะ ท่านหางบฉุกเฉินมาช่วย ได้ไหมคะ ตอนนี้นักเรียน นักศึกษาเขาร้องไห้กันมากมาย นี่เป็นคำถามที่ ๑ อยากจะ ขอทราบวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ขอให้ท่านรัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนเลย ตอนนี้ นักเรียน นักศึกษาที่รอเงินกู้ ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายนี้รอคำตอบจากท่านรัฐมนตรีอยู่ทั่วประเทศ และดิฉันขอพ่วงคำถามที่ ๒ ไปเลยนะคะ🔗

คำถามข้อที่ ๒ คือมีคนพูดกันเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องวินัยทางการเงินของรุ่นพี่ ที่กู้ไปแล้ว ตอนนี้ยังมีบางส่วนที่ไม่ยอมชำระเงินเข้ามา คือประเด็นเรื่องวินัยทางการเงิน ของรุ่นพี่เราต้องพูดให้ลงลึกถึงต้นเหตุจริง ๆ ต้นเหตุจริง ๆ ส่วนหนึ่ง ดิฉันขอเน้นย้ำว่า ส่วนหนึ่งมาจากความน่าเชื่อถือของ กยศ. ด้วย จริง ๆ กยศ. มีปัญหาผิดพลาดหลายครั้ง แต่ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีความผิดพลาดใหญ่มาก ๆ เอาที่ดิฉันจำได้ ณ ตอนนี้คือ ๑๘ กรกฎาคมที่ผ่านมา กยศ. หักเงินซ้ำ เป็นความผิดพลาดใหญ่แล้วก็สร้างความ ตื่นตระหนก และที่สำคัญทำให้ผู้กู้ทั้งหลายหมดความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็น สาเหตุหนึ่งที่ผู้กู้บางรายก็เลยอาจจะยับยั้งชั่งใจว่าชำระหนี้ไปแล้วจะผิดพลาดหรือไม่ หนี้ของเรา จะสูญหรือไม่ ไม่ขึ้นว่าชำระแล้วในระบบหรือเปล่า ซึ่งดิฉันเห็นว่าเหตุผลนี้จริง ๆ ไม่ใช่ เหตุผลที่จะนำมาใช้ในการไม่ชำระหนี้ แต่ท่านต้องอย่าลืม อย่าลืมว่าก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง ที่ระบบการเก็บข้อมูลของ กยศ. มีความล้มเหลว ดิฉันขอใช้คำนี้เลยว่าล้มเหลว เพราะว่า แม้ว่าดิฉันอภิปรายและผลักดันเรื่องการที่ กยศ. หักเงินซ้ำ หรือ Application ต่าง ๆ ที่คำนวณยอดหนี้ กยศ. ก็ล้ม คือล่มหลายครั้ง ต้องมาคอยแก้กันเป็นครั้ง ๆ จนถึง ณ วันนี้ เมื่อวานซืนนี้ก็ยังมีคนร้องเรียนมายังดิฉันว่าชำระกู้ไปแล้วแต่ App ไม่ Update ข้อมูล ที่ชำระไปทำให้ผู้กู้เขาขาดความเชื่อมั่นว่าเขาจ่ายไปแล้ว หนี้เขาเท่าเดิมได้อย่างไร อย่างนี้ เป็นต้น อันนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้ กยศ. ขาดความน่าเชื่อถือ อันนี้เป็นต้นเหตุสำคัญอันหนึ่ง ถ้า กยศ. ต้องการจะทำงานเชิงรุกที่ให้ผู้กู้รุ่นพี่ได้ชำระเงินคืนกลับมายัง กยศ. เพื่อส่งต่อ โอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง กยศ. ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพภายในของตัวเองเสียก่อน ระบบการเก็บข้อมูล การรับชำระหนี้ การตัดยอดหนี้ ตัดเงินต้นต่าง ๆ ต้องนิ่ง ต้องเสถียร เพราะฉะนั้นคำถามที่ ๒ ท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ คำถามที่ ๒ นี่คือ สั้น ๆ เลยค่ะ เมื่อไรระบบข้อมูล กยศ. จะเสถียรและมีประสิทธิภาพสักทีคะ ขอเป็น ๒ คำถามแรกนี้ก่อนค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบกระทู้ถามของท่านปารมี อาจารย์จวง ก็ยินดีมาตอบ อาจจะเป็นกระทู้สุดท้าย เพราะว่า สัปดาห์หน้าอาจจะลงไปนั่งข้าง ๆ แล้วไปถามกระทู้กับท่านก็ได้ แต่ว่าวันนี้มีภาระหน้าที่ ก็มาตอบตามหน้าที่ แล้วก็หากมันเป็นปัญหาค้างคาก็คงจะต้องมีวิธีการในการส่งมอบ แล้วก็แน่นอนว่าคงจะต้องมีท่านใหม่มาดำเนินการให้ครบถ้วนในกรณีนั้น ๆ คำถาม ของท่านเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ กยศ. ซึ่งเราก็ใช้เวทีในสภาได้มีการพูดคุยกันมาหลายครั้ง ผมยืนยันเหมือนเดิม อย่างแรกรัฐบาล ผมเชื่อว่าไม่ว่าชุดใดก็ตามสุดท้ายเรื่องของการศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างบุคลากรของชาติ เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เป็นการ ที่จะพัฒนาคน ไม่มีรัฐบาลที่ไหนที่จะละทิ้งละเลย สุดท้ายงบประมาณมันจำเป็นต้องใช้เท่าไรเราก็ต้องไปหามาจนได้นั่นละ ที่ผ่านมารัฐบาล ชุดของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้มีกระบวนการในการผันเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งเรื่องของงบกลาง ทั้งเรื่องของเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องของการแปรญัตติงบประมาณ ในชั้นของกรรมาธิการงบประมาณ รวม ๆ กันแล้วประมาณหมื่นกว่าล้านบาทแล้ว ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าประมาณตัวเลข ก็เป็นการเติมเงินเข้ามาเพื่อที่จะยืนยันว่าน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาจะสามารถเข้าถึงเงินทุน เพื่อที่จะดำรงชีวิต เพื่อที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่าย ในเรื่องของการศึกษาได้อย่างครบถ้วน🔗

คำถามที่ ๑ ของท่าน ท่านถามถึงเรื่องนักเรียนกลุ่มที่เป็นทั้งกลุ่มเลื่อนชั้นปี ทั้งเป็นกลุ่มนักเรียนที่เป็นกลุ่มผู้กู้ใหม่ว่ายังเหลืออีกประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ราย จะนำเงิน ที่ไหนมาดำเนินการในการช่วยเหลือในการให้กู้ยืม ยืนยันตอนนี้สภาพคล่องอย่างที่ผม ได้เรียนเมื่อสักครู่ มีกลไกในการบริหารจัดการด้านงบประมาณ ทั้งงบกลาง ทั้งกลไกต่าง ๆ เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเดียวโอนเข้าสู่กองทุน กยศ. เป็นที่เรียบร้อย ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตอนนี้สภาพคล่องตัว กยศ. เองก็มีอยู่ราว ๘,๐๐๐ ล้านบาท มิได้หมายความว่าไม่มีเงินที่จะ ดำเนินการในขณะนี้ แต่ขณะนี้เป็นปัญหาเรื่องของการที่ต้องดำเนินการระหว่าง สถาบันการศึกษากับตัวกองทุน กยศ. เอง เป็นปัญหาในเรื่องของการ Coordination เรื่องของการบริหารจัดการระหว่างกัน ซึ่งจะต้องทำเอกสาร ทำรายละเอียดให้ครบ วันนี้ ก็มีการประสานไปยังสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องของผู้กู้กลุ่มนี้ ให้ครบถ้วน ผมยืนยันตรงนี้เบื้องต้นก่อนนะครับ ปีการศึกษา ๒๕๖๘/๑ งบประมาณ มีเพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนเรียบร้อย ที่ผมดำเนินการมาถึง ณ จุดนี้เรียบร้อย ทุกคน ยกตัวอย่างที่เป็นตามหน้าข่าว อย่างเช่นเรื่องของ ม.อ. ที่ปัตตานี ก็มีปัญหาในเรื่อง ใกล้เคียงกัน วันนี้สิ่งที่เราดำเนินการเราก็บอกว่าในส่วนนั้นใช้งบประมาณจากเงิน ๓,๑๐๐ ล้านบาท มาจากในส่วนของเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ๓,๑๐๐ ล้านบาท เงินมีการ ประสานงานไม่เรียบร้อย สิ่งที่เราดำเนินการเราก็ยืนยันว่า ๓,๑๐๐ ล้านบาทที่สำหรับผู้กู้ อย่างเช่นที่ ม.อ. ปัตตานีที่เป็นข่าว เราต้องดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ประเด็นแรก🔗

ประเด็นที่ ๒ เพื่อกันหากมีข้อผิดพลาดกรณีใด ๆ ก็ตาม มีการขยายกรอบเวลา ในการดำเนินการให้ถึงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ซึ่งเป็นข้อสั่งการ แล้วก็เป็นการประสานงาน ระหว่างสถาบันการศึกษากับทาง กยศ. เอง ซึ่งแนวปฏิบัตินี้ก็คงจะได้ใช้กับหลาย ๆ สถาบัน การศึกษาทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมยืนยันกับท่านครับ ให้กำลังใจน้อง ๆ หากใครอาจจะ ตกใจ อาจจะรู้สึกว่าไม่มั่นคง กลไกในเรื่องของงบประมาณ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๘ ที่เราทำ มีเพียงพอสำหรับน้อง ๆ ทุกคน ๒. ก็คือในกรณีที่มันล่าช้าหรืออะไรก็ตาม ยืนยันนะครับ ทาง กยศ. เองก็ทำงานประสานงานกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และแน่นอนว่า สถาบันการศึกษาทั่วประเทศก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐ กลไกในเรื่อง ของการชำระ ในเรื่องของการที่จะต้องมากู้ยืมกับ กยศ. จะต้องไม่เป็นปัจจัยที่ทำให้เขา หรือใครก็ตามหลุดออกจากระบบการศึกษา ผมยืนยันตรงนี้ได้ มันจะช้าบ้าง มันจะอะไรบ้าง มันก็กระทบกับสถาบันการศึกษา แต่ต้องไม่กระทบกับตัวนักเรียนและนักศึกษาใด ๆ อันนี้ ในประเด็นแรก🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านพูดถึงวินัยทางการเงินของนักเรียนที่จบการศึกษาไปแล้ว หมายถึงกระบวนการของ กยศ. เองในการที่จะไปทวงถาม ในการที่จะไปติดตาม เราเอง ท่านก็รู้ดีว่าตอนนี้มันมีประเด็นปัญหาอยู่ในเรื่องของอัตราเบี้ยปรับ ในเรื่องของการที่จะ ฟ้องร้องเอาผิดไม่ได้ ในเรื่องของการที่ผู้ค้ำให้ดึงออก เราดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อ ดำเนินการครบถ้วนมันก็เกิดสิ่งที่ทางทางเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า Moral Hazard ก็คือ สิ่งที่ว่าตัวเลือกในการชำระคืน เมื่อบททำโทษมันน้อยที่สุดก็คือเงินกู้ยืมของ กยศ. หลายครั้งก็เป็นตัวเลือกสุดท้ายของผู้กู้ ที่จะมาชำระ แน่นอนเขาก็ไปชำระหนี้บัตรเครดิตดอกสูงกว่า ไปชำระหนี้ในเรื่องของรถ เพราะว่าเขากลัวโดนยึด แต่ในส่วนของหนี้ กยศ. นี้บทลงโทษเทียบแล้วมันเบาบาง เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราดำเนินการก็คือสร้างกลไก สร้างจิตสำนึก และที่สำคัญเราก็มี การพูดคุยกันว่าเราจะดำเนินการอย่างไร อย่างเช่น เรื่องของการบอกว่าอาจจะต้องมีการใช้ กลไก เคยดำเนินการในอดีตเราก็กำลังพิจารณาอยู่ในการที่จะให้มีกลไกในการไปทวงถาม เพื่อที่การรับเงินคืนมันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหาก กยศ. เองซึ่งเมื่อมี การปรับเปลี่ยนตัว พ.ร.บ. มาเมื่อประมาณ ๓-๔ ปีที่แล้ว หากเราไม่สามารถไป Collect หรือไปเก็บเงินจากนักศึกษาผู้กู้เก่าได้ สุดท้าย กยศ. จะไม่สามารถเป็นกองทุนที่จะสามารถ Sustain หรือว่าสามารถดำรงความเป็นกองทุนอยู่ได้ด้วยตนเองโดยที่ไม่พึ่งพางบประมาณ ของรัฐ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องสร้างกลไกในการที่จะทำให้ กยศ. สามารถเดินหน้าได้ มีการพูดคุยหลายอย่างครับ ซึ่งผมเข้าใจว่าในกรรมาธิการของท่านก็มีการพูดคุยในเรื่องของ การหยิบยกเรื่อง กยศ. ไปถก เช่น เรื่องของการว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ไปติดตามหนี้สินให้มี ประสิทธิภาพขึ้น เรื่องของการที่จะนำเอาเรื่องของ กยศ. เข้า Credit Bureau อันนี้คุยกัน จริง ๆ ผมเองก็เรียนตรง ๆ ว่ายังไม่ได้มีการตัดสินใจนะครับ แต่เราก็บอกว่าด้วยกลไก ที่มีอยู่นี้เราต้องสร้างกลไกที่ทำให้ กยศ. สามารถที่จะคงอยู่ได้โดยที่ไม่กระทบ ในเรื่องของ การ Recall หรือการคำนวณใหม่ตัวเลขต่าง ๆ ก็ยอมรับความจริงครับ ผมเองก็เคยคุยกับ ท่านด้านนอกที่ไม่เป็นทางการว่าผมหนักใจเหมือนกัน เพราะว่าขึ้นระบบมาหลายครั้ง ก็เกิดปัญหา ผมเองไม่ได้อยู่ในกลไกในการไปนั่ง Test ระบบกับเขา ผมก็เรียนตรง ๆ ท่านก็คงทราบเพราะว่าบทบาทหน้าที่ของความเป็นผู้บริหารมันไม่ใช่ แต่ว่าพอมันขึ้นระบบ มาแล้วผมก็ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจริง ๆ ในอดีต ในข้อสั่งการในวันนี้เราก็บอกว่ายุติเรื่องของการ Go Live Go On อะไรต่าง ๆ ที่จะขึ้นระบบ ทั้งหมด จนกว่าท่านจะมั่นใจว่าระบบมันเสถียรจริง จนกว่าท่านจะมั่นใจว่าตัวเลขที่ท่านขึ้น ไปนี้มันถูกต้อง ก็มีการยุติไป เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมามีการ Go Live อีกครั้งหนึ่ง ดำเนินการ ไปรอบแรก ๔๐๐,๐๐๐ ราย ไม่ได้ยินเสียงสะท้อนในเชิงลบ มาถึงวันนี้ก็เป็นที่น่ายินดีว่า น่าจะเป็นข้อมูล Recall ที่ถูกต้องขึ้น มาถึงวันนี้ครับขึ้นระบบไปแล้ว ๙๐๐,๐๐๐ รายครับ ก็ยังรอรับฟังเสียงสะท้อนจากน้อง ๆ ผู้กู้ในอดีตที่ว่าระบบเขาถูกต้องหรือไม่ มีข้อผิดพลาด หรือไม่อย่างไร ภายในสัปดาห์หน้า ๘๐๐,๐๐๐ รายที่เหลือก็จะขึ้นสู่ระบบฝากท่านช่วย ติดตาม วันนี้ถ้าระบบทั้งหมดครบถ้วน กลไกในการที่จะเรียกเก็บเงินคืนจากผู้กู้รายเก่า ก็จะสามารถเดินหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะนี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำรงอยู่ของกองทุน กยศ. ซึ่งเป็นกองทุนหมุนเวียนจริง ๆ ก็ช่วยกันติดตามนะครับ ผมเองก็ได้ดำเนินการครบถ้วน ตามที่ได้เรียนไป ก็หวังว่าเป็นหนทางที่จะสามารถแก้ไขได้ในระดับเฉพาะหน้า เพราะว่า เราจะต้องมาคุยกันในเชิงลึกอีก ในเรื่องรายละเอียดของการบริหารจัดการตัวเงินเพื่อที่จะ ไม่เป็นภาระต่องบประมาณต่อไปในระยะยาว ระยะกลาง ก็ขออนุญาตตอบ ๒ คำถามแรก ของท่านอาจารย์จวง ท่านปารมีตามนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านปารมีครับ ท่านเหลืออีก ๑ คำถามนะครับ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน ขออนุญาตก่อนจะเป็นคำถามที่ ๓ พอดีว่าของดิฉันยังมีเวลาเหลือนะคะ พอดีที่ท่านรัฐมนตรี ตอบคำถามที่ ๑ และคำถามที่ ๒ ของดิฉัน ดิฉันยังมีข้อมูลบางอย่างที่ดิฉันได้รับจากใน คณะอนุกรรมาธิการแก้ปัญหา กยศ. ที่ไม่ตรงกับที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง ดิฉันจึงอาจจะต้อง ขออนุญาตถามกลับอันเกี่ยวเนื่องกับคำถามที่ ๑ ที่ดิฉันถามไปนะคะ กรณีงบประมาณ ที่รัฐบาลให้ กยศ. นี้ ท่านรัฐมนตรีคงจะทราบว่ามันมีความผิดปกติบางอย่าง คือท่านไม่ได้ ให้งบทีเดียวกับ กยศ. แต่ท่านให้เป็น Lot Lot Lot ซึ่งอันนี้จริง ๆ ดิฉันต้องขอพูดตรง ๆ อย่างหนึ่งท่านรัฐมนตรีว่ามันก็ทำให้ กยศ. บริหารงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะท่าน ไม่ได้ให้ทีเดียวนะคะ แต่ในขณะที่ผู้กู้ กยศ. นักเรียน นักศึกษามีเยอะมากหลายแสน เท่าที่ดิฉันได้ข้อมูลจาก คณะอนุกรรมาธิการ ๒ Lot หลังที่ท่านให้ กยศ. ไปจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมี ๓,๑๐๐ ล้านบาท ที่ท่านพูดตรงกัน แล้วก็มี Lot ล่าสุดคือ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าดิฉันจำไม่ผิดอาจจะจาก งบกลางไม่แน่ใจว่า ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ล่าสุดงบกลางหรืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่ง ๒ Lot หลัง ๓,๑๐๐ ล้านบาทบวก ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทาง กยศ. ให้ข้อมูลไว้กับดิฉันและ คณะอนุกรรมาธิการว่านำไปปล่อยกู้ให้กับผู้กู้รายเก่า ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอพูดในที่นี้เลยว่า ผู้กู้รายเก่า ๔๗๐,๐๐๐ กว่ารายจะได้รับกู้หมดแน่นอนในกรอบปีการศึกษา ๒๕๖๘ นี้ แต่ตอนนี้ที่มันมีปัญหาท่านประธานฝากถึงท่านรัฐมนตรีด้วยคือดิฉันกังวลเรื่องผู้กู้รายใหม่ บวกกับผู้กู้เลื่อนระดับ ๑๖๐,๐๐๐ คือดิฉันอยากจะขอให้ท่านช่วยกันทำงานเพื่อซับน้ำตาให้ นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังรออยู่ ตอนนี้ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าคน เขาร้องไห้กันถ้วนหน้าแล้ว เพราะเขาไม่รู้อนาคตว่าเขาจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเปล่า ดิฉันอยากทราบแผน ที่ชัดเจนค่ะเพราะว่ามันกำลังจะสิ้นเทอม เทอม ๑ แล้ว กรณีที่ท่านยกตัวอย่างของ ม.อ. ปัตตานี กรณี ม.อ. ปัตตานี ดิฉันต้องขอขอบคุณ สส. รอมฎอน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดิฉันกับท่าน สส. รอมฎอนประสานงานกันตลอด แล้วก็ประสานกับ นักศึกษา ประสานกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตอนนี้จริง ๆ ก็ยังไม่เห็นทางสว่างเท่าไร อันนี้ ต้องยอมรับตรง ๆ ท่าน ม.อ. ปัตตานีที่ยังไม่ได้รับเงินกู้ประมาณ ๑,๖๐๐ กว่าราย จะได้รับ แน่ ๆ ดิฉันได้ข้อมูลจาก กยศ. ในอนุกรรมาธิการว่าใน ๑,๖๐๐ รายของ ม.อ. ปัตตานี จะได้รับ ๘๑ ราย ท่านรัฐมนตรีคะ ท่านคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์มันน้อยมาก อีก ๑,๖๐๐ กว่าราย จะยัง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันขอคำตอบท่านสั้น ๆ ตรงนี้เลยค่ะ ม.อ. ปัตตานีอีก ๑,๖๐๐ กว่าราย ที่จะยังไม่ได้ร่วมกับทั่วประเทศ ๑๖๐,๐๐๐ กว่ารายจะช่วยเขาอย่างไรคะท่าน ขอรบกวน ตรงนี้นิดหนึ่งเพื่อนักเรียน นักศึกษาที่กำลังฟังคำตอบตรงนี้เขาจะได้อุ่นใจว่าเขาจะได้มี โอกาสเรียนต่อค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คำถามย้อนคำถามที่เพิ่มเติมก่อนนะครับ งบประมาณที่จัดเตรียมไว้ในรอบแรกนี้เข้าใจครับ ท่านอาจจะมองว่ารัฐบาลทำไมถึงเติมเป็นขยักขย่อน แต่นี่เป็นวิธีการบริหารจัดการ งบประมาณ เราก็ไม่ได้มีเงินถุง เงินถัง เงินก้อนที่จะบอกว่าอยู่ดี ๆ จะหาเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท และโอนเข้าไปที่กองทุนได้ในครั้งเดียวมันบริหารจัดการอย่างนั้นก็ไม่ได้ มีแหล่งเงินที่ไหนเราก็เจียด เราก็บริหารจัดการตามความเหมาะสมและตามคำขอของ หน่วยงานด้วย เพราะว่าหน่วยงานก็คือตัวกองทุนนี้เป็นผู้ยื่นคำขอเข้ามาเอง กองทุนยื่นคำขอ เข้ามาที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจตอนที่เราบริหารจัดการงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ในรอบแรกครับ คำขอนั้นได้รับการอนุมัติทั้งจำนวนก็คือ ๓,๑๐๐ ล้านบาท เป็นการให้ งบประมาณไปสำหรับผู้กู้รายใหม่ทั้งจำนวน ยืนยันนะครับ อันนี้รายใหม่ทั้งจำนวน ในส่วนถัดมาครับ งบประมาณที่เราให้ อย่างเช่น เรื่องในส่วนของ ๘,๕๐๐ ล้านบาท เป็นงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ๘,๕๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ ขออนุญาต ตัวเลข อันนี้สำหรับทั้งรายใหม่และรายเก่า ยกตัวอย่างเช่น ม.อ. ปัตตานีเป็นรายเก่าอยู่ ๙๒๘ ราย เป็นรายใหม่อยู่ ๖๘๗ ราย อันนี้ยืนยันตัวเลขเพราะว่าได้รับข้อมูลเขาส่งมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าเป็นข้อมูลจริง ยืนยันว่าทั้ง ๒ ส่วน ทั้งเก่าและใหม่ได้ทั้งคู่ ในกรณี ของ ม.อ. ปัตตานีอาจมีกรณีที่อาจจะมีความล่าช้า หรืออาจจะมีในเรื่องของขั้นตอน ที่ยังมีปัญหาตรงนี้ทางหน่วยงานรับทราบครับ ได้มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของ ผู้จัดการกองทุนและในส่วนของตัวมหาวิทยาลัยเองว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ ทำท่าว่าจะ ไม่เสร็จเราก็เลยขยายกรอบเวลาก็เป็นถึงปลายเดือนตุลาคม แต่อย่างไรยืนยันว่าทั้งหมดนี้ ๑,๕๐๐ กว่ารายเราก็ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน ยืนยันคำเดิม ท่านก็เป็นห่วงว่าจะมีเด็กหลุดจากการศึกษาเพราะกรณีเหล่านี้หรือไม่ หากมันเป็นกรณี ที่เกิดจากขั้นตอนที่มีความล่าช้าลักษณะนี้ยืนยันว่าไม่มีเด็กนักเรียน นักศึกษาคนไหนจะหลุด จากการศึกษาเพราะการนี้ได้ เราก็ยืนยันต้องดำเนินการให้ครบถ้วน ก็น่าจะตอบคำถาม ครบถ้วนหรือยังครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านตอบ ทั้ง ๓ คำถามแล้วครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ครบแล้ว นะครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ยังค่ะ กราบเรียนท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เมื่อสักครู่ ท่านปารมีได้ถามคำถามไปแล้วไม่ใช่หรือครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

เมื่อสักครู่ทวนคำถามที่ ๑ ค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค ท่านมีเวลาอยู่นะครับ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ยังมีเวลาเหลือนะคะ ขอบคุณ ท่านประธาน ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ คือดิฉันอยากจะถามแทนน้อง ๆ นักศึกษาที่กำลัง รอความหวัง คือเท่าที่ฟังจากท่านจุลพันธ์ด้วยความเคารพนะคะ ดิฉันก็ยังไม่เห็นท่านพูด ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า ๑๖๐,๐๐๐ กว่ารายที่กำลังรออยู่ตอนนี้ ซึ่งแน่นอน ๑๖๐,๐๐๐ กว่ารายนี้ จะเป็นทั้งผู้กู้รายใหม่และผู้กู้เลื่อนระดับนะคะท่านรัฐมนตรี อย่างที่ดิฉันนำเรียนว่าผู้กู้ เลื่อนระดับคืออย่างเช่น ม. ๖ ไปปริญญาตรี หรือ ปวช. ขึ้นไป ปวส. ๒ กลุ่มนี้ตอนนี้มีปัญหา แต่ถ้าผู้กู้เลื่อนชั้นปีอันนี้ โอเค ไม่มีปัญหา เลื่อนชั้นปีคือ อย่างเช่น ม. ๔ ขึ้น ม. ๕ มหาวิทยาลัยปี ๑ ขึ้นปี ๒ อย่างนี้ อันนั้นข้อมูลที่ดิฉันได้จากในคณะอนุกรรมาธิการ อันนั้น ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้มีปัญหาคือผู้กู้เลื่อนระดับประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ราย และผู้กู้ รายใหม่ประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าราย รวมแล้ว ๒ กลุ่มนี้ก็ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ คือดิฉัน ก็ยังไม่ค่อยได้คำตอบ ดิฉันว่าน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาทั้งหมดยังรออยู่นะคะท่านรัฐมนตรี แล้วก็ข้อมูลที่ดิฉันได้จากอนุกรรมาธิการที่น่าเศร้ามากก็คือเราต้องเอาความจริงมาพูดตรงนี้ ว่านักเรียน ม. ปลายที่เป็นผู้กู้รายใหม่ ๓๗,๐๐๐ กว่ารายตอนนี้น่าจะยังไม่ได้รับอนุมัติ อันนี้ กรณี ม. ปลาย แต่ว่า ปวช. ปวส. แล้วก็ปริญญาตรีที่เป็นผู้กู้รายใหม่ก็ได้รับตามสัดส่วน อันนี้ ก็ต้องขอฝาก แต่ว่าเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบชัด ๆ อีกสักครั้งหนึ่งให้น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาเขาอุ่นใจก็ได้นะคะ🔗

แต่ดิฉันจะขอไปสู่คำถามที่ ๓ คำถามที่ ๓ ก็คือข่าวการทุจริตและการทำงาน ที่ไม่มีประสิทธิภาพของการ กยศ. มีมาเป็นระยะ ๆ เช่น กยศ. มีข่าวว่าปล่อยกู้ให้กับ บางมหาวิทยาลัยมากกว่าบางมหาวิทยาลัย รวมทั้งข่าวนักเรียน นักศึกษาบางคนไม่ได้ ขาดแคลนทุนทรัพย์จริง ๆ แต่กลับได้เงินกู้ แสดงว่าระบบคัดกรองผู้กู้ กยศ. มีประสิทธิภาพ ที่ต้องครบถ้วนแล้ว ดิฉันอยากจะทราบ Solution หรือวิธีการแก้ไขของท่านรัฐมนตรีว่า จะแก้ไขเรื่องข่าวการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสของ กยศ. ประเด็นนี้อย่างไร อันนี้เป็นคำถามที่ ๓ ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวก่อน ท่านรัฐมนตรีจะตอบ ขอต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนเบญมราชรังสฤษฎิ์ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน ๙๕ คนที่ได้เข้ามาเยี่ยมชม สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็รับฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ ขอบคุณนะครับ แล้วก็ขอต้อนรับอีกคณะหนึ่ง คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเยี่ยมชมรัฐสภา ๓๖๐ องศา เรียนรู้ระบบงานรัฐสภากับประธานคณะกรรมาธิการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ซึ่งจัดโดยสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ประจำประเทศไทย จำนวน ๑๒๐ คน สภาผู้แทนราษฎรยินดี ต้อนรับครับ ขอบคุณครับ เชิญนั่งลงครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตอบคำถามสุดท้ายครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

เรียนท่านประธาน ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามสุดท้ายท่านอาจารย์ปารมี ยืนยันอย่างนี้ก็เหมือนเดิม ไม่รู้จะตอบใหม่อย่างไร กรอบเงินเรามีเหลือเรามีสภาพคล่อง ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพียงพอสำหรับ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าราย ที่ท่านได้เป็นห่วงเพียงพอแน่นอนนะครับ ขอให้ยื่นกู้ได้ทันที เขาเขียนส่งมาสด ๆ ขอให้ยื่นกู้ ได้ทันทีคือผมตอบได้แค่ว่ามันมีสภาพคล่องเพียงพอ ๒. คือกระบวนการในการยื่นกู้ ถ้าเด็กนักศึกษา ๑๖๐,๐๐๐ คน อยู่ในกรอบในเกณฑ์ อยู่ในกติกาว่ามีรายได้เท่าไร รายละเอียดทั้งหมดครบถ้วนอย่างไรก็ได้ครับ ไม่ได้มีข้อขัดข้องอะไร ก็ขอให้เร่งดำเนินการ ผ่านทางสถาบันการศึกษาของท่าน🔗

ในเรื่องของการทุจริต ในเรื่องของความไม่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้ผมเอง ก็ติดตามอย่างใกล้ชิด หากมันมีข้อมูลยินดีนะครับ เดี๋ยวเราอาจจะได้ลงไปนั่งด้วยกัน แล้วก็อภิปรายเรื่องนี้กันสักทีหนึ่งเหมือนกัน แต่ยินดีอย่างนี้ครับ ผมต้องเรียนอย่างแรก ก่อนว่าในเรื่องของความ ใช้คำกลาง ๆ ดีกว่านะครับ คือมันมีเรื่องของข้อสงสัยว่าการปล่อยกู้ มันไปกระจุกตัวอยู่ในบางสถาบันหรือไม่ บางแห่งเปิดหลักสูตรมีการศึกษาจริงไหม บางครั้ง อยู่ภาคกลางนักศึกษาบอกว่าเรียนออนไลน์แต่มาจากภาคใต้บ้าง มาจากภาคอื่นบ้าง แต่มาขอกู้ เหล่านี้เราต้องลงไปในรายละเอียดและต้องใช้ความร่วมมือครับ ไม่ใช่เพียงแค่ตัว รัฐมนตรี ๑ คน แน่นอนสภาผู้แทนราษฎรเอง แน่นอนว่าหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการเอง ก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือในการที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าสถาบันการศึกษาที่เกิดขึ้น ได้มีการให้การศึกษาอย่างครบถ้วน มีการศึกษาจริง ให้การศึกษาที่มีคุณภาพกับเด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นจริงหรือไม่ ที่เราไปตรวจสอบมาท่านก็เห็นในช่วงที่ผมอยู่ ๒ ปี ที่ผ่านมาประมาณ ๒ ปีที่แล้วที่จังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง ก็ลงไปตรวจสอบแล้วเราก็มี การยุติในเรื่องของการปล่อยกู้ ตอนนั้นถ้าจำไม่ได้ก็เรือนหมื่น เป็น ๑๐,๐๐๐ คน เพราะเราลง ไปดูแล้วสุดท้ายมันไม่มีการประกอบกิจกรรมด้านการศึกษาจริง ๆ ตรงนี้เราก็ต้องตรวจสอบ ต่อไปครับ ถามว่ายังมีอยู่ไหม ผมก็กล้าตอบตรงนี้ว่ามี ถามว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เราก็ คงต้องใช้การตรวจสอบที่เข้มงวดให้มากขึ้น พวกผมเองในฐานะที่จะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม ก็ยังเป็น สส. อยู่ เราก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันคือการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณรัฐ เพื่อให้มันเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตรงตามเป้าหมายของเม็ดเงินแผ่นดินให้ได้มากที่สุด ก็ยืนยันครับ พวกเราไม่ได้ละทิ้งแล้วก็ไม่ได้ละเว้น ยังมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง อย่างเข้มงวด แล้วก็เชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย หากท่านมีเบาะแส หากท่านมี ช่องทางชี้ยินดีรับฟังนะครับ และเราก็จะได้ไปดำเนินการในการแก้ไขในเรื่องของการบริหาร จัดการของหน่วยงานของรัฐไม่ว่าที่ใดก็ตามให้มันมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉันยังมี เวลาเหลือขออนุญาต🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจะ ถามหรือ คำถามหมดแล้วนะครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอฝากทิ้งท้ายเล็กน้อยค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ รบกวนขอฝากทิ้งท้ายถึงท่านรัฐมนตรี กรณีที่ท่านตอบมาล่าสุดอาจจะมี ข้อมูลไม่ตรงกับดิฉัน เรื่องงบประมาณก้อนสุดท้ายที่ท่านได้จากงบกลางให้กับ กยศ. ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดิฉันได้ข้อมูลมาอาจจะไม่ตรงกับท่าน ๘,๔๐๐-๘,๕๐๐ ล้านบาท กยศ. อาจจะต้องเอาไปจัดสรรให้กับผู้กู้ที่เป็นนักศึกษาเก่า มันจึงไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้กู้กลุ่มที่เลื่อน ระดับและผู้กู้รายใหม่ ๑๖๐,๐๐๐ คน อันนี้ข้อมูลเราอาจจะยังไม่ตรงกัน แต่ก็ฝาก ท่านรัฐมนตรีช่วยพยายามหางบประมาณฉุกเฉินมาช่วยเหลือผู้กู้ ๑๖๐,๐๐๐ กว่ารายนี้ด้วย แล้วก็ขอฝากสักเล็กน้อยคือระบบ กยศ. มีปัญหาจริง ๆ ทั้ง Application กยศ. Connect แล้วก็หน้าเว็บ เวลาผู้กู้เขาชำระเงินไปแล้วมันไม่ Update อย่างนี้ ฝากท่านกำกับดูแล ท่านรบกวนทำงานเต็มที่จนหยดสุดท้าย วันสุดท้ายและส่งมอบปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อรัฐมนตรีท่านใหม่จะได้เดินหน้าได้ทันที ขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบด้วย ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรีรับไปนะครับ ขอบคุณมากครับ จบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๑.๑.๒🔗

๓. นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจาก วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ติดภารกิจ ราชการสำคัญที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อน การตอบกระทู้ออกไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ผู้ถามกระทู้คือท่านรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ถ้าหากว่าประสงค์จะตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ด้วยวาจาอีกก็สามารถเสนอได้ใหม่ในครั้งถัดไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๙ ท่านจะอภิปรายหน่อยไหมครับ เชิญครับ🔗

นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ตาก

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๒ เป็น สส. ชายแดนแม่สอด พบพระ อุ้มผาง วันนี้จริง ๆ ตั้งใจถามคำถามสั้น ๆ สัก ๒-๓ คำถาม กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีครับ ขออนุญาต อภิปรายเล็กน้อย ก่อนจะฝากคำถามสักนิดเกี่ยวกับมาตรการที่รัฐบาลและหน่วยงาน ความมั่นคงใช้ในพื้นที่ชายแดนแม่สอด โดยเฉพาะมาตรการซีลชายแดนหรือมาตรการ ๓ ตัด ซึ่งขณะนี้ถูกใช้ในพื้นที่แม่สอด จังหวัดตากมากกว่า ๖ เดือนแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการขาดทุน ต่อเนื่องและสูญเสียรายได้เข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท ยิ่งหนักไปกว่านั้นตอนนี้สะพาน แห่งที่ ๒ ได้ปิด คาดว่าน่าจะเสียรายได้มากกว่า ๙,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน ท่านประธานครับ แม้มาตรการดังกล่าวสมควรบังคับใช้เพื่อเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การแก้ปัญหาในสถานการณ์ ฉุกเฉินเพื่อปราบแก๊ง Call Center หรือ Scammer แต่ดูเหมือนว่ามาตรการนี้จะไม่มี ที่สิ้นสุดหรือไม่มีกรอบเวลาให้กับผู้ประกอบการหรือพ่อค้าในพื้นที่เลยครับ ๖ เดือนที่ผ่านมา สูญเสียรายได้ไปแล้วมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น รถขนส่ง ต้องล้มหายตายจากไปกับวงการ เพราะแต่ละคันต้องผ่อนชำระต่อเดือนประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท ลูกน้องเอยอะไรเอยตกงานกันระนาว ธุรกิจนำเข้าส่งออกก็ถูกแช่แข็งทำให้ขาดรายได้จาก การจ้างงานน้อยลง คนตกงานอีกจำนวนมาก จริง ๆ ภาพรวมของการแก้ไขปัญหา Call Center ด้วยมาตรการนี้ควรบังคับใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ และควรมีการประเมินถึงสถานการณ์ และผลกระทบในวงกว้าง หากท่านปล่อยปละละเลยทอดทิ้งให้เวลาเนิ่นนานโดยไม่มี ปลายทางว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร มันจะกลายเป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล และส่งผลกระทบต่อ ความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งยังสร้างภาระและสูญเสียรายได้การค้าชายแดนที่ควรจะเป็น เม็ดเงินเข้าสู่ประเทศจำนวนหลายแสนล้านบาทต่อปี ผมขอฝากไปยังผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือว่า ศอ.ปชด. ก็ช่วยสรุปหรือบอก Timeline ให้กับภาคเอกชนว่าจะ ยกเลิกมาตรการนี้เมื่อไร เพราะว่าที่ผ่านมาเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ไม่มีการเยียวยา อะไรให้เขาเลย สุดท้ายผมขอฝากไว้ว่าความมั่นคงที่ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจและ ปากท้องของประชาชนไม่ใช่ความมั่นคงที่แท้จริง ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ บันทึกไว้นะครับ ถ้าหากท่านจะใช้สิทธิในการตั้งกระทู้ก็สามารถดำเนินการได้ตามข้อบังคับ และครั้งถัดไป ระเบียบวาระที่ ๑.๒ และ ๑.๓ ผมได้แจ้งแล้วว่าเนื่องจากการสิ้นสุดของ คณะรัฐมนตรีเป็นอันสิ้นสุดเลยทำให้กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามเฉพาะนั้นตกไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๕ (๓) ต่อไประเบียบวาระผมขอปรึกษาในที่ประชุมว่าจะขอเสนอเปลี่ยน ท่านปกรณ์วุฒิเชิญครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขอเสนอญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) ขอเสนอเปลี่ยนระเบียบวาระของการประชุม ครั้งที่ ๑๘ เป็นพิเศษ คือระเบียบวาระที่ ๕.๕ ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผย ข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. .... ซึ่งนางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๑,๖๘๕ คน เป็นผู้เสนอ และระเบียบวาระที่ ๕.๖ ร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ซึ่งนางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล กับคณะเป็นผู้เสนอมาพิจารณาต่อในการประชุม วันพรุ่งนี้คือวันศุกร์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๘ เพื่อให้ที่ประชุมลงมติก่อนพิจารณาระเบียบวาระ เรื่องด่วน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ จะขอเลื่อนระเบียบวาระ ในวันพรุ่งนี้ตามที่ท่านปกรณ์วุฒิได้เสนอ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ญัตตินี้ก็ได้รับความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ทีนี้ผมมีคำถามถึงท่านประธานเล็กน้อยนะครับ แล้วก็เห็นท่านฉลาด ขามช่วง ซึ่งปิดประชุมไปเมื่อวานครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผม ขออนุญาต เมื่อสักครู่ผมถามท่านสมาชิกว่าไม่มีท่านใดขัดข้องนะครับ ถ้าไม่มีท่านใดขัดข้อง ก็เป็นไปตามที่ท่านปกรณ์วุฒิได้เสนอครับ เชิญครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมก็เลยมีคำถามว่าในการเลื่อนระเบียบวาระของผมนี้จะปรากฏบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ตอนไหน จะได้มีความมั่นใจว่าพรุ่งนี้เปิดประชุมมาก็จะมีการลงมติและตั้งกรรมาธิการ ของวาระนี้เลยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมคิดว่า ในเมื่อท่านได้เสนอเลื่อนระเบียบวาระและที่ประชุมได้รับทราบแล้วก็ไม่มีท่านใดขัดข้อง ผมคิดว่าก็เป็นไปตามที่ท่านปกรณ์วุฒิได้แจ้งในที่ประชุม ส่วนในรายละเอียดที่ท่านได้ร้องขอ ว่าจะขึ้นเว็บไซต์อย่างไรนั้นก็ฝากทางท่านเลขาธิการได้ดำเนินการไปตามความประสงค์ของ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอนำระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องรับรองรายงานการประชุม เรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญขอถอนร่างรายงาน การพิจารณาศึกษา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้วตามระเบียบวาระที่ ๔.๑๖ ออกจากระเบียบวาระการประชุม ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ และระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่ ๒ ถึงเรื่องด่วนที่ ๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ในเมื่อที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบไปดำเนินการตามนี้ นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

เป็นการรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ครั้งที่ ๓๕ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๗ และ ครั้งที่ ๓๖ วันพุธ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้ว ก่อนที่จะ เสนอให้สภารับรอง ถ้าหากว่าเมื่อไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนั้นก็ถือว่าที่ประชุม ให้การรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงาน และศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหาย ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว (ในระเบียบวาระที่ ๔.๑๖)🔗

ต่อไปก็เป็นการพิจารณาเรื่องคณะกรรมาธิการขอถอนรายงาน ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไข ปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชนที่รับ ผลกระทบ ได้มีหนังสือขอถอนรายงานของคณะกรรมาธิการ ตามระเบียบวาระที่ ๔.๑๖ ออกจากระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากรายงานดังกล่าวยังขาดเนื้อหาบางประการ ซึ่งการถอนญัตติที่ประชุมสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมจะกระทำการใดได้ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมจากที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ และเนื่องจากระยะเวลาการพิจารณา ศึกษาของคณะกรรมาธิการได้ครบกำหนดเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๘ แล้ว ดังนั้น หากสภา ยินยอมให้คณะกรรมาธิการถอนรายงานเพื่อนำกลับไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ก็จะต้องกำหนด ระยะเวลาให้คณะกรรมาธิการปรับปรุงรายงานด้วย ดังนั้นจึงขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบครับ เชิญครับ🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่าน สส. ศักดิ์ชาย ตันเจริญ ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทาง การแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบให้มากล่าวรายงานท่านประธานสภาว่า เนื่องจากรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวยังขาดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระเบียบของกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก ภัยช้างป่าจากงบกลาง พ.ศ. ๒๕๖๘ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องคณะกรรมาธิการ วิสามัญจึงขอถอนรายงานดังกล่าวข้างต้น เพื่อนำกลับมาพิจารณาทบทวนเพื่อให้มีความ สมบูรณ์ครบถ้วนเป็นระยะเวลา ๓๐ วันค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เมื่อขอถอนญัตติ ดังนั้นผมถามที่ประชุมว่าในเมื่อคณะกรรมาธิการขอถอนรายงานออกจาก ระเบียบวาระการประชุมเพื่อนำกลับไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมยินยอมให้ถอนรายงานฉบับนี้ออกจากระเบียบวาระ การประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ประกอบ ข้อ ๘๘ ขอเชิญที่ประชุมกำหนดระยะเวลา ปรับปรุงรายงานของคณะกรรมาธิการ เชิญท่านใดเสนอครับ🔗

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน กรรมาธิการ

ขอนำกลับมาพิจารณาเพิ่มเป็น ระยะเวลา ๓๐ วันค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คณะกรรมาธิการ ขอเวลาปรับปรุงระยะเวลา ๓๐ วัน มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการปรับปรุงรายงานให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน นะครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกความเข้าใจ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ๒๕๔๓ และ ๒๕๕๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา (ของนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ)🔗

เนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติด่วนตามระเบียบ วาระเรื่องด่วนที่ ๒-๖ โดยเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเลื่อนการเสนอชื่อกรรมาธิการเพื่อดำเนินการต่อในวันนี้ ดังนั้นผมขอการดำเนินการต่อไป ขอเชิญกำหนดจำนวนกรรมาธิการครับ เชิญท่านศรัณย์ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการทั้งสิ้น ๓๓ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้เสนอ กรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๓๓ ท่าน มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ไม่มีนะครับ กรรมาธิการวิสามัญมีจำนวน ๓๓ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการมีดังนี้ คณะรัฐมนตรีจำนวน ๘ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๒๕ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรี เสนอรายชื่อกรรมาธิการ ตัวแทนคณะรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อ ในส่วนของตัวแทนคณะรัฐมนตรี จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้ ๑. นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ๒. นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ ๓. นายวรณัฐ คงเมือง ๔. พลโท ชาคร บุญภักดี ๕. พลเรือโท คมสัน กลิ่นสุคนธ์ ๖. นายบุญช่วย หอมยามเย็น ๗. นางกาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ๘. นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

กรรมาธิการ ได้เสนอครบถ้วน ๘ ท่านนะครับ ต่อไปเป็นสัดส่วนกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ พรรคประชาชน จำนวน ๗ ท่าน พรรคเพื่อไทย จำนวน ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๔ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๒ ท่าน พรรคกล้าธรรม จำนวน ๑ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน และพรรคประชาชาติ ๑ ท่าน ขอเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเสนอชื่อตามลำดับ ในสัดส่วน ที่ประกาศเมื่อสักครู่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ เชิญครับ🔗

นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ตาก

เรียนท่านประธานครับ ผม รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๒ พรรคประชาชน ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการ MOU จากพรรคประชาชน จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ นายศุภโชติ ไชยสัจ นายปิยรัฐ จงเทพ นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ นายภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลลิตา หาญวงษ์ นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย จำนวน ๗ ท่าน เชิญครับ🔗

นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ สุโขทัย

เรียนท่านประธาน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอกรรมาธิการ จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ นายเอกพร รักความสุข นายธนาธร โล่ห์สุนทร นายจักรภพ เพ็ญแข นายรัศม์ ชาลีจันทร์ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย นายวิโชติ วัณโณ และนางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน เชิญครับ🔗

นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ สุรินทร์

เรียนท่านประธาน ดิฉันขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาบันทึกความเข้าใจ MOU ๒๕๔๓ และ ๒๕๔๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๑. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒. นายไชยชนก ชิดชอบ ๓. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๔. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๒ ท่านครับ🔗

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอเสนอกรรมาธิการ ท่านที่ ๑ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านที่ ๒ ท่านอนุชา บูรพชัยศรี ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป พรรคกล้าธรรม ๑ ท่าน เชิญครับ🔗

นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ กราบเรียน ท่านประธาน ผม กฤดิทัช แสงธนโยธิน แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ขอเสนอ รายชื่อผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคกล้าธรรม จำนวน ๑ ท่าน ได้แก่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑ ท่านครับ🔗

นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขต ๔ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือท่าน สส. วุฒิพงษ์ นามบุตร ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ท่านครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอชื่อ กรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๑ ท่าน ดังนี้ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่านครับ🔗

นายศุภโชค ศรีสุขจร นครปฐม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการ ในสัดส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน ได้แก่ ท่านนิกร จำนง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป พรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่านครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๑ พรรคประชาชาติ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ ๑ ท่าน ด้วยกัน นั่นก็คือ นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เสนอครบถ้วน ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อทบทวนครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗

นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ ๒๕๔๓ และ ๒๕๔๔ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา จำนวน ๓๓ ท่าน ๑. นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ๒. นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ ๓. นายวรณัฐ คงเมือง ๔. พลโท ชาคร บุญภักดี ๕. พลเรือโท คมสัน กลิ่นสุคนธ์ ๖. นายบุญช่วย หอมยามเย็น ๗. นางกาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ๘. นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ๙. นายศุภโชติ ไชยสัจ ๑๐. นายปิยรัฐ จงเทพ ๑๑. นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ๑๒. นายภัทรพงษ์ แสงไกร ๑๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลลิตา หาญวงษ์ ๑๔. นายอัครพงษ์ ค่ำคูน ๑๕. นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ๑๖. นายเอกพร รักความสุข ๑๗. นายธนาธร โล่ห์สุนทร ๑๘. นายจักรภพ เพ็ญแข ๑๙. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ๒๐. นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ๒๑. นายวิโชติ วัณโณ ๒๒. นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ๒๓. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒๔. นายไชยชนก ชิดชอบ ๒๕. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๒๖. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ๒๗. นายอนุชา บูรพชัยศรี ๒๘. นายวิทยา แก้วภราดัย ๒๙. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ๓๐. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ๓๑. หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ๓๒. นายนิกร จำนง และ ๓๓. นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

รายชื่อ กรรมาธิการถูกต้องนะครับ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้ตั้ง คณะกรรมาธิการตามที่พรรคการเมืองเสนอนะครับ ต่อไปขอเชิญกำหนดระยะเวลา ในการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญตามข้อบังคับ ๑๐๖ เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาพิจารณา ๙๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่าน สมาชิกได้เสนอเวลา ๙๐ วัน มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีท่านสมาชิกเห็น เป็นอย่างอื่น ที่ประชุมเห็นชอบตามเสนอ ๙๐ วันนะครับ นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สภาลงมติ กำหนดระยะเวลา เพื่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เชิญไปประชุมโดยเร่งด่วนนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการคมนาคม แทนตำแหน่ง ที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง🔗

ต่อไปขออนุญาตที่ประชุมดังนี้ครับ เนื่องจากสมาชิก คณะกรรมาธิการ ได้ขอแจ้งว่ามีคณะกรรมาธิการว่างลง คณะกรรมาธิการการคมนาคมว่างลง ๑ ตำแหน่ง จึงขอให้ที่ประชุมว่าขอแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญไปแทนตำแหน่งที่ว่างครับ สืบเนื่องจาก คณะกรรมาธิการการคมนาคม ได้มีหนังสือแจ้งว่านายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ในพ้นจากตำแหน่งการเป็นกรรมาธิการ เนื่องจากได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ในสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ขอเชิญท่านสมาชิกเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้งผู้รับรองถูกต้อง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง ขอเชิญท่านสมาชิกได้เสนอครับ ตำแหน่ง กรรมาธิการการคมนาคมแทนตำแหน่งที่ว่างครับ เชิญพรรคเพื่อไทยเสนอครับ🔗

นายนิกร โสมกลาง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเสนอในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ท่านชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พรรคเพื่อไทย เสนอนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง มีเสนอท่านอื่นไหมครับ ไม่มี ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ คุณชูศักดิ์ คีรีมาศทอง เป็นคณะกรรมาธิการการคมนาคมแทนตำแหน่งที่ว่างครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗

๑. การพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๒ เรื่อง🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาและรับทราบรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้🔗

(๑) ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบรายงานของ ผู้สอบบัญชี และรายงานการเงิน และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สิน ของกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖🔗

(๒) ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาและรับทราบรายงาน ผลการตรวจสอบ และผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียนท่านสมาชิกครับ การพิจารณารับทราบรายงานตามกฎหมายของหน่วยงานที่ได้บรรจุ ในระเบียบวาระนั้น สำหรับการพิจารณาในวันนี้มีหน่วยงานซึ่งพร้อมเข้าชี้แจง จำนวน ๔ เรื่อง ได้แก่ ระเบียบวาระที่ ๒.๔ ๒.๕ ๒.๖ และ ๒.๗ แต่เนื่องจากข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ต้องดำเนินการพิจารณาตามลำดับระเบียบวาระการประชุมที่ได้จัดไว้ เว้นแต่ ที่ประชุมจะลงมติเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอเปลี่ยนระเบียบ ดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบดำเนินการตามนี้นะครับ🔗

๒. รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง🔗

ด้วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงิน สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๖๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารที่ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้ว ในการนี้ผมขออนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับข้อที่ ๓๑ ขอเชิญผู้มีรายชื่อ ต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงห้องประชุม🔗

หน่วยงานแรก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ขอเชิญ ๑. นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ๒. นางปรานี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนัก ตรวจเงินแผ่นดินที่ ๑๕ ๓. นางพิมพ์ใจ อยู่ทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่ม ๔. นางสาวณัฐวรา ก้องกุล นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๕. นายพัฒนพงศ์ วงศ์วิบูลย์ชัย นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๖. นางสาวกนกวรรษ์ ฉิ่งแก้ว นักวิชาการตรวจเงิน แผ่นดินชำนาญการ ขอเชิญประจำที่นะครับ🔗

หน่วยงานที่ ๒ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญนะครับ ๑. พันตำรวจตรี ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. นางสาวขวัญสุรางค์ ขำแจง ผู้อำนวยการสำนักการคลัง ๓. นางนิภาพร อาบัลย์ รองผู้อำนวยการสำนักการคลัง ๔. นางสาวชาตรัตน์ โสภี ผู้อำนวยการฝ่ายพัสดุ ๕. นางสาวบุศรา เรืองมั่น ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี ๖. นางสาวประกายแก้ว คงใหญ่ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ๗. นางโกศิญา วิริยะนันทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ๘. นางสาวปิยสุดา คงฤทธิศึกษากร รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ๙. นางดารารัตน์ ไตรเทน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ๑๐. นางปภาณ กิจพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงาน และงบประมาณ ๑๑. นางสาวณัฐฌา โชติโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ ๑๒. นางสาววราลี เทียมพยุหา ผู้อำนวยการฝ่ายติดตามและประเมินผล🔗

อันนี้มาจาก กกต. เมื่อผู้แถลงพร้อมแล้ว ขอเชิญตัวแทนหน่วยงานได้แถลงผลงาน ดำเนินงานที่ผ่านมา ขอเชิญนะครับ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้รับมอบหมายจากท่านผู้ว่าการตรวจ เงินแผ่นดิน ในฐานะผู้สอบบัญชี ซึ่งตรวจสอบรายงานการเงินและรายงานประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสำนักงาน กกต. ขอเสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ดังนี้🔗

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงานการเงินของสำนักงาน กกต. สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ผลการตรวจสอบแสดงความเห็นอย่างไม่มี เงื่อนไข รายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รายละเอียดมีดังนี้🔗

ส่วนที่ ๑ การประเมินผลการใช้จ่ายเงิน สำนักงาน กกต. มีแผนการใช้จ่าย งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้นจำนวน ๘,๐๑๔.๕๙ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น จำนวน ๖,๑๑๘.๕๔ ล้านบาท มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้จำนวน ๑๔๓.๖๒ ล้านบาท และมีงบประมาณคงเหลือจำนวน ๑,๗๕๒.๔๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๘๗🔗

รายจ่ายงบกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปได้รับจัดสรรจำนวน ๔,๗๐๒.๒๓ ล้านบาท มียอดเบิกจ่าย ๓,๕๙๔.๑๖ ล้านบาท มีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้ จำนวน ๑.๗๒ ล้านบาท และมีเงินเหลือจ่ายจำนวน ๑,๑๐๖.๓๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๕๓ ของรายจ่ายงบกลาง จะเห็นได้ว่างบกลางมีเงินเหลือจ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เป็นรายได้ ที่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น🔗

รายจ่ายลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างมีแผนการใช้จ่าย จำนวน ๒๓๗.๘๖ ล้านบาท มียอดเบิกจ่าย ๘๐.๑๖ ล้านบาท มีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้ จำนวน ๑๒๓.๓๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๘๖ และมีเงินเหลือจ่ายจำนวน ๓๔.๓๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๔๔ จะเห็นได้ว่ามีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้สูงถึงร้อยละ ๕๑.๘๖🔗

นอกจากนี้ยังพบว่าการรายงานผลการใช้จ่ายเงินในการดำเนินโครงการตาม แผนยุทธศาสตร์ปี ๒๕๖๖ มีข้อมูลการเบิกจ่ายจาก ๓ แหล่งไม่ตรงกัน กล่าวคือ ๑. รายงาน ข้อมูลจากฐานะเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒. ข้อมูลจาก รายงานผลการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ และ ๓. ข้อมูลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินสอบถามสำนักงาน กกต. ซึ่งข้อมูลทั้ง ๓ แหล่ง ไม่ตรงกัน กรณีนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อจำนวนเงินเหลือจ่าย ที่จะนำไปวางแผน การปฏิบัติงานในปีต่อไป🔗

เรื่องต่อไปจะเป็นการรายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ตามแบบ สงป. ๓๐๑ อาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดบางแผนงาน ยุทธศาสตร์มีที่มาของข้อมูลในการคำนวณผลการปฏิบัติงานไม่เพียงพอ สตง. ได้ให้ ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน กกต. ดำเนินการควบคุมดูแลให้การใช้จ่ายเงิน งบประมาณเป็นไปตามแผน เพื่อไม่ให้มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีจำนวนมาก และในการ ขอรับการจัดสรรงบประมาณควรให้วงเงินสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด🔗

ส่วนที่ ๒ การประเมินผลการจัดการทรัพย์สิน จากการประเมินผลพบว่า มีการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดจำนวน ๒๙ รายการ รวมทั้ง ระหว่างปีสำนักงาน กกต. ส่วนภูมิภาคยังไม่มีการรายงานแผนและผลการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นรายไตรมาส นอกจากนี้ยังพบว่าไม่ได้จัดทำรายงานการตรวจสอบพัสดุประจำปี ในภาพรวมเพื่อเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารของสำนักงาน กกต. ดำเนินการควบคุมดูแลให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบติดตาม การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด🔗

ลำดับต่อไปส่วนที่ ๓ การประเมินผลการบริหารโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ ของสำนักงาน กกต. มีการจัดทำแผนเพื่อดำเนินโครงการหรือกิจกรรมในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ จำนวน ๒๓ โครงการ ๔๔ กิจกรรม จำนวนเงินร่วม ๒๙๐.๑๑ ล้านบาท โดยมีผลการ ดำเนินงานแล้วเสร็จ ๘ โครงการ ๒๔ กิจกรรม มีโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ ๒ โครงการ ๓ กิจกรรม และมีโครงการที่ยกไปดำเนินการในปีถัดไป ๑๓ โครงการ ๑๗ กิจกรรม รวมโครงการหรือกิจกรรมที่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ตามแผนที่ กำหนดจำนวน ๑๕ โครงการ ๒๐ กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ ๖๕.๒๒ ของแผนค่ะ🔗

นอกจากนี้จากการตรวจสอบการติดตามและประเมินผลโครงการพบว่า ยังไม่มีแนวทางการประเมินผลโครงการ สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บริหารของสำนักงาน กกต. ดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบในการจัดทำการโครงการต่าง ๆ ให้พิจารณาด้วย ความรอบคอบถึงความพร้อม ความเป็นไปได้ของการดำเนินการโครงการและมีการ วางแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้เป็นรายงานผลการตรวจสอบของสำนักงาน กกต. จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีสมาชิก ท่านใดติดใจที่จะซักถามหรือไม่ เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ เป็นรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท่านตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจการทำงานขององค์กรที่ท่าน ไปตรวจเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานกรรมการ การเลือกตั้งเป็นผู้ถูกฟ้องเสียเอง คดีปกครอง ๘ คดี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีแพ่ง ๗ คดี นอกจากนั้น ก็เป็นผู้ไปฟ้องเขาเรื่องปกครองคดีแพ่งมากมาย เงินถ้าแพ้คดีทางสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินจะทำอย่างไรครับ ไม่ทราบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมาหรือเปล่า วันนี้ผมขอ เชิญชวนให้ท่านมาสังเกตการณ์หรือเข้าถ้ำการสอบสวนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่จะมี หรือไม่มีในวันพรุ่งนี้ดีหรือไม่ เป็นอำนาจของท่านหรือเปล่า เพราะว่าข่าวมันหนาหูเหลือเกิน ว่ามันเงินสะพัดมากมาย คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ กกต. ต้องรู้เรื่องว่ามาโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือเปล่า บางคนบอกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท บางคนว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ สถาบันแห่งนี้มันจะสั่นคลอนไปตามข่าวลือหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง หรือเปล่า เป็นหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่ เพราะความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ว่าเลือกตั้งอะไรทั้งสิ้น เราไปบอกว่าเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม อบต. ไม่ยุติธรรม เทศบาลไม่ยุติธรรม สส. สว. ไม่ยุติธรรม แล้วนายกรัฐมนตรีล่ะครับยุติธรรม เพียงไหน ท่านจะเอาข้ออ้างต่าง ๆ หลายต่อหลายข้อบอกว่าจะยุบสภาหรือไม่อย่างไร เราก็มี ข้อเสนอครับ ถ้าฝ่ายคุณชัยเกษมเป็นปั๊บวันนี้ พรุ่งนี้ยุบสภาให้เลย อย่างนี้ก็ได้ ท่านเข้ามา ตรวจสอบให้มันบริสุทธิ์ยุติธรรมหน่อยนะครับ และมาตรวจเงินแผ่นดินพวกนี้หน่อย นี่เป็นเรื่องจริงนะครับ ปิดเป็นความลับนะครับ ผู้สื่อข่าวไม่ต้องไปลง ข่าวแพร่สะพัดหึ่งเลย เหม็นทั้งสภาบอกว่าใช้เงินถึง ๑,๕๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมจึงสอบถามนอกรอบ เพื่อจะให้เข้ามาสู่ในรอบ เรื่องนี้ Serious ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและ กกต. จะว่าอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณแต่เพียงสั้น ๆ ครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านใด จะซักถามหรือไม่ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ในประเด็นที่แถลง ชี้แจงนะครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานสภา กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมดูรายงานการตรวจสอบที่สำนักงาน สตง. ได้ตรวจสอบ กกต. แล้วก็ติดใจอยู่นิดหนึ่งคือเรื่องหนี้สิน ผมเข้าใจว่า กกต. มีคำพิพากษา เรื่องชดใช้เงินอยู่ ถ้าค้างอยู่เห็นคดีหนึ่งครับ คดีการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วปรากฏว่าผู้ที่ถูกคำวินิจฉัยของ กกต. ได้ยื่นฟ้อง กกต. และสุดท้ายเขาก็ไปฟ้องคดีแพ่งเรียกความเสียหาย ศาลชั้นต้นตัดสินคดีแพ่งให้ กกต. ชดใช้ เงินทั้งหมด ๗๐ ล้านบาท กกต. ก็อุทธรณ์ครับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ กกต. ชดใช้เงินให้กับ ผู้ที่ถูกออกใบเหลือง ใบแดงไปจาก กกต. ๖๒ ล้านบาท ขณะนี้ กกต. ฎีกาครับ แต่เท่าที่มองตามทิศทางคำพิพากษา ศาลชั้นต้นท่านพิพากษาให้ชดเชย ๗๐ ล้านบาท ศาลอุทธรณ์ท่านลดมาเหลือ ๖๒ ล้านบาท ในทางแพ่งก็พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด เขาพิจารณาตามเอกสารกันครับ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏชั่งน้ำหนักพยาน เพราะฉะนั้น อย่างเก่งก็อาจจะลดค่าชดเชยความเสียหายจาก ๖๒ ล้านบาท เหลือเท่าไรก็ไม่ทราบนะครับ แต่อยากเรียนถามว่า สตง. ได้สอบถาม กกต. ด้วยหรือเปล่าว่านอกจากหนี้สินที่ต้องชดเชย กรณีตัวเองออกคำสั่งผิด กับหนี้สินที่ตัวเองต้องเรียกจากผู้ที่ถูกใบเหลือง ใบแดง แล้วก็ต้อง ชดเชยความเสียหายเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ท่านได้แยกดูไหมว่าทั้ง ๒ รายการนี้ กกต. ได้รายงานหรือไม่ แล้วก็มีข้อแนะนำหรือเปล่าว่าควรจะทำประการใดกับการเป็นลูกหนี้ บุคคลภายนอก กับการเป็นเจ้าหนี้ของบุคคลภายนอก มีทิศทางการแก้ไขอย่างไร ขออนุญาต เรียนถามผ่านท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีสมาชิก ท่านใดติดใจซักถามไหมครับ จะได้จบที่เดียวให้ตอบครั้งเดียว หมดแล้วนะครับ ขอเชิญ ตัวแทนหน่วยงานตอบครับ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขออนุญาตชี้แจงค่ะ กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งถูกฟ้องคดีแล้วก็เป็นโจทย์ฟ้องได้เปิดเผยไว้ ในหมายเหตุที่ ๒๗ คดีฟ้องร้อง ในรายงานหน้า ๒๔ นะคะ ข้อ ๒๗.๑ คดีที่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น ๑๒ คดี ทุนทรัพย์ฟ้อง ๑๓๗.๑๕ ล้านบาท ส่วนข้อ ๒๗.๒ คดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นโจทก์ฟ้อง เรียกค่าเสียหาย รวมทั้งสิ้น ๙ คดี ทุนทรัพย์ตามฟ้อง ๓,๑๖๐.๔๓ ล้านบาท ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกเข้าใจแล้วนะครับ อยู่ในรายงานมีบันทึกไว้ เชิญท่านวิทยาท่านยังสงสัยอยู่ เชิญครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านได้ติดตามความคืบหน้า ของการติดตามบังคับคดีหรือเปล่าว่าที่ไปฟ้องเขาไว้ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ได้ดำเนินการ ติดตามบังคับคดีหรือเปล่า คดีสิ้นสุดหรือยัง และคดีที่โดนฟ้องอยู่มีทิศทางที่จะเข้า ประนีประนอมในชั้นฎีกาหรือเปล่า เพื่อลดความเสียหายที่ กกต. ก่อไว้ครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านใดจะตอบครับ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ สำหรับเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ฟ้องคดี หรือว่า เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ในการตรวจสอบรายงานการเงินประจำปีแต่ละปี เราก็จะได้มีการติดตาม ทุก ๆ ปี เพื่อที่จะดูว่าสำนักงาน กกต. ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นปัจจุบันและตรงกับ ข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เดี๋ยวตามให้ เมื่อไม่มีสมาชิกท่านใดอภิปรายเพิ่มเติม หน่วยงานได้ตอบแล้วถือว่าที่ประชุม รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินสำหรับสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอบคุณผู้แทนหน่วยงานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

๓. รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน🔗

ด้วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงินสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการ ใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๐ รายละเอียดตามเอกสารที่จัดวางไว้ให้ ท่านสมาชิกได้ศึกษาล่วงหน้าแล้วนะครับ ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับข้อ ๓๑ ต่อไปขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม🔗

หน่วยงานแรก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ๑. นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ๒. นางสาวปราณี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงิน แผ่นดินที่ ๑๕ ๓. นางสาวศศิธร ภู่ทอง ผู้อำนวยการกลุ่ม ๔. นางสาวพัตทราภรณ์ ทาคำห่อ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๕. นางสาวภัทรา เปล่งเกียรติกุล นักวิชาการตรวจเงิน แผ่นดินปฏิบัติการ🔗

หน่วยงานที่ ๒ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๑. นางสาวคมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๒. นางสาวสิริรัตน์ เมืองสมุทร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ๓. นางสาวบุณฑรี โฉมศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหาร การคลัง ๔. นางสาวกฤติกา ไพรวัลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ๕. นางสาวกังสดาล นิลใบ นักวิชาการการเงินและบัญชีชำนาญการ🔗

เมื่อพร้อมแล้วขอเชิญตัวแทนหน่วยงานแถลงครับ เชิญครับ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขอเสนอรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานผู้ตรวจการ แผ่นดิน ดังนี้🔗

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงานการเงินของสำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ผลการตรวจสอบ แสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข รายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รายละเอียดมี ดังนี้🔗

ส่วนที่ ๑ การประเมินผลการใช้จ่ายเงิน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวน ๓๘๕.๓๖ ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย จำนวน ๓๗๓.๖๖ ล้านบาท พบว่ามีการเบิกจ่ายสูงถึงร้อยละ ๙๖.๙๖ อย่างไรก็ตามจากการ ตรวจสอบพบว่ามีการยกเลิกโครงการตามแผนยุทธศาสตร์จำนวน ๓ โครงการ งบประมาณ ทั้งสิ้นจำนวน ๘.๗๒ ล้านบาท เนื่องจากวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอต่อการดำเนิน โครงการจึงโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณทั้ง ๓ โครงการ ไปดำเนินการในรายการที่จำเป็น และเร่งด่วน และมีบางโครงการที่ตั้งงบประมาณไว้สูงเกินจริง เนื่องจากมีกิจกรรมภายใต้ โครงการที่ไม่ต้องดำเนินการทำให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพียงร้อยละ ๒๑.๐๖ ของแผนการใช้จ่ายงบประมาณโครงการ สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดินให้กำกับดูแลผู้ที่รับผิดชอบในการจัดทำโครงการดำเนินการด้วยความ รอบคอบ มีแผนการดำเนินโครงการที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณาการขอรับการจัดสรร งบประมาณ🔗

ส่วนที่ ๒ การประเมินผลการจัดการทรัพย์สินสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีแผนการจัดซื้อจัดจ้างเฉพาะค่าใช้จ่ายลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวน ๙ รายการ พบว่าการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการได้ ๗ รายการ ต่ำกว่าแผนจำนวน ๒ รายการ ในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ มีการยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ภายหลังจากการอนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินจำนวน ๓ โครงการ และมีการดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างล่าช้ากว่าแผน ทำให้ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวน ๑ โครงการ สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้กำชับผู้ที่รับผิดชอบในการจัดทำโครงการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมกำหนดขอบเขต ของงาน รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาผู้รับผิดชอบให้มีทักษะเพิ่มมากขึ้น🔗

ส่วนที่ ๓ การประเมินผลการบริหารโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ของ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีการจัดทำโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวน ๖๖ โครงการ โดยมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน ๔๓ โครงการ มีโครงการ ที่ดำเนินการต่อเนื่องจำนวน ๒๒ โครงการ และมีโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ จำนวน ๑ โครงการ จากการตรวจสอบโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ จำนวน ๑ โครงการ พบว่า เป็นโครงการคัดเลือกพนักงานและลูกจ้างดีเด่น ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจาก ไม่มีการประกาศใช้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปสมทบ เป็นค่าวัสดุ และจากการตรวจสอบจำนวน ๒ โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่อง พบว่าเป็นโครงการที่ต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานใช้เวลาในการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จากการตรวจสอบการติดตามประเมินผล โครงการรวม ๗ โครงการ พบว่ายังไม่มีการประเมินผลการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อวัด ความสำเร็จของโครงการ เนื่องจากยังไม่มีแนวทางการประเมินผลที่ชัดเจน สตง. ได้ให้ ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้กำกับดูแลผู้ที่รับผิดชอบจัดทำ โครงการด้วยความรอบคอบ กำหนดแนวทางการประเมินผลโครงการที่ชัดเจนและกำกับ ติดตามการประเมินผลโครงการให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด ทั้งหมดนี้เป็นรายงานผล การตรวจสอบของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ผู้แทนหน่วยงานแถลงฐานะการเงินและการใช้จ่ายของหน่วยงาน มีสมาชิกท่านใดติดใจสงสัย เพื่อจะสอบถามมีไหมครับ ท่านสมาชิกได้อ่านทุกคนแล้วเข้าใจนะครับ ไม่ติดใจสงสัยนะครับ ขอขอบคุณผู้แทนหน่วยงานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

๔. รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริต แห่งชาติ🔗

ด้วยว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินประจำปีประมาณ ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามมาตรา ๑๕๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญการป้องกันการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่จัดให้ท่านสมาชิกไว้ล่วงหน้าแล้ว🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ ต่อไปขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม หน่วยงานแรก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท่านแรก นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ๒. นางปรานี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ ๑๕ ๓. นายลักษมณ์ บางโชคดี ผู้อำนวยการกลุ่ม ๔. นางสาววรรทณา ทรงวิเชียร นักวิชาการ ตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ ๕. นางสาววัชรี มณี นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๖. นางสาวยศราพรรณ โรมขุนทด นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติการ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขอเสนอรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงาน ป.ป.ช. ดังนี้🔗

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงานการเงินของสำนักงาน ป.ป.ช. สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ผลการตรวจสอบแสดงความเห็น อย่างไม่มีเงื่อนไข รายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รายละเอียดมี ดังนี้🔗

ส่วนที่ ๑ การประเมินผลการใช้จ่ายเงิน สำนักงาน ป.ป.ช. มีแผนการใช้จ่าย งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้น จำนวน ๓,๑๕๘.๔๕ ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย จำนวน ๒,๕๔๙.๘๑ ล้านบาท มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้ จำนวน ๔๕๕.๖๑ ล้านบาท รวมผลการเบิกจ่ายทั้งสิ้น ๓,๐๐๕.๔๒ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๑๔ ของแผน และมีงบประมาณคงเหลือจำนวน ๑๕๓.๐๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๔.๘๕ ทั้งนี้ในส่วนของ ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรร สำนักงาน ป.ป.ช. มีตัวชี้วัด จำนวน ๑๙ ตัวชี้วัด มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือสูงกว่าเป้าหมาย จำนวน ๑๕ ตัวชี้วัด และต่ำกว่าเป้าหมายจำนวน ๔ ตัวชี้วัด จากผลการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช. มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้จำนวนมากถึง ๔๕๕.๖๑ ล้านบาท สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. เร่งรัด ติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงินเพื่อไม่ให้มีการกันเงิน ไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้จำนวนมาก รวมทั้งควรกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ ตามภารกิจหลักของสำนักงาน ป.ป.ช.🔗

ส่วนที่ ๒ การประเมินผลการจัดการทรัพย์สิน สำนักงาน ป.ป.ช. มีแผน การจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ เฉพาะงบลงทุน จำนวน ๑,๐๗๖.๓๙ ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น ๓,๘๗๐ รายการ จากการตรวจสอบการดำเนินการตามแผน การจัดซื้อจัดจ้างพบว่ามีโครงการตามแผนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการประกาศเผยแพร่ในระบบ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EGP แต่ไม่มีการประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อ จัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน ๒ โครงการ และจากการ ตรวจสอบการบริหารพัสดุพบว่าทะเบียนคุมทรัพย์สินในระบบบริหารจัดการทรัพย์สิน บันทึกครุภัณฑ์ไม่ครบถ้วน โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่สามารถนำข้อมูลครุภัณฑ์ที่ได้มา ก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ บันทึกในระบบบริหารจัดการทรัพย์สินได้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบว่าการบริหารพัสดุบางด้านไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พบข้อบกพร่องของหน่วยงานในสังกัดจำนวน ๑๖ หน่วย ประกอบด้วยการแต่งตั้ง ผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบพัสดุเกินกำหนดระยะเวลา จำนวน ๘ หน่วย และการรายงาน ผลการตรวจสอบพัสดุเกินกำหนดระยะเวลา ๓๐ วันทำการ จำนวน ๘ หน่วย สตง. ได้เสนอ ให้ผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการจัดให้มีการสอบทานการประกาศเผยแพร่ แผนการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงาน ป.ป.ช. และติดตามผล การดำเนินการพัฒนาระบบเพื่อเชื่อมโยงการประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้างจากเว็บไซต์ ของกรมบัญชีกลางไปยังเว็บไซต์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านเทคโนโลยี RSS ของ กรมบัญชีกลางต่อไป และให้เร่งรัดติดตามผลการดำเนินการบันทึกข้อมูลในทะเบียน คุมทรัพย์สินของครุภัณฑ์ให้ครบถ้วนถูกต้องโดยเร็ว🔗

ลำดับต่อไปส่วนที่ ๓ การประเมินผลการบริหารโครงการ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดทำโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ทั้งสิ้นจำนวน ๗๒ โครงการ มีผลการดำเนินโครงการแล้วเสร็จตามแผน ๖๙ โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ ๓ โครงการ อย่างไรก็ตามจากจำนวนโครงการแล้วเสร็จ ตามแผนจำนวน ๖๙ โครงการ มีการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีจำนวน ๒๒ โครงการ จากผล การดำเนินงานโครงการในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่าการดำเนินงาน บางโครงการหรือบางกิจกรรมมีการปรับเปลี่ยนแผนงาน ปรับเปลี่ยนกิจกรรมภายใต้ โครงการและวงเงินงบประมาณ รวมทั้งมีการยกเลิกโครงการภายหลังจากได้รับการอนุมัติ ให้ดำเนินการ นอกจากนี้จากการตรวจสอบการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการพบว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังขาดแนวทางการประเมินผลโครงการที่ชัดเจน สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. ในโอกาสต่อไปการจัดทำโครงการเพื่อขอรับการจัดสรร งบประมาณให้กำกับดูแลผู้รับผิดชอบดำเนินการด้วยความรอบคอบ มีแผนการดำเนิน โครงการที่ชัดเจน และให้พิจารณากำหนดแนวทางการประเมินผลโครงการและกำกับติดตาม การประเมินผลโครงการให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด ทั้งหมดนี้เป็นรายงานผล การตรวจสอบสำนักงาน ป.ป.ช. จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ สตง. ที่ตรวจสอบการใช้เงินของหน่วยงานของรัฐ และต้องรายงานตามกฎหมายว่าต้อง รายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบ ตัวแทนหน่วยงานได้แถลงนะครับ มีท่านสมาชิกติดใจ สงสัยที่จะสอบถาม ท่านแรกเชิญคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ท่านประธานครับว่าด้วย เรื่องรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีและการเงินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ หรือว่า ป.ป.ช. ดังที่ท่านประธานได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่าเป็นการ ถ่วงดุลอำนาจในการใช้งบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะองค์กรอิสระหรือว่า ป.ป.ช. ก็จะมีหน่วยงานคือ สตง. มาตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณของแต่ละปี โดยเฉพาะ ในปีที่ผ่านมาเดือนกันยายน ๒๕๖๖ ได้ฟังการรายงานจาก สตง. ว่าได้มีการตรวจสอบท้วงติง โครงการต่าง ๆ ของ ป.ป.ช. ปรากฏว่าบทสรุปสุดท้ายก็ผ่านการประเมิน ผมเองก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง ๒ องค์กรเป็นองค์กรที่ผมคุ้นเคยมากครับ โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ฝากไปยัง สตง. และ ป.ป.ช. วันนี้การทำงานคู่ขนานของ ๒ หน่วยงาน องค์กรอิสระในการ ตรวจสอบประพฤติมิชอบในการทำงานของหน่วยงานของรัฐ ท่านกลับไปตรวจสอบได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น สตง. ป.ป.ช. วันนี้ลงไปปฏิบัติการก่อนที่โครงการต่าง ๆ จะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น ของท้องถิ่น ของ อบต. ของเทศบาล หรือกรมทางหลวง มีการแจ้งเตือนก่อนครับ มีการแจ้ง ไปที่ ป.ป.ช. สตง. ลงไปตรวจสอบก่อนที่โครงการเหล่านั้นจะดำเนินการก่อสร้าง แล้วก็ เบิกงบประมาณทำให้รัฐเสียหาย ก็สรุปได้ง่าย ๆ วันนี้ไม่ได้ตำหนิ แต่ขอชมเชยการทำงานบูรณาการของ ๒ หน่วยงานก็คือ สตง. ที่สงขลาและ ป.ป.ช. เป็นตัวอย่างที่ดีที่ผมจะนำเรียนในวันนี้เพื่อให้ สตง. ป.ป.ช. ในพื้นที่อื่นในจังหวัดอื่นได้ทำงานในเชิงรุกในการให้คำแนะนำท้องถิ่น ในการให้คำแนะนำ หน่วยรับงบประมาณก่อนที่จะดำเนินการและผิดระเบียบ นี่ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะดีมาก ผมยกตัวอย่าง ปรากฏว่าที่จังหวัดสงขลาหน้าโรงพยาบาลสงขลามีการก่อสร้างถนน ปรากฏว่า ถนนมันบวม พอถนนมันบวมเสร็จปุ๊บ ป.ป.ช. สตง. ลงไปตรวจสอบ เมื่อไปตรวจสอบ ก็มีการแจ้งไปยังเจ้าของโครงการและผู้รับเหมาให้เร่งดำเนินการในการปรับปรุง นี่ก็ถือว่า เป็นการแก้ไขเบื้องต้น ไม่ถึงกับการดำเนินคดี เพราะฉะนั้นการทำงานของ ๒ หน่วย ที่ผมกล่าวไว้น่าจะเป็นต้นแบบที่สงขลาท่านไปดูได้เลย อยากให้ สตง. และ ป.ป.ช. ได้ให้ รางวัลเป็นกำลังใจและเป็นตัวอย่างให้กับ สตง. ป.ป.ช. อื่น ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับผม ในวันนี้ก็คงไม่มีอะไรมาก ก็ให้กำลังใจทั้ง ๒ หน่วยงาน โดยเฉพาะ ป.ป.ช. เพราะว่าท่าน กับผมเจอกันบ่อย โดยเฉพาะการอภิปรายทุกครั้งผมไม่เคยขาด มาให้ถ้อยคำ มาให้ คำแนะนำ ก็ยินดีกับท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านใหม่ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีท่านใดติดใจสงสัยไหมครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย เชิญครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมก็นั่งรับฟังรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเข้าตรวจสอบประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผมเข้าใจไม่ทราบผิดหรือถูกซึ่งท่านอาจจะชี้แจงผม มันมีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ส่วนสำนักงานก็คือองค์กรสนับสนุน การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ซึ่งท่านก็เป็นองค์กรหลักในการตรวจสอบ คราวนี้ปัญหา ว่าเราประเมินผลการใช้จ่ายของสำนักงานแล้ว สตง. ไปประเมินผลการใช้จ่ายเงินของ คณะกรรมการ หรือว่าคณะกรรมการอยู่ภายใต้กรอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณทั้งหมด จากสำนักงานไม่ได้มีเงินของตัวเอง นี่ประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ ผมก็ต้องเรียนถามไปที่ ป.ป.ช. เพราะฟังดูการประเมินผลของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินคราวนี้แล้วก็มีข้อที่ตำหนิไว้ซึ่งสำนักงานต้องไปปรับปรุง ก็ขอทราบว่าได้ปรับปรุงขนาดไหน เช่น การปรับเปลี่ยนแผนงานการใช้จ่ายงบประมาณ เยอะมากในสำนักงาน ป.ป.ช. ๒. การยกเลิกโครงการ เพราะฉะนั้นสำนักงานตรวจเงิน แผ่นดินเขาก็ประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงานว่าเป็นการปฏิบัติงานที่ขาดการ ประเมินผลแล้วก็มีข้อเสนอแนะขึ้นมา คราวนี้สำนักงาน สตง. มาเสนอแนะสำนักงาน ป.ป.ช. ให้พวกผมในที่ประชุม สส. ฟัง ผมก็อยากฟังว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการแก้ไข ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปถึงไหนแล้ว มีความคืบหน้าอะไรบ้าง ในหลาย ๆ เรื่องที่เขากล่าวมาเมื่อสักครู่ว่าได้เสนอแนะ ๑ ๒ ๓ ๔ ไป บกพร่อง ๑ ๒ ๓ ๔ ไป ท่านปรับปรุงอะไรบ้างแล้ว ขออนุญาตรับฟังคำชี้แจงด้วยครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านอดิศร เพียงเกษ เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจาก จังหวัดขอนแก่น รายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงานป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ปี ๒๕๖๖ ในหน้า ๑๙ ผมสนใจหมายเหตุที่ ๑๗ หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะสำนักงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจ และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจจะไปข้องแวะ ไปขัดผลประโยชน์ขององค์กรใด องค์กรหนึ่งหรือบุคคล นิติบุคคลใดนิติบุคคลหนึ่งจึงเป็นเหตุให้เกิดหมายเหตุที่ ๑๗ หนี้สิน ที่อาจเกิดขึ้น สำนักงาน ป.ป.ช. มีคดีที่ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายร่วมกับผู้ถูกฟ้องอื่นรวมทั้งสิ้น ๓๑ คดี มูลค่าฟ้อง ๕๓๘,๖๓๗,๖๒๒.๑๙ บาท มีรายละเอียดดังนี้ ๑. คดีปกครอง จำนวน ๒๓ คดี มูลค่าฟ้อง ๑๑๗,๙๔๓,๙๑๒.๓๗ บาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ๒๒ คดี และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ๑ คดี ๒. คดีแพ่งจำนวน ๘ คดี มูลค่าฟ้อง ๔๒๐,๖๙๓,๗๐๙.๘๒ บาท อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลทั้ง ๘ คดี กรณีดังกล่าวคดียังไม่ถึงที่สุด โดยศาลอาจพิพากษา เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นพิพากษายกฟ้องหรือให้ผู้ถูกฟ้องชำระค่าเสียหายตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าหรือน้อยกว่าที่โจทก์ฟ้องก็ได้ ที่ผมลุกขึ้นมาถาม ผมทราบว่ามีตัวแทนของ ป.ป.ช. มาที่นี่ด้วย กรุณาได้พูดให้ที่ประชุมเข้าใจว่าคดีปกครอง ๒๓ คดี เป็นคดีเกี่ยวกับอะไร แล้วหวังผลในทางคดีอย่างไรบ้าง เพราะหากหวังผลถ้าแพ้คดี เราก็จะต้องหาเงินซึ่งเป็นเงินภาษีอากรไปชดใช้ให้แก่ผู้ฟ้องเรา นั่นก็หมายถึงว่าการทำงาน ของ ป.ป.ช. ไม่รอบคอบรัดกุม ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผมเองไม่อยากลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับ ป.ป.ช. อย่างน้อยเรื่องบัญชีทรัพย์สินพวกผมคาคออยู่ พ้นตำแหน่งไม่รู้จะพ้นเมื่อไร อาจจะ พ้นพรุ่งนี้หรือเปล่าไม่รู้ การลงทุนเป็นนายกรัฐมนตรี ป.ป.ช. เข้าไปยุ่งไปปราบปราม การทุจริต ได้ยินข่าวถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๕๐๐ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น เงินที่จะสูญเสียหากแพ้คดี ท่านได้สอบถามจาก ป.ป.ช. ไหม หรือ ป.ป.ช. อธิบายต่อ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่ามันเป็นคดีเดียวกัน ออมชอมกันไม่ได้ โปรดยกตัวอย่างให้ผมฟัง คดีแพ่ง ๘ คดี ซึ่งอยู่ในพิจารณาของศาล ๘ คดี แล้วคดีปกครอง ๒๓ คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ๑ คดี ใครอุทธรณ์ ใครแพ้คดี คดีมีผลอย่างไร เราจะได้ประเมินการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า คนที่เป็น ป.ป.ช. ซึ่งมาจากการคัดเลือกของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิก วุฒิสภาสีน้ำเงินจะทำให้ ป.ป.ช. เราเป็นสีน้ำเงินด้วยหรือเปล่า มันน่าสะพรึงกลัว คดีอย่างนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้น ท่านต้องให้ความเป็นธรรมทั้งผู้ถูกร้องและผู้ฟ้องถึงจะเป็นป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ถึงจะขาวบริสุทธิ์ เมื่อเห็นสถิติการถูกฟ้องของท่านแล้วน่าตกใจ ท่านต้องอธิบาย Clear ให้ที่ประชุม ผมอยากให้ท่าน ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจแล้วพบพิรุธที่จะแพ้คดี ชนะคดีอย่างไร เพื่อจะประเมิน ป.ป.ช. ที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน ต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ครับ จึงขอโดยสารเรื่องนี้ถามอย่าง Serious เกี่ยวกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ บางทีเป็นอิสระจนเป็นดาวฤกษ์ ไม่มีใครในโลกานี้ใหญ่กว่า ป.ป.ช. แล้ว เขามองท่านอย่างนั้น แต่ท่านกลับถูกฟ้องเป็นคดีทางปกครอง ๒๓ คดี คดีแพ่ง อันนี้ยังไม่รวมถึงคดีอาญามีหรือเปล่า พวกเราก็ยังไม่ทราบ จึงขออนุญาตสอบถามไปพร้อม ๆ กันครับ ขอกราบขอบพระคุณ และรอฟังผล รอฟังการตอบของ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดินพร้อม ๆ กันครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่านใด ติดใจไหมครับ คุณหมอเชิดชัย เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมสงสัยในหน้า ๕๐ ของรายงานประเมินผลการใช้จ่ายทรัพย์สินของ ป.ป.ช. โดยสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน ครั้งที่ ๓ โครงการนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปราม การทุจริตระดับสูง หรือตัวย่อว่า นยปส. รุ่นที่ ๑๔ ตามรายงานความก้าวหน้าการติดตาม และจัดทำรายงานสรุปผลการอบรมของผู้เข้ารับการอบรมและรายงานผลการดำเนิน โครงการพบว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ แต่ คำว่า แต่ มันสำคัญนะครับ มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการดำเนินการโครงการ ปรับเปลี่ยน งบประมาณที่เคยได้รับอนุมัติโครงการเป็นเงินสูงขึ้นจาก ๖.๐๒ ล้านบาท เป็น ๑๓.๙๒ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๔๑ ของงบประมาณแผ่นดิน ขอทราบรายละเอียดทำไมมันเป็นอย่างนี้ครับ วางแผนกันอย่างไรทำไมเงินไม่พอ แล้วก็ต้องเพิ่มประเภทว่ามันสุด มองแล้วทำให้สงสัย ครั้นมองต่อไปว่ามีการอบรมดูงานต่างประเทศหรืออะไรต่าง ๆ อย่างนี้ใช่ไหมครับ หรืออย่างไร มีความจำเป็นอย่างไร เพราะ ป.ป.ช. ก็ต้องประหยัดในการใช้เงินภาษีอากร ของราษฎร โดยเฉพาะการฝึกอบรมถ้าไม่จำเป็นผมว่าอบรมในเมืองไทยก็พอแล้วนะครับ เพื่อให้มหาวิทยาลัยหรือที่อื่นเขามีโอกาสได้ทำกิจกรรมบ้าง เพราะฉะนั้นขอสอบถามผ่าน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไปยัง ป.ป.ช. ด้วย ขอให้อธิบายเรื่องนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผู้ติดใจ หมดแล้วนะครับ ถ้าหมดแล้วจะให้หน่วยงานตอบ ขอเชิญหน่วยงานตอบเลยครับ มีทั้งหมด ๔ ท่านที่สอบถามมา เชิญท่านรองผู้ว่าการครับ🔗

นางสาวบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภา ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขออนุญาต ชี้แจงค่ะ🔗

ประเด็นแรก ประเด็นการตรวจสอบรายงานประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะตรวจสอบงบประมาณที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตั้งแล้วก็เบิกจ่ายไปทั้งหมด ซึ่งในงบประมาณก้อนนี้จะมีทั้งในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานรวมอยู่ในงบประมาณ ก็จะตรวจหมดนะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ การดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ สตง. ซึ่งในการตรวจสอบ งวดบัญชี ปี ๒๕๖๖ และรายงานประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตอบชี้แจงข้อเสนอแนะของ สตง. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมี ๒ กรณี กรณีที่ ๑ เป็นกรณีที่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ สตง. แล้ว ส่วนกรณีที่ ๒ เป็นกรณีที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะได้ติดตามต่อไป ในการตรวจสอบงวดถัดไปว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะครบถ้วน หรือไม่ อย่างไร จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิทยา ยังติดใจอยู่นะครับ เชิญครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่ได้ติดใจ จะขอบคุณท่าน ที่ได้ติดตามผลต่อไปอีก ก็พอใจในคำตอบครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผม อดิศรครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอดิศร ยังสงสัยอยู่นะครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมไม่ทราบว่าได้ตอบเรื่องของผม ไปหรือยัง เพราะว่าถามเรื่องที่ถูกฟ้องเป็นเรื่องสำคัญ มีคดีอะไรบ้าง พอมีเอกสารให้ผม ไหมครับ จะได้ไปแอบอ้าง จะไปบอก และไปป้องกัน ป.ป.ช. หรือว่าสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน วันนี้บรรยากาศรู้สึกเหงา ๆ ไม่ทราบว่าออกไป กลับบ้านหรือยัง หรือไปเตรียมตัว จัดตั้งรัฐบาล ย้ายขั้วกันหรือเปล่า อย่าให้ถึงขั้นนับองค์ประชุมนะครับ ได้ยินสิ่งที่ผมพูดแล้วกลับมาประชุมหน่อย มาเป็นเพื่อนท่านฉลาด ขามช่วง หน่อยนะครับ รู้แน่นอนครับว่าวันพรุ่งนี้มีศึกใหญ่ แต่วันนี้ศึกอย่างนี้ต้องมาประชุมครับ การรักษา องค์ประชุมนั้น อย่าให้อดิศร เพียงเกษ ต้องนับองค์ประชุม เพราะผมก็อายเขาเหมือนกัน ขอทราบเรื่องคดีความครับ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านใดจะตอบคดีที่ค้าง ๆ อยู่ เชิญครับ🔗

นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรทุกท่านครับ ผม นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขออนุญาตเรียนตอบข้อซักถามของท่านอดิศร ที่ท่านสอบถามว่ากรณีที่ทางสำนักงาน ป.ป.ช. โดนฟ้องในคดีปกครองและคดีแพ่ง ต้องขอเรียนอย่างนี้ครับ ในคดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถูกฟ้อง ด้วยที่ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการชี้มูลความผิด เจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายหลังเราชี้มูลไปแล้ว ก็จะมีการลงโทษในทางวินัยก็จะมีการออกคำสั่งทางปกครอง เวลาที่ทางผู้ที่ถูกลงโทษไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองก็จะไปฟ้อง เวลาฟ้องก็จะฟ้อง หน่วยงาน แล้วก็ฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะที่ชี้มูลความผิด ภาพใหญ่ของคดีปกครองก็จะเป็นในเรื่องพวกนี้ครับ รวมทั้งคดีที่มีการฟ้องสำนักงาน ป.ป.ช. ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ส่วนในคดีแพ่งก็จะเป็นกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง แล้วก็มีคดีเกี่ยวกับเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ไต่สวน ดำเนินการกับผู้กระทำผิดหรือว่าดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในระหว่างไต่สวนทางผู้ถูกกล่าวหาก็จะไปจ้างทนายความฟ้องทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีที่ถูกฟ้องก็จะมีหลัก ๆ อยู่ ๓ ก้อนครับ ที่ทางผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเขาใช้สิทธิทางศาลครับ ส่วนในประเด็นเรื่องของ นยปส. ๑๔ เดี๋ยวจะขอให้ ทางท่านผู้ช่วยลลิตาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับที่ประชุมครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญครับ🔗

นางสาวลลิตา โภชนพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ขออนุญาตนำเรียนต่อที่ประชุมนะคะ ลลิตา โภชนพันธ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในส่วนของโครงการ นยปส. ในรุ่นที่ ๑๔ ซึ่งได้ ดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ทางโครงการได้รับงบประมาณมาทั้งหมดประมาณ ๖ ล้านบาท โดยงบประมาณในส่วนนี้ที่เราได้รับจัดสรรมา ถูกตัดในส่วนของกิจกรรม ด้านการดูงานต่างประเทศไป เมื่อมีการดำเนินการโครงการ ทางเราก็จะดำเนินกิจกรรม ในส่วนของการดูงานต่างประเทศ โดยเราจะได้จัดให้มีการไปดูงานที่สถาบันการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศหรือว่าสถาบัน IACA ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่ทาง ป.ป.ช. ได้ทำ MOU ร่วมกัน ในการที่จะพัฒนาบุคลากร ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราก็ได้ของบ เหลือจ่ายจากโครงการอื่นซึ่งเป็นโครงการจากการดำเนินการของ ป.ป.ช. เอง เพิ่มเติม อีก ๗ ล้านบาท เพื่อมาใช้ในการดำเนินการในกิจกรรมนี้ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมนี้ ก็ส่งผลให้ ผู้ที่เข้ารับการอบรม ได้มีมุมมองกว้างขึ้นในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่จะเป็นมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการและ ปรับเปลี่ยนการบริหารงานภายในหน่วยงานสังกัดของตนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แล้วก็มีความโปร่งใสและเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้นค่ะ ในส่วนนี้งบที่ได้ใช้ไป ก็ได้ดำเนินการได้ เป็นไปตามที่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ดำเนินการไว้ ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ป.ป.ช. ได้ตอบเลยนะครับ ให้ท่านอดิศรเข้าใจนะครับ เมื่อไม่มีท่านสมาชิกติดใจสงสัย ถือว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ขอบคุณหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงาน จบแล้วนะครับ เดินทางกลับโดยปลอดภัยครับ🔗

๕. รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗🔗

ด้วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานผลการปฏิบัติงานของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทราบ ตามมาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกล่วงหน้าแล้ว🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ ถ้าหน่วยงานพร้อมแล้วเชิญนะครับ ขอเชิญ ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ท่านแรก นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธาน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านที่ ๒ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านที่ ๓ นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านที่ ๔ นายธีรยุทธ วัฒนะธรรมศิริ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านที่ ๕ นายประสพสุข สังข์บุญมาก ผู้อำนวยการกลุ่มจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงาน ท่านที่ ๖ นางสาวนิภาพร ลือราช นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ มาครบถ้วนนะครับ เมื่อครบถ้วนแล้วขอเชิญผู้แทนหน่วยงานแถลงต่อที่ประชุมครับ เชิญครับ🔗

นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินพร้อมด้วยคณะขอสรุปรายงานผล การปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๗ และสอดคล้องกับนโยบาย การตรวจเงินแผ่นดินระยะยาว พ.ศ. ๒๕๖๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๗๐ โดยมีสรุปผลเรื่องสำคัญ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีการเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้เงินแผ่นดินให้เกิด ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจเงินแผ่นดิน ตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ประกอบไปด้วยการตรวจสอบการเงิน การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และการ ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยสรุปได้ ดังนี้🔗

การตรวจสอบการเงิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงาน การเงินตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ และตามกฎหมาย ระเบียบอื่นหรือตามคำร้องขอ รวมถึงตรวจสอบรายงานการเงินแผ่นดินและตรวจสอบบัญชี ทุนสำรองเงินตราประจำปี โดยมีผลผลิตการตรวจสอบรวมจำนวน ๘,๖๖๕ รายงาน ๘,๓๗๑ หน่วยงาน การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้กำหนดประเด็นในการตรวจสอบที่สำคัญ เช่น การใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแผนงาน บูรณาการป้องกันปราบปรามและบำบัดผู้ติดยาเสพติด การตรวจสอบความครบทวนในการ จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้จ่ายงบประมาณ รายจ่ายตามแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการตรวจสอบโครงการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร การประชุม สัมมนาและการศึกษาดูงาน โดยมีผลผลิตการตรวจสอบรวมจำนวน ๓,๘๒๐ รายงาน ๒,๗๖๙ หน่วยงาน🔗

การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินได้กำหนดประเด็นการตรวจสอบที่สำคัญ เช่น แผนงานโครงการภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานโครงการของรัฐบาลที่ผลกระทบต่อฐานะ การการคลังของประเทศหรือเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็ก รวมถึงการตรวจสอบการจัดหาและการใช้พัสดุที่เป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยมีผลผลิตการตรวจสอบรวมจำนวน ๒๑๓ รายงาน ๒๔๓ หน่วยงาน การดำเนินการ ด้านความผิดวินัยการเงินการคลังของรัฐ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ติดตามและ ประสานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยสั่งลงโทษทางปกครองที่คณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินได้พิจารณา วินิจฉัย ชี้ขาดความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง และกำหนด โทษปรับทางปกครอง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้สรุปข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ที่เป็นเหตุอันควรลงโทษทางปกครอง จำนวน ๖ เรื่อง🔗

ในส่วนของด้านการต่างประเทศ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีบทบาท หน้าที่ในองค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุด หรือ INTOSAI และองค์การสถาบัน การตรวจสอบสูงสุดระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการ ตรวจสอบเงินแผ่นดิน ทั้งในรูปแบบการศึกษา วิจัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดสัมมนา ทางวิชาการ และการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวมถึงการตรวจสอบร่วมกับองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน ต่างประเทศ🔗

สำหรับการปฏิบัติงานของท่านผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ก็เป็นไปตามนโยบายและหลักเกณฑ์มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่คณะกรรมการได้วางไว้อย่างครอบคลุมครบทุกด้านครับ และท่านผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมที่จะชี้แจงและตอบข้อซักถามเรื่องการตรวจสอบให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่านให้ทราบต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อหน่วยงานได้แถลงต่อที่ประชุมแล้ว มีท่านสมาชิก ท่านใดมีประเด็นติดใจที่จะซักถามหรือไม่ครับ เชิญนะครับ ท่านนายแพทย์เชิดชัยครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องที่จะสอบถามนิดหนึ่ง ในบทสรุปสำหรับผู้บริหาร หน้าที่ ๑ เลย นะครับ การตรวจเงินแผ่นดินในภาพรวมทั้งหมด รวมถึงมีผลดำเนินการไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ ไม่ประหยัด ขาดผลสัมฤทธิ์และขาดประสิทธิภาพ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓,๐๐๕ รายงาน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๖๗ ก็คือประมาณเกือบ ๑ ใน ๔ ของทั้งหมด แล้วก็ผลผลิตที่ตรวจสอบได้ทั้งหมดจากข้อบกพร่องดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย แก่การเงินการคลังของรัฐคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๒๗,๖๕๐.๘๓ ล้านบาท ประกอบด้วย ความเสียหายที่ต้องมีการชดใช้เงินคืน และรายได้จะต้องจัดเก็บเพิ่มจำนวน ๓,๖๗๙.๐๑ ล้านบาท ค่าเสียโอกาสและความเสียหายจากการดำเนินการเป็นจำนวนทั้งหมด ๒๓,๙๗๑.๘๒ ล้านบาท อันนี้น่าเป็นห่วงนะครับ แล้วก็ไปสอดคล้องกับที่ว่าในหน้าที่ ๒ การตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และ ประสิทธิภาพการดำเนินการคือ Performance Audit พบว่าการตรวจสอบจากการใช้พัสดุ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย การตรวจสอบใบเสร็จที่เป็นผลผลิต จำนวน ๒๑๓ รายงาน รวมจากหน่วยงาน ๒๔๓ หน่วยงาน ตรวจพบจำนวน ๒๑๐ รายงาน จาก ๒๑๓ ราย จากหน่วยงานที่ว่า ๒๔๐ และได้แจ้งข้อเสนอแนะให้หน่วยงานดำเนินการ แก้ไขปรับปรุงมิให้เกิดมูลค่าเสียโอกาสและความเสียหายจากการดำเนินการรวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น ๒๓,๙๖๙.๘๓ ล้านบาท ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อที่สำคัญนะครับ เพราะว่าเราก็บอกว่า เราไม่มีสตางค์แล้วก็ใช้ให้ประหยัด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่การใช้เงินภาษีอากรของราษฎร นี่มันต้องให้เกิดผลต่อประชาชน เพราะฉะนั้นผมอยากให้อธิบายที่ผมถามเมื่อสักครู่นี้มันเป็น อย่างไรแล้วมันสมควรจะเกิดขึ้น แล้วก็ที่แนะนำเขาไปนี่มันได้ประโยชน์อย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีสมาชิกท่านใดสงสัยครับ เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ไม่ใช่ว่าผมขยัน สภาจะหมดอายุไม่ใช่นะครับ เรายังอยู่กันอีกนาน ก่อนอื่นขออนุญาตต้อนรับท่านประธาน กรรมการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนี้ และขอให้รักษาสุขภาพนะครับ รักษาสุขภาพด้วย เอกสาร ฉบับนี้ปี ๒๕๖๗ ตอนทำนั้นท่านอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านไม่ได้ทำ เอกสารฉบับนี้หนังสือฉบับนี้ มีบทสรุปเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติและแนวทาง การแก้ไขในหน้า ๒๕๙ หน้าสุดท้ายครับ วรรคสุดท้าย ไม่ทราบว่าคณะกรรมการชุดที่ท่าน เข้ามาทั้งประธานและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เห็นด้วย หรือได้ดำเนินการไปแค่ไหน เพียงไร ทั้งนี้เอกสารในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า ทั้งนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีความเห็นว่าการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๑ เพื่อให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีระยะเวลาในการตรวจสอบมากขึ้น และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้สอบบัญชีภาคเอกชน ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบ สามารถตรวจสอบรายงานการเงิน ของหน่วยงานรัฐนั้น ๆ ได้ ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะส่งผลให้สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินสามารถปฏิบัติภารกิจด้านอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ได้ปริมาณ และคุณภาพสูงขึ้น และเกิดประโยชน์กับประเทศชาติโดยส่วนรวมยิ่งขึ้น ข้อเสนอเหล่านี้ ถือว่ามาตรา ๗๑ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังมีปัญหา ท่านอยากได้ระยะเวลาตรวจสอบ ท่านอยากได้ผู้ตรวจสอบฝ่ายเอกชนมาช่วยเหลือท่าน เรื่องเหล่านี้ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้วครับ ได้จัดตั้งเป็นพระราชบัญญัติหรือก่อรูปเป็น คณะกรรมการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมให้อนุมัติเป็นไปตามข้อเสนอเมื่อปี ๒๕๖๗ หรือไม่ ผมก็ ไม่ค่อยรู้เรื่องเงินหรอก ผมไม่ทราบว่าเงินเฟ้อคืออะไร เพราะผมเรียนนิติศาสตร์ เงินเฟ้อไม่รู้ เงินฝืดไม่รู้ รู้แต่เงินไม่มีครับ จึงอยากขออนุญาตถามว่าระยะเวลาตรวจสอบของท่านได้รับ ความร่วมมือจากหน่วยงานล่าช้าหรือไม่ ต้องได้เอกสารอย่างไร เพราะเรามาตรวจสอบ เอกสารของพวกท่านย้อนหลังไม่เป็นปัจจุบันครับ กว่าจะถึงปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ มันทำไม่ทัน ทำอย่างไรถึงอยากจะให้ประธานและกรรมการชุดใหม่ได้ทำเรื่องที่เป็นปัจจุบัน ปี ๒๕๖๙ ยื่นปี ๒๕๖๙ ปี ๒๕๗๐ ยื่นปี ๒๕๗๐ มันถึงจะทันสถานการณ์ตามโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่ว่า เราตรวจสอบย้อนหลังโน่น ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๕ แสดงว่าประสิทธิภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นอย่างนั้นล่าช้าด้วยตัวของเขาเองเพราะเหตุไร จึงอยากสอบถามความก้าวหน้าเกี่ยวกับ อุปสรรคในการปฏิบัติงานจากท่านประธาน ขอให้รักษาสุขภาพนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกยังติดใจครับ เชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว จดคำถามไว้นะครับ ค่อยตอบทีเดียว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม อยากจะขอสอบถามท่านผู้บริหารของ สตง. ท่านเลขา ผมมาเปิดดูที่หน้า ๒๒๐ มีภาพ ตัวอย่างการใช้ Drone ตรวจสอบแปลงปลูกและบำรุงป่าชายเลน ผมอยากจะขอสอบถาม ท่านประธานผ่านไปยังคณะตรวจสอบ เห็นว่าถ้าหากว่าเรามีวิธีการในการใช้ Drone เพราะว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง PM2.5 อยู่ที่การเผาอ้อย อ้อยไฟไหม้ อะไรลักษณะนี้ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่เราจะมีวิธีการ แบบไหนอะไรที่จะไปเสนอแนะในการช่วยเหลือในการที่จะทำให้ PM2.5 ลดลง เราจะใช้ Drone หรือจะใช้อะไรก็ได้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องว่า PM2.5 ให้มันเป็นอากาศที่มันปลอด ผมเห็น ผมเปิดมาดู ผมก็เลยอยากถามท่านนี่ละครับ ผมจะยังไม่ถามเรื่องตึก สตง. เพราะว่า ตึก สตง. มันเพิ่งปี ๒๕๖๘ จะยังไม่ถาม รอให้ผมกลับมาอีกก่อนแล้วจะถาม ให้ท่านมา รายงานก่อน และทีนี้ผมก็เลยจะถามว่าปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ที่ท่านรายงานมา ถ้าดูทั้งหมด มันก็โอเค ตามหนังสือ ตามอะไรต่าง ๆ ก็เป็นรูปแบบอะไรดีอยู่แล้ว สมกับว่า สตง. เป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดินให้กับพี่น้องประชาชนหรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ อยู่แล้ว ก็ขออยากสอบถามว่าให้ท่านไปให้คำแนะนำหน่วยงานก็ได้ หน่วยงานอุตสาหกรรม หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะมาช่วยเหลือ เพราะตรงนี้มันเป็นตัวที่มี ความสำคัญอย่างยิ่ง พอถึงจังหวะเวลาประมาณสักช่วงหน้าหนาว หน้าแล้ง ก็จะมี ไฟไหม้ โน่น นี่ นั่น อะไรลักษณะนี้ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีสมาชิก ท่านใดติดใจสงสัยหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี เชิญตัวแทนหน่วยงานตอบชี้แจงท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวครับ ขออภัยมีคุณประเสริฐพงษ์ยกมือขึ้นครับ เชิญครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ขออนุญาตไม่ถึงขนาดติดใจเพียงแต่ว่าอยากฝากเป็นข้อสังเกตและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี การรายงานผลการปฏิบัติงานที่มีรายงานรูปเล่มที่สวยงามและมีรายละเอียด ผมฝาก ข้อสังเกตว่ารูปแบบของการทำงานของพรรคฝ่ายค้านที่เราเคยมาเปิดโปงเกี่ยวกับ การใช้จ่ายเงินงบประมาณของกองทัพที่ไม่เข้าสู่ระบบคลังหรือเงินนอกงบประมาณ ของหน่วยราชการหลาย ๆ หน่วยงานว่าท่านมีแนวความคิดเห็น หรือแนวปฏิบัติเรื่องนี้ อย่างไร ถัดมาก็เกี่ยวกับเรื่องเงินของกองสลากที่ผมได้รับความรู้จากท่านผู้ว่า สตง. เมื่อหลายอาทิตย์ ที่ผ่านมาว่าในวงเงินที่ภาครัฐบาลได้รับเป็นรายได้ภาษีเข้ารัฐจากเงินกองสลากปีละประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าใน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เข้าสู่รัฐคิดจากรายได้ต่อปี ใบละ ๘๐ บาท ข้อเท็จจริงคือภาคประชาชนซื้อใบละ ๑๐๐ บาท ช่องว่างอีก ๒๐ บาท ปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่ไหน อะไรอย่างไร เราจะช่วยกันแก้เรื่องนี้ได้อย่างไรภายใต้ หลักคิดของ สตง. ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีท่าน สมาชิกอีกไหมครับ ไม่มี หน่วยงานกรุณาตอบชี้แจง เชิญเลยนะครับ🔗

นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ขออนุญาตตอบข้อซักถามโดยไม่ได้แยกรายการ ขออนุญาตตอบภาพรวมทั้งหมด🔗

เรื่องที่ ๑ ในการตรวจสอบของ สตง. ปี ๒๕๖๗ มีการตรวจสอบได้ทั้งหมด ๑๒,๖๙๘ รายงาน ที่พบข้อบกพร่องจากการตรวจสอบ ๑๒,๐๐๐ รายงาน ก็คือ ๓,๐๐๕ รายงาน ซึ่งมีค่าเสียหายอยู่ ๒๓,๙๗๑.๘ ล้านบาท ที่สำคัญคือกรณีดังกล่าวเป็นการ ตรวจป้องกันความเสียหายได้อย่างไร ขอเรียนว่าในการตรวจสอบรายงานส่วนใหญ่จะเป็น เรื่องการตรวจสอบเรื่องบัญชีนวัตกรรม เรื่องของไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ซึ่งในการตรวจสอบ เราก็ได้มีข้อเสนอแนะเพื่อ ๑. คือเรื่องของการใช้ประโยชน์ในการใช้นวัตกรรมให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ และเรื่องที่สำคัญคือให้พิจารณาว่าบางอัน บางเรื่อง บางโครงการไม่จำเป็นต้อง ใช้สินค้านวัตกรรม ใช้สินค้าตามมาตรฐานของหน่วยงานรายการก็จะเป็นการป้องกันความ เสียหายและเกิดประโยชน์คุ้มค่ายิ่งขึ้น นี่เป็นที่มาของ ๒๓,๙๗๖.๘ ล้านบาท ตามรายงาน🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ประเด็น คืออย่างนี้ครับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังได้กำหนดให้ สตง. ต้องตรวจรับรองงบการเงิน ของหน่วยงานของรัฐจำนวน ๘,๓๕๗ รายงาน แต่คนที่ตรวจของเรามีแค่ ๒,๕๐๐ คน อันนี้ คือจำนวนรายงาน กับจำนวนบุคลากรที่เราตรวจ และประเด็นปัญหาคือหน่วยงานต้องส่ง รายงานการเงินหรืองบการเงินให้ สตง. ภายใน ๙๐ วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ และสำนักงานต้องตรวจภายใน ๙๐ วัน ก็คือ ๑๘๐ วัน สตง. ต้องตรวจให้เสร็จ แต่เนื่องจาก รายงานการเงินที่มีเยอะ ๘,๓๕๗ งบ มีเจ้าหน้าที่อยู่ ๒,๕๐๐ คน นั่นคือปัญหาในการ ทำงานของเรา เนื่องจากรายงานมีมากกว่าจำนวนบุคลากร เราก็เลยจะพิจารณา อันที่ ๑ คือจะพิจารณาเสนอแก้ไขกฎหมายว่าสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมในการตรวจสอบ ได้หรือเปล่า เพื่อให้การทำงานของเราได้มีการตรวจสอบลักษณะอื่นเพิ่มขึ้นครับ ปัจจุบัน ความคืบหน้าอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อเสนอปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยมีการตั้งอนุกรรมการกฎหมายขึ้นมาแล้วครับ🔗

ในส่วนของเรื่องของการใช้ Drone ตรวจสอบ ขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ครับ เราได้มีการพัฒนาบุคลากรของเรา ปีนี้เป็นปีที่ ๓ เราเริ่มฝึกคนเรามา ๓ ปี ปีนี้ บุคลากรของเราได้เป็นครู Drone ซึ่งเรียกว่าบุคลากรด้านมือหนึ่งของ Drone ซึ่งมีทั้งหมดใน ประเทศเรา ๑๑๑ คน เป็นบุคลากร สตง. ๗ คน ซึ่งเราเรียกว่าครู Drone ในการตรวจสอบ ของ เราปัจจุบันเราได้จัดซื้อ Drone ขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจสอบ อย่างภาพที่ท่านได้เห็น ในรายงานประจำปี ในการตรวจสอบ Drone ของเราได้มีการวางแผนในการตรวจสอบ ทั้งเรื่องของการขุดลอกคลอง การจัดทำขุดดิน ปริมาตรดิน การปลูกป่า ซึ่งจริง ๆ แล้วในการ วางแผนการตรวจสอบของเรา เราได้ทำ MOU กับ GISTDA เพื่อใช้ภาพถ่ายดาวเทียม มาประกอบการตรวจสอบกับ Drone ของเรา ซึ่งในทุกปีเราจะวางแผนการตรวจสอบ เรื่องของ MP2.5 อยู่ในแผนทุกปี ซึ่งเรื่องอ้อยเราก็ได้มีการตรวจสอบไปปีที่แล้วอยู่ระหว่าง การนำเสนอรายงานครับ🔗

เรื่องสุดท้ายในส่วนของเงินนอกงบประมาณครับ เงินนอกงบประมาณ เป็นเรื่องที่เราได้วางแผนการตรวจสอบทุกปีครับ อยู่ในแผนการตรวจสอบของเรา เราต้องให้ ความสำคัญทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณในหน้าที่อัตรากำลังเพียงที่เรามีอยู่ ประมาณ ๔,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นในการวางแผนการตรวจสอบเราจึงวางแผน ตรวจสอบทั้งเงินงบประมาณกับเงินนอกงบประมาณอยู่แล้วครับ แต่เงินนอกงบประมาณ เราก็จะวางแผนการตรวจสอบเป็นบางกรณีตามอัตรากำลังที่เรามีครับ ส่วนในส่วนของ จำนวนเงินที่ส่งก็เป็นปัญหาหลัก เพราะเป็นเรื่องของโควตาที่สำนักงานสลากกินแบ่งได้ออก โควตาไป ซึ่งอันนี้จริง ๆ เราก็จะออกข้อเสนอแนะนะครับ ซึ่งเราเรียกว่านวัตกรรมไปที่ กองสลากอย่างที่ท่านได้กล่าวมา เพราะเราก็เห็นปัญหาเหมือนท่านว่าถ้าเราไม่แก้ไขปัญหา อย่างนี้ ความเป็นธรรมในการจัดซื้อสลากแล้วก็เงินงบประมาณที่จะป้องกันไม่ให้รั่วไหล ออกไปก็จะเกิดปัญหา อันนี้ก็เป็นการที่เราจะตรวจสอบวิเคราะห์และเสนอแนะในเชิง นวัตกรรมอยู่ระหว่างการดำเนินการ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกไม่ติดใจนะครับ ถือว่าหมดผู้อภิปรายนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดมีประเด็น ที่จะติดใจซักถามแล้วถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอบคุณตัวแทนหน่วยงานครับ ขอบคุณมากครับ เดินทางกลับโดยปลอดภัยครับ🔗

ก่อนที่จะประชุมระเบียบวาระต่อไปนะครับ มีพรรคเพื่อไทยจะเสนอ กรรมาธิการในสัดส่วนของ ครม. และพรรคเพื่อไทยในกรรมาธิการร่าง MOU นะครับ ขอเชิญท่านตัวแทนเสนอครับ จะปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยครับ ขออนุญาตปรับเปลี่ยนในส่วนของ รายชื่อของคณะกรรมาธิการ MOU ที่มีการเสนอไปแล้วในสัดส่วนของ ครม. ๑ ท่านครับ จากท่านวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ เป็น ท่านประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ครับ และในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย เปลี่ยนจากท่านประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เป็น ท่านวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ที่ประชุม ไม่ขัดข้องนะครับ เห็นชอบตามเสนอครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๑. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการตำรวจพิจารณาเสร็จแล้ว (ในระเบียบวาระที่ ๔.๑)🔗

ขอเชิญคณะคณะกรรมาธิการตำรวจครับ เชิญกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ แล้วขออนุญาตให้ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมด้วยนะครับ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ๑. พลตำรวจตรี ภาณุรัตน์ มีเพียร อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นางสาวพัชร์สิตา พิมพ์อภิวานิช อนุกรรมาธิการ มาครบถ้วนนะครับ เมื่อกรรมาธิการ เข้าที่ประชุมเรียบร้อยนะครับ พร้อมแล้วขอเชิญคณะกรรมาธิการการตำรวจชี้แจงต่อ ที่ประชุมครับ เชิญครับ🔗

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้ค่ะ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ ตำรวจถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตขวัญกำลังใจและ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าในการรักษา ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงทั้งทางจากภัย อาชญากรรม ภัยคุกคามต่อความมั่นคงและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทุกเวลา การมีสวัสดิการที่เพียงพอและเหมาะสมจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ มีทั้งความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง นอกจากนี้ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจต่อความผูกพัน ต่อองค์กร เมื่อตำรวจได้รับการดูแลที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นด้านค่าตอบแทน ด้านบ้านพัก สวัสดิการ การประกันสุขภาพ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงานหรือการดูแลครอบครัวก็ตามค่ะ จะทำให้พวกเขามีความมั่นคงในชีวิต ลดความกังวลด้านปัจจัยพื้นฐานและสามารถทุ่มเท เวลาและกำลังไปกับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและในเชิงยุทธศาสตร์ค่ะ การจัด สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอยังช่วยดึงบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สายอาชีพตำรวจ และช่วยรักษากำลังพลที่มีประสบการณ์สูงให้อยู่กับองค์กรอย่างยาวนาน ลดปัญหา การลาออกหรือการย้ายงานไปสู่หน่วยงานอื่นที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า อันจะส่งผลให้องค์กร ตำรวจมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง ดังนั้นการพัฒนา สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ ทางสังคมและความท้าทายของภารกิจในปัจจุบัน จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้ กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศในระยะยาว คณะกรรมาธิการ การตำรวจซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาศึกษาและสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ กิจการตำรวจเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อสนับสนุนการป้องกัน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๑๓) จากนั้นในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๐ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้ง คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ โดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๙๖ เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวและจัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษาเสนอต่อคณะกรรมาธิการ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้กำหนดระยะเวลาให้คณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว ๙๐ วัน โดยต่อมาในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๑๙ ประชุมกันไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ขออภัยค่ะ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มีมติขยายระยะเวลาในการพิจารณาศึกษาคณะอนุกรรมาธิการอีก ๖๐ วัน และในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๒๖ ประชุมกันไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มีมติขยายเวลาอีก ครั้งหนึ่งในการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมการอีก ๓๐ วัน รวมระยะเวลาพิจารณา ศึกษาทั้งสิ้น ๑๘๐ วัน บัดนี้คณะกรรมาธิการการตำรวจได้ดำเนินการศึกษาเรื่อง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ เสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดทำรายงานอย่างสมบูรณ์ พร้อมหนังสือกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เพื่อนำส่งรายงานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รายละเอียดทั้งหมดปรากฏตามเล่มรายงานที่ได้แจกจ่ายให้กับสมาชิกทุกท่านรับทราบแล้วค่ะ🔗

ในการนี้คณะกรรมาธิการการตำรวจขอเสนอรายงานพร้อมข้อสังเกต รวมถึง ข้อเสนอแนะเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปศึกษา พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อข้าราชการตำรวจ ประชาชน และประเทศชาติโดยรวมต่อไป🔗

ดิฉันในนามประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จึงขออนุญาตท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหมดได้นำเสนอผลการศึกษาในด้านต่าง ๆ ต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญครับ🔗

นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ รายงานการศึกษา เรื่อง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานราชการในบังคับของนายกรัฐมนตรี มีกำลังพล ข้าราชการตำรวจจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ กว่านาย ทำหน้าที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัย ขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมถึงการดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจถือว่า มีความสำคัญยิ่งต่อการปกครองสถาบันและความสงบสุขของสังคม อย่างไรก็ตามสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ซึ่งกำหนดไว้ตามคู่มือสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ของข้าราชการตำรวจ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการ ภายในส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งมีการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้นพบว่า มีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และภารกิจที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เช่น เงินเพิ่ม ประจำตำแหน่ง ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปราชการ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๑๐ เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๗ ให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ๑. สภาพปัญหา ของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ ๒. แนวทางการพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะสมกับ สภาวการณ์ปัจจุบัน ในการนี้คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิธีการ หลายรูปแบบ ได้แก่ การประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงาน ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธนารักษ์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การรถไฟแห่งประเทศไทย และชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ เป็นต้น การเดินทางไปศึกษา ดูงานในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น รวมทั้งการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และการ Scan QR Code ตลอดจนได้รับการทบทวนจากเอกสารต่าง ๆ เช่น ประกาศ ระเบียบมติคณะรัฐมนตรี หนังสือเวียน งานวิจัย และคู่มือที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาหลักของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ได้แก่ ๑. การขาดแคลน กำลังพลในหลายสายงาน เช่น สายงานสอบสวนและอำนวยการ ๒. เงินค่าตอบแทน และเงินประจำตำแหน่งที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นในลักษณะงานใกล้เคียง และบางตำแหน่งไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ๓. ค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญา ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ๔. สภาพสถานีตำรวจและที่พักสวัสดิการชำรุดทรุดโทรมและไม่เพียงพอ ๕. อุปกรณ์ ปฏิบัติงาน เช่น คอมพิวเตอร์ ชุดต่อพ่วงอยู่ในสภาพที่เก่า ๖. ปัญหาหนี้สินของข้าราชการ ตำรวจและการจัดสวัสดิการเครื่องแต่งกายที่ไม่เพียงพอ🔗

สำหรับแนวทางการพัฒนาสวัสดิการ คณะอนุกรรมาธิการเสนอให้มี การปรับเงินเพิ่มพิเศษให้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ จัดหาที่พักทั้งสำหรับข้าราชการ ที่ปฏิบัติงานและผู้เกษียณ เพิ่มอัตรากำลังพลโดยเฉพาะตำแหน่งสอบสวน ปรับเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พักในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ จัดสรรงบประมาณค่าน้ำมันให้สอดคล้องกับ ภารกิจและพื้นที่ ปรับค่าตอบแทนสอบสวนคดีอาญา จัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายและดำเนินคดี และจัดหาวัดประจำจังหวัดเพื่อใช้เป็นฌาปนสถาน🔗

ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการเห็นควรมีข้อสังเกตให้ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบและควรปฏิบัติ ดังนี้🔗

ระยะที่ ๑ คือเร่งด่วน ให้การสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ เครื่องแต่งกาย สนับสนุนงบลับสำหรับภารกิจเฉพาะกิจ ขยายโครงการสร้างที่พักอาศัย แก้ปัญหาขาดแคลนกำลังพล ปรับเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าน้ำมัน ปรับเงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนพิเศษและค่าเสี่ยงภัย รวมถึงปรับเพิ่มค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวน สืบสวน ป้องกัน ปราบปรามจราจรและอำนวยการให้เหมาะสมกับภาระงานและความเสี่ยง🔗

ระยะที่ ๒ เป็นระยะที่ไม่เร่งด่วน เป็นการสร้างแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน และโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อลดการโยกย้ายและการลาออกของราชการ🔗

ระยะที่ ๓ ดำเนินการตามกรอบเวลา การกำหนดงบประมาณเฉพาะสำหรับ การดำเนินคดี การจัดหาวัดประจำจังหวัดเพื่อเป็นฌาปนสถาน🔗

ทั้งนี้ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการดังกล่าวข้างต้นมีเป้าหมายหลักในการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน หน้าที่ และสร้างความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน ต่อไป🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เรากำลังรับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องสวัสดิการและ สิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปีนี้มีผู้หญิงเป็นประธานคณะกรรมาธิการ คุณสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ นำทีม คณะกรรมาธิการการตำรวจ พี่น้องตำรวจทั่วประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเราไม่ทอดทิ้งท่าน พยายามที่จะศึกษาเรื่องการช่วยเหลือสวัสดิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อท่านจะได้ พิทักษ์สันติราษฎร์ สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนบนพื้นฐาน ของความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสมาชิกชี้แจงอยู่ ๕ ท่านนะครับ ท่านแรก ที่ส่งชื่อมา คุณวุฒิพงศ์ ทองเหลา ท่านที่ ๒ คุณจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ท่านนิพนธ์ คนขยัน ที่เสนอชื่อมาล่วงหน้านะครับ คุณวุฒิพงศ์ ทองเหลา ก่อนนะครับ ท่านที่เหลือเตรียมพร้อม เชิญครับ🔗

นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา ปราจีนบุรี

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในรายงานผลพิจารณาสวัสดิการตำรวจ และคณะกรรมาธิการการตำรวจ ที่นำเข้ามาพิจารณาในวันนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สวัสดิการตำรวจถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด แต่กลับเผชิญความยากลำบากทางด้านสวัสดิการอยู่ไม่น้อย โดยผมขอแบ่งออก ๒ ประเด็น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้🔗

ประเด็นแรก เรื่องรายได้และค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน ในบางเรื่องผมได้เห็นอยู่ในรายงานฉบับนี้แล้วก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการมาก ๆ ที่พิจารณาเข้ามา ในประเด็นนี้รายได้และค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน เรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทนของตำรวจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะระดับชั้นผู้น้อยเมื่อเทียบกับ ภาระงานทั้งด้านการปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความสงบ ตลอดไปจนถึง งานเอกสาร ตำรวจจำนวนมากที่ต้องทำงานล่วงเวลาและไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ทำให้เกิดสภาวะหนี้สินสะสม เมื่อรายได้ไม่พอเพียงมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การรับ ผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม อันกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ ผมมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ครับ ในประเด็นนี้คือการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ให้สอดคล้องกับภาระงานจริง และมีระบบเบี้ยเลี้ยง OT ที่โปร่งใส ยกตัวอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนงานอำนวยการ ปัจจุบันไม่ได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่งนี้ เช่นที่ตำรวจในงานราชการของจราจร ตำรวจ สืบสวนหรืองานปราบปรามได้รับค่าตำแหน่งในส่วนนี้ ซึ่งประทวนเริ่มต้นที่ ๓,๐๐๐ บาท เทียบเท่าตำรวจในสายงานอื่น แต่ในตำรวจส่วนของงานอำนวยการไม่มีค่าตอบแทนในส่วนนี้ เพราะจากปัญหานี้เองครับจึงทำให้ตำแหน่งงานนี้ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยากนั่งทำงาน ในส่วนนี้เลย ปัญหาการดูแลประชาชนเวลาที่ไปที่สถานีตำรวจก็อย่างที่เห็นครับ คุณภาพ มันก็จะครึ่ง ๆ กลาง ๆ หน่อยเพราะไม่ได้รับค่าตอบแทน โดยผมก็อยากเสนอว่าเราควร สามารถปรับให้เป็นค่าความรู้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์เหมือนที่ท่านกรรมาธิการได้แจ้งไว้ หรือทักษะงานสารสนเทศก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์และ พิมพ์คอมพิวเตอร์เป็น🔗

ประเด็นที่ ๒ สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและครอบครัวยังไม่ทั่วถึง ตำรวจ ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในต่างจังหวัดเองสภาพชีวิตการเป็นอยู่ในแฟลตตำรวจที่ค่อนข้าง ทรุดโทรม หรือไม่มีที่พักเพียงพอ สวัสดิการด้านนี้รวมถึงเรื่องของการศึกษาของบุตร และครอบครัวที่ยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายของครอบครัวได้อย่าง แท้จริง สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตของตำรวจไม่มั่นคง การดูแลที่ไม่คู่ควรกับการที่เขา ทำหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่สำคัญมาก เพราะว่าสุดท้ายครอบครัวบุตรหลานก็เป็นกำลังใจ สำคัญในการทำงาน แต่ความพร้อมในที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตทั้งด้านนี้ขาดไป ส่วนนี้เอง ผมก็มีข้อเสนอแนะ ผมเสนอว่าทางรัฐบาลควรลงทุนปรับปรุงแฟลตตำรวจ เพิ่มงบประมาณ ทางด้านสวัสดิการครอบครัว จัดให้มีโครงการบ้านเช่าราคาพิเศษของตำรวจ เพื่อให้ลูกหลาน และภรรยาของตำรวจได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ฟังเรื่องนี้แล้วดูห่างไกลความจริงครับ ตำรวจ หลายท่านในประเทศเราตอนนี้เปิดดู Influencer ตำรวจที่อยู่อเมริกา เขาเปรียบเทียบครับ เพียงแค่ขาดแค่ภาษาเขาก็สามารถเดินทางไปสมัครในตำแหน่งของตำรวจที่ประเทศอื่นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงและกังวลมาก แต่หากว่าเราคิดริเริ่มคิดถึงภาพความเป็นจริงที่แม้แต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเองในปัจจุบันนี้ต้องเรียนตามตรงว่าก็ยังหนีออกไปเช่าที่พักอาศัยข้างนอก แฟลตตำรวจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของลูกและภรรยาของเขา และอย่างที่เสริม อย่างสุดท้ายครับ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝากผมมา อย่างในตอนที่ผมเลือกตั้ง กำลัง หาเสียงยังไม่ได้เป็น สส. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขี่มอเตอร์ไซค์ตามผมมาช่วงกลางคืนผมก็ตกใจครับ เห็นหัวเกรียน ๆ เขามาจับแขนผมแล้วฝากผมเรื่องนี้มา เขาบอกว่าในปัญหาเรื่องนี้ผมเอง ก็คิดว่าน่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพูดเรื่องของสวัสดิการตำรวจในวันนี้ แต่มันก็กระทบต่อ การใช้ชีวิตและความเครียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางเคสถึงขั้นซึมเศร้าครับ และอาจถึงขั้น ฆ่าตัวตายซึ่งมีอยู่ในข่าว ปัญหาของสหกรณ์ตำรวจครับ ปัญหานี้ฝากถึงท่านกรรมาธิการถ้ามีโอกาสได้พิจารณา ปัญหาที่พบบ่อยครับการทุจริต เช่นกรณีสวมสิทธิเงินกู้ โกงเงินกู้โครงการรวมหนี้ หรือเบิกเงินสดที่มีการบันทึกเกินจริงรวมถึงปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสและการขาด สภาพคล่อง ส่งผลให้สมาชิกเดือดร้อนไม่ได้รับเงินปันผลหรือสูญเสียเงินที่ออมมาทั้งชีวิตของ การปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้ง ๆ ที่สหกรณ์ตั้งมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตำรวจได้ ออมเงิน ได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยที่ต่ำ ปัจจุบันดอกเบี้ยค่อนข้างสูงครับท่านประธาน เหมือนขูดรีดเลือดเอาจากปู จากข้อเสนอแนะในวันนี้ของผมทั้งหมดที่กล่าวมาก็หวังว่า จะเป็นกระบอกเสียงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่จังหวัดปราจีนบุรีและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั่วประเทศ รวมไปถึงได้สะท้อนไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในการส่งร่างรายงาน การพิจารณาฉบับนี้ให้พิจารณาในสิ่งที่ผมได้พูดไป และได้พิจารณาในสิ่งที่กรรมาธิการ ได้จัดทำรูปเล่มมา ไม่ใช่เฉพาะสวยอย่างเดียว แต่มีประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ด้วยนะครับ เชิญท่านจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล เชิญครับ🔗

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย กราบเรียนท่านประธาน อนุกรรมาธิการ การพิจารณาศึกษา เรื่อง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของ ข้าราชการตำรวจ ทุกท่าน ท่านประธานครับ วันนี้เราจะได้เห็นว่าสภาพข้าราชการตำรวจนั้น เราจะดูจากข่าว ความเครียดก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพจิตจนถึงปัญหาการอยู่อาศัย โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวนั้นตำรวจเป็นส่วนหนึ่งที่มีการกู้เงินนอกระบบมาใช้เอง ซึ่งตัวเอง เป็นคนปราบปราม เพราะว่าสถานการณ์ของสภาพของตำรวจผู้น้อยนั้นอยู่ในขั้นสวัสดิการ ที่ไม่ถึง ผมเองได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการชุดนี้ด้วย และผมเองก็อยู่คลุกคลี กับทางข้าราชการตำรวจผู้น้อยมาตลอด ท่านประธานครับ วันนี้งบประมาณต่าง ๆ ที่ปีที่แล้วนั้น ตำรวจถูกตัดไป ถ้าจำไม่ผิดก็เกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ร้องขอมา ว่าเป็นสวัสดิการของตำรวจผู้น้อย ผมเห็นแล้วน่าอนาถว่าตำรวจผู้น้อยเหล่านี้มีชีวิตที่อยู่ บนท้องถนน มีชีวิตอยู่ที่การดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ว่ากลางค่ำกลางคืนนั้น ในอดีตนั้น เรามีการใช้จ่ายสวัสดิการด้วยการจ่ายค่าน้ำมันเป็นตัวเงิน ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง ๑,๐๐๐ กว่าบาท แต่ในตอนนั้นน้ำมันแค่ลิตรละประมาณสิบกว่าบาท แต่วันนี้น้ำมัน ๓๐ กว่าบาท ตัวเงินยังเท่าเดิม แต่รถจักรยานยนต์สายตรวจหรือรถสายตรวจพิกอัปนั้น เข้าไปตรวจงานนั้นกลับกินน้ำมันเท่าเดิมและมากขึ้น จึงว่าต่อไปนี้จากการปรับราคาน้ำมัน ของผู้ปฏิบัติงานหน้าที่ตรงนี้จากตัวเงินให้เป็นจำนวนลิตร น้ำมันจะขึ้นเท่าไรเราก็ปรับ ตามลิตรไปอย่างนั้น อย่างเช่นให้เดือนหนึ่งยกตัวอย่าง ๑๐๐ ลิตร มันก็ต้องเป็น ๑๐๐ ลิตร น้ำมันจะขึ้นกี่บาทกี่สตางค์ไม่กระทบกับทางข้าราชการผู้น้อยที่ทำหน้าที่ตรงนี้ สิ่งที่สำคัญ ที่สุดตอนนี้ชีวิตเขาเหล่านี้ต้องอยู่กับความปลอดปลอดภัยบ้าง ไม่ปลอดภัยบ้าง หลักประกัน ชีวิตนั้นอยากให้ทางกรมตำรวจผู้หลักผู้ใหญ่นั้นสร้างหลักประกันชีวิตให้คนเหล่านี้ให้สมกับ หน้าที่ที่เขาทำอยู่ และที่สำคัญเราก็จะได้รู้อย่างที่ท่านสมาชิกก่อนหน้าว่าวันนี้ตำรวจผู้น้อยนั้น เกษียณไปนั้นเป็นจ่าหรือดาบแก่ ๆ ก็ยังไม่มีที่อยู่ ผมจึงกราบเรียนในตอนที่เข้าประชุมกับ อนุกรรมาธิการว่าอยากให้มีสหกรณ์ตำรวจเป็นเจ้าภาพในการที่สร้างเคหะให้กับตำรวจผู้น้อย ก่อนเกษียณในการพิจารณาเงินเดือนโดยตัดการผ่อนผันกู้เงินสร้างบ้านนี้เมื่อเกษียณ หรือจะเกษียณไปนั้นมีบ้านอาศัยอยู่ให้กับครอบครัวที่อบอุ่น นี่เป็นสิ่งสำคัญ แม้กระทั่ง การปรับยศในสมัยหนึ่งที่ผมเป็นสมาชิกในสมัยแรกนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็จะเป็นปี ๒๕๕๔ หรือปี ๒๕๕๓ ผมได้ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือ มท. ๔ ถ้าไม่ผิดต้องขอเอ่ยนามท่านเฉลิม อยู่บำรุง ว่าให้ปรับยศจากผู้ที่เป็นชั้นประทวนซึ่งมีความรู้ มีประสบการณ์มากกว่าที่จะจบมาจากชั้นร้อยตำรวจตรีด้วยซ้ำ ๕๓ ปี ให้ขึ้นยศเป็น ๑ ดาว หรือ ๑ ร้อยตรี แล้วก็จบความสำเร็จ แต่วันนี้ผมว่าถ้าเราจะปรับลดจาก ๕๓ ปี ให้มาเป็น เหลือ ๔๘ ปี หรือ ๕๐ ปี จะทำให้เป็นขวัญกำลังใจกับชั้นประทวนที่มีประสบการณ์ในการที่ ดูแลรักษาความสงบ หรือดูแลความปลอดภัยของชีวิตของพี่น้องประชาชนนั้นมากกว่าเท่าที่ จะจบนายร้อย ๑ คน น่าจะปรับลดลงมาเพื่อความก้าวหน้า เขาจะได้มาติดถึงระดับพันตรี ตอนเกษียณอายุก็ถือว่าสมเกียรติให้กับตำรวจผู้น้อย และที่สำคัญยิ่งวันนี้ที่มีความห่วงใยก็คือ กองทุนที่เราจะต้องมาหาให้กับพี่น้องตำรวจผู้น้อยที่จะต้องใช้สร้างสวัสดิการไม่ว่าจะเป็น ที่เอ่ยมาแล้ว เรื่องประกันชีวิต เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องค่าตอบแทน ตำแหน่งยศต่าง ๆ นั้น เรายังขาดแคลน แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นบ่อย ๆ ว่ามีองค์กรที่หนึ่งสนับสนุนและเป็นเรื่องที่ ทางข้าราชการตำรวจดูแลมาตลอด ช่วยปรับปรุงตลอดและแก้ไขตลอดก็คือกองสลาก กินแบ่งรัฐบาล อยากให้กองสลากกินแบ่งนั้นมีส่วนที่จะนำเงินในกองทุนส่วนนี้มาเป็น รายเดือนหรือรายปีให้กับสวัสดิการตำรวจของผู้น้อยเราได้มาใช้จ่ายตรงนี้บ้าง หรือจะเป็น ในรูปของโอนเงินไปให้กับสหกรณ์ตำรวจเพื่อสร้างเคหะให้กับตำรวจผู้น้อยได้ผ่อนบ้าน จนถึงเกษียณ ได้มีบ้านอย่างน้อยเป็นหลักประกันชีวิต อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธาน อนุกรรมาธิการว่าควรจะนำเรียนผู้หลักผู้ใหญ่หรือส่วนของกรมตำรวจด้วยว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ เราควรจะทำ หรือวันนี้เราจะมีรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านให้กับตำรวจ กลุ่มแม่บ้านที่อยู่บ้าน เฉย ๆ ก็คือขออัตราจำนวนใบสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นให้แม่บ้านเป็นผู้จำหน่ายบ้าง ผลกำไรนั้น ก็จะไปสู่ระบบของลอตเตอรี่หรือเป็นสลากกินแบ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายให้กับครอบครัว ของตำรวจนั้นนำไปใช้จ่ายกันจะได้เพิ่มรายได้ให้กับแม่บ้านเป็นอัตราส่วนที่เราทำอยู่ ในประเทศเราแล้ว เราควรจะแบ่งไปให้กับสันติราษฎร์ตรงนี้ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้กับประเทศชาติของเรา อันนี้กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าอะไรที่ตำรวจ มีส่วนร่วมในการที่จะปราบปรามและดูแลก็อยากให้กรมตำรวจนั้นได้รับประโยชน์ตรงนี้ จากกองทุนเหล่านี้ ด้วยความเคารพว่าวันนี้ผมได้อยู่กับน้อง ๆ ที่เป็นตำรวจข้าราชการตำรวจ ผู้น้อยตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่อยากจะขอไปทุก ๆ จุดของประเทศไทยก็คือ สถานีตำรวจ บางตำบลนั้น ยกตัวอย่างที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้รับความกรุณาจากท่านผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย ท่านสถาพรว่าเราจะสร้างป้อมตำรวจที่ตำบลแม่สินที่มีตำบลเดียว มี ๒๕ หมู่บ้าน มีพื้นที่เท่ากับ ๑ อำเภอ แต่กลับมีตำรวจแค่ ๓-๔ คนดูแลก็เลยร้องขอไป และหลาย ๆ ที่ที่มีความเหมาะสมที่จะสร้าง สภต. หรือสถานีตำรวจระดับตำบลได้ก็อยาก ให้สร้าง และแม้กระทั่งสายตรวจตามสี่แยกที่พักตำรวจหรือป้อมตำรวจวันนี้ตำรวจผู้น้อยเอง ยังต้องหาเงินในการก่อสร้าง ผมเองทราบเพราะว่าผมเป็นส่วนหนึ่งกำลังที่จะไปหาสิ่งเหล่านี้ ถมดินเอย ทำให้สี่แยกนั้นเมื่อมีจราจรคับคั่งแล้วเห็นว่ายังมีป้อมตำรวจ การทำผิดกฎหมาย หรือการตั้งด่านนั้นจะทำให้เกิดมีสวัสดิภาพในการตรวจตรา ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดตลอดจน ความปลอดภัยที่ชาวบ้านมาร้องขอในจุดต่าง ๆ จึงกราบเรียนท่านประธานว่าอยากให้ทาง ผู้หลักผู้ใหญ่หากองทุนตรงนี้เสริมไปให้กรมตำรวจเพื่อสร้างสวัสดิการตำรวจผู้น้อย ขอบคุณครับ🔗

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านจักรวาลครับ ต่อไป คุณไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ เชิญครับ🔗

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปูอัด ไชยามพวาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียน ผมมาขออนุญาตเรื่องของพี่น้องตำรวจนั้นไม่ใช่การพูดครั้งแรก แล้วต้องขอบคุณทางกรรมาธิการที่เอาเรื่องของสวัสดิการมาเป็นวาระสำคัญที่จะผลักดัน ต่อไปในอนาคต เพราะว่าพี่น้องตำรวจเป็นคนด่านแรกที่รับเรื่องราวของพี่น้องประชาชน มาโดยตลอด เรื่องราวที่ผมพูดในอดีตที่ผ่านมาเคยทำในเรื่องของปรึกษาหารือหลายครั้งในส่วนเรื่องของ งบประมาณเงินสนับสนุนค่าสำนวนต่าง ๆ แต่วันนี้ผมตั้งใจจะมาพูดในส่วนของ ๓ หัวข้อ แล้วก็ ๓ หัวข้อนี้คิดว่าอยู่ในรายงานของท่านแล้ว แล้วก็หวังว่ารายงานนี้จะต่อยอดไปถึง อนาคตรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่าวันนี้เรื่องแรกที่อยากจะมาพูด ด้วยเรื่องของ Insight เลยก็คือเรื่องของบ้านพักสวัสดิการตำรวจ คืออย่างนี้ครับ พื้นที่ผม เขาจะเรียกว่าปูอัดกันเฉย ๆ สส. ไม่ต้องมีนี่เป็นนโยบาย พี่น้องตำรวจเขาจะบอกว่าปูอัดมาดู ที่แฟลตตำรวจหน่อยไฟจากที่เคยสว่างมานานมันดับไปหมด ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พี่น้องตำรวจก็เป็นประชาชนที่ผมต้องรับเรื่องเหมือนกัน เขาแจ้งผมมา ผมก็ต้องเอาเรื่องนี้ ส่งต่อไปยังสำนักงานเขต สำนักงานเขตก็ส่งต่อไปถึงไฟฟ้า ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับกลับมา อันนี้ให้พี่น้องประชาชนฟังและพี่น้องตำรวจฟังว่าผมพยายามสุดแล้วจริง ๆ เขาบอกว่าคนละ หน่วยงานกันเอางบประมาณไปลงไม่ได้ ปัญหามันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ว่าเราพยายาม เสนอในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะว่ามีความไม่สอดคล้องทางงบประมาณกัน ทีนี้ทำอย่างไรครับ ผมก็ต้องไปก้มหัวทุกที่ทุกทางเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาก่อน เพราะฉะนั้น ก็เลยมาบอกกับทางกรรมาธิการครับว่าข้อเท็จจริงอันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ที่มีความซับซ้อนในการ แก้ไขปัญหา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเรา ผมคิดว่าพี่ ๆ ทุกคนก็ถูกแจ้งเหมือนกัน ละครับ ไม่ใช่แค่พื้นที่ผมที่มีแค่พี่น้องตำรวจ ทุกท่านก็คงโดนเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นวาระที่หนึ่งที่อยากให้กรรมาธิการช่วยตอบให้ชื่นใจว่าเรื่องนี้จะส่งต่อไป ยังรัฐบาลต่อไปในอนาคตเพราะมันมีประเด็นปัญหานี้จริง ๆ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ กรุงเทพมหานคร

ทีนี้เรื่องที่ ๒ เป็นวาระ ที่ได้ยินมาโดยตลอด เป็นเรื่องของเงินสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ พี่น้องประชาชนและพี่น้อง ตำรวจฟังก็คงเข้าใจครับว่าเงินค่าสำนวนตัวนี้ พี่น้องประชาชนครับ วันนี้เรามีทั้งพี่น้องที่เป็น พนักงานสอบสวนใน สน. ไม่ได้รับแค่เรื่องฆ่า ชิงทรัพย์ โน่นนี่นั่นเต็มไปหมด มีในเรื่องของ การโกงเงินในออนไลน์ก็เต็มไปหมดนะครับ แต่มาดูค่าสำนวน มาดูนะครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนดู ๓๓ ปี อีกนิดหนึ่งอายุผมแล้ว ไม่เคยได้ปรับขึ้นเลย ถูกแช่แข็ง Freeze เงินไปอยู่ตรงไหนไม่รู้ แต่ว่า ๓๓ ปี ตัวเลขนี้ต้องบอกว่ารันทดเสียจริง ๆ แต่ว่าพวกเขา ก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ไม่ได้รับการแก้ไขเลย แต่ก็พยายามสะท้อน ผมคิดว่าผมเป็น สส. สมัยแรก ไม่ใช่ผมคนแรกหรอกครับ พี่ ๆ ทุกคนหรือท่านประธานก็ถูกสะท้อนเรื่องนี้ มาโดยตลอด ผมมั่นใจเลย รวมถึงที่พยายามพูดอยู่นี่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกสะท้อน เรื่องนี้กันมาโดยตลอด ๓๓ ปี กมธ. วันนี้ที่มาตั้งตัวนี้ผมคิดว่าในอนาคตท่านจะต้องสะท้อน เรื่องนี้ไปถึงรัฐบาลในอนาคตได้ว่าปัญหาตัวนี้มีจริง ๆ ทีนี้มาดูอีกสไลด์หนึ่งครับ สไลด์ตัวนี้ เปรียบเทียบให้เห็นว่าฐานเงินเดือนเริ่มต้น ด้านซ้ายคือพนักงานสอบสวน ตัวแท่งซ้ายแรก ตรงกลางคืออัยการผู้ช่วย ด้านขวาคือท่านผู้พิพากษา ดูกราฟแท่งสิครับลงเหวเหมือน ๓๓ ปีเลย ไม่ขึ้นเสียทีหนึ่ง ก็หวังว่ากราฟตัวนี้ท่านกรรมาธิการจะพาตรงนี้ไปเสนอต่อรัฐบาลได้ว่า ให้กราฟตัวนี้มันขึ้นหน่อยในอนาคต ก็มาพูดให้ฟังครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งเป็นวาระสำคัญ วาระนี้เป็นวาระเรื่องของหนี้สิน ข้อมูล สาธารณะปัญหาหนี้สินตำรวจสูงถึง ๒.๗ แสนล้านบาท ตำรวจชั้นประทวนกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้สิน บางคนมีหนี้เฉลี่ย ๓-๕ ล้านเปอร์เซ็นต์ ข้อเท็จจริงที่ผมรู้ ก็คือพี่น้องตำรวจเข้ามาบางท่านก็กู้หนี้ยืมสินเลย กู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถก็ว่ากันไป แต่ประเด็น สำคัญคืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าเราต้องติดอาวุธความรู้ให้กับพี่น้องตำรวจด้วย พวกเขา เป็นเจ้าหน้าที่พนักงาน แต่ก็ไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องการบริหารการเงินเลย ผมคิดว่าวาระนี้ อาจจะต้องมี Third Party หรือเปล่าครับท่านกรรมาธิการ ที่จะให้องค์ความรู้เรื่อง การบริหารจัดการเงินให้กับพี่น้องตำรวจก่อนที่เขาจะกู้หนี้ยืมสิน เขาจะได้รู้ว่าเขาจะบริหาร หนี้สินของเขาในอนาคตอย่างไรให้เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาในอนาคต🔗

สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการมากครับ ผมหวังว่าไม่รู้ละครับรัฐบาล ในอนาคตนั้นจะเป็นใคร ผมนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็หวังว่าเรื่องราวของท่านจะสะท้อน ไปถึงตรงนั้น และปัญหา ๓๓ ปีที่งบประมาณตรงนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยจะจบไป ขอบคุณมากครับ🔗

(การประชุมดำเนินการมาถึงตอนนี้ นายนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านต่อไป ขอเชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ คนกระบี่ ขออนุญาตอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ขอข้าราชการ ตำรวจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ผมก็ต้องให้เครดิตกับประธาน คนเดิม คุณชัยชนะ เดชเดโช ที่เป็นประธานคนเก่า แม้ตอนนี้จะมีประธานคนใหม่ เป็นสุภาพสตรี ที่เป็นประธานคนเก่า แม้ตอนนี้จะมีประธานคนใหม่เป็นสุภาพสตรี ก็ชื่นชม การจัดทำรายงานโดยเฉพาะการไปจัดเก็บข้อมูลที่พื้นที่ตำรวจจังหวัดกระบี่บ้านผม ซึ่งก็ได้ ข้อมูลในเชิงลึกไม่ว่าจะเป็นเรื่องเบี้ยเลี้ยง การไปราชการ ที่อยู่อาศัย สวัสดิการต่าง ๆ อันนี้ ต้องเห็นใจตำรวจในพื้นที่จริง ๆ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา นายตำรวจหลายรายต้องไป ทำสวน ทำสวนยางพาราบ้าง ล่าสุดเท่าที่ทราบเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ พันตำรวจโท ทวีศักดิ์ ยองเข ก็ไปปลูกทุเรียน เพราะว่าท่านก็เคยเป็นโจทก์ฟ้องคดีผมในคดี Car Mob คือกลายเป็นว่าตำรวจต้องหารายได้ จากรายได้อื่นนอกจากเป็นเงินเดือน อันนี้เป็นเรื่องที่ น่าเห็นใจ เพราะว่าถ้าตำรวจเราที่อยู่หน้างานมีรายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งผิดกับหน่วยงาน ที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบการทำงานของเพื่อนราชการ เช่น สตง. ก็จะมีค่าตอบแทนเพิ่มเติม มากขึ้นเรื่อย ตำรวจหน้างานก็จะแบกภาระต่าง ๆ ไหนจะปัญหาที่จะได้รับเพิ่มเติม เช่น น้ำมัน ถ้าเบิกไปแล้วถูกทอนคืน อันนี้ก็มีนะครับ ไม่มีในรายงาน แต่ว่าเอามาอภิปราย มาเล่าให้ท่านฟัง เพราะเพื่อนตำรวจผมเยอะครับ ในหลายพื้นที่ พอผู้บริหารให้ไปในรูปแบบ ของการใช้จ่ายน้ำมัน แต่เมื่อถูกทอนคืน ก็กลายเป็นว่าเขาก็ไม่ได้รับสวัสดิการเต็มที่ เรื่องของ การเลื่อนตำรวจหลายระดับ ความล่าช้าของคดีก็เกิดจากกำลังใจของตำรวจผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นการสนับสนุนกำลังใจที่รายงานฉบับนี้ชี้แจงออกมาเป็นข้อ ๆ ชื่นชมครับ ว่าท่านชี้แจงได้เห็นทะลุปรุโปร่งได้ดีนะครับ โดยเฉพาะถ้าตำรวจหลายคน เขาก็บ่นนะครับ มีท่านหนึ่งรับคดีผมอยู่ที่ สภ. เกาะลันตา เมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ผมไป แจ้งความกล่าวโทษมีการบุกรุกป่า ตอนนี้คดีก็ยังไม่คืบ เข้าใจว่ารูปแบบของค่าตอบแทน ไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเรานำเสนอรายงานฉบับนี้ไปยัง ก.ตร. คณะกรรมการ ข้าราชการตำรวจเป็นอันดับ ๑ อันดับ ๒ ก็รัฐบาลครับ เพื่อจะจี้ลงมาว่าให้พี่น้องตำรวจ ของเราไปปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชนในลำดับต้น ในเชิงของ ความยุติธรรม ประชาชนก็ได้รับความยุติธรรมตั้งแต่ต้น คดีก็ไม่ถูกถ่วงรั้งหรือคดีไม่ต้องถูก หยอดน้ำมันหรือคดีก็ไม่ต้องถูกบิดเบี้ยวไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น เพราะฉะนั้น ต้องขอขอบคุณรายงานฉบับนี้ที่ตีแผ่ว่าสวัสดิการของตำรวจไม่เท่าเทียมกับทหารแน่ ๆ เรื่องนี้เข้าใจได้ สุดท้ายครับ ตำรวจนั้นสำคัญกับคนไทย ให้ใส่ใจสวัสดิการอย่างทั่วถึง ความเป็นอยู่ก้าวหน้าต้องคำนึง เป็นที่พึ่งของประชาชนคือตำรวจที่ดี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านที่มาลงชื่ออภิปรายท่านสุดท้าย ท่านนิพนธ์ คนขยัน ครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณทุกท่านที่ทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของ ข้าราชการตำรวจ ชื่นชม ขอบคุณ ชมเชย ผมจะพูดเรื่องข้อสังเกตนะครับ ทุกอย่างที่ท่าน รายงานมาดีมาก ข้อสังเกตก็สรุปสัก ๓-๔ ข้อครับท่านประธาน อาจจะซ้ำกันบ้างกับ เพื่อนสมาชิกครับ วันนี้ตำรวจไทย วันไหน ๆ ตำรวจไทยก็เก่งที่สุดครับ หากทำจริง โดยเฉพาะวันนี้นโยบายของท่าน มท. ๑ ปราบยาเสพติด ตำรวจกับผู้ว่าจับมือกัน ก็ใกล้จะ ล่มสลายไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร วันข้างหน้ายังมีครับ ข้อสังเกตข้อแรก ระยะเร่งด่วน เรื่องงบประมาณในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแต่ละโรงพัก วันนี้ตำรวจชั้นผู้น้อย โดยเฉพาะ ในชนบท ผมก็ถามเพื่อนตำรวจบางคน ตำรวจชั้นผู้น้อยว่าทำไมไม่ค่อยวิ่งรถตราโล่ตำรวจ ที่มีไฟแว๊บ ๆ ๆ ท่านประธาน เขาตอบผมว่าน้ำมันมันน้อยครับ ก็อยากให้เพิ่มเรื่องน้ำมัน แต่ฝากนะครับ เพิ่มน้ำมันไปแล้ว ผู้กำกับสถานีต่าง ๆ ต้องจัดให้เต็ม ให้ลูกน้อง ไม่ใช่ว่ากั๊กครึ่งบางโรงพักได้ยินข่าว เพิ่มไปแล้วต้องจัดสวัสดิการเต็ม เครื่องยุทโธปกรณ์วันนี้ ยาบ้ามันเยอะ ผู้คนวิกลจริตเห็นไหม ปืนไฟฟ้า ปืนช็อตไฟฟ้า เพราะว่าท่าน สส. ยิงมากไม่ได้ เขาว่าลูกหนึ่ง ๒,๐๐๐ โรงพักหนึ่งมี ๒-๓ ลูก ยิงมากไม่ได้ จัดลงไปครับ เพื่ออะไร เพื่อความ ปลอดภัยในชีวิตของชุมชน พวกติดยาบ้ามันคลั่งยาบ้าใช่ไหมครับ จะยิงก็มีจำกัดอันนี้ก็เพิ่ม เข้าไปครับ เสื้อเกราะตำรวจก็ต้องมี เห็นไหมซ้ำร้ายหลานเขยต้องตายเองเพราะไม่มี เสื้อเกราะใส่ตอนไปจับยาบ้า นี่ต้องให้เขาเป็นสวัสดิการ สิ่งสำคัญอีกค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ผมถามว่าทำไมช้าจัง ท่าน สส. เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กอะไรต่าง ๆ มันล้าหลังแล้ว มันจะเสียต้องซ่อม ทำไมไม่ซ่อม กำลังรองบประมาณ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการการตำรวจครับ ข้อสังเกตของท่านชัดแจ้งตรงทุกประเด็น ไฟฟ้า น้ำมัน อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ขวัญกำลังใจครับ วันนี้ออกตรวจตราต่อไปนี้น้ำมันคงจะเยอะ แล้วล่ะ ออกตรวจตราค่ำคืนเบี้ยเลี้ยงเขาล่ะครับ เบี้ยเลี้ยงควรจัดให้เขา หน่วยงานอื่น เบี้ยเลี้ยงอย่างเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ฉายภาพขึ้นมาว่าหน่วยงานนี้เท่านั้นเท่านี้ เห็นใจ นะครับ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงทำงาน แต่เงินที่ได้รับมันเลยเป็นที่มาของตำรวจบางคนไปหากินครับ ถ้าทำตามเพื่อนสมาชิกที่ทำการศึกษาผลสวัสดิการผมรับรองว่าตำรวจสู้ตายครับ มีทั้ง ขวัญกำลังใจ มีทั้งงบประมาณ มีความพร้อมในการที่จะออกไปบรรเทาทุกข์เวลาเดือดร้อน อย่างที่ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ ดังนั้นวันนี้ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการทุกท่านอยู่ข้างบนแทนตำรวจทั้งประเทศ วันนี้หวังว่าหนังสือฉบับนี้ที่ท่านทำ รายงานนี้คงจะส่งให้รัฐบาลส่งให้ผู้เกี่ยวข้อง ท้ายสุดถึงเวลาแล้วที่จะแต่งตั้งตำรวจ เลื่อนชั้น ตำรวจ ถ้าการเลื่อนชั้นตำรวจคนดีมีรางวัล คนไม่ดีอย่าให้เลื่อนชั้น เพราะเลื่อนขึ้นมาแล้ว เฉพาะซื้อขายตำแหน่ง รับรองว่าเรียกเงินคืนแน่นอน ขอบคุณครับท่านประธาน เห็นด้วย อย่างยิ่ง ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม อาจารย์ อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายส่งเสริม แล้วก็สนับสนุน เรื่องของการรายงานของการทำสวัสดิการ แล้วก็การให้พี่น้องตำรวจมีสิทธิที่ดีมากกว่าเดิม ก็ขอเสริมแล้วกันวันนี้ อ.เอท มาใน Model ของ ๓ ง ซึ่งส่วนตัวได้ไปร่วมกับกรรมาธิการ การตำรวจมาเมื่อเดือนที่ผ่านมาที่จังหวัดเชียงราย พี่น้องตำรวจได้ฝาก อ.เอท มา อยู่ประมาณ ๓ ประเด็น ก็อยากจะให้เสริมเข้าไปกับรายงานของท่านเลยนะครับ🔗

ประเด็นแรกก็คือเรื่องของงบประมาณที่เราเองมีอยู่แต่ยังไม่ครบ ก็อยากที่จะ ให้ท่านมีงบประมาณที่จะไปสนับสนุนให้พี่น้องตำรวจเราได้สามารถที่จะจ้างคนให้ มากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าในแต่ละสถานีนั้นมีเขาเรียกว่ากำลังพลไม่พอเพียงนี่คืองบประมาณ นี่คือ ง ที่ ๑ ง ที่ ๒ ที่ขออนุญาตเสริมก็คือเรื่องของเงินในที่นี้คงไม่ต้องพูดหลาย ๆ ท่าน พูดไปเยอะแล้วก็คือเงินที่เป็นอัตราเงินเดือน หรือเงินทดแทนต่าง ๆ ที่พี่น้องตำรวจควรจะได้ เป็นสวัสดิการของเขา อันนี้คือ ง ที่ ๒ ๑. ก็คืองบ ๒. ก็คือเรื่องของเงินเดือนของเขาครับ และด้านที่ ๓ ที่พี่น้องตำรวจบอกว่าถ้างบไม่ได้ก็หมายความว่าจ้างเพิ่มไม่ค่อยมี หรือเงินเดือน อาจจะไม่ได้เพิ่มมากกว่านี้ ขอเป็นเรื่องงานของเขาครับ อันนี้คือท่าน สส. ได๋เองที่ยังเป็น ประธาน อ.เอท ชัดเจนเสริมท่าน สส. ได๋ก็เป็นพื้นที่ของ สส. ได๋ด้วยที่พี่น้องบอกว่างานของ ตำรวจมีอะไรบ้างครับ ไม่ว่าจะเป็นป้องกันไม่ให้เกิดหรือปราบปรามพวกคดีอาญา รวมไปถึงเรื่องของสืบสวนก็คือ เป็นนอกเครื่องแบบ หรือจะเป็นเรื่องของคดีสอบสวน ก็คือพูดง่าย ๆ ไปดูว่าคุณผิดจริง ไม่จริง หรือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจราจร รวมไปถึงอำนวยการต่าง ๆ งานธุรการอยู่ใน Office ของตำรวจเอง และสุดท้ายก็เป็นพวก Special Task Force พวกหน่วย SWAT อะไรต่าง ๆ นี่คือประมาณ ๖ หน้าที่หลัก ๆ แต่พี่น้องครับเมื่อสักครู่นี้ สส. หนุ่มเพิ่งพูดไปครับ บางท่านต้องไปทำอาชีพอื่น อาชีพเสริมหรือไปทำงานอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ของเขา เขาบอกว่าอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่เขาเอาออกไปได้ไหม เอาออกไปเลยครับ ไม่ต้องไปให้ เขาไปทำทุกอย่างเหมือนเขาเป็นเหมือนกับ The Avengers มีคนเดียวทำ ๘ อย่าง ๑๐ อย่าง มันทำไม่ได้จริง ๆ ฉะนั้นก็ขอแค่อย่างเดียวพอครับ ถ้างบไม่ได้ ถ้าเงินก็ไม่ได้ ขอให้เขาได้ ทำงาน สมมุติเขาทำด้านเกี่ยวกับจราจรก็ให้เขาทำด้านจราจรอย่างจริงจังสักทีหนึ่ง อันนี้คือ เขาฝาก อ.เอท มา ฝาก สส. ได๋อีกรอบหนึ่งด้วย อย่างไรก็เข้าไปผลักดันประเด็นนี้ขอให้เขา ได้ทำงานที่เขารักอย่าให้มันต้องไปทำโน่นทำนี่จนเกินบทบาทและหน้าที่ของเขา นี่ล่ะครับ สิ่งที่ อ.เอท อยากที่จะฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการชุดนี้ ต้องขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงครับ เรามาช่วยทำให้พี่น้องตำรวจมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ตำรวจไทยไปไกลกว่าเดิม ด้วยอำนาจและหน้าที่นี้ ขอบพระคุณครับ Respect🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ คณะกรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗

นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านครับที่ได้ร่วมกันอภิปราย ชื่นชมผลงานการทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งเราได้มีการตั้งใจทำ คณะอนุกรรมาธิการทุก ๆ ท่าน ได้ตั้งใจศึกษา แล้วก็ทำรายงานฉบับนี้เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ที่สุดให้เป็นประโยชน์แก่พี่น้อง ข้าราชการตำรวจทุก ๆ ท่าน ถ้าตำรวจอยู่ดีกินดีไม่มีปัญหาชีวิตส่วนตัวย่อมปฏิบัติหน้าที่ ตอบแทนพี่น้องคนไทยได้เป็นอย่างดี นี่คือปณิธานที่คณะอนุกรรมาธิการของเราได้ตั้งใจทำ ก่อนอื่นก็ต้องขอตอบคำถามท่าน สส. วุฒิพงศ์ ทองเหลา ท่านเองก็ได้ให้ข้อสังเกตหลายเรื่อง เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ จริง ๆ แล้วรายงานฉบับนี้อย่างที่ กราบเรียนว่าเราได้มีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ค่าตอบแทน ที่ท่านบอกว่า วันนี้งบประมาณของตำรวจที่ได้รับการจัดสรรไม่สอดคล้องและเพียงพอต่อการประกอบ อาชีพ รวมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ โครงการที่พักอาศัยของข้าราชการ ตำรวจทุกวันนี้ ที่ผ่านมาก่อนที่จะศึกษาเราเองได้ไปลงพื้นที่หลายแห่งครับ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน พบปัญหานี้เราจึงได้ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อขอให้ทางสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยของข้าราชการตำรวจ บางแห่งข้าราชตำรวจที่บรรจุใหม่ ต้องมาอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน คนหนึ่งไปเข้าเวร คนหนึ่งออกเวร ก็มานอน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเช่นนี้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราทราบดี เราจึงได้จัดทำรายงาน และเสนอแนะเป็นรายงานฉบับนี้ขึ้นมา มีปรากฏอยู่ในรายงาน อันนี้รายงานของเรานี้จัดทำ ในข้อเสนอแนะหน้า ๑๓๑ อันนี้มีอยู่อย่างชัดเจน เรื่องระยะเร่งด่วนอันนี้เราเห็นนี้ เป็นความสำคัญเลยครับเกี่ยวกับเรื่องที่พักอาศัย เพราะฉะนั้นเราจึงได้มีการจัดทำรายงาน แล้วก็ระบุไว้ในระยะที่ ๑ เป็นระยะเร่งด่วนนะครับ🔗

ประเด็นต่อมา (๓) ที่บอกไว้ว่าดำเนินการจัดหาที่อยู่อาศัยของข้าราชการ ตำรวจให้เพียงพอ อันนี้แสดงถึงความใส่ใจ แล้วก็เข้าใจปัญหาของข้าราชการตำรวจ เป็นอย่างดี ต้องขอบคุณท่านวุฒิพงศ์ที่ได้ชี้แนะในประเด็นนี้🔗

ประเด็นต่อมา เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะ สายอำนวยการ เฉกเช่นเดียวกันครับ เราเองไม่ได้มองว่าข้าราชการตำรวจจะแบ่งแยก สายอำนวยการ ปราบปราม สืบสวนสอบสวน เราเห็นถึงความจำเป็นและสำคัญ สายอำนวยการเองเท่าที่เราสอบถามมา ๑. ความก้าวหน้าในอาชีพค่อนข้างจะน้อยกว่าเพื่อน อันนี้เราเองเราก็ใส่ใจ เราก็ไปดูว่าปัญหามันเกิดจากอะไร วันนี้เราก็พยายามทำว่าต่อไปนี้ทุกสายงานไม่ว่าจะเป็นป้องกัน ปราบปราม สืบสวนสอบสวน สายอำนวยการ เราก็พยายามที่จะหาวิธีการเพื่อจะให้มีค่าตอบแทนนะครับ ในส่วนของ สายอำนวยการซึ่งก็อยู่ในรายงานฉบับนี้เช่นเดียวกัน จะอยู่ในหน้า ๕๐ นะครับ อันนี้เรามี เรื่องของค่าตอบแทน ในขณะเดียวกันในส่วนของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ที่เราไปลงพื้นที่และพบเกี่ยวกับเรื่องการขาดแคลนอัตรากำลังของพนักงานสอบสวน อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ๑. พนักงานสอบสวนรับคดีเป็นจำนวนมาก ๒. ความเครียดสะสม ๓. สิ่งที่มีก็คือค่าตอบแทนในสำนวนที่ทำเป็นจำนวนน้อย อันนี้ก็จะมีในเรื่องของค่าตอบแทน เราได้มีการเพิ่มให้ในรายงานฉบับนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราใส่ใจครับ ไม่ใช่เฉพาะแต่ในเรื่องของ ความเป็นอยู่ แต่เรายังมองถึงสวัสดิการและรวมถึงความก้าวหน้าในอาชีพ🔗

ในประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของสหกรณ์ที่ท่านวุฒิพงศ์เองท่านก็ได้ให้ ข้อสังเกตไว้ว่าข้าราชการตำรวจมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันวันนี้สหกรณ์ตำรวจ มีมากมายทั่วประเทศหลายสหกรณ์ที่เป็นเอกเทศของแต่ละคนแต่ละท้องที่ แต่ผมเองได้ไป ที่จังหวัดทางภาคอีสานผมจำไม่ได้แล้วครับว่าจังหวัดอะไร แต่ว่าเห็นการจัดการที่นั้นสหกรณ์ เขาจัดการเป็นระบบอย่างดีครับ อันนี้คือเป็นแนวทางและเราก็ได้ให้แนวทางไปว่าถ้าตำรวจ ทั่วประเทศได้ใช้ Model ของสหกรณ์ดังกล่าวเป็นต้นแบบเขาก็จะสามารถจัดการดูแล ตัวเขาเองได้เป็นอย่างดี เขาขาดเพียงแต่เงินสนับสนุนในเรื่องของที่จะเอาไปใช้ในการ ประกอบกิจกรรมของสหกรณ์ ตรงนี้ก็คือพยายามหาช่องทางว่าจะหาแหล่งเงินกู้ที่ไหนให้กับเขา อันนี้ก็คือเป็น Model ที่เราเองพยายามนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องสหกรณ์เราก็ได้พยายาม ที่จะจัดการให้ในส่วนของตำรวจ🔗

ในประเด็นต่อมา ในส่วนของท่านจักรวาล เดี๋ยวให้ท่านประธานเป็นคนตอบ โดยตรงก็แล้วกันนะครับ ผมจะขออนุญาตตอบของท่านไชยามพวานว่าในส่วนของท่าน ที่ท่านตอบมาว่าเกี่ยวกับบ้านพัก สวัสดิการตำรวจ เรื่องไฟฟ้า อันนี้ก็ต้องขอกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าเรื่องของไฟฟ้าไม่ติดหรือมันติดขัดอะไรอย่างนี้ ก็คงต้องให้หน่วยงาน โดยเฉพาะการไฟฟ้านครหลวงต้องแจ้งไปที่หน่วยงานตรงนั้นโดยตรงว่าจะให้จัดการในเรื่อง ของไฟฟ้าเป็นอย่างไร แบบไหน เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดก็คือว่าโรงพัก ก็ยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเองครับ บางพื้นที่ติดค่าไฟฟ้าเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นบาทครับ อันนี้ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเราเองก็ได้ให้แนวทางว่าต่อไปนี้เราจะพยายามหาวิธีการว่าเราให้ทาง โรงพักติดโซลาร์เซลล์ที่โรงพักเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า และเราก็จะเอาเงินส่วนนั้นไปใช้เป็น งานในส่วนอื่นของโรงพักในส่วนนั้นไปนะครับ อันนี้เราก็พยายามหาแนวทาง ส่วนเงิน สนับสนุน ค่าสำนวนก็อย่างที่กราบเรียนครับว่าเราได้มีการนำเสนอไว้ว่าเดิมสำนวนคดีอาญา ได้ค่าตอบแทนเรื่องละ ๕๐๐ บาท เราได้เสนอในรายงานฉบับนี้เพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต้องขอบคุณท่าน ผบ.ตร. คนปัจจุบันครับ ท่านได้ใส่ใจนะครับ วันนี้ท่านได้มี การเพิ่มค่าน้ำมันในการเป็นสายตรวจจราจร แล้วก็เป็นสวัสดิการต่าง ๆ เรื่องการเอาใจใส่ เรื่องบ้านพักสวัสดิการต่าง ๆ ของข้าราชการชั้นผู้น้อย ผมเองก็ได้รับคำตอบจากท่าน ผบ.ตร. ว่าท่านก็ได้พยายามดูแลในส่วนของสวัสดิการตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาศัย เรื่องเงิน ค่าตอบแทน ค่าน้ำมัน ค่าดำรงชีพต่าง ๆ ท่านก็พยายามจัดสรรส่วนนี้ให้ใน ปี ๒๕๖๘ นี้ นะครับ ส่วนเรื่องหนี้สินที่ท่านไชยามพวานท่านบอกว่า ๒.๗ แสนล้านบาท อันนี้ก็ต้องเรียน ตรง ๆ ว่าไม่ใช่เฉพาะตำรวจที่มีหนี้สินเป็นจำนวนมาก เราเข้าใจครับ ข้าราชการครูก็เป็น หนี้สิน ข้าราชการทุกหน่วยงานก็มีหนี้สินเช่นกัน แต่ในส่วนของข้าราชการตำรวจสิ่งหนึ่ง ที่มันเกิดเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เนื่องจากว่าต้องยอมรับเขาเรียกว่าอะไร ความจำเป็นในการ ทำงานทำหน้าที่ของตำรวจ ท่านได้ทำงานแทบจะตลอด ๒๔ ชั่วโมง บางท่านทำงาน เขาเรียกว่า ไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านทำงาน บางท่านโชคดีมีเวลาไปประกอบอาชีพอื่น แต่ตำรวจบางท่าน ท่านไม่มีอาชีพเสริมอย่างอื่นเลย ท่านเข้าเวร ท่านพัก ท่านเข้าเวร ท่านจะอยู่อย่างนี้ตลอด วันสงกรานต์ วันหยุดพักผ่อนที่เราได้มีการหยุดประเพณีต่าง ๆ ตำรวจบางท่านไม่ได้หยุด อันนี้ก็คือเราจะเห็นว่าตำรวจคอยอำนวยความสะดวกให้เรา อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ ส่วนหนึ่งที่เราเห็นแล้วก็ชื่นชม เพราะฉะนั้นในเรื่องของหนี้สิน เราเองก็พยายามหาวิธีการ จัดการ ในการลงพื้นที่ในแต่ละครั้ง เราก็พยายามสอบถามว่าหนี้สินของตำรวจจะจัดการ อย่างไร สิ่งที่ต้องการคืออะไร เราก็พยายามหา ซึ่งมันก็จะมีสรุปอยู่ในรายงานฉบับนี้ เพื่อที่ เราจะได้เสนอแนะต่อ ครม. แล้วก็รัฐบาลต่อไป เพราะฉะนั้นในเรื่องของหนี้สิน เราก็พยายาม ให้มีการจัดสรรในเรื่องของสหกรณ์แล้วก็เพิ่มสวัสดิการ และที่สำคัญเราพยายามหาวิธีการที่ จะให้ข้าราชการตำรวจได้ค่าตอบแทนมากขึ้น อาจจะไม่ใช่เรียกว่า OT เพราะว่าข้าราชการ ตำรวจ เราเคยถามแล้วว่าสามารถจ่ายเป็นค่า OT ได้หรือไม่ อันนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้อง เขาตอบว่ามันไม่สามารถจะจ่ายเป็นค่าล่วงเวลาหรือ OT ให้กับข้าราชการ ตำรวจได้ เพราะฉะนั้นก็จะจ่ายเป็นค่าตอบแทนในสวัสดิการรูปแบบอื่น อันนี้ ก็ต้องขอชี้แจง ซึ่งข้อเสนอแนะทั้งหมด เราได้ใส่ไว้ในรายงานฉบับนี้แล้ว🔗

ในประเด็นต่อมาของ สส. ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านเองก็ได้ชื่นชมว่า รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ แล้วก็ให้เครดิตกับท่านประธานคนเก่าแล้วก็ท่านใหม่ด้วย อันนี้ก็ต้อง ขอบพระคุณแทนท่านประธานทั้ง ๒ คน จริงๆ แล้วในสิ่งที่ท่านให้ข้อสังเกตมา ในเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการทำงาน ก็ต้องยอมรับว่าค่าน้ำมัน ค่าตำแหน่ง ค่าใช้จ่ายที่มันจำเป็น อันนี้ ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าในแต่ละปี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับจัดสรรงบประมาณ ในส่วนนี้น้อยไม่เพียงพอ การที่ผมเองได้เคยสอบถามในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าการที่เรา จะไม่ให้อาชญากรรมเกิดด้วยการเอาสถิติมาเป็นตัวชี้วัดผลงานตำรวจ ผมมองว่าท่านอาจจะ มองผิด แต่จริง ๆ แล้วในการที่จะทำให้คนที่จะมีผลงาน ควรจะต้องใช้ตัวชี้วัดการป้องกัน อาชญากรรมไม่ให้เกิดในท้องที่ อันนี้คือสิ่งสำคัญ แต่วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังใช้สถิติ ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นตัวชี้วัด ซึ่งผมเองก็เคยให้ข้อสังเกตไปว่าควรจะ เปลี่ยนแนวทางใหม่ ซึ่งตรงนี้เราเองก็พร้อมที่จะสนับสนุนค่าสวัสดิการ เรื่องค่าน้ำมันอะไร ต่าง ๆ อันนี้เคยให้ข้อสังเกตไปแล้ว อันนี้ก็ขอเรียนชี้แจงให้กับทางท่าน สส. ประเสริฐพงษ์ ทราบ🔗

ประเด็นต่อมาในเรื่องการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง อันนี้เราต้องยอมรับ ความจริงว่าปัญหาเรื่องตำรวจทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหา เรื่องการโยกย้าย การเลื่อนขั้น วันนี้ เป็นปัญหา เราเองเราพยายามหาวิธีในการที่จะให้ข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงาน ทำงาน ตอบแทนพี่น้องคนไทยด้วยความทุ่มเทเหน็ดเหนื่อย ได้รับผลตอบแทนด้วยการเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนให้ดีขึ้น ไม่อยากให้ข้าราชการที่เป็นนายเวรหน้าห้องตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย ได้รับความก้าวหน้า คนเหล่านี้ไม่ได้ทำงาน ติดตามนายแต่ได้ผลงาน อันนี้ผมเองก็เคยให้ ข้อสังเกตแล้วว่าตำรวจเหล่านี้ไม่ควรที่จะได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น แต่ต้องให้คนที่ตั้งใจ ทำงาน เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนต้องได้ผลงานในการพิจารณา เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็จะพยายามขับเคลื่อนแล้วก็เราก็ได้มีการ เสนอแนะไว้ในรายงานเช่นเดียวกัน จึงขอแจ้งต่อที่ประชุมและกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่าน สส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ว่าเราพยายามทำทุกอย่างให้รายงานฉบับนี้มีผลสมบูรณ์ แล้วก็อยากจะทำรายงานฉบับนี้ให้มันมีผลสัมฤทธิ์ไปยังรัฐบาลแล้วก็ยัง ครม. เพื่อให้ท่านที่มี ส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนเหล่านี้ ให้สัมฤทธิ์ผล🔗

ประเด็นต่อมา ขอตอบท่าน สส. นิพนธ์ คนขยัน ต้องขอบพระคุณท่าน ที่ท่านเองได้ให้คำชี้แนะในข้อสังเกตเรื่องระยะเร่งด่วน เรื่องการใช้รถที่มีปัญหาว่าทำไม รถสายตรวจก็ดี รถอะไรต่าง ๆ ก็ดี ทำไมไม่ใช้ เพราะมีปัญหาหรือเรื่องน้ำมันที่ไม่มีจะเติม เพราะว่าบางทีก็ได้เงินไปไม่เพียงพอ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพออย่างที่ผมกราบเรียน ว่าปี ๒๕๖๘ ปีที่ผ่านมาปีนี้ครับ ท่าน ผบ.ตร. ท่านก็ได้รับข้อสังเกตจากการที่เราได้มีการ พูดคุยหรือการมีข้อเสนอแนะหลายครั้ง ท่านก็ได้มีการจัดสรรเงินงบประมาณจัดสรร ในส่วนนี้ให้ตามโรงพักต่าง ๆ เพื่อไปจัดสรรเป็นค่าสวัสดิการ ค่าน้ำมัน ค่าตอบแทนที่จะ เรียกว่าค่าล่วงเวลา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการตอบแทนให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทำงานเกินเวลาปกติให้ได้รับค่าตอบแทนตามความเหมาะสมอาจจะไม่มากมาย แต่ว่า ท่าน ผบ. ตร. ท่านนี้ก็ได้พยายามทำได้อย่างเต็มที่ตามความสามารถและสุดกำลัง ตามงบประมาณที่ได้รับไป🔗

ส่วนเรื่องอาวุธปืน อันนี้เป็นปัญหาหนึ่ง ผมอยากกราบเรียนท่าน สส. นิพนธ์ ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องอาวุธปืน วันนี้เท่าที่ผมสอบถามกับเวลาที่ไปลงพื้นที่หาข้อมูล ส่วนใหญ่ ตำรวจปืนสวัสดิการมีเยอะมากครับ แต่ไม่มีลูกกระสุน อันนี้เป็นความจริงครับ แต่ส่วนใหญ่ แล้วข้าราชการตำรวจไม่อยากเบิกปืนที่เป็นสวัสดิการ เนื่องจากว่าต้องรับผิดชอบ อันนี้ก็เป็น ปัญหาครับ เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าราชการส่วนใหญ่ก็จะจัดซื้ออาวุธปืนด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องดูแลรักษาของหลวงครับ อันนี้เป็นเหตุผลที่ตำรวจหลาย ๆ ท่านได้ให้ข้อมูลมา ส่วนเรื่องของกระสุนมันก็เป็นข้อจำกัดจริง ๆ ว่า ๑. มันอาจจะมีเรื่องของค่าใช้จ่าย อันนี้ ก็ต้องยอมรับครับ แต่เราก็จะพยายามหางบประมาณส่วนนี้ให้กับข้าราชการตำรวจไป🔗

ประเด็นต่อมาเรื่องเสื้อเกราะ ซึ่งเป็นความสำคัญและจำเป็นนะครับ ไม่ใช่ เฉพาะเสื้อเกราะที่ให้กับตำรวจไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ เรายังมองเห็นถึงความสำคัญเวลา ที่มีผู้ป่วยจิตเวช เวลาที่บ้าคลั่ง มีข่าวหลายครั้งหลายคราวที่มีผู้ป่วยจิตเวชคลุ้มคลั่งอาละวาด เราเองก็เป็นห่วงข้าราชการตำรวจที่ออกไประงับเหตุ มีหลายครั้งที่ออกข่าวว่าตำรวจเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากผู้ป่วยจิตเวช เราเองก็สอบถามว่าแล้วอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นไม้ง่าม หรืออุปกรณ์อะไรต่าง ๆ มันมีความจำเป็นอย่างไรแบบไหน อันนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการตำรวจ เราก็พยายามที่จะจัดสรรนะครับ หาอุปกรณ์เหล่านี้ให้ เพราะเรา คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน แต่ในขณะเดียวกันข้อจำกัดอย่างหนึ่งก็คือว่า เราพยายามบอกทางหน่วยงานตำรวจให้มีการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงอื่นหรือ สวทช. หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขามีนวัตกรรมต่าง ๆ เหล่านี้อยากให้มีการ เอางบประมาณไปทำและร่วมมือกันสร้างเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ออกมาเพื่อใช้ ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของข้าราชการตำรวจ อันนี้เราก็ได้ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็มีอยู่ในรายงานนะครับ เครื่องใช้สำนักงานต่าง ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในแต่ละ หน่วยงาน ในแต่ละพื้นที่ก็เช่นเดียวกันครับว่า เราก็ต้องยอมรับว่ามันมีข้อจำกัด ส่วนนี้ มันจะมีผลกระทบส่งไปถึงตำรวจที่อยู่ในสายอำนวยการบางท่านก็ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ได้คำนึงถึง เราได้หาข้อมูล เราได้พยายามทำความเข้าใจและศึกษาว่า ถ้าในกรณีมีความจำเป็นในเรื่องของเครื่องสำนักงานที่จะอำนวยความสะดวกให้กับ การทำงาน เวลาไปแจ้งความไม่ต้องไปเขียนด้วยลายมือตัวเอง พิมพ์เลย มีเครื่อง Print มีทุกสิ่งทุกอย่างเตรียมพร้อมให้กับพี่น้องไปใช้บริการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็พยายามให้ ข้อเสนอแนะ แล้วก็ให้ทางหน่วยงานแจ้งมาว่าต้องการอะไร แบบไหน ซึ่งก็จะอยู่ในรายงาน ฉบับนี้ทั้งหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราคำนึงถึงและเราก็มีความเข้าใจ ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ท่าน สส. นิพนธ์ คนขยัน ที่ให้ข้อสังเกตนะครับ🔗

ในประเด็นต่อมาครับ ท่าน สส. กันต์พงษ์ ท่านเองท่านได้ให้ข้อสังเกตมาว่า ๓ ง งบประมาณ อันนี้ก็ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพครับ หน่วยงานตำรวจไม่ได้ต่าง กับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีการจัดสรรงบประมาณอย่างจำกัด และที่สำคัญข้าราชการตำรวจ ๒๐๐,๐๐๐ กว่านาย ทุกวันนี้มีผู้ที่เกษียณอายุราชการไปในแต่ละปีก็เป็นจำนวนมากครับ ในบางพื้นที่อัตราครองจริง ๆ กับอัตรากำลังที่ได้รับการจัดสรรต่างกันครึ่งต่อครึ่งครับ แต่ก็ ไม่มีงบประมาณในการที่จะจัดสรรให้ไปเพิ่มอัตรากำลังใหม่ไปทดแทนอัตรากำลังเก่า วันนี้ เรามีข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการปีหนึ่งเป็นจำนวนมากครับ แต่อัตราที่จะรับเข้า มาใหม่ที่จะทดแทนเป็นจำนวนน้อยครับ อันนี้ผมเองก็เข้าใจดี แต่เราเองเราก็จะพยายาม จัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีการเสริมกำลังที่จะเป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจริง ๆ อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่า พ.ร.บ. ตำรวจ ปี ๒๕๖๕ เรายังมีปัญหาในเรื่องของนายพลทั้งหลาย อันนี้ผมเองก็เห็นด้วยว่าเราก็จะต้องหาวิธีลดจำนวนกำลังพลที่เป็นนายพลทั้งหลายออก นะครับ แล้วเราก็จะต้องไปเพิ่มอัตรากำลังพลที่เป็นชั้นประทวนเพื่อมาปฏิบัติงาน ไปเพิ่ม สายงานสอบสวน ไปเพิ่มสายงานป้องกันปราบปราม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีความจำเป็น อันนี้ ผมเห็นด้วยนะครับ และเราก็จะพยายามผลักดันจัดสรรงบประมาณสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่ ท่านกันต์พงษ์ให้ข้อสังเกต เงิน สวัสดิการ วันนี้ตำรวจอย่างที่ผมกราบเรียนว่าในรายงาน ฉบับนี้เราคิดว่าเราทำด้วยความตั้งใจ เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดเราเองเราพยายามหาเงิน ทุกช่องทางที่จะช่วยให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ผมเน้นนะครับชั้นผู้น้อยครับที่ลำบาก ทำงาน บางครั้งตลอด ๒๔ ชั่วโมงไม่ได้พักไม่ได้ผ่อน แต่ค่าตอบแทนน้อย ผมเองผมเข้าใจครับ ตำรวจข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายพลทั้งหลาย บางท่านงานไม่มีทำ อันนี้ผมขออนุญาตพูด ตรงนี้แล้วกัน แต่ในขณะเดียวกันตำรวจชั้นผู้น้อยทำงานไม่ได้หลับไม่ได้นอน อันนี้ผมเห็นใจครับ เพราะฉะนั้นสวัสดิการต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็อยากจะกราบเรียนพี่น้อง สส. ทุกท่านผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาลก็ดี ก.ตร. ก็ดี ที่มีข้าราชการตำรวจหลายท่านอยู่นะครับ พยายามหาวิธีในการที่จะเพิ่มสวัสดิการให้กับตำรวจ ในส่วนของงานอันนี้ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับว่างานตำรวจเป็นงานที่น่าเห็นใจ บางคนเกลียดตำรวจ แต่ก็อยากไปเป็นตำรวจ ผมก็ไม่เข้าใจมันย้อนแย้งกัน แต่สุดท้ายทั้งที่เราก็รู้ว่า งานตำรวจมันลำบากยากเย็นแสนเข็ญนะครับ ตำรวจเองก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าถูกชาวบ้าน เกลียดทั้งบ้านทั้งเมือง อันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เราพูดความจริง แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ตำรวจทำ ถ้าเราไม่มีอคติกับตำรวจ ตำรวจทำงานหนักจริง ๆ ครับ เราไม่ได้พูดถึงนายพลทั้งหลาย ที่ไม่มีงานทำอันนั้นผมไม่ว่า แต่ตำรวจข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ทำงานจริง ๆ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียนจากหัวใจและความเคารพจริง ๆ ว่าเขาทำงานจริง ๆ ครับ เขาควร จะมีสวัสดิการที่ดี มีการทำงานอย่างมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่ว ๆ ไปครับ เขาต้องมีการพักผ่อน มีการทำงานอย่างคนทั่วไปครับ ทำงาน ๘ ชั่วโมงพัก ใช้ชีวิตปกติ แต่วันนี้ตำรวจหลายคน ที่ทำงานล้นมือ ทำงานมาก ค่าตอบแทนน้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นปัญหาจริงครับ วันนี้ เราต้องไม่ลูบหน้าปะจมูกด้วยการที่เราจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่เราจะต้องช่วยกันว่า เราจะทำอย่างไรให้งานตำรวจอยู่ในความเหมาะสมครับ พนักงานสอบสวนมีคดีที่สามารถ ทำได้อย่างเหมาะสม ข้าราชการตำรวจที่ทำงานเข้าเวรมีการเข้าเวรอย่างเหมาะสม มีการ พักผ่อนอย่างเพียงพอ มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีบ้านพัก อาศัยไม่ต้องไปเช่า ไม่ต้องออกเวรมาแล้วก็ไปพักแล้วคนที่จะไปเข้าเวรก็ออกมา สับเปลี่ยน หมุนเวียนกันอย่างนี้ ฟังดูแล้วมันน่าอนาถครับ อันนี้จริง ๆ ผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เรารู้อยู่แล้ว แต่ว่าเราไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะมันติดขัดหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นผมเอง จึงกราบเรียนว่าในรายงานฉบับนี้เราได้มีการเสนอแนะทุกข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ แต่มัน จะสัมฤทธิผลหรือมันจะเป็นแค่รายงานฉบับหนึ่งที่อยู่บนหิ้งหรือจะนำไปใช้ เราจะต้องตีแผ่ เราจะต้องยอมรับความเป็นจริงแล้วเราก็มาช่วยกันแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า งานตำรวจอันนี้ผมพูดแทนในฐานะที่เป็น สส. คนหนึ่งที่สามารถพูดแทนตำรวจข้าราชการ ชั้นผู้น้อยทุก ๆ ท่านที่ท่านตั้งใจทำงาน แล้วก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อพี่น้องคนไทยทุกท่าน เพราะฉะนั้นผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ พี่น้อง สส. ทุกท่านที่ให้ข้อสังเกต ให้ข้อชี้แนะ แล้วก็ขอบคุณข้าราชการตำรวจทุก ๆ ท่านที่ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาในการทำรายงาน ฉบับนี้ ขอบคุณผู้บริหาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ฟังคำชี้แนะคำแนะนำของเรา แล้วก็ มีการจัดเงินสวัสดิการ เรื่องค่าน้ำมัน เรื่องค่าตอบแทน เรื่องที่พักอาศัยให้กับข้าราชการ ตำรวจในปี ๒๕๖๘ ปีนี้ แม้มันจะไม่มากหรือเพียงพอ แต่อย่างน้อยท่านก็ได้เห็นความสำคัญ แล้วก็ได้ดำเนินการ อันนี้ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณจากใจของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะกรรมการหมู่บ้านกำปงบูเก๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา นำโดยนายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ ชั้นบนขณะนี้ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ขอขอบคุณครับ ที่มาเยี่ยมชนสภาและฟังการประชุม วันนี้ครับ เชิญนั่งลงได้ครับ กรรมาธิการจะชี้แจงเพิ่มเติมไหม เชิญครับ🔗

นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ประธานอนุกรรมาธิการจะขอตอบคำถามของ ท่าน สส. จักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล ว่าเรื่องไม่ว่าเรื่องสวัสดิการ ค่าตอบแทนหรือเงินรายได้ อะไร ท่านกฤดิทัชก็ได้ตอบ แต่ปัญหาที่ท่านถามอยู่ก็คือการแยกโรงพักหรือ สภ. แม่สิน อันนี้ ผมก็ได้ติดตามมาตลอดโดยประสานงานกับทางท่าน พลตำรวจตรี สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้การสุโขทัย ตอนนี้ท่านก็ได้ดำเนินการแล้วก็ได้ส่งเรื่องเข้าไปที่กองบัญชาการ ภาค ๖ แล้ว อันนี้ก็ขอชี้แจงให้กับท่านจักรวาลว่าได้ดำเนินการในการแยกโรงพักให้ ตอนนี้อยู่ที่ ภาค ๖ แล้วครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการทุกท่าน ไม่มีท่านสมาชิกท่านใดขออภิปรายเพิ่มเติม แล้วนะครับ ผมถือว่าที่ประชุมนี้รับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการตำรวจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการตำรวจได้พิจารณา เสร็จแล้ว เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานเพื่อให้สภาพิจารณา ได้ลงมติ ซึ่งจากการอภิปรายของท่านสมาชิกก็มีความเห็นไปในทางทิศทางเดียวกัน คือเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการ ดังนั้นผมจึงจะขออาศัยอำนาจข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่ามีสมาชิกท่านผู้ใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบ และดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ประกอบ ข้อ ๘๘ ขอบคุณ คณะกรรมาธิการทุกท่านครับ🔗

๒. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ระบบงบประมาณไทย

สภาพปัญหา และข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (ในระเบียบวาระที่ ๔.๒)🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาวาระที่ ๔.๒ รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องระบบ งบประมาณไทย สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ซึ่งคณะกรรมาธิการศึกษา ได้ทำการศึกษาและจัดทำรายงานมาให้สภาได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ผมขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ และขอเชิญคุณวีระยุทธ งามจิตร อนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางปฏิรูประบบงบประมาณไทยเข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมด้วย เชิญครับ คณะกรรมาธิการจะชี้แจงเพิ่มเติมครับ เชิญครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตนำเรียน รายงานผลการศึกษาเรื่องระบบงบประมาณไทย สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ดังนี้นะครับ🔗

ระบบงบประมาณเป็นกลไกที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากร ของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด แล้วก็เป็นเครื่องมือที่จะทำให้รัฐบาลสามารถนำนโยบายต่าง ๆ ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลที่แท้จริงได้ แต่ว่าระบบงบประมาณของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีปัญหาอยู่หลายประการที่ทำให้รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เป็นไป ตามที่ประกาศไว้ได้ รวมถึงในหลายรัฐบาลก็มีการหมักหมมปัญหาที่เกี่ยวกับภาระ ทางการคลังความยั่งยืนของประเทศ จากสภาพปัญหาดังกล่าวคณะกรรมาธิการศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษา แนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณไทย โดยมีท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษา แล้วก็ประมวลผลที่ได้จากเอกสารวิชาการ ข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเพื่อวิเคราะห์ปัญหา แล้วก็ข้อจำกัดต่าง ๆ ของระบบงบประมาณที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน อันนำมาซึ่งข้อสรุปซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูประบบงบประมาณ ของไทย จากผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการทางกรรมาธิการเห็นว่ามี ๕ ประเด็น สำคัญ ดังนี้🔗

ประเด็นที่ ๑ ระบบงบประมาณของไทยมีลักษณะกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็น งบประมาณแบบรวมยอดหรือว่าศัพท์เทคนิคเรียกว่า Consolidated Budget กล่าวคืออันนี้ เป็นปัญหาในปัจจุบัน คือมันไม่ถูกนับรวมเงินที่เขาเรียกว่า เงินนอกงบประมาณ ที่แฝงตัวอยู่ ในหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของภาครัฐเอง รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ เงินนอกงบประมาณตรงนี้มีอยู่ ในปริมาณมากอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ทำให้เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลแบบรวมยอด หรือว่า Consolidated ได้ ทั้งในเรื่องของงบประมาณรายจ่าย งบประมาณรายได้ หนี้สาธารณะและภาระทางการคลังของภาครัฐได้อย่างครบถ้วน ทำให้ยากต่อการจัดสรร ทรัพยากรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาพรวม ดังนั้นในประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการ จึงเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอดเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่การจัดทำ งบประมาณ รวมถึงการแสดงข้อมูลหนี้สาธารณะและภาระการคลังอื่นของรัฐ ตลอดจน ภาระผูกพันในอนาคตเพื่อให้พวกเราได้มองเห็นภาพรวม แล้วก็สามารถกำหนดทิศทาง ในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน🔗

ประเด็นที่ ๒ กลไกกำกับวินัยการเงินการคลังอ่อนแอ ในประเด็นนี้ การจัดเก็บรายได้ของรัฐมักจะไม่เพียงพออยู่เสมอ แต่ก็มีการใช้จ่ายอย่างเกินตัวในบางเรื่อง ในบางภาวะที่ไม่เหมาะสมก็ส่งผลสะสมต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็จะชน เพดานแล้ว สะท้อนถึงการไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้มีการเพิ่ม ศักยภาพกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังของภาครัฐให้เข้มแข็งในส่วนของรัฐสภา แล้วก็ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ🔗

ประเด็นที่ ๓ การจัดสรรงบประมาณที่จมอยู่กับฐานคิดในอดีต ไม่ยืดหยุ่นต่อ การเปลี่ยนแปลงดังที่เห็นได้ชัดเจนจากแผนงานโครงการต่าง ๆ ตลอดจนเนื้อหาสาระ ในระดับรายการงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในเล่มขาวคาดแดงที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียง เล็กน้อยในส่วนที่ทำจริงในแต่ละปี แต่มักจะเอา Keyword Buzzword อะไรตามยุค ตามสมัยมาแปะ ๆ เข้าด้วยกัน🔗

ดังนั้นในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดสรร งบประมาณจากแบบฐานอดีต คือคล้าย ๆ เดิมปีที่แล้วให้ไปเป็นแบบฐานศูนย์ หรือว่า Zero Based Budgeting กล่าวคือไม่ต้องยึดติดกับงบประมาณในปีก่อน ๆ มากนัก แต่ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ให้มากขึ้น โดยจะต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ถ่วงดุลกับเม็ดเงินที่ใช้ในการ แก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น🔗

ข้อที่ ๔ การใช้จ่ายงบประมาณยังขาดประสิทธิภาพอยู่มาก ตัวชี้วัด ขาดความท้าทายที่จะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ยกระดับการทำงานเพื่อตอบโจทย์ พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการก็ได้มีข้อเสนอให้เพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณด้วยการปรับปรุงตัวชี้วัดให้สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ ของการปฏิบัติงานได้จริง ตลอดจนกระตุ้นให้หน่วยงานยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนเสนอให้มีการปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าให้มากขึ้น มิใช่เพียงเอาแต่ราคาต่ำ อย่างเดียว🔗

ประเด็นสุดท้าย ข้อที่ ๕ เป็นเรื่องของระบบธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ ไม่โปร่งใส และตรวจสอบได้ยาก ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการสร้างระบบ ธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณอย่างครบถ้วน เป็นปัจจุบันและประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพื่อก่อให้เกิดความโปร่งใสแล้วก็เป็นช่องทาง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพ การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗

ในลำดับต่อไปผมจะเชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งเป็นอดีตประธานกรรมาธิการชุดนี้ ที่ได้ร่วมกับท่านอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ศึกษาเรื่องนี้ มาเป็นอย่างดี จะมานำเสนอรูปธรรมของการผลักดัน ๕ ประเด็นที่ได้นำเรียนซึ่งก็กลั่น ออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเพื่อมาเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับเดิม ที่ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๖๑ ต่อจากนั้นก็จะเรียนเชิญท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ จะมากล่าวสรุปแล้วก็นำเสนอข้อสังเกตเพื่อนำไปสู่การผลักดัน กระบวนการปฏิรูปงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต โดยสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านประธานเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นอดีตประธานกรรมาธิการชุดติดตามงบประมาณชุดใหญ่ครับท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ในเรื่องของการรายงานเล่มรายงานผลการศึกษาฉบับนี้ เนื่องจากว่าผมเอง เพิ่งได้รับสายเมื่อสักครู่เมื่อ ๑-๒ นาทีที่ผ่านมา อาจจะขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน ตามข้อเท็จจริง แล้วก็ขออนุญาตด้วยความเคารพที่อาจจะต้องนำเรียนหน้างานนะครับ พอดีว่าผมได้รับสายรายงานมาว่ามีคนให้ข้อมูลว่าผมไปให้ข้อมูลกับทางฝ่ายเลขานุการ หรือว่าเจ้าหน้าที่ของท่านประธานว่าผู้นำฝ่ายค้านได้ประสานในการขอเลื่อนระเบียบวาระ การโหวตนายกรัฐมนตรีออกไป ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ก็อยากจะให้ท่านประธาน ได้ดำเนินการต่อในส่วนนี้ตามที่ได้มีการบรรจุระเบียบวาระไปแล้ว แล้วก็รวมถึงอาจจะ พิจารณาดูว่าพรุ่งนี้เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับ แล้วก็มีในเรื่องของญัตติสำคัญก็คือ การโหวตนายกรัฐมนตรี ก็ดูว่าทำอย่างไรที่จะทำให้พวกเราสามารถพิจารณาทุกอย่างได้ อย่างครบถ้วน ขอบคุณท่านประธานมากนะครับ🔗

ท่านประธานครับ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ผ่านมา ที่เป็นสถานการณ์สำคัญ ของประเทศที่ผมเองก็ได้นำเสนอว่าพวกเรามองว่าวิธีในการผ่าทางตัน แก้วิกฤติสถานการณ์ ทางการเมืองของประเทศก็คือในเรื่องการเดินหน้าเข้าสู่การยุบสภารวมถึงการเปิดทาง ไปสู่การแก้ไขธรรมนูญ ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อหลัก ๆ นี้ที่ผมได้นำเสนอไว้ว่าเป็นการผ่าวิกฤติ ทางการเมืองอย่างไร ข้อเสนอในเล่มรายงานฉบับนี้นั่นก็คือในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณว่าด้วยการปฏิรูประบบงบประมาณนั้นก็ถือว่าเป็นการผ่าทางตันให้กับระบบ ราชการไทยฉันนั้น เช่นเดียวกันเป็นร่างกฎหมายที่ผมเชื่อว่ามีความสำคัญ แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพ่อแม่ พี่น้องชาวไทยทุกคน ที่ทำให้วันนี้ผมเองอยากจะมารายงานเล่มรายงานฉบับนี้ด้วยตนเอง ผมต้องขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน รวมถึงคณะที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ทำให้การจัดทำรายงานฉบับนี้ ออกมาจนเป็นผลสำเร็จ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบัน ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้กล่าวสรุปไปแล้วว่าเนื้อหาสาระสำคัญในเล่มรายงานฉบับนี้ประกอบ ไปด้วย ๕ ด้านด้วยกัน ซึ่งผมก็จะมาลงในรายละเอียดเพิ่มเติมสักเล็กน้อยใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน ๑๕-๒๐ นาทีนะครับ🔗

ประการแรกในเรื่องของข้อเสนอที่เราอยากจะแก้ไขระบบงบประมาณ ปัจจุบันที่มีลักษณะแยกส่วนกระจายส่วน ให้กลายเป็นการจัดทำงบประมาณที่มีลักษณะ รวมยอด หรือที่เราเรียกกันว่า Consolidated Budget เพื่อประโยชน์อะไร เพื่อประโยชน์ ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ประชาชน สาธารณชนสามารถที่จะมองเห็นสุขภาพ ทางการคลังของประเทศได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่เป็นเงินในงบประมาณ ที่อยู่กับฝั่งของรัฐบาลเองก็ตาม หรือว่าสุขภาพทางการคลังอื่น ๆ ที่อยู่ในฝั่งของภาครัฐ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เราเรียกกันว่า Public Sector อย่างเช่นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือกองทุนหมุนเวียนอื่น ๆ ที่สำคัญครับวิธีการงบประมาณที่ดีจะต้องทำให้เรา มองเห็นงบประมาณในทุกมิติด้วย ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของงบประมาณรายจ่าย คำว่า พ.ร.บ. งบประมาณต่อจากนี้ในมุมมองของพวกเราตามเล่มรายงานฉบับนี้ควรจะต้องหมายถึง งบประมาณรายได้ งบประมาณรายจ่ายและหนี้สาธารณะ รวมถึงภาระทางการคลังอื่น ของรัฐทั้งหมด ไม่ควรหมายถึงเฉพาะคำว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี แบบที่เราพิจารณา มาทุก ๆ ปี เวลาที่รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเข้ามาก็จะมีชื่อเขียนไว้ชัด ว่าเป็น พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างเดียวเท่านั้น ในมุมมองของพวกเรานะครับ การมองเห็นสุขภาพทางการคลังอย่างรอบด้าน แล้วก็เพื่อที่จะสร้างในเรื่องของกลไกในการ ถ่วงดุลตรวจสอบ แล้วก็มีความยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ฝ่ายบริหาร ควรจะต้องเสนองบประมาณเข้ามาที่ผูกพันไปถึงในเรื่องของการประมาณการรายได้ แล้วก็ ภาระทางการคลังอื่นของรัฐด้วย นอกเหนือจากนี้เรายังมีเงินนอกงบประมาณอื่น ๆ ความหมายของเงินนอกงบประมาณก็คือเงินที่อยู่ในกระเป๋าของหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่ในปัจจุบันนี้สภาของพวกเรายังมองไม่เห็น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล ถามว่า มีจำนวนเงินเท่าไร ในปัจจุบันนี้มีรายจ่ายนอกงบประมาณสูงกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรของพวกเราควรจะต้อง สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้าน หรือเวลาที่เราพูดถึงหนี้สาธารณะ ในปัจจุบันก็ไม่ได้ หมายถึงหนี้ของภาครัฐทั้งหมด เพราะยังมีภาระทางการคลังอื่น ๆ ของรัฐที่ยังไม่ได้ถูก รายงานอยู่ตามบทนิยามของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะซึ่งมีมูลค่าอีกกว่า ๑.๑ ล้านล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลที่พวกเรามองว่าการเสนอ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ต่อสภาไม่ควรที่จะหมายถึงรายจ่ายอย่างเดียวเท่านั้น ควรจะต้องเสนอมาทั้งการประมาณการ รายได้ รายจ่ายแล้วก็ภาระทางการคลังอื่นของรัฐอย่างรอบด้านด้วย สำหรับวิธีการแก้ปัญหา ที่เป็นรูปธรรมสำหรับในเรื่องของการจัดทำงบประมาณแบบรวบยอดหรือที่เราเรียกกันว่า Consolidated Budget นี้อยู่ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่แนบท้ายเล่มรายงานฉบับนี้ อยู่ในมาตรา ๑๐ ที่เรามีการระบุบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เรายังมีการกำหนดให้ รัฐบาลจะต้องเสนอเอกสารและรายงานต่อสภาเพิ่มเติมอีกในหลาย ๆ เรื่องที่ผมเองยังไม่ขอ ลงในรายละเอียด ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองศึกษาดูจากรายงานฉบับนี้ก็จะเห็นนะครับ🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของกลไกในการกำกับวินัยการเงินการคลัง ที่อ่อนแอ ตอนนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับกลไกต่าง ๆ อย่างเช่น สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา รวมถึงสำนักงบประมาณของรัฐสภาหรือที่เราเรียกกันว่า PBO สามารถมีอำนาจมากขึ้นหรือว่ามีกลไกมากขึ้นในการกำกับในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ของฝั่งรัฐบาลได้นะครับ กลไกแรกที่เราจะมานำเสนอเพิ่มเติมซึ่งอยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้แล้ว เราเรียกกันว่า Pre-Budget Statement หรือ Pre-Budget Debate ถามว่าคำว่า Pre-Budget Statement หรือ Pre-Budget Debate หมายถึงอะไร หมายถึงว่าเป็นกระบวนการขั้นตอนหนึ่ง ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามากล่าวถ้อยคำแถลงต่อรัฐสภา หรือว่าต่อสภาผู้แทนราษฎรในการเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะมีการจัดทำ คำของบประมาณเข้ามา ท่านประธานครับ ในระบบปัจจุบันเวลาที่ สส. ของพวกเราจะได้เห็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจำปีหรือเล่มขาวคาดแดงจริง ๆ ก็กินเวลาไปถึงประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม ตอนที่รัฐบาลได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. ออกมาจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีเล่มขาวคาดแดง มาเสนอสู่สภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น สส. ของพวกเราก็จะตัดปรับลดงบประมาณ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญได้เล็กน้อยมาก หลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเราสามารถปรับลดไปเพียงได้ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเล็กปรับน้อยได้แค่เล็มนิดๆ หน่อย ๆ สุดท้ายแล้วการพิจารณาของพวกเราที่ใช้ทรัพยากรของสภาอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่า จะเป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าแอร์ ค่าอาหารต่าง ๆ นานา รวมทั้งวิสามัญชุดใหญ่และทุก อนุกรรมาธิการออกมา ผมคิดว่าเป็นการทำงานที่อาจจะได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่เราได้ผลลัพธ์ออกมา เพราะเราสามารถเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีออกมาได้น้อยมาก จึงเป็นที่มาที่เราได้เสนอตัวมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่อยู่ ในเล่มรายงานฉบับนี้ ที่เราตั้งชื่อกันว่าเป็นกระบวนการ Pre-Budget Statement หรือว่า Pre-Budget Debate ที่ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มกระบวนการในการ รวบรวมคำของบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณเข้ามา รัฐบาลจะต้องมาเปิดอภิปราย ทั่วไปในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่อะไร เพื่อที่ให้รัฐบาลมานำเสนอว่าการประเมินทิศทาง ของเศรษฐกิจมหภาคที่นำมาสู่กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีการประเมินไว้อย่างไร แผนการคลังระยะปานกลางอะไรต่าง ๆ มีการทบทวนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง รวมถึงมาแถลงในเรื่องของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ตอนนี้เรามี ๖ ยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณที่ถ้าลงไปดูย้อนหลังทุก ๆ ปีเราจะพบว่าตัวเลขที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์นี้แทบจะเหมือนเดิมทุก ๆ ปี ผมยกตัวอย่างยุทธศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับแทบจะต่ำที่สุดในบรรดา ๖ ยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น หรือลดลงใด ๆ เลย และถ้าเราไปลองดูในทุก ๆ ยุทธศาสตร์ย้อนหลังมาหลาย ๆ ปีเราจะเห็น ว่าสัดส่วนของงบประมาณที่ได้รับแทบจะเหมือนเดิมทุก ๆ ปี สิ่งที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าวิธีการ จัดทำงบประมาณในปัจจุบันนี้รัฐบาลใช้กระบวนการที่ให้ส่วนราชการประจำคิดขึ้นมา อย่างเดียวคือ Bottom-up ขึ้นมาอย่างเดียว จากล่างขึ้นบนอย่างเดียว วิธีการจัดทำ งบประมาณที่ถูกต้องที่พวกเราได้ไปศึกษามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศ OECD เขาทำแบบ Hamburger ก็มีทั้ง Top-down แล้วก็ Bottom-up ด้วย เช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เสียงของสภาของพวกเรามีความหมายก็คือในช่วง ต้นปีงบประมาณใหม่รัฐบาลเข้ามาให้ถ้อยแถลงถึงในเรื่องของยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณในปีถัดไปว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ด้านไหน จะเป็นด้าน ความมั่นคง จะเป็นด้านการพัฒนามนุษย์ จะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นด้านอะไรก็แล้วแต่ แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะให้ความเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในแต่ละปีรัฐบาลควรจะต้องให้น้ำหนัก นั่นก็คือให้กรอบวงเงินให้ตัวเลข Ceiling ในแต่ละ ยุทธศาสตร์การจัดสรรมากหรือน้อยแตกต่างกว่ากัน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ทาง สส. ของพวกเรา สามารถจะให้ความเห็นต่อรัฐบาลได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำ งบประมาณนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะเสนอที่เราเรียกกันว่ามาตรการเชิงนโยบาย อย่างเช่น ผมลองยกตัวอย่างสั้น ๆ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน เราเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาล ได้แถลงในเรื่องของการเดินหน้า Cloud First Policy ความหมายก็คือไม่ต้องให้หน่วยงาน ของรัฐไปทำ Data Center หรือว่าซื้อ Server มาตั้งเองโดยเปลี่ยนจากวิธีการซื้อไปเป็น การเช่าใช้ แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะแถลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ได้มีผลผูกพันผูกมัดทางกฎหมาย สุดท้ายส่วนราชการก็ยังคงสอดไส้ แล้วก็ตั้งงบประมาณในการทำ Data Center เอง ซื้อ Server เองเข้ามาอยู่อย่างนั้น สิ่งที่พวกเราปรับปรุงใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณซึ่งอยู่ ในเล่มรายงานฉบับนี้ก็ทำ มีการบทบัญญัติลงไปถึงคำว่า มาตรการเชิงนโยบาย ที่มีผลผูกพัน ที่จะต้องทำให้หน่วยงานของรัฐตั้งงบประมาณขึ้นมาตามข้อสังเกตของพวกเรา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายภาพใหญ่ กรอบงบประมาณ Ceiling แต่และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณในแต่ละด้าน รวมถึง ข้อเสนอมาตรการเชิงนโยบายเป็นสิ่งที่ สส. จะสามารถให้ข้อคิดเห็นต่อรัฐบาลได้ตั้งแต่ ต้นปีงบประมาณ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะรับฟังหรือไม่รับฟังข้อคิดเห็นของพวกเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร เพื่อที่จะเอาข้อคิดเห็นนั้นส่งต่อไปยังหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการตั้งคำของบประมาณขึ้นมา หลังจากนั้นเมื่อร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีถูกเสนอเข้าสู่สภา พวกเราเอง ก็จะได้มีหน้าที่ในการอภิปรายบอกถามรัฐบาลได้ว่าข้อสังเกตที่พวกเราให้ไปตั้งแต่ตอนต้น ก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำงบประมาณกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่รัฐบาลเสนอเข้ามามีการ ปรับปรุงเหมือนหรือสอดคล้องต่อข้อคิดเห็นที่สภาได้ให้ไว้อย่างไรหรือไม่ อันนี้ก็คือในส่วนที่ เราต้องการเพิ่มอำนาจของสภาในการกำกับในเรื่องของงบประมาณทำให้เสียงของสภา มีความหมาย รวมถึงในการที่เรามีบทบัญญัติเป็นครั้งแรกในมาตรา ๑๒ ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณที่ยกระดับการทำงานของ PBO หรือสำนักงบประมาณของรัฐสภาเป็นครั้งแรกที่ อยู่ในกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ🔗

ประเด็นต่อมาประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องที่ทางท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสุรเชษฐ์ได้พูดไว้ในเรื่องของงบประมาณฐานอดีตที่จะเปลี่ยนไปสู่งบประมาณฐานศูนย์ เพื่ออนาคต ท่านประธานครับ เราทราบกันดีอยู่ว่าระบบงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี สิ่งที่พวกเราแก้อยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้ก็คืออยู่ใน มาตรา ๒๗ ของร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่เราได้เสนอไป ก็คือในเรื่องของการใช้ระบบ ที่เราเรียกกันว่า Top-Down Budgeting หรือว่าการทำ Ceiling ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเวลา เราถามสำนักงบประมาณว่าตกลงคุณมี Ceiling หรือไม่ มีกรอบวงเงินงบประมาณขั้นสูง สำหรับแต่ละหน่วยรับงบประมาณหรือเปล่า เราก็จะมักได้รับคำตอบว่าไม่มี แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการรู้กันดีอยู่ว่ามี แล้ว Ceiling นั้นจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนเดิม ทุกปีครับ เวลาเราไปเปิดเล่มเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีย้อนหลัง เราจะเห็นว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรลงไปในแต่ละหน่วยรับงบประมาณจะค่อนข้างคงที่ คงเดิมเสมอ ในมาตรา ๒๗ เราเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่าการส่งข้อมูลคำของบประมาณจาก หน่วยรับงบประมาณขึ้นมาให้กับรัฐบาลจะต้องส่งคำของบประมาณขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling เท่านั้น การที่ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ส่งขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling เท่านั้นมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ที่บอกว่าต่อจากนี้หน้าที่ของสภาที่ให้ความเห็นต่อรัฐบาลและหน้าที่ของรัฐบาล ในการกำหนดกรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือการให้น้ำหนักความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาของประเทศในแต่ละด้าน ปีหน้าจะให้เรื่องสาธารณสุขมากหน่อย ปีหน้า จะให้ปัญหาเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมากหน่อย ว่าไปครับอะไรมากน้อยกว่ากัน แล้วสิ่งที่ หน่วยรับงบประมาณแต่ละหน่วยจะทำก็คือจัดทำโครงการเสนอคำขอขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling ที่รัฐบาลกำหนดไว้ ด้วยกระบวนการแบบนี้ เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการ ตัดสินใจว่าตกลงแล้วโครงการใดที่จะได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ไม่ได้อยู่ที่สำนักงบประมาณ แต่อยู่ที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ เพราะเขาเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าโครงการไหนจะตอบโจทย์ ในเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาประเทศในปีนั้น และเขาเลือกโครงการเองว่าโครงการไหน ที่เขาเสนอขึ้นมาซึ่งต้องต่ำกว่า Ceiling ที่ให้ไว้ ต่างจากระบบงบประมาณปัจจุบันที่สำนัก งบประมาณเป็นผู้เดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าโครงการใดจะได้ไปหรือไม่ได้ ไปต่อ เป็นเพราะว่าระบบงบประมาณในปัจจุบันของเราที่บอกว่างบประมาณรายจ่าย ประจำปีแต่ละปี กรอบวงเงินอยู่ ๓ ล้านล้านบาท แต่หน่วยงานต่างคนต่างขอเพราะกลัว ไม่ได้ เขาก็ขอมาเผื่อไว้ก่อนเยอะ ๆ ขอเข้ามา ๖ ล้านล้านบาท แล้วสำนักงบประมาณ เป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในประเทศนี้ในการเลือกตัดจาก ๖ ล้านล้านบาท ให้เหลือ ๓ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่เราเปลี่ยนกระบวนการวิธีการงบประมาณแบบนี้ ให้เป็นไปตามประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศในกลุ่ม OECD ที่เขาใช้ระบบ Top-Down Budgeting จะเป็นการปฏิรูประบบงบประมาณประเทศไทยครั้งใหญ่ ที่ทำให้เราเดินหน้าสู่ การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ได้นั่นเอง🔗

ประเด็นต่อมาประเด็นที่ ๔ ในการแก้ไขระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอ อยู่ในมาตรา ๑๑ ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณแนบท้ายรายงานฉบับนี้ ผมไม่ใช้เวลาเยอะสรุปโดยสั้น ๆ ก็คือเราต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใสผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นไปตามมาตรฐานสากล🔗

ประเด็นสุดท้ายนั่นก็คือในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนบทบาทสำนักงบประมาณ จากเดิมที่เป็นคนคิดแทนคนอื่น เปลี่ยนเป็นบทบาทให้เขาเป็นผู้ประเมินผลงานคนอื่น ดังที่ผมได้บอกไปแล้วว่าเราออกแบบ ระบบงบประมาณใหม่โดยนำเอาในเรื่องของ Top-Down Budgeting มาใช้บางส่วน เพราะฉะนั้นต่อจากนี้สำนักงบประมาณจะไม่ใช่คนคิดโครงการแทนหน่วยงาน หน่วยรับ งบประมาณแล้วว่าโครงการใดจะได้ไปหรือไม่ไปต่อ แต่เขาต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นคน ประเมินผลลัพธ์ว่าในแต่ละปีที่แต่ละหน่วยรับงบประมาณเสนอโครงการขึ้นมา อยู่ภายใต้กรอบ Ceiling และเสนอขึ้นมาบอกว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ตกลงแล้ว สำนักงบประมาณต้องเป็นผู้ประเมินว่าการจัดทำโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นตอบโจทย์ ได้ผลสัมฤทธิ์หรือไม่ ข้อเสนอทั้งหมดนี้ที่ผมได้บอกไปลงในรายละเอียดทั้ง ๕ ข้อ เป็นข้อเสนอที่ผมเชื่อว่าเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูประบบงบประมาณไทย พวกเรายังมีหน้าที่ ในการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ อีกเยอะนะครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ และที่สำคัญที่สุดก็คือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึงกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติอื่น ๆ เพื่อปฏิรูประบบงบประมาณไทยอย่างรอบด้านที่สุด🔗

ท่านประธานครับ ในขณะที่วันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อทำให้ประเทศของเราเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบอย่างไร พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่เพื่อทำให้ระบบราชการไทย ตอบสนองความต้องการของประชาชนฉันท์นั้น วันนี้ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลาผม ในที่ประชุมสภา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกจะสนับสนุนเล่มรายงานฉบับนี้ รวมถึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่แนบท้ายอยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านผู้นำฝ่ายค้านครับ มีประธานคณะอนุกรรมาธิการจะชี้แจงเพิ่มเติม เชิญครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ผมขอใช้เวลาสักเล็กน้อยประมาณ ไม่เกิน ๑๐ นาที ในการที่จะกล่าวเสริมจากที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบัน นั่นก็คือทางท่านสุรเชษฐ์กับทางท่านประธานคณะกรรมาธิการคนที่แล้วก็คือทางท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งท่านก็เป็นที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ด้วย ได้มีการนำเสนอ ในเรื่องของปัญหา แล้วก็แนวทางในการที่จะดำเนินการต่อไปอยู่แล้ว รวมไปถึงตัวร่าง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณที่เรากำลังจะมีการนำเสนอในสภาแห่งนี้ อย่างที่ทาง ท่านอดีตประธานได้กล่าวว่าการดำเนินการในการเสนอตัวร่างพระราชบัญญัติที่มีการ แนบท้ายของเล่มรายงานนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งในการที่จะแก้ไข เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในการที่จะมีการดำเนินการต่อไป เพราะหากว่าพวกเราจะมีการยกระดับในเรื่องของ การปฏิรูประบบงบประมาณยังต้องมีอีกหลายอย่างที่เราจะต้องมีการดำเนินการหลังจากนี้ครับ ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขร่างพระราชบัญญัตินี้เพียงตัวเดียว เพราะว่าเรายังมีการแก้ไข อีกหลายอย่าง กฎหมายหลายฉบับ อย่างที่ทางท่านณัฐพงษ์ได้บอกว่าจะต้องมีการแก้ ตัวของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ก็จะต้องมีการดำเนินการต่อ มีอยู่หลายประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไข ซึ่งเมื่อเรามีการผลักดัน ให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นแล้วก็ยังสามารถที่จะมีการปรับปรุงในเรื่องของตัว ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเป็นการยกใหญ่อีกครั้งหนึ่งให้มีการสอดคล้องกันกับ กฎหมาย พ.ร.บ. อื่นด้วยเช่นเดียวกัน อันนั้นเป็นสิ่งที่ทางพวกเราในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฝ่ายของนิติบัญญัติสามารถที่จะดำเนินการได้ทันทีหลังจากนี้ ซึ่งนอกจากการแก้ไขตัวร่างกฎหมาย ตัวกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ยังรวมไปถึงการที่พวกเรา อาจจะต้องมีการยกร่างกฎหมายใหม่ในบางฉบับ ยกตัวอย่าง เช่น อย่างเรื่องของสำนัก งบประมาณของรัฐสภา หรือว่า PBO ซึ่งในตัวร่าง พ.ร.บ. ของเราก็มีการพูดถึง แต่ว่า ก็มีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะมีการจัดทำในเรื่องของพระราชบัญญัติ PBO ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อที่จะทำให้ตัวของ PBO มีที่มีทางที่ชัดเจน แล้วก็มีอำนาจหน้าที่ที่สามารถจะเข้าถึง แล้วก็ วิเคราะห์ข้อมูลได้ดีขึ้น อันนั้นก็คงจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติของสภาแห่งนี้ สามารถที่จะดำเนินการได้เช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากสิ่งที่พวกเราจะ ดำเนินการในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยังอาจจะรวมไปถึงหลายอย่าง ที่สามารถจะดำเนินการได้เลยในฐานะของฝ่ายบริหาร ที่ปัจจุบันดำเนินการได้โดยที่จะไม่ต้อง มีการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่อาจจะใช้เวลาในระยะยาว ยกตัวอย่าง เช่น อย่างเรื่องของ การที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางและวิธีการในการบริหารจัดการของสำนักงบประมาณ เนื่องจากปัจจุบันอย่างที่พวกเราทราบกันดีว่าในเรื่องของเอกสารงบประมาณต่าง ๆ ที่มี การส่งมาก็ค่อนข้างที่จะกระชั้นชิด แล้วก็ส่งมาในรูปแบบถึงแม้ว่าจะมี Excel ก็ยัง ไม่ได้เป็น Machine Readable ก็ยังทำให้พวกเราก็ยังต้องไปนั่ง Key แล้วก็มีการแปลงจาก ข้อมูลที่เป็นตัวเอกสารให้มาเป็นตัวของ CSV หรือว่า Excel ให้สามารถที่จะวิเคราะห์ เพื่อที่จะนำเสนอ แล้วก็พิจารณางบประมาณได้ดียิ่งขึ้นด้วย อันนั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถ ดำเนินการได้เลยทันที เช่นเดียวกับเรื่องของการที่จะพิจารณาในเรื่องของการกระจาย งบประมาณลงไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ทางท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการที่จะสามารถ ที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางรัฐบาลสามารถ ที่จะดำเนินการได้โดยทันที🔗

ยังมีหลายเรื่องครับไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทางสำนักงบประมาณสามารถดำเนินการได้ เรื่องของการพิจารณาในเรื่องของการประเมินตัวชี้วัด ซึ่งปัจจุบันตัวชี้วัดของหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ ณ ตอนนี้ หากว่าท่านใดที่ไปดูเอกสารงบประมาณก็อาจจะเห็นว่าตัวของ ตัวชี้วัดอาจจะไม่ได้มีความท้าทาย แล้วก็ยังเป็นลักษณะของเชิงปริมาณที่อาจจะไม่ได้เห็นว่า จะมีประโยชน์ในแง่ของระยะยาวที่จะสามารถชี้วัดการดำเนินการของโครงการนั้นได้ อันนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทางปัจจุบันสามารถที่จะดำเนินการได้โดยทันที แล้วก็มีอีกหลายอย่าง ที่สามารถที่จะดำเนินการได้ภายในวันนี้เลย🔗

สุดท้ายท่านประธานครับ ในฐานะที่ตัวผมเองเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ก็อยากที่จะนำเรียนถึงบรรยากาศในการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการ เนื่องจากว่า บรรยากาศด้านในก็เป็นการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น ผมเองก็ต้องขอขอบพระคุณ ทางท่านกรรมาธิการ แล้วก็ทางท่านอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาทุกท่านนะครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งทางท่านอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ซึ่งท่านก็ทำงานอย่างต่อเนื่อง แล้วก็อุทิศเวลาอย่างหนัก ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ตัวท่านเองก็เป็นหัวหน้าคณะทำงาน แล้วก็มีการดำเนินการ ประสานงานกับเรียกว่านักวิชาการต่าง ๆ จำนวนมาก แล้วก็พยายาม ที่จะผลิตในเรื่องของเนื้อหาเชิงวิชาการออกมาอย่างเต็มที่ จนทำให้พวกเราสามารถที่จะมี ตัวของเล่มรายงานฉบับนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งก็มีการศึกษาอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ตัวของแนวทาง ปัญหา แล้วก็นำไปสู่การยกเป็นตัวของร่างพระราชบัญญัติ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ก็เนื่องจากว่าตัวของบรรยากาศการทำงาน ในคณะอนุกรรมาธิการอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าเป็นความราบรื่นอย่างมาก เราไม่ได้ มีการแบ่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้มีการแบ่งเป็นรัฐบาล อนุกรรมาธิการทุกคนก็มีการทำงาน ร่วมกันอย่างต่อเนื่องแล้วก็ทำงานร่วมกันอย่างดี จึงอยากจะเชิญชวนในเรื่องของ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ท่านคิดหากว่าตัวของร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้ หากว่าท่านเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีประโยชน์ ทุกท่านก็สามารถที่จะมาร่วมกัน ในการที่จะลงชื่อมาเสนอร่างกฎหมายนี้ร่วมกันได้เช่นเดียวกัน หรือว่าหากท่านอาจจะ มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างก็สามารถที่จะนำตัวเอกสารนี้ไปปรับปรุง แก้ไขในส่วนที่ท่านมีความเห็นที่แตกต่าง แล้วก็สามารถที่จะเสนอเข้ามาพิจารณาได้ ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้พวกเราสามารถที่จะเดินหน้าในการที่จะสร้างระบบงบประมาณ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศร่วมกัน🔗

สุดท้ายก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน ถ้าหากทุกท่านประเมินแล้วว่า ตัวของเล่มรายงานนี้เป็นเล่มรายงานที่มีประโยชน์ แล้วก็ดำเนินการอย่างมีประโยชน์ ต่อประเทศนี้ก็ขอให้ทุกท่านร่วมกันสนับสนุนเล่มรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณประธาน อนุกรรมาธิการครับ มีสมาชิกได้มาลงชื่อเพื่อจะอภิปรายในเรื่องนี้ ๗ ท่านนะครับ ผมจะเรียก สลับกันไปตามลำดับนะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ขออภิปรายสนับสนุน รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่เป็นประโยชน์นะครับ การเมืองคือการจัดสรรทรัพยากรของพวกเราทั้งหมดว่าใครจะได้อะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร หนึ่งในแกนสำคัญหลักก็คือเงิน นอกเหนือจากคน กติกาที่เราออกร่วมกันในที่นี้ เงินก็ถือเป็นทรัพยากรหลักที่จะกำหนดทิศทางว่าเราจะใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างไร ในประเทศของเรา ในบ้านของเรา🔗

ประเด็นแรก เงินนอกงบประมาณมหาศาล ๓.๔๓ ล้านล้านบาท ที่บางที ก็มาแจ้งเพื่อทราบในกรรมาธิการงบประมาณ บางทีก็ไม่บอก นี่ยังไม่นับรวมเงิน นอกงบประมาณอีกคิดว่าอาจจะอีกหลายล้าน ๆ เหมือนกัน แล้วมันกลับมาสู่แผ่นดินจริง ๆ มากน้อยแค่ไหนครับ เราให้เงินตั้งต้นไปทำอะไรกันแล้วก็ตั้งตนเป็นรัฐอิสระส่งกลับมาคลัง สู่เงินแผ่นดินจริงแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านเอง นี่คือหลุมดำของงบประมาณ คิดว่าให้เงินไปแล้ว แล้วยังกลับมาขออีกหลายหน่วยงาน มีเงินนอกงบประมาณก็กลับมาขออีก เราก็ต้องแยกว่า อันไหนที่คุณควรจะดำเนินการเองได้อยู่ได้ด้วยตนเองได้ และคุณก็ยังกลับมาขออีก อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่เลยนะครับ เงินนอกงบประมาณคิดเทียบกับ ๓.๔ ล้านล้านบาท เงินนอก งบประมาณคิดเป็นประมาณ ๘๔ เปอร์เซ็นต์เยอะมากนะครับ ทั้ง ๆ ที่ก็มีเงินอุดหนุน ส่วนหนึ่ง และกระทรวงที่ได้เงินนอกงบประมาณสะสมสูง อย่างเช่น กระทรวงกลาโหม ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอาไปทำอะไรครับ ท่านต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง ท่านมาขอท่านต้อง รายงานต่อสภาแห่งนี้ เป็นหมวดหนึ่งเลยที่จะต้องมีการปฏิรูปแล้วก็จัดการใหม่ ถัดมาวินัย การเงิน การคลังอ่อนครับ เป็นหนี้เป็นสิน หนี้พุ่งไม่หยุด ตามมาตรา ๒๘ อย่างเดียว ก็ ๑ ล้านล้านบาทแล้วครับ นี่ไม่รวมหนี้สาธารณะ ทำให้บางทีภาพมันดูหลอกประชาชนว่า เราไม่ได้เป็นหนี้เยอะขนาดนั้น แต่ตอนนี้คือมันไม่มีวินัยการเงิน การคลังเลย นี่ไม่พูดถึง ขอบเขตนิยามสาธารณะ ไม่ครอบคลุมเงินกู้ขององค์กรภาครัฐอื่น ๆ บางทีก็ไปใช้หน่วยงานอื่น ยืมเงินมา หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังอาจจะไม่ได้ค้ำประกันเงินกู้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หนี้ของกองทุนประกันสังคม นอกเหนือจากนี้ ยังมีภาระการคลังอื่น ๆ ที่จะต้องชำระมาตรา ๒๘ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรปล่อยสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนนโยบายอุดหนุนสินค้าการเกษตร ยกตัวอย่างนี้เป็นนโยบายก็มีหนี้ ยอดค้างชำระอยู่ที่ ๑ ล้านล้านบาท กองทุนประกันสังคมพูดไปแล้ว อปท. อย่างยกตัวอย่าง เคยสูญเสียรายได้จากการที่รัฐบาลกลางใช้มาตรการลดภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างก็ยังค้างอยู่ ไม่จ่าย ปีหนึ่งก็หลายหมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมยอดค้างชำระ อย่างเช่น กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง การไฟฟ้าไปลดค่าไฟฟ้าให้ พยุงราคาค่าไฟฟ้า อุดหนุนรัฐวิสาหกิจขาดทุนสะสม จำนวนมาก อย่าง ขสมก. ก็ยอดขาดทุนสะสมเป็นแสนกว่าล้านบาท ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐ ต้องอุดหนุนเงินตรงนี้นะครับ อันนี้ยังไม่รวมเลยเป็นปัญหาในหมวดของวินัยการเงิน การคลัง นะครับ เมื่อสักครู่เพื่อนกรรมาธิการก็ได้พูดไปแล้วงบฐานอดีตคือทำมาอย่างไรก็ยังจะทำ อย่างนั้น Work ไม่ Work อย่างไรก็จะทู่ซี้เอา Copy ของเดิมมาแล้ว Paste แล้วก็ปรับตัวเลข โน่น นี่ นั่น มันดีหรือครับของเก่าที่ทำมา ถ้าทำมาแล้วประเทศมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เลิกทีเถอะระบบปรับนิดปรับหน่อย บวกโน่น บวกนี่ขึ้นไป ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ยุทธศาสตร์มันควรจะเปลี่ยนไปใช่ไหมตามกาลเวลา ผลลัพธ์บางอันไม่ได้ดีเลยครับ ถามตัวชี้วัดผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณถามตัวชี้วัดต่ำกว่าเดิม บางทีได้เงินมากกว่าเดิมอีก ประหลาดมากครับ ยังไม่พูดถึงเรื่องพวกตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ พวกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนเลยแต่ละอย่าง บางทีเป็นเชิงปริมาณพาคนเท่าโน้นเท่านี้ไปถือว่า สัมฤทธิ์แล้ว เราควรจะถามว่าใช้เงินไปเท่านี้ผลผลิตทางเศรษฐกิจออกมาเท่านี้ ประชาสัมพันธ์ อย่างนี้คิดเป็นชิ้นงานเป็นโครงงานออกมา นี่คือสำเร็จแล้วหรือครับ คือมันไม่มีประสิทธิภาพเลย เรื่องธรรมาภิบาลนี่ไม่ต้องพูดถึง ต้องขอทราบล่วงหน้าสิว่ากรอบในการใช้งาน คือคำขอ มันเป็นอย่างไร ตอนนี้มันก็เป็นหลุมดำกว่าจะได้กันมา ไม่มีกรอบที่เรียกว่า Pre-Budget Statement ที่สภาต้องเห็นชอบร่วมกันก่อนอย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้เกริ่นไปแล้วนะครับ ตัว Open Budget Index ก็มีปัญหา ด้านความโปร่งใสได้ ๖๐ จาก ๑๐๐ การมีส่วนร่วม ประชาชน ๒๘ จาก ๑๐๐ ขนาดจะขอ Live ขอในห้องประชุมยังยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะเอา ข้อมูลออกมานะครับ อัตราการจัดเก็บภาษีของไทยก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วยังจะใช้เงินกัน แบบนี้ ปัจจุบันจัดเก็บได้แค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาคำยื่นของบประมาณผมพูดไปแล้ว คือขอเผื่อ ๕.๘ ล้านล้านบาท ขอเผื่อคือขอเผื่อ ถูกต่อรอง ถูกตัด ก็จะมากันและในชั้นอนุกรรมาธิการ อันนี้มันใช่วิธีการทำงบประมาณ มันต้องเรียงลำดับและความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่ขอมาก็เผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่งที่จะต้องถูกหั่น มันเป็นการทำแบบเล่นขายของไปนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลการเข้าถึงเทียบไม่ทัดเทียมกับ ฝ่ายราชการ คือเขามีข้อมูลเยอะมาก แต่เขาไม่บอก มาบอกเอาวัน ๒ วัน ๓ วัน ๑ สัปดาห์ ล่วงหน้าก่อนที่จะพิจารณาทำให้การตัดสินใจมันแป๊บเดียวครับ เข้ามาและเอกสารก็เป็น ตั้ง ตั้ง ตั้ง แล้วก็อ่านกันล่วงหน้าวันต่อวัน นี่ล่ะครับเงิน ๓.๔ ล้านล้านบาท และมาพิจารณา กันแบบหยาบมากครับ กรุณาให้ข้อมูลมาก่อน แล้วก็เปิดระบบสักทีเถอะครับ ไม่ใช่เป็น ระบบแบบหลังเขาอ่านจากเอกสาร ความจริงมันเชื่อมเอพีไอได้ให้ข้อมูลมัน Machine Variable เอามาวิเคราะห์อะไรกันก่อนได้ จะหวงไว้ทำไมครับ กักไว้จนนาทีสุดท้ายเพื่อให้ แบบถูกจับผิดได้น้อยที่สุด นี่คือแบบ Mindset ของข้าราชการครับ ถ้าเผื่อเรารู้ล่วงหน้าเยอะ ประหยัดไปมากกว่านี้ได้เยอะมากครับ ยกตัวอย่างสภาของเรา อย่างไรก็อย่างนั้นครับ Zero Based Budgeting ก็สำคัญครับ ไม่ใช่อย่างที่ผมบอกนี่คือ Solution เลยเลิกครับ ถือว่าของเก่า มันผิดทั้งหมด ที่ทำมานี่มันผิด เริ่มต้นใหม่ครับ ดูจากความจำเป็นก่อนครับ แล้วก็ PBO อันสุดท้ายเรามีสำนักงานงบประมาณของรัฐสภาเองควรทำให้เขาเข้มแข็ง ไม่ใช่ไปพึ่งจมูก คนอื่นหายใจไปยืมสำนักงบประมาณของรัฐบาลซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกความจริงเราทั้งหมด เกณฑ์ในการประเมินคัดกรองคำขอว่าจัดสรรอย่างไร ไม่เคยบอก คิดว่าทำอย่างไร ก็ได้ให้มันผ่าน ๓.๔ ล้านล้านบาท ภายใน ๒ เดือนนี้ทำอย่างไรให้มันผ่าน ถาม Comment อะไรไม่เคยตอบ สรุปหัวข้อที่เสนอมาผมว่าชัดเจนแล้วก็ตรงประเด็น เลิกทำงบประมาณ แบบยอดรวม ควรจะเอาเงินนอกงบประมาณกลับเข้ามาร่วมให้ได้เยอะที่สุด ทำให้ PBO เป็นอิสระ มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเต็มที่ เลิกแบบ Incremental เสียที ทำแบบฐานศูนย์ เริ่มต้นกันใหม่ ของเก่าไม่ใช่ของที่ดี มันแย่ครับประเทศเราเป็นแบบนี้ แล้วก็เงินท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ พยายามเพิ่มให้ได้ เมื่อเขามีเงินของตัวเองเขาก็จะเลิกขอ แล้วก็จัดการตัวเอง ให้ได้ แล้วก็เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลให้มันโปร่งใส แล้วก็ต้องตรงไปตรงมาครับ ต้องขันน็อต วินัยการคลังเราจะใช้เงินมือเติบอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ครับ สุดท้ายก็เป็นภาระลูกหลาน ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ🔗

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมอาจจะ ขอเวลาท่านประธานเพิ่มอีกเล็กน้อยนะครับ เผอิญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมมีความสนใจ มานาน เคยเสนอญัตติให้สภาพิจารณาแก้ไขปรับปรุงระบบงบประมาณ ซึ่งนานมากมาแล้ว ตอนที่เป็นรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้กำกับสำนักงบประมาณก็ได้รับมอบหมายให้ไปทำ วิธีทำงบประมาณแบบมียุทธศาสตร์ แต่ว่าเราทำกันโดยใช้อำนาจทางบริหาร อันนั้นเป็น การทำงบประมาณแบบมียุทธศาสตร์ครั้งแรกเมื่อประมาณ ๒๔ ปีก่อน แต่ว่าไม่ได้บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งในรายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอและที่ท่านได้อธิบาย มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้อยู่ก็คือได้มีการนำเอาเรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์งบประมาณ เข้าไปอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ก็ต้องขอชื่นชมรายงานของทาง คณะอนุกรรมาธิการและของคณะกรรมาธิการที่ทำให้เราได้เห็นปัญหาของระบบงบประมาณ อย่างครอบคลุม ถ้าอ่านทั้งหมดเราก็จะเห็นปัญหาของระบบงบประมาณตลอดกระบวนการ คือตั้งแต่ การวางแผน การจัดทำ การใช้งบประมาณ การกำกับดูแล การติดตามตรวจสอบ แล้วก็ยังมีข้อเสนอที่ดีและเป็นประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ ซึ่งมีการยกเป็นตัวอย่างบางมาตรา ผมก็เข้าใจว่าเราไม่ได้กำลังจะพิจารณา กฎหมายหรือร่างกฎหมาย แต่ว่าก็จะกล่าวถึงบ้างในตอนท้ายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ความเห็น เราได้เห็นจากรายงานของท่านนี่เราได้เห็นภาพโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ที่ค่อนข้างจะเรียกว่าค่อนข้างจะตายตัว ค่อนข้างจะแก้ไขปรับปรุงยาก ปรับเปลี่ยนยาก นะครับ เพราะว่ามีทั้งรายจ่ายประจำ ภาระดอกเบี้ย ภาระผูกพันต่าง ๆ มียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ต้องปฏิบัติตาม ก็เรียกว่าแทบไม่เหลือให้มีการบริหารทางการคลังได้ ซึ่งก็จะเป็น ปัญหาใหญ่ และในเรื่องนี้จะแก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ เพราะว่ามันเป็น ความจำกัดทางการคลังของประเทศไปแล้วจากการที่ปัญหาสะสมมายาวนาน เรื่องที่มีการใช้ เงินนอกงบประมาณภาระทางการคลังอื่น ๆ การใช้หนี้ การก่อหนี้ การดำเนินนโยบาย ที่ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบได้น้อย ซึ่งท่านได้พูดถึงเช่นการดำเนินโครงการของรัฐบาล ตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็หมายถึงเงินนอกงบประมาณ เงินของ รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะมีการตรวจสอบได้น้อย เราเห็น ข้อบกพร่องในการจัดทำงบประมาณซึ่งท่านจะเน้นเรื่องความสามารถของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเน้นเรื่องความสามารถเรื่องการใช้ดุลยพินิจ เรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผล แล้วก็ความโปร่งใส แต่ว่าเรื่องที่พูดถึงจุดอ่อนต่าง ๆ สิ่งที่พูดอธิบายน่าจะน้อยไปหน่อยก็คือ ปัญหาเรื่องการทำงบประมาณก็ดี ใช้งบประมาณก็ดี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เป็นไปตาม ยุทธศาสตร์และนโยบายรัฐบาลหรือไม่ ถึงแม้ว่าท่านจะไปเขียนปรากฏอยู่ในกฎหมาย แต่ว่า เวลาอธิบายมาก็จะเห็นถึงการเน้น เน้นในเรื่องที่มันเป็นในเชิงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความบรรลุตามเคพีไอหรือไม่ ก็มีบางจุดที่ท่านพูดเช่นการตรวจสอบของสำนักงบประมาณ ว่าใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ไปถึงขั้นว่าสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาหัวใจสำคัญของระบบงบประมาณของประเทศ ทีนี้ในเรื่องของ การตรวจสอบ ซึ่งท่านได้พูดถึงบทบาทของรัฐสภาว่ายังมีน้อย แล้วก็ความริเริ่มใหม่เรื่องหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากก็คือเรื่องที่ท่านเรียกว่า Pre-Budget Statement การที่จะให้ รัฐบาลมาชี้แจงยุทธศาสตร์ของงบประมาณ แต่ว่า ๙ เดือนนี้อาจจะไม่เหมาะสอดคล้องกับ สภาพการเมืองของประเทศไทย ให้มาชี้แจงสภาก่อนถึง ๙ เดือน แล้วก็ค่อยไปทำงบประมาณ ทีนี้ในข้อเสนอของท่านก็น่าสนใจอีกหลายข้อตั้งแต่เรื่อง Consolidated Budget นะครับ การทำงบประมาณแบบให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เอาเรื่องนอกงบประมาณด้วย เอาเรื่องภาระ หนี้สินอะไรต่าง ๆ มาร่วม แล้วก็ให้เห็นภาพของงบประมาณโดยรวม อันนี้ก็เป็นความคิด ริเริ่มที่ดีที่น่าสนใจนะครับ การให้เสนอต่อสภาก่อน การให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังมีบทบาทมากขึ้นในการที่จะไปผลักดันให้การใช้งบประมาณเป็นไปตามนโยบาย รัฐบาล อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ดี เพราะว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยังมีบทบาท ในด้านนี้น้อยเกินไปนะครับ🔗

ส่วนเรื่อง Zero-Based Budgeting การตั้งงบประมาณแบบฐานศูนย์ อันนี้ ก็เป็นความคิดที่พูดกันมาไม่น้อยกว่า ๒๕ ปีแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นความคิดที่ดีอยู่ น่าสนใจอยู่ เพียงแต่ว่าในสภาวะการคลังแบบปัจจุบันของประเทศ ท่านจะทำ Zero-based budgeting เริ่มจากฐานศูนย์มันจะยากมาก เพราะมันจะมีภาระผูกพัน มีเงินต้องจ่ายตามกฎหมาย มีอะไรเต็มไปหมด ก็เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่ว่าเวลาทำจริง ๆ จะทำกันได้แค่ไหนอย่างไร ยังจะเป็นปัญหาอยู่ ส่วนการทำงบประมาณอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านณัฐพงษ์ได้ชี้แจงบอกว่า ต่อไปนี้จะให้ทำงบประมาณกันแบบที่ไม่ใช่ให้สำนักงบประมาณมาตัด คือไม่ใช่เสนอเยอะ ๆ อันนี้ผมจะเข้าใจดีว่าเมื่อก่อนกรมต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ รวมทั้งกระทรวงแล้วมันจะเกิน เช่นว่าขอมา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท สำนักงบประมาณให้ไป ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายความว่า สำนักงบประมาณเป็นคนตัดทั้งนั้น อันนี้คือที่ท่านพูดชี้แจง เราก็ทราบปัญหานี้กันมานานแล้ว และท่านบอกว่าจะแก้กฎหมายให้หน่วยรับงบประมาณต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย ให้สอดคล้องและไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงตามยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายความว่าต้องให้กระทรวง กรมต่าง ๆ ไปกดวงเงิน งบประมาณที่ขอลงมาให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้สำนักงบประมาณต้องตัด ก็เป็น เจตนาดี แต่ว่าในทางปฏิบัติในทางความเป็นจริงมันจะทำได้แค่ไหน เพราะว่ามันก็จะมี รายจ่ายตามกฎหมาย มีรายจ่ายที่ผูกพัน มีรายจ่ายอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่จะต้องทำ แล้วก็ ไม่อยู่ในยุทธศาสตร์งบประมาณ ไม่ได้อยู่ในเรื่องที่จะทำให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แต่มันเป็นเรื่องจำเป็น เพราะฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมีแนวโน้มเสนอของบประมาณ มาเกินกว่าวงเงินที่เขาจะได้รับอย่างมหาศาลมาตลอด แล้วก็เรื่องหนึ่งที่ท่านบอกว่าไม่อยาก ให้สำนักงบประมาณมีอำนาจมากแบบที่ผ่านมาซึ่งก็เป็นความจริง ตั้งแต่พวกเราสนใจเรื่อง การทำงบประมาณกันมาหลายสิบปีมานี้ก็พูดปัญหานี้ซ้ำ ๆ อยู่ว่าผู้มีอำนาจจริง ๆ คือสำนัก งบประมาณ แล้วก็คือ ผอ. สำนักงบประมาณ กระทรวงต่าง ๆ ผมอยู่ในเหตุการณ์ที่ว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงมาบอกว่าจะต้องเอาหนังสือที่จะของบประมาณส่งไปสำนักงบประมาณ ให้รัฐมนตรีเซ็น ผมเป็นเลขานุการ มาถึงผมบอกว่าจะรีบเอาไปให้รัฐมนตรีเซ็น ผมถามว่า Deadline วันไหน เขาบอกว่า Deadline เมื่อวานนี้ ก็หมายความว่ารัฐมนตรีจะไม่ได้ พิจารณาอะไรเลย ที่เสนองบประมาณไปหน่วยงานต่าง ๆ ไปคุยกับสำนักงบประมาณ แล้วก็ รวบรวม รวบรวมแล้วก็เสนอไปที่สำนักงบประมาณ และสำนักงบประมาณก็ไปตัด ท่านก็พยายามจะแก้ไขปัญหานี้บอกว่าให้ตั้งในมาตรา ๓๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓ แต่ว่า ในทางความจริงมันจะทำได้แค่ไหน คือที่เสนอนี่หลายเรื่องเป็นเรื่องดี เป็นความตั้งใจที่ดี แต่ว่าเวลาจะทำกันจริง ๆ ก็ดูว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แล้วก็อีกนิดเดียวก็คือว่าความจริง อย่างเรื่องกฎหมายนี้ถ้าเสียดายท่านที่อภิปรายทั้งหมดอยู่ในพรรคเดียวกัน อยู่พรรคประชาชน ถ้าท่านตั้งรัฐบาลกันและท่านเป็นรัฐมนตรีกันเสียเลย เสนอ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ จะมี น้ำหนักกว่าการที่ท่านชวนเราให้ไปร่วมกันเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ อันนี้ก็พูด ไม่ใช่พูดเสียดสีอะไรนะ พูดตามข้อเท็จจริง ส่วนที่อยากจะฝากก็คือว่าที่ท่าน ยกตัวอย่างมาในสิ่งที่จะแก้ นอกจากเรื่องยุทธศาสตร์นโยบายมันไม่อยู่ในเนื้อหาของรายงาน เท่าที่ควร มันไปปรากฏอยู่ในตัวร่างที่เป็นตัวอย่าง อีกเรื่องสองเรื่องก็คือว่าท่านบอกว่าที่มาของงบประมาณมาหลายทาง ท่านต้องการแก้ไข ปัญหานั้นมีพูดถึงเรื่องงบบูรณาการด้วย งบบูรณาการท่านไม่ได้แตะเท่าไร ความจริง งบบูรณาการมันเกิดขึ้นประมาณปี ๒๕๖๐ ถ้าจำไม่ผิด ปี ๒๕๖๐ หรือ ปี ๒๕๖๑ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ และเวลาทำจริง ๆ มันไม่ได้บูรณาการในเชิงยุทธศาสตร์นโยบายเท่าที่ควร มันกลายเป็นฝ่ายปฏิบัติหาทางทำอย่างไรให้ของบได้ แล้วก็บูรณาการกันโดยหน่วยงานที่มี อำนาจมาก ๆ และเวลาเงินเหลือก็กลายเป็นไม่เข้าหน่วยงานนั้น สามารถเกลี่ยได้ตาม ผู้บริหารก็คือนายกรัฐมนตรี กับ ผอ. งบประมาณ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้แก้ ส่วนเรื่องที่ท่าน อาจจะยังไม่สะท้อนความเข้าใจก็คือเรื่องที่ว่าด้วยการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพราะว่าในกฎหมายวิธีงบประมาณที่ท่านไม่ได้พูดถึง ในเรื่องการจัดงบประมาณ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พ.ร.บ. ล่าสุดมันมีปัญหามาก ก็คือทำให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นกลายเป็นมาของบประมาณจากสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณา โครงการในรายละเอียด ในเงินอุดหนุนทั้งทั่วไป ทั้งเฉพาะกิจของท้องถิ่น ไปถามเขาว่าทำไม ทำเสาไฟฟ้า ทำไมไม่ทำถนน ทำไมอันนี้แพงไป ทำไมไม่ซื้ออันนั้นที่ถูก ๆ อันนี้มันผิด เจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจหมด คืองบไปท้องถิ่น ถ้าจะมาสภา มันมาได้แบบเดียวคือ จะวางหลักเกณฑ์ในการอุดหนุนทั่วไปอย่างไร เช่นว่ามีหลักเกณฑ์ว่าประชากรเท่าไร ประชากรหนาแน่นไหม ไม่มีความจำเป็นพื้นฐานของประชาชนได้รับการดูแลแก้ไขไหม แล้วสำนักงบประมาณจัดให้ไปตามหลักเกณฑ์นี้หรือไม่ ส่วนจะไปทำอะไรต้องให้ท้องถิ่น ไปขอความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นและให้เขาอนุมัติกันไป โดยไม่ใช่ให้สภาผู้แทนราษฎร มาดูรายละเอียด เพราะว่าอันนี้มันเป็นเรื่องการกระจายอำนาจแล้ว เป็นการปกครองตนเอง ตามหลักของรัฐธรรมนูญ อันนี้ในรายงานนี้ท่านไม่ได้สะท้อนว่าเห็นปัญหานี้ ส่วนปัญหาอื่น อีกหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ผมก็เข้าใจว่าท่านไม่ได้มีโอกาสศึกษา เพราะว่ารายงานนี้ ท่านเสร็จมาตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๘ แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่ท่าน ได้เสนอปัญหาทำให้เราเห็นปัญหาและมีข้อเสนอดี ๆ หลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ รวมทั้ง ไปอยู่ในข้อสังเกตที่จะเป็นประโยชน์ แต่ว่าหลายเรื่องเหมือนกันที่คงจะต้องมีการแลกเปลี่ยน กันเพิ่มเติมต่อไปนะครับ บางอย่างก็ต้องอาศัยเรื่องของประสบการณ์ เรื่องของการมี ประสบการณ์เข้ามาแลกเปลี่ยนกันนะครับ และมันก็น่าจะนำไปสู่ทางออกทางแก้แก้ปัญหา ในเรื่องระบบงบประมาณของประเทศได้ดีขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ🔗

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน วันนี้ขอร่วม อภิปรายเพื่อสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหาร งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมนะครับ เพราะว่ารายงาน ฉบับนี้ก็ค่อนข้างศึกษามาอย่างครอบคลุมในหลาย ๆ ประเด็น ดิฉันเองค่ะในช่วงปีก่อน ก็มีโอกาสได้เข้าไปนั่งในฐานะของอนุกรรมาธิการงบประมาณ ก็เห็นปัญหาในเรื่องของ การจัดทำงบประมาณในหลาย ๆ ประการ ซึ่งหลายปัญหาก็เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงในเล่ม แห่งนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่ามันมีความสำคัญอย่างมาก ก็ขออนุญาตยกให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้น ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นเรื่องแรก คือการจัดสรรงบประมาณบนฐานอดีตค่ะ ท่านประธานคะ การจัดสรรงบประมาณของประเทศเราปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณก็ยังคงไปยึดติดอยู่กับ การอ้างอิงภารกิจหรือว่าแผนการดำเนินงานแบบเดิม ๆ เรียกได้ว่า ๑๐ ปีที่แล้วทำมาอย่างไร ๑๐ ปีนี้หรือ ๑๐ ปีในอนาคตก็จะทำแบบเดิม โดยมักจะมีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อย เท่านั้นค่ะในเนื้อหาสาระ หรือว่าตัวเลขของงบประมาณเท่านั้นนะคะ ซึ่งส่งผลให้ขาดความ ยืดหยุ่นแล้วก็ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ ให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่มันชัดเจนมากขึ้น คือเรากำลังใช้โครงการที่ออกแบบเมื่อ หลายปีก่อนตามแผนปฏิบัติการมารับมือกับปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งดิฉันอยากจะ ยกตัวอย่างเห็นภาพมากขึ้น เช่น โครงการของกรมราชทัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยค่ะ ซึ่งโครงการนี้ โดยปกติก็มักจะมีเรื่องของการฝึกอบรมอาชีพเพื่อให้ผู้ต้องขังก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวมาสู่ โลกภายนอกได้มีการฝึกทักษะอาชีพเพื่อปฏิบัติประกอบอาชีพในอนาคต แต่ปรากฏว่า การเรียนรู้ต่าง ๆ ในกรมราชทัณฑ์ก็มักจะเป็นการเรียนรู้หลักสูตรเดิม ๆ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึง ตลาดแรงงานที่มีความเปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นค่อนข้างชัด หรือว่ากรม ปภ. เพราะน่าจะเป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่เห็นภาพสะท้อนของปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ชัดเจนมากขึ้นนะคะ ปภ. จะเป็นหน่วยงานที่ต้องอยู่กับการเผชิญกับความท้าทาย ที่เปลี่ยนแปลงด้วยภัยธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปค่อนข้างรวดเร็ว แต่ว่าการ จัดสรรงบประมาณหรือว่าการตั้งงบประมาณมาก็มักจะอยู่กับโครงการเดิม ๆ ถึงแม้ว่า ในพื้นที่เสี่ยงตรงนั้นจะเกิดภัยพิบัติหรือว่ารูปแบบภัยธรรมชาติในลักษณะอื่นไปแล้ว แต่ว่า งบประมาณก็ไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนตรงนั้นนะคะ เช่นเดียวกันกับข้อมูลจากรายงานเล่มนี้ ที่ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญมาก ๆ แล้วก็ขอชื่นชมที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ก็คือเรื่องของ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนะคะ ดิฉันเองพอได้อ่านรายงานเล่มนี้ก็ค่อนข้างตกใจค่ะ เพราะเพิ่งมาทราบว่าได้รับการจัดสรร งบประมาณในส่วนนี้ต่ำที่สุดตลอดช่วงเวลาดังกล่าวที่ผ่านมา โดยได้รับเพียงร้อยละประมาณ ๓.๘ ถึง ๓.๙ ของงบประมาณทั้งหมด ทั้งที่เป็นด้านที่มันควรจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อปรับปรุงผลการดำเนินงานให้เท่าทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ เรื่องนี้ก็ค่อนข้างเป็น เหตุผลที่ชัดเจนว่าการจัดสรรงบประมาณแบบฐานอดีตควรที่จะต้องปรับปรุงได้แล้วนะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันอยากจะแชร์ก็คือเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ ที่ขาดประสิทธิภาพค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการกำหนดตัวชี้วัดแล้วก็เป้าหมายหลายครั้ง ไม่ได้สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง ทำให้ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดนะคะ แล้วก็ที่สำคัญไม่ได้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นการจัดสรรงบประมาณวิจัย ที่จัดสรรในแต่ละปีก็หลายหมื่นล้านบาท แม้จะก่อให้เกิดงานวิจัยจำนวนมากแต่กลับมีเพียง น้อยเท่านั้นเองที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อสังคมได้อย่างแท้จริง ทั้ง ๆ ที่งานวิจัยควรจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการแก้ไขปัญหา แล้วก็รวมไปถึงการกำหนด นโยบายของประเทศ ที่ดิฉันพูดมาดิฉันไม่ได้บอกว่าควรจะต้องตัดลดงบประมาณในส่วนของ การทำงานวิจัยหรือว่าการทำวิจัยต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงานค่ะ เพราะดิฉันคิดว่าอันนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ แต่ว่าปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเราไม่ได้มีระบบรองรับงานวิจัยจำนวน มากให้ถูกใช้อย่างมีประโยชน์หรือการกำหนดทิศทางในการจัดทำงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้ มั่นใจว่าเมื่อมีงานวิจัยออกมาแล้วมันจะตอบโจทย์กับการนำไปใช้เพื่อให้สอดคล้องกับ สภาพการณ์ในปัจจุบันแล้วก็รวมไปถึงการออกแบบนโยบายนะคะ🔗

อีกประเด็นหนึ่งค่ะท่านประธานที่ดิฉันพบในช่วงที่นั่งเป็นอนุกรรมาธิการ ในห้องงบประมาณนะคะ เพราะว่างบประมาณในหลาย ๆ ส่วนของหน่วยงานมักจะตั้งขึ้นมา อย่างซ้ำซ้อนกันค่ะท่านประธาน ซอยย่อยหลายโครงการค่ะ บางโครงการตั้งชื่อมาคล้าย ๆ กัน วนเวียนอยู่แค่คำไม่กี่คำ ตอนวาระสองดิฉันก็มีโอกาสได้อภิปรายไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย อย่างเช่นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โคกหนองนา หมู่บ้านทฤษฎีใหม่ แต่ถ้าเราไปดูไส้ในของตัวโครงการจริง ๆ เราจะพบว่าเนื้อหาเหมือนกัน ตัวชี้วัดเหมือนกัน แค่เปลี่ยนที่ตัวเลขแค่เปลี่ยนไส้ในแค่เล็กน้อยเท่านั้นเองนะคะ ดังนั้นแล้ว เรื่องเหล่านี้มันทำให้เห็นถึงปัญหาของการจัดสรรงบประมาณอย่างมาก ที่สำคัญ พอเรามานั่ง Check ดี ๆ เราพบว่าหลายหน่วยงานถึงแม้จะตั้งงบประมาณมาที่คล้ายคลึงกัน แต่ขาดการบูรณาการร่วมกัน ดังนั้นจึงทำให้การตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณ หรือว่าการใช้งบประมาณว่าตรงตามวัตถุประสงค์ หรือว่าตัวชี้วัดหรือเปล่าเป็นไปได้ อย่างค่อนข้างยาก ก็ฝากประเด็นเรื่องนี้เอาไว้นะคะ🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน แล้วก็เข้าใจว่าก็ถูกพูดถึงมาแล้ว ในหลาย ๆ ครั้งรวมถึงในเล่มรายงานนี้ด้วยเช่นเดียวกันนะคะท่านประธาน ก็คือเรื่องของ การจัดทำเอกสารงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกสารที่ถูกส่งเข้ามาในห้อง อนุกรรมาธิการ ตัวห้องอนุกรรมาธิการมีเวลาในการเปิดดูเล่มงบประมาณรายละเอียดต่าง ๆ จริง ๆ น้อยมาก ๆ บางวันคือเราดูกันหน้างานเลยจริง ๆ นะคะ ในการพิจารณางบประมาณ ๑๐๐ กว่าหน้าแค่เพียงเวลาไม่กี่นาที หรือบางหน่วยงานทำเอกสารมา แต่ว่าไม่มีรายละเอียด ให้เราในการพิจารณาเนื้อหาสาระของการจัดทำโครงการนั้น ๆ ดังนั้นแล้วดิฉันคิดว่า เรื่องเหล่านี้ก็ควรที่จะต้องถูกปรับปรุงแก้ไขด้วยนะคะ🔗

ท้ายที่สุดค่ะ ดิฉันก็ขอสนับสนุนการจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็หวังว่าข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของเล่มรายงานคณะกรรมาธิการชุดนี้จะถูกนำมาปรับใช้ ในการจัดสรรงบประมาณในปีถัด ๆ ไปค่ะ เพื่อให้ช่วยกันปลดล็อกข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ที่ถูกยึดติดกันมาอย่างยาวนาน ดิฉันเชื่อว่า ณ วันนี้ข้าราชการไทยทำงานแบบ Routine แล้ว แต่ว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณแบบ Routine เช่นเดิมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณทศพร เสรีรักษ์ ครับ🔗

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นก็ขอแสดงความชื่นชมกับ รายงานฉบับนี้เหมือนกับปี ๒ ปีก่อนที่เคยได้รายงานจากกรรมาธิการชุดนี้เกี่ยวกับเรื่อง งบประมาณ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก เพราะว่าหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายตรงกับ ใจผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ท่านก็ได้พูดไว้ชัดเจน สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือเรื่องงบประมาณเราจะเห็นอย่างนี้เป็นมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็คือวาระที่หนึ่ง เราก็มาอดนอนกันข้ามวันข้ามคืนอภิปรายกัน วาระตั้งกรรมาธิการเข้าไปประชุมกันก็ตั้งแต่ เช้ายันค่ำ ยันดึกอยู่อย่างนี้ วาระที่สอง วาระที่สามก็เหมือนกันก็อดหลับอดนอนกัน มันจะ เป็นอย่างนี้ไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี เป็นอย่างนี้ไปตลอดกาลหรือ สภาผู้แทนราษฎรของเรามี สติปัญญาพอที่จะทำให้ระบบงบประมาณ ทำให้การพิจารณางบประมาณมันมีประสิทธิภาพ มากกว่านี้ได้ไหม ข้าราชการเขาเข้ามาหาเราในห้องงบประมาณในสภาอะไรก็ตามมาให้เราพูด มาให้เราบ่นหรือบางทีก็มีการดุ ๆ เขาก็แอบยิ้มในใจเราก็ตัดตรงโน้นตัดตรงนี้นิด ๆ หน่อย ๆ ถึงเวลาเขาก็กลับไปทำมาใหม่ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม สภาผู้แทนราษฎร สส. เรา กรรมาธิการเราก็เหมือนมีอำนาจ แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย ท่านประธานเห็นไหมครับ ทุกวันพฤหัสบดี อย่างวันพฤหัสบดีนี้ก็ตามท่านประธานลองนับดูว่ามี สส. อยู่ในห้องประชุม กี่คน ทุกสัปดาห์ก็จะเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องของการรับรองรายงาน เรื่องขององค์กรหน่วยงาน ต่าง ๆ มานำเสนอรายงาน และถ้าท่านประธานได้ลงมาตอนเย็น ๕ โมง ๖ โมง อยากจะ เรียนเชิญท่านประธานมาดูที่ห้องอาหารหน่อย อาหารจะเหลือบานเบอะเลย เพราะว่า ต้องเตรียมไว้สำหรับคน ๕๐๐ คน แต่มี สส. ท่านดูในตอนนี้สิครับ เหลือสัก ๕๐-๖๐ คน ได้ไหม และพอ ๔ โมงเย็น ๕ โมงเย็น ๖ โมงเย็น ก็ยิ่งเหลือน้อยลงอีก ทำไมเราไม่เอาเรื่อง ที่สำคัญ ๆ มาพิจารณาทุกวันพฤหัสบดี อย่างเช่นถ้าการทำเรื่องงบประมาณแทนที่เราจะไป เร่งกันตอนที่จะใกล้เดือนตุลาคม เราเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมเลยได้ไหม ทุกวันพฤหัสบดี เอาเข้ามาทีละกระทรวง กระทรวง กระทรวง เอามาให้ สส. พูดกันให้เต็มที่เลย กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ปีงบประมาณหน้าจะมีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องอะไรบ้าง ถัดไปก็กระทรวงนั้น กระทรวงนี้เข้ามาทุกวันพฤหัสบดีถึงเวลามันไม่ต้องเร่งรัด และพอถึงเวลาเข้าวาระหนึ่ง มันก็ใช้เวลาวันสองวันโดยไม่ต้องอดหลับอดนอนกัน มันก็น่าจะทำให้การทำงบประมาณ ของเรามีประสิทธิภาพยิ่งกว่านี้ อย่างไรก็ตามก็ขอแสดงความชื่นชมกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการที่เสนอรายงานที่มีคุณค่ายิ่งก็อยากให้แปลรายงานฉบับนี้ให้เป็นรูปธรรม จริง ๆ ก็อยากจะบอกพรรคประชาชนท่านมีแนวคิดดี ตั้งแต่ท่านณัฐพงษ์เป็นประธาน กรรมาธิการชุดนี้อยู่แล้ว ทำให้เป็นจริงเสียที พรุ่งนี้ถ้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้ว พรรคประชาชนเข้าไปร่วมเป็นรัฐมนตรีเถอะครับ จะไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรืออะไรก็ได้ แล้วท่านก็จะมีโอกาสที่จะผลักดัน เรื่องงบประมาณให้เป็นรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง อย่าให้เวลาประเทศชาติเสียไปอีก ๔ เดือน หรือ ๙ เดือน ๑๐ เดือน บางทีมันก็อาจจะนอกเหนือการควบคุมของพรรคประชาชนเอง ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ยังเหลือผู้อภิปรายอีก ๕ ท่าน ผมขอปิดการเสนอชื่อแค่นี้ก่อน ต่อไปขอเชิญ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนะครับ ผมขอขอบคุณผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายงานผลการศึกษา เรื่อง ระบบงบประมาณไทยสภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป เหตุผลโดยส่วนตัวแล้ว ผมกำลังศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ เพราะฉะนั้นการศึกษาการปฏิรูประบบ ราชการทั้งระบบแน่นอนจะต้องเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ มีประเด็นที่ผมอยากจะสอบถาม ความรู้เผื่อทางคณะกรรมาธิการท่านจะให้ความรู้ก็คือกรณีถ้าเกิดมีการควบรวมกระทรวง ระบบงบประมาณเราจะจัดสรรโดยใช้ภารกิจได้ไหมครับ แทนที่จะเป็นกระทรวงตามปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้มันจะมีงานบูรณาการ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นงานที่ทำหลายกระทรวงมาก ๆ เลย แต่ว่า เราจะเปลี่ยน ถ้าเราจะปฏิรูประบบงบประมาณเราจะไม่จัดสรรตามรายกระทรวงจะได้ไหม เหมือนในบางประเทศ🔗

เรื่องที่ ๒ เนื่องจากในรายงานเสนอให้มีนิยามคำว่า แผนงบประมาณประจำปี ซึ่งรวมถึงรายได้หรือเปล่า ผมคิดแปลกไปกว่าคนอื่น เป็นไปได้ไหมขอความรู้ ท่านหน่อย เราเปลี่ยนปีงบประมาณได้ไหมครับ เพราะว่าท่านจะรวมรายได้เราเปลี่ยน ปีงบประมาณเป็นปีปฏิทินได้ไหมครับ มีหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศ OECD เขาใช้ ปีงบประมาณตามปีปฏิทิน เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่ารายได้ของคนธรรมดากับรายจ่าย ใช้ปีปฏิทินเป็นฐาน มีความเป็นไปได้ไหมผมขอสอบถามเป็นความรู้นะครับ ส่วนตัวคือ ทำเรื่องรายงานการศึกษาการปฏิรูประบบราชการให้ถูกต้องขึ้น🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้าย ผมใช้เวลาไม่มาก ที่ท่านเสนอเรื่องการจัดสรร งบประมาณฐานศูนย์ ขอถามว่าถ้าเป็นโครงการใหญ่ ๆ และใช้เวลายาว ๆ ทำอย่างไรครับ ผมอาจจะไม่เข้าใจคำว่า การจัดงบประมาณฐานศูนย์ และรายงานฉบับนี้ก็ไม่ได้อธิบาย ในจุดนี้ถ้ากรณีที่โครงการลักษณะใหญ่ ๆ เช่น ต่อเนื่องกันไป ๓-๔ ปีทำอย่างไรครับ ผมขออนุญาตสอบถามความรู้จากคณะกรรมาธิการ และผมขอสนับสนุนความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลในเรื่องการจัดทำงบประมาณท้องถิ่น มันเลิกเสียที ให้นายก อบต. อบจ. มาออกันหน้าห้องประชุม แล้วก็มาถามว่าถนนเส้นนี้อะไรแบบนี้ และเราจะกระจายอำนาจ เราควรจะให้ท้องถิ่นเขามีกระจายอำนาจ ไม่อย่างนั้นประเทศ ที่ปกครองโดยระบบหลายรัฐเขาไม่ต้องวิ่งมาที่เมืองหลวงกันทุกแห่งหรือครับ เขามี งบประมาณในรัฐ ในท้องถิ่นของเขาเอง สอบถามเป็นความรู้นะครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณอรัญ พันธุมจินดา ครับ🔗

นายอรัญ พันธุมจินดา

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม อรัญ พันธุมจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนาครับ ผมขอ อภิปรายสนับสนุนแนวทางในการพัฒนาระบบงบประมาณของไทย ที่ผ่านมาหลายปี ก็อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงว่าการจัดทำงบประมาณของไทยก็เหมือนกับการ เปลี่ยนตัวเลข พ.ศ. นอกนั้นเนื้อหามีลักษณะคล้ายคลึงกับปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มา ไม่ได้หยิบยกเอาปัญหาของพี่น้องประชาชนมาใช้เป็นตัวตั้งเพื่อจัดทำโครงการต่าง ๆ ไปแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ในรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงสภาพปัญหาของระบบ การจัดทำงบประมาณไทย พูดถึงปัญหาการคัดกรองคำของบประมาณของสำนักงบประมาณ ไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนงบประมาณ ไม่มีการจัดลำดับ ความสำคัญ การจัดทำงบประมาณไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง หลายครั้งที่เพื่อนสมาชิกได้นำปัญหาของพี่น้องประชาชนเข้ามาหารือต่อที่ประชุมแห่งนี้ หลายครั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะตอบว่าปัญหาติดอยู่ที่งบประมาณ งบประมาณไม่มี คำถามคือในการจัดทำงบประมาณเหตุใดจึงไม่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนนำปัญหา ที่สมาชิกมาหารือต่อสภาแห่งนี้ นำไปจัดลำดับความสำคัญเพื่อจัดทำเป็นโครงการแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนในปีถัดไปถ้าหากที่ผ่านมาไม่มีงบประมาณนะครับ แต่ที่ผ่านมา เราก็เห็นปัญหาเดิม ๆ ว่าการจัดทำงบประมาณไม่ได้คำนึงถึงปัญหาเหล่านี้เลย แต่ไปเปิดดู สมุดงบประมาณ หนังสืองบประมาณ เราก็จะเห็นโครงการเดิม ๆ เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนปี พ.ศ. ผมก็เลยจะขอให้มีการพิจารณาหากเป็นไปได้นะครับ นำข้อหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้หารือไว้ นำไปใช้ในการจัดทำแผน นำไปใช้ในการพิจารณางบประมาณของสำนัก งบประมาณ โดยถือเป็นความเดือดร้อน ความจำเป็นเร่งด่วน ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณอรอุมา บุญศิริ ครับ🔗

นางอรอุมา บุญศิริ บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรอุมา บุญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้มากที่ได้มีการจัดทำ และติดตามการบริหารงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร เพราะดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่ง ที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้ประเทศของเราจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกทางค่ะ ดิฉัน จึงขอใช้เวลานี้อภิปรายในประเด็นสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศนั่นคือการกระจายอำนาจ ทางการคลังและงบประมาณสู่ท้องถิ่น ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็น รากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นหัวใจในการสร้างความเข้มแข็ง จากฐานรากของประเทศ ดิฉันก็ขอเสนอแนะในปัญหาและอุปสรรคสำหรับการพัฒนา ท้องถิ่นที่เราพบเจออยู่ ณ ตอนนี้ทำไมถึงมีการเหลื่อมล้ำ ทำไมถึงมีความเสมอภาค ไม่เท่าเทียมกันในการพัฒนาแต่ละท้องถิ่น ปัญหาเกิดมาจากด้านโครงสร้างและกฎหมายค่ะ ปัจจุบันกฎหมายหลายฉบับยังศูนย์รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บภาษี และจัดการงบประมาณอย่างจำกัด มีการโอนภารกิจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น แต่มักจะ ไม่ค่อยโอนงบประมาณลงไป ทำให้ท้องถิ่นต้องแบกรับภาระโดยที่ไม่สามารถจะโต้แย้งได้เลย ในส่วนของด้านงบประมาณก็เช่นกัน ตอนนี้งบประมาณของท้องถิ่นเราจะอยู่แค่เพียง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐธรรมนูญเราได้ระบุไว้ว่าไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมด และที่สำคัญก็คืองบประมาณส่วนใหญ่ยังเป็นงบประมาณที่เป็น รายจ่ายประจำ ทำให้ไม่สามารถนำงบประมาณไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับ พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนส่วนมากยังคงเรียกร้องในเรื่องของถนน ไฟฟ้า ประปา หรือทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศของเรา นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการจัดสรร งบประมาณที่ไม่เท่าเทียม ในส่วนของบุคลากรและศักยภาพก็เช่นกัน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง โดยเฉพาะ อบต. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการคลัง การเงิน และการวางแผนงบประมาณ ขณะที่ท้องถิ่นใหญ่ ๆ เช่นเทศบาลนครมีศักยภาพสูง ทำให้ ความเหลื่อมล้ำยิ่งเห็นชัดเจนในเรื่องของการพัฒนา เราควรจัดให้มีการอบรมเพิ่มทักษะ ด้านการคลัง การเงิน การบริหารโครงการโดยใช้ระบบดิจิทัล เพื่อที่ว่าจะได้ติดตาม การใช้จ่ายงบประมาณและเพิ่มความโปร่งใสแล้วก็สามารถติดตามได้ทุกโครงการ เพื่อให้ ประชาชนเราเองได้มีโอกาสตรวจสอบงานของชุมชนไปในตัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ การยกระดับการกำกับดูแล นั่นก็คือปรับระบบตรวจสอบให้เน้นการกำกับ การติดตาม หลังจากการใช้จ่ายมากกว่าการควบคุมล่วงหน้า ก็โดยการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ Open Data ให้ประชาชนและท้องถิ่นตรวจสอบได้แบบ Real Time ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมของ ประชาชนในการจัดทำงบประมาณและการตรวจสอบความโปร่งใส เพราะประชาชน ในท้องถิ่นเราเอง ทุกท่านก็ทราบว่าพี่น้องประชาชนต้องการความเจริญ ต้องการ ความเท่าเทียม เพราะฉะนั้นเขาคงไม่ปล่อยให้มีการฮั้วการประมูลหรือมีการทุจริตคอร์รัปชัน ในโครงการต่าง ๆ ถ้าเราเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามมากขึ้น ดิฉันมั่นใจ ว่าการทุจริตโครงการต่าง ๆ ก็จะทำให้มีน้อยลงตามไปด้วยค่ะ นั่นคือเรื่องของ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคเช่นกันนั่นก็คือเรื่องของการจัดซื้อ จัดจ้าง ถ้าทุกท่านทราบก็จะรู้ว่าในปัจจุบันนี้มีการทิ้งงานเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากการจัดซื้อ จัดจ้างส่วนมากจะเป็นการจัดซื้อจากส่วนกลาง ซึ่งผู้ที่ประมูลไปได้แล้ว ดิฉันยกตัวอย่างอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานีไปทำงานที่จังหวัดบึงกาฬ คุณไปกลับ ๆ คุณก็ไม่คุ้มงบประมาณแล้ว หรือคุณไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ ไม่คุ้นเคยกับ สภาพแวดล้อมทำให้การจัดซื้อจัดจ้างลักษณะแบบนี้มีการทิ้งงานกันมากขึ้น เมื่อมีการ ทิ้งงานมากขึ้นการพัฒนาก็จะด้อยลงไปเรื่อย ๆ ทำให้พี่น้องประชาชนที่เขารอ บางโครงการ มีงบประมาณมาแล้วแต่ไม่สามารถจัดทำได้ตรงกับเวลาที่กำหนดไว้ เพราะว่าผู้รับเหมา ทิ้งงานบ่อยมาก โครงการหนึ่งใช้ไปมาก ๓-๔ เจ้า ทำให้ไม่สามารถที่จะเดินหน้าในการพัฒนา ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดิฉันก็เลยอยากจะนำเสนอว่าในเมื่อต้องการที่จะแก้ไขตรงนี้แล้ว เรื่องงบประมาณแล้ว ขอให้มีการจัดซื้อจัดจ้างภายในส่วนของ อบต. เอง ภายในพื้นที่เอง อย่างน้อยก็อย่าให้ข้ามจังหวัดจนเกินไป🔗

สุดท้ายนี้ดิฉันมั่นใจว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเป็นการทำให้เกิด ความเสมอภาคและพัฒนาคุณภาพชีวิต หากท้องถิ่นมีงบประมาณที่เพียงพอ มีอิสระในการ จัดการ มีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส ประชาชนก็ได้รับการบริการที่รวดเร็ว ตรงกับ ความต้องการและสามารถจะลดความเหลื่อมล้ำได้จริง มั่นใจมาก ๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะ วันพรุ่งนี้ที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๒ ของประเทศไทย ดิฉันมีความหวังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะ ครม. ชุดใหม่จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องของ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุดรธานีครับ ผมขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็รายงานมา ถ้าสามารถทำตาม ที่ท่านเสนอมาได้ก็นับว่าวิธีการจัดงบประมาณจะได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นการปฏิรูป แต่ถามว่า ผมพอใจไหมกับการศึกษาที่อยู่ในระบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ผมยังไม่พอใจครับ ถ้าท่านศึกษามาเต็มที่ผมให้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมครับ ผมขอฝากท่านประธานไปสู่ประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน ในความคิดเห็นผมการงบประมาณของประเทศนี้ จะต้องถูกปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป เพราะอะไรครับ เพราะตามที่ดูมาเวลาจะทำงบประมาณ เขาก็แจ้งหน่วยงานไป การแจ้งหน่วยงานก็ทำกันง่ายมาก คุณจะผ่านการวิเคราะห์การอะไรต่าง ๆ ที่ยกขึ้นมาอ้างก็ตาม แต่ผลออกมาคือแจ้งหน่วยงานโดยบอกว่าให้เพิ่มงบประมาณขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ แล้วก็จะมารายงานสภา การรายงานสภาในสภาใหญ่ ๆ ต้องขออภัยครับไปอ่านมาตราเดียวท่านประธาน ผมหมายถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ อ่านมาตราเดียว คุณจะรู้ว่าการพิจารณางบประมาณ ๓ วัน ๓ คืน ๔ วัน ๔ คืน ไร้ความหมาย เพราะฉะนั้นปีนี้ผมจึงไม่แปรญัตติงบประมาณและไม่อภิปรายแม้แต่คำเดียว เพราะอภิปรายไปแล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ สภาผู้แทนราษฎรนี้ทำตามมติวิป ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และพรรคการเมืองก็ทำตามราชการ ท่านไปเปิดดูมาตรา ๕ งบประมาณของแต่ละปีเขาจะเขียนไว้อย่างนี้ครับผมจะยกมา แล้วผมแปรญัตติเปลี่ยนแปลงมา ๓ รัฐบาลแล้ว ในสภานี้ ๓ สมัยแล้วไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะทุกรัฐบาลก็ไปรักษาไว้ มาตรานี้ มาตรานี้คืออย่างไร มาตรา ๕ ครับ เปิดไปมาตรา ๕ ของงบประมาณแต่ละปี ปีนี้ด้วยครับ เขาเขียนว่าอย่างนี้ ให้กระทรวงการคลังสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและ จำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ อันนี้แปลว่าที่สภาทำกัน ๓ วัน ๓ คืนก็คือได้พระราชบัญญัติงบประมาณ มาตรา ๕ บอกว่า ให้กระทรวงการคลังสั่งจ่ายเงินตามรายการต่าง ๆ ในนี้ อันนี้คือวรรคแรกครับ ต่อไป วรรคสองสำคัญมากครับ เขียนไว้อย่างไร เขียนว่า หรือตามที่สำนักงบประมาณจะจัดสรร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คนโดยประมาณ ขาดตกไม่มาก อภิปรายกัน ๓ วัน ๓ คืน เป็นรายมาตรา อดหลับอดนอนด้วย ไม่มีความหมายเกินกว่าสำนักงบประมาณ เพราะเขียน ไว้อย่างนี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร เพราะฉะนั้นตามหน่วยงานไม่ว่าท้องถิ่น ไม่ว่าใครจะได้งบประมาณต้อง Deal ไปสำนักงบประมาณ แล้วก็มีเทคนิคต่าง ๆ อันนี้ผม ไม่บรรยายมันเยอะแยะเหลือเกิน แต่ว่าใครมาวิ่งก็ได้ เพราะสำนักงบประมาณไม่ต้องประชุม อะไร เป็นหน่วยงานเดียว และเวลานี้มีอำนาจมหาศาล ไปเขียนกฎหมายอะไรก็เอา ผอ. สำนักงบประมาณเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วยเพื่อจะได้งบประมาณ ไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งนั้น นี่อย่างไรความล้าหลัง แล้วก็เขาเขียนต่อไปว่า หรือจะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตาม กฎหมาย แปลว่าการโอนเปลี่ยนแปลงก็ทำกฎหมายอีก ผ่านสภาอีก แจ้งสภาทราบอีก แต่ว่า วรรคนี้ ตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรรไม่ยอมมีใครตัดครับ ผมเป็นกรรมาธิการ งบประมาณมา ๒ สมัยแล้วจะตัดก็ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมอ่านในรายงานของท่าน คร่าว ๆ เพราะเพิ่งแจกมาวันนี้ ก็ขออภัยว่าอาจจะไม่ละเอียดถี่ถ้วนทั้งหมด แต่ผมขออนุญาต อย่างนี้ การงบประมาณต้องปฏิวัติตามความจำเป็นของแต่ละยุคสมัยแต่ละปี พอหรือยังครับ การสร้างวัตถุโลกใบนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว มันเป็นยุคดิจิทัล ใช้ระบบเอไอ ใช้อะไรไปหมดแล้ว อิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นการสร้างอาคารไม่ว่าเป็นอาคารเรียน ไม่ว่าเป็นอาคารอะไร พอหรือยังครับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ใช้ระบบการเรียนการสอนที่ทันสมัยให้มันเปลี่ยนแปลง ไปสอดคล้องกับโลกใบนี้ได้หรือยังครับ มันไม่ต้องไปย้ำเรื่องการสร้างอาคาร แต่ท่านกลับไปดูสิครับ หนังสืองบประมาณเป็นตั้ง ๆ รายการก่อสร้างจำนวนมหาศาลเลิกเสียทีได้ไหม ถ้าหยุด การก่อสร้างในงบประมาณปีหนึ่ง ๆ อยู่ทุกกระทรวง สามารถเอาเงินไปช่วยชาวนาชาวไร่ คนยากคนจนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ตาม สามารถที่จะเอารายได้ทั้งหมดนี้ ไปช่วยประชาชนได้ภายในปีงบประมาณเดียวด้วยซ้ำไป เปลี่ยนได้ไหมล่ะ ท่านต้องมีข้อเสนอ แบบแนวทางปฏิวัติ อันที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นในรายงานแต่ผมขอพูด ท่านประธานครับ หน่วยงานที่ออกนอกระบบแล้ว เช่นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ส่วนอย่างอื่นผมไม่คุ้นเพราะผมอยู่ ในวงการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทยอยกันออกนอกระบบเพื่ออะไร ขออนุญาตท่าน ต่ออีกนิดหนึ่งยังไม่จบ นอกระบบเพื่อจะพึ่งตัวเอง เพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตามราชการ เพื่อปฏิบัติ ตามบริษัทต่าง ๆ มีระบบการบริหารที่เป็นอิสระ แต่ว่าไม่สามารถจะหารายได้ตัวเองได้ ออกไปนอกระบบเพื่ออะไร ออกไปนอกระบบแล้วหาเงินได้หมื่นล้านบาท ของบประมาณอีก หมื่นล้านบาท ท่านไปดูสิมีเต็มไปหมดในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบแล้ว อันนี้ผมก็มี ความเห็นว่าจะต้องปฏิวัติเรื่องนี้ ท่านประธานครับ สุดท้ายไม่มีคำอธิบาย แต่ว่าต้องเพิ่ม งบประมาณสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. มีเงินที่จะไปพัฒนาหมู่บ้านละ แสนสองแสนได้ประโยชน์อะไรครับ ต้องเพิ่มเข้าไป ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไรจะได้ เขียนไว้ว่า ไม่เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ไปถึง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง เพราะมันมากระจุกอยู่ที่ ส่วนกลาง วันนี้งบท้องถิ่นก็อยู่ที่กรมใช้ไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนระบบนี้หมด นี่คือสิ่งที่ผมได้ แสดงความคิดเห็นในเวลาค่อนข้างที่จะจำกัด ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ วันนี้ขออนุญาตมาร่วมอภิปรายเกี่ยวกับผลการรายงาน ที่เป็นปัญหาของงบประมาณไทย ก็อยากที่จะเสริมทางทีมของอนุกรรมาธิการเข้าไปด้วย ปัญหาหลัก ๆ ของงบประมาณของไทยถ้าเกิดท่านมองดี ๆ ก็มาจากภาระที่เรียกว่า หนี้สิน อ.เอท ขอใช้คำว่า DEBT Model วันนี้ ๔ ตัวอักษร DEBT D E B T มาจากที่ D ตัวแรก ท่านประธาน D ตัวแรกคือคำว่าหนี้สาธารณะเลยคือคำว่า Debt จริง ๆ เลย เรามีหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบันนี้คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่ามันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถูกไหม ซึ่งกำแพงอยู่ที่ ๗๐ แล้ว แสดงว่าความสามารถในการจ่ายหนี้ของเรามีน้อย และนี่คือปัญหาที่ ๑🔗

ปัญหาที่ ๒ คือเรื่องของตัว E D E B T E คือคำว่า Expenses แปลว่า ค่าใช้จ่ายครับท่านประธาน เรามีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายเอางบประมาณล่าสุดเพราะ อ.เอท อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณของเราที่ล่าสุดปี ๒๕๖๙ ชัดเจนว่างบประมาณที่เป็นงบประจำของเรา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน เพราะฉะนั้น ๓.๗๘ ล้านล้าน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าลองคิดดูประมาณ ๒.๒ กว่าล้านล้าน เป็นงบประมาณ ประจำ มีงบดำเนินงาน งบประจำก็คือค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ งบประมาณ ที่เป็นค่าสาธารณูปโภค ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่เรารู้สึกว่าเยอะไปไหม🔗

ต่อมามาที่ตัวที่ ๓ คือตัว B B ในที่นี้คืออะไร คือ Budget Budget ในที่นี้คือ งบประมาณที่เอาไว้ลงทุน ที่เรามีปัญหาปัจจุบันที่ประเทศเรายังไม่ไปไหนเราถึงมีปัญหา เกี่ยวกับงบ ก็เพราะว่าเรามีงบลงทุนที่ปกติแล้วต้องมากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนนี้ ก่อนโควิด ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พอหลังโควิดมาปริ่ม ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลย แสดงว่าเรามีปัญหาจริง ๆ กับงบประมาณในประเทศไทย เพราะเรายัง ทำแบบเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า ก็เลยนำมาสู่ตัว T สุดท้ายท่านประธาน🔗

ตัว T สุดท้าย อ.เอท ขออนุญาตใช้คำว่า Top-Down Budget ก็คือคำว่า Top-Down Budget แปลว่าอะไร คนที่คิดคือผู้บริหารก็คือส่วนกลางถูกไหมและคนที่ทำ ก็กลายเป็นคนที่เป็น Local หรือเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่น เราก็ควรจะเปลี่ยนแบบที่ท่านได้ นำเสนอมา อาจจะเป็น Bottom-up หรืออีกอันเรียกว่า PB ถูกไหม ก็คือ Participatory Budget ก็คือให้ประชาชนเขาได้มีส่วนร่วมในการที่จะคิด แล้วก็ให้ส่วนกลางเป็นคน สนับสนุนแบบนี้ก็จะดีขึ้น หรือเมื่อสักครู่นี้ท่านจุลพันธ์พูด ๆ ไปล่าสุดเลยคือเรื่องของ ZBB คือ Zero-Based Budgeting ก็คือเริ่มจาก ๐ ปกติบ้านเราเกือบ ๆ ๒๐ ปี ถ้า อ.เอท จำไม่ผิดเรามี งบประมาณที่ติดลบมาตลอดเลย คือขาดดุล ขาดดุล ขาดดุล ๒๐ ปีติดแล้วไม่เคยเกินดุลเลย ถามว่าขาดดุลเยอะไหม มันดีไหม มันก็อาจจะดีบ้างและไม่ดีบ้างขึ้นอยู่กับว่านโยบายของ ภาครัฐว่าจะเน้นเรื่องของการลงทุนมากกว่าหรือเปล่า แต่เรา ๒๐ ปีมาแล้วเราขาดดุล มาตลอดแสดงว่าเราลงทุนมาพอสมควรทำไมประเทศเราถึงยังไม่ไปไหน และนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เห็นว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงไหม และเดี๋ยวบางทีต้องให้ทางท่านกรรมาธิการ ช่วยตอบด้วยว่าถ้าเกิดเป็นงบผูกพันทำอย่างไร Zero Budgeting สามารถผูกพันได้ไหม🔗

และสุดท้ายนี้ อ.เอท ก็อยากที่จะนำเสนอแบบนี้ว่าประเทศเรามีนโยบาย มาเยอะแล้ว หลายรัฐบาลพยายามที่จะทำอย่างไร ก็คือ ๑. ลดรายจ่าย ๒. เพิ่มรายได้ และ ๓. กระจายอำนาจ อ.เอท มองแบบนี้ว่าลดรายจ่ายไม่ต้องลดแล้ว เอาเป็นว่าจ่ายเท่าที่ จำเป็นดีกว่า เพราะว่า อ.เอท เห็นงบประมาณในห้องอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์บางครั้งจ่ายไป ก็ไม่เหมาะสมเลยก็คือพูดง่าย ๆ จ่ายไปแล้วยังดูเละเทะอยู่ นี่คือลดรายจ่ายเปลี่ยนเป็น จ่ายเท่าที่จำเป็น ส่วนเพิ่มรายได้ อ.เอท ขออย่างนี้ขอให้ท่านเก็บรายได้ไม่ลดลงก็พอแล้ว ล่าสุด ประเทศเรา Revenue หรือรายได้ของประเทศเราลดลงด้วยซ้ำไป พูดง่าย ๆ ว่า เก็บเงินเข้ากระเป๋าไม่ได้ตามที่เราควรจะเก็บ เห็นไหมครับ และกระจายอำนาจอันนี้ทำเสียที เมื่อสักครู่นี้ท่าน สส. อีกท่านหนึ่งจากอีกพรรคการเมืองหนึ่งก็บอกแล้วว่า เราควรจะเน้นเรื่องของ การกระจายอำนาจ หมายความว่าอย่างไร กระจายอำนาจแปลว่ากระจายงบประมาณ กระจายเงิน กระจายคน กระจายอำนาจ สิ่งเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้นในการรายงานฉบับนี้ ซึ่งก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอเสริมนิดหนึ่งว่าขอให้ท้องถิ่นคิด ท้องถิ่นทำ และส่วนกลาง แค่เสริม ประเทศเราก็จะไม่เหมือนเดิมแล้ว ขอบพระคุณอย่างสูงครับ Respect🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญกรรมาธิการ ชี้แจงครับ🔗

นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ผมขออนุญาตตอบข้อชี้แจง กับข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกนะครับ อาจจะไล่ไปทีละท่าน🔗

เริ่มจากท่านแรกเป็นท่านภัณฑิล น่วมเจิม ท่านก็อภิปรายสนับสนุน แล้วก็ ชื่นชม ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ต้องขอขอบคุณ ท่านมีการสะท้อนในเรื่องของปัญหาตัวชี้วัด แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องของกลไก e-Budget แล้วมีการสะท้อนว่าปัจจุบันก็เป็นประสบการณ์ ของท่านที่ได้มีการเข้าไปร่วมในคณะกรรมาธิการ แล้วก็เห็นปัญหาว่ามีช่วงเวลาที่อาจจะไม่ สามารถพิจารณาได้อย่างรอบคอบหรือว่าถี่ถ้วน ก็ต้องขอขอบคุณทางท่านภัณฑิลนะครับ🔗

ท่านต่อมาเป็นท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ต้องขอขอบพระคุณทางท่านจาตุรนต์ ท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ แล้วก็ได้เคยทำงานเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณมาก่อน เมื่อหลายปีที่แล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นประโยชน์ และท่านก็ได้มีการแบ่งเรื่องของประสบการณ์ แล้วก็แนวคิดที่มาแชร์กัน ซึ่งผมว่าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ผมคิดว่าสิ่งที่ทางท่านจาตุรนต์ ได้มีการอภิปรายเอาไว้ส่วนหนึ่ง อย่างที่ท่านเองอาจจะเริ่มต้นจากการสอบถามว่าการแก้ กฎหมายอย่างเดียวสามารถที่จะดำเนินการได้หรือไม่ อันนี้ก็ต้องเรียนตามตรงครับ อย่างที่ ผมเองได้มีการนำเสนอไปแล้วในตอนต้นว่าในการแก้กฎหมายเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แล้วก็เราคงไม่สามารถที่จะปฏิรูประบบงบประมาณทั้งหมดได้เพียงแค่การแก้กฎหมาย เพียงฉบับเดียวหรือว่าแค่ พ.ร.บ. เพียงฉบับเดียวนะครับ แต่ว่าคงจะต้องมีการดำเนินการ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ พ.ร.บ. คือนอกจากตัว พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณก็ยังมี อีกหลาย พ.ร.บ. ที่จะต้องมีการดำเนินการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง หรือว่าเป็นวินัยการเงินการคลัง หรือว่าอีกหลายอย่างนะครับ ซึ่งการแก้กฎหมาย ก็ยังไม่เพียงพอ อาจจะรวมไปถึงเรื่องของการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหลายอย่างที่จะต้องมี การดำเนินการ อย่างเรื่องของการใช้นโยบายของรัฐบาล อันนี้ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกัน อันนี้เป็นประเด็นเรื่องแรกนะครับ🔗

แล้วก็มีหลายประเด็นที่ทางท่านจาตุรนต์ได้มีการแลกเปลี่ยน อาจจะมีการ สอบถามว่าในเรื่องของกลไกต่าง ๆ นั้นอาจจะมีความเป็นไปได้ยากหรือไม่ หรือว่าอาจจะเป็น ประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ อันนี้เรียกว่าต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศก็มีการใช้ กลไกลักษณะเดียวกัน อย่างเช่น เรื่อง e-Budget Statement หรือว่าเรื่องของการที่จะให้มี การอภิปรายก่อนที่จะมีการเสนองบประมาณ อันนี้มีหลายประเทศที่ก็มีการดำเนินการ ในส่วนนี้ รวมไปถึงเรื่องของการตั้งงบประมาณตามยุทธศาสตร์ อันนี้ทางเราเองก็ได้มีโอกาส ไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ที่นั่นก็มีการดำเนินการในลักษณะของการใช้ Top-Down Budgeting ซึ่งเรียกว่ารัฐบาลสามารถที่จะมีอำนาจในการที่จะกำหนดงบประมาณของ ตนเอง เพราะว่าปัจจุบันอย่างที่ได้มีการสะท้อนหลายท่านก่อนหน้านี้ว่าปัจจุบันเรื่องของ งบประมาณเราค่อนข้างที่จะแข็งตัวมาก แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะปรับได้มากนัก เราก็เลย พยายามที่จะใช้การตั้งงบประมาณตามยุทธศาสตร์นี่ละครับในการที่จะทำให้เราเกิดเรื่องของ Zero-Based Budgeting ขึ้น ซึ่งผมคิดว่า Zero-Based Budgeting ก็เป็นเรื่องที่มีความ เหมาะสม ถึงแม้ว่าอาจจะมีประเด็นเรื่องสภาวะทางการคลังต่าง ๆ ที่ท่านอาจจะมีการกังวลใจ แต่ว่าความจริงเราคิดว่าเรื่องของ Zero-Based Budgeting ยิ่งทำให้มีความเหมาะสม แล้วก็ มีความยืดหยุ่นในเรื่องของงบประมาณแต่ละปี ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่าง ๆ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่เราอาจจะพูดคุยกันในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. แต่ว่าวันนี้อาจจะลงรายะเอียดในเรื่องของรายงานเป็นหลัก คิดว่าหลังจากนี้ถ้าหากว่าจะมี การพูดคุยในเรื่องของรูปแบบความเป็นไปได้เพิ่มเติมในเรื่องของลักษณะว่าแนวทางการ ดำเนินการกลไกต่าง ๆ อันนี้ผมคิดว่าเมื่อเรามีโอกาสที่จะได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คงเป็น โอกาสดีที่จะได้พูดคุยในเชิงลึก อันนี้ผมก็เลยขอตอบเบื้องต้นไปก่อน ก็ได้อ่านประเด็น ของทางท่านจาตุรนต์จริง ๆ มีประเด็นที่มีประโยชน์เยอะมาก ท่านมีประสบการณ์แล้วก็ได้ สะท้อนปัญหาที่เจอมาร่วมกัน ซึ่งทางพวกเราเองก็เห็นด้วย อย่างเรื่องของอำนาจสำนักงบประมาณใช่ไหมครับ เราก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็ต้อง ขอขอบพระคุณ เพียงแต่ว่าก็จะมีประเด็นหนึ่งที่ทางท่านจาตุรนต์เอง ก็มีการทิ้งท้ายเอาไว้ ในเรื่องว่าบนบัลลังก์แห่งนี้อาจจะเป็นพรรคเดียวกันหมด แต่ก็ต้องเรียนตามตรงว่าจริง ๆ ณ เวลานี้ ก็คือตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งถึง ๔ โมงครึ่ง ทางเรามีการประชุมคณะกรรมาธิการ ในเวลานี้ ซึ่งทางเพื่อนสมาชิกที่อยู่ทางพรรคการเมืองอื่น ก็มีการร่วมประชุมอยู่ด้านบน ก็เลยทำให้พื้นที่ขึ้นมาบนบัลลังก์วันนี้ ก็เลยมีเพียงแต่คนที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ แต่ว่าก็ต้องเรียนว่าในเรื่องของบรรยากาศในการทำงาน ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการก็ดี หรือว่าอนุกรรมาธิการก็ดี ถือว่าเราทำงานกันได้อย่างราบรื่น แล้วก็เห็นตรงไปในทิศทางเดียวกัน ก็ต้องขอขอบพระคุณทางท่านจาตุรนต์นะครับ🔗

ต่อมาเป็นทางท่านชลธิชา อันนี้ท่านก็มีการอภิปรายสนับสนุน แล้วก็ มีการยกตัวอย่างในหลายประเด็น ซึ่งท่านเองก็เคยเป็นอนุกรรมาธิการด้วยเช่นเดียวกัน ก็เป็นอีกหนึ่งในท่านที่มีประสบการณ์ในการที่จะทำงาน ในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ พิจารณางบประมาณในห้องอนุกรรมาธิการก็เห็นปัญหา แล้วก็สะท้อนหลายอย่างก็ต้อง ขอขอบพระคุณที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน🔗

ต่อมาท่านคุณหมอทศพร เสรีรักษ์ ท่านก็มีการชื่นชมเช่นเดียวกัน ผมเอง ก็ต้องขอขอบพระคุณ แล้วก็น้อมรับ ทางเราก็มีความยินดีแล้วก็ปลาบปลื้มใจ ทางคุณหมอทศพรก็มีการสะท้อนตั้งแต่เรื่องของรายงานฉบับแรกของคณะกรรมาธิการ ของเราที่เข้าสภาในชุดที่ ๒๖ นี้ ก็ถือว่าท่านก็ยังจดจำได้ว่าเราเองได้เคยผลิตเล่มรายงาน ที่มีประโยชน์ต่อสภาแห่งนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณ แล้วท่านก็สะท้อนถึงการทำงาน ในกรรมาธิการ แล้วก็ในอนุกรรมาธิการซึ่งก็เป็นการทำงานที่หนักหน่วง แต่ว่าอาจจะตัด งบประมาณได้น้อย อย่างที่ท่านบอกว่าเราก็ตัดได้แค่นิดหน่อย เราก็ดีใจแล้ว แต่ความจริง ตัวเลขในเล่มรายงานก็มีการบอกว่าเราตัดได้จริงเพียงแค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คิดว่าประเด็นนี้ เช่นเดียวกันครับ เราก็คงจะเห็นตรงกันว่าเราคงจะต้องมีการหาวิธีการในการที่จะทำให้ เรื่องของการพิจารณางบประมาณของเรามีประสิทธิภาพ แล้วก็อาจจะไม่ต้องเป็นแบบนี้ ให้มันดีกว่านี้ได้ ก็เป็นไปตามเล่มรายงาน ก็ต้องขอขอบคุณทางคุณหมอทศพร🔗

ท่านต่อมาเป็นทางท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ต้องขอขอบพระคุณ ทางท่านจุลพงศ์ ก็ขอบคุณที่มีการจัดตั้งเรื่องของการจัดทำรายงานต่าง ๆ และทางท่านก็มีการสอบถามมา ในบางคำถามก็มีเรื่องของจำเป็นต้องมีหน่วยรับงบประมาณหรือไม่ ปัจจุบันก็ยังต้อง มีหน่วยรับงบประมาณอยู่ในการที่จะจัดสรรงบประมาณ แต่ว่าเรื่องของปีงบประมาณ ที่ท่านได้สอบถามว่าเป็นปีปฏิทินได้หรือไม่ ความจริงคิดว่าก็คงจะเปลี่ยนได้ แต่ว่าอันนี้ ก็เป็นแนวทางที่มีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ผมเองก็มีการได้ไปสืบค้น ก็เป็นการใช้กันมาอย่างยาวนาน ก็ต้องขอขอบคุณทางท่านจุลพงศ์ครับ🔗

ต่อมาทางท่านอรัญ ท่านก็มีการอภิปราย จริง ๆ ก็เป็นการสะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันงบประมาณก็อาจจะเรียกว่ายังไม่ได้พิจารณาให้มีการตรงตามความต้องการ ของพี่น้องประชาชน ท่านก็เลยมีการเสนอว่าให้เรื่องของการปรึกษาหารือของผู้แทนราษฎร ก็ให้มีการล็อกไว้เลยได้หรือไม่ อันนี้ก็ต้องเรียนตามตรงครับว่าก็อาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะ ยากลำบาก เพราะว่าเรื่องของการปรึกษาหารือ คิดว่าผู้แทนราษฎรจำนวนมาก แต่หลายสิ่ง หลายอย่างสามารถที่จะแก้ไขได้โดยที่ไม่ต้องมีการตั้งงบประมาณหรือว่าแก้ไขได้เลย อันนี้ ก็ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ แต่ว่าก็ต้องเรียนว่าในตัวของการศึกษาของเราที่น่าจะตอบโจทย์ ที่ทางท่านอรัญต้องการ แน่นอนก็อย่างที่เราเรียนครับ ในเรื่องของ Zero-Based Budgeting เราพยายามทำให้งบประมาณในแต่ละปีมีความยืดหยุ่น แล้วก็ถ้าหากว่างบประมาณมีความ ยืดหยุ่นเราก็สามารถที่จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน เนื่องจากว่าเราจะมี การลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นในแต่ละปีได้ เพื่อให้งบประมาณมันไปสู่สิ่งที่มีความจำเป็น รวมไปถึงเรื่องของการกระจายงบประมาณให้ถึงท้องถิ่นได้มากขึ้น อันนั้นก็คงจะเป็นเรื่อง สำคัญ ก็ต้องขอขอบคุณทางท่านอรัญครับ🔗

ท่านต่อมาเป็นทางท่าน สส. อรอุมา ก็ชื่นชม ทางเราก็ขอขอบคุณเช่นกัน ทางท่านอรอุมาก็มีการสะท้อนปัญหาเรื่องของท้องถิ่น การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นไป ในทิศทางเดียวกับที่ตัวของเล่มรายงานของเราก็มีการศึกษาเอาไว้ แล้วก็ท่านก็มีการสะท้อน เรื่องของผู้รับเหมาทิ้งงาน เรื่องของอะไรต่าง ๆ ด้วยนะครับ ก็ต้องเรียนเรื่องของการแก้ไข กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ทางเราก็ได้เติมลงไปอยู่ในข้อสังเกตของเล่มรายงานนี้ ก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ เราก็อยากจะดำเนินการต่อไปในขั้นหลังจากนี้นะครับ แล้วก็เรื่องของการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่นอันนี้ก็เช่นเดียวกันก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้ว ก็ต้องขอขอบคุณนะครับ🔗

ท่านต่อมาเป็นทางท่านขจิตรนะครับ ทางท่านขจิตรก็บอกว่าการศึกษา ในครั้งนี้ทางท่านเองก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่ว่าอยากที่จะให้ศึกษามากกว่าการปฏิรูประบบ งบประมาณ อยากให้ไปถึงขั้นของการปฏิวัติระบบงบประมาณ เพื่อให้เป็นการแก้ไข งบประมาณครั้งใหญ่ ก็คิดว่าทางเราก็เห็นเช่นนั้นอย่างที่ผมเรียนไปตอนต้นว่าเรื่องของ การปฏิรูประบบงบประมาณในครั้งนี้เป็นการศึกษา หมายถึงว่าตัวของร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณที่มีการแนบอยู่ในเล่มรายงานนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นที่เราจะมี การดำเนินการต่อไปหลังจากนี้นะครับ แต่ว่าตัวของการศึกษาในเรื่องของแนวทาง แล้วก็ปัญหาต่าง ๆ อันนี้เราก็พยายามที่จะให้มีความครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่เวลา ในอนุกรรมาธิการจะมีความอำนวย ก็ต้องขอขอบคุณเช่นเดียวกันนะครับ ผมคิดว่าทาง พวกเราเองก็คงจะพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขอย่างที่ทางท่านขจิตรบอกว่าเรื่องของปัญหา งบประมาณปัจจุบัน ก็มีปัญหามากตั้งแต่เรื่องของงบประมาณมีการสร้างอาคารจำนวนมาก ที่อาจจะไม่มีความจำเป็น หรือว่าใช้งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน อันนี้ผมคิดว่า ก็คงเป็นประเด็นเดียวกันกับที่หลายท่านได้สะท้อนไปก่อนหน้านี้นะครับ ซึ่งเราก็อยาก ที่จะให้ใช้เรื่องของการให้งบประมาณฐานศูนย์ หรือว่าการจัดสรรงบประมาณตาม ยุทธศาสตร์ อันนี้ก็เชื่อว่าเป็นการที่จะสามารถทำให้งบประมาณตอบโจทย์ประชาชนได้ มากขึ้น และท่านก็มีการสะท้อนมาเพิ่มเติมเรื่องของหน่วยงานออกนอกระบบ อันนี้ก็หา รายได้เองไม่ได้มาของบอยู่ แน่นอนทางตัวของการศึกษาครั้งนี้พวกเราก็พยายามที่จะให้ หน่วยงานที่อาจจะออกนอกระบบด้วยที่พยายามที่จะให้เข้ามาในการที่จะแสดงเรื่องของ รายได้ แสดงเรื่องของโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจนมีการให้ส่งเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้ พวกเราจะได้มีการพิจารณางบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ เพื่อให้ พวกเราได้เห็นเพราะปัจจุบันนี้อย่างที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มีการนำเสนอไป ในตอนต้นว่าเรื่องของงบประมาณปัจจุบันมันกระจัดกระจายแล้วก็ไม่ได้รวมยอด อันนี้ เราก็พยายามที่จะให้มองเห็นทั้งระบบเพื่อให้สามารถที่จะพิจารณาในส่วนของหน่วยงาน ที่ออกนอกระบบไปแล้วได้ด้วยนะครับ🔗

แล้วก็ส่วนเรื่องของที่ท่านขจิตรก็มีเรื่องก็คือเรื่องของการเพิ่มงบท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เช่นเดียวกันอันนี้ทางเราก็เห็นด้วยอยู่แล้วในเรื่องของการกระจาย งบประมาณสู่ท้องถิ่นนะครับ ซึ่งตัวผมเองก็มีโอกาสได้อภิปรายในประเด็นนี้ในการพิจารณา งบประมาณในหลายปีที่ผ่านมานะครับ ก็คิดว่าทางเราก็อยากที่จะให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณ ทางท่านขจิตรครับ🔗

แล้วก็ทางผู้แทนราษฎรท่านสุดท้ายที่มีการอภิปรายก็คือทางท่าน อ.เอท ทางท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ท่านเองก็มีการอภิปราย Model ๔ ตัวอักษร DEBT D E B T ก็มีหลายประเด็นที่ท่านมีการสะท้อนมาตั้งแต่ Debt Expenditure Budget แล้วก็เรื่องของ Top-Down Budget อันนี้ท่านก็มีการสะท้อนเรื่องของปัญหาเรื่องงบลงทุนต่าง ๆ แล้วก็ มีการสรุปมาว่าลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายอำนาจ อันนี้เราก็เห็นตรงกัน อันนี้ก็ผมคิดว่า ผมอาจจะกล่าวโดยสรุปในการที่จะตอบข้อชี้แจงของเพื่อนสมาชิก เพื่อให้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวของร่างรายงานฉบับนี้จะเกิดประโยชน์ แล้วก็สามารถที่จะนำไปพิจารณาต่อในขั้นถัดไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายไชยา พรหมา รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านใด ยังติดใจอยู่ไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการเชิญครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ตอบรายบุคคลไปนะครับ แล้วก็ ในนามของกรรมาธิการก็ต้องขอบคุณนะครับ แล้วก็ยินดีรับฟัง แล้วก็จริง ๆ พวกเราทำงาน ร่วมกันในคณะกรรมาธิการจากทุกพรรคการเมืองนะครับ แล้วหลังจากลงบัลลังก์ไปแล้วถ้าเราจะแลกเปลี่ยนหรือในอนาคตท่านอยากจะมาร่วมกับ กรรมาธิการเราในการผลักดันสิ่งดี ๆ ร่วมกัน กรรมาธิการเราประชุมทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่ายโมงครึ่งก็ยินดีเสมอนะครับ แล้วก็หลาย ๆ การอภิปรายเท่าที่ผมฟังก็เป็นไปด้วย เจตนาที่ดี แน่นอนมันอาจจะมีการเห็นตรงเห็นต่างอะไรกันบ้าง แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ระบบงบประมาณของประเทศเรามันมีปัญหาอยู่จริง แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา แล้วก็หลายท่านก็วิพากษ์วิจารณ์รายงานฉบับนี้อาจจะไม่ได้ถึงกับ Perfect แต่เราก็มั่นใจว่าดีพอ แล้วก็มีรูปธรรมออกมาเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่พวกเราจะสามารถ ใช้ผลักดันร่วมกันได้ หรือว่าถ้าต่างพรรคการเมืองมีความเห็นแตกต่างกันในรายละเอียด ในบางมาตราอยากจะใช้ถ้อยคำหรือว่าลักษณะการเปลี่ยนแปลงหรือจะเป็นปฏิวัติอะไร ต่าง ๆ ก็สามารถนำเสนอที่เป็นรูปธรรมแล้วมาประกบกันได้ ร่างจากแต่ละพรรคก็พอเข้าไป ในกรรมาธิการเราก็พูดคุยกันเพื่อให้ได้ออกมาเป็นรูปธรรมจริง ๆ ในอำนาจที่เรามี ในฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามเราก็อยากเห็นเพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคมาร่วมกันผลักดัน พ.ร.บ. นี้ อย่างไรเดี๋ยวทางผมหรือว่าพรรคประชาชนก็คงยื่น แต่ละพรรคก็เชิญชวน จะมาร่วมเซ็นกับเราหรือจะยืนต่างหากอะไรต่าง ๆ แต่ก็ในอนาคตเราอยากทำอะไรดี ๆ ร่วมกันมาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเพื่อให้ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้าไปมีอำนาจรัฐก็จะได้ สามารถนำนโยบายดี ๆ แล้วก็ผลักดันออกมาเป็นรูปธรรม ก็แน่นอนต้องใช้งบประมาณ🔗

สุดท้ายก็คงฝากไว้ว่าจริง ๆ งบประมาณพวกท่าน หลาย ๆ ท่านก็มี ประสบการณ์กัน หลาย ๆ ท่านก็เป็นกรรมาธิการงบประมาณด้วยใช่ไหมครับ จริง ๆ ท้ายที่สุดที่อยากจะให้คิดกันจริง ๆ คือทรัพยากรมันมีอยู่อย่างจำกัด แต่ว่าโดยมากพวกเรา ก็จะพูดแต่ด้านดีของโครงการพยายามจะดึงงบไปโน่น นี่ นั่น แต่สุดท้ายมันมีจำกัดมันก็ต้อง จัดสรร และตอนนี้เรากำลังเสนอรูปธรรมของการจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Pre-Straight Budget เรื่องของกรอบงบประมาณว่าไม่ใช่เยอะ ตั้งมาเยอะจนไม่รู้จะเลือกอย่างไรอะไร ต่าง ๆ พยายามจัดระบบระเบียบให้มีกลไกมากขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อการจัดสรรทรัพยากร ที่มีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอบคุณความเห็นทุกความเห็น แล้วก็อยากให้ช่วยกันลงมติสนับสนุน เห็นชอบรายงานฉบับนี้ แล้วก็เห็นชอบกับข้อสังเกตเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ดังนั้นเมื่อไม่มีท่านสมาชิกท่านใดได้อภิปรายซักถามแล้ว ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลของการศึกษา เรื่อง ระบบงบประมาณไทย : สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ซึ่งคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณได้พิจารณาเสร็จแล้ว เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ ในรายงานเพื่อให้สภาได้พิจารณาและลงมติ ซึ่งจากการฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ส่วนใหญ่แล้วมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยกับข้อสังเกต ดังนั้นผมขออาศัย อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ จะถามในที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมนั้นลงมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งสภาจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบ หรือดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ประกอบ ข้อ ๘๘ ขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับท่านครับ🔗

๓. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาการใช้กฎหมายและติดตาม การแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (ในระเบียบวาระที่ ๔.๓)🔗

ระเบียบวาระที่ ๔.๓ เป็นเรื่องรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาการใช้ กฎหมายและติดตามการแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งคณะกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ก็ขอเชิญทาง คณะกรรมาธิการได้ประจำที่ครับ และผมอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง จำนวน ๒ ท่าน ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ ๑. นายสมนึก จึงมีวศิน เป็นที่ปรึกษาประจำ คณะกรรมาธิการ ๒. นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการครับ เมื่อพร้อมแล้ว เดี๋ยวขออนุญาตนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากประเทศมาเลเซียด้วยความยินดียิ่งครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญทาง กรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการเชิญครับ🔗

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการ

สวัสดีครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ในฐานะประธานกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ทางคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีมติให้ดำเนินการศึกษาเรื่องของการใช้กฎหมาย และติดตามการแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนา พื้นที่พิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๓ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ บัดนี้ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เราได้ดำเนินการศึกษาเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็เพื่อเป็นการ ประหยัดเวลาของสภาผมจะขอให้ท่าน สส. กฤช ศิลปชัย ในฐานะที่ท่านเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการที่ดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ได้เป็นผู้นำเสนอผลการศึกษา รวมถึงทาง ท่านสมนึก และท่านพรพนา ร่วมกันในการที่เป็นผู้ที่จะชี้แจงผลการศึกษาให้กับทุก ๆ ท่าน ให้กับสภาได้รับทราบ ซึ่งในผลการศึกษานี้ก็จะมีเป็น ๒ เรื่องหลัก ๆ ที่เราจะนำเสนอก็คือ เรื่องของข้อคิดเห็น ซึ่งก็จะแสดงผลกระทบในด้านต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็จะมี ข้อสังเกต ซึ่งข้อสังเกตนี้ก็จะเป็นข้อเสนอที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้ดำเนินการศึกษา เพื่อเสนอให้ทางรัฐบาลดำเนินการต่อไป ในการนี้เดี๋ยวผมขอเชิญท่าน สส. กฤช ศิลปชัย ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ให้ท่านได้นำเสนอผลการศึกษาของคณะครับ เชิญครับ🔗

นายกฤช ศิลปชัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอบอกว่าในฐานะที่เป็น สส. ในพื้นที่อีอีซีนะครับ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา แล้วก็ ได้อยู่กับการพัฒนาพื้นที่อีอีซีมาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ได้รับทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่า การพัฒนาอีอีซี มันมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นบ้าง แล้วก็มีข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นอย่างไรในพื้นที่บ้าง คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีมติให้ศึกษารายงาน ฉบับนี้ขึ้นผ่านการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็วันนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดีครับที่รายงานของ คณะกรรมาธิการฉบับนี้ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ต้องนำเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกว่าอาจจะมีบางข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่ทางสภาผู้แทนราษฎรของเรา ได้มีการดำเนินการแก้ไขไปแล้ว อย่างเช่นเรื่องของคำสั่ง คสช. ต่าง ๆ เนื่องจากรายงาน ฉบับนี้เราได้ศึกษาแล้วเสร็จในช่วงประมาณปลายปี ๒๕๖๖ ก็เพิ่งจะได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานฉบับนี้มีที่มาจากเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกนะครับ ชื่อเดิมก็คือโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ ต่อมาได้มีคำสั่ง คสช. ที่ ๒/๒๕๖๐ คำสั่ง คสช. ที่ ๒๘/๒๕๖๐ และคำสั่ง คสช. ที่ ๔๗/๒๕๖๐ เพื่อผลักดันระเบียง เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จนกระทั่งได้มีการออกพระราชบัญญัติเขตพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ครอบคลุมพื้นที่ ๓ จังหวัด ก็คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ได้กำหนดให้มีแผนการใช้ที่ดินในภาพรวม แผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๒ อย่างไรก็ดีในระหว่างการจัดทำผังเมือง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประชาชนและภาคประชาสังคมได้พยายามทักท้วงไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในประเด็นการเปลี่ยน ผังเมืองบางพื้นที่จากพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม หรือกำหนดให้ที่ดิน ประเภทชนบทสามารถประกอบกิจการโรงงานได้ เช่น โรงงานกำจัดของเสียอันตราย และโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งอาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอาจได้รับความเสียหาย ในหลายพื้นที่ ตลอดจนปัญหากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ขาดการมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญตามหลักวิชาการผังเมือง ดังนั้นเครือข่ายชุมชนและตัวแทนภาคประชาชน หลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในฐานะที่ออกประกาศเรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ ที่ดินและผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ทั้งนี้พระราชบัญญัติ และหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดให้กฎหมายที่มีการบังคับใช้แล้วต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา ๕ ปี ซึ่ง สกพอ. จะต้องจัดทำรายงานประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ภายในปี ๒๕๖๗ คณะกรรมาธิการจึงได้จัดทำรายงานพิจารณา ศึกษาปัญหาการใช้กฎหมายและการแก้ไขผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก เพื่อส่งข้อคิดเห็นและข้อสังเกตไปยัง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมคงจะไม่ได้ลงในรายละเอียดมาก ซึ่งเดี๋ยวจะให้ท่านสมนึก จงมีวศิน ได้ลงรายละเอียดในประเด็นสำคัญ ๆ ที่คณะกรรมาธิการคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากจะ นำเสนอต่อท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก โดยกรรมาธิการเราได้ศึกษาอยู่ในหลายประเด็น ประเด็นหลัก ๆ ก็จะมีเรื่องของการใช้ประโยชน์ผังเมือง ที่เราอาจจะเคยพบเห็นว่าวันดีคืนดี ก็มีโรงงานของเสียอันตราย โรงงาน Recycle ไปตั้งอยู่ข้าง ๆ สวนเกษตรกรของพี่น้อง ใน ๓ จังหวัดอีอีซีของเรา มีการพัฒนาโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือ อุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ ที่อาจจะมี การจัดทำรายงานที่ไม่ครบถ้วนทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบอาชีพประมงที่ต้องอยู่บริเวณชายฝั่งแล้วก็ใช้พื้นที่ทะเลชายฝั่งในการทำมาหากิน ปัญหาการจัดการกากของเสียอันตรายที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณโดยไม่ได้วางแผนในการรองรับ การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้นส่งผลให้เราเห็นตามหน้าสื่ออยู่ตลอดเวลาว่า มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการบุกจับ บุกตรวจโรงงานที่ทำไม่ถูกต้อง อย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุด การศึกษารายงานการศึกษาฉบับนี้เราได้รับฟังความ คิดเห็นอย่างรอบด้าน ศึกษาอย่างละเอียดทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากภาคประชาชน จากภาคประชาสังคมอย่างครบถ้วนและได้มีข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อในกรณีนี้เผื่อในอนาคตที่จะมีการใช้อีอีซี Model ไปพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ที่จะเป็น SEC ด้วยก็ได้ศึกษาแล้วก็เผื่อจะได้นำไปเป็นประโยชน์ในการ ทำงานของรัฐบาลต่อไป อันดับต่อไปก็ขอเชิญท่านที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ🔗

นายสมนึก จงมีวศิน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมนึก จงมีวศิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการที่จัดทำรายงานผลการศึกษาชุดนี้ขึ้นมา ก็จะมีรายละเอียดเป็นไปตามสไลด์ ขออนุญาตนำสไลด์ขึ้นนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสมนึก จงมีวศิน กรรมาธิการ

จะเป็นรายงานผลการศึกษา ขอสไลด์ หน้าถัดไป ซึ่งมีการศึกษาทั้งหมดอยู่ ๕ เรื่อง🔗

๑. เป็นเรื่องของผลกระทบจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. อีอีซี🔗

๒. เป็นเรื่องของการศึกษาผลกระทบจากแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน🔗

๓. เป็นการศึกษาผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ โครงสร้างพื้นฐานหลัก🔗

๔. เป็นเรื่องการศึกษาผลกระทบจากการบริหารจัดการของเสีย น้ำเสีย และมลพิษในพื้นที่อีอีซี🔗

๕. เป็นปัญหาผลกระทบจากการบริหารอุบัติภัยกรณีน้ำมันรั่ว🔗

ในแต่ละเรื่องทางกรรมาธิการมีข้อคิดเห็น ดังนี้🔗

๑. ผลกระทบจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในวัตถุประสงค์ข้อ ๔ เรื่องการจัดทำผังเมือง ทางประชาชนเสียสิทธิยื่นคำร้องทบทวนแก้ไข ผังเมือง และในการจัดการผังเมืองครั้งนั้นไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลและขาดการมีส่วนร่วม อย่างมีความหมาย🔗

๒. ที่ทำการศึกษาจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งพบว่าการยกเว้นในข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อ ๑๔ ที่ดินประเภท ชบ. หรือชุมชน ชนบท และข้อที่ ๑๕ ที่ดินประเภท สก. หรือส่งเสริมเกษตรกรรม สามารถตั้งโรงงาน อุตสาหกรรมได้จำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็น ชบ. หรือชุมชนชนบท ซึ่งเป็นสีเหลือง ไข่ไก่ สามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้ด้วย🔗

๓. เป็นเรื่องผลกระทบจากการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน จากในรูป จะเห็นว่าจะมีโครงการ ๒ โครงการ ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้นำเสนอไป โครงการซ้ายมือคือโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ ๓ ที่จังหวัดชลบุรี ส่วนทางด้านภาพขวามือ เป็นโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ๒ โครงการนี้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการจ่ายค่าชดเชยเยียวยา ซึ่งการจ่าย ค่าชดเชยเยียวยาในฝั่งซ้ายมือจะเป็นธรรมมากกว่าฝั่งขวามือนะครับ🔗

๔. จะเป็นการศึกษาเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการของเสีย กากของเสีย น้ำเสีย และมลพิษ ซึ่งพบว่าสถิติการลักลอบทิ้งของเสียจากอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ มีมากถึง ๓๒๒ ครั้งทั่วประเทศไทย โดยจะพบมาในจังหวัดของอีอีซี เช่น จังหวัดระยองและจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการทิ้งกระจายตามพื้นที่สาธารณะ ชุมชน หรือบ่อฝังกลบ และ ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ มีผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น ๘,๐๑๕ ราย แต่กลับมีผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรมเพียง ๗๐๓ ราย หรือคิดว่าผู้ก่อกำเนิดมากกว่า ผู้กำจัดถึง ๑๑.๔ เท่าตัว ใน ๓ จังหวัดอีอีซี🔗

สไลด์หน้านี้จะอธิบายถึงข้อมูลจำนวนกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและ ไม่อันตราย ทั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม และนอกนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จะพบว่ามีส่วนเกินจากขีดความสามารถในการกำจัดของพื้นที่อีอีซีเอง ทั้งสิ้นตกอยู่ที่ ๓,๒๖๔,๔๒๙ ตันต่อปี ดังนั้นพื้นที่อีอีซีมีขีดความสามารถในการบำบัดกำจัด กากอุตสาหกรรมทั้งในนิคมและนอกนิคม รวมแล้วมีขีดความสามารถบำบัด กำจัดได้เพียง ๒,๗๖๖,๒๒๙ ตันต่อปี ส่วนเกินที่เกิดขึ้นกำจัดไม่หมดจะต้องขนออกไปกำจัดนอกพื้นที่ อีอีซี โดยมีทั้งกากอุตสาหกรรมไม่อันตรายและกากอุตสาหกรรมอันตราย รวมทั้งสิ้น ๓,๒๐๐,๐๐๐ กว่าตันต่อปี ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการจึงมีข้อสังเกต ดังต่อไปนี้🔗

๑. ข้อสังเกตต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ควรเร่งรัด แก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ ที่ดินข้อ ๑๔ และข้อ ๑๕ ไม่ให้มีนิคมอุตสาหกรรมหรือโรงอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในเขตพื้นที่ เหล่านี้ได้🔗

๒. ข้อสังเกตต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก🔗

ข้อ ๑ ควรกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมที่จะขอเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ พิเศษตามกฎหมายของอีอีซี หรือ พ.ร.บ. อีอีซี ที่ผมกล่าวมาจะต้องจัดให้มีศูนย์รับบำบัด หรือกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม อย่างน้อย ๑ แห่ง ๑ ที่🔗

ข้อ ๒ ควรกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งที่จะขอส่งเสริมลงทุนในเขต เศรษฐกิจพิเศษจะต้องจัดทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม🔗

ข้อ ๓ ควรจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย🔗

ข้อ ๔ ควรกำหนดให้มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนของภาคประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินงานในเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ🔗

ข้อ ๕ ควรเร่งให้มีการดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ การบังคับใช้ พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการ แล้วนะครับ🔗

ข้อ ๖ ควรดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจ้างงานทั้งแรงงานที่ถือสัญชาติไทย และแรงงานต่างด้าวในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ🔗

ข้อ ๗ ควรจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยเฉพาะ การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงิน และผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ โดยหน่วยงานภายนอกหรือ Third Party ที่น่าเชื่อถือแล้วไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตรงกับโครงการใหญ่ของรัฐ🔗

ข้อสังเกตต่อกรมโยธาธิการและผังเมือง🔗

๑. ควรยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๔/๒๕๕๙ โดยเร่งด่วนที่สุด ซึ่งก็ได้ทราบว่าสภานี้ได้ผ่านมาวาระสามไปแล้ว ก็เป็นข่าวที่ดีอย่างยิ่งครับ🔗

๒. ควรเร่งรัดกระบวนการจัดทำผังเมืองรวมระดับอำเภอรวม ๓๐ ผัง ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ณ ปัจจุบันนี้เดือนกันยายน ๒๕๖๘ ผังทั้ง ๓๐ ผังนี้ก็ยังไม่ได้รับ การจัดทำออกมา🔗

ข้อสังเกตต่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะมีอยู่ประมาณ ๓ ข้อ🔗

๑. ให้พิจารณาศึกษาเพิ่มเติมขอบเขตของผู้ได้รับผลกระทบและต้องเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๓ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งระบบอ่าว🔗

๒. ดำเนินการตั้งคณะทำงานพิจารณาการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาที่ เป็นธรรมให้กับประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการ ก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๓🔗

๓. ควรจัดทำรายงานทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เราเรียกกันว่า Post EHIA Evaluation ซึ่งในข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ ทางการนิคมอุตสาหกรรมก็ได้มีการดำเนินการจัดทำอยู่ในขณะนี้ครับ🔗

ข้อสังเกตต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ.🔗

๑. ในการจัดทำการศึกษารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอของโครงการใด ๆ ในพื้นที่ชายฝั่งควรกำหนดให้ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทที่ปรึกษาในการจัดทำร่างรายงานจะต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน รอบรัศมีโครงการ🔗

๒. ควรกำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะ ทุกขนาดต้องจัดทำรายงานอีไอเอและโรงงานรับ Recycle กากของเสียอุตสาหกรรม ทุกขนาดต้องจัดทำรายงานอีเอชไอเอ🔗

๓. ควรกำหนดให้กิจการประเภทโรงกลั่นน้ำมันหรือท่าเรือที่มีทุ่นรับน้ำมัน หรือจุดขนถ่ายน้ำมันจะต้องจัดทำรายงานทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ Post EIA Evaluation🔗

ข้อสังเกตต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ควรเร่งรัดกำกับดูแลการดำเนินคดีต่อการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่สาธารณะ ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และการออกคำสั่งทางปกครองให้สิ้นสุดโดยเร็ว🔗

ข้อสังเกตต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ🔗

๑. ควรตรวจสอบและทบทวนมาตรการควบคุมให้โรงงานอุตสาหกรรม ทุกประเภทที่ได้รับยกเว้นจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๕๙🔗

๒. ควรตรวจสอบทบทวนมาตรการการควบคุมให้โรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตดำเนินการ โดยการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ ประโยชน์ที่ดิน แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งพื้นที่อีอีซีที่อยู่ในข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๑๕🔗

๓. ควรเร่งสร้างเครือข่ายร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน🔗

๔. ควรเสนอรัฐบาลให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ ที่ได้รับยกเว้น กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง🔗

๕. ควรเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดทางแพ่งและอาญาในกรณีที่มีการ ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ🔗

๖. ควรกำหนดให้โรงงานประเภท ๑๐๕ คือคัดแยก และ ๑๐๖ Recycle ประเภทอุตสาหกรรมทุกชนิด และทุกขนาดจะต้องจัดทำรายงานอีเอชไอเอ🔗

๗. ควรกำหนดให้มีกองทุนรวมโดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย🔗

ข้อสังเกตต่อกรมควบคุมมลพิษ🔗

๑. ควรเร่งพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานการควบคุมการระบายมลพิษ ทางอากาศในรูปแบบของอัตราการระบายหรือ Loading และศึกษาขีดความสามารถ การรองรับการระบายมลพิษของพื้นที่ที่เรียกว่า Carrying Capacity🔗

๒. ควรเป็นผู้ออกกฎหมายว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารพิษที่เราเรียกกันว่า PRTR หรือร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อย และการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมออกมาบังคับใช้โดยด่วน🔗

ข้อสังเกตต่อกรมควบคุมมลพิษและกรมเจ้าท่า🔗

ควรร่วมกันตามกฎหมายใหม่ในรูปแบบของ Oil Pollution Act หรือ พระราชบัญญัติมลพิษทางน้ำมัน ซึ่งเคยใช้ในประเทศอเมริกาแล้วประสบความสำเร็จ🔗

ข้อสังเกตต่อกรมเจ้าท่า🔗

ควรชะลอการอนุมัติโครงการท่าเทียบเรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กรมเจ้าท่าออกไปก่อน จนกว่าประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบจาก การก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟสที่ ๓ ในจังหวัดระยองจะได้รับค่าชดเชย เยียวยาที่เป็นธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับผลการศึกษาทั้งข้อสังเกตแล้วก็ข้อคิดเห็น ก็มีด้วยกันประมาณนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านสมาชิกที่สนใจที่จะอภิปรายซักถามนะครับ ขอแจ้งมีทั้งหมด ๔ ท่าน ท่านพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ แล้วก็ ท่านขจิตร ชัยนิคม ๔ ท่าน จะได้เตรียมตัวนะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านพงศธร ศรเพชรนรินทร์ เชิญครับ🔗

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ระยอง

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จากพรรคประชาชน ในฐานะผู้แทนในพื้นที่อีอีซี เมื่อเป็นรายงานอีอีซีจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมรายงานฉบับนี้ที่ทำได้ค่อนข้างละเอียดถึงผลกระทบในมิติต่าง ๆ ของ อีอีซี เรียกได้ว่าเป็นอีกมิติหนึ่งที่รายงานฉบับอื่นได้พูดถึงด้านบวก ด้านเศรษฐกิจ แต่นี่ได้พูด ถึงผลกระทบหลากหลายมิติ เมื่อพูดถึง EEC Eastern Economic Corridor ระเบียง เศรษฐกิจภาคตะวันออก วันนี้จะขอใช้ Model EEC พูดถึงรายงานฉบับนี้ครับ E ตัวแรกครับ Enlightenment รายงานฉบับนี้ทำให้เราตื่นรู้เข้าใจอีอีซีได้ชัดแจ้งขึ้น ได้เปิดพรมอันสวยงาม ที่มีคนฉาบภาพว่าอีอีซีดีอย่างไรในมิติบวกด้านเศรษฐกิจก็เป็นด้านหนึ่ง แต่ได้เปิดพรมให้เห็น ว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง ทำให้เราได้เห็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ภาคตะวันออกว่ามันมีทั้งด้านบวกและด้านลบที่พึงพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วนจากนี้ไป E ตัวที่ ๒ Environment รายงานฉบับนี้ได้พูดถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากมายหลาย ด้านทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดินตามชื่อของกรรมาธิการเลยครับ ซึ่งถ้าเราไปดูในรายละเอียด จะเห็นได้เลยว่ามีผลกระทบครบทุกด้านทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ผลกระทบเรื่องดินมีปัญหาเรื่อง ผังเมืองที่ได้รายงานพูดถึงไปแล้ว ทั้งเรื่องการใช้สีผังเมืองที่มีปัญหา ม่วง ดิน อุตสาหกรรม เข้าไปอยู่ในพื้นที่เรือกสวนไร่นาใกล้ชุมชนสร้างปัญหาเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การถมทะเลครับ ที่สร้างปัญหาให้กับชายฝั่งให้กับพี่น้องชาวประมงที่ไม่ได้มีการออกแบบ วางแผนถึงเรื่องผลกระทบที่ครบถ้วนรอบด้าน แม้แต่เรื่องของการชดเชยเยียวยา ก็สร้างปัญหาให้พี่น้องชาวประมงต้องมาทวงถามความเป็นธรรมกันอยู่ทุกวันนี้ เรื่องน้ำครับ ดินไปแล้ว มาเรื่องน้ำ เรื่องน้ำก็สร้างปัญหาผลกระทบทั้งเรื่องปัญหาน้ำเสียจากอุตสาหกรรม ปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียน้ำทิ้งหลายพื้นที่ครับ สร้างปัญหาเยอะมากพื้นที่ผมก็มี โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียหลายจังหวัด เกิดปัญหานี้ กากอุตสาหกรรมครับ เมื่อสักครู่นี้ผู้รายงาน ก็พูดถึงครับ มีกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายรวมกันกว่า ๓.๒๖ ล้านตันต่อปี ที่เกินศักยภาพความสามารถที่จะกำจัดได้ นี่ใช่ไหมครับที่ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบทิ้งกาก อุตสาหกรรมเต็มไปหมดในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งในพื้นที่ ๓ จังหวัดอีอีซี และพื้นที่นอก ๓ จังหวัดอีอีซี อย่างเช่นปราจีนบุรี เป็นต้น ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ปัญหาเรื่องดิน เรื่องน้ำ ไปแล้วครับ ถัดมาคือเรื่องลมครับ อีอีซีมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะแยะมากมาย ลมพัดมา หลายพื้นที่ก็เกิดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้กลิ่นสารเคมี มีผลกระทบเรื่อง กลิ่นควันต่าง ๆ ที่ทำให้ประชาชนโดยรอบได้รับผลกระทบเรื่องสุขภาพ ถัดมาเรื่องไฟครับ เรื่องไฟในรายงานก็จะพูดถึงเรื่องของโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขยะที่เข้าไปสร้างในพื้นที่ อีอีซี และพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะปัญหาโรงไฟฟ้าขยะที่ได้มีออกแบบไว้ที่ขนาด ๙.๙ เมกะวัตต์ และเกิดปัญหาว่าทำอีไอเอ ไม่ทำอีไอเอ เพราะจะทำอีไอเอ ก็ต้อง ๑๐ เมกะวัตต์ขึ้นไป แต่ว่าได้ออกแบบกันมาว่าทำแค่ ๙.๙ สร้างหลายโรงงานติดกันและไม่ทำอีไอเอ นี่ก็เป็น ปัญหาที่จะต้องดำเนินการแก้ไข นี่คือมิติที่รายงานฉบับนี้ได้พูดให้เราเห็นด้านลบ สิ่งที่อยู่ ใต้พรมเพื่อที่จะต้องกลับมาพิจารณากันในตัว C ตัวสุดท้ายก็คือ Corrective ต้องมาแก้ไข ปรับปรุงกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของ พ.ร.บ. อีอีซี นโยบายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในรายงานฉบับนี้ได้มีข้อสังเกตค่อนข้างละเอียดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลากหลาย หน่วยงานมากที่ควรจะต้องเอารายละเอียดในรายงานฉบับนี้เข้าไปปรับปรุงให้การดำเนินการ ต่าง ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซีดีขึ้น โดยเฉพาะต้องฝากจริง ๆ ว่าเดี๋ยวเราจะมี นายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ว่าจะเป็นใคร ฝากเลยว่าควรนำรายงานฉบับนี้เข้าไปดูโดยละเอียด เพื่อทำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี เพื่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกของผมได้พัฒนาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องไปพร้อม ๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีทางด้านสุขภาพ ทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชาวตะวันออกยิ้มได้มากกว่าที่ผ่านมา Respect ครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ครับ🔗

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชนครับ วันนี้ขอร่วมอภิปราย รายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาการใช้กฎหมายและติดตามการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่เราพูดกันในหน้าสื่อ หรือว่าพูดกันไปเรื่อย ๆ ก็ถูกนำเสนอในหน้าสื่อว่าเป็นความหวังใหม่ในเรื่องของเศรษฐกิจไทย แต่รายงานของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับสะท้อน ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่าโครงการนี้มันเต็มไปด้วยความบกพร่องทั้งในเรื่องของกฎหมาย สิ่งแวดล้อม แล้วก็สังคม ในกรณีพื้นที่ ทีนี้ผมจะย้อนไปเพราะว่าผมเคยอยู่คณะกรรมาธิการ Entertainment Complex แล้วก็มี ถือว่าเป็นพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่ถูกเพ่งเล็งไว้ว่าจะพัฒนาเป็น พื้นที่ Entertainment Complex หรือกาสิโนนั่นเอง กรณีพื้นที่ที่เหมาะสมทำ Entertainment Complex อย่างอีอีซี แม้รัฐบาลเขาจะประกาศถอนร่างไปแล้ว แต่กฎหมาย Entertainment Complex ถอนร่างออกไป แต่การอภิปรายครั้งนี้ ผมว่ายังมี ความสำคัญ เพราะว่าถ้าในอนาคตโครงการลักษณะนี้ถูกนำกลับมาผูกเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี ปัญหาที่รายงานของกรรมาธิการเตือนไว้ก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นครับ🔗

ประเด็นแรก ประเด็นกฎหมายและผังเมืองที่บกพร่อง ในรายงานชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. อีอีซี พ.ศ. ๒๕๖๑ ทำให้ผังเมืองถูกยกเว้น ประชาชนจำนวนมากก็ไม่ได้มีส่วนร่วม ขณะที่ที่ดินเกษตรกรแล้วก็ชุมชนชนบทถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๒๐ ปี นี่คือคำถามใหญ่ของสังคมตั้งว่าอีอีซี สรุปแล้วทำเพื่อใคร เพื่อชาวบ้านหรือเปล่า หรือเพื่อนายทุน ถ้าหากวันหนึ่งมีการนำ Entertainment Complex เข้ามารวมในนี้มันก็ยิ่งตอกย้ำว่าพื้นที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อชุมชนอย่างแท้จริง🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ในรายงานนี้ย้ำว่า กากอุตสาหกรรมส่วนเกินกว่า ๓.๒๖ ล้านตันต่อปี ต้องขนออกไปนอกพื้นที่ แล้วก็เสี่ยง ลักลอบทิ้ง และเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่ระยองอีกต่างหากก็สะท้อนว่าการจัดการสิ่งแวดล้อม ก็ยังดีไม่พอและไม่พร้อม ชาวประมงพื้นบ้านก็ไม่ได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรมจาก ท่าเรือมาบตาพุด เพราะรายงานอีเอชไอเอ ขาดการกำหนดงบชดเชย เพราะหากมี Entertainment Complex ในอนาคตเหมือนกันก็จะเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ พลังงาน และขยะในพื้นที่ที่ยังแก้ไขปัญหาเดิมไม่ได้🔗

ประเด็นที่ ๓ ผลกระทบต่อสังคมและชุมชน รายงานสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้ถูกรับฟังปัญหาอย่างแท้จริง และรู้สึกถูกละเลยในสื่อ เราจะเห็นภาพ ได้อย่างชัดเจนในเรื่องของแรงงานต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ แล้วก็รายงานท้องถิ่นเองหรือว่า พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เดิมก็ยังไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง พี่น้องเกษตรกรก็ยังกังวล เรื่องน้ำและที่ดินเหมือนเดิม บางชุมชนถึงขั้นต้องฟ้องศาลในเรื่องของผังเมือง และหากกรณี เดียวกันกาสิโน หรือ Entertainment Complex จะเอามาตั้งอีกก็จะซ้ำเติมปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ความเสี่ยงด้านอาชญากรรม ปัญหาการพนันธุรกิจสีเทาต่าง ๆ ให้กับสังคม บริเวณนั้น🔗

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นเรื่องของความโปร่งใสแล้วก็ความคุ้มค่า ในรายงานนี้ ก็เตือนว่าการวิเคราะห์ผลตอบแทนโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่น รถไฟความเร็วสูง และเมืองใหม่อัจฉริยะก็มักจะประเมินด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ ส่วนรายได้ก็ Make Over จนสูงเกินจริง ไม่ได้สอดคล้องกับที่พูดมานะครับ และในหลักการเดียวกันก็คือถ้ากาสิโนมาตั้ง ก็เหมือนกัน ก็จะเสี่ยงซ้ำรอยว่ารัฐลงทุนแต่สังคมเสียหายอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมมี ข้อเสนอประมาณ ๔ ข้อต่อกรรมาธิการ ถ้าหากเรื่องนี้ย้อนกลับเข้ามา🔗

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหากฎหมายผังเมืองอีอีซี ก็คืออยากให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมจริง ๆ ไม่ใช่จัดตั้งมาเหมือนที่ทำ ๆ มา🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมและเยียวยาโดยใช้หลัก ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นคนรับผิดชอบ ต้องเป็นคนจ่าย หรืออย่างที่ตัวย่อเรียกกัน พีพีพี🔗

ประเด็นที่ ๓ ช่วยออกกฎหมาย PRTR โดยการเปิดเผยข้อมูล การปล่อย มลพิษให้สามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้ก็รู้สึกว่ากำลังจะพิจารณากันอยู่🔗

ประเด็นสุดท้าย ถ้าหากจะพิจารณา Entertainment Complex เข้ามา ในอนาคตก็ต้องทำทั้ง อีเอชไอเอ อีไอเอ ครอบคลุมด้านสังคมและให้หน่วยงานอิสระ เป็นผู้ประเมิน ผมไม่ค่อยไว้ใจหน่วยงานรัฐเท่าไร ก็อยากให้ท่านประธานนะครับ แม้ตัว Entertainment จะถอนร่างออกไปแต่ว่ารายงานของกรรมาธิการก็ยังบอกว่าโครงสร้าง พัฒนาเหล่านี้ก็ยังมีข้อบกพร่องมากมาย ถ้าวันนี้เราไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ และยัง ละเมิดสิทธิหรือความเหลื่อมล้ำ หากวันหนึ่งมันถูกดึงเข้ามาในโครงการอีอีซี จริง ๆ ผมว่ามันจะเป็นรอยแผลให้กับสังคม ให้กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ท้ายที่สุดประเทศไทยของเรา ก็ต้องจ่ายกับประเด็นนี้ด้วยราคาแพง ขอบพระคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ครับ🔗

นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ระยอง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๕ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษาปัญหาการใช้กฎหมายและติดตาม การแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่เรารู้จักกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นผังเมืองก็นับตั้งแต่มีการ ประกาศผังเมืองฉบับแรก ปี ๒๕๖๒ ครอบคลุม ๓ จังหวัดที่ประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย แล้วก็มีอีก ๒ ฉบับเพิ่มขึ้นมาในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๖ ประชาชนก็ยังไม่เคยได้มีส่วนร่วม อีกเช่นกัน ดิฉันขอพูดถึงวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมาย พ.ร.บ. อีอีซี ในปี ๒๕๖๑ ที่ระบุ ไว้ในข้อ (๕) พัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย อย่างสะดวกปลอดภัย เข้าถึงได้โดยถ้วนหน้าและการประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ ในรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงพื้นที่สีเหลืองอ่อน ประเภทชุมชนชนบท ซึ่งเพื่อนสมาชิกดิฉัน ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการตั้งโรงงานส่วนใหญ่ได้ทั้งหมดเลย ยกเว้น นิคมอุตสาหกรรมหรือว่าอาคารขนาดใหญ่ แต่ที่ดิฉันจะพูดถึงต่อไปคือพื้นที่สีม่วงอ่อน มีจุดสีขาว หรือที่ดินประเภทพัฒนาอุตสาหกรรมที่โรงงานทั่วไปสามารถมาอยู่ได้กับชุมชน โรงงาน กับชาวบ้านเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ที่จริงแล้วทุกวันนี้มีความขัดแย้งค่อนข้างมาก เรื่องร้องเรียนในเขตพื้นที่ดิฉันเกินครึ่งมาจากความเดือดร้อนด้านสาธารณสุขจากโรงงาน ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ระยอง

ดิฉันขอยกตัวอย่างพื้นที่ ในอำเภอนิคมพัฒนา ซึ่งเดิมเป็นนิคมสร้างตนเอง ซึ่งพอผังเมืองอีอีซีออกมาก็มาประกาศ เป็นพื้นที่สีม่วงเสียส่วนใหญ่ ม่วงเข้มก็เป็นอุตสาหกรรมไป ก็ไม่เป็นไรก็ยังมีคนที่ดูแล ในพื้นที่ สีม่วงอ่อนจุดขาวก็เปิดให้มีการสร้างโรงงานได้ ดิฉันขอยกตัวอย่างตามภาพ อันนี้คือ โรงงานผลิตตะปู ซึ่งทุกวันนี้รอบโรงงานก่อนจะมาถึงบ้านคนมันยังมีสวนยางอยู่ค่ะ แต่ว่า เรื่องร้องเรียนมาเกือบจะทุก ๆ ๒ เดือน และดิฉันก็ไปดูประวัติการร้องเรียนมีตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ มาเรื่อย ๆ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๕ จนทุกวันนี้ ปี ๒๕๖๖ ดิฉันก็รับ ปี ๒๕๖๗ ก็รับ ปี ๒๕๖๘ ก็ยังมีปัญหาอยู่นะคะ อุตสาหกรรมลงไปแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ทุกวันนี้ก็ยังรับเรื่องอยู่ตลอดเวลา ยังแก้ไม่ได้สักที วันนี้ยังมีป่ายางอยู่ข้าง ๆ รอบ ๆ นอกป่ายางเป็นหมู่บ้านไปแล้ว สักวันหนึ่ง มีการขายป่าตรงนี้ไป สวนยางพาราออกไป เดือดร้อนหนักแน่ ๆ เลยค่ะ ขอภาพต่อไปค่ะ🔗

ภาพต่อไปชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านใช้แรงงานซื้อที่ดินขนาดประมาณ ๖๐ ตารางวา เก็บเงินมาช่วยชีวิตหวังว่ามีเงินก้อนต่อไปจะปลูกบ้าน แก่ตัวจะได้มีบ้านไม่ต้องไปเช่า ปรากฏว่าโรงงานมาอยู่ใกล้ ๆ แล้วก็ส่งเสียงคำรามเครื่องจักรทั้งวัน บางวันบางเวลามีกลิ่นด้วย จะกลับตัวขายที่ดินไปซื้อที่อื่นก็กลับไม่ทันแล้วค่ะ ใครมาดูก็ไม่ซื้อน่าสงสารมาก อันนี้ เป็น ๒ ตัวอย่างเท่านั้นเองที่ให้เห็นว่าสภาพของผังเมืองทุกวันนี้มันทำให้ประชาชนใช้ชีวิต ลำบาก และเมืองก็ไม่น่าอยู่อย่างที่วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ว่าเอาไว้ ปัญหาเหล่านี้ถ้าวันนี้ พื้นที่ ชบ. พื้นที่ชุมชนชนบทยังไม่แก้ไข ในวันข้างหน้าก็จะมีปัญหาเหมือนพื้นที่สีม่วงอ่อนนี้ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการทบทวนแยกพื้นที่โรงงานและที่อยู่อาศัยหรือว่าชุมชนให้ชัดเจน และท้ายนี้ดิฉันเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ แล้วก็ขอให้รัฐบาลได้ทบทวนมุมมองของการใช้ ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงข้อเสนอในมิติอื่น ๆ ของรายงานนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสุดท้าย ท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ ท่านผู้แทนราษฎรในเขตอีอีซี หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พูดไปแล้วนะครับ และท่านประธานคงจะแปลกใจว่าผมอยู่อุดรธานี และผมพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ผมจะพูดในฐานะซึ่งเป็นผู้แทนราษฎร แล้วก็ ถอดบทเรียนจากผลการศึกษาทั้งหมดนี้เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการและเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จากการศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการเล่มนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา ๗ ปี การดำเนินการใด ๆ ก็ตามต้องรอมติคณะกรรมการซึ่งผมทราบมาว่า คณะกรรมการนั้นรวมอำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯ คณะกรรมการอีอีซีไม่ได้มีอำนาจที่จะ ดำเนินการอะไรในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเขต ๓ จังหวัดนี้ เวลาเขียนโครงการ ดำเนินการมา ๗ ปี แรก ๆ ก็ใช้ทุนของรัฐ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท และใช้ทุนของเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจอีก ๑๓๑,๑๑๙ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในรายงานนี้ อ่านดูฟังดูแล้วดูดีครับ แต่ว่าเวลานี้ก็รอโครงสร้างพื้นฐาน ๓๗,๐๐๐ ล้านบาทจากรัฐบาล อย่างอื่นยังไม่ค่อยขยับ ตลอดระยะเวลา ๗ ปี ผังเมืองแต่ละจังหวัดเพิ่งอยู่ระหว่างที่จะได้รับอนุมัติ แล้วก็เวลาทำ ผังเมืองจากการสะท้อนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในแต่ละจังหวัดใน ๒-๓ จังหวัดนี้ ก็ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัด จากการถอดบทเรียนในการศึกษาทั้งหมด เล่มนี้ผมมีข้อเสนอจากบทเรียนนี้ ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก คณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ต้องมีการกระจาย อำนาจ และมีการกระจายพื้นที่ วันนี้ต้องยอมรับว่าโดยเทคโนโลยี โดยสิ่งต่าง ๆ มันได้เจริญ พัฒนาไปแล้ว การที่จะไปทุ่มทุนหรือไประบุจุดใดจุดหนึ่ง และไปกำหนดจากส่วนกลาง ผมใช้คำว่า ส่วนกลาง จะไปกำหนดพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้โดยนโยบายส่วนกลางหรือโดย คณะกรรมการ ซึ่งอยู่ส่วนกลางนั้นมันหมดสมัย ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ของประเทศนี้ ผมจึงมีข้อเสนอในลักษณะกระจายอำนาจ และกระจายพื้นที่ สามารถทำได้อย่างไร ทำได้ครับ จากบทเรียนและข้อสรุปที่เป็นปัญหาต่าง ๆ นี้ทำให้ถอดบทเรียนได้ว่า ๑. ต้องมี คณะกรรมการกระจายอำนาจเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ผมใช้คำว่า พิเศษใหม่ ซึ่งผมได้เสนอ ว่าควรจะจัดตั้งเขตพื้นที่เขตเศรษฐกิจลักษณะพิเศษใหม่ขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่วันนี้ผมเสนอให้ตั้งขึ้นทั่วประเทศ ไม่จำเป็นจะต้องใช้ทุนพิเศษจากรัฐบาล ใช้พื้นที่ที่มี ความพร้อม แล้วก็กระจายอำนาจตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจไปในแต่ละพื้นที่เพื่อให้ เป็นรูปธรรมขอยกตัว เช่น ขณะนี้เทศบาลนครแม่สอดเป็นเทศบาลโดยกิจการชายแดน เป็นเมืองที่โตขึ้นโตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น จนจากตำบลไปเป็นเทศบาลนคร เวลานี้การค้าชายแดน อยู่ตรงนครแม่สอดมีมูลค่าถึง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราทำไมไม่ตั้งเขตเศรษฐกิจ พิเศษใหม่ขึ้นที่เทศบาลนครแม่สอด แล้วดำเนินการให้พื้นที่นั้นมีการตัดสินใจเอง แล้วให้ ลักษณะพิเศษตามกฎหมายที่เคยออกในอีอีซี นี้ไปออกที่นครแม่สอดเขามีพื้นที่ที่ดิน มีปัญหาอย่างไรจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ควรจะกระจายออกไปทั่วประเทศ ตรงไหน มีความพร้อมกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ขึ้นที่นั่น อย่างเช่นนครแม่สอดนี้ก็จะกลายเป็น สถานศูนย์กลางติดต่อผ่านไปยังพม่า พม่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร คณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ที่นครแม่สอดรู้จักดี ควรจะดำเนินธุรกิจอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลพม่ากับ กองกำลังพิเศษแต่ละชนเผ่าในพม่า ผ่านไปยังปากีสถานไปยังอินเดีย ประชากรรออยู่ ๑,๖๐๐ ล้านบาท นี่คือตัวอย่างที่ ๑ ตัวอย่างที่ ๒ ที่จังหวัดอุดรธานีเวลามีขยายเศรษฐกิจ มีความพร้อมมากมาย เทศบาลนครอุดรธานีอยู่ใกล้ ๆ เทศบาลนครอุดรธานี มีนิคม อุตสาหกรรมของเอกชน วันนี้พ่อค้าจีนหลั่งไหลลงมาเช่าพื้นที่เพื่อรับการขยายตัวทาง เศรษฐกิจแล้วทำไมไม่ตั้งจังหวัดอุดรธานีเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขามีลักษณะพิเศษอย่างไร เอาความพิเศษนั้นมาแล้วก็เข้าไปส่งเสริม BOI มีกฎหมายส่งเสริมอย่างไร เข้าไปขยายให้ อุดรธานีเป็นนครเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ทำนองเดียวกันที่สกลนคร ที่นครพนม ที่ขอนแก่น ที่นครราชสีมา ก็มีที่นครปัตตานีในเขตนั้นก็สามารถจะดำเนินการเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษใหม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเสนอจากการศึกษาและการถอดบทเรียนในการศึกษา รายงานนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญทางกรรมาธิการตอบประเด็นชี้แจงท่านสมาชิก มีไหมครับ จะตอบไหมครับ เชิญท่านประธานครับ🔗

นายกฤช ศิลปชัย กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการ ก่อนอื่นขอบคุณเพื่อนสมาชิกหลัก ๆ เท่าที่ฟังก็เป็นข้อเสนอแล้วก็ เห็นด้วยกับรายงาน ท่านพงศธรก็ได้แนะนำแล้วก็ให้ข้อคิดเรื่องของการนำเสนอรายงาน ที่เป็นอีกมุมหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่สภาผู้แทนราษฎรเรามักจะได้รับรายงานจากสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ในแต่มุมด้านบวกเท่านั้น แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยถูกพูดขึ้นมาวันนี้กรรมาธิการก็ได้ศึกษาและได้นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ🔗

ท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ท่านก็ให้ข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องของผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นด้านของผังเมือง ด้านของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ เรื่องของรถไฟความเร็วสูง แล้วก็ ถ้าเกิดจะมี Entertainment Complex เข้ามาก็จะยิ่งสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้มีความเห็น ต่างกับท่านแต่อย่างใดก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน🔗

ท่านสว่างจิตต์ ท่าน สส. จังหวัดระยอง เขต ๕ เราเข้าใจในความเจ็บปวดของ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของท่านดี โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ดี ๆ วันดีคืนดีโรงงาน ก็เกิดขึ้นข้าง ๆ กับที่ดินของเขา ข้าง ๆ กับบ้านของเขา มีเสียง มีกลิ่น และในข้อห่วงกังวลของท่าน เราก็ได้มีข้อสังเกตไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วว่าควรดำเนินการจัด Zoning ให้เรียบร้อย อย่าให้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาปะปนกับชุมชนอีก เพราะว่าเราเป็น สส. ในพื้นที่ด้วยกันเรา ทราบดีว่าเราเจอปัญหาแบบนี้อยู่ตลอดเวลา หลายครั้งเราต้องไปร่วมกันตรวจสอบ ไปให้กำลังใจ พี่น้องประชาชนด้วยกัน อันนี้เราได้มีข้อสังเกตไปแล้ว🔗

ส่วนของท่านขจิตร ชัยนิคม ด้วยความเคารพ ท่านได้ให้ข้อเสนอแนะแล้วมี พูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจไปยังในแต่ละพื้นที่ ก็เห็นด้วยกับท่าน เพราะการที่คิดนโยบาย Top-Down อย่างเดียวนั่งคิดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นั่งคิดอยู่ที่ส่วนกลางแล้วโยนลงไป จะเกิดผลตามที่ปรากฏในรายงานเล่มนี้ว่าไม่ได้มีความครอบคลุม ไม่ได้มีการรับฟังพี่น้อง ในพื้นที่อย่างแท้จริงว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ ในพื้นที่จังหวัดระยองหรืออีอีซี จริง ๆ แล้ว มีอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ที่จะช่วยส่งเสริม ตอนคิดมีครับท่าน ตอนคิดมีทั้งเรื่อง อุตสาหกรรมเป้าหมายเกษตร มีอุตสาหกรรมสารพัดมากมาย แต่ในสภาพความเป็นจริง ปัจจุบันก็มีด้านอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมของนักลงทุนต่างชาติอย่างเดียว ของดี ๆ ในพื้นที่ไม่ค่อยจะได้รับการพัฒนาสักเท่าไร ถ้าเกิดว่าที่พื้นที่อื่น ๆ จะเป็นนโยบายของ ภาครัฐในอนาคตที่จะไปพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษก็เห็นด้วยกับท่านที่จะเอา Model การให้มีคณะกรรมาธิการในระดับพื้นที่แล้วก็เพิ่มการมีส่วนร่วม แล้วก็เอาผลกระทบ ที่ศึกษาในรายงานเล่มนี้ไปเป็นต้นแบบ เอาบทเรียนในรายงานเล่มนี้ไปเป็นข้อที่จะไม่ให้เกิด ปัญหาขึ้นในอนาคต ของผมมีชี้แจงเท่านี้ มีท่านอื่น ๆ ครับท่านประธาน🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายสมนึก จงมีวศิน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ สำหรับทางท่านขจิตร ชัยนิคม ก็นำข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจากการศึกษารายงานฉบับนี้พบว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการขาดการมีส่วนร่วม ของประชาชนก่อนที่จะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งการมีส่วนร่วมในข้อมูลข่าวสาร การแสดง ความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในการวางแผนและการตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่นที่พูดกันมากเลย เรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือการออกแบบผังเมืองรวม อีอีซีไม่ได้มีการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็มีเวทีเป็นจำนวนน้อย แล้วก็การทำผังเมืองเป็นลักษณะ ของบนลงล่าง คือ Top-Down ไม่ใช่จากล่างขึ้นบนที่เป็น Bottom-Up อีกส่วนหนึ่งการทำ เขตเศรษฐกิจพิเศษของอีอีซี ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนหลังการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าแต่ละพื้นที่จะมีอะไรขึ้นมา จะดำเนินงานอย่างไร ตรงไหนที่เป็นปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างไร ตรงนี้ก็ไม่มีประชาชน ทราบเลย การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการ อันนี้สำคัญมาก ถ้าสังเกตในคณะกรรมการ นโยบายอีอีซี จะไม่เห็นภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมการเลยนะครับ การมี ส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ อันนี้ชัดเจนมาก ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่าได้รับ ผลประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ เช่น พื้นที่เปลี่ยนเป็นพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงงาน หรือเรียกว่าพื้นที่สีม่วง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ใน ๒๐ ปี ซึ่งเพียง ๗-๘ ปีเท่านั้น ๖๔ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว มิหนำซ้ำพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมยังลดลงไปจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ และขณะนี้พื้นที่ทั้งหมดไม่เพียงพอแล้วจึงจำเป็น จะต้องเอาพื้นที่สีเหลืองไข่ไก่ที่ทางท่าน สส. จังหวัดระยองได้พูดถึงนี่นะครับ หรือพื้นที่ ชบ. ไปใช้เป็นพื้นที่ในการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งก็เริ่มมีการกว้านซื้อที่ดิน ที่เป็นสีเหลืองไข่ไก่ทั้ง ๓ จังหวัดนี้แล้ว แล้วก็การมีส่วนร่วมอีกส่วนหนึ่งคือการประเมินผล และตรวจสอบการดำเนินโครงการ ตรงนี้ประชาชนไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ โครงการเลยนะครับ แม้กระทั่ง อบต. หรือเทศบาล หรือแม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรในเขตอีอีซีได้นะครับ🔗

ส่วนการขยายตัวแบบอื่น ๆ ในพื้นที่อีอีซี ที่มีการพัฒนาแบบเดิมคือ การพัฒนาแบบ Eastern Seaboard ก็ยังเติบโตต่อไป ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ได้รับ ผลกระทบทั้ง ๒ แบบก็คือการเติบโตแบบ Eastern Seaboard แบบเดิม แล้วก็การเติบโต แบบอีอีซี แบบใหม่ ฉะนั้นทั้ง ๒ แบบนี้ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนนะครับ ถ้าจะทำการกระจายอำนาจก็จะต้องทำการทบทวนเรื่องผังเมือง การทบทวนเรื่อง แผนพัฒนา แล้วก็จะต้องดูว่าความคุ้มทุนต่าง ๆ ที่เข้ามาสร้าง ทั้งหมด ๕ Megaproject ตอนนี้มีเพียง ๒ Megaproject ที่ดำเนินการได้ อีก ๓ Megaproject ยังติดค้างอยู่ อย่างที่ ทางท่าน สส. ได้นำเสนอมาครับ อันนี้เป็นข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะ ถ้าจำเป็นจะต้องมี เขตเศรษฐกิจพิเศษในที่อื่นต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่มี ผู้ซักถามเพิ่มเติมนะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน สำหรับทุกความเห็นและทุกข้อเสนอแนะ และในขณะเดียวกันผมคิดว่าเราต้องขอขอบคุณ ทางคณะอนุกรรมาธิการทุกท่านและทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งจากระยะเวลาที่ทำการศึกษามา ก็ต้องยอมรับว่าการที่เราจะได้ข้อมูลต่าง ๆ และได้ข้อสรุปอย่างที่ท่านเห็นในตัวรายงาน ต้องใช้เวลาและต้องใช้ความสามารถหลาย ๆ ด้าน จนกระทั่งได้รายงานที่ผมคิดว่า เป็นรายงานที่มีความสมบูรณ์ เหมาะที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลตรงนี้ ไปใช้ประโยชน์ถัดไป ซึ่งรายงานฉบับนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญสำหรับการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้เท่าที่ทราบมีหลาย ๆ โครงการ ยกตัวอย่างเช่นจะมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้หรือว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ ที่กำลังจะตามขึ้นมา ตอนนี้โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้หรือว่า SEC เรามีโครงการ ที่ว่ากันว่าเป็นเรือธงก็คือตัวโครงการ Land Bridge ซึ่งตัวโครงการ Land Bridge นี้ผมมองว่า ควรจะต้องนำรายงานฉบับนี้ไปเป็นคู่มือในการทำงานเลยทันที เนื่องมาจากว่าการพัฒนา เขตเศรษฐกิจที่จะนำเอาข้อมูลต่าง ๆ เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งต้องมีผลกระทบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม หรือว่าจะเป็นผลกระทบต่อทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่เคยมีชีวิตตามปกติเขาจะต้องได้รับผลกระทบ อะไรบ้าง ซึ่งโครงการใหญ่ ๆ เหล่านี้นอกเหนือจากการประเมินผลกระทบแล้ว อีกส่วนหนึ่ง ก็คือการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผมมองกันว่าปัญหาเศรษฐศาสตร์ที่ควรจะต้องได้รับ การศึกษาโดยละเอียด โดยเฉพาะการจัดทำควรจัดทำโดยบุคคลผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ โครงการ ซึ่งนั่นก็คือหมายถึงว่าไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวรัฐบาลเองนะครับ ตัวภาคประชาชนต่าง ๆ เราควรจะมีบุคคลที่สามเข้ามา เพื่อให้โครงการที่เราทำการศึกษาจริง ๆ ได้โครงการที่มีการศึกษาครบถ้วนรอบด้าน ที่สำคัญ คือเราไม่อยากให้เกิดปัญหา อย่างเช่นทางอีอีซีเกิดขึ้นมาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกในหลาย ๆ พื้นที่ ทั่วประเทศ ในการนี้ทางคณะกรรมาธิการเรายินดีรับข้อเสนอของทุก ๆ ท่าน แล้วก็ จะรวบรวมเพื่อที่จะนำเสนอต่อสภาและรัฐบาลต่อไป ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก และขอขอบคุณท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการครับ เมื่อไม่มีท่านสมาชิกท่านใดอภิปรายซักถามแล้ว ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานผลการศึกษา เรื่อง ปัญหาการใช้กฎหมายและติดตาม การแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาเสร็จแล้ว เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการ ได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน เพื่อให้สภาพิจารณาและลงมติ ซึ่งจากการอภิปรายของ ท่านสมาชิกส่วนใหญ่แล้วมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจะขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมี สมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ วรรคสาม ประกอบ ข้อ ๘๘ เป็นอันจบการรายงานของคณะกรรมาธิการ ขอบคุณทางท่านประธานกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับวันนี้เราก็ได้ใช้เวลา และพิจารณามาเป็นเวลา พอสมควรแล้ว ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๔๒ นาฬิกา