รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ก่อนที่เราจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เราได้อนุญาตให้ท่านสมาชิกได้หารือ ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ท่านละ ๒ นาที ท่านแรก ท่านอดิพงษ์ ฐิติพิทยา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๓ อำเภอกระสัง อำเภอห้วยราช ตำบลป่าชัน ตำบลโคกขมิ้นของอำเภอพลับพลาชัย พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ใน ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ กระผมได้รับแจ้งจาก ท่านประสพ บวรรัตนกุล นายกเทศมนตรีตำบลหนองเต็ง ว่าขณะนี้ได้รับความเดือดร้อน ในเส้นทางสัญจรทางหลวงท้องถิ่น บร.ถ. ๔๔-๐๐๒ ช่วงฝายน้ำล้นหนองกุดใหญ่ สะพานลำชี บ้านปอยเดิร บ้านโคกขมิ้น หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านปอยเดิร หมู่ที่ ๘ ตำบลสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีระยะทางประมาณ ๑,๙๖๐ เมตร กว้าง ๖ เมตร ซึ่งเป็นถนนที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างตำบลหนองเต็งกับตำบลสวาย ได้มีประชาชนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ทำให้เกิด อุบัติเหตุบ่อยครั้งและเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงขอนำเรียน ไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดจัดสรร งบประมาณให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรบริเวณถนนสายดังกล่าว และเพื่อลดอุบัติเหตุและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับแจ้งจากท่านสมจิต ประจันบาล นายกเทศมนตรี ตำบลสองชั้น ว่าหนองตะแบง หมู่ที่ ๑๑ บ้านติม ตำบลสองชั้น อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำหลักของหมู่บ้าน ในปัจจุบันมีขนาดกว้าง ๑๐๐ เมตร ยาว ๒๕๐ เมตร ลึก ๓ เมตร ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขินทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้และประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับ อุปโภคบริโภค ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน หากได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการขุดลอกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน จึงขอนำเรียนไปยังกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดให้ความช่วยเหลือ อนุเคราะห์จัดสรรงบประมาณเพื่อการขุดลอกและพัฒนาหนองตะแบง เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องด้วยผมได้รับการร้องเรียน จากสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค บ้านเนินดินแดง ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค บ้านอ่าวน้อย ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผลิตน้ำนมดิบมีจำนวนปริมาณเพิ่มขึ้นจากการที่ ทำ MOU กับผู้รับซื้อ แต่ไม่สามารถที่จะดำเนินการจำหน่าย เพราะสหกรณ์ต่าง ๆ และผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้รับซื้อไม่รับซื้อน้ำนมดิบของพี่น้องเกษตรกร จึงทำให้เกษตรกร ได้รับความเดือดร้อน โดยสหกรณ์ทั้ง ๒ แห่ง ได้ทำการเทน้ำนมดิบทิ้งเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เข้าดำเนินการดังต่อไปนี้ ๑. ให้เข้าดำเนินการแก้ไขโดยการให้ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมโคนมและองค์กรส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี จำกัด มาช่วยรับซื้อน้ำนมดิบที่ผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดอย่างเร่งด่วน ๒. ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะใช้งบ ๒๐๐ ล้านบาท จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรเพื่อไปให้ อสค. และสหกรณ์โคนมต่าง ๆ ใช้หนี้เพื่อให้เกษตรกร ในการหมุนเวียน เพื่อจะได้รับซื้อน้ำนมดิบเพิ่มมากขึ้น และขอให้ขยายแจกน้ำนมดิบ ให้นักเรียนเป็น ๓๖๕ วันโดยเร่งด่วนด้วย ๓. ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินการเข้าไปแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยให้กรมการค้าภายในรีบดำเนินการระบาย Stock นมกล่องต่าง ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อเอามาจำหน่ายในตลาดหรือ ให้องค์กรต่าง ๆ หรือภาคเอกชนได้ซื้อน้ำนมดิบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในวันที่ ๒๕-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ นี้ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศจะได้ดำเนินการแจกนมกล่อง เพื่อแก้ไข ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนเมืองสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวย ปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ ผมลุกขึ้นมาหารือนี่ ผมมาตามงาน และมาตามคำเรียกร้องของคนกีฬาเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยพี่น้องประชาชนคนสุรินทร์🔗
ขออนุญาตหยุดท่านไว้นิดหนึ่ง🔗
ยินดีครับท่านประธาน🔗
ตอนนี้มีสัญญาณการอพยพ การหนีไฟ อย่างไรแล้วท่านสมาชิกอยู่ตามห้องอาหาร ตามห้องพักของท่าน สส. ขอให้ท่านได้ลงจากอาคาร แล้วไปจุดรวมพล ชั้น ๑ อย่างไร ก็ลองซ้อมดูนะครับ เผื่อว่าจะหาแนวทางที่จะลงไปให้ง่ายขึ้น เชิญท่านครูมานิตย์ต่อครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมคงจะเริ่มใหม่นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ขณะนี้เป็นการซ้อมเรื่องไฟไหม้สภา โดยท่านรองพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน แล้วผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยตอนนี้คือยายไฝครับ อย่างรุนแรง🔗
ท่านที่อยู่นอกห้อง เจ้าหน้าที่ก็ให้ไปจุดรวมพล แล้วไปเซ็นชื่อด้วยนะครับ เชิญท่านครูมานิตย์ ต่อครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนเมืองสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวย ปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม วันนี้วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ ผมลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์ในฐานะที่เป็น ผู้แทนราษฎรและคนกีฬาของจังหวัดสุรินทร์ที่เรียกร้องให้คณะกรรมการที่ไปประเมิน ติดตามที่จะให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติและ กีฬาผู้สูงวัย ครั้งที่ ๙ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ ที่จะเกิดขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๗๐ ขณะนี้คนในสุรินทร์นั้นเขามีความตื่นเต้นกัน โดยเฉพาะเยาวชน แล้วเราคิดว่าถ้าจังหวัด สุรินทร์ได้เป็นเจ้าภาพก็จะนำฟื้นกลับมาในเรื่องของการกีฬาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านประธานทวนไปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วในยุคที่ท่านพ่อเสนอ มูลศาสตร์ เป็นผู้ว่าราชการ จังหวัด เขต ๓ จังหวัดสุรินทร์ จะยิ่งใหญ่มากครับ กีฬาเขตในสมัยนั้น ทุกวันเป็นกีฬา แห่งชาติ หลังจากนั้นเราซบเซา ทั้ง ๆ ที่ว่าจังหวัดสุรินทร์เรามีนักกีฬาเด่น ๆ ระดับโลก ก็ ปวีณา ทองสุก เป็นนักยกน้ำหนักสมัครเล่นได้ Champ โอลิมปิก เรามีวีรพล วิชุมา นักยกน้ำหนักเหรียญเงินโอลิมปิกเร็ว ๆ นี้ เรามีนักมวยที่มีชื่อเสียงดังระดับโลกคือ บัวขาว บัญชาเมฆ เรามีนักฟุตบอลทีมชาติที่สร้างชื่อเสียง ธีรศิลป์ แดงดา มายาวนาน วันนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่จังหวัดสุรินทร์ในขณะนี้มามีเรื่องแถวชายแดน ปราสาทตาเมือนธมบ้าง ปราสาทตาควายบ้าง ทำให้คนสงสัย จริง ๆ ไม่มีอะไรครับ ก็อยากฝากไปยังคณะกรรมการ ที่พิจารณา ได้นำสุรินทร์ เพราะสุรินทร์เป็นจังหวัดใหญ่ เป็นจังหวัดที่มีประชากร ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ รถไม่ติด มีสนามกีฬาพร้อม มีเรื่องของ การศึกษาเพียบพร้อม แต่ตอนนี้อยากให้จังหวัดสุรินทร์ได้รับการพิจารณา เนื่องจากว่า จะเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับอีสานใต้ ซึ่งตอนนี้มีภาพที่ทำให้เศรษฐกิจนั้นค่อนข้างที่จะซบเซา และสิ่งหนึ่งก็คือเป็นการกระตุ้นให้กับเยาวชนได้เลิกยาเสพติด ได้กลับหันมาฟื้นฟูกีฬา เพื่อสร้างชีวิตให้กับตัวเอง ชีวิตให้กับครอบครัว แล้วก็เป็นตัวแทนของอำเภอ ของจังหวัด ของประเทศชาติในโอกาสต่อไป ผมก็เลยฝากไปยังคณะกรรมการในการพิจารณา ฝากสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ขอให้นำจังหวัดสุรินทร์ไปพิจารณาเพื่อสร้างขวัญให้กับจังหวัดในเขตอีสานใต้ที่จะเกิดขึ้น ในปี ๒๕๗๐ ปีหน้าเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือปีนี้เราไม่ทันแล้วครับ แต่ขอเป็นปี ๒๕๗๐ ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านฐากูร ยะแสง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฐากูร ยะแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอหารือกับท่านประธานอยู่ ๓ ประเด็นปัญหา ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
ปัญหาแรกนะครับ เป็นปัญหาเสาไฟส่องสว่าง ชำรุดของถนนทางหลวงชนบท ชร. ๓๐๓๗ เชื่อมต่อ ต่อสาย ชร. ๕๐๔๗ พบว่ามีหลายจุด ไฟส่องสว่างดับ ไม่ทำงาน เสาไฟส่องสว่างหลายต้นหันผิดทิศทาง ทำให้แสงไฟส่องไม่ตกลง บนพื้นถนน โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่จุดชมวิวถึงบ้านดอยล้าน ดอยช้าง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา คดเคี้ยวและลาดชัน ไฟส่องสว่างถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของ พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเหลือแก้ไขดูแล ให้พี่น้องอย่างเร่งด่วนครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ ปัญหาป้ายแจ้งเตือนแสงไฟส่องสว่างไม่เพียงพอของ ถนนทางหลวง ๑๑๘ เชื่อมระหว่างเชียงรายกับเชียงใหม่ จากอำเภอเวียงป่าเป้าจนถึง ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างถนน ๔ เลน แต่ขาดแสงไฟส่องสว่างป้ายแจ้งเตือนที่ไม่มากพอ ตั้งแต่บ้านโป่งเหนือถึงด่านท่าก๊อ มีสภาพมืดทึบและเป็นพื้นที่ลาดชันคดเคี้ยว เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาติดตั้งไฟและ ป้ายแจ้งเตือนเพิ่มเติมให้กับพี่น้องเพื่อการสัญจร🔗
ปัญหาที่ ๓ ปัญหาถนนชำรุดของสาย ๒๑๓ ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่าง อำเภอแม่ลาว ไปอำเภอแม่สรวย ในตำบลพื้นที่ตำบลดงมะดะ ปัจจุบันพบถนนชำรุด เป็นหลุมจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อรถยนต์ของพี่น้อง กระทบต่อการเดินทาง และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน บางจุดได้นำยางมะตอยมาซ่อมแซม แต่ไม่เป็นไป ตามมาตรฐาน ถนนยังสร้างความยากลำบากและเป็นอันตรายต่อการสัญจร วอนขอ หน่วยงานได้เข้ามาช่วยเหลือ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สมุทรปราการ เขต ๘ ผู้แทนของชาวอำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง พรรคประชาชน กระผมขอนำปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ปรึกษาหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาป้ายโฆษณาติดทับป้ายสัญลักษณ์บอกทางของทางหลวง บดบังวิสัยทัศน์ บนเส้นถนนเทพารักษ์ ทางหลวงหมายเลข ๓๒๖๘ ทำให้ประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนนเกิดความสับสนในระหว่างขับขี่และมองไม่เห็นเครื่องหมายจราจร ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังแขวงทางหลวง สมุทรปราการ กรมทางหลวง ให้บังคับใช้กฎหมายในการดูแลรักษาทรัพย์สินของทางราชการ โดยเฉพาะป้ายบอกทางไม่ให้เป็นเครื่องมือของเอกชนในการโฆษณาขายสินค้า จนเกิด ความสับสนของผู้ใช้รถใช้ถนน🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาสะพานไม้ข้ามคลองปากกระพัง บนถนนสายเลียบทางด่วน กรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ชำรุด พื้นที่หมู่ที่ ๑๓ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง ซึ่งสะพาน และถนนดังกล่าวนั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาเป็นเวลานานและไม่ปลอดภัย ต่อการสัญจร สะพานดังกล่าวเป็นสะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สร้างพร้อมกับถนนสาย Motorway แต่ในปัจจุบันโครงสร้างชำรุดอย่างเห็นได้ชัด สั่นคลอนและไม่มีราวกั้น จึงเสี่ยงอย่างยิ่ง ต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะต้องรับน้ำหนักเมื่อมีรถยนต์และรถสวนสัญจรไปมา ซึ่งไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งถนนโดยรอบเป็นหลุมเป็นบ่อและมีการทรุดตัว ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ตลอดเวลา จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม แขวงทางหลวงสมุทรปราการ กรมทางหลวง พิจารณาดำเนินการสำรวจและจัดสรร งบประมาณเพื่อก่อสร้างสะพานใหม่ที่ได้มาตรฐานแข็งแรงปลอดภัยและสามารถรองรับ การจราจรแบบวิ่งสวนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนนในเส้นทางสัญจรดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสกุณา สาระนันท์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย🔗
เรื่องที่ดิฉันจะนำมาหารือ ต่อท่านประธานในวันนี้ก็คือเรื่องปัญหาน้ำท่วมที่ส่งผลเสียหายกับพี่น้องชาวนา พื้นที่สกลนคร เขต ๖ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอวานรนิวาสบางส่วน อำเภอพังโคนและอำเภอเจริญศิลป์ พื้นที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำสงคราม ลุ่มน้ำยาม แล้วก็ลุ่มน้ำอูน ต้นน้ำก็คือเทือกเขาภูพาน ทั้งลำน้ำยาม ลำน้ำอูนก็จะไหลรวมลงแม่น้ำสงครามลงสู่แม่น้ำโขง ในช่วงหน้าฝน น้ำจากภูพานก็ไหลลงมาสมทบกับแม่น้ำโขงที่ปริมาณน้ำขึ้นสูง ก็ทำให้น้ำเอ่อท่วมตลอดแนว ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ตลอดเดือนที่ผ่านมาที่ดิฉันลงพื้นที่ดิฉันก็ได้เห็นภาพของเรือกสวนไร่นา ที่มีน้ำท่วมเสียหาย แล้วก็รับฟังเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องเกษตรกร น่าเห็นใจค่ะ ปีนี้แย่กว่าทุกปี เนื่องจากฝนมาเร็วกว่าปกติ ต้นกล้าที่ปักดำยังไม่แข็งแรงก็ประสบปัญหาน้ำท่วม ปักดำวันนี้ เสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้น้ำก็มาพัดต้นกล้าเสียหายไปหมด ทั้ง ๓ อำเภอเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งมาโดยตลอด ฝนมาก็ท่วม ฝนหมดก็แล้ง เป็นอย่างนี้ค่ะ ด้วยยังไม่มีการจัดการ น้ำต้นทุนที่เหมาะสม ดิฉันจึง ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก้ปัญหาดังนี้ ๑. ปัญหาเฉพาะหน้า คือเรื่องการบริหารการจ่ายเงินเยียวยา ขอให้ช่วยลด ขั้นตอนให้เป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ชาวบ้านเล่าว่ารูปภาพประกอบต้องเอา รูปภาพก่อนน้ำท่วมและหลังค่ะ หลังน้ำท่วมนี้พอจะหาได้ ก่อนน้ำท่วมนี่ชาวบ้านไม่ทราบเลย ว่าจะมาเมื่อไร ๒. คือการแก้ปัญหาระยะยาว ขอความอนุเคราะห์กรมชลประทาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาเร่งศึกษาทำแผนเพื่อสนับสนุนงบประมาณในการบริหาร จัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสงคราม เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เป็นเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศเลยครับ ทุกสายอาชีพที่ทำพืชเกษตร โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ลำไย ก็ยิ่งซ้ำหนักเลยครับ วันนี้ผมขออนุญาตลงหนักไปถึงเรื่องข้าว ซึ่งเกษตรกรตั้งแต่นาปรังที่แล้วครับ ประท้วง ร้องเรียน วันนี้นาปรังรอบ ๒ กำลังเริ่มออก อีกแล้ว กรกฎาคม สิงหาคม กำลังเริ่มออก นาปรังรอบ ๒ อีกประมาณ ๓ ล้านตัน รอบแรก ๗ ล้านตัน ซึ่งในพรรคกล้าธรรมก็พยายามเสนอโครงการดี ๆ ให้พี่น้องเกษตรกรไม่ว่าข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง รองรับราคาสินค้าขั้นต่ำแต่บังเอิญว่าเรื่องราคาข้าวไปติดกับ นบข. ซึ่งไปเกี่ยวกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เขาก็เลยตอนหลังจ่ายไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ ก็ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเร่งเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าปัญหาที่จะเกิดจากนี้ ต่อไปถึงเดือนธันวาคม ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ประดังกันมาเต็มที่ทุกเรื่องเลยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมลงพื้นที่ ไปในทุก ๔ ภาคทั่วประเทศ เดือนหน้าก็เป็นวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วันที่ ๑๐ สิงหาคม อยากเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยว่าในพื้นที่ภาคใต้ ผมลงพื้นที่ไปล่าสุดที่สงขลา ในเขตของท่าน สส. ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ก็ได้รวบรวม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางภาคใต้มารับฟังปัญหาเหมือนกัน เขาก็มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้ เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มันเหมือนไข่แดง แต่ในส่วนทางโซนของสงขลาและทางสตูล มันเหมือนเป็นไข่ขาว ซึ่งเวลามีเหตุหรืออะไร ในเขตนั้นก็จะหลบมาอยู่ในเขตของไข่ขาว ซึ่งในสงขลาและสตูล เขาก็อยากให้อยู่ภายใต้ การควบคุมดูแลของ ศอ.บต. เหมือนกันจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนกัน แล้วก็ใกล้วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแล้วครับ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่จะถึงนี้ ๑๓๓ ปีครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ทุกกระทรวง แต่ค่าตอบแทนอันน้อยนิดเอง แพทย์ ผู้ช่วย สารวัตร ๖,๐๐๐ บาท ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐,๐๐๐ บาท กำนัน ๑๒,๐๐๐ บาทเองครับ ทำหน้าที่ทุกกระทรวง สวัสดิการก็มีแค่ค่าพยาบาล ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือไม่มีอะไรเลยครับ ปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับแหนบทองคำก็อยากได้ปืนพร้อมใบ ป.๑๒ พกพาในพื้นที่อำเภอ ตัวเองได้ครับ ก็อยากฝากเรียนผ่านท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีให้เรียนผ่านท่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดไปนิดหนึ่งครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วประเทศให้เขาได้ซื้อปืนให้ได้มี ใบพกพาในพื้นที่ เพื่อจะได้ไปสู้กับโจรผู้ร้ายหรือผู้ที่ก่อเหตุในพื้นที่ได้ ไม่ใช่ให้ใช้ไม้ง่าม อย่างเดียว มันสู้อะไรไม่ได้ในโลกของปัจจุบันจริง ๆ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพรชัย ศรีสุริยันโยธิน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พรชัย ศรีสุริยันโยธิน เขต ๗ จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ผมได้รับการประสานจากสมาคมไร่อ้อย ที่ส่งอ้อยให้โรงงาน มันมีข้อตกลงให้ตัดอ้อยสด แล้วก็สัญญากับเกษตรกรบ้านผม ของอำเภอ หนองกี่ อำเภอหนองหงส์ ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคน ส่งโรงงานเรียบร้อยทำตามระเบียบ ที่รัฐบาลไม่ให้เผาอ้อย ข้อตกลงครั้งแรก เกษตรกรขอตันละ ๑๒๐ บาท ไม่เป็นผล ต่อรองลงมาจนกระทั่งสุดท้าย ข้อตกลงคือจะชดเชยให้พี่น้องเกษตรกรไร่อ้อย ตันละ ๖๙ บาท จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อ้อยไปเป็นน้ำตาลแล้ว ส่งขายต่างประเทศแล้ว แต่พี่น้องเกษตรกร บ้านผมยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชย อ้อยรุ่นใหม่กำลังโต ต้องใช้ปุ๋ย เขาจะเอาเงินตรงไหน ไปซื้อปุ๋ย เกษตรกรหลายคนไม่มีที่ของตัวเอง ต้องไปเช่าไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ปลูกอ้อย ค่าใช้จ่ายมีหมด แต่ทางส่วนราชการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับปากกับพี่น้องแล้ว แต่ไม่สามารถจะทำได้ ก็ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่าเห็นใจพี่น้อง บ้านผมเถอะ เกษตรกรจะตายแล้ว ปุ๋ยกระสอบหนึ่ง ๑,๐๐๐ กว่าบาท พี่น้องครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมพูดแทนพี่น้อง ข้าวกำลังจะโต ท่านประธานเชื่อหรือไม่ว่าขายข้าว ๑๐๐ กิโลกรัม ไม่ได้ปุ๋ย ๑ กระสอบ แล้วจะอยู่กันอย่างไร รัฐบาลบอกอยู่ดีมีสุข แต่ความเป็นจริง มันไม่ใช่ ท่านประธานก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนผม ก็ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยจัดการเรื่องนี้โดยด่วนด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย🔗
วันนี้ดิฉันขอหารือ ด้วยความห่วงใยกับสถานการณ์ภัยพิบัติของโลกกับการเตือนภัยและการป้องกันในปัจจุบัน ในเวลาศตวรรษที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการเกิดแผ่นดินไหวมีความรุนแรงขึ้น มีฝนตก ที่เราเรียกว่า Rain Bomb ทำให้มีน้ำป่าไหลหลาก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ในยุคปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญให้มนุษยชาติต้องพัฒนาในเรื่องของการเรียนรู้การป้องกัน การเตือนภัยเพื่อให้ปลอดภัย ดิฉันต้องขอขอบคุณรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา แล้วก็นายกรัฐมนตรีแพทองธารที่ได้บูรณาการการเตือนภัยที่ใช้ Cell Broadcast สามารถ ส่งตรงไปยังมือถือได้อย่างรวดเร็ว มีความก้าวหน้าความรวดเร็วในการพัฒนา แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีด้านอวกาศในโลกปัจจุบัน อนาคตเราสามารถไปถ่ายภาพบนดวงอาทิตย์ได้ เราสามารถเอายานอวกาศไปเดินเล่นอยู่ที่ดาวอังคารได้ เรามีกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถขยาย สามารถเดินทางไปอวกาศแล้วก็ถ่ายภาพอวกาศให้เราได้ เทคโนโลยีอวกาศเหล่านี้ เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์เราได้ ดิฉันมีตัวอย่างอุทกภัยที่ Texas เร็ว ๆ นี้ ท่านเห็นว่าน้ำปัจจุบันไหลแรง มีปริมาณมาก ซึ่งต่อให้รัฐบาลที่จะเก่งอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว หรือว่าในเรื่องของการเตือนภัยที่จะใช้ เทคโนโลยีที่มันทันสมัยขึ้น เสี้ยววินาทีเหล่านั้นมันเป็นเสี้ยววินาทีชีวิตของพี่น้องประชาชน ดิฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องบูรณาการ อว. ศธ. หรือ DE จะต้องบูรณาการ เรื่องของความรู้ที่จะให้กับพี่น้องประชาชนกับนักเรียน แล้วก็ความรู้ที่จะใช้ในการเตือนภัย กับพี่น้องประชาชนต้องมีอุปกรณ์ที่ให้ประชาชน เช่น เรือท้องแบน Rivet ซึ่งดิฉันถือว่า ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าอุปกรณ์เหล่านี้ดูเหมือนเป็นอุปกรณ์ที่เราเห็นได้ทั่วไป แต่ว่าถ้าเราสามารถให้พี่น้องประชาชนไว้เสียก่อนที่จะมีอุทกภัยหรือว่าภัยพิบัติ สามารถ ที่จะช่วยชีวิตประชาชนได้ก็ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วย อำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร เฉพาะตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทย จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ชาวบ้านได้ร้องขอดิฉันมา จากนายวิชัย ปัดถา ผู้ใหญ่บ้านโนนสวรรค์ ตำบลบัวงาม นายสมจิตร นิลมณี สมาชิก สภาเทศบาลตำบลบุณฑริก นายสนอง ประสมสาย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านส้มเสี้ยว นายเวียง ตุละโก ผู้ใหญ่บ้านโนนหมากเดือย นางโก สาโล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโนนสวน นายศุภโชค มณีเนตร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโนนสว่าง ผู้นำหมู่บ้าน อสม. และชาวบ้านในเขตอำเภอบุณฑริกได้รับ ความเดือดร้อนจากถนนของกรมทางหลวงชนบท หมายเลข อบ.๔๐๒๐ บุณฑริก โสกแสง ถนนสาย อบ.๔๐๒๐ เป็นถนนเชื่อมระหว่างอำเภอบุณฑริกไปอำเภอนาจะหลวย มีรถสัญจรไปมา จำนวนมาก ถนนบางช่วงผิวจราจรเริ่มชำรุดเสียหาย กลางคืนถนนมืดมากเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ชาวบ้านต้องการให้กรมทางหลวงชนบท ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างช่วง กม.๑ ถึง กม.๗ บ้านโนนสวรรค์ ตำบลบัวงาม ถึงบ้านม่วงงาม ตำบลหนองสะโน จำนวน ๑๒๐ ต้น ช่วง กม.๙ ถึง กม.๑๓ บ้านส้มเสี้ยว ตำบลหนองสะโน ถึงบ้านโนนหมากเดือย ตำบลโนนค้อ จำนวน ๘๐ ต้น ช่วง กม.๑๓ ถึง กม.๑๕ บ้านโนน หมากเดือยถึงบ้านโนนค้อ ตำบลโนนค้อ จำนวน ๔๐ ต้น ช่วง กม.๑๕ ถึง กม.๑๘ บ้านโนน สวรรค์ถึงบ้านโนนสว่าง ตำบลโนนค้อ จำนวน ๖๐ ต้น และชาวบ้านต้องการให้ทางหลวง ชนบทซ่อมผิวจราจรช่วง กม.๑๒ ถึง กม.๑๓ กลางบ้านโนนหมากเดือย เพื่อป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนค่ะ ดิฉันขอฝากข้อหารือนี้กับท่านประธานสภาถึงท่านอธิบดี กรมทางหลวงชนบท ขออนุญาตเอ่ยนาม นายมนตรี เดชาสกุลสม ฯพณฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง ผู้แทนหน้ามนคนขอนแก่น เขต ๓ พรรคประชาชน ขออนุญาต นำเรียนปัญหาพื้นที่ครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับเรื่องร้องเรียน จากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมว่าทาง อ.ส.ค. ยังค้างจ่ายเงินค่าน้ำนมดิบ มูลค่าความเสียหาย เฉพาะในเขตภาคอีสานตอนบนรวมกันกว่า ๑๔๐ ล้านบาท แต่ถ้าหากคิดรวมทั่วประเทศ มูลค่ารวมกันกว่า ๘๐๐ ล้านบาท เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหลาย ๆ ครอบครัว ต้องไปกู้ หนี้นอกระบบเพื่อที่จะมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในฟาร์ม พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าสภาผู้แทน ของพวกเราสิ้นเดือน เงินเดือนเข้าทุกเดือน ตรงต่อเวลา แต่กลุ่มเกษตรกรขายนมวันนี้ กว่าจะได้เงินต้องรอ ๒ เดือนครับ ขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข่าวดีคือ เราได้รัฐมนตรีท่านใหม่แล้ว แต่ข่าวร้ายคือยังเป็นพรรคเดิมที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ ได้เร่งหามาตรการในการช่วยเหลือให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ เพิ่นถ่าอยู่เด้อครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง เกี่ยวกับถนนสายโยธาธิการ จุดตัดทางหลวง ๒๐๓๙ ผ่านบ้านหนองแวง บ้านเพี้ยฟานโนนสวรรค์ จนไปสิ้นสุดที่บ้านโคกใหญ่ ถนนเส้นนี้มีความยาวกว่า ๑๕ กิโลเมตร เคยผ่านการถ่ายโอนของ ทางหลวงชนบทไปที่ อบต. บัวเงินแล้ว แต่เนื่องจากถนนมีความยาวมาก ทาง อบต. ขาดแคลน งบประมาณในการซ่อมบำรุง จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ช่วยหามาตรการช่วยเหลือให้กับพี่น้องชาวตำบล บัวเงินด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวบ้านนาค้อท่าโพธิ์ ตำบลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง เกี่ยวกับถนนสายโยธาธิการจากบ้านนาค้อท่าโพธิ์ มาที่ถนนมิตรภาพ ถนนเส้นนี้มีความยาวเพียงแค่ ๒ กิโลเมตรเท่านั้น แต่ยังมีสภาพเป็นถนนดินลูกรัง เวลาฝนตก ก็ชื้นแฉะ เละตุ้มเป๊ะ ลูกหลานพวกเราใช้ถนนเส้นนี้ในการสัญจรในการมาโรงเรียน ทาง อบต. เขาสวนกวางก็ขาดแคลนงบประมาณในการทำถนนใหม่จริง ๆ จึงขออนุญาต นำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยช่วยหา มาตรการในการช่วยเหลือให้กับทาง อบต. เขาสวนกวางด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้าย ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องบ้านกุดเชียงมี อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับถนนทางหลวง ขก.๔๐๐๓ พิกัดกิโลเมตรที่ ๗ ถึง ๘ ช่วงดังกล่าว มีรถสัญจรไปมามาก พร้อมทั้งมีการใช้ความเร็ว พี่น้องอยากให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ และป้ายจราจรเพิ่มเติม จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบท และแขวงทางหลวงชนบทขอนแก่นให้ช่วยดำเนินการให้กับพี่น้องด้วยขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านซาการียา สะอิ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ประกอบไปด้วย อำเภอระแงะ อำเภอจะนะ อำเภอสุคิริน พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้หารือกับท่านประธานทั้งสัปดาห์ ที่ผ่านมาและสัปดาห์นี้ ก็คือเรื่องผลผลิตการเกษตรตกต่ำ วันนี้ทุเรียน ยางพารา ปาล์มและอื่น ๆ มีราคาที่ต่ำมาก อยากให้ท่านประธานฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเร่งดำเนินการพิจารณาเรื่องผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำด้วย เพราะว่าอาจจะมีผลต่อไป กับเรื่องของภาษีของสหรัฐอเมริกาด้วย ที่มีผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรน่าจะต่ำกว่านี้ หรือเปล่า อันนี้ฝากท่านประธานด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของผลกระทบน้ำท่วมตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ไปถึงโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ ๓๙ มีกำแพง ซึ่งกำแพงพังราบเป็นหน้ากลอง โรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ เป็นโรงเรียนซึ่งมีเด็กกำพร้าเข้าไปเรียนแล้วอยู่อาศัยในโรงเรียนเลย ถ้าไม่มีกำแพงมันจะเกิด อันตรายกับเด็ก ๆ มาก อันนี้ฝากท่านประธานไปยังสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องขอขยายถนนทางหลวง ๔๒๑๗ ระหว่างโรงพยาบาลจะแนะ ถึงโรงเรียนจะแนะระยะทางแค่ ๑ กิโลเมตร ผมได้หารือตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ นี่ก็ปี ๒๕๖๘ แล้วครับ ๓ ปีซ้อนที่ผมหารือเพื่อที่จะขยายถนนเพื่อให้การสัญจรไปมา ได้สะดวกขึ้น ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปยังกรมทางหลวงช่วยขยายถนน ตรงนี้เพราะว่าชาวบ้านเดือดร้อนมาก ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสยาม เพ็งทอง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพและ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม สยาม เพ็งทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบึงกาฬ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย เรื่องที่จะขอหารือวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ปากท้องพี่น้องเกษตรกร ผมมีโอกาสลงพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬและอำเภอศรีวิไล ทั้ง ๑๗ ตำบลเพื่อพูดคุยหารือกับพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน🔗
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่พี่น้องประชาชน อยากให้ช่วยแก้ไขคือเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรและราคาปุ๋ยครับ และที่จังหวัดบึงกาฬ ประชาชนทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยเกษตรกรจำนวนมากครับ โดยเฉพาะยางพารา ที่ปลูกมากที่สุดในภาคอีสาน รวมไปถึงปาล์มและมันสำปะหลังที่มีการปลูกจำนวนมาก เช่นกันครับ ความกังวลเรื่องราคาสินค้าทางการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญ โดยราคายางก้อนถ้วย ตอนนี้อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละไม่เกิน ๒๕ บาท ราคาปาล์มกิโลกรัมละไม่เกิน ๔ บาท และราคามันสำปะหลังอยู่ที่กิโลกรัมละ ๒ บาทนิด ๆ เท่านั้น พี่น้องเกษตรกรอยากให้รัฐบาล ช่วยทำให้ราคาสูงขึ้น โดยเชื่อว่าถ้าราคายางก้อนอยู่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า ๔๐ บาท ราคาปาล์ม ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ ๖ บาท และราคามันสำปะหลังให้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ ๔ บาท เชื่อว่า ราคานี้จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี🔗
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องต้นทุนในการผลิตนั่นก็คือราคาปุ๋ย โดยจากข้อมูลรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยขึ้นมาอย่างต่อเนื่องกว่า ๓๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ จนถึงปัจจุบัน ปี ๒๕๖๘ แล้ว ราคาก็ยังสูงเหมือนเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ๑๐ ปีที่แล้ว ปุ๋ยราคาไม่เกิน ๗๐๐ บาท วันนี้อยู่ที่ ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ บาท สวนทางกับราคาพืชผลทางการเกษตร ราวฟ้ากับเหว ถ้าราคาพืชผลทางการเกษตรขึ้นต่อเนื่องทุกปีเหมือนราคาปุ๋ย มันก็คงจะ เป็นเรื่องที่ดีต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมากครับ แต่ก็อย่างที่เราทุกคนเห็นว่าความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ขออะไรมากครับ ขอแค่ให้ราคาปุ๋ยอยู่ที่ไม่เกิน ๘๐๐-๙๐๐ บาทเท่านั้น เป็นราคาที่พออยู่ได้แล้วท่านประธานครับ เราเชื่อเหลือเกินว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือกำลังใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกร ถ้าเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเศรษฐกิจประเทศไทยก็จะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอนครับ จึงอยากฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง พาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ช่วยหามาตรการในการแก้ไข ลดต้นทุนในการนำเข้าและเพิ่มกำไรในการส่งออกสินค้าทางการเกษตรเพื่อแก้ปัญหา ปากท้องพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องเกษตรกร ชาวจังหวัดบึงกาฬด้วยครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพันธ์ศักดิ์ บุญแทน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้จะหารือท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับการร้องเรียนจาก ส.จ. อมรรัตน์ กล่อมเจริญ ส.จ. เขตอำเภอบ้านตาขุน และผู้นำท้องที่ อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยราษฎรตำบลเขาพัง ตำบลพะแสงและ ตำบลพรุไทย ซึ่งอาศัยอยู่ท้ายเขื่อนรัชชประภา มีแหล่งน้ำหลักที่ไหลผ่านพื้นที่คลองแสง รับน้ำจากเขื่อนรัชชประภา หลังจากการระบายน้ำจากเขื่อน เพื่อผลิตไฟฟ้า คลองแสง มีความยาวประมาณ ๑๓ กิโลเมตร เริ่มจากท้ายเขื่อนรัชชประภาไหลผ่านตำบลเขาพัง ตำบลพะแสง ตำบลพรุไทย แล้วไหลลงคลองศก เนื่องจากท้องคลองมีความลาดชันสูง น้ำไหลผ่านลงคลองศก ซึ่งมีระดับท้องคลองที่ต่ำกว่าน้ำให้เกิดภาวะน้ำไหลแห้งขอด เป็นประจำ ราษฎรไม่สามารถสูบน้ำในคลองขึ้นมาใช้ได้ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และการเกษตรเป็นประจำ ถึงแม้ที่ตั้งของประชาชนจะอยู่ท้ายเขื่อนรัชชประภา แต่ราษฎรจะมี น้ำใช้ระยะสั้น ๆ ในแต่ละรอบวันหลังจากเขื่อนระบายน้ำ แนวทางแก้ไขปัญหาขอให้ กรมชลประทานก่อสร้างฝายทดน้ำในคลองแสงจำนวน ๒ จุด จุดที่ ๑ มีระยะห่างจากเขื่อน รัชชประภาประมาณ ๖ กิโลเมตร จุดที่ ๒ มีระยะห่างจากท้ายเขื่อนประมาณ ๑๐ กิโลเมตร หรือห่างจากจุดที่ ๑ ประมาณ ๔ กิโลเมตร หากได้ก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำและชะลอน้ำ ๒ จุดนี้ ประชาชนทั้ง ๒ ฝั่งคลองจะได้มีน้ำสำหรับสูบใช้เพื่อการเกษตรได้อย่างยั่งยืน จากที่มีปัญหา อย่างยาวนานมากว่า ๓๐ ปีจะได้หมดปัญหาไป สุดท้ายนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งไปดูแล เรื่องราคายางพาราที่ตกต่ำอย่างมาก ในขณะนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านยูนัยดี วาบา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายยูนัยดี วาบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดปัตตานี ประกอบไปด้วย อำเภอสายบุรี อำเภอกะพ้อ อำเภอไม้แก่น อำเภอปะนาเระ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตท่านประธานหารือปัญหาในพื้นที่ ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายซอฟรี สาและ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะโละดือรามัน นายยูสรี สาและ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๔ ตำบลตะโละดือรามัน นายต่วนซาการียา ตงคอเมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๔ ตำบลกะรุบี เรื่องขอขยายไหล่ทางและเพิ่มไฟส่องสว่างทางหลวง หมายเลข ๔๐๖๐ จำนวน ๒ ช่วง ช่วงที่ ๑ ตั้งแต่มัสยิดนูรุลฟุรกอน อุแตบือราแงไปจนถึงตลาดนัดหน้า อบต. ตะโลดือรามัน ช่วงที่ ๒ ตั้งแต่มัสยิดตะโละดือรามันถึงบ้านบาโง รอยต่อ ตำบลกะรุบี ปัญหาคือ ไหล่ทางแคบและไม่มีไฟส่องสว่าง กลางคืนอันตราย ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เส้นทางนี้ ขยายใหม่ครับ ขยายไหล่เกือบหมดแล้ว ยกเว้น ๒ ช่วงนี้ ขอให้ท่านประธานประสานงาน ไปยังกรมทางหลวงกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหากัดเซาะตลิ่งบริเวณโรงเรียนศาสนศึกษา อำเภอสายบุรี สืบเนื่องจากน้ำท่วม ๒ ปีที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนศาสนศึกษา ว่าตลิ่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นบริเวณกว้างและยังคงลุกลามเข้าใกล้อาคารเรียน อาจจะเกิด อันตรายต่อนักเรียน ขอฝากท่านประธานประสานงานไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อแก้ปัญหาต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมขอหารือต่อท่านประธาน ๒ เรื่องซึ่งเป็นเรื่องเดิม🔗
เรื่องแรกเรื่องปัญหารถโดยสาร ประจำทางของจังหวัดระนองและจังหวัดอื่นที่ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้ เนื่องจากติดมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ดังนี้ ในส่วนของข้อ ๒ ระยะทางเกิน ๓๐๐ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน ๕๐๐ กิโลเมตร กำหนดอายุใช้งานสูงสุดของโครงแชสซีต้องไม่เกิน ๓๕ ปี และข้อ ๔ สำหรับรถโดยสารเส้นทางหมวด ๑ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทาง ต่อเนื่อง และหมวดที่ ๑ ส่วนภูมิภาค กำหนดอายุการใช้งานสูงสุดของโครงแชสซีต้องไม่เกิน ๕๐ ปี ซึ่งทางจังหวัดระนองก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ รน ๐๐๑๒/๓๓๗๓ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ ถึงกรมการขนส่งทางบกให้พิจารณาผ่อนผันเรื่องนี้แล้ว กระผม จึงขอฝากท่านประธานสภาไปยังกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ให้ช่วยเร่ง พิจารณาผ่อนผันในการขอใบอนุญาตเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถต่อใบอนุญาต ประกอบการขนส่งให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเรื่องของที่ดินทำกินแปลงพื้นที่ป่าสงวน แห่งชาติ ป่าคลองหัวเขียว-ป่าคลองเกาะสุย ตำบลเขานิเวศน์ ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นเรื่องเดิมที่ผมได้เคยหารือในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ จนผมมาสมัยที่ ๒ วันนี้ ๖ ปีแล้ว ท่าน สส. ซาการิยา ๓ ปี ของผม ๖ ปี ยังไม่ได้รับการแก้ไข เรื่องนี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องสมัยที่ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ทั้งดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และกำกับ สคทช. เอง ลงพื้นที่รับทราบปัญหาด้วยตนเอง ตอนที่มี ครม. สัญจร เมื่อวันที่ ๒๒-๒๓ มกราคม มีท่านเศรษฐา ทวีสิน ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่าน ดูแลพื้นที่ตรงนี้ กระผมจึงขอฝากท่านไปถึงท่านประธานสภา ไปยังท่านภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แก้ไข ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่แก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาปากท้องให้กับ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดระนองแล้ว ผมคิดว่าโครงการ Megaproject ต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งโครงการ Megaproject อย่างโครงการ Landbridge คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอกราบขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทรงยศ รามสูต เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย คือสืบเนื่องจากในสภา ชุดที่แล้ว ภรรยาผมเป็น สส. ก็ประสานการขอขยายเขตประปาจากประปาน่านไปที่อำเภอภูเพียง ซึ่งก็ปรากฏว่าตอนนั้นมีปัญหาติดที่เป็นพื้นที่ป่า ซึ่งก็ไปประสานจนทางป่าไม้ที่ ๓ ของแพร่ ก็อนุญาตให้ใช้พื้นที่นั้นประมาณ ๓๐ ปี หมดปี ๒๕๙๓ แต่งบประมาณก็ยังไม่ได้ จนผม มาเป็น สส. ต่อในสมัยนี้ ก็ประสานจนรัฐบาลให้ความสำคัญ เขาจัดงบให้ ๒๘๑ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ แต่ปัญหาคือพองบตกไปหลังจากจัดซื้อจัดจ้าง ปรากฏใบขออนุญาต ซึ่งตอนนั้น ขออนุญาตตามมาตรา ๙ มันหมดลงเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ปี ๒๕๖๗ ก็เลยทำให้มีปัญหาว่า บริเวณที่ข้างอำเภอ ๑๕ ไร่ ที่เคยอนุญาต ผู้รับเหมาไม่สามารถที่จะไปสร้าง Site งานระบบ จ่ายน้ำได้ ตอนนี้ก็ได้แต่แค่เดินท่อจากน้ำน่านไปที่ราบอำนวย และเดินไปที่อำเภอ ซึ่งทาง หน่วยงานเขาก็บอกว่าให้ขอตามมาตรา ๘ ทวิ ซึ่งก็ใช้เวลา แต่ถ้าจำเป็นเร่งด่วนสามารถขอ ตามมาตรา ๙ ของกฎหมายอาญาได้ คือขอให้ใช้พื้นที่ชั่วคราวที่สร้างบริเวณจ่ายน้ำ ซึ่งก็ปรากฏ ว่าทางจังหวัด ทางอำเภอ ทางการประปา แล้วก็ท่าน ส.จ. ณัฐนาคินทร์ก็ช่วยกันประสาน จนได้ประชาคมเรียบร้อย ตอนนี้ทางจังหวัดเองก็ได้ดำเนินการทำเรื่องส่งมาที่ กระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็หวังว่าทางกระทรวงมหาดไทยจะรีบเร่งอนุมัติให้ยืนยันตามที่ จังหวัดน่านร้องขอ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้อนุมัติตามมาตรา ๙ เพื่อจะได้ก่อสร้าง Site งานหลัก คือระบบจ่ายน้ำที่บริเวณข้างอำเภอ ๑๕ ไร่ เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไปจะได้ เสร็จทัน แล้วก็หวังว่าเมื่อโครงการนี้ดำเนินการไปสักปีสองปี การประปาน่านอยากให้สำรวจ ในพื้นที่ที่มันยังไปไม่ถึง เพราะว่าตอนแรกได้มา ๒๘๑ ล้านบาท มีบางพื้นที่ที่ระบบท่อน้ำดี ยังไปไม่ถึง เช่น ตำบลนาปรังหรือพื้นที่อื่น ๆ ก็อยากให้สำรวจเพื่อจะได้ขอมาในทีเดียว ก็หวังว่าทางรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย โดยท่านปลัดกระทรวงจะได้รีบอนุมัติตามที่ร้องขอ งานจะได้ดำเนินการได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิรัช พิมพะนิตย์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัช พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย เขตอำเภอเมือง ตำบลยอดแกง ตำบลหนองแวง ท่านประธานครับ ต้องกล่าวว่าขอบคุณสภาแห่งนี้ ผมได้หารือเรื่องถนนเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งมีงบประมาณที่กรมโยธาธิการและผังเมืองให้จังหวัด กาฬสินธุ์ไป ๕๐๐ กว่าล้านบาท ๘ โครงการ🔗
ตอนนี้หลังจากที่หารือและมีท่านประธาน ช่วยในการเผยแพร่ออกไป ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองก็ได้ลงทำงานในเทศบาลเมือง ตรงที่เดือดร้อนที่สุดคือการระบายน้ำ ๑๖๐ กว่าล้านบาท เบิกเงินไปแล้ว ๑๐๐ กว่าล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ ๖๐ กว่าล้านบาท แต่ผู้รับเหมาที่กรมโยธาธิการและผังเมืองส่งไป ก็พยายามทำเพื่อจะให้สำเร็จ ส่วนตอนนี้ก็เริ่มไปทำ เริ่มทำแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าหลังจาก ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ตอนนี้มีเริ่มแล้ว ก็ขอบคุณ ท่านโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์และท่านรัฐมนตรีภูมิธรรมที่บัญชา กำชับให้ลงไปทำ แต่อีก ๗ โครงการที่ในเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ที่ซอยท่าสินค้า ที่ถนนที่วัดใต้ ที่ตำบลลำพาน ที่แก่งดอนกลาง ตอนนี้ยังไม่ได้ขยับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้ทำให้เสร็จ เพราะว่า อย่างไรเงินที่เหลือถ้าไม่พอก็เติมให้ผมหน่อย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านธีรรัตน์ เดินมา พอดี ผมก็บอกว่าวันนี้กระทรวงมหาดไทยต้องกำชับให้เร่งทำให้เสร็จ เพราะว่าราษฎร ดูสิครับ ยังเป็นซากเป็นโบราณสถานอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรี ช่วยดำเนินการให้แล้วเสร็จ ถือว่าเริ่มมาได้กว่าครึ่งแล้ว ก็ขอบคุณสำหรับ สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ทำให้เกิดงานเดินต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพรเทพ ศิริโรจนกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพรเทพ ศิริโรจนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เขตที่ ๑๖ ได้แก่ อำเภอคง อำเภอบ้านเหลื่อม อำเภอขามสะแกแสง และอำเภอพระทองคำ วันนี้ขอปรึกษาหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ มีทั้งสิ้น ๔ ประเด็นดังนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ ขอขยายถนนเส้น ๒๑๕๐ จาก ๒ ช่องทางจราจรเป็น ๔ ช่องทางจราจร ตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลคง ตำบลเมืองคงถึง บ้านวัด ตำบลเทพาลัย ระยะทางประมาณ ๑๙ กิโลเมตร เพื่อรองรับกิจกรรมงานพืชสวนโลก ที่จะจัดขึ้นในปี ๒๕๗๒ เนื่องจากเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางหลักที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจร ต่อเนื่องจากการเดินทางโดยรถไฟ แต่ยังขาดงบประมาณในการพัฒนาเป็นถนน ๔ ช่องทาง จราจรอีกประมาณ ๑๖ กิโลเมตร🔗
ประเด็นที่ ๒ ขอให้ช่วยเร่งรัดการก่อสร้างสะพานบ้านวังยาว ตำบลคูขาด อำเภอคง บนถนนเส้น ๒๑๕๐ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง ประชาชนในการสัญจรทางเบี่ยง รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยโดยมีไฟเตือนให้ชัดเจน และท่อระบายน้ำให้มีความใหญ่ที่เพียงพอต่อการระบายน้ำ เนื่องจากช่วงที่ฝนตก น้ำจะเอ่อ ขึ้นมาบนผิวถนน ทำให้การสัญจรเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน ขอฝากไป ยังกระทรวงคมนาคม แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๑ ให้ช่วยแก้ไขปัญหาให้ด้วย🔗
ประเด็นที่ ๓ ขอขยายถนน ทล.๒๓๖๙ ระยะทาง ๔๖ กิโลเมตร เนื่องจาก ถนนเส้นนี้เป็น ๒ ช่องทางจราจรแบบไหล่แคบและชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก จึงขอให้ ขยายถนนให้เป็น ๒ ช่องทางจราจรแบบไหล่กว้าง พร้อมติดตั้งไฟสัญญาณจราจร ๒ จุด จุดที่ ๑ บริเวณสี่แยกช่วงจุดตัดกับถนน ทช.๔๐๐๙ บ้านพระงาม ตำบลหนองหอย อำเภอพระทองคำ ซึ่งจุดนี้เป็นอันตรายและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จุดที่ ๒ ช่วงแยกโรงเรียน บ้านตะโก ตำบลบ้านปรางค์ อำเภอคง ซึ่งจุดนี้อยู่ติดกับโรงเรียนก็เกรงว่าเด็กนักเรียน จะเกิดอุบัติเหตุ🔗
ประเด็นที่ ๔ ขอซ่อมสร้างถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยตะคร้อ ตำบลโนนเต็ง เชื่อมตำบลหนองมะนาว อำเภอคง ต้องเรียนว่าถนนเส้นนี้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก และช่วงที่ฝนตกจะเป็นสภาพดินเลน ดินโคลน ทำให้สัญจรไปมาด้วยความลำบาก ฝากไปยัง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิพิธ รัตนรักษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิพิธ รัตนรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยความเคารพท่านประธานสภาผมขอหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ🔗
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเกาะพะงัน มีความสำคัญอย่างไรกับการท่องเที่ยว เกาะพะงันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ ประเทศไทย เกาะพะงันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม มีนักท่องเที่ยว หลากหลายได้เดินทางไปท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัย เหมาะสมกับการท่องเที่ยวธรรมชาติ และทรัพยากรสิ่งแวดล้อม มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยกย่องจากระดับโลก ทั้งอดีตและปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่สนุกที่สุดในโลก เป็นอันดับ ๓ จากการสำรวจความเห็นของผู้คนทั่วโลกประมาณ ๑๗,๐๐๐ คน จากนิตยสาร U.S. News & World Report จากการสำรวจนี้ ประเทศไทยก็ถือเป็นหนึ่งเดียวในทวีป เอเชียที่ติด Top Ten โดยมีกิจกรรม Full Moon Party ในอำเภอเกาะพะงันเป็นหนึ่ง ในจุดเด่นที่มีผู้คนนึกถึงและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะพะงัน โดยเฉพาะ Backpacker สิ่งที่กระผมจะนำเสนอต่อท่านประธานสภาถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องอำเภอเกาะพะงันนั้น มีอยู่ว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เดินทางไปท่องเที่ยว ในอำเภอเกาะพะงันและตำบลเกาะเต่านั้น มีจำนวนค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเกือบ ๒ ล้านคนต่อปี ปัญหามีอยู่ว่าเรามีท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ของอำเภอเกาะพะงันนั้น เรามีท่าเทียบเรือ อเนกประสงค์ท่าเทียบเรือเดียวที่พานักท่องเที่ยวสู่เกาะพะงัน เป็นท่าเทียบเรือหลัก ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวเดินทาง เกิดความล่าช้า เกิดความแออัด เดินทาง ไม่ตรงเวลาไปกลับ เสียภาพลักษณ์ต่อการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะพะงัน ประการที่ ๓ ท่า เทียบเรืออเนกประสงค์นี้เป็นท่าเทียบเรือที่กระทรวงคมนาคมและทางกรมเจ้าท่าได้จัดสร้างมา เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว โครงสร้างเริ่มเก่า ใช้มานานเกิดความชำรุดเสียหายบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อการลำเลียงสินค้า นักท่องเที่ยว ผมเชื่อว่าเมื่อไรถ้าเกิดหยุดชะงักทันที จะทำให้ การเดินทางไปเกาะพะงันนั้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจภาคประชาชนนะครับ🔗
กระผมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอความอนุเคราะห์ผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอให้ให้ความสำคัญ หาแนวทางสร้างสะพานใหม่ให้กับพี่น้องเกาะพะงันที่ได้รับ ความเดือดร้อนสัก ๑ แห่ง สะพานท่าเทียบเรือที่ว่านี้เป็นสะพานท่าเทียบเรือที่มีความสำคัญ ต่อการท่องเที่ยว เกาะพะงันเป็นพื้นที่สำคัญ สร้างรายได้หลักให้กับประเทศชาติ พูดได้ว่า เป็นการยกระดับมาตรฐานของการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ในการท่องเที่ยวเกาะพะงัน และสิ่งสำคัญคือเราสร้างแรงจูงใจให้กับการท่องเที่ยวของระดับประเทศด้วย ผมเชื่อมั่นว่า การท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวที่สามารถเดินไปได้ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ขอบคุณ ท่านประธานมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปิยะนุช ยินดีสุข เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีปัญหาในพื้นที่ ๓ ประเด็นที่จะหารือกับท่านประธานนะคะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องความเดือดร้อน ที่ชาวบ้านในตำบลกระทุ่มราย แล้วก็ตำบลนางรำ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญก็คือ ปราสาทหินนางรำ ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะว่าสะพานขาด เนื่องจากน้ำหลาก ทำให้ เดินทางหากันลำบากมากค่ ตั้งแต่ตุลาคม ปี ๒๕๖๖ ซึ่งดิฉันนำหารือไปตั้งแต่ ๑๔ มีนาคม ปี ๒๕๖๗ เรื่องนี้เกิดมาจะ ๒ ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งทางท่านนายกจันทร์เพ็ญ ประสาทไทย ก็เคยขอรับการสนับสนุนโครงการสร้างสะพาน ค.ส.ล. ข้ามลำห้วยแยะ ระหว่างบ้านสี่เหลี่ยม ตำบลกระทุ่มราย เชื่อมบ้านนางรำ ตำบลนางรำ ขนาด ๖ คูณ ๓๐ เมตร ไปที่กรมชลประทาน แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานไปยัง กรมชลประทานให้เร่งจัดสรรงบประมาณโดยด่วนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอสร้างประตูเปิด-ปิดระบายน้ำลำสะแทด หมู่ ๓ ตำบลดอนมัน อำเภอประทาย เนื่องด้วยมีสภาพตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ โดยเฉพาะปลายเดือน มีนาคมจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมน้ำในหนองแห้งขอด ทำให้พี่น้องประชาชน ไม่มีน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภค ซึ่งทางท่านนายกอภินันท์ มโนรมย์ ต้องไปขอให้หลาย ๆ ตำบล เปิดน้ำส่งมาช่วยทุกปีเลยค่ะ ซึ่งหากเรามีประตูเปิด-ปิดน้ำที่จุดนี้ ก็จะทำให้น้ำถูกเก็บกักไว้ เพียงพอสำหรับพี่น้องประชาชนทั้ง ๑๐ หมู่บ้าน ดิฉันก็เคยหารือไปอีกแล้ว เมื่อ ๒๘ กันยายน ปี ๒๕๖๖ ก็ไม่ได้รับการจัดสรรเช่นเคย ก็ขอฝากไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลกลาง สำนักชลประทานที่ ๘ ให้เร่งจัดสรรงบประมาณโดยด่วนค่ะ🔗
เรื่องสุดท้าย ขอปรับปรุงถนนทางหลวง ทช.๔๐๕๗ ช่วงกิโลเมตรที่ ๒๗ ถึง ๓๑ ตั้งแต่สี่แยกไฟแดง อำเภอลำทะเมนชัย ไปจนถึงอำเภอเมืองยาง เพราะว่าถนนตรงนี้ มีความชำรุดหลายจุด ซ่อมแล้วซ่อมอีก ซ่อมจนไม่เหลือเส้นถนนแล้วค่ะ โดยเฉพาะ ช่วงสี่แยกไฟแดงรถใหญ่วิ่งเยอะ เป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็ตรงทางโค้งสะพานมูลอันตรายมาก ๆ ทุกวันนี้จะเห็นแต่เพียงทางข้างหน้าชำรุด โปรดระมัดระวัง แต่ว่าไม่มีการซ่อมแซมเลยค่ะ ดิฉันก็ขอฝากไปยังทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ให้เร่งแก้ไขโดยด่วน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เมือง ๒ มรดกโลก ๑ พืชสวนโลก เขต ๘ พรรคเพื่อไทย🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากท่าน ส.จ. พนมพร นายกอาทิตย์ รองสมคิด ส.ท. ส่ง ส.ท. สำนวน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยายเก้า ยายอัง หมวดเป็ด ยายแขก ชาวบ้านหนองอ้อน้อย หมู่ที่ ๘ ชาวตำบล หนองบัวบาน ตำบลน้ำพ่น ต้องการให้กระทรวงมหาดไทย ทางหลวงชนบทช่วยแก้ไขปัญหา ถนนเป็นหลุมบ่อขรุขระมาก โดยการลาดยางให้เรียบตลอดสาย เพื่ออำนวยความสะดวก ให้พี่น้องประชาชนคนสัญจรไปมาได้รับความสะดวกปลอดภัย ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องชาวอำเภอหนองวัวซอ ทุกตำบลและผู้สัญจรไปมาขอขอบพระคุณ ท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน ขอบคุณรัฐบาลท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร โดยรองนายกภูมิธรรม เวชยชัย มท.๑ รองนายกสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สร้างทางคู่ขนาน เส้น ทล.๒๑๐ จากอุดรธานีไปถึงเชียงราย บ้านท่านประธานนั่นละครับ พร้อมไฟสัญญาณ จราจรหน้าวัดป่าหนองแซง หน้าวัดถ้ำเกีย อำเภอหนองวัวซอ กว้างถึง ๘ เลน และได้ขยาย ไหล่ทางเส้น ทล.๒๓๑๕ จากแยกไฟแดงหนองวัวซอไปหมากหญ้า หนองอ้อ ภูผาแดง โนนหวาย ที่ว่าการอำเภอหนองวัวซอ อำเภออูบมุง ตำบลอูบมุง กุดหมากไฟ ให้พี่น้อง เดินทางสะดวกสบายสว่างไสวปลอดภัยตลอดสายครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณ กระทรวงคมนาคม กรมชลประทาน กรมธนารักษ์ กระทรวงกลาโหม ซึ่งท่านทหารสูงสุด ผบ.ทบ. แม่ทัพภาค ๒ ผบ.มทบ. ๒๔ อุดรธานี ได้อนุญาตให้ทางหลวงชนบทสร้างถนนลาดยาง ไปยังโครงการพระราชดำริห้วยปากแบ่ง ตำบลหมากหญ้า และสร้างอ่างเก็บน้ำให้พี่น้อง เกษตรกรได้ทำไร่นาสวน มีพืชผักผลไม้ มีพันธุ์ปลานิลจิตรลดานำมาบริโภคตลอดปี มีอยู่มีกิน สิ้นยากจนครับ ผมขอบคุณรัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกท่านทุกคนแทนพี่น้องประชาชนชาวหนองวัวซอ ชาวอุดรธานีทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกคนครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดปัตตานี อำเภอมายอ และอำเภอยะหริ่ง พรรคประชาชาติ🔗
เรียนท่านประธานครับ เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชายฝั่งทะเลที่ทำประมงพื้นบ้าน กำลังเดือดร้อนจากต้นทุนการดำรงชีพและราคาน้ำมันเรือที่เพิ่มสูงขึ้นจนหลายครัวเรือน ไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ ต้องหยุดประกอบอาชีพและเป็นหนี้เป็นสิน ซ้ำร้าย โครงสร้างตลาดในพื้นที่ยังอ่อนแอ ขาดห้องเย็น จุดรวมผลผลิตและระบบการตลาดชุมชน ทำให้ไม่สามารถขายปลาได้ในราคายุติธรรมเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ผมจึงขอเสนอ แนวทางที่สามารถดำเนินการได้ทันทีครับ ๑. จัดตั้งตลาดประมงชุมชนชายฝั่งและสร้างระบบ ราคากลางที่เป็นธรรม ๒. สร้างห้องเย็นประจำตำบลชายฝั่งอย่างน้อยอำเภอละ ๑ แห่ง เพื่อเก็บรักษาปลาสด ช่วยยืดอายุเก็บรักษาและรักษาคุณภาพปลาและเพิ่มอำนาจต่อรอง ด้านราคาของชาวประมง โดยใช้รูปแบบสหกรณ์หรือกลุ่มประมงดูแลกันเอง ๓. ผลักดันโครงการประกันรายได้ชาวประมงพื้นบ้าน เฉพาะกลุ่มเรือเล็กในจังหวัดปัตตานี และสามจังหวัด เหมือนกับที่รัฐบาลเคยทำให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและยางพาราด้วยใช้ ข้อมูลทะเบียนเรือพื้นบ้านที่มีอยู่แล้วเป็นฐาน ๔. สนับสนุนงบพัฒนาช่องทางการขายปลา ออนไลน์ โดยอบรมเยาวชน ชุมชนให้เป็นคนขายรุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น LINE เฟซบุ๊ก หรือ App ท้องถิ่น พร้อมจัดงบสนับสนุน Packaging และค่าขนส่ง ๕. ตั้งกองทุน ช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับชาวประมงและช่วยราคาปลาตกต่ำที่ภัยธรรมชาติเพื่อให้ชาวประมง สามารถดำรงชีพได้อย่างมั่นคงและระยะสั้น และมีเวลาฟื้นตัว โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน นอกระบบครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสาธิต ทวีผล เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สาธิต ทวีผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน วันนี้ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่มาหารือกับท่านประธาน ๔ เรื่อง ดังต่อไปนี้ ผมขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับนี่คือหอคอยเฉลิมพระเกียรติ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ไม่สามารถที่จะเปิด ให้นักท่องเที่ยวนั้นเข้าชมได้ ผมจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาปรับปรุง ซ่อมแซม ดูแล ให้หอคอยเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้กลับมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้เพื่อกระตุ้น การท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม พื้นที่จังหวัดลพบุรีด้วยครับ โดยรายละเอียดอยู่ในเอกสารแผ่นนี้ผมจะส่งให้ท่านประธานหลังจากที่จบการหารือนี้ครับ🔗
เรื่องต่อมา ขอให้มีการติดตั้งไฟส่องสว่างทางหลวงหมายเลข ๑ ช่วงบริเวณ ซุ้มวัดห้วยโป่งถึงบริเวณหน้าปั๊ม ปตท. ตอนกลางคืนถนนบริเวณนี้มืดเป็นอย่างมากและ เกิดอุบัติเหตุกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง ผมเคยหารือเรื่องนี้ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ปัจจุบันนี้ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย🔗
เรื่องต่อมา ผมได้รับแจ้งจากคุณสุพจน์ บุญนิยม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ ตำบล โคกตูม ขอให้ติดตั้งไฟส่องสว่างทางหลวงหมายเลข ๓๐๑๗ ช่วงบริเวณซอย ๖ ถึงบริเวณ ซอย ๗ เพื่อการสัญจรของประชาชนในพื้นที่อย่างสะดวกและปลอดภัย🔗
เรื่องสุดท้าย เป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะ พื้นที่ตำบลนิคมสร้างตนเอง ตำบลโคกตูม อำเภอพัฒนานิคม ตำบลห้วยโป่ง ตำบลหลุมข้าว ปัญหานี้คือปัญหาฝนทิ้งช่วง ปัญหาฝนแล้งทำให้พืชไร่ของเกษตรกรของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก จึงขอให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งดำเนินการเข้าไปทำฝนเทียมในพื้นที่จังหวัดลพบุรีด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ ผมมีเรื่องหารือความเดือดร้อนต่อท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน ดังนี้🔗
ปัญหาที่ ๑ การเฝ้าระวังน้ำป่า เหนือเขื่อนตะคร้อ ปัญหาจากน้ำป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ไหลท่วมที่อาศัยและพื้นที่ เกษตรกรรม เกิดขึ้นซ้ำทุกปีในพื้นที่อำเภอประจันตคามตอนบน โดยมีพื้นที่ตำบลบุฝ้าย ตำบลหนองแก้ว ตำบลประจันตคาม ที่ได้รับผลกระทบทุกปี ปัจจุบันกรมชลประทาน มีการซ่อมแซมประตูน้ำให้เปิดใช้งานได้ทั้ง ๓ บานแล้ว แล้วก็ยังมีการตั้งตัวแทนชุมชนเข้าไป ระวังน้ำป่าซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ แต่ในส่วนของการเฝ้าระวังน้ำป่าในพื้นที่ตอนบน ของอุทยานหรือเหนือเขื่อน ยังใช้กำลังคนของเจ้าหน้าที่เขาใหญ่เข้าไปดูแลซึ่งมีความเสี่ยงมาก ผมมีข้อเสนอที่จะแนะนำให้ทางกรมชลประทานช่วยติดตั้งระบบโทรมาตรวัดระดับน้ำ วัดปริมาณน้ำฝน ดูผ่านระบบ ไม่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปเสี่ยงภัย จึงฝากถึง กรมชลประทานเข้าสำรวจและติดตั้งระบบโทรมาตร🔗
ต่อมาปัญหาที่ ๒ ทางหลวง ๓๐๔ ซ่อมน่านเพิ่งเปิดใช้งาน ปัจจุบันพังอีกแล้ว โดยทางหลวงเส้นนี้ระยะทางซ่อมไม่ถึงกิโลเมตรใช้ระยะเวลาซ่อมประมาณ ๓ เดือน เปิดใช้งานไม่ถึง ๓ วัน ๓ วันจริง ๆ ครับ ถนนพังอีกแล้วตามรูป ชาวบ้านอำเภอศรีมหาโพธิ เขาฝากถามผมมา ผู้รับเหมาก็เจ้าเดิม ขยันประมูล แล้วก็ขยันได้งาน ไปซ่อมถนนดี ๆ ให้พัง ถนนที่พังอยู่แล้วก็ให้พังหนักไปอีก ผมเห็นตรงกับชาวบ้านครับท่านประธาน จึงอยากให้ หน่วยงานแขวงทางหลวงปราจีนบุรี อาจจะพิจารณาเรื่องการเซ็นรับงาน แล้วก็ผมว่า ถ้าตรวจรับงานอย่างนี้ไม่ได้จริง ๆ ก็ ป.ป.ช. ครับ เข้าตรวจรับงาน🔗
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นปัญหาร่วม รถติดหน้าสวนนิคม ๓๐๔ ปัจจุบันนี้ หน่วยงาน ในจังหวัดปราจีนบุรีขาดการสื่อสาร ผลกระทบเลยตกอยู่กับประชาชนอย่างในสไลด์นี้ ที่เราเห็นก็คือชาวบ้านด้านหน้านิคมต้องเดินทางไปทำงานในพื้นที่ ไม่ถึง ๑๐ กิโลเมตร หน้านิคมขยายไหล่ทางนิดเดียวก็ไม่ทำกัน สไลด์สุดท้ายครับ อย่างจุดนี้เองในพื้นที่ของ อบต. ท่าตูม มีการซ่อมระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่ถึงครึ่งทาง ซึ่งเป็นทาง ที่ใช้สัญจรเข้าสวนนิคมด้านหลัง ซึ่งทำให้รถหนักหน้านิคมมาก ปัจจุบันปัญหานี้ค้างมาร่วมปี แล้วครับ ผมจึงอยากฝากท่านประธานถึงหน่วยงานมหาดไทยออกหนังสือถึงจังหวัด ปราจีนบุรี ให้มีการจัดประชุม แก้ปัญหารอบนิคม โดยให้จังหวัดปราจีนบุรีเร่งจัดประชุม และเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนได้รับความสะดวก ในการสัญจรครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน ขอนำเรื่องเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนเข้าหารือท่านประธานครับ🔗
เรื่องแรกเป็นการติดตามจากที่ผมได้หารือเรื่องซ่อมสะพานลำน้ำพึง จากหมู่ ๗ ตำบลชาติตระการ ไปยังหมู่ ๕ ตำบลท่าสะแก อำเภอชาติตระการ จังหวัด พิษณุโลก เหตุเกิดตั้งแต่สิงหาคม ปี ๒๕๖๕ ผมหารือครั้งแรกปี ๒๕๖๖ ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๖๗ นี่ปี ๒๕๖๘ ผมหารือมานี่ครั้งที่ ๓ แล้วครับ พ่อแม่พี่น้องตำบลท่าสะแก ตำบลชาติตระการ ยังไม่ได้รับการแก้ไขสะพานให้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวก ชาวบ้านถามไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็บอกว่าหาผู้รับเหมาไม่ได้ ฝากท่านประธานไปยักระทรวงมหาดไทยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องที่เคยหารือไปแล้วอีกเช่นกันเมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ กรณีการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำบึงทุ่งหงษ์ ที่อำเภอวัดโบสถ์ พ่อแม่พี่น้อง อำเภอวัดโบสถ์นี่เกษตรกรมากกว่า ๕๐๐ ไร่ น้ำท่วมทุกปี บึงทุ่งหงษ์นี่มันตื้นเขินหมดแล้ว แล้วก็ระบบการจัดการน้ำ น้ำไปไหนไม่ได้ เวลาหน้าฝนทีไรก็เอ่อท่วมไร่นาของพ่อแม่พี่น้อง เขาก็ทำนาไม่ได้ เขาต้องรีบทำก่อน เกี่ยวก่อน พอน้ำมาก็ทำนา ทำอะไรไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ เป็นการติดตามการหารือครั้งที่ ๒🔗
เรื่องที่ ๓ ความคืบหน้าเรื่องการออกเอกสารสิทธิที่ทำกินของตำบลวัดโบสถ์ ตำบลท่างาม ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกากำหนด เขตจัดรูปที่ดิน เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ได้ทำรังวัดไปแล้วบ้าง บางที่ก็ยังไม่ได้ทำรังวัด แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิเลย แม้แต่ที่เดียวให้กับพ่อแม่พี่น้อง ชาวอำเภอวัดโบสถ์ ฝากท่านประธานติดตามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวารุจ ศิริวัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ขอหารือผ่านท่าน ประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
สืบเนื่องจากเหตุอุทกภัยในเขตอำเภอ บ้านโคก ฟากท่า อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายกับพี่น้องในวงกว้าง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม สะพานขาด บ้านเรือน ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมือง องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย กรมศุลกากร พร้อมทั้งส่วนภาคเอกชนต่าง ๆ ได้ร่วมกันลงไปช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ผมต้องถือโอกาสนี้ ขอบคุณทุกส่วนที่ลงไปช่วย แต่ผมถือว่าการแก้ไขปัญหาเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะว่าต้นเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เหมือน ๆ เมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๖ ความเสียหาย เหมือนกัน พี่น้องเดือดร้อนเหมือนกัน สะพานที่ขาดก็ขาด ณ จุดเดียวกัน ดังนั้นพี่น้อง ในเขตที่โดนภัยพิบัติจึงเสียขวัญและกำลังใจ ทุกครั้งเวลามีฝนตกก็จะหวาดระแวง ผมเห็นว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่า อ่างเก็บน้ำน้ำปาด ซึ่งพี่น้องรอคอยกันมาหลายสิบปี เสียชีวิตไปก็หลายรุ่น ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ขอบคุณท่านธรรมนัส พรหมเผ่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ได้นำโครงการอ่างน้ำปาดดำเนินการต่อ ซึ่งอ่างน้ำปาดเป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ จุน้ำได้ถึง ๘๖ ล้านลูกบาศก์เมตร ต้องใช้งบผูกพันถึง ๖ ปี ซึ่งถ้าหากมีอ่างน้ำปาดแล้ว ความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนจะได้รับการแก้ไขร้อยเปอร์เซ็นต์ในฤดูฝน อีกทั้งในฤดูแล้งจะมี การกระจายน้ำไปยังพื้นที่มากกว่า ๗๓,๐๐๐ ไร่ ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการในปี ๒๕๗๐- ๒๕๗๕ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน ให้เร่งดำเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรอมฎอน ปันจอร์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน นี่เป็นครั้งแรกในสมัยประชุมนี้ ที่ผมจะขออนุญาตปรึกษาหารือ เป็นเรื่องที่คงต้องฝากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ขอให้เอาสไลด์ขึ้นเลยนะครับ🔗
ผมเอาข้อมูล Update เลยครับ แล้วก็อยากจะส่งความกังวลนี้ให้ทางรัฐบาล ผมเอาข้อมูลของ กอ.รมน. ล่าสุดมากางดู แล้วก็เอาค่าเป้าหมายที่เราจะคาดหวังว่าในปี ๒๕๗๐ ความรุนแรงจะลดเหลือ ๐ และ แต่ละปีตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา ความรุนแรงจะต้องลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ตอนนี้ เข้าเดือนที่ ๕ ของปีนี้ จากข้อมูลเดือนพฤษภาคม ก็เหลืออีกไม่กี่เหตุการณ์ที่เราจะมี เหตุการณ์เยอะกว่าปีที่แล้ว ตอนนี้ ๔ ปีมานี้ ยอดของความรุนแรง สถานการณ์ เหตุการณ์ เกี่ยวกับความมั่นคงเพิ่มสูงมากเกินกว่าค่าเป้าหมายไปแล้ว อันนี้เป็นสัญญาณที่อยากจะเรียน ฝากท่านประธานไปถึงทางรัฐบาลว่าตอนนี้สถานการณ์ย่ำแย่ ก็อยากจะให้ทางรัฐบาล หันความสนใจกลับมาที่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาที่กระบวนการสันติภาพ🔗
ถัดไปที่จะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาครับ สัปดาห์ที่แล้วมีอดีต ท่านนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาตั้งคณะ พูดคุยอาจจะมี ๓-๔ คน จริง ๆ ประเด็นเรื่องการเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะพูดคุยสันติภาพ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาจากหลายฝ่ายหลายกลุ่มมาโดยตลอดหลายเดือนนี้ นี่เกือบ ๑ ปี มาแล้วรัฐบาลยังไม่ตั้ง ผมขออนุญาตเรียนทวงถามทางรัฐบาลฝากท่านประธานว่าจะตั้ง เมื่อไร เพราะว่าตอนนี้สมาชิกของเราเองก็ทวงถามเรื่องนี้อยู่โดยตลอด คำถามก็คือใครจะ สามารถพูดแทนรัฐบาลไทยได้ ที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะยุติความรุนแรง🔗
ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ สภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วเราผ่านกฎหมายที่ปลดล็อกคำสั่ง คสช. แล้วก็ฟื้น สภาที่ปรึกษาขึ้นมา แต่ปัญหาตอนนี้เจอในทางปฏิบัติ ผมได้มีโอกาสได้คุยกับ ท่านประธานสภาที่ปรึกษา เพิ่งมีการปรึกษาหารือกันไป มีการประชุมกันไปหลายครั้ง แต่ตอนนี้เจอข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร เรื่องบุคลากร ก็ฝากท่านประธานนำเรียนถึงทาง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. ว่าให้สนับสนุนงบประมาณ สนับสนุน บุคลากรให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษา นี่คือกลไกของการสร้างการมีส่วนร่วมหนึ่ง ที่เราพอจะมี เพราะฉะนั้นอยากจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ เชิญครับ🔗
สวัสดีครับท่านประธาน เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี เขต ๘ พรรคประชาชน ตัวแทนของพี่น้องชาวอำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เพื่อสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่แล้วก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ซ้ำซากหรือว่าข้อหารือทั้ง ๒ ข้อที่ผมจะนำเสนอดังนี้🔗
เรื่องแรก ผมได้รับข้อร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ บริเวณสะพานกลับรถเกือกม้า หน้าสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ โดยเฉพาะแผ่นเหล็กเชื่อมรอยต่อหรือที่เขาเรียกว่า Bridge expansion joints ที่มีความต่างระดับ แล้วก็มีลักษณะลื่นอย่างในภาพ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ก็จะทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มบ่อยครั้ง แล้วก็มีอุบัติเหตุเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๖ ครั้ง มีบางท่านเกือบถึงแก่ชีวิต เบื้องต้นทางหลวงบางใหญ่ได้มีการดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ล้มลุก เพื่อกั้นแนวรถไม่ให้จักรยานยนต์นั้นมีการเปลี่ยนเลน แต่ผมมองว่ามาตรการนี้มันไม่ได้ผล แล้วก็เป็นมาตรการชั่วคราว จึงอยากจะให้ทางหลวง แล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณา ดำเนินการลาดยางปิดแผ่นเหล็กเชื่อมต่อ โดยลาดยางไปเลย แล้วก็ลักษณะดังกล่าว จะปรับพื้นผิวถนนให้เรียบอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความลื่นแล้วก็เพิ่มแรงเสียดทาน อำนวย ความสะดวกให้แก่ผู้สัญจรนะครับ โดยเฉพาะจักรยานยนต์ครับ🔗
เรื่องที่ ๒ จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ได้รับ เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับน้ำกระท่อมอีกแล้วครับ แล้วผมก็เชื่อว่าผู้แทนราษฎรเราก็หารือเรื่องนี้ มานานแล้ว รัฐบาลก็ยังนิ่งนอนใจ ปัจจุบันมีน้ำกระท่อมที่เป็นในรูปแบบหัวเชื้อน้ำหวาน โดยอ้างว่าผ่านการรับรองจาก อย. แต่ในความเป็นจริงก็มีการใช้สารสกัดจากพืชกระท่อมเข้มข้น มันจะมีผลต่อระบบประสาท แล้วก็สามารถทำให้มีการกระตุ้น มีความมึนเมา โดยน้ำกระท่อมสี ๆ ที่ท่านเห็นอยู่ ดูเงินเต็มมือเลยครับ มันเจาะตลาดเด็กและเยาวชน สิ่งที่เกิดขึ้น จริง ๆ มันเป็นการบิดเบือนเจตนาการปลดล็อกพืชกระท่อม จึงอยากให้ อย. ให้รักษาการ นายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรมและรัฐบาลช่วยเข้าไปเร่งดำเนินการแก้ไข หยุดเพิกเฉย แล้วก็ ช่วยดำเนินการโดยเร่งด่วนใน ๓ ประเด็น คือ ๑. การตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจ น้ำกระท่อมที่ผิดกฎหมาย ๒. การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและกำหนดมาตรการ ควบคุมการจำหน่ายพืชกระท่อมให้ชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ของกฎหมาย หากปล่อย ให้สถานการณ์ดำเนินการโดยไม่ควบคุมเช่นนี้ ก็เท่ากับตัวรัฐบาลเอง ผมมองว่า เป็นการสมยอมให้เกิดการมอมเมาพี่น้องเยาวชนในนามของธุรกิจถูกกฎหมาย นั่นคือ ความรับผิดชอบที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้ ก็ขอหารือท่านประธานใน ๒ ประเด็นนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ขอหารือทั้งหมด ๓ เรื่อง ดังนี้🔗
๑. ปัญหาชุมชนบ่อฝรั่ง เขตจตุจักร ที่มีการทำโครงการบ้านมั่นคง แต่สภาพที่อยู่อาศัยคือไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง กลางคืนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและไม่ปลอดภัย ประชาชนฝากมา ๘ เดือนก่อน กทม. กับ พอช. ไปจัด Event วันที่อยู่อาศัยโลก ที่ชุมชน PR อย่างดีครับ เสมือนว่าจะเข้าไป ช่วยเหลือ แต่เปล่าเลยครับ ไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้น อ้างว่าติดโน่นติดนี่เต็มไปหมด ๖ เดือนก่อนผมไปประชุมกับผู้ว่า กทม. แจ้งปัญหาเรื่องนี้ ก็ยังไม่มีการดำเนินการช่วยเหลือ ส่งหนังสือย้ำไปก็ไร้ความคืบหน้า ไม่มีการช่วยใด ๆ ทั้งสิ้น ปัญหาของชุมชนนี้คือเรื่องของ สัญญาเช่าที่ดินที่มีการเขียนว่าการดูแลสาธารณูปโภคทั้งหมด เป็นหน้าที่ของชุมชน ซึ่งชุมชนนี้ เป็นชุมชนผู้มีรายได้น้อยครับ แต่กลับต้องดูแลทั้งถนน ต้องดูแลทั้งไฟด้วยตัวเอง จะไหว ได้อย่างไร ชุมชนต้องการแก้ไขสัญญากับกรุงเทพมหานครครับ แต่แก้ไขไม่ได้ ทุกหน่วยงาน ปฏิเสธหมด บอกว่าเพราะต้องรอท่านผู้ว่าสั่งการก่อนว่าจะให้หน่วยงานไหนดูแลสัญญาฉบับนี้ เพราะฉะนั้น คนจตุจักรลำบากมาก ขอให้ท่านผู้ว่า กทม. ตัดสินใจสั่งการด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของปัญหาซอยแจ้งวัฒนะ ๕ เขตหลักสี่ ตรงศูนย์ราชการ กับไปรษณีย์ไทย ไฟถนนดับมานานกว่า ๓ ปีแล้ว ถนนเส้นนี้กรมธนารักษ์มอบให้กรุงเทพมหานคร ดูแลตั้งแต่ ๗ ปีก่อน แต่กรุงเทพมหานครเพิ่งมาแจ้ง ตอนผมไปตาม ที่บอกว่าเอกสาร การส่งมอบไม่ตรง รายละเอียดไม่ครบถ้วน ทำให้รับมอบไม่ได้ อยู่มาตั้ง ๗ ปีครับ ไม่คิดจะโต้แย้ง พอประชาชนต้องการให้ช่วยเหลือก็อ้างเหตุไปเรื่อยครับ ผมแจ้ง กทม. ไปแล้ว ๔ เดือน แต่ไร้ความคืบหน้า ขอฝากสภาแจ้งไปยังกรุงเทพมหานคร อย่าให้คนหลักสี่ ไม่มีแสงสว่างใช้ครับ🔗
เรื่องสุดท้าย เรื่องปัญหากล้องซีซีทีวีของ กทม. ครับ กทม. ใช้งบประมาณ เกือบปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในการดูแลซีซีทีวี แต่ทราบหรือไม่ครับ ตำรวจจราจรในป้อม ของตำรวจดูกล้องซีซีทีวีของ กทม. ไม่ได้ครับ กล้องซีซีทีวีของ กทม. มี ๖๕,๐๐๐ ตัว แต่ตำรวจดู Real-time เพื่อแก้ปัญหาจราจรไม่ได้ เพราะว่าไม่มีการเชื่อมระบบระหว่าง ตำรวจกับกรุงเทพมหานคร ทุกวันนี้เปิดไฟแดงแบบกล่องสุ่ม แล้วจะแก้ปัญหารถติด ได้อย่างไรครับ ก็ขอฝากไปยังกรุงเทพมหานครให้เร่งเชื่อมระบบซีซีทีวีกับตำรวจด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักศึกษา อาจารย์ผู้ควบคุม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปเชิญท่านวรโชติ สุคนธ์ขจร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ปิดสมัยประชุมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส ลงพื้นที่พบปะพี่น้องในเขต ๔ จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วก็ทุก ๆ เขตของจังหวัดเพชรบูรณ์ ปัญหาที่มันเกิดในปัจจุบัน ผมว่าทั้งประเทศครับ ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรและความ กังวลของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยิ่งมีข่าวว่าทางรัฐบาลไปเจรจาเรื่องภาษี แล้วก็จะมีการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอเข้ามาในประเทศไทย จำนวน ๔ ล้านกว่าตัน ซึ่งเดิม ที่ผ่านมามีการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน มีการนำเข้าพืชผลทางการเกษตรจากประเทศ เพื่อนบ้านเข้ามาในบ้านเรา รวม ๆ แล้วประมาณ ๑๑ ล้านตัน วันนี้ยังจะมีการนำเข้าข้าวโพด จีเอ็มโอจากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาอีก อย่างนี้เกษตรกรบ้านเราจะอยู่อย่างไรครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นทางพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ยื่นหนังสือให้ผม แล้วก็ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อที่จะขอคัดค้านการนำเข้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ทางรัฐบาลจะไปเจรจากับทางอเมริกา จะเอาข้าวโพดจีเอ็มโอเข้ามา ห้ามปลูกในประเทศไทย แต่ให้นำเข้าได้ แล้วทำไมไม่ให้ปลูกเลยครับ ถ้าจะนำเข้ามาขนาดนี้ มี ๕ ข้อ ที่ทางกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เสนอผมมา เดี๋ยวผมจะนำหนังสือฉบับนี้ มอบให้ท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗
ข้อแรก คัดค้านการนำวาระการประชุมของ นบขพ. คณะกรรมการนโยบาย และบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จีเอ็มโอ ปี ๒๕๖๙ เพื่อขอมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ขอคัดค้าน แล้วก็คัดค้านประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่องอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ ให้จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วก็ให้กระทรวงพาณิชย์เปิดผลการรับซื้อ ผลผลิต ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และข้อมูลการ Stock สินค้าจากหน่วยงาน กกร. ต่อสาธารณะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงนะครับ เพราะวันนี้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง🔗
เรื่องสุดท้าย ให้หน่วยงานสำนักเศรษฐกิจการเกษตรปรับปรุงข้อมูลการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง อย่างไรฝากเรียนท่านประธานสภา ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าให้รีบดำเนินการเรื่องนี้เพราะว่าเป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในวงกว้างของประเทศไทย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม เชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ ๖ อำเภอภูเขียว อำเภอบ้านแท่น พรรคภูมิใจไทย วันนี้ขอนำปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรกครับ พี่น้องชาวไร่อ้อย ได้ขอให้ผมช่วยติดตามเงินช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสด เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ตันละ ๖๙ บาท ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ตอนนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยรอความหวังที่จะนำเงินไปบำรุงอ้อย ที่ปลูกไว้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของพี่น้องชาวไร่อ้อย ทำให้พี่น้องชาวไร่อ้อยเดือดร้อนต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบ เพื่อนำมาบำรุงอ้อยที่ปลูกไว้ก่อน🔗
เรื่องที่ ๒ กรณีเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ที่ นบขพ. ได้เห็นชอบ ให้ช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง ในฤดูปี ๒๕๖๘ แต่จนถึงขณะนี้เวลาได้ผ่านมา หลายเดือนแล้วก็ยังไม่มีท่าทีจากรัฐบาลว่าในเงินจำนวนนี้ รัฐบาลจะจ่ายให้หรือไม่ อย่างไร พี่น้องชาวนาก็รออยู่ ตลอดจนเงินช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปีปีนี้ครับ พี่น้องชาวนาก็บอกว่า อยากจะให้รัฐบาลใช้มาตรการเดิมคือโอนเงินตรงให้กับชาวนา ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่อยาก ให้ใช้มาตรการโอนเงินตรง ๕๐๐ บาท แล้วไปซื้อปุ๋ยให้อีก ๕๐๐ บาท อันนี้ที่ชาวนา ฝากความเดือดร้อนมา🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมทางหลวงขยายผิวจราจร สาย ๒๑๘๗ จาก แยกหนองแวง-ภูเขียว ไปจนถึงแยกหนองเรือ จังหวัดขอนแก่นให้ตลอดสายทาง โดยถนนสายนี้ มีการขยายผิวจาก ๙ เมตร เป็น ๑๒ เมตรแล้ว เป็นระยะทาง ๘ กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีก ๒๘ กิโลเมตร ก็จะทำให้พี่น้องได้เดินทางสะดวกปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหีบอ้อย มีอันตรายเกิดขึ้นทุกปี และจุดที่เร่งด่วนที่สุดที่จะต้องทำทันที ก็คือ กม.๓๕+๕๐๐ ถึง กม.๓๖+๒๐๐ ซึ่งเป็นช่วงที่มีฟันหลอเพียง ๗๐๐ เมตร ชาวบ้านเดือดร้อนมาก🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้กรมทางหลวงขยายผิวจราจร สาย ๒๐๕๕ จากแยกหนองสองห้อง อำเภอภูเขียวไปถึงห้วยยาง อำเภอคอนสาร จาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร ซึ่งเรื่องนี้ ผมเคยหารือมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ แต่ต้องนำมาหารือซ้ำก็เนื่องจากว่าเป็นถนนสายหลัก เชื่อมระหว่างอำเภอ มีการสัญจรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถพยาบาลฉุกเฉิน จากอำเภอคอนสารจะต้องผ่านเส้นนี้ไปยังตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีการสูญเสียชีวิตหลายครั้ง🔗
เรื่องสุดท้าย ขอให้กรมทางหลวงได้ติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนทางหลวง หมายเลข ๒๐๑ จากอำเภอภูเขียวไปอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ บริเวณ กม.๑๘๙+๗๐๐ บ้านบัวพักเกวียน ตำบลกวางโจน อำเภอภูเขียว ทั้ง ๒ ฝั่งทาง เพราะว่าบริเวณนี้เกิดเหตุ บ่อยครั้งและเสียชีวิตอยู่เป็นประจำและในปีนี้ ชาวบ้านก็แจ้งมาว่าได้เกิดอุบัติเหตุ และมีการเสียชีวิตอีกแล้วในปีนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานฝากไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ผู้แทนราษฎรเขตสวนหลวง ประเวศ แขวงหนองบอน พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบต่อพี่น้อง ประชาชนด้วยกัน ๔ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ไฟสูงส่องสว่าง อุโมงค์ถนนพัฒนาการ ช่วงระหว่างซอยพัฒนาการ ๓๕ ถึง ๔๐ ซึ่งดับมาโดยตลอดและ เป็นอันตรายต่อผู้สัญจรทางรถยนต์ จึงขอให้ทางสำนักการโยธา กรุงเทพมหานครและ การไฟฟ้านครหลวงบางกะปิ เข้ามาตรวจสอบและซ่อมแซมไฟสูงส่องสว่างบริเวณดังกล่าวด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนข้ามทางรถไฟบริเวณก่อนถึงแยก Max Value พัฒนาการ เกิดการชำรุดทรุดตัว ส่งผลให้รถที่สัญจรในเวลาเร่งด่วนต้องชะลอตัว ขอให้ทางการรถไฟ แห่งประเทศไทยเข้ามาตรวจสอบและพิจารณาปรับปรุงซ่อมแซมทางรถไฟเพื่อให้การจราจร ของพี่น้องคล่องตัวขึ้นครับ🔗
เรื่องที่ ๓ สามแยกถาวรธวัช บริเวณปากซอยพัฒนาการ ๒๕ ซึ่งเป็นลักษณะ กึ่งสี่แยก แยกนี้สัญญาณไฟจราจรห้ามเลี้ยวไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนของ ผู้ใช้การจราจรและเกิดอุบัติเหตุจากการขับย้อนศรของรถอยู่บ่อยครั้ง ทั้งบริเวณ U-Turn กลับรถและบริเวณตรงทางแยก เคยเรียกร้องกับทางฝ่ายจราจร สถานีตำรวจคลองตัน แต่กว่าจะดำเนินการได้ ล่าสุดเมื่อเช้า เมื่อวานมีตำรวจจราจรท่านหนึ่งเสียชีวิตจากการขับรถ เฉี่ยวชนกันที่แยกนี้ ก็ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตไว้ ณ ที่นี้ด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ผมขอฝากไปยังฝ่ายจราจรสถานีตำรวจคลองตัน เข้ามาตรวจสอบพิจารณากำหนดสัญญาณไฟเลี้ยวและห้ามเลี้ยวให้ชัดเจน พร้อมทั้งติดตั้ง กล้องเอไอ เพื่อตรวจจับการบังคับใช้วินัยจราจรด้วยนะครับ🔗
เรื่องสุดท้าย สะพานข้ามคลองเคล็ด ซอยอุดมสุข สะพานนี้สร้างมา นานมากแล้ว เพื่อใช้แก้ไขปัญหาจราจร สร้างจนถล่มไปแล้ว ๑ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๖๕ ล่าสุด ท่านผู้ว่าชัชชาติก็ลงพื้นที่ แล้วก็ให้คำมั่นกับชาวบ้านว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านี้ อย่างไรก็ตามฝากติดตามให้ท่านผู้ว่าช่วยเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ให้เสร็จตามที่ประกาศไว้ด้วยครับ ชาวบ้านเอือมระอาเต็มทีแล้วครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคือท่านธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ดิฉันมีหัวข้อหารือต่อท่านประธานสภาไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งวันนี้มี ๒ ประเด็นค่ะ🔗
ประเด็นแรก เป็นประเด็นเรื่องราคา ของสินค้าสหกรณ์เกษตรที่ตกต่ำไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกลือ เรื่องมะนาวหรือว่าเรื่องข้าวสาร ซึ่งเมื่อวานนี้ สส. เขต ๓ ท่านอภิชาติ แก้วโกศล ได้พูดถึงเรื่องราคาข้าวไปแล้ว แต่วันนี้ ดิฉันขอพูดถึงเรื่องราคาเกลือ ดิฉันได้รับฟังปัญหาร้องเรียนจากพี่น้องชาวเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ เกี่ยวกับราคาผลผลิต ซึ่งตอนนี้ราคาเกลือซื้อขายกันอยู่ที่เกวียนละ ๘๐๐ บาท โดยมีต้นทุน ในการผลิตสูงกว่าราคารับซื้อ โดยผู้ทำนาเกลือ มีต้นทุนการผลิตสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าซ่อม เครื่องจักร ค่าจ้าง ค่าเช่านา ค่าลูกหาบเกลือ ๓๕๐-๔๐๐ บาทต่อเกวียน ซึ่งขึ้นอยู่กับ ระยะทางและมีค่าขนเกลือขึ้นรถอีก ๑๐๐ บาท รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายต่อ ๑ เกวียน อยู่ที่ ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐ บาท ซึ่งตอนนี้ราคาตลาดรับซื้อต่ำกว่าราคาผลิตเป็นอย่างมาก อยากขอให้รัฐบาลเข้ามาประกันราคาเกลือ ขอให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๒,๒๐๐ บาทต่อเกวียน ขอฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยดูเรื่องราคาเกลือให้พี่น้องชาวนาเกลือด้วยนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ขอติดตามทวงถามเกี่ยวกับโครงการปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ ชายฝั่ง ๒ จุด ซึ่งได้พูดหารือไปแล้วว่าตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง จุดที่ ๑ ตำบลบางแก้ว ตั้งแต่บริเวณหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ ถึงหน้าคลังน้ำมันตลอดแนว มีระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในระดับรุนแรง ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ทรัพย์สินของประชาชนและของทางราชการทำให้เสียทัศนียภาพ อีกทั้งยังเกิดความเสียหาย ด้านทรัพยากรทางชายฝั่งอีกด้วยและมีแนวโน้มจะทำให้มีความถี่และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จุดที่ ๒ ตำบลแหลมผักเบี้ย บริเวณหาดทรายเม็ดแรก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกน้ำทะเล กัดเซาะบริเวณหน้าชายหาดอย่างหนัก ปัจจุบันเขื่อนมีความชำรุดทรุดโทรม ไม่สามารถ ป้องกันคลื่นได้ อยากขอให้เสริมและปรับปรุงแก้ไขเขื่อนให้สามารถป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะ ไม่ให้น้ำทะเลข้ามฝั่งมายังคลองอีแอดซึ่งเป็นที่สัญจรของเรือประมง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้ชาวบ้านและชาวประมงได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ขอให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ด้วย🔗
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณกระทรวงคมนาคมที่ได้จัดสรรงบประมาณ ในการแก้ไข ปัญหาถนนโค้งหัวสะพานซึ่งเป็นปัญหาอยู่ เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นอีก ขอขอบพระคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชน วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือจำนวน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ติดตามความคืบหน้า ปัญหาการลักลอบขโมยสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุม สส. ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบส่งรายงานและข้อสังเกตของญัตติดังกล่าว ของคณะกรรมาธิการการตำรวจไปยังรัฐบาล แต่จนถึงขณะนี้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งยังมีการลักลอบขโมยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ถนนมืดเสี่ยงอุบัติเหตุกระทบผู้สัญจร เป็นจำนวนมากมานานแล้ว จึงขอติดตามทวงถามไปยังรัฐบาล กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทว่าในขณะนี้ได้มีมาตรการใดบ้างเพื่อแก้ปัญหาหรือมีแผนรองรับ สถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีและ ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้สัญจรในอนาคตครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัจจุบันคูคลองหลายสายในจังหวัดปทุมธานีตื้นเขินและมีผักตบชวา หนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลองบางขัน-เชียงราก ตั้งแต่ชุมชนคุ้งผ้าพับไปจนถึงประตูน้ำ คลองหนึ่งและคลองหนึ่ง ตั้งแต่วัดบางขันมุ่งลงใต้ไปจนถึงสะพานข้ามคลองหลังเมกาโฮม ทำให้การระบายน้ำติดขัดเสี่ยงต่อน้ำท่วมและน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็น แม้สัปดาห์ที่แล้ว จะฝาก สส. เชตวันอภิปรายไปแล้ว แต่ผมเห็นว่านี่เป็นปัญหาที่สำคัญจริง ๆ จึงขอเรียกร้อง ไปยังกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและขอให้เก็บให้เหี้ยน อย่าทิ้งเชื้อไว้ ให้ต้องมาเก็บอีกในปีหน้านะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับโครงการซ่อมสะพานข้ามทางรถไฟของแขวงทางหลวง ปทุมธานี ทล.๓๔๖ ที่ผ่านมาทำให้การจราจรติดขัดและสะสมยาวไปจนถึงถนนรังสิต-นครนายก ทั้งยังมีการเลื่อนกำหนดแล้วเสร็จและปิดช่องจราจรบ่อยครั้ง รวมถึงแสงสว่างที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้สัญจร ที่สำคัญคือตรงกับช่วงฤดูฝน และเปิดภาคเรียนซึ่งเป็นอุปสรรคและมีจราจรหนาแน่นอยู่แล้ว ก่อให้เกิดคำถามว่าก่อสร้าง ช่วงนี้เหมาะสมหรือไม่ จึงขอร้องเรียนไปยังกรมทางหลวง แขวงทางหลวงปทุมธานี รวมถึง หน่วยงานการไฟฟ้าและการประปาส่วนภูมิภาคในปทุมธานี หากมีความจำเป็นต้องเนินการ โครงการที่อาจกระทบต่อผู้สัญจรได้โปรดมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า อย่างน้อย ๑-๒ สัปดาห์ หลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้สัญจรครับ🔗
สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาของสภาอีกเล็กน้อยเพื่อประชาสัมพันธ์ กิจกรรมในปทุมธานี โดยเทศบาลนครรังสิตขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมรับชม การแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานและดื่มด่ำบรรยากาศถนนคนเดินริมคลอง รังสิตประยูรศักดิ์ระหว่างวันที่ ๑๖-๒๐ กรกฎาคมนี้ ณ ริมเขื่อนหน้าโรงเรียนชุมชน ประชาธิปัตย์วิทยาคาร ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ขอบคุณครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะประชาชนตำบลบางไผ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สภายินดีต้อนรับท่านนะครับ ต่อไปท่านศักดินัย นุ่มหนู เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคประชาชนครับ🔗
ผมขอหารือต่อท่านประธานในประเด็นสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวตราดนะครับ ที่จังหวัดตราดมีโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ๓ โครงการที่มีผลต่อเศรษฐกิจและ การดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน แต่กลับปรากฏว่าทั้ง ๓ โครงการนี้มันมีอุปสรรค ในการดำเนินงานในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่จากหน่วยงาน แล้วก็ไม่มีการบูรณาการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ โครงการนั้นมีโครงการอะไรบ้าง🔗
โครงการแรก โครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าวที่อำเภอเกาะช้าง โครงการนี้ ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว แต่ว่ายังติดขัดไม่สามารถทำได้เต็มพื้นที่ของโครงการ เนื่องจาก การที่ยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชครับ🔗
โครงการที่ ๒ ก็คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะตอที่อำเภอเขาสมิง โครงการนี้ มีความสำคัญต่อแหล่งน้ำที่จะใช้ในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนผลไม้ และที่สำคัญ โครงการนี้มีภารกิจในการที่จะช่วยป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง ในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ก็ยังติดขัดในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้ซึ่งยังไม่ได้จัดสรร ไปให้ทางหน่วยงานของกรมชลประทานนะครับ🔗
โครงการที่ ๓ ก็คือโครงการถนนสายผังเมืองตัวเมืองตราด โครงการนี้ เป็นโครงการที่ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะเป็นถนนเลี่ยงเมือง เป็นถนนออกนอกเมือง เพื่อลดการแออัดของการจราจรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ชุมชนรอบนอก แต่ก็ยังติดขัดในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ ทำไปแล้วบางส่วน ยังมี อีก ๒ กิโลเมตรกว่า ๆ ที่ยังไม่สามารถทำได้ เพราะว่ายังติดขัดในการที่จะส่งมอบพื้นที่จาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระผมจึงขอเรียนฝากไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ กระทรวงด้วยกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้เร่งรัดติดตามตรวจสอบ แล้วก็ดำเนินการส่งมอบพื้นที่เพื่อให้ทั้ง ๓ โครงการที่สำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัดตราดนั้นได้ดำเนินการไปได้สำเร็จลุล่วง ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านทิสรัตน์ เลาหพล เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ชาวบางแค หนองแขม พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอนำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ มาปรึกษาหารือดังนี้ค่ะ🔗
เรื่องแรก ปัญหาการก่อสร้าง ทางเดิน ค.ส.ล. ริมคลองกำนันเทียนตั้งแต่ซอยเพชรเกษม ๑๑๐ แยก ๑๙ ไปถึงพุทธมณฑล สาย ๓ เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ทาง ค.ส.ล. มีความยาวต่อเนื่องผ่านบ้านเรือน ของประชาชนหลายหลัง ซึ่งใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางเข้าออก อย่างไรก็ตามทางเดินในบางช่วง ยังไม่มีการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์ โดยชาวบ้านต้องใช้เพียงแผ่นไม้เล็ก ๆ พาดเพียงชั่วคราว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเป็นอันตรายต่อทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ดิฉันจึงขอฝากไปยัง สำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือเบื้องต้นระหว่างรอทำทาง ค.ส.ล. เสร็จค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาการก่อสร้างปรับปรุงซอยบางแวก ๑๓๘ บริเวณชุมชน ทองพูนพัฒนา เขตบางแค แขวงบางไผ่ สำนักงานเขตบางแคได้ว่าจ้างผู้รับเหมา ดำเนินโครงการ โดยทำร่วมกับทาง กปน. ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาวันที่ ๒๖ มิถุนายนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินงานทั้งหมดมีความล่าช้ากว่ากำหนดเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง เกิดสะสมเก่าของตะไคร่น้ำและสภาพพื้นผิวที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ไม่แน่ใจว่าผู้รับเหมาติดขัด ตรงไหนทำไมถึงทิ้งงานไว้แบบนี้ จึงขอฝากไปยังผู้ว่า กทม. สำนักงานเขตบางแค และ ผู้ว่า กปน. เร่งตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขโดยด่วนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑๐ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนำเรียนหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ เรื่องดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้ซ่อมแซมถนนเชื่อม อำเภอ เส้นทางบ้านระหอกโพธิ์ อำเภอโนนศิลา เชื่อมกับบ้านปอแดง อำเภอชนบท ระยะทาง ทั้งสิ้น ๑๑.๘ กิโลเมตร ถึงแม้ทาง อบจ. ขอนแก่นจะได้ทำการปรับปรุงแล้วบางส่วน ก็คือส่วนที่ ๒ แต่ยังเหลือส่วนหัวและส่วนท้าย ส่วนหัวที่เริ่มจากบ้านระหอกโพธิ์ แล้วก็ส่วนท้ายที่บรรจบลงที่บ้านปอแดงระยะทางรวม ๙.๗ กิโลเมตร ขอฝากท่านประธาน ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและทาง อบจ. ขอนแก่นให้ดำเนินการต่อไปด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ซ่อมแซมถนนทางเชื่อมหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น เส้นทางบ้านขอนสักเชื่อมไปยังบ้านหลุบคา ตำบลโนนศิลา อำเภอโนนศิลา ถนนเส้นนี้พี่น้องใช้เดินทางสัญจรเป็นประจำ เด็กนักเรียนใช้เดินทางไปโรงเรียน พี่น้อง ใช้ลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร ระยะทาง ๔.๓ กิโลเมตร แต่ปัจจุบันมีสภาพชำรุดเสียหาย อย่างหนัก ถึงแม้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้จัดสรรงบประมาณดูแลแล้วบางส่วน แต่ยังเหลืออีก ๒.๒ กิโลเมตรที่รอคอยการแก้ไข ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ก่อสร้างสะพานข้ามฝายน้ำล้นห้วยแอก ซึ่งเชื่อมระหว่าง บ้านโนนธาตุ ตำบลโนนธาตุ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น และบ้านหัวสะพาน ตำบลโนนเพ็ก อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เชื่อม ๒ จังหวัด ฝายน้ำล้นแห่งนี้ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ มีความยาว ๑๑๐ เมตร ในฤดูฝนน้ำจะมีมาก น้ำหลาก ไหลท่วมสูงกว่า ๕๐ เซนติเมตร ส่งผลให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ รถใหญ่ก็ไม่กล้า เพราะว่าน้ำมีความเชี่ยว อีกทั้งในอดีตเคยเกิดอุบัติเหตุรถของพี่น้องประชาชนถูกน้ำซัด ตกลงไปในลำห้วยได้รับบาดเจ็บหลายราย เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องและประชาชน ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านยอดชาย พึ่งพร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเมืองพัทยา เทศบาลเมืองหนองปรือ จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน วันนี้ผมมี ๒ ประเด็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่มาขอความเมตตาจากท่านประธานครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ด้วยมีพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ในซอยเขาตาโล ๗ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อยู่ในความรับผิดชอบ ของเทศบาลเมืองหนองปรือต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมปิดทางเข้าออกซอยนี้ มีผู้อาศัย อยู่หลายร้อยหลังคาเรือน ซอยนี้มีทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ซอยนี้เป็นจุดทางร่วมมีลักษณะ ต่ำและเป็นจุดสิ้นสุดปลายท่อระบายน้ำ น้ำไม่มีทางออกไม่มีทางไป ในส่วนของน้ำบนถนน ที่ไหลเชี่ยวมากองรวมกันไปดูคลิปนะครับ ไหลบ่าไปท่วมที่เอกชนและพัดพาเอาดินทราย ไหลบ่าเข้าบ้านเรือนประชาชนในซอยถัดไปซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า สร้างความเสียหาย เป็นวงกว้าง ชาวบ้านต้องเรี่ยไรเงินกันเองเพื่อซื้อน้ำที่เป็นรถ มาฉีดทำความสะอาด บริเวณ ที่ผมกล่าวมานี้จะมีถนนสาธารณะที่เชื่อมบริเวณนี้ไปสู่ซอยวัดบุญสัมพันธ์ ๑๔ และสามารถ เชื่อมท่อระบายน้ำกันได้ แต่ถนนเส้นนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการก่อสร้างใด ๆ และผมก็ได้ เคยหารือกับท่านประธานไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ปัจจุบันผ่านมา ปีงบประมาณแล้วก็ยังไม่ได้ทำเลยนะครับ ประเด็นนี้ผมจึงขอให้ท่านประธานประสานไปยัง ท่านรัฐมนตรีภูมิธรรม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้นสังกัดของจังหวัด ชลบุรีและท้องถิ่นเทศบาลเมืองหนองปรือ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้พี่น้อง ประชาชนได้อยู่กันอย่างปกติสุขนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ด้วยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาได้ร้องเรียนมาขอให้ช่วย ตรวจสอบการย้ายทะเบียนบ้านที่เข้ามาอยู่ในเมืองพัทยาซึ่งย้ายมาจากเทศบาลข้างเคียง ห้อมล้อมไปทั้งหมด ๕ เทศบาล ได้แก่ เทศบาลเมืองหนองปรือ เทศบาลโป่ง เทศบาล ตำบลห้วยใหญ่ เทศบาลตำบลบางละมุงและเทศบาลตำบลหนองปลาไหล เทศบาลตำบล ตะเคียนเตี้ย ทุกเทศบาลจะอยู่รอบเมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบพิเศษว่าในช่วงหลังวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ จนถึงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ว่ามีการย้ายทะเบียนบ้านแบบผิดปกติหรือไม่ ถ้าผิดปกติ ผิดอย่างไร ขอให้เทียบย้อนหลัง ไป ๒ ปีก็คือปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๖ ทุกเทศบาลที่กล่าวมามีการเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จไปแล้ว ส่วนเมืองพัทยาจะหมดวาระในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ภายใน ๔๕ วัน การกระทำแบบนี้ ถือเป็นการทำร้ายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งท้องถิ่นให้มีการเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมีความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เวียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยการหยิบยื่นผลประโยชน์ หรือบังคับขู่เข็ญ ก็ขอให้ท่านประธานประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยทำการตรวจสอบด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ พรรคกล้าธรรม วันนี้ผมขอพูดแทนพี่น้องชาวนาคนปลูกข้าวที่ตื่นตีสี่ ลุยโคลน ทนแดด ทนฝน เพื่อให้เรา มีข้าวกินทุกมื้อ วันนี้พวกเขาเหล่านี้กำลังเจอวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ปุ๋ยแพง หนี้ท่วมหัว สิ่งที่เขาขอไม่ใช่ความสงสาร แต่คือเงินเยียวยาไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เพื่อให้เขายังมีแรงยืนหยัด และลุกขึ้นสู่ต่อได้ในฤดูกาลหน้า ผมเป็นหนึ่งเสียงที่อยากสะท้อนว่าข้าวไม่รอใคร ฝนไม่รอใคร หนี้ก็ไม่รอใคร ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่ใช่แค่เม็ดเงิน แต่มันคือความหวัง คือทุนตั้งต้นของ ความมั่นคงทางด้านอาหารของคนทั้งประเทศ เพราะหากวันหนึ่งคนปลูกไม่ไหว คนกิน ก็จะเดือดร้อน และในขณะที่ชาวนาเฝ้าเพียงเงินไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เรากลับได้ยินข่าว งบกระตุ้นเศรษฐกิจของบางจังหวัด ซึ่งบาง อบต. เทศบาลได้งบ ๗๐-๘๐ ล้านบาท ในขณะที่ อีกหลาย ๆ แห่งยื่นของบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ไม่ได้เงินสักบาทมาพัฒนา แม้แต่ท่านรองนายก ภูมิธรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเหตุใดบางพื้นที่ งบท้องถิ่นถึงได้หลายร้อยล้านบาท ในขณะที่อีกหลายแห่งกลับไม่ได้การเหลียวแลทั้ง ๆ ที่เขา เสียภาษีเหมือนกัน นี่หรือครับคือความยุติธรรมของการจัดสรรงบประมาณของประเทศครับ🔗
สุดท้ายผมขอฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยว่างบประมาณโดยเฉพาะงบกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงมหาดไทย ไม่ควรถูกตีกรอบด้วยเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้ง เพราะความเดือดร้อนของประชาชนไม่มีสี ไม่มีพรรค มีแต่ความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ภัยน้ำแล้ง น้ำท่วม ที่รอคอยให้รัฐเข้ามาแก้ไขขอบพระคุณครับ🔗
จบการหารือครับ🔗
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่าน ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเพื่อเข้าประชุม จำนวน ๓๒๓ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุม ผมขอดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
สำหรับกระทู้ถามแยกเฉพาะก็จะดำเนินการพร้อมกับกระทู้ถามสดด้วยวาจา และกระทู้ถามทั่วไปในห้องนี้เช่นเดียวกัน กระทู้ถามแยกเฉพาะนั้นจะไปใช้ชั้น ๒ บริเวณ ข้างห้องประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งจะดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ ครับ🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑. นายชลัฐ รัชกิจประการ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง🔗
แต่ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ชุณหวชิร ติดภารกิจที่สำคัญ ไม่สามารถ จะมาตอบกระทู้ถามในวันนี้ได้ จึงขอเลื่อนการตอบนี้ออกไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ คุณชลัฐ ถ้ามีความประสงค์จะถามต่อไปก็เสนอมาใหม่ได้ แต่ช่วงนี้ท่านอยากจะแจ้งอะไร ก็อนุญาต ให้ได้ครับ คุณชลัฐอยู่ไหมครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ชลัฐ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ที่ท่านพิชัย ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังติดภารกิจในวันนี้แล้วขอเลื่อน ผมต้องบอกตามตรงว่าคงไม่ได้ แล้วผม อาจจะต้องขอสิทธินี้ใช้ในการอภิปราย ๑๕ นาทีเท่าเดิม เพราะว่ามันเป็นความสำคัญจริง ๆ ในเรื่องนี้ เรามีเวลาอีกแค่ ๒ สัปดาห์ ที่ภาษีของทรัมป์จะบังคับใช้แล้ว แต่ว่าท่านยัง ติดภารกิจ ผมก็ไม่แน่ใจว่าให้เกียรติสภาแห่งนี้หรือเปล่า ที่ต้องมาสื่อสารกับประชาชนกับ ทุกวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานจะให้สิทธินี้ไหมครับ🔗
เนื่องจากว่า รัฐมนตรีท่านติดภารกิจที่สำคัญ แล้วก็เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้แจ้งมา ว่าติดภารกิจสำคัญที่ไม่อาจจะเลื่อนได้ ก็ขอมาตอบกระทู้ถามสดในภายหลัง ซึ่งผมเข้าใจ ที่คุณชลัฐบอกว่าเรื่องที่คุณชลัฐจะถาม เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ แล้วก็เป็นปัญหา ของบ้านเมือง ซึ่งควรจะได้ตอบในวันที่มีกระทู้ถามสด ถ้าตอบในภายหลังก็อาจจะไม่ทัน กับสถานการณ์ ผมเข้าใจครับ แต่เนื่องจากข้อบังคับที่มีอยู่ ข้อ ๑๕๑ ก็บอกว่าถ้ารัฐมนตรี ติดภารกิจ จะขอเลื่อนไปได้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอว่าท่านแจ้งมาแล้วกันว่าที่ท่านจำเป็น ต้องถามมันเดือดร้อนอย่างไร มันเป็นเรื่องอย่างไร ผมอนุญาตให้ท่านพูดได้เล็กน้อย แต่ว่าไม่ใช่ถามเพื่อให้รัฐมนตรีตอบ ๓ รอบตามข้อบังคับ อันนี้เราปฏิบัติมาอย่างนี้โดยตลอด เพราะข้อบังคับบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ถ้าไม่สามารถ จะมาตอบหรือมอบให้ผู้อื่นตอบได้ก็ขอให้เลื่อน แต่ต้องมีหนังสือแจ้งสภา อันนี้ก็แจ้งมาแล้ว แต่ก็บอกว่าจะตอบเมื่อไร แต่กระทู้ถามสดจะไปบอกว่ามาคราวหน้า คราวต่อไปสถานการณ์ มันจะเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นกระทู้ถามสด ถ้าเลื่อน ก็เลื่อนไปเลย แล้วก็ถ้ายังเป็นที่สนใจ ผู้ถามจะถามใหม่ในคราวหน้าก็มาเข้าคิว เหมือนที่เราปฏิบัติวันนี้ เพราะเป็นเรื่องกระทู้ถามสด แต่ถ้ากระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามแยกเฉพาะเลื่อนไปคราวหน้า คราวโน้น เดือนหน้า เดือนนี้ อันนั้นสถานการณ์ไม่เป็นอะไร ฉะนั้นตอนนี้อนุญาตให้ท่านชลัฐพูดสิ่งที่ท่านคิดว่ามีความจำเป็น แล้วก็ประชาชนเขาต้องการคำตอบ เชิญครับ🔗
ขอบคุณมากครับท่านประธาน เรียนท่านประธานอย่างนี้ ตั้งแต่ ครม. ชุดใหม่นี้ตั้งขึ้นมา เรื่องของภาษีทรัมป์มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน แล้วการที่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าวันพุธ วันพฤหัสบดีให้รัฐมนตรี ที่เป็น สส. มาทำงานที่สภา ท่านว่าการครับ ท่านมอบใครก็ได้ ประชาชนจะไม่มีกินอยู่แล้ว ทำไมแค่นี้ท่านมอบไม่ได้หรือครับ ให้คนอื่นมาตอบแทนสิครับ เมื่อไรจะสื่อสารกับประชาชน ครับว่าประเทศจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมถามหน่อย ตอนที่ท่านพิชัยท่านออกสื่อว่ามันเป็น บรรยากาศที่ดี บรรยากาศที่ดีอย่างไรหรือครับ สุดท้ายกลับมา ๓๖ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ท่านบอกว่าท่านเปิดรายละเอียดที่การเจรจาไม่ได้ แล้วคนจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเดินไป ทางไหน ต้องทำอะไร ทุกวันนี้ประชาชนทั้งประเทศตาบอดไปหมดแล้ว ทำอะไรไม่เป็นเลย คาดการณ์ก็ไม่ได้ หุ้นทุกวันนี้หลุด ๑,๑๐๐ จุดอยู่แล้ว ผู้ประกอบการก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แรงงานก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่งออกจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ท่านพิชัยไม่ต้องมาตอบผมวันนี้ก็ได้ แต่ผมขออย่างเดียว ขอให้ท่านพิชัยพูดความจริงกับประชาชนสักที แล้วก็แถลงกับประชาชน ว่าสิ่งที่ท่านไปเจรจาในเรื่องของภาษีทรัมป์ มีอะไรบ้าง แล้วในทีมเจรจาของท่านไม่มี ฝ่ายความมั่นคงด้วยซ้ำ ผมไม่แน่ใจว่าการที่ท่านนายกไม่ยอมรับว่ามันมี Deal ลับเราจะต้อง สูญเสียอธิปไตยของเราหรือสูญเสียอะไรไปอีก มันก็มีข่าวลือนะครับ🔗
ครับ เอาเฉพาะ กระทู้ถามสดที่ท่านจะถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมคิดว่าพอสมควรครับ ในคราวที่แล้วรัฐมนตรีที่จะตอบกระทู้ถามสดก็มาทุกคน ผมยังชมเชยไปเลย แต่ว่าคราวนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็แจ้งติดภารกิจตามข้อบังคับ เลยต้องปล่อยให้ผู้ที่ถาม กระทู้ถามสดได้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นพอสมควร ผมคิดว่าคงจะพอสมควรนะครับ คุณชลัฐ ส่วนท่านรัฐมนตรีก็อยากจะเรียนว่าอยากจะขอให้มา ทั้งกระทู้ถามสด กระทู้ถาม ทั่วไป ทางสภาได้เตรียมห้องสำหรับท่านรัฐมนตรี ห้องทำงานรัฐมนตรีเพิ่มเติม ท่านจะนัด เจ้าหน้าที่มา Brief งานของท่านที่สภาได้เพิ่มอีกห้องหนึ่ง เดิมมี ๑ ห้อง เป็น ๒ ห้อง ถ้าเกิดไม่พอขออีก สภาก็จะพยายามจัดให้เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้มาทำงานในวันพุธ วันพฤหัสบดีที่สภา อย่างน้อยก็สักครึ่งวัน ถ้ามีภารกิจจะได้กลับไป เพราะว่าสภากับรัฐบาล ต้องทำงานร่วมกัน สส. ก็ต้องถามกระทู้ท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประชาชน เหมือนที่คุณชลัฐกำลังถามอยู่ในวันนี้ก็เป็นที่สนใจ ถ้าท่านรัฐมนตรีมาตอบก็จะได้กระจ่าง ขอบคุณท่านชลัฐ ไว้ถ้าเผื่อสถานการณ์ยังสามารถจะถามในวันพฤหัสบดีหน้า ก็มาถาม อีกครั้งหนึ่งนะครับ🔗
ท่านประธานขออีกนิดหนึ่งครับ🔗
เชิญครับ🔗
ที่ท่านประธานชมเมื่อสักครู่นี้ ดีก็ดีเป็นที ๆ ครับ สัปดาห์ที่แล้วก็ดี แต่สัปดาห์นี้ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรเหมือนกัน แค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ คุณชลัฐครับ ต่อไปกระทู้ถามสดที่ ๑.๒ เป็นกระทู้ของว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมที่จะตอบแล้ว ขอเวลานิดเดียวนะครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับคณะนักเรียนและครูโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ๓ ชนะสงสารวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับ ขอขอบคุณที่มาเยี่ยมสภา เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิป ฝ่ายค้าน อยากจะขอหารือท่านประธานสักครู่เดียวในกรณีเกี่ยวกับกระทู้ถามสดที่ท่านรัฐมนตรี บางท่านอาจจะไม่ได้มาตอบ เรื่องมา ไม่มา ทำหน้าที่ ไม่ทำหน้าที่ เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ผมอยากจะ ขอความกรุณาท่านประธานแบบนี้ว่าท่าน สส. ที่ตั้งกระทู้ถามสด ก็เป็นเรื่องด่วนและ เป็นเรื่องจำเป็น ผมก็อยากให้ท่านประธานให้เวลาท่าน สส. ได้อธิบายพอสมควร เมื่อสักครู่นี้ ท่านชลัฐได้พูดไปนิดเดียวเอง ผมคิดว่าถ้าให้โอกาสท่านชลัฐอีกสักหน่อย ได้อธิบายว่า เรื่องนี้สำคัญอย่างไรที่รัฐมนตรีจะต้องมาตอบ เพราะอย่างไรก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอยู่แล้ว ผมว่าถ้าให้กันสัก ๔ นาที ๕ นาที ๗ นาทีก็คงเสียเวลาสภามากเกินไปครับ🔗
ก็ผมดูเหมือนว่า ดูเหมือนคุณชลัฐจบประเด็นแล้วที่จะถามความเดือดร้อน เลยคิดว่าก็พอ ผมเลยถามคุณชลัฐ ว่าถ้าพอก็ขอบคุณ พอดีคุณชลัฐก็ไม่มีปัญหาอะไร คือเราอยากจะเปิดโอกาสนะครับ ท่านปกรณ์วุฒิ เราเปิดโอกาสให้ เพื่อจะให้รัฐมนตรี จะได้มีความรู้สึกว่าการไม่มา ก็เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าเป็นกระทู้ถามสด เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนสนใจ และเป็นสถานการณ์ที่ควรจะพูดกันในวันนี้ ถ้ามาวันหลัง สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ก็จะพยายาม ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็พยายามมา คราวที่แล้วก็มาทุกท่าน แต่วันนี้ท่านรัฐมนตรี ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ว่ารู้จากหนังสือว่าท่านติดภารกิจที่สำคัญที่ไม่อาจจะมาตอบกระทู้ถามสด ก็เป็นไปตามข้อบังคับที่พวกเราเขียนขึ้นเองใน ข้อ ๑๕๑ ว่าท่านรัฐมนตรีก็สามารถ จะขอเลื่อนได้ แต่ผมก็อนุญาตให้พูดแล้วนะครับ คุณชลัฐยังมีอะไรอีกไหม คุณปกรณ์วุฒิ อยากจะให้ท่านพูด แต่คิดว่าถ้าครบถ้วนก็น่าจะเพียงพอ เพราะรัฐมนตรีจะตอบกระทู้ถาม ต่อไปนะครับ🔗
ขออนุญาตครับ ท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาตครับ ผม ปกรณ์วุฒิ ขอบคุณท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ประเด็น เฉพาะเจาะจง เฉพาะครั้งนี้ เพราะผมก็ต้องขอพูดตามตรงว่าในหลาย ๆ ครั้งเพื่อนสมาชิก ที่ท่านรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ถาม ผมพูดตรง ๆ เลยว่าถูกขัดจังหวะโดยท่านประธาน จนสมาชิกเขาต้องยอมหยุดเอง ผมคิดว่าถ้าท่านจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูด โดยใช้เวลา แค่พอสมควร ผมก็คิดว่าแต่ละท่าน ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่มาตอบ เขาก็ใช้เวลาสักประมาณ ๔-๕ นาทีเท่านั้นครับท่านประธาน แต่ในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ท่านสมาชิกถูกท่านประธานขัดจังหวะและให้จบก่อน ทั้ง ๆ ที่ประเด็นมันก็เป็น ประเด็นสำคัญ แล้วก็เป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศที่ประชาชนจับตามองอยู่จริง ๆ ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ คือประเด็นอย่างนี้ ผมก็อยากให้พูด แต่ถ้าพูดไปมันนอกกระทู้ถามหรือกระทบไป ไม่เป็นไป ตามข้อบังคับ อีกฝ่ายหนึ่งประท้วงประธาน ผมก็กลัวว่าประท้วงไปประท้วงมา แต่วันนี้ก็ไม่มี อีกฝ่ายหนึ่งประท้วงก็ดำเนินการได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ท่านสังเกตไหมที่ผมต้องขอว่า ขอให้เพียงพอแล้ว เพราะว่าฝ่ายหนึ่งยกมือประท้วง ๒-๓ คน ก็บอกว่าเมื่อได้รับแจ้งแล้ว ข้อบังคับก็บอกให้รัฐมนตรีเลื่อนไปได้ ก็เป็นไปตามนั้น แต่วันนี้ต้องขอบคุณ เมื่อไม่มี การประท้วงผมก็ไม่กังวลใจ ก็อยากจะให้แสดงความรู้สึก แต่ขอให้เป็นประเด็นของ กระทรวงการคลังที่รัฐมนตรีไม่ตอบ ไม่ใช่เอาปัญหามาเลย ที่รัฐมนตรีไม่ตอบ ท่านมีความรู้สึกว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร คุณปกรณ์วุฒิก็คงพอนะครับ จะได้ดำเนินการต่อ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน🔗
ได้ครับ เชิญครับ🔗
ผมคิดว่าในโอกาส ต่อไปผมก็อยากจะขอความกรุณาให้ท่านประธานเปิดโอกาสให้สมาชิก ถ้าเพื่อนสมาชิก ฝั่งรัฐบาลเองหรือว่าฝั่งไหนเองไม่ได้ประท้วง ผมคิดว่าท่านประธานปล่อยก่อนก็ได้ครับ แล้วถ้าถูกประท้วง ท่านประธานมีอำนาจวินิจฉัยอยู่แล้ว ท่านประธานไม่จำเป็นต้องประท้วง ผู้จะอภิปรายเองครับ ผมก็ขอความกรุณาท่านประธานในครั้งต่อไป ให้เปิดโอกาส ให้ท่านสมาชิกนิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะ🔗
แค่นี้ละครับ ท่านรัฐมนตรีไม่ต้องประท้วงแล้วครับ🔗
ได้ คือผมเอง ก็อยากให้คนถามกระทู้ถาม ได้ถามกระทู้ถาม เพื่อให้รัฐมนตรีได้มาตอบ แต่ถ้าผิดข้อบังคับไป ก็มีการประท้วง ผมก็จำเป็นต้องรักษาข้อบังคับ เมื่อสักครู่ยกมือประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันก็ต้องขออนุญาตประท้วงทางท่านประธานเอง ท่านเอง ได้ทำหน้าที่ ได้พิจารณา แล้วก็ได้วินิจฉัยแล้วในเรื่องของการถามกระทู้ถามสด แล้วก็ ท่านได้เปิดโอกาสให้กับทางสมาชิกที่ตั้งกระทู้ถามให้ได้พูดในเรื่องของข้อซักถามที่ต้องการ จะสอบถามท่านรัฐมนตรี แต่ท่านเองก็วินิจฉัยแล้วว่าสิ่งที่ท่านผู้ตั้งกระทู้ถามไม่ได้ถามในสิ่งที่ เป็นประเด็นที่ตั้งกระทู้ถามมาเลย ท่านจึงวินิจฉัยให้หยุดได้แล้ว เพื่อที่จะไม่ให้เป็นการเสียเวลา ของสภา ดิฉันคิดว่าท่านได้วินิจฉัยอย่างถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขอให้ท่าน ได้ดำเนินการการประชุมต่อไป เพื่อที่เราจะได้ใช้เวลาของสภาที่มีความสำคัญนี้พิจารณา เรื่องที่สำคัญต่อไปด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานคะ🔗
คิดว่า น่าจะเพียงพอนะครับ เพราะว่ายังเหลืออีกประเด็นหนึ่ง🔗
ไม่ได้ค่ะ ประเด็นนี้ ไม่ได้เลยค่ะท่านประธาน ขออนุญาตประท้วงค่ะ🔗
เชิญครับ เฉพาะเรื่องที่มันพาดพิง🔗
ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทย จังหวัดอุบลราชธานี ดิฉันขออนุญาตท่านประธานประท้วง ในข้อบังคับ ข้อ ๙ ในการควบคุมการประชุม เมื่อสักครู่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นมา สอบถามท่านประธานในประเด็นเรื่องเพื่อนสมาชิกด้วยกันในการถามกระทู้ถาม และเมื่อสักครู่ก็มีทางเพื่อนสมาชิกทางฝั่งรัฐบาลได้ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าท่านประธาน วินิจฉัยแล้ว ท่านประธานยังไม่ได้วินิจฉัยเลยนะคะ และท่านยังไม่ได้ให้เวลาที่ผู้ถามกระทู้ ได้เข้าเนื้อหาในการอธิบาย ท่านเพียงแต่สอบถามว่าท่านชลัฐมีอะไรจะกล่าวหรือไม่ ในสภาแห่งนี้ในขณะที่รัฐมนตรีไม่ยอมมา แล้วก็ไม่ยอมมอบท่านรัฐมนตรีคนอื่นมา เพราะฉะนั้นในเรื่องการวินิจฉัย ท่านยังไม่ได้วินิจฉัยค่ะ ท่านยังไม่ได้บอกให้ท่านชลัฐพอ และท่านชลัฐไม่ได้บอกว่าผมจะพอเท่านี้ ท่านบอกว่าขอเวลาท่านอีกสักครู่หนึ่ง ซึ่งท่าน บอกว่าผมคิดว่าพอแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นการคลาดเคลื่อนในการบอกกันค่ะ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอประท้วงว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานไม่ได้วินิจฉัยอะไรเลยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ครับ ขอบคุณ คิดว่าคงมีการเพียงพอ ถูกต้องทั้ง ๒ ฝ่าย พอนะครับ ถูกต้องทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งผู้ประท้วง ทั้งผู้ที่แย้งขึ้นมา ถูกต้องแล้ว เราเดินหน้าต่อไปดีกว่าครับ เป็นกระทู้ถามสดของคุณสมชาติ เตชถาวรเจริญ เชิญคุณสมชาติครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สภาพการท่องเที่ยวในปีนี้ของประเทศไทยซบเซาลงมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหตุเพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในความสามารถของรัฐบาล ที่บังคับใช้กฎหมายปราบปราม แก๊งค้ามนุษย์ จนจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของเรานั้น ลดลงไปไม่ถึงครึ่ง แล้วครับท่านประธาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงได้จัดสรรงบประมาณ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ ประท้วงหรือครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทยครับ ผมประท้วง ท่านประธานสักนิดครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ กระทู้ที่ ๑.๑.๑ ยังไม่จบนะครับ และท่านประธาน ก็ยังไม่เข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๑.๑.๒ กระทู้ถามที่ ๒ แต่เพื่อนสมาชิกก็ได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ทั้งที่ท่านประธานยังไม่เข้าสู่ระเบียบวาระ เราต้องทำให้จบเป็นระเบียบวาระครับ ๑.๑.๑ กำลังพูดกันอยู่และท่านชลัฐก็ยังมีประเด็นที่จะต้องใช้เวลาในสภาแห่งนี้ เพื่อสะท้อน ให้เห็นว่าวันนี้ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นแบบไหนและท่านรัฐมนตรีไม่รับผิดชอบต่อสภา เพราะอะไร เมื่อวานนี้ประสานกันนอกรอบ ท่านว่าท่านจะมาครับ แต่วันนี้บอกไม่มา แล้วทำไมไม่มอบรัฐมนตรีช่วยว่าการละครับ ท่านจุลพันธ์ก็อยู่สภา ท่านก็มอบสิครับ ผมเชื่อว่าท่านชลัฐยังมีคำถามที่จะต้องถาม เมื่อไม่มีรัฐมนตรีตอบ ก็สามารถที่จะโปรยคำถามได้ เหมือนอย่างทุกครั้งที่ท่านประธานอนุญาตให้สมาชิก เวลาที่รัฐมนตรีไม่มาตอบก็สามารถ ที่จะให้สมาชิกได้มีเวลาอธิบายให้ท่านประธานฟังว่ากระทู้ถามนั้นมีความสำคัญแบบไหน ท่านประธานต้องเปิดโอกาสให้ท่านชลัฐได้อภิปรายครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านภราดร ผมได้เปิดโอกาสแล้ว แล้วก็ได้ปิดกระทู้ถามสดที่ ๑.๑ แล้ว เมื่อสักครู่ ก็ขึ้นว่าเป็นกระทู้ถามสดที่ ๒ เพียงแต่ผมไม่ได้อ่านว่ากระทู้ถามสดที่ ๒ ซึ่งถามท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว แล้วผมก็ยังบอกว่ารัฐมนตรีมาแล้ว ขอเชิญผู้ถามต่อได้ เราก็ดำเนินการตามนี้ ขอบคุณครับ เป็นอันว่ามันเข้ากระทู้ถามที่ ๒ แล้ว ผมไม่อนุญาตแล้ว ผมไม่อนุญาตนะครับ ขอจริง ๆ ครับ ผมก็พยายามที่จะให้โอกาสทุกฝ่าย แต่เมื่อมันเข้ามา ในกระทู้ถามแล้ว ก็จะไปข้ามกระทู้นี้ไม่ได้ครับ ขอให้ดำเนินการครับ ท่านสามารถจะถามได้ ๓ ครั้ง เชิญครับ🔗
๒. ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถามท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาพร้อมที่จะตอบแล้ว🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ สภาพการท่องเที่ยวในปีนี้ของประเทศไทยซบเซาลงมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหตุก็เพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในความสามารถของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายปราบปราม แก๊งค้ามนุษย์จนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของเรา ลดลงไปไม่ถึงครึ่ง จนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดสรรงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท มาดำเนินการโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จำนวน ๑,๗๕๐ ล้านบาท จวบจนถึงวันนี้ ผ่านมา ๑๖ วันแล้ว มีการใช้สิทธิห้องพักไปแล้ว ๑๕๘,๓๘๓ สิทธิ หรือเฉลี่ยตกวันละ ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ สิทธิ ซึ่งต่ำกว่าที่คาด เหตุก็เพราะอะไรครับ เหตุจากรัฐบาลทำงานไม่เป็น ขาดความรู้ความสามารถในการออกแบบโครงการ การสร้าง Application ให้ใช้งานได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เป็นโครงการที่รัฐบาลไม่เคยทำมาก่อน จึงไม่ควรที่จะก่อให้เกิดปัญหามากมาย ขนาดนี้ เพราะโครงการนี้จริง ๆ แล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับโครงการที่ผ่านมา ก็คือโครงการ เราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาลที่แล้ว แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะพัฒนา Application ใหม่ ตัวใหม่ โดยอ้างว่าเพียงเพื่อต้องการข้อมูลนักท่องเที่ยว ทั้ง ๆ ที่ ททท. อย่าลืมนะครับว่า ททท. เป็นผู้ว่าจ้าง ในการพัฒนา Application สามารถระบุเงื่อนไขให้ผู้รับจ้างส่งมอบข้อมูล นักท่องเที่ยวได้อยู่แล้วใน TOR ข้ออ้างนั้นจึงฟังไม่ขึ้นครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร หลังจาก การเปิดตัวโครงการไปเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา พบว่าทั้งภาคประชาชนผู้ใช้สิทธิ ทั้งผู้ประกอบการต้องประสบเจอปัญหามากมายจากการที่รัฐบาลวางแผนการทำงานกันไม่เป็น เช่น การลงทะเบียนของประชาชนมีขั้นตอนเยอะแยะ ลงทะเบียนยาก เว็บไซต์ล่ม การสื่อสาร ชื่อ Domain Web Site ผิดพลาด ประชาชนไม่ได้รับรหัส OTP ทาง e-Mail ติดต่อ Call Center ก็ไม่ได้ รวมถึง App ค้างบ่อย เพราะอะไรครับ ก็เพราะระบบ ThaID นี่เอง ของกรมการปกครอง ที่ไม่รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากพร้อม ๆ กัน จนประชาชนหลายท่านหมดความพยายาม หมดความอดทน จนล้มเลิกความตั้งใจในการเข้าร่วมโครงการไปเลยก็มี และเมื่อโรงแรม ทำการจองผิดพลาด ประชาชนจึงไม่ได้โอนชำระเงินให้กับโรงแรม แต่ระบบกลับไม่คืนสิทธิ ให้ประชาชนไปใช้สิทธิจองใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือเสียสิทธิไปเลย การอนุมัติผู้ประกอบการ เข้าระบบและการอนุมัติแก้ไขราคาก็เป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ต้องสูญเสียโอกาสในการขายห้องพัก🔗
ถัดมาครับ ผมต้องเน้นย้ำ รัฐบาลขาดความรู้ ขาดความเข้าใจตลาดการท่องเที่ยว ภายในประเทศอย่างสิ้นเชิง จนถึงกระทั่งมีการนิยามความหมายของคำว่า วันหยุด กับวันธรรมดาที่ไม่มีความเหมาะสมเลยครับ เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากช่วงที่ มีนักท่องเที่ยวคนไทยเข้าพักโรงแรมเป็นจำนวนมากนั้น ปกติแล้วเราทราบกันดี คือ คืนวันศุกร์และวันเสาร์ แล้วรัฐบาลต้องไปเร่งกระตุ้นการเข้าพักที่คืนวันอาทิตย์ถึง วันพฤหัสบดี แต่รัฐบาลกลับไปเร่งกระตุ้นการเข้าพักที่คืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์🔗
ถัดมาครับ รัฐบาลขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการตั้งราคาขายของโรงแรม ไม่มีความเข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันการกำหนดราคาขายโรงแรมจะเป็นราคาตามขั้นบันได ตามอัตราการเข้าพัก เหมือนกับสายการบินหรือที่เราเรียกกันว่าการทำ Dynamic Pricing แต่ Application ของโครงการบังคับให้โรงแรมล็อกราคาไว้คงที่ตามชนิดของห้องพัก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการล็อกราคาและการให้คำนิยามวันธรรมดากับวันหยุดที่ไม่เหมาะสม ก็คือเกิดการร้องเรียนจากประชาชนว่าราคาขายห้องพักในโครงการสูงกว่าที่โรงแรม Application จองห้องพักอื่น ๆ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าโรงแรมตั้งราคาขายในโครงการ สูงเกินจริงและไม่คุ้มค่า🔗
ถัดมาครับ Application ของโครงการผิดพลาด อนุญาตให้จองห้องพักครั้งละ ๒-๓ ห้องในคืนเดียวกันได้ แต่เงื่อนไขโครงการนั้นจริง ๆ แล้วไม่อนุญาตให้จองเกินกว่า ๑ ห้อง ในคืนเดียวกัน จนทำให้ประชาชนถูกยกเลิกการจองห้องพักในเวลาต่อมา เป็นการสร้างความสับสน ให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรม ไม่รู้ว่าได้รับเงินจากรัฐครบถ้วนหรือไม่ ในกรณีที่ลูกค้าได้ Check Out ออกจากโรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังพบว่ามีการโพสต์ ลง Social Media ว่ามี Password ของผู้ใช้งานหลุดออกมา ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริง หรือไม่ ผมจึงขอตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดังต่อไปนี้🔗
ข้อที่ ๑ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ปีเดียว รัฐบาลชุดนี้ขยันทำ App ออกมามากครับ โดยมีคำของบประมาณทำ App ใหม่จากหน่วยงานรัฐมากกว่า ๔,๒๐๐ ล้านบาท แต่ App รัฐที่คนไทยรู้จัก กลับมีไม่ถึง ๑๐๐ ตัว App ส่วนมากไม่มีคนใช้ ถูกทิ้งร้างกลายเป็น App ผี ทั้งที่ใช้งบจริง ทำจริง ตรวจรับจริง แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือประชาชนไม่เคยได้ใช้จริง จึงขอสอบถามท่านรัฐมนตรีครับว่าเหตุใดท่านจึงไม่ไปใช้ ธนาคารกรุงไทยทำโครงการนี้ต่อ ซึ่งมันมี Application นี้อยู่แล้ว รวมทั้งประชาชน และผู้ประกอบการเอง ต่างก็เคยติดตั้ง Application เป๋าตังและถุงเงินอยู่ในมือถือพวกเรานี้ เรียบร้อยแล้ว และมันทำให้เกิดความสะดวกประกอบกับรัฐบาลจะได้ประหยัดงบประมาณ ในการพัฒนา Application ได้เป็นจำนวนมหาศาลหรือหากท่านรัฐมนตรีกังวลเรื่องการส่งต่อ ข้อมูล ท่านก็สามารถไประบุใน TOR ได้อยู่แล้วครับ🔗
คำถามข้อที่ ๒ ผมได้มีโอกาสเข้าไปค้นข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทำ Application โครงการนี้ ใน www.tat.or.th/th/procurement รวมถึงของกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาก็ไม่พบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้หรือเว็บไซต์ไม่ได้ Update หรือเป็นเพราะ ใช้ชื่อโครงการเป็นอย่างอื่นหรือใช้หน่วยงานภาครัฐอื่นเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างหรือให้ผู้รับจ้าง ทำงานไปก่อนแล้วไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังหรือไม่ อย่างไร ผมขอให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยตอบและช่วยชี้แจงด้วย รวมทั้งขอทราบด้วยครับว่าเม็ดเงินงบประมาณในการจัดซื้อ จัดจ้างทำ Application สำหรับโครงการนี้ว่าใช้เงินไปจำนวนทั้งสิ้นกี่บาท🔗
คำถามข้อที่ ๓ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงหน่วยงานภายใต้ การกำกับมีการสร้าง Application ไปแล้วทั้งหมดกี่ App ลงเงินงบประมาณรวมทั้งหมด ไปแล้วเป็นเงินกี่บาทและมีการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีผู้ใช้งานมากขนาดไหน🔗
คำถามข้อที่ ๔ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย กรณี Application ทำงานผิดพลาด โดยเฉพาะที่อนุญาตให้จองโรงแรมได้เกินกว่า ๑ ห้องต่อคืนและลูกค้า ได้ทำการเข้า Check In เข้าพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะไม่โยนภาระ ความเสียหายนี้ไปให้กับผู้ประกอบการและประชาชนผู้ใช้สิทธิโดยทุจริตเป็นผู้รับผิดชอบ ความผิดพลาดของพวกท่านนะครับ🔗
คำถามข้อที่ ๕ มีการกำหนดวิธีชำระเงินของประชาชนโดยให้โอนผ่าน App ธนาคาร แล้ว Upload สลิปโอนเงินเข้ามาในระบบ ปรากฏว่าผมไปตรวจพบว่า เราสามารถที่จะ Upload รูปภาพหรือกระทั่งไฟล์อะไรก็ได้เข้ามาแทนที่สลิปได้เลย โดยที่ระบบไม่มีการตรวจสอบแม้แต่นิดเดียว ตรงนี้ละครับ ทำให้เป็นช่องว่างที่จะทำให้เกิด การทุจริตโดยฮั้วกัน ส่งสลิปปลอมเข้าไปในระบบ เพื่ออะไรครับ ก็เพื่อรับเงินอุดหนุน จากภาครัฐโดยที่แท้จริงแล้วไม่ได้มีการโอนเงินกันจริง ๆ เลย ผมจึงขอตั้งคำถาม และสอบถามท่านรัฐมนตรีถึงมาตรการการป้องกันการทุจริตของโครงการและผู้ที่จะออกมา รับผิดชอบที่ไม่ปกปิดช่องโหว่ของระบบหากเกิดการทุจริตขึ้นว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น🔗
คำถามข้อที่ ๖ Application นี้ จะใช้งานได้อย่างเสถียรเมื่อไร สามารถขยาย ขีดความสามารถระบบ ThaID ของกรมการปกครอง จนรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลได้อย่างเพียงพอหรือไม่ อย่างไร ผมขอทราบรายละเอียด ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมชาติจากจังหวัดภูเก็ต ที่ได้ตั้งกระทู้ถามในข้อห่วงใย ขออนุญาตใช้เวทีสภาแห่งนี้ กราบขอโทษพี่น้องประชาชนอีกครั้งในเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า การที่ท่านสมาชิกเองได้เอาตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนมาผูกพันกับคำถามของท่าน อย่างแรกคือมันคนละเรื่องกันเลย เที่ยวไทยคนละครึ่งเป็นนโยบายที่ออกมาเพื่อจะกระตุ้น ไทยเที่ยวไทย คนที่จะใช้สิทธิได้ต้องมีบัตรประชาชนคนไทยเท่านั้น คนละเรื่องกับตลาดจีน แต่ไม่เป็นไร ก่อนอื่นต้องบอกว่าโครงการที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ยังมีคดีค้างกับผู้ประกอบการ พี่น้องประชาชน ที่ได้รับหมายในเรื่องของการทุจริตเกิดขึ้น ๑,๓๐๐ กว่าคดี สิ่งที่พวกเราอยากที่จะให้ทำ อยากที่จะให้เกิด คือเราต้องมีฐานข้อมูลของ นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เพื่อการวางแผน การวางยุทธศาสตร์ในการ ท่องเที่ยวต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถามมา ทำไมไม่ใช้ App เก่า ทำไมไม่ใช้ฐานข้อมูลจากกรุงไทย อย่างแรกคือ MOU ที่ผ่านมา ในโครงการเก่า ผมไม่ทราบว่าทำอย่างไร แต่ ณ ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะไปผูกพันอะไรกับธนาคารธนาคารหนึ่งที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ผมว่า เป็นการปิดกั้นธนาคารต่าง ๆ ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง อย่างที่ ๒ ก็คือวันที่เปิดให้ ลงทะเบียนวันแรก แน่นอนครับพี่น้องประชาชนยังสับสน อันนี้ผมได้มีการต่อว่า แล้วก็ มีการตั้งคณะกรรมการสอบขึ้นมาแล้วว่าทำไมพี่น้องประชาชนถึงสับสน เพราะโครงการนี้ ไม่ได้เหมือนกับโครงการที่ผ่านมา ที่ผ่านมาเราเปิดให้พี่น้องประชาชนลงทะเบียน ใช้สิทธิ ๕๐๐,๐๐๐ สิทธิ ปิดการลงทะเบียนทันที แล้วต้องมีการจองภายใน ๓ วัน ไม่จอง ถือว่าหมดสิทธิ แต่ครั้งนี้เราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ เราต้องการที่จะให้คนที่มีแผน และพร้อมที่จะเที่ยวทันทีได้มีการซื้อ ได้มีการจอง ได้มีการจ่ายเงิน นั่นคือสิ่งที่แตกต่าง ๕๐๐,๐๐๐ สิทธิลอยอยู่บนอากาศครับ จริง ๆ แล้วผมได้มีการบอกกับทาง ททท. ไปด้วยซ้ำ ว่าถ้าใช้ระบบนี้ จริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนไม่ต้องเสียเวลามานั่งยืนยันหรือว่าแสดงตัวตน กับสิทธิ หรือว่าเข้าระบบเลย มาเน้นในเรื่องของปลายทางก็คือผู้ประกอบการ แล้วก็ การจ่ายเงินของ ททท. ไปให้ผู้ประกอบการ เพราะคนไทยทุกคนควรมีสิทธิครับ ทุกคนมีบัตรประชาชนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเรียนให้ทราบว่ามีคดีค้างอยู่ ๑,๓๐๐ กว่าคดี แน่นอนครับ ทุกกระทรวง ทุกทบวง กรม ทุกหน่วยงานต่าง ๆ ต้องการที่จะปกป้อง แล้วก็ป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น นี่คือที่มาของว่าทำไมเราต้องลงทะเบียน ทำไมเราต้องไปผ่าน ThaID ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมก็ต้องบอกว่า ThaID เองวันนั้นล่ม ตั้งแต่ ๗ โมง เราเปิดให้ลงทะเบียน ๘ โมงเช้า พอรู้ปัญหาก็สั่งให้ Bypass ทันที พี่น้องประชาชนที่จองโรงแรมก็ไปยืนยันสิทธิ แล้วก็ยืนยันตัวตนใน ThaID ภายหลัง ต้องบอกอย่างนี้ว่า พอผ่านมามันก็มีปัญหาในเรื่องของการส่ง OTA กลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชน ที่ใช้ Google ใช้ Gmail เราไม่ได้แจ้ง Gmail ไว้ก่อนว่าจะมี Traffic เข้าไปขนาดนี้ พอเข้าไปเยอะ ตัวเอไอของ Google เอง เขาก็ Detect ว่ามันเป็น Scam เขาก็เลยปิดระบบ แล้วก็ ค่อย ๆ ทยอยปล่อยออกมาเรื่อย ๆ เราก็มีการประสานไปยัง Google ทันที แล้วก็วันแรก ที่มีการเปิดลงทะเบียน มีผู้ที่ใช้ Gmail ผ่านการลงทะเบียนมาได้แค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน วันที่ ๒ เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็แก้ปัญหาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้ายผมลงไปสั่งการ ด้วยตนเองในการที่จะขอปิดระบบการลงทะเบียน ณ วันที่ปิด มีคนลงทะเบียนแล้ว ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน มีการจองแล้ว เที่ยววันแรกแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราแก้ปัญหาหลังบ้าน ของเราในการเพิ่ม Space ของ Cloud ในการเพิ่มช่องทางให้พี่น้องประชาชนเข้าได้มากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ตัวเลขที่ยืนยันแล้วตอนนี้คือมีผู้ใช้สิทธิลงทะเบียนที่ประสงค์จะใช้สิทธิ ๑,๘๑๘,๐๐๐ กว่าคน มีผู้ที่จองแล้ว เสียสตางค์แล้ว จ่ายเงินแล้ว ๑๖๔,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมว่ามันเป็นช่วงระยะเวลา เราเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน สามารถเที่ยวได้ถึง ๓๑ ตุลาคม ซึ่งจริง ๆ แล้วโครงการนี้จริง ๆ จะต้องเริ่มตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ว่ามีความล่าช้าในการของบประมาณผ่านสำนักงบประมาณ สิ่งที่เกิดขึ้นพอ ครม. อนุมัติ โครงการเสร็จ เราก็ประกาศทันที พร้อม Kick Off อันนี้ผมต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชน อีกครั้งในความไม่สะดวก แต่ต้องกราบเรียนว่าทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นขั้นตอนของการทำงาน ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ทราบเหมือนที่คนในกระทรวงหรือว่าคนใน ททท. ได้รู้ว่า มันมีสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราพยายามจะอุดรูรั่วนั้น งบประมาณที่ผ่านมา ทาง ททท. ได้ทำโครงการนี้ ของบประมาณ ๑,๗๕๐ ล้านบาท เพื่อจะดูแลพี่น้องประชาชน ๕๐๐,๐๐๐ สิทธิ ก็อย่างที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวไปสักครู่ ในเรื่องของการเที่ยววันธรรมดา วันหยุด รวมถึงเมืองหลัก และเมืองรอง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนี้มองเห็นถึงความสำคัญในการที่จะกระจายนักท่องเที่ยว ไปสู่เมืองรอง แต่ละคนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ มีสิทธิ ๕ สิทธิ เป็นเมืองหลัก ๓ เมืองรอง ๒ ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมาเมื่อสักครู่ว่ามีการจองสิทธิเข้าไป แล้วระบบ Reject แล้วเขาเสียสิทธิ อันนี้จะรับไปตรวจสอบ ก็ขอบพระคุณที่ให้ข้อมูล🔗
อีกอย่างหนึ่งครับ งบประมาณในการจัดทำ Application ที่ใส่มาในเอกสาร คือ ๑๐ ล้านบาท แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบครับ ด้วยความล่าช้าของการอนุมัติงบ อนุมัติโครงการ ททท. เอง ซึ่งมีพันธมิตรอยู่แล้ว แล้วก็มีระบบที่จะทำโครงการนี้พอสมควร ก็เลยทำเองก่อน โดยการที่งบ ๑๐ ล้านบาทนั้น ได้มีการแจ้งต่อสำนักงบว่าไม่ขอใช้งบ พูดง่าย ๆ ก็คือคืนงบให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมเรียนว่า เราอยากที่จะรู้พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทย เพื่อจะตอบสนองต่อพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยว อันนี้คือสิ่งที่เราอยากที่จะให้เป็น แต่ว่าในอนาคตจะมี เฟส ๒ เฟส ๓ หรือไม่ ต้องขอดูในสิ่งที่เป็นที่กังวล จริง ๆ แล้วเป็นที่กังวลตั้งแต่เริ่มแล้ว ตั้งแต่กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว ว่าโครงการนี้จริง ๆ แล้วมันถูกออกมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในการท่องเที่ยวช่วงหลังโควิด เป็นที่มาของว่าทำไมถึงแค่ ๕๐๐,๐๐๐ สิทธิแรก เพราะเราต้องการจะดูอย่างไรครับ เพราะ ณ ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้ไป ๑๖๐,๐๐๐ กว่าคน มีสิทธิคงเหลืออยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าสิทธิ เพราะฉะนั้นก็ถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ กับพี่น้องประชาชนครับว่าท่านยังมีโอกาสที่จะเข้ามาแล้วก็จองสิทธิของท่านในการเที่ยว จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคมนี้ ผมไม่แน่ใจว่าตอบคำถามทุกคำถามหรือเปล่านะครับ แต่ว่ายินดี ที่จะตอบเป็นเอกสารต่อไปหรือว่ายินดีที่จะให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ ท่านสมชาติมีสิทธิถามได้อีก ๒ คำถาม แต่เวลาที่กำหนดไว้ ๑๕ นาทีนั้น ท่านยังเหลือเวลาอีก ๓ นาที ๒๕ วินาที เชิญได้ครับ เป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ก่อนที่จะเข้าสู่คำถามถัดมา ก็ขออนุญาตชี้แจงท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งครับ ว่าที่ผมต้องพูดถึงและกล่าวถึงจีนก็เพราะว่ากระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ ก็เพราะว่านักท่องเที่ยวจีน มันหายไป เพราะขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย รัฐบาลนะครับ กระทรวงจึงได้ออก ตัวมาตรการนี้ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนสับสนและเข้าใจผิด คือที่ผมต้องกล่าวถึงก็เพราะว่ามันเกิดจากความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจนของรัฐบาลนั่นเอง เกี่ยวกับเรื่องแก๊งค้ามนุษย์ มันก็เลยสร้างความไม่มั่นใจ นักท่องเที่ยวจีนวันนี้ไปไหนหมดแล้วครับ ภูเก็ตท่านทราบไหมที่เคยมีเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล นักลงทุนหายไปหมดเลย นักท่องเที่ยว หายไปหมดเลย วันนี้เขาไปมาเลเซีย เขาไปเวียดนามกันหมดแล้ว ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้อง กล่าวถึงที่มา ผมเข้าใจครับคือท่านรัฐมนตรีก็หวังดีอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ ทีนี้ท่านยังตอบคำถามผมไม่ครบเลยท่านรัฐมนตรีครับ ธนาคารกรุงไทย ไม่เป็นไรครับ ยังพอฟังได้ แต่ทีนี้เรื่องงบจัดซื้อจัดจ้างนี้สรุปแล้วท่านยังไม่ตอบผมเลยว่ามันไปอยู่ที่ไหนครับ มันอยู่เล่มไหนครับ ช่วยตอบผมหน่อยครับ มันไปสอดไส้หรือมันไปอยู่ในโครงการชื่ออะไร หรืออย่างไร ตรงนี้ท่านช่วยทำการบ้านให้นิดหนึ่งได้ไหมครับ เพื่อประชาชนจะได้สบายใจ เพราะเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน แล้วท่านก็ยังไม่ได้ตอบผม คำถามที่สำคัญเลยนะครับ ก็คือว่าที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินไปแล้วเท่าไร ผมอยากจะรู้ตัวเลขเอาเงินไปพัฒนา App โน่น App นี่เป็นร้อย App แล้วมันใช้จ่ายเงินไปแล้วเท่าไร ทุกบาททุกสตางค์คือเงินภาษี ของพี่น้องประชาชนทั้งนั้น ขอให้ท่านช่วยชี้แจงตอบให้พี่น้องประชาชนผ่านสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ด้วยนะครับ🔗
แล้วอีกคำถามที่สำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กันคืออะไรครับ ท่านยังไม่ตอบผมเลยว่า หากเกิดความเสียหายขึ้นมา ท่านกล้าตอบผมกลางสภานี้ไหมว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ท่านประธานครับ อย่าลืมนะครับว่าเราจะโยนความรับผิดนี้ให้กับพี่น้องประชาชนหรือ ผู้ประกอบการที่อาจจะมีบางส่วนทุจริตอย่างเดียว ผมว่าผมไม่เห็นด้วยครับ มีตัวอย่างจาก คดีจำนำข้าวที่พรรคของท่านเคยโดนนะครับอย่าลืม ผู้ที่มีอำนาจแล้วเพิกเฉย ไม่ป้องกัน ช่องโหว่ของระบบในการทุจริตก็ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน ผมจะขอถามอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้รับผิดชอบที่ไม่ปิดช่องโหว่ของระบบหากเกิดทุจริตขึ้นมาจะเป็นตัวท่านเอง ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใช่หรือไม่ หรือท่านจะโยนความรับผิดชอบ ไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สรวงศ์ เทียนทอง ครับ ก็ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำถามที่ ขอโทษจริง ๆ ที่อาจจะจดไม่หมด ท่านถามมา ๖ คำถาม🔗
อย่างแรกเลยครับ จีนหายจากทั่วโลกนะครับท่านครับ ทำความเข้าใจใหม่ จีนหายจากทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยนะครับ ผมไปคุยมา เวียดนามก็หายครับ ไม่ได้มี จริง ๆ ครับ สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นก็คือเขากำลังเที่ยวกันเองในประเทศครับ อันนี้ต้องบอก อย่างนี้ครับ แต่สิ่งที่ท่านพูดมาในเรื่องของความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย อันนี้รับไป แล้วก็จะพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อจะยืนยัน ให้นักท่องเที่ยวกลับมาประเทศไทยทุกชาติครับ🔗
เรื่องงบประมาณในการทำ App นี้ ที่เราขอไปมันอยู่ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณได้อนุมัติเงินออกมา แต่ ๑๐ ล้านบาท ที่เราเขียน เข้าไปเพื่อจะขอทำ App นี้ เราขอคืน เพราะได้มา มันไม่ทันการณ์กับการที่จะทำสัญญา จัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นที่ผมบอกครับว่าอันนี้คือหนึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาที่มันเกิดปัญหาขึ้น เพราะเราไม่ได้จ้างคนที่พูดง่าย ๆ มีประสบการณ์หรือว่าเป็นเรื่องเป็นราว แต่มันเป็นปัญหา ที่มันเกิดขึ้นที่เราจะต้องแก้ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนเข้า App อะไรต่าง ๆ ได้ ตามปกติ แล้วก็สามารถจองได้ปกติ ผู้ประกอบการเองก็เข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ ณ ปัจจุบันนี้ ๖,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งมีทั้งโรงแรม ร้านอาหารต่าง ๆ อันนี้คือเป็นงบประมาณจาก ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๑๐ ล้านบาทที่ขอในการทำ App นี้ เราคืนนะครับ🔗
งบในการทำ Application ของ ททท. เองหรือว่าของกระทรวงเอง ไม่ได้มีอะไรเยอะ แล้วก็ไม่ได้มีการใช้งบประมาณมากมายอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไป ของเราในกระทรวงมี CCC ก็คือ Calories Credit Challenge ซึ่งทำมา ๓ ปีแล้ว แล้วก็ มีหน่วยงานของ ททท. แล้วก็ กกท. เท่านั้น ซึ่งเขาเป็นรัฐวิสาหกิจ อันนี้ต้องกราบเรียนว่า กระทรวงอื่นผมไม่แน่ใจในเรื่องของการทำ App แต่ว่าของ ททท. เอง ของ กทท. เอง หรือแม้กระทั่งของกระทรวงเองไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะแยะเลยครับ ผมขอโทษด้วยจริง ๆ ไม่ได้มีตัวเลขให้ท่าน แล้วก็ความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ ผมต้องบอกว่าไม่มีทางครับ ที่ผมจะปฏิเสธความรับผิดชอบ ก็กราบเรียนแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างในฐานะที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กราบขออภัยพี่น้องประชาชนอีกครั้ง ในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวง อย่างที่เรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วยงานพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้มันดี แล้วก็จะทำให้พี่น้องประชาชน ได้รับความลำบากน้อยที่สุด แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีต มันทำให้ทุกหน่วยงานต้อง Protect ตัวเอง ต้องป้องกันตัวเอง โดยการที่จะต้องไปผ่านอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งมันก็เป็นข้อปัญหา ที่เราได้เรียนรู้ ก็ขอเรียนกับท่านสมาชิกครับ กราบขอบพระคุณมากสำหรับข้อห่วงใย แล้วก็เดี๋ยวจะนำดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรี ท่านสมชาติยังติดใจก็ถามได้อีก ๑ คำถาม แต่ว่าเวลาของท่านเหลืออีก ๔๐ วินาที ท่านถามได้สั้น ๆ ครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคประชาชน ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นมาตอบ แล้วก็มาตอบผ่านสภาแห่งนี้ สุดท้ายนี้ผมขอฝากให้รัฐบาลผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำคำแนะนำ ที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ ช่วยทีเถอะครับ เอาไปปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนและ ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก ถ้าหากว่าท่านปรับปรุงไม่ทัน โครงการในเฟสนี้ ไม่เป็นไรครับ ท่านช่วยเอาไปปรับปรุงโครงการในเฟสถัดไปก็ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ คุณสมชาติ เตชถาวรเจริญ ครับ ท่านรัฐมนตรีคงรับกับข้อสังเกต คำแนะนำของคุณสมชาติ ซึ่งมีประโยชน์มากครับ ขอบคุณครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้นำชุมชนตัวแทนชุมชนและกลุ่มอาชีพ จากองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมาฟังการประชุม อยู่ชั้นบนขณะนี้ ขอต้อนรับและขอขอบคุณทุก ๆ ท่านนะครับ🔗
๓. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถามรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน🔗
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาแล้ว ขอเชิญคุณอัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ทำ กระทู้ถามสด ถามท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งไฟฟ้า น้ำมัน ซึ่งท่านเองนั้น มีความตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ท่านได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมจะได้ ทำกระทู้ถามสด ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงความคืบหน้า ในการปฏิรูปราคาพลังงานดังกล่าว ดังที่ได้นำเรียนท่านประธาน ซึ่งวันนี้จะถามคำถาม ตามข้อบังคับการประชุมสภา ๓ ข้อด้วยกัน เพื่อถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Solar Roof หรือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม การใช้พลังงานแสงอาทิตย์🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางในการบริหารพลังงาน ของประเทศในอนาคตซึ่งเป็นนโยบายที่ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ตั้งใจที่จะปฏิรูปให้กับ พี่น้องประชาชน🔗
ผมขออนุญาตท่านประธาน เข้าสู่เรื่องแรกก็คือ เรื่องของการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งที่ผ่านมา ท่านประธานก็คงจะทราบว่าเรามีปัญหา อุปสรรคในการติดตั้ง Solar Roof หรือ แผงโซลาร์เซลล์ค่อนข้างมาก ในอดีตเราต้องขอถึง ๕ หน่วยงานด้วยกันตามที่ได้นำเรียน ท่านประธานตาม PowerPoint ก็คือ ๑. จะต้องขอกรมโรงงานอุตสาหกรรม ๒. ต้องขอ กกพ. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ๓. ต้องขอกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน ๔. ต้องขอท้องถิ่น ๕. ต้องขอการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาเราโชคดีครับ คนไทยเรา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ท่านได้ผลักดันให้มีการยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ในการที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือ Solar Roof จะต้องมีการขออนุญาตจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรม ปัจจุบันนี้กฎดังกล่าวหรือกฎหมายดังกล่าวนี้ได้ถูกยกเลิกไปภายใต้ดำริของ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เพื่อให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ท่านประธานยังไม่พอครับ มันยังเหลืออีก ๔ หน่วยงาน ที่ผมได้นำกราบเรียนท่านประธานไป ก็คือหน่วยงานทั้ง ๔ หน่วยงานที่เหลืออยู่ต้องออกเป็นร่างกฎหมาย เป็นร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติเรามีความต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้อง ประชาชนโดยการใช้พลังงานทางเลือกซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ถือว่าเป็นอีกพลังงานหนึ่ง ที่จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านหัวหน้าพรรครวมไทย สร้างชาติ ท่านพีระพันธุ์เอง ท่านก็ได้ให้นโยบายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ได้ผลักดันกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้น ซึ่งก็ได้ ส่งร่างดังกล่าวยื่นไปตามขั้นตอนให้ท่านประธานสภาได้บรรจุเข้าระเบียบวาระการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร แต่กฎหมายดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดว่าถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การเงินนี้ จะต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติก่อน ถึงจะบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนั้นได้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร ภายใต้ การผลักดันของท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านพีระพันธุ์ ท่านก็ได้ประสานท่านนายกรัฐมนตรีได้เซ็นอนุมัติกฎหมายดังกล่าวให้ผ่านแล้ว เพื่อที่จะได้ บรรจุเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังมีกฎหมายดังกล่าวที่เสนอมา โดยกระทรวงพลังงาน ภายใต้การผลักดันของท่านพีระพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง พลังงาน ผมเลยอยากจะถามความคืบหน้าของกฎหมายดังกล่าวที่จะยื่นเข้ามาประกบกับ กฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ยื่น แล้วก็บรรจุเข้ามาในสภาแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวที่กระทรวงพลังงานได้ยื่นมาผ่าน ครม. นั้น จะเข้ามาสู่สภาเมื่อไร เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบความคืบหน้า ในการที่จะได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน จึงขออนุญาตนำเรียนถามคำถามแรกไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบเป็นครั้งที่ ๑ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ต้องขอบคุณท่านอัครเดชนะครับ ประเด็นที่ต้องขอบคุณคือผมทราบมาตลอดว่าในฐานะ ที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ท่านก็ติดตามเรื่องของไฟฟ้ามาตลอด แล้วก็มีโอกาสก็ถามผมเป็นระยะ เพราะว่าเรื่องพลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยต้นทุนของ อุตสาหกรรมด้วย แล้วเมื่อสักครู่ผมมาก็เผอิญเจอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เลยชวนท่านขึ้นมาด้วย เพราะว่าผมก็ไม่ทราบประเด็นหลัก ๆ เห็นแต่หัวข้อบอกว่า ปัญหาบริหารจัดการเรื่องพลังงาน ที่ผมเชิญท่านมาด้วย เพราะว่าบางทีอาจจะต้องเกี่ยวข้อง เพราะต้องถามความคืบหน้าท่าน พอดีเมื่อสักครู่ท่านพูดไปก็พอดีครับ ท่านประธานที่เคารพ คำถามแรกที่ท่านถามคือการที่เราจะต้องออกกฎหมายใหม่ ซึ่งกฎหมายนี้จะเป็นกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไม่ต้องรอพึ่ง หน่วยงานหลัก แล้วก็ไม่ต้องมากังวลกับเรื่องค่าไฟให้มันมากนัก แต่ว่าที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มันก็ไม่มีกฎหมาย เรื่องที่ควรจะต้องมีก็ไม่มี พอมันไม่มีกฎหมาย แต่มีการติดตั้งระบบตรงนี้ ขึ้นมามันก็เลยทำให้เกิดประเด็นขึ้นมาว่าทุกหน่วยงานที่พอจะดูกฎหมายตัวเอง หรือกฎระเบียบของตัวเอง แล้วคิดว่าตัวนี้ฉันมีอำนาจ ต่างคนก็เลยต่างออกกฎเกณฑ์ กติกา ออกอะไรมาจนจะต้องไปขออนุญาตทีหนึ่ง เหมือนที่ท่านได้กรุณาสอบถามว่า ๔-๕ หน่วยงาน หนึ่งในนั้นที่ท่านพูดก็คือของกระทรวงอุตสาหกรรม ถามว่าทำไมจะต้องไป กระทรวงอุตสาหกรรม เราจะติดตั้งระบบ Solar หรือเราเรียกว่า Solar คือผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในบ้าน แล้วเกี่ยวอะไรกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะอย่างที่ ผมเรียนทุกหน่วยงานก็เลยต้องพยายามดูกฎหมายของตัวเองว่าฉันมีอำนาจอะไรบ้าง กระทรวงอุตสาหกรรมก็เลยไปบอกว่าอย่างนี้ถือว่าเป็นการผลิตไฟฟ้า แปลว่าเข้าข่าย เป็นโรงงาน โรงงานผลิตไฟฟ้า ก็เลยไปออกกฎเกณฑ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ใครจะติดตั้งระบบตัวนี้ที่บ้านต้องขออนุญาตทำบ้านให้เป็นโรงงาน มันตลกไหมครับ ต้องไปขอออกใบอนุญาต รง.๔ โรงงานเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมเชื่อว่าเวลานี้พวกเราทุกบ้านก็มี เครื่องปรับอากาศ แล้วไม่ได้ผลิตความเย็นหรือครับ แล้วไม่ต้องเป็นโรงงานผลิตความเย็นหรือ แล้วเวลาเราเอาพัดลมเสียบปลั๊ก เราผลิตลมไหมครับ แล้วไม่ต้องขอเป็นโรงงานผลิตลมหรือครับ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดเป็นกระบวนการเขาเรียกหลังมิเตอร์ บ้านทุกบ้านจะมีไฟฟ้าเข้ามาจากสายหลักก็มาผ่านมิเตอร์ หลังจากมิเตอร์ถึงจะเข้าบ้าน หลังมิเตอร์เข้าบ้านเราไม่เกี่ยวกับการไฟฟ้าหรือเกี่ยวอะไรหรอกครับ มันเป็นเรื่องที่เรา ต้องใช้งาน เพราะฉะนั้นการที่เราไปติดแอร์ เปิดแอร์ มันหลังมิเตอร์ จึงไม่เกี่ยวแล้ว พัดลม ก็เหมือนกัน ตู้เย็นเหมือนกันครับ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ก็แบบเดียวกันครับ แต่ทำไม เฉพาะอันนี้ต้องไปขอ รง.๔ ท่านประธานเห็นไหมครับ ปัญหานี้พยายามทำมา ที่ท่านถามผม ต้องบอกเรื่องที่ ๑ ก็คือผมก็ได้ประสานกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตอนที่ท่านเข้ารับตำแหน่งว่าช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ที สุดท้ายท่านก็ได้กรุณาทำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรียกเลิกไปเรียบร้อย อันนี้ก็เลยทำให้ไม่ต้อง ขออนุญาตเหมือนที่ท่านได้พูดเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นปัญหาพลังงานซึ่งเป็นนโยบายหลัก ของคณะรัฐมนตรีคือ ๑. ทำอย่างไรจะให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ๒. ทำอย่างไร จะให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ ๓. ทำอย่างไรจะให้เกิดความรวดเร็ว ในการขออนุญาตหรือติดต่อหน่วยราชการต่าง ๆ นี่คือนโยบายสำคัญหลักของรัฐบาล เรื่องนี้ครบทุกอย่างที่ผมบอกท่านเลย เพราะว่าเหตุที่ต้องเป็นปัญหาเหมือนที่ท่านพูด เพราะเราไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ไฟได้เอง เป็นการเฉพาะครับ กระทรวงพลังงานตั้งมา ๒๐ กว่าปี มีกฎหมายของกระทรวงพลังงาน ที่ใช้คำว่าเกิดขึ้นมาในช่วงกระทรวงพลังงานแท้ ๆ ฉบับเดียวเองครับท่านประธาน คือ พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๓ ก่อนหน้านั้นเป็นกฎหมายที่ออกมา ก่อนตั้งกระทรวงพลังงาน เช่น พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง อำนาจหลักอยู่กับ มหาดไทย อีกฉบับหนึ่งก็เกิดมาก่อน เกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๔ คือพระราชบัญญัติ การปิโตรเลียม ทั้ง ๆ ที่วันนี้คนก็เข้าใจว่าไฟฟ้าก็มากระทรวงพลังงาน น้ำมันก็มากระทรวง พลังงาน แก๊สก็มากระทรวงพลังงาน แต่กระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายอะไรเลย เรื่องบริหารจัดการแก๊สก็ไม่ได้มีกฎหมายโดยตรงของกระทรวงพลังงานอีก เรื่องนี้ ก็เหมือนกันครับ ตอนนี้เราต้องการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟได้เองเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้ครับท่านประธาน มันเลยจึงเป็นปัญหาแบบที่ผมเรียนท่านประธาน ไปเมื่อสักครู่ อันนี้คือเหตุผลที่มาว่านอกจากบริหารจัดการในทางบริหาร เช่น ให้กระทรวง อุตสาหกรรมไปยกเลิก รง.๔ แล้ว หน่วยงานอื่น ๆ ที่ท่านขึ้นจอเมื่อสักครู่นี้ เขากลายเป็นว่า ต้องขออนุญาตอีก เช่น หน่วยงานท้องถิ่น อบต. หรือในกรุงเทพฯ ก็ กทม. ก็บอกว่า ต้องขอไปตรวจสอบก่อนว่าโครงสร้างหลังคาแข็งแรงพอไหม แต่ถามว่าเมื่อไรคุณจะมาตรวจ คนยังไม่มี คนไม่ว่าง ท่านประธานครับ ไม่มีใครอยากให้บ้านพังหรอกครับ ทำไมไม่ให้ เขาตรวจเองครับ ตรวจแล้วให้วิศวกรรับรองให้ แค่นี้มันก็ไม่ต้องรอหน่วยราชการแล้ว แต่ทำไม่ได้เพราะว่าไม่มีกฎหมาย นี่คือเหตุผลที่เมื่อสักครู่ที่ท่านพูดว่าทางของสมาชิก ท่านก็เสนอกฎหมายตัวนี้เข้ามาเรียบร้อย ในส่วนรัฐบาลซึ่งผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานอยู่ด้วย ผมก็ต้องเสนอร่างในส่วนของรัฐบาลเข้ามา ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ เสร็จเรียบร้อยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในซีกของรัฐบาลเรียบร้อย ผมนำส่งไป ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อรอบรรจุระเบียบวาระ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่จนวันนี้ยังไม่ได้บรรจุ เหตุผลหนึ่งก็คงจะต้องไปเร่ง สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาไม่เห็นด้วย บอกว่าทำไมไม่แก้กฎหมายที่มีอยู่เดิม ท่านประธานครับ กฎหมาย ที่มีอยู่เดิมคือฉบับไหนครับ มันไม่มีสักฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ กฎหมายที่มีอยู่เดิม ก็ที่ท่านสมาชิกยกมา ๔ หน่วยงาน มีกฎหมายฉบับไหนของหน่วยงานนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ผมก็กำลังชี้แจงไป แล้วก็ประหลาดอีกอย่างหนึ่งครับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมามีการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง พระราชบัญญัติที่จะจัดตั้งให้มีศูนย์กลางทางการเงินของประเทศเพื่อจะดึงธุรกิจทางการเงิน เข้ามาก็เป็นกฎหมายใหม่ ถามว่าทำไมไม่ไปแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับอำนาจของธนาคาร แห่งประเทศไทยหรือไปแก้กฎหมายที่มีอยู่คือสถาบันการเงิน ทำไมต้องออกกฎหมายใหม่ ก็เพราะว่าหลักการหรือวิธีการทั้งหมดมันคนละแบบ คนละเรื่อง เช่นเดียวกันครับ กฎหมาย ฉบับนี้ก็เหมือนกัน ผมเสนอเข้าไปมันไม่เกี่ยวอะไรกับหน่วยงาน ๔ หน่วยงานที่ท่านพูดเลย แล้วไม่มีกฎหมายไหนของ ๔ หน่วยงานนั้นที่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ถามบอกว่ายังไม่เห็นด้วย เพราะว่าทำไมไม่ไปแก้อันโน้น แก้อันไหนครับ อันนี้ที่ท่านสมาชิกหลายท่านเจอผมก็ถาม ผมก็เร่งแล้ว ตอนนี้ก็ส่งหนังสือชี้แจงกลับไปเรียบร้อย ผมก็คาดหวังว่าจะไม่มีปัญหา อะไรอีก แล้วจะสามารถนำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีได้ พยายามให้เสร็จภายใน เดือนนี้ครับ ซึ่งในส่วนของที่ท่านถามมาเมื่อสักครู่ว่าในส่วนของสมาชิกที่เสนอ ผมก็ได้ นำเรียนท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อย ผมก็ได้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามอนุมัติเห็นชอบไปแล้ว ก็จะพยายามไปเร่งให้ทำจดหมายส่งมาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ท่านประธานสภาได้ดำเนินการต่อไปในส่วนนั้น ในส่วนของรัฐบาลก็จะพยายาม แก้ไขข้อขัดข้องที่มีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่ แล้วก็จะนำเข้าที่ประชุม ครม. ให้ได้ภายในเดือนนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ ขอเชิญคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ได้ถามอีกครั้งหนึ่ง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับผมเหลืออีก ๒ คำถามครับ คำถามที่ ๒ ก็คือคำถามเกี่ยวกับเรื่องของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ชี้แจงถึงความตั้งใจที่ท่านได้ผลักดันให้กฎหมาย ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์นี้ให้เกิดความสำเร็จโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน เพราะว่ากฎหมายตรงนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศรอคอย แล้วเราก็ผลักดันกัน ทั้งในส่วนของรัฐบาลที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเอง แล้วก็พรรครวมไทย สร้างชาติ เพราะว่าเนื่องจากกฎหมายนี้จะเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก ก็คือพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วก็จะลดค่าใช้จ่ายพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี พี่น้อง ประชาชนก็ขอฝากเป็นกำลังใจให้ท่านด้วยนะครับ🔗
คำถามที่ ๒ คือเรื่องของตัวราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งที่ผ่านมามีข้อกังขาเยอะครับ ว่าเราใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์ ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนนี้น้ำมันของเราแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เราผลิตแล้วก็กลั่นได้เองในประเทศ ทำไมเราถึงไม่กำหนดราคาขายปลีกตามสถานีจ่ายน้ำมัน เชื้อเพลิง อ้างอิงจากต้นทุนที่เรากลั่นเองในประเทศไทย ทำไมเราต้องไปอ้างอิงราคา ที่สิงคโปร์ ซึ่งมันก็มีรวมทั้งค่า Freight ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการผลักภาระ ให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค ดังนั้นการที่ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านได้ประกาศที่จะคืนความเป็นธรรม โดยการปฏิรูป โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับพี่น้องประชาชน แล้วท่านเองเป็นนักกฎหมาย ท่านก็ ตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะแก้กฎหมาย แล้วก็ร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้มีการปฏิรูป โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วนอกจากนี้ยังเป็นการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งระบบ เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงกว่าที่มีการจำหน่ายค้าปลีกอยู่ในปัจจุบันนี้ อีกลิตรหนึ่ง อีก ๕ บาท ๖ บาท เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพราะทุกบาทที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงไม่ว่าจะเป็นดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ก็ดี หรือเบนซินก็ดี ทุกบาทที่มันลดลงก็คือเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ มีแรงซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น อันนี้ก็คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนรอคอยในสิ่งที่ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงานได้ประกาศไว้แล้วก็ตั้งใจที่จะทำนะครับ ผมก็เลยขออนุญาต ถามคำถามที่ ๒ เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าปัจจุบันนี้กฎหมายการปรับโครงสร้างราคา น้ำมันมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธาน ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขออนุญาต กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกตามคำถามที่บอก🔗
ประเด็นแรกเลยผมคิดว่าก็ขออนุญาตเท้าความต่อเนื่องจากคำถามแรกก่อน เรื่องของพลังงานที่เป็นพลังงานหลัก ๆ ในประเทศเราวันนี้ แล้วในทางปฏิบัติก็อยู่ใน ความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็คือเรื่องไฟฟ้า เรื่องของก๊าซ แล้วก็เรื่องของน้ำมัน เชื้อเพลิง ๓ เรื่องที่เป็นพลังงานหลัก ๆ ของประเทศ แล้วก็อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงพลังงาน เรื่องของไฟฟ้า หน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเท่านั้นเอง แต่ว่าในประเทศไทยเรามี ๓ การไฟฟ้า นอกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็มีอีก ๒ การครับ คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับการไฟฟ้านครหลวง ๒ หน่วยงานนี้อยู่กับกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้อยู่กับกระทรวงพลังงาน เพราะว่ามันเป็นมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว เขาเลยเรียกว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็คือฝ่ายผลิตที่อยู่กับผม ส่วนอีก ๒ การไฟฟ้าเขาเรียกว่าการไฟฟ้า ฝ่ายจำหน่าย ก็คือว่า ๒ การนั้น ไฟฟ้าหลักที่เขาเอามาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าในกรุงเทพฯ ก็การไฟฟ้านครหลวง ถ้าในต่างจังหวัดก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ๒ การนี้ ก็เอาไฟฟ้าจากไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาขาย เขาไม่ได้ผลิตเอง แต่บัดนี้เขาก็เริ่มผลิตเองบ้าง เป็นบางส่วน แต่ไฟฟ้าหลักมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การเก็บค่าไฟ การไปตัดมิเตอร์ การอะไรก็ไปอยู่ตรงนั้นครับ แต่คนก็เข้าใจว่าทำไมกระทรวงพลังงานไปตัดไฟ อย่างเช่นกรณี ที่บอกผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งผมก็แก้ปัญหาไป ปัญหาเรื่องนี้ประเด็นคือทำไมกฎหมายของ ๓ การไฟฟ้านี้มันไม่ต่อเนื่องกัน หรือมันไม่ Synchronize กันอย่างไร มันไม่ผสมหรือว่าทำให้ บริหารจัดการร่วมกันได้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่อยู่ในความรับผิดชอบหลัก ของกระทรวงพลังงาน กฎหมายออกตั้งแต่ ปี ๒๕๑๑ ปีนี้ปี ๒๕๖๘ แล้ว ๕๗ ปี การบริหาร จัดการด้านไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้า พลังงานเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่กฎหมายไม่ได้เปลี่ยนเลย นี่คือปัญหาเรื่องกฎหมายที่ต้องเอาเรื่องบริหารเข้ามาจับ การแก้ปัญหาพลังงานจึงต้องใช้ ทั้ง ๒ ด้านบริหารกับกฎหมาย ต้องแก้กฎหมาย แต่เมื่อกฎหมายยังแก้ไม่เสร็จ ไม่ทัน ก็ต้องเอารูปแบบบริหารเข้ามาเสริม🔗
เรื่องก๊าซเหมือนกันครับ ก๊าซที่เราใช้หลัก ๆ วันนี้ก็มาจากอ่าวไทยกับ บนบกบ้าง อันนี้เรียกก๊าซธรรมชาติ แล้วก็ที่ได้มาโดยเป็น By Product เขาเรียกอะไร ผลพลอยได้ทางอ้อมจากการกลั่นน้ำมัน อันนั้นก็มีบางส่วนได้เป็นก๊าซมา เอาก๊าซมามันก็ เอามาใช้ เหมือนน้ำมัน น้ำมันเป็นดีเซล เป็นเบนซิน ก๊าซก็เป็นก๊าซ LPG ที่เอามาทำหุงต้ม กับก๊าซที่เอาไปทำผลิตเชื้อเพลิง และตรงนี้ที่แพงก็คือต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องทำให้ แก๊สที่เป็นอากาศกลายเป็นของเหลว จากอุณหภูมิที่เราอยู่กันอย่างนี้ต้องให้ติดลบ ๑๖๐ องศา เพื่อให้เป็นของเหลว แต่กฎหมายเรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอีก ก็ต้องมาบริหารจัดการ สุดท้าย ประเด็นหลักที่ท่านถามผมในส่วนนี้เรื่องน้ำมัน น้ำมันที่ผมบอกว่าวันนี้มีกฎหมายฉบับเดียว คือพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ปี ๒๕๔๓ กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับ การควบคุมดูแล กำกับการทำงานหรือการประกอบกิจการค้าน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันเลย มันถึง เกิดปัญหาว่าเขานึกจะขึ้นราคาก็ขึ้น ต้นทุนเราก็ไม่เคยทราบ ผมเพิ่งออกประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว เพิ่งรู้ต้นทุนรายละเอียดบางส่วนเท่านั้นเอง เพราะเขาอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า ที่ผ่านมาตลอด ๒๐ กว่าปีที่มีกระทรวงพลังงาน ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าใช้วิธี ขอความร่วมมือครับ สำหรับผมมันตลกนะครับ เราเป็นรัฐบาล เราไม่สามารถที่จะกำหนด อะไรต่าง ๆ ได้ ต้องขอความร่วมมือ เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ท่านถามผมเมื่อสักครู่ ผมคิดว่ามันต้องมี กฎหมายที่มากำกับดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ว่าผู้ที่ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องทำอย่างไร ต้องแจ้งต้นทุนอย่างไร และต้องกำหนดราคากันรูปแบบไหน อย่างไร ที่ท่านถามเมื่อสักครู่ว่าทำไมต้องไปอ้างอิงราคาประเทศสิงคโปร์เพราะการกำหนดราคา ในประเทศที่ขายที่ปั๊มน้ำมัน ราคาที่ปั๊มน้ำมันคือราคาสุดท้าย แต่ก่อนสุดท้ายมันต้องมีราคา เริ่มต้น ในเมื่อเราไม่เคยรู้ราคาเริ่มต้นก็เลยต้องไปเอาราคาสิงคโปร์ครับ เพื่อจะมาเป็นราคา เริ่มต้น แล้วก็มานั่งคิดว่าราคาหน้าโรงกลั่นเป็นอย่างนี้ ต้องมีภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเข้ากองทุนอนุรักษ์ เงินเข้ากองทุนน้ำมัน สุดท้ายไปบวกอีกรอบหนึ่ง ขายไปถึงปั๊มน้ำมันก็ภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ค่าการตลาด ถ้าไม่หาจุดเริ่มต้น ไม่มีราคา จุดเริ่มต้นได้ ก็หาข้างหลังไม่เจอ แต่ในเมื่อเริ่มต้นไม่มีกฎหมาย บอกว่าสามารถเอาข้อมูล ตรงนี้มาเพื่อกำหนดทิศทางเบื้องต้นได้ว่าน้ำมันควรจะเป็นราคาเท่าไรในประเทศไทย เหมือนที่ท่านถาม มันเลยต้องไปอิงประเทศสิงคโปร์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมบอกว่า ๒๐ กว่าปี ของกระทรวงพลังงานไม่เคยมีกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้ผมเรียนท่านเลยว่าผมร่างเสร็จ เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเทคนิคเยอะมาก เทคนิคอะไรครับ เทคนิคในการที่จะกำหนดราคาให้ได้ ว่าเริ่มต้นจะกำหนดอย่างไร ในเมื่อเขาไม่เคยให้ข้อมูลก็ต้องมาดู ตอนนี้อยู่ระหว่างที่จะให้ คนที่เกี่ยวข้องมาโต้แย้งทางอ้อมก่อนว่าที่เขียนกำหนดแบบนี้ มีมุมไหนอีกหรือไม่ ที่คุณคิดว่า เป็นช่องโหว่ ยังไม่ครอบคลุมถึงหรือว่าเขียนผิดไป เพราะมันเป็นเรื่องเทคนิคหมดเลยครับ เทคนิคทางเรื่องของธุรกิจน้ำมันหมดเลย ซึ่งเหมือนกับกฎหมายเมื่อสักครู่ที่ท่านถาม เรื่องของไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ฉบับนี้ในส่วนต้นร่างของกระทรวงพลังงาน ผมตั้งใจ ให้เสร็จภายในเดือนนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้น ในประเทศซึ่งไม่เคยมีมาเลย อย่างน้อยผมคิดว่าทำให้กระทรวงพลังงานมีเขี้ยวเล็บมากขึ้น ในการที่จะกลับมาดูแลพี่น้องประชาชนให้เกิดความเป็นธรรม แล้วก็ได้ลดค่าพลังงาน ตามนโยบายรัฐบาล ผมย้ำตรงนี้ครับ ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายสำคัญอันหนึ่งของรัฐบาลที่จะ ลดพลังงาน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้อง ประชาชนตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้ประกาศเอาไว้ แล้วก็วันที่ท่านไปประกาศ ที่ NBT ท่านก็บอกว่ามอบให้ผมทำ ผมก็ทำมาตลอด ก็ขออนุญาตกราบเรียนความคืบหน้า ในส่วนนี้ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบผ่านท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คุณอัครเดชยังติดใจ เชิญอีกสักนิดหนึ่งได้ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ คำถามที่ ๓ ที่ได้นำเรียนท่านประธานไปคงจะถามโดยสังเขป กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ได้รับทราบถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการที่จะปฏิรูปโครงสร้าง ราคาพลังงาน คำถามที่ ๓ เป็นคำถามที่ผมคิดว่ามีความสำคัญในเรื่องของการกำหนด แผนงานและนโยบายทางด้านพลังงานของกระทรวงพลังงานที่จะมีขึ้น เพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงความคืบหน้า ในการที่จะได้ปฏิรูปราคาโครงสร้างแล้วก็ การบริหารจัดการราคาพลังงานทั้งพลังงานทางเลือกและพลังงานที่จะมีขึ้นในอนาคตที่สามารถ ตอบโจทย์เทคโนโลยีในสมัยใหม่ได้ อยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่ามีข้อสังเกต ที่จะนำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าปัจจุบันนี้ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้พยายามผลักดัน ให้มีการใช้ชีวมวลก็คือเอาชานอ้อยหรือใบอ้อยมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ พี่น้องเกษตรกรยังสามารถเอาพืชผลทางการเกษตรมาขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ ที่เราเรียกว่า Biomass ไม่ว่าจะเป็นเหง้ามันสำปะหลังก็ดี ไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพดก็ดี ไม่ว่าจะ เป็นฟางข้าวก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สามารถที่จะสร้างเม็ดเงิน🔗
นอกจากนี้ยังสามารถลดฝุ่น PM2.5 ได้ เรากำลังรณรงค์ รัฐบาลกำลังรณรงค์ ไม่ให้พี่น้องเกษตรกรเผาไร่ เผานา เพื่อลดฝุ่น PM2.5 เราสามารถเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่พี่น้องเกษตรกรในสมัยก่อนเผาทิ้งแล้วสร้างมลภาวะ เราเอากลับมาสร้างเป็นมูลค่าเพิ่ม โดยการขายเป็น Biomass หรือชีวมวลให้กับโรงไฟฟ้าได้ ผมก็เลยอยากจะนำเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าในแผนการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงาน ท่านรัฐมนตรีได้มีแผนการ ในการที่จะส่งเสริมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือสินค้าทางการเกษตรกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อลดฝุ่น PM2.5 เพื่อที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างเม็ดเงินให้กับพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ อย่างไร ในแผนงาน ในนโยบายของกระทรวงพลังงานในอนาคต จึงขออนุญาตนำเรียน ถามท่านรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้ถามเมื่อสักครู่เป็นเรื่องของแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า เขาเรียกกันว่าแผน PDP ทุกวันนี้แผน PDP จะเป็นตัวกำหนดกรอบของการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ถ้าหากว่าไม่เป็นไปตามแผนนี้ก็ทำไม่ได้ ทีนี้ในแผน ความจริงประเด็นที่ท่านถาม เมื่อวาน ก็เพิ่งมีคนมาร้องเรียนผม วันก่อนก็มีมาว่าเรามีขยะอยู่ตั้งเยอะ ทำไมไม่สามารถ สร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะได้เพิ่ม ติดขัดอยู่ที่ กกพ. ไม่อนุญาต เรามีใบไม้ ใบหญ้า หรือพวกเศษที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ที่เป็นปัญหาเรื่อง PM2.5 ที่เผาใบอ้อยบ้าง ฟางข้าวโพด อะไรต่าง ๆ ซังข้าวโพด อะไรที่ปลูกในไร่ข้าวโพดเยอะแยะไปหมด ทำไมไม่ทำ ผมก็ถาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในส่วนกระทรวงผมก็บอกว่ามันเต็ม มันเต็มตามแผน PDP ผมคิดว่า การแก้ปัญหาทั้งหมด บางเรื่องมันเหมือนเป็นคนละเรื่องแต่มันเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนที่ ท่านพูดเรื่องเมื่อสักครู่ว่าแผนพลังงานตรงนี้เป็นอย่างไร มันเป็นเรื่องผลิตไฟฟ้า แต่จริง ๆ แล้ว มันช่วยลด PM2.5 เพราะว่าแทนที่จะเอาไปเผาทิ้งเป็นอากาศ กลายเป็นไปสร้าง PM2.5 ก็เอามาเผาในระบบโรงไฟฟ้าซึ่งใช้พวกนี้เป็นเชื้อเพลิง เป็นพลังงานได้ เผาเหมือนกัน แต่ผลที่ได้ออกมาคนละอย่าง เผาแบบนี้คือเผาไปเลยในอากาศ สร้างมลภาวะ แต่เผาเป็น เชื้อเพลิงได้ไฟฟ้า แล้วก็ไม่มี PM2.5 ประเด็นคือว่าคนที่ทำแผน PDP ที่ว่านี่เราก็ไม่รู้ว่า เขาจะสามารถทำตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งนโยบายรัฐบาลอันหนึ่งคือต้องการใช้ตรงนี้ เป็นเชื้อเพลิงด้วยและลด PM2.5 ด้วย ก็โชคดีที่การประชุม กพช. ครั้งหลังสุด เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ซึ่งวันนั้นยังปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ ท่านก็เป็นประธานคณะกรรมการ กพช. คือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ท่านก็ได้มีมติของที่ประชุมว่าให้จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ขึ้นใหม่ แล้วก็แนวทาง ที่ผมได้มีโอกาสคุยกับท่านส่วนหนึ่งก็คืออยากจะให้มุ่งเน้นสิ่งที่ท่านถาม ประเด็นคือ ความจริงมันต้องมาสำรวจก่อนว่าในประเทศเรามีปริมาณ เขาเรียกว่าพลังงานทดแทน พวกชีวภาพ ชีวมวลทั้งหลาย ปริมาณปีปีหนึ่งเท่าไร ขยะทั้งหมดมันเท่าไร ใบไม้ ใบหญ้า อะไรที่ท่านถาม มันเท่าไรต่อปี แล้วยังมีพวกเศษใบไม้ที่ชาวบ้านไปเก็บมาจากในป่า ในเขามารวมกันทำได้อีกนะครับ ที่เป็นใบไม้ร่วงทิ้งโดยธรรมชาติเอามาทำได้หมด มันต้องสำรวจว่าเรามีปริมาณปีหนึ่งกี่ตัน เท่าไร พวกนี้เอามาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิต ไฟฟ้าได้เท่าไร แล้วก็ต้องกำหนดแผน PDP เพื่อให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานพวกนี้ให้เต็มไปตามปริมาณ พวกนี้เป็นอันดับแรก อย่างอื่นต้องลด แต่วันนี้ที่ใช้แผนปัจจุบันอยู่ไปเน้นที่แก๊สซึ่งเป็นต้นทุน ที่แพง แล้วต้องหาซื้อในราคาต่างประเทศ ส่วนที่ท่านถามผมกลับน้อย ก็เลยเกิดปัญหา ที่บอกว่ามาร้องเรียนกันเยอะว่าทำไมมีอยู่ตั้งเยอะทำไมไม่ผลิต เขาบอกเต็มตามแผน เพราะฉะนั้นในแผนที่คณะกรรมการชุดใหม่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. คือประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีดำริ แล้วก็จะตั้งขึ้นใหม่ ท่านก็ได้มอบหมาย เราก็จะได้มอบหมายนโยบายในส่วนนี้ให้คณะกรรมการชุดใหม่นี้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ สมาชิกได้ถาม ก็คือว่าให้มุ่งเน้นตรวจสอบในปริมาณพวกชีวมวลทั้งหลายเป็นอันดับแรก เพื่อจะมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในประเทศในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเมื่อคณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการ ก็คงจะมีการปรับแนวทางของแผนเป็นอย่างที่ผมนำเรียนท่าน แล้วก็จะได้ผลกลับมา ตามที่ท่านได้พูดเมื่อสักครู่ว่าทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ๆ ก็จะเป็นไปตามนั้น เพราะว่าแผนตรงนี้ ก็จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ คงไม่ติดใจแล้วนะครับ คุณอัครเดช ขอบคุณคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานครับ จบกระทู้ถามสดนะครับ🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑. เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะอนุกรรมการ ให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัด กรณีการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม🔗
ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเดินทางมาแล้ว พร้อมที่จะตอบแล้ว ขอเชิญคุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคประชาชนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ มีคำพูดที่ว่า คนจนนอนคุก คนรวยนอนบ้าน ผมแถมให้คำหนึ่งคนรวยนอนโรงพยาบาลด้วย ทุกท่านได้ยินคำพูดนี้แล้วทุกท่านรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ท่านทราบไหมว่าพระราชบัญญัติ กองทุนยุติธรรมใช้บังคับมาแล้วประมาณ ๑๐ ปี แต่ว่ากองทุนดี ๆ แบบนี้หน่วยงานดี ๆ แบบนี้แทบจะไม่มีการเติบโตเลย มันน่าเสียดายไหมครับ แล้วเพราะอะไรมันถึงไม่เติบโต เท่าที่ควรครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตอธิบายโดยกระชับสั้น ๆ ว่ากองทุนยุติธรรมคืออะไร กองทุนยุติธรรมถูกจัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความยุติธรรมแล้วก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม และกองทุนยุติธรรมก็มีภารกิจสำคัญอยู่ ๔ ประการ🔗
ประการที่ ๑ ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินคดี ก็จะ ดำเนินการจ่ายค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาลให้🔗
ประการที่ ๒ ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลย กล่าวก็คือเป็นการประกันตัว🔗
ประการที่ ๓ การจ่ายเงินเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน🔗
ประการที่ ๔ สุดท้ายคือการสนับสนุนงบประมาณในการจัดโครงการ ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ มีพี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนผ่านมาทางผม ว่าการพิจารณาคำร้องขอรับความช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน กรณีขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลยของอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดตามมาตรา ๒๒ พระราชบัญญัติ กองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ ประกอบข้อ ๑๕ แห่งระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการช่วยเหลือประชาชนในการขอปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาหรือจำเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่พูดมาทั้งหมดนี้แทบไม่ถูกนำมาใช้งานเลย กล่าวก็คือว่า ตามเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรมปี ๒๕๕๘ การที่กำหนดให้ มีการพิจารณาเร่งด่วนในการขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย เนื่องจากการขาด อิสรภาพถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อเป็นการอำนวย ความยุติธรรมและลดความเหลื่อมล้ำเพราะว่าประชาชนที่มีฐานะเขาก็สามารถ นำหลักประกันมาวางเพื่อปล่อยชั่วคราวได้เลยครับ แต่ประชาชนที่ยากไร้กลับต้องรอ การประชุมของคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดพิจารณา ซึ่งการประชุม จะเกิดขึ้นเดือนละครั้งถึง ๒ ครั้งเท่านั้นเอง ทุกท่านครับ ลองคิดตามผมมาดูว่าหากประชุม เดือนละ ๑-๒ ครั้ง ก็เท่ากับว่าหากไม่ใช้อำนาจในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามกฎหมาย ดังกล่าวประชาชนต้องถูกขังไม่น้อยกว่า ๑๕ วันถึง ๑ เดือน ทำให้ขัดต่อเจตนารมณ์ของ กฎหมาย ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ทั้งจากส่วนกลาง ทั้งส่วนภูมิภาคจะได้รับ คำตอบว่าคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดไม่กล้าที่จะใช้อำนาจ โดยไม่ผ่าน การประชุม แม้ว่ากฎหมายจะให้อำนาจไว้ก็ตาม ทั้งนี้การขอรับความช่วยเหลือกรณีการขอ ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในต่างจังหวัดมีสัดส่วนน้อยมากเทียบกับปริมาณของ คดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหาร กองทุนยุติธรรม ครั้งที่ ๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๘ นี้เอง มีผู้ขอปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาหรือจำเลยทั่วประเทศแค่ ๗๕๕ ราย เฉลี่ยเดือนละ ๘๔ รายเท่านั้นเอง หรือเราลอง คาดการณ์ทั้งปีงบประมาณก็จะมีคำขอ ประมาณ ๑,๐๐๖ ราย เทียบปริมาณคดีอาญาที่เข้าสู่ ศาลชั้นต้นประมาณปีละ ๖๐๐,๐๐๐ คดี ตามที่ปรากฏหนังสือรายงานสถิติคดีประจำปี ของศาลยุติธรรม ปี ๒๕๖๕ นอกจากนี้กองทุนยุติธรรมมีการใช้งบประมาณ อันนี้มาตามดูกัน ใช้งบไปประชาสัมพันธ์รวมถึงสร้างเครือข่ายผ่านการจัดโครงการด้วยตนเองหรือ รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดโครงการ ปีละ ๑๗ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในรายงาน ประจำปี ๒๕๖๗ แต่สถิติการขอความช่วยเหลือและการรับรู้ของประชาชนก็ยังไม่ได้มาก เท่าที่ควร ถามหน่อยครับ เอาแค่ที่ประชุมในห้องนี้ มีใครรู้จักกองทุนยุติธรรมไหมครับ เพราะฉะนั้นไปถามประชาชนทั่วไปหลายท่านไม่รู้จักแน่นอนปีละ ๑๗ ล้านบาท เอาไป ประชาสัมพันธ์ตรงนี้ มาถึงคำถามอยากจะขอถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภา🔗
คำถามแรก เพราะเหตุใดคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัด จึงไม่มีการใช้อำนาจพิจารณาในกรณีจำเป็นเร่งด่วน กรณีขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา หรือจำเลย หรือถ้ามีการใช้อำนาจในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ และ ๒๕๖๗ มีการพิจารณา ให้ความช่วยเหลือกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนทั้งหมดกี่ราย และขอฝากคำถามที่ ๒ แต่ว่าในช่วงต่อไปก็ยังจะอภิปรายกับท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
คำถามที่ ๒ สำนักงานกองทุนยุติธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม มีแนวทางการผลักดันอย่างไรให้ประชาชนในต่างจังหวัดเข้าถึงกองทุนยุติธรรมได้มากขึ้น เพื่ออำนวยความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำและแน่นอนครับแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ท่านจะดำเนินการอย่างไร ขอถามครับ🔗
ขอบคุณคุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน คำถามที่ท่านถามก็ต้องขอขอบคุณ เป็นคำถาม ที่ดีมาก ก็คือว่าทำไมอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดจึงไม่ใช้อำนาจพิจารณา ในกรณีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย🔗
อยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับ เรามีอนุประจำจังหวัดของกองทุนยุติธรรมอยู่ ๖๗ จังหวัด ในแต่ละจังหวัด ก็จะมีอนุ ๑๒ คน และในช่วงที่ผมเข้ามาก็ให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาเป็นอนุ ๒ คน แล้วก็ลดหน่วยราชการที่เป็นลักษณะอำนาจนิยมลง เป็นลักษณะคุ้มครองสิทธิ เข้าไปอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในโครงสร้างของกฎหมายก็คือเราให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอนุ แล้วก็มียุติธรรมจังหวัดเป็นเลขา ถามว่าเรามีความเห็นว่าใครก็ตามที่ต้องการเงินประกันตัว หรือปล่อยชั่วคราว จะต้องเข้าถึงความเป็นธรรมที่ใกล้ไม่ใช้เวลานาน ถ้าทำได้ในทันทีได้ยิ่งดี ดังนั้นในกฎหมายที่ท่านได้พูดถึงและระเบียบ เราก็ให้อำนาจท่านประธานก็คือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหรือจะเป็นตัวแทนอนุสักคนใดคนหนึ่งที่มอบให้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ ในอำนาจของประธาน แล้วก็ที่ผ่านมาเราก็พบว่าอาจจะมีการใช้น้อย เช่นที่ท่านถามว่า ในปี ๒๕๖๖ มีคำขอที่เร่งด่วน ๒๐ คำขอก็ให้หมด ปี ๒๕๖๗ มี ๑๘ คำขอก็ให้หมด ทีนี้ก็ได้สอบถามว่าทำไมจึงใช้น้อย เพราะว่าการแก้ปัญหาของผู้ว่าราชการจังหวัด ของกรรมการก็ดี เนื่องจากกองทุนเป็นเงินของรัฐเป็นนิติบุคคล ทุกคนเมื่อเป็นรูป คณะกรรมการก็เป็นห่วงเรื่องการใช้เงิน จึงจัดมีการประชุม ถ้ามีการขอให้ประกันตัว ก็จะประชุมเร่งด่วนในบางแห่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือพอหลังจาก สตง. ขอดูรายการ ว่าที่อนุมัติกองทุนไปเป็นอย่างไร ก็เลยทำให้คณะกรรมการมีความห่วงใยในเรื่องนี้ครับ ก็อยากจะเรียนว่ากองทุนยุติธรรมสามารถช่วยเหลือในด้านการประกันตัวได้อย่างเร่งด่วน แล้วก็เป็นอำนาจของประธานอนุซึ่งทุกจังหวัดก็จะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งประธาน อาจจะมอบหมายให้กับคนใดคนหนึ่ง ซึ่งบางแห่งก็จะมอบให้ยุติธรรมจังหวัด ดังนั้นคำถาม ของท่านคำถามที่ ๑ ก็คงจะตอบแล้ว🔗
ส่วนคำถามที่ ๒ ท่านจะถามในเรื่องของการจะส่งเสริมอย่างไรให้มี การใช้กองทุนเยอะขึ้น ต้องกราบเรียนว่าวันนี้ในการแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย เวลาเรื่องเข้าสู่คดีอาญา เราก็ขอให้ตำรวจได้แจ้งข้อหาให้กับผู้ต้องหาว่าคุณมีสิทธิ ตาม วิ.อาญา แล้ว ก็มีสิทธิที่จะใช้เงินกองทุน และอีกประการหนึ่งก็คือ เรายังมียุติธรรมจังหวัด ยุติธรรมชุมชนอยู่ ๗,๗๗๐ แห่ง ก็ไปให้ความรู้ แล้วก็เงินที่เราขอมา ๒๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเหลือ ถามว่าประชาชนทำไมจึงทราบในเรื่องการประกันตัวนี้น้อยหรือมาก สิ่งหนึ่งอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราก็อยากจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ท่านเชื่อหรือไม่ ว่าวันนี้ผู้ต้องขังที่คดีระหว่างอยู่ ถึง ๘๓,๗๑๘ คน เมื่อวาน นี่คดีระหว่างนะครับ แล้วก็ มีผู้ต้องขังทั้งหมดวันนี้รวมกัน ๓๐๐,๒๐๐ กว่าคน การไม่ให้ประกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องของ กองทุน การไม่ให้ประกันอาจจะไม่ใช่เรื่องของตำรวจด้วย ตำรวจหน่วงเขาไว้นิดเดียว แต่การไม่ให้ประกันเป็นเรื่องของศาล เป็นเรื่องของศาลยุติธรรม ซึ่งเราพร้อมที่จะให้บริการ เรื่องกองทุน แต่ว่าการที่เขาไม่ได้ประกัน อาจจะเป็นเรื่องของศาล แต่อยากให้ทำความเข้าใจ ว่าปริมาณคดีที่เยอะ จะเป็นปริมาณคดีของยาเสพติดประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ และ ใน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณคดีก็จะเป็นผู้ค้าเป็นส่วนใหญ่ ผู้เสพ ผู้ใช้ มีแค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ที่อยากจะให้เห็นภาพ การที่ไม่ได้ประกันตัวอาจจะเป็นเรื่องลักษณะคดี แล้วก็ช่วงหลัง มีจำนวนมาก คดีบัญชีม้ารองลงมา ซึ่งอันนี้ศาลอาจจะมองว่าเป็นเรื่องภัยกับประชาชน แล้วอาจจะหลบหนี ดังนั้นการแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ สิ่งหนึ่งคือถ้าศาลให้ประกันตัว ๘๐,๐๐๐ กว่าคน ผมคิดว่าเรือนจำก็ลดความแออัด แล้วทางกระทรวงเองก็มองว่าในส่วนนี้ เราน่าจะถึงเวลาที่ต้องมี House arrest สำหรับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างคดี คืออาจจะให้ไป ควบคุมที่บ้าน ซึ่งเราก็ออกระเบียบไว้แล้วแต่ว่าอยู่ระหว่างกฎกระทรวง🔗
อีกส่วนหนึ่งการแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำเราก็ยังมีระเบียบที่คุมขังอื่น ซึ่งคราวนี้ก็ออกเสร็จหมดแล้ว อยู่ในเกณฑ์ที่จะพิจารณา เช่น คนป่วยติดเตียง คนเป็นมะเร็ง หรือโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ตรงนี้ ส่วนจะใช้กองทุนไปให้แก้ปัญหานักโทษ ล้นเรือนจำนั้น กองทุนเป็นเรื่องการอำนวยความยุติธรรมให้เข้าถึงรวดเร็ว แล้วก็ เสียค่าใช้จ่ายน้อย แล้วเราก็มีเงินเหลือเฟือจะพอตอบรับเพราะวันนี้กรมบัญชีกลางก็ได้ตอบ มาอีกว่าเงินค่าปรับหรือหนีประกันหรือค่าธรรมเนียมซึ่งในกฎหมาย มาตรา ๘ มาให้กองทุน ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรมบัญชีกลางใช้มานานแล้ว ไม่ใช้สมัยผมอยู่ก็มาขอจนกรมบัญชีกลาง ก็ทำหนังสือไปให้ศาล และไตรมาสนี้ก็ได้มาอีก ๕๐ ล้านบาท แล้วก็ต้องเรียนว่าวันนี้ผมคิดว่า สิ่งที่คนมาใช้น้อยก็อาจจะได้รับรู้เรื่องกองทุนยุติธรรม ซึ่งถ้าในงานศึกษาของที่เราให้การวิจัย ศึกษาเปรียบเทียบ คนพึงพอใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าถ้าประชาชนยังเข้าใจน้อยก็จะขอ ประชาสัมพันธ์ยิ่งขึ้นไป ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญคุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ถามได้อีกครั้งหนึ่ง ท่านมีคำถามกี่คำถาม เขาก็ไม่ได้ห้าม มีอีกกี่คำถาม แต่ว่าถามได้ ๒ ครั้ง เชิญท่าน ถามได้เลยครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ขอบคุณข้อมูลจากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ ผมมีประเด็นสอบถามต่อเนื่องเพิ่มเติม ประเด็นแรก พอได้ฟังรายละเอียดแล้วทราบว่าอนุกรรมการนี่แน่นอนมีท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดนั่งเป็นประธาน แล้วก็ได้มีการมอบหมายให้กับยุติธรรมจังหวัด ตรงนี้อยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับผมอยากเสนอว่าหากในสายการบัญชาการ ถ้าจะเป็นการแจ้งไปยังผู้ปฏิบัติงาน โดยท่านรัฐมนตรีให้ยุติธรรมจังหวัดได้สามารถ เปิดประชุม แล้วก็สามารถนำกระบวนการของกองทุนยุติธรรมไปช่วยประชาชนที่เขาลำบาก เขายากไร้ไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าศาล ค่าทำคดีนี้ หากเป็นการสั่งการ เชิงนโยบายก็จะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจำนวนมากได้ เผื่ออันนี้ท่านรัฐมนตรี จะพิจารณา🔗
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของการนำเงินงบประมาณ ๑๗ ล้านบาท เพื่อที่จะไป ประชาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายเกี่ยวกับโครงการในการสนับสนุนการจัดทำโครงการ ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงกองทุนยุติธรรมครับ อยากจะสอบถามว่ากองทุนยุติธรรมได้ตั้งตัวชี้วัด หรือเคพีไออย่างไร ในเชิงปริมาณ ในเชิงคุณภาพว่า เมื่อไปประชาสัมพันธ์แล้วท่านคาดหวัง ในเชิงปริมาณอย่างไร ท่านคาดหวังในเชิงคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ตั้งไว้อย่างไรนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ในกรณีที่เราได้ฟังข้อมูลจากท่านรัฐมนตรีแล้วก็คิดตามไปด้วย ก็จะเห็นภาพว่าภาพที่ชัดขึ้นคือ ถ้านับจำนวนคดีอาญาหรือคดีใด ๆ โดยผลรวม แล้วเราจะ เหมาเอาทั้งหมดว่าคดีเหล่านั้นเรานำมาเป็นตัวตั้งต้นในการคิดว่าจะมีพี่น้องประชาชน ได้รับการประกันหรือไม่ประกันตัว ขึ้นอยู่กับศาล ทีนี้ผมก็เลยอยากจะสอบถาม เชิงให้ข้อสังเกตว่าถ้าอย่างนั้นแล้ว ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปได้หรือไม่ เวลาสถิติ ต่าง ๆ ออกมาท่านเพิ่มงานนิดหนึ่งในการที่จะจำแนกแยกแยะว่าคดีอาญาก็ดี คดีที่น่าจะ มาใช้บริการกองทุนยุติธรรมทั้งหมด เหมาปีแล้วมีกี่คดี เป็นคดีที่ศาลให้ประกันตัวเท่าไร เข้าสู่กระบวนการได้รับ ได้ใช้บริการกองทุนยุติธรรมเท่าไร เพื่อที่จะได้วัดผลแล้วก็ติดตามได้ และแน่นอนครับ ในส่วนของคดีที่ศาลก็ดี ท่านมีวิจารณญาณว่าไม่เหมาะ ไม่ควร ที่จะได้รับ การประกันตัวจะได้แบ่งออกไปครับ คราวนี้เราจะเห็นประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ตั้งเป้าหมาย วัดผลเชิงปริมาณ วัดผลเชิงคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์จะชัดเจน ขอสอบถามรอบนี้เท่านี้ครับ🔗
ขอบคุณ คุณฉัตร เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ🔗
ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ เป็นคำถามต่อเนื่องที่ดีนะครับ ถามว่า กองทุนยุติธรรมเรามีตัวชี้วัด ตัวชี้วัดที่จะให้มาใช้เงินกองทุนเราไม่ได้เรียกร้องว่าทุกคน ต้องมาใช้ แต่ตัวชี้วัดหนึ่งคือ คดีอาญาทั้งหมด มันจะเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน ถ้าไปฟ้องเอง ก็เป็นเรื่องอีกส่วนหนึ่ง ฟ้องเองจำเลยก็จะรู้ว่าวันไหนศาลไต่สวนมีมูล ไม่มีมูล ตัวชี้วัดอันหนึ่ง ก็ทุกคนที่เป็นผู้ต้องหา แล้วก็เป็นจำเลยในคดี ควรจะรู้สิทธิ สิทธิของผู้ต้องหา เช่น ได้รับ การเยี่ยมเยือน ได้รับการรักษาพยาบาล แล้วเราก็ขอโดยผ่านกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ขอให้พนักงานสอบสวนแจ้ง คุณยังมีกองทุนยุติธรรมขึ้นไป อันนี้ตัวชี้วัดซึ่งในกรณีที่เข้าไปดู รายละเอียดของสำนวนว่าได้บันทึกไว้ทุกอันหรือไม่นั้น ต้องขอขยายไปถามอีกที แต่ว่า นี่คือหลักการ คือถ้าทุกคนรู้🔗
อีกประการหนึ่งคือในจำนวนที่จะถามว่าจำนวนศาลที่มาขอกองทุนแล้วไม่ให้ เนื่องจากคดีอาญามันจะไม่ฉุกละหุกจนเกินไป เช่น มีการนัดหมายจะส่งตัว มีการจะถูก หมายจับถูกอะไรนี่ ทางจำเลยจะมีวิธีพิจารณาแล้วมีจังหวะเวลา ดังนั้นการขอฉุกเฉิน ที่ท่านถามจะมีน้อย แล้วก็ในหลาย ๆ แห่งคดีนี้มีการปรับตัว เมื่อภาคประชาชนเข้ามา เป็นกรรมการรับรู้ เราก็พยายามสื่อไปที่ยุติธรรมจังหวัด แต่วันนี้เดี๋ยวเสร็จจากนี้ผมต้อง ไปประชุมผู้ว่า ผู้การ ก็อาจจะเอาเรื่องนี้ไปถ่ายทอดด้วย ขอให้ผู้ว่าคำนึงถึงทุกข์ร้อนของ ประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการประกันตัว แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของ เงินกองทุนนี้ ถามว่าที่เราเอาเงินไปใช้ ๑๗ ล้านบาท ซึ่งเราก็มีคณะกรรมการตรวจสอบ นอกจากกรรมการกองทุนแล้วยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ท่านฟัง มีท่านชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ นางสาวซาราห์ บินเย๊าะ ท่านอาจารย์ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีที่จุฬาลงกรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นกองทุน เราก็จะพยายามขับเคลื่อนเพื่อจะทำให้ประสิทธิภาพ ของกระบวนการยุติธรรมเรามีประสิทธิภาพและประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสิ่งหนึ่ง ที่เรากำลังจะมอบอำนาจให้ไปอีกอันหนึ่งก็คือเดิมอนุจังหวัดช่วยเฉพาะเรื่องดำเนินคดี คือ ช่วยเรื่องทนายความ ค่าธรรมเนียม ค่าพาหนะ พาหนะเราก็แก้ไขให้เป็นตามเป็นจริง แล้วเรื่องประกันตัวตอนนี้ให้ไปช่วยเหลือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับบุคคลที่ถูกละเมิด สิทธิมนุษยชน จะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าผลประโยชน์ตอบแทน แล้วก็โดยเฉพาะ ในเรื่องการช่วยเหลือทางกฎหมายมีความสำคัญมาก ผมคิดว่าถ้าเราใช้งบประมาณช่วยเหลือ ทางกฎหมายแล้วคนได้รับความคุ้มครองความยุติธรรมมากขึ้นก็ถือว่าเป็นประโยชน์ โดยภาพรวม ๆ และสิ่งที่ท่านเสนอแนะผมจะไปขับเคลื่อนครับ เดี๋ยวเสร็จจากนี้ ผมขออนุญาตท่านภูมิธรรม เราประชุมผู้ว่า ผู้การ ท้องถิ่นและสาธารณสุข เพื่อจะขับเคลื่อน แก้ปัญหายาเสพติดครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ขอบคุณผู้ตั้งกระทู้ถามด้วยครับ คุณฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ จบกระทู้ถามทั่วไปที่ ๑ ครับ🔗
กระทู้ถามต่อไป เนื่องจากว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผู้ถูกตั้งกระทู้ถาม วันนี้มีจำนวนกระทู้ของท่าน ๒ กระทู้ ท่านขออนุญาตว่า ขอให้กระทู้ถามที่ถามท่านในระเบียบวาระที่ ๑.๒.๒ และกระทู้ถาม ในระเบียบวาระ ที่ ๑.๒.๕ ให้มาถามต่อเนื่องกัน ซึ่งการเลื่อนระเบียบวาระนี้ต้องได้รับอนุญาตจากที่ประชุม ซึ่งผมเป็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ตามที่รัฐมนตรีได้ขอ ถ้าไม่มีผู้ใดขัดข้องก็จะอนุญาต ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีขอนะครับ ขอให้กระทู้ถามของท่านถามอย่างต่อเนื่องนะครับ ไม่มีผู้ใดขัดข้องนะครับ🔗
๒. เรื่อง การบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำท่าจีนในช่วงฤดูฝนและ การแบ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแบ่งเบาภาระน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗
ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาพร้อมที่จะตอบแล้ว ขอเชิญคุณกิตติภณ ปานพรหมมาศ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม กิตติภณ ปานพรหมมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๔ พรรคประชาชน ผู้แทนของคนบางเลน ดอนตูม กำแพงแสน สระพัฒนาและตำบลห้วยม่วง คนลุ่มน้ำท่าจีนครับ ผมต้องขอขอบพระคุณที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ที่ท่านได้มาตอบกระทู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ในลุ่มแม่น้ำท่าจีนในช่วงฤดูฝนและการแบ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแบ่งเบาภาระน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดนครปฐมและ พี่น้องชาวท่าจีนที่ต้องรับภาระตลอดหลายปีที่ท่านมาด้วยตัวเอง🔗
ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงลักษณะ ทางกายภาพของแม่น้ำท่าจีนให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีทราบ เพื่อจะนำไปสู่ คำถามต่อไปนะครับ เบื้องต้นก่อน ท่านประธานครับแม่น้ำท่าจีนมีชื่อเรียกตามแต่ละจังหวัด ที่ไหลผ่าน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำคลองมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรีและ แม่น้ำท่าจีนที่เป็นที่เรียกแหล่งค้าขายของชาวจีนบริเวณปากแม่น้ำที่นำมาเป็นชื่อเรียก ของแม่น้ำทั้งสายในปัจจุบันนี้ เป็นแม่น้ำที่เชื่อมออก ตัดน้ำแบ่งออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านจังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐมและออกปากอ่าวที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมระยะทางกว่า ๓๑๕ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า ๑๓,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ลักษณะ ทางลำน้ำเป็นลำน้ำที่คดเคี้ยวค่อนข้างสูง มีความลึกไม่มากนัก ในส่วนของจังหวัดนครปฐม พื้นที่ริมแม่น้ำเป็นพื้นที่ราบ น้ำท่วมถึงและมีการแบ่งซอยคลองย่อยต่าง ๆ มีการดูแลพื้นที่ แบ่งออกเป็น ๒ ฝั่งลำน้ำ โดยฝั่งตะวันออกดูแลโดยสำนักงานชลประทานที่ ๑๑ และ ฝั่งตะวันตกดูแลสำนักงานชลประทานที่ ๑๓ ทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำจะเห็นได้ว่า มีการสร้างแนวคันกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมและมีสถานีสูบน้ำที่มีศักยภาพในการสูบน้ำ แต่กลับกันครับท่านประธานในฝั่งตะวันตกนั้นมีตลิ่งที่ต่ำกว่าฝั่งตะวันออกและยังไม่มี ศักยภาพในการจัดการน้ำอย่างเต็มที่🔗
ผมขอยกตัวอย่างศักยภาพในการระบายน้ำของสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน โดยแบ่งเป็นฝั่งตะวันออกที่ประกอบไปด้วย คบ. พระยาบันลือและ คบ. พระพิมล มีเครื่องสูบน้ำ กว่า ๑๑๓ เครื่อง กลับมาดูฝั่งตะวันตกซึ่งมี คบ.กำแพงแสน คบ.บางเลน และ คบ.นครปฐม เป็นผู้ดูแล รวมมีเครื่องสูบน้ำอยู่ ๒๖ เครื่องเท่านั้น ข้อมูลมาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองหลวงได้มีการเตรียมการป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม น่าชื่นชมนะครับ แต่คนที่ต้องรับวิบากกรรมก็คือฝั่งตะวันตกและคนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำของฝั่งตะวันออก ก็เช่นเดียวกันที่ต้องเป็นด่านหน้าในการระบายน้ำจากเมืองหลวงลงแม่น้ำท่าจีน แต่ปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีการเตรียมอะไรไว้เลย ผมเองอยู่ในกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แล้วก็ได้ตั้งคำถามมาตลอดก็คือเราควรจะหันกลับไปดูศักยภาพความจุของแม่น้ำท่าจีนว่า ความเป็นจริงแล้วตัวเลขความจุตลอดลำน้ำมีอยู่เท่าไร เพราะต้องรับน้ำมาจากด้านบน จากการตัดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ป้องกันเมืองหลวง แล้วก็ยังต้องรับน้ำจากคลองย่อยต่าง ๆ ตลอดสาย ไม่ว่าจะเป็นคลองสองพี่น้อง คลองท่าสารบางปลา คลองท่าเรือบางพระ คลองเจดีย์บูชา ที่ฤดูน้ำไม่สามารถระบายน้ำออกมาได้เลย และยังต้องเพิ่มศักยภาพอีก พอสมควรเลย จนมีคำกล่าวที่ว่าแม่น้ำท่าจีนมีเครื่องมือที่ระบายน้ำที่ดีที่สุด คือดวงจันทร์ครับ เพราะว่าต้องรอช่วงที่ดวงจันทร์ไม่เต็มดวงจะไม่เกิดน้ำหนุนและน้ำจะไหลลงทะเลได้เร็วขึ้น ในที่ประชุมของจังหวัดบางคณะยังใช้ตัวเลขความจุลำน้ำอยู่ที่ ๔๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแค่ประตูพลเทพด้านบน เปิดมาก็ ๒๒๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน ทั้งนครปฐมก็อ่วมกันแล้วครับ เป็นตัวเลขที่จริงหรือไม่ ๔๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เรายังไม่ได้มีการศึกษากันว่าศักยภาพอย่างจริงจังของ แม่น้ำท่าจีนครับว่าปัจจุบันเรามีความจุลำน้ำเท่าไรกันแน่ ตรงนี้เป็นคอขวดหรือเป็น ส่วนกว้าง มีสันดอนตรงไหน ยังไม่ต้องพูดถึงการขุดลอกคูคลองที่ไม่ได้ขุดมานับสิบปี และความเร็วของน้ำ มีความเร็วเท่าไรในแต่ละช่วงและการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจะช่วยได้ จริงหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเราไม่ได้ศึกษาศักยภาพของลำน้ำอย่างแท้จริง จะไม่สามารถรู้ได้เลย ว่าการขุดลอกแบบใดจะช่วยแก้ปัญหา ขุดริม ขุดลึกแค่ไหน ขุดตรงกลาง ขุดตรงไหน เพราะจริง ๆ แล้วอยากให้เริ่มจากการมองบนพื้นฐานความถูกต้องก็คือพื้นฐานที่เราจะ วางโครงการต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรม ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำท่าจีนนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการ เพราะพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ ที่มีอุทกภัยร้ายแรง แต่กลับมีน้ำท่วม ๓-๔ เดือน แล้วก็มีโอกาสจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี ที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนั้นผมจึงขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานที่ท่านรัฐมนตรีกำกับดูแลมาร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา การจัดการน้ำในฤดูน้ำอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ เกษตรกรรมและชุมชนริมน้ำซึ่งเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมพี่น้องชาวลุ่มน้ำท่าจีนมาตลอดนับหลาย สิบปีและขอเข้าสู่คำถามที่ ๑ ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานมีแผนการบริหารจัดการลุ่มน้ำท่าจีน ในช่วงฤดูฝนอย่างไร เพื่อป้องกันผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนริมน้ำ โดยขอทราบรายละเอียด ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมก็เป็น สส.ภาคตะวันออก ท่านกิตติภณ อยู่ภาคตะวันตก วันนี้มาตอบในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กิตติภณ ปานพรหมมาศ จากพรรคประชาชน จังหวัดนครปฐม ต่อเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะในช่วงที่จะ เป็นช่วงฤดูฝน แล้วก็เป็นเรื่องของการแบ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อแบ่งเบาภาระน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามกระทู้ถามที่ท่านได้กรุณาสอบถามผ่านท่านประธานมายัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมชลประทานเรามีหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำอยู่แล้ว เป้าหมายก็คือว่าน้ำทุกหยดที่ไหลผ่านแม่น้ำ คลองสายต่าง ๆ ในประเทศ เราก็มีความจำเป็น ที่จะต้องลงไปวางแผน ลงไปบริหารจัดการ แต่ว่าจริง ๆ แล้วหลักการในการบริหารจัดการน้ำ เราต้องมองเป็นภาพรวม ก็คือหลัก ๆ แล้ว น้ำที่จะไหลลงผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาก็มาจาก ภาคเหนือ ปิง วัง ยม น่าน ก็ค่อย ๆ ไหลผ่านลงมารวมกับปริมาณน้ำฝนที่อาจจะเกิดขึ้น ในบางพื้นที่จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำในแต่ละช่วงเวลา อาจจะต้องใช้เทคนิคหรือว่า ต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ดี ผมนำเรียนผ่านท่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องบริหารจัดการน้ำให้พี่น้องประชาชน คนไทย ไม่ว่าคุณจะอยู่ภาคเหนือ คุณจะอยู่ภาคอีสาน จะอยู่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก หรือแม้แต่กระทั่งภาคใต้ ทำอย่างไรให้พี่น้องเรามีน้ำใช้ในวันน้ำแล้ง และทำอย่างไร ที่จะบรรเทาปัญหาในวันที่น้ำมันมาเยอะ โดยต้องขอบคุณ ผมต้องขอบคุณเจตนารมณ์ ของท่านกิตติภณ ปานพรหมมาศ ซึ่งเป็นผู้ตั้งกระทู้ถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ ที่ท่านนั้นมีความห่วงใยต่อสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ผมขอกราบเรียนว่าการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน หลัก ๆ เลย น้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน จะไหลลงมารวมที่สถานี วัดน้ำ C.2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งปัจจุบันมีความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ที่ ๓,๖๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หมายความว่าทุก ๆ วินาที จะมีน้ำ ๓,๖๖๐ ลูกบาศก์เมตร ไหลผ่าน อันนี้คือความสามารถสูงสุดที่ประตูสถานีน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์พึงรับได้ ซึ่งจากตัวเลขที่ผม Check เมื่อวาน วันที่ ๑๖ กรกฎาคมในช่วงเช้า ขณะนี้เกือบจะ Real-Time ก็มีปริมาณน้ำไหลผ่านประตู C.2 อยู่ที่ ๗๖๘ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็คิดเป็นประมาณ ๒๐-๒๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผมต้องนำเรียนว่าปีนี้ กรมชลประทานทำการพร่องน้ำ มากกว่าปีก่อน เนื่องจากการคาดการณ์สถานการณ์ว่าปีนี้ฝนจะมาเยอะ ดังนั้น การบริหาร จัดการน้ำทั้งข้างบนและข้างล่างมันก็ต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน🔗
ทีนี้มาต่อครับ กรมชลประทานก็อย่างที่ผมนำเรียนไป หลักการสำคัญ หลักการหนึ่งที่กรมชลประทานใช้มาโดยตลอด ก็คือระหว่างทางเราจะต้องพยายาม ตัดยอดน้ำ ไม่ว่าจะทางซ้ายที ทางขวาที เพื่อให้มันเป็นไปตามหลักที่วิศวกรของ ทางกรมชลประทานเขาคำนวณ เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดยอดน้ำหรือว่าการปล่อยปริมาณน้ำ ที่มากเกินไป มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ ทั้งหน้าฝนและหน้าแล้ง หลังจากผ่านสถานีวัดน้ำที่นครสวรรค์ไปแล้วปริมาณน้ำก็จะถูก ลำเลียงผ่านคลองต่าง ๆ อย่างที่ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่าออกซ้ายที ขวาที ผ่านประตูน้ำ ผ่านการบังคับน้ำต่าง ๆ รวมไปถึงประตูน้ำพลเทพซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัด ชัยนาท ซึ่งประตูน้ำพลเทพนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำท่าจีนที่ท่านสมาชิกได้ห่วงใย ผมเข้าใจดีครับ บ้านผมแม่น้ำบางปะกงผมก็หวงแหนเหมือนกัน ดังนั้นเอง ที่ประตูน้ำพลเทพ ซึ่งขณะนี้มีความสามารถในการรับน้ำมากที่สุดประมาณ ๒๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้ เมื่อวานที่ Check มา มีปริมาตรน้ำไหลผ่านอยู่ที่ ๗๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที คิดเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นถ้าประเมินสถานการณ์ ณ วินาทีนี้ กรมชลประทาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ยังคิดว่าการบริหารจัดการน้ำยังสามารถรับมวลน้ำได้อีกเยอะ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าทราบดีว่าพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ละแวกแม่น้ำท่าจีน ซึ่งแม่น้ำท่าจีนที่มีความยาวประมาณ ๓๐๐ กว่ากิโลเมตรอย่างที่ ท่านสมาชิกได้นำเรียนพวกเราไป ก็ผ่านจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม ซึ่งเป็นบ้านของ ท่านกิตติภณ สมุทรสาคร แล้วก็จะไหลลงแม่น้ำออกไป ผมขออนุญาตนำเรียนว่าปีนี้ ชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มแม่น้ำท่าจีนดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. เป็นการพร่องน้ำในคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำ ในแม่น้ำท่าจีนต่าง ๆ ซึ่งอย่างที่ผมนำเรียนมันก็ต้องมีความสัมพันธ์ ข้างบนปล่อยมาเยอะ ข้างล่างก็ต้องปล่อยเยอะ ข้างบนปล่อยน้อย ข้างล่างก็ต้องปล่อยน้อย ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญก็คือการประเมินน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 ก็หมายความว่าเราจะใช้ C.2 เป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ หากมีน้ำไหลผ่านมากกว่า ๙๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็จะต้องปรับแผนการพร่องน้ำเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนี้การพร่องน้ำ ที่ประตูระบายน้ำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ท่าโบสถ์ ประตูระบายน้ำสามชุก ประตูระบายน้ำโพธิ์พญา ซึ่งอยู่ต่ำกว่าประตูระบายน้ำพลเทพ ก็ต้องบริหารจัดการให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน🔗
๒. กรมชลประทานจะต้องตรวจสอบ แล้วก็เตรียมความพร้อมในเรื่องของ ตัวอาคารหรือว่าเครื่องจักรต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจจะไม่คาดคิดในเรื่องของน้ำมา🔗
๓. จะต้องดำเนินการขุดลอกคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำต่าง ๆ ที่อยู่ใน ลุ่มแม่น้ำท่าจีนทั้งหมด รวมถึงการกำจัดวัชพืชหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำด้วย โดยขณะนี้ผมต้อง นำเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกจริง ๆ จากข้อมูลของผมช่วงนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว ๗๕ รายการ เหลืออีก ๓๓ รายการที่ผมอาจจะต้องกลับไปเร่งรัดให้กรมชลประทาน ดำเนินการให้เสร็จ ก่อนที่จะมีช่วงน้ำมาเยอะนะครับ🔗
๔. อย่างที่ท่านบอกเลยครับ จะมีการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ เสี่ยงเพิ่มอีก ๑๙ จุด ซึ่งผมก็ต้องนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านกรุณาได้บอกว่าเครื่องสูบน้ำต่าง ๆ อยู่ฝั่งตะวันออกอยู่ตั้ง ๑๐๐ กว่าเครื่อง แล้วอีกเพียงแค่ ๒๖ เครื่องอยู่ฝั่งตะวันตกผมก็จะกลับไปตรวจสอบ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำให้มันสามารถช่วยกันได้ทั้ง ๒ ฝั่ง ก็ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ท่านได้กรุณาให้ความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้นะครับ🔗
ต่อไปก็จะทำการติดตามและประเมินสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ แบบ Real-time จัดให้มีจุดแจ้งเตือนภัยต่าง ๆ นอกจากนี้ยังให้กรมชลประทาน ทำการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำโดยใช้ธงแสดงผล ไม่ว่าจะเป็นสถานะเป็นปกติ สถานะ เฝ้าระวังหรือสถานะวิกฤติ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีนได้รับรู้ รับทราบว่าเขาจะต้องระวังตัวเองเมื่อไร นอกจากนี้ผมได้สั่งให้ทางกรมชลประทานอยู่ใกล้ ๆ นี่เองครับ ที่สำนักงานชลประทานสามเสน ตอนนี้ได้เปิดศูนย์เพื่อติดตามสถานการณ์และ บริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าฝน โดยมี Link ให้ที่สามเสนเป็น Center ในการ Link เข้ากับ ศูนย์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศของกรมชลประทาน เพื่อที่จะทำให้เรารู้ว่าสถานการณ์แต่ละที่ เป็นอย่างไรและเอาข้อมูลต่าง ๆ ในแต่ละที่มา Generate มาช่วยกันพิจารณาว่าเราจะต้อง ระมัดระวังในส่วนไหน เบื้องต้นผมก็ต้องขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธาน แต่ว่าอย่างไรก็ดี ทุกสิ่งที่ท่านสมาชิกได้บอกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของที่ท่านอาจจะมองเห็นว่าความไม่เท่าเทียมกัน ในฝั่งตะวันออกหรือฝั่งตะวันตกผมก็จะกลับไปทำให้มันมีความ Balance มากยิ่งขึ้นนะครับ🔗
นอกจากนี้การเพิ่มศักยภาพต่าง ๆ หรือว่าต้องไปวางแผน ไม่ให้การระบายน้ำ ของชลประทานในลุ่มแม่น้ำท่าจีนขึ้นอยู่กับดวงจันทร์ เพราะเราควบคุมไม่ได้ ผมก็ไม่ชอบ เหมือนกันนะครับ การขุดลอกคูคลองอย่างที่ผมได้นำเรียนไป เข้าใจว่าเดี๋ยวท่านคงจะถาม ในข้อต่อไป ขออนุญาตตอบคำถามแรกผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญคุณกิตติภณ ปานพรหมมาศ ถามเป็นครั้งที่ ๒ เชิญครับ🔗
ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์อีกครั้งหนึ่งที่มีแผนบริหารจัดการน้ำเบื้องต้นในปีนี้ที่ดี แต่ผมขอเพิ่มเติมก็คือเราอยากจะให้มองถึงศักยภาพที่แท้จริงของลุ่มน้ำท่าจีนว่าเป็นอย่างไร เรารับได้แค่ไหน จะบริหารจัดการระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไร ให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนในลุ่มน้ำท่าจีนไม่ต้องทนกับชะตากรรมแบบนี้ที่น้ำท่วม ๓-๔ เดือน แล้วก็ อย่างที่ผมบอกไปก็คือมันท่วมมากขึ้นและนานขึ้นทุก ๆ ปี ผมยืนยันว่าต้องดำเนินการศึกษา ศักยภาพของแม่น้ำท่าจีนอย่างจริงจังครับ ก็เรียนไปยังทางท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ🔗
แล้วก็นำสู่คำถามที่ ๒ ผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าเวลานี้ เรามีโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีความสอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว เช่น โครงการก่อสร้าง ประตูระบายน้ำคลองบางเลน ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถช่วยลดผลกระทบน้ำท่วมชุมชนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ยังพบว่าปัจจุบันคลองบางเลนยังมีระยะทางขาดอยู่ ประมาณ ๒ กิโลเมตร ก่อนออกสู่ปากแม่น้ำท่าจีน ที่ยังไม่ได้เป็นทางน้ำชลประทาน ซึ่งส่งผลต่อ แผนการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางเลนเป็นอย่างมากครับ อยากจะถามว่ากระทรวง เกษตรและสหกรณ์มีแนวทางแก้ไขอย่างไร🔗
แล้วก็คำถามต่อเนื่องครับ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาระยะยาว การแก้ไข ปัญหาในการระบายน้ำในตอนล่างของแม่น้ำท่าจีนที่เป็นช่วงที่เป็นกระเพาะหมูคดเคี้ยว ๔ จุด ในแม่น้ำท่าจีนที่เป็นไปอย่างล่าช้าจนเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงมีการศึกษาการขุดคลองลัด ไว้แล้วมากกว่า ๒๐ ปี แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้คืบหน้าเท่าไรจึงอยากทราบว่าโครงการคลองลัด เหล่านี้ซึ่งจะเป็นการซับน้ำตาของชาวท่าจีนที่เราเคยได้รับมาจากการระบายน้ำมา จากเจ้าพระยา แต่ไร้การเหลียวแลจากภาครัฐว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะขับเคลื่อน เรื่องนี้อย่างไร🔗
สุดท้ายนี้ก็เลยขอแจ้งเรื่องเกี่ยวกับจุดบอดจุดเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเช่น การก่อสร้างประตูระบายน้ำสันติสุขที่มีการศึกษามาเช่นกัน ที่นี่ศึกษาเยอะมากแต่ก็ยังไม่ได้ ก่อสร้างเสียที รวมถึงด้านล่างด้วยนะครับ ก็มีจุดเล็กจุดย่อยต่าง ๆ คลองเจดีย์บูชา มีเครื่องสูบน้ำ ๔ เครื่อง มีเครื่องเก่าอีก ๒ เครื่องก็กลับโดนขโมยสายไฟใช้การไม่ได้ ส่วนอีกจุดเสี่ยงที่สำคัญที่ขอเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือ ประตูระบายน้ำท่าเรือ บางพระที่มีเครื่องสูบน้ำอยู่ ๒ เครื่อง ใช้ได้เพียง ๑ เครื่องเท่านั้น แล้วก็เสียอีก ๑ เครื่อง แต่จุดนี้ต้องรับน้ำจากอำเภอดอนตูมและอำเภอบางเลนซึ่งอยู่ในกำกับของ คบ.กำแพงแสน และ คบ.นครปฐม ที่ต้องเร่งแก้ไข จึงฝากท่านรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วยนะครับ🔗
สุดท้าย โปรดอย่ามองว่านครปฐมเป็นเพียงเมืองรอง ท่านรัฐมนตรีครับ เพราะว่าเราเป็นเมืองที่มีหัวใจ คือเศรษฐกิจ ปากท้องของชาวท่าจีน ที่เศรษฐกิจพร้อมจะ เติบโต แต่เรายังอยู่กับวิกฤติน้ำท่วมกันตลอด อย่างน้อยก็ครึ่งปีครับ หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้รับการแก้ไขจากหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทา ปัญหาให้กับพี่น้องชาวลุ่มน้ำท่าจีนต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.จังหวัดฉะเชิงเทรา สมาชิกพรรคกล้าธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ต้องขออนุญาตนะครับ ก็เป็นรัฐมนตรีมือใหม่ รู้สึกว่าใช้เวลาในคำถามแรกไปเยอะสักนิดหนึ่ง ก็จะเร่งครับ ขออนุญาตนำเรียนว่ากรมชลประทานมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ในการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะในช่วงของคลองมหาชัยให้สามารถรับ และสามารถระบายน้ำให้ได้อย่างน้อย ๆ ๙๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้การแก้ไข ปัญหาของการระบายน้ำตามคอขวดต่าง ๆ ก็เป็นเป้าหมายหลักที่จะทำให้เราสามารถ ระบายน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงสู่อ่าวไทยได้เร็วยิ่งขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นเองการเพิ่มประสิทธิภาพ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายระยะสั้นของกรมชลประทานนะครับ🔗
ในส่วนของแม่น้ำท่าจีนตอนบนผมได้มอบหมายให้กรมชลประทาน ทำการขุดลอกตะกอนต่าง ๆ ตามที่อยู่โดยเฉพาะตามประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา แล้วก็ ในส่วนของแม่น้ำท่าจีนตอนล่างก็ได้มีการขุดลอกและปรับปรุงแม่น้ำไปทั้งหมด ๒๓ จุด แล้วก็เป็นการปรับปรุงคลองลัดธรรมชาติ ซึ่งตามแผนงานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ก็ได้มีการปรับปรุงคลองลัดธรรมชาติอยู่ ๔ คลองด้วยกัน อย่างไรก็ดีทราบจากเพื่อนสมาชิก ด้วยความเคารพว่าท่านก็อาจจะไม่ได้มองว่าการปรับปรุงหรือว่าการลงไปลงมือ มันทำด้วย ความรวดเร็ว กระฉับกระเฉง ดังนั้นข้างหลังบัลลังก์ของเรานี้ก็มีตัวแทนจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ผมก็ขออนุญาตสั่งการเลยครับว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกของผม จากพรรคประชาชน ได้ฝากความห่วงใยไว้ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลังจากออกไปจากรัฐสภา แห่งนี้ ท่านจะต้องไปแจ้งชลประทานไม่ว่าจะเป็นสำนักงานชลประทานที่ ๑๑ สำนักงาน ชลประทานที่ ๑๓ ให้ลงไปดูสิว่าเพื่อนสมาชิกของผมสิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยเป็นเรื่องจริง หรือเปล่า ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องรีบลงมือแก้ไข ก็ต้องขอบพระคุณ ที่ท่านช่วยเป็นห่วงเป็นใย ให้กับพี่น้องที่อยู่ในแม่น้ำท่าจีน🔗
นอกจากนี้ทราบมาว่าการปรับปรุงคลองลัดมีปัญหาอยู่นิดหนึ่ง เพราะว่า บางช่วงนี้จำเป็นต้องปรับปรุงแบบ เนื่องจากติดที่ปัญหาเรื่องที่ดิน ดังนั้นก็ได้สั่งการให้เร่ง ให้ชลประทานทำเรื่องนี้ให้เสร็จจะได้รีบลงมือ สำหรับกรณีการบริหารจัดการน้ำที่ประตู ระบายน้ำบางเลนที่ท่านสมาชิกได้กรุณาเอ่ยถึง ต้องเรียนท่านสมาชิกตรง ๆ ว่าชลประทาน ไม่ได้ประกาศเป็นทางน้ำของชลประทาน เพราะว่าบริเวณนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยงานอื่น แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ได้พูดคุยกับตัวแทนของชลประทานที่ดูแลในละแวกนั้นว่า ถ้ามีความจำเป็น ถ้ามีความเร่งด่วนจริง ๆ ไม่ต้องห่วง ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ยินดี ชลประทานพร้อมที่จะทำงานร่วมกันไม่ว่าคลองตรงนั้น ไม่ว่าส่วนพื้นที่ตรงนั้นจะเป็น ของใคร ยินดีที่จะประสานและรับผิดชอบคลองบริเวณนั้นด้วย🔗
ในส่วนของจุดบอดจุดเสี่ยงต่าง ๆ ประตูระบายน้ำสันติสุขหรือว่าประตู ระบายน้ำท่าเรือบางพระที่เกิดความเสียหายไม่สามารถใช้ได้ทุกจุด ก็อย่างที่บอกครับ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ข้างหลัง ฟังผมแล้วก็ไปประสานให้ กรมชลประทานเร่งลงไปดำเนินการนะครับ ส่วนในเรื่องของการขโมยสายไฟก็ฝากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝากตำรวจ ถ้าจับได้ จับเลยครับ เพราะว่ามันสร้างความเดือดร้อนจริง ๆ ก็ขออนุญาตตอบท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ และขอขอบคุณผู้ตั้งกระทู้ คุณกิตติภณ ปานพรหมมาศ ด้วย ท่านไม่ติดใจอะไรแล้วนะครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานแล้วก็ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวลุ่มน้ำท่าจีน แล้วก็พร้อมจะสั่งการแก้ไขให้กับพี่น้องทุก ๆ คน เพื่อบรรเทาในช่วงฤดูน้ำซึ่งกำลังจะมา ในเดือนสองเดือนนี้ ขอบคุณครับ แล้วก็หวังว่าอาจจะได้ทำงานร่วมกับทางชลประทาน ผมก็ลงพื้นที่อยู่ตลอด ทำงานร่วมกับชลประทานตลอด อย่างไรก็ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรี ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
๓. เรื่อง ต้นทุนปัจจัยการผลิตอาหารสัตว์สูง นางฐิติมา ฉายแสง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗
ขอเชิญคุณฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้ถามทั่วไปของดิฉัน เข้าสู่ระเบียบวาระในวันนี้ ดิฉันขอเรียนว่าวันนี้ถือว่าเป็นวันที่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม อย่างยิ่งที่เราจะมาทบทวนต้นทุนอาหารสัตว์ของไทย เพราะว่าวันนี้ดิฉันจะนำเสนอว่า ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยมันสูง สวนทางกับรายได้เกษตรกร แล้วก็สวนทาง กับความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก แต่ก่อนอื่นดิฉันจะเล่าความเป็นมา ที่ทำให้ดิฉันรู้สึกเจ็บแล้วก็ลึก เจ็บลึกเลย อยากจะลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ คือยิ่งดิฉัน ลงพื้นที่พบปะประชาชนมากเท่าไร ดิฉันก็ยิ่งเห็นความย้อนแย้งในระบบของเกษตร ของประเทศไทยเรามากขึ้นเท่านั้น คือประเทศไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีดิน น้ำ ลม แดด เรามีครบทุกอย่างเลย แม้แต่ประเทศในเขตหนาวหรือเขตแล้งเขาก็อิจฉาเรา เราปลูกข้าวได้แทบทุกภาค เราผลิตข้าวโพดได้ มันสำปะหลังเราก็มีเยอะ มีกะลามะพร้าว เหง้าอ้อย มีกากน้ำตาล เศษพืชจำนวนมากเลยที่จะเอามาทำเป็นอาหารสัตว์ได้ แต่วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของไทยกลับต้องซื้ออาหารสัตว์ในราคาที่สูงเกินจริงเสมอเลย ถามจริง ๆ ว่าประเทศไทยที่บอกว่าเราเป็นครัวของโลก ทำไมเราต้องนำเข้าปลาป่นจากประเทศ เพื่อนบ้านทั้งที่เรามีเรือประมงเป็นหมื่นลำ ทำไมเราต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลายล้านตัน ทั้งที่เรานั้นปลูกได้เอง แล้วก็ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่าทำไมข้าวที่เป็นพืชหลักของไทย ชาวนา ขายได้ราคาเพียง ๕ บาทต่อกิโลกรัม แต่รำข้าวที่เป็นผลพลอยได้จากการสีข้าวเปลือก และมักเป็นวัตถุดิบที่เราใช้เลี้ยงสัตว์กลับมีราคาสูงกว่าข้าวเปลือกเป็นเท่าตัว ดิฉัน ไม่อยากตำหนิใครนะคะท่านประธาน แต่ว่าขอตั้งคำถามตรง ๆ ว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์นั้นทำอะไรอยู่ ทำไมถึงปล่อยให้ระบบเกษตรมันน่าเป็นห่วงขนาดนี้ ประเทศไทย ไม่มีนโยบาย Zoning ไม่มีการบริหารพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ไม่มีการวางแผนการปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างจริงจังหรือเปล่า สมาคมการค้าพืชไร่บอกว่าเกษตรกรไทย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ ๙๐๐-๑,๐๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ แต่กรมเศรษฐกิจการเกษตร ให้ข้อมูลว่าปลูกได้แค่ ๗๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ไม่เพียงพอกับความต้องการของภาคปศุสัตว์ รัฐบาลจึงต้องนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ อย่างนี้มันก็ทำให้เกษตรกรไทย อาจจะ ลำบากได้ ประเทศไทยไม่มีทิศทางการพัฒนาเกษตรของประเทศที่ชัดเจน ไม่มีการส่งเสริม เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่จะให้ผลผลิตต่อไร่สูง ระบบชลประทานก็ยังไม่ทั่วถึง มีงานวิจัยมากมาย แต่เกษตรกรอาจจะเข้าถึงได้น้อย เราต้องนำเข้าถั่วเหลืองมากถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของ ความต้องการใช้ในประเทศ แต่สิ่งที่นำเข้าเข้ามาส่วนใหญ่เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ จากสหรัฐอเมริกาและอนุญาตให้นำเข้ามา แต่ว่าห้ามเกษตรกรปลูกถั่วเหลืองจีเอ็มโอ มันตลกไหมคะท่านประธาน🔗
ทีนี้ท่านประธานดูตารางว่าราคาอาหารสัตว์ตารางแรกจะเห็นว่าข้าวโพด ถั่วเหลือง นำเข้าปลาป่น ข้าวสาลี ปลายข้าวอะไรก็แล้วแต่เรามีราคาแบบนี้ อันนี้คือ ราคาปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่าไทย ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ ประเทศเขาค่าแรงสูงกว่าเราตั้งเยอะ เขาก็ปลูกอะไรสู้เราไม่ได้เพราะว่าดิน น้ำ ลม แดด เขาไม่ได้เท่าเรา เวียดนามต่ำกว่าไทย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปเป็นต้นทุนอาหารสัตว์ ตาราง เปรียบเทียบต้นทุนอาหารสัตว์ภาพต่อไป ท่านประธานดูนะคะ หมู ไทยเราต้นทุน ๘๐ สหรัฐอเมริกา ๔๐ ต่างกันเท่าตัว ไก่เนื้อไทย ๓๖-๓๘ บราซิล ๒๔ เอง กุ้งขาวอินเดียถูกกว่าเรา เวียดนามถูกกว่าเรา ปลานิลไทย เวียดนามแข่งกัน เราแพ้ ดิฉันจึงขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก เราปลูกพืชอาหารสัตว์ได้มากมายหลายชนิดแต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์กลับสูง กระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีแนวทางในการลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้หรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียด ภาคปศุสัตว์และประมงของไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าตลอดหรือไม่ ถ้าไม่ แก้ไขหรือ ปรับปรุงโครงสร้างนี้ เกษตรกรที่มีอาชีพปลูกพืชอาหารสัตว์จะดำรงชีพต่อไปอย่างไร ท่านเคยคิดถึงเขาบ้างไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ อย่างไรขอทราบรายละเอียด เป็นคำถามช่วงแรก ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รู้สึกจะอยู่จังหวัดเดียวกันใช่ไหม ผู้ถามกับ ท่านรัฐมนตรี เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดเดียวกับท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ต้องขอบพระคุณ แล้วก็ต้องขออนุญาต ท่านประธานตอบคำถามในกระทู้ทั่วไปของท่านฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๑ ผมเขต ๒ ครับ ก็ต้องนำเรียนว่าความห่วงใยในเรื่องของ วัตถุดิบโดยเฉพาะในเรื่องของการผลิตอาหารสัตว์และเรื่องต้นทุนของอาหารสัตว์นั้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน จริงอย่างที่ท่านผู้ถามได้กรุณาอภิปรายจริง ๆ และผมก็ต้องนำเรียนที่ประชุมว่าอาหารสัตว์ในประเทศไทยนั้น หลัก ๆ ก็คงจะมีอยู่ หลายประเภทถ้าเป็นอาหารสัตว์บก คงจะมีในเรื่องของอาหารข้น ซึ่งอธิบายง่าย ๆ จะเป็น พวกอาหารเม็ด อาหารผง ที่จริง ๆ แล้ว ณ วันนี้บริษัทเอกชนเขาผลิตออกมา แล้วก็ขาย ซึ่งมีความสะดวกสบายสำหรับพี่น้องเกษตรกรนำมาใช้ แล้วก็มีประสิทธิภาพ อันนั้นก็ยอมรับ ก็คิดว่าหนึ่งในแนวทาง หนึ่งในนโยบายที่ผมได้ประกาศไว้ในวันที่ ๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือทำอย่างไรที่จะลดต้นทุน ลดต้นทุนก่อนเลยสำหรับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็เชื่อว่า การลดต้นทุนมันจะเพิ่มรายได้ อย่างน้อย ๆ เงินที่ต้องใช้น้อยลง เงินที่เหลือในกระเป๋าก็ต้อง มากขึ้น อาหารอย่างที่ ๒ คงจะเป็นในเรื่องของอาหารหยาบ คืออาหารประเภทที่จะเป็น พวกหญ้า พวกหญ้าสด หญ้าแห้ง กากของผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ พวกข้าวโพด ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันออกไปตามวัตถุดิบที่มีในพื้นที่นั้น🔗
ทีนี้ย้อนกลับมาว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ หรือไม่ ผมยืนยันว่าผมก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ๑๐ วัน แต่ว่าแนวทางที่ท่านฐิติมาได้กรุณาสอบถามผ่านท่านประธานมายังกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผมยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้น ๆ ที่ผมให้ความสำคัญ ไม่รู้ว่าเราเป็นคนบ้านเดียวกัน หรือเปล่า ใจเราเลยตรงกันครับท่านฐิติมา อันนี้อาจจะพูดเหมือนกับว่าสนุก แต่ว่าผมเรียน ผ่านท่านประธานว่าเรื่องนี้ผมให้ความสำคัญจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดต้นทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวปศุสัตว์หรือว่าชาวประมง ขออนุญาตกราบเรียน ก่อนเลยว่าที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ก็ได้มีโครงการ หน่วยให้บริการจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานนี้มีหน้าที่จะออกไปให้บริการ และให้ความรู้ แนะนำสัดส่วนที่หมาะสมแก่พี่น้องเกษตรกรไปถึงหน้าฟาร์ม เน้นให้ความสำคัญ ในเรื่องของการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่เป็นสำคัญก่อน ซึ่งกระผมขอยืนยันว่าองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้บวกกับการบริหารจัดการฟาร์มต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพ พิสูจน์แล้วว่ามันสามารถ ลดต้นทุนได้จริง ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับความตั้งใจหรือความใส่ใจของเจ้าของฟาร์มเหล่านั้น ผมเรียนท่านสมาชิกว่าผมเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ประมาณ ๑๒๐ วัน ก็ได้เริ่มผลักดันเรื่องนี้ นอกจากนี้ตามศูนย์บริการอาหารสัตว์ต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของกรมปศุสัตว์ เราก็มี Feed Center กระจายอยู่ไปในหลายพื้นที่ สิ่งที่เรามี ก็คือเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือที่จะผลิตอาหาร ดังนั้นเราก็ต้องให้บริการ พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรเขามีวัตถุดิบต่าง ๆ ก็สามารถนำมาผสม หรือว่านำมาผลิตอาหารโดยใช้ เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรของ Feed Center ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ กรมปศุสัตว์ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มต่าง ๆ หรือว่าวิสาหกิจ ใช้ได้หมดเลยครับ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าการใช้ Feed Center ในบางพื้นที่อาจจะ ยังต้องมีการปรับปรุงก็จะนำไปปรับปรุงแก้ไข ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าในปัจจุบันภาคปศุสัตว์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบ บางประเภทจากต่างประเทศจริง ดังนั้นการลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและ เน้นการปลูกในประเทศก็จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผมจะถือว่าเป็นภารกิจหลักของผม หลังจากนี้เช่นกัน ดังนั้นเองการเพิ่มพื้นที่ปลูกอาหารหรือปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร จะเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็จะต้องใช้ความพยายาม อย่างเต็มที่ ผมยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมาทางกรมปศุสัตว์ได้มีการเพิ่มพื้นที่การปลูกอาหารสัตว์ นั่นคือการเพิ่มพื้นที่ทำแปลงข้าวโพดที่จังหวัดลพบุรี ตอนนี้เข้าใจว่าปลูกไปแล้ว ๓,๐๐๐ กว่าไร่ หมุดหมายของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ลพบุรี อย่างน้อย ๆ ๕,๕๐๐ ไร่ ในเขตพื้นที่ศูนย์ของกรมปศุสัตว์ เพราะว่าเราต้องการจะเพิ่มความมั่นคง ทางด้านอาหารสัตว์ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในละแวกนั้น ถ้าจำไม่ผิดศูนย์อาหารสัตว์ หรือศูนย์อะไรของกรมปศุสัตว์ อยู่ที่อำเภอลำสนธิ คนที่ไปเปิดโครงการก็เป็นคนที่ท่านฐิติมา รู้จักดี ชื่อว่า อิทธิ ศิริลัทธยากร พ่อผมเองครับ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ในสมัยนั้น เป็นคนบ้านเดียวกับท่าน สส. ฐิติมาครับ ผมก็ตั้งใจว่าการขยายผล ไปยังศูนย์ต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะศูนย์ที่ลพบุรีนะครับ ศูนย์ที่ราชบุรี ศูนย์ที่ภาคเหนือ ศูนย์ที่ภาคใต้ก็อยากจะทำในลักษณะนี้เหมือนกัน นโยบายเร่งด่วนที่ผมได้ให้ความสำคัญ อย่างที่นำเรียนไปก็คือการลดต้นทุนครับ จริง ๆ แล้วผมต้องขออนุญาตนำเรียนผ่าน ท่านประธานนะครับ เมื่อเช้าในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะผมก็เจอกับท่านฐิติมา ท่านก็เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๑ ของท่าน ตอนนี้ท่านก็มีความเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการนำเข้าต่าง ๆ ที่จะมา กระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ผลผลิตต่อไร่ต่าง ๆ หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องถั่วเหลืองที่นำเข้า จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าถั่วเหลืองที่นำเข้ามานี่เป็นพืชจีเอ็มโอ แต่ประเทศเรามีกฎหมายไม่อนุญาตให้ปลูกจีเอ็มโอซึ่งยอมรับว่าจีเอ็มโอจะให้ปริมาณผลผลิต ต่อไร่สูงกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นเองจึงเป็นหน้าที่ จะเป็นของรัฐบาลก็ได้ จะเป็นของท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ว่ากฎหมายต่าง ๆ จะต้องแก้ไข หรือเปล่า เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถขีดจำกัดของเกษตรกรไทย ก็ขออนุญาตตอบคำถาม ท่านสมาชิกเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เชิญคุณฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย พอฟังท่านรัฐมนตรีแล้ว ท่านรัฐมนตรีคะ จริง ๆ แล้วเป็นห่วงมากเลยนะคะ ท่านก็เพิ่งมาได้ไม่กี่วัน แล้วก็สิ่งที่ ดิฉันถามไปมันเรื่องใหญ่มาก แล้วมันกระทบพี่น้องประชาชนเกษตรกรเยอะมากเลยทีเดียว และมันจะมีเรื่องที่หนักไปกว่านี้ ที่ท่านจะตอบได้หรือไม่ ไม่รู้นะคะ คืออย่างนี้ค่ะ ท่านประธาน ต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าถ้าเรายังปล่อยให้ต้นทุนอาหารสัตว์สูงอย่างนี้ ดิฉันคิดว่าเกษตรกรนั้นอยู่ไม่รอดแน่ ๆ แต่ที่ดิฉันกังวลมากไปกว่านั้นค่ะท่านประธาน คือว่าพิษภัยจากสถานการณ์ Reciprocal Tariffs หรือว่าภาษีต่างตอบแทนจากสหรัฐอเมริกา ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าประเทศไทยเราจะโดนเรียกเก็บภาษีประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันจะแน่หรือไม่ ก็เหลืออีกไม่กี่วันเองนะคะ ที่ทางทีมไทยแลนด์ก็ต้องไปพบปะพูดคุย เอาให้แน่ แต่รู้แล้วว่าเวียดนามได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อินเดียได้ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ น่าเป็นห่วงนะคะ แล้วก็ตอนนี้พวกเราก็ทราบกันว่าภาษีนำเข้าหมู เนื้อวัว จากสหรัฐอเมริกามาไทย อาจจะลดเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถ้าข้อตกลงที่จะมีผลในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ นี้ เป็นจริงขึ้นมา ดิฉันขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยพิจารณาว่าในสหรัฐอเมริกามีต้นทุนการเลี้ยงหมู ที่เมื่อสักครู่บอกแล้วว่าเพียง ๔๐ บาท แต่เกษตรกรไทยนั้นต้องแบกรับต้นทุนสูงถึง ๘๐ บาท มันเท่าตัวเลย ถ้าเราเปิดให้นำเข้าสินค้าปศุสัตว์แบบไร้ภาษี เราจะเหลือที่ยืนให้เกษตรกรไทย อีกหรือไม่ อย่างไร อันนี้ต้องพิจารณานะคะ เราอาจจะไม่ต้องมานั่งพูดถึงต้นทุนอาหารสัตว์เลยก็ได้ ถ้าเกิดว่าเขาเข้ามาเยอะ ๆ เกษตรกรไทยอาจจะล้มหายตายจากกันไปแน่นอน ดิฉันได้คุยกับ พี่น้องที่เลี้ยงหมูรายใหญ่ของฉะเชิงเทรา เขาบอกเขาตายแน่นอน เพราะปัจจุบันทั้งโรค มันรุมเขาเยอะ ASF นี่ยังมีนะคะ ยังมีอยู่ในประเทศไทยและอีสานก็ยังมี เขาต้องระวังมากเลย แล้วต้นทุนของเขานี่สูงมาก แล้วจะทำอย่างไร ดิฉันอยากจะขอเรียนถามเป็นคำถามสุดท้าย กับท่านรัฐมนตรีนะคะ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือหรือมีมาตรการใด ๆ เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยจากผลกระทบของ Reciprocal Tariffs นี้หรือไม่ ไทยจะเจรจาอย่างไรไม่ให้การเปิดตลาด กลายเป็นกับดักที่ทำให้ เกษตรกรไทยกลายเป็นเหยื่อของการค้าเสรี โปรดชี้แจงรายละเอียด ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ คุณฐิติมา ฉายแสง ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา ยืนยันว่าเป็น สส. บ้านเดียวกับท่านฐิติมา แล้วก็ พื้นที่ของท่านฐิติมาก็มีพื้นที่ปศุสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร เลี้ยงวัว เหมือนบ้านผม เหมือนพื้นที่ ผมเหมือนกัน ผมก็ไม่แน่ใจว่าคำถามที่ผมได้เห็นตามเอกสารที่เป็นกระทู้ถามทั่วไป ตามหลักการแล้วก็ต้องด้วยความเคารพท่าน สส. ฐิติมา คำถามที่ผมได้รับก็คงจะเป็นคำถาม ที่อาจจะเป็นคนละคำถามกับที่ท่านกรุณาได้ถามผมเมื่อสักครู่นี้ แต่ก็ต้องขอบพระคุณ ที่ท่านกรุณาเป็นห่วงเป็นใย และผมเชื่อว่าพวกเรา สส. ๔๙๕ คนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็เป็นห่วง เป็นใยในเรื่องนี้ แต่ผมนำเรียนว่าผมอาจจะไม่สามารถพูดได้หมด เพราะว่าผมก็ต้องให้ ความเคารพกับทีมไทยแลนด์ หัวหน้าทีมเจรจา ซึ่งขณะนี้ท่านก็ทราบดีว่าหัวหน้าทีมเจรจา เป็นใคร แต่อย่างไรก็ดี ผมยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราคำนึงถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องเกษตรกรในทุกมิติมากที่สุด จนถูกด่าด้วยซ้ำว่าเราให้ความร่วมมือกับทีมเจรจาน้อย แต่ผมไม่มีทางเลือกครับ ผมไม่มีทางเลือกเลยที่จะยอมทุกอย่างให้พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะ ผู้เลี้ยงหมู ผู้เลี้ยงวัว ผู้เลี้ยงปลา ผู้เลี้ยงไก่หรือแม้กระทั่งพืชบางชนิดเขาต้องรับความเสี่ยงเพิ่ม จริง ๆ ผมอยากจะพูดมากกว่านี้ครับท่านประธาน แต่ว่าการเจรจาระหว่างประเทศ เราก็ต้อง ให้ทีมเจรจาเขาว่ากันไป ส่วนผมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำงานจริงร่วมกับกระทรวงการคลัง ได้ทำงานจริงร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมก็ทำงานร่วมกับท่านเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ชื่อว่า ฉันทานนท์ วรรณเขจร เรายืนยันในจุดยืนของเรา หลายเรื่อง ต้นทุนเลี้ยงหมูเลี้ยงสุกรที่สหรัฐอเมริกาถูกกว่าประเทศไทย ครึ่งต่อครึ่ง จริงครับ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือประเทศเรามีกฎหมายที่จะไม่ยอมให้สารเร่งเนื้อแดง สารจำพวก Ractopamine ให้มาใช้ในประเทศไทย ซึ่งกรมปศุสัตว์ก็ไล่จับ ไล่ปราบอยู่ตลอด อันนี้ เป็นความชัดเจนเป็นจุดยืนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคผม และจริง ๆ ก็ตั้งแต่ ยุคสมัยของ ร้อยเอก ธรรมนัส ตั้งแต่ยุคสมัยของศาสตราจารย์ดอกเตอร์นฤมล มีจุดยืนจุดนี้ มาโดยตลอด ดังนั้นเองเรื่องนี้ก็ได้ให้ความเห็นผ่านทีมเจรจาไปก็ขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่าน สส. ฐิติมาเปิดโอกาสให้ผมได้ชี้แจง เพราะบางครั้งผมก็ไม่รู้จะไปชี้แจงจากไหน ก็โดนเขาว่าว่าเอาข้อได้เปรียบหรือว่ากลัวว่าพี่น้องเกษตรกรจะเสียเปรียบเอาไปแลกเขา ผมยืนยันว่าผมคิดถึงพี่น้องเกษตรกรเป็นหลัก แต่ว่าก็ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ทุกการเจรจาโดยเฉพาะประเทศ Sizing ของเศรษฐกิจไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา เราเจรจาไป เราไม่รู้ว่าใครจะได้เปรียบ เสียเปรียบ มันมีได้มันก็มีเสีย ดังนั้นเอง Item ต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราก็คำนึง อันไหนเข้ามาแล้วกระทบน้อย อันไหน เข้ามาแล้วก็ไม่กระทบเราก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับทีมเจรจา ก็หวังว่าคำตอบของผม ก็คงจะชัดเจนที่จะตอบต่อคำถามของท่านฐิติมา ฉายแสง ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทีมเจรจา ของไทยที่นำโดยผู้หลักผู้ใหญ่ จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็ปกป้องอธิปไตย ทางด้านความมั่นคง ทางด้านอาหาร โดยเฉพาะในภาคเกษตรของประเทศไทยได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรี แล้วก็ท่านฐิติมานะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ฐิติมา ฉายแสง นิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันฟังแล้วก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีนั้นมีความห่วงใย ซึ่งพวกเรา ห่วงใยกันทุกคนค่ะ เราก็ยังหาทางออกไม่ได้หรอก Reciprocal Tariffs มันเรื่องยากมาก แต่กลับมาเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีต้องสามารถทำได้แน่ ๆ เรื่องความที่ว่าเกษตรของไทย ต้องขอพูดคำว่าเละตุ้มเป๊ะจริง ๆ เพราะว่าดิฉันอยู่ในกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ รู้เลยว่าเวลาเราคุยไปด้านนี้ด้านนั้น นี่ขณะนี้เราพูดถึงแค่เรื่องของต้นทุนอาหารสัตว์ แต่เรื่องอื่นอีกเยอะเลยที่มันยังเละอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะระบบชลประทานก็ดี หรือว่า เมล็ดพันธุ์ที่ทำให้การผลิตให้ผลผลิตสูงต่อไร่ ขอให้สู้ประเทศอื่นให้ได้เถอะนะคะ มันจะทำให้ ลดต้นทุนกับเกษตรกรได้ แล้วก็ขอให้คำนึงถึง คือหลาย ๆ เรื่องก็ฝากขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ท่านเพิ่งจะมาไม่กี่วัน แต่ว่าท่านก็สามารถที่จะแสดงถึงความห่วงใยได้ขนาดนี้ ก็หวังว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะพัฒนาโดยฝีมือของท่าน ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำโดยท่านฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา ยินดีต้อนรับที่เข้ามาเยี่ยมสภานะครับ🔗
๔. เรื่อง การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก นายชัชวาล แพทยาไทย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ด้วยสำนักงานคณะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย ถาม คำถามแรกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวงครับ ก่อนเข้าสู่ กระทู้วันนี้ ผมต้องแสดงความยินดีกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ ต้องขอขอบพระคุณท่านที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ต่อหน้าพี่น้องประชาชนของผมในวันนี้🔗
ก่อนเข้าสู่ประเด็นคำถาม ผมขออนุญาตสะท้อนความกังวลของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ในเรื่องท่าทีการสื่อสาร ของท่านรัฐมนตรี ที่ระบุว่านโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย จะช่วยเพิ่มโอกาส ในการเข้าถึงการศึกษา กระผมไม่อาจจะเห็นด้วย เพราะปัญหาด้านการศึกษาไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ค่าเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบที่ฝังรากลึก ทั้งความแตกต่าง ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนต่างจังหวัดระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดเล็ก ปัญหางบประมาณแบบรายหัวที่ตัดโอกาสของโรงเรียนขนาดเล็ก และหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์กับโลกปัจจุบัน ประเด็นคำถามทั้ง ๒ คำถามของผมในวันนี้ เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ปฐมวัย มัธยม อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเล็กทั้งคุณค่า เล็กทั้งคุณภาพ ระบบที่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง ประเทศไทยเรามีโรงเรียนมากกว่า ๒๙,๐๐๐ แห่ง ในจำนวนนี้มากกว่า ๑๕,๐๐๐ แห่ง หรือมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และเกือบ ๓,๐๐๐ แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่วิกฤติ ที่มีจำนวนเด็กนักเรียนเพียงแค่ ๔๐ คน และโรงเรียนเหล่านี้กำลังถูกบีบด้วยระบบงบประมาณแบบรายหัว งบประมาณที่ได้รับ ไม่เพียงพอ ครูไม่ครบชั้น ทรัพยากรไม่เพียงพอ ครูคนหนึ่งต้องทำหลายหน้าที่ ต้องสอน หลายระดับ ทั้งยังต้องทำงานธุรการ พัสดุ การเงิน เอกสาร สารพัดหน้าที่ ผลที่เกิดขึ้น คือคุณภาพด้านการศึกษาลดลง พ่อแม่ผู้ปกครองที่พอมีกำลังก็ต้องมองหาโรงเรียนที่มีความพร้อม ต้องเดินทางหลายนาที หลายชั่วโมง ตื่นตั้งแต่หกโมง ตั้งแต่ตีห้า นี่คือเหตุผล นี่คือทางเลือก เพราะผู้ปกครองเห็นว่า ก็ยังทนดี ก็ยังดีกว่าทนเรียนอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีความพร้อม ในขณะที่โรงเรียนใหญ่ ๆ ผู้ปกครองอพยพน้อง ๆ ลูกหลานไป ก็เกิดปัญหาซับซ้อนขึ้นมาอีก บางโรงเรียน บางแห่ง มีนักเรียนมาก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน จะจัดการเรียนการสอนอย่างไรครับ ระบบการเรียน การสอนก็แออัด จนกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียน จากประสบการณ์ตรงครับ ผมเติบโตจากโรงเรียนในชุมชน ในหมู่บ้าน บ้านคุยผงดงน้อย เป็นโรงเรียนไม่ใหญ่มากครับ ๒๐ ปีที่แล้วมีนักเรียนแค่ ๑๗๒ คน ใช้เวลาเดินทาง เดินบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ไปถึงโรงเรียนแล้วครับ การเรียนรู้ของพวกเรา คือการเรียนรู้ตั้งแต่ตื่นมา ได้เรียนรู้จากชีวิต เรียนรู้จากลุงป้าน้าอา สุดท้ายก็ได้ไปเรียนรู้ ในห้องเรียน ผมยืนยันครับ มาเป็นผู้แทนวันนี้ กล้าพูดได้เต็มปากว่าโรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุดครับ แต่ปัจจุบันนี้โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด มันไม่มีความพร้อมแล้วครับ ไม่มีครู ไม่มีทรัพยากร งบประมาณไม่เพียงพอ ไม่มีแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความมั่นคง ดำรงไว้ ซึ่งสถานะของโรงเรียน🔗
ผมขอหยิบยกตัวอย่างโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สัก ๒ แห่งครับ โรงเรียน บ้านค้อแสนสี อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันมีนักเรียน ๓๔ คน มีครูประจำการ อยู่ ๒ คน ต้องจ้างครูเพิ่มโดยไม่มีงบสนับสนุน โรงเรียนบ้านหัวหนองตาด ตำบลสิงห์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีนักเรียน ๓๐ คน ครูประจำการ ๒ คน ชาวบ้านต้องจัด ผ้าป่าทุก ๆ ปีเพื่อที่จะนำเงินมาจ้างครูอัตราจ้าง นี่คือความจริงที่สะท้อนว่ารัฐไม่สามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ในการรับประกันสิทธิการศึกษาให้เด็กทุกคนเท่าเทียม และแม้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการจะเพิ่มขึ้นจาก ๔๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการมีงบอยู่แค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปัจจุบันปีงบประมาณนี้ งบประมาณอยู่ที่ ๓.๕ แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น ๓๕ เท่า ขณะที่จำนวนนักเรียนลดลงจากเดิม ๔๐ ปีที่แล้ว อยู่ที่ ๑๔ ล้านคน ปัจจุบันนักเรียนอยู่ที่ ๑๒ ล้านคน งบประมาณรายหัว ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น อย่าให้ผ้าป่าเป็นคำตอบ สุดท้ายของการศึกษาในพื้นที่ที่ห่างไกลเลยครับ นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่หน้าที่ของชาวบ้าน หรือพี่น้องประชาชนจะต้องพึ่งศรัทธาเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนต่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมจึงขออนุญาตฝากประเด็นคำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ว่าท่านมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไร ท่านจะยกระดับโรงเรียน ขนาดเล็กให้สามารถอยู่รอดและยั่งยืนได้โดยไม่ต้องถูกผลักให้รอการยุบหรือควบรวมอย่างไร และหากมีความจำเป็นต้องควบรวม ท่านจะใช้หลักเกณฑ์ใดเพื่อให้เป็นธรรมและ ไม่ตัดขาดเด็กจากชุมชนและมีคำตอบให้พี่น้องผู้ปกครองประชาชนในพื้นที่ เป็นประเด็น คำถามที่ ๑ ครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบคำถามแรกครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการให้มาตอบกระทู้ถาม สำหรับเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่งกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความสนใจ ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็ก และเยาวชนไทย เพื่อทำความเข้าใจอย่างนี้ ดิฉันขอเรียนว่ากระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบาย พัฒนาด้านการศึกษา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ตัวของคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นหลัก เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอยู่แล้ว เพราะเราเชื่อว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้นทุนพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นมาตรการหลาย ๆ เรื่องที่ดิฉัน จะนำเรียนต่อจากนี้โดยเฉพาะคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวเลขที่ท่านสะท้อนเป็นตัวเลขของข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันเรามีโรงเรียน ขนาดเล็กกว่า ๒๙,๐๐๐ แห่ง มีโรงเรียนทั้งหมด ๒๙,๐๐๐ แห่ง และเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ ๑๒๐ คนลงมาอยู่ที่ ๑๕,๗๘๑ แห่ง หรือว่าคิดเป็นร้อยละ ๕๔.๔๑ ในจำนวนโรงเรียนทั้งหมดมีนักเรียนทั้งสิ้นประมาณ ๙๘๐,๐๐๐ คน ตัวเลขกลม ๆ ซึ่งปัญหา ของโรงเรียนขนาดเล็กขณะนี้เรื่องของการยุบรวมหรือการยกเลิก กำลังอยู่ในขั้นตอนของ การพิจารณาของ สพฐ. เพื่อตรวจสอบว่าจะมีความคล่องตัวมากขึ้นอย่างไร ตอนนี้ เรื่องการยุบรวมเราชะลอไว้ก่อน อย่างไรก็ตามโรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงโรงเรียนขนาดกลางด้วย เนื่องจากภาวะ การเกิดของเด็กที่ลดลง แล้วการย้ายถิ่น ของผู้ปกครองเองในการเข้ามาประกอบอาชีพ รวมถึงค่านิยมผู้ปกครองบางส่วน ก็เปลี่ยนแปลงไป ที่ต้องการส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนในเมืองที่ดียิ่งขึ้น🔗
ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้วางแนวทางในการบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็ก โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในทุกมิติให้เด็กได้มีโอกาส ได้เรียนที่ดีขึ้น และเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน ดิฉันขอนำเรียนกับท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรตรงนี้ว่ามาตรการแรกที่กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว ได้แก่ มาตรการด้านการบริหารงานบุคคล อย่างแรกคือกระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกการอยู่ของ ครูเวร เพราะเราพบว่ามีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น อันที่ ๒ เราใช้การแต่งตั้งผู้อำนวยการ หรือรักษาการผู้อำนวยการในโรงเรียนขนาดเล็กครบทุกโรงเรียนแทน อันที่ ๓ เรามีการจัดสรร ครูผู้สอนในตำแหน่งพนักงานราชการและอัตราจ้างเพิ่มขึ้น จำนวนกว่า ๒๒,๔๑๖ อัตรา และจัดสรรนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน ซึ่งรวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กด้วย และสุดท้าย ด้านการบริหารงานบุคคล ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เราก็ได้วางแนวทางการลดภาระงานครู โดยมอบให้มีเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ ในการวางแนวทางและการศึกษารายละเอียดค่ะ🔗
สำหรับด้านงบประมาณ เมื่อมีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมา เราเข้าใจดีว่าเด็กบางคนต้องเดินทางไกลบ้าน จึงมีการสนับสนุนค่าพาหนะรับส่ง ตั้งแต่ค่าบริหารการจัดรถรับส่งนักเรียน กรณีที่มีการประกาศยกเลิกสถานศึกษาและ นำนักเรียนไปเรียนรวมกับโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน โดยปีล่าสุดงบประมาณ ๒๕๖๙ เราก็ได้ปรับเพิ่มอัตราจากเดิมที่สนับสนุนอยู่ ๑๐-๒๐ บาท มาเป็นเริ่มต้นที่ ๑๕ บาท ต่อคนและให้การจัดสรรเป็นตามระยะทางด้วย ๒. เราสนับสนุนเรื่องงบประมาณอาหาร กลางวันในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนชั้น ม. ๑ ถึง ม. ๓ ได้รับประทานอาหารกลางวันเช่นเดียวกับนักเรียนในชั้นประถมศึกษา โดยจัดสรร ในอัตรา ๒๒-๒๖ บาท ตามจำนวนนักเรียนในแต่ละโรงเรียน อันนี้คือด้านงบประมาณที่เรา ทำอยู่และกำลังจะทำในปี ๒๕๖๙🔗
ด้านวิชาการค่ะ กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กเรามีการจัดทำการตามผลสัมฤทธิ์ หรือที่เราเรียกกันว่าคะแนน RN หรือว่า NT หรือว่า O-net เพื่อยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานทางการศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มสี ได้แก่กลุ่มสีม่วง สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง สีแดง ตามลำดับของผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน พร้อมทั้งแนวทางการยกระดับมาตรฐาน ในแต่ละกลุ่มสี เพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กด้วยค่ะ🔗
ส่วนด้านการบริหารงานทั่วไปปัจจุบันสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและ สถานศึกษาก็ร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในระยะเวลา ๓ ปี กรอบก็คือ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๘ ไปจนถึงปี ๒๕๗๐ โดยมุ่งหวังการยกระดับคุณภาพ ทางด้านการศึกษาด้านการบริหารจัดการการศึกษาให้คำนึงถึงการประเมิน RT NT และ O-net โดยคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้เรียนที่ประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์และกำหนดหลักเกณฑ์ การจัดสรรงบประมาณแบบ Top Up ให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๑-๖๐ คน เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียน อันประกอบด้วยทรัพยากรมาตรฐาน คุณภาพ ห้องเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดสรร และการใช้จ่ายทรัพยากรด้านการศึกษา ของสถานศึกษาจากระบบบัญชีการศึกษารายรับ-จ่าย ของงบประมาณ ทั้งในงบประมาณ และนอกงบประมาณ ให้โรงเรียนทั้งวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ ในปัจจุบันค่ะ อันนี้ก็ขอตอบคำถามท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนที่เรามีมาตรการ เข้าไปเสริมโรงเรียนขนาดเล็ก ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสมาชิกถามคำถามที่ ๒ เลยครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ช่วยชี้แจงในประเด็นคำถามที่ ๑ มีในรายละเอียด ที่ผมอยากจะย้ำในคำชี้แจงท่านรัฐมนตรีสักนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านพูดถึงการควบรวม ตรงนี้ผมเข้าใจว่าท้ายที่สุดโรงเรียนขนาดเล็กก็ต้องถูกควบรวม ไปรวมกันกับหลาย ๆ โรงเรียนเพื่อที่จะให้การบริหารจัดการนั้นง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ผมกังวล บริบทสังคมในชนบท บ้าน วัดแล้วก็โรงเรียน เป็นบริบทสังคมที่สำคัญ ทั้ง ๓ สิ่งนี้หล่อหลอมเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะยุบ จะควบรวม อาจจะได้รับการคัดค้านจากพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ แต่ผมเชื่อว่าถ้ากระทรวงศึกษาธิการทำงานในเชิงรุก ชี้แจง สร้างความมั่นใจ ให้พี่น้องผู้ปกครอง พี่น้องประชาชนว่ามีการควบรวมแล้ว จะเกิดประโยชน์อะไรกับลูกหลาน นักเรียน ลูก ๆ หลาน ๆ ของเขา แล้วพื้นที่ที่ควบรวมจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใด สร้างความเข้าใจแบบนี้ ผมเชื่อว่าในอนาคตจะสามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ เพราะอะไรครับ ถ้าท่านยังปล่อยให้มีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่อย่างนี้ งบประมาณที่ถูกจัดสรรลงไปแบบรายหัว มันไม่สามารถที่จะสร้างระบบการเรียนการสอนที่ดีขึ้นได้ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ถึงในอนาคตข้างหน้า กระทรวงศึกษาธิการจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณ เปลี่ยนจากรายหัวไปเป็นระบบผสม ผมเห็นด้วยแล้วก็อยากให้เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ถ้าอย่างนั้น โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเยอะ ก็มีทรัพยากรในการบริหารจัดการเยอะตามไปด้วย อันนี้ฝากเผื่อท่านจะชี้แจงในประเด็นคำถามที่ ๒ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นคำถามที่ ๒ ครับ อีก ๑ ประเด็นที่ผมต้องถามตรง ๆ นั่นก็คือแนวทางของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านจะเสนอดึงครูเกินเกณฑ์จากโรงเรียนขนาดเล็กกว่า ๕,๐๐๐ แห่ง ไปทำหน้าที่เป็นครูธุรการ เพื่อแก้ไขปัญหาภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน แม้ท่านจะอ้างว่า เป็นแนวทางที่ไม่เพิ่มงบประมาณ แต่ผมกังวลว่านี่อาจจะเป็นการลดทอนวิชาชีพครู และลดทอนชั่วโมงการสอนของโรงเรียนชนบทที่มีครูน้อยอยู่แล้ว ผมอยากให้ ทางท่านรัฐมนตรีช่วยตอบให้ชัดว่าการแก้ปัญหาการศึกษาด้วยการให้ครูเลิกสอน แล้วไปนั่งทำธุรกรรม ธุรการมันใช่แนวทางออกที่ยั่งยืนหรือไม่ และมันจะทำให้คุณภาพ ทางการศึกษาเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ในพื้นที่ของผมท่านประธานครับ ครูคนหนึ่งจะต้องสอน ป.๓ ป.๔ สอน ป.๕ ป.๖ ควบรวมกัน แล้วจะต้องทำหน้าที่ครูและธุรการอีก แล้วใครจะสอนนักเรียนครับ แม้เรา จะพัฒนาโครงสร้างโรงเรียนได้เป็นอย่างดี แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือ เราต้องพัฒนาหลักสูตรครับ ปัจจุบันการศึกษาไทยยังใช้หลักสูตรแกนกลางเมื่อปี ๒๕๕๑ นับถอยหลังไป ๑๗ ปีครับ ถ้าเป็นคน ปีหน้าเลือกตั้งได้แล้วครับ ๑๕ ปีที่แล้ว iPhone ยังไม่เปิดตัวเลยครับ ปัจจุบันนี้เป็น iPhone ๑๖ แล้ว ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เป็นสิ่งที่ผมกังวลใจ วันนี้โรงเรียนทั่วประเทศยังใช้ตำราเรียน ยังใช้หลักสูตรที่ล้าหลังหรือไม่ หลักสูตรที่ไม่มีพื้นที่ให้เด็กเรียนตามความถนัด ไม่มีทักษะเอไอ เทคโนโลยีหรือการวิเคราะห์ อย่างลึกซึ้ง เด็กไทยยังเรียนเพื่อสอบมากกว่าจะเรียนเพื่อใช้ชีวิตจริง อีกหนึ่งสิ่งครับ ท่านประธานคือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เรียนในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป หลักสูตรเดิม ๆ แต่ยังมีโรงเรียนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่เป็นโรงเรียน พิเศษ โรงเรียนที่มีหลักสูตรพิเศษ ทำไมไม่จัดการเรียนการสอนให้คล้ายกัน ถ้ารู้สึกว่า หลักสูตรนั้นดี ทำไมไม่ใช่ให้ทั่วถึงกัน ทำไมแบ่งแยก ทำไมแยกโรงเรียนคนมีสตางค์ โรงเรียนไม่มีสตางค์ นี่คือสิ่งที่สัมผัสได้ และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ ผมมีข้อกังวล อย่างมีเหตุผลว่าการปรับหลักสูตรอาจถูกขัดขวางโดยกลุ่มผลประโยชน์จากธุรกิจตำราเรียน หรือไม่ ที่มีข้อร้องเรียนมาอย่างยาวนานหลายยุคหลายสมัย เพราะการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร มันย่อมกระทบกับอุตสาหกรรมการพิมพ์และการจัดจำหน่าย หากข้อกังวลนี้เป็นจริงครับ ผมขอประณามเลยครับ นี่คือตัวถ่วงทางการศึกษาเลยครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงประเด็นนี้ด้วย เราจะปล่อยให้โรงเรียนบ้านหัวหนองตาดหรือโรงเรียน บ้านค้อแสนสีหรือหลาย ๆ แห่งทำการจ้างผ้าป่า จ้างครูอย่างนี้อีกต่อไปก็คงไม่ได้ ท้ายที่สุดนี้ ขอฝากเป็นประเด็นคำถามเป็นคำถามสุดท้ายครับว่าท่านรัฐมนตรีจะนำทรัพยากรการศึกษา ไปสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างไร ทำได้จริงหรือไม่ นโยบายการโยกครูไปเป็น ครูธุรการเหมาะสมจริงหรือไม่ในบริบทโรงเรียนชนบทและสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทรวงศึกษาธิการจะปรับหลักสูตรใหม่หรือไม่ อย่างไร ขอนำเรียนเป็นคำถามที่ ๒ ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบคำถามที่ ๒ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ แล้วก็ต้องขอบคุณคำถามของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยค่ะ ดิฉันในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งได้รับมอบหมาย ให้มาตอบกระทู้ถามด้วยวาจาในวันนี้ จะตอบได้เท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน🔗
อย่างแรกก่อนค่ะ สำหรับประเด็นคำถามเรื่องของการลดภาระงานครูกับ อัตราที่เกิดขึ้น ตอนนี้ต้องนำเรียนว่าเป็นเพียงแนวทางหารือร่วมกัน เพื่อจะลดภาระงานครู แต่อาจจะมีความเข้าใจที่บิดเบือนในทางการสื่อสาร เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ สพฐ. กับ ก.ค.ศ. ได้มีการสำรวจโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอัตราเด็กต่ำกว่า ๔๐ คน ปัจจุบันมีเกณฑ์ของ อัตราคุณครูเกินเกณฑ์อยู่ เมื่อมีการเกษียณอายุราชการ เกณฑ์เหล่านี้เราสามารถนำมา จัดจ้างใหม่ เป็นอัตราตำแหน่ง เขาเรียกว่า ๓๘ ค. (๒) ในตำแหน่งธุรการ ดังนั้นจึงไม่ใช่ ความหมายในเชิงเอาครูที่มีอยู่หรืออัตราที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนมาเป็นธุรการ นั่นก็คือ ดูจากอัตราเกณฑ์การเกษียณเป็นเกณฑ์ ทีนี้ถามว่าการแก้ไขปัญหาแบบนี้ ในการลด ภาระงานครูใช่แนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนไหม อาจจะยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เนื่องจาก มีโรงเรียนที่ต้องรับผิดชอบหลายหมื่นโรงเรียน แต่นี่เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่ กระทรวงศึกษาธิการพยายามหาทางลดภาระงานครูและคืนครูกลับสู่ห้องเรียนค่ะ เราก็คงจะ มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบในรายละเอียดและเสริมว่ามีช่องทางไหนที่เราจะสามารถ ลดภาระงานครูที่ไม่ต้องรับผิดชอบด้านงานธุรการและการเงิน อันนี้ขอตอบคำถามข้อที่ ๑ ค่ะ🔗
สำหรับคำถามในเรื่องของหลักสูตรซึ่งท่านสมาชิกได้มีคำถาม ดิฉัน ขอนำเรียนว่าการปรับปรุงหลักสูตร ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการก็ทราบดีว่ารัฐบาลภายใต้ การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไปอย่างไร เพราะว่าการเรียนการสอน จำเป็นต้องสอดรับกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน ที่เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐานมากขึ้นหรือการใช้หลักสูตร STEM เข้ามา เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่เราจะต้องทำให้เกิดเป็นประโยชน์กับการเรียนการสอน เนื่องจากมันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตและการใช้ชีวิตในปัจจุบันค่ะ กระทรวงศึกษาธิการก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวจึงได้มีการดำเนินการกำหนดหลักสูตร และกระบวนการการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ตามแนวคิดการศึกษาฐานสมรรถนะ ชื่อก็คือฐานสมรรถนะ สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางการศึกษา หลักสูตรโดยมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถที่จะสอดคล้องกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย และสามารถดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างมีคุณภาพ ทีนี้ระดับประถมต้นก็คือ ป.๑ ถึง ป.๓ เราวางเป้าสมรรถนะก็คือการมีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี ส่วนระดับ ป.๔ ถึง ป.๖ คือ การมีพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดี ระดับ ม.ต้น คือเราต้องการให้เด็กมีเป้าหมาย ในด้านความสนใจหรือค้นพบความถนัดของตนเองและการมีทักษะในการใช้ชีวิตค่ะ ส่วน ม. ปลาย ม.๔ ถึง ม.๖ เราวางแนวว่าจะมุ่งสู่อาชีพหรือมีสมรรถนะด้านอาชีพ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต นี่คือการมองฐานสมรรถนะ โดยการจัดการเรียนรู้ จะเน้น ผู้เรียนและใช้ความรู้จริง มีทักษะการคิด วิเคราะห์ สื่อสาร แล้วก็ทำงานร่วมกันเป็นทีมด้วย เพราะถือเป็นทักษะที่ขาดไปในเด็กสมัยใหม่ เพราะเด็กสมัยใหม่อยู่กับโลกส่วนตัวกัน ค่อนข้างสูง อยู่กับมือถือ อยู่กับคอมพิวเตอร์ การเพิ่มการทำงานในทักษะการเป็นทีม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นจะต้องใส่เข้าไป ซึ่งในขณะนี้ต้องนำเรียนว่าหลักสูตรสมรรถนะอยู่ ระหว่างการพัฒนาและมีการทดลองใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ ทำไมเราถึง ไม่ทำทุกโรงเรียนพร้อมกัน อย่างที่บอกเกณฑ์ความพร้อมของแต่ละโรงเรียนและ ความสมัครใจของโรงเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้หลักสูตรประสบความสำเร็จ ถ้าโรงเรียน ยังไม่มีความพร้อมและไม่สมัครใจนั้น การผลักดันหลักสูตรใหม่ ๆ เข้าไปก็อาจจะไม่ประสบ ความสำเร็จได้ ดังนั้นวันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รวบรวมโรงเรียนในสังกัดของ กระทรวงศึกษาธิการหรือว่า สพฐ. รวมถึง ศช. แล้วก็กระทรวงมหาดไทยหรือว่ากรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น ให้ดูแลในส่วนนี้จำนวนที่สมัครใจเข้ามาสมัครร่วมโครงการหลักสูตร สมรรถนะ ๔,๓๓๘ แห่ง โดยเราแบ่งระดับการศึกษาออกเป็น ๒ ระดับ หลักสูตรนี้ประกาศใช้ ล่าสุด ปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมานี้เอง หลักสูตรปฐมวัยสำหรับเด็ก ๓ ปี ถึง ๖ ปี เป็นหลักสูตร ที่มุ่งให้เด็กทุกคนมีความสามารถทางด้านสุขภาวะทางกายก่อนค่ะ เริ่มที่กายแข็งแรง อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เข้าสังคมเป็น และมีความสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย แล้วก็ มีสติปัญญาอย่างมีคุณภาพ สมวัย เราค้นพบว่าถ้าออกแบบ Design กิจกรรมให้เด็กมีพื้นฐาน ด้านนี้ที่เข้มแข็ง พออายุ ๗ ปี เขาจะเติบโตในการเรียนรู้ขั้นต่อไปได้อย่างแข็งแรงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามอบหมายงานให้เด็กไปเขียนว่าวันนี้อยากเขียนว่าคุณรักใคร เด็กอาจจะเขียนมาแค่ว่าหนูรักแม่หรือฉันรักพ่อ แต่หลักสูตรตัวนี้จะมีคำถามกลับไปที่เด็กว่า ทำไมหนูถึงรักแม่และทำไมหนูถึงรักพ่อมากที่สุดในวันนี้ล่ะ เราจะสอนให้เขาเริ่มมีความคิด มีกระบวนการคิดที่ลึกซึ้งขึ้นในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในปี ๒๕๖๘🔗
นอกจากนี้เราก็ยังมีหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้นหรือว่าชั้น ป.๑ ถึง ป.๓ เข้ามาด้วย ในหลักสูตรนี้จะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในพื้นฐานของ การเรียนรู้ เราพบว่าเด็กไทย ณ ปัจจุบัน อัตราการอ่านออกและการเขียนได้ ต่ำลงค่ะ เรายอมรับ ดังนั้นเราจึง Design หลักสูตรในปี ๒๕๖๘ ให้มุ่งไปที่การอ่าน การเขียนและ การคิดคำนวณ เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญเด็ก ๗ ขวบ เราเริ่มใส่จินตนาการของความสร้างสรรค์เข้าไปได้ด้วย ดังนั้นในหลักสูตรนี้เราก็จะ เน้นไปที่ความสร้างสรรค์ของเด็กด้วย โครงการการจัดการเรียนรู้ พัฒนาเป็นแนวคิดเชิงรุก ซึ่งจะมีการประเมินผู้เรียน ๔ ระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น พัฒนาการ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญ โดยในที่นี้โรงเรียนจะออกแบบหน่วยการเรียนที่เหมาะสมกับบริบท ของพื้นที่แต่ละแห่งด้วย เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาประถมต้นถึง ป.๓ แล้ว จะมีความสามารถ ๘ ด้าน เราตั้งเป้าไว้อย่างที่บอก ๑. ด้านการอ่าน ๒. ด้านการเขียน ๓. ด้านการคิดคำนวณ ๔. วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ๕. ประยุกต์ใช้ด้านสังคม ทำงานเป็นทีม ความเป็นพลเมือง ด้านเศรษฐกิจ การเงิน มีหลายคนเรียกร้อง เด็กรุ่นใหม่บอกว่าอยากรู้เรื่องการเงิน การลงทุน รอบนี้หลักสูตรปี ๒๕๖๘ ของประถมศึกษา เราใส่เพิ่มเข้าไปให้มีพื้นฐานทางด้านการคิด คำนวณด้วย แล้วรวมถึงเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพจิตในอันที่ ๗ และ ๘. ด้านการประยุกต์ใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อสุนทรียภาพ ดังนั้นในหลักสูตรใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับประถมศึกษาตอนต้น ของปี ๒๕๖๘ ที่มีโรงเรียนแจ้งความเข้าร่วมมาแล้วกว่า ๔,๘๐๐ แห่ง นี่คือ Model ที่เรา เริ่มทดลองทำแล้ว แต่ถามว่าที่เหลืออีกหลายหมื่นแห่ง เขาเรียนหลักสูตรอะไร เราก็บอกได้ ว่าตอนนี้โรงเรียนเหล่านี้กำลังเตรียมความพร้อมอยู่ แต่เขาใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๑ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันก็จะมาวางแนว กำลังวางแนวทาง กันอยู่ว่าถ้าโรงเรียนยังไม่พร้อมเข้าสู่หลักสูตรของปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้นปี ๒๕๖๘ เราจะเพิ่มให้หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ปี ๒๕๕๑ มีประสิทธิภาพ แต่ไม่เพิ่มภาระครู อย่างไร กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ อย่างไรก็ดีการตั้งกระทู้สอบถามของ ท่านสมาชิก ล้วนเป็นผลดีและเป็นแนวทางให้การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ มีความรัดกุมและรอบคอบมากยิ่งขึ้น ก็ขอขอบคุณและดิฉันก็ขอตอบข้อซักถามแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ🔗
สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ การบินและอวกาศ วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก เขตบางเขน กรุงเทพฯ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ผม ชัชวาล แพทยาไทย ขออนุญาตสั้น ๆ นิดหนึ่งครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ท่านได้ชี้แจง ในประเด็นกระทู้ที่ผมได้ตั้งคำถามไป ถ้าในสิ่งที่ท่านได้นำเรียนเมื่อสักครู่สามารถทำได้จริง ผมจะขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ผมเป็นพ่อคนแล้วครับ ลูกกำลังจะเข้าเรียน ก็เหมือนกับ คนไทยทั่ว ๆ ไปครับ การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก ๆ เพราะฉะนั้นเราอยากให้ลูกของเราทุก ๆ คน ได้รับการศึกษาที่ดี ก็เป็นกำลังใจให้ ท่านรัฐมนตรีแล้วก็พี่น้องข้าราชการบุคลากรทางการศึกษาว่าภายใต้การบริหารจัดการ ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และผมฝากเป็นประเด็น อีกสักนิดหนึ่งครับ อุปสรรคสำคัญที่มันทลายยังไม่ได้ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณา ในรูปแบบของการแก้กฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษา ถ้าทำได้ พวกเราโดยเฉพาะผม พร้อมที่จะสนับสนุน แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่จะฝากจริง ๆ ก็คือทำให้ได้ครับ โรงเรียนที่ดีที่สุด คือโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ🔗
๕. เรื่อง แนวทางการพัฒนาห้องสมุดประชาชน กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ และการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมหนังสือ นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถาม เรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ท่านภูริวรรธก์ ใจสำราญ พร้อมแล้วหรือยัง เชิญครับ ถามท่านรัฐมนตรีคำถามแรก เลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน ลาดพร้าว และจระเข้บัว พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความรู้ คือแหล่งพลังงานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การสร้าง องค์ความรู้ที่น้อยก็จะทำให้ประเทศก้าวตามกับประเทศอื่นไม่ทัน ศักยภาพด้านองค์ความรู้นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ประเทศชั้นนำเหล่านั้นก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการอ่าน เป็นอย่างมาก สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แล้วก็กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำรวจถึงอัตราที่คนไทยรู้หนังสือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๙๘ เติบโตแบบก้าวกระโดดเลย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการศึกษาของประเทศ แต่อย่างไรก็ดีมันก็มีข้อสังเกต บางประการ เพราะว่ามันมีความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็ก แล้วก็สถานศึกษา ขนาดใหญ่ ปัจจัยที่สำคัญสำหรับในเรื่องนั้นก็คือเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว เช่นเดียวกัน คนไทยรู้หนังสือ อ่านได้ก็จริง แต่คุณภาพในการอ่าน เช่น การอ่านวิเคราะห์ การอ่านเพื่อการสื่อสารหรือการอ่านเพื่อความรู้สึกที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา นอกจากนี้ยังมีการถดถอยในเรื่องของการอ่านหนังสือเกิดขึ้นในกลุ่มของคนทำงาน กลุ่มของ ผู้สูงอายุ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้ในการอ่าน การเขียนในชีวิตประจำวัน🔗
ท่านประธานครับ มีสถิติต่อมาเป็นสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยที่อยู่ในปี ๒๕๖๗ อยู่ที่ ๘๐ นาทีต่อวัน ในปี ๒๕๖๘ เพิ่มขึ้นเป็น ๙๒ นาทีต่อวัน ถือเป็นตัวเลขที่ดีขึ้น แน่นอนช่วงอายุที่อ่านหนังสือ มากที่สุดก็จะเป็นเด็ก เยาวชนและนักศึกษา เพราะว่าต้องเรียนหนังสือ แต่เมื่อเข้าสู่ ในวัยทำงานการอ่านก็ลดลงเหลือ ๓.๘-๖.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าเวลาในการอ่าน แต่ละวันจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเทศแถบอาเซียนนั้น อย่างเช่นสิงคโปร์หรือเวียดนามนั้นเขายังมีอัตราการอ่านที่สูงมากกว่า การอ่านของคนไทยนั้น ยังถืออยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ ปัจจัยที่ทำให้คนไทยอ่านหนังสือไม่เยอะมีหลายอย่าง เช่นการเสพสื่ออื่นมากกว่า รวมถึงทัศนคติที่ไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน เราขาดแคลน หนังสือในห้องสมุดนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ ปัจจุบันผมมีโอกาสจัดตั้งอนุกรรมาธิการจัดทำ ข้อเสนอศิลปะวัฒนธรรมของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ได้รับการชี้แจงจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการว่าเขามีห้องสมุดของ ประชาชนที่อยู่ในการดูแลถึง ๙๒๔ แห่ง มีบ้านหนังสือ ๑๐,๐๐๐ แห่ง แล้วก็มีห้องสมุด เคลื่อนที่ ๖๕ แห่ง มีห้องสมุดแบบ Mini รถห้องสมุดแบบ Mini อีก ๖๕ คัน ในปี ๒๕๖๙ ยังมีการตั้งงบประมาณในการจัดซื้อรถส่งเสริมการอ่านเคลื่อนที่เพิ่มอีก ๓๕ คัน คันละ ๒ ล้านบาท รวมทั้งสิ้น ๗๐ ล้านบาท เรามีห้องสมุดกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ มีอยู่เยอะ ถึงแม้ว่าจะมีการสำรวจความต้องการของผู้ใช้บริการก็จริง แต่ว่างบประมาณ ในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดนั้นกลับมีไม่มาก มันก็เป็นที่น่าสงสัยว่าห้องสมุดที่มีอยู่จำนวน ไม่น้อยนั้นเป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน เราได้ถามคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานวิชาการมาตรฐานการศึกษา เขาแจ้งกลับมาว่า ไม่มีการจัดสรรงบประมาณโดยตรงแก่โรงเรียนเพื่อจัดซื้อหนังสือ อย่างไรก็ตาม ได้มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดหาหนังสือสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน โดยเฉพาะตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหนังสือพระราชนิพนธ์ เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ประเด็นความหลากหลายของการมีหนังสือ ในห้องเรียน แล้วก็การคัดสรร คัดเลือกหนังสือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่ามันเป็นปัจจัย ที่ทำให้เกิดความนิยม ความถี่ในการใช้ห้องสมุดและที่สำคัญก็คือการปลูกฝังวัฒนธรรม การอ่านสำหรับนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักงานวิชาการ และมาตรฐานการศึกษาชี้แจงว่าการที่ไม่มีงบประมาณนั้น แต่ว่าเขาก็เปิดโอกาสให้โรงเรียน สามารถผลิตสื่อส่งเสริมการอ่านตามบริบทของพื้นที่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับ พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าจัดสรรงบประมาณให้ไปเท่านั้นก็เอาไปทำกันเอง จัดซื้อหรือไม่อย่างไร ก็จัดการกัน แต่พอมาดูตัวอย่างสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่านของสำนักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กันบ้าง ลองดูในสไลด์นะครับ เราอาจจะเห็นข้อสังเกตว่าหนังสือเหล่านั้นตอบโจทย์ ความสนใจและความต้องการและสอดคล้องกับยุคสมัย รวมไปถึงคุณค่าในอดีตให้แก่เยาวชน นักเรียนและครูมากน้อยเพียงใด จะสามารถโน้มน้าวชักจูงให้เกิดวัฒนธรรมในการรักการอ่าน ได้มากน้อยเพียงใด สำหรับประชาชนในกรุงเทพมหานคร สำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยว และการกีฬามีห้องสมุดในเมืองกรุงเทพฯ อยู่รวมทั้งสิ้น ๓๕ แห่ง ครอบคลุม ๒๙ เขต มีบ้านหนังสืออีก ๑๓๐ แห่ง ครอบคลุม ๓๙ เขตในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าประชากรของ กรุงเทพมหานครนั้นมีสูงถึง ๕.๔๖ ล้านคน สถิติจาก Open Data ของ กทม. ในปี ๒๕๖๗ เผยตัวเลขผู้ใช้รายเดือนอยู่เพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ คนเท่านั้น จึงเป็นคำถามที่ว่า ห้องสมุดนั้นมันอาจจะมีครับ แต่เห็นได้ชัดว่าประชาชนทั้งหลายนั้นห่างไกลห้องสมุด เนื่องจากทรัพยากรสารสนเทศมีน้อย บรรยากาศในห้องสมุดนั้นมีความอึมครึม หลายที่นั้น อยู่ใน Location ที่ห่างไกลชุมชนและพฤติกรรมของคนซึ่งนอกเหนือจากการไม่ชอบอ่านแล้ว หลายคนก็เปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์ สำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา มีคณะกรรมการ ในการกลั่นกรองหนังสือตามข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ ก็วางสัดส่วนดังนี้ครับ เป็นวิชาการ อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็นำเอาเรื่องสั้น เรื่องนวนิยายแล้วก็วรรณกรรมแปลอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หนังสือเด็ก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นการตีกรอบประเภทหนังสือมากจนเกินไปนิดหนึ่ง ในขณะที่บ้านหนังสือที่อยู่ในกำกับของฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สังกัดสำนักงานเขต มีการจัดซื้อก็จริงแต่ว่าหลักเกณฑ์ไม่ได้มีมาก มีการสำรวจความคิดเห็นอยู่ แต่ว่ากลุ่มตัวอย่าง ในการสำรวจนั้นอาจจะไม่หลากหลายแล้วก็ไม่เท่าทันที่สมัยเปลี่ยนแปลงไปนะครับ🔗
ลองมาดูการประเมินการอ่านของนักเรียน เยาวชน หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดการอ่านเป็นสาระที่ ๑ ของกลุ่มสาระ การเรียนรู้ในภาษาไทยก็มีการกำหนดตัวชี้วัดตั้งแต่ประถม ๑ ไปยันจนมัธยมศึกษา ปีที่ ๖ ถ้าท่านลองดูตารางอาจจะตัวเล็กนิดหนึ่ง ผม Highlight เอามา แต่ว่าโดยสรุป ก็จะมีลักษณะตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นในเรื่องของการอ่านเอาเรื่องหรือการอ่านอย่างถูกต้อง มากกว่าที่จะเป็นการอ่านเพื่อความรู้สึก กล่าวคือผลของการอ่านนั้นจะแบ่งสัดส่วนเท่ากัน ระหว่างตรรกะกับความรู้สึกและจินตนาการ ซึ่งการอ่านด้วยความรู้สึกและจินตนาการนั้น จะปลูกฝังนิสัยในการรักการอ่าน ต้องให้ความสำคัญในการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก แล้วก็จะสามารถต่อยอดเพื่อทำความเข้าใจตนเอง ผู้อื่นแล้วก็สังคมได้ ถ้าหากดูตัวชี้วัด เหล่านี้ ยังขาดหลักเกณฑ์ประมาณเหล่านี้อยู่ ขณะที่หลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างสำคัญคือ การนำเอาแนวคิดที่ได้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็นับเป็นเรื่องที่เป็นตัวชี้วัด ที่ดีที่มีอยู่ในหลายชั้นปี แต่ว่าพอมาที่ ม.ปลาย เรากลับใช้คำว่าแก้ปัญหาในชีวิตแทนคำว่า ประยุกต์ใช้ในชีวิตซึ่งมันเปิดกว้างกว่า สะท้อนให้เห็นมุมมองของภาครัฐ มีผลต่อการอ่านว่า เอาไปเพื่อการแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์แล้วก็การนำไปใช้ในชีวิต🔗
นอกเหนือจากนี้เกณฑ์แล้วก็ตัวชี้วัดที่เหลือแทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องของ การอ่านเอาเรื่องครับ การอ่านเพื่อความถูกต้อง จริง ๆ แล้วการอ่านเพื่อความถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่นั้นก็จะมุ่งด้านนี้เป็นหลัก ผู้เรียนจะมีทัศนคติ ต่อการอ่านว่าจะเป็นการอ่านเพื่อการท่องจำ การอ่านนั้นจะกลายเป็นยาขมในที่สุดครับ ซึ่งหากเราต้องการสร้างวัฒนธรรมในการอ่านนั้น ไม่ควรจะเป็นการอ่านเพื่อการท่องจำ แต่ควรจะเป็นการอ่านเพื่อการวิเคราะห์ ต่อยอดแล้วก็ประยุกต์ใช้ทางความรู้สึก หากโรงเรียนเข้าใจในหลักการของ Art Appreciation แล้ว จะถูกสอดเข้าไปในเรื่องของ การอ่าน ห้องสมุดของโรงเรียนก็จะกลับมามีชีวิตชีวาได้🔗
คำถามครับ จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของโครงสร้างในการอ่าน การเรียนรู้ผ่านหนังสือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือการยกระดับให้คนรักการอ่าน แล้วก็ยกระดับ Infrastructure ให้รองรับกับประชาชนในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาเรายังเห็น รูช่องว่างในการพัฒนา โดยเฉพาะโรงเรียน เรามักจะเจอปัญหาในการจัดซื้อของผู้บริหาร โรงเรียน หนังสือที่จัดซื้อนั้นอยู่ในลักษณะของแนวคิดอนุรักษ์นิยม ต้องเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับ ความเป็นไทย คุณธรรม ศีลธรรม ความจงรักภักดี การซื้อหนังสือนอกกรอบหรือตรงกับ การพัฒนาตามช่วงวัยนั้น อาจจะไม่ค่อยมีมากนัก ไม่สามารถสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิด การรักการอ่านเกิดขึ้นได้ ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวมาตรการอย่างไร ในการจัดการเรื่องการจัดซื้อหาหนังสือเข้าห้องสมุด แล้วก็สร้างวัฒนธรรมในการอ่าน ให้กับเยาวชนและประชาชนที่ดีกว่านี้ครับ คำถามแรกครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการค่ะ ก็อย่างที่บอกว่าได้รับมอบหมายให้มาตอบ กระทู้ถามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจริง ๆ แล้ว แนวทางของการพัฒนา ห้องสมุด ขอตอบอันแรกก่อน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครจะไม่ใช่ ความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นความรับผิดชอบของทางกรุงเทพมหานคร ในการจัดหาหนังสือ จัดสรรหนังสือก็เป็นเรื่องของทางกรุงเทพมหานครโดยตรง ประเด็นแรก แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบันในความรับผิดชอบของเรา โดยกรมส่งเสริม การเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการเรารับผิดชอบดูแลในส่วนของห้องสมุดประชาชน ที่อยู่ในความควบคุมดูแลทั้งหมด ๙๒๕ แห่ง แบ่งเป็นห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี จำนวน ๑๑๐ แห่ง แล้วก็ห้องสมุดรัชมังคลาภิเษก ๑ แห่ง ห้องสมุดประชาชนในแต่ละจังหวัด อีก ๖๙ แห่ง และห้องสมุดประจำอำเภออีก ๗๔๕ แห่ง นอกจากนี้อาจจะเพิ่มศูนย์การเรียนรู้ ของวังจันทรเกษมด้วย แล้วก็ยังมีบ้านหนังสือชุมชนอีก ๑๘,๗๒๙ แห่ง ที่อยู่ในความดูแล ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนนี้ที่ผ่านมาในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ เราก็ได้มีแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยการวางแผนพัฒนา คุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อให้การดำเนินงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกิดขึ้น โดยเราแบ่งกิจกรรมการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของห้องสมุดประชาชนเป็นหลาย ๆ โครงการ ดิฉันขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพเช่นโครงการส่งเสริมการอ่าน สร้างการเรียนรู้ ตลอดชีวิตให้แก่ห้องสมุดประชาชน จำนวน ๙๒๕ แห่ง อันนี้ก็จำนวน ๔ เดือน ดำเนินการ ไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ หรือแม้กระทั่งโครงการ Science Smart Center อันนี้จะเป็นมุมวิทยาศาสตร์น่ารู้ควบคู่ไปกับห้องสมุดประชาชนของ สกร. อันนี้เราก็ทำไปแล้ว ๒๐ แห่ง คือเพิ่มมุมทางด้านหนังสือทางด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปค่ะ หรือโครงการส่งเสริมการอ่าน สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ๕ ภาค อันนี้ก็มีการจัดซื้อหนังสือ พวกสารานุกรมไทย การ์ตูนฉบับเยาวชนเข้าไปในห้องสมุดกว่า ๙๒๕ แห่ง โครงการจัดหา หนังสือชุดพระราชนิพนธ์ ๗๐ พรรษา อันนี้ก็สำหรับห้องสมุดประชาชน จำนวน ๑๑๐ แห่ง แล้วก็ยังมีการจัดซื้อหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อดิจิทัลสำหรับห้องสมุดประชาชนเพิ่มเติมไปให้ ครบถ้วนในทุก ๆ มิติด้วยค่ะ สิ่งเหล่านี้นอกจากการเสริมเรื่องหนังสือเข้าไปในตัวอย่าง โครงการที่ดิฉันยกตัวอย่างให้เห็นในแต่ละแห่งนั้น เราก็เข้าใจว่าห้องสมุดก็มีการชำรุด ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ในปี ๒๕๖๘ นอกจากเรื่องของหนังสือ เราก็ยังได้มีการปรับปรุง ซ่อมแซม แล้วก็ก่อสร้างอาคารห้องสมุดประชาชนให้มีความสวยงาม แข็งแรง คงทน ปลอดภัยมากขึ้น อนุมัติงบประมาณไปแล้วกว่า ๑๙ ล้านบาท ในการดูแลให้ครอบคลุม ทั่วประเทศ แต่ในส่วนนี้ดิฉันต้องนำเรียนว่าในเรื่องของการอ่าน ดิฉันเข้าใจดีว่าทักษะ การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่เด็กไทยทุกคนควรมี และควรส่งเสริมให้การรักการอ่าน เป็นสิ่งที่สำคัญของเด็กทุกคน เพราะการอ่านคือการเพิ่มความรู้และก่อให้เกิดการเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เราจะแก้ไม่ใช่แค่เพิ่มหนังสือค่ะถ้าท่านสมาชิกติดตามเรื่องของ หลักสูตรที่เราจะปรับปรุงหลักสูตรปฐมวัย ปี ๒๕๖๘ ให้มีการพูดเรื่องของการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณขึ้นมา แต่ที่สำคัญเมื่อสักครู่ท่านได้เสนอเราแล้ว ซึ่งก็ต้องขอบคุณมาก ก็คือการสร้างจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งตัววัดตัวนี้จะเข้าไปอยู่ ในหลักสูตรใหม่ของการศึกษาปฐมวัยตอนต้นของเราด้วย ซึ่งตอนนี้ที่บอกว่ามีโรงเรียน พร้อมใจเข้าร่วมโครงการ ๔,๘๐๐ แห่ง ตัวเลขกลม ๆ ดังนั้นนอกจากที่ดิฉันได้กล่าวไป กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ยังเป็นหน่วยงานในการรับบริจาคหนังสือด้วย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีความประสงค์จะบริจาคหนังสือให้กับห้องสมุดประชาชน โดยจะมีทางเจ้าหน้าที่คัดแยกหนังสือที่พร้อมใช้งานและส่งต่อไปยังห้องสมุดประชาชน ทั่วประเทศเพื่อให้บริการแก่ประชาชน อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการอ่านเคลื่อนที่ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกก็นำเรียนรูปรถบัสห้องสมุดเคลื่อนที่ ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อส่งเสริมกิจกรรม การอ่านให้คนทุกช่วงวัยในพื้นที่ห่างไกลและในทุก ๆ พื้นที่ ทั้งในชุมชนเมืองและชุมชน ชนบท การเรียนรู้สู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึงเราก็ตั้งเป้าว่าจะทำให้ครอบคลุม มากที่สุด ดังนั้นนอกจากนี้ก็มีข้อ Request เหมือนกันว่าห้องสมุดประชาชนภายใต้การดูแล ของกระทรวงศึกษาธิการ ปกติจะเปิด-ปิดในระยะเวลาราชการก็คือ ตั้งแต่ ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๓๐ นาฬิกา ตรงนี้เราก็ได้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้เวลาการปรับเปิด-ปิด บริการสอดรับกับกลุ่มคนที่เลิกงานแล้วต้องการใช้ทรัพยากรในห้องสมุด ก็มีการปรับเวลา เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๘ ในห้องสมุดจำนวน ๒๕๓ แห่ง โดยให้มีการเปิด-ปิด ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ นาฬิกา ไปจนถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา เพื่อรองรับกับประชาชนในวัยแรงงาน หลังเลิกงานเข้ามาใช้ทรัพยากรในห้องสมุด สำหรับงบประมาณในการจัดซื้อและจัดหา หนังสือและกิจกรรมในห้องสมุดของปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ตรงนี้ในส่วนที่เพิ่งเข้ามา รับบทบาทหน้าที่ก็คิดว่าคณะอนุกรรมาธิการในห้องงบประมาณด้านการศึกษาก็คงพิจารณากัน อย่างละเอียดและรอบคอบ แต่ก็ยืนยันว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ณ วันนี้เป็นข้อเสนอที่ดี ทางกระทรวงศึกษาธิการพร้อมรับและนำไปสู่การแก้ไขเพื่อส่งเสริมให้คุณภาพของการศึกษา ของเด็กไทยดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ขอบคุณค่ะ ท่านประธานค่ะ🔗
ท่านสมาชิก เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี เราเข้าใจ ผมพยายามจะฉายภาพให้เห็นว่าในกรุงเทพมหานครนั้นก็มีห้องสมุดค่อนข้าง ที่จะเยอะอยู่ แต่ว่าลักษณะคล้าย ๆ กัน แบบเดียวกันเลย ตอนนี้เราจะมีรถในการที่จะเป็น Mobile ในการเอาห้องสมุดเข้าไปสู่ประชาชนนั้น แต่ถ้าหากท่านได้ลองเข้าไปดู ในรถเหล่านั้นแล้ว หนังสือจะเป็นหนังสือที่เป็นประเภทแบบเดียวกัน แล้วก็จะเป็นหนังสือ ที่ค่อนข้างที่จะเก่า แล้วก็ไม่ได้ Update ตามสถานการณ์หรือว่าตามบริบทในปัจจุบัน รวมไปจนถึงหนังสือที่อยู่ในนั้น บางครั้งเวลาที่ไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ กับบริบทความต้องการของพื้นที่ในท้องถิ่นนั้น ๆ หรือมันไม่สอดคล้องกับความต้องการ ของคนในท้องถิ่น แล้วก็ในขณะเดียวกันเราก็ยังคงเห็นภาพในการจัดซื้อหนังสือว่ารัฐบาล ยังคงเป็นคนกำหนดประเภทของหนังสือต่าง ๆ อาจจะไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องของ ความต้องการของประชาชนแล้วก็ผู้อ่านในห้องสมุดอย่างแท้จริง🔗
ต่อไปจะเป็นประเด็นที่ ๒ ก็เมื่อบริบทการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ คนปรับตัวจากการอ่านหนังสือมาสู่การอ่านแบบดิจิทัล ผลก็คือทำให้มีผลต่อการผลิตหนังสือ ทั้งในเรื่องของปริมาณและเรื่องของคุณภาพ ในเรื่องของปริมาณนั้น หนังสือแพงขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นักเขียนก็กำลังจะเปลี่ยนไป สำนักพิมพ์เล็กก็กำลังจะตาย แบกต้นทุนต่อเล่ม สูงขึ้นถึง ๒๕๐ บาท เกิดจากการที่ราคากระดาษนำเข้า ต้นทุนกระบวนการผลิต ตั้งแต่เรื่องของค่าต้นฉบับก็ดี ภาพประกอบก็ดี บรรณาธิการก็ดี ค่าแรง ร้านหนังสือขนาดใหญ่ กลายเป็นทั้งสำนักพิมพ์แล้วก็สายส่ง แล้วก็หน้าร้านจนทำให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ รายเล็ก ๆ นั้นก็มียอดขายกำไรเหลือเพียงแค่น้อยนิด ร้านหนังสือขนาดเล็กในจังหวัดต่าง ๆ ก็ค่อนข้างที่จำเป็นต้องปิดตัวลงไป ใน ๑๐ ปีที่ผ่านมามูลค่าหนังสือนั้นสูงมาก คือ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมามันถดถอย จะดีขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา แล้วก็ขยับตัวกันมาอยู่ที่ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นหนังสือ มันก็เป็นอุตสาหกรรม วัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่เราจำเป็นที่ต้องผลักดัน เราก็อยากจะเห็นมาตรการของรัฐบาล ภาษี ตั้งแต่ผู้เขียนไปจนถึงการจัดจำหน่าย เอาจริงเอาจังเรื่องลิขสิทธิ์ การนำเอาหนังสือ ของเราไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วก็ร้านหนังสือขนาดเล็กควรจะอยู่ได้ประมาณ เหล่านี้ ใช่ครับ พรรคกล้าก็มีความคิดเชิงนโยบายอย่างที่ผมพูดไป แต่ว่ามาตรการที่กำลังทำอยู่นั้นอาจจะเป็นการที่ไม่ได้แก้ไขที่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ในเรื่องของการอ่าน ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เรายังดูงบประมาณที่ลงไปในเรื่องของหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นงบประมาณที่ลงไปในเรื่องของปลายน้ำ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้งบประมาณ ผ่านหลายหน่วยงานก็จริง แต่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการในการจัด Event เทศกาลมหกรรม หนังสือ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ Infrastructure เท่าไร หากเรามองไปที่เกาหลี เขาก็จะมีการเอาที่เราชอบเอามาเป็นต้นแบบ อย่างการสร้างเมือง Paju Book City เป็นเมืองที่เกาหลีวางไว้ว่าเป็นเมืองแห่งหนังสือ มีธุรกิจตั้งแต่โรงผลิตกระดาษ มีสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนตั้งแต่ค่าเช่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเงินให้กู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องไป ในด้านของการศึกษาเราก็เข้าใจว่ามี OFOS ในการที่จัด Course ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้คนรักการอ่าน แล้วก็พัฒนาระบบการเขียน ให้ขึ้นมาเป็นนักเขียนในอนาคต ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ดี แล้วก็มี Feedback ที่ดี แต่ว่าเรื่องของการประชาสัมพันธ์นั้นอาจจะทำให้น้อยนิดไป แล้วก็การที่จะต้องมีการอบรม ต่อเนื่องแล้วก็จะต้องเรียนทุก Class มันก็จะทำให้เนื้อหานั้นออกไปค่อนข้างผิว ๆ ดังนั้น เมื่อเราเห็นว่าอุตสาหกรรมทางหนังสือมีความสำคัญมากต่อการอ่านแล้วก็การพัฒนา ประเทศ การพัฒนาเยาวชนแล้วก็ประชาชน จึงเป็นคำถามสุดท้ายสำหรับเรื่องของ สถานศึกษา แล้วก็ห้องสมุดประชาชน ท่านมีทั้งผู้เขียนอยู่ในมือ ก็คือเรื่องของตัวนักเรียน นักศึกษา แล้วก็มีผู้อ่านอยู่ในมือเช่นเดียวกัน เรามีผู้ผลิตหนังสือดี ๆ หลายประเทศ ที่มีการนิยมอย่างสูง อย่างปัจจุบันก็มีวรรณกรรมอย่างนวนิยาย จิตวิทยา การเงิน หนังสือเด็ก ส่วนใหญ่แล้วก็มีการแปลมาจากภาษาต่างประเทศ มีงานเขียนไทยที่ได้รับความนิยม อย่างเช่น BL/GL ที่ต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านอื่นได้อีก สิ่งเหล่านี้เอง เราสามารถนำไปสู่ห้องสมุดได้ เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับพลเมืองของไทย สุดท้ายเราจึงอยากถามว่าทางกระทรวงของท่าน มีมาตรการในการพัฒนาหนังสือ และห้องสมุดร่วมกับองค์กรในภาคเอกชน สมาคม และองคาพยพอื่น ๆ อย่างไร เพื่อเป็น การช่วยกันแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมหนังสือที่ปัจจุบันประสบอยู่บ้าง ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามสุดท้ายครับ🔗
ต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำหรับความกังวลตรงส่วนนี้ เรื่องของหนังสือ ที่ทางห้องสมุดประชาชนได้มีการจัดสรรไปทั่วประเทศว่ามีความเหมาะสมสอดรับกับ ความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันหรือไม่ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ ๑๐ วัน ขอยืนยันตรงนี้ว่าในส่วนนี้จะเข้าไปตรวจสอบดูว่าในส่วน ของหนังสือต่าง ๆ ที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างกันนั้นเหมาะสมและส่งเสริมให้เกิดความรู้และ การเรียนรู้ของเด็กและห้องสมุดที่จะมีอยู่ทั่วประเทศของไทยอย่างไร อันนี้ก็รับโจทย์ไปว่าจะ เข้าไปพิจารณาดูให้ แต่ในส่วนของเรื่องของความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ถามมา เดี๋ยวดิฉัน ขอไปนำคำตอบและขอเขียนเป็นข้อชี้แจงมาให้ เนื่องจากว่าเรื่องนี้ในกระทู้ที่มีมาตั้งแต่ต้น ที่ดิฉันไปศึกษาหาข้อมูลจะยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้โดยตรงแต่เท่าที่ทราบที่เรียกหน่วยงานมา ให้ข้อมูลก็บอกว่ามีการประสานงานกันไว้ แต่อาจจะไม่ได้เป็นภาพอย่างเป็นทางการ แต่อย่างที่บอก มีช่องหนึ่งที่เราบอกว่าเราให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการบริจาคหนังสือ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงศึกษาธิการจะนำหนังสือที่ใช้งานได้ดีนำไปกระจาย ตัวอยู่ ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้เดี๋ยวขอไปศึกษาในรายละเอียดแล้วขอทำมาเป็นเอกสารชี้แจง กับท่านสมาชิกที่ตั้งกระทู้ด้วยวาจาอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
เรียบร้อยนะครับ ขอบคุณท่าน สส. ท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗
๖. เรื่อง การโอนย้ายสิทธิประกันสุขภาพ ๓๐ บาท นายกันตภณ ดวงอัมพร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถาม เรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านมีกำหนดการเข้าร่วมการมอบหมายนโยบาย การป้องกัน ปราบปราม และการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรองนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถ มาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไป เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
กระทู้ถามแยกเฉพาะได้ดำเนินการถามและตอบที่ห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ นะครับ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
ก่อนดำเนินการถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ขอชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบดังนี้ การถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะแต่ละกระทู้ ให้ถามและตอบในเรื่องละไม่เกิน ๒ ครั้ง และต้องถามและตอบให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ นาทีตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ ข้อ ๑๗๓ และข้อ ๑๖๗🔗
เราได้มีการอนุญาตให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟัง ต้องขอความร่วมมือ จากผู้ที่ได้รับอนุญาตกรุณาปฏิบัติตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาต ให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔ ข้อ ๕ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจาส่อเสียดใด ๆ การกระทำอันใดอันเป็นการรบกวน และการขัดขวางการประชุม ห้ามใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ หรือบันทึกเสียง ถ้าการกระทำใดเป็นการถ่ายทอดสู่บุคคลภายนอก หากมีการฝ่าฝืน ก็จะเชิญท่านออกห้องประชุมเลยนะครับ🔗
สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะในวันนี้ เห็นว่าเพื่อประโยชน์ ในการถามและตอบกระทู้ถามของท่านรัฐมนตรี ผมขอสลับลำดับกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ นะครับ🔗
ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๐๔ ของท่านฐิติมา ฉายแสง🔗
ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๑๐ ของท่านกฤช ศิลปชัย🔗
ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๐๖ ของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ🔗
ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๐๗ ของท่านเจษฎา ดนตรีเสนาะ🔗
ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๐๘ ของท่านวีรภัทร คันธะ🔗
ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๖๐๙ ของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ไม่มีท่านใดขัดข้อง ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ🔗
๑. เรื่อง การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และด้านการเกษตร ในเขตอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ของ นางฐิติมา ฉายแสง ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗
เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ท่านสุรชัย ศรีล้ำเลิศ นักวิชาการ ส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ และได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบ กระทู้ถาม ดังนี้ ท่านจุฑามาศ โตเจริญ ท่านวิโรจน์ บุญสมพงษ์ ท่านสหพัฒน์ ชัยวุฒิธราพงศ์ ท่านปรีชา บุณยกิดา ท่านศิลา แสงสว่าง สวัสดีครับ ต่อไปเชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ถามรัฐมนตรีเป็นคำถามแรก เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ก่อนอื่น ต้องกราบขอบพระคุณที่ทางสภาได้บรรจุวาระนี้เข้ามาให้ดิฉันนะคะ เป็นเรื่องที่ดิฉันมีปัญหา กับเรื่องน้ำค่ะท่านประธาน ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้สละเวลามา จริง ๆ แล้วจะต้องอภิปรายกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ว่าท่านยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเต็มที่ ณ วันนี้เรามา เราก็มาชวนคุยกันถึงเรื่องของน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค แล้วก็เพื่อการเกษตร ในเขตทั้งอำเภอเมืองแล้วก็ใกล้เคียง ซึ่งจริง ๆ ดิฉันเองเป็น สส. เขต ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็จะต้องดูแลพื้นที่ทั้งอำเภอเมือง แล้วก็อำเภอบ้านโพธิ์ เราก็จะพบปัญหา จะขอภาพแรกเลย นะคะ🔗
พบปัญหาว่าอย่างในภาพเป็นช่วงที่ ถ้ามีหน้าแล้งเกิดขึ้นเราจะสังเกตว่าตามคลองต่าง ๆ ของฉะเชิงเทราเอง ในเขตที่บอกถึง มันจะมีหน้าตาประมาณนี้ ก็คือว่ามันไม่มีน้ำ แล้วน้ำเขาเอาไปทำอะไร เขาอาจจะเอาไปทำ ประปาหมู่บ้านหรือไปทำการเกษตร ซึ่งในพื้นที่ก็จะปลูกข้าวกันเยอะ ถ้าเกิดว่าเขาไม่ทำการใด ๆ คำว่าเขาหมายถึงพี่น้องประชาชน ไม่ทำการใด ๆ เลย มันก็จะอยู่ด้วยความยากลำบาก ซึ่งดิฉันเองอภิปรายในสภาหลายครั้ง ท่านประธานก็คงจะได้รับทราบอยู่ว่าทั้งน้ำที่ไปทำ ประปาหมู่บ้านก็จะดำปี๊ดปี๋เลย เหมือนเสื้อดำ ๆ ของท่านเลขาธิการสภานี่ละค่ะ แล้วก็ผื่นคันขึ้น ก็จะมีปัญหาอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเลย แล้วถ้าไม่ทำการใด ๆ อีกครั้งหนึ่ง ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอยู่ร่ำไป🔗
ภาพต่อไปนี้คือภาพที่อยากจะบอกว่าพี่น้องประชาชนเขาจำเป็นต้องรวมตัวกัน ทำเขื่อนทดน้ำกันเอง พื้นที่ที่ดิฉันพูดถึง ภูมิประเทศมันก็คือว่าเป็นคลองหลัก คือ คลองประเวศบุรีรมย์ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมกับจังหวัดสมุทรปราการ แล้วสมุทรปราการ มันต่ำกว่าเขตอำเภอเมือง อำเภอบ้านโพธิ์ น้ำมันก็จะไหลไปหมดเลย ถ้าเขาไม่ทำทดน้ำ เอาไว้เอง น้ำไหลหมด แน่นอนมันก็จะเป็นแห้งแล้งแบบนั้น ทีนี้การทำทดน้ำ เขาต้อง ทำกันเอง ชาวบ้านต้องเรี่ยไรเงินเอง คนละ ๕๐๐ คนละ ๑,๐๐๐ ซื้อข้าวกล่องกินกัน ซื้อน้ำ กระทิงแดงอะไรก็แล้วแต่ ช่วยเหลือกัน อาจจะเป็น ๑๐,๐๐๐ ต่อจุด ต่อที่ ต่อครั้ง แล้วทำทุกปี ถามว่าทำอย่างไร บางทีเขาต้องใช้ฟาง ซึ่งดิฉันเห็นก็ฟางเอาอยู่หรือ เขาก็ใช้กัน นะคะ บางจุดเขาก็ใช้ไม้ไผ่อย่างเดียว บางจุดเขาก็ใช้กระสอบทราย เอามาทำอะไร เอามากั้น กั้นเป็นทดน้ำชั่วคราว เพื่อไม่ให้น้ำมันไหลอย่างที่ดิฉันบอก ทีนี้เขาไม่ได้ทำจุดเดียวถูกไหมคะ พื้นที่มันต่อเนื่องกัน ต่อเนื่องกันจากที่บอกว่าปากทางเป็นคลองประเวศบุรีรมย์ มันก็จะ มีคลองหลายคลองด้วยกัน ทีนี้พื้นที่ที่ดิฉันพูดถึง อำเภอเมือง จะมีตำบลวังตะเคียน เชื่อมต่อกัน ตำบลโสธร ตำบลบางพระ ตำบลบางกะไห ตำบลบางเตย ตำบลหนามแดง ตำบลคลองเปรง นี่คืออำเภอเมือง แล้วก็ยังมีอำเภอบ้านโพธิ์ซึ่งอยู่ติดกันอีก ก็มีตำบลเกาะไร่ ตำบลประเวศ ตำบลเทพราช เอาละ อำเภอเมือง อำเภอบ้านโพธิ์อยู่ติดกันแล้วต้องทำทด หน้าตาของทดเป็นอย่างที่ภาพ เริ่มต้นใหม่ของภาพเลยค่ะ ภาพของประตูทดน้ำที่เขา ต้องทำกันเองอย่างที่บอกเรี่ยไรกันมันก็จะเป็นหน้าตานั้นนี้ ทีนี้ประตูทดน้ำอันแรกที่เขา ต้องทำคือประตูทดน้ำคลองบึงหนามแดง-บางพระ ตำบลหนามแดง ขนาดความกว้าง ๒๕ เมตร เขาอยากได้ประตูน้ำ เขาอยากได้แบบนี้ ประตูถัดไป ประตูทดน้ำเกาะไร่ ก็ ๒๕ เมตร ของตำบลเกาะไร่ ต่อไปก็เป็นประตูทดน้ำบางกะไห คลองบางกะไหของ ตำบลเทพราช ๒๐ เมตร ประตูทดน้ำลัดยายหรั่ง คลองลัดยายหรั่ง ตำบลประเวศ เอา ๔ ประตูนี้ก่อน เป็นประตูที่กั้นไม่ให้น้ำไหลทิ้งไปหมด ถ้าไม่มีประตูนี้เสร็จแน่🔗
ทีนี้เกิดคำถามว่าทำไมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เคยดูแล ตรงนี้เลย ต้องให้พี่น้องประชาชนมาเรี่ยไรเงิน แล้วก็ทำหน้าตาแบบนี้ แล้วมันก็จะโดนน้ำ อย่างตอนนี้หน้าน้ำ ท่านจะมองไม่เห็นประตูทดน้ำชั่วคราวนี้ ไม่เห็นนะ น้ำมันทับไปหมด แต่พอแล้งมันต้องมีประตูอีกแล้ว ทำกันใหม่อีกแล้ว เป็นอย่างนี้ตลอดซึ่งมันผิดปกติมาก ไม่มีการได้รับการดูแลเลย ทีนี้ดิฉันเองต่อสู้เรื่องนี้มาหลายครั้ง นำผู้นำท้องถิ่น ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายการเมือง คืออาจจะเป็น อบต. เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อะไรก็ได้มา ถามว่าร้องเรียนใคร มาร้องเรียนที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนิญโญ ซึ่งดิฉัน เป็นกรรมาธิการอยู่ มาร้องแล้วเขาพูดกัน โชว์ภาพให้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ส่งเรื่อง ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เงียบ งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ เงียบ งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ เงียบ แล้วเมื่อไรมันจะมี ณ ขณะนี้ ดิฉันอยู่เบื้องหน้ากับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้ว ซึ่งเป็นคนฉะเชิงเทราด้วย แน่นอนคลองเล็ก ๆ ท่านไม่รู้จักหรอก แต่ท่านต้องรู้จักคลองประเวศบุรีรมย์ซึ่งเป็นคลองใหญ่มาก ที่บอกว่าเชื่อมระหว่างจังหวัด สมุทรปราการกับจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งสำคัญมากเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจำเป็นต้องให้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยแล้ว อันนี้คือทำประตูให้มันถาวร ช่วยเขาเถอะ อันนี้คือคำถามว่าท่านจะทำได้ไหม หน้าตาของจุดที่อยากจะได้ จุด ๑ จุด ๒ จุด ๓ จุด ๔ ทีนี้จุดที่ ๕ เป็นจุดที่ไม่ได้ทดน้ำไว้ กลัวน้ำจะไหลไปหมด ภาพอันนี้เป็นต้องการประตู กั้นไม่ให้น้ำท่วม อันนี้ต่างกันนะคะ กั้นไม่ให้น้ำท่วม เพราะตรงนี้ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ ที่พี่น้องประชาชนทำนาแล้วน้ำท่วมทุกปี มากกว่าการทำนาอีกด้วย มีชาวบ้านอยู่ด้วย ถ้าไม่มีประตูซึ่งกว้างแค่เพียง ๘ เมตรนี่เอง ง่ายมากเลย แต่ไม่เคยทำให้เขา เพราะฉะนั้น พี่น้องตำบลหนามแดง หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ตรงนี้เดือดร้อนมาก อันนี้แตกต่างกันไป จึงขอถามว่าท่านรัฐมนตรีมีแนวนโยบายจะช่วยให้ทำประตูทดน้ำทั้ง ๔ บานนั้น หน้าตา ของประตูหน้าตาแบบนี้ ทำให้เขาได้ไหม และจะทำเมื่อไร อย่างไร ในงบ ปี ๒๕๗๐ จะได้ไหม เพราะ ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ไม่ได้ แล้ว ปี ๒๕๖๙ งบประมาณด้านการเกษตรของ ฉะเชิงเทรา ๐ บาท ของอำเภอเมืองของดิฉัน ๐ บาท ของท่านรัฐมนตรีกี่ร้อยล้านไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะต้องการถามว่าท่านจะทำให้ได้ไหม มีแผนอย่างไร คำถามที่ ๑ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการที่ให้เกียรติมาตอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คนเชียงราย ด้วยความเคารพที่ท่านเปิดโอกาสให้ผมได้เลื่อนมาตอบกระทู้เร็วขึ้นต่อกระทู้ของ ท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ ๑ เผอิญผมเป็นเขตเลือกตั้ง ที่ ๒ ก็คือเขตผมกับเขตท่านฐิติมาติดกัน ดังนั้นวันนี้จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ ตัวผมเองด้วยที่จะต้องมาตอบกระทู้นี้ด้วยตัวเอง เพราะทราบดีว่าในเรื่องของการบริหาร จัดการน้ำหรือว่าปัญหาในเรื่องของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุปโภคบริโภค น้ำกินน้ำใช้ ท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง ก็ได้ต่อสู้ร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ ๑ มาโดยตลอด ก็เข้าใจดี ผมก็มีภารกิจคล้าย ๆ กับท่านฐิติมา เพราะผมก็เป็น สส. เขต ๒ เหมือนกัน ต่อความห่วงใยของท่านฐิติมา ผมเรียนอย่างนี้ว่าประตูทดน้ำทั้ง ๕ ตัว ณ วันนี้ ผมได้ฟังสิ่งที่ท่านฐิติมาได้กรุณาถามกระทู้ผ่านท่านประธานมายังกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผมทราบดีว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มีความสำคัญทั้งหมดทั้งสิ้น และถ้ากรมชลประทาน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถทำให้กับพี่น้องชาวจังหวัด ฉะเชิงเทราได้ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่มากก็น้อย ก็ขออนุญาตไล่เลียงมาแต่ละตัวเลย ผมต้องนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง ว่าทางกรมชลประทาน มีแผนที่จะสร้างประตูระบายน้ำทั้งหมด ๔ แห่งด้วยกัน ก็คือ Item ที่ ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ว่าไม่ได้ มีแผนที่จะสร้าง Item ที่ ๕ ก็ต้องเรียนท่านฐิติมาด้วยความจริง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค หรือว่าเพื่อทาง การเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นบริเวณตำบลหนามแดง ตำบลบางเตย ตำบลคลองเปรง ตำบลบางกะไห ตำบลบางพระ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา แล้วก็มีตำบลประเวศ ตำบลเกาะไร่ ตำบลเทพราช แล้วก็ในเขตเทศบาลตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ ดังนั้นเองผมขออนุญาต ไล่เลียงมาในส่วนของประตูระบายน้ำ แล้วก็เครื่องสูบน้ำปากคลองหนามแดง กระผม ต้องเรียนท่านประธาน คือจริง ๆ แล้วชีวิตผมพอผมเดินทางมาประชุมที่สภา ผมก็จะเดินทาง กลับไปจังหวัดฉะเชิงเทราบ้านผม อำเภอพนมสารคาม ก็ไม่ค่อยได้ผ่านพื้นที่ในเขตของ ท่าน สส. ฐิติมาเท่าไร เพราะผมจะอ้อมผ่านสุวินทวงศ์ไปลัดเข้าอำเภอบางน้ำเปรี้ยว แต่ว่าวันนี้ผมต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านกรุณามาชี้แจงทำให้ผมได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น🔗
ดังนั้นเอง ประตูระบายน้ำที่ปากคลองหนามแดง ที่บางพระ ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ผมต้องเรียนว่าปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มอบหมาย ให้กรมชลประทานขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งขณะนี้เป็นรักษาการท่านภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก็ทราบมาว่าการของบประมาณในครั้งนี้ผ่านรายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามแผนขับเคลื่อนของรัฐบาล ทั้งหมด ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท จะมาก่อสร้าง ประตูระบายน้ำหรือว่าประตูทดน้ำตรงนี้ในเขตของท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง เมื่อสักครู่นี้ ก็ได้คุยกับท่านผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ ๑๑ ท่านก็ยืนยันว่าถ้าได้รับการอนุมัติงบ จากกระทรวงการคลังเมื่อไร เราก็เริ่มดำเนินการลงมือทันที อันนี้คือสิ่งที่ผมสามารถยืนยันได้🔗
ในส่วนประตูระบายน้ำที่ ๒ ก็จะเป็นประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ปากคลองแขวงกลั่นตอนบนซึ่งอยู่ที่ตำบลเกาะไร่ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันผมเรียนว่าอยู่ในระหว่างเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม และเมื่อมีความพร้อม ครบทุกด้านแล้ว จะขออนุญาตให้กรมชลประทานเสนอตั้งงบประมาณในปี ๒๕๗๐ ต่อไป ซึ่งสถานีสูบน้ำปากคลองแขวงกลั่น ก็จะใช้งบประมาณ ประมาณ ๒๕ ล้านบาท🔗
ถัดไปเป็นประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองบางกะไห ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เหมือนกันครับ เหมือนกับที่คลองแขวงกลั่น ขณะนี้เร่งให้ ออกแบบ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักก็รับปากว่าคงจะใช้เวลาไม่นานในการเร่งศึกษาและออกแบบ ซึ่งตัวนี้จะใช้งบประมาณ ประมาณ ๓๕ ล้านบาท ผมก็จะผลักดันให้เข้าสู่การเสนองบประมาณ ในปี ๒๕๗๐ เหมือนกัน🔗
ตัวที่ ๔ ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองลัดยายหรั่ง ตำบลประเวศ อำเภอบ้านโพธิ์ ปัจจุบันกำลังศึกษา แล้วก็ออกแบบอยู่เช่นกัน คงจะใช้เวลาไม่เกินเดือน สองเดือนแบบก็คงจะเสร็จ คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณประมาณ ๓๕ ล้านบาท ผมนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อสักครู่นี้ก็อย่างที่บอกจริง ๆ แล้วผมเห็นกระทู้ของท่านฐิติมามาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ว่าที่ผ่านมาก็ยังมาตอบไม่ได้ เพราะว่าตัวเองยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่หลังจาก วันที่ ๓ กรกฎาคม วันนี้ผมได้เห็นปัญหา ได้เห็นความตั้งใจของท่าน สส. ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ในเขตอำเภอเมือง และเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านผมนี่ละครับ เมื่อสักครู่นี้ ภาพที่ท่านได้กรุณานำมาแสดง ดูแล้วมันก็เห็นใจชาวบ้าน ต้องเอาไม้มาปักเอง ต้องเอาฟาง มาปักเอง แทนที่จะเอาฟางเอาไปทำเป็นอาหารสัตว์ อาหารวัว ซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทรา เราก็เลี้ยงอะไรเยอะแยะไปหมดอยู่แล้ว ดังนั้นเองผมจะขออนุญาตกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง ครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ คาดว่าจะได้เริ่มลงมือ ในปีนี้ ๒ ๓ ๔ ผมก็คงจะต้องจัดสรรให้กรมชลประทานไปดูว่าโครงการไหน ประตูระบายน้ำ ตัวไหน ที่อำเภอไหน ตำบลไหน มีความสำคัญเร่งทำก่อนทำได้ก็ทำ ถ้าเป็นไปได้ เดี๋ยวขออนุญาตกลับไปดู อาจจะใช้เหลือจ่ายของปีนี้เร่งทำสักตัวหนึ่งก่อน แล้วก็เร่งติดตาม ในตัวที่เหลือถัดไป🔗
ส่วนอันสุดท้ายที่ท่านผู้ถามกระทู้ได้กรุณาถามก็คือในส่วนของประตูทดน้ำ คลองบึงคัดช้อน ซึ่งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ ซึ่งทราบมาว่าก็คงจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ก็ต้องเรียนว่า คลองนี้เป็นคลองธรรมชาติซึ่งไม่ใช่ทางน้ำของชลประทาน ทราบมาว่าได้มีการติดต่อแล้ว เดี๋ยวทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนามแดงจะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป เพื่อคลาย ความเดือดร้อนใจให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็ท่านฐิติมา ฉายแสง ด้วยครับ ก็ขออนุญาต ตอบแค่นี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เหลือ ๕ นาที ๒ ท่าน เชิญคำถามที่ ๒ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา เขต ๑ กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีมากเลย เป็นความหวังที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนนะคะ ทีนี้มีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ท่านรัฐมนตรี เกี่ยวกับชลประทานโดยตรงเลย ขออนุญาตพูดถึงเรื่องผักตบชวาค่ะ ท่านรัฐมนตรี คือในคลองประเวศบุรีรมย์เป็นคลองที่คนร้องมาเยอะมาก แล้วทางชลประทานเอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต เขาก็ไม่มีงบประมาณในการที่จะกำจัด ผักตบชวาซึ่งมีเป็นกิโลเมตร ๆ เลย อย่างเมื่อวานคนก็ร้องมา หมู่ที่ ๒ ถึงหมู่ที่ ๓ ตำบล คลองเปรง ซึ่งมีผักตบชวาเยอะมากขอให้ช่วย เราขอให้ช่วยมาหลายครั้ง ติดต่อทั้งที่ปรึกษา รัฐมนตรีอะไรก็แล้ว ให้พยายามช่วย ช่วยได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้างอะไรอย่างนี้ ขอท่าน ใช้งบเหลือจ่าย แต่ไม่ใช่คลองนี้คลองเดียว ยังมีอีกหลายคลอง เช่น คลองบางไผ่ จาก ศูนย์นิสสัน หมู่ที่ ๘ ตำบลบางไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรายันไปยังหมู่ที่ ๕ ตำบล ดอนทราย อำเภอบ้านโพธิ์ ตรงนี้ก็มีผักตบชวาแน่นตึ๊กไปหมด ทีนี้เวลามีผักตบชวา มันก็จะ มีน้ำเน่าเสีย มีอะไรก็แล้วแต่ซึ่งพวกเรารู้กันอยู่แล้ว อันนี้คงต้องขอให้ท่านช่วยหา งบเหลือจ่าย หรือใด ๆ ก็แล้วแต่มาช่วยทางโครงการชลประทานฉะเชิงเทรา และโครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต ทำงานเรื่องแก้ปัญหาผักตบชวาให้พี่น้องประชาชน เพราะว่า สส. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ ไม่มีงบประมาณไปทำให้ แล้วมันอึดอัดใจมาก ๆ ขอทราบตรงนี้ด้วยค่ะว่าท่านพอจะทำให้ได้ไหม ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร น้องชายของท่านผู้มาถามกระทู้ ท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง แล้วก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ก็ต้องเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นคำถามของท่าน สส. ฐิติมาแล้ว ผมก็คิดอยู่แล้วว่าเรื่องนี้ท่านต้องถาม แต่ให้พูดเรื่องนี้ ก็คงยาว จริง ๆ แล้วผักตบชวาที่ท่าน สส. ฐิติมาได้กรุณานำเรียนผ่านท่านประธานมายังผม มันก็มาจากพื้นที่ผมนั่นละครับ แล้วก่อนหน้านี้มาอยู่ในพื้นที่ผมมันก็มาจากจังหวัดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงผม ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมหนักใจที่สุด เพราะว่าความสัมพันธ์ของผมและท่าน สส. ฐิติมา เราก็รู้จักกันมาอย่างยาวนาน คุณพ่อ คุณปู่ของผมก็รู้จักกับท่านฐิติมา แต่ว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนของผมอยู่ด้านบน ก็คืออยู่สูงกว่า ดังนั้นเองก็มีความจำเป็นที่ผักตบชวามันก็ต้องไหลผ่านไป ก็เข้าใจ ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่อยู่ต่ำกว่า ดังนั้นเองไม่ว่าจะเป็นพระองค์เจ้า ไชยานุชิต ไม่ว่าจะเป็นคลองบางไผ่หรืออะไรก็ดี ผมก็จะไปสั่งการเจ้าหน้าที่ของ กรมชลประทานให้ช่วย ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันผักตบชวาให้ลงทะเลไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของการเอาเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ ตักออกให้มากที่สุด หรือว่าให้เขาไปหาวิธี ในการที่จะช่วยเหลือบรรเทา ไม่ให้พี่น้องประชาชนที่เป็นคนบ้านผมเหมือนกัน ได้รับ ความเดือดร้อน แต่ต้องนำเรียนว่าเรื่องนี้ผมก็ทราบดีว่าผมก็โดนคนในเขตพี่ฐิติมาด่า ผมก็ได้ยินมา แล้วก็กราบขอโทษผ่านท่าน สส. ฐิติมาไปยังพี่น้องประชาชนตรงโน้นด้วย คือ มันก็ต้อง Balance กันคนข้างบนกับคนข้างล่าง ถ้าข้างบนอยู่ได้ข้างล่างก็ต้องอยู่ได้ ดังนั้นเอง ผมก็ขออนุญาตท่านประธาน เดี๋ยวเรื่องนี้จะรับไปดำเนินการ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็จบกระทู้ ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี แล้วก็ท่านฐิติมาด้วยนะครับ🔗
๒. เรื่อง ตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ครูและบุคลากร ทางการศึกษาและมาตรการในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองการทำงานครูเอกชน ของ นายกฤช ศิลปชัย ผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗
เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ท่านมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ท่านที่ ๒ ท่านพลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกูล ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ และได้อนุญาต ให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถามดังนี้ ท่านแรก ท่านณัฐพล จักรยาโน ท่านที่ ๒ ท่านคุณัชญ์ เชื้อทอง สวัสดีครับ ก็เชิญท่านกฤช ศิลปชัย ถามท่านรัฐมนตรี ลิณธิภรณ์ เป็นคำถามแรก เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาชน ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้เวลามาตอบกระทู้ ในครั้งนี้ ขอเริ่มอย่างนี้ว่าปัจจุบันปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ทางภาครัฐและเอกชนเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตของครูเป็นอย่างมาก เมื่อครูมีหนี้สินมาก ก็ย่อมส่งผลกระทบและประสิทธิในการจัดการเรียนการสนอให้กับนักเรียนลดลงตามไปด้วย อันเนื่องมาจากความเครียด ความวิตกกังวลว่าหนี้สินจำนวนมากนี้จะหาเงินที่ไหนมาคืน อาชีพครูคืออาชีพที่สำคัญของประเทศ เป็นอาชีพที่จะบ่มเพาะความรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติ ปัจจุบันหนี้สินครูมีจำนวนมากมายจากข้อมูลที่ผมได้มา ก็อยู่ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อจากสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ สินเชื่อจากธนาคารออมสินหรือธนาคารอื่น ๆ ที่เอาเงิน ช.พ.ค. ที่เวลาเขาจะเสียชีวิต ไปค้ำประกันไว้ ผนวกกับอาชีพครูเป็นอาชีพที่สถาบันการเงินก็มองว่ามีความมั่นคง พอที่จะ ชำระหนี้ได้ เนื่องจากมีเงินหลังเกษียณอายุราชการ มีเงินบำเหน็จ เงินบำนาญ รวมถึง เงินจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ สถาบันการเงินก็อาจจะปล่อยกู้ ได้ง่ายขึ้น แต่สถาบันการเงินนั้นก็ยังคงคิดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้แตกต่างจากการกู้ทั่ว ๆ ไป เสียเท่าไรนัก ขนาดมีความมั่นคงว่ามีเงิน ช.พ.ค. จะไปค้ำประกันแล้วว่าเขามีเงินใช้คืนแน่ ๆ ถ้ากรณีเขาเสียชีวิตไป แต่ยังพบว่าดอกเบี้ยก็ยังคงสูงอยู่ เวลาจ่ายแต่ละงวด ๆ ไป เงินต้น แทบจะไม่ลดเลย คิดแต่ดอกเบี้ย ๆ จากปัญหาที่คุณครูสะท้อนมา จากปัจจัยดังกล่าว ที่ผมกล่าวไป จึงขอถามท่านรัฐมนตรีครับว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา หนี้สินครูไปแล้วมีอะไร อย่างไรบ้าง แล้วมันแก้ปัญหาหนี้สินคุณครูได้จริงหรือไม่ มีข้อมูล ตัวชี้วัดอะไรที่วัดได้ว่าการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการเป็นรูปธรรม มีการแก้ปัญหา ได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และในอนาคตจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ด้านหนี้สินครูมากยิ่งขึ้น ท่านประธานคำถามแรก ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบคำถามแรกเลยครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้มาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่องของความคืบหน้า ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู แล้วก็บุคลากรทางการศึกษา ในส่วนของคำถามนี้ จริง ๆ ต้องบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการเอง เรารับทราบปัญหาของหนี้สินครูมาโดยตลอดและจริง ๆ ปัญหาหนี้สินครูก็เป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการศึกษาพิจารณากันมาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ค่ะ ล่าสุดรัฐบาล ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้โดยคณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาว่าในมาตรา ๓ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือข้าราชการแล้วก็บุคลากร ในหน่วยงานภาครัฐซึ่งรวมถึงข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งหมด โดยหลัก ๆ เกณฑ์ในการวางมาตรการในการช่วยเหลือหนี้สินครู เรื่องของการหักชำระหนี้สินหรือว่า เรื่องของภาระการจ่ายหนี้ก็มีให้ทุกส่วนราชการดำเนินการปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์ การหักเงินเดือนเพื่อการชำระหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบุคลากรในสังกัด ซึ่งต้อง มีเงินคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เพื่ออะไรคะ ก็เพื่อให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ สามารถให้คุณครูหรือบุคลากรทางการศึกษาสามารถดำรงชีพอยู่ได้ อันนี้เป็นเกณฑ์ที่ มีการกำหนดอยู่ค่ะ แต่ว่าที่อาจจะยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาอยู่บ้าง เนื่องจากว่ายังไม่ได้ ประกาศออกมาเป็นขั้นตอนเรื่องของพระราชกิจจานุเบกษา ทีนี้พอเป็นพระราชกิจจานุเบกษา เราอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการอยู่ ถ้าทำเป็นพระราชกิจจานุเบกษาได้ก็จะส่งผลดี ต่อการพิจารณาหนี้สิน ให้วงเงินของการก่อหนี้ เหมือนวงเงินหนี้ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ เราดูได้ในส่วนของเฉพาะหน่วยงานในสังกัดที่กระทรวงศึกษาธิการดูได้ แต่หนี้ในภาระอื่น ๆ ที่ครูไปกู้เราไม่สามารถเห็นกรอบวงเงินของหนี้ อันนี้ก็มีการดำเนินการอยู่ เพื่อจะให้ กระบวนการประกาศออกมาเป็นพระราชกิจจานุเบกษา🔗
อันที่ ๒ การเจรจาลดอัตราดอกเบี้ยกับเจ้าหนี้ก็ประสานงานกับสถาบัน การเงิน แล้วก็สหกรณ์ออมทรัพย์ที่เจ้าหนี้เงินกู้เพื่อสวัสดิการแก่บุคลากรของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ โดยกำหนดมีสหกรณ์จำนวน ๑๕ แห่ง จาก ๙๕ แห่ง ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือประมาณ ๔.๗๕ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการลดภาระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น เพื่อช่วยเหลือข้าราชการ แล้วก็บุคลากรให้สามารถฟื้นตัวได้ แต่ทีนี้ในส่วนของสหกรณ์ครูที่บอก ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่าง ๆ หรือสหกรณ์ที่มีการปล่อยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ๑๕ แห่งที่ร่วมการลดอัตราดอกเบี้ยไปที่ ๔.๗๕ ก็เป็นทิศทางที่ดี ซึ่งก็อาจจะมีการขอ นำปัญหานี้ไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เขามีอำนาจในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหกรณ์ ในอนาคต อันนี้ก็เป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการอาจจะเอาปัญหานี้ไปเพื่อให้กรอบ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในส่วนของข้าราชการครู🔗
อันที่ ๓ การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกที่ที่เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ หรือสวัสดิการแก่บุคลากรของส่วนราชการก็ให้ความร่วมมือในการแก้ไขหนี้สินของประชาชน รายย่อยอยู่ ตรงนี้อย่างที่บอกว่ามีกรมส่งเสริมสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดี๋ยวเราไปเจรจาดูว่าจะเป็นไปได้ไหมในส่วนของที่เกี่ยวกับครู ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ ๔.๗๕ ตอนนี้ก็กำลังพยายามอยู่นะคะ เพราะว่าไม่ใช่อำนาจเราโดยตรง อันนี้ก็ต้องนำเรียน แต่ว่าไม่ได้ลดความพยายาม เพื่ออยากให้คุณครูไทยลดความกดดันในเรื่องภาวะหนี้สิน แล้วก็ความเครียดก็จะได้ลดน้อยลง อันนี้เราเข้าใจดีค่ะ แต่ว่าในส่วนของกระทรวงเอง กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทาง การศึกษาอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน ทั้งในเชิงนโยบายแล้วก็โครงสร้างกลไกการบริหาร ตลอดจนพัฒนาเครื่องมือแล้วก็มาตรการต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครู🔗
อันแรก เราก็มีการพัฒนาระบบ OBEC DEBT CLINIC เพื่อเป็นศูนย์กลาง ในการรวบรวมข้อมูลครูที่มีปัญหาหนี้สินทั่วประเทศ โดยมีการลงทะเบียนผ่านสถานีแก้หนี้ครู เข้ามา วิเคราะห์สถานะหนี้สินในระดับบุคคลซึ่งขณะนี้ก็มีครูลงทะเบียนในระบบนี้แล้ว กว่า ๗,๓๕๓ ราย และสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้สำเร็จเพื่อป้องกันไม่ให้ครูเหล่านี้ถูกฟ้อง ไปแล้วจำนวน ๕,๙๐๑ ราย หรือคิดเป็นร้อยละ ๘๐.๒๕ จากตัวเลขของคนที่มาลงทะเบียน กับเรา ก็ส่งผลให้ครูกลุ่มนี้ เมื่อมาลงทะเบียนกับเรา รอดพ้นจากวิกฤติสีแดง คือไม่ต้อง ถูกฟ้อง แล้วก็ยังคงมีเงินเหลือ หลังหักหนี้สินไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการดำรงชีวิตแล้วก็ฟื้นฟูตนเอง🔗
อันที่ ๒ เราก็มีการจัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษาขึ้นมาด้วย รับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ในทุก ๆ ช่องทางรวมทั้งสิ้น วันนี้ก็มีมาแล้ว กว่า ๑,๐๔๘ ราย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาหนี้ซ้ำซ้อน แล้วก็กำลังจะถูกฟ้องหรือว่า ติดบัญชีดำ เครดิตบูโรต่าง ๆ โดยศูนย์ดังกล่าวได้ดำเนินการประสานงานกับสถานีแก้หนี้ครู ทั่วประเทศไปแล้วกว่า ๑,๐๐๑ ราย หรือว่าคิดเป็น ๙๕.๕๒ เปอร์เซ็นต์ คือถ้ามีเรื่องร้องเข้ามา ที่ศูนย์นี้ก็บอกไปเลยว่าเราพยายามแก้ให้ ดำเนินการให้ ประสานไปจากกระทรวงลงไป ถึงเขตเพื่อลดทอนปัญหานี้ นอกจากนี้เรามีการจับคู่สถานีแก้หนี้ครูต้นแบบ ๓๘ แห่ง กับสถานีปลายทางอีก ๙๖ แห่ง รวมเป็นเครือข่ายแก้หนี้ครูทั้งสิ้น ๑๓๔ แห่งทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างแรงบันดาลใจและการช่วยเหลือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผ่านระบบการประชุมหารือร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหาร่วมกันแล้วก็แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ ที่ดีด้วยค่ะ🔗
อันที่ ๔ กระทรวงยังได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครู เพื่อให้เป็นข้อเสนอแนะ แนะนำให้สถานีแก้หนี้ครูได้ปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ อีกทั้งสำคัญก็คือวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน เรามีการอบรมเสริมสร้างความรู้แล้วก็ปลูกฝัง ทัศนคติที่ถูกต้องในการใช้เงินให้มีความรอบคอบมากขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารเองก็ดี ครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนนักเรียน เพื่อป้องกันการก่อหนี้ใหม่และสร้างรากฐาน ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต โดยหลักสูตรนี้ก็จะมี OBEC-Money Coach ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายในการให้ความรู้ด้านการเงินแก่บุคลากรในสังกัด โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การวางแผนการเงินส่วนบุคคล การจัดการหนี้ การออมและการลงทุน โดยผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา คือ ปี ๒๕๖๘ ค่ะ ๑๓๕,๕๑๓ คน อบรมไปแล้วกว่า ๑๐๑,๐๐๐ คน หรือว่าคิดเป็น ๗๔.๗๕ เปอร์เซ็นต์ หลักสูตรที่ส่งเสริมไปอีกเราก็มีการสร้างวินัยทางการเงิน สำหรับผู้มีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป โดยมีเป้าหมายเป็นครูหรือว่าบุคลากรทางการศึกษา ที่ใกล้เกษียณ เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง ซึ่งจริง ๆ ล่าสุด ที่ดิฉันเพิ่งได้เข้าไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของหนี้สินครูด้วย เรื่องนี้เราก็มองเห็น เรื่องของกลุ่มผู้สูงอายุในวัยเกษียณ เมื่อเกษียณแล้วค่าตอบแทนจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่มีการหารือร่วมกันว่าการพิจารณาการผ่อนชำระหนี้ของครูเกษียณ จะเป็นได้ไหม ที่ตามฐานของเงินเดือนที่ลดต่ำ อันนี้เราก็มีการพูดกันอยู่ แต่ก็ยังเป็นแนวทาง ในการหารือ ก็นำเรียนให้ทราบไว้ในที่นี้ค่ะ แล้วก็มีหลักสูตรเสริมความฉลาด ความรู้ ทางการเงินสำหรับนักเรียนเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน โดยมีเนื้อหา เกี่ยวกับความรู้เรื่องรายรับ รายจ่ายส่วนบุคคล การออม การใช้จ่ายเงินและการตั้งเป้า ทางการเงิน อันนี้นอกจากเป็นลักษณะของการอบรม เรื่องของหลักสูตรประถมใน ปี ๒๕๖๘ เราก็มีการพูดเรื่องนี้เข้าไปในการกำหนดเรื่องของหลักสูตร เพราะเรารู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ก็อยากมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการลงทุน แล้วก็เรื่องของการเงินด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในวันที่ ๑๘-๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๘ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังได้มีการจัดประชุมร่วมกับ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือกับต้นสังกัดสหกรณ์ ในด้านนโยบายสินเชื่อ อย่างที่นำเรียนมาตั้งแต่ต้นค่ะ ขอตอบคำถามข้อแรกประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ คำถามที่ ๒ เอาเวลาให้ท่านรัฐมนตรีด้วยนะ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน จังหวัดระยอง ขอบคุณท่านรัฐมนตรีสำหรับ คำถามที่ ๑ ที่ได้ตอบ อย่างไรก็ต้องขอฝากท่านรัฐมนตรี กระผมเป็นครูเก่า แล้วก็ผมรู้ดีครับ ว่าครูเวลาเขาทำงาน คือหลายอย่างมันไม่สามารถเบิกงบประมาณได้ ทั้งในการดูแลนักเรียน บางทีถ้าเป็นคุณครูที่ต้องทำกิจกรรมหรือว่าฝึกพัฒนานักเรียนหลังจากเวลาเลิกเรียน บางทีต้องไปรับ ไปส่งเด็กด้วย ก็เป็นค่าใช้จ่ายของครูทั้งสิ้น อันนี้ต้องฝากทาง กระทรวงศึกษาธิการช่วยไปดูด้วยนะครับ🔗
ต่อมาครับ ผมจะพยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพื่อเหลือเวลาให้ท่านรัฐมนตรี ได้ตอบ อันนี้เป็นเรื่องของการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนของกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องของการคุ้มครองการทำงานของครูและสิทธิการชดเชยตามกฎหมายแรงงาน กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เคยเป็นครูโรงเรียนเอกชนมาก่อน ผมได้รับ เรื่องร้องเรียนเรื่องนี้จำนวนมาก ว่าเมื่อเวลาคุณครูเกษียณอายุการทำงาน กลับไม่ได้รับ เงินชดเชยการเลิกจ้าง จริง ๆ แล้วการเกษียณอายุเท่ากับการเลิกจ้าง ถ้าเราไปดูที่ พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน ในมาตรา ๘๖ เขาบอกว่าครูที่ทำงานและเกษียณอายุการทำงานต้องได้รับ การคุ้มครอง กฎหมายเขียนว่าไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ต้องได้รับสิทธิไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด เราก็เลยไปดูกฎหมาย คุ้มครองแรงงานว่ากำหนดไว้อย่างไร เขาก็บอกว่าถ้าเกิดการเกษียณอายุการทำงานหรือ การเลิกจ้างให้ถือเป็นการเลิกจ้างและต้องจ่ายเงินชดเชยตามอายุการทำงานด้วย เช่น คุณครูที่ทำงาน ๒๐ ปีก็ต้องจ่ายตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดก็คือชดเชย ๔๐๐ วัน🔗
ที่ผ่านมาเวลามีการเกษียณอายุงานโดยเฉพาะของครูเอกชน โรงเรียน มักจะให้เขียนใบลาออก ถามทำไมต้องเขียนใบลาออกก็เพราะว่าในระเบียบตัวเดิมของท่าน เมื่อปี ๒๕๔๒ ระเบียบว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของโรงเรียนเอกชนไปเขียนไว้ว่า กรณีไม่ต้องจ่ายชดเชยด้วยเหตุอันใดบ้าง แล้วมันมีอยู่ข้อหนึ่งว่าเขียนใบลาออกโดยสมัครใจ คุณครูเวลาเขาทำงาน เขาเกษียณอายุ เขาไม่ทราบหรอกครับว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายบุคลากรของโรงเรียนเตรียมเอกสารให้เขาทั้งหมดแล้วก็เซ็น สุดท้าย เขาก็ไม่ได้รับเงินชดเชยตัวนี้ เพราะโรงเรียนเขาถือว่าเป็นการลาออกโดยสมัครใจ ทั้งที่ในทาง ปฏิบัติโรงเรียนจัดงานมุทิตาจิต เกษียณให้ใหญ่โตว่ามีความภาคภูมิใจที่ทำงานรับใช้ ประเทศชาติ เป็นครูมาทั้งชีวิตแต่สุดท้ายก็ละเลยเงินชดเชย ส่วนตัวผมเองผมได้รับ เรื่องร้องเรียนจากคุณครูโรงเรียนในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยหรือที่เรารู้จักกัน ในเครือโรงเรียนอัสสัมชัญที่มีอยู่ ๑๔ โรงเรียนทั่วประเทศ ผมทราบว่ามีคุณครูไปฟ้องร้อง ต่อศาลแรงงานจนถึงศาลอุทธรณ์ แล้วก็ศาลฎีกา มีการพิพากษาให้จ่ายเงินชดเชยทั้งหมด ทุกกรณี แต่ว่าปัจจุบันก็ยังมีเรื่องอย่างนี้เข้ามา ในฐานะผู้แทนราษฎรอยู่ตลอดเวลา จึงต้อง ถามท่านรัฐมนตรีครับ คือเข้าใจว่าหลังจากนี้มันจะไม่มีปัญหาแล้ว เพราะว่าทางกรรมการ การศึกษาเอกชนออกประกาศมาแล้วเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา ๑๐ ปีย้อนหลัง ที่ผมต้องบอกว่า ๑๐ ปีเพราะว่าถ้าเลย ๑๐ ปีมันหมดอายุไปแล้วพวกเขาก็หมดสิทธิ แต่ว่า ๑๐ ปีย้อนหลัง ที่เกษียณมา ๑๐ ปี ท่านจะแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร จะต้องให้ครูที่อยู่ในวัย ๖๐ ปีบวก วัยชราแล้ว ต้องไปฟ้องร้องต่อศาล ผมว่ามันก็ไม่เป็นธรรมสำหรับที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต แล้วก็ต้องถามรัฐมนตรีว่าท่านจะมีแนวทางแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรบ้างไหม แล้วก็จะมีบทลงโทษ อะไรกับโรงเรียนหรือว่าผู้รับใบอนุญาตที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของพวกเราด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีตอบคำถามสุดท้าย เชิญครับ🔗
ก็ต้องนำเรียนว่าจริง ๆ แล้วตามมาตรา ๙๕ มันก็มีการบัญญัติว่าโรงเรียนใดฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ กฎกระทรวง แล้วก็ระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตาม ที่ได้รับอนุญาตหรือจัดการศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ผู้อนุญาตมีอำนาจ ในการออกคำสั่งให้แก้ไขได้ในเวลาที่กำหนด วรรคสองก็บัญญัติว่าโรงเรียนในระบบใด ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้อนุญาตมีอำนาจในการออกคำสั่งให้โรงเรียนในระบบ งดรับนักเรียนใหม่หรือหยุดดำเนินกิจการตามใบอนุญาตทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว หรือสั่งการอย่างอื่นตามควรแล้วแต่กรณี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำ ตามวรรคสามและวรรคสามบัญญัติว่าสั่งการตามวรรคหนึ่งไม่กระทบต่อการดำเนินคดีของ ผู้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด อันนี้จริง ๆ แล้วขั้นตอน ท่านก็คงจะพอทราบ ว่ามันก็จะมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนแล้วก็ตรวจสอบ โดยครูสามารถยื่นเรื่องนี้ ให้กับคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนหรือว่าสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดได้อยู่แล้ว หรือว่ามีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่อย่างที่ทราบว่าล่าสุด พอเรามีประกาศออกมา เรื่องกลไกคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการวินิจฉัย ร้องทุกข์และคุ้มครอง การทำงานปี ๒๕๖๗ โดยบทบาทคณะกรรมการจึงมีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว ข้อขัดแย้งที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ค่าตอบแทนและการคุ้มครองการทำงาน รวมถึงกรณี เลิกจ้างและการออกจากงานที่ไม่เป็นธรรม และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการคุ้มครอง การทำงานจะมีผลผูกพันให้โรงเรียนต้องปฏิบัติตาม เช่น โรงเรียนต้องจ่ายเงินชดเชย หรือคืนสิทธิประโยชน์ให้ครู อันนี้ก็จะลดปัญหาเรื่องที่บอกว่ามีการบังคับให้เซ็นลาออก โดยสมัครใจหรืออะไรในกฎหมายฉบับใหม่ที่มีการประกาศในปี ๒๕๖๗ ที่มีระเบียบใหม่ ออกมา ทีนี้คำถามที่ถามมาว่าแล้วในกรณีที่ ๑๐ ปีย้อนหลัง อันนี้ก่อนที่เราจะออกระเบียบ กระบวนการตรงนี้เมื่อมีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนในปี ๒๕๖๐ เราก็เปิดกลไกให้เป็นเรื่องของศาลแรงงานในการเข้ามาพิจารณา ครูสามารถใช้สิทธิ ในการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้โรงเรียนปฏิบัติตาม ซึ่งตรงนี้เราก็เข้าใจว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนที่เราจะมีการออกระเบียบตัวนี้ แต่อย่างที่บอกว่าเราเห็นปัญหา เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เราไม่ได้ละเลยนะคะ แต่คิดว่าในส่วนของศาลที่มีมาตรฐานของ การตัดสินก็น่าจะทำให้กระบวนการในเรื่องนี้ของการชดเชยในช่วง ๑๐ ปีย้อนหลัง ที่เป็นธรรมและถูกปฏิบัติแบบไม่เป็นธรรมอาจจะรวดเร็วขึ้น เพราะมันมีมาตรฐานมาจาก คำตัดสินของศาลในเบื้องต้นด้วย แล้วก็ทาง สช. เอง เขาก็เข้าไปดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องนี้กลับมาขอความช่วยเหลือก็คิดว่าทาง สช. หน่วยงานต้นสังกัดก็จะพิจารณา ให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วค่ะ ซึ่งวันนี้ท่านก็มานั่งอยู่ตรงนี้ในห้องเราด้วย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังมีมาตรการต่อเนื่อง ถ้าละเลยโดยที่คณะกรรมการชุดนี้ อย่างสั่งการให้โรงเรียนจ่ายเงิน ชดเชยคืนสิทธิครูได้ อันนี้ตามประกาศปี ๒๕๖๗ แต่ถ้าไม่ ก็ยังมีมาตรการระงับการต่าง ๆ เรื่องการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๐ อยู่แล้ว คิดว่าอันนี้ ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่มีความชัดเจนขึ้นในการให้ความเป็นธรรมกับคุณครูในส่วนของ ภาคเอกชน ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอทิ้งท้ายสักเล็กน้อยครับ ท่านประธาน จริง ๆ เหลืออีกคำถามหนึ่ง แต่คงไม่ได้ถามแล้วครับ🔗
เดี๋ยวไปคุยกันข้างนอก ฝากอะไรนิดหน่อย🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็มีความกังวล นิดหน่อย นิดเดียว เพราะว่าประกาศ ปี ๒๕๖๗ ที่เขียนนิยามไว้ว่าครู เขาหมายถึง ครูที่กำลังทำการเรียนการสอน แต่มันไม่ได้หมายถึงว่าครูที่เกษียณไปแล้ว ผมกลัวว่า คณะกรรมการวินิจฉัยจะไม่ได้มีอำนาจตรงนั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งระเบียบท่านเพิ่งออกมา ปี ๒๕๖๗ แล้วท่านให้กรอบเวลาโรงเรียนตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ๒ ปี แล้วกว่าจะตั้ง เขามีเวลาอีกตั้ง ๒ ปีครับ มันก็จะหมดอายุความไปเรื่อย ๆ อีกหลายคน ก็เป็นข้อกังวล ก็ฝากท่านรัฐมนตรีช่วยสั่งการให้ท่านเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชนช่วยไปดู เรื่องนี้ให้เป็นพิเศษ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและขอบคุณท่านกฤชครับ🔗
๓. เรื่อง แนวทางการยกระดับการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบชี้แจง กระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญ จึงได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗
เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ได้อนุญาตให้ผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ กรุงเทพมหานคร สำนักการคลัง ท่านวิชัย นันทจรรยา ผู้อำนวยการกองรายได้กรุงเทพมหานคร สำนักปลัด กรุงเทพมหานคร สำนักงานกฎหมายและคดี ส่วนวิชาการกฎหมายนิติกรรมสัญญา ท่านที่ ๒ ท่านอัครเดช ส่งแสง หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนากฎหมาย ต่อไปเชิญท่านพริษฐ์ ได้ถาม ท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามแรก เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ก่อนจะเริ่มนับเวลาผมหารือท่านประธานสั้น ๆ เข้าใจว่าผมมีสิทธิในการถาม ๒ รอบ รอบแรกอาจจะผมใช้เวลานานหน่อยเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นภาพรวม แล้วเดี๋ยวรอบสอง อาจจะเป็นแค่การเก็บตกรายละเอียดเฉย ๆ เรียนท่านประธานครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล วันนี้ ก็อยากจะมาตั้งกระทู้ถาม ถามท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องของ กทม. เข้าใจดีว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับโอกาสมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในมุมของเศรษฐกิจเราก็เห็นว่า งานดี ๆ โรงเรียนดี ๆ โรงพยาบาลดี ๆ ก็มักจะกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ในเชิงการเมืองเราก็เห็นว่าคน กทม. นั้นก็เป็นพื้นที่เดียวที่ได้มีโอกาสในการเลือกผู้บริหาร สูงสุดของพื้นที่เขา ในนามของผู้ว่า กทม. แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมมองว่าไม่ว่าผู้ว่า กทม. จะเก่งหรือมีนโยบายดีแค่ไหนกรุงเทพมหานครก็จะยังไม่สามารถพัฒนาไปได้เต็ม ตามศักยภาพ หากเรายังคงมี พ.ร.บ. กทม. ปี ๒๕๒๘ ที่ไปกำหนดโครงสร้างการบริหาร ราชการ กทม. ที่ทำให้ผู้ว่า กทม. ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม อาจจะมี เครื่องไม้เครื่องมือไม่มากพอในการแก้ปัญหาให้กับคน กทม. ที่ผ่านมา ผมแล้วก็ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง เราก็ได้พยายามศึกษาแนวทางในการปรับปรุง ร่างแก้ไข พ.ร.บ. กทม. ความจริงได้มีการออกหนังสือเพื่อขอเข้าพบกระทรวงมหาดไทยด้วย แต่ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าพบก็เลยขอใช้กลไกกระทู้นี้ในการนำเอาข้อเสนอที่เราได้ศึกษามา มาสอบถามมุมมองของทางรัฐบาล แล้วก็ท่านรัฐมนตรีด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่กำกับดูแล กทม. แล้วก็ในฐานะที่เป็น สส. กทม. มา ๓ สมัยด้วยเช่นกัน ข้อเสนอที่อยากจะ มาสอบถามความเห็นของทางท่านรัฐมนตรีมีทั้งหมด ๓ ข้อเสนอ หลัก🔗
ข้อเสนอที่ ๑ คือข้อเสนอในการปลดล็อกให้ กทม. สามารถแก้ไขปัญหาให้กับ คน กทม. ได้ ล็อกแรกที่ต้องมีการปลดล็อกก็คงเป็นอำนาจในการจัดทำแล้วก็ปรับปรุงบริการ สาธารณะในพื้นที่ จากการสอบถามข้อมูลจาก กทม. เราค้นพบว่าปัจจุบันประมาณ ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของข้อร้องเรียนที่ถูกส่งจากประชาชนมาที่ กทม. ผ่าน Traffy Fondue เป็นประเด็นที่ กทม. ไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ แต่ต้องส่งต่อให้กับหน่วยงานอื่น หรือหากเราไปดูในเรื่องของ ๗๔ ภารกิจที่อยู่ในแผนการกระจายอำนาจที่เคยถูกกำหนดไว้ เมื่อ ๑๕-๒๐ กว่าปีก่อนก็จะค้นพบว่าได้มีการถ่ายโอนอำนาจให้ กทม. เพียงแค่ ๒๙ จาก ๗๔ ภารกิจหรือคิดเพียงแค่ ๓๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขออภัยครับ มี ๒๙ ภารกิจที่ยังไม่ได้ มีการถ่ายโอน ก็คือมีเพียงแค่ประมาณ ๔๕ ภารกิจเท่านั้นที่มีการถ่ายโอนหรือหากเราลอง ยกปัญหาอันดับต้น ๆ ที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของพี่น้องชาว กทม. เราก็จะค้นพบว่าหลายปัญหา เป็นสิ่งที่ผู้ว่า กทม. อาจจะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขด้วยตนเองได้หากรัฐบาลส่วนกลาง ไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ยกตัวอย่างแรก กทม. เป็นเมืองที่รถติดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่หากผู้ว่า กทม. ต้องการจะออกแบบระบบขนส่งสาธารณะใหม่หรือไปปรับปรุงเส้นทาง รถเมล์ก็ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ เพราะว่าอำนาจในการอนุมัติอยู่ที่คณะกรรมการ ที่ส่วนกลางหรือหากผู้ว่า กทม. อยากจะเปลี่ยนเรื่องระบบเปิด-ปิด ไฟจราจรตามสี่แยกทั่ว กทม. ก็ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด เพราะว่างานด้านการจราจรยังไม่ได้ถูกถ่ายโอนมาที่ กทม. อย่างสมบูรณ์ หรือหากจะยกอีกตัวอย่างหนึ่ง คือเรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งก็เป็นปัญหา อันดับต้น ๆ ของพี่น้องชาว กทม. เช่นกัน เราก็จะเห็นว่าผู้ว่า กทม. ก็ยังมีข้อจำกัดในการไป ตรวจจับรถควันดำ หรือการกำหนดเกณฑ์เรื่องควันดำเช่นกัน ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหานี้ ให้ยั่งยืน ผมเห็นว่าก็มีความจำเป็นที่ต้องมีการทบทวนแก้ไข พ.ร.บ. กทม. เพื่อให้ กทม. นั้น มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะทั้งหมดในพื้นที่ของตนเอง โดยหากจะมีเรื่องไหน ที่จำเป็นต้องยกเว้นไว้ก็ไประบุเป็นข้อยกเว้นไว้แค่ไม่กี่ข้อนะครับ แต่นอกจากจะปลดล็อก เรื่องอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะแล้ว ผมคิดว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องปลดล็อกด้วยเช่นกัน คืออำนาจในการหารายได้ให้กับตนเอง ปัจจุบันเราค้นพบว่า กทม. ยังคงพึ่งพารายได้ที่ กทม. ไม่ได้จัดเก็บเอง คิดเป็นประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ดังนั้นหากเราต้องการ ให้ กทม. สามารถมีความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาให้กับคน กทม. ผมคิดว่าก็จำเป็น ที่จะต้องให้ กทม. นั้นมีอำนาจในการจัดหารายได้ด้วยตนเองได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจัดเก็บรายได้จากน้ำมัน ยาสูบ โรงแรม ซึ่งปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายส่วน ทำได้มากกว่า กทม. ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น การจัดตั้งวิสาหกิจที่ทำได้โดยไม่ได้จำกัดอยู่ แค่เรื่องสาธารณูปโภค หรือรวมไปถึงการออกพันธบัตรแล้วก็การจัดเก็บค่าธรรมเนียม โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากส่วนกลาง เป็นต้น อันนี้คือข้อเสนอที่ ๑🔗
ข้อเสนอที่ ๒ คือเรื่องการปรับโครงสร้าง กทม. ให้มันมีความใกล้ชิดกับ ประชาชนใน กทม. มากขึ้น จริงอยู่ว่าแม้ กทม. จะเป็นพื้นที่เดียวที่ผู้ว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งเราก็อาจจะสรุปได้ว่าความจริงแล้วประชาชนใน กทม. มีระยะห่างกับ ผู้นำท้องถิ่นของเขามากกว่าในจังหวัดอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ที่พูดแบบนี้ เพราะว่าถ้าเราไปดู โครงสร้างของท้องถิ่นในจังหวัดอื่น ๆ นอกจากประชาชนในพื้นที่จะได้มีโอกาส เลือกนายก อบจ. แล้ว เขายังได้มีโอกาสเลือกนายกเทศมนตรีและนายก อบต. ที่ดูแลพื้นที่ ที่เล็กลงมากว่า แล้วก็รับผิดชอบประชาชนประมาณหลักพันหลักหมื่นคน แต่พอเราขยับมาดู โครงสร้าง กทม. เรากลับค้นพบว่าผู้บริหารท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับคน กทม. ที่สุด คือผู้ว่า กทม. ที่ต้องรับผิดชอบชาว กทม. หลักล้านคน ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่ทางผมและคณะกรรมาธิการ เห็นว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ก็คือการปรับโครงสร้าง กทม. ให้มาเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๒ ชั้น ที่มีทั้งผู้บริหารแล้วก็สมาชิกสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในมุมหนึ่ง เราอาจจะมีท้องถิ่นชั้นบนที่เราเรียกว่า กทม. ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของ กทม. มีผู้ว่า กทม. แล้วก็ ส.ก. เหมือนเดิม แล้วก็รับผิดชอบบริการสาธารณะขนาดใหญ่ที่อาจจะส่งผลกระทบ ต่อกรุงเทพฯ ในภาพรวม เช่นระบบขนส่งสาธารณะ แต่ว่าอีกชั้นหนึ่งหรือว่าชั้นล่างเรา อาจจะเรียกว่าเป็นนคร ครอบคลุมพื้นที่เล็กกว่า กทม. ประกอบไปด้วยนายกนคร แล้วก็ สมาชิกสภานครที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็รับผิดชอบบริการสาธารณะเฉพาะพื้นที่หรือว่า ไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เด็กเล็กหรือว่าโรงเรียน เป็นต้น ทางรัฐบาล ออกแบบได้ว่าจะแปลง ๕๐ เขตที่มีอยู่แล้ว มาเป็น ๕๐ นครเลย หรือจะไปควบรวม ๕๐ เขต ให้เรามีจำนวนนครที่อาจจะลดลงมากว่า ๕๐ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะออกแบบอย่างไรผมคิดว่า ถ้าเรามีท้องถิ่นที่เป็น ๒ ชั้นในพื้นที่ กทม. มันจะทำให้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้กระจุกอยู่ที่ ผู้ว่า กทม. และทำให้ปัญหาของพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วขึ้น🔗
ประการสุดท้าย ข้อเสนอที่ ๓ คือการเปิดพื้นที่ กทม. ให้ประชาชนสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนทิศทางของการพัฒนา กทม. ได้มากขึ้น ปัจจุบันช่องทาง หรือกลไกการมีส่วนร่วมทางการของชาว กทม. ในด้านการเมืองน่าจะมีอยู่ ๓ อย่างหลัก ๆ อย่างแรกคือไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แล้วก็ ส.ก. อย่างที่ ๒ คือเข้าชื่อ ๓,๐๐๐ ชื่อ เพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นไปที่สภา กทม. อย่างที่ ๓ คือการเข้าชื่อ ๓๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอถอดถอนผู้ว่า กทม. หรือว่าสมาชิกสภา กทม. ดังนั้นในมุมหนึ่งผมคิดว่าก็อาจจะ จำเป็นที่จะต้องมาปรับปรุงช่องทางที่มีอยู่แล้วให้สะดวกต่อประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบกลไกที่ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. กับ ส.ก. เกิดขึ้นพร้อมกันไปตลอด ซึ่งจะทั้ง เพิ่มสัดส่วนการออกมาใช้สิทธิแล้วก็ประหยัดงบประมาณ รวมไปถึงการทำให้ช่องทาง ในการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือว่าเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่นอกจากปรับปรุงช่องทางที่มีอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งที่ผมคิดว่า อาจจำเป็นต้องทำเหมือนกันคือการเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอกลไกให้ ผู้ว่า กทม. ส.ก. หรือว่าประชาชนใน กทม. สามารถเสนอให้มีการจัดทำประชามติในระดับ กทม. ได้ หรือไม่ว่าจะเป็นการรับประกันสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลรัฐ ที่ต้องเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึงการยกระดับเรื่องของ Participatory Budgeting หรือว่าการจัดทำงบประมาณ แบบมีส่วนร่วมที่ทาง กทม. ก็ได้มีการนำร่องไปแล้วบางส่วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในรอบแรกก็อยากจะนำ ๓ ข้อเสนอหลักตรงนี้ และอยากจะฟังความคิดเห็น🔗
ทบทวน ๓ ข้อ🔗
อยากฟังความเห็นจากทางรัฐบาล ว่าเห็นอย่างไร เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับข้อไหน มีข้อกังวลอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า ๑. ก็คือ การปลดล็อกให้ กทม. สามารถแก้ปัญหาให้คน กทม. ได้ ทั้งเรื่องของการจัดทำบริการ สาธารณะและการหารายได้ให้ตนเอง อย่างที่ ๒ คือการปรับโครงสร้าง กทม. ให้เป็นท้องถิ่น ๒ ชั้น และอย่างที่ ๓ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขอขอบคุณทางท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ได้ตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องของการทำงาน ของทางกรุงเทพมหานคร รวมถึงท่านได้พูดคุยในประเด็นที่มีความน่าสนใจมาก ๆ ในเรื่องการที่เราจะทำอย่างไรให้โครงสร้างหรือว่าการทำงานของ กทม. นั้น เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้ง ๓ เรื่องที่ทางท่านได้นำเสนอ ถือว่าเป็นประโยชน์ น่าสนใจ แล้วก็เป็นที่ติดตามของพี่น้องประชาชนด้วย ในส่วนของ กทม. เอง ที่ได้ทำงาน ขับเคลื่อนร่วมกันมาก็ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ เพราะเราเห็นพ้องต้องกัน ดิฉันคิดว่า ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า พ.ร.บ. ปี ๒๕๒๘ ของ กทม. นั้น ต้องทำการปรับปรุง แล้วก็ต้องทำการ ยกร่างใหม่จริง ๆ เพราะว่าถ้าปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ก็เท่ากับ ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมาแล้วเรายังใช้ฉบับเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วในส่วนของที่เราจะขอใช้เวลาในขณะนี้ในการนำเสนอ แล้วก็ชี้แจงให้กับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านอยู่ในขณะนี้ ดิฉันคิดว่าไม่ใช่เพียงเฉพาะพี่น้อง ชาวกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศก็มีความสนใจเหมือนกัน เพราะว่า กทม. คือเมืองหลวง คือจุดที่จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แล้วก็พี่น้องประชาชน จากหลาย ๆ จังหวัดก็ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น ประเด็นที่เราพูดถึงก็ควรที่จะได้นำเสนอในภาพกว้างด้วยว่าในขณะนี้เองเรามีผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ ที่ได้รับความไว้วางใจ แล้วก็ยังมีโครงสร้างในเรื่องของคณะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรองผู้ว่าคณะผู้บริหารของ กรุงเทพมหานครที่มีผู้อำนวยการเขตอยู่ทั้ง ๕๐ เขตอยู่ในขณะนี้ แล้วก็มีกลไก องคาพยพ ที่เรียกว่าเราได้มีการกระจายอำนาจให้ลงไปถึงในพื้นที่ แต่แน่นอนปัญหาที่พบขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากมีประชากรมาก ปัญหาก็จะเกิดขึ้นแบบรายวัน เราก็ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาให้ได้เกิดการสื่อสารพูดคุยกับพี่น้องประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ปัญหาที่ได้ส่ง เข้ามาในระบบ Traffy Fondue ที่กรุงเทพมหานครได้นำมาใช้มากกว่า ๑ ล้านเรื่อง แล้วก็ ได้มีการปรับใช้แก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนไปแล้วมากกว่า ๘๐๐,๐๐๐ เรื่อง แล้วอีก ๒๐๐,๐๐๐ เรื่องที่ยังอยู่ในส่วนที่ท่านเองได้กล่าวถึงว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร นั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่เราได้นำมาร่วมกันปรับปรุงในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เช่นเดียวกัน อย่างที่ท่านยกตัวอย่างมา รถติดถ้าหากว่าเป็นพื้นที่ของการดูแลของ กรุงเทพมหานครก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นของคมนาคมและเขามีกฎหมายของเขาเอง เราก็จะต้องมีการพูดคุยกัน แล้วก็ให้อำนาจผู้ว่าในการที่จะสามารถบังคับใช้กฎหมายนั้น ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในกรุงเทพมหานครมีปัญหาเรื่องของคนเร่ร่อนใช่ไหมคะ แต่ว่าเราเอง จะทำอย่างไรที่จะสามารถจัดหาที่พัก ที่อยู่หรือว่าดูแลในเรื่องของการที่เขาจะต้องไปใช้ชีวิต อย่างถูกต้องตามหลักต่าง ๆ ได้แล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องของอีกกระทรวงหนึ่งใช่ไหมคะ ถ้าหากว่า ผู้ว่าสามารถที่จะได้รับอำนาจในการดูแลบุคคลเหล่านั้นได้ด้วย ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหา จะถูกแก้ไขได้โดยเร็ว🔗
อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่เกี่ยวกับทางตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้าที่มาตั้งอยู่บนทางเท้าในกรุงเทพมหานคร ตำรวจตอนนี้หรือเทศกิจที่ลงไป ก็ได้เพียงแค่ไปเตือนเท่านั้น แต่ว่าอาจจะไม่มีอำนาจในการจับ ก็ต้องรอตำรวจมาจับ ทีนี้จะทำอย่างไร ที่จะทำให้เราได้มีอำนาจ ทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายจริง ๆ ด้วย วันนี้ดิฉันเองได้รับมอบหมายจากทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ที่ท่านได้มอบหมายให้ทางดิฉันเองได้กำกับดูแล ในส่วนกรุงเทพมหานคร แล้วก็เรามีสุขุมวิท Model ที่ลงไปในพื้นที่จริง ลงไปดูในเรื่องของ สิ่งผิดกฎหมาย หรือแม้แต่ผู้มีอิทธิพลด้วย ทำให้เราได้รับทราบเลยว่า กทม. เพียงเจ้าเดียว ไม่สามารถที่จะปราบปรามในสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ทั้งหมด มันจะต้องอาศัยองคาพยพใหญ่ เริ่มต้นเราเริ่มต้นที่ ๘ หน่วยงานก่อน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกลุ่มผู้ที่มีอิทธิพล ทัวร์เถื่อน ที่มีต่างชาติเข้ามาด้วยก็ต้องอาศัยตำรวจท่องเที่ยว แล้วก็ ตม. ด้วยเข้ามาทำงานร่วมกัน เราไปเจอกลุ่มผู้ที่ค้าแบบไม่ถูกต้อง อย่างนี้ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย ไปเจอสายไฟฟ้าที่พาดระโยงระยางก็ต้องเป็น กสทช. หรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือการจัดระเบียบอะไรอย่างนี้ อันนี้คือสิ่งที่เราได้ลงไป พบปัญหาจริง แล้วก็คิดว่าถ้าหากว่าเรามีการปรับปรุงกฎหมายให้ทางผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครนั้น มีอำนาจในการบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นปรับ จับ แล้วก็ทำให้ผู้ที่กระทำ ผิดกฎหมายนั้น ได้รับการลงโทษโดยตัวของกรุงเทพมหานครเองก็น่าที่จะเป็นส่วนที่ดี เพราะฉะนั้นดิฉันก็กลับมาว่าเราเห็นพ้องต้องกันในการที่จะต้องร่วมกันยกร่างในเรื่องของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๒๘ ให้มีความทันสมัย ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้นนะคะ🔗
ที่ท่านได้ถามมาว่าในส่วนของการปลดล็อกการจัดหารายได้ ในขณะนี้ ทางกรุงเทพมหานครก็ได้ทำเรื่องเสนอมาทาง ครม. แล้วในเรื่องที่เราจะให้มีการจัดเก็บ รายได้เพิ่มมากขึ้น อันนี้มันเป็นปัญหาจากที่ตอน ปี ๒๕๒๘ เราไม่ได้ระบุไว้ว่า กทม. สามารถ จัดเก็บรายได้ได้เองด้วย เราจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย ฉะนั้นสิ่งที่ทาง กทม. ได้ขับเคลื่อน อยู่ขณะนี้ ก็คือการยื่นร่างเข้ามาให้กับทางคณะรัฐมนตรีได้นำเสนอว่าจากเดิมที่เราเก็บได้อยู่ ที่ภาษีน้ำมันได้แค่ ๕ สตางค์เท่านั้น ตอนนี้ก็จะขอเพิ่มว่าไม่เกิน ๑๐ สตางค์ต่อไป เพื่อที่จะให้ เท่ากับท้องถิ่นอื่น ๆ แล้วก็ยังมีในเรื่องของภาษีโรงแรมที่ตอนนี้ กทม. ไม่สามารถจัดเก็บ ได้เลย เพราะว่าติดล็อกตัวนี้อยู่เช่นเดียวกัน อันนี้ทาง กทม. ก็ได้ดำเนินการอยู่ ในระหว่างที่จะ ให้ทาง กทม. ได้พูดคุยกับกระทรวงพลังงานในเรื่องของภาษีน้ำมันว่าจะไม่เป็นภาระ กับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมเข้ามา เพราะว่าอย่างที่ท่านทราบดีว่าในวันนี้ปัญหาใหญ่ของเรา ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจด้วย ที่พี่น้องประชาชนยังต้องแบกรับภาระในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามที่จะช่วยเหลือ แล้วก็อุดหนุนงบประมาณลงไปให้ถึงมือพี่น้อง ประชาชนมากที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการที่จะแก้ไขให้ได้ผลอย่างจริงจัง แล้วก็ เห็นได้ทันทีจากการทำงานของพวกเราก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจจะต้องไม่โยนภาระให้กับ พี่น้องประชาชน ในขณะนี้ทาง กทม. ก็ได้ส่งเรื่องให้กับทาง ครม. อยู่ระหว่างการที่ปรับปรุง แล้วก็รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำจากทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน และสุดท้าย ครม. อนุมัติก็จะสามารถจัดเก็บได้ตามที่ กทม. ได้ส่งเรื่องเข้ามา🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านเสนอว่าเป็นไปได้ไหมว่าถ้าหากว่าเราจะปรับโครงสร้าง ให้มีการบริหารแบบนายกนครบาล สมาชิกนครบาล ที่อาจจะเป็นการรวมกลุ่มหรืออาจจะ มีให้ทั้ง ๕๐ เขต อันนี้ดิฉันก็ได้รับทราบด้วย แล้วก็มีการพูดคุยกัน รับฟังความคิดเห็นกัน อย่างกว้างขวาง ก็จะมีทั้งส่วนที่เห็นด้วย แล้วก็ส่วนที่ยังคำนึงว่าอาจจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาในเรื่องของภาระหน้าที่ที่จะมีความทับซ้อนกันไหม เพราะขณะนี้เรามีสมาชิก สภากรุงเทพมหานครที่มีอยู่แล้วทั้ง ๕๐ เขต ทางท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนภารกิจของกรุงเทพมหานครแต่ละเขตขึ้นมาด้วย ทีนี้เมื่อเราได้มีแนวความคิดว่าถ้าหากว่าเราจะให้อำนาจเพิ่มเติมกับอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมา ก็อาจจะต้องไปดูในเรื่องของผลกระทบต่าง ๆ เหล่านี้ที่ตามมา ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าหาก เราหาข้อสรุปร่วมกันได้ แล้วก็ไม่ให้การทำงานในอนาคตเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ว่า ส.ก. แล้วก็ทางนายกนครบาล ก็จะเป็นผลดีกับพี่น้องประชาชน เกิดการร่วมมือกันทำงาน พี่น้องประชาชนก็จะมีที่พึ่งเพิ่มมากขึ้น ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๒๘ นี้ เราเคยมีสมาชิกสภาเขตด้วย เพราะฉะนั้นก็จะกำหนดตามจำนวนประชากรเลย แต่ละเขต อาจจะมี ๗ ท่านบ้าง ๘ ท่านบ้าง อันนี้ก็จะทำหน้าที่เหมือนแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน ตามต่างจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน ถามว่าเป็นกลไกที่ดีไหม ก็คือเข้าถึงพี่น้องประชาชน แล้วก็ทุก ๆ คนสามารถที่จะฝากปัญหาใกล้ชิดให้แก้ไขปัญหาในเขตนั้น ๆ ได้เลย แล้วก็ ยังมีคนพูดถึงว่าขนาดในปัจจุบันนี้พื้นที่ตามท้องถิ่น ตามต่างจังหวัดเอง ก็มีความทับซ้อน ในเรื่องของ อปท. อบต. อบจ. หลาย ๆ หน่วยงานมากเกินไปเหมือนกัน จนมีความคิด เหมือนกันว่าอยากจะยุบหน่วยงานเหล่านั้นทิ้งไป เพราะว่าเกิดความทับซ้อนกันมา แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ เรื่องบุคลากรด้วย อันนี้ก็อาจจะต้องมาคำนึง เพื่อที่จะหา แนวร่วมที่มีความสอดคล้องกันเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตได้มากที่สุด เพราะใน ปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลเองก็คือไม่อยากจะเพิ่มต้นทุนในเรื่องของบุคลากรที่มาทำงาน เหล่านี้อยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้บุคลากรที่เรามีอยู่นั้น มีประสิทธิภาพในการทำงาน มากที่สุด ดิฉันคิดว่าในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยของทางท่านเพื่อนสมาชิกที่ได้สอบถามเข้ามา มีความน่าสนใจ แล้วก็คิดว่าได้มีการพูดคุยร่วมกันต่อไปจากนี้ด้วย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เหลือรวมกันก็ ๓ นาที ฝากก็ได้🔗
ได้ครับ เรียนท่านประธาน ความจริงใช้เวลาสั้นนิดเดียวครับ คือผมว่าในรอบแรกน่าจะถึงเห็นภาพแล้วว่าทาง ท่านรัฐมนตรีก็เข้าใจถึงปัญหาดี เพียงแต่ว่าสิ่งที่อยากจะถามในรอบ ๒ คือ Timeline กรอบเวลาว่าแล้วเราจะเดินหน้าแก้ พ.ร.บ. กทม. กันได้เมื่อไร คือต้องบอกว่าความจริง ตอนนี้มันมีความพยายามอยู่ ๒ เส้นทาง🔗
เส้นทางที่ ๑ คือเส้นทางของสภา แล้วก็ สส. ตอนนี้คณะกรรมาธิการเบื้องต้น สัปดาห์เพิ่งอนุมัติรายงานไป ก็คาดว่ารายงานของกรรมาธิการจะเข้าสู่การประชุมสภา น่าจะเป็นเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน พอเสร็จแล้วมันก็จะเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคสามารถเสนอร่างเข้ามาที่สภาผู้แทนราษฎรได้ อย่างพรรค ประชาชนก็เตรียมไว้ร่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ ก็น่าจะมีเตรียมไว้เช่นกัน แต่มันก็จะไปจบที่ว่าพอมันเป็นร่างการเงินจะเข้าสภาได้เร็วหรือไม่เร็วขึ้นอยู่กับว่า นายกรัฐมนตรีจะเซ็นเมื่อไร อันนี้คือเส้นทางที่ ๑🔗
ส่วนเส้นทางที่ ๒ เข้าใจว่าทาง กทม. ก็มีการเตรียมไว้เหมือนกัน ความจริง จะมีร่างที่แก้แค่บางประเด็นเรื่องรายได้ที่เสนอไปแล้ว แต่ความจริงเข้าใจว่าทางผู้ว่า กทม. มีการเตรียมร่างใหม่ที่เป็นการปรับปรุงทั้งระบบอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าทางผู้ว่าให้สัมภาษณ์ ไปเมื่อตอนต้นสัปดาห์ว่าจะส่งให้มหาดไทยได้ในวันที่ ๓๐ กันยายน รวมถึงมีร่างของ ทางสภากรุงเทพมหานครได้มีการจัดทำด้วยเช่นกัน ดังนั้นก็เลยจะเห็นว่าทั้ง ๒ เส้นทาง มันจะไปจบที่ทางฝ่ายบริหารว่าตกลงแล้วฝ่ายบริหารจะเดินหน้าเรื่องนี้เมื่อไร อย่างไร ก็เลยอยากจะสอบถามว่าถ้าเกิดว่าทางกรุงเทพมหานครส่งร่างให้มหาดไทยภายใน ปลายกันยายนจริง ทางมหาดไทยจะกลั่นกรอง แล้วก็เสนอเรื่องเข้า ครม. ได้เมื่อไร และทาง ครม. จะสามารถส่งร่าง พ.ร.บ. กทม. ฉบับของ กทม. มาให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในวาระหนึ่งได้เมื่อไร อันนี้เป็นคำถามที่อยากจะฟังคำตอบชัดเจนในวันนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
โอเคครับ เชิญตอบคำถามครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยนะคะ อย่างที่ดิฉันได้นำเรียนไปว่าในประเด็นที่ทางพวกเราได้พูดคุยกัน เห็นพ้องต้องกันถ้าหากว่าเป็นไปตามกลไกสภาก็จะมีระเบียบในเรื่องของกำหนดเวลาอยู่แล้ว แล้วก็ในอำนาจหน้าที่ในการเซ็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินให้เข้าสภาได้เลย ดิฉันคิดว่า ถ้าหากว่าไม่มีข้อขัดแย้งอะไร ทางรัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้ คือเป็นระบบปกติ ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน ก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้มีความกังวลในเรื่องนี้ อย่างที่ดิฉันบอกไปว่า กฎหมายที่เราจะเสนอเข้าสู่สภามันจะต้องมีความชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้ก่อเกิดปัญหาใหม่ ตามมา แต่ว่าจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็ขอให้ทางท่านพี่น้องประชาชนที่มีความสนใจ แล้วก็อยากที่จะให้ข้อเสนอแนะประเด็น ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมก็ส่งความคิดเห็นมาได้เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย ในเรื่องของการทำงาน การยกร่าง แล้วก็ประเด็นที่ท่านเห็นว่ามีความสำคัญที่อาจจะปรับปรุงได้เลยอย่างนี้ เราก็จะได้ให้ Priority ในเรื่องนั้นเป็นหลักด้วย ก็ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านพริษฐ์ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็เป็นประโยชน์มาก รีบ ๆ ส่งเข้าสภาก็แล้วกันนะครับ🔗
๔. เรื่อง ระบบการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัด ปทุมธานี ของ นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ ผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ แจ้งว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบชี้แจงกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการ สำคัญ มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗
เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ จากกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ท่านจำนง สวัสดิ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ท่านสมพร ประไพ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานปทุมธานี สำนักงาน ชลประทานที่ ๑๑ และได้อนุญาตให้ประชาชนมีส่วนร่วม เข้าร่วมรับฟังนะครับ ๑. นายธนภัทร ลือวานิช ๒. นายเทมนที วรรณวีระ ๓. ว่าที่ร้อยตรี เกียรติศักดิ์ มีบุษยา ๔. นางสาวเมราณี สมัยวิจิตรกร ๕. นายกฤษณ์ แก้วทองหลาง ๖. นางสาวสุพีพร โมรา สวัสดีครับ ต่อไปเชิญ ท่านเจษฎา ดนตรีเสนาะ ถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นคำถามแรก เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ปทุมธานี เขต ๒ พรรคประชาชน คนปทุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผมขออนุญาตท่านประธาน ขอสไลด์เพื่อจะได้เป็นภาพประกอบให้ท่านรัฐมนตรีเห็นภาพครับ🔗
แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสำคัญ ของประเทศเรา แล้วก็ได้อยู่กับคนไทยมายาวนาน อย่างเช่นรัฐสภาแห่งนี้ก็อยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยาเหมือนกัน ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นตัวสนับสนุนเบื้องหลังทำให้เห็นถึงความโอ่อ่า ภูมิฐานของแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ ทีนี้เมื่อถึงฤดูกาลช่วงกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน จะมีน้ำหลากลงไปยังปากอ่าว ซึ่งปทุมธานีก็อยู่ในพื้นที่ราบปากอ่าวไทย ทำให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกปี แต่ทีนี้ว่าปทุมธานีบ้านเกิดผม หลายปีมาแล้ว ไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่เรื่องน้ำท่วมเท่าที่ควร อันนี้คือภาพจริงที่ผมได้สำรวจข้อมูลมา ปทุมธานีมีพื้นที่ที่ได้รับน้ำท่วมประจำ ๒ อำเภอ ก็คืออำเภอสามโคก แล้วก็อำเภอเมือง รวมทั้งหมดแล้วมี ๒๑ ตำบล ๖๕ ชุมชน เป็นจำนวนครัวเรือนประมาณ ๖,๐๐๐ หลัง ทีนี้ว่า ปทุมธานียังเป็นด่านสุดท้าย ก่อนที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะไหลเข้ากรุงเทพฯ และนนทบุรี แล้วก็ลงปากอ่าว เพราะฉะนั้นจึงทำให้เป็นจังหวัดที่มีการผันน้ำผ่านปทุมธานี ก่อนที่จะเข้า ปทุมธานีไปทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้กับ กรุงเทพมหานครและจังหวัดด้านล่าง เพราะฉะนั้นเมื่อมีน้ำท่วมขนาดนี้ อย่างเช่นยกตัวอย่าง เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่เขื่อนเจ้าพระยาปรับการระบายน้ำเป็น ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร แล้วก็วันรุ่งขึ้นก็ปรับเป็น ๑,๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร ทำให้หลาย ๆ ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยาได้รับผลกระทบอย่างมาก แค่ปล่อยน้ำแค่ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันเลยกลายเป็นว่าปทุมธานีเรื่องนี้มันยังไม่มีความชัดเจนในการที่เราจะดูแล ประชาชนริมแม่น้ำว่าจะเอาอย่างไร เพราะว่าถนนที่อยู่ ๒ ฝั่งริมแม่น้ำก็ยกสูงขึ้น หลังจากปี ๒๕๕๔ โดยที่ไม่ได้มีการทำประชาพิจารณ์หรือว่าถามชุมชนเลยว่าเขาพร้อม ที่จะรับไหม เพราะฉะนั้นพอถนน ๒ ฝั่งสูงขึ้นแล้ว ทำให้อีกชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำ หรือเรา เรียกว่าพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกปี แล้วก็มีโอกาสที่น้ำสูงขึ้นทุกปี ผมยกตัวอย่างเช่นเราเอาน้ำใส่แก้วกับเอาน้ำใส่ถาด เมื่อก่อนตอนที่ไม่มีถนนสูงขนาดนี้ ๒ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเราก็เหมือนเราเอาน้ำเทใส่ถาดมันก็ออกกว้าง เวลาน้ำมาจาก ภาคเหนือมันออกได้หมดเลยทั้งตะวันออก ตะวันตก แต่ในปัจจุบัน คันของถนน ๒ ฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยาในจังหวัดปทุมธานีมันสูงขึ้น ก็เท่ากับเราเอาน้ำใส่แก้วระดับน้ำก็สูงขึ้น เพราะฉะนั้นบางชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบอกผมว่าระดับน้ำมันน้อง ๆ ปี ๒๕๕๔ ทุกปี แต่การดูแลหรือเงินเยียวยาอย่างปีที่แล้วมีการประกาศเงินเยียวยาแบบเหมาครัวเรือนละ ๙,๐๐๐ บาทในหลายจังหวัด นนทบุรีได้ พระนครศรีอยุธยาได้ ปทุมธานีไม่ได้ แต่น้ำนี่ มันต้องไหลจากพระนครศรีอยุธยาผ่านปทุมธานีไปถึงจังหวัดนนทบุรี แต่ปทุมธานีไม่ได้ อันนี้ผมยกตัวอย่าง มันก็เลยเป็นที่มาของคำถามว่าที่ผมจะถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่า หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดปทุมธานีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นมีระบบการป้องกัน อุทกภัยที่เป็นแบบแผนชัดเจนและเหมาะสมกับพื้นที่อย่างไร รวมทั้งมีระบบและขั้นตอน ในการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือน ที่รวดเร็วแก่พี่น้องประชาชนอย่างไร ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีคำถามแรกครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านภูมิธรรม เวชยชัย ให้ได้ตอบคำถามจากทางท่านสมาชิกที่เป็นตัวแทนในจังหวัดปทุมธานี สอบถามมาในเรื่องของเงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วม ก่อนอื่นเลยก่อนจะตอบคำถาม ดิฉันขอใช้เวลานี้ในการที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับทางท่านสมาชิกก่อน ที่ท่านบอกว่า ทางปทุมธานีนั้นไม่ได้ค่าชดเชยแบบเหมารวมก็คือ ๙,๐๐๐ บาททุกครัวเรือน ดิฉันคิดว่า ทุกท่านทราบดีว่าในปลายปี ๒๕๖๗ ที่เชียงรายของเราเกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ ที่จังหวัดเชียงราย นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทางรัฐบาลทราบดีว่าเงิน ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท ที่เคยให้มันไม่เพียงพอสำหรับการที่จะไปล้างดินโคลนหรือว่า ไปจ้างคนเพิ่มเติมในการที่จะทำความสะอาดบ้านเรือน จึงได้มีประกาศในเรื่องของอนุโลม ให้เป็น Flat Rate ๙,๐๐๐ บาททั้งหมดสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในขณะนั้น แล้วก็ต้อง บอกว่าจากการที่เราดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้ครบถ้วนเราใช้เงินเป็นจำนวนมาก แล้วก็ ต้องเข้าเกณฑ์ด้วย แต่ว่าในส่วนของนนทบุรีที่ท่านบอกว่ามีชื่อในการประกาศเป็นเขต ที่ประสบภัยแล้วได้ อันนั้นไม่ถูกต้อง ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าตอนแรกเองที่ผู้สื่อข่าวเสนอชื่อไป มีนนทบุรี แต่เมื่อสำรวจอย่างเป็นทางการแล้วไม่มีชื่อของนนทบุรีอยู่ ดิฉันคิดว่าท่านก็ทราบดี เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ก็เคยได้เรียนให้ท่านได้ทราบแล้ว แต่เพื่อที่จะให้ท่านได้ไปบอก กับพี่น้องประชาชนให้ถูกต้อง ไม่ได้ให้เข้าใจรัฐบาลผิดว่าไม่ยอมเห็นความสำคัญของพี่น้อง ชาวปทุมธานี ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย พี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศไทยคือคนที่รัฐบาล ต้องดูแล ก็อยากที่จะให้ท่านได้ปรับความคิดใหม่ว่าปทุมธานีนั้น เราเองอยู่ในพื้นที่นั้นมานาน แล้วก็พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่รับทราบดีว่าเป็นพื้นที่ที่น้ำจะลงมาปะทะคนในพื้นที่ เพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ดิฉันคิดว่ามากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ติดกับลุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ ที่พี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ตามริมน้ำอยู่แล้ว ฉะนั้นบ้านเรือนที่ท่านได้สร้างมาตั้งแต่ดั้งเดิม ก็จะมีสภาพคือยกสูงขึ้นมาด้วย เพื่อที่จะรองรับน้ำที่ผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไป อันนี้เป็นวิถีชีวิต ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ แต่ก็แน่นอนว่ามีหมู่บ้านจัดสรรรายใหม่ ๆ ที่เข้ามา ซื้อที่ มาอยู่อาศัย โดยที่เราก็เรียกว่าฝืนธรรมชาติเหมือนกัน บางคนก็ไปสร้างในพื้นที่ ที่เป็นร่องรับน้ำอยู่แล้วก็ทำให้เกิดการปะทะของน้ำแล้วก็ท่วมสูงใหญ่ แต่ว่าก็เป็นหน้าที่ ของพวกเราที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปในการที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำแนวกั้นน้ำ ซึ่งขณะนี้เราใช้ถนนที่จะเป็นแนวกั้นน้ำที่จะทำให้ น้ำนั้นไม่ล้นมาเกินกว่าที่ทางพื้นที่ส่วนใน ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจนั้นจะรับได้ แต่ว่าในพื้นที่ นอกเขื่อนกั้นน้ำ เราก็ยังมีโครงการเช่นบางบาลด้วยที่จะเป็นพื้นที่ที่จะพร่องน้ำไม่ให้มันมา แบบโหมใส่เข้ามาจนเกินไป พื้นที่นี้ดิฉันได้ทราบว่าทางประชาชนก็ยังมีความกังวลใจว่าน้ำ จะมาทางบ้านเราเยอะเกินไปหรือเปล่าในส่วนของปทุมธานี แต่ก็ต้องบอกว่ามันยังมีทางน้ำ อีกหลาย ๆ ช่องทางที่จะแบ่งปันน้ำออกไปไม่ให้มากระทบพี่น้องชาวปทุมธานีเพียงอย่างเดียว อันนี้ก็ทำให้เราทราบดีว่าโครงการหลาย ๆ โครงการที่เราคิดขึ้นมา แล้วเราก็มีความตั้งใจ ที่อยากที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ดิฉันก็ต้องขอย้อนไปจนตอนสมัย ปี ๒๕๕๔ ที่เราเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ตอนนั้นก็เรียกว่ารัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานเพียงไม่นาน เดือนสิงหาคมเกิดฝนตกหนัก เดือนตุลาคมเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ อะไรที่ในขณะนั้น รัฐบาลทำได้เราก็ดำเนินการทำเลย แล้วก็เป็นที่มาของโครงการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านด้วย เพราะเรารู้ว่าน้ำคือเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เพียงเฉพาะภาคใดภาคหนึ่งเท่านั้น แต่มันหมายถึงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ เป็นมาในทั้งระบบ เราจึงคิดว่าการลงทุน ครั้งใหญ่นั้นจะทำให้เราสามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างครบถ้วน แล้วก็ สมบูรณ์มากที่สุด แล้วก็ตอนนี้ก็ต้องเรียนว่าเราต้องไม่ฝืนธรรมชาติ เรารู้ว่ามันเกิด การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น อย่างวันนี้ ก็มีเรียกว่าพายุหรือว่ามีมรสุมกำลังที่จะเข้ามาแล้วด้วย สิ่งพวกนี้เราไม่สามารถที่จะบอกว่า ไปยกมือห้ามแล้วหยุดไว้ได้เลยว่าอย่าเข้ามาประเทศไทยนะไม่ได้ มันมาตามธรรมชาติของมัน จริง ๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่ทางไม่ว่าจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทางข้าราชการ ทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของส่วนกลาง แล้วก็ในส่วนของท้องถิ่นก็ได้ จัดเตรียมการในเรื่องนี้ในเรื่องของการป้องกันภัย แล้วก็การที่จะให้มีการเตือนภัยกับ พี่น้องประชาชน เรื่องของทางสำนักป้องกันภัยในขณะนี้เรามีการจัดตั้งกองอำนวยการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปทุมธานี ที่จะเป็นหน่วยบัญชาการหลัก ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ก็จะมีภารกิจในเรื่องของการกำหนดแผน การเตรียม ความพร้อมในการเผชิญเหตุ การแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ แล้วก็ยังเป็น การทำงานแบบบูรณาการร่วมกันอีกหลาย ๆ หน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่นเรามีชลประทาน ที่เข้ามาดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำด้วย เรามีทางแขวงทางหลวงปทุมธานี แขวงทางหลวงชนบทของปทุมธานี อำเภอทุกอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดปทุมธานีที่จะทำให้เกิดการเตรียมพร้อมมากที่สุด ในสิ่งที่พวกเราได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องก็คือการสำรวจสถานที่ ตรวจสอบว่ามีความพร้อม ในการรับน้ำหรือไม่ การขุดลอกคูคลองไม่ให้มีความตื้นเขินหรือว่าอุดตัน แล้วก็ที่สำคัญ เรามีการเตรียมศูนย์พักพิงไว้ด้วยในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ดิฉันขอโน้ตไว้ตรงนี้ว่าปทุมธานี น้ำมา ถ้าหากว่ามาอย่างสูงสุดก็คือประมาณหน้าแข้ง มาแล้วก็ไป เพราะว่าน้ำจะแบ่งเป็น ๓ ประเภท ก็คือมีน้ำเหนือ แล้วก็มีน้ำฝน แล้วก็มีน้ำหนุน ๓ อย่างด้วยกันที่มันจะมา เป็นช่วงฤดูกาล แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเตรียมความพร้อมได้ทัน อย่างมีน้ำเหนือมา เราก็จะรู้แล้วร่องทางของน้ำจำนวนเท่าไร มาถึงปทุมธานีในช่วงไหน มีปริมาณความสูงเท่าไรก็จะส่ง Message เตือนพี่น้องประชาชน อย่างน้ำฝนที่ตกลงมา พี่น้องประชาชนก็จะสามารถรับรู้ได้ว่าตกหนัก ตกมาก ตกน้อยอย่างไร แล้วก็มันมี การบริหารจัดการในเรื่องของประตูน้ำ ช่องทางเดินน้ำต่าง ๆ ให้น้ำได้ไปในช่องทางที่ถูกต้อง แล้วก็น้ำหนุนที่มาจากน้ำทะเลก็จะเป็นในช่วงของกลางคืน ดิฉันทราบว่าสูงสุดไม่เกินฝ่ามือ บางทีก็ขึ้นถึง ๑ เซนติเมตร ๒ เซนติเมตร ๑๐ เซนติเมตร แล้วแต่ปริมาณที่มาเพิ่มเติม พร้อมกันทั้ง ๓ น้ำ ก็จะเป็นเรียกว่ากิจกรรมที่พี่น้องประชาชนนั้นรับทราบสำหรับ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง แล้วก็ได้ติดต่อกับทางข้าราชการอยู่เสมอ อย่างที่ดิฉันนำเรียนว่า เรามีการเตรียมเรื่องของศูนย์พักพิง ในขณะนี้เราได้จัดเตรียมไว้อยู่ที่จำนวน ๕๕ แห่ง สามารถที่จะรองรับได้ทั้งเมืองปทุมธานี สามโคก คลองหลวง ธัญบุรี ลำลูกกา ลาดหลุมแก้ว แล้วก็หนองเสือด้วย ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เรามีการเตรียมพร้อม ในเรื่องของบุคลากรที่จะต้องเฝ้าระวังเหตุให้ได้รู้ถึงภารกิจ ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ละท่าน จะต้องทำการใด ๆ เรามีการเตรียมพร้อมในเรื่องของเครื่องจักร ถ้าหากว่าท่านเอง ต้องการความช่วยเหลือ เครื่องจักรสามารถประสานมาที่ทาง ปภ. ของจังหวัดได้เลย เราก็จะลงไปสำรวจให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด เรามีการเตรียมพร้อมของ เรื่องงบประมาณ อย่างที่ท่านทราบดีว่าทางจังหวัดจะมีเงินทดรองราชการที่สามารถดูแล ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องอาศัยงบกลางหรือว่าการอาศัยมติ จาก ครม. เลย ทางจังหวัดสามารถลงไปดำเนินการได้เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องของการกระจาย การช่วยเหลือการกระจายอำนาจให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในอำเภอสามโคก ดิฉันทราบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงกับอุทกภัยมากที่สุด ก็ได้มีการบูรณาการร่วมกัน อย่างเช่นที่ท่านถามว่ามีการเตรียมพร้อมอย่างไร ส่วนกลาง ปภ. กรมก็จะได้รับข้อมูล ไม่ว่าจะมาจากกรมอุตุนิยมวิทยา ทางหลาย ๆ หน่วยงานที่มีเครื่องมือในการที่จะวัดปริมาณ น้ำหรือว่าคาดการสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ทาง ปภ. ก็จะส่งข้อมูลไปยังท้องที่ในจังหวัดต่าง ๆ ให้ทางจังหวัดนั้นได้เตรียมความพร้อม แล้วก็ได้กระจายไปถึงท้องถิ่นต่อไปในทุก ๆ รูปแบบ ดิฉันได้เคยพูดตอบกระทู้ท่าน สว. เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงหอกระจายข่าว เสียงตามสาย LINE ที่เราใช้เทคโนโลยีเข้ามา แล้วก็ยังมีในส่วนของ Cell Broadcast ที่ขณะนี้ก็พัฒนาได้อย่างสมบูรณ์แล้วด้วย ก็สามารถที่จะป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที ในคำถามข้อแรกดิฉันขอตอบตามนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่าน สส. คำถามที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เจษฎา ดนตรีเสนาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๒ พรรคประชาชน คนปทุมลุ่มน้ำเจ้าพระยาครับ เรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ จริง ๆ คำตอบ ของท่านรัฐมนตรีหลายอัน คนปทุมเสียใจครับ อย่างเช่น ท่านรัฐมนตรีตอบว่าน้ำหนุน เพียงฝ่ามือ จริง ๆ น้ำทะเลหนุนมันหนุนทีเป็นเมตร ๆ เลยนะครับ ผมไม่รู้ว่าทางชลประทาน ได้ให้ข้อมูลท่านรัฐมนตรีอย่างไร น้ำทะเลหนุน เวลาขึ้น มันหนุนไม่เลือกเวลาครับ มันขึ้นตามดวงจันทร์อันนี้ตามข้อมูล และมันหนุนได้ทั้งกลางวัน กลางคืน ทีนี้พอมันหนุนแล้ว ส่วนใหญ่ที่ปทุมธานีท่วมหนัก เพราะว่ามันท่วมในช่วงที่ ๓ น้ำมาเจอกันที่ปทุมธานี คือหมายความว่าน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงเดือนตุลาคม และน้ำจากภาคเหนือก็ลงมาเจอ ที่ปทุมธานีในเดือนตุลาคม แล้วก็ประกอบกับช่วงนั้นภาคกลางมีฝนตกเยอะ ๓ ฝนนี้ มันเลย มาเจอกันที่โซนภาคกลาง ทำให้น้ำนี่มันสูงกว่าปกติ ท่านอาจจะได้รับรายงานว่าน้ำขึ้น และน้ำก็ลง ผมขออนุญาตขอสไลด์รูปที่ผมยืนอยู่หน้าศาลเจ้าหน่อยครับ🔗
อันนี้คือของปีที่แล้วครับ แต่ปทุมธานี ไม่ได้เงินเยียวยาเลย อันนี้มันคือบางจุด บางจุดสูงกว่านี้ บางจุดเท่าอก แต่ผมไม่ได้ไปถ่ายรูป จริง ๆ มีรูปแต่ผมไม่ทราบว่าผมจะต้องเอามาให้ท่านรัฐมนตรีดู อันนี้ก็คือตัวอย่างนะครับ มีการต่อสะพานต้องเดิน อันนี้ชุมชนเจดีย์ทอง สามโคก ตรงกลางเป็นชุมชนเกาะลอยบางหลวง อันนั้นเป็นชุมชนบางกะดี ที่บางกะดี ทั้งหมดนี้เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ว่ารูปนี้คือสิ่งที่คนปทุมธานีต้องเผชิญ ถูกต้องครับ บางเวลาน้ำลง เพราะปทุมธานีมีน้ำขึ้น น้ำลง บางเวลาน้ำลง มันก็ลง แต่บางช่วงเวลา มันไม่ได้ลงแห้งครับ บางช่วงเวลาถ้าในกรณี ที่น้ำที่ปทุมธานีสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางที่สัก ๓ เมตร เวลาลง มันจะเหลือน้ำประมาณ เมตรกว่า ๆ ให้เราต้องลุยกันครับ พอมันเป็นแบบนี้ปุ๊บมันกลายเป็นว่าที่ท่านได้รับรายงานมา ว่าน้ำที่ปทุมธานีมีขึ้น มีลง ถูกต้องครับมันมีขึ้น มีลง แต่มันก็ท่วมครับท่านรัฐมนตรี มันจึงเป็นสิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่านี่คือสิ่งที่ผม คนปทุมธานีอยากให้ท่านได้เห็นแล้วก็เรียกร้องว่าคนปทุมธานีได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อย่างไร ถ้ามันไม่ได้รับผลกระทบเราไม่ต้องต่อสะพานเดินกันครับ เราไม่ต้องพายเรือครับ ปีที่แล้วที่มี Drama ของท่านนายอำเภอ ขออนุญาตเอ่ยนะครับ ที่เอาน้ำ Pack ใส่โฟม แล้วก็เอาไปให้ประชาชน แล้วก็มี Drama กันว่าทำไมท่านนายอำเภอไม่ลงเดิน ผมเข้าใจว่า ท่านเป็นผู้หญิง ท่านอาจจะมีความลำบาก แต่ที่ผมอยากจะสื่อสารก็คือ เพราะน้ำท่วมครับ ท่านนายอำเภอถึงต้องนั่งโฟมไป ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบัน ท่านก็เป็นอธิบดี ปภ. อยู่ ก็เอาน้ำใส่เรือลงไปให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือพอมันมีเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็เลยไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าน้ำท่วมหรือเปล่าครับ พอมันเป็นเหตุการณ์แบบนี้ก็เลยเป็น คำถามที่ผมมาตั้งกระทู้ถามกลับไปยังท่านรัฐมนตรีว่าเมื่อมันเป็นเหตุการณ์แบบนี้ เราจะ เรียกว่าเยียวยาได้ไหม เราจะเรียกว่าน้ำท่วมไหม แล้วเราจะเยียวยาได้หรือเปล่า ปภ. จะประกาศให้ปทุมธานีเป็นน้ำท่วมได้ไหม ภาพนี้ครับท่านรัฐมนตรี ถ้าไม่ประกาศ เงินเยียวยาก็ไม่ได้ครับ เงินซ่อมแซมบ้านเรือน ตามระเบียบ ๔๙,๕๐๐ บาท ก็ไม่ได้ คนปทุมไม่ได้อะไรเลย มันจึงเป็นที่มาที่ผมมาตั้งกระทู้ เพราะว่าอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็น จริง ๆ รูปผมมีเยอะเป็นร้อย ๆ รูปครับ แต่วันนี้ผมเอามาแค่นี้ เพื่อเอามาประกอบ การตั้งกระทู้ถาม ก็เลยเป็นที่มาว่าถ้าท่านรัฐมนตรีเห็นแบบนี้แล้ว รัฐมนตรีจะช่วย ชาวปทุมธานีอย่างไรดี ให้ได้รับเงินเยียวยา คือจริง ๆ ที่ท่านบอกว่าบ้านสูง อยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา จริง ๆ เมื่อก่อนไม่ได้รับผลกระทบถูกต้องตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าครับ แต่ปัจจุบัน อย่างที่ผมนำเรียนไปแล้ว ถนน ๒ ฟากฝั่งเขาทำให้สูงขึ้น อย่างเช่น สามโคก เขายกถนน เส้นเดิมสูงกว่าเดิมประมาณ ๓ เมตร พอยกกว่าเดิมสูง ๓ เมตร น้ำมันข้ามถนนไม่ได้ มันก็อยู่แต่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในบริเวณริม ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้รับผลกระทบมากขึ้นทุก ๆ ปี คนนอกแนวไม่ท่วมแต่คนที่อยู่ริมแม่น้ำอย่างไรก็ท่วม ถ้าเขาปล่อยให้น้ำท่วมออก คนที่อยู่ริมแม่น้ำบอกว่าไม่บ่นเพราะว่าแบ่งกันไป แต่พอทำถนนสูง เป็นเขื่อนแล้ว เขาต้องได้รับผลกระทบ อันนี้เขาขอเรียกร้องเพราะทุกปีมันหนักจริง ๆ ครับ แล้วบ้านบางหลัง เขาก็อยากทำสูง แต่เขาไม่มีเงินดีดบ้าน บางคนก็บอกว่าทำไมไม่ย้ายไปอยู่ ที่อื่น ก็ถ้าเขามีเงินเขาก็ย้าย เขาไม่มีครับ มันก็จึงเป็นที่มา ซึ่งพอท่านรัฐมนตรีเห็นรูปแล้ว ผมก็เลยอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีช่วยประสานหรือช่วยสั่งการไปยัง สถ. ช่วยสั่งไปยัง จังหวัดปทุมธานีอีกทีหนึ่งครับว่าขอให้ช่วยขึ้นทะเบียนผู้ที่อยู่ในพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลแล้วก็นำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าบ้าน ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมทุก ๆ ปี มันมีจำนวนเท่าไร จำนวนกี่คน เพื่อจะได้ให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นว่า มันมีคนท่วมอยู่เยอะจริง ๆ แล้วได้รับผลกระทบจริง ๆ แล้วน้ำท่วมที่ปทุมธานีไม่เหมือน ภาคเหนือ ไม่เหมือนภาคใต้ ที่มา ๗ วัน มา ๓ วันแล้วลด ปทุมธานีน้ำขึ้น ๆ ลง ๆ ตามที่ท่านได้ ข้อมูลมา แต่มันขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ปี ๒๕๖๕ ปทุมธานีน้ำท่วม ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม น้ำแห้งปีใหม่ครับ ๖ เดือน ๗ เดือน ท่านรัฐมนตรีเห็นรูปแล้ว ก็อยากฝากว่าช่วยเหลือคนปทุมธานีด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดิฉันมีความเห็นใจพี่น้องประชาชนทุกคนจริง ๆ ที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม อย่างดิฉัน เป็น สส. เขตลาดกระบังก็เป็นพื้นที่รับน้ำ แล้วก็ท่วมมาโดยตลอด พี่น้องประชาชน จะรับทราบกันดีว่าถ้าพอถึงช่วงน้ำมาทุกคนก็เตรียมเอาเรือออกกันได้เลย อย่างที่ดิฉันนำเรียน ว่าฝนฟ้าจะมา น้ำจะมาก จะน้อย ถ้าหากว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เตือนให้เราทราบ อันนั้นถือว่าเป็นความผิดที่เราต้องรับผิดชอบ แต่ในเขตของพื้นที่ปทุมธานีที่ท่านบอกว่า พี่น้องปทุมธานีจะต้องเคืองดิฉันแน่ ๆ เลยที่ทำไมถึงบอกว่าไม่สามารถที่จะประกาศเป็นพื้นที่ ภัยพิบัติได้เพราะว่ามันมีเหตุในเรื่องของการใช้เงินราชการอยู่ เราไม่ได้สามารถที่จะใช้ได้ ตามอำเภอใจว่าอันนี้เขตฉัน ฉันอยากจะจ่ายให้ ฉันก็ประกาศไป เขาก็จะได้เงิน ไม่ใช่ เราจะต้องอาศัยในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วก็ความจำเป็นที่เราต้องให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้รับการช่วยเหลือ ดิฉันขอพูดย้ำอีกครั้งหนึ่ง ที่เชียงรายเขาได้ ๙,๐๐๐ บาท เขาก็ไม่พอ ต้องอนุมัติเพิ่มเป็นค่าล้างโคลนอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะ มันเยอะจริง ๆ กับสิ่งที่ท่านได้นำแสดงค่ะ ดิฉันก็ทราบว่าท่านเองก็โชว์ให้กับเจ้าหน้าที่ดูแล้ว หลายครั้งแล้วเจ้าหน้าที่เองก็อธิบายให้ท่านฟังแล้วว่าเราได้มีการเตือนแล้วว่าตรงนี้ จะมีพื้นที่ที่น้ำจะมานะ ให้ทุกคนยกของออกนะ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการสูญเสียแล้วก็ การดูแลเจ้าหน้าที่ยินดีเลยที่จะเอาเครื่องจักร เอาเครื่องไม้เครื่องมือลงไปช่วย แต่ถ้าเป็น พื้นที่ที่เอกชน ที่จะต้องใช้ของหลวงใช้งบหลวงลงไป มันติดขัดในเรื่องของเงินราชการ ที่ไม่สามารถลงไปช่วยเหลือได้ อันนี้อยากที่จะให้ท่านได้สื่อสารให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า เราให้ความสำคัญ แล้วก็เห็นใจพี่น้องประชาชนทุกคนที่ประสบปัญหา แม้ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติก็ตามที่ทุกคนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้ารัฐบาลรู้ก็จะเข้าไปช่วยเหลือ ทันที ท้องถิ่นเองจะเป็นกลไกสำคัญมาก ๆ ที่จะลงไปดูแลในส่วนนั้น และที่ดิฉันได้ทราบมา ได้เห็นภาพเช่นเดียวกันจากที่ท้องถิ่นนำมาเสนอให้ดูว่ามันมีการเตรียมพร้อม การออกพื้นที่ การลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกรูปแบบที่ทำได้ ท้องถิ่นทำค่ะ ท้องถิ่นไม่ปล่อย ให้ประชาชนที่เลือกเขามานั้นจะต้องนั่งรอความช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างเดียว แต่นี่คือความหมายของการกระจายอำนาจที่ลงไปดูแลพี่น้องประชาชน แล้วถ้าหากว่า มันเข้าเกณฑ์ในการที่จะต้องใช้งบกลางหรืองบจากรัฐบาลใหญ่ลงไป รัฐบาลอนุมัติให้ทันที แน่นอน เหมือนกับที่เราทำที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจากทางภาคเหนือ ภาคใต้ ที่เราเองก็รู้ดี ว่ามีปัญหามาก ไม่ได้เลือกเลยด้วยว่าจะให้เฉพาะภาคนั้นจังหวัดนี้ หรือให้เฉพาะเขตดิฉัน อย่างเดียวก็ไม่ใช่ เราดูตามเหตุและผลที่มันจะต้องลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อยากให้ ทางท่านสมาชิกได้ทำความเข้าใจแล้วก็พูดคุยให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับทราบว่า การที่ทางหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ท้องถิ่น จังหวัด เวลาที่ส่งสัญญาณเตือนภัยอะไรออกไป ให้ท่านได้ให้ความสำคัญ เตรียมพร้อมรับมือ ช่วยเชื่อฟัง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ ถ้าหากว่าน้ำมีปริมาณสูง การขนของขึ้นไว้ในที่สูง อย่าให้ได้รับการสูญเสียจากน้ำท่วมมาก็จะทำให้ทุเลาปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ ดิฉันคิดว่า เป็นส่วนสำคัญ ดิฉันขออนุญาตเลยนะ เขาบอกว่าผู้ประสบภัย ปี ๒๕๖๗ ได้สอบถามแล้วว่า มีไหมที่ส่งเรื่องเข้ามาแล้วยังติดค้างไม่ได้เข้าไปช่วยเหลืออยู่ ทางจังหวัดแจ้งมาว่าไม่มี ไม่มี ในเรื่องของรายงานความเสียหายให้อำเภอและจังหวัดปทุมธานีให้ต้องประกาศเป็น ความช่วยเหลือด้วย ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องของการสำรวจข้อเท็จจริง เพราะว่าอย่างที่ภาคเหนือ ถ้าหากว่าใครที่ให้ข้อมูลเท็จมา ไม่ได้เสียหายจริง แล้วทางเจ้าหน้าที่เอื้อ เอาเงินหลวงไปให้ อันนั้นก็เป็นความผิดเหมือนกัน ไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นดิฉันเองก็ต้องให้ความเป็นธรรม กับทางเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คนที่ทำงานอยู่ในขณะนี้ว่าไม่มีใครอยากให้ประชาชนที่ตัวเอง ต้องเป็นคนที่ดูแลเขาต้องประสบปัญหาแล้วก็ได้รับความลำบาก ก็ขอขอบคุณทางท่าน เพื่อนสมาชิกที่ได้แสดงความห่วงใย ถือว่าเป็นการที่จะทำให้พวกเราที่เป็นเจ้าหน้าที่ แล้วก็หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนั้น ได้สำรวจได้อย่างชัดเจนแล้วก็รอบคอบ ครอบคลุม กับปัญหาและครอบคลุมกับพื้นที่มากยิ่งขึ้นด้วย ก็เป็นผลดีในการที่ท่านได้นำเรื่องเข้ามา สู่สภาในวันนี้ ดิฉันก็คิดว่าในภารกิจที่เราต้องทำงานร่วมกันต่อไป ก็จะเกิดความเข้าใจอันดี ในการทำงานร่วมกัน แล้วก็ไม่นำข้อมูลเท็จออกสู่พี่น้องประชาชนต่อไปด้วย ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่าน สส. นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เจษฎา ปทุมธานี เขต ๒ อยากนำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าผมไม่ได้พูดเท็จเลยครับ ที่ผมนำเรียนท่าน เป็นข้อมูลจริง ๆ ครับ เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ จากที่จังหวัดได้บอกว่า ไม่มีผู้เสียหาย แต่จริง ๆ มันมีครับ ผมไม่รู้จะโกหกท่านอย่างไร ไม่รู้โกหกเพื่ออะไร แต่มันมีจริง ๆ ครับ ผมยืนยัน ถ้าอย่างไรท่านรัฐมนตรีไม่เชื่อผมเดี๋ยวน้ำท่วมเดือนกันยายน ตุลาคม ผมขออนุญาตขอเวลาท่านรัฐมนตรีสัก ๒ ชั่วโมงไปดูด้วยกัน ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ขออีกนิดหนึ่งค่ะ ถ้าท่านบอกว่ามีผู้ที่ได้รับความเสียหาย กรุณาท่านเอาข้อมูลมาให้กับเรา เลยก็ได้ ก็จะได้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีธีรรัตน์ แล้วก็ท่านเจษฎานะครับ🔗
๕. เรื่อง การดำเนินการเพิ่มเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) เส้นทางระหว่างสำโรง-ปู่เจ้าสมิงพราย-สะพานภูมิพล-พระราม ๓-สาทร ของ นายวีรภัทร คันธะ ผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุรพงษ์ ปิยะโชติ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจาก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมติดภารกิจสำคัญจึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗
๖. เรื่อง ขอทราบแนวนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดสรร ภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ กำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ แจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบชี้แจงกระทู้ถาม แทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญมอบหมาย ให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจราชการสำคัญจึงขอให้ เลื่อนการตอบกระทู้ถามดังกล่าวออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗
สำหรับวันนี้ก็จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ🔗
เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระ ต่อไปผมขอปรึกษา ที่ประชุมเพื่อขอนำเรื่องของคณะกรรมาธิการขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา และเรื่องตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
ต่อไปเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระนะครับ🔗
๑. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมกัน พิจารณาผลกระทบจากกรณีคดีการสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบที่ขาดอายุความ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และการฟื้นฟูความชอบธรรม ของรัฐออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และสภาพปัญหา ตลอดจนข้อกฎหมายมีจำนวนมาก เพื่อให้รายงานการพิจารณาศึกษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ มีความสมบูรณ์ครบถ้วน และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ออกไปอีก ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นการขยายครั้งที่ ๓ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖ นะครับ🔗
๒. คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรงซึ่งเป็นการฉ้อโกงประชาชนออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ได้มีหนังสือแจ้งว่า การพิจารณาญัตติและการจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการยังไม่เรียบร้อย ครบถ้วน และสมบูรณ์ ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘ การขอขยายในครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖🔗
๓. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ ไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม ขอขยายระยะเวลา การพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว ออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะกรรมาธิการอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลที่เป็นประเด็นสำคัญ จำเป็นจะต้องพิจารณา ประมวลผลวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้มีความเห็นร่วมกันเป็นที่ยุติ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นคณะกรรมาธิการ จึงขอขยายระยะเวลาการศึกษาออกไปอีก ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ซึ่งขอขยายเป็นครั้งที่ ๖ แล้ว เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการจะมีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖🔗
๔. เรื่องตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งยังไม่บรรจุในระเบียบวาระ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการแรงงาน แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า นายอมรเทพ สมหมาย ในพ้นจากการเป็นกรรมาธิการ เนื่องจากสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๒) จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลงในสังกัดของพรรคเพื่อไทย ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้งขอผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง และขอให้พิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ วรรคสอง เชิญเสนอชื่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนวิปรัฐบาลครับ ผมขอตั้ง นายเอกพร รักความสุข เป็นกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการแรงงาน แทน ท่านอมรเทพ สมหมาย ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ ท่านเอกพร รักความสุข นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
เรียนท่านสมาชิกนะครับ สำหรับเรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ตามระเบียบวาระที่ ๒.๑ ถึง ๒.๔ เนื่องจากหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงรายงานต่อสภา ตามกฎหมายได้มีหนังสือขออนุญาตเลื่อนการเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายงานต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อน ดังนั้นผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
๑. รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน🔗
ด้วยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงาน การเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทราบตามมาตรา ๕๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗
ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๑ เชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ๑. ท่านบรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ๒. ท่านปราณี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ ๑๕ ๓. ท่านกานต์สิรี ธนสารสุรพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม ๔. ท่านสัมฤทธิ์ ทิพย์สุราษฎร์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๕. ท่านกษิเดช นาคประทุม นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ ๖. ท่านธันยภรณ์ เสถียรนพเก้า นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติการ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๑. ท่านพราหมณ์ นิยะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ๒. ท่านศรุติพงศ์ จิราดิษพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ๓. ท่านศริยาภรณ์ สุภาวรธรรม หัวหน้ากลุ่มงานคลัง เชิญเข้าประจำที่ครับ เชิญผู้แทนหน่วยงานแถลงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน บรรลูน ศิริสิงห์สังชัย รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้รับมอบหมายจากท่านผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะผู้สอบบัญชีซึ่งตรวจสอบรายงานการเงินและรายงานประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามมาตรา ๕๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ขอเสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานประเมินผลการใช้จ่ายเงินและ ทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ โดยมีรายละเอียดดังนี้🔗
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงานการเงินของสำนักงาน ตามหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินและมาตรฐานการสอบบัญชี พบว่ามีสินทรัพย์ จำนวน ๖๗.๙๕ ล้านบาท หนี้สิน จำนวน ๙.๙๙ ล้านบาท สินทรัพย์สุทธิ ส่วนทุนจำนวน ๕๗.๙๖ ล้านบาท รายได้ จำนวน ๒๘๕.๐๗ ล้านบาท ค่าใช้จ่าย จำนวน ๒๘๘.๕๒ ล้านบาท และมีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย จำนวน ๓.๔๕ ล้านบาท ซึ่งผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข🔗
รายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ การตรวจสอบมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สิน และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด ได้ผลตามเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์และคุ้มค่าเพียงใด โดยมีขอบเขตการตรวจสอบ ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน ส่วนที่ ๒ การประเมินผลการจัดการทรัพย์สิน และส่วนที่ ๓ การประเมินผลการบริหารโครงการโดยมีรายละเอียด ดังนี้🔗
ส่วนที่ ๑ การประเมินผลการใช้จ่ายเงิน สำนักงานมีเงินงบประมาณ ที่นำมาใช้จ่ายทั้งหมดในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวน ๒๖๔.๐๔ ล้านบาท ประกอบด้วยเงินงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ จำนวน ๒๑๖.๒๓ ล้านบาท เงินเหลือจ่ายสะสม จำนวน ๘.๙๕ ล้านบาท เงินงบกลาง สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๑๗.๓๘ ล้านบาท และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี จากปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ จำนวน ๒๑.๔๘ ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งมีจำนวน ๒๗๓.๘๓ ล้านบาท พบว่าลดลงจากปีก่อน จำนวน ๙.๗๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๕๘ สำหรับแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ๒๕๖๖ รวมทั้งสิ้น จำนวน ๒๖๔.๐๔ ล้านบาท มีผลการเบิกจ่าย จำนวน ๒๕๒.๙๒ ล้านบาท และมีเงินงบประมาณ คงเหลือ จำนวน ๑๑.๑๒ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๔.๒๑🔗
ทั้งนี้ในส่วนของผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดของเงินงบประมาณที่ได้รับ จัดสรรจำนวน ๘ ตัวชี้วัด มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายหรือสูงกว่าเป้าหมาย จำนวน ๖ ตัวชี้วัด และมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมายจำนวน ๒ ตัวชี้วัด จากการตรวจสอบตัวชี้วัดที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมายจำนวน ๑ ตัวชี้วัดพบว่า ข้อมูลที่นำมาวัดความสำเร็จของการดำเนินงานตามตัวชี้วัดเป็นข้อมูลเพียงระยะเวลา ๘ เดือน ไม่ได้รวบรวมข้อมูลจาก ๑๒ เดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานจริง สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงานดำเนินการควบคุมดูแลให้ผู้รับผิดชอบ กำหนดวิธีการรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาวัดความสำเร็จของการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงานจริง ใน ๑ ปีงบประมาณ🔗
ส่วนที่ ๒ การประเมินผลการจัดการทรัพย์สิน สำนักงานมีการสำรวจ ความต้องการใช้พัสดุประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ โดยมีหน่วยงานภายในแจ้งความต้องการ พัสดุเพียงจำนวน ๔ หน่วยงาน จากทั้งหมด ๑๓ หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ ๓๐.๗๗ จะเห็นได้ว่าการรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้งานพัสดุทุกประเภทไม่ครอบคลุม ทุกหน่วยงานภายในและไม่ครอบคลุมทุกประเภทรายการพัสดุ ทำให้สำนักงานมีข้อมูล สำหรับใช้ในการวางแผนการจัดหาพัสดุประจำปีไม่เพียงพอและจากการตรวจสอบ พบว่ามีการจำหน่ายวัสดุหมึกพิมพ์คงเหลือและหมดอายุการใช้งาน จำนวน ๙๖ รายการ ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนการจัดหาวัสดุที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง สำนักงาน มีการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างและประกาศเผยแพร่ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-GP และเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ทั้งหมด จำนวน🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง พรรคประชาชน ขอให้ท่านประธาน ควบคุมการประชุม คือขอบคุณหน่วยงานที่ให้เกียรติครับ แต่ว่าเนื่องจากเวลาเราจำกัดครับ แล้วก็ที่ท่านรายงาน มีเอกสารอยู่ตรงหน้าสมาชิกทุกท่านแล้ว ขอท่านประธานช่วยควบคุม ว่าพอสังเขปได้ไหมครับ จะได้อภิปรายแล้วก็เนื้อหาจะได้ไปไว ๆ ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
เอาที่รายงานของผู้บริหารนะครับ ส่วนในรายละเอียด มันมีเล่มอยู่แล้ว เดี๋ยวทางสมาชิก จะซักถามแล้วเราค่อยตอบครับ กระชับนิดหนึ่งครับ🔗
และเผยแพร่ ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการประจำปี ๒๕๖๖ ทั้งหมด จำนวน ๖ ครั้ง รวม ๒๐ โครงการ วงเงินงบประมาณ ๒๔.๙๐ ล้านบาท โดยมีผลการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งกรณีมีแผนการจัดซื้อจัดจ้างและกรณีได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน ๑๓๑ รายการ เป็นเงิน ๓๑.๘๕ ล้านบาท ดำเนินการจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ๑๑๙ รายการ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ๑๑ รายการ วิธีคัดเลือก ๑ รายการ คิดเป็น ร้อยละ ๙๐.๘๔ ๘.๔๐ และ ๐.๗๖ ตามลำดับ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบางรายการไม่เป็นไป ตามแผนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยพบว่าตามแผนการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน ๒๐ โครงการ มีโครงการที่เป็นไปตามแผน ๑๗ โครงการ และไม่เป็นไปตามแผน จำนวน ๓ โครงการ ทั้งนี้ในส่วนของการบริหารพัสดุพบว่าสำนักงานปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๐ อย่างไรก็ตามสำนักงาน ไม่ได้ทำการเชื่อมโยงประกาศจัดซื้อจัดจ้างจากเว็บไซต์ www.gprocurement.go.th ไปยังเว็บไซต์ของสำนักงาน ผ่านเทคโนโลยี RSS เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำเข้าข้อมูล เพื่อประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ กค ๐๔๓๓/ว ๓๗ ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๑ สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน ดำเนินการ ควบคุมดูแลให้ผู้รับผิดชอบสำรวจความต้องการใช้พัสดุทุกประเภทและจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกำหนดขอบเขตของงาน รวมทั้งกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติ ที่สำนักงานกำหนด🔗
ส่วนที่ ๓ การประเมินผลโครงการ สำนักงานมีแผนการดำเนินโครงการ จำนวน ๔๕ โครงการ วงเงินงบประมาณ ๓๕.๐๗ ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการ ที่ดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ๓๐ โครงการ และเป็นโครงการที่มีจากการกันเงินไว้ เบิกเหลื่อมปีของปีก่อน ๑๕ โครงการ มีผลการเบิกจ่ายเงิน ๒๔.๒๒ ล้านบาท กันเงินไว้ เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้ ๙.๙๑ ล้านบาท และมีงบประมาณคงเหลือ ๐.๙๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒.๖๘ โดยภายใต้แผนการปฏิบัติการประจำปี ๒๕๖๖ ที่ต้องดำเนินโครงการ รวม ๔๕ โครงการมีโครงการที่แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๖ ๔๑ รายการ จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินงานโครงการที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีแบบมีหนี้จากปีก่อนจำนวน ๓ โครงการ มีการดำเนินการล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด สตง. ได้ให้ข้อเสนอแนะผู้บริหารของสำนักงาน กรณีจัดทำโครงการที่มีความซับซ้อนขอให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดขอบเขตของงาน หรือส่งเสริมพัฒนาให้เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรมีทักษะความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น และกำกับ ติดตามประเมินผลโครงการให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด ทั้งหมดนี้เป็นผลการตรวจสอบ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกติดใจที่จะสอบถามใช่ไหมครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน ผมเอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง พรรคประชาชน ที่จะสอบถามคือว่าอันนี้เป็นงบในอดีตก็ไม่ได้ติดใจ เพียงแต่ว่าผมถามเพื่อเอาเป็นแนวทาง ผมจะได้รับทราบถูกว่าต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร คือในการประเมินหน้า ๒๖ ก็จะเห็นว่า มีเรื่องของงบกลางเข้ามา การของบกลางเข้ามาแสดงว่าหน่วยงานตั้งงบประมาณแต่ละปี ไม่เพียงพอไม่ครอบคลุมใช่หรือไม่ ทีนี้ สตง. จะมีแนวทางอย่างไรที่จะได้ควบคุมว่าไม่ให้ มีการจัดการเรื่องงบที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ รวมถึงผมมาดูด้วยอย่างเช่น เรื่องรายการ ที่ท่านไปตรวจพัสดุว่าจะมีครุภัณฑ์ที่ขอ คือเป็นวัสดุคอมพิวเตอร์ เครื่อง Print ซึ่งหน่วยงาน ขอไปแบบสูงมาก ๗๑ รายการ ๒.๑๖ ล้านบาท แต่ว่าเมื่อมาเทียบกับวัสดุคงเหลือ จำนวน ๒.๙๒ สำนักงานมีหมึกพิมพ์สำรองแบบคือเหลือเยอะหลายรุ่น ซึ่งหลาย ๆ หน่วยก็จะเป็น แบบนี้คือซื้อ Stock เอาไว้ แล้วก็หมดอายุ แต่ผมเข้าใจว่าตอนนี้เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยน สู่ดิจิทัลด้วย หมายความว่ามีการไปสู่ไม่ใช้เอกสาร ก็คือใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นระบบการพิมพ์พวกนี้ที่มีค้างอยู่ ทาง สตง. มีตัวเลขสถิติสรุปหรือเก็บเป็น จำนวนไหมครับว่ามันไม่ควรเกินเท่าไร หมายถึงในการสำรองหรือว่าแค่จัดเก็บรายงาน แล้วท่านก็รายงานมา โน้ตมาตรงนี้ คือได้ทำความเห็น แจ้งหน่วยงานไปไหมว่าจะต้อง ดำเนินการในการควบคุมพวกนี้อย่างไร🔗
ประเด็นสุดท้ายก็คือตัวโครงการที่มีการปรับปรุงเว็บไซต์ ผมเป็นอนุกรรมาธิการ ครุภัณฑ์ของปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ก็มีคำของบประมาณของหน่วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กับ ICT รวมแล้วเยอะมาก ปรับปรุงเว็บไซต์ การป้องกัน Firewall อะไรต่าง ๆ ป้องกัน การเจาะระบบ ทีนี้ สตง. ผมก็อยากให้ท่านช่วยดูหน่อยว่าคำของบประมาณที่ขอไปแล้ว สอดคล้องกับตัว TOR หรือไม่ แล้วก็ ๒ หน่วยงาน สมมุติขอใกล้เคียงกันแต่ราคา แบบไม่ได้เลย ตรงนี้ สตง. พอจะชี้แนวทางให้สมาชิกได้รับฟังหน่อยได้ไหมครับ อย่างในโครงการที่ ๒.๒ ที่เป็นล่าช้า งวดสุดท้าย แล้วท่านก็บอกว่าที่ล่าช้า เพราะว่า เป็นระบบที่ซ้ำซ้อน สุดท้ายไม่รู้ว่าโครงการผลสัมฤทธิ์ของเว็บไซต์นี่ฟังก์ชันใช้ได้ ไม่ได้ ซึ่งขั้นของตรวจรับงานนี่เข้าใจเรื่องของการตรวจรับงาน แต่ว่าเรื่องของการในฐานะ ผู้สอบบัญชีที่สัมฤทธิ์นี่ท่านวัดจนถึงไหนก็อยากจะได้คำตอบในส่วนนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกติดใจซักถามท่านเดียวใช่ไหมครับ จะได้ให้ตอบเลย เชิญหน่วยงานพอจะตอบได้ทันทีไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉันขอตอบชี้แจง ในส่วนของงบกลาง งบกลางรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจะเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐของสำนักงาน จำนวน ๑๗.๓๘ ล้านบาท เนื่องจากว่าสำนักงานมีงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่เพียงพอค่ะ🔗
สำหรับอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของการควบคุมวัสดุคงเหลือว่าจะต้อง มีวัสดุคงเหลือที่เหมาะสมเท่าไร อันนี้ก็คงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นจำนวนที่ชัดเจนเท่าไร คนที่จะตอบได้ก็น่าจะต้องเป็นสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าการที่จะสำรองวัสดุจะต้องมีข้อมูลว่าวัสดุคงเหลือ ณ วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นสุด ณ แต่ละวันนี้จะต้องสำรองไว้ใช้ให้เพียงพอภายในระยะเวลา ๑ หรือ ๒ เดือน ทีนี้ในบทบาท ของผู้ตรวจสอบ เราเข้าไปตรวจสอบตอนสิ้นปีงบประมาณ เราก็จะวิเคราะห์ดูว่าวัสดุคงเหลือนั้น เพียงพอที่จะใช้จ่ายในระยะเวลาข้างหน้าอาจจะเป็น ๑ เดือน ๒ เดือนหรือไม่ เราก็จะไปดู ยอดที่ทางสำนักงานซื้อด้วยค่ะว่าซื้อแล้ว เวลาที่เอามาใช้ มันสอดคล้องกันไหม ซื้อมาแล้ว เอาไปใช้คงเหลือ คงไม่ได้ปล่อยไว้ให้เหลือเป็นจำนวนมากแล้วจนหมดอายุ เช่น หมึกพิมพ์หมดอายุแล้วใช้งานไม่ได้ ในส่วนนี้เราในฐานะผู้ตรวจสอบเราก็ดูด้วย แต่ว่าการที่จะเหลือเท่าไร ก็คงเป็นหน้าที่ของสำนักงานที่จะบอกได้ชัดเจนที่สุดว่าสามารถ ที่จะสำรองวัสดุไว้ใช้ในระยะเวลาข้างหน้าเป็นระยะเวลากี่เดือน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดมีปัญหาติดใจที่จะซักถามแล้ว ถือว่าที่ประชุมรับทราบ รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ🔗
ขอบคุณผู้แทนหน่วยงานมากนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมเห็นสมาชิก ในห้องประชุมบางตาครับ อยากจะ Check ความตั้งใจทำงานของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลหน่อย ขออนุญาตนับองค์ประชุมครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองครบ มีผู้ขอนับองค์ประชุมนะครับ🔗
ไม่อยากอภิปรายแล้วหรือ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ ตอนนี้อยู่ไกลกันมาก อยู่ตามห้องอนุกรรมาธิการ ห้องกรรมาธิการ ห้องงบประมาณ วิปช่วยแจ้ง ๆ กันหน่อยนะครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอให้ ท่านประธานรอองค์ประชุมสักเล็กน้อยครับ เพราะว่าวันนี้มีการประชุมกันหลายห้อง ทั้งกรรมาธิการงบประมาณ อนุกรรมาธิการงบประมาณเองก็ประชุมพร้อมกัน ๗ ห้อง เมื่อครู่เพื่อนสมาชิกที่เสนอนับองค์ประชุม พรรคท่านเองก็อยู่ในห้องประชุมเพียงแค่ ๕-๖ ท่าน ก็ขอให้ใช้เวลาสักเล็กน้อย ให้เพื่อน ๆ ที่อยู่ตามห้องกรรมาธิการต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมเป็นองค์ประชุมแล้วจะได้เดินหน้าพิจารณาต่อ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวรอครับ ตกลงอยากอภิปรายต่อไหมครับ🔗
ท่านประธานคะ ๒๐๙ ประภาพร ขออนุญาตให้ท่านประธานรอสัก ๑๐ นาทีค่ะ เพราะว่าดิฉันก็วิ่งลงมาจากห้อง เพราะว่าในห้องประชุมอนุกรรมาธิการงบประมาณก็ไม่ได้ยินเสียงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ตอนนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ให้มาอยู่ในห้องก่อนครับ เดี๋ยวจะบอก ค่อยเสียบบัตรแสดงตน ตอนนี้ยังนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านประธาน นับ ผมยินดีเพราะผมอยู่ แต่อยากจะเล่าเป็นข้อสังเกต🔗
พอแล้วครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้ว กดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ เชิญท่านสมาชิก ที่เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เอกราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง🔗
ท่านเอกราชประท้วงหรืออย่างไรครับ🔗
ครับ คือเรื่องการนับ องค์ประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมยกมือก่อนครับ🔗
ทีละคนครับ เชิญท่านเอกราชครับ🔗
ท่านประธาน ผมติดตาม การนับองค์ประชุมวันพฤหัสบดี สมัยสภาชุดที่แล้ว ท่านประธานขอนับบ่อยที่สุดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านประธานคงเข้าใจสมาชิกพรรคฝ่ายค้านดี ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอนับองค์ประชุมแบบขานชื่อครับ จะได้รู้ว่า สส. ท่านใด จังหวัดไหนมาทำงานและไม่มาทำงานบ้างครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ตอนนี้ Check องค์ประชุมเบื้องต้นก่อนนะครับ ให้ท่านสมาชิก กดปุ่มแสดงตนเลยครับ มีผู้เสนอนับองค์ประชุม แล้วก็มีเสนอนับขานชื่อเป็นรายบุคคลนะครับ🔗
ท่านประธานครับ นพดล ๑๗๗ แสดงตนครับ🔗
เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ วันนี้ห้องงบประมาณห้องใหญ่ก็พิจารณานะครับ แล้วก็อนุกรรมาธิการ ๗ คณะ ก็กำลังชี้แจงกันอยู่ แล้วก็ข้าราชการที่มาชี้แจง หน่วยงานต่าง ๆ วันนี้ก็เต็มสภา อย่างไรก็รอนิดหนึ่ง เพราะว่าบางที บางคณะอนุกรรมาธิการติดพันอยู่นะครับ🔗
ท่านประธานครับ จีรเดช ศรีวิราช ๐๕๖ แสดงตนครับ🔗
๐๕๖ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์ ผมขอหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ คือ ผมไม่ค่อยเข้าใจขั้นตอนที่พรรคประชาชน เขาเป็นคนเสนอนับองค์ประชุม อันนี้เข้าใจได้ พรรคเพื่อไทย เสนอให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ อันนี้ไม่เข้าใจจริง ๆ เพราะว่านานแล้ว เราไม่เคยนับองค์ประชุมกัน เพิ่งมามีวันนี้ครับ ผมก็ตกใจไม่หาย ไม่คิดว่าเป็นพรรคประชาชน ด้วยครับที่เสนอนับองค์ประชุม🔗
ไม่เป็นไรครับ🔗
ก็เลยอยากถามประธานว่าขั้นตอน ที่ประธานกำลังให้ Check ชื่อนี่ Check เพื่ออะไร แล้วทำอย่างไร แล้วจะเอาขั้นตอน การขานชื่อกันอย่างไร มันจะได้เป็นบรรทัดฐาน เพราะผมเข้าใจว่าหลังจากนี้ ก็จะนับ องค์ประชุมกันเรื่อย ๆ ครับ ผมเชื่อว่าพรรคประชาชน เมื่อได้นับอย่างนี้แล้ว เขาก็จะนับเรื่อย ๆ ประธานต้องอธิบายความครับ พวกเราจะได้เข้าใจ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
เข้าใจครับ มีการเสนอนับองค์ประชุมโดยการเสียบบัตรกับการนับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ เดี๋ยวเราตรวจสอบองค์ประชุมขั้นแรกก่อน เราตรวจสอบองค์ประชุม ถ้าองค์ประชุมครบแล้ว เราถึงจะโหวตว่าจะให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อหรือแบบเสียบบัตร ตอนนี้เราตรวจสอบ องค์ประชุมก่อน เข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ตอนนี้คณะอนุกรรมาธิการ ผมเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ แล้วพี่น้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมาจากทางใต้ไกลสุดครับ และหลาย ๆ จังหวัดอยู่ในระหว่างการพิจารณา พอนับองค์ประชุมเขาก่นด่ากันนะครับ ไม่เชื่อไปถามดูได้ แทนที่ข้าราชการที่เขามาชี้แจง เขาจะได้รีบชี้แจง แล้วเราก็จะได้ซักถามเนื้อหาสาระอะไรต่าง ๆ แต่ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงนี่ มันคืออะไรครับ ขอถามหน่อยครับ อยากเป็นผู้แทนราษฎรหรือเปล่า🔗
ไม่เป็นไรครับ🔗
นับก็นับได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ผมไม่เห็นด้วย ผมสงสารข้าราชการที่เข้ามานั่งรอคอย เมื่อวานก็วิ่งขึ้นวิ่งลง ถ้าผมไม่แข็งแรง หน่อยนี่นะ ผมเป็นล้มตายแล้ว หัวใจวายตายแล้วเมื่อวานนี้ แล้ววันนี้อีกนะ ทั้ง ๆ ที่กำลังประชุม รัฐบาลก็มอบนโยบาย ก็พักการประชุมไปมอบนโยบายของยาเสพติดครับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็มารออีก พอมารอกำลังจะพูดคำสองคำครับ นับองค์ประชุม นี่คือประชาธิปไตย ก็โอเคละ ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมีหน้าที่ในการนับองค์ประชุมหรือครับ🔗
ครับ เป็นสิทธิครับ🔗
ผมขอบอกให้พี่น้องประชาชนได้รู้เลยนะครับ นี่คือวิธีการของพรรคไหนก็แล้วแต่ พรรคฝ่ายค้านไม่ได้สร้างสรรค์ครับพี่น้อง🔗
เป็นสิทธิของเขาครับ🔗
สิทธิก็สิทธิครับ🔗
พอแล้ว🔗
แต่ผมต้องการพูดแบบนี้ เพราะฉะนั้น ให้รู้เลยนะครับ🔗
เป็นสิทธิของเขา🔗
เพราะผมต้องการไปประชุม เห็นใจข้าราชการนับร้อย เขามารออยู่ครับ ๓ ทุ่มก็ไม่เสร็จ ถ้าจะมานับองค์🔗
พอสมควรแล้วท่าน เข้าใจแล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมยืนขึ้นและยกมือ ประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๙ ผม ธนยศ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทยครับ ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุมด้วยนะครับ จริง ๆ วันนี้ พรรคภูมิใจไทยก็มาร่วมประชุมแล้วก็ลงชื่อมาเพื่อประชุม แล้วก็ถึงแม้วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี ซึ่งเราทราบดีว่าวันพฤหัสบดีไม่มีกฎหมายเข้า แต่เราเองก็มาร่วมลงชื่อในการเข้าประชุมครับ จริง ๆ แล้วท่านสมาชิกผู้อาวุโสก็ได้กล่าวสอนผมเองตั้งแต่สมัยที่แล้วว่าองค์ประชุม เป็นเรื่องของรัฐบาล ก็ฝากท่านช่วยควบคุมดูแลองค์ประชุมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ จุลพันธ์ ครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยครับ จะเรียนหารือท่านประธานในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๒ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ มีเพื่อนสมาชิกเสนอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม โดยปกติเราก็จะใช้กลไกในการเสียบบัตร ลงคะแนน แต่มีเพื่อนสมาชิกท่านวัชระพล ขาวขำ ได้เสนอว่าให้ตรวจสอบด้วยการขานชื่อ ท่านประธานก็วินิจฉัยว่าเป็นญัตติที่จะต้องมีการลงมติก่อน ว่าจะใช้วิธีการใด ซึ่งใน ข้อเท็จจริงถ้าท่านประธานดู ข้อ ๓๒ อำนาจในเรื่องของการกำหนดวิธีการตรวจสอบ องค์ประชุมเป็นอำนาจของประธานโดยแท้ครับ เพราะข้อ ๓๒ บอกว่าประธานมีอำนาจ ปรึกษาหารือที่ประชุมในปัญหาใด ๆ กำหนดวิธีการตรวจสอบองค์ประชุม สั่งพักการประชุม เลื่อนการประชุมหรือเลิกการประชุมได้ตามที่ประธานเห็นสมควร เพราะฉะนั้น เมื่อมีเพื่อนสมาชิกเสนอว่ากลไกในการตรวจสอบองค์ประชุมครั้งนี้ ฝั่งหนึ่งบอกว่าใช้กลไก การเสียบบัตร อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าใช้เรื่องของการขานชื่อรายบุคคล เป็นอำนาจของประธาน ที่จะวินิจฉัยว่าเราจะเลือกวิธีการใด เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานตัดสินใจว่าจะใช้การขานชื่อ หรือการเสียบบัตร ท่านประธานสามารถดำเนินการได้โดยชอบตามอำนาจของท่านประธาน ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๒ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านอื่นไม่ต้องแล้วนะ คือ เราก็อะลุ้มอล่วยกัน แล้วก็พยายามที่จะไม่ให้ มันขัดแย้งกันเยอะ คือว่าตอนนี้ถ้าเรานับแบบขานชื่อ บางจังหวัดที่มาชี้แจง จะต้องนอนค้าง อีก ๑ คืน เราจะใช้เวลาเยอะมาก ดังนั้นผมขอพิจารณาว่าให้ท่านกรรมาธิการงบประมาณ และอนุกรรมาธิการทั้งหลายได้ไปประชุม แล้วก็ไปตอบข้อซักถาม แล้วก็ไปคุยกับข้าราชการ ที่เขามาชี้แจงนะครับ วันนี้ขอปิดประชุมครับ🔗